Home Blog Page 311

ดูคาติ ประเทศไทย เขย่า Motor Show 2022 อวดโฉม 6 บิ๊กไบค์รุ่นใหม่ ครั้งแรกในประเทศไทย

0

ดูคาติ ประเทศไทย เชิญเหล่าดูคาทิสต้าและไบค์เกอร์ เข้าชมไอเทมสุดเท่สไตล์การออกแบบของอิตาเลียนดีไซน์ ซึ่งทาง ดูคาติ ประเทศไทย นำมาเปิดตัวในงาน Bangkok International Motor Show 2022 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย มากถึง 6 รุ่น ด้วยกัน มั่นใจตอบโจทย์ลูกค้า เต็มอิ่มทุกเซกเมนต์ ได้แก่ Panigale V4/V4S โฉมใหม่ปี 2022, Panigale V4 SP2, Streetfighter V2, Streetfighter V4 SP, Multistrada  V2S และ Multistrada V4 Pikes Peak โดยในงานนี้ได้เตรียม 3 ข้อเสนอพิเศษ จากแคมเปญ “Ducati Motor Show Begins” เพื่อให้เหล่าไบค์เกอร์ได้เป็นเจ้าของดูคาติทุกรุ่นกันอย่างง่ายดาย

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดูคาติอย่างเป็นทางการในประเทศไทย กล่าวว่า ขอบคุณลูกค้า ดูคาติ ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา สำหรับปีนี้จะเป็นครั้งแรกของ ดูคาติ ประเทศไทย กับงาน Bangkok International Motor Show 2022 ภายใต้คอนเซปต์ “Ducati x Audi Brand Integration” ไฮไลท์เด่นของดูคาติจะอยู่ที่ 2022 Product line up ซึ่งจะนำมาอวดโฉมเป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมกันถึง 6 รุ่น ได้แก่ Multistrada V2S, Multistrada V4 Pikes Peak, Panigale V4/V4 S (โฉมใหม่ปี 2022), Streetfighter V4 SP, Streetfighter V2 พร้อมรุ่นพิเศษล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา อย่าง Panigale V4 SP2

“มั่นใจว่าทั้ง 6 รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ จะตอบโจทย์ได้ทุกกลุ่มเซกเมนต์อย่างแน่นอน และเพื่อเพิ่มความคึกคักให้ลูกค้า สามารถเป็นเจ้าของสุดยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีมอเตอร์ไซค์ดูคาติได้อย่างง่ายดายมากขึ้น ตั้งแต่วันนี้เป็น  ต้นไป จนถึง เดือนเมษายน ดูคาติ ประเทศไทย ได้จัดข้อเสนอพิเศษแคมเปญโดนๆ ให้ลูกค้าก่อนใคร กับ 3 ข้อเสนอพิเศษ “Ducati Motor Show Begins” ที่ลูกค้าสามารถเลือกรับ ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 5 ปี หรือ ดาวน์เริ่มต้น 0% หรือ Ducati Worry-free ดูแลรถใหม่ทุกคัน ฟรีค่าบำรุงรักษา พร้อมประกันภัยชั้น 1”

มร. มาร์โค บิออนดิ รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของดูคาติประจำตลาดเอเชียแปซิฟิก
ผมขอแสดงความยินดีกับทีม ดูคาติ ประเทศไทย ในการเผยโฉม Ducati รุ่นใหม่ปี 2022 อย่างอลังการในงาน Bangkok International Motor Show 2022 การได้กลับมาร่วมอีเวนท์เช่นนี้ทำให้เราได้มีโอกาสนำเสนอจักรยานยนต์สุดเลิศของเราต่อบรรดานักขี่และผู้สนใจในจักรยานยนต์ทั้งหลาย พร้อมทั้งสร้างปฏิสัมพันธ์กันแบบ

เห็นหน้าค่าตา หลังจากที่เราจัดอีเวนท์และกิจกรรมการตลาดต่างๆ ผ่านทางดิจิตอลมานานในช่วงที่ผ่านมา Ducati รุ่นใหม่ปี 2022 สะท้อนถึงคุณค่าของเราทั้งในด้านสไตล์ ความล้ำของสมรรถนะ และความแรงได้อย่างแม่นยำ ผมมั่นใจว่าผู้เข้าชมจะต้องตื่นตาตื่นใจสุดๆ กับงานนี้อย่างแน่นอนครับ!”

นายดอม เหตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด กล่าวถึงความพิเศษของ Product Line Up 2022 ว่าเป็นการส่งต่อ DNA จากสนามแข่งสู่รุ่นต่างๆ พัฒนาเทคโนโลยี ความเร็ว ความปลอดภัย ผสมผสานกับความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Sport Naked ที่สามารถขับขี่ได้ทั้งในเมืองและนอกเมือง เท่ได้ในทุกที่ โดยเฉพาะ Streetfighter V2 ซึ่งเป็นการสานต่อความสำเร็จจาก Streetfighter V4 ที่มีการออกแบบที่สวยงาม โดดเด่น และได้รับรางวัล “The most Beautiful’’ ในงาน Eicma เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา เครื่องยนต์ V2 ขนาด 955 ซีซี 153 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 101.4 นิวตันเมตร ที่ 9,000 รอบ/นาที ขับขี่สนุกยิ่งขึ้น ราคาโดยประมาณการไม่เกิน 750,000 บาท

นอกจากนี้ยังมี Streetfighter V4 SP “King of naked bike” ตกแต่งลวดลาย Winter Test จากรถแข่งในรายการระดับโลกอย่าง World Superbike (WSBK) เบาะนั่งหุ้มหนัง Alcantara ถังน้ำมันอลูมิเนียมโดดเด่นเฉพาะรุ่น SP ตัวเครื่องที่ถูกยกมาจาก Superleggera V4 พร้อมเทคโนโลยีขั้นสูงสุดเท่าที่ Ducati จะส่งมอบให้ได้ เช่น ชุดล้อคาร์บอน 5 ก้าน เบรก Brembo Stylema ซึ่งมีราคาประมาณการไม่เกิน 1.6 ล้านบาท

ในกลุ่ม Sport Touring จะมี Multistrada V2S พัฒนาจาก Multistrada 950 S ถูกนำมาต่อยอดและพัฒนาให้รถ Multistrada V2S โดยมีไอเดียการพัฒนามาจากความต้องการให้รถมอเตอร์ไซค์ 1 คัน สามารถขับขี่ได้ในทุกๆ วันไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมือง ออกทริป มีความคล่องแคล่วมากยิ่งขึ้นด้วยเครื่องยนต์ใหม่ Ducati Testastretta 2 สูบ L-Twin 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบวาล์วแบบ Desmodromic และ
Testastretta 11°  ให้กำลังสูงสุด 113 แรงม้า ที่ 9,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 94 นิวตันเมตร ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมสลิปเปอร์ คลัทช์และเกียร์ยังถูกปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย จากการปรับปรุงในส่วนต่างๆ ส่งผลให้ในภาพรวม Multistrada V2S มีน้ำหนักเบาลงถึง 5 กิโลกรัม เบาะออกแบบใหม่ให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น ราคาโดยประมาณการไม่เกิน 750,000 บาท

ส่วนกลุ่ม Sport touring ภูมิใจนำเสนอ Multistrada V4 Pikes Peak สุดยอดรถ Sport touring ที่คว้ารางวัลการแข่งขัน Pikes Peak International Hill Climb หรือที่รู้จักในนาม The Race to the Clouds สู่ยอด Pikes Peak ใน โคโลราโด สหรัฐอเมริกา และยังได้รับการการันตีจากสื่อมวลชนต่างประเทศมากมายว่า นี่คือรถที่ยอดเยี่ยมที่สุดในปี 2022 จุดเด่นพิเศษล้อ Forged aluminium ขนาด 17 นิ้ว ของ Marchesini ยาง Pirelli Diablo Rosso IV กับสวิงอาร์มเดี่ยวพร้อมระบบกันสะเทือนแบบกึ่งแอ็คทีฟ Ohlins Smart EC 2.0 และโหมดการขับขี่แบบ Race Riding เครื่องยนต์ 170 แรงม้า สูงสุดของตระกูล Touring Adventure เสริมความมั่นใจทุกการขับขี่ด้วยดิสก์เบรกคู่หน้าขนาด 330 มิลลิเมตร พร้อมกับคาลิปเปอร์ Brembo Stylema โมโนบล็อก ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 265 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์ Brembo เช่นกัน ลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก รถ MotoGP Desmosedici GP’21 มาพร้อมกับ Carbon fiber parts และกระจกบังลมข้างหน้า (Wind shield) ทรงสปอร์ตสี Smoked ท่อ Akrapovic ให้เสียงที่ดุดัน เร้าใจมากยิ่งขึ้น ราคาโดยประมาณการไม่เกิน 1.5 ล้านบาท

ในกลุ่ม Superbike เริ่มกันที่ Panigale V4, V4S กับการ Upgrade Winglets สามารถสร้างแรงกดจาก Aerodynamics ได้ถึง 37 กิโลกรัม ในความเร็วที่ 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง เครื่องยนต์ Desmosedici Stradale ที่ถอดแบบมาจากรถแข่ง MotoGP ให้แรงม้าสูงสุด 215.5 แรงม้า ที่ 13,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 123.6 นิวตันเมตร ที่ 9,500 รอบ/นาที โช๊คหน้า Öhlins NPX 25/30 อัตราทดเกียร์ 1, 2 และ 6 ก็ถูกปรับอัตราทดเพิ่มขึ้น เพื่อให้การควบคุมอัตราเร่งในช่วงความเร็วต่ำทำได้ง่ายกว่าเดิม รวมถึงในช่วงความเร็วสูงด้วย

และสำหรับรุ่นพิเศษของเซกเมนต์ที่เป็นสุดยอดไฮไลท์ คือ Panigale V4 SP2 ถือได้ว่าเป็นรุ่นที่สามารถทำความเร็วได้มากที่สุดในตระกูล Panigale พิเศษทุกคันจะมาพร้อมกับ ชื่อรุ่น และ Number การผลิตของแต่ละคันไว้ที่กันสะบัด และขุมกำลัง Desmosedici Stradale V4 ขนาด 1,103 ซีซี ที่ใช้เทคโนโลยีการพัฒนามาจาก MotoGP ให้กำลังสูงสุด 215.5 แรงม้า ที่ 13,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 123.6 นิวตันเมตร ที่ 9,500 รอบ/นาที และยังมีความเหนือกว่าด้วยอุปกรณ์ที่ติดตั้งมาจากโรงงาน ล้อคาร์บอนแบบ 5 ก้าน ที่จะเบากว่าขอบล้ออลูมิเนียมฟอร์ตที่ใช้งานบน V4S น้ำหนักตัวแบบมวลรวมของตัวรถ SP2 นั้นเบากว่า V4S ที่ปัจจุบันระบบเบรก  Monobloc จาก Brembo รุ่น Stylema แม่ปั๊มเบรก MCS ใกล้เคียงกับชุดเบรกที่ใช้ในรถแข่ง WorldSBK คลัทช์แห้ง STM-EVO SBK โซ่ 520 น้ำหนักเบา พักเท้า Rizoma ระบบกันสะเทือนที่ยกชุดมาจากตัวแข่ง WorldSBK โช้กอัพหน้าแบบหัวกลับขนาด 43 มิลลิเมตร จาก Öhlins รุ่น NPX25/30 และชุดกันสะเทือนหลังแบบ Monoshock จาก Öhlins รุ่น TTX36 พร้อมระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ Smart EC 2.0 ราคาประมาณการไม่เกิน 1.7 ล้านบาท

ในงาน Bangkok International Motor Show 2022 ครั้งนี้ ทาง ดูคาติ ประเทศไทย ยังได้เตรียมแคมเปญ “Ducati Motor Show Begins” และข้อเสนอพิเศษให้ลูกค้าหลากหลายแบบสุดคุ้ม ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกได้แบบสบายๆ ตามความต้องการ ทั้ง โปรแกรม Ducati Worry-free ดูแลรถใหม่ทุกคัน ฟรีค่าบำรุงรักษา พร้อมประกันภัยชั้น 1 หรือจะเลือกดาวน์เริ่มต้น 0% หรือเลือกแคมเปญดอกเบี้ย 0% สูงสุด นาน 3-5 ปี สำหรับลูกค้าจองรถในงาน Bangkok International Motor Show 2022 และรับรถภายในวันที่ 30 เมษายนนี้ ยังสามารถเลือกรับทะเบียนเลขสวยได้ฟรีทันที (เงื่อนไขเป็นตามที่บริษัทฯ กำหนด) นอกจากนี้ ยังจัดแคมเปญสำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์ Ducati Collection Big Clearance มอบส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 50% โดยลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัดสามารถใช้ช่องทางออนไลน์สั่งซื้อผ่าน Facebook หรือ Line : @Ducatithailand โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการจัดส่งสินค้า ส่วน Accessories ก็มีแคมเปญพิเศษ ซื้อผ่านบัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย และธนาคารยูโอบี ครบ 5,000 บาท สามารถแบ่งชำระ 0% ได้นาน 3 เดือน หรือเมื่อซื้อครบ 10,000 บาท ก็สามารถแบ่งชำระ 0% ได้นานสูงสุด 6 เดือน

บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดูคาติอย่างเป็นทางการรายเดียวของประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 มีโชว์รูมและศูนย์บริการทั่วประเทศจำนวน 6 แห่ง ลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ducati.com/th นัดหมายทดลองขับขี่รถดูคาติทุกรุ่นได้ที่ Line: @Ducatithailand โชว์รูมและศูนย์บริการ Ducati Bangkok สาขาสุวรรณภูมิ และสาขาประดิษฐ์มนูธรรม เปิดให้บริการทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด ตั้งแต่ 8.30-17.30 น. หรือโทรนัดหมายได้ที่

Ducati Bangkok (สุวรรณภูมิ)02-737-8787
Ducati Bangkok (ประดิษฐ์มนูธรรม)02-021-1888
Ducati Bangkok (ราชพฤกษ์)02-076-7888
A.N.T. Motorsport (พิษณุโลก)061-864-9999
Sirichai Motorsales (ลพบุรี)036-740-421
Hatyai Automobile (ภูเก็ต)088-757-4129

 

 

 

กลุ่ม PNA ประกาศเดินหน้ารุกตลาดวอลโว่ ทุ่มกว่า 250 ล้านพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบ

0

กลุ่ม PNA  เล็งเห็นทิศทางเติบโตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซบแบรนด์วอลโว่ ลงทุน 250 ล้านบาท เป็นผู้แทนจำหน่ายวอลโว่อย่างเป็นทางการ ให้บริการแล้ว 2 สาขา ลาดพร้าวและวิภาวดีรังสิต พร้อมจำหน่ายสุดยอดนวัตกรรมยานยนต์คูเป้ครอสโอเวอร์ THE ALL NEW C40 RECHARGE PURE ELECTRIC

นายธวัชชัย จึงสงวนพรสุข  กรรมการผู้จัดการ  บริษัท พระนคร สวีดิช คาร์ จำกัด ผู้แทนจำหน่ายวอลโว่อย่างเป็นทางการ สาขาลาดพร้าวและสาขาวิภาวดีรังสิต เปิดเผยว่า กลุ่มพระนครยนตรการ (PNA) ดำเนินธุรกิจยานยนต์มานาน 60 ปี และแบรนด์ล่าสุดที่ดำเนินกิจการเมื่อเร็วๆนี้ คือการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ โดยได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากบริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ตนเห็นโอกาสและศักยภาพที่ดีของแบรนด์นี้ กอปรกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา วอลโว่มีเจตจำนงที่ชัดเจนมากในการทำตลาดรถยนต์พลังงานสะอาด ในปัจจุบันวอลโว่ จำหน่ายรถยนต์ ประเภท ไฮบริด, ปลั๊กอินไฮบริด และพลังงานไฟฟ้า ในอนาคต 8-9 ปีจะจำหน่ายเพียงรถยนต์ประเภท PURE ELECTRIC อย่างเดียวเท่านั้น

ด้วยนโยบายและแผนงานที่ชัดเจนของวอลโว่ คาร์  และผลการตอบรับที่เป็นรูปธรรมจากผู้บริโภค กลุ่ม PNA ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์หลากหลายยี่ห้ออยู่แล้ว  เห็นทิศทางที่ดีในการการเป็นผู้แทนจำหน่ายวอลโว่ ไม่ทับซ้อนกับยี่ห้ออื่นในกลุ่ม  และเห็นถึงความชัดเจนในนโยบายของ วอลโว่  ในความเป็นรถหรู ที่เน้นเรื่องความปลอดภัยและความทันสมัย เป็นลำดับแรกๆมากกว่าเรื่องของสมรรถนะ  เมื่อเทียบกับรถยนต์ในคลาสเดียวกัน จึงตกลงเป็นผู้จำหน่ายวอลโว่ โดยลงทุน 250 ล้านบาท (ไม่รวมที่ดิน) ปรับปรุงสาขาลาดพร้าว และ สาขาวิภาวดีรังสิต

สำหรับโชว์รูมและศูนย์บริการ สาขาลาดพร้าว มีพื้นที่ใช้สอย  อาคารโชว์รูม ฝ่ายขายพื้นที่ 410 ตารางเมตร อาคารศูนย์บริการพื้นที่ 420 ตรม. ลานจอดรถ 1 มีพื้นที่ 398 ตรม. ลานจอดรถ 2  มีพื้นที่ 194 ตรม. ส่วนของศูนย์บริการ มีช่องซ่อม จำนวน 4 และ ลิฟท์เพื่อซ่อมช่วงล่าง จำนวน 3ตัว และมีเป้าการขายของสาขา ลาดพร้าวในปี 2565 จำนวน  230 คัน และศูนย์บริการมีเป้าหมายการใช้บริการของลูกค้าไม่น้อยกว่า 1200 ราย

ส่วนสาขาวิภาวดีรังสิต อาคารโชว์รูมมีพื้นที่ใช้สอย  741 ตรม.ศูนย์บริการมีพื้นที่  359 ตรม. อาคารจอดรถ 144 ตรม. และมีระบบ Solar Charge ในพื้นที่จอดรถ และโชว์รถดิสเพลย์ได้ 4 คันศูนย์บริการ มีช่องบริการจำนวน  8 ช่อง จอดรถรอซ่อม 5 ช่องจอด ทั้งนี้ ศูนย์บริการรับได้ 12 คันขึ้นไปวัน และมีจุดชาร์จ แบบ AC จำนวน 5 จุด แบบ DC Fast Charge จำนวน 1 จุด 150 kw สำหรับเป้ายอดขายในปีนี้คือ  270 คัน รองรับลูกค้าทั้งในโชว์รูม และสื่อ social ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Website line add Facebook ทางด้านศูนย์บริการมีเป้าหมายรองรับลูกค้าได้กว่า 1500 ราย

ทังนี้ วอลโว่ คาร์ ได้แนะนำ The All New Volvo C40 Recharge Pure Electric รถยนต์คอมแพค ในสไตล์ ครอสโอเวอร์ คูเป้ ที่รูปทรงของตัวรถสะท้อนอารมณ์และตัวตนของผู้ขับขี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดดเด่นด้วยเส้นหลังคา Slimmed Crossover Roof Line ที่ออกแบบมาให้รับกับทรงท้ายลาดต่ำตามแบบฉบับรถยนต์สไตล์คูเป้ ไฟท้ายแบบเส้นปะที่เดินเส้นไปสู่แผงไฟหลักด้านหลังตัวรถสะท้อนการผสมผสานความโมเดิร์นและความคลาสสิกได้อย่างลงตัว คงเอกลักษณ์รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%   ของวอลโว่ด้วยตะแกรงแบบฝาครอบปิดสีเดียวกับตัวถัง ประดับด้วยตราสัญลักษณ์วอลโว่ เรียบหรู มินิมอล ตามแบบฉบับสแกนดิเนเวียน

นายธวัชชัย กล่าวเสริมว่า “บริษัทเตรียมพร้อมรับการขายและการบริการของ The All New Volvo C40 Recharge Pure Electric และมั่นใจว่าจะเป็นรถธงอีกตัวหนึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า Volvo S60, Volvo V60, Volvo S90, Volvo XC40, Volvo XC60 และ Volvo XC90ในขณะนี้”

ข้อมูล The All New Volvo C40 Recharge Pure Electric

The All New Volvo C40 Recharge Pure Electric อัดแน่นด้วยสมรรถนะการขับขี่อันเหนือชั้นผ่านพลังมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Dual Motor AWD ให้กำลังสูงสุด 408* แรงม้า ที่ 4,350 – 13,900 รอบ/นาที* พร้อมแรงบิด 660* นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0 – 100 ได้ในระยะเวลาเพียง 4.7* วินาที ให้ระยะทางการขับขี่มากกว่า 500* กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง แบตเตอรี่มีระบบรองรับการชาร์จเร็ว โดยใช้เวลาการชาร์จจาก 0 – 80% เพียง 37 นาที*  ระบบการขับขี่แบบ One Pedal Drive ที่ให้การเร่ง ชะลอ และเบรกรถยนต์ The All New Volvo C40 Recharge Pure Electric ทำได้ด้วยแป้นเหยียบเพียงแป้นเดียว และเริ่มขับโดยไม่ต้องกดปุ่มสตาร์ท

นอกเหนือจากสมรรถนะในการขับขี่ The All New Volvo C40 Recharge Pure Electric ยังมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อส่งมอบความปลอดภัย และประสบการณ์การใช้รถที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าที่มาพร้อม  Pixel Technology Headlight โดยใช้เซ็นเซอร์กล้องหน้าควบคุมการเปิดปิดของ LED ทั้งหมด 84 ดวง ในไฟหน้าให้เป็นอิสระต่อกันเพื่อไม่รบกวนสายตาของผู้ใช้เลนตรงข้าม นอกจากนี้ไฟยังสามารถปรับระดับความสว่างได้อัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมของแสงภายนอก รวมถึงส่องสัญญาณไฟ Welcome Light ต้อนรับเมื่อผู้ขับแตะที่มือจับประตูรถ  ระบบ Advanced Driver Assist System (ADAS) ใหม่ล่าสุดช่วยให้กล้องและเซ็นเซอร์รอบตัวรถตรวจจับวัตถุได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และฟังก์ชันเพื่อช่วยในการขับขี่อื่น ๆ อาทิ Driver Assist with Pilot Assist (ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ) Adaptive Cruise Control (ระบบควบคุมความเร็วแปรผันเพื่อรักษาระยะห่าง) Collision Avoidance (ระบบเลี่ยงการชนและหยุดรถอัตโนมัติ) Cross Traffic Alert with Auto Brake (ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอด พร้อมฟังก์ชันหยุดรถอัตโนมัติ), Lane Keeping Aid (ระบบแจ้งเตือนด้วยแรงสั่นที่พวงมาลัยเมื่อรถวิ่งออกนอกช่องทางเดินรถ)

ภายในห้องโดยสารของ The All New Volvo C40 Recharge Pure Electric ถูกออกแบบให้มีความเรียบหรู ทันสมัย แต่บ่งบอกความเป็นตัวตนของผู้ขับขี่ แผงคอนโซลหน้าในสไตล์ Topography Translucent Decor ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภูมิทัศน์ของเทือกเขาในประเทศสวีเดน ใส่ลูกเล่นซ้อนวัสดุที่แตกต่างกันถึง 3 เลเยอร์ ให้มุมมองสามมิติบนผิวสัมผัสที่เรืองแสงเพิ่มความโดดเด่นให้ห้องโดยสาร หลังคา Panoramic Glass Roof ให้มุมมองและความรู้สึกโล่งสบายในห้องโดยสารแต่ป้องกันความร้อนภายนอกได้สูงถึง 80% เพลิดเพลินกับระบบ Infotainment ของ Volvo with Google Built in* ที่ให้คุณใช้แอปจากกูเกิ้ลอย่าง Google Maps, Google Assistant ซึ่งเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียงผ่านคำว่า “Hey Google” เพื่อควบคุมแอป อย่าง Sportify รวมทั้ง Google Play หรือจะควบคุมผ่านแอปพลิเคชัน Volvo Cars App บนสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่ก็สามารถทำได้

* ความพร้อมในการใช้งานฟังชั่นบางอย่างขึ้นอยู่กับความพร้อมในการให้บริการจาก Google Thailand The All-New Volvo C40 Recharge Pure Electric เปิดตัวในราคา 2,750,000 บาท

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทุ่มงบกว่า 3 พันล้านบาท เปิดตัวโรงงานพ่นสีแห่งใหม่ ที่แหลมฉบัง ชูนวัตกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้ายกระดับศักยภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวโรงงานพ่นสีระดับโลกแห่งใหม่ในแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โรงงานพ่นสีใหม่ล่าสุดนี้ ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งมอบงานพ่นสีรถยนต์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพที่ดีที่สุด ให้แก่ลูกค้าทั้งในตลาดรถยนต์ภายในและต่างประเทศ ด้วยการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีอันทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การเปิดโรงงานพ่นสีในครั้งนี้ ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการสนับสนุนเป้าหมายพันธกิจในการก้าวไปสู่การเป็นสังคมคาร์บอนสมดุลและความยั่งยืนของประเทศไทย ควบคู่ไปกับการบรรลุวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมปี 2593 ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งเสริมการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ และป้องกันการเกิดมลพิษ 

พิธีเปิดโรงงานพ่นสีในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, มร. นะชิดะ คะสุยะ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งญี่ปุ่น ประจำราชอาณาจักรไทย, นายนิติ วิวัฒน์วานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, มร. ทาคาโอะ คาโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น, มร.มิสึโนะริ คิตาโอะ เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง สายงานผลิต บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น และ มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี พร้อมทั้งเข้าเยี่ยมชมโรงงานพ่นสีแห่งใหม่ 

โรงงานพ่นสีที่แหลมฉบังนี้ ใช้เทคโนโลยีการพ่นสีอันทันสมัย เพื่อความมั่นใจในประสิทธิภาพสูงสุดของกระบวนการการพ่นสี โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่ที่มีความยากและซับซ้อน เช่น ระบบซีลตัวถังอัตโนมัติ (Sealer Automation) หุ่นยนต์ และปืนพ่นสีนำประจุไฟฟ้า (Electrostatic Spray Gun) ลูกค้าจะได้รับความพึงพอใจในคุณภาพสีชั้นเยี่ยมของรถยนต์มิตซูบิชิ โรงงานพ่นสีแห่งใหม่ล่าสุดนี้ ได้รับการออกแบบอย่างดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ด้วยเป้าหมายของการลดมลพิษ ลดของเสียให้น้อยที่สุด ใช้ทรัพยากรอย่างเต็มประสิทธิภาพ และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านกระบวนการในการพ่นสีต่างๆ ได้แก่ ระบบตลับสี (Cartridge Paint System), ระบบเทคโนโลยีการบำบัดมลพิษในอากาศ (Regenerative Thermal Oxidation – RTO) และเทคโนโลยีสีฐานน้ำ (Waterborne) ในทุกๆ ขั้นตอนของการผลิต จะสามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ Volatile Organic Compounds (VoCs) สู่สภาพแวดล้อม ได้ถึง 50% ส่วนโรงงานบำบัดน้ำเสีย ช่วยในการน้ำกลับมาใช้ใหม่และลดการปล่อยน้ำเสียได้ถึง 50%

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสเปิดโรงงานพ่นสีแห่งใหม่ครั้งนี้ว่า “ผมเชื่อว่า ทุกคนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของความยั่งยืน สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิตนั้น การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมีความสำคัญอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจต้องเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เราต้องสร้างสมดุลในหลากหลายมิติที่ต่างกัน ด้วยเหตุผลดังกล่าว รัฐบาลไทยจึงขับเคลื่อนแนวทางเศรษฐกิจ บีซีจี โมเดล ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการเศรษฐกิจระดับชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ โดยรัฐบาลปัจจุบัน ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศเป้าหมายระดับชาติเพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นสังคมคาร์บอนสมดุล (carbon neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero) ภายในปี พ.ศ. 2608 ด้วยเหตุผลนี้ การลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ใช้พลังงานสะอาดในการขับเคลื่อน จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญในการบรรลุเป้าหมายของรัฐบาลไทย ประเทศไทยยินดีต้อนรับการลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวและใช้พลังงานสะอาด กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมให้การสนับสนุนและส่งเสริมภาคเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มุ่งลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยก้าวเข้าสู่การเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 

โรงงานพ่นสีแห่งใหม่นี้ ช่วยให้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ขยับเข้าใกล้เป้าหมายในการขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนสมดุลที่ยั่งยืนทั่วโลกในอีก 30 ปีข้างหน้า ผ่านแผนปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อม ที่ต้องการจะส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานหมุนเวียน ตลอดจนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทลงถึง 40% 

มร. ทาคาโอะ คาโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น เราไม่เพียงให้ความสำคัญกับการผลิตรถยนต์คุณภาพเยี่ยมระดับพรีเมียมเท่านั้น โรงงานพ่นสีแห่งใหม่นี้ ยังสอดคล้องกับแผนธุรกิจระยะกลางสำหรับปี พ.ศ. 2563 – 2565 ของเรา ที่ให้ความสำคัญกับประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ ไม่เพียงแค่การขยายธุรกิจของบริษัทฯ ในระดับภูมิภาคและระดับโลกเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการเปลี่ยนแปลงธุรกิจของเราไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน และเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยและภูมิภาค”

ปัจจุบัน โรงงานที่แหลมฉบังมีกำลังการผลิตมากกว่า 400,000 คันต่อปี โดยผลิตรถยนต์ทั้งหมด 5 รุ่น ได้แก่ มิตซูบิชิ ไทรทัน, มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต, มิตซูบิชิ มิราจ, มิตซูบิชิ แอททราจ และ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี โดย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี, ไทรทัน และปาเจโร สปอร์ต จะได้รับการพ่นสีในโรงงานพ่นสีแห่งใหม่นี้ 

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกรถยนต์ชั้นนำของประเทศไทย เรามีความมุ่งมั่นในการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ที่พัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีของเรา มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม   มีคุณภาพสูง เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะ ความปลอดภัย และความสะดวกสบาย โรงงานพ่นสีแห่งใหม่นี้ ถือเป็นส่วนของศูนย์การผลิตรถยนต์ที่มีการลงทุนมากที่สุด โดยเราทุ่มงบประมาณกว่า 3 พันล้านบาท ในการก่อสร้างโรงงานพ่นสีแห่งนี้ ซึ่งเป็นแผนการลงทุนระยะยาวในการผลิตและจัดจำหน่ายยานยนต์ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพสีระดับโลก ในประเทศไทย ไม่เพียงเท่านั้น เรายังติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อเป็นแหล่งพลังงานทางเลือก มีกำลังผลิตไฟฟ้าที่ 2 เมกะวัตต์ หากรวมกับที่ติดตั้งไปแล้วก่อนหน้านี้ ที่โรงงานของเราอีกแห่ง จะสามารถลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงปีละ 6,100 ตัน” 

“นอกจากโรงงานพ่นสีแห่งใหม่แล้ว มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะยังคงเดินหน้าดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศ    รวมถึงพัฒนาโครงการที่สอดคล้องกับทิศทางความยั่งยืนของ  มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ผ่านผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีสมรรถนะการขับขี่ดีเยี่ยม เช่น มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี และการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่ศูนย์การผลิต รวมถึงโครงการเพื่อสังคมมากมาย เช่น โครงการ “ปลูกป่า 60 ปี 60 ไร่” และโครงการ “Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” นายโคอิโตะ กล่าวเสริม  

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีโรงงานทั้งหมด 5 แห่ง โดยในปัจจุบัน มีพนักงานชาวไทยมากกว่า 6,200 คนทำงานอยู่ภายในศูนย์การผลิตฯ และมีอัตราการจ้างพนักงานกว่า 400,000 คน ตลอดทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าการผลิต ที่เกี่ยวข้องกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

เอเอเอสฯ จัดเต็ม 2 อัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ไฮบริด เปิดตัวพร้อมกันครั้งแรกในเมืองไทย ณ งานมอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 43

0

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย นำเบนท์ลีย์ เบนเทก้า ไฮบริด ใหม่ (New Bentayga Hybrid) อัครยนตรกรรมเอสยูวีอเนกประสงค์แบบ 5 ที่นั่ง พร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ประหยัดพลังงานแบบไฮบริดวิวัฒนาการล่าสุด และ เบนท์ลีย์ ฟลายอิ้ง สเปอร์ ไฮบริด (Flying Spur Hybrid) อัครยนตรกรรมสปอร์ตซีดานแบบ 4 ประตู ที่ได้รับการขนานนามจากสื่อสายยานยนต์ชั้นนำจากทั้งยุโรปและเอเชียว่าเป็น ‘ยนตรกรรมสปอร์ตซีดานที่ดีที่สุดในโลก’ เปิดตัวพร้อมกันเป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมประกาศความพร้อมสู่ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์ไฮบริดแบบเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการ ณ งาน บางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 43

สำหรับไฮไลท์ภายในงาน เอเอเอสฯ ได้ผลิกโฉมบูทเบนท์ลีย์ แบงค็อกสู่การออกแบบแนวใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘The Future of Luxury Mobility, the Sustainable Journeys’ ตามแผนแม่แบบ ‘BEYOND100’ กลยุทธ์ที่ว่าด้วยเส้นทางสู่ผู้ผลิตอัครยนตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนขององค์กร จากเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ประเทศอังกฤษ โดยครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประเทศสิงคโปร์ เข้าร่วมงานเปิดตัว 2 อัครยนตรกรรมไฮบริดและกล่าวยืนยันความพร้อมสู่การเป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์ไฮบริดอย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทยและตอกย้ำความเป็นเลิศด้านการบริการหลังการขายของรถยนต์เบนท์ลีย์ไฮบริด

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมอัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ไฮบริดได้ที่ บูท เบนท์ลีย์ แบงค็อก ณ งาน บางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี และพบกับข้อเสนอที่ดีที่สุดในการครอบครอง เบนท์ลีย์ เบนเทก้า ไฮบริด ใหม่ (New Bentayga Hybrid) กับราคาเริ่มต้นที่ 13.2 ล้านบาท และ เบนท์ลีย์ ฟลายอิ้ง สเปอร์ ไฮบริด (Flying Spur Hybrid) กับราคาเริ่มต้นที่ 14.2 ล้านบาท พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดนาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) การรับประกันจากโรงงานผู้ผลิตฯ พร้อมตัวเลือกสำหรับแผนต่อระยะเวลาการรับประกันจากโรงงานผู้ผลิต (Bentley Extended Warranty) สูงสุด 4 ปี และผู้ช่วยฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 3 ปีเต็ม รับของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เมื่อจองรถภายในงานฯ และพบกับส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 50% สำหรับสินค้าเบนท์ลีย์ คอลเลคชั่น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บูท เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด หรือ โทร 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตอกย้ำความสำเร็จเดือนกุมภาพันธ์ HAVAL H6 และ ORA Good Cat รักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าติดต่อกัน 2 เดือนซ้อนในปี 2565

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ สร้างผลงานยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่องด้วยยอดขายในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาของรถยนต์ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ All New HAVAL H6 Hybrid SUV, ORA Good Cat และ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV รวมทั้งสิ้น 873 คัน ส่งผลให้จนถึงปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เพิ่มจำนวนยานยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะบนท้องถนนไปแล้วเกือบ 6,000 คัน ช่วยเติมเต็มความพร้อมของประเทศไทยในการมุ่งหน้าสู่การเป็นสังคมแห่งยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ รวมทั้งตอกย้ำความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่คนไทยมีต่อผลิตภัณฑ์และบริการเหนือระดับของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ซึ่งยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับผู้บริโภคและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย พร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ของประเทศไทยอย่างแท้จริง

เริ่มต้นปี 2565 พร้อมกับเข้าสู่ปีที่ 2 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่งสำหรับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ซึ่งเดินหน้าสร้างการเติบโตด้านยอดขายอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมกับ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่ครองความเป็นผู้นำอันดับต้นๆ ในกลุ่มรถยนต์คอมแพคเอสยูวีมาโดยตลอด ล่าสุดกวาดยอดขายในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมารวม 339 คัน รักษาตำแหน่งแชมป์ของเซ็กเมนต์ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ของปีนี้ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 31.4 เปอร์เซ็นต์ จากยอดขายรวมของเซ็กเมนต์ทั้งสิ้น 1,080 คัน โดยนับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการและเริ่มส่งมอบในเดือนกรกฎาคมในปีที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ให้แก่ผู้บริโภคในประเทศไทยไปแล้วเป็นจำนวนทั้งสิ้น 3,342 คัน

เช่นเดียวกันกับ ORA Good Cat เจ้าเหมียวไฟฟ้า 100% ที่ได้ปลุกกระแสความตื่นเต้นอย่างยิ่งใหญ่พร้อมกับสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยในปีที่ผ่านมา โดยยังคงความร้อนแรงและครองใจผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน การันตีด้วยยอดขายและส่งมอบในเดือนกุมภาพันธ์รวม 218 คัน รั้งตำแหน่งผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้า 100% ไว้อย่างเหนียวแน่น ความสำเร็จในเดือนที่ไม่เพียงตอกย้ำความเป็นที่นิยมและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรถยนต์ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคตรุ่นนี้เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสนใจยานยนต์พลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบ ORA Good Cat ให้กับผู้บริโภคไปแล้วทั้งสิ้น 1,108 คัน นับตั้งแต่เริ่มส่งมอบในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ขณะที่ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV เจ้าสิงโตอารมณ์ดีที่ครบครันด้วยนวัตกรรมยานยนต์อันล้ำสมัยและสมรรถนะโดดเด่นซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์การขับขี่อัจฉริยะได้อย่างหลากหลาย ได้เข้ามายกระดับมาตรฐานของตลาดรถยนต์เอสยูวีบีขึ้นไปอีกขั้น โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ มียอดขายและส่งมอบ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ถึง 316 คัน รวมจำนวนที่ส่งมอบให้กับลูกค้าไปแล้วทั้งสิ้น 1,422 คัน และยังคงมีลูกค้าให้ความสนใจสั่งจองอย่างต่อเนื่อง

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ สานต่อผลงานในปีแรกด้วยความสำเร็จยอดเยี่ยมติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ตั้งแต่ต้นปี สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและการสนับสนุนที่ลูกค้าทุกๆ ท่านมอบให้กับเราอย่างแข็งแกร่ง เป็นเสมือนพลังใจที่ช่วยผลักดัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทยได้ดียิ่งขึ้น โดยเราจะเดินหน้าสร้างความคึกคักด้วยการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดำเนินงานโดยยึดถือผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Consumer Centric) ยกระดับการบริการแบบ Online to Offline ในทุกมิติ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า และร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วนเพื่อช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไป”

ทั้งนี้ ในปี 2565 เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอีก 5 รุ่น จาก 3 แบรนด์ ในไทยโดยจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% จากแบรนด์ ORA จำนวน 2 รุ่น เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจากภาครัฐ และช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าให้กับประเทศไทยด้วยการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้ได้ 80 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งขยายจำนวนสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าให้ครบ 55 แห่งภายในสิ้นปี เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยและโรงงานที่จังหวัดระยองเป็นศูนย์กลางของยานยนต์ไฟฟ้าและฐานการผลิตของภูมิภาคนี้อย่างเต็มรูปแบบ

นอกจากความสำเร็จในประเทศไทยแล้ว เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมบนเวทีระดับนานาชาติ กวาดยอดขายจากทั่วโลกในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมารวมทั้งสิ้น 70,792 คัน ในจำนวนนี้เป็นยอดขายในตลาดต่างประเทศ 6,037 คัน และในปีนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะขยายการดำเนินธุรกิจโดยมีแผนที่จะเปิดตัวแบรนด์ในอีก 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เพื่อขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียนให้ครอบคลุมมากขึ้น

ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ สร้างยอดขายรถยนต์จากแบรนด์ HAVAL รวมทั้งสิ้น 41,994 คัน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นรถยนต์คอมแพคเอสยูวียอดนิยม HAVAL H6 จำนวน 19,620 คัน ขณะที่แบรนด์ ORA มียอดขายรวม 6,261 คัน โดยเป็นยอดขายของ ORA Good Cat จำนวน 4,066 คัน นอกจากนี้ TANK 300 ยังคงรักษาความร้อนแรงในตลาดโลกอย่างต่อเนื่องหลังจากกวาดยอดขายได้ถึง 6,468 คัน ส่งผลให้จนถึงปัจจุบันนี้ มีผู้ใช้งานเอสยูวีออฟโรดสุดหรูจากแบรนด์ TANK รุ่นนี้มากกว่า 100,000 คันทั่วโลก

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก”​ (Global Intelligent Technology Company) พร้อมรับฟังเสียงผู้บริโภคเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมตอบโจทย์ทุกความต้องการ และเคียงข้างเติบโตไปด้วยกันกับลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคม เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ใช้ชีวิตสุดชิค คลิกไปกับ SIENTA รุ่นปรับปรุงใหม่ “Chic Clicks”

0

โตโยต้า แนะนำ SIENTA รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง รุ่นปรับปรุงใหม่ “Chic Clicks” สะดวกสบายยิ่งกว่าด้วยประตูข้างสไลด์อัตโนมัติ ระยะจากพื้นรถถึงพื้นถนนต่ำ ทำให้ก้าวขึ้น-ลงสะดวก ปลอดภัย ควบคุมง่ายเพียงคลิกเดียว ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่เหนือใคร พร้อมความบันเทิงเต็มอรรถรส ด้วยจอ LED ขนาด 8 นิ้ว บริเวณที่นั่งแถวที่ 2-3 มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกสนาน และฟังก์ชันล้ำสมัยใหม่ล่าสุด  

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ทำการเปิดตัวยนตรกรรมอเนกประสงค์สไตล์ Premium Crossover “ALL NEW TOYOTA VELOZ” สู่ตลาดประเทศไทยเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และโตโยต้าขอขอบคุณลูกค้าที่ได้ให้การต้อนรับALL NEW TOYOTA VELOZ” เป็นอย่างดี ครั้งนี้ โตโยต้า ยังคงกระตุ้นตลาดรถยนต์อย่างต่อเนื่อง เสริมทัพตลาดรถ MPV ในไตรมาสแรกของปี ด้วยการแนะนำรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ 5 ประตู 7 ที่นั่ง ประเภท Compact Multi-Purpose Vehicle สำหรับครอบครัวอีกหนึ่งรุ่น นั่นคือ SIENTA รุ่นปรับปรุงใหม่”  ซึ่งจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน

โตโยต้า “SIENTA รุ่นปรับปรุงใหม่” มอบสมรรถนะการขับขี่ที่คล่องแคล่ว ตอบโจทย์ความต้องการสเปกที่มีความเฉพาะตัว สะดวกสบายกว่าใครด้วย ประตูข้างสไลด์อัตโนมัติ เหมาะกับการใช้งานในเมือง ขึ้น – ลงสะดวกด้วยความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 170 มิลลิเมตร และ มอบความเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง ด้วยจอ LED ขนาด 8 นิ้ว บริเวณที่นั่งแถวที่ 2-3  ตกแต่งภายในห้องโดยสารใหม่ ด้วยเบาะหนังและวัสดุกึ่งสังเคราะห์ (สีดำ-เทา)* ดีไซน์สปอร์ต ทันสมัย กว้างขวางตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ปรับเปลี่ยนตำแหน่งเบาะนั่งด้านหลังได้หลายรูปแบบ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและฟังก์ชันความปลอดภัยขั้นสูงสุด เช่น เครื่องเล่นวิทยุหน้าจอสัมผัส ที่สามารถรองรับการใช้งาน Apple CarPlay และ Android Auto, กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา* แบบ HD ให้ภาพคมชัด มอบทัศนวิสัย และความมั่นใจดีเยี่ยม, กล้องบันทึกภาพหน้าและหลังรถ* สามารถเข้าใช้งานผ่าน Mobile Application Toyota DVR สะดวกยิ่งกว่า ขับสนุก ประหยัดน้ำมัน และมีระบบมาตรฐานความปลอดภัยครบครัน (*สำหรับรุ่น 1.5V)

SIENTA รุ่นปรับปรุงใหม่ “Chic Clicks”
ปรับปรุงใหม่ภายใต้แนวคิด “คลิก ให้ชีวิตสุดชิค” ให้มีความทันสมัย (Chic) และง่ายต่อการใช้งาน
แค่เพียงสัมผัส 
(Click) ดีไซน์ภายนอกมีเอกลักษณ์ โดดเด่นสะดุดตา  


ใหม่ การตกแต่งภายในห้องโดยสารด้วยเบาะหนังและวัสดุกึ่งสังเคราะห์ (สีดำ-เทา)* ดีไซน์สปอร์ต ทั้งตอบรับไลฟ์สไตล์ได้ดีกว่าเคยด้วยการปรับปรุงอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เช่น เครื่องเล่นวิทยุหน้าจอสัมผัส ที่สามารถรองรับการใช้งาน Apple CarPlay และ Android Auto

มอบความมั่นใจยิ่งกว่า ด้วย กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา* แบบ HD ให้ภาพคมชัด มอบทัศนวิสัย และความมั่นใจดีเยี่ยม, และกล้องบันทึกภาพหน้าและหลังรถ* สามารถเข้าใช้งานผ่าน Mobile Application Toyota DVR ใหม่ (*สำหรับรุ่น 1.5V)

CLICK IDENTITY…คลิกดีไซน์สุดชิค คลิกทุกไลฟ์สไตล์

  • ภายนอก…คลิกกับดีไซน์แตกต่าง

ตอบทุกความต้องการ ลงตัวทุกความโดดเด่น กับดีไซน์ภายนอกสุดโดนใจ และกระจังหน้าโครเมียม  พร้อมล้ออัลลอย 16 นิ้ว ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ Bi-Beam LED และไฟหรี่ LED จัดเต็มไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างได้ทุกเส้นทาง คลิกกับทุกความเป็นคุณ

  • ภายใน…คลิกกับฟังก์ชันโดนใจ
  • ใหม่ กล้องบันทึกภาพหน้า – หลังรถ (Digital Video Recorder)… เพิ่มความสะดวกสบายด้วยการเข้าถึงภาพและวีดีโอได้แบบเรียลไทม์ผ่านทาง Mobile Application Toyota DVR
  • ใหม่ เครื่องเล่นวิทยุหน้าจอสัมผัส… รองรับการใช้งาน Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบเชื่อมต่อ Bluetooth, ช่องต่อ USB
  • ใหม่ เบาะหนังและวัสดุกึ่งสังเคราะห์ (สีดำ-เทา)… ดีไซน์ใหม่ สปอร์ต ทันสมัย กว้างขวางตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
  • พวงมาลัยไฟฟ้าพร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและ MID

CLICK ALL STYLE…คลิกกับการเติมเต็มอิสระ SEAT ARRANGEMENT

  • FRIEND SPACE ห้องโดยสาร 3 แถว 7 ที่นั่ง… มีพื้นที่กว้าง ให้เพื่อนได้เสมอ
  • FLEXIBLE LIFE พับที่นั่งแถว 3 แบนราบ… ลงตัวทั้งโดยสารและขนของ
  • FULL FUN พับที่นั่งแถว 2 และแถว 3 แบนราบ… จะเล่นของใหญ่ หรือใส่ของเยอะ ก็เอาอยู่
  • FREEFORM ที่นั่งแถว 2 และแถว 3 พับอิสระซ้าย-ขวา… พับแยกอิสระ ปรับได้ทุกรูปแบบ

CLICK INNOVATION

  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา (PVM – PANORAMIC VIEW MONITOR)… แบบ HD เทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยให้ผู้ขับขี่เห็นมุมมองรอบทิศทางผ่านกล้อง 4 จุด รอบคัน จับภาพแบบเรียลไทม์ ประมวลผลเป็นภาพมุมสูงผ่านหน้าจอ และยังสามารถตรวจจับบุคคลหรือวัตถุใกล้ตัวรถได้ อีกขั้นของเทคโนโลยีที่เพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจในทุกเส้นทางได้อย่างลงตัว
  • กล้องหน้า ติดตั้งบริเวณกระจังหน้า… แสดงภาพด้านหน้าตัวรถ เมื่อเข้าโหมดเกียร์ P/N/D* (PVM_P/N/D mode)
  • กล้องข้างซ้าย/ขวา ติดตั้งบริเวณกระจกมองข้าง… แสดงภาพด้านข้าง เมื่อเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวซ้าย/ขวา (PVM_Turn signal mode) ช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะเปลี่ยนเลนส์
  • กล้องหลัง ติดตั้งบริเวณประตูท้ายรถ… แสดงภาพด้านหลังอัตโนมัติ พร้อมเส้นกะระยะ เพื่อช่วยให้การถอยจอดง่ายดายยิ่งขึ้น เมื่อเข้าโหมดเกียร์ R (PVM_R mode)
  • UTILITY…คลิกกับพื้นที่ลงตัว
  • ระยะจากพื้นรถถึงพื้นถนนต่ำ…ก้าวขึ้น-ลงสะดวก ปลอดภัย สำหรับผู้โดยสารที่เป็นเด็ก และผู้สูงอายุ
  • จอ LED ขนาด 8 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารแถวหลัง…
  • ระบบปรับอากาศ ทั้งด้านหน้าและหลัง
  • พื้นที่สัมภาระท้ายรถขนาดใหญ่ พับ/ปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย…พับเบาะได้แบนราบ (Dive-in) เพิ่มพื้นที่วางของเต็มพิกัด

CLICK CONFIDENCE

  • เครื่องยนต์ 2NR-FE… DOHC Dual VVT-i 4 สูบ 16 วาล์ว 5 ลิตร กำลังสูงสุด 108 แรงม้า (79 กิโลวัตต์) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 140 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบต่อนาที
  • คลิกกับการควบคุมที่มั่นใจ PERFORMANCE & SAFETY…
    • ระบบ ABS (Anti-lock Braking Assist)… ป้องกันล้อล็อกขณะเบรกกะทันหัน ช่วยควบคุมรถในเวลาคับขัน
    • ระบบกระจายแรงแบรก EBD (Electric Brake-force Distribution)… ช่วยปรับความสมดุลของแรงเบรกที่ล้อหน้าและล้อหลังให้เท่ากัน โดยจะทำงานร่วมกันกับระบบ ABS
    • ระบบเสริมแรงแบรก BA (Brake Assist)… เพิ่มแรงเบรกมากขึ้น เพื่อหยุดรถในระยะที่สั้นกว่าเมื่อเบรกกะทันหัน
    • ระบบควบคุมการทรงตัวอัจฉริยะ VSC (Vehicle Stability Control)… ควบคุมให้รถทรงตัวอย่างมั่นคง แม้ในทางโค้งหรือถนนที่เปียกลื่น
    • ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน HAC (Hill-start Assist Control)… ป้องกันการไหลของรถ ในจังหวะออกตัวบนทางลาดชัน
    • ระบบป้องกันการออกตัวฉุกเฉิน DSC (Drive Start Control)… ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ ในกรณีที่มีการออกตัวผิดวิธี จากการเปลี่ยนเกียร์แบบกะทันหัน
    • ถุงลมเสริมความปลอดภัยด้านหน้า (SRS Airbags) 3 ตำแหน่ง… ปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดยช่วยลดแรงกระแทกจากการชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • กุญแจป้องกันการโจรกรรม Immobilizer… ป้องกันกุญแจเลียนแบบ ไม่ให้สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ เมื่อรหัสของกุญแจและเครื่องยนต์ไม่ตรงกัน
    • สัญญาณกะระยะถอยหลัง… เตือนเมื่อตรวจพบบุคคลหรือวัตถุใกล้ตัวรถ ขณะถอยจอด
  • ACCESSORIES คลิกกับอุปกรณ์ตกแต่งแท้ เติมเต็มความเป็นคุณ…
    • แผงบังแดดข้าง Side Visor
    • ตาข่ายเก็บของท้ายรถ Cargo Net
    • กล้องบันทึกภาพหน้า-หลังรถ DVR Front & Rear สำหรับรุ่น 5G
    • หลอดไฟส่องแผนที่แบบ LED – LED Map Lamp
    • ชุดครอบที่จับประตูโครเมียม Chrome Door Housing
    • แผ่นรองพื้นเรียบท้ายรถ Luggage Board

อุปกรณ์ตกแต่งแท้โตโยต้ารับประกันสูงสุด 3 ปี หรือ 100,000 กม. (โปรดศึกษารายละเอียดจากคู่มือการรับประกันคุณภาพ และการบำรุงรักษารถยนต์) 

 

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวถึงแผนการตลาดว่า SIENTA เป็นรถ Stylish Multi-Tasker โดดเด่นด้วยประตูข้างสไลด์อัตโนมัติ, ระยะจากพื้นรถถึงพื้นถนนต่ำ ก้าวขึ้น-ลงสะดวก พร้อมความบันเทิงเต็มอรรถรส ด้วยหน้าจอ LED ขนาด 8 นิ้ว บริเวณที่นั่งแถวที่ 2-3 กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจึงเน้นที่ ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัว เป็นลูกเล็ก รวมทั้ง ผู้ที่ต้องดูแลผู้สูงอายุ หรืออาศัยอยู่กับคุณพ่อ คุณแม่ และคนที่รักสัตว์เลี้ยงเป็นชีวิตจิตใจ ตอบรับการใช้งานของไลฟ์สไตล์คนเมือง ไม่ว่าจะเป็นการออกไปทำกิจกรรมในเมือง การขนของใช้ส่วนตัว รวมทั้งการออกไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง

“ทางด้านการสื่อสารการตลาด เราจะเน้นการสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้า โดยสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น Cinema graph, Online Material และทางวิทยุ เพื่อสร้างการรับรู้ ผ่านจุดขายหลักของ SIENTA ที่เป็น “รถยนต์ 7 ที่นั่ง ที่โดดเด่นด้วยประตู Slide Door ควบคุมง่ายเพียงคลิกเดียว” ภายใต้แนวคิด Toyota SIENTA “Chic Clicks”  

สำหรับความพร้อมในการส่งมอบรถ สำหรับรุ่น1.5G พร้อมส่งมอบ ตั้งแต่ 17 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป ส่วนในรุ่น1.5 V จะพร้อมส่งมอบ ตั้งแต่ 24 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป

เลือกเป็นเจ้าของ SIENTA รุ่นปรับปรุงใหม่ 4 สี

 – Citrus Mica Metallic                   –  Silver Metallic

 – Super White II                            – Attitude Black Mica

และ 2 เกรด ในราคาสุดคุ้ม

  • 5 V เกียร์อัตโนมัติ ราคา 889,000 บาท**            
  • 5 G เกียร์อัตโนมัติ ราคา 775,000 บาท**

**ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ 

สัมผัสและทดลองขับ Toyota SIENTA รุ่นปรับปรุงใหม่ “Chic Clicks” พร้อมรับข้อเสนอมากมาย
ครั้งแรก! ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และที่ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม เป็นต้นไป 

ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่

https://www.toyota.co.th/

Facebook: Toyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand

บริดจสโตนเปิดตัว POTENZA Sport ยางสปอร์ตสมรรถนะสูง สำหรับผู้หลงใหลในการขับขี่รถสปอร์ตพรีเมียม

0

บริดจสโตน เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “POTENZA Sport” รุ่นเรือธงใหม่ ภายใต้สโลแกน “ความเป็นที่สุด หยุดเราไม่ได้” หรือ Better Never Settles” ที่ได้รับการออกแบบโดยใช้เทคโนโลยียางอันล้ำสมัยและให้สมรรถนะการยึดเกาะถนนที่เหนือกว่า ภายใต้การควบคุมอย่างเต็มประสิทธิภาพ จัดเต็มสมรรถนะครบทุกฟังก์ชัน แห่งความสปอร์ตในทุกการขับขี่

มร. ฮารุกิ  ยามาดะ ผู้อำนวยการสายงานธุรกิจยางรถยนต์นั่งและรถบรรทุกขนาดเล็ก บริษัท บริดจโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “บริดจสโตนขอแนะนำผลิตภัณฑ์ POTENZA Sport ยางสปอร์ตสมรรถนะสูงรุ่นใหม่ ภายใต้สโลแกน “ความเป็นที่สุด หยุดเราไม่ได้” หรือ Better Never Settles” ที่ได้รับการออกแบบโดยใช้เทคโนโลยียางอันทันสมัย เอกสิทธิ์เฉพาะจากบริดจสโตน จึงให้สมรรถนะการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม ตอบสนองการขับขี่ให้ถึงขีดสุดภายใต้การควบคุมอย่างเต็มประสิทธิภาพ บริดจสโตน ในฐานะองค์กรผู้ส่งมอบโซลูชั่นอย่างยั่งยืน ยังคงมุ่งมั่นในการส่งมอบคุณค่าให้แก่สังคมและลูกค้า ด้วยการใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยี “การพัฒนายางรถยนต์เสมือนจริง (Virtual Tire Development)” ซึ่งเป็น กระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากไม่จำเป็นต้องผลิตยางรถยนต์นั้นออกมาจริงๆ ในระหว่างทดสอบและพัฒนา ตลอดจนลดเวลา และกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงนำเสนอสินค้าออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ผสานกับความเชี่ยวชาญในด้านผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ และการเดินทาง จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การใช้งาน”

POTENZA Sport ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงคุณสมบัติด้านสมรรถนะที่สำคัญจากยางในตระกูล POTENZA ด้วยการยกระดับมาตรฐานใหม่ระดับพรีเมียม และความสปอร์ตระดับไฮเอนด์ โดยการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ พร้อมด้วยนวัตกรรมที่หลากหลาย อาทิ

  • การออกแบบลายดอกยางแบบไม่สมมาตร ช่วยเสริมความแข็งแรง และลดการบิดตัวของบล็อกดอกยาง หน้าสัมผัสยางสไตล์สปอร์ต เพื่อการยึดเกาะถนนที่ทรงพลัง ให้การขับขี่ที่สนุกและการควบคุมที่ดียิ่งขึ้น
  • เทคโนโลยีการออกแบบร่องดอกยางแบบ 3 มิติ ช่วยให้เบรกและต้านทานการสึกหรอได้ดียิ่งขึ้น พร้อมจัดวางร่องรีดน้ำให้เหมาะสม เพิ่มความแม่นยำทุกการเข้าโค้ง
  • โครงสร้างยางได้รับการออกแบบมาเพื่อรถสปอร์ตโดยเฉพาะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะได้ดีทั้งบนถนนแห้งและเปียกทุกการขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งยังเสริมการตอบสนองต่อพวงมาลัยและการทรงตัวขณะ
    ขับขี่ได้เป็นอย่างดี
  • รวบรวมที่สุดแห่งเทคโนโลยีเพื่อศักยภาพขั้นสุดของยางรถสปอร์ต โดยผสมผสานกำลังเส้นใยเหล็กและดอกยางแบบไฮบริด ตอบสนองการควบคุมได้อย่างเหนือชั้น

POTENZA Sport เป็นยางที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองการขับขี่แบบสปอร์ตโดยเฉพาะ และยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นยางมาตรฐานติดรถยนต์ในกลุ่มแบรนด์ซูเปอร์คาร์ และรถสปอร์ตพรีเมียม ได้แก่ Lamborghini Huracan STO, Maserati MC20 และ BMW ซีรี่ส์ 8 นอกจากนั้นยังติดตั้งในรถสปอร์ตพรีเมียม อาทิ Aston Martin DB11, Ferrari Portofino และอื่น ๆ อีกด้วย

“POTENZA Sport” มีให้เลือกตั้งแต่ขอบ 18 นิ้ว จนถึงขอบ 21 นิ้ว รวมทั้งหมด 46 ขนาด* ราคาเริ่มต้นที่ 5,950 – 14,190 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาดยาง) โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนมีนาคม 2565 เป็นต้นไป ณ ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร ค็อกพิท (COCKPIT) และผู้แทนจำหน่ายยางบริดจสโตนทั่วประเทศ สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.bridgestone.co.th หรือสอบถามได้ที่ แผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-636-1555

Hyundai Creta ครอสโอเวอร์รูปโฉมเฉี่ยว ฟีเจอร์ล้น ราคาใม่ถึงล้าน

0
Hyundai Creta Pic Open

Hyundai Creta ครอสโอเวอร์ รูปทรงโฉบเฉี่ยว มากับการออกแบบที่พิถีพิถัน พร้อมฟังค์ชั่นการใช้งานเพื่อความเพลิดเพลินและปลอดภัย ขุมพลังเบนซิน 1.5 ลิตร 115 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ IVT พร้อมโหมดขับที่ใช้งานได้ทั้งในชีวิตประจำวันหรือไลฟ์สไตล์สำหรับสายลุย เปิดตัวพร้อมจำหน่ายกับค่าตัวไม่ 1 ล้านบาท

Hyundai Creta 1

บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์รุ่น Hyundai Creta ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นรถยนต์อเนกประสงค์รุ่นแรกที่ฮุนได นำมาทำตลาด แต่ยังเป็นรุ่นแรกที่ประกอบจากโรงงานประกอบรถยนต์แห่งใหม่ในประเทศอินโดนีเซีย

Creta ได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมการออกแบบที่เน้นความแข็งแกร่งแบบมีสไตล์ ในขนาดมิติความยาว 4,315 มม. กว้าง 1,790 มม. และสูง 1,630 มม. ส่วนระยะฐานล้อ 2,610 มม.

กระจังหน้า Parametric Jewel Radiator Grille โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่ให้ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน หรือ Daytime Running Lights กลมกลืนไปกับแผงกระจังหน้า และจะสังเกตุเห็นได้เมื่อไฟเปิดทำงาน

Hyundai Creta 2

ไฟท้ายออกแบบให้เหมือนบูมเมอแรงและไฟเบรกเพิ่มความล้ำสมัยและล้ออัลลอยแบบ Diamond cut ขนาด 17 นิ้ว

Hyundai Creta 4

ห้องโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง เบาะนั่งและแผงข้างหุ้มหนังแท้ ใส่ใจในรายละเอียดทุกด้านซึ่งทำให้รถยนต์รุ่นนี้มีความพิเศษมากขึ้น อาทิ ฝาครอบลำโพงออกแบบพิเศษ ขอบเหล็กหุ้มบริเวณหัวเกียร์ และเส้นไฟเรืองแสงภายในห้องโดยสาร

Hyundai Creta 7

พาโนรามิค ซันรูฟ ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า จะติดตั้งในรุ่น SEL ซึ่งเป็นรุ่นท๊อพเท่านั้น

Hyundai Creta 5

หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิตอล ขนาด 10.25 นิ้ว ความละเอียดสูง ปรับเปลี่ยนสีตามโหมดการขับขี่

Hyundai Creta 8

คอนโซลกลางติดตั้งจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับ Android Auto และ Apple Car Display รวมถึงแสดงภาพจากกล้องมองหลัง

Hyundai Creta 9

ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติและที่ชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สายติดตั้งให้เสร็จสรรพ รวมถึงเบรกมือไฟฟ้าและระบบ Auto hold

Hyundai Creta 10

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว มอบพละกำลังสูงสุง 115 แรงที่ 6,300 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับเกียร์ IVT พร้อมโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 แบบ คือ อีโค Eco, คอมฟอร์ท Comfort, สปอร์ต Sport และสมาร์ท Smart พร้อมปุ่มปรับการขับขี่เฉพาะสภาพถนนหิมะ ทรายหรือโคลน

Hyundai Creta 11

นอกจากนี้ Creta ยังมอบความมั่นใจสูงสุดด้วยระบบความปลอดภัยอัฉริยะบนท้องถนนภายใต้ Hyundai SmartSense ได้แก่
•ระบบเตือนและเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ
•ระบบเตือนและช่วยควบคุมพวงมาลัยเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา
•ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางช่องทาง
•ระบบกล้องมองหลังแสดงภาพขณะถอยจอด
•ระบบเตือนและเบรกอัตโนมัติขณะถอยรถ
•ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ
•ระบบเตือนการเปิดประตูเมื่อมีรถวิ่งผ่านด้านข้าง
•ระบบเตือนอาการเหนื่อยล้า
•ระบบช่วยจำกัดความเร็ว
•ระบบเตือนให้เช็คผู้โดยสารด้านหลัง

ช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังทอร์ชันบีมพร้อมเหล็กกันโคลง ติดตั้งดิสเบรกทั้ง 4 ล้อพร้อมระบบเบรก ABS ระบบควบคุมเสถียรภาพ ESC ระบบควบคุมการทรงตัว ระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน ระบบแจ้งความดันลมยางอัตโนมัติและถุงลมนิรภัยจำนวน 6 ตำแหน่ง

Hyundai Creta 12

สีตัวถังภายนอก 3 สี คือ สีแดง เรด ดราก้อน สีเทา ไททั้น เกรย์ และสีขาวครีมมี่ไวท์ ส่วนสีภายในมีให้เลือก 2 แบบคือ วันโทนสีดำ และทูโทน สีดำ/น้ำตาลคอนยัค สำหรับตัวถังสีเทาเท่านั้น
Hyundai Creta มีให้เลือก 2 รุ่นคือ SEL ราคา 999,000 บาท และ SE ราคา 949,000 บาท

Hyundai Creta 3

โปรโมชั่นพิเศษเมื่อจองรถยนต์เครต้า ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งนาน 1 ปี รับประกันคุณภาพนาน 5 ปีหรือ 150,000 กม ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ฟรีค่าแรงบำรุงรักษานาน 5 ปี และพิเศษลูกค้าเก่าฮุนไดรับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท

พบกับ ฮุนได เครต้า และทดลองขับได้ที่โชว์รูมฮุนได ทั่วประเทศ หรือแวะไปที่งานบางกอกอินเตอร์ เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ได้ที่ ชาเลนจ์เจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 ข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ www.hyundai.co.th

ลองทางไกล Suzuki XL7 แอร์เย็น ขับสบาย พร้อมลุยเบาๆ

0
Suzuki XL7 Pic Open

สำหรับ Suzuki XL 7 ที่ได้ทดสอบสมรรถนะทางไกลในครั้งนี้จะเป็นรุ่นที่เปิดจำหน่ายในงาน มอเตอร์โชว์ 2022 ที่มีการปรับปรุงในส่วนสีภายนอก กับลุคใหม่สไตล์ทูโทน เส้นทางกว่า 200 กม. พร้อมกิจกรรมลุยเบา จะเป็นบทพิสูจน์สมรรถนะของขุมพลัง 1.5 ลิตร และระบบช่วงล่าง รวมถึงความสะดวกสบายในการใช้งานจะเป็นอย่างไรบ้าง เรามีคำตอบ

Suzuki XL7 1

Suzuki XL7 ครอส์โอเวอร์ 7 ที่นั่งในกลุ่ม B SUV รุ่นล่าสุดที่โฉบเฉี่ยวด้วยไฟส่องสว่างแบบแอลอีดีทั้งไฟหน้าและไฟท้าย หน้ากระจังเพิ่มเติมความหรูหราด้วยวัสดุสีโครเมียม พร้อมเสริมลุคหล่อ ด้วยการทำสีทูโทนบริเวณหลังคา

Suzuki XL7 2

Suzuki XL7 3

Suzuki XL7 4

ห้องโดยสารใช้วัสดุคาร์บอนเคฟล่าร์เสริมความสปอร์ต เบาะนั่งทั้ง 7 เป็นเบาะผ้าที่มีการแซมด้วยหนังปรับและพับได้หลายรูปแบบ ที่นั่งแถว 2 ซึ่งสามารถเลื่อนหน้า/หลัง และพับ เพื่อเข้าไปยังเบาะนั่งแถว 3 ได้สะดวก

Suzuki XL7 5

จอแอลอีดีขนาด 5 นิ้วที่อยู่ระหว่างกลางมาตรวัดทรงกลมทั้ง 2 ช่อง ซึ่งแสดงผลและแจ้งสถานะข้อมูลสำคัญของตัวรถ เช่น Driving G-Force อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง อัตราแรงบิด กำลังของเครื่องยนต์ และข้อมูลอื่นๆ

Suzuki XL7 7
คอนโซลกลางติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้วเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบ Apple CarPlay และ Android Auto รองรับการเชื่อมต่อ บลูทูธ HDMI และ USB ที่มีช่องต่อไฟถึง 3 ตำแหน่ง ทั้งยังแสดงภาพจากกล้องมองหลัง

Suzuki XL7 9

ด้านระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติกระจายความเย็นไปยังผู้โดยสารตอนหลังด้วยการติดตั้งระบบปรับอากาศบนเพดาน

Suzuki XL7 10

เส้นทางกรุงเทพ-หัวหิน กว่า 200 กม. ที่ได้ใช้พิสูจน์สมรรถนะ Suzuki XL7 ในครั้งนี้ถือว่าตอบโจทย์ได้อย่างสบาย ผู้โดยสารพร้อมผู้ขับขี่ทั้ง 3 คนและสัมภาระอีกจำนวนหนึ่งรวมน้ำหนักกว่า 200 กก.ไม่ได้ถือว่าเป็นตัวแปร เพราะความเป็นรถ 7 ที่นั่งทำให้มีพื้นที่เหลือเฟือ

Suzuki XL7 11

เครื่องยนต์ในรหัส K15B ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 105 แรงม้า/6,000 รอบต่อนาที แรงบิดที่ 138 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบต่อนาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ อีโค่สติ๊กเกอร์ระบุอัตราการสิ้นเปลืองที่ 6.1 ลิตรต่อ 100 กม. หรือเทียบเท่า 16.4 กม./ลิตร

Suzuki XL7 11

การเก็บเสียงในห้องโดยสารค่อนข้างเงียบ เริ่มมีเสียงลมในช่วงความเร็วตั้งแต่ 110 กม./ชม. แต่โดยรวมถือว่าสอบผ่าน

Suzuki XL7 12

บางช่วงของเส้นทางการทดสอบจะเป็นในรูปแบบน้ำขัง ที่มีความสูงกว่า 30 ซม. ซึ่งก็ไม่ถือเป็นอุปสรรค รวมถึงเส้นทางที่มีความลาดชัน หรือหลุม บ่อ ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัทมากับเหล็กกันโคลงด้านหน้า (Front Stabilizer) ขนาดใหญ่พิเศษเพื่อสามารถลดอาการโคลงของตัวรถและเพิ่มการยึดเกาะถนน ด้านหลังเป็นทอร์ชั่นบีมพร้อมคอยล์สปริง ซึ่งทั้งหมดได้ปรับเพิ่มในส่วนการซับแรงสั่นสะเทือนให้ดีขึ้น

Suzuki XL7 12

อีกหนึ่งตัวช่วยในระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเช่น รถไหลลงเนินได้สบาย

Suzuki XL7 13

ความสุนทรีย์จากการเดินทางมาในรูปแบบของการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่สะดวกสบายและทำได้ทั้งระบบ IOS และ ENDROID AUTO รูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวพร้อมการปรับปรุงใหม่ในครั้งนี้ของ Suzuki KL7 บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่กำลังจะจัดขึ้นเร็วๆนี้ ผู้ที่สนใจรอติดตามรายละเอียดเรื่องราคาหลังเปิดตัว หรือมีเวลา สามารถเข้าไปรับชมตัวจริงได้ที่งาน

Suzuki XL7 14

 

คณะบุคคลผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุ มอบเงินพัฒนาวัคซีนโควิด-19

0

คณะบุคคลผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุ นำโดย มร.เคอิจิ ชูมะ ประธานคณะบุคคลฯ มร.มาซาชิ โอคุโบะ รองประธาน บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และผู้บริหารของผู้ผลิตชิ้นส่วนดีเด่น มอบเงินสมทบทุนสนับสนุนการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 จำนวน 500,000 บาท ให้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมี ผศ.นพ. นครินทร์ ศิริทรัพย์ ผู้ช่วยคณบดี ฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 เป็นผู้รับมอบ