Home Blog Page 300

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เสริมฐานความแข็งแกร่งจิตวิญญาณแห่งแรลลี่อาร์ทกับกลุ่มแฟนคลับ ผ่านกิจกรรม ‘RALLIART CLUB MEET’

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จำกัด เดินหน้าตอกย้ำจิตวิญญาณแห่งชัยชนะในหมู่แฟน ๆ แรลลี่อาร์ท ด้วยการจัดงาน ‘RALLIART CLUB MEET’ ครั้งแรกในประเทศไทย โดยร่วมมือกับ XO Motorsport ซึ่งภายในงาน ยังเปิดโอกาสให้เหล่าสาวกตัวจริงและผู้คลั่งไคล้แรลลี่อาร์ทกว่า 300 ราย ร่วมจัดแสดงรถแต่งมิตซูบิชิที่แฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณแห่งรถแข่ง และหาดูที่ไหนไม่ได้ งานดังกล่าวจัดขึ้น ในวันที่ 27 มีนาคม 2565 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี

งาน RALLIART CLUB MEET ในครั้งนี้ มีการจัดแสดงรถแต่งแรลลี่อาร์ทดีไซน์สุดพิเศษที่ปรับแต่งโดยเหล่าผู้หลงใหลในแรลลี่อาร์ทชาวไทย ซึ่งประกอบไปด้วยรถแต่งรุ่นต่าง ๆ เช่น Tommi Mäkinen Lancer Evolution, Triton Full Option Midnight Team racing-commercial Triton และรุ่นอื่น ๆ อีกทั้ง มิตซูบิชิ  มอเตอร์ส  ประเทศไทย  ยังพร้อมส่งความสุขให้เหล่าแฟนคลับด้วยแรลลี่อาร์ทรุ่นปัจจุบัน นอกจากนี้ ท่ามกลางรถยนต์มิตซูบิชิที่หาชมได้ยากกว่า 50 คัน ยังมีการจัดแสดงรถยนต์  มิตซูบิชิ ปาเจโร ปี 1985 ที่ได้ชัยชนะถึง 7 สมัย จากรายการแข่งขัน ดาการ์ แรลลี่ (DAKAR Rally) รวมถึงรุ่นขวัญใจแฟนคลับในตำนานอย่าง Mitsubishi Lancer WRC05 ที่ยังไม่มีรถแข่งรุ่นใดเทียบได้อีกด้วย

XO Motorsport ไม่เพียงแค่จับมือกับทาง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในการร่วมกันจัดงาน CLUB MEET ในครั้งนี้เท่านั้น แต่ยังได้ร่วมกันแปลงโฉมรถยนต์รุ่นพิเศษ “Mitsubishi Triton Street Racer” และนำมาจัดแสดงไว้ในงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เหล่าแฟนคลับแรลลี่อาร์ทให้เกิดไอเดียการปรับแต่งรถยนต์ตามแบบฉบับของตัวเอง รถยนต์รุ่นพิเศษ Triton Street Racer อัดแน่นไปด้วยการออกแบบทรงสปอร์ตที่เหนือขั้น พร้อมตกแต่งด้วยกล่อง ECU ปรับขึ้นสูงถึง 170 HP ล้ออัลลอยด์ Rotiform สีขาว และอัปเกรดช่วงล่างให้โหลดต่ำด้านหน้า 2.5 นิ้ว และ โหลดต่ำด้านหลัง 3.0 นิ้ว ดีไซน์ภายในรถเวอร์ชันนี้ มาพร้อมด้วยเบาะ Bucker Seat จาก RECARO และพวงมาลัยจาก MOMO ที่ช่วยเสริมความโฉบเฉี่ยว และปลุกจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ (ฝั่งขวาจากภาพ) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้นำตำนานแรลลี่อาร์ทกลับมาเมื่อปีที่แล้ว เพื่อปลุกจิตวิญญาณแห่งชัยชนะของแฟนคลับชาวไทยให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้งด้วยรถยนต์รุ่น RALLIART สอดคล้องกับแรงบันดาลใจของเรา “Drive your Ambition” เรารู้สึกดีใจที่ได้จัดกิจกรรม RALLIART CLUB MEET เพื่อให้เหล่าแฟนคลับของแรลลี่อาร์ทได้มาพบกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความหลงใหลและประสบการณ์ที่มีต่อการตกแต่งรถยนต์มิตซูบิชิ ในอนาคต เราจะจัดงานที่เชื่อมต่อและขยายฐานแฟนคลับของกลุ่มคนรักแรลลี่อาร์ทในประเทศไทยในหลากหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้นำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่เข้ามาเติมเต็ม RALLIART Series ได้แก่ Mitsubishi Triton RALLIART Double-cab และ Mitsubishi Mirage RALLIART ซึ่งผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยและ “ดีเอ็นเอแห่งชัยชนะ” เข้าด้วยกัน รถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ เปิดตัวในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในปีนี้ เพื่อดึงดูดลูกค้าคนรุ่นใหม่ นอกจากนั้นแล้ว รถยนต์ทุกรุ่นของมิตซูบิชิในปัจจุบัน ได้รับการพิสูจน์จากทีมวิจัยและพัฒนาของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ด้วยกระบวนการทดสอบยานยนต์ขั้นสูง พร้อมการขับทดสอบในสภาพแวดล้อมและสถานการณ์จำลองรูปแบบต่าง ๆ เพื่อรักษาและส่งต่อความตื่นเต้นเร้าใจจากสนามแข่งในกลุ่มลูกค้า”

ภายในงาน แฟนคลับแรลลี่อาร์ทยังได้เพลิดเพลินไปกับการรับชมการจัดแสดงดีไซน์รถยนต์ที่มีเอกลักษณ์และเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน โดยกิจกรรมครั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีความตั้งใจที่จะนำแฟนคลับแรลลี่อาร์ทชาวไทยมาพบปะกัน เช่นเดียวกันกับเปิดโอกาสให้เหล่าผู้หลงใหลในรถยนต์แต่งเหล่านี้ ได้เข้าถึงแรลลี่อาร์ทและดีเอ็นเอของ ‘Mitsubishi Motors-ness’ ภายใต้ปรัชญา “ความรวดเร็ว” “แข็งแกร่ง” และ “สะดวกสบาย”

แฟนคลับแรลลี่อาร์ทยังได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์บนเวที และให้สัมภาษณ์สุดเอ็กคลูซีฟเกี่ยวกับความหลงใหลใน
แรลลี่อาร์ทและคอลเลกชันรถยนต์ที่หารับชมไม่ได้ที่ไหนบนเวทีอีกด้วย

นอกจากการแนะนำรถยนต์ RALLIART รุ่นใหม่ให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยอีกครั้งแล้ว หนึ่งในกลยุทธ์ของ RALLIART
ที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นำมากระตุ้นความตื่นตาตื่นใจของแฟนคลับชาวไทย คือการนำเสนอสินค้า RALLIART ในหลากหลายรายการ อาทิ เสื้อโปโล หมวก แก้วน้ำ กระเป๋า ร่ม หน้ากากอนามัย สติกเกอร์ ป้ายทะเบียนรถ และอีกมากมายที่จะออกมาจำหน่ายเพิ่มเติมในอนาคต โดยเหล่าคนรักแรลลี่อาร์ทสามารถจับจองสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียมในราคาที่คุ้มค่า ผ่านช่องทาง Lazada และผู้จัดจำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2565 เป็นต้นไป

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะยังคงเดินหน้าสร้างสัมพันธ์กับแฟนคลับแรลลี่อาร์ทชาวไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรมทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมอบพื้นที่ให้แก่เหล่าแฟน ๆ ได้ แลกเปลี่ยนความชื่นชอบและหลงใหลกับจิตวิญญาณของการแข่งรถ เฉกเช่นเดียวกันกับมอบประสบการณ์การทดลองขับจริงที่จะช่วยส่งเสริมให้เหล่าแฟน ๆ ได้มีส่วนร่วมและพบเจอกัน พร้อมทั้งบอกเคล็ดลับ เทคนิค และบทเรียนต่าง ๆ ให้แก่แฟนคลับแรลลี่อาร์ทในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เช่น พื้นที่ต่างจังหวัดและอีกมากมาย ทุกท่านสามารถติดตามรับชมกิจกรรมอื่น ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้ได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th และ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

อีซูซุร่วมกับ เอส เอฟ เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา Digital Sound Check ชุดใหม่ล่าสุด THE SOUND OF “MASTER OF ALL ROADS”

0

คุณปนัดดา เจณณวาสิน ประธานที่ปรึกษา และคุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ  บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมกับคุณสุวัฒน์ ทองร่มโพธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และคุณสุวิทย์ ทองร่มโพธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการตลาด บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา Digital Sound Check ชุดใหม่ล่าสุด THE SOUND OF “MASTER OF ALL ROADS” ที่ถ่ายทอดเสียงบรรยากาศจริงจากการถ่ายทำภาพยนตร์สั้น “ISUZU V-CROSS 4×4 MASTER OF ALL ROADS…ตัวจริงทุกเส้นทาง” การเดินทางที่แสนประทับใจของนักแสดงหนุ่มหล่อ คุณนิว-ชัยพล จูเลียน พูพาร์ต กับ ISUZU V-CROSS 4×4 ให้ได้ฟังเสียงบรรยากาศการถ่ายทำในรูปแบบ ASMR เปรียบเสมือนให้ผู้ฟังได้อยู่ในบรรยากาศการถ่ายทำจริง ผ่านระบบภาพและเสียงสมบูรณ์แบบของโลกภาพยนตร์ ณ โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ชั้น 7 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

สัมผัสเสียงเสมือนจริงของภาพยนตร์โฆษณา Digital Sound Check ชุดใหม่นี้ก่อนใครได้ที่โรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ ทุกรอบ ทุกโรง ทุกสาขารวม 407 โรงทั่วประเทศ ตั้งแต่ 4 พฤษภาคม ศกนี้ ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com และ LINE Official : Isuzu Thailand

“จีพีไอ มอเตอร์สปอร์ต” สานต่อความมันส์ “ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค วันเมคเรซ 2022” ดวล 4 สนามตลอดทั้งปี ออกสตาร์ท พ.ค.นี้

0

“จีพีไอ มอเตอร์สปอร์ต” โดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โปรโมเตอร์ความเร็วยักษ์ใหญ่ของไทย จับมือ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อความมันส์ศึกรถยนต์ทางเรียบรายการ “ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค วันเมคเรซ 2022″ ภายใต้สุดยอดโปรดักชั่นคาร์ “ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค อาร์เอส” อัพเกรด “เบรก” และ “ยาง” เพิ่มสมรรถนะให้สูงขึ้น นักขับกว่า 30 คนพร้อมล่าแชมป์ปีที่ 2 ดวลกันทั้งสิ้น 4 สนามตลอดทั้งปี ประเดิมสนามแรก 13-15 พฤษภาคมนี้ ที่ พีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (พัทยา) พร้อมเปิดให้แฟนเข้าชมในสนามอีกครั้งภายใต้มาตรการคุมเข้ม โควิด-19

ศึก ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค วันเมคเรซ 2022 (Honda City Hatchback One Make Race 2022) แถลงข่าวจัดการแข่งขันปีที่ 2 อย่างเป็นทางการ เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมี จีพีไอ มอเตอร์สปอร์ต ฝ่ายจัดการแข่งขันร่วมกับ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เอส.ซี.เอช. อินดัสตรี้ จํากัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าบรค Nexzter, บริษัท บี-ควิก จำกัด, บริษัท โยโกฮามา ไทร์ เซลล์ (ประเทศไทย) จํากัด, บริษัท ริชไวส์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด, PT Maxnitron Motorsport และ S63 OIL (THAILAND) CO., LTD, ATP Tein Kuroki Racing ล้อ Enkei Fujitsubo, Power Lab, HC MOTORSPORT ผู้นำเข้าอุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับนักแข่ง และการแข่งรถยนต์ทุกประเภท และ M1 Autowerk Thailand ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดการแข่งขัน ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค วันเมคเรซ เปิดเผยว่า “ปีที่ผ่านมาเราเจอสถานการณ์ โควิด-19 เล่นงานอย่างหนัก ทำให้ต้องเลื่อนการแข่งขันหลายครั้ง จีพีไอ มอเตอร์สปอร์ต ในฐานะโปรโมเตอร์ต้องขอบคุณผู้สนับสนุนทุกรายที่เคียงข้างเรา รวมถึง ‘พีที แม็กซ์นิตรอน เรซซิ่ง ซีรีส์’ ที่ไม่ยอมแพ้ และทำงานหนักจนสามารถทำให้ฤดูกาลแข่งขันเกิดขึ้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งในปีนี้เราจะจับมือเป็น ซัพพอร์ท เรซ ในรายการนี้อีกครั้ง ในสนามแรกที่ พีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (พัทยา) กลางเดือนพฤษภาคมนี้ และ สนาม 2 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์”

“ส่วนสนาม 3 ซึ่งเป็นซัพพอร์ทเรซของรายการ RAAT Endurance Championship 2022 จะดวลกันต่อที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ซึ่งเป็นสังเวียนความเร็วระดับโลก ที่ผมเชื่อว่าจะเป็นเรซที่น่าสนใจอย่างมาก ก่อนจะปิดท้ายฤดูกาลในสตรีทเซอร์กิตที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทยอย่าง พีที ประจวบฯ สตรีท เซอร์กิต ในเดือนตุลาคม ภายใต้การแข่งขันซัพพอร์ทเรซของ พีที แม็กซ์นิตรอน เรซซิ่ง ซีรีส์ เช่นเคย”

ศึก ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค วันเมคเรซ 2022 จะใช้รถแข่งสุดยอดโปรดักชั่นคาร์ “ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค อาร์เอส” (Honda City Hatchback RS) ซึ่งเป็นรุ่นท็อปมาสร้างเป็นรถแข่งวันเมคเรซสานต่อจากฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งมีจุดเด่นอย่าง เกียร์ Paddle Shift ที่พวงมาลัยมาเพิ่มอรรถรสของการแข่งขันคล้ายกับรูปแบบของฟอร์มูล่าวัน โดยได้รับความร่วมมือจาก KUROKI RACING สำนักสร้างรถแข่งฮอนด้า ชื่อดังในประเทศญี่ปุ่น ออกแบบอุปกรณ์ความปลอดภัยอาทิ โรลเคจ และเซ็ตระบบช่วงล่างแบรนด์ Tein จาก ATP Motorsport ด้านเครื่องยนต์จะไม่สามารถตกแต่งได้เลย แต่ได้มีการปรับเซ็ตโปรแกรมของกล่องควบคุม (ECU) ใหม่ โดย Power Lab เพื่อเพิ่มความแรงให้กับรถแข่ง ซึ่งจะทำให้การแข่งขันเร้าใจมากขึ้น

ในฤดูกาล 2022 ฝ่ายจัดการแข่งขันได้เพิ่มประสิทธิภาพรถแข่ง “ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค วันเมคเรซ” ในด้านเบรก รวมถึงเรื่องยางที่ร่วมกับ โยโกฮาม่า อัพเกรดมาใช้ยางรหัส AD08 ที่ส่งผลให้มีการยึดเกาะมากขึ้น และจากการทดสอบที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ในช่วงต้นปีนี้ ปรากฏว่าสามารถทำความเวลาต่อรอบได้เร็วกว่าเดิมถึง 2-3 วินาทีต่อรอบเลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน ศึก ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค วันเมคเรซ 2022 ยังคงมีนักขับลงแข่งขันกว่า 30 คน โดยในฤดูกาลนี้มีนักขับหน้าใหม่ 4 คัน ยืนยันเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นทางการแล้ว ได้แก่ โชคชัย จารุนงคราญ, ฐิติพงศ์  อาจิณภัทรา, สิทธิชัย  อัศวเทศานนท์ และ กฤษฏา ปิณฑะเกษตริน ส่วนกลุ่มนักขับเดิมในปีที่ผ่านมาก็ยังคงไล่ล่าความสำเร็จในฤดูกาลนี้เช่นเคย

ปรีดา ตันเต็มทรัพย์ แชมป์โอเวอร์ออลล์ประจำปี 2021 เปิดเผยว่า “ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค วันเมคเรซ เป็นการแข่งขันที่เต็มไปด้วยความสนุกและเร้าใจ ปีที่ผ่านมาการลุ้นแชมป์มีความท้าทายมาก เพราะนักขับทุกคนคือใหม่หมด และรถแข่งก็เท่ากันไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ ทำให้ทุกคนต้องงัดฝีมือการขับและกลยุทธ์มาใช้อย่างสุดความสามารถ”

“ผมภูมิใจมากครับ ที่คว้าแชมป์ประจำปีมาครองได้ในฤดูกาลแรกของ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค วันเมคเรซ แน่นอนว่าตำแหน่งนี้ก็จะรอน้องๆ นักขับทุกคนอยู่เช่นกันในปีนี้ ซึ่งในฤดูกาลนี้ผมจะไม่ได้ลงทำการแข่งขัน โดยจะส่งต่อให้กับ คุณพอล กาญจนพาส เจ้าของทีม อิมแพ็ค สปีดพาร์ค ได้ลงป้องกันแชมป์ให้กับเรา”

ด้าน “น้องมินนี่” สิตาวีร์ ลิ้มนันทรักษ์ นักขับดาวรุ่งสาววัย 18 ปี ที่ฉายแววอย่างโดดเด่นในปีที่ผ่านมา เปิดเผยว่า “ปีที่แล้วเป็นปีแรกของหนูกับการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบค่ะ เราขยับมาจากรถคาร์ทและเพิ่มประสบการณ์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งความคาดหวังในปีนี้สูงขึ้นคืออยากคว้าแชมป์ประจำปีมาครองให้ได้ ดังนั้น ก็ต้องเตรียมความพร้อมส่วนของตัวเอง และรถแข่งให้ลงตัวมากกว่าเดิม เชื่อว่านักขับรุ่นพี่และอาๆ ก็จะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน”

สำหรับ ศึก ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค วันเมคเรซ 2022 จะดวลความเร็วสนามแรก (2 เรซ) ระหว่าง        วันที่ 13 -15 พฤษภาคม สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (พัทยา) แฟนมอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และชมถ่ายทอดสดการแข่งขันในทาง

Facebook: https://www.facebook.com/HondaOneMakeRaceOfficial  

และ https://www.facebook.com/GPIMotorsport

ตารางแข่งขัน ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค วันเมคเรซ 2022 :

สนาม 1 วันที่ 13 -15 พฤษภาคม สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (พัทยา)

สนาม  2 วันที่ 22-24 กรกฎาคม  สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

สนาม  3 วันที่ 20-21 สิงหาคม สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

สนาม  4 วันที่ 19-23 ตุลาคม  สนาม พีที ประจวบฯ สตรีท เซอร์กิต

นิสสัน นำเสนอเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ ที่ได้รับการพัฒนาให้เพิ่มประสิทธิภาพในการหลีกเลี่ยงการชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

0

นิสสันประกาศเปิดตัวเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ ซึ่งอยู่ในระหว่างการพัฒนา โดยใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของรถที่แม่นยำสูง เพิ่มประสิทธิภาพในการหลีกเลี่ยงการชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้นิสสันมีการใช้รถทดสอบเพื่อสาธิตว่าเทคโนโลยีนี้สามารถดำเนินการหลบเลี่ยงการชนกันโดยอัตโนมัติได้อย่างไร

เทคโนโลยี “การรับรู้เหตุการณ์จริงจากภาคพื้น (ground truth perception) ” ของนิสสัน ผสมผสานข้อมูลจาก LIDAR ซึ่งย่อมาจาก Light Detection And Raging หรือ อุปกรณ์ที่ใช้แสงเพื่อตรวจจับและคาดคะเนระยะทางของวัตถุ, สัญญาณเรดาร์ และกล้องประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุด เทคโนโลยีนี้สามารถตรวจจับรูปร่าง และระยะห่างของวัตถุ ตลอดจนโครงสร้างของพื้นที่รอบรถแบบเรียลไทม์ได้อย่างแม่นยำในระดับสูง การใช้ข้อมูลนี้ทำให้ยานพาหนะสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน ตัดสินใจ และดำเนินการเลี่ยงการชนที่จำเป็นโดยอัตโนมัติ เทคโนโลยีนี้ยังสามารถตรวจจับการจราจรที่ชะลอตัว สิ่งกีดขวางบนถนนในระยะไกล และดำเนินการเปลี่ยนเลนตามลำดับ ที่สำคัญเทคโนโลยีนี้ยังสามารถให้การสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นแก่ผู้ขับขี่ในพื้นที่ที่ไม่มีข้อมูลแผนที่โดยละเอียด

ทาคาโอะ อาซามิ รองประธานอาวุโส ฝ่ายวิจัยและพัฒนาชั้นนำระดับโลก (Takao Asami, senior vice president, leading global research and development) กล่าวว่า “นิสสันเป็นแบรนด์แรกๆในตลาดที่นำเสนอเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง เมื่อเรามองถึงอนาคตของการขับขี่อัตโนมัติ เราเชื่อว่าสิ่งนี้มีความสำคัญสูงสุด ที่ทำให้เจ้าของรถรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัย เรามั่นใจว่า เทคโนโลยีการรับรู้เหตุการณ์จริงจากภาคพื้น (ground truth perception) ที่กำลังพัฒนาของเราจะมีส่วนสำคัญต่อความมั่นใจของเจ้าของรถ และสามารถช่วยลดอุบัติเหตุจราจร และจะเป็นเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติสำหรับอนาคต”

นิสสันได้ร่วมมือกับบริษัทที่ล้ำสมัยในการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีนี้ และแบ่งปันความรู้ อุปกรณ์แบบ LIDAR ในเจเนอเรชันถัดไป ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ และกำลังถูกรวมเข้ากับระบบของนิสสัน โดยร่วมมือกับ Luminar1 ซึ่งใช้เทคโนโลยีชั้นนำของโลก ในด้านการควบคุมการหลีกเลี่ยงการชนขั้นสูง การพัฒนาเทคโนโลยี การตรวจสอบความถูกต้องที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งสภาพแวดล้อมดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยเหตุนี้ นิสสันจึงร่วมมือกับ Applied Intuition2 ซึ่งมีเทคโนโลยีการจำลองที่ล้ำสมัย

ภายใต้วิสัยทัศน์ระยะยาว Nissan Ambition 2030 นิสสันกำลังทำงานเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีควบคุมยานพาหนะโดยมุ่งเป้าไปที่การลดอุบัติเหตุ โดยใช้เทคโนโลยีของ LIDAR สำหรับรุ่นต่อไป นิสสันเชื่อว่าในยุคที่จะมาถึงของการขับขี่แบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่สามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่ซับซ้อนได้สูงนับเป็นสิ่งสำคัญ นิสสันตั้งเป้าที่จะพัฒนาเทคโนโลยีการรับรู้เหตุการณ์จริงจากภาคพื้นให้เสร็จสิ้นภายในกลางทศวรรษที่ ​​2020 โดยจะวางจำหน่ายในรถยนต์รุ่นใหม่บางรุ่นก่อน และจะมีในเกือบทุกรุ่นภายในปีงบประมาณ 2030

1 = Luminar บริษัทเทคโนโลยีด้านยานยนต์ระดับโลก โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา Luminar ได้สร้างแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ขั้นสูงเพื่อรองรับพันธมิตรในอุตสาหกรรมมากกว่า 50 ราย ซึ่งรวมถึงค่ายยานยนต์ชั้นนำทั่วโลก ผู้สนใจสามารถข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Luminar ได้ที่นี่

2 = Applied Intuition ทีมวิศวกรรมและทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้นำความเป็นอิสระออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และง่ายต่อการใช้มากขึ้น ชุดผลิตภัณฑ์ของบริษัทเน้นที่การจำลอง การตรวจสอบความถูกต้อง และการจัดการบันทึกของการขับขี่ นำเสนอโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนซึ่งสร้างขึ้น ผู้สนใจสามารถข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่นี่

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จับมืออีโวลท์ เทคโนโลยี ยกระดับประสบการณ์สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ประกาศความร่วมมือครั้งล่าสุดกับ บริษัท อีโวลท์ เทคโนโลยี จำกัด (Evolt Technology) ผู้ให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของประเทศไทย เพื่อขยายเครือข่ายการให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิระบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) ทั่วประเทศ โดยลูกค้าจะสามารถเข้าถึงเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ควบคุมการชาร์จ และชำระเงินค่าชาร์จผ่านแอปพลิเคชั่น EVolt พร้อมรับสิทธิพิเศษเฉพาะสำหรับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2565 และสำหรับลูกค้ามินิ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ สามารถเข้าถึงเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะได้ราว 600 หัวจ่าย ในกว่า 295 แห่งทั่วประเทศ

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนในประเทศไทยมาโดยตลอด เราร่วมมือกับพันธมิตรในการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 และเนื่องจากผู้ขับขี่ชาวไทยมีความต้องการด้านพลังงานยั่งยืนและการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เราจึงมองเห็นโอกาสสำคัญในการทำงานร่วมกับพันธมิตรรายใหม่ ๆ เพื่อขยายเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะ ให้ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิได้รับความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการใช้งานสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ เพื่อปูทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำในประเทศไทยอีกด้วย”

คุณพูนพัฒน์ โลหารชุน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีโวลท์ เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้กับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะเป็นการผนวกความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการสถานีชาร์จไฟฟ้าและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของเรา และเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าอันล้ำสมัยของบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ เพื่อนำเสนอบริการที่เหนือกว่าสำหรับลูกค้าเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าด้วยแอปพลิเคชั่นที่ใช้งานง่าย เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยตอกย้ำศักยภาพและจุดแข็งของเราในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างสรรค์โซลูชั่นการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และช่วยผลักดันเป้าหมายแห่งการเติบโตให้กับบริษัทของเราในฐานะผู้ให้บริการระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของประเทศไทย”

จากความร่วมมือกันของทั้งสองฝ่ายในครั้งนี้ จะทำให้เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิสามารถเข้าถึงเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะมากถึง 600 หัวจ่าย ในกว่า 295 แห่งทั่วประเทศ ประกอบไปด้วย สถานีชาร์จไฟฟ้าของอีโวลท์ เทคโนโลยี และสถานีชาร์จของพันธมิตรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สถานีชาร์จไฟฟ้า EleX by EGAT โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สถานี ChargeNow และสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ

ทั้งนี้ เฉพาะลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิที่เป็นเจ้าของรถยนต์ระบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และ รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) จากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ จะได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้นกับบริการสุดพิเศษเมื่อใช้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้าของอีโวลท์ เทคโนโลยี อาทิ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลงานบริการลูกค้าของบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลสำคัญ เช่น ที่ตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าและการวางแผนเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้ารายใดก็ตาม ได้ที่เบอร์ 02-114-7343 หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 1397 ทั้งนี้ ลูกค้าที่ติดต่อไปยังอีโวลท์ เทคโนโลยีโดยตรง จะต้องยืนยันความเป็นเจ้าของรถยนต์โดยการแจ้งหมายเลขประจำยานพาหนะ (VIN) กับเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการ

นอกจากนั้น ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิที่เป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) จะได้รับส่วนลดถึง 20% เมื่อเติมเงินสำหรับเครดิตการชาร์จผ่านแอปพลิเคชั่น EVolt ลูกค้าสามารถลงทะเบียนเพื่อรับข้อเสนอพิเศษดังกล่าว ด้วยการดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น EVolt บน Google Play หรือ Apple Store พร้อมกรอกข้อมูลส่วนบุคคล ยี่ห้อรถ และหมายเลขประจำยานพาหนะ (VIN) หลังจากนั้นจะสามารถใช้สิทธิพิเศษดังกล่าวได้ทันทีกับหมายเลขประจำยานพาหนะที่ลงทะเบียนไว้ ซึ่งทั้งสองสิทธิพิเศษดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม สำหรับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยู และ 1 มิถุนายน 2565 สำหรับลูกค้ามินิ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการดังกล่าว สามารถสอบถามได้ที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เบอร์โทรศัพท์ 1397 และติดตามข่าวสารได้ทาง https://www.bmw.co.th หรือ https://www.facebook.com/bmwthailand/

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เยือนสำนักงานใหญ่ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น

0

มร. ทาคาโอะ คาโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง และ มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ให้การต้อนรับ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หม่อมหลวงชโยทิต กฤดากร ผู้แทนการค้าไทยและที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และ นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในโอกาสเดินทางเยือนสำนักงานใหญ่ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแผนแม่บทยานยนต์ไฟฟ้าของไทย การลงทุนเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต รวมถึงมาตรการของรัฐบาลไทยในการสนับสนุนการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

นายสุพัฒนพงษ์ และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้เยี่ยมชมโชว์รูมของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมีการจัดแสดงรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่นของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ไว้ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่

“เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้คณะผู้บริหารระดับสูงของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้พบปะหารือ พร้อมให้ข้อมูลทิศทางและเทคโนโลยีเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของเราในอนาคต ตลอดการพูดคุยด้วยเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับแผนแม่บทและกลยุทธ์ยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย เราชื่นชมที่รัฐบาลไทยให้การสนับสนุนในเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ ทำให้เกิดการปรับตัวสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นแรงผลักดันการขับเคลื่อนตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของเรา การเดินทางเยือนของคณะผู้แทนรัฐบาลไทย ช่วยตอกย้ำถึงทิศทางกลยุทธ์และความมุ่งมั่นของเราที่จะส่งเสริมให้ลูกค้าชาวไทยใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกที่ผลิตเพื่อการจำหน่าย ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเป็นเทคโนโลยีหลักในการดำเนินธุรกิจของเรา  เรากำหนดยุทธศาสตร์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเริ่มผลิตและจัดจำหน่าย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ที่มีระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานและมีความเหมาะสมที่สุดสำหรับตลาดเมืองไทยในปัจจุบัน” มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

“เมื่อชาร์จไฟแบตเตอรี่จนเต็ม มิตซูชิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวเหมือนกับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ด้วยระยะทางสูงสุด 55 กม. รถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรุ่นนี้ผลิตในประเทศไทยและมีการทำงานเหมือนกับรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดเมื่อผู้ขับขี่จำเป็นต้องเดินทางไกล มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยดำเนินกลยุทธ์ขยายระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริดไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ บริษัทฯ ยังมีเป้าหมายปรับเครื่องยนต์สำหรับ รถยนต์นั่งทุกรุ่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เป็นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ในตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป” มร. โคอิโตะ กล่าวเพิ่มเติม

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ประกาศความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย และบริษัท ปตท. นํ้ามัน และการค้าปลีก (OR) เพื่อดำเนินโครงการนำร่องด้วยการใช้งาน มินิแค็บ มีฟ ในรูปแบบเพื่อการพาณิชย์สำหรับการขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นการแสวงหาโอกาสการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในวงกว้างในประเทศไทย โครงการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางปฏิบัติเพื่อสนับสนุนแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ที่มีเป้าหมายลดมลพิษคาร์บอนจากรถยนต์ใหม่ลงร้อยละ 40 และเพิ่มสัดส่วนยอดขายรถยนต์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้ถึงร้อยละ 50 ของยอดขายทั้งหมดภายในปี 2573

ผู้แทนของรัฐบาลไทย ได้เดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภายใต้วิสัยทัศน์ “นโยบายการลงทุนเอเชีย-ญี่ปุ่นเพื่ออนาคต” ระหว่างวันที่ 19 – 23 เมษายน 2565 โดยในระหว่างการเยือนสำนักงานใหญ่ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ผู้บริหารของทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อมูลเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย

พร้อมจัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 44”

0

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ณัฐรินทร์ พยุงวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ-สายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค (ซ้ายสุด) ยืนยันเดินหน้าจัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 44” ภายใต้แนวคิด “ต่างยุค – ร่วมสมัย….Difference Period – Yet Contemporaneous” รวมรถหายากกว่า 100 คัน มาประชันโฉม ณ ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ระหว่างวันที่ 18-22 พฤษภาคม 2565

ผู้สนใจสามารถส่งรถเข้าประกวดภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 และสอบถามรายละเอียดได้ที่ www.vintagecarclub.or.th และ www.facebook.com/VintageCarClub

TTC Motor มอบบริการอุ่นใจ เมื่อนำรถเข้าบำรุงรักษาหรือซ่อมสีและตัวถัง

0

TTC Motor มอบบริการ อุ่นใจระลอกใหม่  เดินทางท่องเที่ยว รับร้อน ปลอดภัย เมื่อนำรถเข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะทาง สำหรับลูกค้า Mercedes-Benz รวมถึง Van Model รับสิทธิพิเศษสุดปัง หรือนำรถเข้าบริการซ่อมสีและตัวถัง เคลียร์คัท ทุกเคส ไม่มีเรื้อรัง พร้อมนัดหมายได้ทันใจ  โทร.  1274 , 02-322-2222

คุณอัครินทร์ ตั้งทวีสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์, เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี, เมอร์เซเดส-มายบัคและเมอร์เซเดส-อีคิว อย่างเป็นทางการ เผยว่า บริษัทฯขานรับนโยบาย เปิดประเทศของภาครัฐบาล เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว  โดยเฉพาะคนไทย ทีทีซี มอเตอร์ พร้อมมอบบริการอุ่นใจระลอกใหม่ รองรับการท่องเที่ยวรับร้อน ปลอดภัย เมื่อนำรถเข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะทาง สำหรับลูกค้า Mercedes-Benz รวมถึง Van Model รับสิทธิพิเศษสุดปัง ด้วยสิทธิพิเศษมากมาย

สิทธิพิเศษที่ 1 สำหรับรุ่นรถที่ร่วมรายการ

รับฟรี MB Oil 1 ลิตร สำหรับลูกค้า Walk-in ที่รับบริการ Maintenance Service

รับฟรี MB Oil เพิ่มอีก 1 ลิตร สำหรับลูกค้าที่นัดเข้ารับบริการล่วงหน้า

ส่วนลดพิเศษ 20%

 

สิทธิพิเศษที่ 2 สำหรับรถทุกรุ่น

ยอดค่าใช้จ่าย 30,000 ขึ้นไป เลือกรับ MB Car Care Set ชุดน้ำยาดูแลรถยนต์ภายนอกหรือภายใน มูลค่า 3,712 บาท

ยอดค่าใช้จ่าย 50,000 ขึ้นไป รับเก้าอี้ Director มูลค่า 5,157 บาท

 

พิเศษ เฉพาะผู้ถือบัตร Citi Mercedes เลือกแบ่งชำระ 0% นาน 6 เดือน หรือ 10 เดือน เมื่อมียอดค่าใช้จ่าย 20,000 บาทขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก : http://mb4.me/TH_Offer ติดต่อนัดหมายที่ โทร 1274 เพื่อเข้ารับบริการที่ TTC Motor ได้เลยคลิก : http://mb4.me/OAB_TTCMotor

สำหรับโปรโมชั่น อุ่นใจที่สอง งานบริการซ่อมสีและตัวถัง ทีทีซี มอเตอร์ เป็นศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังแบบครบวงจรและทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่ง พร้อมให้บริการดูแลสีและตัวถังรถยนต์ระดับพรีเมียมหลากหลายยี่ห้อ ผ่านช่างผู้มีความชำนาญมากด้วยประสบการณ์การซ่อมสีและตัวถังมาอย่างยาวนาน

อีกทั้งมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย เช่น เครื่องมือการอ่านค่าสีที่แม่นยำ สามารถนำข้อมูลส่งต่อไปยังเครื่องผสมสี ทำให้ลดปัญหาเรื่องสีเพี้ยน นอกจากนี้ วัสดุและอุปกรณ์ทุกชิ้นในศูนย์บริการ นำเข้าจากต่างประเทศและผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากลทั้งสิ้น

นายอัครินทร์กล่าวว่า “เราต้องการยกระดับ มาตรฐานการซ่อมสีและตัวถังไปสู่ระดับพรีเมี่ยม เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านได้รับการบริการที่ยอดเยี่ยมและประทับใจมากที่สุด”

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมายเข้ารับบริการ

TTC MOTOR BODY & PAINT CERTIFIED BY MERCEDES-BENZ  โทร 02 322-2222

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ผนึกกำลัง 3 การไฟฟ้า กฟผ. กฟน. และ กฟภ. พัฒนาโครงสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยอย่างเต็มรูปแบบ

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จับมือ 3 หน่วยงานการไฟฟ้า ประกอบไปด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าและพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้า เพื่อมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า โดยนำความเชี่ยวชาญของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ผสานกับความเชี่ยวชาญด้านพลังงานไฟฟ้าของทั้ง 3 หน่วยงาน เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2565 ซึ่งนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี โดยมี มร. ไมเคิล ฉง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง และนายศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นผู้ลงนาม ณ GWM Experience Center ไอคอนสยาม พร้อมด้วยทีมผู้บริหารระดับสูงจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้แก่ นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ และนายครรชิต ไชยสุโพธิ์ รองประธาน ฝ่ายกิจการองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า “การลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการส่งเสริมสนับสนุนขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าและพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้า ระหว่าง เกรท วอลล์ มอเตอร์ กับ กฟผ. กฟน. และ กฟภ. แสดงให้เห็นถึงบทบาทสําคัญของภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมมือกันขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพลังงาน พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Society) ส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในไทยให้เอื้อต่อการจําหน่ายและผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ครอบคลุม เพื่อมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป”

มร. ไมเคิล ฉง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “หลังจากที่ภาครัฐได้มีนโยบายในการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทำให้หลายภาคส่วนพร้อมผนึกกำลังร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมยนตรกรรมแห่งอนาคต เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เป็นแบรนด์รถยนต์กลุ่มแรกที่ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลไทยเพื่อผลักดันนโยบายสนับสนุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยความร่วมมือระหว่างเกรท วอลล์ มอเตอร์ กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทั้งในแง่การดำเนินการสำรวจเชิงลึกเกี่ยวกับสถานีอัดประจุไฟฟ้า การแบ่งปันทักษะและความรู้ความชำนาญในการติดตั้ง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และรูปแบบการบริการ ซึ่งในปี 2565 เกรท วอลล์ มอเตอร์มีแผนที่จะสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้นเป็น 55 แห่ง การร่วมมือกับการไฟฟ้าทั้ง 3 หน่วยงานนี้ จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้เราบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับกลยุทธ์ระดับภูมิภาค โดยตั้งเป้าให้ “ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง และขยายตลาดเข้าสู่อาเซียน” ส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน ในอนาคต เราจะทำงานร่วมกับพันธมิตรของเรา โดยอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคชาวไทยในการเดินทางด้วยยานพาหนะไฟฟ้า สำรวจรูปแบบ และโอกาสทางอุตสาหกรรมใหม่เพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของประเทศไทย รวมถึงการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียน”

ด้านนายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน กฟผ. มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบไฟฟ้ามาตลอด 52 ปี และมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทยมาอย่างต่อเนื่องให้กับผู้ประกอบการและผู้ผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก ปลอดภัย และรวดเร็ว ทั้งด้านรถยนต์ไฟฟ้าและด้านเครือข่ายการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า การพัฒนาแอปพลิเคชันให้สามารถแบ่งปันข้อมูลกันได้ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมและธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า โดย กฟผ. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำ เช่น เกรท วอลล์ มอเตอร์ เพื่อร่วมสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายที่จะผลิตยานยนต์ไฟฟ้าให้มีจำนวน 30% ของการผลิตทั้งหมดในปี 2573 ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศและปัญหาภาวะโลกร้อน พร้อมช่วยสร้างสังคมสีเขียวให้กับประเทศไทยต่อไป ซึ่งในปัจจุบัน กฟผ. ได้เปิดให้บริการสถานี EleX by EGAT พร้อมสถานีพันธมิตรในเครือข่าย EleXA แล้วจำนวน 49 สถานีทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าขยายสถานีชาร์จ EleX by EGAT ให้มีจำนวนรวมกว่า 120 สถานีให้ได้ภายในสิ้นปี 2565 นี้ เพื่อครอบคลุมการเดินทางทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ นายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่า “การไฟฟ้านครหลวงเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา กฟน. มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับเกรท วอลล์ มอเตอร์ สนับสนุนและผลักดันตามแนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า นโยบาย 30@30 ของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ โดยกระทรวงพลังงาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการสร้างระบบนิเวศของรถยนต์ไฟฟ้าให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน กฟน. ได้วางแผนปรับปรุงโครงข่ายระบบไฟฟ้าในพื้นที่จำหน่ายให้เป็นโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Metro Grid) และมีแผนขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ พร้อมอำนวยความสะดวกในการให้บริการหัวชาร์จ MEA EV ที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยแก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าผ่าน MEA EV Application ที่ได้มีพัฒนาการใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างประสบการณ์ที่ดีต่อผู้ใช้งานมากขึ้น เชื่อมต่อบนแพลตฟอร์มระบบบริหารจัดการเครื่องอัดประจุไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติที่เกี่ยวข้องกับการชาร์จ สำหรับวางแผนการพัฒนาระบบไฟฟ้าและการให้บริการ เป็นการส่งเสริมสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย พร้อมยินดีให้ความร่วมมือเอกชนทุกภาคส่วนส่งเสริมดำเนินตามนโยบายภาครัฐต่อไป”

นายศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวปิดท้ายว่า “จากความตั้งใจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการยกระดับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าไทยให้ทัดเทียมในระดับสากล การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจึงพร้อมสนับสนุนบริษัทฯ ในการขยายเขตไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานให้ดียิ่งขึ้น เพื่อรองรับปริมาณรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย กฟภ. ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานไฟฟ้าของไทยที่ให้บริการครอบคลุมทั้ง 75 จังหวัด ได้ขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าไปแล้ว 73 สถานี และมีแผนขยายจำนวนสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มอีก 190 สถานี รวมเป็น 263 สถานี ภายในปี 2566 รวมถึงพัฒนาการใช้แอปพลิเคชัน PEA VOLTA Application ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาตำแหน่ง นำทาง สั่งชาร์จ ชำระค่าบริการ และตรวจสอบประวัติการใช้งาน ได้สะดวกยิ่งขึ้น เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะผลักดันประเทศไทยให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้เกิดสังคมสีเขียว สร้างงานสร้างอาชีพ ไปพร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจให้กับคนไทยต่อไป”

สำหรับความร่วมมือระหว่างเกรท วอลล์ มอเตอร์ กับ 3 หน่วยงานการไฟฟ้าในครั้งนี้จะครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าเพื่อรองรับการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ทั้งการติดตั้งและการพัฒนาสถานีประจุไฟฟ้า การแบ่งปันองค์ความรู้ที่สำคัญในการดำเนินการ พร้อมยกระดับแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในอนาคต โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.): ร่วมมือในการขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าในรูปแบบ Fast-charge พร้อมพัฒนา Charging Mobile Application ที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ ทั้งการแลกคะแนนสะสมระหว่างแพลตฟอร์ม และการระบุเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน นอกจากนี้ ยังร่วมมือกันทางด้านการส่งเสริมการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางด้านยานยนต์ไฟฟ้า การศึกษาวิจัยแนวโน้มของแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งการศึกษาความเป็นไปได้และโอกาสในรูปแบบธุรกิจอื่น ๆ
  • การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.): แลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิค และการศึกษาวิจัยความเป็นไปได้ในการนำแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ซ้ำและการรีไซเคิล รวมถึงการฝึกอบรมในด้านสถานีอัดประจุไฟฟ้า โดยเป็นพันธมิตรหลักในการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้กับสถานีชาร์จเร็ว (G-Charge) สถานีพาร์ทเนอร์ สโตร์ (Partner store) และสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบปลายทาง (Destination) พร้อมเชื่อมต่อการให้บริการในการจองสถานีและชำระเงินผ่านทั้งแอปพลิเคชันของ กฟน. และ GWM Application นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการทางด้านยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.): แลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคของระบบการทำงานของยานยนต์ไฟฟ้า และระบบของสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน รวมถึงเป็นพันธมิตรหลักในการขยายเขตไฟฟ้า การติดตั้งหม้อแปลงให้กับสถานีพาร์ทเนอร์ สโตร์ (Partner store) และสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบปลายทาง (Destination) เพื่อสร้างความมั่นใจ ความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้า พร้อมสนับสนุนกิจกรรมทางการตลาด และการพัฒนาแอปพลิเคชันให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลของสถานีอัดประจุไฟฟ้าและอำนวยความสะดวกในการจองสถานีชาร์จและชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันได้อีกด้วย

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก” (Global Intelligent Technology Company) ที่เห็นความสำคัญของการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรในภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมผลักดันไทยให้ก้าวสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนตามแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ประกาศปรับราคาจำหน่ายรถยนต์บางรุ่น ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป

0

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ประกาศปรับราคารถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูบางรุ่น มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป โดยการปรับราคาในครั้งนี้เป็นผลมาจากอัตราเงินเฟ้อซึ่งมีการปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้ต้นทุนด้านวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและราคาขนส่งสินค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “การปรับราคาใน
ครั้งนี้เป็นผลจากอัตราเงินเฟ้อและต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ยังคงให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการตอบสนองความต้องการด้านการขับขี่และไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของลูกค้า ผ่านการพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมแห่งยานยนต์และความเป็นดิจิทัลอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ระบบขับเคลื่อน และเราจะยังคงยึดมั่นในการมอบพลังแห่งทางเลือก พร้อมนำเสนอประสบการณ์การขับขี่อันเยี่ยมยอดให้กับลูกค้าชาวไทยต่อไป”

การปรับราคาใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ครอบคลุมรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ดังนี้

รุ่น ราคาเดิม (บาท)ราคาใหม่ (บาท)
220i Gran Coupe M Sport2,169,0002,239,000
530e Elite2,999,0003,199,000
520d M Sport3,539,0003,599,000
630i GT M Sport3,999,0004,099,000
X4 xDrive20d M Sport LCI3,999,0004,099,000
X5 xDrive30d M Sport4,799,0004,849,000
X5 xDrive45e M Sport5,099,0005,149,000
X6 xDrive40i M Sport5,499,0005,669,000
X7 xDrive40d M Sport6,199,0006,399,000
iX3 M Sport3,399,0003,499,000
430i M Sport3,969,0004,099,000
430i M Sport Convertible4,369,0004,499,000
Z4 sDrive30i M Sport3,999,0004,099,000
Z4 M40i4,999,0005,099,000

 

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw.co.th หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู
อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ