Home Blog Page 335

BRG Group เปิดตัว POCCO รถยนต์ไฟฟฟ้าขนาดเล็ก ครั้งแรกในประเทศไทยที่งาน Motor Expo 2021

0
Motor Expo 2021 36

ครั้งแรกกับการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า พลังงานบริสุทธิ์สายรักษ์โลกอย่าง POCCO รถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ด้านการเป็นเลิศในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก และถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

POCCO (THAILAND) Co., LTD  โดย BRG Group  ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ป๊อคโค่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ตอกย้ำการเป็นผู้นำเข้ารถยนต์และเป็นเจ้าตลาดในวงการรถยนต์

(ป๊อคโค่) รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่สร้างขึ้นโดย POCCO AUTO ภายใต้ Yogomo Group ซึ่งเป็นกลุ่มแรก ๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศจีน  เป็นรถยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคนรุ่นใหม่ที่มีมุมมองการใช้รถยนต์ที่เปลี่ยนไปและกำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าที่ครอบคลุมทุกการใช้งาน การมาของ POCCO ในครั้งนี้ เพื่อเป็นผู้นำเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในไทย และมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าแบบสุดพิเศษไม่ซ้ำใครให้กับทุกคน

ทั้งนี้ POCCO ยังโดดเด่นเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความสวยงามแบบรถยนต์ยุคใหม่ ดีไซน์ตัวถังทันสมัยและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมไปถึงองค์ประกอบการออกแบบภายในรถสร้างบรรยากาศสุดเท่ ให้ความรู้สึกแตกต่างกับรถยนต์ค่ายอื่น ๆ  ซึ่งการออกแบบแนวนี้กำลังเป็นเทรนด์ที่นิยมมาก ๆ ในตอนนี้  รวมไปถึงยังเป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ครอบคลุมทุกการใช้งานที่หลากหลาย มีฟังก์ชันต่างๆ ครบครัน เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันที่สุด โดยรุ่นที่นำมาโชว์ในงาน Thailand International Motor Expo 2021นี้มีด้วยกัน 2 รุ่น อาทิ

POCCO รุ่น MM รถยนต์ไฟฟ้าแบบ 3 ประตู และ POCCO รุ่น DD รถยนต์ไฟฟ้า แบบ 5 ประตู ที่สุดของรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กภายใต้คอนเซ็ปต์  Fashion – Small – New –  Trend – Fine

ตัวถังมีดีไซน์สวยทันสมัย สะท้อนภาพลักษณ์การเป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กได้อย่างดีเยี่ยม ภายในห้องโดยสารถูกแบบมาให้โปร่งโล่งสบาย มีทัศนะวิสัยในการมองเห็นที่ดี มาพร้อมกับแบตเตอรี่ ลิเธียมไอออน 9.2KWH – 14.5 KWH สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 116 – 178 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1ครั้ง เปิดตัวในราคาเริ่มต้นที่ 389,000 บาท

สำหรับลูกค้าที่จอง POCCO  ในงาน Thailand International Motor Expo 2021 รับข้อเสนอสุดพิเศษ และ รับการรับประกันแบตเตอรี่นานถึง 5 ปีหรือ 80,000 กม.

ลูกค้าที่เข้าไปจองภายในงาน Thailand International Motor Expo 2021 จะได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 – 12 ธ.ค. 64

ทดสอบทางไกลกับ Honda HR-V e-HEV RS อยากรู้อะไร เรามีคำตอบ ไม่ต้องรอ 1.5 T ฮอนด้าไม่เอามาขายแน่

0
Honda HR-V e-HEV Pic Open

เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยกับ All New Honda HR-V ภายใต้ชื่อรุ่น e:HEV ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ E EL และ RS ซึ่งรุ่นท๊อพ RS ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นสถานที่เปิดตัวครั้งแรกของโลก ซึ่งรายละเอียดต่างๆ Auto Motor Thailand เคยได้รีวิวให้รับชมก่อนที่จะขายจริง ครั้งนี้จะเป็นการทดสอบสมรรถนะทางไกลจากกรุงเทพ-หัวหิน จ.ประจวบคีรีขัน์ ระยะทางกว่า 220 กม. รายละเอียดต่างๆ จะเป็นเช่นไร มาเข้าเรื่องกันเลย ส่วนใครที่รอขุมพลังบล๊อคเดียวกับ Honda Civic ล้มโปรเจคไปก่อนครับ เพราะฮอนด้าย้ำชัด สำหรับ All New Honda HR-V ที่จำหน่ายในไทย จะไม่มีทางเลือกของขุมพลังบล๊อค 1.5 T บล็อกเดียวกับ Honda Civic แน่นอน

Honda HRV e-HEV 1

การปรับโฉมใหม่ของ All New Honda HRV เจนเนอเรชั่นที่ 2 มากับรูปลักษณ์ใหม่ในสไตล์หรูหรา และปราณีต สำหรับรุ่นท๊อพ RS ที่ได้ใช้เป็นพาหนะในการทดสอบครั้งนี้ จะแตกต่างกว่าอีก 2 รุ่น ชัดเจนตั้งแต่มุมมองด้านหน้าที่ดูสปอร์ต

Honda HRV e-HEV 2

 

Honda HRV e-HEV 5

กระจังหน้าในรุ่น e:HEV EL จะเป็นสีเดียวกับตัวรถ และ ในรุ่น E จะใช้เป็นสีดำเงา ส่วนในรุ่น RS เป็นแบบโครเมียม และพิเศษด้วยสัญลักษณ์ AMP UP ที่ล่างกันชนหน้า

Honda HRV e-HEV 3

Honda HRV e-HEV 5

ไฟหน้าทุกรุ่นเป็นแบบ LED ในรุ่น RS จะพิเศษตรงที่ไฟเลี้ยวด้านหน้า เป็นแบบ LED Sequential ไฟท้ายแบบ LED Light Strip เชื่อมต่อกับไฟเบรกเป็นเส้นแนวยาว

Honda HRV e-HEV 6

อีกส่วนที่ต่างคือล้อ ในรุ่น E และ EL ล้อใช้ขนาด 17 นิ้ว แต่ RS เป็น 18 นิ้ว

Honda HRV e-HEV 7

มิติตัวรถนั้นปรับเพิ่มจากรุ่นเดิม ความยาวตัวถังเพิ่ม 4 ซม. กว้างและสูงขึ้น 2 ซม. โดยประมาณ

Honda HRV e-HEV 8

ฟังค์ชั่นฝาท้ายแบบแฮนด์ฟรี และเพิ่มฟีเจอร์ปิดฝาท้ายอัตโนมัติ เมื่อเดินห่างจากตัวรถ จะมีเฉพาะรุ่น EL และ RS เท่านั้น

Honda HRV e-HEV 9

ภายในกว้างขึ้น โดยพื้นที่ขาและเข่าแถว 2 เพิ่มถึง 35 มม. ทุกรุ่นมากับเบาะหนังดีไซน์ใหม่สีดำ รุ่น RS จะเย็บด้ายแดง ในส่วนของผู้ขับขี่ปรับและพับด้วยไฟฟ้า พร้อมออกแบบให้สูงกว่าเดิม เพื่อทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดี มองได้ไกล ส่วนเบาะนั่งผู้โดยสาร ไม่ได้ติดตั้งระบบไฟฟ้า เป็นการปรับพับมือ ธรรมดา

Honda HRV e-HEV 10

ไฮไลท์อยู่ที่เบาะนั่งด้านหลังแบบอเนกประสงค์แยกพับแบบ 60:40 ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ 3 รูปแบบ ได้แก่

Utility Mode: เบาะด้านหลังทั้ง 2 ด้านปรับพับเรียบ

Honda HRV e-HEV 11
Long Mode: เบาะด้านหน้าและด้านหลังปรับพับ เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว

Honda HRV e-HEV 12
Tall Mode: พับเบาะด้านหลังขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวสูง

ส่วนหลังคาแก้วแบบพาโนรามิค ที่กำลังเป็นกระแส จะมีในรุ่น RS เท่านั้น

Honda HRV e-HEV 14

ปลายทางของการทดสอบอยู่ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาวจากกูเกิลแมพอยู่ที่กว่า 220 กิโลเมตร เริ่มเดินทางย่านมีนบุรี ท่ามกลางสภาพจราจรที่หลากรูปแบบ ในจุดนี้พบว่า ห้องโดยสารไม่ถึงขั้นเงียบ ทั้งที่มีการใช้เทคโนโลยีต่างๆเข้ามาลดรอยต่อของโครงสร้าง รวมถึงฉีดสเปย์โฟมตามทั้งเสา A B และ C

ชุดมาตรวัดแสดงการทำงานผ่านจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว ที่หยิบยกมาจาก City แสดงการทำงานของระบบต่างๆแบบเรียบง่าย แต่ก็ครบทุกฟีเจอร์

Honda HRV e-HEV 15

พวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่น เน้นการใช้งานปุ่มกดต่างๆเพื่อควบคุมระบบความบันเทิง รวมถึงการสั่งงานด้วยเสียง Siri และ ระบบ Honda Sensing

Honda HRV e-HEV 16

ซึ่งด้านหลังยังมีแป้นแพดเดิลชิฟท์ แต่ใช้ควบคุมการทำงานของระบบช่วยชะลอความเร็วรถ ซึ่งจะส่งพลังงานที่จะสะสมไปยังแบตเตอรี สามารถเลือกความหนืดได้ถึง 3 ระดับ ในการใช้งานนั้นสามารถสร้างแรงเฉื่อยที่แตกต่างกันได้อย่างชัดเจน

Honda HRV e-HEV 17

ส่วนระบบ Honda Sensing มีด้วยกันอยู่ถึง 6 ฟีเจอร์ เริ่มจาก

ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)

ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)

ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)

ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

ทั้งหมด เป็นแบบเดียวกับที่ใช้ใน Honda City การทำงานเหมือนกัน ถ้าเป็นของ Honda Civic จะทันสมัยกว่าตรงที่แสดงภาพของรถคันไหน้าได้ทั้ง รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ไปยันรถบรรทุก

ชุดจอกลางขนาด 8 นิ้ว ระบบ Advance Touch ดูไม่กลมกลืนกับคอนโซลสักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นเพียงเรื่องของดีไซน์ การใช้งานสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto และยังแสดงภาพจากกล้องมองหลัง รวมถึงระบบ Honda Lane Wacth ที่จะนำภาพจากล้องบริเวณกระจกมองข้างมาแสดง แต่ความคมชัดยังไม่ค่อยคมสักเท่าไหร่นัก เมื่อเทียบกับคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน

Honda HRV e-HEV 18

ระบบแอร์ไม่พลาดที่จะติดตั้งช่องกระจายความเย็นให้กับผู้โดยสารแถวที่ 2 ซึ่งช่องปรับอากาศด้านหน้าทั้งฝั่งซ้ายและขวา จะมีการติดตั้ง Air Diffusion System ระบบที่ทำให้ความเย็นกระจายแบบหมุนวน

Honda HRV e-HEV 17

รุ่น RS จะมีที่ชาร์จสมาร์ทโฟนในรูปแบบ Wiress Charger ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

Honda HRV e-HEV 17

ส่วนคันเกียร์ไม่มีบวก/ลบ มีปุ่มควบคุมการทำงานระบบ Drive Mode ซึ่งประกอบด้วย Eco Normal และ Sport รวมถึงเบรกมือไฟฟ้า Auto Hold ทั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ได้นำระบบ Hill Desent Control หรือระบบช่วยลงทางลาดชันมาติดตั้งให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

Honda HRV e-HEV 21

การทำงานของโหมดขับขี่แตกต่างกันชัดเจน ในขณะที่ใช้โหมด Sport หรือในกรณีเร่งแซง จากเกียร์อัตโนมัติ E CVT จะเปลี่ยนเป็นการใช้งานแบบเกียร์อัตมัติ ที่จับจังหวะการเปลี่ยนอัตรทดได้ถึง 3 ตำแหน่ง เพื่อให้การขับขี่สนุกและเร้าใจยิ่งขึ้น

สำหรับการทดลองระบบ eHEV Full Hybrid ซึ่งเป็นการทำงานร่วมระหว่างไฟฟ้า 2 ตัว เพื่อสร้างกระแสไฟ และ ขับเคลื่อนล้อ ให้กำลัง 131 แรงม้า พร้อมแรงบิด 253 นิวตันเมตร พร้อมเครื่อง 1.5 ลิตร DOHC iVTEC ให้กำลัง 105 แรงม้า 127 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์ e-CVT อัตราสิ้นเปลือง 25.6 กม./ลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขจากอีโค่สติ๊กเกอร์ แต่ในครั้งนี้ เราได้ทำการปรับเซ็ทระยะทาง เพื่อหาค่าเฉลี่ยสำหรับการใช้งานจริง ผลที่ได้จึงต้องไปลุ้นปลายทาง

Honda HRV e-HEV 22

ด้านอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ในเวลา 10.3 วินาที อัตราเร่ง 80-120 กม./ชม. ใช้เวลา 8.3 วินาที สะท้อนให้เห็นถึงพละกำลังที่ไม่ถึงขั้นปรู๊ดปร๊าด แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานในทุกย่านความเร็ว และความเร็วสูงสุดที่ทำได้ ไปหยุดเอาเกือบ 170 กม./ชม.

Honda HRV e-HEV 23

ในย่านความเร็วสูง ระบบจะตัดการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าออก จะเหลือเพียงขุมพลังจากเครื่องยนต์ ซึ่งเมื่อใช้รอบสูง เสียงเครื่องยนต์ที่ครางไม่ต่างไปจาก Honda City ก็เริ่มได้ยินชัดเจนขึ้น

Honda HRV e-HEV 24

แต่ก็น่าแปลกตรงที่เสียงจากภายนอกเร็ดรอดเข้ามาในตัวรถยังคงรักษาระดับเดิม ซึ่งฟังด้วยหู แทยไม่ต่างไปจากย่านความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม.

การทดลองขับในครั้งนี้ขอชื่นชมกับระบบเบรก และ ระบบรองรับ ที่ได้ปรับมาให้มีเบรกที่เอาอยู่ กระจายแรงเบรกได้ดี และไม่หัวทิ่ม ส่วนช่วงล่างด้านหน้าในแบบแมคเฟอร์สัน และด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม ปรับเซ็ทมาดีเกินคาด ขับสนุก และมั่นใจได้กับการควบคุม การซับแรงสั่นสะเทือนของระบบรองรับไม่ถึงกับแข็งกระด้าง แต่ก็ไม่นุ่มนวลจนเกินไป

พวงมาลัยติดตั้งระบบแปรผันรูปแบบใหม่ ที่ทำงานแปรผันตามรอบความเร็วได้แม่นยำ และมีอัตราทดรอบอยู่เพียง 2.44 ในขณะที่รุ่น E และ EL จะอยู่ที่ 2.77

ส่วนเรื่องที่เป็นประเด็นถกเถียงว่า วัสดุที่ใช้ในการบังแดดดูไม่สมราคา แต่ทางผุ้ผลิตแจ้งมาว่ามีความทนทานสูง และผ่านการทดสอบเกือบ 2 ปี จึงไดด้มาซึ่งแผงบังแดดแบบที่ทุกท่านทราบ

Honda HRV e-HEV 25

จุดสำคัญอยู่ที่กระจกหลังคาพาโนรามิก ในเนื้อกระจกนั้นมีการผสมสารป้องกัน ได้ทั้ง UV A และ B แต่ด้วยความเป็นประเทศเมืองร้อน การติดฟิลม์กรองแสงเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่เหมือนการติดฟิลม์ในกระจกพาโนรามิคนี้ อาจทำให้มีการเสื่อมคุณสมบัติของสารเคลือบต่างๆในเนื้อกระจกก็เป็นได้

สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยมาจบที่ปลายทางคือ 17 กม./ลิตร กับการเค้นสมรรถนะในโหมด Sport เกือบ 80% ของเส้นทางทั้งหมด ซึ่งตัวเลขที่ได้กับรูปแบบการทดสอบ ก็ยังถือว่ารับได้ แต่หากไม่ใช้การขับขี่แบบเค้นสมรรถนะ เพื่อนสื่อที่ร่วมทริพ หลายๆท่าน ทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้กว่า 20 กม./ลิตรเลยทีเดียว

Honda HRV e-HEV 26

มาถึงบทสรุปของการทดสอบในครั้ง สำหรับ All New Honda HRV e-HEV RS ในด้านรูปลักษณ์ ดูหรูและประณีต ห้องโดยสารกว้างขวาง ติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาให้ครบครัน Honda Sensing อัพเดทมาให้ครบ ช่วงล่างและเบรค เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ปรับเซทมาได้ดี ขุมพลังไม่ถึงกับแรง แต่ก็ตอบโจทย์ในทุกย่านความเร็ว สิ่งที่ควรปรับนั่นคือการเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร เสียงคำรามของเครื่องยนต์ รวมถึงชุดจอกลางที่ยังดูแล้วขัดใจ ราคาค่าตัว 1.179 ล้านบาท ในฐานะสาวกของฮอนด้า แน่อนนว่ายอมทุ่มใจ แต่ถ้าเติมออฟชั่นอย่าง เตือนการชนขณะถอยออก และเบาะไฟฟ้าคู่หน้า ก็น่าจะสมน้ำสมเนื้อยิ่งขึ้น

Honda HRV e-HEV 27

เพิ่มเติมให้อีกเล็กน้อย สำหรับผู้ที่รอคอย Honda HRV รูปแบบของขุมพลังเดียวกับ Honda Civic บอกตรงนี้ไว้เลยว่าไม่ต้องรอ ฮอนด้า ออโต้โมบิลส์ เน้นระบบ e-HEV เป็นขุมพลังหลัก และไม่มีนโยบายจะใช้กับครอสโอเวอร์รุ่นธงของค่ายแน่นอนครับ

Honda HRV e-HEV 29

คุณ มนวรา เพชรพลากร ผู้จัดการทั่วไป บ.ฮอนด้า ออโตโมบิลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ” สำหรับใครที่รอขุมพลังบล๊อค 1.5T ใน Honda Civic ทาง ฮอนด้า ออโต้โมบิลส์ จำกัด ไม่มีโครงการจะนำมาใส่ใน All New Honda HRV แนนอน และโมเดลนี้จะทำตลาดในเมืองไทยแต่ระบบ e-HEV เท่านั้น

 

 

 

ภาพล่าสุด New Subaru XV EyeSight โฉมใหม่จากโรงงาน

0

ค่ายดาวลูกไก่เตรียมพร้อมเผยโฉม New Subaru XV Eyesight รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็กของซูบารุ ที่มีการติดตั้งเทคโนโลยีเสริมความปลอดภัย EyeSight ดวงตาที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ชอบความท้าทายและรักการผจญภัย มีกำหนดเปิดตัวแน่นอนแบบไม่มีกักและพร้อมให้ทดลองขับในงาน ในงาน Motor Expo 2021 นี้

ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ ยนตรกรรมสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลาง DNA รถแข่งสมรรถนะสูง

0

เมื่อพละกำลังความแรงระดับ 500 แรงม้า (368 กิโลวัตต์) จากขุมพลังเครื่องยนต์รอบจัด ได้รับการวางบนกึ่งกลางโครงสร้างตัวถังที่มีน้ำหนักเพียง 1,415 กิโลกรัม นั่นการนิยามความหมายใหม่ของคำว่า “สุนทรียภาพแห่งการขับขี่” ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) สุดยอดยนตรกรรมรุ่นล่าสุดของตระกูล 718 ที่เฉียบคมที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยการออกแบบและพัฒนาให้มีโครงสร้างน้ำหนักเบา ช่วงล่างปรับแต่งให้มีเสถียรภาพสูงสุด ระบบอากาศพลศาสตร์ที่เหนือชั้น และเสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สร้างความประทับใจจากศักยภาพอันเหนือชั้นในด้านของการบังคับควบคุม ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนภูเขาคดโค้งอันลาดชัน หรือการขับขี่ในสนามแข่งด้วยความเร็วสูง ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) ยนตรกรรมสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางคันนี้ สามารถวิ่งครบรอบสนาม Nürburgring Nordschleife ได้เร็วกว่าปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 (Porsche 718 Cayman GT4) ได้ถึง 23 วินาที

ประจำการด้วยขุมพลังเบนซิน 6 สูบนอน ไร้ระบบอัดอากาศ เช่นเดียวกันกับรถแข่งปอร์เช่ 911 จีที3 คัพ (Porsche GT3 Cup) และปอร์เช่ 911 จีที3 ใหม่ (The new Porsche 911 GT3) ในสายการผลิตปกติ ยนตรกรรมสปอร์ต 2 รุ่นนี้ คือเพชรเม็ดงามของวงการยานยนต์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการขับขี่สมรรถนะสูง การทำงานของเครื่องยนต์สร้างรอบได้สูงถึง 9,000 รอบต่อนาที เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 (Porsche 718 Cayman GT4) และปอร์เช่ 718 เคย์แมน  จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) นั้นรุ่น RS  มีพละกำลังมากกว่าถึง 80 แรงม้า (59 กิโลวัตต์) อัตราส่วนน้ำหนักต่อแรงม้าอยู่ที่ 2.83 กิโลกรัม/แรงม้า แรงบิดสูงสุดเพิ่มขึ้นจาก 430 เป็น 450 นิวตันเมตร

อุปกรณ์ส่วนควบใหม่ที่ถูกนำเข้ามาเสริมประสิทธิภาพให้แก่ยนตรกรรมสปอร์ต 718 ในรุ่นสูงสุด คือช่องรับอากาศหลังกระจกประตูฝั่งผู้ขับขี่ และฝั่งผู้โดยสาร ซึ่งโดยปกติแล้วช่องรับอากาศในปอร์เช่ 718 เคย์แมน (Porsche 718 Cayman) จะมีตำแหน่งติดตั้งกระจกขนาดเล็กอยู่บริเวณฝั่งผู้ขับขี่และฝั่งผู้โดยสาร โดยช่องรับอากาศตำแหน่งใหม่นี้สามารถเพิ่มปริมาณอากาศให้ไหลเข้าเครื่องยนต์ได้มากขึ้น และในขณะเดียวกันยังให้เสียงดูดอากาศที่ปลุกเร้าอารมณ์สปอร์ตได้อย่างเต็มพิกัด เนื่องจากช่องรับอากาศดังกล่าวมีตำแหน่งที่อยู่ไม่ไกลจากการรับฟังของผู้ขับขี่ สำหรับช่องรับอากาศบริเวณด้านหน้าของซุ้มล้อหลังยังคงถูกใช้เพื่อรับอากาศไประบายความร้อนของเครื่องยนต์เช่นเดิม เหมือนกันกับยนตรกรรมสปอร์ตสายพันธุ์ RS ทุกคัน ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) มาพร้อมความพิเศษของระบบส่งกำลังอัตโนมัติคลัทช์คู่อัจฉริยะ Porsche dual clutch transmission (PDK)  ซึ่งสามารถเปลี่ยนอัตราทดทั้ง 7 จังหวะได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงถ่ายทอดพละกำลังจากเครื่องยนต์ได้อย่างไร้ที่ติ โดยมีแป้นเปลี่ยนเกียร์ (shift paddles) ที่คอยช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละมือทั้ง 2 ข้างออกจากพวงมาลัย แม้ในขณะเปลี่ยนเกียร์แบบ manual แต่ถ้าผู้ขับขี่ต้องการเปลี่ยนคันเกียร์บนคอนโซลกลางดีไซน์ใหม่ ก็ยังคงสามารถทำการเปลี่ยนจังหวะได้เช่นเดิม

เกียร์อัตโนมัติ PDK อัตราทดเกียร์แบบชิด คือหัวใจสำคัญในการสร้างอัตราเร่งสุดอัศจรรย์ที่ได้จากรถสปอร์ตเครื่องยนต์ วางกลางคันนี้ ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) โดยทำให้รถสปอร์ตคันนี้ สามารถเร่งออกตัวจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 3.4 วินาที (ในรุ่น จีที4 ที่ติดตั้งเกียร์ PDK ทำได้ 3.9 วินาที) และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ในรุ่น จีที4 ที่ติดตั้งเกียร์ PDK ทำได้ที่ 302 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ณ ตำแหน่งเกียร์ที่ 7

เอกลักษณ์ของยนตรกรรมสปอร์ตสายพันธุ์ RS ทุกคัน คือโครงสร้างของตัวรถที่มีน้ำหนักเบา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความโดดเด่นด้านงานออกแบบของปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) รถสปอร์ต 2 ที่นั่งที่มีน้ำหนักเพียง 1,415 กิโลกรัม คำนวณในขณะที่รถบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มถัง แต่ยังไม่รวมผู้ขับขี่ หากวัดน้ำหนักตามมาตรฐาน DIN ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) จะมีน้ำหนักเบากว่า ปอร์เช่ 718 จีที 4 (Porsche 718 GT4) ที่ติดตั้งเกียร์ PDK ถึง 35 กิโลกรัม  สาเหตุที่น้ำหนักของตัวรถลดลงเกิดจากการนำวัสดุ carbon fibre reinforced plastic (CFRP) มาใช้เป็นส่วนประกอบต่างๆ อาทิ ฝากระโปรงหน้า และซุ้มล้อหน้า พรมปูพื้นน้ำหนักเบามีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก การลดปริมาณของวัสดุซับเสียง กระจกบังลมหลังที่ผลิตจากกระจกน้ำหนักเบา แผงประตูลดน้ำหนักด้วยมือเปิดแบบ textile opening loops และตาข่ายในห้องเก็บสัมภาระล้วนมีส่วนในการกำจัดน้ำหนักที่ไม่จำเป็นออกทั้งสิ้น

หนึ่งในอุปกรณ์ภายนอกที่ความแตกต่างจากเดิม คือปีกหลังแบบใหม่ที่ต้องติดตั้งในรูปแบบตายตัวด้วยขายึดแบบ swan-neck และโครงสร้างรองรับขายึดที่ทำจากอะลูมิเนียม ปีกหลังทรงประสิทธิภาพดังกล่าว ได้รับการถ่ายทอดจากรถแข่งปอร์เช่ 911 อาร์เอสอาร์ จีที (Porsche 911 RSR GT) ซึ่งถูกติดตั้งลงในรถปอร์เช่จากสายการผลิตปกติครั้งแรกในรุ่น 911 จีที3 (911 GT3) ประกอบกับความสูงของช่วงล่างที่ลดลงถึง 30 มิลลิเมตร สะกดทุกสายตาด้วยช่องระบายอากาศบริเวณด้านหน้าซุ้มล้อ ระบบอากาศพลศาตร์ชั้นเลิศ จัดสรรการไหลเวียนกระแสลมจากแผ่นปิดใต้ท้องรถต่อเนื่องไปยังแผงดิฟฟิวเซอร์ด้านหลัง ดิฟฟิวเซอร์ด้านหน้าสามารถปรับระดับได้หลายตำแหน่ง และลิ้นสปอยเลอร์หน้าใหม่พร้อมครีบรีดอากาศด้านข้าง เมื่อขับขี่ในโหมด Performance ที่สงวนไว้สำหรับการลงสนามแข่งความเร็วสูง ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) สามารถสร้างแรงกดตัวถังได้สูงกว่า ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 (Porsche 718 Cayman GT4) ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์

การปรับแต่งระบบช่วงล่างเป็นอีกเหตุผลของสมรรถนะที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น จุดยึด Ball joints ใหม่ เสริมความแข็งแรงให้กับตัวรถ ส่งผลต่อความแม่นยำ และการตอบสนองของการบังคับควบคุมที่ถนัดมือมากขึ้น โช็คอัพปรับความหนืดได้เต็มระบบโดยสามารถปรับตั้งการทำงานได้เป็นพิเศษในรูปแบบ RS พร้อมลงสนามแข่ง เช่นเดียวกับค่าความแข็งของชุดสปริง และเหล็กกันโคลง

อุปกรณ์พิเศษชุดแต่ง Weissach package เสริมภาพลักษณ์ดุดันยิ่งขึ้นให้กับ ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่   (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS)  ด้วยลิ้นชายล่างฝากระโปรงหน้า ช่องรับอากาศเข้าเครื่องยนต์ ช่องรับอากาศระบบระบายความร้อน ครอบกรองอากาศ ครอบกระจกมองข้างตอนบน และปีกหลัง ล้วนผลิตจากวัสดุคาร์บอน ปลายท่อไอเสียไทเทเนียมสะท้อนตัวตนของรถสปอร์ตได้เช่นเดียวกับปอร์เช่ 935 (Porsche 935) โครงนิรภัย roll cage ภายในห้องโดยสารตอนหลังผลิตจากวัสดุไทเทเนียมเช่นกัน แผงคอนโซลหน้าตอนบนหุ้มด้วยวัสดุ Race-Tex และประทับตราสัญลักษณ์ปอร์เช่ลงบนพื้นผิวของกระจกบังลมหลัง สามารถเลือกใส่ล้ออัลลอยฟอร์จแมกนีเซียมขนาด 20 นิ้ว แทนที่ล้ออัลลอยฟอร์จอะลูมิเนียมขนาด 20 นิ้วเมื่อติดตั้งชุดแต่ง Weissach package

การยกระดับสมรรถนะในหลายๆ ด้านของปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS)  เมื่อเปรียบเทียบกับ ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 (Porsche 718 Cayman GT4) จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) ก้าวข้ามขีดจำกัดทุกประการจนทำให้รถสปอร์ต 2 ประตูคันนี้ สมบูรณ์พร้อมด้วยสมรรถนะในการเข้ามาเป็นสมาชิกที่กร้าวแกร่งดุดันที่สุดในรถสปอร์ตสายพันธุ์  718  พิสูจน์ได้ด้วยหลักฐานอันหนักแน่นที่เกิดขึ้นระหว่างการปรับแต่งตัวรถขั้นตอนสุดท้ายบนสนาม Nürburgring Nordschleife เมื่อ Jörg Bergmeister  นักขับทดสอบและ Porsche Brand ambassador สามารถทำเวลาหลังพวงมาลัยรถในสายการผลิตปกติต่อรอบสนาม Nürburgring-Nordschleife ซึ่งมีระยะทาง 20.832 กิโลเมตร ด้วยตัวเลข 7:09.300 นาที  ทั้งนี้ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) สามารถวิ่งครบรอบสนามใช้เวลาเพียง 7:04.511 นาที ในระยะทาง 20.6 กิโลเมตร ซึ่งเร็วกว่าสถิติเดิมที่ 718 เคย์แมน จีที4 (718 Cayman GT4) ที่ทำไว้ถึง 23.6 วินาที

นอกจากนี้ผู้ที่ได้ครอบครองปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS จะได้พบกับนาฬิกาข้อมือรุ่นพิเศษ Porsche Design Chronograph 718 Cayman GT4 RS ที่รังสรรค์ขึ้นโดย Porsche Design ซึ่งโดดเด่นสง่างามด้วยวงล้อ counterpart 4 วง โครงสร้างของตัวเรือนดีไซน์ตามแนวคิดของการลดน้ำหนักของตัวรถแต่ยังคงไว้ซึ่งความเรียบหรู ล้ำสมัยไฮเทค จากวัสดุไทเทเนียม  กรอบหน้าปัทม์ได้รับแรงบันดาลใจจากการตกแต่งตัวถังของรถสปอร์ต สามารถเลือกสีได้ตามความต้องการเช่นเดียวกับสีของตัวรถ โดยนาฬิกาข้อมือรุ่นพิเศษนี้ถือเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ ผู้ครอบครองปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) เท่านั้น

และนอกจากนี้ยังสามารถเลือกติดตั้งอุปกรณ์พิเศษชุดแต่ง Weissach package ยกระดับระบบอากาศพลศาสตร์ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ปอร์เช่ยังได้เปิดตัว ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีทีโฟร์ อาร์เอส คลับสปอร์ต ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS Clubsport)   ในเวอร์ชั่นรถแข่ง ที่เมืองลอสแองเจลิสเช่นเดียวกัน ลูกค้าผู้ชื่นชอบกีฬาความเร็วเตรียมพบกับซีรีส์การแข่งขันระดับโลกซึ่งกำลังจะจัดขึ้นตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นไป

ราคาจำหน่าย

ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) เปิดตัวครั้งแรกของโลกในงานมหกรรมยานยนต์  Los Angeles Auto Show ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่  15.5 ล้านบาท พร้อมรับคำสั่งซื้อเเล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูม ปอร์เช่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เตรียมยกทัพรถยนต์ xEV บุกงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เชิญชวนชาวไทยร่วมชมและสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตกับพาเหรดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) และเทคโนโลยีสุดล้ำจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 (The 38th Thailand International Motor Expo 2021) เตรียมพบไฮไลท์สุดพิเศษกับการเผยโฉม All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV เป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทย พร้อมรถยนต์ที่จะมาสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนๆ ขาลุยสายออฟโรด ซึ่งนำมาจัดแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรกของโลกที่งานนี้ ร่วมด้วยทัพรถยนต์ยอดนิยมอย่าง All New HAVAL H6 Hybrid SUV รถยนต์ไฟฟ้า ORA Good Cat และรถยนต์รุ่นล่าสุดที่กำลังจะเปิดตัวในประเทศไทยอย่าง All New HAVAL JOLION Hybrid SUV รวมไปถึงการจัดแสดงเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะที่เตรียมให้ทุกคนได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์อีกมากมาย โดยสามารถร่วมชมการถ่ายทอดสดบรรยากาศการแถลงข่าวเปิดบูธของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ทาง Facebook หรือ TikTok หรือ YouTube: GWM Thailand ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ตั้งแต่เวลา 12.15 น. เป็นต้นไป

ภายในงานจะได้พบกับ

  • ครั้งแรกของโลกกับการเผยโฉม “All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV” รถยนต์เอสยูวีปลั๊กอิน-ไฮบริดรุ่นล่าสุดจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่อัดแน่นไปด้วยนวัตกรรมอันล้ำสมัยผสานกับดีไซน์อันโฉบเฉี่ยว ซึ่งผู้บริโภคชาวไทยจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้ยลโฉมรถคนนี้ก่อนใครในโลก
  • ครั้งแรกของโลกกับการจัดแสดงรถยนต์ Secret Model ที่มาพร้อมดีไซน์สุดล้ำ เอาใจผู้ขับขี่ขาลุยสายออฟโรด ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กิจกรรมกลางแจ้งและการผจญภัย ที่จะมาเผยชื่อรุ่นและเผยโฉมให้ชาวไทยได้สัมผัสสมรรถนะความแข็งแกร่งกันอย่างใกล้ชิดภายในงาน
  • ตอกย้ำกลยุทธ์ในการเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV Leader) โดยรถยนต์ที่นำมาจัดแสดงทุกรุ่นเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) ทั้งหมด นำโดยรุ่นยอดนิยมอย่าง All New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่ครองยอดขายอันดับ 1 ในเซกเมนต์รถยนต์คอมแพคเอสยูวีในไทยถึง 3 เดือนซ้อน ร่วมด้วย All New HAVAL JOLION Hybrid SUV เจ้าสิงโตอารมณ์ดี รถยนต์เอสยูวีรุ่นล่าสุดจากแบรนด์ HAVAL และพลาดไม่ได้กับเจ้าเหมียวไฟฟ้า ORA Good Cat จากแบรนด์ ORA รถยนต์ไฟฟ้า 100% ขวัญใจผู้บริโภคชาวไทย
  • พิเศษสุดกับการจัดแสดงสุดยอดเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะจากเกรท วอลล์ มอเตอร์ อย่าง GWM LEMON DHT Platform และ GWM LEMON E Platform พร้อมนำทุกคนสู่ความก้าวล้ำนำสมัยของนวัตกรรมการขับขี่แห่งโลกอนาคต
  • เพลิดเพลินไปกับการเลือกชมรถยนต์ หรือซื้อสินค้าไลฟ์สไตล์และของที่ระลึก โดยมีน้อง Intelligent Ambassador (iAM) คอยดูแลและให้คำแนะนำอย่างเต็มที่ และพักผ่อนหย่อนใจในระหว่างวันได้ที่ Mini Bar และ Lifestyle Lounge ที่พร้อมต้อนรับทุกท่านอย่างอบอุ่นตลอดทั้งงาน
  • ร่วมสนุกไปกับกิจกรรมต่างๆ พร้อมลุ้นรับของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมายได้ที่บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ อาทิ กิจกรรม DIY Workshop กิจกรรม GWM FUN เช็คอินเพื่อรับคะแนนไปแลก Fun Gift ที่น่าสนใจ หรือกิจกรรม HAVAL PHEV Power กับการเล่นเกมที่สนุกสนาน กิจกรรม ORA POP on Mobile ที่ให้ทุกคนช่วยกันกดเติมพลังไฟฟ้าให้กับเจ้าเหมียว ORA Good Cat และการถ่ายภาพ AR PHOTO BOOTH โพสท่าสุดคูลไปกับเจ้าเหมียว AR ORA Cat พร้อมรับภาพถ่ายเป็นของที่ระลึก
  • ผู้ที่สนใจยังสามารถลงทะเบียนที่บูธของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เพื่อทดลองขับรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV รถยนต์ All New HAVAL JOLION Hybrid และรถยนต์ ORA Good Cat ได้ที่งาน
  • พบกับข้อเสนอและสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับรถยนต์ทุกรุ่นจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภายใต้แคมเปญ PREMIERE DEAL อาทิ

All New HAVAL H6 Hybrid SUV

  • ดอกเบี้ยพิเศษ 79% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 25% พร้อมการส่งมอบรถยนต์ถึงหน้าบ้าน และสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท
  • รุ่น PRO รับข้อเสนอภายใต้แคมเปญ PREMIERE DEAL พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่จองรถยนต์ภายในงาน Motor Expo และดอกเบี้ยพิเศษ 99% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 25% และรับฟรี ฟิล์มกรองแสงและถาดรองสัมภาระตอนท้าย พร้อมการส่งมอบรถยนต์ถึงหน้าบ้าน และสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 135,000 บาท

ORA Good Cat

  • ดอกเบี้ยพิเศษ 79% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 25% สำหรับทุกรุ่น พร้อม ฟรี การติดตั้งโฮมชาร์จเจอร์ และสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 125,000 บาท

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขอเชิญชวนทุกท่านที่บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ A11 ภายในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 1 – 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ)

สมาคมรถโบราณฯ จับมือ อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท จัดงาน “หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด ครั้งที่ 19”

0

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย โรงแรมอวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี เทศบาลเมืองชะอำ เทศบาลเมืองหัวหิน และ ททท. ร่วมกันจัดงาน “หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด ครั้งที่ 19” ตามแนวคิด “วันเวลาแห่งความทรงจำ” วันที่ 17 – 19 ธันวาคม นี้

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เผยว่า “งานหัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 โดยได้ร่วมมือกับ โรงแรมอวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี เทศบาลเมืองชะอำ เทศบาลเมืองหัวหิน และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมได้รับการบันทึกในปฏิทินของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซี่งมีหัวหินเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ”

“งานนี้จัดขึ้นภายใต้มาตรการป้องกัน COVID-19 อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนได้ชมรถโบราณ และรถคลาสสิคที่ทรงคุณค่าตลอดเส้นทาง กรุงเทพฯ-หัวหิน ภายใต้แนวคิด “วันเวลาแห่งความทรงจำ – Time to Remember” เพื่อรำลึกถึงวันเวลาแห่งความสุขช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งจะอยู่ในความทรงจำของคนรักรถโบราณ ที่ได้แวะมาเยือนเมืองหัวหินเป็นประจำทุกปี”

เนาวรัตน์ อรุณคง ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมอวานี พลัส หัวหิน ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานในปีนี้ เปิดเผยว่า “โรงแรมอวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติ และความไว้วางใจจากสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ให้เป็นสถานที่จัดงานแถลงข่าว และเป็นสถานที่จัดงาน วินเทจคาร์ พาเหรด เพื่อได้ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรีอีกครั้ง”

“โรงแรมของเราตั้งอยู่บนทำเลที่สวยงามริมชายหาด ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และมีห้องพักจำนวน 196 ห้อง พร้อมการออกแบบตกแต่งที่ร่วมสมัย สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย สปา ห้องอาหารที่หลากหลาย รวมไปถึงห้องบอลรูมที่มีขนาดใหญ่และพื้นที่สวนริมชายหาดกว่า 1 ไร่ เหมาะสำหรับการพบปะสังสรรค์ จึงทำให้มั่นใจว่าโรงแรมพร้อมเป็นสถานที่เริ่มต้นของงานครั้งนี้อย่างแน่นอน”

พิธีปล่อยขบวนรถโบราณ “หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด ครั้งที่ 19” จะเริ่มต้นที่ พิพิธภัณฑ์คนรักรถ AUTO RENDEZVOUS MUSEUM-BANGKOK ถนนประชาอุทิศ สู่ โรงแรมอวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท ในวันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม 2564 โดยประชาชนทั่วไปสามารถชมรถคลาสสิค และรถโบราณอันทรงคุณค่าได้อย่างใกล้ชิดตลอดเส้นทาง ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/VintageCarClub

เอ็มจี ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้า ส่งรถยนต์ต้นแบบ MG Cyberster มาที่งาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 38

0

เอ็มจี ผู้บุกเบิกรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะนำรถยนต์ต้นแบบแห่งอนาคต รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า 100% “MG Cyberster” เป็นรถยนต์ต้นแบบที่เผยโฉมครั้งแรกในงาน Shanghai Auto Show 2021 มาพร้อมความโดดเด่นในการเป็นรถที่ถูกออกแบบที่ล้ำสมัยและเป็นเอกลักษณ์ มีระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้ากว่า  800 กิโลเมตร จากแบตเตอรี่แบบไร้โมดูล (Moduleless Battery) ผสานขีดสุดของสมรรถนะด้วยการทำเลขอัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ในระยะเวลาไม่ถึง 3 วินาที นอกจากนี้ในด้านของเทคโนโลยียังสามารถรองรับระบบการเชื่อมต่อแบบ 5G และติดตั้งระบบขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving) เป็นรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับที่ 3 (Autonomous Level 3 : Conditional Automation) ในด้านของการออกแบบนอกจากการดีไซน์ห้องโดยสารแบบ E-sport แล้ว MG Cyberster ยังมีการติดตั้งชุดไฟหน้าแบบ “Magic Eye” แบบอินเทอร์แอคทิฟเสมือนดวงตาของรถยนต์ที่สามารถกระพริบได้ ติดตั้งชุดไฟ LED แบบ “Laser Belt” ที่ด้านข้างของตัวรถ ล้อดีไซน์ใหม่แบบ “Hacker Blade” และไฟท้ายแบบ “Red Wing” โดยการออกแบบในองค์รวมได้ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิคและกลิ่นอายจากสุดยอดรถสปอร์ตในตำนานอย่าง MGB Roadster ไว้ได้อย่างเต็มขั้น

สำหรับงาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 (Motor Expo 2021) ในปีนี้ เอ็มจี มาพร้อมคอนเซ็ปต์ PIONEER of EV” ชูภาพการเป็นผู้บุกเบิกรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย จากการริเริ่มนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหลากหลายรุ่นและผลักดันโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีอัดประจุไฟฟ้าจนครอบคลุมการใช้งานทั่วประเทศ นอกจาก รถยนต์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคต MG Cyberster แล้ว ยังมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทุกรุ่นของเอ็มจี นำโดย NEW MG EP PLUS รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย MG HS PHEV รถปลั๊กอินไฮบริดที่มอบคุณค่าให้กับผู้ใช้งาน และยนตรกรรมรุ่นยอดนิยมจากทุกเซกเมนต์ ไม่ว่าจะเป็น ALL NEW MG5 / MG ZS / MG HS / MG EXTENDER รวมถึงการจัดแสดงและสาธิตการใช้งานสถานีอัดประจุไฟฟ้า MG Super Charge ที่ปัจจุบันติดตั้งแล้วกว่า 119 แห่ง ทั่วประเทศ พร้อมพบกับโปรโมชั่นและข้อเสนอสุดพิเศษส่งท้ายปี ที่บูธเอ็มจี หมายเลข A13 ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 38 (Motor Expo 2021) ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อืมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1 – 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564 และโชว์รูมเอ็มจี 150 แห่ง ทั่วประเทศ

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand

เอเอเอสฯ เข้ารับรางวัล Thailand Top Company Award2021 รางวัลแห่งเกียรติยศและสร้างความภาคภูมิใจในความสำเร็จขององค์กร

0

คุณปีเตอร์ โรเวอร์ บริษัทเอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด เข้ารับรางวัล Most Trusted Trusted Brand Award รางวัลสำหรับองค์กรที่มีตราสินค้าที่ได้รับยอมรับทั้งด้านคุณภาพ และบริการตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กรได้อย่างเป็นเลิศ ในงาน THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2021 ที่จัดขึ้นโดย นิตยสาร BUSINESS+ โดยบริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดงานมอบรางวัลสุดยอดองค์กรธุรกิจไทย เพื่อยกย่ององค์กรที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมและมีความเป็นเลิศในแต่ละด้าน ประจำปี 2564 ภายใต้แนวคิด “สู่ชัยชนะบนสภาวะแห่งความไม่แน่นอน” โดยในปีนี้มีองค์กรได้รับรางวัลทั้งสิ้นรวม 29 รางวัล ประกอบด้วยรางวัลประเภทอุตสาหกรรม 8 รางวัล และรางวัลความเป็นเลิศ 21 รางวัล โดยทุกองค์กรที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลถือเป็นองค์กรต้นแบบ เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญแก่วงการธุรกิจไทย โดย ครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สู่ชัยชนะบนสภาวะแห่งความไม่แน่นอน” (Conquering the business uncertainty) สำหรับองค์กรที่ได้รับรางวัล นับได้ว่าเป็นสุดยอดแห่งองค์กรธุรกิจอย่างแท้จริง ที่สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันของเหตุการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ได้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ส่งผลให้ธุรกิจ ต้องหยุดชะงัก และต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบใหม่ที่เปลี่ยนไป นับเป็นความไม่แน่นอนที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก แต่ เอเอเอส ออโต้เซอร์วิส ถือเป็นสุดยอดองค์กร ที่สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ นำพาองค์กรให้สามารถยืดหยัดอยู่บนสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง ตลอดจนยังสมารถยกระดับศักยภาพในการบริหารจัดการธุรกิจให้เจริญงอกงามยั่งยืน อันเป็นรากฐานสำคัญของเศรษกิจไทยต่อไปในอนาคต

เอเอเอส ฯ นับเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ดำเนินธุรกิจโดยใช้ศักยภาพเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ ตลอดจนสะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินงานของบริษัทที่มีความโปร่งใส และเชื่อถือได้ในทุกมิติ นับเป็นความภาคภูมิใจของปอร์เช่ ประเทศไทย  ลูกค้า ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน  ที่มีส่วนสนับสนุนการสร้างความยั่งยืนในทุกมิติไปด้วยกัน โดยบริษัทฯจะมุ่งมั่นรักษาและพัฒนาการดำเนินงานอย่างยั่งยืนต่อไป

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ เผยโฉมพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะ และความอเนกประสงค์รอบด้าน สำหรับทุกการเดินทาง

0
ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ 1

ฟอร์ดสร้างนิยามใหม่ให้กับวงการรถกระบะอีกครั้ง ด้วยการเผยโฉมฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รถกระบะที่แกร่งที่สุด สมบุกสมบันที่สุด และชาญฉลาดที่สุดในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ เพื่อเป็นรถคู่ใจที่พร้อมเป็นเพื่อนลุยในทุกเส้นทาง

ด้วยความเชี่ยวชาญในการผลิตรถกระบะระดับโลกของฟอร์ด และความเข้าใจลูกค้าผู้ใช้งานจริงอย่างลึกซึ้งจากการทำงานร่วมกับลูกค้าฟอร์ดทั่วโลก ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ จึงได้รับการพัฒนาทั้งตัวรถและประสบการณ์ในการเป็นเจ้าของให้พร้อมตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการรถกระบะทั้งเพื่อใช้ในการทำงาน เป็นรถสำหรับครอบครัว และการท่องเที่ยวผจญภัย

“ฟอร์ด เรนเจอร์ ทำให้ฟอร์ดมีครอบครัวที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา” มร. จิม ฟาร์ลีย์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี กล่าว “รถกระบะรุ่นนี้เป็นเพื่อนร่วมทางที่คนทั่วโลกให้ความไว้วางใจ จากทั้งเจ้าของธุรกิจ เกษตรกร ครอบครัว นักผจญภัย บริษัทขนส่ง และอีกหลากหลายวงการใน 180 ประเทศทั่วโลก ด้วยฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ เราพร้อมมอบสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ไม่ใช่เพียงนำเสนอรถยนต์ที่ลูกค้าจะต้องหลงรัก แต่เรายังยกระดับการบริการให้ ‘พร้อมเสมอ’ ในการสานความสัมพันธ์กับลูกค้าให้แน่นแฟ้นและยั่งยืน นี่คือรถกระบะที่ใครๆ ก็อยากเป็นเจ้าของและได้สัมผัสด้วยตนเอง”

นอกจากการเผยโฉมฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ฟอร์ดยังได้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในเรื่องการดูแลลูกค้าแบบใส่ใจในทุกรายละเอียด ด้วยการดูแลลูกค้าแบบ‘พร้อมเสมอ (Always-On)’  ด้วยบริการมากมายที่พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในทุกมิติตามความต้องของการแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นบริการรับ-ส่งรถถึงบ้านเพื่อนำรถเข้ารับบริการ ณ ศูนย์บริการ โปรแกรมผู้ช่วยของลูกค้าฟอร์ด เรนเจอร์ (Ranger Concierge) และการนัดหมายผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น[i]

“ครั้งแรกที่เราคิดว่าเราจะพัฒนารถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ เราตั้งใจที่จะสร้างสิ่งที่เป็นมากกว่าสุดยอดรถกระบะคันใหม่ เพราะเรามุ่งมั่นที่จะสร้างสุดยอดประสบการณ์ในการใช้งานด้วย” ไดแอน เครก ประธานตลาดนานาชาติ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี กล่าว “บริษัทฟอร์ดเป็นธุรกิจของครอบครัว และเราอยากให้ลูกค้ารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวฟอร์ดด้วย การซื้อรถฟอร์ดแต่ละคันจึงเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของการพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกัน”

การใช้ชีวิตแบบ Live The Ranger Life

“เราสร้างฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ให้ครบด้วยองค์ประกอบต่างๆ ที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เจ้าของรถได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักได้มากขึ้น ด้วยฟีเจอร์ที่จะช่วยให้พวกเขาได้ออกไปค้นพบประสบการณ์ใหม่ๆ” มร. แกรี โบส์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารกิจการกลุ่มผลิตภัณฑ์ ประเภทรถกระบะระดับโลก กล่าว

ฟอร์ดเรียกนิยามของการใช้ชีวิตแบบเรนเจอร์ว่า ‘Live The Ranger Life’ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักออกแบบ และวิศวกรที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยึดถือร่วมกัน

“พวกเราเองก็เป็นเจ้าของรถกระบะ และความรักในการใช้ชีวิตแบบเรนเจอร์ก็กลายเป็นความรักที่เรามีให้กับรถด้วย” แกรี เสริม “ท้ายที่สุดแล้ว เราต้องการให้ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับจากรถกระบะของเรา ช่วยส่งเสริมและยกระดับการใช้ชีวิตของพวกเขา”

โครงการพัฒนาฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ดำเนินงานโดยศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ของฟอร์ดในประเทศออสเตรเลียเป็นหลัก ทีมผู้เชี่ยวชาญในโครงการประกอบด้วยนักออกแบบและวิศวกรหลากหลายเชื้อชาติ ทำงานร่วมกับทีมจากทั่วโลกเพื่อผสานเทคโนโลยีล่าสุดของฟอร์ดเข้ากับสมรรถนะ และความปลอดภัยในการสร้างสรรค์สุดยอดรถกระบะนี้ รวมถึงการสอบสุดหฤโหดตามมาตรฐานความแกร่งของฟอร์ด

“ทีมงานของเรามีเป้าหมายหนึ่งเดียวคือการสร้างฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ให้แกร่งที่สุด และมีสมรรถนะสูงสุดที่เราเคยพัฒนามา” มร. เกรแฮม เพียร์สัน ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาเรนเจอร์ กล่าว “เรานำรถไปทดสอบในสภาพแวดล้อมการขับขี่ที่หฤโหดที่สุดเท่าที่เราเคยทำมา และเรายังทดสอบไม่หยุดจนกว่าเราจะพอใจว่ารถคันนี้เป็นรถที่ ‘เกิดมาแกร่ง’ อย่างแท้จริง”

โฉมใหม่ พร้อมสมรรถนะที่เหนือกว่าเดิม

ความคิดเห็นจากลูกค้าฟอร์ดนับเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนารูปลักษณ์ภายนอกที่สมบุกสมบันของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ฟอร์ดใช้เวลาอย่างเต็มที่กับเจ้าของรถฟอร์ดจากทั่วโลก สัมภาษณ์ผู้ใช้จริงกว่า 5,000 ครั้ง รวมถึงจัดเวิร์กช็อปอีกหลายสิบครั้ง เพื่อทำความเข้าใจการใช้งานรถกระบะของลูกค้า และสิ่งที่พวกเขาคากหวังจากฟอร์ด เรนเจอร์รุ่นใหม่โดยตรง

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มีรูปลักษณ์ที่ดุดันและโฉบเฉี่ยว ด้วยภายนอกที่สะท้อนดีเอ็นเอรถกระบะระดับโลกของฟอร์ด ตั้งแต่กระจังหน้าใหม่ที่โดดเด่น และไฟหน้าใหม่รูปตัว C อันเป็นเอกลักษณ์ โดยมีเส้นสายบริเวณด้านข้างของตัวรถเชื่อมต่อไปยังซุ้มล้ออย่างโดดเด่น เพิ่มความรู้สึกที่มั่นคง และถือเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ด เรนเจอร์ มีไฟหน้าแบบเมทริกซ์ แอลอีดี ส่วนด้านหลังของรถได้รับการออกแบบมาให้สอดรับกับการกราฟฟิคด้านหน้า ห้องโดยสารได้รับการยกระดับให้เหมือนกับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมากขึ้นด้วยการเลือกใช้วัสดุที่หรูหรา ให้สัมผัสนุ่มสบาย อัดแน่นด้วยระบบเชื่อมต่อการสื่อสารและความบันเทิงไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแบบสัมผัสแนวตั้ง และระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4 ของฟอร์ด

รุ่นย่อยของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ที่เผยโฉม ได้แก่ ฟอร์ด เรนเจอร์ สปอร์ตที่พร้อมลุยได้ในแบบสมบุกสมบัน และฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรคสำหรับผู้รักการผจญภัย สะท้อนความต้องการด้านการใช้งานและความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย

“ลูกค้าบอกเราว่าฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ จะต้องดูแกร่ง และต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่” มร. แม็กซ์ ทราน หัวหน้าทีมออกแบบเรนเจอร์ กล่าว “พวกเขาได้บอกอย่างชัดเจนว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ควรเป็นอย่างไร ทั้งรูปลักษณ์ภายนอก และความรู้สึกที่ควรได้รับเมื่อขับขี่”

ภายใต้ตัวรถที่ออกแบบขึ้นใหม่ยังมีแชสชีสที่แข็งแกร่งขึ้นบนฐานล้อที่มีความยาวขึ้น 50 มิลลิเมตร และความกว้างเพิ่มขึ้นอีก 50 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับเรนเจอร์รุ่นก่อนหน้า โครงสร้างตัวถังด้านหน้ายังทำให้รถคันนี้พร้อมรองรับเทคโนโลยีระบบส่งกำลังหลากหลายรูปแบบในอนาคต และยังเผื่อพื้นที่ไว้ให้อากาศถ่ายเทไปยังหม้อน้ำได้มากขึ้น ช่วยลดอุณหภูมิเครื่องยนต์เมื่อใช้รถในการลากจูง หรือบรรทุกสัมภาระ

ระบบส่งกำลัง ตอบสนองทุกการใช้งาน

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว และเทอร์โบคู่ 2.0 แบบสี่สูบ เครื่องยนต์เทอร์โบเดี่ยวมีสมรรถนะให้เลือกสองแบบ พร้อมส่งมอบกำลัง แรงบิด และการประหยัดน้ำมัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก หรือผู้ประกอบการธุรกิจขนส่ง ส่วนเครื่องยนต์เทอร์โบคู่มอบประสบการณ์ที่เหนือชั้นขึ้นไปอีก สำหรับลูกค้าที่ต้องการกำลังที่แรงกว่า แต่ยังคงประหยัดเชื้อเพลิง

“เราทราบดีว่าลูกค้าของเราจะใช้งานฟอร์ด เรนเจอร์ สุดกำลังความสามารถของรถ เราจึงทดสอบรถด้วยวิธีเดียวกัน เราพยายามถึงที่สุดที่จะทำให้มั่นใจว่าฟอร์ด เรนเจอร์จะทำได้ทุกอย่างที่ลูกค้าต้องการ โดยการผ่านบทพิสูจน์ความแกร่งซ้ำแล้วซ้ำอีก” ปริติกา มหาราช ผู้จัดการโครงการฟอร์ด เรนเจอร์ กล่าว

ระบบเกียร์ในฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น โดยมีตัวเลือกเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด หรือธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

เสถียรภาพในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น

ฟอร์ดมุ่งมั่นในการพัฒนาเสถียรภาพในการขับขี่เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างกว้างขวางทั้งสำหรับการใช้ทำงาน การเป็นรถสำหรับครอบครัว และการเป็นเพื่อนคู่ใจในการเดินทางพักผ่อน วิศวกรของฟอร์ดจึงให้ความใส่ใจทุกขั้นตอนในการพัฒนา

“กลุ่มลูกค้าของเรามีหลากหลายมาก” เกรแฮม กล่าว “บางคนอาจเป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมที่ต้องการยานพาหนะที่ช่วยทุ่นแรงในการทำงาน พวกเขาต้องการรถกระบะตอนเดียว ขับเคลื่อน 2 ล้อ และมีกระบะท้ายที่กว้างขวางสำหรับขนส่งสินค้า”

“อีกส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นนักผจญภัยขาลุยออฟโรดตัวยงที่สามารถนำฟอร์ด เรนเจอร์ไปท้าทายขีดจำกัดในการแข่งขันอย่าง King of the Hammers หรือ Dakar Rally ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ คันนี้พร้อมเป็นรถคู่ใจที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าทั้งสองกลุ่ม และทุกๆ คนได้เป็นอย่างดี”

ทีมวิศวกรได้ขยับให้ล้อหน้าขึ้นมาด้านหน้าอีก 50 มิลลิเมตร เพื่อเพิ่มมุมเงย และปรับจูนช่วงหน้าให้รองรับการขับขี่แบบออฟโรดให้ดีขึ้น ช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่แบบออฟโรดด้วย นอกจากนี้ยังย้ายโช๊คหลังไปไว้ด้านนอกเพลาเพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารนั่งได้สบายขึ้นทั้งการขับขี่บนทางเรียบและออฟโรด ทั้งในการขนสัมภาระ หรือพาครอบครัวไปรับประทานอาหารเย็น

“สำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ เจนเนอเรชันใหม่ เราได้เพิ่มการปรับจูนเพื่อมอบความเป็นที่สุดให้ลูกค้าถึงสองด้านด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็น ‘ขั้นกว่าของเกิดมาแกร่ง’ โดยมีทั้งสมรรถนะ ความสมบุกสมบัน และความทนทานที่รถกระบะฟอร์ดพึงมี รวมไปถึงความสะดวกสบายและประสบการณ์เสมือนรถเก๋ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟอร์ด เรนเจอร์นำเสนอให้ลูกค้าตลอดมา” เกรแฮม กล่าว

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจนเนอเรชันใหม่ มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อให้เลือก 2  ระบบ ได้แก่ ระบบเปลี่ยนเกียร์อิเล็กทรอนิกส์แบบ Shift-On-The-Fly และระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะแบบเต็มเวลา (set-and-forget mode) ที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์การขับขี่ของลูกค้าได้ในทุกสภาพถนน ทั้งยังมีอุปกรณ์ช่วยเหลือในการขับขี่ออฟโรดที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ด้วยตะขอเกี่ยวคู่หน้าที่กันชนหน้า

ภายในห้องโดยสารตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้า

ลูกค้าฟอร์ดชอบห้องโดยสารภายในที่มีพื้นที่กว้างขวาง ทันสมัย รองรับการใช้งานได้หลากหลายทั้งใช้ทำงานและใช้เป็นรถของครอบครัว ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ จึงต้องทำหน้าที่เป็นทั้งห้องทำงาน และพื้นที่ส่วนตัวได้ในคราวเดียวกัน ด้วยฟีเจอร์อันชาญฉลาด ระบบเชื่อมต่อการสื่อสารทันสมัย ให้ความรู้สึกสะดวกสบาย และมอบพื้นที่เก็บของมากขึ้นกว่าเดิม

“เราทราบดีว่าลูกค้าต้องการห้องโดยสารที่มีทั้งความอัจฉริยะ ใช้งานได้หลากหลาย และยังให้ความรู้สึกสบาย เราจึงตั้งใจสร้างสรรค์ห้องโดยสารของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่พัฒนาขึ้นมาพิเศษ ประกอบกับพื้นที่จัดเก็บที่ออกแบบมาอย่างแยบยลและสวยงาม มอบความรู้สึกสบายและกว้างขวาง” แม็กซ์ กล่าว

หัวใจหลักของประสบการณ์การเชื่อมต่อบนฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ คือหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 10.1 หรือ 12 นิ้วตรงกลางคอนโซล เติมเต็มแผงหน้าปัดแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบด้วยระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4 ระบบความบันเทิง และระบบแสดงข้อมูล ยิ่งกว่านั้นฟอร์ดยังติดตั้งโมเด็มมาในตัวเพื่อเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันฟอร์ดพาส ทำให้ลูกค้าเชื่อมต่อการสื่อสารกับรถได้ตลอดเวลา โดยฟอร์ดพาสจะช่วยยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถด้วยฟีเจอร์ที่น่าสนใจ ทั้งการสตาร์ทรถจากระยะไกล ตรวจเช็คข้อมูลสภาพรถเบื้องต้น และสามารถล็อคและปลดล็อคจากระยะไกลได้ผ่านสมาร์ทโฟน

การควบคุมโหมดการขับขี่ต่างๆ ย้ายจากแผงหน้าปัดและคอนโซลเดิมมารวมอยู่ที่หน้าจอ SYNC เพียงปุ่มกดเดียว ผู้ขับขี่ก็จัดการโหมดการขับขี่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นทางเรียบหรือออฟโรดได้บนจอเดียว โดยสามารถควบคุมระบบขับเคลื่อน ดูองศาการเลี้ยว มุมเอียง มุมโคลง และข้อมูลอื่นๆ อีกมากมาย

หน้าจอดังกล่าวยังเชื่อมกับกล้อง 360 องศา ช่วยให้การจอดรถในเมืองหรือพื้นที่แคบเป็นเรื่องง่าย และช่วยตรวจสอบสิ่งกีดขวางรอบตัวรถระหว่างการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดได้ เทคโนโลยีบนฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังพร้อมรองรับการอัพเดตของซอฟต์แวร์ต่างๆ ในอนาคตผ่านโมเด็มที่ติดตั้งมากับรถ[ii]

“คุณจะเห็นได้ว่าฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ เป็นรถที่น่านั่ง และในขณะเดียวกันก็เหมาะสำหรับใช้ทำงานและพักผ่อน เกียร์อัตโนมัติแบบ Electronic Shifter ใหม่ถูกจัดวางไว้ตรงกึ่งกลาง เป็นอีกตัวอย่างของการนำความคิดเห็นจากลูกค้ามาช่วยในการตัดสินใจของเรา” แม็กซ์ กล่าว “ลูกค้าชื่นชอบเกียร์อัตโนมัติแบบ Electronic Shifter เป็นอย่างมาก เพราะให้ความรู้สึกล้ำสมัย และสามารถใช้งานง่าย”

ทีมออกแบบของฟอร์ดยังสร้างสรรค์พื้นที่จัดเก็บสัมภาระได้อย่างชาญฉลาด มอบความสะดวกสบายให้เจ้าของรถ นอกจากที่วางโทรศัพท์มือถือและแท่นชาร์จไร้สาย (ขึ้นอยู่กับตลาดที่วางจำหน่าย) ยังมีช่องขนาดใหญ่บริเวณกลางคอนโซลสำหรับเก็บของ ช่องเก็บของบริเวณประตูออกแบบมาให้เก็บของได้มากขึ้น ส่วนแผงหน้าปัดรถซ่อนลิ้นชักเก็บของไว้อย่างแนบเนียน พร้อมที่เก็บของเพิ่มเติมใต้และหลังเบาะหลังด้วย

ขึ้นกระบะท้ายได้ง่าย  เพิ่มการใช้งานที่หลากหลาย

“เมื่อเราพบกับลูกค้าด้วยตัวเอง และเห็นพวกเขาปีนเพื่อขึ้นกระบะท้ายอย่างไร เราก็มองเห็นโอกาสที่จะพัฒนาการใช้งานของรถให้ดีขึ้นทันที” มร. แอนโธนี่ ฮอลล์ ผู้จัดการด้านวิศวกรรมเรนเจอร์ กล่าว “ลูกค้าบางคนเหยียบยางและข้ามขอบกระบะจากด้านข้างรถ หรือไม่ก็ต้องโหนตัวปีนขึ้นฝากระบะท้าย”

การสังเกตการใช้งานจริงของลูกค้าเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบบันไดเหยียบข้างกระบะท้ายในฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถขึ้นกระบะท้ายได้อย่างสะดวกสบายและมั่นใจ

ยิ่งไปกว่านั้น ทีมงานยังออกแบบการเก็บสัมภาระให้เป็นไปได้หลากหลายวิธีมากขึ้น เพื่อให้การบรทุกของทำได้อย่างลงตัวและปลอดภัย

“การที่รถกว้างขึ้น 50 มิลลิเมตร อาจฟังดูเหมือนไม่มากนัก แต่ที่จริงแล้ว สิ่งนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากสำหรับการใช้งานพื้นที่กระบะท้าย เพราะลูกค้าจะจัดวางของได้หลายอย่างในแนวราบ เช่น แผ่นไม้อัด หรือแท่นวางสินค้าทั้งแผ่น” แอนโธนี กล่าว

การออกแบบรถโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ยังครอบคลุมไปถึงยางปูพื้นท้ายกระบะเนื้อหนาที่ช่วยทั้งป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดกับพื้นกระบะ และปกป้องเข่าของเจ้าของรถไม่ให้เข่าต้องโดนพื้นที่ทำจากเหล็กโดยตรง ฟอร์ดติดตั้งหูยึดกระบะบริเวณราวเหล็กเพื่อให้คาดเชือกหรือผ้าใบยึดสัมภาระได้หนาแน่นมากขึ้น และยังมีวัสดุหุ้มขอบกระบะครอบคลุมทั้งด้านข้างและบนฝากระบะท้าย ซ่อนจุดยึดหลังคากระบะหรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆ ไว้ด้านล่าง สำหรับลูกค้าที่ต้องการติดตั้งอุปกรณ์เสริมท้ายกระบะในภายหลัง

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมีระบบจัดการการเก็บสัมภาระแบบใหม่ ที่ออกแบบมาให้มีที่กั้นเพื่อเก็บของได้หลายขนาด เช่น ท่อนไม้ หรือกล่องเครื่องมือ เจ้าของรถยังสามารถแบ่งกระบะท้ายให้เป็นช่องเล็กๆ เพื่อจัดเก็บของที่ปกติต้องเก็บในห้องโดยสาร โดยใช้หมุดสปริงที่มีความแข็งแรงพิเศษยึดกับราวเหล็กที่ขอบกระบะ ส่วนฝาปิดกระบะท้ายยังสามารถเปลี่ยนเป็นโต๊ะนั่งทำงานได้ โดยมีมาตรวัด และช่องยึดแคล้มป์อยู่ที่ฝากระบะท้ายสำหรับการวัดและตัดวัสดุต่างๆ

ระบบสั่งการเปิด-ปิดไฟภายนอกแบบแยกส่วนที่สามารถควบคุมได้ผ่านหน้าจอ SYNC หรือแอปพลิเคชันฟอร์ดพาส มอบความสว่าง 360 องศารอบตัวรถเพื่อให้ลูกค้ามองเห็นได้ดีขึ้น และไฟส่องสว่างกระบะท้ายที่ติดตั้งอยู่ที่ใต้รางกระบะด้านซ้ายและขวา ช่วยให้มีแสงสำหรับทำงานหรือค้นหาสิ่งของในที่แสงน้อยหรือยามกลางคืน

ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า

เช่นเดียวกับความเอนกประสงค์ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ฟอร์ดมุ่งมั่นที่จะสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าเฉพาะบุคคลมากขึ้น

“ลูกค้าของเราเล่าถึงความคาดหวังที่พวกเขามองหาจากประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถ นั่นคือการได้รับบริการที่สะดวกสบายในแบบที่พวกเขากำหนดได้เอง เราจึงตั้งใจที่จะนำเสนอบริการเช่นนั้น รวมถึงบริการเพิ่มเติมอีกมากมายให้กับลูกค้า” ไดแอน กล่าว

ฟอร์ดพร้อมมอบบริการหลังการขายที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ดังนี้

  • ฟอร์ดพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมงแบบ ‘พร้อมเสมอ (Always-On)’ ในกรณีที่มีคำถามเกี่ยวกับรถฟอร์ดหรือต้องการความช่วยเหลือ บริการผู้ช่วยส่วนตัวสำหรับเจ้าของฟอร์ด เรนเจอร์ (Ranger Concierge) จะช่วยแนะนำลูกค้าในทุกประเด็นที่ลูกค้าต้องการทราบ
  • ฟอร์ดพาสเป็นแอปพลิเคชันที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อกับฟอร์ด เรนเจอร์ของตนเองได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านสมาร์ทโฟน โดยจะสามารถสตาร์ทรถจากระยะไกลได้ เพื่อให้แน่ใจว่าอุณหภูมิภายในรถ

จะเย็นสบายตามที่ต้องการเมื่อถึงเวลาที่ต้องเข้าไปในรถ และสามารถรับการแจ้งเตือนเมื่อถึงกำหนดเช็คระยะ

  • หากลูกค้ามีคำถาม หรือต้องการทราบเกี่ยวกับวิธีใช้ฟีเจอร์ล้ำสมัยของฟอร์ด เรนเจอร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แอปพลิเคชันฟอร์ดพาส ฟอร์ดก็มีโครงการ ‘เป็นเจ้าของเรนเจอร์อย่างมืออาชีพ’ หรือ ‘Master your Ranger’ ให้ลูกค้าได้รับคำแนะนำในหัวข้อที่ต้องการ
  • ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อการสื่อสารได้ตลอดเวลาเมื่ออยู่บนฟอร์ด เรนเจอร์ ผ่านระบบเชื่อมต่อการสื่อสาร SYNC[iii]

 

หากลูกค้าต้องการรับบริการ หรือมีข้อสงสัยใดๆ ฟอร์ดพร้อมให้ความช่วยเหลือหลากหลายช่องทาง เช่น

  • ผู้ช่วยส่วนตัวสำหรับเจ้าของฟอร์ด เรนเจอร์ (Ranger Concierge) ที่สามารถติดต่อได้ตลอดเวลา
  • บริการนัดหมายเข้ารับบริการออนไลน์ที่มอบความสะดวกสบายโดยผู้จำหน่ายฟอร์ดจะเข้ามารับรถเพื่อนำเข้าศูนย์บริการ และส่งคืนฟอร์ด เรนเจอร์ให้ลูกค้าถึงบ้าน หรือในกรณีที่ลูกค้าต้องการ ฟอร์ดยังสามารถให้ยืมฟอร์ด เรนเจอร์ ในระหว่างที่รถของลูกค้าอยู่ในศูนย์บริการ เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
  • ในอนาคต ฟอร์ดยังวางแผนที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์บริการแบบอัปเดทอัตโนมัติ เพื่อให้ลูกค้าไม่จำต้องจองการเข้ารับบริการในบางประเภท ผ่านบริการ Ford Power-Up

“ด้วยบริการเหล่านี้ เราตั้งใจที่จะมอบความพร้อมในการดูแลลูกค้าแบบ ‘พร้อมเสมอ (Always-On)’ ได้ตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่ลูกค้าต้องการ” ไดแอน กล่าว “นี่คือคำมั่นสัญญาที่เรามีให้ลูกค้าซึ่งเป็นเสมือนคนในครอบครัว เพราะฟอร์ดคือบริษัทครอบครัว และลูกค้าก็เป็นหนึ่งในครอบครัวของเรา”

อุปกรณ์เสริมให้เลือกตกแต่งรถตามสไตล์

ลูกค้าจะสามารถตกแต่งฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ตามสไตล์ ด้วยอุปกรณ์เสริมกว่า 600 ชิ้นที่ได้รับการยอมรับจากฟอร์ดโดยรายละเอียดอาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เพื่อให้ลูกค้าตกแต่งรถเพื่อการขับขี่ในเมืองและการผจญภัยได้ตามต้องการ รวมถึงชุดแต่งจาก ARB 4×4 Accessories ที่ฟอร์ดได้ร่วมมือกับแบรนด์ออฟโรดระดับโลกในการพัฒนาขึ้น ซึ่งมีวางจำหน่ายเฉพาะในบางประเทศ

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ จะผลิตที่โรงงานในประเทศไทย และแอฟริกาใต้ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2565 โดยจะมีการแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของรถและการเปิดตัวของแต่ละประเทศในโอกาสต่อไป

[i] บริการต่างๆ อาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ รายละเอียดของรถและบริการเฉพาะสำหรับแต่ละประเทศจะมีการแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป

[ii] การใช้งานแอปพลิเคชัน ฟอร์ดพาส เป็นไปตามเงื่อนไขและนโยบายการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของฟอร์ดพาส รวมถึงรุ่นของโทรศัพท์เคลื่อนที่ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและซอฟต์แวร์ (รวมถึงอัปเดตซอฟต์แวร์) ที่รองรับ ผู้ใช้งานเป็นผู้รับผิดชอบการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต การใช้สัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริการคอลเซ็นเตอร์ ที่ใช้ในการใช้งานแอปพลิเคชัน ฟอร์ดพาส บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น แอปพลิเคชัน ฟอร์ดพาส และโมเด็มเชื่อมต่อ ฟอร์ดพาส สามารถใช้งานเมื่ออุปกรณ์ทั้งสองมีการเชื่อมต่อเครือข่ายโทรคมนาคมเท่านั้น ฟอร์ดไม่สามารถรับประกันการได้ว่าแอปพลิเคชัน ฟอร์ดพาส จะใช้งานเต็มรูปแบบได้ตลอดเวลา และแอปพลิเคชันอาจไม่พร้อมใช้งานหรือบริการบางอย่างหยุดชะงักในบางกรณี ฟอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อจำกัดใด ๆ ของเครือข่ายโทรคมนาคมหรืออุปกรณ์มือถือของผู้ใช้

iiiการใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ บนระบบ SYNC 4 อาจไม่รองรับการทำงานบนโทรศัพท์บางรุ่น

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เปิดตัว ปาเจโร สปอร์ต รุ่นพิเศษ ฉลองครบรอบ 60 ปี

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัว มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ เพื่อร่วมฉลองการครบรอบ 60 ปี ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย พร้อมบริจาครายได้ส่วนหนึ่งเพื่อการกุศลและตอบแทนสังคมไทย โดย มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ รุ่นพิเศษดังกล่าวนี้มีจำนวนการผลิตที่จำกัด

สำหรับเหตุผลที่เลือกใช้สีแดงเพราะสีแดงเป็นสีแห่งความมุ่งมั่นและยังเป็นสัญลักษณ์แห่งสมรรถนะอันทรงพลังที่โลกต้องจดจำ สีแดงยังเป็นสีของตำนานเจ้าแห่งทะเลทรายอย่าง มิตซูบิชิ ปาเจโร ที่ได้รับการขนานนามจากการแข่งขันแรลลี่สุดหฤโหดระดับโลก ดาการ์ แรลลี่ พร้อมบ่งบอกถึงวิสัยทัศน์และเอกลักษณ์ความเป็น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ทั้งในด้านคุณภาพ ความน่าตื่นเต้น และความมุ่งมั่นที่ต้องการส่งมอบความพึงพอใจสูงสุด พร้อมร่วมค้นหาความสำเร็จใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้า 

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถลุยผ่านทุกอุปสรรค พร้อมการออกแบบที่โดดเด่นและเทคโนโลยีอันทันสมัย มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ถูกเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2551 จนถึงปัจจุบัน มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มียอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกมากกว่า 700,000 คัน ทั้งนี้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ยังถือเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นสำคัญเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ที่เหนือระดับทั้งในด้านการออกแบบและสมรรถนะ พร้อมการยอมรับจากลูกค้าทั่วโลกทั้งในด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ความทนทาน และความมั่นใจในขณะขับขี่”

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต รุ่น จีทีพรีเมียม มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ ดีไซน์ภายนอกด้วยสีสันที่โดดเด่นและดึงดูดทุกสายตาด้วยสีแดงใหม่ Medium Redพร้อมติดตั้งสัญลักษณ์รุ่นพิเศษฉลอง 60 ปี ที่ด้านข้างและที่ล้ออัลลอย ภายในดีไซน์พิเศษเหนือระดับด้วยสัญลักษณ์รุ่นพิเศษฉลอง 60 ปี ที่พนักพิงศีรษะและแผ่นกันรอยที่ขอบประตู มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ ยังมาพร้อมกับที่ชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือแบบไร้สายที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย ตลอดจนซองใส่กุญแจอัจฉริยะแบบ KOS พร้อมสัญลักษณ์รุ่นพิเศษฉลอง 60 ปี ที่แสดงถึงความพิเศษของรถอเนกประสงค์รุ่นดังกล่าว

พร้อมกันนี้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ ยังติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ ที่ดีไซน์เป็นสีดำทั้งหมด ได้แก่ กระจังหน้ารถ, ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว, ชุดตกแต่งใต้กันชนหน้า-หลัง และราวหลังคา

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ ผสานสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมของรถอเนกประสงค์ที่สามารถขับผ่านทุกสภาพถนน เข้ากับความสะดวกสบาย ความหรูหรา และระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย ดีไซน์ภายนอกยังคงความโดดเด่นด้วยเสาอากาศครีบฉลาม ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อมการสั่งงานด้วยระบบแฮนด์ฟรี ทำงานร่วมกับระบบมิตซูบิชิ รีโมท คอนโทรล ภายในห้องโดยสารตกแต่งหรูหราระดับพรีเมียม พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้วรถในตระกูลต ใหม่ ในอีก ่งที่ง่ายต่อการอ่าน สามารถเชื่อมต่อและแสดงข้อมูลจากหน้าจอระบบสัมผัส (SDA) ขนาด 8 นิ้ว สนุกสนานทุกการเดินทางด้วยจอภาพบนเพดานขนาด 12.1 นิ้ว พร้อมรีโมทคอนโทรลสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมรองรับการเชื่อมต่อผ่าน USB และสมาร์ทโฟนผ่าน HDMI

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ แรงด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร MIVEC พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และยังครบครันด้วยระบบความปลอดภัย อาทิ ระบบเบรกมืออัตโนมัติ (APB) และระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อจอดอยู่กับที่ (BAH) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา พร้อมระบบส่งสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (BSW with LCA) ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA) ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (UMS) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวพร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (ASTC) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC) และระบบอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยอัจฉริยะ (ETACS)

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ ยังมาพร้อมความมั่นใจในด้านบริการหลังการขายภายใต้สโลแกน ‘เราดูแล คุณแค่ขับ’ ที่พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าด้วยผู้จำหน่ายทั่วประเทศกว่า 240 แห่ง ด้วยการให้บริการที่ได้มาตรฐาน คุณภาพอะไหล่แท้ ให้บริการด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและผ่านการฝึกอบรม ตลอดจนความสะดวกสบายในการเข้ารับบริการด้วยเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่ารถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกคันจะพร้อมใช้งานอยู่เสมอ ด้วยค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพง

 และเพื่อร่วมฉลองโอกาสครบรอบ 60 ปี ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย พร้อมขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจเลือกซื้อและใช้รถยนต์ มิตซูบิชิ ด้วยแคมเปญ ‘มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย ฉลอง 60 ปี แจก 60 ล้าน’ มอบรางวัลใหญ่ ทองคำแท่งหนัก 60 บาท มูลค่า 1,638,000 บาท จำนวน 6 รางวัล พร้อมของรางวัลอื่นๆ อาทิ ทองคำแท่งหนัก 6 บาท จำนวน 60 รางวัล ทีวี SAMSUNG รุ่น QLED Smart 4K 65 นิ้ว จำนวน 400 รางวัล และ โทรศัพท์มือถือ iPhone 12 64GB จำนวน 800 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 60 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นใดก็ได้ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564

ทั้งนี้ลูกค้า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ทุกท่านสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของเราในแบบที่ยั่งยืนได้ ด้วยการซื้อ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ รุ่นดังกล่าว โดยบริษัทฯ จะบริจาคเงินจำนวน 5,000 บาทต่อคัน และมอบให้แก่องค์กรการกุศล 3 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ, มูลนิธิรามาธิบดีฯ และมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน

พบกับ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ ได้ที่โชว์รูม มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือ ท่านสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและขอทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง