Home Blog Page 336

ฟอร์ดเตรียมจัดทัพยานยนต์ครบรุ่น ลุยงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2021 พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษที่พลาดไม่ได้

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เตรียมยกขบวนรถยนต์เปี่ยมสมรรถนะครบทุกรุ่น รวมทั้ง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ และ ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชียล เอดิชั่น ที่เพิ่งเปิดตัวในปีนี้ มาจัดแสดงภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2021 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2564 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี พร้อมมอบโปรโมชั่นสุดพิเศษอีกมากมาย ทั้งภายในงานและที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ ตลอดช่วงระยะเวลาการจัดงาน

จัดเต็มทัพยานยนต์สุดยอดสมรรถนะ

ฟอร์ด เรนเจอร์  รถกระบะเปี่ยมสมรรถนะ โดดเด่นด้วยดีไซน์สุดโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต ที่มาพร้อมเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นท็อปอย่างรุ่นไวลด์แทรค รุ่นยอดนิยมอย่าง XLT รุ่น XL และ XLS ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ สะท้อนตัวตนความแข็งแกร่งและการใช้ชีวิตหลากหลายรูปแบบของเจ้าของรถฟอร์ด ภายใต้แนวคิด ‘Live The Ranger Life’

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์   สุดยอดรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงที่ได้รับการปรับโฉมทั้งภายนอกและภายใน เพิ่มความโฉบเฉี่ยว ดุดัน สไตล์สปอร์ต ตอกย้ำ ดีเอ็นเอ ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบคู่ ขนาด 2.0 ลิตร ผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ส่งมอบพละกำลังสูงสุด 213 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะ สร้างนิยามใหม่ของความแกร่งที่มาพร้อมกับความอัจฉริยะให้กับวงการรถกระบะ

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลาง ที่ได้รับการขนานนามให้เป็นหนึ่งในผู้นำของเซ็กเมนต์ ทั้งด้านความปลอดภัยและความชาญฉลาด อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีและฟีเจอร์อัจฉริยะ มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่อันโดดเด่น ดีไซน์สไตล์สปอร์ตทั้งไลน์อัพ ห้องโดยสารที่หรูหรา กว้างขวาง และสะดวกสบาย พร้อมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่อันเหนือระดับ ทั้งบนทางเรียบและออฟโรด

ฟอร์ด มัสแตง รถสปอร์ตในตำนาน โดดเด่นด้วยดีไซน์อันโฉบเฉี่ยว ปราดเปรียวเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมสีใหม่ สีเทา คาร์บอนไนซ์ เกรย์ เพิ่มความเท่ เข้ม สไตล์สปอร์ต ขณะที่ภายในห้องโดยสายหรูหราและสะดวกสบาย ทั้งยังครบครันด้วยเทคโนโลยีและฟีเจอร์อันล้ำสมัย มอบประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจด้วยตัวเลือกขุมพลังเครื่องยนต์วี 8 ขนาด 5.0 ลิตร และเครื่องยนต์อีโคบู๊สต์ ขนาด 2.3 ลิตร

ข้อเสนอสุดพิเศษภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป

เตรียมพบกับโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์มากมายจากฟอร์ด ภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2021 และที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ ตลอดช่วงระยะเวลาการจัดงาน ดังนี้

  • ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น RAS XL+ Sport ราคาพิเศษ 599,000 บาท (จากราคาปกติ 692,000 บาท)
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น DBL XLT ราคาพิเศษ 759,000 บาท (จากราคาปกติ 857,000 บาท)
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น DBL XLT เกียร์อัตโนมัติ ดอกเบี้ย 0.49 % ผ่อนนาน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค ดอกเบี้ย 99% ผ่อนนาน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง และ โปรแกรมรับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังรวม 10 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน)
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นไทเทเนียม สปอร์ต ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 9,900 บาท (สำหรับปีแรก)
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นไทเทเนียม+ 4x2 ดอกเบี้ย 0.49 % ผ่อนนาน 48 เดือน
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ทุกรุ่นมาพร้อมโปรแกรมขยายการรับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังนาน 10 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน) และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง โดยลูกค้าสามารถเลือกโปรแกรมเริ่มผ่อนปีหน้าเมื่อจัดไฟแนนซ์ผ่านฟอร์ด ลีสซิ่ง และเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด

 

พิเศษสุดสำหรับลูกค้าที่จองรถฟอร์ดทุกรุ่นภายในงาน รับฟรี โค้ดส่วนลดลาซาด้า มูลค่า 1,000 บาท

(เมื่อจองขั้นต่ำ 3,000 บาท) และพิเศษอีกต่อสำหรับผู้ทดสอบขับรถภายในงาน รับฟรี โค้ดส่วนลดลาซาด้า มูลค่า 200 บาท โค้ดส่วนลดมีจำนวนจำกัด และไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทุกกรณี เงื่อนไขการใช้โค้ดส่วนลดเป็นไปตามที่ลาซาด้ากำหนด

กรังด์ปรีซ์ฯ รับโล่ประกาศเกียรติคุณ จากกิจกรรมการรณรงค์ลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์ ต่อเนื่อง 3 ปี ซ้อน

0

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) รับรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ระดับเงิน จากกิจกรรมการรณรงค์ลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์ ประจำปี 2564 (Zero Accident Campaign 2021) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 (โดย 2 ปีที่ผ่านมารับรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ระดับทองแดง) จากสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

และด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)  ที่ยังทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ รวมทั้งมีการออกข้อกำหนดจาก ศบค. ให้หลีกเลี่ยงหรือเลื่อนการจัดกิจกรรมที่มีการรวมตัวของประชาชนจำนวนมาก เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงต่อสาธารณชนโดยรวม  จึงได้ประกาศ ยกเลิกการจัดพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ กิจกรรมการรณรงค์ลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์ ประจำปี 2564 (Zero Accident Campaign 2021) โดยได้ทำการจัดส่งโล่ประกาศเกียรติคุณ มายังบริษัทฯ แทน

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และจะยังคงรักษามาตรฐาน ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนางานที่ดี มีคุณภาพต่อไป

ขับ Suzuki XL7 ครอสโอเวอร์ 7 ที่นั่ง ไปลุยเบาๆ ที่มวกเหล็ก จ.สระบุรี

0
Suzuki XL 7 Pic Open

Suzuki XL7 ครอส์โอเวอร์ 7 ที่นั่งในกลุ่ม B SUV ที่ตกแต่งให้โฉบเฉี่ยว พร้อมอรรถประโยชน์จากการปรับรูปแบบห้องโดยสารได้หลากหลาย ขุมพลังเป็นเดียวกับ Ertiga ในขนาดความจุ 1.5 ลิตร 105 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 138 นิวตันเมตร พร้อมปรับปรุงระบบช่วงล่างใหม่ ที่นอกจากจะให้การขับขี่ที่ดี ควบคุมง่าย ยังสามารถลุยเบาๆจากส่วนสูงของตัวรถที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเส้นทางการทดลองขับในครั้งนี้มีหลากรูปแบบ จากกรุงเทพ-มวกเหล็ก จ.สระบุรี ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้จากรายงาน

Suzuki XL 7 1

SUZUKI XL7 มีจุดเด่นจากรูปลักษณ์ด้านหน้ารถ ซึ่งหากมองจากด้านหลัง ยังไงก็มีความเหมือนรถอเนกประสงค์รุ่นพี่อย่าง Suzuki Ertiga แต่เทียบจากมิติตัวรถนั้นจะมีสัดส่วนที่ขยายขึ้นกว่าเดิมในทุกมิติ ทั้งความยาว 4,450 มม. มากกว่า Ertiga 55 มม. กว้างกว่า 25 มม. และสูงกว่า 10 มม. ส่วนความสูงใต้ท้องรถ 200 มม.ในขณะที่ Ertiga สูงเพียง 180 มม.และมีความยาวฐานล้อ 2,740 มม. ในขณะที่ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 200 มม.

Suzuki XL 7 2

Suzuki XL 7 3

ไฟส่องสว่างแบบแอลอีดีทั้งไฟหน้าและไฟท้าย หน้ากระจังใช้วัสดุสีโครเมียม บนหลังคาติดตั้งแรคหลังคาเพื่อรองรับการบรรทุกสัมภาระที่หลากหลาย ล้อแมกเป็นขนาด 16 นิ้ว หุ้มยาง 195/50 ของ Dunlop

Suzuki XL 7 5

ห้องโดยสารใช้วัสดุคาร์บอนเคฟล่าร์ เพิ่มมาดสปอร์ตให้กับรถคันนี้ได้อย่างลงตัวทั้งคอนโซลและแผงข้าง พวงมาลัยแบบ D-Shape มีปุ่มควบคุมการใช้งานวิทยุและโทรศัพท์และคอนโซลกลางแต่ที่ขาดไปนั่นคือระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติครุสคอนโทรล

Suzuki XL 7 7

เบาะนั่งทั้ง 7 เป็นเบาะผ้าที่มีการแซมด้วยหนังที่ขอบเบาะ ปรับและพับเบาะนั่งแถว 2 ได้ หลากหลายรูปแบบ เพื่อสนองไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง สามารถเลื่อนหน้า/หลัง และพับ เพื่อเข้าไปยังเบาะนั่งแถว 3 ได้สะดวก แต่แถว 3 มีพื้นที่ค่อนข้างกะทัดรัดและน่าจะเหมาะสมกับเด็กหรือคนตัวเล็กมากกว่า

Suzuki XL 7 8

จอแอลอีดีขนาด 5 นิ้วที่อยู่ระหว่างกลางมาตรวัดทรงกลมทั้ง 2 ช่อง ซึ่งแสดงผลและแจ้งสถานะข้อมูลสำคัญของตัวรถ เช่น Driving G-Force อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง อัตราแรงบิด กำลังของเครื่องยนต์ และข้อมูลอื่นๆ

Suzuki XL 7 9

คอนโซลกลางติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้วเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบ Apple CarPlay และ Android Auto รองรับการเชื่อมต่อ บลูทูธ HDMI และ USB ที่มีช่องต่อไฟถึง 3 ตำแหน่ง ทั้งยังแสดงภาพจากกล้องมองหลัง

Suzuki XL 7 11

ด้านระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติกระจายความเย็นไปยังผู้โดยสารตอนหลังด้วยการติดตั้งระบบปรับอากาศบนเพดาน ทั้งยังเติมความสะดวกสบายด้วยการวางตำแหน่งแก้วน้ำไว้ทุกพื้นที่ทั่วรถถึง 6 จุด แต่ทีเด็ดอยู่บริเวณช่องวางแก้วน้ำใต้คอนโซลกลางจะมีช่องกระจายความเย็นเพื่อเครื่องดื่มที่เย็นสดชื่นตลอดการเดินทาง

Suzuki XL 7 12

เครื่องยนต์เป็นบล็อกเดียวกับ Ertiga ในรหัส K15B ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 105 แรงม้า/6,000 รอบต่อนาที แรงบิดที่ 138 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบต่อนาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะที่ได้รับการปรับจูนให้ตอบสนองดีขึ้นแต่ประหยัดกว่าเดิม ด้วยการยืนยันจากอีโค่สติ๊กเกอร์ในอัตราการสิ้นเปลืองที่ 4.1 ลิตรต่อ 100 กม. ขณะที่ Ertiga อยู่ที่ 6.3 ลิตรต่อ 100 กม.และรองรับเชื้อเพลิงแก๊ซโซฮอลล์อี 20

Suzuki XL 7 13

ระบบช่วงล่างแบบเดิม ด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัทมากับเหล็กกันโคลงด้านหน้า (Front Stabilizer) ขนาดใหญ่พิเศษเพื่อสามารถลดอาการโคลงของตัวรถและเพิ่มการยึดเกาะถนน ด้านหลังเป็นทอร์ชั่นบีมพร้อมคอยล์สปริง ซึ่งทั้งหมดได้ปรับเพิ่มในส่วนการซับแรงสั่นสะเทือนให้ดีขึ้นและยาวกว่าเดิม

ด้านความปลอดภัยมีครบพร้อมกับถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า ระบบเบรก ABS พร้อมกระจายแรงเบรค EBD เสริมด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพในการทรงตัว ESP รวมทั้งระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Hold Control) และป้องกันการโจรกรรมด้วยระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer

Suzuki XL 7 14

การทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ถือเป็นการใช้งานระยะทางไกลกว่า 300 กม. เส้นทางไปกลับกรุงเทพ-มวกเหล็ก จ.สระบุรี พร้อมลุยเบาๆกับทางน้ำและทางฝุ่นอีกเล็กน้อย

Suzuki XL 7 15

การนั่งแถวที่ 3 ถือว่าค่อนข้างอึดอัดไปสักนิด สำหรับผู้โดยสารที่มีความสูงทะลุ 170 ซม. การปรับเบาะนั่งแถว 2 ทำได้ไม่ยาก แต่ก็ยังไม่ง่ายเหมือนแบบ One Touch ระบบปรับอากาศบนเพดานส่งต่อลมเย็นๆมายังเบาะนั่งแถวสามได้ดี

ห้องโดยสารถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำออกแบบให้เก็บเสียงจากภายนอกด้ค่อนข้างดี เสียงเร็ดรอดเข้าห้องโดยสารน้อยมาก แม้จะใช้ความเร็วทะลุ 100 กม./ชม. โครงสร้างตัวถังแบบ Heart-Tech มีคุณสมบัติทั้งด้านความทนทานและน้ำหนักเบา รอยเชื่อมต่างๆทั้งตัวรถก็มีการเพิ่มเติมเพื่อให้ลมเร็ดรอดเข้าตัวรถได้น้อยที่สุด รวมไปถึงยางขอบประตู

Suzuki XL 7 17

น้ำหนักตัวรถที่เพิ่มขึ้นถึงกว่า 100 กก.เป็นทุนเดิม เมื่อรวมกับน้ำหนักของผู้ขับขี่และผู้โดยสารอีกราว 350 กก. เท่ากับภาระของเครื่องยนต์ K15B จะถูกลดกำลังไปโดยปริยายจากการมีน้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มเข้ามา แต่การปรับปรับจูนในส่วนของสมองกลหรือกล่องอีซียู เพื่อตอบสนองการขับขี่ได้รวดเร็วขึ้น และอีกหนึ่งเหตุผลที่พอจะสังเขปได้ว่า All New Suzuki XL7 เป็นรถที่ขับสนุก นั่นคือระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 จังหวะซึ่งมีอัตราทดที่ค่อนข้างจัดจ้าน

Suzuki XL 7 18

ความสุงของตัวรถก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าไม่สร้างปัญหาให้กับการควบคุม เพราะทีมผู้ผลิตมีการปรับแต่งค่ารองรับการสั่นสะเทือนใหม่ และน้ำหนักของพวงมาลัยที่ปรับตามความเร็วจะคอยช่วยสนับสนุนให้ควบคุมรถได้มั่นใจ บางช่วงของการทดสอบจะเป็นเส้นทางที่เป็นหลุมบ่อ ก็สามารถก้าวข้ามอุปสรรคเบาๆไปได้อย่างสบายๆ

Suzuki XL 7 19

การลุยน้ำก็สามารถทำได้ แต่อาจต้องดูระดับความลึกสักประมาณไม่เกิน 50 ซม.

Suzuki XL 7 20

บทสรุปการเดินทางราว 300 กม. All New Suzuki XL7 พร้อมผู้โดยสารที่มีนน.รวมเกือบ 350 กก. ใช้อัตราบริโภคเชื้อเพลิงอยู่ที่ 14 กม./ลิตร การควบคุมรถทำได้ดีและสนุกได้อย่างมั่นใจ แถมยังลุยไปกับสถานการณ์สมบุกสมบันเบาๆอย่างสบายๆ

Suzuki XL 7 21

ความสุนทรีย์จากการเดินทางมาในรูปแบบของการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่สะดวกสบายและทำได้ทั้งระบบ IOS และ ENDROID AUTO เมื่อมาดูที่ราคาค่าตัว 779,000 บาท สำหรับ All New Suzuki XL7 ก็ถือว่าตัวเลือกสำหรับความอเนกประสงค์สไตล์ครอบครัวที่ห้ามมองข้ามเป็นอันขาด

CP FOTON ฉลองครบรอบ 2 ปี ด้วยยอดขายเติบโตกว่า 200% จัดงานใหญ่ เปิดตัวรถบรรทุก EV พร้อมกัน 5 รุ่น

0

บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถบรรทุกและรถบัส แบรนด์ “CP Foton” แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยการร่วมทุนระหว่าง บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี กรุ๊ป) และ บริษัท โฟตอน มอเตอร์ จำกัด ผู้นำอันดับ 1 ด้านอุตสาหกรรมรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ต่อเนื่องถึง 16 ปีซ้อนจากประเทศจีน โดยได้ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาครบ 2 ปี และได้รับการตอบรับจากตลาดรถเพื่อการพาณิชย์เมืองไทยเป็นอย่างดี ส่งผลให้ยอดจำหน่ายเติบโตขึ้นมากกว่า 200 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2563 นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ทำตัวเลขยอดขายทะลุ 300 คันเป็นที่เรียบร้อย

นายกฤษณะ เศรษฐธรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า “นับตั้งแต่งานฉลองครบรอบ 1 ปี ที่ ซีพี โฟตอน ได้เปิดตัวด้วยผลิตภัณฑ์ยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่ล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยีระดับโลกเข้าสู่ตลาดเมืองไทยเป็นครั้งแรก ทั้งรถบรรทุกและรถบัส ที่มีจุดเด่นในด้านความแข็งแกร่งที่ไม่เป็นรองคู่แข่งในตลาด ซึ่งถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ของเมืองไทย

แม้ในขณะนี้ประเทศของเราจะอยู่ในภาวะวิกฤติ โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบไปในทุกภาคธุรกิจ แต่เรายังคงได้รับการตอบรับ และความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการในทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ รายย่อย และหน่วยงานราชการ ส่งผลให้ให้ยอดขายในปี 2564 ซึ่งเป็นปีที่ 2 ที่ ซีพี โฟตอน เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตขึ้นมากกว่า 200% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีตัวเลขยอดขายทะลุ 300 คันไปแล้ว และในปีนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญ ที่ ซีพี โฟตอน จะตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมรถเพื่อการพาณิชย์ ด้วยการเปิดตัวรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า (EV) เป็นเจ้าแรกของเมืองไทย เพื่อเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมขนส่งในเมืองไทย อีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงยังเพิ่มโอกาสในการสร้างผลกำไรที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้ประกอบการด้วยค่าบำรุงรักษาที่ต่ำ

ทั้งนี้ทาง ซีพี โฟตอน จึงได้ถือโอกาสจัดงาน CP FOTON 2nd Anniversary “EVlution Go Beyond 2022” เพื่อฉลองครบรอบ 2 ปี อย่างยิ่งใหญ่ โดยมีตัวแทนจำหน่าย 20 แห่ง ทั่วประเทศ ร่วมแสดงความยินดี พร้อมทั้งเปิดตัวรถเพื่อการพาณิชย์พลังงานไฟฟ้า 100% พร้อมกันถึง 5 รุ่น ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกของเมืองไทยที่นำรถเพื่อการพาณิชย์พลังงานไฟฟ้าเข้ามาเปิดตัว และทำการตลาดอย่างเป็นทางการ โดยรถเพื่อการพาณิชย์พลังงานไฟฟ้า ทั้ง 5 รุ่นของ ซีพี โฟตอน ประกอบด้วย

Truck Mate TM iBlue45

รถบรรทุก 4 ล้อ อเนกประสงค์ ไม่ติดเวลา ตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจ SME และผู้ประกอบการขนส่งขนาดเล็ก มาพร้อมกับแบตเตอรี่ ขนาดความจุ 44.9 กิโลวัตต์ วิ่งได้ไกลถึง 275 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ให้กำลังมอเตอร์ขับเคลื่อนสูงสุด 75 กิโลวัตต์ หรือ 100.5 แรงม้า

Aumark 4W iBlue85

รถบรรทุก 4 ล้อ ขนาด 5.6 ตัน มาพร้อมกับแบตเตอรี่ ขนาดความจุ 81.14 กิโลวัตต์ ให้กำลังมอเตอร์ขับเคลื่อนสูงสุดที่ 115 กิโลวัตต์ หรือ 154 แรงม้า วิ่งได้ไกลถึง 220 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง เหมาะสำหรับธุรกิจขนส่งในเมือง

Aumark 6W iBlue165

รถบรรทุก 6 ล้อ ขนาดกลาง 10.5 ตัน เป็นรถบรรทุกอเนกประสงค์ที่สามารถตอบโจทย์งานขนส่งได้หลากหลาย มาพร้อมแบตเตอรี่ ขนาดความจุ 162.28 กิโลวัตต์ ให้กำลังมอเตอร์ขับเคลื่อนสูงสุดที่ 160 กิโลวัตต์ หรือ 214.5 แรงม้า วิ่งได้ไกลถึง 220 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

Aumark 6W iBlue220

รถบรรทุก 6 ล้อ ขนาดกลาง 12.5 ตัน ตอบโจทย์เหมาะสุดกับงานราชการ เช่น รถสุขาภิบาล รถกระเช้าซ่อมบำรุงหรือ รถกวาดดูดฝุ่น และอื่นๆ ด้วยขนาดแชสซีที่ยาวกว่า สามารถรองรับสมรรถนะการบรรทุกที่สูงกว่า พร้อมแบตเตอรี่ ขนาดความจุสูงถึง 217.2 กิโลวัตต์ วิ่งได้ 200 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

Auman EST iBlue280

รถบรรทุก 10 ล้อ หัวลาก ขนาดใหญ่ น้ำหนักบรรทุก รวมน้ำหนักลากจูง 49 ตัน เหมาะสำหรับงานขนส่งตู้สินค้าขนาดใหญ่ มาพร้อมแบตเตอรี่ ขนาดความจุ 282 กิโลวัตต์ ให้กำลังมอเตอร์ขับเคลื่อนสูงถึง 360 กิโลวัตต์ หรือ 482 แรงม้า รับงานลากจูงได้ไกลกว่า 200 กม.

นายกฤษณะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เรามีความตั้งใจที่จะทำธุรกิจตรงนี้อย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นที่จะพัฒนางานในทุกด้านเพื่อให้สินค้า และบริการของ ซีพี โฟตอน ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากที่สุด เราสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าของเรา ด้วยผลิตภัณฑ์ยานยนต์ระดับโลก ที่การันตีด้วยยอดขายกว่า 10 ล้านคันทั่วโลก พร้อมทั้งงานบริการหลังการขาย งานอะไหล่ และการขยายตัวแทนจำหน่าย ที่ปัจจุบันมีอยู่ 20 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในแบรนด์ ซีพี โฟตอน โดยที่ผ่านมาเราได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้า และตัวแทนจำหน่าย ทั้งในส่วนของแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และการบริการหลังการขาย เป็นอย่างดี

นับต่อจากนี้ เราก็จะยังคงมุ่งมั่นและพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ ซีพี โฟตอน เป็นหนึ่งในใจของผู้บริโภค รวมถึงจะเสริมการพัฒนางานบริการหลังการขาย ให้ตอบโจทย์ผู้ประกอบการอย่างดีที่สุด” นายกฤษณะ กล่าวปิดท้าย

All New HAVAL H6 Hybrid SUV ครองยอดขายอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์คอมแพคเอสยูวี 3 เดือนซ้อน ด้วยยอดขายกว่า 536 คัน ในเดือนตุลาคม

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าสร้างผลงานอันโดดเด่นอย่างต่อเนื่องด้วยการครองอันดับ 1 ยอดขายรถยนต์คอมแพคเอสยูวีในประเทศไทยสูงสุดติดต่อกัน 3 เดือนซ้อน ในเดือนสิงหาคม เดือนกันยายน และเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยล่าสุด มียอดขาย All New HAVAL H6 Hybrid SUV ในเดือนตุลาคมกว่า 536 คัน นับเป็นยอดขายรายเดือนสูงสุดตั้งแต่ที่มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นนี้ คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาด 29.5 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนยอดขายรถยนต์คอมแพคเอสยูวีทั้งหมด 1,816 คัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากคนไทย ตอกย้ำความสำเร็จไปอีกขั้นในการขึ้นสู่การเป็น xEV Leader ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในประเทศไทย

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์อันยากลำบากท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การันตีด้วยความสำเร็จของ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่สามารถครองยอดขายอันดับ 1 ในเซกเมนต์รถยนต์คอมแพคเอสยูวีได้เป็นเวลา 3 เดือนติดต่อกัน โดยในเดือนสิงหาคมมียอดขาย 408 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาด 34.3 เปอร์เซ็นต์ ในเดือนกันยายน มียอดขายทั้งหมด 405 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาด 33.2 เปอร์เซ็นต์ และล่าสุดในเดือนตุลาคม มียอดขายทั้งหมด 536 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 29.5 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นยอดขายรายเดือนสูงสุดตั้งแต่ที่มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นนี้มา ทำให้ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ยังคงเป็นรถยนต์คอมแพคเอสยูวียอดนิยมของคนไทยมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ความสำเร็จในการครองยอดขายอันดับ 1 ในเซกเมนต์รถยนต์คอมแพคเอสยูวีติดต่อกันถึง 3 เดือนซ้อน เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากผู้บริโภคในประเทศไทยที่มีต่อ เกรท วอลล์ มอเตอร์ และรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ได้เป็นอย่างดี เราขอขอบคุณลูกค้าและผู้บริโภคทุกๆ ท่านที่เปิดใจและให้การสนับสนุนเราเป็นอย่างดีเสมอมา ความสำเร็จนี้ ล้วนเป็นกำลังใจให้เรารักษามาตรฐานและไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์และการบริการแบบ Online-to-Offline (O2O) รูปแบบใหม่ของเรา ผ่าน GWM Application GWM Direct Store และ Partner Store ให้ดียิ่งขึ้น สามารถตอบโจทย์ความต้องการ และสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดให้กับผู้บริโภค โดยเรามีเป้าหมายที่จะเปิด GWM Direct Store และ Partner Store ให้ครบ 30 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2564 นี้ และเพิ่มเป็น 50 แห่ง ภายในไตรมาสแรกของปีหน้า รวมไปถึงการสร้างสรรค์แคมเปญพิเศษ และส่งมอบกิจกรรมทางการตลาดที่เอ็กซ์คลูซีฟ และอัดแน่นไปด้วยสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพึงพอใจและความไว้วางใจสูงสุดให้กับทั้งลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าในอนาคตของเรา”

ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าและผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ในระหว่างวันที่ 1 กรกฏาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ยังจะได้รับข้อเสนอและสิทธิพิเศษต่างๆ ที่น่าสนใจ จากแคมเปญ BIG THANKS REWARD  อาทิ รับคะแนนพิเศษ 10,000 คะแนน เพิ่มเติมจากเดิม 15,000 คะแนน รวมเป็น 25,000 คะแนน ภายใน 15 วัน หลังจากที่ได้รับรถยนต์เรียบร้อยแล้ว โดยระบบจะเพิ่มคะแนนให้อัตโนมัติใน GWM Application รวมไปถึงสิทธิพิเศษดอกเบี้ยพิเศษ 1.79% นาน 48 เดือน มูลค่าสูงสุด 18,500 บาท ฟรี ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี มูลค่าสูงสุด 25,000 บาท ฟรี ค่าอะไหล่และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง (GWM Pro Service Inclusive – GPSI) สูงสุด 100,000 กิโลเมตร (ไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง) ภายในระยะเวลา 5 ปี รวมมูลค่า 35,000 บาท ฟรี บริการส่งมอบรถยนต์ถึงบ้านทั่วประเทศ พร้อมน้ำมันเต็มถัง มูลค่ารวมสูงสุด 10,000 บาท ฟรี บริการรับและส่งมอบรถยนต์สำหรับเข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะทาง จำนวน 4 ครั้ง มูลค่า 3,000 บาท ฟรี บริการเช็กระยะตามตารางบำรุงรักษานอกสถานที่ให้กับลูกค้า จำนวน 2 ครั้ง มูลค่า 1,500 บาท ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) เป็นระยะเวลา 5 ปีเต็ม มูลค่า 10,000 บาท รวมมูลค่าข้อเสนอสุดพิเศษภายใต้แคมเปญ BIG THANKS REWARD กว่า 100,000 บาท

ลูกค้าและผู้ที่สนใจสามารถติดตามและดูเงื่อนไขรายละเอียดของแคมเปญ BIG THANKS REWARD เพิ่มเติมได้ที่ GWM Application หรือทางเว็บไซต์ www.gwm.co.th หรือ Official Facebook Fan Page : GWM Thailand และ HAVAL Thailand

นอกจากนี้ ในประเทศจีน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ก็ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน โดยแบรนด์ HAVAL มียอดขายในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รวมกว่า 62,593 คัน และมียอดขายรวมในประเทศจีน ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2564 มาจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 กว่า 606,451 คัน เติบโตขึ้น 11.7 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และ HAVAL H6 ยังคงเป็น “รถยนต์ตำนานแห่งชาติ” (National Legendary Vehicle) ด้วยยอดขายในเดือนตุลาคมที่ประเทศจีนกว่า 27,341 คัน ส่งผลให้ยังคงเป็นรถยนต์ที่ครองอันดับ 1 ที่มียอดขายสูงสุดในประเทศจีนได้ถึง 100 เดือนติดต่อกัน

ในตลาดโลก เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีการเติบโตด้านยอดขายอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยมียอดขายรถยนต์ทั่วโลกรวมกว่า 112,069 คัน ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ขายได้ในประเทศต่างๆ นอกประเทศจีนรวมกว่า 14,074 คัน เติบโตขึ้นกว่า 30.3 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า และยังถือเป็นการเติบโตด้านส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 12.6 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นส่วนแบ่งทางการตลาดรายเดือนสูงสุดเท่าที่เคยมีมา

ด้านยอดขายรถยนต์ทั้งหมดของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในตลาดโลก ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2564 มาจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 มียอดขายรวมกว่า 996,114 คัน เติบโตขึ้นกว่า 22 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า คิดเป็นสัดส่วนรถยนต์ที่ขายได้ในประเทศต่างๆ นอกประเทศจีน จำนวน 112,020 คัน ถือเป็นสัดส่วนยอดขายรวมในต่างประเทศที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดสูงถึง 114.3 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้านี้

โตโยต้า มอบเงินสนับสนุน 2 ล้านบาทพัฒนาศักยภาพนักกีฬาไทย แก่มูลนิธิคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย

0

มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มอบเงินสนับสนุนจำนวน 2 ล้านบาท ให้แก่มูลนิธิคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย รับมอบโดยพลตรี โอสถ ภาวิไล เลขาธิการคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย  เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ และให้กำลังใจกับคณะนักกีฬาพาราลิมปิกทีมชาติไทย ที่ทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างหนักในการที่เอาชนะขีดจำกัดของตัวเองซึ่งสอดคล้องกับโครงการ START YOUR IMPOSSIBLE” ซึ่งเป็นแนวคิดของโตโยต้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณอันท้าทายของนักกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิกในการ “เริ่มต้นทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้…ให้เป็นไปได้” เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ณ ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ ศูนย์ทดสอบรถยนต์โตโยต้า TOYOTA Driving Experience Park บางนา กม.3

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มุ่งมั่นส่งเสริมและสนับสนุนการกีฬาของประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของการจัดการแข่งขัน การสนับสนุนสมาคมกีฬา เพื่อพัฒนาศักยภาพนักกีฬาทีมชาติไทยให้พร้อมสำหรับการแข่งขันทุกระดับ โดยเฉพาะการแข่งขันกีฬาระดับโลกอย่างกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก  สำหรับการมอบเงินสนับสนุน 2 ล้านบาท แก่มูลนิธิคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณในความมุ่งมั่นตั้งใจ รวมถึงเป็นกำลังใจให้กับคณะนักกีฬาพาราลิมปิกที่สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการแข่งขันพาราลิมปิกโตเกียว 2020 นำมาซึ่งการสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับคนไทยทุกคน นอกจากนี้ใช้เพื่อสนับสนุนในการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาพาราลิมปิกในรุ่นต่อไป

โดยที่ผ่านมา โตโยต้าได้แสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่น ในการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ แก่ มูลนิธิคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในรูปแบบต่างๆ อาทิ

  • สนับสนุนเงินบริจาคจำนวน 2 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 5 ปี รวมทั้งสิ้น 10 ล้านบาท ในระหว่างปี พ.ศ. 2562 – 2566
  • มอบรถตู้โตโยต้าคอมมิวเตอร์ดัดแปลง 1 คัน สำหรับการขนส่ง และอำนวยความสะดวกให้กับนักกีฬาพาราลิมปิกและผู้พิการ
  • ถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อนำไปพัฒนาและจัดสร้างรถ Wheelchair Racing จำนวน 10 คัน เพื่อใช้สำหรับการฝึกซ้อมของนักกีฬา พร้อมร่วมมือกับมูลนิธิคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย
  • สนับสนุนโครงการ “สานฝัน ฮีโร่” เพื่อพัฒนาความสามารถให้กับทหาร ตำรวจ และผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงผู้พิการ และผู้ทุพพลภาพทั่วไปให้กลับมามีกำลังใจสามารถพิชิตความฝันของตนให้สำเร็จ มีโอกาสก้าวไปสู่นักกีฬาตัวแทนทีมชาติไทย
  • พร้อมกันนี้ยังสร้างอาชีพให้กับนักกีฬาพาราลิมปิก ด้วยการรับสมัครนักกีฬาพาราลิมปิกเป็นพนักงานโตโยต้า จำนวน 5 คนต่อปี

นอกจากนี้ ภายใต้แนวคิด “START YOUR IMPOSSIBLE” หรือ “การเริ่มต้นทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้… ให้เป็นไปได้” โตโยต้าได้จัดทำแคมเปญพิเศษ ‘จุดสตาร์ทฮีโร่’ เพื่อพาทุกคนไปทำความรู้จักฮีโร่นักกีฬาของเราให้ดียิ่งขึ้น ผ่านเรื่องราวจุดเริ่มต้นของแต่ละคน ที่เริ่มต้นจากคนธรรมดา แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะทลายกำแพงแห่งอุปสรรคทุกอย่าง จนก้าวมาเป็นนักกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิกได้อย่างทุกวันนี้ อันจะแสดงให้เห็นถึงตัวอย่างแห่งความสำเร็จและเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนกล้าทลายกำแพงแห่งอุปสรรค และก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง เริ่มทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เกิดขึ้นจริง

ติดตามเรื่องราวจุดเริ่มต้นของฮีโร่ ‘จุดสตาร์ทฮีโร่’ ผ่านวิดีโอแคมเปญ จุดสตาร์ทฮีโร่’ ได้ที่ Facebook “เชียร์นักกีฬาไทย ส่งใจไปโอลิมปิก” และ เว็บไซต์ “toyotasyithailand.com

ฟอร์ดจัดกิจกรรม ‘Water Go Green’ ปีที่ 6 ติดตั้งอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยจัดการน้ำ ไฟส่องสว่าง พร้อมมอบชั้นปลูกผักเพื่อเป็นต้นแบบให้แก่ชุมชน

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมมือกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (พีดีเอ) สานต่อโครงการ ‘Water Go Green – การจัดการน้ำพลังงานแสงอาทิตย์’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 มุ่งสร้างต้นแบบการจัดสรรทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพเพื่อใช้ในการเกษตรด้วยการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 10 แผงให้แก่โรงเรียนวัดเกาะ (กริ่มกำพล) ต.หนองตะพาน อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เพื่อใช้สูบน้ำสำหรับแปลงเกษตรอินทรีย์ เป็นไฟส่องสว่างตามจุดต่างๆ ของโรงเรียนเพื่อลดค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งส่งมอบชั้นปลูกผักจำนวน 6 จุด เพื่อเป็นสถานีเรียนรู้การทำเกษตรให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง และคนในชุมชนใกล้เคียง

“ฟอร์ดตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เราเล็งเห็นความสำคัญของการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชนที่ฟอร์ดเข้าไปดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จึงได้ดำเนินโครงการ Water Go Green มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยได้เน้นย้ำที่การสร้างต้นแบบเพื่อให้ชุมชนโดยรอบเข้ามาเรียนรู้ และนำไปประยุกต์ใช้เพื่ออนุรักษ์สภาพแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิต” นางสาวกมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย และตลาดอาเซียน กล่าว

การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จำนวน 10 แผงให้แก่โรงเรียนวัดเกาะ (กริ่มกำพล) จะช่วยให้โรงเรียนสามารถสูบน้ำและจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคและการเกษตรในปริมาณมากถึง 4,000 ลิตรต่อชั่วโมง มีเครื่องอินเวอร์เตอร์แปลงไฟขนาด 2,500 วัตต์เพื่อแปลงกระแสไฟฟ้า พร้อมเชื่อมต่อเข้ากับระบบไฟส่องสว่างตามจุดต่างๆ ของโรงเรียนซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้า การมอบชั้นปลูกผักตามวิถีเกษตรอินทรีย์จำนวน 6 จุด เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตร เอื้อประโยชน์ให้กับครูและนักเรียนราว 200  คนในโรงเรียน โดยแปลงผักตามวิถีเกษตรอินทรีย์นี้ จะใช้จุนเจือการบริโภคภายในโรงเรียน อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการฝึกทักษะอาชีพเกษตรให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง และคนในชุมชนใกล้เคียง นอกจากนี้ ฟอร์ด และพีดีเอยังได้มอบรถเข็นพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับใช้งานในพื้นที่ห่างไกลและไฟฟ้าเข้าไม่ถึง โดยรถเข็นนี้จะสามารถใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ทุกชนิด เช่น พัดลม หรือหม้อหุงข้าว ทั้งนี้ โรงเรียนวัดเกาะ (กริ่มกำพล) นับเป็นโรงเรียนที่มีศักยภาพในการนำโครงการไปพัฒนาต่อยอดให้กับชุมชน เนื่องจากทางโรงเรียนได้เข้าร่วมโครงการ ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งส่งเสริมให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางและแบบอย่างในการกระจายองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ ไปสู่ชุมชน

โครงการ Water Go Green ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการดำเนินโครงการจากกองทุน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ซึ่งเป็นหน่วยงานเพื่อสังคมของฟอร์ด ที่มีการจัดกิจกรรม Ford Global Caring Month ในเดือนกันยายนของทุกปี เพื่อให้อาสาสมัครฟอร์ดทั่วโลกร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม แต่เนื่องด้วยมาตรการการรักษาความปลอดภัยในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงทำให้ในปีนี้โครงการ Water Go Green จัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งทางฟอร์ด ประเทศไทย และพีดีเอ ได้ทำงานร่วมกับส่วนราชการและชาวบ้านในชุมชนอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เพื่อนำเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์มาช่วยจัดการทรัพยากรน้ำ ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน และห่วงใย ใส่ใจสังคม

ฮอนด้า ประกาศราคาอย่างเป็นทางการ “เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่” ราคาเริ่มต้น 979,000 บาท

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศราคาพร้อมเปิดจำหน่าย ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ อย่างเป็นทางการ โดยรุ่น e:HEV E ราคา 979,000 บาท รุ่น e:HEV EL ราคา 1,079,000 บาท และรุ่น e:HEV RS ราคา 1,179,000 บาท ตั้งเป้าขึ้นเป็นอันดับ 1 ของตลาดเอสยูวีในประเทศไทย ตอกย้ำการเป็นยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมเอสยูวีสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง ด้วยเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ทั้งไลน์อัป มาพร้อมดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายในที่ผสานเอกลักษณ์ความสปอร์ตโดดเด่นเข้ากับความอเนกประสงค์ไว้ได้อย่างลงตัว ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน เสริมความมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปีและรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง** อีกทั้งแคมเปญพิเศษด้านการบริการอื่นๆ** อาทิ โปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร พร้อมด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง อีกทั้งฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสกับ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ เป็นครั้งแรกได้ที่ลานโปรโมชัน ชั้น G  ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ระหว่างวันที่ 19 – 20 พฤศจิกายน 2564 นี้ และสัมผัสได้ที่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 (Motor Expo 2021) ตั้งแต่วันที่ 2 – 12 ธันวาคม 2564 และที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2564 เป็นต้นไป**

นายโนริยุกิ ทาคาคุระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า เอชอาร์-วี นับเป็นรถยนต์ที่ลูกค้ารอคอยและให้ความสนใจ อีกทั้งประสบความสำเร็จด้านยอดขายในตลาดเอสยูวีมาอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่การเปิดตัว ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมด้วยยอดการจองสิทธิ์ประมาณ 2,500 คัน ภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ในวันนี้หลังจากการเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ จะมีส่วนช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ในภาพรวมที่กำลังฟื้นตัวให้กลับมาคึกคักยิ่งขึ้น และจะสามารถสร้างมิติใหม่ให้กับตลาดเอสยูวีในประเทศไทยได้อีกครั้ง อีกทั้งจะช่วยให้ฮอนด้าก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำในตลาดเอสยูวีของประเทศไทยในฐานะของการเป็นเอสยูวีสำหรับทุกคน ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ทั้งด้านระบบขับเคลื่อนและด้านความปลอดภัย ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริง พร้อมตั้งเป้าจำหน่าย 20,000 คัน ภายในหนึ่งปีนับจากเปิดตัว”

โดยราคาจำหน่าย ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ทั้ง 3 รุ่นย่อย ได้แก่

  • รุ่น e:HEV RS ราคา 1,179,000 บาท
  • รุ่น e:HEV EL ราคา 1,079,000 บาท
  • รุ่น e:HEV E ราคา    979,000 บาท

มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 – 31 ธันวาคม 2564 รับดอกเบี้ย 2.59%** ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมรับฟรีหน้ากากฟอกอากาศ LG PuriCare Gen 2 สีขาว
พร้อมสายรัดหน้ากากฟอกอากาศ มูลค่า 7,080 บาท

ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. – วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 เวลา 19.00 น. จะต้องทำการจองและรับรถตั้งแต่วันที่
19 พฤศจิกายน 2564 – 31 ธันวาคม 2564** เพื่อรับฟรีชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Utility Package ประกอบด้วยกระบะใส่ของท้ายรถ มูลค่า 1,100 บาท และแผ่นกันรอยเบาะพนักพิงหลัง มูลค่า 1,700 บาท รวมมูลค่า 2,800 บาท

ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมสไตล์เอสยูวี โดดเด่นด้วยตัวถังในสไตล์ Fastback มาพร้อมระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร และประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 25.6 กม./ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 94 กรัม/กิโลเมตร โดยระบบสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด เหมาะสมกับการขับขี่ในทุกสถานการณ์ถึง 3 โหมด ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) พร้อมทั้งยังสามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้อย่างง่ายดายตามความต้องการผ่านสวิตซ์ฟังก์ชัน Drive Mode 3 โหมด ได้แก่ โหมดการขับขี่แบบประหยัด (ECON Mode) โหมดการขับขี่แบบปกติ (Normal Mode) และ โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต (Sport Mode)

เสริมความมั่นใจในการขับขี่ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ด้วยการมอบแคมเปญพิเศษด้านการบริการ
หลังการขาย
** ได้แก่

  • รับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี
    ไม่จำกัดระยะทาง
  • ฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • โปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร ต่อจากระยะเวลาหรือระยะทางการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรแรกสิ้นสุดลง รวมสูงสุด 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Honda 24hr Roadside Assistance)

โดยทุกรุ่นย่อย มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ที่ทำงานร่วมกับกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า ช่วยตรวจจับรถยนต์และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประกอบไปด้วยฟังก์ชันการทำงานหลักๆ ดังนี้

  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

พร้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอันล้ำสมัยและเทคโนโลยีด้านการขับขี่ที่ครบครัน* อาทิ ครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในประเทศไทยกับระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control: HDC) ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า พร้อมเตือนผู้โดยสารด้านหลัง (Front and Rear Passenger Seat Belt Reminder) ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder) เป็นต้น

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบายในทุกที่นั่ง ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานและคงอรรถประโยชน์สไตล์เอสยูวีไว้ได้อย่างดีเยี่ยม โดดเด่นด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติ (Automatic Air Conditioning) ที่มาพร้อมระบบ Air Diffusion System ที่สามารถมอบทิศทางลมที่หมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ กระจายลมได้
อย่างเหมาะสมทั่วถึงทั้งห้องโดยสาร พร้อมด้วยช่องปรับอากาศตอนหลัง (รุ่น e:HEV EL และรุ่น e:HEV RS) โดยมาพร้อมห้องสัมภาระท้ายขนาดใหญ่และเบาะนั่งด้านหลังแบบอเนกประสงค์แยกพับแบบ 60:40 ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ 3 รูปแบบ อันเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้าได้แก่

  • Utility Mode: เบาะด้านหลังทั้ง 2 ด้านปรับพับเรียบ เพิ่มพื้นที่เก็บของด้านหลัง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของฮอนด้า ที่เบาะผู้โดยสารด้านหลังสามารถพับลงแนวราบได้เรียบ ช่วยเพิ่มพื้นที่สัมภาระด้านท้าย
  • Long Mode: เบาะด้านหน้าและด้านหลังปรับพับ เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว
  • Tall Mode: เอกลักษณ์ความอเนกประสงค์ที่โดดเด่นของ ฮอนด้า ที่สามารถพับเบาะด้านหลังขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวสูง ซึ่งมีเพียง ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ รุ่นเดียวในเซกเมนต์ที่สามารถพับเบาะในโหมดนี้ได้

ตอบโจทย์สมาร์ตไลฟ์สไตล์ด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกล้ำสมัยและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน* อาทิ
ใหม่ ฝากระโปรงท้ายไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี พร้อมระบบปิดอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Hands-free Power Tailgate with Walk Away Close) ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto  มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) ลำโพงสูงสุดจำนวน 8 ตำแหน่ง ไฟอ่านหนังสือด้านหลังแบบ LED เปิด-ปิดแบบสัมผัส เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ช่องเชื่อมต่อ USB จำนวน 4 ช่อง  พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง ปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ และปุ่มควบคุมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING และ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) เทคโนโลยีเชื่อมต่อรถยนต์ที่ทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน

มาพร้อมสีภายนอก 5 สี ได้แก่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) ที่มาพร้อมหลังคาสีดำสไตล์ทูโทน (เฉพาะรุ่น e:HEV RS) พร้อมด้วย สีใหม่ สีขาวพรีเมียมซันไลท์ (มุก) และสีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) รวมทั้งสีขาวแพลทินัม (มุก) และสีดำคริสตัล (มุก) ในทุกรุ่นย่อย

เสริมพลังความสปอร์ตอีกขั้นด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) ที่มาพร้อมแนวคิดหลัก AMP UP
Your Life”
โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือก อาทิ กระจังหน้า ราคา 21,500 บาท สเกิร์ตหน้า ราคา 11,000 บาท
สเกิร์ตหลัง (แบบ 2 ชิ้น) ราคา 6,000 บาท ชุดตกแต่งประตูข้าง ราคา 11,000 บาท คิ้วตกแต่งไฟตัดหมอก ราคา 3,000 บาท ชุดไฟตัดหมอกหน้า LED ราคา 7,900 บาท คิ้วบันไดสเตนเลส LED ราคา 3,900 บาท ปลอกท่อไอเสีย ราคา 1,300 บาท ม่านบังแดดผู้โดยสารตอนหลัง ราคา 2,400 บาท เป็นต้น  หรือเลือกตกแต่งในรูปแบบแพ็กเกจชุดแต่งรอบคันกับชุด Modulo Urban Package ราคา 21,000 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า สเกิร์ตหลัง (แบบ 2 ชิ้น) และชุดตกแต่งประตูข้าง

ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัสกับ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ได้ที่

  • ลานโปรโมชันชั้น G ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ในวันที่ 19 – 20 พฤศจิกายน 2564 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. – 21.30 น.
  • บูทฮอนด้า (A14) ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 38 (Motor Expo 2021) ตั้งแต่วันที่ 2 – 12 ธันวาคม 2564 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
  • โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2564 เป็นต้นไป**

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/hrvehev

นิสสัน เตรียมโปรโมชันพิเศษพร้อมลุย งานมหกรรมยานยนต์ มอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 38

0

นิสสัน ประเทศไทย เตรียมนำเสนอรถยนต์ยอดนิยมและรถรุ่นพิเศษหลากหลายรุ่นครอบคลุมทุกความต้องการ พร้อมข้อเสนอและโปรโมชันพิเศษมากมาย ที่จะจัดแสดงในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38” หรือ The 38th Thailand International Motor Expo 2021 ระหว่างวันที่ 1 ถึง 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “นิสสัน พร้อมนำเสนอ นวัตกรรมยานยนต์สำหรับลูกค้าชาวไทยทุกคน ภายใต้ธีม ‘Innovation for Excitement’ นำเสนอยานยนต์ที่หลากหลายและเข้ากับทุกไลฟ์สไตล์ของคนไทย ตลอดจนเตรียมแคมเปญต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกข้อเสนอที่เหมาะสมกับความต้องการด้วยความสบายใจ และเตรียมเปิดตัวรุ่นพิเศษให้กับนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ และนิสสัน นาวารา รวมถึงนิสสัน จีที-อาร์ ที-สเปค คันแรกของประเทศไทยที่กำลังเดินทางมาเปิดตัวในงานนี้ด้วย”

ไม่เพียงรถยนต์นิสสันรุ่นพิเศษเท่านั้น แต่ยังมีรถยนต์นิสสัน รุ่นยอดนิยม ที่ผู้ร่วมงานสามารถยลโฉมและสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ได้ทุกรุ่น ที่เตรียมจัดแสดงในมหกรรมยานยนต์ในครั้งนี้ อาทิ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ นิสสัน นาวารา รุ่นคาลิเบอร์ และ นิสสัน อัลเมร่า สปอร์ตเทค ใหม่

ไม่เพียงนำเสนอรถยนต์ที่ยอดเยี่ยม คุ้มค่าคุ้มราคาและประสบการณ์ทดลองขับแบบเรียลไทม์ นิสสัน ยังพร้อมมอบโปรโมชันสุดพิเศษที่น่าตื่นตาตื่นใจและบริการทางการเงินต่าง ๆ ภายในงานฯ หรือที่ผู้จำหน่าย   นิสสันทุกแห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ที่ช่วยให้ทุกคนเป็นเจ้าของรถยนต์นิสสันได้ง่ายขึ้นและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น อาทิ*

  • นิสสัน นาวารา ใหม่ คิงแค็บ รุ่นคาลิเบอร์ วี เกียร์ธรรมดา ขับฟรี 90 วัน และอัตราดอกเบี้ยเพียง 0% ผ่อนนานถึง 60 เดือน หรือเลือกรับราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 699,000 บาท และยังมีชุดตกแต่ง EXTREMER แพ็กเกจ ให้ลูกค้าสามารถเลือกตกแต่ง

  • นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ เสนออัตราดอกเบี้ย 0% ผ่อนนานถึง 60 เดือน และกิจกรรมพิเศษ ‘Thrilling drive’ หากลูกค้าไม่พึงพอใจ สามารถคืนรถได้ภายใน 30 วัน ยืนยันความเป็นผู้นำเทคโนโลยี ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าด้วยแพ็กเกจ “ขับสบายหายห่วง” ทั้งฟรี รับประกันระบบ e-POWER 5 ปี/100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน) ฟรี รับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 10 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง ฟรี Roadside Service Assistance บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง (5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร) และฟรี SAVE SAFE Platinum Package (5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร)
  • นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ เสนออัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 49% ผ่อนนาน ผ่อน 48 เดือน พร้อมอุปกรณ์พิเศษฟรี สำหรับรุ่น VL

  • นิสสัน อัลเมร่า สปอร์ตเทค ใหม่ เลือกผ่อนเริ่มต้นเพียง 3,400 บาทต่อเดือน หรือเลือกรับดอกเบี้ยต่ำ 99% ผ่อนนานถึง 48 เดือน
  • นิสสัน อัลเมร่า รุ่นอื่น ๆ ยังสามารถเลือกดาวน์ต่ำเพียง 19,900 บาท หรือเลือกผ่อนรถเริ่มต้นที่ 3,050 บาทต่อเดือน หรือ ดอกเบี้ยพิเศษ 99% ผ่อนนาน 48 เดือน

ลูกค้าทุกท่านยังสามารถรับสิทธิประโยชน์จากข้อเสนอโปรโมชันอื่น ๆ ได้อีกมากมาย อาทิ ขับฟรี 90 วัน โปรแกรมรับประกันคุณภาพรถยนต์นิสสัน พรีเมียม วารันตี (NISSAN PREMIUM WARRANTY) ประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี ค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี/100,000 กิโลเมตร หรือ 70,000 กิโลเมตร รวมถึงข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าเก่านิสสัน กับแพ็กเกจเช็กระยะ SAVE SAFE Gold Package ครอบคลุมการเช็กระยะ 6 ครั้งฟรี (3 ปี หรือ 60,000 กม.) ยกเว้น นิสสัน คิกส์ อีพาวเวอร์ (โปรดตรวจสอบรถยนต์รุ่นที่ร่วมรายการ)

 

ผู้ร่วมงาน Motor Expo 2021 สามารถทดลองขับรถยนต์นิสสันรุ่นล่าสุดทุกรุ่น รวมถึงยังสามารถทดลองขับนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ และนิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ บนถนนแบบพิเศษได้ภายในงานอีกด้วย

สำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถเข้าชมข้อเสนอพิเศษต่าง ๆ จากนิสสัน เพิ่มเติมได้ที่ https://www.nissan.co.th/

offers.html หรือเยี่ยมชมบูธนิสสัน รวมถึงทดลองขับได้ในมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564

* ข้อตกลงและเงื่อนไข

New Nissan Navara K/Cab Calibre V MT

(1) ข้อเสนอนี้สำหรับลูกค้าที่ผ่านการพิจารณาภายใต้เงื่อนไขและทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัท นิสสัน ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด / ทั้งนี้เงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อและอื่น ๆ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การพิจารณาของบริษัท นิสสัน ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด

(2) ขับฟรีสูงสุด 90 วัน นับจากวันรับรถ เฉพาะระยะเวลาการผ่อนชำระไม่เกิน 72 เดือน เท่านั้น / เฉพาะที่รับรถและเป็นสัญญาในเดือนพฤศจิกายน 2564 จะเริ่มผ่อนชำระงวดแรกในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565

(3) ขยายรับประกันคุณภาพรถใหม่จาก 3 ปี เป็น 5 ปี โดยรับประกันต่อเนื่องจากระยะเวลารับประกันของผู้ผลิตรถยนต์ (ระยะเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือไม่เกิน 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน / บริหารโปรแกรมโดย บริษัท เอ ดับเบิลยู พี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด รับประกันภัยโดย บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย จำกัด (มหาชน)

Nissan KICKS e-POWER New Edition

(1) ข้อเสนอนี้สำหรับลูกค้าที่ผ่านการพิจารณาภายใต้เงื่อนไขและทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัท นิสสัน ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด / ทั้งนี้เงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อและอื่นๆเป็นไปตามหลักเกณฑ์การพิจารณาของบริษัท นิสสัน ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด

(2) เป็นข้อเสนอพิเศษที่จัดทำโดยบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, การดำเนินการและเงื่อนไขการรับประกันจะเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

(3) ขยายรับประกันคุณภาพรถใหม่จาก 3 ปี เป็น 5 ปี โดยรับประกันต่อเนื่องจากระยะเวลารับประกันของผู้ผลิตรถยนต์ (ระยะเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือไม่เกิน 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน / บริหารโปรแกรมโดย บริษัท เอ ดับเบิลยู พี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด รับประกันภัยโดย บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย จำกัด (มหาชน)

(4) ลูกค้าสามารถคืนรถได้ใน 30 วัน นับจากวันที่ลูกค้ารับรถ และจะต้องมีเลขไมล์ ไม่น้อยกว่า 500 กิโลเมตร และ ไม่เกิน 3,000 กิโลเมตร / ลูกค้าจะได้รับเงินดาวน์คืนเท่านั้น (ไม่รวมค่าผ่อนชำระค่างวดงวดแรก ภาษี ค่าจดทะเบียน ค่าธรรมเนียม ต่างๆ รวมถึงชุดอุปกรณ์ตกแต่งที่ติดมากับตัวรถยนต์ที่ติดตั้งเพิ่มเติมโดยลูกค้า) / เงื่อนไขและรายละเอียดเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

New Nissan Terra

(1) ข้อเสนอนี้สำหรับลูกค้าที่ผ่านการพิจารณาภายใต้เงื่อนไขและทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัท นิสสัน ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด / ทั้งนี้เงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อและอื่น ๆ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การพิจารณาของบริษัท นิสสัน ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด

(2) ขับฟรีสูงสุด 90 วัน นับจากวันรับรถ เฉพาะระยะเวลาการผ่อนชำระไม่เกิน 72 เดือน เท่านั้น / เฉพาะที่รับรถและเป็นสัญญาในเดือนพฤศจิกายน 2564 จะเริ่มผ่อนชำระงวดแรกในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565 / ทั้งนี้เงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อและอื่นๆเป็นไปตามหลักเกณฑ์การพิจารณาของบริษัท นิสสัน ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด

(3) ขยายรับประกันคุณภาพรถใหม่จาก 3 ปี เป็น 5 ปี โดยรับประกันต่อเนื่องจากระยะเวลารับประกันของผู้ผลิตรถยนต์ (ระยะเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือไม่เกิน 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน / บริหารโปรแกรมโดย บริษัท เอ ดับเบิลยู พี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด รับประกันภัยโดย บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย จำกัด (มหาชน)

New Nissan Almera

(1) ข้อเสนอนี้สำหรับลูกค้าที่ผ่านการพิจารณาภายใต้เงื่อนไขและทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัท นิสสัน ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ยกเว้นรุ่น Almera E และ S / ทั้งนี้เงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อและอื่น ๆ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การพิจารณาของบริษัท นิสสัน ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด

(2) คำนวณจากรุ่น ALMERA EL ราคา 559,000 บาท เงินดาวน์ 20%, ดอกเบี้ย 3.22%, ระยะเวลาผ่อน 72 เดือน ค่างวด 7,412 บาท โดย นิสสันช่วยผ่อน 4,362 บาท จำนวน 4 งวด, งวดที่ 1-4 ผ่อน 3,050 บาท งวดที่ 5-72 ผ่อน 7,412 บาท

(3) คำนวณจาก รุ่น ALMERA EL ราคา 559,000 บาท เงินดาวน์ 10% โดยนิสสันช่วยเงินดาวน์จำนวน 36,000 บาท

เอ็มจี แนะนำ NEW MG EP PLUS ตอกย้ำภาพรถพลังงานไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริงในราคา 998,000 บาท

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย แนะนำ NEW MG EP PLUS ที่เพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่อตอกย้ำภาพรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น พร้อมเชิญชวนคนไทยมาร่วมทดลองใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรับข้อเสนอสุดพิเศษในกิจกรรม “Charge your day, Change your life” ที่ศูนย์สร้างประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ MG Driving Experience Centre ถนนศรีนครินทร์ และโชว์รูมรถยนต์เอ็มจีทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า
“เอ็มจีรู้สึกภูมิใจที่ปัจจุบันคนไทยมีความคุ้นชินและหันมาสนใจรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่เอ็มจีเริ่มบุกเบิกตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยด้วยการแนะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของเอ็มจีออกสู่ตลาดเมื่อ 2 ปีก่อน จนถึงปัจจุบันเอ็มจีก็ยังคงเดินหน้าแนะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดและเดินหน้าผลักดันการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเอาจริงจังมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาด้านการ บริการหลังการขายที่ครอบคลุมทั้งการบริการและดูแลรักษารถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจรทั่วประเทศ ตลอดจนการลงทุนขยายสถานี MG Super Charge โดยปัจจุบันมีอยู่กว่า 119 แห่ง และมีแผนจะขยายเพิ่มเติมอีกกว่า 500 แห่งในเร็วๆนี้ เพื่อสร้างความสะดวกสบายและเสริมความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ทำให้วันนี้แบรนด์เอ็มจีมีความพร้อมทุกด้านในการรองรับและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในประเทศอย่างเต็มประสิทธิภาพ และพร้อมยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยให้ก้าวสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้า ในอนาคตอันใกล้นี้”

สำหรับ NEW MG EP PLUS เป็นการยกระดับการเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่สามารถใช้งานได้จริงให้ชัดเจนยิ่งขึ้นจาก MG EP รุ่นปกติ ซึ่งยังคงสะท้อนมาตรฐานขั้นต้นของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยที่ไม่ใช่มีดีแค่ดีไซน์ แต่จะต้องตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายได้อย่างแท้จริง ใน 4 ด้านหลักๆ ได้แก่

  • ด้านมิติตัวถังและพื้นที่การใช้งาน (Dimension) ขนาดใหญ่และภายในกว้างขวางสามารถบรรทุกได้ทั้งคนและของ ได้อย่างเต็มที่กับจุดเด่นของการเป็นรถประเภทสเตชั่นแวกอนที่มีพื้นที่บรรจุสัมภาระสูงสุดถึง 1,456 ลิตร พร้อมการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมทั้งชุดราวหลังคา (Roof Rail) รองรับน้ำหนักได้ถึง 75 กิโลกรัม ที่จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถขนสัมภาระและอุปกรณ์ต่างๆ ได้มากกว่าเดิมเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้า
  • ด้านความสะดวกสบายและระบบความปลอดภัย (Convenience & Safety) ที่ครบครันทั้งฟังก์ชั่นและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกพร้อมการติดตั้งระบบกรองอากาศ PM 2.5 ที่สามารถดักจับและป้องกัน ฝุ่นละอองอนุภาคเล็กภายในห้องโดยสาร และแผ่นปิดห้องเครื่องด้านหน้า เพิ่มความเรียบร้อยและสะดวกในการบำรุงรักษา นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีความปลอดภัยทั้งในรูปแบบ Active และ Passive Safety ครบครันจึงให้ความมั่นใจในการขับขี่
  • ด้านสมรรถนะของ EV (EV Performance) ชูจุดเด่นของการขับขี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า กับแรงบิดสูงสุดที่มาตั้งแต่ต้น ทำให้เร่งได้แบบทันใจ ไม่ต้องรอรอบ สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ในเวลา เพียง 8 วินาที และด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ทำให้วิ่งได้ไกลถึง 380 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
  • ด้านความคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของ (Value) ด้วยค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าบำรุงรักษาที่ต่ำช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาวโดยมีค่าใช้จ่ายการชาร์จไฟฟ้าตั้งแต่ 0-100% เฉลี่ยเพียง 200 บาท หรือเฉลี่ยค่าใช้จ่ายไม่ถึง 1 บาท ต่อกิโลเมตร จึงทำให้ประหยัดกว่ารถยนต์น้ำมัน กว่า 2-3 เท่า และในเรื่องของการดูแลรักษาที่ผู้บริโภคบางส่วนยังมีความกังวล เอ็มจีก็ได้เผยค่าใช้จ่ายในการเช็คระยะตลอดระยะทาง 100,000 กิโลเมตร อยู่ที่ประมาณ 7,828 บาทเท่านั้น

นอกจากจุดเด่นที่กล่าวมาข้างต้น MG EP ยังถือเป็นรถพลังงานไฟฟ้าที่มีมาตรฐานระดับสากล ที่วางจำหน่ายในประเทศโซนยุโรปหลายประเทศ

NEW MG EP PLUS ราคาจำหน่าย 998,000 บาท มีสีตัวถังให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว (Arctic White) สีเงิน (Metallic Grey) และสีดำ (Black Knight)

พร้อมกันนี้ เอ็มจียังได้เปิดโอกาสให้คนไทย ได้สัมผัสและทดลองขับทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% อย่าง MG EP พร้อมด้วยรถปลั๊กอินไฮบริดอย่าง MG HS PHEV ที่มาพร้อมเทคโนโลยี ความทันสมัย และความคุ้มค่า ในกิจกรรม “Charge your day, Change your life” ที่ศูนย์สร้างประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ MG Driving Experience Centre ถนนศรีนครินทร์ และโชว์รูมเอ็มจีกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand