Home Blog Page 316

มาสด้า บีที-50 ไดร์ฟอิน เธียเตอร์ อีสาน ฟันแฟร์ ครั้งแรกในภาคอีสาน ชาวขอนแก่นแห่ชมงานสุดคึกคัก

0

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ประเดิมจัดงาน “มาสด้า บีที-50 ไดร์ฟอิน เธียเตอร์ อีสาน ฟันแฟร์” ครั้งแรกในภาคอีสานที่จังหวัดขอนแก่น ร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์สุดพิเศษไปกับการชมภาพยนตร์ไทยสุดฮิตในรูปแบบโรงภาพยนตร์ ไดร์ฟอิน หรือชมภายในรถยนต์ส่วนตัว ผ่านระบบดิจิทัล 4K สนุกสนานไปกับภาพยนตร์ที่ทำรายได้มากที่สุด 4 วัน 4 เรื่อง อาทิ ส้มป่อย, อีเรียมซิ่ง, แสงกระสือ และ รักไม่เป็นภาษา พร้อมกับชม ชิม ช้อป สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งศิลปวัฒนธรรมอีสานผ่านอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่นที่หลากหลาย ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานตื่นตาตื่นใจ จนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ไปทั่วเมืองขอนแก่น ซึ่งงานฯ ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจาก นายจารึก เหล่าประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วย นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด, นายสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) และพันธมิตรในการจัดงานฯ เข้าร่วมพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ

งาน มาสด้า บีที-50 ไดร์ฟอิน เธียเตอร์ อีสาน ฟันแฟร์ เป็นการชมภาพยนตร์ในรูปแบบโรงภาพยนตร์ ไดร์ฟอิน โดยรับชมภายในรถยนต์ส่วนตัว ผ่านจอ LED ขนาดยักษ์ ที่ให้ความคมชัดระดับ 4K พร้อมประสิทธิภาพเสียงแบบสเตอริโอ ผ่านลำโพงบลูทูธ และบริการสุดพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมชมภาพยนตร์ทุกคันจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็น การจัดเตรียมเครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่สำหรับรถยนต์ทุกคัน พร้อมป๊อปคอร์น และเครื่องดื่ม โดยงานฯ จะจัดขึ้นเพื่อส่งมอบความสนุกอีกครั้ง ที่จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 3-6 มีนาคม 2565 ณ ศูนย์การค้ายูดีทาวน์ และที่จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 10-13 มีนาคม 2565 ณ เซ็นทรัล พลาซา อุบลราชธานี ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและช่องทางการรับบัตรเข้าชมฟรี! ได้ที่ Facebook.com/Major Group และ Facebook.com/Mazda Thailand

Porsche 911 Carrera จัดแสดงในงานเปิดตัว TAG Heuer Heritage Pop-up Museum พิพิธภัณฑ์ป๊อปอัพแห่งแรกในไทย

0

รวมความคลาสิกระดับโลกเมื่อ ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป (AAS Group) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ร่วมกับ TAG Heuer (แทค ฮอยเออร์) จัดแสดงรถ Porsche 911 Carrera สี Racing Yellow ในงานเปิดตัว TAG Heuer Heritage Pop-up Museum พิพิธภัณฑ์ป๊อปอัพแห่งแรกในไทย ณ ไอคอนสยาม แลนด์มาร์คระดับโลก

คุณปวราภา ดุพัสกูล ผู้อำนวยการแผนกการตลาดและประชาสัมพันธ์ ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป กล่าวว่า ปอร์เช่ รถหรูสุดคลาสสิกมีตำนานที่ยาวนานระดับโลกในทุกยุค ด้วยดีไซน์รถที่มีคาแรกเตอร์ความโฉบเฉี่ยว หรูหรา และสะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่ที่มีรสนิยมได้เป็นอย่างดี ซึ่งทั้งหมดนี้คือจุดเด่นที่ชัดเจนเฉกเช่นเดียวกับ TAG Heuer (แทค ฮอยเออร์) ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์และคลาสสิกทุกยุคทุกสมัยเช่นกัน จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในงาน ‘TAG Heuer Heritage Pop-up Museum’ สะท้อนจิตวิญญาณและนวัตกรรมอันล้ำสมัย กับนาฬิกาไฮไลท์ Aquaracer Professional 200 ดีไซน์หรูหราโฉบเฉี่ยว ที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์ เข้ากับรถสปอร์ตสุดคลาสสิกในตำนานอย่าง Porsche 911 Carrera สี Racing Yellow  911 เจเนอเรชั่นที่ 7 ที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรติมากมาย เป็นเครื่องหมายการันตีความเหนือชั้น และด้วยการออกแบบใหม่ตามไอคอนความเป็นสปอร์ต ไฟหน้าที่โฉบเฉี่ยว ตัวถังที่ยาวขึ้นและดีไซน์ที่ได้รับการลงรายละเอียดในทุกชิ้นส่วนด้วยพละกำลัง 350 แรงม้า (257 กิโลวัตต์) จากเครื่องยนต์ขนาด 3.4 ลิตร 6 สูบ เราตั้งใจที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการสุดคลาสสิกนี้ให้ทุกท่านได้สัมผัสกับแบรนด์ระดับตำนานอย่างแท้จริง” ซึ่งต้องขอขอบคุณลูกค้าคนรักปอร์เช่ทุกท่านที่ให้ความสนใจจนสามารถปิดยอดจองรถไปได้ถึง 7 คัน” 

สอบถามรายละเอียดรถ Porsche 911 Carrera เพิ่มเติมได้ที่ โชว์รูมปอร์เช่ ทั้ง 4 สาขา หรือ https://dealer.porsche.com/thailand

GWM ดึงนักลงทุนกว่า 180 ราย ร่วม GWM Partner Forum ครั้งที่ 4 เร่งขยายเครือข่ายตอบรับความต้องการของผู้บริโภค

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดงาน GWM Partner Forum ครั้งที่ 4 เชิญนักลงทุนและนักธุรกิจที่ให้ความสนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพลิกโฉมประเทศไทยสู่สังคมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าภายใต้ภารกิจในการขยายเครือข่าย GWM Store ตามเป้าหมายให้ถึง 80 แห่งในปีนี้ เดินหน้าเติมเต็มระบบนิเวศของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทยเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าและรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ GWM Experience Center ไอคอนสยาม

เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำทีมโดย นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ นางสาวปิยะนุช จตุรภัทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย และ มร. เคน วูน ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการการขาย เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) พร้อมด้วยทีมงานจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จัดงาน GWM Partner Forum ครั้งที่ 4 โดยได้รับเกียรติจากนักลงทุนและนักธุรกิจแถวหน้าของไทยกว่า 180 ท่าน จาก 90 บริษัท เข้าร่วมฟังแนวทางการทำธุรกิจที่มุ่งส่งมอบประสบการณ์รูปแบบใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคอยู่เสมอ (New User Experience) พร้อมรับฟังเสียงตอบรับรวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็น เพื่อเฟ้นหาผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจที่ตรงกันมาร่วมเป็นพันธมิตรในการเปิด Partner Store ที่มาพร้อมโชว์รูมและศูนย์บริการให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ ของประเทศ เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการและจำนวนลูกค้าที่ให้ความสนใจเกรท วอลล์ มอเตอร์และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ ดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าผ่านกลยุทธ์ ‘Four-dimensional One’ ซึ่งผสานการบริการลูกค้าทั้ง 4 รูปแบบไว้ด้วยกัน ทั้ง GWM Experience Center, GWM Direct Store, Partner Store และการเชื่อมต่อประสบการณ์ลูกค้าและการสื่อสารระหว่างแบรนด์กับผู้ใช้ในรูปแบบ Online-to-Offline (O2O) ผ่าน GWM แอปพลิเคชัน โดยในปีที่ผ่านมา เราได้ต้อนรับสมาชิกชาวไทยเข้าสู่ครอบครัว เกรท วอลล์ มอเตอร์ เกือบกว่า 4,000 ครอบครัว และยังคงได้รับความความไว้วางใจจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องในปีที่ 2 ด้วยยอดขายของรถยนต์ 3 รุ่น ทั้ง All New HAVAL H6 Hybrid SUV เจ้าเหมียวไฟฟ้า ORA Good Cat และเจ้าสิงโตอารมณ์ดี All New HAVAL JOLION Hybrid SUV รวม 1,297 คันในเดือนมกราคม สะท้อนความสำเร็จในการสร้างความคึกคักให้กับแวดวงยานยนต์ไฟฟ้านับตั้งแต่ก้าวแรกของการเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย สำหรับปี 2565 นี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมที่จะสานต่อความมุ่งมั่นในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ของไทยด้วยการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดอีก 5 รุ่น รับฟังเสียงความต้องการของลูกค้า รวมทั้งยกระดับการขายและบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการขยาย GWM Store ทั้งที่เป็น Direct Store และ Partner Store เพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าและผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้อย่างสะดวกสบายยิ่งกว่าที่เคย ยังจะช่วยให้ระบบนิเวศของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทยมีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น พร้อมทั้งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสังคมยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างเป็นรูปธรรม”

นางสาวปิยะนุช จตุรภัทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “กิจกรรม GWM Partner Forum ครั้งที่ 4 ซึ่งได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นจากนักธุรกิจและนักลงทุนกว่า 180 ท่าน เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความสำเร็จของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่ไม่เพียงสามารถตอบโจทย์ความต้องการและชนะใจผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างรวดเร็วด้วยผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าที่อัดแน่นด้วยนวัตกรรมอันล้ำสมัย แต่ยังได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีเยี่ยมจากพันธมิตรที่ได้ร่วมกันส่งมอบบริการคุณภาพ สร้างประสบการณ์รวมทั้งความประทับใจเหนือระดับให้กับลูกค้าและผู้บริโภคในประเทศไทยมาโดยตลอด ในโอกาสนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ต้อนรับนักธุรกิจและนักลงทุนทุกท่านเข้ามาเป็นหุ้นส่วนธุรกิจในฐานะ ‘ผู้ให้บริการ’​ (Service Provider) ที่พร้อมจะผนึกความเชี่ยวชาญและทำงานร่วมกันกับเราอย่างใกล้ชิด เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่าง เกรท วอลล์ มอเตอร์  และพันธมิตรจะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการยานยนต์และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมทุกมิติอย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ ในปี 2564 ที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เปิด GWM Store ไปแล้วทั้งหมด 30 แห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วย GWM Experience Center ที่ศูนย์การค้าไอคอนสยาม GWM Direct Store 9 แห่ง และ Partner Store อีก 21 แห่ง โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการ GWM Store ทั้งที่เป็น Direct Store และ Partner Store เพิ่มขึ้นอีก 50 แห่ง รวมเป็น 80 แห่ง ภายในสิ้นปี 2565

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก” (Global Intelligent Technology Company) ภายใต้กลยุทธ์ที่มุ่งเป็นผู้นำด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV Leader) พร้อมกับรับฟังเสียงผู้บริโภคเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับอย่างต่อเนื่อง โดยจะยังคงเดินหน้าร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจไทยให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจนเนอเรชั่นใหม่ มากับความแกร่งสะดุดตา พร้อมความหรูหราและสมรรถนะทรงพลัง

0

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ออกแบบรูปโฉมภายนอกที่แข็งแกร่ง ดุดัน ห้องโดยสารหรูหรา ทันสมัย มาพร้อมฟังค์ชั่นเพื่อการใช้ในชีวิตประจำวัน และการออกเดินทางสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ  ขุมพลังมีให้เลือกแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ประกอบด้วย เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร V6 เทอร์โบ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ และจะมีเครื่องยนต์เบนซิน 2.3 ลิตร EcoBoost วางจำหน่ายในบางประเทศ

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เผยโฉมฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ครั้งแรกในโลก ด้วยการผสานสมรรถนะเพื่อการผจญภัยเข้ากับความสะดวกสบายอันเหนือระดับ และเทคโนโลยีเพื่อผู้ขับขี่ในรูปแบบของรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่พร้อมลุย หรูหรา และสนุกในทุกการเดินทาง

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับคนรักการผจญภัยตัวจริงด้วยสมรรถนะที่โดดเด่น ภายในห้องโดยสารออกแบบอย่างประณีตพิถีพิถัน เพื่อรองรับผู้โดยสาร 7 ที่นั่ง พร้อมสร้างความทรงจำที่น่าประทับใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยเหนือระดับ

“เมื่อเราเริ่มนึกถึงการพัฒนา เราไม่ได้เริ่มตามขั้นตอนแบบเดิมๆ แต่เราเริ่มจากปลายทางคือลูกค้าของเรา” เอียน ฟอสตัน หัวหน้าวิศวกร แพลตฟอร์ม ฟอร์ด เอเวอเรสต์ กล่าว “ลูกค้าฟอร์ด เอเวอเรสต์ คือคนที่รักการผจญภัย ชอบทำกิจกรรมสนุกๆ และได้เดินทางไปกับครอบครัวและเพื่อนฝูง ลูกค้ากลุ่มนี้ล้วนให้ความสำคัญกับการใช้งานแบบอเนกประสงค์ สมรรถนะ และพื้นที่ที่กว้างขวางแบบรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ไม่ว่าพวกเขาจะบุกตะลุยไปบนผืนทราย พื้นหิน หรือในเมืองก็ตาม”

เมื่อนำความเห็นของลูกค้ามาพิจารณาแล้ว ทีมวิศวกรและนักออกแบบของฟอร์ดจึงกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาได้อย่างชัดเจน นั่นคือการพัฒนารถที่ภายนอกแข็งแกร่งสะดุดตา

ภายในหรูหราเป็นส่วนตัว พร้อมสมรรถนะดีเยี่ยมเพื่อทุกการผจญภัย

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ จึงเผยโฉม 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่นสปอร์ต รุ่นไทเทเนียมพลัส และรุ่นย่อยใหม่ล่าสุดคือรุ่นแพลทินัมi ฟอร์ดจะวางจำหน่ายรุ่นย่อยต่างๆ แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างเหมาะสม โดยรายละเอียดอื่นๆ จะได้รับการเปิดเผยช่วงใกล้การเปิดตัวในประเทศนั้นๆ

ภายนอกแข็งแกร่ง ภายในหรูหราเป็นส่วนตัว

ระยะฐานล้อที่กว้างและระยะระหว่างล้อหน้าและหลังที่เพิ่มขึ้นทำให้นักออกแบบสร้างสรรค์รูปลักษณ์ที่ดูล้ำสมัยและบึกบึนมากขึ้น สะท้อนดีเอ็นเอด้านการออกแบบระดับโลกของฟอร์ดอย่างชัดเจนบนไฟหน้าใหม่รูปตัว C และลายเส้นอันทรงพลังบนกระจังหน้า ส่วนหน้าของรถยังมีการผสมผสานขององค์ประกอบที่มีทั้งแนวตั้งและแนวนอน สื่อถึงเสถียรภาพในการขับขี่ที่เหนือชั้น

เส้นด้านข้างตัวถังทอดยาวจากด้านหน้าจรดท้ายรถเน้นการออกแบบตัวถังที่สะดุดตา ฐานล้อที่กว้างทำให้ซุ้มล้อใหญ่โดดเด่น เพิ่มความแข็งแกร่งและทันสมัยให้กับรถ

“เราเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เห็นระหว่างการพัฒนาในขั้นตอนต่างๆ และพวกเขาต่างแสดงความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน คือความชอบรูปลักษณ์ที่ดูแข็งแรง สมบุกสมบัน โดยที่ยังคงความเรียบหรู และทันสมัย” แมกซ์ วูล์ฟ ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ ฟอร์ด ประเทศจีน และตลาดนานาชาติ กล่าว “ลูกค้าบอกกับเราว่าฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ทำให้รู้สึกมั่นใจและพร้อมที่จะลุยพื้นที่ออฟโรด เพราะรถคันนี้มีคุณสมบัติเพียบพร้อมสำหรับการเป็นรถยนต์นั่งแบบอเนกประสงค์อย่างแท้จริง”

สิ่งที่ลูกค้าต้องการสำหรับภายในห้องโดยสารนั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะลูกค้าต่างมองหาความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัว

“สิ่งแรกๆ ที่คุณจะสังเกตได้เมื่อขึ้นไปนั่งในรถคือความเงียบของห้องโดยสาร เราอาจจะคุ้นเคยกับการนั่งในรถที่มีที่นั่งหลายแถว ทำให้ต้องหันไปตะโกนคุยกับผู้โดยสารที่นั่งแถวหลัง” วูลฟ์ กล่าว “นี่คือสิ่งที่เราต้องการปรับให้ดีขึ้นสำหรับฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ให้ภายในห้องโดยสารเงียบพอที่จะพูดคุยกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงได้ง่ายๆ และใช้เวลาอันมีค่าระหว่างเดินทางไปด้วยกัน”

ทีมออกแบบยังทุ่มเทความใส่ใจในการพัฒนาอุปกรณ์และการตกแต่งภายในห้องโดยสาร โดยนำแรงบันดาลใจมาจากบ้านสมัยใหม่ การใช้วัสดุตกแต่งที่ให้ความรู้สึกหรูหรา และติดตั้งไฟสร้างบรรยากาศในทุกส่วนที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ความกว้างขวางในห้องโดยสาร เกิดจากการออกแบบที่สอดรับกันหลายส่วน ตั้งแต่แผงหน้าปัดด้านหน้าที่วางเต็มความกว้างของพื้นที่ คอนโซลกลางพร้อมที่วางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง และที่วางแก้วน้ำแบบพับเก็บได้สำหรับเบาะคู่หน้า ในบางรุ่นรถยังรองรับระบบการชาร์จแบบไร้สาย เกียร์อัตโนมัติแบบ Electronic Shifter หุ้มด้วยหนังสวยงามจับถนัดมือ พร้อมเบรกไฟฟ้า เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง สามารถปรับอุณภูมิและระบายอากาศได้ เบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง รองรับการจดจำการตั้งค่าส่วนตัวของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และเบาะนั่งแถว 2 ยังสามารถปรับอุณภูมิได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นย่อย

เบาะนั่งแถวที่ 3 เข้า-ออกได้ง่ายขึ้น ด้วยการออกแบบให้เบาะนั่งแถวที่ 2 ขยับมาด้านหน้ามากกว่าเดิม นอกจากนี้ ผู้โดยสารทุกคนยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระ และชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของตนเองได้ด้วยการติดตั้งปลั๊กไฟทั้ง 3 แถว

ฟอร์ดให้ความสำคัญกับเบาะนั่งที่ปรับได้หลายแบบ โดยเบาะนั่งแถวที่ 2 ปรับเลื่อนได้ และพับได้แบบแบ่ง 60:40 ส่วนเบาะนั่งแถวที่ 3 ซึ่งทำให้รถจุผู้โดยสารได้ 7 คน แบ่งที่นั่งในอัตราส่วน 50:50 และพับได้แบบไฟฟ้าสำหรับบางรุ่น ที่สำคัญเบาะแถวที่ 2 และ 3 ยังพับได้แบบแบนราบเพื่อการบรรทุกสัมภาระยาวๆ ได้อย่างปลอดภัย

ทีมออกแบบคิดค้นวิธีการป้องกันไม่ให้ของตกเมื่อเปิดประตูท้ายรถ โดยสร้างขอบเล็กๆ ที่เรียกกันเองในทีมว่า “จุดดักแอปเปิ้ล” (Apple catcher) บริเวณด้านหลังของที่เก็บสัมภาระ และยังมีที่เก็บของใต้พื้นรถเพื่อความเป็นระเบียบของห้องโดยสาร

 

เทคโนโลยีเพื่อลูกค้า

นอกจากความประณีตและความสะดวกสบายยิ่งขึ้นแล้ว ฟอร์ดยังให้ความสำคัญกับการยกระดับอุปกรณ์เชื่อมต่อการสื่อสารและเทคโนโลยีอันทันสมัยภายในห้องโดยสาร ด้วยแผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 8 หรือ 12.4 นิ้วขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นย่อย และยังมีหน้าจอแบบสัมผัสความคมชัดสูงขนาด 10.1 หรือ 12 นิ้ว อีกด้วย

ระบบเชื่อมต่อการสื่อสาร SYNC® 4A พร้อมรองรับการสั่งงานด้วยเสียงเพื่อการสื่อสาร ควบคุมอุปกรณ์เพื่อความบันเทิง และเข้าถึงข้อมูลต่างๆ รวมถึงการติดตั้งโมเด็มมาจากโรงงานเพื่อให้ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันฟอร์ดพาส (FordPass™)iv,v เพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถด้วยความสามารถในการสตาร์ทรถจากระยะไกล การตรวจเช็คสถานะต่างๆ ของรถ รวมไปถึงการล็อค และปลดล็อคผ่านโทรศัพท์มือถือ

หน้าจอทัชสกรีนแนวตั้งยังเชื่อมต่อกับกล้อง 360 องศา โดยมีหน้าจอแยกส่วนเพื่อให้จอดรถได้สะดวกยิ่งขึ้นในพื้นที่แคบ หรือช่วยเหลือผู้ขับขี่ในการเดินทางบนสภาพเส้นทางที่มีความสมบุกสมบัน

เครื่องยนต์ใหม่และขุมพลังเหนือชั้น

ลูกค้าบอกกับเราว่าพวกเขาต้องการรถที่มีกำลังและแรงบิดมากขึ้นสำหรับการลากจูง การบรรทุกของหนัก และการเดินทางบนเส้นทางสุดทรหด ทีมงานจึงเลือกนำเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร V6 เทอร์โบ มาปรับจูนเพื่อเป็น 1 ใน 3 ตัวเลือกของเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลสำหรับบางประเทศ

“เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร V6 เทอร์โบ ให้กำลังและแรงบิดในแบบที่ลูกค้าต้องการจากเครื่องยนต์ขนาดใหญ่” ปริติกา มหาราช ผู้จัดการโครงการฟอร์ด เอเวอเรสต์ กล่าว “เครื่องยนต์แข็งแกร่งมากในแง่ของพละกำลังและแรงบิดที่มหาศาล แต่ยังคงไว้ซึ่งความเงียบเมื่ออยู่บนถนน”

ทั้งนี้ยังมาพร้อมตัวเลือกเครื่องยนต์ที่เหมาะกับไลฟสไตล์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่เครื่องยนต์เบนซิน 2.3 ลิตร EcoBoost และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ อีก 2 แบบ ทั้งที่จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติแบบซีเล็กชิฟท์ 10 สปีดอันทรงประสิทธิภาพ

เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยวเน้นให้พละกำลัง แรงบิด และการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ เป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงและชาญฉลาดสำหรับลูกค้าที่ต้องการกำลังเครื่องยนต์ที่มากขึ้น และยังคงคำนึงถึงเรื่องการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย

สมรรถนะดีเยี่ยมเพื่อทุกการผจญภัย

ฐานล้อที่กว้างขึ้น 50 มิลลิเมตร มอบการควบคุมบนถนนได้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่การปรับแต่งโช้คอัพใหม่ช่วยเพิ่มความสนุกเร้าใจในการขับขี่และช่วยให้การควบคุมรถทั้งบนถนนและเส้นทางออฟโรดง่ายยิ่งกว่าเคย

“เอเวอเรสต์เป็นรถอเนกประสงค์ที่ได้รับการยอมรับมาโดยตลอดว่ามีช่วงล่างที่ดีเยี่ยมทั้งสำหรับการขับบนทางเรียบและออฟโรด แต่ฐานล้อที่กว้างขึ้น ทำให้ทีมไดนามิกส์เชื่อมโยงรถเข้ากับผู้ขับขี่ได้ดียิ่งกว่าเคย ทำให้การขับขี่สนุกและควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะขับในเมืองหรือบนทางหลวงนอกเมือง” ฟอสตัน กล่าว

ทุกการผจญภัยทำได้อย่างปลอดภัยด้วยตัวเลือกระบบการขับขี่ 4 ล้อ 2 รูปแบบ วัสดุป้องกันช่วงล่าง โหมดการขับขี่ออฟโรดที่หลากหลาย เฟืองท้ายแบบ Locking Rear Differential ตะขอคู่หน้า และช่องต่อพ่วงอุปกรณ์ออฟโรด Upfitter Switch

ระบบการขับขี่ 4 ล้อทั้ง 2 รูปแบบ ประกอบด้วย เกียร์ทรานสเฟอร์แบบ 2 จังหวะ พร้อมการเปลี่ยนโหมดการขับขี่ขณะรถเคลื่อนที่ด้วยระบบไฟฟ้า (Electronic Shift-On-The-Fly) หรือเรียกว่าระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบพาร์ทไทม์ กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่มาพร้อมเทคโนโลยีขั้นสูงแบบฟูลไทม์ ที่มาพร้อมเกียร์ทรานสเฟอร์แบบ 2 จังหวะ (On-Demand Two-Speed Electromechanical transfer case – EMTC) ควบคุมด้วยไฟฟ้าพร้อมโหมดการขับขี่ที่เลือกใช้งานให้เหมาะกับสภาพถนนได้

และในบางประเทศ ยังมาพร้อมตัวเลือกระบบการขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อด้วย

หน้าจอแสดงผลสำหรับการขับขี่แบบออฟโรด แสดงผลข้อมูลเกี่ยวกับรถและสภาพเส้นทางด้านหน้าจากกล้องหน้าพร้อมกับแนวเส้นกะระยะ ช่วยผู้ขับขี่ฝ่าทุกอุปสรรคได้ง่ายขึ้น เพียงกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว ผู้ขับขี่สามารถเลือกดูข้อมูลได้ครบครัน ทั้งระบบส่งกำลังและระบบล็อกเฟืองท้าย มุมการบังคับควบคุมพวงมาลัย และระดับความเอียงของรถ

ความสามารถในการลุยน้ำ ทำได้สูงสุดถึง 800 มิลลิเมตร และมีความสามารถในการลากจูงถึง 3,500 กิโลกรัม (พร้อมเบรก) vi ขณะที่ห้องเครื่องมีพื้นที่เพียงพอสำหรับแบตเตอรี่สำรองอีกลูก เพื่อส่งมอบพลังให้กับอุปกรณ์เสริม

ราวหลังคาเป็นมากกว่าการออกแบบเพื่อความสวยงาม แต่นี่คืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อการผจญภัยโดยเฉพาะ รองรับน้ำหนักได้มากถึง 350 กิโลกรัมขณะรถจอดอยู่กับที่ และรับน้ำหนักได้มากถึง 100 กิโลกรัมขณะรถเคลื่อนที่ มอบการใช้งานแบบอเนกประสงค์ยิ่งขึ้นเพื่อบรรทุกสิ่งของ เช่น จักรยาน เรือแคนู กล่องสัมภาระ ไปจนถึงเต็นท์บนหลังคารถ พร้อมจุดยึดที่รองรับการใช้งานหลากหลายเหมาะสำหรับการติดตั้งหรือใช้อุปกรณ์เสริมต่างๆ

เสริมความมั่นใจด้วยเทคโนโลยีช่วยการขับขี่

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยการขับขี่และอุปกรณ์ปกป้องความปลอดภัยที่ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น เพื่อมอบความสบายใจและช่วยให้ผู้ขับขี่มีสมาธิมากขึ้น

เริ่มต้นจากถุงลมนิรภัยใหม่ติดตั้งระหว่างผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้า เพิ่มการป้องกันในกรณีที่มีการชนจากด้านข้าง และถุงลมนิรภัยคู่ด้านหน้าป้องกันเข่าและขา ทำให้เอเวอเรสต์มาพร้อมถุงลมนิรภัยสูงสุดถึง 9 ตำแหน่ง รวมถึงถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้างระดับหน้าอกทั้ง 2 ฟาก และม่านถุงลมนิรภัยคู่ด้านข้างครอบคลุมถึงที่นั่ง 3 แถว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับรุ่นและประเทศที่จำหน่าย

ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ 2.0 ix ช่วยให้ผู้ขับขี่จอดรถในพื้นที่แคบได้อย่างปลอดภัยเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ระบบจะช่วยบังคับพวงมาลัย ปรับเกียร์ เร่งความเร็วและเบรกในการจอดรถแบบขนานหรือเข้าช่องจอดได้อย่างง่ายดาย และระบบจะนำรถออกจากที่จอดรถแบบขนานเมื่อได้รับคำสั่ง

ไฟหน้าแบบเมทริกซ์ แอลอีดี มีในบางรุ่นและบางประเทศ มอบทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้นด้วยคุณสมบัติอันชาญฉลาด ได้แก่ ระบบปรับระดับแสงไฟตามความเร็วอัตโนมัติที่ปรับความสว่างของแสงไฟด้านหน้าตามระดับความเร็วของรถ นอกจากนี้ ไฟหน้ายังมาพร้อมความสามารถในการปรับแสงตามการเลี้ยวทั้งขณะจอดนิ่งและเคลื่อนที่ ไปจนถึงไฟสูงแบบป้องกันแสงสะท้อน มอบความปลอดภัยแก่ผู้ขับขี่และไม่รบกวนผู้ใช้ถนนคนอื่น

 

ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติใหม่ในฟอร์ด เอเวอเรสต์ มีทั้งหมด  3 แบบ ขึ้นอยู่กับรุ่นและประเทศที่วางจำหน่าย ประกอบด้วย

  • ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Stop and Go (Adaptive cruise control with stop and go) ช่วยผู้ขับขี่รักษาความเร็วตามที่ตั้งไว้และรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้า พร้อมเบรกให้รถจอดสนิทเมื่อจำเป็น
  • ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Stop and Go และควบคุมรถให้อยู่กลางช่องทาง (Adaptive cruise control with stop and go and lane centering) จับเส้นแบ่งช่องทางและช่วยควบคุมให้รถอยู่ตรงกลางช่องทางได้
  • ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัจฉริยะ (Intelligent adaptive cruise control) อ่านป้ายจราจรและปรับความเร็วอัตโนมัติตามที่กำหนดได้

 

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ประกอบด้วย

  • (ใหม่) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางผสานระบบตรวจจับขอบถนน (Lane-keeping system with road-edge detection) ช่วยป้องกันรถออกจากเส้นทางในพื้นที่ชนบท
  • (ใหม่) ระบบช่วยหักพวงมาลัยเพื่อเลี่ยงการปะทะ (Evasive steer assist) ออกแบบให้ทำงานขณะขับขี่ในเมืองหรือบนทางด่วน โดยใช้เรดาร์และกล้องตรวจจับรถที่ขับด้วยความเร็วต่ำหรือหยุดนิ่งด้านหน้า และส่งแรงช่วยผู้ขับขี่บังคับพวงมาลัยหลบเพื่อลดความเสี่ยงจากการชน
  • (ใหม่) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง (Reverse brake assist) ช่วยให้ถอยหลังเพื่อเข้าซองจอดหรือจอดในพื้นที่แคบๆ ด้วยการเตือนด้วยเสียงและภาพ ระบบสามารถตรวจจับรถ จักรยาน และคนเดินถนนที่ผ่านมาด้านหลังได้ และยังช่วยเบรกให้รถจอดสนิทได้ด้วยหากผู้ขับขี่ไม่ตอบสนองอย่างทันท่วงที
  • (ใหม่) ระบบตรวจจับรถในจุดบอดครอบคลุมส่วนต่อพ่วง (Blind spot information system with trailer coverage) ตรวจจับจุดบอดรอบคันรวมถึงส่วนต่อพ่วง โดยจะแจ้งเตือนผู้ขับขี่เมื่อระบบคาดว่าอาจเกิดอันตราย ระบบนี้รองรับเทรลเลอร์ที่มีความกว้างสูงสุด 2.4 เมตร และยาว 10 เมตร x
  • ระบบป้องกันการชนเพื่อป้องกันการชนบริเวณทางแยก (Pre-collision assist with intersection functionality) ช่วยส่งแรงเบรกรถอัตโนมัติเพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดผลกระทบจากอุบัติเหตุ ขณะที่ผู้ขับขี่กำลังเลี้ยวรถผ่านช่องทางที่มีรถวิ่งสวน เมื่อระบบประเมินว่าอาจเกิดการชนได้

สร้างประสบการณ์การใช้งานที่เหนือระดับ

“เสียงตอบรับจากลูกค้าของเรา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ชอบและสิ่งที่ต้องปรับปรุงในฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นปัจจุบัน ช่วยให้เราพัฒนารถที่เหนือระดับ อัดแน่นด้วยสมรรถนะ ความปลอดภัย เทคโนโลยีอัจฉริยะ และขุมพลังที่เหนือชั้นยิ่งกว่าเดิม” ไดแอน เครก ประธานตลาดนานาชาติ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี กล่าว “และที่สำคัญไม่แพ้กันคือเสียงจากลูกค้ายังช่วยให้เราสร้างประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถที่ดีเยี่ยมอีกด้วย”

“ผู้ขับขี่รถฟอร์ด เอเวอเรสต์ มีกิจกรรมมากมายที่ต้องทำ ทั้งแบ่งเวลาทำงาน ใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อน และทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลาย” เครก กล่าวเสริม “พวกเขาต้องการประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถที่ง่ายขึ้นและเสริมสร้างความรู้สึกที่ดี ฟอร์ดจึงพัฒนาบริการมากมายซึ่งแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของอันเหนือระดับที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า”

สำหรับในประเทศไทย ต้องมารอลุ้นว่าจะจำหน่ายอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ และจะมีขุมพลังทั้ง 3 รุ่น หรือไม่ แว่วๆมาว่า งานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่กำลังจะจัดขึ้น ฟอร์ด ประเทศไทย จะขนบรรดา New Generation ทั้งหลายมาโชว์ตัวพร้อมรับจอง คงต้องรอลุ้นกันอีกที

‘The Legend Is Back’ เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) คว้าสิทธิ์การเป็นผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายรถยนต์ Jeep

0

บริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับการแต่งตั้งจากกลุ่ม สเตลแลนทิส (Stellantis) ผู้ผลิตรถยนต์ระดับแนวหน้าของโลก ให้เป็นผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายรถยนต์ จี๊ป (Jeep) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พิธีลงนามถูกจัดขึ้นที่ ‘บ้านปาร์คนายเลิศ’ ถนนวิทยุ โดยได้รับเกียรติจาก อุปฑูตรักษาการแทนเอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ไมเคิล ฮีธ ร่วมเป็นสักขีพยาน

มร. คาร์ล สไมลีย์, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ, อินเดียและเอเชียแปซิฟิก, สเตลแลนทิส กล่าวว่า “การแต่งตั้ง เบลฟอร์ต ออโตโมบิลฯ ให้เป็นผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายรถยนต์ จี๊ป อย่างเป็นทางการในประเทศไทย นับเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการทำตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นโอกาสใหม่ทางธุรกิจ และเป็นอาณาเขตสำคัญ ต่อการขยายธุรกิจในภูมิภาคนี้ เรามีความตื่นเต้น ที่ได้นำเสนอยนตรกรรมระดับตำนาน รุ่น แรงเลอร์ (Wrangler) และ กลาดิเอเตอร์ (Gladiator) เพื่อเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ ให้ชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจากรถยนต์ จี๊ป”

สเตลแลนทิส ผู้ถือครองแบรนด์ จี๊ป ในปัจจุบัน ก่อตั้งช่วงเดือนมกราคม ปี 2564 จากการควบรวม 50:50 ระหว่าง เฟียต ไครส์เลอร์ ออโตโมบิลส์ หรือ เอฟซีเอ (FCA-Fiat Chrysler Automobiles) จากสหรัฐอเมริกา และ กรุ๊ป พีเอสเอ (Groupe PSA) จากฝรั่งเศส กับแบรนด์รถยนต์ในเครือ

มากถึง 14 แบรนด์ ส่งผลให้เป็นผู้ผลิตรถยนต์ชั้นแนวหน้าของโลก และเป็นผู้ให้บริการด้านโมบิลิตี้ยุคใหม่แบบครบวงจร มาพร้อมอิสระในทางเลือก ราคาสมเหตุสมผล และมีประสิทธิภาพสูงสุด

สุนทรพันธ์ เดชะเทศ, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “ผมรู้สึกภาคภูมิใจ ที่ เบลฟอร์ต ออโตโมบิลฯ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายรถยนต์ จี๊ป อย่างเป็นทางการในประเทศไทย จี๊ป ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์รถยนต์ แต่เป็นไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิต อีกทั้งกลุ่มคนผู้ใช้รถยนต์ จี๊ป ก็มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่ง เบลฟอร์ต ออโตโมบิลฯ เล็งเห็นศักยภาพและความหลงใหลในแบรนด์ จี๊ป ของลูกค้ากลุ่มนี้ ที่จะสามารถนำพา จี๊ป สู่ความสำเร็จในประเทศไทย นอกจากนั้น เราดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการ ‘Customer Centricity’ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับลูกค้า เพื่อมอบประสบการณ์พิเศษ ให้กับลูกค้าและผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ จี๊ป ในประเทศไทย ดังนั้น จี๊ป จึงเป็นเสมือนตัวแทนความแข็งแกร่งของประเทศไทย ผสานความมุ่งมั่นของเรา ที่จะทำตลาด จี๊ป ในไทยอย่างยั่งยืน”

เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) เป็นผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายรถยนต์ เปอโยต์ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ก่อตั้งช่วงปี 2562 โดยยึดหลักในการพัฒนาคุณภาพด้านการขาย

และบริการหลังการขายแบบคู่ขนาน ผสานการขยายเครือข่ายให้บริการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เติบโตอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับความเชื่อมั่นของลูกค้าที่เพิ่มต่อเนื่อง ปัจจุบันมียอดจำหน่ายรถยนต์ เปอโยต์ รุ่น 2008, 3008 และ 5008 7 ที่นั่ง ในประเทศไทยรวมสูงกว่า 1,000 คัน นับเป็นการวางรากฐานอย่างมั่นคง และพร้อมสำหรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต

จี๊ป ประเทศไทย จะเปิดตัวโชว์รูม พร้อมศูนย์บริการมาตรฐานแห่งแรกบนถนนสุขุมวิทภายในปีนี้ และเปิดตัวรถยนต์ จี๊ป อย่างเป็นทางการ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2565 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ขับ New Suzuki Swift ย้อนศร แข่งจิมคาน่า ในสนามพีระ

0
New Suzuki Swift Pic Open

ครั้งนี้เป็นการเข้าร่วมกิจกรรมสนุกๆกับการทดสอบสมรรถนะอีโค่คาร์รุ่นธงใน New Suzuki Swift Testdrive 2022 ซึ่งมี่ความพิเศษตรงที่ว่า เป็นการขับแข่งในรูปแบบจิมคาน่า แต่ย้อนศรเส้นทางสนามแข่งรถพีระเซอร์กิต พร้อมสัมผัสสมรรถนะของโครงสร้างตัวถัง Heartect ทำงานร่วมกับขุมพลังเครื่องยนต์ที่มาพร้อมหัวฉีด Dual-Jet ขนาด 1.2 ลิตร 83 แรงม้า ผลจะเป็นเช่นไร ติดตามได้เลย ติดตามได้จากรายงาน

New Suzuki Swift 1

New Suzuki Swift เป็นรถที่ใช้ในกิจกรรมนี้ ซึ่งอีโค่คาร์รุ่นธงจากซูซูกิ นอกจากความโดดเด่นเรื่องรูปลักษณ์ที่ทันสมัย และกว้างขวาง สะดวกสบาย นอกจากนี้ยังมีคณสมบัติเด่นจาก เครื่องยนต์ยังคงเป็นบลอคเดิมรหัส K 12 M ขนาด 1,197 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 83 แรงม้าที่ 6,000 รอบ และ แรงบิด 108 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ ส่งเชื้อเพลิงผ่านเทคโนโลยีใหม่นั่นคือ Dual Jet หรือ หัวฉีดคู่ที่จะเพิ่มการเผาไหม้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

New Suzuki Swift 2

ในส่วนของระบบส่งกำลังผ่านเป็นแบบเกียร์แบบซีวีทีซึ่งมีการพัฒนาอัตราทดใหม่ และสำหรับระบบช่วงล่างหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นทอร์ชั่นบีม ปรับเซ็ทมาค่อนข้างนุ่มนวล ทำงานร่วมกับโครงสร้างตัวถังแบบ Heartech ที่คอยช่วยซับแรงสั่นสะเทือน

New Suzuki Swift 3

ไม่ได้เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับ New Suzuki Swift แต่ครั้งนี้เป็นการลองรูปแบบใหม่ ย้อนศรเต็มรอบสนามพีระ เซอร์กิต พร้อมกับลุยผ่านอุปสรรคต่างๆ มากมาย เริ่มจาก

A U-Turn
สถานีที่ทดสอบความคล่องตัว การหักเลี้ยวในที่แคบ เพื่อสัมผัสความแม่นยำของพวงมาลัย

New Suzuki Swift 4

Lane Chance
ทดสอบการทรงตัวในรูปแบบหักหลบสิ่งกีดขวางพร้อมเปลี่ยนเลน โครงสร้างตัวถัง Heartect ที่แข็งแกร่ง แต่นน.เบา ตอบสนองการขับขี่ที่ดี และมั่นใจ

New Suzuki Swift 4

Progessive Slalom
ทดลองการควบคุมพวงมาลัย โดยขับขี่แบบสลาลอม ซึ่งระยะห่างของแต่ละไพลอนไม่เท่ากัน เพื่อทดสอบการควบคุมรถที่มากกว่าปกติ

New Suzuki Swift 5

Panic Brake
เบรกฉุกเฉินพร้อมหักหลบสิ่งกีดขวาง โดยต้องควบคุมรถให้อยู่ในทิศทางได้อย่างปลอดภัย ซึ่งนอกจากเป็นการทดสอบเบรก ยังเป็นการทดสอบการกระจายแรงเบรคขอบระบบ EBD และระบบรักษาเสถียรภาพ ESP ได้ในตัว

New Suzuki Swift 6

ABS Target Brake
ทดสอบเบรกแบบหยุดนิ่งในพื้นที่ที่จำกัด เป็นการที่สร้างความคุ้นเคยกับเบรก และกะระยะเบรค

New Suzuki Swift 7

Accereration

เป็นการทดลองอัตราเร่งของเครื่องยนต์เบนซินหัวฉีดคู่ Dual Jet ขนาด 1.2 ลิตร 86 แรงม้าเกียร์อัตโนมัติซีวีที ระยะทางกว่า 150 เมตร

New Suzuki Swift 8

ผ่านแบบทดสอบต่างๆซึ่งต้องแข่งกับเวลา เรียกว่าเค้นสมรรถนะของรถพอสมควร และอีกอย่างสภาพเส้นทางในการขับที่ย้อนเลน ก็เป็นอุปสรรคที่ช่วยสมทบกันอย่างดี

New Suzuki Swift ถือว่าเป็นอีโค่คาร์ที่พอนำมาลงแข่งขัน กลายเป็นว่าควบคุมรถได้แม่นยำ ถึงแม้ว่าช่วงล่างจะเซ็ทมานุ่มนวลไปสักนิด แต่ก็มีโครงสร้างตัวถังแบบ Heartech ที่คอยรับแรงสั่นสะเทือน และยังคงเสถียรภาพการควบคุมรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ

New Suzuki Swift 10

ขุมพลังเครื่องยนต์รหัส K 12 M ขนาด 1.2 ลิตรส่งเชื้อเพลิงผ่านเทคโนโลยีใหม่ Dual Jet หรือ หัวฉีดคู่ที่จะเพิ่มการเผาไหม้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ให้กำลัง 83 แรงม้าที่ 6,000 รอบ และ แรงบิด 108 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติซีวีที อาจไม่แรงมากนัก แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งาน

New Suzuki Swift 11

กิจกรรมสนุกๆกับรถที่ควบคุมได้มั่นใจ เมื่อเข้าสู่การใช้งานในชีวิตประจำวัน ก็สามารถทำให้รู้ว่าประสิทธิภาพของรถคันนี้ที่มีดีเกินตัว ซึ่งในเซกเมนต์อีโค่คาร์นั้น แน่นอนว่า New Suzuki Swift ก็ยังถือว่าเป็นคำตอบทั้งด้านความปลอดภัย และ สะดวกสบาย

มาสด้า เปิดตัว NEW MAZDA MX-5 ครั้งแรกกับระบบ KPC ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการเข้าโค้ง ขับสนุก เร้าใจกว่าเดิม

0
AW_MX-5_IPM_2022_24P_P.12_13_N2_CRE

มาสด้าเปิดตัว New Mazda MX-5 รถสปอร์ตโรดสเตอร์แบรนด์ไอคอนเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด เจ้าตำนานแห่งความสนุกในการขับขี่ หลังคาเปิดประทุนด้วยระบบไฟฟ้า ครั้งแรกของการมาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่มีเฉพาะใน New Mazda MX-5 กับระบบควบคุมสมรรถนะการทรงตัวขณะเข้าโค้ง KPC (Kinemetic Posture Control) ช่วยให้รถยึดเกาะถนนดีเยี่ยม เปลี่ยนให้ทุกเส้นทางเต็มไปด้วยความสนุก และมอบความมั่นใจให้ผู้ขับได้มากยิ่งขึ้น มาพร้อมอีกระดับของความสปอร์ตกับสีใหม่ล่าสุด บรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ สีเอกลักษณ์ของมาสด้า สะท้อนภาพลักษณ์ความหรูหราพรีเมี่ยม มอบข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัวกับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี1 และขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม.2 ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลและทดลองขับได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้าเป็นแบรนด์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากจิตวิญญาณความเป็นสปอร์ต ซึ่งได้ถูกถ่ายทอดจิตวิญญาณนี้ไปสู่การพัฒนารถยนต์ทุกรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง New Mazda MX-5 รถสปอร์ตโรดสเตอร์เปิดประทุนหลังคาไฟฟ้า น้ำหนักเบา ซึ่งถือเป็นแบรนด์ไอโคนิค เจ้าตำนานแห่งความสนุกสนานในการขับขี่ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในจากลูกค้าทั่วโลกจนได้รับการบันทึกใน Guinness World Records ว่าเป็นรถสปอร์ตที่ขายดีที่สุดในโลกกว่า 1,100,000 คัน รวมถึงรางวัลด้านความสมบูรณ์แบบและความสง่างาม ที่สามารถพิชิตรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมของโลก และรางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลก ประจำปี 2016 หรือ World Car of the Year และ World Car Design of the Year 2016 มาครอง

สำหรับครั้งนี้ New Mazda MX-5 ได้ถูกพัฒนาเสริมจุดเด่นความเป็นรถสปอร์ตโรดสเตอร์ของมาสด้าที่ขับสนุก เร้าใจ มากยิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในรถรุ่นนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงมอบความสบายให้กับผู้ขับขี่ ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญา จินบะ อิไต (Jinba-Ittai) ที่ถ่ายทอดความรู้สึกความเป็นหนึ่งอันเดียวกันระหว่างคนกับรถ โดยยึดหลักปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลาง ด้วยการนำเอาท่วงท่าการเดินที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์มาเป็นต้นแบบในการพัฒนา และยังคงโดดเด่นหรูหราด้วยรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ทั้งสง่างาม และให้สมรรถนะทรงพลังอันมีเอกลักษณ์เฉพาะมาสด้า

“มาสด้ามุ่งหวังที่จะพัฒนารถยนต์ เพื่อนำเสนอคุณค่าที่เกินความคาดหมายให้กับลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถ New Mazda MX-5 ซึ่งเป็นรถสปอร์ตแบรนด์ไอคอนของมาสด้า ที่มีกลุ่มแฟนพันธุ์แท้อยู่ทุกมุมโลก เราหวังว่ารถรุ่นนี้จะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่รักในการขับขี่ที่สนุกสนานเช่นเคย” นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติม

ในขณะที่ นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส กล่าวว่า มาสด้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะแนะนำ New Mazda MX-5 รุ่นที่ 4 ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับการพัฒนาให้ขับสนุกและเข้าโค้งได้เฉียบคมยิ่งขึ้น ด้วยการมาครั้งแรกของระบบควบคุมสมรรถนะการทรงตัวขณะเข้าโค้ง KPC (Kinemetic Posture Control) เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ New Mazda MX-5 ที่ช่วยให้รถทำงานผสานกันอย่างมีประสิทธิภาพโดยที่ไม่เพิ่มน้ำหนักให้กับตัวรถ ช่วงล่างด้านหลังของรถรุ่นนี้ได้ถูกออกแบบเพื่อช่วยป้องกันการยกของตัวรถ (Anti-Lift) โดยระบบจะทำการควบคุมแรงเบรกที่ล้อหลังฝั่งด้านในโค้ง ในขณะที่รถเข้าโค้ง เพื่อลดอาการโคลงของตัวรถ จึงทำให้รถมีเสถียรภาพและเข้าโค้งได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ซึ่งการทำงานของระบบ KPC จะเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อขับเข้าโค้งที่แคบ บนถนนขรุขระ หรือขับเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ส่งผลให้เกิดเสถียรภาพในการทรงตัวและยึดเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ขับสนุกและมั่นใจขึ้นเท่านั้น แต่ยังลดการโคลงตัวและมอบสมรรถนะในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญในการพัฒนา New Mazda MX-5 คือเพื่อให้มีเอกลักษณ์และโดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยสีภายนอกใหม่ล่าสุด สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเป็นสีที่แสดงออกถึงความมีคุณภาพสูง ให้ความรู้สึกหรูหรา ทรงพลัง และสง่างาม ด้วยผลึกกึ่งโปร่งแสงจากควอตซ์ที่ขาวละเอียด นวลเนียน และสะท้อนตัวตนอันมีเอกลักษณ์ของผู้ขับขี่ที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร ที่ผสานอย่างลงตัวกับการออกแบบตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ หรือการเคลื่อนไหวอันสง่างามของการออกแบบภายนอกตัวรถ ที่ต้องตาต้องใจผู้พบเห็นจนยากจะละสายตา

การออกแบบภายนอกของ New Mazda MX-5 ยังคงมีความสปอร์ต ทันสมัย มาพร้อมเทคโนโลยีไฟหน้าแบบ LED Projector และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน Daytime Running Lamp ตกแต่งด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีดำเมทัลลิค พร้อมคิ้วบันไดกันรอยสเตนเลส ในขณะที่ภายในห้องโดยสารยังคงคัดสรรเลือกใช้เฉพาะวัสดุคุณภาพสูง และประณีตทุกจุดสัมผัส ไม่ว่าจะเป็น เบาะหนัง Perforated และเดินตะเข็บด้วยด้ายเย็บสีเทา ที่บ่งบอกถึงความพรีเมี่ยม พร้อมยังรองรับการใช้งาน Apple CarPlay พร้อม Mazda Connect โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display ขนาด 7 นิ้ว ช่วยอำนวยความสะดวกในทุกการติดต่อ เพิ่มสุนทรียภาพในการขับขี่ด้วยระบบเสียงคุณภาพ Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 9 ตำแหน่ง

New Mazda MX-5 ให้การตอบสนองที่ดีเยี่ยม ด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน SKYACTIV-G 2.0 ที่ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะความแรง ควบคุ่ไปกับประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยให้พละกำลังสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 205 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที มีให้เลือกทั้งแบบเกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา 6 สปีด นอกจากนี้ ยังมาพร้อมถุงลมนิรภัยด้านข้างและด้านหน้า 2 คู่ ระบบสัญญานเตือนกันขโมย และระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 จุด เพื่อมอบความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ไปตลอดเส้นทาง

รถรุ่นนี้ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยสุดล้ำ i-ACTIVSENSE ที่ได้รับการคิดค้นและพัฒนาเพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงเมื่อเผชิญเหตุไม่คาดคิดบนท้องถนน อาทิ

  • ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
  • ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance (Advanced SCBS : Advanced Smart City Brake Support)
  • ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SCBS-R (Smart City Brake Support-Reverse)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Attention Alert)
  • ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps)

New Mazda MX-5 มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ประกอบด้วย

  • สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
  • สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
  • สีเทา โพลีเมทัล เกรย์ (Polymetal Gray)
  • สีน้ำเงิน ดีพ คริสตัล บลู (Deep Crystal Blue)
  • สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
  • สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)
  • สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ (Platinum Quartz)

ราคาจำหน่ายรถยนต์ New Mazda MX-5 มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่น จำหน่ายในราคาเท่ากัน

  • New Mazda MX-5    2.0 RF 6MT    เกียร์ธรรมดา    ราคา 2,905,000บาท
  • New Mazda MX-5    2.0 RF             เกียร์อัตโนมัติ   ราคา 2,905,000 บาท

หมายเหตุ:

1 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4) บมจ. ทิพยประกันภัย

2 ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ตามเงื่อนไขโปรแกรม Mazda Added Protection

TTC Motor ตอกย้ำความพึงพอใจในด้านการบริการ คว้ารางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมด้านความพึงพอใจจากลูกค้า 2 ปีซ้อน

0

TTC MOTOR สุดปลื้มกับรางวัลการันตีคุณภาพการบริการหลากหลายรางวัล ที่ได้รับจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย โดยเฉพาะรางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมด้านความพึงพอใจของลูกค้าสูงสุด 2 ปีซ้อน (CSI No.1 Award 2020 & 2021)

คุณอัครินทร์ ตั้งทวีสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์, เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี, เมอร์เซเดส-มายบัคและเมอร์เซเดส-อีคิว อย่างเป็นทางการ เผยว่า TTC Motor รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล ความพึงพอใจสูงสุดจากลูกค้า มากกว่า 10 รางวัล จาก Mercedes-Benz (Thailand) ประจำปี 2021  ในส่วนของรางวัล CSI No.1 2021 Award ทั้ง 2 สาขา

-TTC Motor พัฒนาการ 45

-TTC Motor อุบลราชธานี

พร้อมด้วย รางวัล The Star Smile 2021 Award – SM 600 เป็นของคุณนารากร สูงติวงศ์ (Sales Consultant จาก TTC Motor พัฒนาการ) ในส่วนของ TTC Motor อุบลราชธานี ก็ได้รับความภูมิใจในหลากหลายรางวัล อย่างยิ่ง เช่นเดียวกัน อาทิ

-Sales Competition Award 2021 – THE 2nd RUNNER UP (SM300)

-Service Excellence Award 2021 – Top Customer Take Rate 2021

-Service Excellence Award 2021 – Champion 2021

-Mercedes-Benz After-Sales Star Award 2021

รวมถึง StriveForFive (The most 5 Star Score)

⭐️The Highest Customer Response Rate

⭐️The Best NPS

⭐️The Best 5 Star Rater

⭐️The Best Team of CRM

รางวัลทั้งหมดทั้งสิ้น ถือเป็นกำลังใจในการทำงานอย่างดีของเจ้าหน้าที่ทุกคนของทั้งองค์กร แสดงให้เห็นถึงความพยายามตลอดปี 2021 เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านได้รับการบริการที่ดีที่สุดจาก TTC Motor

“สำหรับรางวัลต่างๆในปี 2022  ซึ่งเป็นปีที่ TTC Motor บริหารงานขายและจัดจำหน่ายในฐานะผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้ง 4 ซับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Mercedes-Benz , Mercedes-AMG , Mercedes-Maybach และ Mercedes-EQ ได้ทำการปรับปรุงโชว์รูม TTC Motor สาขาพัฒนาการ ให้ทันสมัยกว่าที่เคย พร้อมด้วยการบริการที่เหนือระดับ และ Exclusive ยิ่งขึ้นให้ลูกค้าทุกท่านมั่นใจว่า จะได้รับการบริการที่ดีที่สุดจากพวกเรายิ่งๆขึ้นไปอีกด้วย” คุณอัครินทร์กล่าว

ทีมแข่ง TAG Heuer Porsche Formula E สร้างประวัติศาสตร์ด้วยชัยชนะอันดับ 1 และ 2

0

ทีมแข่ง TAG Heuer Porsche Formula E ได้ฤกษ์ฉลองความสำเร็จอันยอดเยี่ยม จากผลงานชัยชนะอันดับ 1 และ 2 ในรายการแข่งขัน Mexico City E- Prix โดยเริ่มต้นจากการคว้าตำแหน่งโพล บนสนาม Autodromo Hermanos Rodriguez circuit ด้วยรถแข่งปอร์เช่ 99X Electric หมายเลข 94 โดย Pascal Wehrlein จากประเทศเยอรมนี สามารถนำพาชัยชนะอันดับ 1 ของการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ ABB FIA Formula E World Championship ให้กับปอร์เช่เป็นครั้งแรก รวมไปถึงเพื่อนร่วมทีมอย่าง André Lotterer จากประเทศเยอรมนี ที่จบการแข่งขันในอันดับที่ 2 ด้วยรถแข่งหมายเลข 36 ทำให้บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตแห่งเมืองสตุ๊ทการ์ท สามารถบันทึกเกียรติประวัติอันสมบูรณ์แบบอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ได้จากสุดยอดผลงานในสนามที่ 3 ของการแข่งขัน Formula E ในฤดูกาลปัจจุบัน ด้วยการคว้าตำแหน่งสูงสุดจากทั้ง 2 อันดับบนโพเดี้ยม ในประเทศ Mexico ช่วยให้ทีมแข่ง TAG Heuer Porsche Formula E ขยับอันดับบนตารางคะแนนสะสมประเภททีมขึ้นมาอยู่ที่ 3 สำหรับประเภทนักแข่ง ตามมาด้วย  Pascal Wehrlein สามารถรั้งอันดับที่ 3 และถัดมาในอันดับที่ 4 เป็นผลงานของ André Lotterer ซึ่งมีคะแนนเท่ากันกับเพื่อนร่วมทีม

ภาพรวมของการแข่งขันในสนามที่ 3

เพื่อรับประกันตำแหน่งโพลครั้งแรกของฤดูกาลสำหรับทีมปอร์เช่ Pascal Wehrlein จึงมุ่งมั่นตั้งใจทุ่มเทอย่างเต็มความสามารถในรอบจัดอันดับ หลังจากการขึ้นนำตั้งแต่ช่วงต้นของการแข่งขันในรอบสนามระยะทาง 2.606 กิโลเมตร บนเส้นทางใน Foto Sol baseball stadium อันมีชื่อเสียง และเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ โดย Wehrlein สามารถทำเวลาได้เป็นลำดับที่ 3 หลังจากออกสตาร์ทบนกริดด้วยตำแหน่งที่ 3 ของรอบการจัดอันดับ ในขณะที่ André Lotterer เพื่อนร่วมทีมของเขาตามมาในตำแหน่งที่ 4 มีระยะห่างระหว่างกลุ่มผู้นำได้อย่างกระชั้นชิด อย่างไรก็ตาม ในช่วงสุดท้าย ทีมแข่ง TAG Heuer Porsche Formula E วางกลยุทธการแข่งได้อย่างสมบูรณ์ และบริหารจัดการระบบพลังงานของตัวรถแข่งได้อย่างเหมาะสมทำให้ Wehrlein ขยับตำแหน่งของเขาขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 2 และเบียดขึ้นมาเป็นผู้นำได้ พร้อมกับ Lotterer ที่ไล่หลังมาติด ๆ และในท้ายที่สุดนั้น รถแข่งปอร์เช่ 99X Electric ทั้งสองคัน สามารถวิ่งข้ามเส้นชัยไปได้ด้วยเวลาที่เร็วกว่าคู่แข่งในลำดับถัดไปได้เกือบสิบวินาที

นานาทัศนะจากการแข่งขัน Mexico City E-Prix สนามที่ 3 ของฤดูกาล

Michael Steiner สมาชิกคณะกรรมการบริหาร ส่วนงานวิจัย และพัฒนา Porsche AG กล่าวว่า “จากชัยชนะที่เราได้รับ ถือได้ว่าโครงการ Formula E ของปอร์เช่บรรลุเป้าหมายแรกได้ในระดับสูงนับตั้งแต่เริ่มต้นดำเนินงาน เราต่างทำงานกันอย่างหนักเพื่อนาทีแห่งประวัติศาสตร์นี้ รวมทั้งการลงทุนลงแรงในปริมาณมหาศาลทั้งในแง่ของการปฎิบัติงาน และความพยายามหลังจากในอดีตที่ผ่านมาเราเฉียดเข้าใกล้ความสำเร็จหลายครั้ง ทำให้วันนี้เราได้รับรางวัลเป็นการตอบแทนในสิ่งที่เราทำไป เราขอแสดงความยินดีกับทีมงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ประจำอยู่ในสนามแข่ง หรือที่ Weissach ก็ตาม“ 

ด้าน Thomas Laudenbach รองประธานกรรมการ Porsche Motorsport กล่าวว่า “เราเฝ้ารอเวลานี้มานาน ความจริงที่เกิดขึ้นคือปรากฏการณ์แห่งความสำเร็จของการแข่งขันในสนามที่ 3 ของฤดูกาลล่าสุด ทำให้สิ่งนี้ยังช่วยให้เรายังคงถูกจับตามองในฐานะคู่แข่งที่มีศักยภาพในการไล่ล่าตำแหน่งแชมเปี้ยนของรายการแข่งขัน เราขอแสดงความยินดีกับ Pascal Wehrlein André Lotterer และทีมงานทุกคน ในเกียรติยศอันยอดเยี่ยมที่ได้รับ ผมภูมิใจในบุคลากรของทีม รวมทั้งบรรดาทีมงานเบื้องหลังที่  Weissach ทุกคนต่างทำงานกันอย่างหนักเพื่อชัยชนะในครั้งนี้ และพวกเขาไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะทำให้โครงการของเราเสียหาย นอกจากนี้ผมขอแสดงความขอบคุณไปยังบรรดาสปอนเซอร์ และแฟน ๆ กีฬา ที่ให้การสนับสนุนเราเป็นอย่างดี นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เราเดินทางเข้าสู่ Formula E”

Florian Modlinger ผู้อำนวยการ Factory Motorsport Formula E กล่าวว่า “นี่คือวันแห่งการประกาศศักดิ์ศรีสำหรับปอร์เช่ เป็นอีกครั้งที่ทีมงานมุ่งมั่นตั้งใจ และผนึกกำลังกันได้เป็นอย่างดีกับนักแข่งในสนาม รวมทั้งความสำเร็จที่จบไปอย่างสวยงามของการเตรียมความพร้อมใน Weissach ส่งผลให้ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น สามารถผ่านพ้นไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ  เริ่มตั้งแต่การวิ่งทดสอบ free practice ครั้งแรก โดย André สามารถทำเวลาได้เร็วที่สุด จนไปถึง Pascal ที่สามารถคว้าตำแหน่งโพลในรอบจัดอันดับได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลต่อการคว้าชัยชนะในอันดับ 1 และ 2 เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน นักแข่งทั้งคู่สามารถขับขี่ได้เป็นอย่างดีและไร้ข้อผิดพลาด สามารถแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างที่เราคาดหวัง แม้แต่ในขณะที่พวกเขาสูญเสียตำแหน่ง ทีมงานยังคงสงบเยือกเย็น ในจังหวะได้เสีย พวกเขาสามารถนำข้อได้เปรียบจากระดับพลังงานที่สะสมเอาไว้มาใช้ จนกระทั่งกลับเข้าสู่ทิศทางที่ควรจะเป็นอีกครั้ง จนสามารถคว้าชัยในอันดับ 1 และ 2 มาได้ ผมต้องขอขอบคุณอย่างจริงใจไปยัง Amiel Lindesay ผู้ซึ่งจัดเตรียมความพร้อมเอาไว้ทุกประการ และสร้างทีมงานขึ้นจากจุดเริ่มต้นของโครงการ Formula E project”

Pascal Wehrlein นักแข่งสังกัดโรงงานปอร์เช่ (รถแข่งหมายเลข 94) กล่าวว่า “เราเคยเข้าใกล้ชัยชนะถึงสองครั้งในการแข่งขันที่ Mexico ดังนั้นผมจึงรู้สึกยินดีมากกับผลงานที่เกิดขึ้น ทีมงานมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี ถึงแม้ในตอนแรกเรายังคงไม่แน่ใจว่ามันจะได้ผลก็ตาม หลังจากฤดูกาลที่แล้วจบลง เราตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน ซึ่งก็แน่นอนว่าเราไม่เคยสูญเสียความหวัง เรารู้ดีว่าเรามีสมรรถนะอันยอดเยี่ยม และเมื่อใดก็ตามที่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์พร้อม ชัยชนะจะเป็นของเรา และสิ่งเหล่านั้นได้เกิดขึ้นแล้วในวันนี้ ผมหวังว่าชัยชนะในครั้งนี้จะสร้างความมั่นใจให้กับทีมงาน และหากว่าเรายังสามารถรักษาระดับมาตรฐานเอาไว้จนถึงการแข่งขันสนามถัดไป เชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ จะเป็นเรื่องง่ายสำหรับเรานับจากนี้”

André Lotterer นักแข่งสังกัดโรงงานปอร์เช่ (รถแข่งหมายเลข 36) กล่าวว่า “นี่คือผลงานที่ยอดเยี่ยมสำหรับทีมทุกคนทุ่มเททำงานกันอย่างหนัก ฤดูกาลที่แล้วไม่ใช่เรื่องที่ง่ายสำหรับเรา เนื่องจากเต็มไปด้วยความไม่ราบเรียบ แต่ตอนนี้ทุกอย่างลงตัว และรถแข่งทั้งสองคันวิ่งได้ดีตั้งแต่การทดสอบในช่วงแรก จนคว้าชัยชนะอันดับ 1 และ 2 ซึ่งเราได้แสดงให้คู่แข่งเห็นถึงความเอาจริงเอาจังต่อการไล่ล่าตำแหน่งแชมป์ในรายการนี้”

 

การแข่งขันสนามต่อไป

การแข่งขันอีกสองสนามถัดจากนี้ของทีม TAG Heuer Porsche Formula E จะเกิดขึ้นในวันที่ 9 -10 เมษายน 2022 ในรายการ Rome E-Prix สนามที่ 4 และ 5 ของการแข่งขัน ABB FIA Formula E World Championship ฤดูกาลปัจจุบัน 

ปอร์เช่กับการแข่งขัน Formula E

ปี 2021/2022 ทีมแข่ง TAG Heuer Porsche Formula E เข้าร่วมการแข่งขันในรายการ Formula E เป็นฤดูกาลที่ 3 ด้วยรถแข่ง  ปอร์เช่ 99X Electric  และสามารถคว้าชัยชนะอันดับ 1 และ 2 มาได้จากการแข่งขันที่ประเทศ Mexico ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2022 นับตั้งแต่รายการเปิดตัวเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2019 โดย André Lotterer สามารถเก็บคะแนนสะสมได้จากอันดับที่ 2 ของสนามเปิดตัวที่ Diriyah เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความฝัน ซึ่งรถแข่งปอร์เช่ 99X Electric เป็นบทพิสูจน์แล้วว่า ปอร์เช่มีรถที่เปี่ยมศักยภาพที่จะเข้าแข่งขันได้ โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้ว Pascal Wehrlein คว้าตำแหน่งโพลจากใจกลางมหานคร Mexico City จากนั้นตามมาด้วยอีก 2 ตำแหน่งบนโพเดี้ยม นั่นคือ Wehrlein จบอันดับที่ 3 ใน Rome และ Lotterer จบอันดับที่ 2 ใน Valencia ถือได้ว่าการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ Formula E คือซี่รี่ย์การแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้าสมบูรณ์แบบรายการแรกของโลก และในฐานะแรงสนับสนุนสำหรับการพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยียานยนต์ที่ยั่งยืน การแข่งขันนี้ได้นำพาความตื่นเต้นเร้าใจของกีฬามอเตอร์สปอร์ตมาสู่ผู้คนที่มีถิ่นพำนักอยู่ในมหานครขนาดใหญ่ นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา ปอร์เช่สนับสนุนรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ไทคานน์ (Taycan) เป็นรถ safety car ในฤดูกาลแข่งขันปัจจุบัน เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของรายการ Formula E ที่มีต่อหน่วยงาน Porsche Motorsport

ฟอร์ด ต้อนรับเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสเยี่ยมชมโรงงานเอฟทีเอ็ม

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ให้การต้อนรับ ฯพณฯ ตีแยรี มาตู เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และมร. อูแบร์ โกลารีส อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ พร้อมด้วย มร. ฟลอเร็น เฮอสัน  รองประธานฝ่ายอาเซียน จาก โฟเรอเซีย อินทีเรีย ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีรถยนต์และเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ให้กับฟอร์ด ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) จังหวัดระยอง เพื่อชมสายการผลิตรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์รุ่นปัจจุบัน พร้อมชมรถ Pre-Production ของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการทดลองประกอบ และทดสอบคุณภาพ  โดยมี มร. อังเดร คาวาลาโร ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มตลาดนานาชาติ และทวีปอเมริกาใต้ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี พร้อมด้วย มร. ซิลวิโอ อิลลี ผู้อำนวยการฝ่ายผลิต ประจำภูมิภาคเอเชีย และ มร.วินโค้ ซาริค ผู้จัดการโรงงาน เอฟทีเอ็ม ให้การต้อนรับเมื่อเร็วๆ นี้

ฟอร์ดนับเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยเมื่อเดือนธันวาคมปี 2564 ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ได้ประกาศลงทุนเพิ่มถึง 900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 28,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตในประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ทั้งที่โรงงานเอฟทีเอ็ม และโรงงานร่วมทุน ออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) เพื่อรองรับการผลิตฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่