Home Blog Page 310

เปิดฉากยิ่งใหญ่! บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ค่ายรถยนต์ และรถจักรยานยนต์กว่า 35 แบรนด์ยกทัพร่วมงาน

0

บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 เปิดฉากยิ่งใหญ่ ค่ายรถยนต์-รถจักรยานยนต์ชั้นนำกว่า 35 แบรนด์ เข้าร่วมจัดแสดงบนพื้นที่กว่า 170,960 ตารางเมตรของชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม-3 เมษายน 2565 พร้อมยกขบวนกองทัพรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 20 รุ่น ขยายพื้นที่โซน EV Smart City เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตคนยุคใหม่ และจัดเตรียมมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยตามข้อกำหนดของภาครัฐอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2022 โดยบริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ก้าวด้วยกัน ไปด้วยใจ ไปได้ไกล” หรือ “KEEP MOVING FORWARD TOGETHER” เพื่อสื่อถึง–ประสบการณ์สร้างการเรียนรู้ ปรับปรุง พัฒนาสรรค์สร้างแรงบันดาลใจในการเปิดประตูบานใหม่ๆ เพื่อการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เปรียบเทคโนโลยีแห่งโลกยานยนต์ที่ไม่เคยมีวันหลับใหล กลั่นกรองผลิตผลแนวความคิดที่ทันยุคสมัย และความแปลกใหม่ให้กับโลกใบนี้ ทุกๆ การก้าวเดินไปข้างหน้าย่อมมีอุปสรรคอยู่บนหนทางที่ก้าวเดิน และแสงสว่างแห่งความสำเร็จจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากความร่วมแรงร่วมใจ มาร่วมมือกันสร้างความสำเร็จ ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 จะเป็นงานแสดงรถยนต์ที่มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และแรงบันดาลใจของใครหลายๆ คน ร่วมตอกย้ำการก้าวเดิน ทุกย่างก้าวด้วยความมั่นใจ ก้าวไปพร้อมกัน เพื่อความเป็นหนึ่งเดียว

ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 เปิดเผยว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยในปี 2565 เริ่มกลับมาตั้งหลัก และฟื้นตัวอีกครั้ง หลังจากต้องเผชิญผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงระยะเวลากว่า 2 ปี โดยในปีนี้หน่วยงานภาครัฐประเมินว่าการผลิตรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ของประเทศไทยจะกลับมาเพิ่มสูงขึ้นหากเทียบกับปีที่ผ่านมา หลังจากที่หลายประเทศทั่วโลกสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ และเศรษฐกิจกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง”

“ในเวลาเดียวกันอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยกำลังเตรียมพร้อมสู่การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญจากเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปภายในสู่เทคโนโลยีขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า รวมทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐในส่วนของการผลิตเพื่อใช้งานภายในประเทศ และการผลิตเพื่อส่งออกสู่ทั่วโลกในอนาคต ทำให้จะเป็นอีกครั้งที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่น รวมทั้งโซนพิเศษเพื่อนำเสนอเทคโนโลยีแห่งอนาคต บนพื้นที่จัดแสดงรวม 170,960 ตารางเมตร ซึ่งเป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่างานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ คืองานแสดงรถยนต์ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ดร.ปราจิน กล่าว

บริษัทรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ได้แก่ Ford, BMW, MINI, Mercedes-Benz, Great Wall Motors, Rolls-Royce, Aston Martin, Maserati, Peugeot, Jeep, Toyota, Lexus, MG, Mazda, Suzuki, Isuzu, Hyundai, Audi, Honda, Mitsubishi Motors, Nissan, Volvo, Porsche , Bentley, Kia, Subaru, Takano, BMW Motorrad, Thai Honda Manufacturing, Suzuki Motosales, Yamaha, Kawasaki, Harley-Davidson, Ducati, Royal Enfield

ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าที่จะจัดแสดงในงานครั้งนี้มากกว่า 20 รุ่น ได้แก่ Audi e-tron, Audi e-tron Sportback, Audi e-Tron GT quattro, Audi RS e-Tron GT, BMW iX, BMW iX3, BMW i4, Lexus UX 300e, Mercedes-Benz EQS, New MG ZS EV, MG EP Plus, MINI Cooper SE, MINI Electric Collection Edition, Nissan Leaf, ORA Good Cat, ORA Good Cat GT, ORA Black Cat, Porsche Taycan, Porsche Taycan Cross Turismo, All-New Toyota bZ4X (Concept Car), Volvo XC40 Pure Electric, Volvo C40 Pure Electric และ Takano

นอกจากนี้มีรถยนต์ใหม่ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และรุ่นปรับโฉมรับปี 2022 เข้าร่วมจัดแสดงในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ประกอบด้วย: Audi RS7 Sportback, Audi Q7 60 TFSI e Quattro, Audi Q8 60 TFSI e Quattro, Bentley Flying Spur Hybrid, Bentley Bentayga Hybrid, BMW X4 M Competition, BMW X4 xDrive20d M Sport, BMW X5 xDrive30d M Sport, BMW M440i xDrive Coupe, Ford Ranger Raptor, Ford Ranger, Ford Everest, Hyundai Creta, Isuzu V-Cross 4X4 Master of All Roads, Jeep Wrangler Rubicon, New Mercedes-Benz C-Class, Mercedes-Benz C43 AMG 4MATIC Coupe Special Edition, MINI Cooper S Hatch 3-Door Brick Lane Edition, New Mitsubishi Xpander 2022, Mitsubishi Mirage Ralliart, Mitsubishi Triton Ralliart, New MG HS 2022, New MG HS PHEV 2022, Nissan Almera Sportech 2022, Porsche Taycan GTS, Rolls-Royce Ghost Black Badge, Toyota C-HR GR Sport, Toyota Veloz, Tank 300 HEV, Subaru BRZ Eyesight และ Suzuki XL-7 2022

ทางด้านค่ายรถจักรยานยนต์ มีการนำโมเดลใหม่มาจัดแสดงได้แก่ New BMW R 1250 RT, BMW C 400 GT, BMW R 18 B, All New Honda Click160, New Honda Rebel 1100 DCT, New Honda ADV350, New Yamaha XMAX 300, Ducati Panigale V4/V4S (2022), Ducati Panigale V4 SP2, Ducati Streetfighter V2, Ducati Streetfighter V4 SP, Ducati Multistrada  V2S, Ducati Multistrada V4 Pikes Peak, Kawasaki Ninja ZX-10R, Kawasaki Z650RS, Kawasaki KLR650, Harley-Davidson Street Glide ST และ Harley-Davidson Road Glide ST

ภายในงานปีนี้จะมีการนำเสนอโซน EV Smart City เพื่อจัดแสดงนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ที่ล้ำสมัย ตอบรับเทรนด์ของผู้ใช้รถยนต์ชาวไทยที่สนใจเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น โดยมีการจัดแสดงรถยนต์ไฟฟ้าทั้งแบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) และระบบขับเคลื่อนปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) จำนวน 8 รุ่นจากผู้ผลิตชั้นนำอย่าง BMW, Great Wall Motor, MG, MINI, Mitsubishi Motors, Nissan, Porsche และ Volvo รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐเพื่อแนะนำข้อมูล และให้ความรู้เกี่ยวกับการติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายในงานอีกด้วย

นอกจากนี้บริษัทอรุณ พลัส (Arun+) ในเครือปตท. จะเข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เป็นครั้งแรก เพื่อนำเสนอแพล็ตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าเจเนอเรชั่นใหม่, อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า และนำเสนอธุรกิจในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าบนพื้นที่จัดแสดงมากกว่า 1,085 ตารางเมตร

คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมด้านอื่นๆ ของการจัดงานในปีนี้ว่า “สำหรับการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 นับเป็นปีแห่งรถยนต์ไฟฟ้า โดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ มีการจัดแสดงรถยนต์ไฟฟ้าภายในงานมากกว่า 20 รุ่น รวมทั้งการเข้าร่วมงานเป็นครั้งแรกของบริษัทอรุณพลัส ในเครือของปตท. เพื่อนำเสนออนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย รวมทั้งการนำเทคโนโลยีเสมือนจริง Metaverse จากการร่วมมือกับบริษัทฟินน์ โซลูชั่น เข้ามาใช้เป็นครั้งแรก เพื่อให้ผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์ในงานปีนี้สามารถเลือกรถยนต์ และทดลองขับในรูปแบบ Interactive ผ่านทางโทรศัพท์มือถือส่วนตัวซึ่งถือเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้เข้าชมงานของเรา”

“การจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในปีนี้ยังคงได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ทางผู้จัดงานฯ มีการเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากบริษัทรถยนต์, บริษัทรถจักรยานยนต์ และบรรดาพันธมิตรต่างๆ ที่จะช่วยทำให้การจัดงานประสบความสำเร็จดั่งเช่นทุกปี เป็นการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย รวมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศจากการมีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 12 วันของการจัดงาน”

“ในส่วนของมาตรการความปลอดภัยด้านสุขอนามัย การจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ผ่านการรับรองตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยเพื่อนักท่องเที่ยว (Amazing Thailand Safety and Health Administration: SHA) ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งขอความร่วมมือจากทางสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี เพื่อตั้งจุดคัดกรองผู้เข้าชมงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยจะต้องแสดงหลักฐานการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างน้อย 2 เข็ม ซึ่งการจัดงานในปีนี้ทางผู้จัดงานฯ ได้มีการยกระดับมาตรการเพื่อให้ทุกบริษัทที่เข้าร่วมจัดแสดง และผู้เข้าชมงานทุกท่านมั่นใจในความปลอดภัยตลอดการเข้าชมงาน” คุณจาตุรนต์ กล่าว

นอกจากนี้ในส่วนของผู้ที่สนใจกีฬามอเตอร์สปอร์ต ผู้จัดงานฯ มีการจัดแสดงรถแข่งฮอนด้า ซิตี้ แฮตช์แบ็ก จากการแข่งขัน Honda City Hatchback One Make Race, โซนกิจกรรมดิจิตัล มอเตอร์สปอร์ต GP e Racing, บูธ Grand Prix Motor Park และโซนขายของที่ระลึก ROD ที่จะมีทั้งสินค้าออริจินัล-ลิมิเต็ดมาจำหน่ายให้กับผู้เข้าชมงานได้เลือกซื้อ

คุณอโณทัย  เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านพัฒนาธุรกิจ บริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 เปิดเผยว่า “การแข่งขันรถยนต์ถือเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทกรังด์ปรีซ์ มาโดยตลอด ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้จัดการแข่งขัน Honda City Hatchback One Make Race ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งมีการกระแสตอบรับที่ดีจากทั้งผู้เข้าแข่งขัน และผู้ชม รวมทั้งการขยายธุรกิจไปสู่ดิจิตัล มอเตอร์สปอร์ต กับการจัดแข่งขัน GP e Racing ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2562 รวมทั้งการบริหาร Grand Prix Motor Park แลนด์มาร์คของการจัดกิจกรรมกลางแจ้งแบบครบวงจรในจังหวัดกาญจนบุรี และการนำเสนอสินค้าที่ระลึก ROD ที่จัดทำขึ้นพิเศษเพื่อจำหน่ายเป็นครั้งแรกในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ปีนี้”

นอกจากนี้ทางผู้จัดงานฯ มีการจัดทำแอปพลิเคชั่น Car Buddy by GPI เพื่อใช้ลงทะเบียนล่วงหน้าสำหรับผู้ถือบัตรอภินันทนาการ รวมทั้งสามารถใช้ค้นหาบริการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ โปรโมชั่นจากค่ายรถยนต์ชั้นนำ ราคารถยนต์ และรีวิวรถยนต์รุ่นล่าสุด

คุณพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านผลิตสื่อ บริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 กล่าวว่า “นับตั้งแต่เริ่มต้นให้บริการแอปพลิเคชั่น Car Buddy by GPI ในปี 2562 ทีมงานได้มีการพัฒนาแอปพลิชั่นนี้อย่างต่อเนื่อง นอกจากเพื่อใช้อำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าชมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ แอปพลิเคชั่น Car Buddy by GPI ได้เพิ่มบริการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลรักษารถยนต์ทั้งข้อมูลศูนย์บริการ อู่ซ่อมรถ บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน การค้นหาข้อมูล แนะนำการดูแลรักษารถยนต์ด้วยตัวเอง พร้อมทั้งรวบรวมโปรโมชั่นของบริษัทรถยนต์ไว้อย่างครบถ้วนเพื่อช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหารถยนต์รุ่นใหม่สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาในหลายเว็บไซต์เหมือนในอดีต เพียงเข้ามาใน Car Buddy by GPI แอปพลิเคชั่นเดียวเท่านั้น”

งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 จัดขึ้นที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม-3 เมษายน 2565 โดยเปิดให้เข้าชมงานเวลา 12.00-22.00น. ราคาบัตรเข้าชมงาน 100 บาท ลุ้นสิทธิ์ชิงรางวัลรถยนต์ MG EP Plus, ORA Good Cat (400 Tech), รถจักรยานยนต์ Kawasaki W175, รถจักรยานยต์ Honda Super Cub , รถจักรยานยนต์ Yamaha GT125, และรถจักรยานยนต์ Suzuki Smash 115 FI พร้อมของรางวัลที่ระลึกจากผู้จัดงานฯ อีกมากมาย มูลค่ารวมกว่า 2,940,370 บาท เพียงตอบคำถามจากการสแกนคิวอาร์โค้ดด้านหลังบัตร รวมทั้งลุ้นรับรถยนต์ Ford Ranger Open Cab 2.2 XL+ 4×2 HR MT (Sport Pack) มูลค่า 692,000 บาท สำหรับผู้ที่จองรถยนต์ภายในงาน

 

กำหนดการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43:

  • วันแขกพิเศษ V.I.P Day: วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม 2565 (เวลา 12.00-20.00 น.)
  • วันสื่อมวลชน Press Day: วันอังคารที่ 22 มีนาคม 2565 (เวลา 08.59-18.00 น.)
  • วันสำหรับประชาชนทั่วไป: วันพุธที่ 23 มีนาคม–3 เมษายน 2565 (รวมระยะเวลา 12 วัน) วันจันทร์-ศุกร์ เปิดให้เข้าชมงานตั้งแต่เวลา 12.00–22.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เปิดให้เข้าชมงานตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น.

สถานที่จัดงาน: อาคารชาเลนเจอร์ 1-3, อิมแพค เมืองทองธานี

ยามาฮ่าเปิดบูธ YAMAHA MOTOVERSE โชว์นวัตกรรมสุดล้ำมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า พร้อมเปิด 6 รุ่นใหม่ล่าสุด

0

มร.ทัตสึยะ โนซากิ (คนที่ 4 จากซ้าย) ประธานกรรมการบริหาร นายพงศธร เอื้อมงคลชัย (คนที่ 5 จากขวา) รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ถ่ายภาพร่วมกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ยามาฮ่า อีซีโร่วัน พร้อมด้วยนายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ (คนที่ 4 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการมอเตอร์โชว์ นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา (คนที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ มอเตอร์โชว์ นายชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ (คนที่ 3 จากขวา) รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สื่อสากล จำกัด นางวราทิพย์ เชยศักดิ์ (คนที่ 2 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอเตอร์ไซค์เคิลเอ็กซ์โป จำกัด นายวิลักษณ์ โหลทอง (คนที่ 2 จากซ้าย) กรรมการบริหาร บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) นายรณฤทธิ์ ซื่อวาจา (คนซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอร์โน แอนด์ แนช จำกัด และนายวชิระ เรืองมาลัย (คนขวา) นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย ในการแถลงข่าวเปิดบูธ YAMAHA MOTOVERSE” – อาณาจักรยานยนต์แห่งความเร้าใจ สู่สังคมแห่งอนาคต ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43

โดยในปีนี้ยามาฮ่านำเทคโนโลยีของรถจักรยานยนต์ อีวี ยามาฮ่า อีซีโร่วัน ที่มีกำลังขับที่ 8.1 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่าขนาดเครื่องยนต์ 125 ซีซี ที่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 100 กม./ชม. และสามารถใช้เดินทางได้เกินกว่า 100 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง

นอกจากนี้ภายในงานครั้งนี้ยามาฮ่ายังเปิดตัวรถจักรยานยนต์ 6 รุ่นใหม่ได้แก่ All New Yamaha R15 ที่สุดแห่งรถสปอร์ตขนาด 155 ซีซี, ยามาฮ่า TMAX560 Tech MAX ที่สุดแห่งบิ๊กสกู๊ตเตอร์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก, XSR700, XSR900 ที่สุดแห่งรถสไตล์สปอร์ตแฮริเทจ, Yamaha MT-09 เนคเก็ตไบค์ที่ได้รับความนิยมจนเป็นนิยามของคำว่า Master of Torque the Dark side of Japan และ Yamaha Tracer9GT ที่สุดแห่งสปอร์ตทัวร์ริ่งขนาดเครื่องยนต์ 890 ซีซี ที่พร้อมจะพาคุณไปได้ทุกที่ และที่ขาดไม่ได้กับการนำรถจักรยานยนต์ YZR-M1 ที่สามารถคว้าแชมป์โลกจากการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2021 มาร่วมจัดแสดงในครั้งนี้อีกด้วย

พร้อมกันนี้ยามาฮ่ายังมีโปรโมชั่นพิเศษอย่างมากมายภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 สามารถรับชมนวัตกรรม EV สุดล้ำ และรถจักรยานยนต์รุ่นต่างๆ ของยามาฮ่าได้ที่ บูธ YAMAHA MOTOVERSE อิมแพค อารีน่า ชาเลนเจอร์ 1 เมืองทองธานี ได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 3 เมษายน 2565

“เบนซ์ไพรม์มัส” ทุ่มงบ 20 ล้าน เปิด 3 BU ใหม่ รับศึกรถหรู จัด Primus Auto Show ดันยอดขายโต

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” เดินหน้ารุกตลาดรถหรู ทุ่มงบอีก 20 ล้าน เปิด  3 BU ใหม่  “Certified Used Car/Mercedes-Maybach/Mercedes-EQ” พร้อมเสริมทัพหลัง รับยอดโต 20% ลุยจัดงาน Primus Auto Show  ชู 2 รุ่น หรูแรง Mercedes-Maybach GLS 600 4 MATIC กับ Mercedes-AMG GT  Cรับโปร Motor Show ฟรี!MBSP นาน 5 ปี ฟรี! MB Protection นาน 4 ปี พร้อมเปิดจอง The New Mercedes-Benz C-Class W206 เริ่มวันนี้ ถึง 30 เม.ย.ศกนี้ เฉพาะที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” 

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน บริษัท ทีโอเอ เวนเจอร์ จำกัด และ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้ ทาง TOAVH ตั้งเป้าหมายในกลุ่มธุรกิจผู้จำหน่ายรถยนต์ เติบโต 13% จากรายได้ปีที่ผ่านมา ประมาณ 8,000 ล้านบาท โดยแบรนด์ที่สนับสนุนและส่งผลให้ธุรกิจกลุ่มดังกล่าวเติบโตอย่างเห็นได้ชัด คือ แบรนด์ Mercedes-Benz ของ “ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์” ที่เน้นกลุ่มลูกค้าระดับบน ซึ่งไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 มากนัก

ผนวกกับบริษัทแม่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” ได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น จากการสนับสนุนของภาครัฐและการปรับตัวของราคาน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจรถยนต์ประเภทนี้มากขึ้น

ขณะที่การดำเนินงานของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ และการบริหารงานที่เน้นความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า ทั้งด้านการขายและการบริการหลังการขาย ทำให้ธุรกิจของเรามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

สำหรับ  “เบนซ์ไพรม์มัส” ปีนี้ ตั้งเป้าเติบโต 10-20%  เทียบกับปี 2564 มียอดขาย อยู่ที่ 749 คัน และยอดรถเข้ารับบริการหลังการขาย รวม 8,302 คัน พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนเพิ่มอีก 20 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการจำหน่าย ด้วยการเปิด 3 BU ใหม่ ในส่วน Certified Used Car หรือรถยนต์ใช้แล้วคุณภาพมาตรฐาน Mercedes-Benz และ 2 ซับแบรนด์ใหม่ ได้แก่  Mercedes-Maybach และ Mercedes-EQ รวมทั้งการลงทุนในส่วนของเครื่องมือ-อุปกรณ์การซ่อมบำรุง และการติดตั้งหลังคา Solar Roof ชั้นดาดฟ้าในโซนโชว์รูม ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

“ปีนี้ นับเป็นอีกปีที่ท้าทายสำหรับการดำเนินธุรกิจของเรา จากปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม นั่นคือ การปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน การสู้รบระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมถึงการแพร่ระบายของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ แต่เรายังคงดำเนินการตามนโยบายและแผนการลงทุนที่กำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและมั่นคงให้แก่ธุรกิจในระยะยาว”

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้ “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้ลงทุนเพิ่มอีก 20 ล้าน สำหรับขยายไลน์ธุรกิจ ด้วยการเปิด BU ส่วนของ Certified Used Car อย่างเป็นทางการ เพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG ใช้งานแล้ว ที่มีคุณภาพมาตรฐานของ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ในราคาคุ้มค่า พร้อมเพิ่มเปิด BU ในส่วน Mercedes-Maybach และ Mercedes-EQ เพื่อรองรับรถยนต์รุ่นใหม่ที่จะเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วง 6 เดือนหลังของปีนี้

พร้อมลงทุนด้านอุปกรณ์บำรุงรักษา ด้วยการจัดซื้อลิฟท์ยกรถยนต์ และเพิ่มช่องซ่อมรถเป็น 30 ช่องซ่อม เพื่อรองรับการบริการพิเศษสำหรับรถยนต์ Mercedes-Maybach, Mercedes-EQ และบริการงานซ่อมบำรุงรักษาอื่นๆ ที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

ที่สำคัญ เพื่อรองรับการเติบโตด้านยอดขายและบริการหลังการขายในอนาคต ซึ่งในปีที่ผ่านมา มียอดขายรวมทั้งสิ้น 749 คัน เติบโตกว่า 40% กับงานซ่อมทั่วไป มีรถเข้าซ่อม 6,830 คัน  เติบโต 45% และงานซ่อมสี-ตัวถัง มีรถเข้าซ่อม  1,472 คัน เติบโต 122%

นอกจากนี้ ยังเน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อมอบโอกาสการเป็นเจ้าของรถ Mercedes-Benz ทุกรุ่น ทุกแบบ ได้อย่างสะดวก ง่ายดาย และคุ้มค่าสูงสุด ด้วยการจัดงาน Primus Auto Show 20221 ซึ่งเป็นงานแสดงรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ประจำปี โดยในปีนี้ ได้จัดนำรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG รุ่นต่างๆ ให้เลือกเป็นเจ้าของและทดลองขับมากกว่า 30 คัน

พิเศษ เฉพาะวันที่ 19-22 มีนาคม และวันที่ 5-11 เมษายน 2565 ร่วมชมและสัมผัสยนตรกรรมระดับ Ultra-Luxury รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Mercedes-Maybach ในรุ่น GLS 600 4MATIC กับรถสปอร์ตสายพันธุ์แรง ในรุ่น Mercedes-AMG GT C พร้อมเปิดรับจอง The New Mercedes-Benz C-Class W206

ในงานนี้ ได้จัดแคมเปญพิเศษ “The Reinvention of Tomorrow”  ข้อเสนอแห่งอนาคตที่มาพร้อมความเหนือระดับ ด้วยเอกสิทธิ์พิเศษเช่นเดียวกับงาน Motor Show 2022 อาทิ ฟรี! โปรแกรมบำรุงรักษา MBSP : Extra Guarantee นาน 5 ปี, ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 MB Protection นาน 4 ปี เป็นต้น เริ่มวันนี้ ถึง 30 เม.ย.ศกนี้ เฉพาะที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” ถนนเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา (ถนนประดิษฐ์มนูธรรม) สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ www.benzprimus.com หรือโทร. 02 095 5555

ฟอร์ด เผยโฉมเรนเจอร์ เอเวอเรสต์ และเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ครั้งแรกในงาน มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43

0

ฟอร์ด ประเทศไทย นำทัพรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ เผยโฉมให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสตัวจริงเป็นครั้งแรก ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 พร้อมเปิดรับจองรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์บนเว็บไซต์ฟอร์ด ควบคู่กับการรับจองภายในงานมอเตอร์โชว์ และที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ

นอกจากการเผยโฉมรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่แล้ว ฟอร์ดยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยบริการแบบ ‘พร้อมเสมอ’ หรือ ‘Always-On’ โดยนำเสนอผ่านนวัตกรรมบริการในรูปแบบดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชันฟอร์ดพาส และนวัตกรรมด้านบริการอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อยกระดับประสบการณ์ในการเป็นเจ้าของรถยนต์ฟอร์ดไปอีกขั้น

“การเผยโฉมฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ พร้อมกันเป็นครั้งแรกของโลก ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในวันนี้ นับเป็นการฉลองก้าวใหม่แห่งความสำเร็จของการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เราทุกคนที่ฟอร์ดตื่นเต้นมาก” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

“ฟอร์ดได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการรถกระบะและเอสยูวีในประเทศไทยทุกครั้งที่เราเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่นี้ก็เช่นกัน ด้วยสมรรถนะ ความสามารถ และการตอบสนองต่อการใช้งาน แบบอเนกประสงค์ตรงกับที่ลูกค้ามองหา” นายวิชิต กล่าวเสริม

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่

รถกระบะที่ชาญฉลาดที่สุด อเนกประสงค์ที่สุด และสมบุกสมบันที่สุดในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ ได้รับการพัฒนาให้เป็นรถคู่ใจของลูกค้าที่สามารถไว้วางใจได้ในทุกเส้นทางของชีวิต เป็นรถที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ขบขี่ออกไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่แบบไม่มีขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้ชีวิตกับครอบครัว หรือการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน

ทีมวิศวกรและนักออกแบบฟอร์ดให้ความสำคัญสูงสุดกับลูกค้า และได้นำข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าจากทั่วโลกมาสร้างสรรค์องค์ประกอบอันยอดเยี่ยมสำหรับรถกระบะที่แม้แต่ลูกค้าเองก็อาจยังนึกไม่ถึง ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ อัดแน่นด้วยฟีเจอร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ลูกค้าใช้ชีวิตแบบ ‘Live the Ranger Life’ ได้อย่างเต็มที่ที่สุด

ด้วยรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งและปราดเปรียว ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ก้าวข้ามขีดจำกัดของการออกแบบภายนอกแบบเดิมๆ ด้วยกระจังหน้าโฉมใหม่อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และไฟหน้าใหม่รูปตัว C เสริมภาพความดุดัน สะท้อนนิยาม ‘เกิดมาแกร่ง’ อย่างชัดเจน และเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ดมาพร้อมไฟหน้าแบบเมทริกซ์ แอลอีดี และบันไดเหยียบข้างกระบะท้ายบริเวณด้านหลังล้อหลัง ทำให้การขึ้นกระบะท้ายสะดวกสบายยิ่งกว่าเคย

สำหรับลูกค้าในประเทศไทย ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 2 ตัวเลือก ได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบคู่ 2.0 ลิตร หรือเทอร์โบเดี่ยว 2.0 ลิตร ทำงานคู่กับเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และตัวเลือกเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ด้วยโครงสร้างและกันชนอันแข็งแกร่ง บนฐานล้อที่มีความยาว และความกว้างเพิ่มขึ้นอีก 50 มิลลิเมตร ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมพาคุณไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือตะลุยเส้นทางสุดสมบุกสมบัน

ภายในห้องโดยสารของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ได้รับการปรับโฉมใหม่ให้สะดวกสบายไปอีกขั้น อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และฟังก์ชันการใช้งานที่ดียิ่งขึ้น ตกแต่งด้วยวัสดุที่หรูหรา และพื้นที่จัดเก็บสัมภาระมากกว่าเดิม แผงหน้าปัดใหม่ช่วยให้ภายในห้องโดยสารดูกว้างขวาง หรูหรา ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังชาญฉาดยิ่งขึ้นด้วยระบบเชื่อมต่อการสื่อสารที่ช่วยให้คุณควบคุมและใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ได้สะดวกกว่าเดิมผ่านหน้าจอสัมผัสแนวตั้งขนาด 10.1 หรือ 12 นิ้ว ที่เชื่อมกับกล้อง 360 องศา รวมถึงระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC 4A® ซึ่งเป็นระบบความบันเทิงรุ่นล่าสุดของฟอร์ด และแผงหน้าปัดดิจิทัลใหม่ที่ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วยการแสดงผลข้อมูลเกี่ยวกับรถอย่างเต็มรูปแบบตามความต้องการของผู้ใช้งาน

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ตอบโจทย์ทุกความต้องการใช้งานของลูกค้าได้อย่างเหนือชั้น ด้วยความกว้างที่เพิ่มขึ้นทำให้มีพื้นที่ระหว่างซุ้มล้อมากขึ้น กระบะท้ายจึงบรรทุกสัมภาระได้มากกว่าเคย พร้อมการออกแบบที่ช่วยให้ผู้ขับขี่จัดเก็บสิ่งของให้เป็นระเบียบได้หลากหลายรูปแบบและหลายขนาด และยังมีช่องจ่ายไฟในกระบะท้ายที่มาพร้อมช่องต่อไฟแบบ AC รองรับกำลังไฟถึง 400 วัตต์ ให้คุณใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่าง หม้อหุงข้าว หรือเตาอบขนาดเล็กได้ง่ายๆ เพียงเสียบปลั๊กกับตัวรถ

นับเป็นครั้งแรกที่ ฟอร์ด เรนเจอร์ มีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 6 โหมด ได้แก่ โหมดปกติ โหมดประหยัด โหมดลากจูง[1] และบรรทุก  โหมดถนนลื่น โหมดโคลน และโหมดทราย ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ก่อนหน้านี้มีเฉพาะในเรนเจอร์ แร็พเตอร์

นี่เป็นตัวอย่างบางส่วนของความพิเศษที่ทำให้เรนเจอร์เป็นรถที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ขับขี่ทำในสิ่งที่ตนรักได้มากกว่าเดิม ด้วยฟีเจอร์ที่เชิญชวนให้ผู้ขับขี่ออกไปสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ๆ 

ฟอร์ดได้นำฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไวลด์แทรค และรุ่นสปอร์ต มาจัดแสดงในงานมอเตอร์โชว์และเปิดให้ลูกค้าจองผ่านช่องทางออนไลน์บนเว็บไซต์ฟอร์ด

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไวลด์แทรค มาพร้อมตัวเลือกภายนอก 6 สี ได้แก่ สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก, สีเทา เมทิออร์ เกรย์, สีดำ แอบโซลูท แบล็ก, สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล, สีเหลือง ลักซ์ เยลโลว์ และสีส้ม เซโดนา ออเรนจ์ ในราคาเริ่มต้นที่ 999,000 บาท

สำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสปอร์ต มาพร้อมตัวเลือกสีภายนอก 5 สี ได้แก่ สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก, สีเทา เมทิออร์ เกรย์, สีดำ แอบโซลูท แบล็ก, สีขาว อาร์กติก ไวท์ และสีส้ม เซโดนา ออเรนจ์ ในราคาเริ่มต้นที่ 929,000 บาท

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ เป็นรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่ผสานสมรรถนะเพื่อการผจญภัยเข้ากับความสะดวกสบายอันเหนือระดับ มาพร้อมเทคโนโลยีเพื่อผู้ขับขี่มากมาย ทำให้รถคันนี้ครบครันทั้งความพร้อมลุย หรูหรา และขับสนุกในทุกการเดินทาง

ภายนอกของฟอร์ด เอเวอเรสต์ มาพร้อมการออกแบบที่สมบุกสมบัน โดยที่ยังคงความเรียบหรู ระยะฐานล้อที่กว้างขึ้น 50 มิลลิเมตร และระยะระหว่างล้อหน้าและหลังที่เพิ่มขึ้น สร้างรูปลักษณ์ที่ดูล้ำสมัยและบึกบึนกว่าเดิม และยังมอบการควบคุมบนทางเรียบได้ดียิ่งขึ้น ขณะที่การปรับแต่งโช้คอัพใหม่ช่วยเพิ่มความสนุกเร้าใจในการขับขี่และช่วยให้การควบคุมรถทั้งบนทางเรียบและออฟโรดทำได้ง่ายกว่าที่เคย

ด้านระบบส่งกำลังและแรงบิด ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว หรือเทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกันกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดอันทรงประสิทธิภาพ

ภายในห้องโดยสารของฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ให้ความรู้สึกกว้างขวาง แผงหน้าปัดดิจิทัลและคอนโซลกลางวางเต็มความกว้างของพื้นที่ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายอาทิ แท่นชาร์จแบบไร้สาย และระบบเบรกมือไฟฟ้า เบาะนั่งแถวที่ 2 และ 3 ออกแบบมาให้พับได้ราบสนิทเพื่อการบรรทุกสัมภาระขนาดยาวได้อย่างปลอดภัย

เทคโนโลยีใหม่ยังทำให้ลูกค้าเชื่อมต่อการสื่อสารได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่านหน้าจอระบบสัมผัสแนวตั้งความละเอียดสูงขนาดใหญ่ 10.1 หรือ 12 นิ้ว พร้อมแผงหน้าปัดดิจิทัล 8 หรือ 12.4 นิ้ว ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมาพร้อมระบบเชื่อมต่อการสื่อสาร SYNC 4A® เวอร์ชันล่าสุดของฟอร์ด รวมถึงการติดตั้งโมเด็มมาจากโรงงาน ทำให้ลูกค้าเชื่อมต่อกับรถได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชันฟอร์ดพาส™

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะใหม่ๆ มากมาย เพื่อมอบความปลอดภัย ให้แก่ผู้ขับขี่และครอบครัว อาทิ ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) 2.0  ช่วยให้เข้าจอดแบบอัตโนมัติได้ทั้งการจอดขนานและถอยเข้าช่องจอด ทำให้ผู้ขับขี่จอดรถในพื้นที่แคบได้อย่างปลอดภัยเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติใหม่จนกระทั่งรถหยุดนิ่ง (Adaptive Cruise Control with stop and go) เสริมความมั่นใจให้ผู้ขับขี่ได้มากขึ้น ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางผสานระบบตรวจจับขอบถนน ระบบช่วยหักพวงมาลัยเพื่อเลี่ยงการปะทะ และระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง

ฟอร์ดจัดแสดงและเปิดให้ลูกค้าจองฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นไทเทเนียม+ และรุ่นสปอร์ต ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไทเทเนียมพลัส มาพร้อมตัวเลือกสีภายนอก 6 สี ได้แก่ สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก, สีเทา เมทิออร์ เกรย์, สีดำ แอบโซลูท แบล็ก, สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล, สีน้ำตาล เอควิน็อกซ์ บรอนซ์ และสีส้ม เซโดนา ออเรนจ์ ในราคา 1,854,000 บาท มาพร้อมห้องโดยสารภายในโทนเข้มสีดำเป็นมาตรฐาน และโทนอ่อนสีครีมพราลีนเป็นตัวเลือกเสริม

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสปอร์ต มาพร้อมตัวเลือกสีภายนอก 7 สี ได้แก่ สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก, สีเทา เมทิออร์ เกรย์, สีดำ แอบโซลูท แบล็ก, สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล, สีน้ำตาล เอควิน็อกซ์ บรอนซ์, สีส้ม เซโดนา ออเรนจ์ และสีน้ำเงิน บลู ไลท์นิ่ง ในราคา 1,464,000 บาท

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รุ่นที่สองได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ให้เป็นที่สุดแห่งรถกระบะที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น เพื่อควบคุมการทำงานของตัวถังที่แข็งแกร่งและเหนือชั้นยิ่งขึ้น ยกระดับสมรรถนะด้านออฟโรดให้เหนือมาตรฐานสำหรับผู้หลงใหลการขับขี่ออฟโรดตัวจริง

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ใหม่เพื่อพิชิตทุกเส้นทางออฟโรดสุดหฤโหด ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบคู่ 3.0 ลิตร EcoBoost V6 เป็นครั้งแรก มอบพละกำลังถึง 397 PS ที่ 5,650 รอบต่อนาทีและแรงบิด 583 นิวตันเมตร ที่ 3,500 รอบต่อนาที ปรับแต่งโดยทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ เพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ทั้งบนทางเรียบและเส้นทางออฟโรด ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ปรับจูนตามมาตรฐานของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ เครื่องยนต์ใหม่ของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ จึงส่งกำลังการขับขี่ได้อย่างเต็มพิกัดทั้งบนทางกรวด ดิน โคลน และทราย

ระบบไอเสียแบบแปรผันควบคุมไฟฟ้าครั้งแรกในรถกระบะ ช่วยให้ผู้ขับขี่ตั้งค่าเสียงของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้ด้วยระดับความดัง 4 โหมด ได้แก่ โหมดเงียบ โหมดปกติ โหมดสปอร์ต และโหมดบาฮา

เพื่อให้การขับขี่กลางทะเลทรายเป็นไปได้อย่างเต็มสมรถนะ ระบบป้องกันการรอรอบ (Anti-Lag System – ALS) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโหมดบาฮา จะรักษาการหมุนของเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ความเร็วสูงต่อไปอีกถึง 3 วินาที หลังจากผู้ขับขี่ปล่อยคันเร่ง รถจึงคืนความเร็วได้ทันใจขณะเร่งออกจากทางโค้ง หรือระหว่างการเปลี่ยนเกียร์

ทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ยังร่วมมือกับ FOX™ ในการผสานการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในงานด้านวิศวกรรม และการทดสอบรถในสถานการณ์จริง เพื่อปรับแต่งการทำงานของสปริงไปจนถึงการกำหนดความสูง การปรับแต่งวาล์ว และการออกแบบระดับการยืด-ยุบของโช้ค เพื่อสร้างความสมดุลที่สมบูรณ์แบบที่สุด ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมระบบช่วงล่างที่ปรับแต่งใหม่ด้วยโช้คอัพ FOX แบบไลฟ์ วาล์ว Internal Bypass ขนาด 2.5 นิ้ว ซึ่งล้ำสมัยที่สุดเท่าที่เคยใช้ในฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ด้วยความสามารถในการปรับการทํางานได้แบบเรียลไทม โดยใช้เซ็นเซอร์รอบคัน ทําให้โช้คปรับค่าความหน่วงจากจุดปะทะต่างๆ ได้มากถึง 500 ครั้งต่อวินาที

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อม 7 โหมดการขับขี่ ประกอบด้วย โหมดปกติ โหมดสปอร์ตแ ละโหมดถนนลื่นสำหรับทางเรียบ และโหมดการขับขี่ออฟโรดอย่างโหมดหิน โหมดทราย โหมดโคลน และโหมดบาฮา

ห้องโดยสารโฉมใหม่ได้รับการออกแบบมาเพื่อคอออฟโรดตัวจริง การตกแต่งรายละเอียดด้วยสีส้ม ‘โค้ด ออเรนจ์’ ตามแบบฉบับของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ บนแผงหน้าปัด การตัดขอบชิ้นส่วนหลักๆ ในห้องโดยสาร รวมถึงบนเบาะที่นั่งแบบสปอร์ต ซึ่งจะดูโดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่อเปิดไฟส่องสว่างสีอำพันอบอุ่นภายในห้องโดยสาร เบาะนั่งทั้งด้านหน้าและหลังได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบินรบ F-22 Raptor มอบความกระชับและสบายในการเดินทางไม่ว่าจะบนทางเรียบหรือเส้นทางออฟโรด

ห้องโดยสารของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ทำงานด้วยระบบดิจิทัลทั้งหมด ด้วยแผงหน้าปัดความละเอียดสูงขนาด 12.4 นิ้ว และหน้าจอแบบสัมผัสตรงกลางขนาด 12 นิ้ว แสดงผลการเชื่อมต่อและระบบความบันเทิงผ่านระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC 4A®  อีกทั้งยังมีฟีเจอร์อีกมากมาย อาทิ ช่องต่อพ่วงอุปกรณ์ออฟโรด (Upfitter Switch) และหน้าจอแสดงผลสำหรับการขับขี่แบบออฟโรด

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมตัวเลือกสีภายนอก 4 สีสุดเร้าใจ ได้แก่ สีดำ แอบโซลูท แบล็ก, สีขาว อาร์กติก ไวท์, สีส้ม โค้ด ออเรนจ์ และสีเทา คองเคอร์ เกรย์ ในราคาเริ่มต้นที่ 1,869,000 บาท

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ จะผลิตที่โรงงาน ออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) และโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอร์ริ่ง (เอฟทีเอ็ม) ในจังหวัดระยอง ส่วนฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จะผลิตที่เอฟทีเอ็ม และฟอร์ด เอเวอเรสต์จะผลิตที่เอเอที โดยเมื่อไม่นานมานี้ ฟอร์ดได้ลงทุนเพิ่มถึง 2.8 หมื่นล้านบาท หรือ 900 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับเป็นมูลค่าลงทุนในประเทศไทยครั้งใหญ่ที่สุดของฟอร์ด เพื่อรองรับและยกระดับการผลิตให้ล้ำสมัย พร้อมทั้งขับเคลื่อนกลยุทธ์ฟอร์ด พลัส เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับบริษัท

ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบพร้อมเสมอ หรือ ‘Always-On’ ด้วยบริการแบบเฉพาะบุคคล

ฟอร์ดยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถฟอร์ด ด้วยการมอบบริการแบบ ‘พร้อมเสมอ’ หรือ ‘Always-On’ พร้อมทั้งตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว ด้วยนวัตกรรมบริการใหม่ๆ ที่แตกต่าง ผ่านแอปพลิเคชันฟอร์ดพาสบนสมาร์ทโฟนที่ช่วยให้ลูกค้าเชื่อมต่อสื่อสารกับรถฟอร์ดของตนเองได้ตลอดเวลา

ฟังก์ชันและบริการหลักๆ ได้แก่ การแจ้งเตือนเมื่อถึงกำหนดเช็คระยะโดยอัตโนมัติ โดยใช้ระบบเชื่อมต่อข้อมูลรถอัจฉริยะที่ติดตามการใช้งานรถ ทำให้ลูกค้าไม่ลืมกำหนดเข้ารับบริการต่างๆ นอกจากนี้ แอปพลิเคชันฟอร์ดพาสยังมอบความสะดวกสบายให้เจ้าของรถสตาร์ทรถจากระยะไกล เพื่อให้แน่ใจว่าอุณหภูมิภายในรถจะเย็นสบายเมื่อขึ้นรถ

ทั้งนี้ นวัตกรรมด้านบริการต่างๆ ที่จะมาพร้อมกับรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ประกอบด้วย

  • ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ฟอร์ด พร้อมให้คำแนะนำ คำปรึกษา และให้ข้อมูลเกี่ยวกับสเปกรถยนต์ เทคโนโลยี และฟังก์ชั่นการใช้งาน รวมถึงการแนะนำรุ่นรถที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในแบบของคุณ ในวัน-เวลาที่คุณสะดวก
  • โปรแกรม ‘รอบรู้รถยนต์ฟอร์ด’ ให้ความรู้ลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยให้ลูกค้ารู้จักและคุ้นเคยกับอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ของรถผ่านหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน ฟอร์ดพาส เว็บไซต์ฟอร์ด รวมถึงจัดการเรียนรู้และขับขี่ภาคสนาม เพื่อให้ลูกค้าใช้งานรถฟอร์ดได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด
  • บริการนัดหมายผ่านช่องทางออนไลน์ การบริการรับรถเข้าศูนย์บริการและส่งคืนถึงบ้าน รวมถึงบริการให้ยืมรถใช้ในระหว่างที่รถของลูกค้าอยู่ในศูนย์บริการ ล้วนเป็นนวัตกรรมด้านบริการใหม่ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าของรถฟอร์ด
  • ทีมงานลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด พร้อมให้บริการ 24 ชั่วโมงเพื่อให้คำปรึกษาอย่างทันท่วงทีเมื่อลูกค้าต้องการความช่วยเหลือจากฟอร์ดไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด

“เราทราบดีว่าการส่งมอบรถยนต์ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและสมรรถนะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกค้าของเรามีความสุข แต่สำหรับฟอร์ด ยนตกรรมอันเหนือชั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการพัฒนาของเรา เรายังให้ความสำคัญอย่างมากกับการส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้แก่ลูกค้า  เพราะการซื้อรถใหม่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางร่วมกันระหว่างฟอร์ดและลูกค้าของเรา” นายวิชิต กล่าว  “เราเข้าใจว่าลูกค้าแต่ละคนมีภาระหน้าที่แตกต่างกัน และต้องการความสะดวกสบายในแบบเฉพาะตัว เราจึงตั้งใจมอบการดูแลลูกค้าแบบ ‘พร้อมเสมอ’ เพื่อให้ลูกค้าใช้ชีวิตได้ง่ายยิ่งขึ้น”

เป็นเจ้าของฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ก่อนใคร

ลูกค้าสามารถจองรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์บนเว็บไซต์ฟอร์ด www.ford.co.th  นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้ยกระดับประสบการณ์การซื้อรถ ผ่านช่องทางออน์ไลน์ โดยการใช้เทคโนโลยีอิมเมอร์ซีฟ เอดจ์ ที่มอบประสบการณ์การชมรถเสมือนจริงผ่าน 3D และ AR เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อรถผ่านอุปกรณ์มือถือได้ง่าย โดยเทคโนโลยีนี้เป็นความร่วมมือระหว่างฟอร์ดและกูเกิ้ล

ฟอร์ดเข้าใจว่าลูกค้าชาวไทยชื่นชอบในการแต่งรถให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยลูกค้ารถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชั่นใหม่ สามารถเลือกแพคเกจและอุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่ และอุปกรณ์เสริมที่ได้รับการรับประกันจากโรงงาน เพื่อปรับแต่งรถฟอร์ดคันใหม่ให้ตรงใจตามสไตล์และตอบโจทย์การใช้งาน ผ่านการจองทั้งบนช่องทางออนไลน์หรือที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ

ฟอร์ดยังพร้อมเปิดรับจองรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่เฉพาะรุ่น ในงานมอเตอร์โชว์ และที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ

รถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ทุกรุ่นมาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่จากโรงงานนาน 5 ปี หรือ 150,000 กม. และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งในปีแรก

[1] โดยต้องติดตั้งอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติม

เอ็มจี เปิดตัว NEW MG HS และ NEW MG HS PHEV โฉมใหม่ ยกระดับรถยนต์ SUV ไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เปิดตัว NEW MG HS และ NEW MG HS PHEV โฉมใหม่ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด REFINEMENT โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมรูปโฉมใหม่ที่ผสานความหรูหราทันสมัยและความสปอร์ตอย่างลงตัว ติดตั้งระบบความปลอดภัยขั้นสูง 26 ระบบ และฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกสบายที่ครบครัน โดยมีให้เลือกทั้งแบบเครื่องเบนซินเทอร์โบ และปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid) ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายนนี้ หรือ ที่โชว์รูมเอ็มจีกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ

มร. จาง ไห่โป กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันเทคโนโลยีได้กลายมาเป็นปัจจัยหลักที่สร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์  เราได้เห็นการเชื่อมต่อเทคโนโลยีเข้ากับรถยนต์ในรูปแบบใหม่ๆ และการพัฒนารถรุ่นใหม่ก็ถูกกำหนดโดยซอฟต์แวร์มากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับ เอ็มจี เราไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาและพร้อมนำเสนอเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกค้าคนไทยได้มีประสบการณ์การขับขี่ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวทันอุตสาหกรรมยานยนต์โลก เราเป็นผู้นำในการติดตั้งเทคโนโลยีการเชื่อมต่อระหว่างคนกับรถในตลาดรถยนต์เมืองไทย และเป็นรายแรกที่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถสั่งการฟังก์ชั่นในรถยนต์ได้ด้วยเสียงภาษาไทยภายใต้ชื่อระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ซึ่งปัจจุบันระบบนี้สามารถอัพเดทฟังก์ชันการทำงานใหม่ๆ ผ่านทางออนไลน์หรือ FOTA (Firmware – Over – The -Air) สร้างความสะดวกสบายในการใช้งานรถยนต์ได้มากยิ่งขึ้น สำหรับ NEW MG HS นอกจากจะมาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่แล้วยังมีการติดตั้งเทคโนโลยี ระบบ AR NAVIGATION (ระบบนำทางเสมือนจริง) เป็นครั้งแรกในกลุ่มรถ C-SUV พร้อมการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ อีกมากมายซึ่งจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เป็นอย่างดี”

เอ็มจี แนะนำ MG HS รุ่นแรกสู่ตลาดเมืองไทยในปีพ.ศ. 2562 และสามารถสร้างการจดจำให้กับแบรนด์เอ็มจี
ในฐานะหนึ่งในผู้เล่นหลัก (Key player) ในกลุ่ม C-SUV ในประเทศไทย สำหรับ NEW MG HS และ NEW MG HS PHEV โฉมใหม่ มาพร้อมกับนิยาม “REFINEMENT” สะท้อนความเป็นรถยนต์สปอร์ตพรีเมี่ยม SUV ที่มีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานระหว่างความหรูหราและความสปอร์ตอย่างลงตัว ทั้งในด้านของการออกแบบภายนอกและภายในที่ทันสมัยใส่ใจในทุกรายละเอียด ฟังก์ชันและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยด้วยการติดตั้งระบบนำทางเสมือนจริง หรือ AR NAVIGATION ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกล้องหน้าที่ถ่ายทอดสภาวะแวดล้อมจริงในขณะเดินทางร่วมกับระบบนำทาง Navigation แบบ real time ช่วยให้การใช้งานระบบนำทางแม่นยำมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกสบายมากกว่าเดิม และระบบกุญแจดิจิตอล (Digital Key Technology) อีกทั้งยังมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานสากลสูงสุดถึง 26 ระบบ และระบบช่วยผู้ขับขี่หรือระบบ ADAS ที่เทียบเท่ากับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับที่ 2 พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังจากระบบขับเคลื่อนทั้งแบบเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร และเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid) ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้พละกำลังสูงสุด 284 แรงม้า มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion แบบโมดูล ขนาดใหญ่ 16.6 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ทำให้สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% (EV Mode) ได้ไกลถึง 67 กิโลเมตร รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

NEW MG HS และ NEW MG HS PHEV มี 5 รุ่นย่อย แบ่งออกเป็นรุ่นที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปจำนวน 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น C รุ่น D และรุ่น X และรุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยระบบปลั๊กอินไฮบริดจำนวน 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น PHEV D และ รุ่น PHEV X พร้อมสีตัวถังทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว (Arctic White) สีดำ (Black Knight) สีเทา (Metal Ash Grey) และสีแดง (Scarlet Red)

NEW MG HS และ NEW MG HS PHEV จะเปิดตัวต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 และที่โชว์รูมเอ็มจีทุกสาขาทั่วประเทศ สำหรับผู้ที่จอง NEW MG HS และ NEW MG HS PHEV ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม ถึงวันที่  3 เมษายนนี้ จะได้รับข้อเสนอพิเศษ ดังนี้

NEW MG HS

  • ดาวน์เริ่มต้นที่ 5% หรือดอกเบี้ยพิเศษ 90 %  นาน 4 ปี
  • ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. ความคุ้มครอง 1 ปี
  • ประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี หรือ 150,000 กม.

NEW MG HS PHEV 

  • ดาวน์เริ่มต้นที่ 5% หรือดอกเบี้ยพิเศษ 90 %  นาน 4 ปี
  • ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. ความคุ้มครอง 1 ปี
  • ประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี หรือ 150,000 กม.
  • ฟรี MG Home Charger พร้อมค่าติดตั้ง
  • แบตเตอรี่แรงดันสูงรับประกันนาน 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้ามารับชมพร้อมทดลองขับได้ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม จนถึงวันที่ 3 เมษายนนี้ ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี หรือที่โชว์รูมเอ็มจีกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็ปไซด์ www.mgcars.com

นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ เสริมความสปอร์ตพรีเมียม

0

นิสสัน ประเทศไทย เปิดตัว อัลเมร่า ใหม่ เสริมความสปอร์ต พรีเมียม ด้วยดีไซน์ภายนอกสปอร์ตเข้มด้วยสีทูโทน ตกแต่งวัสดุสีดำเงา ภายในห้องโดยสารที่คงความกว้างขวาง มาพร้อมเบาะนั่งพรีเมียม QUOLE MODURE ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง 360° SAFETY SHIELD รอบคัน มอบความสะดวกสบายให้ทุกการขับขี่  ทั้งด้านสมรรถนะและความคุ้มค่า

“นิสสัน อัลเมร่า เป็นรถยนต์อันดับต้น ๆ ที่อยู่ในใจของผู้บริโภคเมื่อเลือกซื้อรถยนต์ ด้วยคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ทั้งดีไซน์ที่ทันสมัย กว้างขวาง สะดวกสบาย และครบด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยสำหรับทุกคน ทำให้ครองใจกลุ่มครอบครัวและคนรุ่นใหม่มาอย่างต่อเนื่อง” อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าว “การปรับโฉมอัลเมร่า ในครั้งนี้ เรายึดความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ ด้วยการเพิ่มดีไซน์ที่โดดเด่น หรูหรา ขณะเดียวกันยังเติมเต็มอรรถประโยชน์ เพื่อความคุ้มค่าในการใช้งาน ทำให้ผู้ที่กำลังจะเลือกรถยนต์คันใหม่ ตัดสินใจซื้อรถยนต์คันสำคัญของพวกเขาได้อย่างมั่นใจ”

รูปโฉมภายนอก อัลเมร่า ใหม่ ได้รับการเพิ่มความสปอร์ตพรีเมียม ด้วยกันชนหน้าใหม่โฉบเฉี่ยว ตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน ล้ออัลลอย 15 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ กันชนหลังใหม่ตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน  หลังคาใหม่สีดำเงา กระจกมองข้างไฟฟ้าปรับพับอัตโนมัติ ตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงาพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED และสปอยเลอร์หลังทรงสปอร์ต ตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงา* เติมเต็มรูปลักษณ์ให้โดดเด่นมีเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น

ภายในห้องโดยสารยังคงชื่อเสียงด้านความโดดเด่นเรื่องพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง มาพร้อมเบาะนั่งพรีเมียม QUOLE MODURE ที่ไม่สะสมความร้อน ให้ความรู้สึกที่นั่งสบายตลอดการเดินทาง (เฉพาะรุ่น VL และ VL Sportech) นอกจากนี้ยังมีหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบ TFT อัจฉริยะขนาด 7 นิ้ว และระบบไฟหน้าแบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ ใหม่ (เฉพาะรุ่น VL และ VL Sportech) พร้อมกระจกมองหลังแบบไร้ขอบ เพิ่มทัศนวิสัยให้ดียิ่งขึ้น

และล่าสุด ระบบอินโฟเทนเมนต์ NissanConnect สามารถรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน Apple CarPlay และ Android Auto* เพื่อใช้งานแอปพลิเคชันในมือถือผ่านจอเครื่องเสียงรถยนต์ระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว (สำหรับรุ่น V ขึ้นไป) และระบบเชื่อมต่อ Bluetooth, USB และ AUX-IN พร้อมระบบนำทาง (Navigation System) ผ่าน Google Map และระบบสั่งงานด้วยเสียงอัจฉริยะ (Voice Recognition) เพื่อความเพลิดเพลินในทุกการเดินทาง

อัลเมร่า ใหม่ ยังคงสมรรถนะที่ให้การขับขี่ที่สนุก และประหยัดน้ำมัน ในขณะเดียวกัน ด้วยเทคโนโลยีจากขุมพลัง HRA0 ขนาด 1.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังมากสูงสุด 100 แรงม้า (Ps) และแรงบิด 152 นิวตันเมตร (Nm) ให้อัตราเร่งที่แรง และรวดเร็ว จากแรงบิดแบบต่อเนื่อง (flat torque) นอกจากนี้ยังมีระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อรถหยุดนิ่ง (Idling Stop) ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น มาพร้อมระบบเกียร์แบบ XTRONIC CVT ที่เสริมอารมณ์การขับขี่ด้วย D-Step Logic ที่ให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวล แต่ให้อัตราเร่งต่อเนื่องทันใจ ตอบสนองการเร่งแซงที่ดีขึ้น ช่วยให้การขับขี่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ เสริมความมั่นใจในทุกการขับขี่ ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน 360° SAFETY SHIELD แบบครบครัน อาทิ เทคโนโลยีช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning – IFCW) ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB) เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW) เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert – RCTA) เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor – IAVM) และเทคโนโลยีตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน (Moving Object Detection – MOD) ด้วยกล้องสี่ตัวที่ด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้าง รอบคัน อีกทั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง (ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง) สำหรับรุ่น V ขึ้นไป

อัลเมร่า ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่นย่อย และสีตัวถังภายนอกใหม่ แบบทูโทน ได้แก่ สีขาว สตอร์ม ไวท์ หลังคาสีดำเงา, สีเทา กัน เมทาลิค หลังคาสีดำเงา** และยังมีสีแบบโมโนโทนให้เลือกอีก 7 สี พร้อมการรับประกันรถยนต์เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (เมื่อระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน)

สำหรับลูกค้าที่สนใจ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ เปิดรับจองแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ด้วยราคา รุ่น E 509,000 บาท, รุ่น EL 559,000 บาท, รุ่น V 619,000 บาท, รุ่น VL 649,000 บาท และ รุ่น VL Sportech 669,000 บาท นอกจากนี้ นิสสัน ยังจัดโปรโมชันส่งเสริมการขาย ต่อที่ 1 ดอกเบี้ย 1.29% (เงินดาวน์ 25% ผ่อน 48 เดือน) ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี ต่อที่ 2 ฟรี ค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี/70,000 กิโลเมตร ต่อที่ 3 ฟรี ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Sportech Premium Package สำหรับรุ่น VL Sportech เท่านั้น*** ทั้งนี้ลูกค้าสามารถสอบถามเพิ่มเติมที่โชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nissan.co.th

 

* เฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับการใช้งาน

** รุ่น VL CVT สีทูโทน ตกแต่งหลังคาสีดำเงา, เสา A/B/C สีดำเงา และกระจกมองข้างสีดำเงา,

รุ่น VL Sportech สีทูโทน ตกแต่งหลังคาสีดำเงา, เสา A/B/C สีดำเงา, กระจกมองข้างสีดำเงา และสปอยเลอร์สีดำเงา

*** ข้อเสนอนี้เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

TTC Motor ส่ง 555 Campaign ข้อเสนอเดียวกับมอเตอร์โชว์ 2022

0

TTC Motor  มอบโปรโมชั่น มอเตอร์โชว์ กับข้อเสนอ 555 Campaign ที่คุณไม่ควรพลาดรับข้อเสนอพิเศษ ผ่อนเริ่มต้น 1% ของราคารถ นาน 5 ปีกับโปรแกรม mySTAR ,ฟรี Waranty 5 ปี , ฟรีประกันชั้นหนึ่ง 5 ปี และร่วมลุ้นของรางวัลพิเศษมากมาย  ได้แล้ววันนี้ – 3 เมษายนนี้ 

นายอัครินทร์ ตั้งทวีสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์, เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี, เมอร์เซเดส-มายบัคและเมอร์เซเดส-อีคิว อย่างเป็นทางการ เผยว่า บริษัทพร้อมมอบโปรโมชั่นเดียวกับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2022 ให้กับลูกค้าที่สนใจ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG พร้อมรับข้อเสนอสุดคุ้มแบบเดียวกับงาน ด้วยข้อเสนอ 555 Campaign ในบรรยากาศของชายหาดต้อนรับหน้าร้อน ที่ TTC Motor ยกมาไว้ในโชว์รูมให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศริมทะเล ผ่อนคลาย สบายใจ สดชื่น แจ่มใสแถมรับข้อเสนอพิเศษอีกมากมาย

เพียงคุณออกรถที่ TTC Motor รับข้อเสนอเดียวกับงาน Motor Show 2022 ดังนี้  ผ่อนเริ่มต้น 1% ของราคารถ นาน 5 ปี กับโปรแกรม mySTAR* , ฟรี Warranty 5 ปี* ,ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 5 ปี*

นอกจากนี้คุณยังจะได้ร่วมสนุก ลุ้นรับของรางวัลหลากหลาย ที่ TTC Motor  ** อาทิ ทองคำ 1 บาท*, iPhone 13 Pro สี Alpine Green* , ห้องพักโรงแรมสุดหรูที่ Toscana เขาใหญ่* , คูปองน้ำมันเครื่อง MB Oil สูงสุดถึง 15 ลิตร* , ปากกา Lamy* และอีกมากมาย

“ลูกค้าที่เข้าใช้บริการที่โชว์รูม TTC Motor ทุกสาขา มั่นใจได้ว่า ทุกครั้งเมื่อเข้ารับบริการ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเชื้อไวรัสเต็มรูปแบบ ด้วยการตรวจ ATK พนักงานทุกท่าน ทุกๆ 3 วัน และมีมาตรการคัดกรองอย่างเคร่งครัด เพื่อให้คุณลูกค้ามั่นใจได้ว่าที่ TTC Motor ของเรามีความสะอาดและปลอดภัย พร้อมให้บริการคุณลูกค้าคนพิเศษของเรา”

อีกหนึ่งความพิเศษ ที่ TTC Motor เตรียมไว้มอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟแก่ทุกท่าน ด้วย VIP Lounge ที่คัดสรรมาเพื่อลูกค้า Mercedes-Maybach ระดับ Ultra Luxury  ซึ่ง TTC Motor รับรางวัลการันตีคุณภาพการบริการด้วยรางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมด้านความพึงพอใจของลูกค้าสูงสุด 2 ปีซ้อน (CSI No.1 Award 2020 & 2021)

พบกับความพิเศษแบบนี้ได้วันนี้  – 3 เมษายน 2565 เวลา 08.30 – 17.30 น. ที่โชว์รูมฝ่ายขาย TTC Motor พัฒนาการ 45 *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด **เพียงจองและออกรถภายในวันที่ 3 เมษายน 2565   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

โทร. 1274, 02-322-2222, 083-545-6456 (TTC Motor พัฒนาการ 45)
โทร. 045-475-222 (TTC Motor อุบลราชธานี)
Official Line : line.me/R/ti/p/@benzttc
IG : instagram.com/benzttc
แผนที่ TTC Motor พัฒนาการ 45 : g.page/BenzTTC?share
แผนที่ TTC Motor อุบลราชธานี : http://bit.ly/2PfsmHc
#TTCMotor #MercedesBenz #MercedesAMG #Benz #TTC #555Campaign

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำขบวนยานยนต์พรีเมียมสุดหลากหลาย มุ่งสู่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย หวนคืนสู่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ อีกครั้ง กับทัพรถยนต์และมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่นที่ล้วนตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไปอีกขั้น สอดคล้องกับแนวคิด “ก้าวด้วยกัน ไปด้วยใจ ไปได้ไกล” ของงานในปีนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นที่อิมแพ็ค เมืองทอง ธานี ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน 2565

สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู โดดเด่นด้วยบีเอ็มดับเบิลยู M440i xDrive Coupé ใหม่ รุ่นท็อปตัวแรงของซีรีส์ 4 คูเป้ นำขบวนรถยนต์ใหม่ที่ประกอบไปด้วยสีสันอีกมากมายสำหรับนักผจญภัยที่ชื่นชอบรถยนต์ตระกูล X ไม่ว่าจะเป็นบีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d ในชุดแต่ง M Sport พร้อมด้วยรุ่นใหญ่ที่แรงระดับรถแข่งอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู X4 M Competition และบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive30d M Sport ที่ผสมผสานเทคโนโลยี Mild Hybrid ขนาด 48 โวลต์เข้ากับเครื่องยนต์ดีเซลอย่างลงตัว

ส่วนมินิก็ขนสไตล์ที่แตกต่างและไม่เหมือนใครมาให้ได้สัมผัสกันเต็ม ๆ กับรุ่นพิเศษแบบจำกัดจำนวนถึงสองรุ่น ได้แก่ มินิ Electric Collection Edition รถยนต์ไฟฟ้าที่ขับสนุกสไตล์มินิ พร้อมเติมคาแรกเตอร์ไม่ซ้ำใครด้วยหลังคาไล่เฉดสีแบบ multitone ที่มาในจำนวนจำกัด 40 คัน และ มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Brick Lane Edition ที่ออกแบบด้วยแนวคิดจากงานสตรีทอาร์ทขึ้นชื่อบนถนน Brick Lane ของกรุงลอนดอน มาให้ลูกค้าชาวไทยได้เป็นเจ้าของในจำนวนสุดพิเศษ 22 คัน

ฝั่งบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด นำแถวโดยมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งทรงพลังอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้ ร่วมด้วยสองล้อคู่ใจสำหรับไบค์เกอร์ทุกแนว นับตั้งแต่สกู๊ตเตอร์สำหรับชีวิตในเมืองอย่างบีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ไปจนถึงแบกเกอร์ลุคคลาสสิกสำหรับทริประยะทางไกลอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “หลังจากที่เราได้สร้างความสำเร็จมากมายในเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงในปีที่แล้ว ซึ่งเราได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงสุดจากลูกค้าในด้านการขายและการบริการ ในปีนี้ เรายังคงสานต่อความมุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจและความสุนทรีย์ขั้นสูงสุดให้แก่ลูกค้าในทุกขั้นตอน และเรายังยึดมั่นในแนวคิด “Power of Choice” หรือพลังแห่งทางเลือกอยู่เช่นเคย ในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ เราได้จัดแสดงรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ที่มีความโดดเด่นอย่างรอบด้าน ตอบสนองได้ในทุกโจทย์การขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์สมรรถนะสูงเร็วแรงเต็มพิกัด ตลอดจนรถยนต์อเนกประสงค์ที่พร้อมลุยในทุกสภาพถนนและพกพาเทคโนโลยีการขับขี่ล้ำสมัยมาอย่างเต็มเปี่ยม หรือแม้แต่รถยนต์ที่ตกแต่งพิเศษในรูปแบบลิมิเต็ดอิดิชั่น”

ลูกค้าที่สนใจในข้อเสนอพิเศษมากมายจากงานมอเตอร์โชว์ จะได้พบกับทางเลือกและสิทธิพิเศษอีกมากมายจากทั้งสามแบรนด์ โดยเฉพาะกับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูที่เลือกจองรถยนต์ภายใต้โปรแกรม Freedom Choice ของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย พร้อมด้วยของขวัญพิเศษสำหรับแฟน ๆ มินิที่การันตีได้ว่าจะมอบความสนุกได้ในทุกที่ ทุกเวลา ในขณะที่นักบิดสายบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด จะได้ต้อนรับการกลับมาของข้อเสนอทางการเงินสุดเร้าใจจากโปรโมชั่นพิเศษ “SET ZERO”

 

ไฮไลท์รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43

บีเอ็มดับเบิลยู M440i xDrive Coupé ใหม่
ราคาจำหน่าย: ราคาโดยประมาณ 5,300,000 – 5,500,000 บาท
(รอประกาศราคาอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้)
 

บีเอ็มดับเบิลยู M440i xDrive Coupé ใหม่ เป็นรถสปอร์ตรุ่นท็อปของตระกูลซีรีส์ 4 คูเป้ ที่ผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์ด้านวิศวกรรมจาก BMW M เข้ากับความโฉบเฉี่ยวและสง่างาม จนเกิดเป็นยานยนต์สมรรถนะสูงที่พร้อมมอบที่สุดแห่งความแม่นยำและเฉียบคมบนท้องถนน

บีเอ็มดับเบิลยู M440i xDrive Coupé ใหม่ ยังคงรักษาทรวดทรงเฉพาะตัวในสไตล์คูเป้ เช่นเดียวกับซีรีส์ 4 รุ่นอื่น ๆ โดยส่วนหน้ารถเด่นสะดุดตาด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่แนวตั้งขนาดใหญ่ ซึ่งนอกจากจะเป็นเอกลักษณ์ของรถคูเป้ระดับตำนานจากบีเอ็มดับเบิลยูแล้ว ยังช่วยตอบโจทย์ด้านการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ พร้อมประกบทั้งสองข้างด้วยไฟหน้าเทคโนโลยี BMW Laserlight ที่ติดตั้งระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติมาด้วย ส่วนหน้าต่างทั้งสองข้าง เสริมความเนี้ยบด้วยกรอบดำวาวสะดุดตาจากชุดแต่ง BMW Individual high-gloss Shadow Line เข้ากับเส้นสายด้านข้างที่สะท้อนถึงสมรรถนะและความคล่องตัว เช่นเดียวกับอุปกรณ์เสริมสไตล์ M ที่จัดมาให้ครบชุด ไม่ว่าจะเป็นชุดแต่ง M Aerodynamics สปอยเลอร์แบบ M ล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้วในแบบ Double-spoke และเบรก M Sport พร้อมคาลิเปอร์สีแดงแบบ high-gloss

ในด้านสมรรถนะ บีเอ็มดับเบิลยู M440i xDrive Coupé ใหม่ มอบพลังแบบเต็มพิกัดจากเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบขนาด 2,998 ซีซี พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ส่งพละกำลังสูงสุดถึง 285 กิโลวัตต์ / 387 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,900 ถึง 5,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์นี้ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ 8 จังหวะแบบ Steptronic Sport เพื่อให้ตัวรถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 4.5 วินาที และทำความเร็วได้สูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ BMW xDrive ก็ทำงานผสานกับช่วงล่างระบบ adaptive M เฟืองท้ายแบบ M Sport และระบบบังคับเลี้ยวแบบแปรผันตามการหมุนของพวงมาลัย (variable sport steering) เพื่อให้บีเอ็มดับเบิลยู M440i xDrive Coupé ใหม่ ตอบสนองกับทุกการควบคุมอย่างรวดเร็วฉับไว มอบความคล่องตัวและแม่นยำสูงสุด ให้คุณได้เพลิดเพลินไปกับทุกเส้นทาง

ความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยูที่จะมอบที่สุดแห่งประสบการณ์การขับขี่ ยังสะท้อนออกมาผ่านการออกแบบห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู M440i xDrive Coupé ใหม่ ที่มุ่งให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่เป็นหลัก พร้อมมอบบรรยากาศความแรงในสไตล์ M ในทุกอณูด้วยพวงมาลัยหนังและเข็มขัดนิรภัยแบบ M พร้อมตกแต่งพื้นผิวภายในแบบ Aluminium Tetragon ตัดกับเพดานหลังคาภายในแบบ BMW Individual สีดำ anthracite ได้อย่างลงตัว ส่วนแผงคอนโซลด้านหน้า เต็มตากับแผงหน้าปัดแบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอ Control Display ขนาด 10.25 นิ้ว ที่เปิดให้ใช้งานทุกคุณสมบัติสุดล้ำจากระบบ BMW Live Cockpit Professional และ BMW ConnectedDrive ได้อย่างเต็มความสามารถ รวมถึงฟังก์ชันการใช้งานคู่กับสมาร์ทโฟน และความบันเทิงจากระบบเสียงแบบเซอร์ราวด์ Harman Kardon นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถเพ่งสมาธิไปที่ท้องถนนได้แบบไม่ต้องละสายตา ด้วยระบบ BMW Head-Up Display รุ่นใหม่ล่าสุดที่มีพื้นที่การแสดงข้อมูลใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึง 70%

บีเอ็มดับเบิลยู M440i xDrive Coupé ใหม่ ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำสมัยอีกมากมาย ทั้งระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus (Parking Assistant Plus), ระบบช่วยการขับขี่ (Driving Assistant) และระบบควบคุุม
ความเร็วอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชั่น Stop&Go (Active Cruise Control with Stop & Go) รวมถึงระบบกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround View Camera) ที่ล้วนมอบความมั่นใจและอุ่นใจบนท้องถนน ส่วนฟังก์ชันอย่างระบบปลดล็อกประตููอัจฉริยะ (Comfort Access) และฝากระโปรงท้ายแบบอัตโนมัติก็ช่วยให้ทุกการเดินทางเริ่มต้นขึ้นได้อย่างสะดวกสบายที่สุด

บีเอ็มดับเบิลยู M440i xDrive Coupé ใหม่ จะเริ่มเปิดจองภายในไตรมาสที่สองของปี 2565 ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีให้เลือก 4 สีด้วยกัน ได้แก่ สีแดง Aventurin Red (ภายในบุหนัง ‘Vernasca’ สีดำ พร้อมแต่งตะเข็บสีดำ), สีดำ Black Sapphire, สีเทา M Brooklyn Grey และสีขาว Mineral White (ภายในบุหนัง ‘Vernasca’ สีดำ พร้อมแต่งตะเข็บสีแดง Tacora Red)

บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 4,099,000 บาท
(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู X4 รถยนต์ที่นิยามความเป็น Sport Activity Coupé กลับมาอีกครั้งกับความสดใหม่ในรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport ใหม่ ที่เสริมความเฉียบของรุ่นก่อนหน้าด้วยคุณสมบัติและการตกแต่งแบบรอบด้าน

บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport มาพร้อมกับโฉมใหม่ที่เตะตากว่าเคย นับจากกระจังหน้าไตคู่สไตล์ M ด้านหน้า จับคู่กับไฟหน้าแบบ adaptive LED และชุดแต่ง BMW Individual High-Gloss Shadow Line ที่เติมความเข้มด้วยกรอบและซี่กระจังหน้าสีดำ ส่วนท้ายรถก็เท่สไตล์สปอร์ตไม่แพ้กัน กับไฟท้าย LED ทรงสามมิติที่เข้าคู่กับกันชนดีไซน์ใหม่และปากท่อไอเสียทรงกว้าง ส่วนล้อแม็กอัลลอยใหม่สไตล์ M ขนาด 20 นิ้วแบบ Double-spoke ก็ยกระดับความดุดันแข็งแกร่งของบีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport ใหม่ แมทช์กันกับความมั่นใจบนท้องถนนจากช่วงล่างแบบ adaptive พร้อมระบบช่วยการขับขี่ (Driving Assistant) และระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus (Parking Assistant Plus)

ส่วนภายในห้องโดยสาร ให้ความรู้สึกโปร่งสบายในทุกการเดินทางด้วยหลังคาซันรูฟ โดยไม่คลายบรรยากาศความสปอร์ต กับพื้นผิวที่ตกแต่งดีไซน์ M ด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมเบาะนั่งแบบสปอร์ต และระบบ BMW Head-Up Display ขณะที่ระบบ BMW Live Cockpit Professional ก็พร้อมมอบความสะดวกสบายในการใช้งานระบบต่าง ๆ ขณะเดินทาง

บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport ใหม่ ยังคงเปี่ยมสมรรถนะด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1,995 ซีซีพร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo เช่นเคย ให้พละกำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที ทำงานผสานกับระบบเกียร์ Steptronic 8 จังหวะ พร้อมส่งให้ตัวรถทะยานสู่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 8.0 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 213 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport ใหม่ พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้วใน 5 สี 5 สไตล์ ได้แก่ สีขาว Alpine White, สีดำ Black Sapphire, สีเทา Brooklyn Grey (ภายในแต่งด้วยตะเข็บสีแดง Tacora Red), สีน้ำเงิน Phytonic Blue และสีแดง Piemont Red (ภายในแต่งด้วยตะเข็บสีดำ)

บีเอ็มดับเบิลยู X4 M Competition ใหม่
ราคาจำหน่าย: 8,599,000 บาท
(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)

สำหรับนักขับที่มองหาความแรงที่เหนือกว่าไปอีกขั้น รับรองได้ว่าจะต้องประทับใจไปกับที่สุดแห่งสมรรถนะจากบีเอ็มดับเบิลยู X4 M Competition ใหม่ ที่เติมพลังให้เหนือกว่า X4 M รุ่นเดิมด้วยชุดแต่ง Competition เสริมให้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ M TwinPower Turbo ขนาด 2,993 ซีซี มอบความแรงได้ถึง 375 กิโลวัตต์ / 510 แรงม้า ขณะที่การเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ทำได้ในเวลาเพียง 4.0 วินาทีเท่านั้น ประสิทธิภาพเต็มพิกัดของบีเอ็มดับเบิลยู X4 M Competition ใหม่นี้ เป็นผลพวงจากการผนึกรวมนวัตกรรมที่อยู่เบื้องหลังความแรงสไตล์รถแข่งของบีเอ็มดับเบิลยู M3 และ M4 เช่น เพลาข้อเหวี่ยงน้ำหนักเบาที่ช่วยส่งแรงบิดและพละกำลังรอบเครื่องยนต์ได้ดียิ่งขึ้น และระบบทำความเย็นเครื่องยนต์ที่ผ่านการทดสอบบนสนามแข่งมาแล้ว

ส่วนระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive ช่วยให้บีเอ็มดับเบิลยู X4 M Competition ใหม่ มีความคล่องตัวสูง ผสมผสานข้อได้เปรียบจากการส่งพลังลงสู่ทั้งสี่ล้อที่ช่วยให้รถเกาะถนนมากขึ้น เข้ากับความสนุกและคล่องตัวในแบบรถขับเคลื่อนล้อหลัง โดย M xDrive จะทำงานร่วมกับระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (Dynamic Stability Control) เพื่อส่งแรงบิดไปยังเพลาหน้าเฉพาะในกรณีที่ได้ส่งกำลังเต็มพิกัดไปที่ล้อหลังผ่านระบบเกียร์ 8 จังหวะแบบ M Steptronic พร้อมเทคโนโลยี Drivelogic ขณะที่ระบบเบรกประสิทธิภาพสูง BMW M Compound Brake ก็ชะลอและหยุดรถได้อย่างมั่นใจ พร้อมเติมมาดเข้มด้วยคาลิเปอร์สีดำขลับ

รูปลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู X4 M Competition ใหม่ เปี่ยมด้วยความสปอร์ตไม่ต่างจากสมรรถนะของตัวรถ ด้วยรูปทรงที่ได้แรงบันดาลใจจากรถสปอร์ตคูเป้ กระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ที่เสริมด้วยชุดแต่ง BMW Individual High-Gloss Shadow Line with Extended Contents ส่วนไฟหน้า LED มาในทรงที่แบนราบกว่ารุ่นเดิม พร้อมเติมความเข้มด้วยโคมไฟหน้าตกแต่งสีดำแบบ BMW M Light Shadow Line ขณะที่ด้านท้ายรถก็โดดเด่นด้วยการออกแบบช่องทรงสี่เหลี่ยมคางหมูบริเวณป้ายทะเบียนที่กันชนท้าย พร้อมด้วยท่อไอเสีย 4 ท่อ 2 คู่ ในสีดำโครเมียม ติดตั้งประกบอยู่ทั้งสองข้างของดิฟฟิวเซอร์ สอดรับกับความดุดันในโทนสีดำที่ล้อแม็ก 21 นิ้วแบบ M light alloy ในดีไซน์ Double-spoke แบบสลับสี

บีเอ็มดับเบิลยู X4 M Competition ใหม่ คงความสปอร์ตภายในห้องโดยสารด้วยเบาะหนังสปอร์ตแบบ M เข็มขัดนิรภัยแบบ M และพื้นผิวภายในที่ตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมหลังคากระจก Panorama นอกจากฟังก์ชันมากมายในระบบ BMW Live Cockpit Professional แล้ว X4 M Competition รุ่นนี้ยังมีระบบช่วยการขับขี่ Driving Assistant รุ่น Professional ติดตั้งมาให้ มอบความสะดวกสบายที่เหนือกว่าผ่านระบบควบคุุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชัน Stop & Go (Active Cruise Control with Stop & Go) นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถเข้าถึงฟังก์ชันบางอย่างของตัวรถได้จากระยะไกล ผ่านกุญแจ BMW Display Key

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive30d M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 4,799,000 บาท
(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive30d M Sport ใหม่ รถยนต์ในตระกูล Sports Activity Vehicle รุ่นล่าสุดที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ยังคงขึ้นชื่อในด้านสไตล์การขับขี่ที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะปราดเปรียวที่เหนือชั้น พร้อมด้วยประโยชน์ใช้สอยรอบด้านในทุกช่วงเวลา แต่ยังยกระดับทั้งสมรรถนะ ความประหยัด และความแม่นยำบนท้องถนนให้เหนือกว่าที่เคย

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive30d M Sport ใหม่ นับเป็นครั้งแรกที่บีเอ็มดับเบิลยู X5 ในประเทศไทยมาพร้อมเทคโนโลยี mild hybrid ด้วยการเพิ่มมอเตอร์ไฟฟ้าแรงดัน 48 โวลต์ เสริมพละกำลังขึ้นมาอีก 8 กิโลวัตต์ / 11 แรงม้าในขณะสตาร์ทรถและเร่งความเร็ว ส่วนตัวเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ 2,993 ซีซี พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ก็แรงกว่าเดิมด้วยพลังสูงสุดที่ 210 กิโลวัตต์ / 286 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตรที่ 1,500-2,500 รอบต่อนาที จึงทำให้การเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงรวดเร็วขึ้น เหลือเวลาเพียง 6.1 วินาที ขณะที่ความเร็วสูงสุดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นอกจากสมรรถนะที่สูงขึ้นแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive30d M Sport ใหม่ ยังยกระดับให้เครื่องยนต์ดีเซลเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกว่าที่เคยด้วยการใช้ AdBlue สารพิเศษที่ช่วยลดปริมาณไนโตรเจนออกไซด์ในไอเสีย โดยทำปฏิกิริยาเคมีเพื่อแตกสารดังกล่าวให้กลายเป็นไนโตรเจนและน้ำ ซึ่งล้วนไม่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive30d M Sport ใหม่ มาในมาดขรึมสง่างามยิ่งกว่าเดิม ด้วยชุดแต่ง M Aerodynamics พร้อมด้วย M High-Gloss Shadow Line และ M Roof Rails High-Gloss Shadow Line ส่วนห้องโดยสารที่กว้างขวางก็เสริมกลิ่นอายความสปอร์ตด้วยพื้นผิวที่แต่งสไตล์ M ด้วยลาย Aluminium Tetragon เพดานภายในสีดำ anthracite แบบ M และพวงมาลัยหนัง M Sport ขณะที่ในด้านความสะดวกสบายก็ครบครันสำหรับทุกระยะทาง ด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 4 โซน หลังคาซันรูฟ และระบบเสียงเซอร์ราวด์จาก Harman Kardon

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive30d M Sport ใหม่ มีให้เลือกทั้งสีเทา Arctic Grey Brilliant Effect, สีน้ำเงิน Phytonic Blue (ภายในบุหนัง ‘Vernasca’ สีดำแบบ perforated), สีดำ Black Sapphire และสีขาว Mineral White (ภายในบุหนัง ‘Vernasca’ สีน้ำตาลแบบ perforated)

มินิ Electric Collection Edition ใหม่ พร้อมหลังคา Multitone Roof
ราคาจำหน่าย: 2,459,000 บาท
(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา MSI Standard)

หลังจากที่เพิ่งเปิดตัวสู่สายตาแฟน ๆ มินิในไทยไปเมื่อไม่นานมานี้ มินิ Electric Collection Edition ใหม่ ได้ออกมาโลดแล่นให้แฟนมินิได้ยลโฉมและตัดสินใจจับจองเป็นเจ้าของกันอย่างต่อเนื่องในงานมอเตอร์โชว์ โดยในประเทศไทย มีรุ่นพิเศษนี้จำหน่ายเพียงแค่ 40 คันเท่านั้น

มินิ Electric Collection Edition แต่ละคันล้วนมีเอกลักษณ์ที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริง ด้วยโทนสีหลากเฉดของ Multitone Roof ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นจากเทคนิคการพ่นสีแบบใหม่ของมินิที่โรงงานในอ็อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ โดยในกระบวนการนี้ จะเริ่มลงสีหลังคาด้วยสีฟ้าอ่อน Pearly Blue เป็นสีแรก ต่อด้วยสีน้ำเงินเข้ม San Marino Blue ด้านหน้า และสีดำ Jet Black ที่ด้านหลัง ทำให้เกิดการไล่สีที่สวยสะดุดตา นอกจากนี้ การไล่โทนสีในแต่ละคันอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยจากขั้นตอนการลงสีในกระบวนการผลิต จึงเป็นที่มาของเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใครในแต่ละคันของมินิรุ่นพิเศษนี้นั่นเอง

ด้านการขับขี่ มินิ Electric Collection Edition ยังคงเป็นรถยนต์ไฟฟ้าขับสนุกที่แฟน ๆ มินิต่างให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นตลอดมา ด้วยเครื่องยนต์ไฟฟ้าที่ปราศจากมลภาวะ ส่งกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 7.3 วินาที ส่วนระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และความปลอดภัยก็จัดมาอย่างรอบด้าน ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้ดื่มด่ำไปกับทุกการเดินทางอย่างมีสไตล์ด้วยลูกเล่นพิเศษอย่างวิทยุ มินิ Visual Boost ผิวภายในห้องโดยสารที่ตกแต่งแบบ มินิ Yours ชุดลำโพง 12 ตัวจาก Harman Kardon และอื่น ๆ

มินิ Electric Collection Edition รุ่นจำนวนจำกัด 40 คัน พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ววันนี้ โดยมีให้เลือกในสีน้ำเงิน Island Blue และสีเทา Rooftop Grey

มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Brick Lane Edition ใหม่
ราคาจำหน่าย: 2,899,000 บาท
(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา MSI Standard)

เท่ไม่เหมือนใครไปอีกขั้นกับโฉมใหม่สไตล์สตรีทของมินิรุ่นพิเศษตัวล่าสุดกับ มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Brick Lane Edition ใหม่ ที่ได้แนวคิดในการออกแบบมาจากผลงานสตรีทอาร์ทบนถนน Brick Lane ของลอนดอน โดยมินิรุ่นพิเศษนี้มีจำหน่ายในประเทศไทยเพียง 22 คันเท่านั้น

สำหรับ Brick Lane Edition นี้ ได้นำมินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู รุ่นมาตรฐาน มาแต่งแต้มลวดลายแบบ
สตรีทรอบคัน ไม่ว่าจะเป็นแถบลายบนฝากระโปรงหน้าและด้านข้างตัวรถ ที่ได้ไอเดียมาจากอาคารอิฐที่เรียงรายกันอยู่บนถนน Brick Lane ของจริง ตัดกับหลังคาสีน้ำเงินเข้ม San Marino Blue และสปอยเลอร์สีดำได้อย่างพอดี แถบลายที่ว่านี้ยังถูกนำไปเป็นส่วนประกอบของดีไซน์ในจุดอื่นอีกหลายแห่ง นับตั้งแต่ป้ายชื่อรุ่นด้านข้างและบันไดรถ ที่สลักคำว่า “Brick Lane” ชัดเจน ลายอักษร “B” บนเสาซี พื้นผิวภายในห้องโดยสารที่แต่งด้วยสีดำ Piano Black และอุปกรณ์เสริมเฉพาะตัวอย่างแผ่นยางปูพื้นและกุญแจรถ

แน่นอนว่ามินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Brick Lane Edition ใหม่ ยังขับสนุกและคล่องแคล่วบนท้องถนนเหมือนเดิม ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1,998 ซีซี ที่ส่งพละกำลังได้สูงสุด 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า ทำเวลา 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ที่ 6.7 วินาที และด้วยระบบเกียร์ 7 จังหวะ Steptronic แบบคลัตช์คู่ ช่วงล่างแบบ adaptive และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่มากมาย จึงรับรองได้ว่ามินิรุ่นพิเศษคันนี้เป็นตัวแรงครบรสทั้งในด้านความเร็วและสไตล์

แฟน ๆ มินิสามารถเลือกเป็นเจ้าของ มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Brick Lane Edition ใหม่ ทั้ง 22 คันได้แล้ววันนี้ โดยมีสีขาว White Silver และสีเทา Moonwalk Grey ให้เลือก

ไฮไลท์มอเตอร์ไซค์จาก บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่
ราคาจำหน่าย: 1,310,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
สำหรับสี Triple Black และสี Racing Blue Metallic
1,420,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
สำหรับ Option 719 Mineral White Metallic

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ สี Triple Blackบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ สี Racing Blue Metallic

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่มาพร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์ทรงพลัง ผสานเข้ากับความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางไกลไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้แก่เหล่าไบค์เกอร์บนทุกเส้นทาง มาพร้อมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์อันเป็นเอกลักษณ์ระดับตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สั่งจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระบบฟอกไอเสียแบบ closed-loop ชนิด 3 ทาง จึงพร้อมส่งแรงบิดเต็มกำลัง ขณะที่เทคโนโลยีระบบวาล์วแปรผันใหม่ BMW ShiftCam ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องยนต์ ก็ยังเสริมความแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพแบบเหนือชั้นและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลว ขนาด 1,254 ซีซี ที่ได้รับการยกระดับให้สามารถส่งพละกำลังและแรงบิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สามารถโลดแล่นได้อย่างราบรื่นแม้ขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ส่งกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที เครื่องยนต์บ็อกเซอร์รุ่นใหม่นี้ยังโดดเด่นด้วยระบบไอเสียที่สามารถปล่อยมลพิษน้อยลง และประหยัดเชื้อเพลิง เติมเต็มสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ที่เสริมความสมดุลของเพลาลูกเบี้ยวและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ เพลาลูกเบี้ยวยังเปลี่ยนมาขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่ฟันแทนโซ่ส่งกำลังแบบเดิม ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานยูโร 5 ที่เน้นประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลายสำหรับความต้องการที่แตกต่างของนักบิด โดยมาพร้อมโหมดใหม่ล่าสุด “Eco” ที่ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่เคย รวมถึงโหมด Rain, Road และ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร คือ Dynamic, Dynamic Pro และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control Pro) เพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นด้วย ระบบ Dynamic Traction Control และ Full Integral ABS Pro ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกับระบบ Dynamic Brake Control (DBC) ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) และระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA นอกจากนี้
บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ยังมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยระบบ Dynamic Cruise Control (DCC) ร่วมกับ Active Cruise Control (ACC) ที่ช่วยควบคุมความเร็วคงที่ และยังสามารถรักษาระยะห่างจากคันหน้าได้อัตโนมัติ


บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ สี Option 719 Mineral white metallic

ดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ยังคงเน้นองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่ง โดดเด่นด้วยไฟหน้า LED พร้อมไฟเลี้ยวแบบ Adaptive ปรับทิศทางตามองศาเลี้ยว ระบบความบันเทิงล้ำสมัยด้วยหน้าจอ TFT แบบสีขนาด 10.25 นิ้ว แสดงผลระบบนำทางได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน และช่องวางโทรศัพท์ที่สามารถป้องกันละอองน้ำ มีพัดลมระบายความร้อนในตัว และช่องเสียบ USB ผู้ขับขี่ยังสามารถเพลิดเพลินกับทุกการเดินทางด้วยระบบเสียง Audio System 2.0 มอบความบันเทิงที่เต็มอรรถรสยิ่งขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ มาให้เลือกในสามสีสามสไตล์ ได้แก่ สีดำ Triple Black สีน้ำเงิน Racing Blue Metallic และสีขาว Option 719 ผสานตัวถังในสีสุดพิเศษ Mineral white metallic ที่เพิ่มความเงางามด้วยสีขาวเมทาลิกตัดกับล้อในสี White Aluminium แบบด้าน คาลิเปอร์เบรกสีทอง และองค์ประกอบสีดำอื่น ๆ ได้อย่างลงตัว มาพร้อมอุปกรณ์แต่งในแบบฉบับ Option 719 ได้แก่ ฝาครอบเครื่องยนต์พรีเมียมเสริมความโดดเด่นในสีเงิน เบาะนั่งมาในสีน้ำตาล เติมลูกเล่นด้วยลวดลายและการบุตะเข็บอย่างปราณีต สะท้อนถึงความหรูหราคลาสสิกของชุดแต่ง Option 719

 

บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT

ราคาจำหน่าย: 419,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
สำหรับสี Alpine White
429,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
สำหรับสี Blackstorm Metallic

บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT สี Alpine Whiteบีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT สี Blackstorm Metallic

 

บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT เป็นสกู๊ตเตอร์ขนาดกลางที่พร้อมเป็นสองล้อคู่ใจของไบค์เกอร์ในทุกโอกาส ด้วยสมรรถนะและดีไซน์ที่โดดเด่นครบครัน ยกจิตวิญญาณของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งมาจุดประกายให้นักบิดไทยได้ตื่นเต้นและเพลิดเพลินไปกับการโลดแล่นบนท้องถนน

บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1 สูบ พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งพละกำลังสูงสุดที่ 25 กิโลวัตต์ / 34 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 35 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์นี้ทำงานประสานกับระบบเกียร์ CVT และระบบกันสะเทือนล้อหลังที่ผสานนวัตกรรมใหม่เพื่อลดการสั่นสะเทือนและเสริมความสบายระหว่างการขับขี่ และด้วยการรับรองมาตรฐานมลภาวะระดับ EU 5 บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT จึงเป็นสกู๊ตเตอร์คู่ใจที่พร้อมสนุกไปด้วยกันในทุกจังหวะการขับขี่

เพื่อยกระดับความคล่องแคล่วของ บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT เครื่องยนต์ชุดนี้จึงทำงานควบคู่กับระบบ E-gas หรือคันเร่งระบบไฟฟ้า พร้อมวาล์วระบบไฟฟ้าและระบบควบคุมเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงในหลากหลายองค์ประกอบ นับตั้งแต่ระบบไอเสียที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ไปจนถึงการปรับแต่งระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ในเกียร์ว่าง ยังช่วยให้สกู๊ตเตอร์รุ่นใหม่นี้ตอบสนองฉับไวในทุกจังหวะ และการเดินเครื่องที่ราบรื่น นุ่มนวลยิ่งขึ้นขณะใช้เกียร์ว่าง ขณะที่ชุดสปริงใหม่ในระบบคลัทช์แบบแรงเหวี่ยงก็ช่วยให้ตัวเครื่องทำงานได้นิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคที่โดดเด่นใน บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่ คือการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบ Automatic Stability Control (ASC) ซึ่งสามารถปรับการตั้งค่าตัวเองได้แบบอัตโนมัติเมื่อจำเป็น เช่น ในกรณีที่เปลี่ยนยาง นอกจากนี้ ระบบ ASC ใหม่นี้ยังออกแบบมาให้ทำงานด้วยระดับแรงเสียดทานที่ต่ำกว่าในรุ่นเดิม จึงทำให้รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงการตอบสนองที่ฉับไวขึ้น ขับขี่สบายยิ่งขึ้น ส่วนระบบเบรกก็มาพร้อมกับคาลิเปอร์ใหม่ที่ช่วยให้ระบบดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้าทำงานได้แม่นยำมากขึ้น สัมผัสได้ถึงจังหวะออกแรงเบรกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และปรับการเคลื่อนตัวของลูกสูบดิสก์เบรกให้ดียิ่งขึ้น

ส่วนช่องเก็บสัมภาระนี้อยู่ในบริเวณใต้เบาะนั่งซึ่งได้รับการออกแบบใหม่ให้นั่งสบายกว่าที่เคย โดยนอกจากช่องต่อไฟแบบ 12 โวลต์แล้ว ช่องเก็บของด้านหน้ายังมาพร้อมกับช่องเสียบสายชาร์จ USB อีกด้วย (ช่องเก็บสัมภาระขนาด 31 ลิตร ซึ่งสามารถขยายได้ถึง 45 ลิตรหากติดตั้ง Flexcase)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B
ราคาจำหน่าย: 1,500,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B ผสมผสานทั้งความหรูหราและความมีสไตล์ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมด้วยพลังเต็มเปี่ยมจากเครื่องยนต์ “บิ๊กบ็อกเซอร์” ที่ใจกลางแชสซีสุดคลาสสิก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

ในฐานะมอเตอร์ไซค์แบกเกอร์เต็มตัว บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B มีรูปลักษณ์ที่ทั้งเรียบง่าย ปราดเปรียว และขาดไม่ได้กับกระเป๋าสัมภาระข้างรถ ที่ออกแบบมาให้เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับฝาครอบไฟหน้า ส่วนประกอบเพื่อการใช้งานและดีไซน์ต่าง ๆ เช่น โครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น ถังน้ำมันทรงหยดน้ำขนาด 24 ลิตร เพลาแบบเปิดเปลือย พร้อมลูกเล่นการทำสีแบบลายเส้นคู่ ล้วนสะท้อนถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมอเตอร์ไซค์แบบทัวริ่งและครูสเซอร์ยอดนิยม และด้วยระบบสวิงอาร์มคู่ขนาบข้างและคานรับน้ำหนักแบบยื่น โครงสร้างตัวรถอันแข็งแกร่งจากมอเตอร์ไซค์ระดับตำนานอย่างบีเอ็มดับเบิลยู R 5 จึงถูกถ่ายทอดสู่ยุคปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม

หัวใจหลักของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 B คือเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบที่เรียกว่า “บิ๊กบ็อกเซอร์” ซึ่งนับเป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบวางเรียงที่มีสมรรถนะสูงสุดในรถมอเตอร์ไซค์ที่ผลิตออกจำหน่ายในตลาดทั่วไป ด้วยความจุ 1,802 ซีซี ส่งพละกำลังสูงสุด 67 กิโลวัตต์ (91 แรงม้า) ที่ 4,750 รอบต่อนาที ส่งแรงบิด 158 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบต่อนาที พร้อมพลังขับเคลื่อนและเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มเร้าใจ

ด้านแชสซีของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 B เป็นโครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น พร้อมแกนหลักชิ้นส่วนขึ้นรูปจากแผ่นเหล็ก ทั้งยังโดดเด่นด้วยมาตรฐานการผลิตคุณภาพสูงและความประณีตในรายละเอียดต่าง ๆ ขณะที่ระบบช่วงล่างแบบเทเลสโคปิก ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มที่ติดตั้งโดยตรงบนคานรับน้ำหนักแบบยื่นที่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ เพื่อให้ควบคุมล้อที่หล่อด้วยวัสดุอัลลอยน้ำหนักเบาชั้นเลิศได้อย่างแม่นยำ พร้อมมอบการขับขี่ที่นุ่มสบาย คานรับน้ำหนักด้านหลังสามารถปรับตั้งค่าความหนืดได้และมีระบบชดเชยโหลดอัตโนมัติเพื่อตอบสนองการขับขี่ที่เหนือระดับ ส่วนระบบเบรก มาในรูปแบบดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้า และดิสก์เบรกเดี่ยวที่ล้อหลัง ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบตายตัว 4 ลูกสูบ และระบบเบรกเอบีเอสของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B ติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานอย่างครบครัน เช่น ระบบควบคุมการขับขี่แบบอิเล็กทรอนิกส์ DCC (Dynamic Cruise Control) และระบบควบคุมการขับขี่แบบ Active Cruise Control (ACC) พร้อมด้วยมาตรวัดแบบอนาล็อก หน้าปัดทรงกลม 4 ช่อง และจอสีแสดงผลแบบ TFT ขนาด 10.25 นิ้ว พิมพ์ตัวอักษร “BERLIN BUILT” เสริมความคลาสสิกให้บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B ได้อย่างลงตัว จอสีแสดงผลแบบ TFT ยังสามารถอ่านได้ง่าย และสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน BMW Connected App เสริมความสะดวกในการใช้งานและแสดงข้อมูลการขับขี่อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ตัวรถยังมาพร้อมกับระบบเครื่องเสียง Marshall Gold Series Stage 1 ซึ่งประกอบด้วยลำโพง 2 ตัว และซับวูฟเฟอร์ 2 ตัว

 

อุ่นใจขึ้นและสนุกกว่าในทุกเส้นทาง กับข้อเสนอพิเศษในงานมอเตอร์โชว์ 2022 

ข้อเสนอพิเศษสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู

ลูกค้าที่เลือกเป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูรุ่นที่ร่วมรายการ* ผ่านโปรแกรม Freedom Choice ของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย และมีกำหนดส่งมอบรถยนต์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2565 จะได้อุ่นใจไปกับประกันชั้นหนึ่ง BMW Protect สูงสุด 3 ปี พร้อมเงื่อนไขพิเศษกับเงินดาวน์ 0%

ส่วนลูกค้าที่เลือกออกผจญภัยไปกับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในตระกูล X (รวมถึงบีเอ็มดับเบิลยู iX และ iX3) โดยมีกำหนดส่งมอบรถยนต์ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2565 จะได้รับสมาร์ทวอทช์ Garmin Venu 2S ไปเติมเต็มความสนุกในการเดินทาง ขณะที่ลูกค้าที่เลือกจองรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู X1 พร้อมแพ็คเกจ BMW Service Inclusive (BSI) 5 ปี ในช่วงเวลาเดียวกัน จะได้รับการขยายเวลาเป็น 10 ปีทันที พร้อมรับอีกต่อกับประกันชั้นหนึ่ง BMW Protect สำหรับลูกค้าที่เลือกใช้บริการของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย

สำหรับที่สุดของความหรูหราบนท้องถนนอย่างบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 ก็มาพร้อมกับข้อเสนอ “7 Wonders of 7 Series” เพื่อให้ลูกค้าที่เลือกจองรถผ่านโปรแกรม Freedom Choice ได้รับสิทธิพิเศษดังนี้:

  • อัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมผ่อนรายเดือน 40,999 บาท
  • ประกันชั้นหนึ่ง BMW Protect 3 ปีเต็ม
  • แพ็คเกจ BSI Ultimate 5 ปี
  • บัตรน้ำมัน มูลค่า 20,000 บาท
  • บริการ Roadside Assistance 5 ปีเต็ม
  • การันตีมูลค่าในอนาคต (Guaranteed Future Value; GFV)
  • 4 ทางเลือกเมื่อสิ้นสุดสัญญา (4Rs): Return, Renew, Retain และ Refinance

* รุ่นที่เข้าร่วมรายการ ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 2, ซีรีส์ 3, ซีรีส์ 3 Gran Sedan, ซีรีส์ 5, ซีรีส์ 7, X3, X5 (ยกเว้นรุ่นปี 2022) และ X7 (ยกเว้นรุ่น X7 xDrive40d M Sport)

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bmw.co.th/th/topics/offers-and-services/special-offers/motor-show-2022.html 

 

ข้อเสนอพิเศษสำหรับมินิ

ทางด้านมินิ ลูกค้าที่เลือกเป็นเจ้าของรถยนต์มินิใหม่** ในงานมอเตอร์โชว์ 2022 ผ่านโปรแกรม Freedom Choice ของมินิ ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย และมีกำหนดส่งมอบรถยนต์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2565 จะได้รับของขวัญพิเศษสุด โปรเจกเตอร์ขนาดพกพา The Freestyle จากซัมซุง มูลค่า 34,990 บาท เพื่อนำความบันเทิงที่โปรดปรานไปสนุกด้วยกันได้ทุกที่

ส่วนลูกค้าที่เลือกจอง มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม และมีกำหนดส่งมอบรถยนต์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2565 จะได้รับประกันชั้นหนึ่ง MINI Protect นาน 2 ปีเต็ม ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าของมินิจะมาพร้อมกับประกันชั้นหนึ่ง MINI Protect นาน 1 ปี แพ็คเกจบริการ MINI Service Inclusive 4 ปี และแถมฟรีแท่นชาร์จ MINI Electric Wallbox อีกด้วย

สำหรับรถยนต์มินิรุ่นอื่น ๆ ที่เข้าร่วมรายการ จะมอบแพ็คเกจบริการ MSI ที่ขยายเวลาจาก 5 ปีเป็น 10 ปี / 100,000 กิโลเมตร พร้อมด้วยประกันชั้นหนึ่ง MINI Protect นาน 1 ปี

** ยกเว้น มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน เอนทรี, มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Brick Lane Edition, มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ Anniversary Edition และ มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Sidewalk Edition

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mini.co.th/en_TH/home/serv/special-offers/MINI-Motor-Show-2022.html

 

ข้อเสนอพิเศษสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

ทางด้านบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด นำความเร้าใจของโปรโมชั่น “SET ZERO” กลับมาอีกครั้งตลอดเดือนมีนาคม ให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของมอเตอร์ไซค์ชั้นยอดได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 5 ปี*** พร้อมฟรีประกันชั้นหนึ่งสำหรับลูกค้าที่เลือกโลดแล่นไปกับบีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT, R nineT Pure และ R 18

*** รุ่นที่เข้าร่วมรายการ ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS, F 900 R, F 900 XR, S 1000 R, S 1000 XR, S 1000 RR, R 1250 GS และ R 1250 GS Adventure

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bmw-motorrad.co.th/en/offers/jan2022campaign.html

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดแผนธุรกิจ รุกหนักเดินหน้าสู่เป้าหมายในอนาคต

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำการผลิตยานยนต์ในประเทศไทยเปิดตัวแผนธุรกิจที่ก้าวล้ำหน้าด้วยการให้คำมั่นสัญญาว่าจะผลิตรถยนต์นั่งที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าทุกรุ่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป การประกาศแผนงานครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่เพื่อมุ่งสู่โลกแห่งยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต โดยในปี 2565 นี้ บริษัทฯ ยังมีแผนการเปิดตัวมิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ต่อยอดความสำเร็จของการเป็นรถเอ็มพีวีที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในประเทศไทย พร้อมด้วยการเผยโฉมรถยนต์แรลลี่อาร์ตสองรุ่นใหม่ ได้แก่ มิตซูบิชิ ไทรทัน แรลลี่อาร์ต ดับเบิลแค็บ และมิตซูบิชิ มิราจ แรลลี่อาร์ต เติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์ระดับตำนานของแรลลี่อาร์ต พบกับรถยนต์ทุกรุ่นได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 

“ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกของเราที่ต้องการลดมลพิษคาร์บอนไดออกไซด์ในรถยนต์รุ่นใหม่ลงร้อยละ 40 และเพิ่มสัดส่วนสู่เป้าหมายการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ให้ถึงร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ. 2573 โดยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป เรามีความมุ่งมั่นนำเสนอระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าในรถยนต์นั่งทุกรุ่นของเราออกสู่ตลาดเมืองไทย” มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวระหว่างงานแถลงข่าว

นอกจากการประกาศพัฒนารถยนต์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะเผยโฉม มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ เป็นครั้งแรกที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 การปรับโฉมครั้งนี้มาพร้อมการยกระดับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เน้นย้ำสไตล์ที่โดดเด่นสะดุดตาแบบรถเอสยูวี ขณะเดียวกันยังมีการติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติแปรผันต่อเนื่อง (CVT) เพื่อลดอัตราการบริโภคน้ำมัน พร้อมกับมอบอัตราเร่งที่นุ่มนวลและทรงพลังในทุกสถานการณ์ขับขี่ 

นับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2561 มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ มียอดจำหน่ายสะสมทุกรุ่นมากกว่า 44,000 คัน นับเป็นรถยนต์ที่โดดเด่นมากที่สุดรุ่นหนึ่งในประเทศไทย และยังเป็นผู้นำตลาดรถเอ็มพีวีที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในประเทศไทย อีกทั้งยังสามารถคว้ารางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปีในประเภท ‘รถอเนกประสงค์เอ็มพีวีที่มีเครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,600 ซีซียอดเยี่ยม’ มาครองได้ 4 ปีติดต่อกัน 

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังแนะนำรถยนต์แรลลี่อาร์ตสองรุ่นใหม่ ได้แก่ มิตซูบิชิ ไทรทัน แรลลี่อาร์ต ดับเบิลแค็บ และมิตซูบิชิ มิราจ แรลลี่อาร์ตที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เพิ่มทางเลือกในกลุ่มรถยนต์แรลลี่อาร์ตสำหรับลูกค้าที่หลงใหลในความตื่นเต้นและเร้าใจที่ถ่ายทอดชัยชนะจากสนามแข่งตามแบบฉบับของแบรนด์แรลลี่อาร์ตระดับตำนาน 

“เราจะเดินหน้ายกระดับรถยนต์และบริการหลังการขายของเราเพื่อลูกค้าชาวไทย ด้วยการหลอมรวมวิสัยทัศน์แบบ Mitsubishi Motors-ness ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความมั่นใจ และความสะดวกสบาย รวมถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ประสบการณ์ด้านมอเตอร์สปอร์ตที่เราสั่งสมจากการคว้าชัยชนะในสนามแข่งแรลลี่สุดหฤโหดทั่วโลกถูกถ่ายทอดสู่รถยนต์รุ่นใหม่ของเราในรูปแบบของเทคโนโลยีในรถยนต์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทุกรุ่นในปัจจุบัน ศูนย์การวิจัยและพัฒนาของเรามีการทดสอบรถยนต์มิตซูบิชิทุกรุ่นในการจำลองสถานการณ์และสภาพแวดล้อมหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้แน่ใจว่ารถยนต์ของเราตอบสนองการใช้งานด้วยความเป็นเลิศในสภาพอากาศและสภาพถนนทุกรูปแบบ” มร. โคอิโตะ กล่าวเพิ่มเติม

เพื่อตอกย้ำดีเอ็นเอ ‘จิตวิญญาณแห่งชัยชนะ’ และสานต่อความหลงใหลในมอเตอร์สปอร์ตระดับสูงสุด มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประกาศแผนเข้าร่วมการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2022 ภายใต้ทีมแข่งมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต (Mitsubishi RALLIART) ทีมแข่งมอเตอร์สปอร์ตนี้จะนำโดย มร. ฮิโรกิ มาซูโอกะ หนึ่งในนักแข่งแรลลี่ชาวญี่ปุ่นชั้นนำของโลก และแชมเปี้ยนการแข่งขันดาการ์ แรลลี่ สองสมัยติดต่อกันในปี พ.ศ. 2545 และ พ.ศ. 2546 ศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และชื่อเสียงอันยากเทียบเคียงในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตของ มร. มาซูโอกะจะช่วยนำแบรนด์ระดับไอคอนอย่างแรลลี่อาร์ตกลับมาอีกครั้งด้วยการขับขี่ มิตซูบิชิ ไทรทัน ที่ถูกดัดแปลงเพื่อการแข่งขัน

มร. มาซูโอกะ กล่าวว่า “รถยนต์ของมิตซูบิชิช่วยทำให้ผมถึงเส้นชัยได้เร็วกว่าคนอื่นในการแข่งขันแรลลี่สุดหฤโหดรายการต่างๆ สิ่งนี้หมายความว่า รถยนต์ของเราช่วยให้ผู้ขับถึงจุดหมายด้วยความมั่นใจและขับขี่อย่างมั่นใจไม่ว่าสภาพท้องถนนจะเป็นอย่างไร ผมจะนำทีม Mitsubishi RALLIART ในฐานะผู้อำนวยการของทีม และวิศวกรของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส จะพัฒนารถแข่ง ตลอดจนให้การสนับสนุนเชิงเทคนิคระหว่างการแข่งขัน ติดตามพวกเราเพื่อรับข่าวสารเพิ่มเติมจากทีม Mitsubishi RALLIART”

นอกเหนือจากความมุ่งมั่นในรถยนต์ไฟฟ้า และการสร้างนวัตกรรมการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังให้ความสำคัญกับแนวคิดริเริ่มที่จะลดมลพิษคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศไทย บริษัทฯ ดำเนินโครงการรับผิดชอบต่อสังคมมากมายที่สอดคล้องกับแนวทางการสร้างความยั่งยืนของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น อย่างการแนะนำรถยนต์ไฟฟ้าสู่ตลาดรถยนต์เมืองไทย (มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี) การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่โรงงานผลิตรถยนต์ การปลูกป่าครอบคลุมพื้นที่ 60 ไร่ในจังหวัดชลบุรีและสระแก้ว รวมถึงการบริจาคแผงโซลาร์เซลส์ให้แก่โรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศไทยภายใต้โครงการ “Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” และเมื่อไม่นานมานี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้เปิดโรงงานพ่นสีแห่งใหม่ เพื่อส่งมอบงานพ่นสีรถยนต์ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพที่ดีที่สุด ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยลดปริมาณการปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ Volatile Organic Compounds (VoCs) และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่สิ่งแวดล้อม 

พบกับมิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ และรถยนต์แรลลี่อาร์ตสองรุ่นใหม่ที่บูธ A11 ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 จัดที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน พ.ศ. 2565

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวรถยนต์ไฮไลต์ “The new C-Class” และ “AMG C 43 4MATIC Coupé Special EDITION” ที่งาน มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถยนต์ระดับลักชัวรีอย่างต่อเนื่อง ด้วยทัพรถยนต์หรูแบบครบทุกเซกเมนต์ที่นำมาจัดแสดงในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43” ตั้งแต่ 23 มีนาคมถึง 3 เมษายนนี้ ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 เมืองทองธานี โดยภายใต้คอนเซ็ปต์ “Reinvention of Tomorrow” ที่สื่อความหมายถึงการนำเสนอประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตที่ดียิ่งกว่าจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมนำเสนอไฮไลต์ที่หลายคนรอคอย นำโดย “The new Mercedes-Benz C-Class” เดอะนิวเบบี้ลักชัวรีของรถยนต์รุ่นยอดนิยมตลอดกาลจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่สุดเร้าใจ และ “Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé Special EDITION” สัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์แบบที่พิเศษเหนือใครของรถยนต์สปอร์ตในแบบฉบับ Mercedes-AMG ที่เตรียมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับคุณ โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังเตรียมโปรโมชันพิเศษ “Mercedes-Benz Reinvention of Tomorrow Offers” กับข้อเสนอที่พลาดไม่ได้สำหรับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์หลายรุ่น และสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 เมษายนนี้ ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 และที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ 

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมเน้นย้ำความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับทุกคน และนั่นคือสิ่งที่สะท้อนออกมาทั้งในทุกรายละเอียดของการสร้างสรรค์บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Reinvention of Tomorrow” ที่สื่อความหมายถึงการนำเสนอประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตที่ดียิ่งกว่า ผ่านการสร้างสรรค์รถยนต์ที่ลูกค้าจะภาคภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ เป็นรถยนต์ที่มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องของสุนทรียะ สมรรถนะ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า โดยคำนึงถึงการลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน”

“สำหรับทัพรถยนต์รุ่นใหม่ที่เป็นไฮไลต์ภายในงานในปีนี้ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ “The new Mercedes-Benz C-Class” โฉมใหม่ของรถยนต์รุ่นยอดนิยมตลอดกาลจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ และ “Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé Special EDITION” สัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์แบบของรถยนต์สปอร์ตในแบบฉบับ Mercedes-AMG ที่เตรียมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับคุณ การนำเสนอรถยนต์รุ่น C-Class โฉมใหม่นั้น เมอร์เซเดส-เบนซ์มีความตั้งใจที่ตอบรับความต้องการของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ เพราะจากผลการวิจัยตลาดทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์พบว่า ฐานผู้ใช้งานรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์นั้นกว้างขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่อายุน้อยที่ต้องการรถยนต์ที่มีคุณภาพและตอบรับไลฟ์สไตล์ของตนเองได้อย่างลงตัว การแนะนำ The new Mercedes-Benz C-Class ในวันนี้จึงเป็นการนำเสนออีกหนึ่งทางเลือกของรถยนต์ซีดานขนาดเล็กที่ตอบทุกโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ ด้วยขุมพลังดีเซลภายใต้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า เพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างดีที่สุด” มร.โฟลเกอร์ กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังพร้อมเชื่อมต่อประสบการณ์การขับขี่ที่หรูหราไร้ขีดจำกัดทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อผ่านการนำเสนอประสบการณ์พิเศษในทุกรายละเอียดที่บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งในเรื่องประสบการณ์การขับขี่จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ผ่านหน้าจอต่าง ๆ ที่ติดตั้งอยู่รายรอบบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ผ่านการพูดคุยกับ “ดิจิทัลไกด์” ที่ครอบคลุมและครบครันตอบทุกโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์

สำหรับไฮไลต์ของรถยนต์ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์นำมาจัดแสดงภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ได้แก่

“The new Mercedes-Benz C-Class” เจเนอเรชันที่ 6 รหัส W206 คือเดอะนิวเบบี้ลักชัวรีที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่สุดเร้าใจ กับขุมพลังดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร พัฒนาใหม่พร้อมระบบ Mild Hybrid สร้างและจ่ายไฟฟ้าเพื่อเลี้ยงระบบไฟฟ้าของรถ โดยเป็นระบบมอเตอร์ไฟฟ้าแบบพิเศษ แบบ 48V technology ทำให้ได้กำลังรวมมากถึง 200 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที และให้แรงบิด 440 นิวตันเมตรที่ 1,800-2,800 รอบ/นาที และทำความเร็วได้สูงสุด 245 ก.ม./ช.ม. พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด (9G-TRONIC) ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แบบสปอร์ตและขนาดตัวรถที่กว้างขึ้นในทุกมิติ จึงช่วยมอบความสะดวกสบายในการเดินทางมากยิ่งขึ้น ส่วนดีไซน์ภายในก้าวไปอีกขั้นกับการตกแต่งที่ถอดแบบมาจากรุ่น S-Class ทั้งหน้าจอ LCD ความละเอียดสูง การปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 แบบ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านหุ้มด้วยหนัง คอนโซลกลางแบบ LED จอสัมผัสแนวตั้งขนาดใหญ่ 11.9 นิ้วที่เบี่ยงเป็นมุมเฉียงมายังผู้ขับขี่เล็กน้อย ทั้งยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยและมาตรฐานของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ได้รับการยกระดับขึ้นอีกขั้น

The new Mercedes-Benz C-Class มีวางจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่

  • รุ่น C 220 d Avantgarde
  • รุ่น C 220 d AMG Dynamic

“Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé Special EDITION” คือสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์แบบที่พิเศษเหนือใครของรถยนต์สปอร์ตในแบบฉบับ Mercedes-AMG ด้วยขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซินแบบวี 6 สูบ BITURBO engine มอบพละกำลังที่แข็งแกร่งกับแรงม้าสูงสุด 390 แรงม้าที่ 6,100 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 520 นิวตันเมตรที่ 2,500-5,000 รอบต่อนาที มอบความเร็ว แรง และเร้าใจในชั่วพริบตาด้วยอัตราเร่งจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 4.7 วินาที

นอกจากนี้ยังเพิ่มความเร้าใจเหนือชั้นด้วยเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC ที่ทำให้การออกตัวพุ่งทะยานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควบคุมการเข้าโค้งได้เฉียบคม ตอบโจทย์การขับขี่ทุกสภาพถนน ส่วนระบบเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT 9G Transmission แบบใหม่ยังมาพร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ลื่นไหลและแม่นยำ เปิดโอกาสให้คุณรับประสบการณ์การขับขี่ได้อย่างดีที่สุด ดีไซน์ภายนอกสะท้อนความเร้าใจตามแบบฉบับ AMG ได้อย่างลงตัว ส่วนดีไซน์ภายในพร้อมเปิดประสบการณ์สปอร์ตเหนือจินตนาการให้กับคุณ ผ่านการรวบรวมความสปอร์ตเหนือระดับมาให้คุณได้สัมผัสจิตวิญญาณของนักแข่งในที่เดียว

สำหรับแคมเปญพิเศษที่ไม่ควรพลาดสำหรับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์หลากหลายรุ่น และสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • สำหรับรุ่น A 200 AMG, GLB 200 Progressive และ GLS 350 d AMG Premium รับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 3 ปี เมื่อทำสัญญามายสตาร์* กับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ประเทศไทย
  • สำหรับรุ่น C-Class, E-Class, GLC, GLC Coupé, C Coupé และ AMG 43 Coupé, GLC 43 Coupé และ AMG GLA 35 เลือกได้ 2 ทางเลือก ได้แก่
    • ฟรี MBSP Extra Guarantee ระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง หรือ
    • ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 4 ปี เมื่อทำสัญญามายสตาร์* กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ประเทศไทย

*เงื่อนไขแถมฟรีประกันภัยเป็นไปตามที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ประเทศไทยกำหนด

ผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อพบกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นต่าง ๆ นำโดย “The new Mercedes-Benz C-Class” และ “Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé Special EDITION” พร้อมรับข้อเสนอในแคมเปญ “Mercedes-Benz Reinvention of Tomorrow Offers”  ได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ตั้งแต่ 23 มีนาคมถึง 3 เมษายนนี้ ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 เมืองทองธานี หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์และข้อเสนอต่าง ๆ ได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ