Home Blog Page 301

“Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” ส่งมอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ แก่โรงพยาบาลชุมชนแห่งแรกในจังหวัดขอนแก่น

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วย นายเอกอธิ รัตนอารี กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคลและบริหารทั่วไป มอบระบบไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซล่าร์เซลล์ ให้แก่โรงพยาบาลน้ำพอง ในจังหวัดขอนแก่น  เป็นแห่งแรก  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” เพื่อมุ่งสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในด้านสาธารณสุข และส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นสังคมคาร์บอนสมดุล โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังถือโอกาสนี้ ส่งมอบ รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเรือธง มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ให้แก่โรงพยาบาลน้ำพอง เพื่อใช้ในกิจกรรมทางการแพทย์ของโรงพยาบาลฯ

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ในโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศไทย มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่ดี พร้อมกับสนับสนุนเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการสร้างสังคมคาร์บอนสมดุล  โครงการนี้เกิดจากความร่วมมืออันแข็งแกร่งกับกระทรวงสาธารณสุข การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อยกระดับการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน และมุ่งสู่เป้าหมายในการสนับสนุนการติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ให้แก่โรงพยาบาลชุมชนประมาณ 40 แห่ง ภายในปี 2575 อีกทั้ง ยังช่วยส่งเสริมให้โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการฯ ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงมากกว่า 17,300 ตัน ตลอดระยะเวลาของโครงการฯ และช่วยให้โรงพยาบาลแต่ละแห่งประหยัดค่าไฟฟ้าได้สูงสุด 400,000 บาท ต่อปี”

“โรงพยาบาลน้ำพองได้รับการคัดเลือกให้เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของโครงการฯ เนื่องจากมีความจำเป็นเร่งด่วนจากการขยายพื้นที่ เพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น ตำแหน่งที่ตั้งของโรงพยาบาลฯ ยังได้รับแสงอาทิตย์โดยตรง ซึ่งทำให้  โซล่าร์เซลล์สามารถผลิตพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราเชื่อว่า ระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ที่เรามอบให้แก่โรงพยาบาลน้ำพองจะสร้างประโยชน์ให้แก่สมาชิกในชุมชน ทั้งในด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมทั้ง 3 ด้านหลักของเราประกอบด้วยด้านการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านสุขภาพ ภายใต้ปณิธาน “สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย” มร. โคอิโตะ กล่าวเพิ่มเติม

ภายใต้โครงการนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เป็นผู้รับผิดชอบในการติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ รวมถึงค่าบำรุงรักษารายปี

“ผมขอขอบคุณสำหรับการสนับสนุนจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และพันธมิตรของโครงการนี้ที่มอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ให้แก่โรงพยาบาลน้ำพอง โครงการนี้ สะท้อนให้เห็นทิศทางของบริษัทฯ ที่ต้องการตอบแทนสังคมผ่านการสนับสนุนโรงพยาบาลท้องถิ่น ให้สามารถเข้าถึงพลังงานสะอาด และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก พร้อมยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการให้บริการทางการแพทย์ และลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ผ่านการใช้กระแสไฟฟ้าจากแหล่งไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ผมมีความยินดีเป็นอย่างมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ และเชื่อมั่นในเป้าหมายร่วมกันของเราที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย รวมถึงการพัฒนาระบบการบริการสุขภาพอย่างยั่งยืน ผมมั่นใจว่า การใช้โซล่าร์เซลล์ในโรงพยาบาลน้ำพองจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่โรงพยาบาลอื่นในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้ดำเนินรอยตาม” นายแพทย์สวัสดิ์ อภิวัจนีวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 7 กล่าว

โรงพยาบาลน้ำพองก่อตั้งในปี 2514 และตั้งอยู่บนถนนมิตรภาพ โรงพยาบาลแห่งนี้ ให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนในหลายอำเภอ ได้แก่ อำเภอน้ำพอง อำเภอเขาสวนกวาง อำเภออุบลรัตน์ อำเภอกระนวน อำเภอเมือง และอำเภอโนนสะอาด โดยเปิดทำการทุกวันตลอด 24 ชม.

นายแพทย์อุรส สิงห์งาม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน้ำพอง  กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณ มิตซูบิชิ  มอเตอร์ส  ประเทศไทย  และพันธมิตรของโครงการนี้ที่ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของโรงพยาบาลชุมชน ในการช่วยยกระดับสุขอนามัยให้แก่ประชาชนในชุมชนน้ำพองและพื้นที่ใกล้เคียง โรงพยาบาลน้ำพอง ถือเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีเตียงผู้ป่วย 200 เตียง มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโดยเฉลี่ยเป็นผู้ป่วยนอก 817 คน และผู้ป่วยใน 129 คนต่อวัน การติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์จะช่วยให้โรงพยาบาลลดค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้ไฟฟ้า และช่วยสร้างการรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และกระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานสะอาดในสมาชิกชุมชนคนน้ำพอง”

นอกจากการมอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์แล้ว มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังจัดส่งรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเรือธง มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี จำนวน 1 คัน ให้แก่โรงพยาบาลน้ำพองได้นำไปใช้สำหรับกิจกรรมทางการแพทย์ รถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรุ่นนี้ สามารถจ่ายกำลังไฟได้สูงสุด 1,500 วัตต์ ให้แก่อุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อใช้ในกิจกรรมนอกบ้าน และเป็นแหล่งพลังงานที่มีเสถียรภาพในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือไฟดับ ด้วยสมรรถนะในการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าซึ่งได้มาจากระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ของโรงพยาบาล รถยนต์รุ่นดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์ระบบนิเวศพลังงานสะอาดและยั่งยืนได้เช่นเดียวกัน

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีความมุ่งมั่นต่อเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการสนับสนุนการเป็นสังคมคาร์บอนสมดุลของประเทศไทย ผ่านการดำเนินโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหลายโครงการ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดกระบวนการผลิตรถยนต์ รวมถึงโครงการปลูกป่า โครงการ Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อชีวิตที่ดีกว่า และการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์  พีเอชอีวี ยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เปิดตัวในประเทศไทยในปี 2563 บริษัทฯ ยังได้ใช้ระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคาโรงงานแหลมฉบัง ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นโรงงานของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส นอกประเทศญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 6,100 ตันต่อปี

บริดจสโตน จัดโปรโมชั่นพิเศษ แจก Bar B Q Plaza E-Voucher มูลค่า 300 บาท เมื่อซื้อยาง DURAVIS R624 HEAVY DUTY 2 เส้นขึ้นไป

0

บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด จัดโปรโมชั่นพิเศษเอาใจสายปิ้งย่าง กับโปรฉ่ำเด็ด เพียงซื้อผลิตภัณฑ์ยาง DURAVIS R624 HEAVY DUTY” จำนวน 2 เส้นขึ้นไป และลงทะเบียนรับประกันยาง รับฟรี Bar B Q Plaza E-Voucher มูลค่า 300 บาท เพียงลูกค้าลงทะเบียนรับสิทธิ์ โดยสแกน QR Code หรือลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.bridgestone.co.th ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2565 หรือจนกว่าของสมนาคุณจะหมด

เงื่อนไขโปรโมชั่น

  • ลูกค้าได้รับบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ Bar B Q Plaza E-Voucher มูลค่า 300 บาท เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ยาง DURAVIS R624 HEAVY DUTY จำนวน 2 เส้นขึ้นไป และลงทะเบียนรับประกันยาง พร้อมอัปโหลดใบเสร็จได้ถูกต้องและครบถ้วน
  • ข้อมูลบนใบเสร็จต้องครบถ้วนสมบูรณ์ โดยมีรายละเอียด วันที่ใบเสร็จ, ชื่อร้านค้า, ชื่อ-นามสกุล, เบอร์โทรศัพท์มือถือ ทะเบียนรถ, รุ่นยาง, ขนาดยาง, จำนวนยาง และราคายาง
  • ภายใน 5 วันทำการ บริษัทฯ จะจัดส่งลิงก์สำหรับดาวน์โหลด Bar B Q Plaza E-Voucher ผ่านทางระบบ SMS
  • จำกัดบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ 1 สิทธิ์ ต่อ 1 ใบเสร็จ
  • จำกัดสิทธิ์ 2,000 สิทธิ์ตลอดระยะเวลาโปรโมชั่น
  • ระยะเวลาโปรโมชั่นตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2565
  • เงื่อนไขและรายละเอียดเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
  • บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bridgestone.co.th
 หรือสอบถามได้ที่แผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-636-1555

โตโยต้า ขานรับมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ร่วมลงนามข้อตกลงภาครัฐ

0
โตโยต้า ขานรับนโญบายภาครัฐ ภาพเปิด

มร. โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงขององค์กร เข้าเป็นตัวแทนใน “พิธีลงนามข้อตกลงระหว่างกรมสรรพสามิตกับผู้ประกอบอุตสาหกรรมรถยนต์” เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นขององค์กรในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า สอดคล้องกับมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของ คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ โดยมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต นายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต นายเกรียงไกร พัฒนาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานและพัฒนาการจัดเก็บภาษี 2 ร่วมลงนามและเป็นสักขีพยาน ในวันศุกร์ที่ 29 เมษายน 2565 ณ อาคารหอประชุม กรมสรรพสามิต

โตโยต้า ขานรับนโญบายภาครัฐ

โตโยต้า ขานรับนโญบายภาครัฐ 3

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เข้าร่วม “พิธีลงนามข้อตกลงระหว่างกรมสรรพสามิตกับผู้ประกอบอุตสาหกรรมรถยนต์” เพื่อเข้าร่วมมาตรการการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ตามแนวทางของ คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ โดยภายใต้การลงนามฯ นี้ ผู้ประกอบอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมมาตรการฯ จะได้รับสิทธิในการรับเงินอุดหนุนพร้อมทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการจำหน่ายรถยนต์ BEV รุ่นที่ขอรับสิทธิ โดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้นำรถยนต์ประเภท Battery Electric Vehicle (BEV) มาขอรับสิทธิตามมาตรการฯ จำนวน 1 รุ่น คือ Toyota bZ4X และจะนำเสนอรถยนต์รุ่นดังกล่าวออกสู่ตลาดภายใต้ราคาขายปลีกที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุนแล้วเป็นลำดับต่อไป เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจในด้านราคาจำหน่ายที่ลดลง กระตุ้นให้ผู้บริโภคเข้าถึงการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าได้มากขึ้น สอดคล้องกับพันธกิจใหม่ขององค์กร ในการนำเสนอการขับเคลื่อนที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย และเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

โตโยต้า ขานรับนโญบายภาครัฐ 4
ทั้งนี้ ภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่ของโตโยต้า ในการ “เป็นผู้นำพาการขับเคลื่อนยุคใหม่ เพื่อเสริมสร้างความสุขของผู้คน และความยั่งยืนของสังคม” ได้กำหนดหนึ่งในพันธกิจหลักขององค์กร คือ การนำพาประเทศมุ่งสู่ “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” หรือ Carbon Neutrality โดยหนึ่งในกลไกสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวคือการแนะนำรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าให้เป็นที่ใช้งานอย่างแพร่หลาย ซึ่งโตโยต้าได้มีการเตรียมความพร้อมในการวิจัยและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายระบบส่งกำลัง เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานของลูกค้าได้ทุกรูปแบบ รวมถึงมีการริเริ่มโครงการความร่วมมือกับหลายภาคส่วน เพื่อศึกษารูปแบบการใช้งาน การยกระดับทักษะแรงงานเพื่อรองรับยานยนต์ยุคหน้า ระบบพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวเนื่อง เหมาะสมกับบริบทการใช้งานของประเทศไทย อาทิ โครงการพัฒนาเมืองต้นแบบที่ยั่งยืนปราศจากมลภาวะ ร่วมกับเมืองพัทยา เป็นต้น เพิ่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างไร้รอยต่อ กระตุ้นให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในประเทศเพิ่มมากขึ้น อันจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาคของโตโยต้าต่อไป

 

 

โตโยต้า ประกาศความพร้อมเป็นผู้นำการขับเคลื่อนยุคใหม่ ในงานครบรอบ 60 ปี โตโยต้า…ร่วมขับเคลื่อนอนาคต

0
ครบรอบ 60 ปี โตโยต้า ...ร่วมขับเคลื่อนอนาคต

โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย (จำกัด) จัดงาน ”ครบรอบ 60 ปี โตโยต้า …ร่วมขับเคลื่อนอนาคต” พร้อมประกาศเจตนารมณ์ สู่การเป็นผู้นำพาการขับเคลื่อนยุคใหม่ เพื่อเสริมสร้างความสุขของผู้คน และความยั่งยืนของสังคม

ครบรอบ 60 ปี โตโยต้า ...ร่วมขับเคลื่อนอนาคต 1
มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และ มร.ฮาว ก๊วก เทียน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโตโยต้าประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของโตโยต้า ผู้ผลิตชิ้นส่วนโตโยต้า ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมในงานแถลงข่าว “ครบรอบ 60 ปี โตโยต้า…ร่วมขับเคลื่อนอนาคต” ประกาศเจตนารมณ์ พร้อมเป็นผู้นำพาการขับเคลื่อนยุคใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ในการตอบสนองความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม

ครบรอบ 60 ปี โตโยต้า ...ร่วมขับเคลื่อนอนาคต  3

 

ตลอดระยะเวลา 60 ปี ที่ผ่านมา โตโยต้ามุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนสังคมและเติบโตเคียงข้างคนไทยมาโดยตลอด โดยมีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย มีโรงงานประกอบรถยนต์หลักทั้งสิ้น 3 แห่ง มีกำลังการผลิตมากถึง 770,000 คันต่อปี ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในประเทศสะสมกว่า 7 ล้านคัน ยกระดับสู่การเป็นฐานการผลิตรถยนต์หลักในระดับภูมิภาคเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลกกว่า 5 ล้านคัน รวมเป็นยอดผลิตสะสมทั้งสิ้นกว่า 11 ล้านคัน เป็นผู้นำยานยนต์ในด้านการปฏิวัติเทคโนโลยีเพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่สำหรับตลาดเมืองไทย และเป็นผู้ริ่เริ่มแนะนำเทคโนโลยียานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสู่ตลาดในประเทศไทย ต่อยอดไปสู่การยกระดับผลิตภัณฑ์และการบริการในหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและวิถีชีวิตของลูกค้าในปัจจุบัน นอกจากนี้ โตโยต้ายังแสดงถึงความมุ่งมั่นในการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ผ่านโครงการเพื่อสังคมต่าง ๆ มากมาย ซึ่งถือเป็นความตั้งใจจริงที่โตโยต้าต้องการจะส่งมอบความสุข และสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมไทย

ครบรอบ 60 ปี โตโยต้า ...ร่วมขับเคลื่อนอนาคต  4

มร.ฮาว ก๊วก เทียน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโตโยต้าประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค กล่าวว่า “ผมขอแสดงความขอบคุณจากใจจริงต่อรัฐบาลและประชาชนชาวไทยที่ได้ส่งเสริมและสนับสนุนโตโยต้าอย่างดีเยี่ยมมาโดยตลอด รวมถึงการที่ประเทศไทยและบุคลากรของประเทศมีความสามารถในการแข่งขันที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นในด้านทักษะ คุณภาพ ผลิตภาพ อีกทั้งยังขึ้นชื่อในมิตรไมตรีจิตอันงดงาม การที่อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยเจริญเติบโตนั้นส่งผลให้ผลิตภัณฑ์และบริการของโตโยต้าขายดีและได้รับการยอมรับทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก ส่งผลให้โตโยต้าเติบโตอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 6 ทศวรรษ จวบจนสามารถจารึกประวัติศาสตร์แห่งความสำเร็จครั้งสำคัญของพวกเราในวันนี้ นี่คือบทพิสูจน์ว่าโตโยต้ามีสายสัมพันธ์อันแข็งแกร่งและแนบแน่นกับประเทศไทย และด้วยความท้าทายใหม่ที่เรากำลังเผชิญด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมแผนการนำเสนอยานยนต์จากโตโยต้าที่มีส่วนช่วยลดการปล่อยคาร์บอนต่อจากนี้ ผมมั่นใจว่า บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จะยังคงเดินหน้าเป็นผู้นำที่มีบทบาทสำคัญ ในประเทศที่สวยงามแห่งนี้ในอีก 60 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน”

ครบรอบ 60 ปี โตโยต้า ...ร่วมขับเคลื่อนอนาคต  7

 

มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ผมต้องขอแสดงความขอบคุณต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนสำหรับการสนับสนุนและมีส่วนช่วยให้โตโยต้าเติบโตควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมยานยนต์ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมไทยตลอดระยะเวลา 60 ปี ที่ผ่านมา ในวาระโอกาสครบรอบ 60 ปี นี้ ถือเป็นการเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของโตโยต้า ในการเป็นองค์กรแห่งการขับเคลื่อนที่ยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบความสุขให้กับคนไทยและเติบโตเคียงคู่ไปกับสังคมไทย ด้วยวิสัยทัศน์ใหม่กับการเป็น “ผู้นำพาการขับเคลื่อนยุคใหม่ เพื่อเสริมสร้างความสุขของผู้คน และความยั่งยืนของสังคม” ภายใต้พันธกิจใหม่ของเรา ได้แก่

1) ส่งมอบการขับเคลื่อนที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย และพร้อมในการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

2) นำเสนอประสบการณ์การขับเคลื่อนยุคใหม่แบบไร้รอยต่อ โดยร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อให้บริการด้านการขับเคลื่อนในทุกรูปแบบ

3) เสริมสร้างสมดุลแห่งความเป็นกลางทางคาร์บอน ผ่านการดำเนินงานในทุกกระบวนการตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์

4) ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการขับเคลื่อนความสุขสู่ผู้คน รวมถึงนำพาสังคมให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

5) ส่งเสริมการพัฒนาบุคคลากรเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในยุคหน้า ตลอดจนยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมตามหลักธรรมมาภิบาลที่ดี

ทั้งนี้ เพื่อบรรลุไปสู่เป้าหมายของพันธกิจใหม่ดังกล่าว หนึ่งในแผนงานที่โตโยต้าให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก คือ การบรรลุเป้าหมายการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งถือเป็นพันธกิจหลักของกลุ่มโตโยต้าทั่วโลก และสอดคล้องกับแนวทางของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านกลยุทธที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศ โดยได้เริ่มแนะนำรถยนต์ bZ4X ซึ่งถือเป็นรถยนต์พลังงานแบตเตอรี่ไฟฟ้ารุ่นแรกของโตโยต้าเข้าสู่ตลาด และยังมีแผนที่จะแนะนำยานยนต์ไฟฟ้าของโตโยต้าอีกหลากหลายรุ่นต่อไป เพื่อรองรับความต้องการและการใช้งานที่หลากหลายของลูกค้าชาวไทย รวมถึงการเตรียมความพร้อมในด้านของกระบวนการผลิตด้วยมาตรฐานคุณภาพที่สูงสุด ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกัน ในการศึกษาโครงการต่างๆร่วมกันทั้งในด้านการสร้างบุคลากรที่มีทักษะความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อเตรียมรองรับการเติบโตและความนิยมที่เพิ่มขึ้นของยานยนต์ไฟฟ้า และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับการประกอบยานยนต์ไฟฟ้าอีกหลากหลายรุ่นต่อไปในอนาคต

ครบรอบ 60 ปี โตโยต้า ...ร่วมขับเคลื่อนอนาคต 6

นายสุรภูมิ อุดมวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “โตโยต้ามีความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบความสุข เพื่อสร้างรอยยิ้มให้กับคนไทยทุกคน พร้อมขับเคลื่อนสังคมไทย สู่ “ยุคแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมทั้งเสริมสร้างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมที่ดี ภายใต้กรอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ “SDGs – Sustainable Development Goal”

ด้านสิ่งแวดล้อม

โตโยต้าให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality เพื่อตอบสนองต่อนโยบายการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน โดยการที่จะบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าว โตโยต้าได้มีความพยายามเตรียมความพร้อมในหลากหลายแนวทาง (Multi Pathway) ผ่านการดำเนินงานในรูปแบบต่างๆ พร้อมกับความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยคาร์บอน ผ่านการจัดการกระบวนการผลิตตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Life Cycle Assessment) เริ่มตั้งแต่
•การออกแบบผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงมลภาวะ เพื่อแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ เช่น การใช้พลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็น แบตเตอรี่ หรือ ไฟฟ้า
•การนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าด้วยระบบส่งกำลังรูปแบบต่าง ๆ ที่ตอบสนองความต้องการใช้งานในทุกรูปแบบ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า
•การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักในภูมิภาค ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ โดยคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ
•การยกระดับการดำเนินงานในสายการผลิตเพื่อบรรลุเป้าหมาย โรงงานที่ปล่อย CO2 เป็นศูนย์ ทั้งการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในสายการผลิต การลดการใช้พลังงานในสายการผลิต และ การเพิ่มประสิทธิภาพภายใต้ระบบการผลิตแบบโตโยต้า
•การร่วมกับผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้แทนจำหน่าย ในการจัดการระบบขนส่งอย่างมีประสิทธภาพเพื่อให้ประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ การร่วมลดการใช้พลังงานในสำนักงาน ตลอดจนมีข้อกำหนดมาตรฐานการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมให้กับคู่ค้าตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ
•การขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการเตรียมความพร้อมในการกำจัดผลิตภัณฑ์เมื่อหมดอายุการใช้งานอย่างถูกวิธี (3R : Rebuilt, Reuse, Recycle)
•การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นกลางทางคาร์บอนแห่งแรกนอกโรงงาน “โตโยต้า เมืองสีเขียว อยุธยา” เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรมผ่านกิจกรรมการให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม
•โตโยต้ามีแผนที่จะริเริ่มโครงการ “ชุมชนสิ่งแวดล้อมยั่งยืน เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” เพื่อยกระดับจากการสร้างศูนย์การเรียนรู้ ไปสู่การสร้างชุมชนต้นแบบที่จะสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้ทุกคนในชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนต่อไปอีกด้วย โดยตั้งเป้าหมายให้ครอบคลุมพื้นที่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
•มีการขยายผลของการดำเนินการไปสู่อีกระดับ โดยการประสานความร่วมมือกับพันธมิตรในหลากหลายโครงการ อาทิ เช่น โครงการพัฒนาเมืองต้นแบบที่ยั่งยืนปราศจากมลภาวะ ร่วมกับเมืองพัทยา โดยโตโยต้าได้มีการนำรถยนต์พลังงานสะอาดทุกรูปแบบ ทดลองให้บริการเพื่อตอบสนองการเดินทางที่มีความหลากหลายในเมืองพัทยา และร่วมมือกับพันธมิตรในโครงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ การใช้พลังงานสะอาด หรือ ระบบเชื่อมต่อการเดินทางที่ทันสมัย เข้ามาใช้ในโครงการ ภายใต้คอนเซ็ปท์ “Modernized and Decarbonized Transportation”

ด้านเศรษฐกิจ
•มีการถ่ายทอดองค์ความรู้การจัดการธุรกิจตามแบบฉบับวิถีโตโยต้าให้แก่ธุรกิจชุมชนต่างๆ เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานราก ผ่านการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ของโครงการ “โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ให้ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

ด้านสังคม
โตโยต้ายังคงสานต่อการดำเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมในด้านต่างๆ อาทิ เช่น
•การยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนของ โครงการ “โตโยต้า ถนนสีขาว” เพื่อสร้างจิตสำนึกของสังคมคนขับรถดี เพิ่มทักษะการขับขี่ที่ปลอดภัย มีการนำระบบการจราจรอัจฉริยะเข้าปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในระบบการจราจร และมีแผนการลดอุบัติเหตุทางท้องถนน โดยปรับปรุงจุดเสี่ยง จำนวน 60 จุด ทั่วประเทศ
•การเพิ่มเงินทุนกว่า 500 ล้านบาท เพื่อยกระดับการดำเนินงานของ “มูลนิธิโตโยต้าฯ” ให้สามารถขยายผลกิจกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคมและเด็กผู้ยากไร้ได้อย่างคลอบคลุม ทั้งในด้านการศึกษา ด้านสุขภาพ และอื่นๆ”

นอกจากนี้ การก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ในการดำเนินธุรกิจของโตโยต้า ถือเป็นการเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญในการปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรแห่งการขับเคลื่อน ที่โตโยต้ามุ่งมั่นที่จะ “ร่วมขับเคลื่อนอนาคต” ด้วยเจตนารมณ์ที่พร้อมรังสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ดียิ่งขึ้นตามวิถีแห่งความยั่งยืนเพื่อสอดรับกับความต้องการอันหลากหลายของสังคม เพื่อส่งมอบ “การขับเคลื่อนสำหรับทุกคนโดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง”

ครบรอบ 60 ปี โตโยต้า ...ร่วมขับเคลื่อนอนาคต 2

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา ที่โตโยต้าได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย กับความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอสิ่งที่ดียิ่งกว่าให้กับลูกค้าของเรา ด้วยการเน้นในการสร้างยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่า (Ever-better-car) หรือ Product Centric ที่เราได้ผลิตรถยนต์ที่เปี่ยมสมรรถนะ มีความทนทาน เชื่อถือได้ และมีคุณภาพดี เพื่อตอบสนองการใช้งานของลูกค้า ด้วยการทุ่มเทในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการทดสอบรถยนต์ เพื่อผลิตรถยนต์โตโยต้าที่สามารถวิ่งไปได้ในทุกสภาพถนน และทนทานในทุกสภาพอากาศของเมืองไทย เราไม่ได้หยุดเพียงแค่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เท่านั้น หากแต่ยังได้ริเริ่มสร้างความ รู้จัก และใส่ใจลูกค้าของเราให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าอย่างเหนือความคาดหมาย (Customer Centric) ทำให้เราเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่ชื่นชมจากลูกค้าชาวไทยเสมอมา”

“และวันนี้ เป็นวันพิเศษ ที่เราจะเริ่มอีกพันธกิจใหม่ของเรา นั่นคือการสร้างประสบการณ์การขับเคลื่อนที่มีชีวิตชีวาอย่างไร้รอยต่อ เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคตไปด้วยกัน หรือ Move Your World โดยเราจะมุ่งเน้นการให้บริการแห่งการขับเคลื่อน (MAAS) ร่วมกับลูกค้าและพันธมิตรอย่างแนบแน่น ซึ่ง โตโยต้ามุ่งมั่นที่จะมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มาตรฐานสูง เพื่อนำเสนอให้กับลูกค้าครบทุกเซกเมนต์รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้าของโตโยต้า ที่สามารถรองรับความต้องการใช้งานของลูกค้าในทุกรูปแบบ มีผู้แทนจำหน่ายฯและศูนย์บริการที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ มีบริการระบบการเชื่อมต่อที่ครอบคลุมดูแลตลอดทุกการเดินทางของลูกค้า เพื่อสร้างความสุขให้กับประสบการณ์การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ ครอบครัว และธุรกิจ ด้วย Digital Platform “T-Connect” ตลอดจนเทคโนโลยี Telematics และ Smartphone ที่จะสามารถเปลี่ยนประสบการณ์ของลูกค้าไปตลอดกาล ทั้งประสบการณ์การซื้อรูปแบบใหม่ (New Buying Experience) และ ประสบการณ์การใช้รูปแบบใหม่ (New Usage Experience) ในรูปแบบของบริการต่างๆสำหรับลูกค้าโตโยต้าโดยเฉพาะ”

ครบรอบ 60 ปี โตโยต้า ...ร่วมขับเคลื่อนอนาคต 8

“นอกจากนี้ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของเราในความต้องการเข้าถึงและไกล้ชิดกับลูกค้า โตโยต้ามากยิ่งขึ้น เราจึงได้ทำการแนะนำโครงการใหม่ในรูปแบบของคอมเพลกซ์นั่นคือ โครงการ TOYOTA ALIVE โดยมีแนวคิดเพื่อให้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดศูนย์รวมกิจกรรมต่างๆทั้งในรูปแบบ Online และ Offline เพื่อสร้างประสบการณ์และความสัมพันธ์ร่วมกับลูกค้าให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น มีการนำเสนอเทคโนโลยีและบริการต่างๆของโตโยต้าได้อย่างครบวงจร นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งวิจัยข้อมูลจากลูกค้า ตลอดจนเป็นสถานที่พบปะผู้คนที่มีแนวคิดและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตไปด้วยกัน ถือเป็นไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ ที่ลูกค้าทั่วไป พันธมิตร นักศึกษา คนรุ่นใหม่ ทุกเพศ ทุกวัย สามารถเข้ามาใช้บริการร่วมกันได้ทุกวัน”

ครบรอบ 60 ปี โตโยต้า ...ร่วมขับเคลื่อนอนาคต  10

ครบรอบ 60 ปี โตโยต้า ...ร่วมขับเคลื่อนอนาคต  9

“ในวาระโอกาสครบรอบ 60 ปี โตโยต้า ในครั้งนี้ เราได้มีแผนที่จะทำการแนะนำรถยนต์ “รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 60 ปี” จำหน่ายในจำนวนจำกัด 6,000 คัน รวมถึงมีการจัดเตรียมกิจกรรมและแคมเปญพิเศษต่างๆมากมาย เพื่อเป็นการร่วมฉลองกับลูกค้าโตโยต้าทุกคนในโอกาสพิเศษนี้อีกด้วย

ครบรอบ 60 ปี โตโยต้า ...ร่วมขับเคลื่อนอนาคต  11

ผมขอแสดงความขอบคุณจากใจจริงต่อลูกค้าของเราและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนโตโยต้าเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลา 60 ปี ที่ผ่านมา จนทำให้โตโยต้าประสบความสำเร็จในประเทศไทย ผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และทำให้เรามายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้ในวันนี้ เราขอให้คำมั่นว่าจะมุ่งหน้าสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับสังคม พร้อมทั้งขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและความยั่งยืนให้กับประเทศไทยต่อไป” มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กล่าวในที่สุด

อีซูซุ รับมอบโล่จาก สคบ. ประจำปี 2565

0

คุณอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณประเภทองค์กร ให้แก่ คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ในฐานะที่อีซูซุเป็นผู้ให้การสนับสนุนการดำเนินงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง ในงาน “วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2565”

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ อีกระดับของกระบะอเนกประสงค์

0
ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ 10

ฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นรถกระบะที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกทั้งด้านสมรรถนะและความแกร่งที่ลูกค้าต่างเลือกให้เป็นเพื่อนคู่ใจเพื่อการทำงานและเป็นรถสำหรับครอบครัวตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่  1

เพื่อเสริมความไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อฟอร์ด เรนเจอร์ ทีมพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ของฟอร์ดจึงให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากเจ้าของรถและพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น และเมื่อถึงเวลาของการเปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ฟอร์ดจึงพร้อมมอบสมรรถนะที่เหนือระดับไปอีกขั้น เพื่อการใช้งานแบบอเนกประสงค์ ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมทั้งบนถนนและแบบออฟโรด ไปจนถึงตัวเลือกเครื่องยนต์ที่มอบทั้งความทนทาน และประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ลูกค้า

“เป้าหมายของเราในการสร้างสรรค์ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ คือการส่งมอบรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในกว่า 180 ตลาดทั่วโลก เพื่อเป็นรถกระบะที่คนทั่วโลกให้ความไว้วางใจว่าจะพร้อมลุยได้ในทุกสถานการณ์” มร. เกรแฮม เพียร์สัน ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาฟอร์ด เรนเจอร์ กล่าว

“การจะเป็นรถที่ลูกค้าทั่วโลกไว้วางใจได้นั้น เราต้องเติมความเหนือชั้นให้ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ แบบรอบด้าน  ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ที่บึกบึน เสถียรภาพในการขับขี่ สมรรถนะเพื่อการเดินทางออฟโรด ขุมพลัง และประสบการณ์ขับขี่ในภาพรวม”

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่  2

เกรแฮม กล่าวเสริม “เราต้องการมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าในด้านสมรรถนะและประสิทธิภาพในการขับขี่ เพิ่มความไว้วางใจให้ฟอร์ดเป็นตัวเลือกของรถเพื่อการทำงาน และยังเป็นรถกระบะที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันมากที่สุด ด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวมากขึ้น เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น และความสะดวกสบายที่เหนือชั้น”

ระบบส่งกำลังที่ตอบโจทย์การทำงาน การเป็นรถครอบครัว และการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน

ปรีติกา มหาราช ผู้จัดการโครงการฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ กล่าวว่า ไม่ว่าลูกค้าจะมองหารถที่ประหยัดน้ำมัน ให้ความสะดวกสบาย หรือใช้เพื่อบรรทุกสัมภาระ เราเชื่อว่าเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังในรถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ จะพร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรอบด้าน

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว และเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ 2.0 ลิตร 4 สูบแถวเรียงที่ทรงประสิทธิภาพ

เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว มาพร้อมตัวเลือก 2 แบบ คือ รุ่นที่ให้พละกำลัง 150 PS ที่ 3,500 รอบต่อนาทีและแรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,750 รอบต่อนาที และรุ่นที่ให้กำลัง 170 PS ที่ 3,500 รอบต่อนาทีและแรงบิด 405 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที

ส่วนเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ 2.0 ลิตรของฟอร์ด มอบพละกำลัง 210 PS ที่ 3,750 รอบต่อนาที แรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,000 รอบต่อนาที โดยเครื่องยนต์นี้ยังมีอยู่ในฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่เช่นเดียวกัน เครื่องยนต์ดังกล่าวมีระบบบายพาสที่ชาญฉลาด สามารถปรับการทำงานของเครื่องยนต์เพื่อมอบประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน กล่าวคือ เทอร์โบชาร์จ 2 ตัวจะทำงานร่วมกันที่รอบต่ำเพื่อเพิ่มกำลังแรงบิดและการตอบสนอง หรือปรับทำงานโดยไม่ผ่านเทอร์โบขนาดเล็ก เพื่อให้เทอร์โบขนาดใหญ่ส่งกำลังได้เต็มที่เมื่อต้องการ

“เรารู้ดีว่าลูกค้าจะใช้งานฟอร์ด เรนเจอร์ แบบสุดกำลังความสามารถของรถ เราจึงทดสอบรถด้วยวิธีเดียวกัน” ปริติกา กล่าว “เราเริ่มจากการนำรถไปทดสอบหลายแบบบนเครื่องไดนาโมมิเตอร์ ทั้งการบรรทุกน้ำหนักสูงสุด ความทนทานต่ออุณหภูมิ ไปจนถึงการใช้งานเครื่องยนต์อย่างเต็มพิกัด จากนั้นเราจึงนำรถไปทดสอบในประเทศที่มีอากาศหนาวจัดอย่างยุโรปและนิวซีแลนด์ รวมถึงในเขตร้อนชื้นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

“เราได้จำลองการใช้งานขั้นสุดของลูกค้าโดยติดเครื่องยนต์และเร่งความเร็วสูงสุดไว้นานกว่า 700 ชั่วโมงต่อเนื่อง เทียบได้กับการเหยียบคันเร่งจนมิดวิ่งวนรอบโลก 6 รอบ และเรายังทดสอบในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิตั้งแต่ -40 ไปจนถึง 50 องศาเซลเซียส” ปรีติกา กล่าว

ระบบเกียร์ในฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมตัวเลือกเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบเดียวกับที่ใช้ในฟอร์ด F-150 และฟอร์ด F-150 แร็พเตอร์ ซึ่งได้รับการทดสอบมามากกว่า 6 ล้านกิโลเมตร และยังใช้การแข่งออฟโรดระยะทางกว่า 3,900 กิโลเมตร ซึ่งในการทดสอบนั้นยังรวมถึงการแข่งขัน Baja 1000 ด้วย โดยระบบเกียร์ดังกล่าวนี้มีในรถฟอร์ดที่มาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ 2.0 ลิตร ทั้งในเรนเจอร์ และเอเวอเรสต์

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่  4

นอกเหนือจากเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ซึ่งมีอยู่ในเรนเจอร์รุ่นปัจจุบัน ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมาพร้อมตัวเลือกใหม่ ได้แก่ เกียร์ธรรมดา 5 สปีดและเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ที่จับคู่กับเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบเดี่ยว

 พร้อมลุยทุกเส้นทางสมบุกสมบัน

“ลูกค้าบอกกับเราว่าหนึ่งในเหตุผลที่ชอบฟอร์ด เรนเจอร์ คือการเป็นหนึ่งในรถกระบะที่นั่งสบายและมีสมรรถนะในการขับขี่ไม่แพ้รถเก๋ง การรักษาข้อดีนั้นไว้ และเสริมด้วยสมรรถนะในการขับขี่แบบออฟโรดจึงเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่” มร. ร็อบ ฮิวโก้ วิศวกรหัวหน้าฝ่ายประสบการณ์การขับขี่ของเรนเจอร์ กล่าว

ร็อบ ยังกล่าวว่า ฐานล้อที่กว้างและยาวขึ้นของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการขับขี่ทั้งบนทางเรียบและออฟโรด ด้วยมุมเงย 30 องศา (เพิ่มจาก 28.5 องศาในรุ่นก่อนหน้า) และมุมจากด้านหลัง 23 องศา (เพิ่มจาก 21 องศาในรุ่นก่อนหน้า)

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่  5

นอกจากฐานล้อกว้างขึ้นที่ช่วยให้นักออกแบบเพิ่มความกว้างของกระบะท้ายให้ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ บรรทุกของได้มากขึ้นและปรับรูปแบบการใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้น โช้คหลังยังขยับมานอกเพลาเพื่อให้ควบคุมรถได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะมีสัมภาระหรือไม่ก็ตาม

“ตำแหน่งของโช้คที่อยู่ด้านนอกเพลาทำให้การควบคุมรถทำได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะขนสิ่งของหนักหรือไม่ และยังช่วยลดปัญหาเรื่องการกระเด้งของรถกระบะทั่วไปที่มีโช้คด้านในเพลาเมื่อไม่ได้บรรทุกของ” มร.ร็อบ กล่าว

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อพื้นฐานซึ่งเป็น “ระบบชั่วคราว” โดยมีทรานสเฟอร์เคสควบคุมด้วยไฟฟ้าทำงานแบบ 2 จังหวะและมี Shift-on-the-fly มาพร้อมโหมดการขับขี่แบบ 2H, 4H และ 4L เพื่อส่งกำลังอย่างต่อเนื่องสู่เพลาหน้าและหลังเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการขับขี่บนทุกสภาพถนน และยังคงใช้เฟืองท้ายแบบ Locking Rear Differential ที่สามารถเปิดใช้งานได้ผ่านหน้าจอระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC 4A® โดยเฟืองท้ายจะทำให้ล้อบนเพลาเดียวกันหมุนที่ความเร็วเท่ากัน เพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนนขณะขับขี่ออฟโรด

โหมดการขับขี่ที่หลากหลายเพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง

ก่อนหน้านี้ โหมดการขับขี่จะมาพร้อมกับ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เท่านั้น แต่ตอนนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ก็มาพร้อมฟีเจอร์นี้แล้วเช่นกัน โดยเรนเจอร์เฉพาะรุ่นจะมีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 6 โหมด ได้แก่ โหมดปกติ โหมดประหยัด โหมดลากจูงและบรรทุก (เฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น) โหมดถนนลื่นสำหรับการขับขี่ทางเรียบ และโหมดโคลน และโหมดทรายสำหรับการขับขี่บนเส้นทางออฟโรด โหมดการขับขี่แต่ละโหมดจะปรับการทำงานระบบทั้งหมดให้เหมาะสม ตั้งแต่การเปลี่ยนเกียร์ไปถึงการตอบสนองของคันเร่ง ระบบควบคุมการทรงตัวและการยึดเกาะ ระบบเบรกอัตโนมัติ (ABS) และระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่  5

“โหมดการขับขี่เป็นตัวช่วยที่ใช้งานง่ายมาก และทำให้รถส่งแรงไปยังล้อรถได้อย่างเหมาะสมตามสภาพถนน โดยผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ” มร.ร็อบ กล่าว

นอกจากโหมดการขับขี่ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลสำหรับการขับขี่แบบออฟโรดโดยเฉพาะบนระบบเชื่อมต่อการสื่อสาร SYNC 4A®  เพียงปลายนิ้วสัมผัส ซึ่งจะแสดงผลการตั้งค่าระบบส่งกำลังและระบบดิฟล็อก องศาการบังคับควบคุมพวงมาลัย มุมการเอียงของรถ ไปจนถึงกล้องหน้าที่มาพร้อมเส้นกะระยะ

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่  6

ในห้องเครื่องยังมีพื้นที่ให้ติดตั้งแบตเตอรี่สำรองอีกลูก เพื่อจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์การตั้งแคมป์และอุปกรณ์อื่นๆ myh’มาพร้อมตัวเลือกอุปกรณ์เสริมแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถทำจากเหล็กตัดด้วยเลเซอร์ เพื่อป้องกันการเกิดความเสียหายต่อระบบบังคับเลี้ยว อ่างน้ำมันเครื่อง การเปลี่ยนเกียร์และระบบเกียร์ โดยแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถมีการติดตั้งเข้ากับโครงรถ ส่งมอบความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ และยังถอดง่ายสะดวกต่อการซ่อมบำรุง

พร้อมลุยทุกการผจญภัยด้วยหลังคาที่สามารถรองรับน้ำหนักได้มากถึง 350 กิโลกรัมขณะรถจอดอยู่กับที่ และรับน้ำหนักได้มากถึง 85 กิโลกรัมขณะรถเคลื่อนที่ และการบรรทุกสัมภาระหลากหลายรูปแบบในบริเวณกระบะท้าย ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ เป็นรถที่อเนกประสงค์กว่าเคย ตั้งแต่ห่วงยึดสัมภาระบนท้ายกระบะและขอบกระบะ จุดยึดอุปกรณ์ช่างบนฝาท้าย และจุดยึด 6 จุด สำหรับติดตั้งและใช้งานอุปกรณ์เสริมบริเวณท้ายกระบะ

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่  8

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังลุยน้ำได้สูงสุดถึง 800 มิลลิเมตร ที่ความเร็ว 7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เช่นเดียวกับเรนเจอร์รุ่นปัจจุบัน

“ลูกค้าของเราหลายคนชอบขับเรนเจอร์ลุยน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ลำธาร และแหล่งน้ำอื่นๆ เราจึงทดสอบเรนเจอร์ด้วยการขับลุยน้ำในความเร็วที่ต่างกันในความลึกสูงสุดถึง 800 มิลลิเมตร” ร็อบ กล่าว

“นอกจากการทดสอบทางกายภาพ ทีมวิศวกรยังใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยงานด้านวิศวกรรมเพื่อให้มั่นใจว่าการทำงานด้านพลศาสตร์ของรถยนต์เมื่ออยู่ในน้ำจะดีเทียบเท่ากับเมื่ออยู่บนทางเรียบ ให้แน่ใจว่าน้ำจะไม่เข้าไปในบางจุด และระบบหลักยังทำงานได้หลังขึ้นจากน้ำ เช่น ไฟส่องสว่างและแตร เรายังทดสอบการลุยน้ำขณะใช้เกียร์ถอยหลังอีกด้วย เพราะนี่เป็นสิ่งที่ลูกค้าจะทำในการใช้งานจริง” ร็อบ กล่าวเสริม

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่  9

ทดสอบเพื่อพิชิตทุกความหฤโหด

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ผ่านการทดสอบมาแล้วกว่าหลายล้านกิโลเมตรใน 10 ประเทศทั่วโลก เพื่อให้มั่นใจว่ารถคันนี้ไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการ แต่ยังมอบสิ่งที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า ทั้งด้านสมรรถนะ คุณภาพ ความไว้วางใจได้ และความทนทาน

รถต้นแบบฟอร์ด เรนเจอร์ ผ่านการทดสอบ ณ สนามทดสอบรถยนต์ ยู ยางส์ ของฟอร์ด ใกล้เมืองเมลเบิร์น เป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร ขณะเดียวกัน ชิ้นส่วนหลักๆ เช่น ช่วงล่าง ตัวถัง และเครื่องยนต์ ก็ต้องผ่านการทดสอบแบบไม่มีพัก ภายในห้องทดสอบที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

มร. จอห์น วิลเลมส์  หัวหน้าวิศวกรโปรแกรม ฟอร์ด เรนเจอร์ กล่าวว่า ก่อนที่จะมีการทดสอบรถทั้งคันจริงๆ ฟอร์ดยังใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยจำลองสถานการณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าชิ้นส่วนและระบบหลักๆ ของรถทำงานร่วมกันได้ดี เพื่อลดเสียงรบกวนจากการทำงานของชิ้นส่วนหรือเสียงจากลมที่อาจเข้ามาในห้องโดยสาร

 

“ในช่วงแรกของการพัฒนาฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ เราใช้โปรแกรมซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์มากมายช่วยในการวิเคราะห์” จอห์น เสริม “หลังจากนั้น เราจึงสร้างรถต้นแบบขึ้นมามากถึง 200 คัน เพื่อใช้ทดสอบด่านสุดหฤโหด ตั้งแต่ทะเลทรายฝุ่นคลุ้งสุดท้าทายที่ออสเตรเลียและตะวันออกกลาง บนถนนและทางด่วนท่ามกลางอากาศร้อนชื้นในประเทศไทย ไปจนถึงอุณหภูมิติดลบในยุโรปและอเมริกาเหนือ”

“เราจำลองสภาวะการทดสอบให้เหมือนจริงที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่ลูกค้าเรนเจอร์พบได้ในชีวิตจริง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมลุยได้ในทุกสถานการณ์หลังออกจากโชว์รูม ไม่ว่าจะบนทางเรียบหรือเส้นทางออฟโรด ซึ่งรวมถึงความชื้นจัดในไทย อากาศหนาวเย็นที่นิวซีแลนด์ และอุณหภูมิร้อนถึง 50 องศา ที่ลูกค้าอาจเจอในแถบตะวันออกกลาง” มร. จอห์น กล่าว

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่  12

นอกจากการทดสอบรถทั้งคันในสภาพแวดล้อมจริงแล้ว ฟอร์ดยังทดสอบส่วนประกอบเฉพาะชิ้นด้วย ตั้งแต่ระบบกันสั่นสะเทือน ชุดลาก โครงรถ ประตู ฝาท้าย แผงตัวถัง กันชน เบาะที่นั่ง และชิ้นส่วนอื่นๆ ที่ลูกค้าจับ สัมผัส หรือกระแทก โดยจะทดสอบจนกว่าชิ้นส่วนจะถึงจุดแตกสลายในสภาพแวดล้อมที่ควบคุม เพื่อค้นหาจุดอ่อนที่อาจเกิดขึ้น

 

“เป้าหมายในการทดสอบส่วนประกอบก็เพื่อให้มั่นใจว่าส่วนประกอบเหล่านั้นจะทำงานได้อย่างปลอดภัย ให้ลูกค้าวางใจได้ตลอดการใช้งาน” จอห์น กล่าว “เรารู้ว่าลูกค้าฟอร์ดต้องการใช้งานเรนเจอร์เพื่อลุยเต็มพิกัดในทุกเส้นทาง ทุกสภาวะ เราจึงต้องแน่ใจว่ารถคู่ใจคันนี้จะมอบความปลอดภัย ไร้กังวล และห้องโดยสารที่เงียบสงบให้แก่ผู้ขับขี่”

ฟอร์ดชูแนวคิด ‘Break The Norm’ ปลุกแรงบันดาลใจ-ผลักดันศักยภาพ

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ชูแนวคิด ‘Break The Norm’ สะท้อนนิยามการก้าวออกจากกรอบเพื่อผลักดันศักยภาพภายใน ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ทั้งการเผยโฉมผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด ฟอร์ด เรนเจอร์, ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัย ไปจนถึงการนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพของทีมงาน เพื่อส่งมอบรถยนต์และบริการคุณภาพให้ตรงความต้องการของผู้ขับขี่  

ฟอร์ดรวบรวมเรื่องราวเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ ถ่ายทอดโดยเจ้าของรถยนต์ฟอร์ด และบุคลากรฟอร์ดผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จขององค์กร เป็นตัวแทนที่แสดงถึงจิตวิญญาณ ‘Break The Norm’ มีความกล้าที่จะก้าวออกจากกรอบหรือค่านิยมของสังคม เพื่อเอาชนะทุกขีดจำกัด จนค้นพบศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง 

นิยามแนวคิด ‘Break The Norm’ ถ่ายทอดโดยผู้ใช้รถฟอร์ด

วรรญวิศา “ไอซ์” ทังเจริญ เจ้าของธุรกิจร้านแต่งรถสไตล์ออฟโรด TWC Autosport กล่าวว่า เราเป็นผู้หญิงธรรมดาที่มีเพียงใจรักในการแต่งรถ มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาวงการออฟโรด เริ่มศึกษาข้อมูล เรียนรู้จากการทำงานจริงและนำเทคนิคใหม่ ๆ มาเสริมทักษะอยู่ตลอดเวลา เป็นเวลากว่า 8 ปี จนในที่สุดก็ได้พัฒนาธุรกิจเสริมสมรรถนะและตกแต่งรถกระบะให้เติบโต คู่กับการขับรถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรคที่ตกแต่งเป็นพิเศษตามสไตล์ของตัวเอง คุ้มค่ามากที่ตัดสินใจก้าวตามหัวใจเรียกร้อง

กานต์ ศักดิ์คำดวง นักจิตอาสา ผู้ดูแลเพจ Help Keeper เล่าถึงแรงบันดาลใจในการก่อตั้งเพจว่า ความรักในการทำงานด้านจิตอาสาบวกกับความชอบเดินทางท่องเที่ยว บุกตะลุยเส้นทางที่ท้าทายด้วยรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ XLT ทำให้เราคิดว่าเราสามารถมอบรอยยิ้ม มอบความฝัน มอบการช่วยเหลือให้คนในพื้นที่ควบคู่กันได้ในขณะเดินทาง จึงสร้างเพจเพื่อเป็นศูนย์กลางรับบริจาคทุนทรัพย์และของใช้จากผู้ที่สนใจจะร่วมทำบุญ โดยทีมงานจิตอาสาร่วมเดินทางไปช่วยเหลือผู้คนในถิ่นกันดารทั่วประเทศไทยเป็นประจำทุกเดือน

ซี พงษ์ธนานิกร คุณแม่คนเก่ง ผู้ดูแลเพจคุณแม่ยังสวย ที่แชร์เรื่องราวต่างๆ ที่คุณแม่ยุคใหม่ต้องรู้ พูดถึงวิธีการเลี้ยงลูกที่ไม่เหมือนใครว่า เราเชื่อว่าความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่โลกกว้างคือการเรียนรู้ และเราตั้งใจจะส่งเสริมให้ลูกใช้จินตนาการค้นหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต  โดยการพาลูกออกไปสัมผัสประสบการณ์จากโลกภายนอกให้มากที่สุด

 

นิยามแนวคิด ‘Break The Norm’ ในมุมมองของบุคลากรฟอร์ด

บุคลากรฟอร์ดทุกคนล้วนยึดถือแนวคิด ‘Break The Norm’ ในการทำงาน เพื่อส่งมอบรถยนต์คุณภาพและประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าที่รักและไว้วางใจในแบรนด์ฟอร์ด ถ่ายทอดผ่านปรัชญาในการทำงาน 4 ประการ

  1. ดีเอ็นเอของผู้บุกเบิก (Pioneering DNA) สื่อถึงความเป็นผู้นำในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมสมรรถนะ อัดแน่นด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีล้ำสมัยและการต่อยอดนวัตกรรมการบริการเพื่อสุดยอดประสบการณ์ลูกค้า
  2. ใช้ความต้องการของลูกค้าเป็นที่ตั้ง (Obsessed with Customers) ฟอร์ดรับฟังเสียงของลูกค้าจากทั่วโลกและนำความคิดเห็นเหล่านั้นมาออกแบบผลิตภัณฑ์และยกระดับการบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง
  3. ปลุกพลังเพื่อค้นพบตัวตนที่ดีที่สุด (Fueling Expressions of Identity) พนักงานฟอร์ดมุ่งมั่นเติมพลังให้ตัวเอง ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดเพื่อดึงศักยภาพภายในที่ดีที่สุดออกมาใช้ เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนือชั้น
  4. สร้างสรรค์เพื่อมวลชน (Bigger Than Individuals) สะท้อนสิ่งที่บุคลากรที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของฟอร์ดทุกคนยึดถือ คือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ช่วยส่งเสริมและยกระดับการใช้ชีวิตของลูกค้าฟอร์ด

นายชวน อวิโรธนานนท์ ผู้จัดการฝ่ายออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ส่วนงานระบบกันสะเทือนและผู้ดูแลศูนย์นวัตกรรม กลุ่มตลาดนานาชาติของฟอร์ด เผยว่า “ผมชอบค้นหาแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากการลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นของลูกค้า และนำข้อมูลเหล่านี้มาตีโจทย์สิ่งที่ลูกค้าคาดหวังจากรถกระบะ ตัวอย่างล่าสุดคือการลงพื้นที่ตลาดไทเพื่อให้ทีมศึกษาการใช้งานของลูกค้าเพื่อนำมาพัฒนาระบบกันสะเทือนของฟอร์ด เรนเจอร์ ช่วยให้รถเกาะถนนได้ดีกว่าเดิม นอกจากนี้ เรายังคิดค้นนวัตกรรมเพื่อทดสอบความสูงของรถกระบะฟอร์ด ทำให้ทีมวิศวกรทดสอบคุณภาพช่วงล่างของรถได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้ตรงจุดยิ่งกว่าเดิม

นายสมพร กึ่งกลาง ฝ่ายประสานงานทีมรถแข่ง ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง (FTR) เผยเรื่องราวในการเติมพลังเพื่อค้นพบตัวตนที่ดีที่สุดว่า เดิมผมเป็นพนักงานในสายการผลิตที่แผนกประกอบตัวถัง ผมชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นแรงผลักดันให้ก้าวออกจาก comfort zone รู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่ตั้งใจเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนร่วมงาน ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของตัวเอง จนได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างโรงงานฟอร์ดกับทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง (FTR) เพื่อพัฒนารถแข่งสมรรถนะเยี่ยม ร่วมลงแข่งขันในรายการสำคัญในประเทศไทย 

นางสาวพีฤดา แสงเพชร ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวถึงการพลิกบทบาทจากการทำงานในฝ่ายผลิตมากว่า 10 ปี เพื่อร่วมผลักดันการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าว่า ดิฉันนำแนวคิดการทำงานแบบดูแลกันเหมือนคนในครอบครัวของโรงงานเอฟทีเอ็ม มาเป็นแรงผลักดันในการสร้างทีมงานที่แข็งแกร่งเพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้า เริ่มจากโครงการ คาราวานผู้เชี่ยวชาญฟอร์ด ออกเดินทางไปพบปะและให้คำแนะนำการใช้รถกับลูกค้าครอบครัวฟอร์ดกว่า 1,000 คน ใน 51 จังหวัด ปัจจุบันเราผนึกกำลังระหว่างวิศวกรโรงงาน ฝ่ายบริการลูกค้า ฝ่ายขายและบุคลากรของผู้จำหน่าย มุ่งมั่นทำงานเพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยความใส่ใจทุกรายละเอียด ด้วยการดูแลลูกค้าแบบ ‘พร้อมเสมอ (Always-On)’ เพื่อให้ลูกค้าใช้ชีวิตได้ง่ายยิ่งขึ้น

ฟอร์ดมีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมและผลักดันให้พนักงานรวมถึงบุคลากรของผู้จำหน่ายได้มีโอกาสแสดงศักยภาพในการทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างทางความคิด และให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ ฟอร์ดยังเดินหน้ายกระดับกระบวนการผลิตในประเทศไทยโดยการนำเทคโนโลยีอันล้ำสมัยมาใช้ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานและนวัตกรรมบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปข้างหน้าต่อไป

ซีพี โฟตอน ผุดโปรแรง สุดปัง “สุขคูณสอง ฉลองครบรอบ 2 ปี ซีพี โฟตอน” คืนกำไรให้ลูกค้า จัดโปรดอกเบี้ยพิเศษ 2.22% หรือผ่อนนานสูงสุด 72 เดือน

0

บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ผุดแคมเปญ “สุขคูณสอง ฉลองครบรอบ 2 ปี ซีพี โฟตอน” เนื่องในโอกาสที่ ซีพี โฟตอน ครบรอบ 2 ปีในการดำเนินธุรกิจ ด้วยยอดขายเติบโตกว่า 221% เพื่อเป็นการคืนกำไรให้กับลูกค้าผู้ประกอบการขนส่งที่ต้องการซื้อรถคุณภาพระดับ “เบสท์ อิน คลาส” จาก ซีพี ให้สามารถออกรถไปทำเงินได้อย่างสบายใจ โดยจัดดอกเบี้ยสุดพิเศษ 2.22% หรือผ่อนนานสูงสุด 72 เดือน สำหรับรถบรรทุก และ โปรดอกเบี้ยต่ำสุด 0% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 สำหรับรถมินิบัส ที่โชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐาน ซีพี โฟตอน ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2565 ไปจนถึง วันที่ 30 มิถุนายน 2565

นายกฤษณะ เศรษฐธรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถเพื่อการพาณิชย์แบรนด์ ซีพี โฟตอน แต่เพียงผู้เดียว กล่าวว่า ซีพี โฟตอน พร้อมผู้แทนจำหน่าย ซีพี โฟตอน ทั่วประเทศ ร่วมคืนกำไรให้ลูกค้า ด้วยแคมเปญ “สุขคูณสอง ฉลองครบรอบ 2 ปี ซีพี โฟตอน” จัดโปรดอกเบี้ยพิเศษ 2.22% หรือผ่อนนานสูงสุด 72 เดือน สำหรับรถบรรทุก และดอกเบี้ยต่ำสุด 0% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 สำหรับรถบัส ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2565 ไปจนถึง วันที่ 30 มิถุนายน 2565 สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการที่ซื้อรถบรรทุก ซีพี โฟตอน รุ่น Auman EST A, EST 400, EST Mixer 350, EST M, Aumark S และ Aumark C สามารถเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 2.22% ผ่อนนาน 48 เดือน หรือเลือกผ่อนนานสูงสุด 72 เดือน อัตราดอกเบี้ยปกติ หรือเลือกผ่อน 60 เดือน รับดอกเบี้ย 2.72% หรือเลือกรับเงื่อนไขสุดพิเศษ พร้อมยืนยันตอกย้ำการรับประกันคุณภาพสำหรับรถบรรทุกสูงสุดนาน 6 ปี หรือ 800,000 กม. แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อนเหมือนเดิม! และสำหรับรถมินิบัส ซีพี โฟตอน รุ่น AUV รถโดยสารมินิบัส ขนาด 7.3 เมตร 20+1 ที่นั่ง ซีพี โฟตอน ก็มีโปรโมชั่นดี ๆ ไว้รองรับ เช่นกัน ด้วยดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน ดาวน์เริ่มต้น 15% ฟรี ประกันภัยชั้น 1 หรือ เลือกรับดอกเบี้ย 0.69% ผ่อนนาน 60 เดือน ดาวน์เริ่มต้น 15% ฟรี ประกันภัยชั้น 1 หรือ เลือกรับเงื่อนไขสุดพิเศษ ซึ่งท่านสมามารถสอบถามรายละเอียดจากผู้แทนจำหน่าย ซีพี โฟตอน ที่ร่วมรายการทั่วประเทศ โดยเงื่อนไขเป็นไปตามสถาบันการเงินที่ร่วมรายการกับบริษัทฯ กำหนด

นายกฤษณะ ยังกล่าวอีกว่า ในปี 2565 นี้ ซีพี โฟตอน ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และการสนับสนุนที่ดีจากผู้แทนจำหน่ายฯ รวมถึงสถาบันการเงินต่างๆ ที่จะผลักดัน CP FOTON ให้เติบโตเพิ่มขึ้นไปอีกเท่าตัว ในปีนี้ พร้อมกับยกระดับบริการหลังการขายและอะไหล่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตามมาตรฐานของ ซีพี โฟตอน ต่อไป

สำหรับแคมเปญนี้ลูกค้าหรือผู้ประกอบการที่ต้องการออกรถใหม่ พร้อมรับโปร “สุขX2 ฉลองครบรอบ 2 ปี

ซีพี โฟตอน” สามารถสอบถามรายละเอียด และเงื่อนไขต่าง ๆ ได้ที่ โชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐาน ของ ซีพี โฟตอน ทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามผ่านทาง Call Center โทร. 0-2826-9800 หรือ Facebook: CP FOTON หรือ www.cpfoton.co.th

ซีพี โฟตอน รถบรรทุกและรถบัส คุณภาพระดับ “เบสท์ อิน คลาส” จาก ซีพี

“แอทต้า ออโต้เฮ้าส์” โชว์รูมเบนซ์สุดไฮเทค ฉลองครบรอบ 2 ปี การันตีด้วยรางวัลระดับโลก

0

แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ ( ATTA Autohaus) โชว์รูมและศูนย์บริการเมอร์เซเดส–เบนซ์ ครบวงจร ใหม่ล่าสุด บนถนนราชพฤกษ์ ในรูปแบบ Thailand’s first automotive digital space’ แห่งแรกในประเทศไทย กับพื้นที่การบริการที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สร้างสรรค์นวัตกรรมการบริการ Service Innovation  บนที่พื้นที่กว่า 5 ไร่ ด้วยงบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท ที่เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ที่ว่า  เทคโนโลยีสามารถตอบสนองความต้องการ ที่หลากหลายของแต่ละบุคคลได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงเกิดการริเริ่มนำเสนอ รูปแบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพสร้างสรรค์และยั่งยืน ผ่านสินค้าและการบริการอันล้ำสมัยของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ควบคู่ไปกับการนำเสนอนวัตกรรมการบริการรูปแบบใหม่ ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล เป็น องค์กรที่ขับเคลื่อนโดยจุดมุ่งหมาย (Purpose Driven Organizatioin) โดยมีคุณค่าหลักขององค์กรในเรื่อง Innovation – Sustainability – Leadership สะท้อนออกมาเป็นองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่างในการคิดค้นนวัตกรรมการบริการ ได้แก่

*   High-Tech คือการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและทันสมัย

 High-Touch คือการเชื่อมต่อประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ

*   High-Value คือการสร้างคุณค่าต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านเศรฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม (Profit Planet People) ต่อไป

ผู้บริหารแอทต้า ออโต้เฮ้าส์ คุณโอ จิตติรัตน์ ตันตสิรินทร์ (CEO)  และ คุณโอ๋ เบญจรัตน์ ตันตสิรินทร์(CFO) ทายาทรุ่นที่ 2 เบนซ์ตลิ่งชัน ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามามากว่า 40 ปี มีเป้าหมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ การให้บริการลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ด้วยเทคโนโลยี ซึ่งทั้ง 2 ผู้บริหาร ตั้งใจให้ แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ เป็น “องค์กรที่ยอมรับความแตกต่างและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้คน (Diversity & Inclusion Workplace)” เปิดโอกาสให้คนทุกเพศ ทุกวัย ได้เข้ามาเรียนรู้และแบ่งปันทรัพยากรให้เป็นองค์กรที่สร้าง คุณค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ในระดับโลก มุ่งเน้นการพัฒนาคน (Digital Generation) ที่พร้อมและสามารถรับฟังความต้องการและนำเสนอสินค้าและบริการให้ได้ตรงใจลูกค้า พนักงานทุกคนจะผ่านการอบรมและกระบวนการพัฒนาเพื่อให้เข้าใจตนเองและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความต้องการที่หลากหลายได้อย่างสร้างสรรค์ สามารถรับฟังลูกค้า และเป็นที่ปรึกษาการเลือกซื้อรถยนต์และเข้ารับบริการเกี่ยวกับรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างเข้าใจและเป็นมืออาชีพ ควบคู่ไปกับพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลเพื่อให้เกิด ประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ (Digital Experience & Digital Solution) นอกจากนี้ แอทต้า ออโต้เฮ้า ยังได้จัดตั้งแผนก business innovation และ immersive experience division ขึ้นเพื่อพัฒนางานบริการอย่างต่อเนื่อง

แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ ได้รับรางวัลระดับโลก ชนะเลิศในการเป็นองค์กรต้นแบบ Winner of Gender-Inclusive Workplace 2020, WEPs Award จาก UN Women ตั้งแต่ปีแรกที่เปิดทำการ และ รางวัล Winner Leadership Commitment 2021, WEPs Award จาก UN Women เป็นปีที่สองติดต่อกัน รวมถึงรางวัลการันตีด้านความพึงพอใจ ลูกค้าและยอดขาย ชนะเลิศ Winner of The Best  CSI 5 Star Rater 2020 & 2021 -Bangkok และ Winner of Sell Out Competition Award 2020 & 2021 จาก Mercedes-Benz (Thailand) 2 ปีติดต่อกัน รวมถึงรางวัลชนะเลิศด้านคุณภาพงานบริการ Winner of Top Service Quality Score 2020 -Bangkok, Mercedes-Benz (Thailand) และ จำนวนผู้ตอบรับความพึงพอใจ Winner of Customer Take Rate 2020 – Bangkok, Mercedes-Benz (Thailand) และรางวัลชนะเลิศอันดับ2 ในการแข่งขันการบริการอันเป็นเลิศ 2nd Runner Up Service Excellence Award จาก Mercedes-Benz South East Asia Award

ในส่วนด้านสินค้าและบริการ แอทต้า ออโตเฮ้าส์ มีสินค้าและบริการที่ครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ อย่างครบวงจรในแห่งเดียว ทั้งการจำหน่ายรถยนต์ใหม่ รถยนต์ใช้แล้ว รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ รถยนต์สำหรับองค์กร บริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ บริการซ่อมสีและตัวถัง บริการด้านยางรถยนต์และตั้งศูนย์ถ่วงล้อ รวมถึงบริการเสริมอื่นๆที่เกี่ยวกับรถยนต์ เช่น บริการบำรุงรักษาสีภายนอกภายใน บริการด้านประกันภัยรถยนต์ อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ AMG Body Styling , Mercedes Genuine Accessories & Lifestyle Collection , แพกเกจต่ออายุ การรับประกันคุณภาพสินค้า และซ่อมบำรุง (Mercedes-Benz Service Plus) , บริการ Trade-in รวมถึงบริการทางการเงินต่างๆ แบบครบวงจร นอกจากนี้ยังมีการจัดทำระบบ ATTA Connect (membership program) สิทธิพิเศษในเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ ทั้งสองแห่งบนถนนตลิ่งชัน และถนนราชพฤกษ์ ให้ลูกค้าฝั่งธนฯ และ นนทบุรี รวมถึงลูกค้าที่ต้องการเข้ารับบริการจากเรา สะดวก และ เชื่อมต่อสิทธิประโยชน์ได้แบบไร้รอยต่อผ่านระบบ digital และ call center 24 ชม

แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในเวลาเพียง 2 ปี สามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 20 % โดยมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 4% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5% ได้ในปี 2566 สำหรับยอดขายในกลุ่มลักชัวรีในไตรมาสที่ 1 ของปี 2565 นี้ สัดส่วน Sales Volume เพิ่มขึ้น 10% และได้มีการวางเป้าหมายในปี 2565 นี้ไว้ดังนี้

*   รถยนต์ใหม่ กลุ่ม PC เติบโต 10% units กลุ่ม AMG เติบโต 5% units

*   ศูนย์บริการ เติบโต 15%

สำหรับกลยุทธ์ทางการตลาดใน ปี 2565 ทางแอทต้า ได้ยึดกลยุทธ์ Partnership for the goals (Co-Create) ซึ่งถือเป็นมิติใหม่สำหรับกลยุทธ์ในวงการยานยนต์ เปิดกว้าง แบ่งปัน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของหลากหลายวงการ มาร่วมกันส่งมอบการบริการที่สะดวกสบายและมีคุณค่าสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าทั้งในรูปแบบ online และ offline ทางแอทต้าจึงได้เข้าร่วมกับแบรนด์ร้านค้า คู่ค้า ที่มีกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดียวกัน จากหลากหลายวงการ นอกเหนือจาก ระบบนิเวศทางธุรกิจ ที่มีความเชื่อมโยงกัน (Ecosystem) ของธุรกิจรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น วงการแฟชั่น โรงแรม ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ และ อื่นๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและสร้าง Awareness ให้กับแบรนด์ แอทต้า อีกทั้งยังเป็นการสร้าง ประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้ลูกค้าและขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตและทีมงาน ให้สามารถรองรับการซ่อมบำรุงรักษาที่มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มยอดขายจากช่องทาง online อีกทางหนึ่ง

ในส่วนของแผนธุรกิจในปี 2566 ทางแอทต้าได้มีการวางแผนในการเดินหน้าในการปรับเปลี่ยนองค์กรเพื่อรองรับการเติบโตของยุคดิจิทัล (Digital Transformation) มุ่งเน้นรวมบรวมข้อมูลและจัดการระบบ Automated Process ในการส่งต่อข้อมูลแต่ละส่วนให้โปร่งใสทั้งคนทำงานและลูกค้า (Data Transparency) รวมถึงมีเป้าในลดปริมาณ การใช้กระดาษการดำเนินงานส่วนต่างๆให้เป็นศูนย์ (Zero Paper) และการลดการปล่อยปริมาณก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Zero Emission) สำหรับสินค้าและการบริการในอนาคตมองว่า รถยนต์ไฟฟ้า EVs จะเป็นตัวแปรสำคัญฉะนั้น ทางแอทต้า จึงได้เตรียมเชื่อมต่อข้อมูลลูกค้าและเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงสินค้าและการบริการผ่านระบบ online ซึ่งในขณะนี้ แอทต้า ได้มีการเริ่มสร้างโชว์รูมเสมือนจริง (Virtual Showroom) บน www.attaautohaus.com  ให้ลูกค้าได้มีประสบการณ์ และเข้าถึงข้อมูลของสินค้าได้ทุกที่ ทุกเวลาทั่วโลกเรียบร้อยแล้ว รวมถึงได้ติดตั้งพื้นที่ซ่อมบำรุงทั้งหมดเป็น Anti-Static เพื่อความปลอดภัยในการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า สอดคล้องและรองรับการเติบโตของเทคโนโลยี EVs และการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในอนาคต

จากข้อมูลทางการตลาด พบว่าแนวโน้มของลูกค้าในการถือครองรถยนต์มีระยะเวลาที่สั้นลงเรื่อยๆ และกลุ่มลูกค้ามีอายุลดลงในการเริ่มเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ การตอบสนองความต้องการ และการจัดแคมเปญหรือโปรโมชั่น จะเน้นเป็นการออกแคมเปญย่อยๆสม่ำเสมอ และรวดเร็วเพื่อตอบโจทย์ความต้องการ ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และครองใจลูกค้าในการเข้ารับบริการให้เกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อ

ในโอกาสครบรอบ 2 ปีนี้ แอทต้า ออโตเฮ้าส์ มีการจัดทำแคมเปญพิเศษ “Double Surprise ได้ทั้งรถ ได้ทั้งลุ้น” แคมเปญสุดยิ่งใหญ่ครั้งแรกในประเทศไทยแบบที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน เพื่อเป็นการขอบคุณและคืนกำไรให้กับลูกค้า ที่ให้การตอบรับเป็นอย่างดีตลอด 2 ปีที่ผ่านมาโดยมอบสิทธิ์พิเศษให้สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถยนต์ Mercedes Benz รุ่นใดก็ได้ที่ แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ หรือ เบนซ์ตลิ่งชัน ภายในที่ 30 มิถุนายน 2565 ได้สิทธิ์ลุ้นรับ The All-new Mercedes-Benz C-Class รุ่นใหม่ล่าสุด มูลค่ากว่า 3ล้านบาท!! ซึ่งมีกำหนดการจับรางวัลในวันที่ 27 สิงหาคม 2565 นี้

เอเอเอสฯ เผยยอดจองเบนท์ลีย์ไฮบริดโตกว่า 4 เท่า ตอกย้ำความเชื่อมั่นลูกค้าต่อผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

0

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เผยยอดจองรถยนต์เบนท์ลีย์ไฮบริดตั้งแต่เปิดรับจองเป็นครั้งแรกในช่วงเดือน ธันวาคม ปี 2564 ถึง เดือน เมษายน ปี 2565 โดยมียอดจองหลังจากการเปิดตัวและการเปิดรับการสั่งจองอย่างเป็นทางการ จำนวน 23 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 4.6 เท่า หรือ 360% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (5 คัน) ผลตอบรับที่น่าประทับใจเป็นผลมาจากความต้องการรถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ในตลาดรถยนต์หรูของประเทศไทยที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อมั่นของลูกค้าในด้านการบริการหลังการขายจากการเลือกครอบครองรถยนต์ไฮบริดกับผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

โดย อัครยนตรกรรมสปอร์ตซีดาน ฟลายอิ้ง สเปอร์ ไฮบริด ใหม่ (New Flying Spur Hybrid) ทำยอดจองกว่า 12 คัน ตามมาด้วย อัครยนตรกรรมเอสยูวี เบนเทก้า ไฮบริด ใหม่ (New Bentayga Hybrid) กับยอดจองกว่า 11 คัน สำหรับ อัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ไฮบริดทั้ง 2 รุ่นได้ผสมผสานความหรูหราจากงานฝีมือและการออกแบบที่ยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ในขณะที่ยังคงมอบสมรรถนะในการขับขี่แบบแกรนด์ทัวริ่งเพื่อตอบสนองการเดินทางในทุกรูปแบบ และความสามารถในการลดการปล่อยมลพิษโดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพในการขับขี่ที่มาพร้อมกับความนิ่มนวลและความเงียบสงบ

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของยอดการสั่งจองรถยนต์เบนท์ลีย์ไฮบริดอย่างก้าวกระโดดในครั้งนี้เป็นผลมาจากความต้องการรถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ที่เพิ่มมากขึ้นในตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทยที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องจากเพดานภาษีนำเข้ารถยนต์ไฮบริดที่ลดลงตอบรับกระแสรักษ์โลกและการประหยัดพลังงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อมั่นของลูกค้าในการเลือกครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์ไฮบริดกับผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการจาก 3 เหตุผลที่ดีที่สุดอย่าง (1) ‘Best Price’ เอเอเอสฯ มอบราคาที่ดีที่สุด สำหรับ เบนท์ลีย์ เบนเทก้า ไฮบริด ใหม่ กับราคาเริ่มต้นที่ 13.2 ล้านบาท และ เบนท์ลีย์ ฟลายอิ้ง สเปอร์ ไฮบริด ใหม่ กับราคาเริ่มต้นที่ 14.2 ล้านบาท (2) ‘Best Personalization’ เอเอเอสฯ ให้อิสระในการรังสรรค์อัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ในแบบเฉพาะตัวให้โดดเด่นที่สุด ด้วยตัวเลือกของเฉดสี วัสดุ รูปแบบไม้วีเนียร์ หรือ ชุดแต่งมูลินเนอร์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์การออกแบบรถยนต์เบนท์ลีย์ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งภายนอกและภายใน สะท้อนตัวตนของผู้ครอบครองได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด (3) ‘Best Post-Sale Service’ เอเอเอสฯ มอบบริการหลังการขายสำหรับรถยนต์เบนท์ลีย์ไฮบริดด้วยศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรักษารถยนต์แบบครบวงจรมาตรฐานโรงงานผู้ผลิต ดำเนินงานโดยทีมวิศวกรและช่างเทคนิคผู้ดูแลระบบไฟฟ้าของรถยนต์ไฮบริด หรือ High Voltage Technician หนึ่งเดียวในประเทศไทย พร้อมด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับรถยนต์เบนท์ลีย์ไฮบริดโดยเฉพาะ นำเข้าจากโรงงานในประเทศอังกฤษ และยังมีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับตัวแทนบริษัทแม่ เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เอเชียแปซิฟิค ประเทศสิงคโปร์ และเครือข่ายผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่มีอยู่ทั่วโลกเพื่อการดูแลรถยนต์เบนท์ลีย์ไฮบริดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ในฐานะผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย ยังคงเดินหน้าพัฒนาและเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านการบริการหลังการขายรถยนต์เบนท์ลีย์ไฮบริดที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากโรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ประเทศอังกฤษ ด้วยความพร้อมของศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรักษารถยนต์แบบครบวงจร ทีมวิศวกรและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ พร้อมความมุ่งมั่นในการดำเนินงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและโปร่งใส่ เพื่อตอบรับแนวโน้มความต้องการของรถยนต์เบนท์ลีย์ไฮบริดที่มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่องและตอกย้ำความมั่นใจในการเลือกครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์ไฮบริดให้กับลูกค้าคนสำคัญ

อภิญญา ชัยสันติกุลวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป เบนท์ลีย์ แบงค็อก บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า ผลตอบรับที่น่าประทับใจจากยอดจองรถยนต์เบนท์ลีย์ไฮบริดหลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการเปลี่ยนผ่านองค์กรของเราเข้าสู่ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์ไฮบริดอย่างเต็มรูปแบบ และในฐานะผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการหนึ่งเดียวในประเทศไทย เราจะยังคงมุ่งมั่นและทุ่มเทเพื่อการพัฒนาทั้งในแง่ของบุคลากร การจัดการองค์ความรู้ด้านการฝึกอบรม การบริการ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในระดับภูมิภาค เพื่อเดินหน้าส่งมอบความเป็นเลิศด้านการบริการหลังการขาย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นจุดแข็งของเราให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ

เอเอเอสฯ มอบข้อเสนอที่ดีที่สุดในการครอบครอง เบนท์ลีย์ เบนเทก้า ไฮบริด ใหม่ (New Bentayga Hybrid) กับราคาเริ่มต้นที่ 13.2 ล้านบาท และ เบนท์ลีย์ ฟลายอิ้ง สเปอร์ ไฮบริด ใหม่ (New Flying Spur Hybrid) กับราคาเริ่มต้นที่ 14.2 ล้านบาท พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดนาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) การรับประกันจากโรงงานผู้ผลิตฯ พร้อมตัวเลือกสำหรับแผนต่อระยะเวลาการรับประกันจากโรงงานผู้ผลิต (Bentley Extended Warranty) สูงสุด 4 ปี และผู้ช่วยฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 3 ปีเต็ม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด โทร 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V