Home Blog Page 307

โลตัสคาร์ไทยแลนด์เปิดตัว เอมิรา ใหม่ ในประเทศไทย เป็นประเทศแรกในอาเซียน

0

โลตัส คาร์ ประเทศไทย โดย เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ ประเทศไทย ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถสปอร์ตโลตัสอย่างเป็นทางการในประเทศไทย มีความภูมิใจที่จะนำเสนอ Lotus Emira ซึ่งถือได้ว่าเป็นรถยนต์ Lotus ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Emira คือรถสปอร์ตระดับพรีเมียมเครื่องวางกลางรุ่นใหม่ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของธุรกิจและแบรนด์ของ Lotus โดดเด่นด้วยคุณลักษณะทั้งหมดที่โลกยานยนต์คาดหวังจาก Lotus เช่นการออกแบบที่โดดเด่น ประสิทธิภาพไดนามิกที่น่าตื่นเต้น การขับขี่และการควบคุมที่ดีที่สุดในรถสปอร์ทระดับเดียวกัน แอโรไดนามิกที่โดดเด่น และประสบการณ์ ‘For The Drivers’ ที่ไม่มีใครเทียบได้

แต่ยิ่งไปกว่านั้น Emira ยังเป็นรถยนต์รุ่นสุดท้ายของ Lotus ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยทุกรุ่นในอนาคตจาก Lotus จะใช้ไฟฟ้าทั้งหมด

Lotus Emira ถูกประกอบขึ้นผ่านสายการผลิตใหม่ล้ำสมัยในประเทศอังกฤษ ด้วยการลงทุน 100 ล้านปอนด์ โดยมีกำลังการผลิตสูงสุดที่ 5,000 คันต่อปี

นาย ธีรพงศ์ รอดลอย ผู้จัดการส่วนภูมิภาค บริษัท เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งกับการเปิดตัว All-new Emira ในประเทศไทย เป็นที่แรกในภูมิภาคอาเซียน ด้วยการสานต่อจากรถยนต์รุ่นต่างๆของ Lotus เช่น Elise, Exige และ Evora โดย Emira ใหม่ แสดงถึงการก้าวกระโดดไปข้างหน้าของ Lotus ด้วยซิกเนเจอร์ของแบรนด์และจุดเด่นหลักเหล่านี้ ถูกรวมเข้ากับการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในระดับของการใช้งานจริง ความสะดวกสบาย ฟังก์ชัน และเทคโนโลยี เพื่อส่งผลให้เป็นรถสปอร์ตของ Lotus ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดเท่าที่เคยมีมา”

โดยในปีที่ผ่านมา Lotus Cars ได้แต่งตั้ง เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ ประเทศไทย เป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวของแบรนด์ในประเทศไทย ครอบคลุมกิจกรรมการขาย หลังการขาย การตลาดและการสร้างแบรนด์ บริษัทได้ลงทุนมากถึง 20 ล้านบาทเพื่อสร้างโชว์รูมโลตัสแห่งใหม่บนถนนรามคำแหงในกรุงเทพฯ มีพื้นที่รวม 400 ตารางเมตรสำหรับโชว์รูมและเวิร์กช็อป

รถรุ่น Emira มีความคล้ายคลึงในหลายๆจุดกับ Evija ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงตามนโยบาย Vision80 ของบริษัท ซึ่งส่งสัญญาณถึงภาษาการออกแบบใหม่สำหรับ Lotus ด้วยเช่นกัน

Emira มีรูปลักษณ์ที่มีความร่วมสมัยด้วยพื้นผิวที่ลื่นไหล เส้นลักษณะที่คมชัด และรายละเอียดทางเทคนิค เช่นเดียวกับ Evija ฝากระโปรงหน้าที่โดดเด่นสะดุดตา ห้องโดยสารที่หรูหราที่ถูกวางตำแหน่งไปทางด้านหลัง ประตูที่ดูเหมือนถูกแกะสลัก และช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ที่ตัดเข้าไปในด้านท้ายของรถ

ไฟหน้า LED แนวตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยดีไซน์ twin blade ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Evija ไฮเปอร์คาร์ เครื่องหมายคำว่า Lotus อยู่เหนือแผงหลังสีเดียวกับตัวรถ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากด้านหลังของ Evija อย่างชัดเจนเช่นกัน

“Emira เป็นซูเปอร์คาร์ขนาดเล็กที่มาพร้อมความเร้าใจและคุณลักษณะที่พบได้ในรถยนต์ Lotus ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นรถสปอร์ตที่ใช้งานได้ทุกวันซึ่งให้ความสะดวกสบายและประสิทธิภาพในการใช้งานสูง อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล่าสุดที่ผู้ขับต้องการ” นายธีรพงศ์กล่าวเสริม

การออกแบบภายในโดดเด่นด้วยแผงหน้าปัดแบบ wrap around ผสมผสานเข้ากับแผงประตูที่หรูหรา ทำให้ผู้ขับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ ภายในของรถมีพื้นผิว soft touch จำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงงานฝีมือระดับพรีเมียมของอังกฤษ ที่สื่อถึงความเป็นสปอร์ตขั้นสูงสุด

Emira มีพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบท้ายตัด ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ม่านถุงลมนิรภัย พร้อมด้วยระบบ Launch Control (เป็นส่วนหนึ่งของ Lotus Drivers Pack ที่เป็นอุปกรณ์เสริม) รวมถึงระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver Assistance Systems (ADAS)

การเข้าถึงระบบ Infotainment ของรถทำได้โดยผ่านหน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้วที่ติดตั้งตรงคอนโซลกลาง พร้อมจอแสดงผลสำหรับคนขับแบบ TFT ขนาด 12.3 นิ้ว การเชื่อมต่อ Android Auto และ Apple CarPlay เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นอกจากนี้ Lotus รุ่นใหม่ ยังมีระบบเสียงระดับพรีเมียม 10 ลำโพงจาก KEF แบรนด์ออดิโอไฟล์สัญชาติอังกฤษที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง

ด้านหลังของเบาะนั่งทั้งสอง มีพื้นที่ 208 ลิตร สำหรับสัมภาระหรือสิ่งของขนาดใหญ่ ในขณะเดียวกัน พื้นที่เก็บของด้านหลังของเครื่องยนต์ มีขนาด 151 ลิตร สามารถใส่กระเป๋าเดินทางขนาดมาตรฐานหรือถุงกอล์ฟได้

ขุมพลังของ Emira จะมีให้เลือก 2 แบบ ซึ่งทั้ง 2 รุ่นได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในด้านคุณลักษณะด้านสมรรถนะ โดยช่วงเปิดตัว รถยนต์รุ่นแรกจะวางจำหน่ายในรุ่น ‘First Edition’ ที่ผลิตจำนวนจำกัด ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.5 ลิตรซุปเปอร์ชาร์จ ซึ่งให้กำลังสูงสุด 400 แรงม้า และแรงบิด 420 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 4.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 288 กม./ชม.

และในปีนี้ จะมีเครื่องยนต์ใหม่เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีสำหรับแบรนด์ Lotus โดยเครื่องยนต์ที่สองสำหรับ Emira จะมาจากAMG ซึ่งก็คือเครื่องยนต์ ‘i4’ สี่สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ซึ่งให้กำลัง 360 แรงม้า

Emira สร้างขึ้นจากสถาปัตยกรรมใหม่ Lotus Sports Car Architecture และมีระยะห่างของล้อที่กว้างกว่ารถรุ่นอื่นๆ ของ Lotus ซึ่งช่วยเพิ่มเสถียรภาพ ให้การยึดเกาะถนนที่ยอดเยี่ยม และรู้สึกได้กับจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำมาก

รถรุ่น Emira มาพร้อมกับการตั้งค่าแชสซีและช่วงล่างที่กำหนดไว้สองแบบ โดยแบบแรกคือแบบ Tour ที่ได้รับการปรับแต่งสำหรับการใช้งานบนท้องถนนทุกวัน ให้การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างสมรรถนะของ Lotus ไดนามิกและการควบคุมรถด้วยการขับขี่ที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น ในขณะที่ช่วงล่างแบบ Sport จะมาพร้อมกับ Lotus Drivers Pack ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริม และให้การตั้งค่าระบบกันสะเทือนที่แข็งขึ้นเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความสามารถและความรู้สึกแบบไดนามิก

สำหรับการสั่งซื้อ Emira ทางบริษัทได้เปิดให้ลูกค้าชาวไทยได้ทำการจองรถแล้วทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกัน คือ

Lotus Emira รุ่น V6 First Edition (high spec) มีราคาขายปลีกอยู่ที่ 11.9 ล้านบาท ผลิตทั่วโลก 130 คัน และสำหรับประเทศไทยมีโควต้าเพียง 6 คันเท่านั้น พร้อมส่งมอบต้นปี 2566 ขณะที่รุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ AMG นั่นคือ Lotus Emira i4 First Edition เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เริ่มต้นที่ 9,290,000 บาท พร้อมส่งมอบไตรมาสที่ 2 ของปี 2566 และรุ่นที่ใคร ๆ หมายตาจับจองคือ Lotus Emira i4 BASE เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ สนนราคาที่ 7,990,000 บาท พร้อมส่งมอบไตรมาสที่ 3 ของปี 2566

Emira มาพร้อมการรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 3 ปี

“บางกอก มอเตอร์โชว์” ปลุกกระแส “EV” ขานรับมาตรการณ์สนับสนุนของภาครัฐ

0

บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ขานรับนโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ พร้อมจับมือค่ายผู้ผลิตรถยนต์ปลุกกระแสรถ EV ในประเทศไทย ย้ำความมั่นใจผู้เข้าชมงานด้วยมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของการจัดงานแสดง

นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะรองประธานจัดงาน  เปิดเผยว่า “สำหรับงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” งานปีนี้นับเป็นปีแห่งรถไฟฟ้า (EV) มีค่ายผู้ผลิตรถยนต์และค่ายรถจักรยานยนต์ มาร่วมจัดแสดงรถไฟฟ้าภายในงานมากกว่า 20 รุ่น ประกอบกับรัฐบาลเองมีมาตรการในการลดภาษีการนำเข้าของผู้ประกอบการ และลดภาษีสรรพสามิต รวมถึงมีมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรถยนต์ มากถึง 150,000 บาท จึงทำให้รถไฟฟ้าได้รับความสนใจอย่างมาก โดยตลอด 5 วันที่ผ่านมา มีผู้สนใจเข้ามาจองซื้อรถไฟฟ้าเป็นจำนวนมากกว่า 1,000 คัน  หรือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของยอดจองรถยนต์ภายในงาน ซึ่งมีมากกว่า 10,000 คัน

“อย่างไรก็ตาม นอกจากกระแสรถไฟฟ้าที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมากแล้ว บรรดาโปรโมชั่นและการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ภายในงาน ยังเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมงาน และสามารถสร้างยอดจองรถเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาอีกด้วย”

“นอกจากนี้ การออกมากระตุ้นอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าของภาครัฐที่มีความชัดเจน ส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจมากขึ้น แน่นอนว่า ผู้ผลิตเองก็ต้องเตรียมแผนการผลิตเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด และเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ที่คาดว่า ตลาดรถไฟฟ้าจะเติบโตเพิ่มขึ้น 10-20 เปอร์เซ็นต์ แต่การจะเติบโตได้ก็ต้องอาศัยการขับเคลื่อนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้า ที่จะเข้ามามีส่วนทำให้การใช้รถไฟฟ้าสามารถใช้งานได้สะดวก และง่ายดายยิ่งขึ้นนั่นเอง”

“สำหรับการจัดงานในปีนี้ ต้องยอมรับว่า ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทั้ง เจ้าของสถานที่จัดงาน ผู้ร่วมออกงาน และประชาชนที่เข้าชมงาน ในการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ  เกี่ยวทางด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด เพราะถึงแม้ว่า ทางผู้จัดเองจะได้เตรียมมาตรการต่าง ๆ ที่รัดกุมเพียงใด แต่หากไม่ได้รับความร่วมมือ เราคงดำเนินการจัดงานให้ออกมาให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างที่ผ่านมาได้ยาก”

ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวชื่นชมคณะผู้จัดงานที่เตรียมพร้อมตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นอย่างดี และดีใจที่ประชาชนให้ความสนใจการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์เพราะประเทศไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศหลักที่ผลิตรถยนต์ของโลก โดยในประเทศอาเซียน ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ซึ่งในปีนี้มีการประกอบรถยนต์ในประเทศไทยประมาณ 1,800,000 คัน ขณะที่การจัดงานในปีนี้ พบว่า มีบริษัทผู้ประกอบรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

ฟอร์ด ส่งรถเรนเจอร์ เอเวอเรสต์ เอคโค่สปอร์ต และมัสแตง สนับสนุน การแข่งขันจักรยานรายการ ‘ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ส่งรถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต และฟอร์ด มัสแตง สนับสนุนสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนคณะทำงานรวมถึงทัพนักกีฬาในการเดินทางร่วมการแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ ‘ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ 2022’ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในเส้นทางจังหวัดมุกดาหาร-สกลนคร-นครพนม รวมระยะทางกว่า 1,267 กิโลเมตร โดยภายในงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมที่ผ่านมา นายสันติ จิตพิชิตชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย ได้รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจาก พล.อ.เดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปภัมภ์

ฟอร์ดร่วมส่งเสริมและสนับสนุนวงการกีฬาไทยในการแข่งขันกีฬาประเภทจักรยานรายการสำคัญของประเทศ ‘ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ระหว่างวันที่ 1-10 เมษายน 2565 เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยการแข่งขันรายการนี้ นอกจากจะสนับสนุนให้นักกีฬาทีมชาติไทยได้มีโอกาสเพิ่มพูนประสบการณ์จากการแข่งขันจริงแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นตลอดพื้นที่การแข่งขัน

ทั้งนี้ ฟอร์ด ประเทศไทย ได้มอบรถยนต์รวมทั้งสิ้น 29 คัน เพื่อสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการจัดการแข่งขัน ซึ่งประกอบด้วยรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รถยนต์เอนกประสงค์ขนาดกลาง ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต และฟอร์ด มัสแตง โดยรถยนต์ทั้ง 5 รุ่น ต่างมีสมรรถนะโดดเด่น ตอบโจทย์การใช้งานและรูปแบบการเดินทางที่หลากหลาย เหมาะสำหรับการขับขี่ระยะไกลเพื่อสนับสนุนทีมนักกีฬาตลอดการแข่งขันในครั้งนี้

เมอร์เซเดส-เบนซ์ จัดแคมเปญพิเศษ “Enjoy the Trip Ahead” มอบส่วนลดและสิทธิพิเศษให้ลูกค้าต่อเนื่องตลอดช่วงวันหยุดยาว 1 เม.ย. – 31 พ.ค. นี้

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ส่งแคมเปญพิเศษมอบความมั่นใจเตรียมพร้อมกับการเดินทางได้อย่างสบายใจและสนุกสนานกับทริปที่กำลังจะมาถึงตลอดช่วงวันหยุดยาวให้กับลูกค้า กับแคมเปญ “Enjoy the Trip Ahead” มอบโปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟถึง 2 ข้อเสนอ ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2565

นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานบริหาร ฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมเป็นช่วงเวลาที่มีวันหยุดยาวหลายวัน ลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ประสงค์จะเดินทางในช่วงเวลานี้ย่อมต้องการการดูแลและบำรุงรักษารถยนต์อย่างดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง เมอร์เซเดส-เบนซ์จึงจัดแคมเปญโปรโมชันครั้งนี้ขึ้น เพื่อดูแลรถยนต์ของลูกค้าด้วย 2 ข้อเสนอพิเศษที่มีทั้งส่วนลดและสิทธิพิเศษต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถสนุกกับทริปที่กำลังจะมาถึงได้อย่างเต็มที่แบบไม่ต้องกังวลในทุกการเดินทางตลอดช่วงวันหยุดยาว พร้อมเปิดรับประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดจากรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้อย่างต่อเนื่องเหมือนเช่นเคย”

สำหรับแคมเปญ “Enjoy the Trip Ahead” เมอร์เซเดส-เบนซ์มอบสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟถึง 2 ต่อ* ได้แก่

  • สิทธิพิเศษที่ 1 สำหรับรุ่นรถยนต์ที่ร่วมรายการ เมื่อเข้ารับบริการบำรุงรักษา:
    • รับฟรี น้ำมันเครื่อง MB Oil 1 ลิตร
    • รับฟรี น้ำมันเครื่อง MB Oil เพิ่มอีก 1 ลิตร สำหรับลูกค้าที่นัดเข้ารับบริการล่วงหน้า (OAB)
    • ส่วนลดพิเศษ 20% สำหรับอะไหล่เพื่อการบำรุงรักษาและอะไหล่สึกหรอที่ร่วมรายการ (Maintenance parts and Wear & Tear Parts)
  • สิทธิพิเศษที่ 2 สำหรับรถยนต์ทุกรุ่น:
    • ยอดค่าใช้จ่ายหลังหักส่วนลด 30,000 บาท ขึ้นไป เลือกรับ MB Car Care Set ชุดน้ำยาดูแลรถยนต์สำหรับภายนอกหรือภายใน อย่างใดอย่างหนึ่ง (มูลค่า 3,712 บาท)
    • ยอดค่าใช้จ่ายหลังหักส่วนลด 50,000 บาท ขึ้นไป รับเก้าอี้ Director (มูลค่า 5,157 บาท)

พิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต Citi Mercedes เลือกแบ่งชำระนาน 6 หรือ 10 เดือน ด้วยดอกเบี้ย 0%เมื่อมียอดค่าใช้จ่าย 20,000 บาทขึ้นไป พร้อมลงทะเบียนรับสิทธิ์เครดิตเงินคืน  1,500 เมื่อมียอดแบ่งชำระ 100,000 บาทและเครดิตเงินคืน 4,500 บาทเมื่อมียอดแบ่งชำระ 250,000 บาท

เงื่อนไขรายการส่งเสริมการขาย

  • สิทธิในการรับสินค้าฟรี เมื่อมาก่อนได้ก่อน มีจำนวนจำกัด หมดแล้วหมดเลย ตามจำนวนสิทธิ์รวมทั่วประเทศ ดังนี้
  • ชุดน้ำยาทำความสะอาดภายใน จำนวนรวม 1,200 สิทธิ์
  • ชุดน้ำยาทำความสะอาดภายนอก จำนวนรวม 1,200 สิทธิ์
  • เก้าอี้ Director จำนวนรวม 575 สิทธิ์
  • ระยะเวลาโปรโมชันตั้งแต่ 1 เมษายน 2565 – 31 พฤษภาคม 2565
  • ลูกค้าต้องชำระเงินภายในระยะเวลาโปรโมชันเท่านั้น

สอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ทั้งนี้ เงื่อนไขให้เป็นไปตามที่บริษัทฯ และศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการกำหนด

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

HAVAL H6 ฉลองความสำเร็จครั้งใหม่ ได้รับคะแนนความปลอดภัยระดับห้าดาว

0
A New Achievement, GWM HAVAL H6 Awarded ANCAP 5 Star Safety Rating

โครงการประเมินรถยนต์ใหม่แห่งออสตราเลเซีย (Australasian New Car Assessment Program หรือ ANCAP) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงในด้านความปลอดภัยของยานยนต์ ประกาศว่า รถยนต์รุ่นฮาวาล เอช6 (HAVAL H6) ได้รับคะแนนความปลอดภัยระดับห้าดาว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า จุดแข็งด้านความปลอดภัยในแบรนด์ฮาวาลของเกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) เป็นที่ยอมรับในระดับสากลอีกครั้ง

มาตรฐานการให้คะแนนของ ANCAP มีความเข้มงวดมากขึ้นหลังจากที่ได้ยกระดับไป ฮาวาล เอช6 ซึ่งปัจจุบันเป็นเจนเนอเรชัน 3 ทำผลลัพธ์ได้อย่างยอดเยี่ยมในการทดสอบ 4 ด้าน ได้แก่ การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นเด็ก ระบบความปลอดภัย และการปกป้องกลุ่มผู้เปราะบางบนถนน โดยทำคะแนนได้ 90%, 88%, 81% และ 73% ตามลำดับ

คุณคาร์ลา ฮอร์เว็ก (Carla Hoorweg) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ANCAP กล่าวว่า “รถรุ่นนี้เป็นเอสยูวีรุ่นแรกในรอบหลายปีที่เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำเข้าตลาดออสตราเลเซีย การส่งมอบรถยนต์ระดับห้าดาวตามเกณฑ์ปี 2565 ซึ่งเป็นเกณฑ์ล่าสุดของ ANCAP นั้นสะท้อนให้เห็นว่า ทางแบรนด์ยังคงเดินตามมาตรฐานความปลอดภัยล่าสุดของ ANCAP และความคาดหวังด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค”

ผลการทดสอบพบว่า ฮาวาล เอช6 ทำคะแนนได้ในระดับ “ดี” ในด้านการปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ โดยได้คะแนนเต็มในการทดสอบการชนด้านข้าง การชนแบบเฉียง การปกป้องการ​บาดเจ็บ​ของ​กระดูก​ต้น​คอ การให้ความช่วยเหลือและนำผู้บาดเจ็บออกจากรถ นอกจากนี้ ฮาวาล เอช6 ยังมีโครงรถยนต์ทำจากเหล็กกล้ากำลังสูงกว่า 70% โดยมาพร้อมกับถุงลมนิรภัยแบบหลายทิศทาง เพื่อปกป้องผู้โดยสารเบาะหน้าและหลังไม่ให้บาดเจ็บเมื่อรถชน

ในแง่ของการปกป้องผู้โดยสารที่เป็นเด็กนั้น ฮาวาล เอช6 แสดงให้เห็นความปลอดภัยอันเป็นเลิศในการทดสอบ โดยได้คะแนนเต็มในการทดสอบแบบไดนามิกด้านข้าง เพราะติดตั้งจุดยึดตามมาตรฐาน ISOFix และจุดยึดส่วนบนในเบาะหลังไว้ต่ำ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งระหว่างเบาะเด็กกับตัวรถ ส่งผลให้รถปกป้องเด็กได้ดีขึ้น

ฮาวาล เอช6 ยังมีผลลัพธ์โดดเด่นในด้านการทดสอบระบบช่วยเหลือ โดยระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) แบบ Car-to-Car เปิดโอกาสให้รถเลี่ยงและบรรเทาผลกระทบจากการชนได้ ซึ่งระบบช่วยเบรกที่ตรวจจับรถด้านข้าง (junction) จะช่วยให้รถเบรกได้อัตโนมัติ เพื่อเลี่ยงไม่ให้ปะทะกับรถที่กำลังมุ่งเข้ามา ปกป้องความปลอดภัยของผู้ขับขี่ให้ถึงขีดสุด

สำหรับการปกป้องกลุ่มผู้เปราะบางบนถนน ฮาวาล เอช6 ก็ทำคะแนนได้ดีเช่นกัน โดยออกแบบกันชนให้มีพื้นที่ดูดซับแรงอย่างเหมาะสม ซึ่งลดแรงกระแทกได้ระดับหนึ่ง และช่วยลดโอกาสที่จะทำให้ขาของผู้เดินเท้าบาดเจ็บให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนี้ ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติยังตรวจจับผู้เดินเท้าและคนขี่จักรยานได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ตอบสนองได้อย่างทันท่วงที

คุณคาร์ลา ฮอร์เว็ก กล่าวว่า “นี่เป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจมากสำหรับแบรนด์ฮาวาลของเกรท วอลล์ มอเตอร์” โดยผลลัพธ์อันดีจากการทดสอบของ ANCAP ยังเป็นเครื่องพิสูจน์จุดแข็งด้านความปลอดภัยของแบรนด์ฮาวาลด้วย ปัจจุบัน รถหลาย ๆ รุ่นในแบรนด์นี้ได้นำมาซึ่งประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นแก่ลูกค้าในตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี และอียิปต์

แบรนด์ฮาวาล จะนำสมรรถนะอันเป็นเลิศของรถรุ่นฮาวาล เอช6 ในการทดสอบ ANCAP ไปต่อยอด โดยจะยังคงยกให้ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ และมุ่งพัฒนาสมรรถนะความปลอดภัยของยานยนต์ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงมอบให้ผู้ใช้ทั่วโลก

“ลมหายใจไร้มลทิน” มอบรางวัลการประกวดปี 2564

0

มูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ร่วมกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประกาศผล และมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดกิจกรรมประจำปี 2564 รวม 4 ประเภท ดังนี้

  1. ประกวดเรียงความหัวข้อ ซื่อสัตย์สุจริตนำชาติพัฒนา

ระดับประถมศึกษา ได้แก่ เด็กชายพนมกร อุ่งเกตุ โรงเรียนบ้านก๊อน้อย จังหวัดพะเยา

ระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวช.) ได้แก่ นางสาวพรประภา สิทธิกานต์ โรงเรียนศรีวิชัยวิทยา จังหวัดนครปฐม

ระดับอาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวส.) และอุดมศึกษา ได้แก่ นางสาวพัชราบล เพ็งยะนะ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

  1. ประกวดร้องเพลงประกอบดนตรีตามเพลง
  • เพลง “คิดดี ทำดี”

ระดับประถมศึกษา ประเภทเดี่ยว ได้แก่ เด็กหญิงชวัลณัฐ สมบูรณ์กุลวุฒิ โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี กรุงเทพมหานคร

ระดับประถมศึกษา ประเภทหมู่ ได้แก่ ทีม อ.บ.ค. เมโลดี้ โรงเรียนอนุบาลบ้านคลองสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

  • เพลง “ด้วยลมหายใจที่ไร้มลทิน”

ระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวช.) ประเภทเดี่ยว ได้แก่ นางสาวสรวีย์ ธนพูนหิรัญโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร

ระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวช.) ประเภทหมู่ ได้แก่ ทีม ทำดีทุกวัน วิทยาลัยนาฏศิลป จังหวัดนครปฐม

ระดับอาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวส.) และอุดมศึกษา ประเภทเดี่ยว ได้แก่ นางสาวณัฐชาพรรณ พลอยสิงห์โต มหาวิทยาลัยมหิดล จังหวัดนครปฐม

ระดับอาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวส.) และอุดมศึกษา ประเภทขับร้องประสานเสียง ไม่มีผู้ส่งผลงาน

  1. ประกวดวาดภาพศิลปะสะท้อนค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต หัวข้อ “ลมหายใจไร้มลพิษ ชีวิตปลอดภัย”

ระดับปฐมวัย ได้แก่ เด็กหญิงภิณณ์พัชชา สิทธิเดชไพบูลย์ โรงเรียนอุ่นรัก 2 ภาษา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ระดับประถมศึกษา ได้แก่ เด็กหญิงอทิตยา ปรีชาชาญ โรงเรียนบ้านทวดทอง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวช.) เด็กชายณัฐศักดิ์ แมงทับ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ จังหวัดสงขลา

  1. ประกวดวีดีโอคลิปสะท้อนค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต

หัวข้อ หัวข้อ “ซื่อสัตย์สุจริต ชีวิตออนไลน์”

ระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวช.) ได้แก่ ทีม รักดีมีเดีย โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กรุงเทพมหานคร โรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม วิทยาลัยนาฏศิลป จังหวัดนครปฐม https://youtu.be/mqaDz35Idxc

ระดับอาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวส.) และอุดมศึกษา ได้แก่ ทีม ชราฟิล์ม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี https://youtu.be/-B1l-1rY8kQ

ติดตามผลการประกวด และกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ได้ที่ www.lomhaijai.org www.dcy.go.th และ www.facebook.com/LomhaijaiFoundation/

“แตมป์ – ตี” ขยี้คู่แข่งคว้าดับเบิ้ลโพเดี้ยมรุ่นใหญ่ ASB1000 นำเพลงชาติไทยกระหึ่มสนามช้าง โฟลท – รัฐพงษ์ ควบ R6 จบอันดับ 6 SS600 เก็บแต้มได้สำเร็จ! ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม รั้งอันดับที่ 1 ศึกชิงแชมป์เอเชีย สนามที่ 1

0

ขุนพลนักแข่ง ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม โชว์ฟอร์มสุดเหนือชั้น กระชากคันเร่งรถแข่งตระกูล R-Series ขับเคี่ยวคู่แข่งแบบสุดมันส์ พร้อมร่วมร้องเพลงชาติไทยไปกับกองเชียร์ในสนามโฮมเรซ ในการแข่งขันเรซที่ 2 ของศึกชิงแชมป์เอเชีย รายการ เอเชีย โรด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ 2022 สนามที่ 1 ที่จัดขึ้น ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

โดยในรุ่น Super Sport 600cc โฟลท – รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ #56 นักแข่งสังกัด ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม และรถแข่ง R6 คู่ใจยังคงได้ออกสตาร์ทแถวหน้าในกริดที่ 3 ซึ่งในเรซนี้นักแข่ง หนึ่งเดียวของทีมไทยยามาฮ่ายังคงต้องขับเคี่ยวกับคู่แข่งอย่างหนัก อีกทั้งยังต้องเจอกับอุณหภูมิของแทร็คที่ร้อนระอุ ซึ่งทั้ง 12 รอบการแข่งขัน นักแข่งในกลุ่มหัวแถวต่างสลับกันขึ้นมาอยู่หน้าคู่แข่งตลอดทั้งเกม และหลังจากธงตาหมากรุกโบกสะบัดผลปรากฏว่า โฟลท – รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ #56 ที่พยายามอย่างเต็มกำลังก็จบการแข่งขันในอันดับที่ 6 เก็บแต้มได้สำเร็จ

จากนั้นมาถึงรุ่นใหญ่สุดของรายการ รุ่น Asia Superbike 1000cc ซึ่งคู่หูพระกาฬ “แตมป์ – ตี” อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ #24 และ อนุภาพ ซามูล #500 ที่แม้จะออกสตาร์ทในแถวที่สองกริดที่ 5 และ 6 ตามลำดับ แต่ขุนพลนักบิด ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ก็ระเบิดฟอร์มการขับขี่ที่สุดแข็งแกร่ง ผนึกกำลังกระชากคันเร่งรถแข่ง R1 ไล่ขยี้คู่แข่งอย่างเหนือชั้น ในเกมที่เต็มไปด้วยความมันส์ระดับ 5 ดาว ก่อนประกาศศักดายิ่งใหญ่ควงคู่ทะยานขึ้นโพเดี้ยมในอันดับที่ 1 และ 3 ตามลำดับ ต่อหน้ากองเชียร์ชาวไทยที่ร่วมร้องเพลงชาติไทยดังกระหึ่มสนามแข่งระดับโลกอย่าง สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และด้วยผลงานระดับมาสเตอร์พีซนี้ส่งผลให้คะแนนสะสมประเภททีมของ ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม รั้งอันดับที่ 1 ได้สำเร็จหลังจบการแข่งขันสนามนี้

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันของทัพนักแข่ง ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ในการแข่งขัน รายการ เอเชีย โรด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ 2022 สนามที่ 2 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 29 พฤษภาคม 2565 ที่สนาม เซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย โดยแฟนมอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามเชียร์และส่งกำลังใจให้กับทัพนักแข่ง ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม ได้ที่ Facebook : YAMAHA THAILAND RACING TEAM และ Yamaha Society Thailand

 

ยามาฮ่าเผยโฉมสุดยอดยนตรกรรมแห่งยุค E01 “Plugged Yamaha to new era” รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบในงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 43

0

มร.ทัตสึยะ โนซากิ ประธานกรรมการบริหาร นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ถ่ายภาพร่วมกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ยามาฮ่า E01 สุดยอดยนตรกรรมแห่งยุคที่พร้อมเชื่อมทุกการเดินทาง โดยยามาฮ่า E01 ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิด “Plugged Yamaha to new era” พร้อมจุดเด่นของระบบชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ที่รวดเร็ว ใช้งานได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ ยามาฮ่าจึงได้พัฒนาทุกองค์ประกอบของยามาฮ่า E01 ด้วยความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและวิศวกรรม ทั้งในด้านสมรรถนะ แบตเตอรี่ ระบบการชาร์จไฟ ดีไซน์ภายนอก รวมถึงฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ เพื่อให้เป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบที่สุด

สำหรับยามาฮ่า E01 ให้กำลัง 8.1 กิโลวัตต์ (เทียบเท่ากับรถจักรยานยนต์ขนาด 125 ซีซี) โดยระยะทางจากแบตเตอรี่ที่ชาร์จไฟเต็มที่ สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดถึง 104 กิโลเมตร* เมื่อวิ่งด้วยความเร็วคงที่ 60 กม./ชม. ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 100 กม./ชม. พร้อมระบบแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน สามารถชาร์จไฟได้อย่างรวดเร็วจาก 0% ถึง 90% ได้ภายใน 1 ชั่วโมง

สามารถสัมผัสและชมยามาฮ่า E01 ได้ที่ บูธ “YAMAHA MOTOVERSE” ชาเลนเจอร์ 1 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน 2565

สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมั่นใจตลาดรถปีนี้ฟื้นตัวต่อเนื่อง พร้อมขานรับมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐ

0

สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (The Thai Automotive Industry Association : TAIA) จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสื่อมวลชน (TAIA Meets the Press) ในหัวข้อ “ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” มองแนวโน้มตลาดรถสามารถฟื้นตัวได้ต่อเนื่องจากวิกฤตโควิด-19 ในประเทศที่เริ่มคลี่คลาย  มั่นใจนโยบายภาครัฐต่างๆ ที่พร้อมสนับสนุนการพลิกฟื้นภาคเศรษฐกิจทั้งระบบ รวมถึงมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้มากยิ่งขึ้น

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เผยว่า “ในปี พ.ศ. 2565 คาดการณ์การผลิตรถยนต์ของไทยโดยรวมที่ 1.8 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มียอดผลิต 1.68 ล้านคัน โดยแบ่งเป็นผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 8 แสนคัน และผลิตเพื่อส่งออก 1 ล้านคัน และได้คาดการณ์ยอดจำหน่ายรถยนต์ทุกประเภทในปีนี้จะอยู่ที่ 8.5 แสนคัน เพิ่มขึ้น 90,000 คันจากยอดจำหน่ายปีที่แล้ว หรือประมาณ 12%  ส่วนตัวเลขรถจักรยานยนต์ คาดการณ์ยอดผลิตที่ 2,000,000 คัน และยอดจำหน่ายปีนี้ 1,650,000 คัน  เพิ่มขึ้น 3% เพราะมีปัจจัยบวกสนับสนุนในหลายส่วน ได้แก่ การที่รัฐบาลเตรียมประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เนื่องจากมีผู้ได้รับวัคซีนมากกว่า 80% ของประชากรทั้งประเทศและมีการปรับวิถีชีวิตอยู่ร่วมกับโควิดได้ดีขึ้น นโยบายเปิดประเทศโดยการผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ การเพิ่มพื้นที่สีฟ้าเพื่อนำร่องการท่องเที่ยว การเปิดรับนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศ เช่น มาตรการ Test & Go ยกเลิกการตรวจ RT-PCR ก่อนการเดินทางที่จะเริ่มในวันที่ 1 เมษายนนี้  เป็นต้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยตลอดปี พ.ศ. 2565 ว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 4% โดยมาจากการขยายตัวของภาคการส่งออก 4.9% การอุปโภคบริโภค 4.5% การลงทุนภาคเอกชน 3.8%  และการลงทุนภาครัฐ 4.6% รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐ ในการช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา”

ส่วนด้านปัจจัยลบ ทางสมาคมฯ มองว่า มี 2 สาเหตุหลัก กล่าวคือ

  • ปัจจัยลบนอกประเทศ เช่น ปัญหาการขาดแคลนและการถูกปรับราคาขึ้นของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เนื่องจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ปัญหา Logistic & Supply chain disruption จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ การแข่งขันทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ปัญหาความรุนแรงระหว่างยูเครนและรัสเซียที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
  • ปัจจัยลบภายในประเทศ ได้แก่ ค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่องทั่วโลก อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อกำลังการซื้อของประชาชนที่ลดลง

สำหรับกระแสยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่กำลังเป็นเทรนด์ของทั่วโลก เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ได้เข้ามาตอบโจทย์การลดภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน ประเทศต่างๆ หันมาส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น โดยเฉพาะในจีนและสหรัฐอเมริกา ล่าสุดรัฐบาลไทยได้ผ่านร่างมติคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) กำหนดนโยบาย 30@30 คือ การตั้งเป้าการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle)  หรือรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ.2030  หรือ พ.ศ.2573 เพื่อก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) และการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลกหรือศูนย์กลางของภูมิภาค (EV Hub)

นายสุวัชร์กล่าวเสริมว่า “มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐที่เพิ่งประกาศล่าสุด เช่น การสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์และภาษีของยานยนต์ไฟฟ้าเป็นการกระตุ้นตลาด เพื่อให้รถไฟฟ้ามีราคาที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภค โดยในปีนี้คาดการณ์ยอดจดทะเบียนใหม่ยานยนต์ไฟฟ้าจะมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด สำหรับประเภทรถยนต์นั่งไฟฟ้า คาดว่าน่าจะทะลุ 10,000 คัน ส่วนเรื่องการสร้างไทยให้เป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเหมือนกับรถกระบะ และรถอีโค่คาร์นั้น สมาคมฯ มองว่าไทยมีศักยภาพที่เหนือกว่าประเทศอื่นๆ ในด้านบุคลากรทักษะสูง ประสบการณ์ ความชำนาญในการประกอบและผลิตรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากลมาอย่างยาวนาน รวมทั้งยังมีเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ (Supply Chain) ที่แข็งแกร่ง และยังมีนโยบายรัฐเพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันเรายังต้องการตลาดขนาดใหญ่ขึ้นทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้การผลิตมี Economy of Scales รวมถึงเราต้องมีการประเมินศักยภาพของประเทศรอบข้าง และมาตรการสนับสนุนต่างๆอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายได้”

แอปพลิเคชัน “My Rabbit” เปิดประสบการณ์ใหม่ เชื่อมต่อบริการ Offline to Online ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้บัตรแรบบิท

0

บัตรแรบบิท เปิดตัวแอปพลิเคชัน My Rabbit” กับแนวคิด “แอปที่ใช่ กับไลฟ์สไตล์ของคุณ” ยกระดับการบริการได้ง่ายๆ ทุกที่ทุกเวลาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในรูปแบบแอปพลิเคชัน พร้อมทั้งผนึกกำลังพันธมิตร แรบบิท แคร์ และ กรุงเทพประกันภัย มอบสิทธิประโยชน์แก่ผู้ใช้งานแอปฯ ด้วยแพ็กเกจ U 2 CARE ฟรี 

มร. เคลวิน เหลียง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม จำกัด (บีเอสเอส) หรือ บัตรแรบบิท กล่าวว่า “ในยุคที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของทุกคน ทำให้การเข้าถึงบริการและข้อมูลต่างๆ ของผู้ใช้งาน ต้องเป็นเรื่องง่ายและทำได้ในทันทีทุกที่ทุกเวลา บริษัทฯ จึงได้พัฒนาโมบายแอปพลิชัน My Rabbit” ผ่านแนวคิด “แอปที่ใช่ กับไลฟ์สไตล์ของคุณ” เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้า ทั้งยังเป็นการยกระดับศักยภาพการให้บริการ เชื่อมต่อการใช้งาน Offline to Online (O2O) เข้าไว้ด้วยกัน ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในรูปแบบแอปพลิเคชัน สู่การใช้งานแบบออฟไลน์ด้วยบัตรแรบบิทแทนเงินสด เพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าของเรามากยิ่งขึ้น สามารถทำธุรกรรมด้วยตนเองได้ง่าย และมีความปลอดภัย ซึ่งพร้อมให้ดาวน์โหลดแล้ว ผ่านทางแอปสโตร์ (App Store) และ กูเกิล เพลย์ (Google Play) โดย My Rabbit” จะเป็นแอปพลิเคชันสำหรับผู้ใช้บัตรแรบบิท อย่างแท้จริง”

“แอปพลิเคชัน My Rabbit” รวบรวมทุกฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานบัตรแรบบิทไว้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น เช็กยอดเงินคงเหลือ เติมเงินบัตรแรบบิท เช็กประวัติการใช้งานล่าสุด และสามารถลงทะเบียนยืนยันตัวตนได้ด้วยตนเอง ก้าวสู่อีกขั้นของการให้บริการที่ทันสมัยและสะดวกสบาย รองรับผู้ใช้งานบัตรแรบบิทกว่า 16 ล้านใบ สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุค New Normal ​เพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานของลูกค้ามร. เคลวิน กล่าว

นอกจากนี้ บัตรแรบบิทยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้านพันธมิตรธุรกิจครั้งแรก ผนึกกำลังกับ “แรบบิท แคร์” กลุ่มบริษัทในเครือ และพาร์ทเนอร์พันธมิตรอย่าง “กรุงเทพประกันภัย บริษัทชั้นนำในธุรกิจประกันวินาศภัยของประเทศไทย ร่วมมอบสิทธิประโยชน์พิเศษให้กับผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน My Rabbit โดยเฉพาะ ด้วยแพ็กเกจ U 2 CARE* ที่ให้ความคุ้มครอง ฟรี นาน 30 วัน

ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เปิดเผยว่า “บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับบัตรแรบบิท และแรบบิท แคร์ในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่เราจะร่วมสร้างสรรค์และพัฒนาการให้บริการด้านประกันภัยผ่านช่องทางออนไลน์ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงการให้บริการด้านประกันภัยได้ง่ายมากยิ่งขึ้น สามารถตอบโจทย์ความต้องการและวิถีชีวิตของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงยังเป็นการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้ใช้งาน “My Rabbit” แอปพลิเคชันสำหรับผู้ใช้บัตรแรบบิท จึงได้ร่วมกันออกแบบแพ็กเกจ U 2 CARE* ซึ่งมุ่งเน้นที่ผลิตภัณฑ์ประกันภัย ประกันสุขภาพ และประกันภัยอุบัติเหตุ ที่เหมาะกับผู้บริโภคกลุ่มคนวัยทำงานและนักศึกษาให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างไร้กังวล เพียงดาวน์โหลด

แอปพลิเคชัน My Rabbit และกดรับสิทธิ์ในแอปพลิเคชันจะได้รับความคุ้มครองประกันภัยฟรี นาน 30 วัน ซึ่งได้แก่ ความคุ้มครองการเจ็บป่วย 3 โรคฮิตและผลประโยชน์เงินชดเชยปลอบขวัญและเงินชดเชยรายวันกรณีเป็นผู้ป่วยใน รวมถึงการประกันภัยอุบัติเหตุซึ่งคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียอวัยวะ สายตาหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง การบริการให้คำปรึกษาแพทย์ทางไกลผ่านวิดีโอคอล (Tele Medicine) และบริการเรียกรถฉุกเฉิน”

มร. ไมเคิล มันเฟรด สไตรเบิล ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท แรบบิท แคร์ จำกัด กล่าวเสริมว่า “ในฐานะแพลตฟอร์มนายหน้าประกันภัยที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทยทั้งยังเป็นกลุ่มบริษัทในเครือเดียวกับบัตรแรบบิท แรบบิท แคร์ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ดีที่สุดจากพาร์ทเนอร์พันธมิตรอย่างกรุงเทพประกันภัย ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความมั่งคงและน่าเชื่อถือ ตลอดจนเป็นบริษัทที่มีคุณภาพที่ดีในด้านการบริการ ส่งมอบสิทธิประโยชน์พิเศษ U 2 CARE* ให้แก่ผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน My Rabbit เพื่อประสบการณ์ที่เหนือกว่าครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ นอกจากนั้น ยังยกระดับการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลาย ที่ตรงกับความต้องการในทุกด้านผ่าน Rabbit Care Shop ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ถูกพัฒนาขึ้นและผูกไว้ในแอปพลิเคชัน My Rabbit ให้ผู้ใช้งานบัตรแรบบิทสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยจาก แรบบิท แคร์ ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่ายและปลอดภัย 24 ชั่วโมง ทำให้ลูกค้าสามารถรับกรมธรรม์อิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางอีเมลหลังจากชำระเงินเรียบร้อยแล้ว สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล”

ทั้งนี้ ผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน “My Rabbit” สามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยจากกรุงเทพประกันภัยเพิ่มเติม ได้ทั้งแบบ รายเดือน (monthly subscription) และรายปี (yearly subscription) ตอบโจทย์ความต้องการแบบเฉพาะบุคคลเพื่อให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าสูงสุด

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.rabbit.co.th หรือ โทร 02 617 8338  และสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน มาย แรบบิท (My Rabbit) ได้แล้ววันนี้ ผ่านทางแอปสโตร์ (App Store) ของระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) และ กูเกิล เพลย์ (Google Play) ของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android)

*เงื่อนไขเป็นตามที่บริษัทฯ กำหนด