Home Blog Page 314

The New Audi RS 7 Sportback” DNA แห่ง Racing Sport พละกำลัง 600 แรงม้า ในราคาค่าตัว 10.7 ล้านบาท

0

อาวดี้ ประเทศไทย เผยโฉม The New Audi RS 7 Sportback สุดยอดนวัตกรรมสปอร์ตสี่ประตูตัวแรงสมรรถนะ Supercar ขุมพลังเครื่องยนต์วี 8 ให้กำลัง 600 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.6 วินาที มากับระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ quattro with sports differential มาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัยในราคาค่าตัว 10.7 ล้านบาท

The New Audi RS 7 Sportback 1
จากความสำเร็จของ อาวดี้ ประเทศไทย ตลอด 5 ปี ในการนำสุดยอดยนตรกรรมที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและมีความโดดเด่น แตกต่าง โดยเฉพาะความร้อนแรงของยนตรกรรมตระกูล RS ทุกรุ่น สร้างยอดขาย Audi รวมตลอด 5 ปี ทะลุ 5,000 คัน และเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ต่อเนื่อง อาวดี้ จึงส่ง “The New Audi RS 7 Sportback” สปอร์ตคูเป้ เข้ามาทำตลาดในทันที

The New Audi RS 7 Sportback เป็นผลงานอันยอดเยี่ยมจากทีม Audi Sport ที่ได้แรงบันดาลใจจากสนามแข่ง โดดเด่นด้วยรูปทรง Sportback ท้ายลาด

The New Audi RS 7 Sportback 3
ดีไซน์ภายนอก มากับชุดแต่งแบบ Glossy Black RS พร้อมตกแต่ง Audi Ring และชื่อรุ่นด้วยสี Glossy Black กระจังหน้าลายรังผึ้งขนาดใหญ่สีดำเงาเพิ่มมิติด้านหน้ารถให้หล่อเข้ม

The New Audi RS 7 Sportback 2

ล้ออัลลอย Audi Sport ขนาดใหญ่ 22 นิ้ว ลาย V spoke 5 ก้านคู่ผสมผสานสีดำและสีเงินสวยงาม พร้อมยางขนาด 285/30/R22 คาลิปเปอร์เบรกสีแดง

The New Audi RS 7 Sportback 4

ไฟ Projector RS logo ตกแต่งทั้งประตูหน้าและหลัง ทั้งยังมีเทคโนโลยีไฟอัจฉริยะสูงสุด HD Matrix with laser light มาพร้อมกับ light staging กราฟฟิกเมื่อปลดล็อครถ

The New Audi RS 7 Sportback 6
ห้องโดยสารที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน ตกแต่งด้วยลาย Carbon Twill Structure พร้อมไฟเรืองแสงในห้องโดยสาร (Contour/ambient lighting) ปรับได้มากถึง 30 เฉดสี

The New Audi RS 7 Sportback 8
เบาะนั่งคู่หน้าแบบ RS Sports หุ้มหนัง Valcona ตกแต่งแบบ honeycomb เดินด้ายสีแดงสไตล์ RS Sports ส่วนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้ม Alcantara แบบสปอร์ตท้ายตัดพร้อมสัญลักษณ์ RS และด้านหลังมีแป้น Paddle shift

The New Audi RS 7 Sportback 9

คอนโซลกลางหุ้มหนัง Fine Nappa สีดำ แผงข้างแต่งด้วย Dinamica สีดำ สลับด้ายสีแดง จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit plus แบบ RS Monitor ขนาด 12.3 นิ้ว แสดงผลแบบ Runway เครื่องบิน รวมถึงการแสดงค่าแรงจีที่เกิดขึ้นในขณะขับขี่

 

 

ทันสมัยไปกับระบบ MMI Navigation plus พร้อมจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้วและจอมัลติฟังก์ชั่นแบบสัมผัสตอบสนองการสั่งงาน (haptic feedback) ขนาด 8.6 นิ้ว พร้อม Audi drive select เลือกปรับโหมดการขับขี่ได้ทั้งแบบอัตโนมัติ หรือจะซิ่งสนุกกับ “RS MODE” ก็ทำได้อย่างง่ายดาย

The New Audi RS 7 Sportback 11
ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียมแบรนด์ Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ 16 ลำโพง 705 วัตต์ ระบบปรับอากาศเป้นแบบแยกอิสระ 4 โซน

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 ลิตร V8 เทอร์โบชาร์จ ผลิตแรงม้าได้สูงสุด 600 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 3.6 วินาที และความเร็วสูงสุด 280 กิโลเมตร/ชั่วโมง จากออฟชั่นพิเศษ Dynamic Package ซึ่ง อาวดี้ ประเทศไทย ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานสำหรับรถที่นำเข้ามาขายในประเทศไทยโดยเฉพาะ

The New Audi RS 7 Sportback 14

ยึดเกาะถนนมั่นใจด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ quattro with sports differential ในการขับขี่ปกติ ระบบจะกระจายกำลังไปยังล้อหน้า/หลังในอัตรา 40:60 และในลักษณะการขับขี่รูปแบบอื่น ระบบจะสามารถเพิ่มการกระจายไปยังล้อหน้าได้สูงสุดถึง 70% หรือกระจายน้ำหนักไปยังล้อหลังได้สูงสุดถึง 85% ในส่วนเฟืองท้ายพิเศษ Sport Differential อาวดี้ ประเทศไทย ได้สั่งอุปกรณ์พิเศษนี้มาเป็นมาตรฐานใน RS 7 Sportback ที่นำเข้ามาขายในประเทศไทย โดย Sport Differential จะสามารถถ่ายกำลังไปยังล้อซ้าย/ขวา ได้อย่างอิสระและฉับไว ช่วยให้การเข้าโค้งมีความสนุกสนาน เหมาะกับการขับขี่แบบสปอร์ตเป็นอย่างยิ่ง

ช่วงล่างแบบ RS Sports Suspension พร้อมระบบ Dynamic Ride Control นับเป็นอุปกรณ์พิเศษที่เลือกมาติดตั้งเป็นมาตรฐานเช่นเดียวกัน ระบบนี้จะมีการปรับแรงดันในโช๊คอัพตลอดเวลา เพื่อที่จะทำให้ระนาบรถขนานไปกับพื้นถนนมากที่สุดเพื่อการทรงตัวที่ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเร่งแซง เข้าโค้ง พร้อมเสียงเร้าใจกับท่อไอเสียแบบ RS Sports

The New Audi RS 7 Sportback 14
อีกจุดเด่นคือ ระบบ All-Wheel Steering สามารถปรับองศาวงล้อได้อย่างชาญฉลาด ด้วยความยาวของตัวรถเกือบ 5 เมตร เวลาเข้าโค้งหรือกลับรถจะใช้วงเลี้ยวแคบเมื่อขับที่ความเร็วต่ำ เช่น ขณะกลับรถ ถอยเข้าจอด และเลี้ยวได้อย่างมั่นใจเมื่อใช้ความเร็วสูง

The New Audi RS7 Sportback เปิดจำหน่ายในราคาจับต้องได้ 10,700,000 บาท มีให้เลือกถึง 12 สี คือ Glacier white metallic, Floret silver metallic, Mythos black metallic, Daytona grey pearl effect, Nardo grey solid, Tango red metallic และสีพิเศษ (เพิ่มเงิน 600,000 บาท) Suzuka grey metallic, Coral orange metallic, Goodwood green pearl effect, Misano red pearl effect, Sepang blue pearl effect และ Merlin pearl effect

The New Audi RS7 Sportback เป็นรถนำเข้าประกอบต่างประเทศทั้งคัน ภายใต้เทคโนโลยีการประกอบด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะ และมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพด้วยเทคโนโลยีแสงเลเซอร์ตามมาตรฐานของประเทศเยอรมัน ทำให้ทุกรายละเอียดการประกอบมีความพิถีพิถัน มีคุณภาพสูงตามแบบฉบับของ Audi พร้อมเพิ่มความมั่นใจด้วยระยะเวลารับประกันนานถึง 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร

The New Audi RS 7 Sportback 15

สำหรับลูกค้าที่ต้องการเพิ่มความโดดเด่นและเพิ่มลุคสปอร์ตให้เร้าใจขึ้นไปอีก สามารถสั่งอุปกรณ์เพิ่มเติมพิเศษ Carbon exterior package ในราคา 650,000 บาท ประกอบด้วย
•ชายล่างใต้กันชนด้านหน้าตกแต่งด้วย carbon
•ช่อง air inlets ด้านหน้าตกแต่งด้วย carbon
•ขอบ diffuser ด้านท้ายตกแต่งด้วย carbon
•กระจกมองข้างตกแต่งด้วย carbon
•ขอบสเกิร์ตด้านข้างตกแต่งด้วย carbon

อาวดี้ ประเทศไทย ยังเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า ด้วยระบบเบรกแบบ RS คาร์บอนเซรามิกที่ถูกพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูง จานเบรกคาร์บอนเซรามิกแบบเจาะรูระบายความร้อนทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดง เพิ่มประสิทธิภาพขยายความเร็วสูงสุดได้ถึง 305 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งลูกค้าสามารถสั่งซื้อ RS Ceramic brake system พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดง เพิ่มเติมได้ในราคา 1,400,000 บาท

ลูกค้าที่สนใจสามารถชมโฉม The New Audi RS 7 Sportback และ Audi ทุกรุ่นได้ที่งาน Bangkok International Motor Show 2022 ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2565 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพ็คเมืองทองธานี สำหรับแคมเปญ Motor Show เริ่มแล้วกับข้อเสนอสุดฮอตสำหรับรุ่นยอดฮิต ไม่ว่าจะเป็น TT Coupe, A5 และ Q3 คะแนนสะสมบัตรเครดิตหรือไมล์ ROP ใช้แลกส่วนลดได้สูงสุด 100,000 บาท พร้อมรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.25% สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถภายในวันนี้ – 3 เมษายนนี้

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ลงนามเอ็มโอยู ศึกษานำร่องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่เพื่อการขนส่ง

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) และ บริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) ผนึกความร่วมมือเพื่อนำร่องศึกษาการใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicles หรือ BEV) เพื่อการพาณิชย์ด้วย รถมิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ สำหรับใช้ในการดำเนินธุรกิจการขนส่งไปรษณีย์และพัสดุ และศึกษาความเป็นไปได้ที่จะขยายการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย อีกทั้งยังมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคอุตสาหกรรมตั้งแต่ระดับการปฏิบัติงาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ส่งเสริมการจัดส่งสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย
นายกำพุธ อยู่คง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานระบบไปรษณีย์และปฏิบัติการนครหลวง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) และ นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อดำเนินโครงการศึกษานำร่องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) ในการดำเนินธุรกิจการขนส่ง โดยภายใต้โครงการศึกษานำร่องระยะเวลา 1 ปีนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะจัดส่งรถยนต์ มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ จำนวน 2 คัน เพื่อการศึกษาและทำความเข้าใจถึงการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการพาณิชย์ รวมถึงการเก็บข้อมูลการใช้งานเครื่องชาร์จไฟฟ้า พฤติกรรมการใช้งานในกลุ่มของรถขนส่งพัสดุ และความเป็นไปได้ที่จะขยายการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลจากการใช้งานจริง ซึ่งรวบรวมจากการดำเนินงานด้านการขนส่งของไปรษณีย์ไทย

ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าว ไปรษณีย์ไทยจะใช้รถมิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ ในการขนส่งพัสดุให้แก่ลูกค้า โดยเลือกที่ทำการไปรษณีย์นำร่อง 2 แห่ง ได้แก่ ที่ทำการไปรษณีย์หลักสี่ กรุงเทพฯ และ ที่ทำการไปรษณีย์คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพื่อเริ่มการศึกษาดังกล่าว และ โออาร์ จะติดตั้งสถานีชาร์จไฟ EV Station PluZ ณ ที่ทำการไปรษณีย์นำร่องทั้งสองสาขา เพื่อชาร์จไฟรถมิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ ด้วยการชาร์จไฟแบบปกติ (AC) ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยไปรษณีย์ไทยจะรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจากการใช้งานรถมิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ และการชาร์จไฟฟ้าที่ EV Station PluZ ตลอดจนร่วมกันจัดการฝึกอบรมและลงพื้นที่เพื่อให้พนักงานของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ไปรษณีย์ไทย และ โออาร์  ได้แลกเปลี่ยนความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเทคนิคร่วมกัน

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณ ไปรษณีย์ไทย และ โออาร์  สำหรับความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ เพื่อการสำรวจศักยภาพการใช้งานเชิงพาณิชย์ของยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า โครงการนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของวาระการส่งเสริมยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เรากำลังเดินหน้าพัฒนาตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประโยชน์และความสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อกระตุ้นความต้องการในหมู่ผู้บริโภคและขับเคลื่อนตลาดนี้ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง อีกทั้งเรายังวางแผนที่จะขยายสู่ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า สำหรับทั้งรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle หรือ HEV) นอกเหนือไปจากรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle หรือ PHEV) ซึ่งมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ถือเป็นบริษัทผู้บุกเบิกตลาดระดับโลกที่สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่เพื่อการจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2009 (พ.ศ. 2552) ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ เรากำลังพิจารณาหลากหลายทางเลือก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การศึกษาวัตถุประสงค์การใช้งานเชิงพาณิชย์” 

นายกำพุธ อยู่คง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานระบบไปรษณีย์ และปฏิบัติการนครหลวง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า “ผมขอกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจสำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ บริษัทของเราไม่เพียงแต่มุ่งเน้นไปยังการบริการจัดส่งพัสดุให้กับลูกค้าเท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญกับแนวทางการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญในปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพด้วย เนื่องจากที่ทำการไปรษณีย์หลักสี่ ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์ราชการ ซึ่งมีการจราจรหนาแน่นเกือบตลอดเวลา เราจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าว ในขณะที่ที่ทำการไปรษณีย์คลองหลวง ซึ่งตั้งอยู่นอกเขตเมืองหลวง ครอบคลุมพื้นที่บริการจัดส่งขนาดใหญ่ และตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เราจึงสามารถแสดงความเป็นผู้นำด้านการบริการของเราให้แก่คนรุ่นใหม่ได้เห็นด้วยการนำรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ มาใช้ในบริการจัดส่งไปรษณีย์และพัสดุ ผมเชื่อมั่นว่าจะสามารถช่วยประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ไปพร้อมกัน”

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. นํ้ามัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ กล่าวว่า “หนึ่งในเป้าหมายปี 2030 (พ.ศ. 2573) ของ โออาร์ คือการมุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด ตลอดจนวิธีการอื่น ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) ความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าวแต่ยังเป็นไปตามหนึ่งในพันธกิจในด้านการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพลังงานแบบผสมผสานเพื่อการเคลื่อนที่อย่างไร้รอยต่อ (Seamless mobility) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดและเป็นแนวทางการใช้พลังงานในอนาคต โดยในปีนี้ โออาร์ มีแผนเปิดให้บริการสถานีชาร์จไฟ EV Station PluZ เพิ่มขึ้นอีก 350 แห่ง ทั้งภายในและภายนอก พีทีที สเตชั่น เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือกับ ไปรษณีย์ไทย และมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นผู้นำด้านการขนส่งพัสดุและด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการยกระดับการขนส่งพัสดุให้ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ เป็นรถยนต์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบสงบ ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และให้สามารถบรรทุกสินค้าได้สูงสุด 350 กก. พร้อมผู้โดยสาร 2 คน พื้นที่เก็บสัมภาระเมื่อพับเบาะผู้โดยสารลงมีความยาว 2,685 มม. และประตูแบบสไลด์ ช่วยอำนวยความสะดวกในการขนถ่ายสินค้า

มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ ยังรองรับการชาร์จไฟแบบเร็วด้วยหัวชาร์จ CHAdeMO ซึ่งสามารถชาร์จไฟได้สูงสุดถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลาเพียง 35 นาที หรือด้วยระบบการชาร์จไฟแบบปกติจนเต็มแบตเตอรี่ 100 เปอร์เซ็นต์ในเวลา
7 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีระบบคืนพลังงานขณะเบรกที่จะช่วยแปลงพลังงานจากการเบรกเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ในขณะขับขี่ มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ มีความคล้ายคลึงกับมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ที่สามารถเป็นแหล่งพลังงาน ภายใต้คอนเซ็ปต์ระบบนิเวศพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคต หรือ เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ (Dendo Drive House) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดด้านเทคโนโลยี V2X ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส อีกด้วย’’

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้จัดส่งรถ มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ จำนวน 9,000 คัน ให้กับบริษัทขนส่งต่าง ๆ รวมถึงบริษัทค้าปลีก และหน่วยงานรัฐในประเทศญี่ปุ่น รวมถึงยังจัดส่งอีก 1,500 คัน เพื่อเป็นรถยนต์ที่ใช้ในกรมไปรษณีย์ของญี่ปุ่นอีกด้วย ก่อนหน้านี้ ในเดือนกรกฎาคม 2564 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ร่วมกับ บริษัท อีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อดำเนินโครงการศึกษานำร่องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ในประเทศไทย โครงการศึกษานำร่องทั้งหมด เกิดขึ้นหลังจากการเปิดตัว รถมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์พีเอชอีวี ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการส่งเสริมยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าของบริษัทฯ ในประเทศไทย ในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยรถมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ปล่อยมลพิษในระดับต่ำจนถึงศูนย์ และช่วยคลายความกังวลด้านระยะทางการขับขี่ พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมในระดับเดียวกับรถยนต์เอสยูวีที่ดีที่สุดในปัจจุบัน มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์พีเอชอีวี ยังเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์กับสถานการณ์ความพร้อมและความสะดวกสบายด้านโครงสร้างพื้นฐานของการชาร์จไฟฟ้าในปัจจุบัน

โครงการศึกษานำร่องร่วมกับ ไปรษณีย์ไทย และ โออาร์  ในครั้งนี้ จะช่วยให้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เดินหน้าเข้าใกล้เป้าหมายหลักของบริษัทฯ ในการเป็นบริษัทที่ก้าวไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลไทยในการลดการปล่อยมลภาวะที่เกิดจากยานพาหนะในประเทศอีกด้วย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มุ่งมั่นและพร้อมแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ กับองค์กรภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาขับเคลื่อนตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่จะช่วยตอบโจทย์อุตสาหกรรมยานยนต์และระบบคมนาคมของไทยในอนาคตได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ชวนร่วม Class of the Future เจาะลึกวิสัยทัศน์แห่งอนาคตในชีวิตวิถีใหม่ เปิดประสบการณ์รับเทรนด์เปลี่ยนโลก

0

เมื่อโลกในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ควบคู่นวัตกรรมและดิจิทัลที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จึงได้จัดโครงการหลักสูตร BMW Thailand – Class of the Future เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเปิดโลกทัศน์รับวิถีชีวิตแบบใหม่ให้แก่ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร นักธุรกิจ นักการตลาด มาร่วมต่อยอดทางด้านความคิดผ่านมุมมองและประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายวงการในระดับชั้นนำของไทยกว่า 16 คน มาร่วมเจาะลึกองค์ความรู้ 8 ด้านที่ครอบคลุมเทรนด์เปลี่ยนโลกอย่างฟินเทค เทคโนโลยีโลกเสมือน การดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การสร้างสมดุลกายใจ ตลอดไปจนถึงพลังงานทางเลือกและยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงานให้สามารถสร้างสรรค์ธุรกิจได้หลากหลายรูปแบบยิ่งขึ้น ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยูที่ไม่เพียงมุ่งเป็นผู้นำในด้านยนตรกรรมเท่านั้น แต่ยังพร้อมยกระดับการใช้ชีวิตในอนาคตอย่างรอบด้านและยั่งยืน โดยหลักสูตร BMW Thailand – Class of the Future จะจัดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม 2565 และเปิดให้ลงทะเบียนผ่านทาง 0-2729-8737 และ 08-1641-6643  ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2565 เป็นต้นไป

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “วิธีที่ดีที่สุดในการกำหนดอนาคตก็คือการสร้างมันขึ้นมา ซึ่งเป็นจุดที่ผลักดันให้เราเป็นผู้บุกเบิกในด้านนวัตกรรม การปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล และความยั่งยืนผ่านทางเลือกที่หลากหลาย จนก้าวขึ้นมาสู่อันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์พรีเมียมและครองใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง นอกจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยียนตรกรรมการขับขี่ เรายังให้การสนับสนุนการสร้างคุณค่าแก่สังคมควบคู่กัน โครงการหลักสูตร BMW Thailand – Class of the Future ถือเป็นอีกเวทีหนึ่งที่เราได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่จะมาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และมุมมองใหม่ ๆ ให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการนำไปปรับใช้เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม ตอบรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และปูทางไปสู่การเติบโตใหม่ ๆ ในอนาคต”

BMW Thailand – Class of the Future หลักสูตรการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกิจกรรมแบบ 360 องศา ประกอบด้วย การบรรยายและเวิร์คชอปทั้งหมด 8 คลาส เป็นระยะเวลาสามเดือน โดยมีเนื้อหาครอบคลุมเมกะเทรนด์สำคัญในหลายอุตสาหกรรมที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต ผู้เข้าร่วมจะได้รับโอกาสสุดพิเศษในการเรียนรู้และพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิระดับแถวหน้าของวงการ ที่มาร่วมเป็นวิทยากร และถ่ายทอดเรื่องราวให้ผู้เข้าร่วมได้นำไปประยุกต์ใช้ โดยแบ่งออกเป็นคลาสต่าง ๆ ดังนี้

  1. A BETTER NORMAL ร่วมเสวนาเกี่ยวกับภาพรวมของวิถีชีวิตใหม่ และปรากฎการณ์ด้านเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ธุรกิจ รวมถึงวิกฤติการณ์โรคระบาด ซึ่งล้วนได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งต่อชีวิตของเราและในทุกอุตสาหกรรม พร้อมต่อยอดความคิดในการสร้างสรรค์ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตวิถีใหม่ที่เท่าทันและชาญฉลาดยิ่งขึ้น
  2. FINTECH เจาะลึกเทคโนโลยีฟินเทค บล็อกเชน สินทรัพย์ดิจิทัล (cryptocurrency) และนวัตกรรมด้านการเงินที่มาแรงที่สุดในปีนี้ไปกับเหล่าวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการเงิน ไม่ว่าจะเป็น คุณธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), ดร.วารินเขห์รา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท คลาวด์เซค เอเซีย จํากัด, ดร.จิรวัฒน์ ตั้งปณิธานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ควอนตัมเทคโนโลยีฟาวเดชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (QTFT) และคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บิทคัพ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ Bitkub
  3. LIFE IN THE FUTURE รุดหน้าสู่ชีวิตในโลกอนาคตกับชีวิตคู่ขนานในโลกเสมือน ได้รับเกียรติจาก ดร. นที เทพโภชน์ประธานกรรมการ บริษัท ออมแพลทฟอร์ม จำกัด, คุณแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ หรือ NRF พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ คุณโบ ดวงพร
    ทรงวิศวะ ที่สร้างสรรค์เมนูด้วยวัตถุดิบออร์แกนิค
  4. ECOSYSTEM FOR A BETTER WORLD ขับเคลื่อนอีโคซิสเต็มเพื่อโลกที่ดียิ่งขึ้น กับแนวทางในการเตรียมความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อมสู่อนาคตอย่างยั่งยืน นำโดยสองหนุ่มต่างวัยที่โดดเด่นในด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผศ.ดร. ธรณ์ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล และรองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ และ คุณอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีคนแรกประจำประเทศไทย จากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) พร้อมตอบรับกระแสพื้นที่สีเขียวในเมืองหรือ กรีน สเปซ รวมถึงกรีน คาร์บอน เติมอากาศสะอาดให้แก่ชีวิตใจกลางเมือง ชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกและปรากฏการณ์เรือนกระจก โดยได้รับเกียรติจากคุณกชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกและอาจารย์พิเศษ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของบริษัท Landprocess ผู้ออกแบบอุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สวนเกษตรลอยฟ้าใจกลางสยามสแควร์ และคุณชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มบริษัทบางจาก
  5. HEALTH AND WELL-BEING เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสมดุลในชีวิต เพื่อก้าวไปสู่
    โลกอนาคตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีคุณฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธัญ-ออริซ่า
    ผู้ก่อตั้งแบรนด์ THANN ร่วมเป็นวิทยากร
  6. RENEWABLE ENERGY รับฟังวิสัยทัศน์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลกจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด พร้อมทำความรู้จักทิศทางพลังงานโลกที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและตั้งเป้าปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon) ภายในปี 2593 ตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) จะขับเคลื่อนโลกใบนี้ให้หมุนต่อไปได้อย่างยั่งยืนด้วยพลังงานหมุนเวียน ซึ่งได้รับเกียรติจากคุณสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และคุณเจย์ ลี Executive Director แห่งเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก
  7. EV INDUSTRY เปิดเทรนด์สำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าโดยผู้เชี่ยวชาญจากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่จะมาเผยเบื้องลึกของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาพลิกโฉมโลกยนตรกรรม ตั้งแต่เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนที่ปราศจากมลพิษ ตลอดไปจนถึงความยั่งยืนที่สอดแทรกในกระบวนการผลิตและการออกแบบยานยนต์
  8. COLLABORATION ตกผลึกความรู้ และการประยุกต์ใช้วิสัยทัศน์จากวิทยากรในคลาสต่าง ๆ ตลอดโครงการในกิจกรรมเวิร์คชอป เพื่อร่วมนำเสนอการสร้างแรงบันดาลใจและแนวคิดขับเคลื่อนพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตใหม่อย่างเป็นรูปธรรมและใกล้ตัวยิ่งขึ้น

 

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อสมัครเข้าร่วม BMW Thailand – Class of the Future ผ่านทาง 0-2729-8737 และ 08-1641-6643 ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2565 และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw.co.th/th/classofthefuture

“โตโยต้า” และ “เลกซัส” กวาด 14 รางวัล รถยอดเยี่ยม “CAR OF THE YEAR 2022”

0

คณะผู้บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เข้ารับรางวัลเกียรติยศรถยอดเยี่ยมแห่งปี “CAR OF THE YEAR 2022” จาก นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การตัดสินของ “คณะกรรมการตัดสินรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี” คัดเลือกรถยนต์ที่มีความโดดเด่นในแต่ละด้าน เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ให้เหมาะสมตามเป้าหมายของการใช้งานของลูกค้า เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2565 ณ ห้องบอลรูม รอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ประสบความสำเร็จได้รับรางวัล CAR OF THE YEAR 2022” จากการตัดสินของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ภายใต้ความร่วมมือของ สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย (TSAE) มากถึง 14 รางวัล ซึ่งแบ่งเป็น โตโยต้า 10 รางวัล และ เลกซัส 4 รางวัล เป็นการตอกย้ำความสำเร็จ และการได้รับความยอมรับทางด้านคุณภาพ (Quality) ความทนทาน (Durability ) และความน่าเชื่อถือ (Reliability) หรือ QDR รวมไปถึงความคุ้มค่าในทุกด้าน สามารถตอบสนองความต้องการ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้อย่างแท้จริง

14 รางวัล รถยอดเยี่ยมแห่งปี “CAR OF THE YEAR 2022”

TOYOTA

  • TOYOTA COROLLA ALTIS HV PREMIUM     BEST HYBRID SEDAN UNDER 1,800 C.C.
  • TOYOTA COROLLA CROSS HEV GR SPORT     BEST HYBRID SUV UNDER 1,800 C.C
  • TOYOTA CAMRY 2.5 HYBRID PREMIUM     BEST HYBRID MID-SIZE SEDAN UNDER 2,500 C.C.
  • TOYOTA CAMRY 2.5 PREMIUM     BEST MID-SIZE SEDAN UNDER 2,500 C.C.
  • TOYOTA GR SUPRA     BEST SPORT COUPE
  • TOYOTA HILUX REVO D-CAB 4X2 ZEDITION 2.8 GR-S AT     BEST 2WD PICKUP UNDER 3,200 C.C.
  • TOYOTA FORTUNER 4X4 2.8 HI Perf (GR-S)     BEST DIESEL 4WD PPV UNDER 3,200 C.C.
  • TOYOTA HILUX REVO     BEST FUEL ECONOMY PICKUP UNDER 3,500 C.C.
  • TOYOTA     BEST SELLING BRAND
  • TOYOTA     BEST EXPORT BRAND

LEXUS

  • LEXUS IS300h F-SPORT     BEST HYBRID SEDAN UNDER 2,500 C.C.
  • LEXUS LS500h EXECUTIVE PLEAT     BEST HYBRID LUXURY CAR
  • LEXUS NX450h+ F-SPORT     BEST SUV UNDER 2,500 C.C.
  • LEXUS LM300h     BEST HYBRID MPV UNDER 2,500 C.C.

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า “นับเป็นความภาคภูมิใจของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และเลกซัส กรุ๊ป ที่รถยนต์ของเราทั้ง 2 แบรนด์ ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการตัดสินรางวัล CAR OF THE YEAR 2022 รวมทั้งสิ้นถึง 14 รางวัล ถือเป็นการตอกย้ำความโดดเด่นในคุณภาพ สมรรถนะการขับขี่ ความคุ้มค่า และความภูมิใจในการครอบครองเป็นเจ้าของ ทั้งรถยนต์โตโยต้าและเลกซัส สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จจากความพยายามในการสร้าง “ยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่า” (Ever-Better Cars) เพื่อตอบสนองทุกความต้องการ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าอย่างเหนือความคาดหมาย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะร่วมขับเคลื่อนอนาคต และมุ่งมั่นสร้างความสุขสู่สังคมไทย”

“60 ปี โตโยต้า ร่วมขับเคลื่อนอนาคต”

อีซูซุชวนพารถคันเก่ามาเข้าศูนย์ รับโปรสุดคุ้ม

0

กลุ่มตรีเพชรโดย คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัดเชิญชวนผู้ใช้รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์อีซูซุทุกรุ่นที่จำหน่ายก่อนปี ค.ศ. 2011 (อีซูซุดราก้อนเพาเวอร์ อีซูซุดีแมคซ์รุ่นปี ค.ศ. 2003 – 2011) และอีซูซุมิว-เซเว่น เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุพร้อมรับโปรโมชันพิเศษ 3 คุ้ม ดังนี้

คุ้มที่ 1 ราคาสุดคุ้มกับแพ็กเกจเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตรีเพชร ดีดีไอแมคซ์ จำนวน 7 ลิตร พร้อมไส้กรองน้ำมันเครื่องอะไหล่แท้ตรีเพชรรวมค่าแรง พร้อมฟรี! ค่าบริการตรวจเช็กสภาพรถ 30 รายการ ในราคาสุดคุ้มเพียง 1,390 บาท เมื่อเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเกรดมาตรฐาน SAE 15W-40 API CI4 และ ราคา 1,690 บาท เมื่อเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเกรดกึ่งสังเคราะห์ SAE 10W-30 API CI4

คุ้มที่ 2  รับทันที! ส่วนลดอะไหล่แท้ตรีเพชร 15% สำหรับอะไหล่ช่วงล่าง เบรก คลัตช์ ซีลล้อ  ลูกปืนล้อ และรับส่วนลดสุดคุ้มเพิ่มเติมในกลุ่มอะไหล่บำรุงรักษาเชิงป้องกันเพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากชิ้นส่วนที่ไม่ได้อยู่ในรอบการบำรุงรักษาปกติ ได้แก่ ท่อยางน้ำมัน เกียร์อัตโนมัติ สายเกียร์อัตโนมัติ ลูกปืนล้อหน้าด้านใน/ ด้านนอก ปั๊มน้ำ ท่อยางระบบหล่อเย็น แม่ปั๊มคลัตช์บน แม่ปั๊มคลัตช์ล่าง เป็นต้น เพื่อให้ผู้ใช้รถอีซูซุทุกท่าน ใช้รถได้อย่างปลอดภัย และสบายใจมากขึ้น

คุ้มที่ 3 ยิ่งใช้ ยิ่งคุ้ม! กับคูปองส่วนลดค่าบริการมูลค่ารวมสูงสุด 3,000 บาท เพียงนำรถอีซูซุคันเก่าของท่านเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุตามเงื่อนไข

โปรโมชันพิเศษทั้ง 3 คุ้มนี้สามารถใช้ร่วมกันได้ โดยสามารถเข้ารับบริการได้ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2565 – 30 ธันวาคม 2565 สอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุทั่วประเทศ หรือสายด่วนลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 0-2118-0777 หรือที่ https://www.isuzu-tis.com/service/news-promotions/old-car-campaign/

มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป เปิดตัว ‘M TOWN by MILLENNIUM AUTO’ อาณาจักรแห่งความแรงของรถยนต์ BMW สายพันธุ์ M

0

บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอาใจคนพันธุ์แรงและผู้ชื่นชอบรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู สายพันธุ์ M เปิดตัว ‘M TOWN by MILLENNIUM AUTO’ อาณาจักรแห่งความแรง ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ให้เป็นผู้จำหน่ายยนตรกรรม บีเอ็มดับเบิลยู สายพันธุ์ M และ M Performance อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ให้ลูกค้าและผู้ที่สนใจ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด บริเวณชั้น 3 โชว์รูม บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ สาขาพระรามที่ 4

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา, ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู M ได้รับการขนานนามว่าเป็นตัวอักษรที่ทรงพลังที่สุดในโลก และเป็นตัวแทนจิตวิญญาณมอเตอร์สปอร์ต ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนโปรแกรมการแข่งขันรถยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยู มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 โดยปีนี้จะเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี บีเอ็มดับเบิลยู M ซึ่งได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของรถสปอร์ตสมรรถนะสูง ที่โดดเด่นเหนือใคร เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จด้านมอเตอร์สปอร์ต และ เป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอความเป็นบีเอ็มดับเบิลยู โดยในปี 2564 BMW M GmbH ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกในเซกเมนต์รถยนต์สมรรถนะสูงเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน ด้วยสถิติการส่งมอบรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู M กว่า 163,542 คัน ให้กับลูกค้าทั่วโลก หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 13%”

“ขณะเดียวกัน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ก็ยังครองแชมป์ในเซกเมนต์รถยนต์ พรีเมียม ด้วยยอดการจดทะเบียนรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู และ มินิ ที่พุ่งสูงขึ้น ครองส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 45.5% ในปี 2564 แน่นอนว่าความสำเร็จนี้ เกิดจากการสนับสนุนของผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของเรา รวมทั้งมิลเลนเนียม ออโต้ ที่เป็นหนึ่้งในพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ”

ดร. สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) เผยว่า “มิลเลนเนียม ออโต้ ให้ความสำคัญกับการมอบประสบการณ์ สุดพิเศษกับลูกค้ามาโดยตลอด และในครั้งนี้ เราภูมิใจนำเสนออาณาจักรแห่งความแรงกับยนตรกรรม บีเอ็มดับเบิลยู สายพันธุ์ M ‘M TOWN by MILLENNIUM AUTO’ ด้วยงบประมาณการลงทุนกว่า 50 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์กลุ่มนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเรามีฐานลูกค้า บีเอ็มดับเบิลยู M และ M Performance รวมกว่า 1,000 คัน

มิลเลนเนียม ออโต้ มีความพร้อมทุกด้าน สำหรับการขายและให้บริการรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู สายพันธุ์ M ด้วยทีมขายที่มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและรายละเอียดของรถยนต์รุ่นต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อยากเชิญชวนทุกท่าน เข้ามาชมโชว์รูมแห่งใหม่ของเราที่แบ่งโซนเฉพาะสำหรับรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู สายพันธุ์ M และ M Performance”

++ M TOWN by MILLENNIUM AUTO อาณาจักร BMW M POWER ครบวงจร

มิลเลนเนียม ออโต้ เปิดตัว ‘M TOWN by MILLENNIUM AUTO’ อาณาจักรความแรงสำหรับ บีเอ็มดับเบิลยู สายพันธุ์ M และ M Performance อาทิ บีเอ็มดับเบิลยู M2, M4, M5 และ M8 มั่นใจได้กับเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรทั่วประเทศ พร้อมเตรียมพบกับแฟลกชิปโชว์รูมแห่งใหม่ บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ สาขาพัฒนาการ-ศรีนครินทร์ ที่สามารถนำเสนอประสบการณ์พิเศษให้กับลูกค้า ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้ในช่วงกลางปีนี้

ยนตรกรรมสายพันธุ์ M เป็นรถยนต์สมรรถนะสูง ที่จำเป็นต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งฝ่ายบริการหลังขาย มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป มีศักยภาพและความพร้อมสำหรับการเซอร์วิส บีเอ็มดับเบิลยู สายพันธุ์ M ทุกรุ่น ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปี กับศูนย์บริการครบวงจร ที่ได้มาตรฐาน มีการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือพิเศษ สำหรับเซอร์วิส บีเอ็มดับเบิลยู M โดยเฉพาะ มีการบริหารจัดการอะไหล่อย่างเหมาะสม ลูกค้าสามารถนำรถ M เข้ารับบริการได้ที่

บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ ทุกสาขา พร้อมเพิ่มความมั่นใจ ด้วยทีมช่างมากประสบการณ์ ‘M Certified Mechanics’ ที่ผ่านการรับรองการให้บริการรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู สายพันธุ์ M โดย บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ที่ต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ ความรู้ และทักษะ พร้อมผ่านการอบรมด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์รวมถึงระบบไฟฟ้า จากบริษัทผู้ผลิต และ มาสเตอร์ ออโตโมทีฟ เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ (MAT) ซึ่งเป็นศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคลากรระดับสากล”

มิลเลนเนียม ออโต้ เอาใจผู้มีใจรักในความแรง ด้วยการเปิดตัวอาณาจักร บีเอ็มดับเบิลยู สายพันธุ์ M และ M Performance ‘M TOWN by MILLENNIUM AUTO’ ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ให้เป็นผู้จำหน่ายยนตรกรรม บีเอ็มดับเบิลยู สายพันธุ์ M และ M Performance อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมให้บริการทุกท่านแล้ววันนี้ บริเวณชั้น 3 โชว์รูม บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ สาขาพระรามที่ 4

สอบถามข้อมูล โทร. 1286 Millennium Auto Connect

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย คว้า 7 รางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี 2565 ครบทุกรุ่น

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ประสบความสำเร็จอีกครั้งด้วยการคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2565 มากถึง 7 รางวัลและครบทุกรุ่นสำหรับรถยนต์ มิตซูบิชิ ที่จำหน่ายภายในประเทศไทย พร้อมความมุ่งมั่นที่ต้องการส่งมอบยานยนต์ที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะและคุณภาพที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าชาวไทย 

“เรารู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีมากถึง 7 รางวัล อีกครั้งในปีนี้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สำคัญในด้านคุณภาพและการดำเนินงานที่เป็นเลิศของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่ได้นำเสนอยานยนต์คุณภาพมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา โดยเราจะยังคงมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการยกระดับคุณภาพของทั้งผลิตภัณฑ์และการบริการของเรา เพื่อมอบให้แก่ลูกค้าชาวไทยภายใต้แนวคิด ‘Mitsubishi Motors-ness’ ทั้งในด้านสมรรถนะ ความแข็งแกร่ง และความทนทาน โดยนวัตกรรมเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ถูกปรับแต่งให้สามารถติดตั้งและใช้งานได้อย่างดีเยี่ยมในรถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกรุ่นในปัจจุบัน ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วจากทีมวิจัยและพัฒนาของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ด้วยกระบวนการทดสอบยานยนต์ขั้นสูง พร้อมการขับทดสอบในสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศจำลองรูปแบบต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกคันมีสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับ และสามารถขับผ่านได้บนทุกอุปสรรค พร้อมกันนี้ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ที่ได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าอย่างดีเยี่ยม และสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดรถยนต์อเนกประสงค์แบบเอ็มพีวี นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2561 โดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ทุกรุ่นมียอดจำหน่ายสะสมรวมกันแล้วมากกว่า 44,000 คัน ถือเป็นรถยนต์ที่สมบูรณ์แบบทั้งในด้านการออกแบบและความทันสมัย ซึ่งเหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าและครอบครัวคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการรถยนต์ที่มีความความอเนกประสงค์ มีห้องโดยสารที่กว้างขวาง ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ มีความปลอดภัย สะดวกสบาย พร้อมด้วยสมรรถนะการใช้งานในแบบรถเอสยูวี” มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

โดยการพิจารณาตัดสินเพื่อมอบรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีนี้จัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ด้วยเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ที่ร่วมกันพิจารณาตามหลักเกณฑ์ในด้านต่างๆ โดยรถยนต์ทุกรุ่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่ได้รับรางวัลในปีนี้สามารถตอบโจทย์หลักเกณฑ์การพิจารณาได้อย่างดีเยี่ยม

เริ่มด้วย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ที่ได้รับรางวัล เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดยอดเยี่ยม ซึ่งพิสูจน์ถึงการเป็นสุดยอดรถเอสยูวีที่มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย พร้อมรองรับทุกการใช้งานและยังมีสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ตอกย้ำการเป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี มีจำหน่ายแล้วกว่า 60 ประเทศทั่วโลก โดยรุ่นปัจจุบันที่เปิดตัวในประเทศไทย ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริดสัญชาติญี่ปุ่นรุ่นแรกที่ผลิตขึ้นด้วยฝีมือคนไทย ณ ศูนย์การผลิต มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย โดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี จึงส่งผลให้มีราคาจำหน่ายที่ใกล้เคียงกับราคารถยนต์เอสยูวีเครื่องยนต์เบนซินทั่วไป และยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด พร้อมความคุ้มค่าสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์คู่ใจเพื่อสร้างนิยามการเดินทางรูปแบบใหม่ด้วยความพิเศษและเหนือระดับมากยิ่งขึ้น โดย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถขับขี่ได้ทั้งในโหมดไฟฟ้า (EV) สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน และยังสามารถเป็นรถยนต์แบบไฮบริด (HEV) สำหรับการเดินทางระยะไกล พร้อมสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้ขับขี่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จไฟฟ้า มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ที่ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถยนต์ได้อย่างมั่นใจในทุกสภาพอากาศและทุกสภาพถนน

ส่วนกระบะยอดนิยมอย่าง มิตซูบิชิ ไทรทัน สามารถคว้า 2 รางวัลยอดเยี่ยม ได้แก่ รถกระบะแบบยกสูงเครื่องยนต์ดีเซลต่ำกว่า 2,500 ซีซี ยอดเยี่ยม และ รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อราคาคุ้มค่ายอดเยี่ยม ตอกย้ำการเป็นผู้นำในด้านคุณภาพด้วยแนวคิด ‘แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค’ พร้อมความโดดเด่นทั้งในด้านสมรรถนะอันทรงพลังและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย

ในขณะที่ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ได้รับรางวัล รถอเนกประสงค์พีพีวีราคาคุ้มค่ายอดเยี่ยม พิสูจน์แล้วถึงการเป็นรถอเนกประสงค์ยอดเยี่ยมที่ครบครันด้วยเทคโนโลยีและระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ดีที่สุดในเซกเมนต์ เพื่อมอบความเหนือระดับในทุกการเดินทางให้แก่ผู้ขับขี่ และยังมีค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพง

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ รถครอสโอเวอร์ที่มีรูปลักษณ์การดีไซน์ที่โดดเด่น และเป็นที่นิยมสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ ได้รับรางวัล รถอเนกประสงค์เอ็มพีวี เครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,600 ซีซี ยอดเยี่ยม เป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

 

และรถสมาร์ทซิตี้คาร์ อย่าง มิตซูบิชิ แอททราจ ได้รางวัล รถยนต์อีโคคาร์ 4 ประตู ราคาคุ้มค่ายอดเยี่ยม ในขณะที่ มิตซูบิชิ มิราจ ได้รับรางวัล รถยนต์อีโคคาร์ ประหยัดน้ำมันยอดเยี่ยม โดยรถสมาร์ทซิตี้คาร์ทั้งสองรุ่นยังคงสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าที่อยู่ในเมืองได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ลูกค้ายังมั่นใจเพิ่มมากขึ้นเมื่อซื้อรถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกคันด้วยบริการหลังการขายภายใต้สโลแกน ‘เราดูแล คุณแค่ขับ’ ที่พร้อมดูแลลูกค้าด้วยสินค้าและบริการที่ดีมีคุณภาพ อะไหล่แท้ การบริการโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมเพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ตลอดจนความสะดวกสบายในการเข้ารับบริการด้วยเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

เชิญชมรถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกรุ่นที่บูธ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย A11 ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43  ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3  เมืองทองธานี  ท่านสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อขอทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

มาสด้ามาแรงโตอีก 8.5% ส่งแคมเปญ MAZDA MOTOR SHOW

0

ยอดขายรถยนต์มาสด้าพุ่งไม่หยุดเดือนกุมภาพันธ์โตอีก 8.5% หลังจากเดือนมกราคมตัวเลขเพิ่มขึ้น 2% เริ่มกลับมาเป็นบวกได้อีกครั้งในรอบ 6 เดือน ภายหลังจากที่เริ่มทยอยส่งรถรุ่นใหม่ลงทำตลาดอย่างต่อเนื่องมากถึง 6 รุ่น ทั้งรถยนต์นั่ง, รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีและรถสปอร์ตโรดสเตอร์เปิดประทุน ส่งผลให้ยอดขายเดือนกุมภาพันธ์พุ่งสูงถึง 3,336 คัน พร้อมส่งแคมเปญใหม่กระตุ้นกำลังซื้อ MAZDA MOTOR SHOW 2022 ช่วงเวลาสุดพิเศษกับข้อเสนอเดียวกันกับงาน MOTOR SHOW ทั้งดอกเบี้ยต่ำสุด 0%1 ฟรีประกันภัยชั้น 12 และเมื่อจองในงานรับฟรี Mazda Mini Luggage มูลค่า 1,500 บาท3 ระหว่างวันที่ 5-13 มีนาคม 2565 ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ พร้อมมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าที่นำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์ฯ มาสด้า รับโปรแกรมผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน* รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 8,000 บาท* และแลกคะแนนสะสม รับส่วนลดสูงสุด 15%* จนถึง 31 มี.ค. 65 นี้

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แม้ว่าจะมีปัจจัยลบรอบด้านจากทั้งภายในประเทศและสถานการณ์ตึงเครียดในยุโรป แต่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมามาสด้ายังสามารถทำยอดขายได้สูงถึง 3,336 คัน เพิ่มขึ้น 8.5% ทั้งนี้ เกิดจากกลยุทธ์ทางด้านผลิตภัณฑ์ที่มาสด้าได้ทยอยเปิดตัวรถรุ่นใหม่ลงสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแคมเปญพิเศษที่มอบข้อเสนออย่างทั่วถึงและตรงกับความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ซึ่งจากจำนวนยอดขายรวมนี้ แบ่งออกเป็นรถยนต์นั่ง 2,042 คัน เพิ่มขึ้น 12% ประกอบด้วย มาสด้า2 จำนวน 1,973 คัน และมาสด้า3 จำนวน 69 คัน ในขณะที่รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีมีจำนวนทั้งสิ้น 1,220 คัน เพิ่มขึ้น 7% แบ่งออกเป็น มาสด้า CX-30 จำนวน 554 คัน, CX-3 จำนวน 442 คัน, CX-8 จำนวน 117 คัน และ CX-5 จำนวน 107 คัน ในขณะที่ยอดขายรถปิกอัพ บีที-50 มีจำนวน 74 คัน

ในขณะที่ยอดขายสะสมสองเดือนแรกในปีนี้ ระหว่างเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2565 เติบโตเพิ่มขึ้น 5.12% เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ยอดขายรถยนต์มาสด้าสองเดือนแรกของปี 2565 มีจำนวนรวมอยู่ที่ 6,566 คัน แบ่งเป็น มาสด้า2 จำนวน 3,953 คัน (เพิ่มขึ้น 22.84%) มาสด้า CX-30 จำนวน 934 คัน (ลดลง 27.48%), มาสด้า CX-3 จำนวน 904 คัน (เพิ่มขึ้น 40.59%), มาสด้า CX-8 จำนวน 286 คัน (เพิ่มขึ้น 34.9%), มาสด้า CX-5 จำนวน 201 คัน (เพิ่มขึ้น 40.55%), มาสด้า3 จำนวน 150 คัน (ลดลง 61.24%) และ มาสด้า บีที-50 จำนวน 138 คัน (ลดลง 61.12%) ตามลำดับ

นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “จากปริมาณยอดขายที่เติบโตเพิ่มขึ้นเป็นการส่งสัญญาณบวกที่ดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่เริ่มกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง แม้ว่าจะยังคงมีปัจจัยด้านลบรอบด้านทั้งจากภายนอกและภายในที่เข้ามากระทบอยู่บ้าง มาสด้ายังเชื่อว่าความต้องการซื้อรถยนต์ของลูกค้าในประเทศไทยนั้นยังคงมีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเป็นคันแรก ซื้อเพื่อทดแทนคันเก่า หรือซื้อเพิ่มเพื่อเติมเต็มการใช้ชีวิตในรูปแบบของครอบครัวขยายมากขึ้น ดังนั้น มาสด้าจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยใส่เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการจัดแคมเปญที่ดึงดูดความสนใจ ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จและได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดียิ่งจากลูกค้าในประเทศไทย”

default

นอกจากนี้ ในเดือนมีนาคม 2565 มาสด้ายังได้จัดแคมเปญ MAZDA MOTOR SHOW 2022 ช่วงเวลาสุดพิเศษ กับข้อเสนอ MOTOR SHOW ให้ลูกค้าที่ต้องการออกรถใหม่ ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 13 มี.ค. 65 กับข้อเสนอ ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance2 และลูกค้า 800 ท่านแรก ที่จองรถมาสด้าทุกรุ่นภายในงาน 3,000 บาท และออกรถภายในวันที่ 31 มี.ค. 65 รับฟรี Mazda Mini Luggage มูลค่า 1,500 บาท3

ไม่เพียงเท่านี้ มาสด้ายังได้มอบข้อเสนอด้านบริการหลังการขายให้กับลูกค้าปัจจุบันด้วยเช่นกัน กับโปรแกรมผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน*, รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 8,000 บาท* และแลกคะแนนสะสม รับส่วนลดสูงสุด 15%* ที่ศูนย์บริการมาสด้า ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 มี.ค. 65

หมายเหตุ:

1เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดฯ รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

2ฟรีประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance

3จองมาสด้าทุกรุ่นในงาน 3,000 บาท และออกรถภายใน 31 มี.ค. 65 รับ Mazda Mini Luggage มูลค่า 1,500 บาท จำนวนจำกัด 800 ใบ

*โปรดตรวจสอบประเภทของสินค้าและบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ณ จุดบริการก่อนทำรายการทุกครั้ง

*เงื่อนไขในการรับบัตรเครดิตเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

*บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิในการตรวจสอบ รับสิทธิ์ เลิกสิทธิ์หรือเปลี่ยนแปลงกติกา ตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคารให้ถือเป็นสิ้นสุด

สุนทรียะแห่งการขับขี่อย่างมีสไตล์: ปอร์เช่ คาเยนน์ แพลทตินั่ม อิดิชัน (Cayenne Platinum Edition) พร้อมรับคำสั่งจอง ที่แรกที่เดียวในไทย

0

ปอร์เช่พร้อมเปิดตัวยนตกรรมสปอร์ต SUV ปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) เวอร์ชั่นสุดพิเศษ แพลทตินั่ม อิดิชั่น (Platinum Edition) โดดเด่นเหนือระดับด้วยงานออกแบบดีไซน์ที่ผสมผสานความหรูหรา และสง่างามจากสีพิเศษ Satin Platinum อัดแน่นด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาตรฐานมากมาย ผลลัพธ์คือรถสปอร์ตที่มีสไตล์ไม่ซ้ำใคร ควบคู่กับความคุ้มค่าที่ชวนให้ตัดสินใจครอบครองเป็นเจ้าของ สำหรับเวอร์ชั่นพิเศษ แพลทตินั่ม อิดิชัน (Platinum Edition) มีให้เลือกสรรตามความต้องการในรุ่น คาเยนน์ อี ไฮบริด (Cayenne E-Hybrid) ซึ่งครอบคลุมถึงรุ่นตัวถังคูเป้ (Coupé) อีกด้วย

ปอร์เช่ คาเยนน์ แพลทตินั่ม อิดิชัน (Cayenne Platinum Edition) ทรงเสน่ห์ดึงดูดทุกสายตาจากรูปโฉมที่ได้รับการสร้างสรรค์อย่างประณีต แตกต่างอย่างเหนือชั้นด้วยรายละเอียดของชิ้นงานของสี Satin-finish Platinum ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้ารับอากาศในแผงกันชนหน้าแบบใหม่ ตัวอักษรปอร์เช่รวมอยู่ในแถบ LED เรืองแสงคาดยาวท้ายรถ ตราสัญลักษณ์เฉพาะรุ่น  และล้ออัลลอยด์มาตรฐานขนาด 21-นิ้ว ลาย RS Spyder Design เอกสิทธิ์พิเศษสำหรับ แพลทตินั่ม อิดิชัน (Platinum Edition) ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในแพคเกจสีพิเศษดังกล่าว ในส่วนของปลายท่อไอเสียสปอร์ต และกระจกมองข้างเน้นความสปอร์ตดุดันด้วยสีดำ สวยงามลงตัวกับสีภายนอก ทั้งสีขาว solid white ,สีดำ solid black ,สี metallic ดำ Jet Black, สีขาว Carrara White, สีน้ำตาล Mahogany, สีน้ำเงิน Moonlight Blue และสีพิเศษ สีเทา Crayon

งานตกแต่งภายในห้องโดยสารคืออีกหนึ่งผลงานดีไซน์ชั้นเลิศ ด้วยสายเข็มขัดนิรภัยสีเทา Crayon และแผ่นปิดประตูอลูมิเนียมปัดเงา ประทับตราสัญลักษณ์ ‘Platinum Edition’ ให้ได้สัมผัสถึงความหรูหรา พร้อมอุปกรณ์ตกแต่ง aluminium interior package และชิ้นงานภายในสีเงิน silver-coloured trims

ปอร์เช่ คาเยนน์ แพลทตินั่ม อิดิชัน (Cayenne Platinum Edition) มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาตรฐานที่เพิ่มเติมมาเป็นพิเศษหลากหลายรายการ อาทิ ไฟหน้า LED พร้อมระบบ Porsche Dynamic Light System (PDLS) หลังคากระจก panoramic roof  ระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง Bose ® surround-sound system ไฟภายในห้องโดยสาร ambient lighting เบาะนั่งแบบคอมฟอร์ทปรับไฟฟ้า 14 ทิศทาง ตราสัญลักษณ์ปอร์เช่ประทับบนหมอนรองศรีษะทั้งด้านหน้า และด้านหลัง และนาฬิกาเข็มสุดคลาสสิกบนแผงคอนโซลหน้า นอกจากนี้ยังสามารถเลือกสรรชุดอุปกรณ์ตกแต่งจาก Porsche Exclusive Manufaktur ที่มีรองรับทั้งอุปกรณ์ภายในห้องโดยสาร และตัวถังภายนอก ตอบโจทย์ความสวยงาม และเสริมสมรรถนะการขับขี่

ปอร์เช่ คาเยนน์  คาเยนน์ อี ไฮบริด (Cayenne E-Hybrid) 462 แรงม้า (340 กิโลวัตต์) พร้อมรับคำสั่งซื้อแล้ว ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 6.6 ล้านบาท

อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 emission ได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานสากลที่สอดคล้องกับวิธีการ Light Vehicle Test Procedure (WLTP) ล่าสุด สำหรับค่าการตรวจวัดอัตราสิ้นเปลืองตามมาตรฐาน NEDC ที่ระบุในบทความนี้ ใช้อ้างอิงได้เฉพาะสภาพการทดสอบในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าการตรวจวัดอัตราสิ้นเปลืองของ NEDC ที่ได้จากวิธีการอื่นใดก่อนหน้าการทดสอบนี้ 

สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการของผลทดสอบอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 emissions ในรถยนต์รุ่นใหม่อื่นๆ สามารถค้นหาได้จากเอกสารGuidelines on fuel consumption, CO2 emissions and power consumption of new passenger cars” [Leitfaden über den Kraftstoffverbrauch, die CO2Emissionen und den Stromverbrauch neuer Personenkraftwagen], ผ่านตัวแทนจำหน่ายและสถาบัน Deutsche Automobil Treuhand GmbH (DAT) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

 

 

บริดจสโตนคว้ารางวัล “Best Selling Tyre” จากเวที “CAR & BIKE OF THE YEAR 2022” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 24

0

มร. เคนสุเกะ โยชิดะ กรรมการบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด และ บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นรับรางวัล แบรนด์ที่มียอดจำหน่ายยางรถยนต์สูงสุดในประเทศ หรือ “Best Selling Tyre Award” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 24 จากนายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานในพิธี โดยมี นายพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา รองประธานจัดงานรถยอดเยี่ยมแห่งปี ร่วมเป็นเกียรติ ในพิธีมอบรางวัล CAR & BIKE OF THE YEAR 2022” ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

รางวัล CAR & BIKE OF THE YEAR” จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้ง และผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เพื่อคัดสรรสุดยอดรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ในด้านต่าง ๆ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ สำหรับรางวัล แบรนด์ที่มียอดจำหน่ายยางรถยนต์สูงสุดในประเทศ หรือ “Best Selling Tyre Award” เป็นรางวัลที่สะท้อนความเป็นผู้นำตลาดยางรถยนต์ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี บริดจสโตนยังคงมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรผู้ส่งมอบโซลูชั่นอย่างยั่งยืน ผ่านนวัตกรรมที่มีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหา พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “โซลูชั่นของทุกจุดหมายที่แตกต่าง” นับตั้งแต่วันนี้สู่อนาคตต่อไปข้างหน้า

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมพิธีมอบรางวัล CAR & BIKE OF THE YEAR 2022” ได้ที่ www.caroftheyearthailand.com