Home Blog Page 337

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย มุ่งสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมไฟฟ้า เปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู iX และ บีเอ็มดับเบิลยู iX3

0

หลังการเปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกของบีเอ็มดับเบิลยู iX และบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ผ่านช่องทางออนไลน์เมื่อไม่นานมานี้ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ตอกย้ำการเป็นผู้บุกเบิกการขับเคลื่อนด้วยยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มพรีเมียมของไทย นำบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport และบีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport ให้ลูกค้าในไทยได้สัมผัสเป็นครั้งแรกกับสมรรถนะของรถยนต์อเนกประสงค์ Sports Activity Vehicle (SAV) ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ที่แท้จริง

มร.อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “เทคโนโลยีถือเป็นกุญแจสำคัญสู่อนาคต ซึ่งอนาคตก็อยู่ที่นี่แล้ว และสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยุคใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้าได้เริ่มขึ้นแล้วพร้อมการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู iX และบีเอ็มดับเบิลยู iX3 รถยนต์อเนกประสงค์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ตอกย้ำวิสัยทัศน์ด้านยนตรกรรมไฟฟ้าในระดับพรีเมียมของบีเอ็มดับเบิลยู และยังส่งเสริมการวางรากฐาน e-mobility ของบีเอ็มดับเบิลยูในประเทศไทย ที่สำคัญคือรถยนต์ทั้งสองรุ่นใหม่นี้นับเป็นยนตรกรรมที่ออกแบบมาพร้อมศักยภาพอันเปี่ยมล้นด้วยนวัตกรรมแห่งอนาคตและบริการดิจิทัลต่าง ๆ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความคล่องตัวแบบ SAV ที่ปลอดมลภาวะไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม การเปิดตัวในครั้งนี้ยังช่วยสร้างปฐมบทใหม่ของอนาคตแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าของประเทศไทย และยังนำไปสู่อนาคตใหม่ ๆ ที่ทำให้ตระหนักถึงอนาคตที่เราวาดฝันไว้ตลอดมา”

บีเอ็มดับเบิลยู iX และบีเอ็มดับเบิลยู iX3 รถยนต์อเนกประสงค์ Sports Activity Vehicle (SAV) ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% จะมาสร้างนิยามใหม่ให้แก่ประสบการณ์การขับขี่ด้วยพลังงานสะอาดในประเทศไทย มาในรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport สร้างสุนทรียภาพการขับขี่แบบไร้มลพิษ พร้อมความคล่องตัวสไตล์สปอร์ต และดีไซน์สุดล้ำที่สื่อถึงความยั่งยืนในทุกอณู ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฟฟ้าพร้อมเทคโนโลยี BMW eDrive และเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่รุ่นใหม่ล่าสุด สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ไกลถึง 630 กิโลเมตร ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยด้วยความโดดเด่นจากตระกูล X3 ที่ผสานความปราดเปรียวโฉบเฉี่ยวเข้ากับสมรรถนะอันทรงพลังของ BMW eDrive เจเนอเรชั่นที่ห้า

บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport
ราคาจำหน่าย: 5,999,000 บาท
(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม แพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard นาน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง)

บีเอ็มดับเบิลยู iX มาพร้อมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าใหม่ล่าสุด พร้อมความล้ำยุคด้านเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติและการเชื่อมต่ออีกมากมาย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคยิ่งขึ้น มาพร้อมเทคโนโลยี BMW eDrive และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบไฟฟ้าซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสมรรถนะการขับขี่ในระยะยาวไกลยิ่งขึ้นและอัตราเร่งที่ทรงพลัง บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport ส่งพละกำลังรวมสูงสุด 385 กิโลวัตต์/523 แรงม้า ระบบ BMW eDrive เจเนอเรชั่นที่ห้านี้ยังทำงานพร้อมเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ล่าสุด มอบระยะทางขับเคลื่อนตามมาตรฐาน WLTP สูงสุดถึง 630 กิโลเมตร สร้างแรงบิดรวมได้สูงสุดถึง 765 นิวตันเมตร ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อ (Near-actuator wheel slip limitation) ได้รับการติดตั้งควบคู่กับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเป็นครั้งแรก ช่วยป้องกันการลื่นไถลของล้อและเพิ่มความเสถียรภาพในการควบคุมรถยิ่งขึ้นอีกระดับ จึงโลดแล่นด้วยความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.6 วินาที

แบตเตอรี่แรงดันสูงในบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport มีความจุพลังงานสุทธิ 105.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง และความจุพลังงานรวม 111.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง หัวชาร์จแบบ Combined Charging Unit (CCU) ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบการชาร์จที่ยืดหยุ่น รองรับการชาร์จแบบ DC ได้สูงสุด 200 กิโลวัตต์ จึงสามารถชาร์จจาก 0% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 39 นาที อีกทั้งยังเพิ่มระยะขับขี่ได้สูงสุดถึง 100 กิโลเมตร หลังชาร์จแบตเตอรี่ด้วยการชาร์จแบบ DC 50 กิโลวัตต์ เพียง 21 นาที

ระบบการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่แบบแปรผัน (Adaptive recuperation) ช่วยเสริมประสิทธิภาพและระยะการขับขี่ของบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport ด้วยการดึงพลังงานจากระบบเบรกกลับมาใช้ใหม่ให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่ โดยใช้ข้อมูลจากระบบนำทางและเซนเซอร์จากระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ เช่น เมื่อรถเข้าใกล้ทางแยก ระดับการดึงพลังงานกลับมาใช้ใหม่จะเพิ่มสูงขึ้น เพื่อเติมพลังงานไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่แรงดันสูง ขณะเดียวกันก็จะทำให้ความเร็วในการขับขี่ลดลง และจะทำงานสลับกับฟังก์ชั่น Coasting ขณะขับขี่บนท้องถนน ซึ่งช่วยให้รถเคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานเมื่อผู้ขับขี่ยกเท้าออกจากแป้นคันเร่ง ผู้ขับขี่สามารถเลือกระดับการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้ตามต้องการ ระหว่างระดับสูง ปานกลาง และต่ำ โดยเมื่อเลือกขับขี่ด้วยเกียร์ B ระบบ Recuperation จะทำงานที่ระดับสูงสุดโดยอัตโนมัติเพื่อสร้างประสบการณ์ในการขับขี่แบบ one-pedal feeling

โครงสร้างตัวถัง ปรัชญาการดีไซน์ และการออกแบบแชสซีของบีเอ็มดับเบิลยู iX ได้รับการพัฒนาเพื่อหลอมรวมความสะดวกสบายเหนือระดับในการขับขี่และการควบคุมที่โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต โครงสร้างของบีเอ็มดับเบิลยู iX มาในวัสดุอลูมิเนียมแบบ spaceframe ส่วนหลังคามาในโครงสร้าง Carbon Cage ซึ่งประกอบ ด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์บริเวณด้านข้างและด้านหลัง ผสานการใช้วัสดุสองประเภทเข้าไว้ด้วยกันเพื่อเสริมทั้งความแข็งแกร่งและลดน้ำหนักให้เบาลงได้อย่างชาญฉลาด ส่วนค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Drag Coefficient) ที่ต่ำเพียง 0.25 จากองค์ประกอบด้านอากาศพลศาสตร์ต่าง ๆ ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์และระยะการขับขี่ด้วยเช่นกัน แบตเตอรี่แรงดันสูงในบีเอ็มดับเบิลยู iX ที่ติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถ ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง เมื่อประสานเข้ากับการกระจายน้ำหนักอย่างสมดุลจึงทำให้ตอบสนองต่อการควบคุมได้ฉับไวยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รูปแบบการขับขี่ที่มีความสมดุลของบีเอ็มดับเบิลยู iX ยังช่วยเพิ่มความมั่นคงและความสบายขณะขับขี่ ขณะที่ยังคงความคล่องตัวไว้ได้อย่างดีเยี่ยม

เทคโนโลยีแชสซีที่ใช้ในการพัฒนาบีเอ็มดับเบิลยู iX ประกอบด้วย เพลาหน้าแบบปีกนกคู่ เพลาหลังแบบ five-link ช่วงล่างแบบปรับระดับได้ และระบบพวงมาลัยไฟฟ้าที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถขณะขับขี่ (Servotronic) แปรผันตามการหมุนและความเร็ว มาพร้อมระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า ระบบปรับองศาของล้อหลังเพื่อการเข้าโค้งหรือเลี้ยว (Integral Active Steering) และเบรกแบบสปอร์ต ล้อ aerodynamic ขนาด 22 นิ้ว แบบสลับสี ขัดเงาสามมิติ เสริมด้วยยางล้อลดเสียงรบกวนที่มีชั้นโฟมบริเวณพื้นผิวด้านในเพื่อลดการเกิดเสียงได้รับการติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ใหม่ที่ไม่ซ้ำใครของบีเอ็มดับเบิลยู iX คือดีไซน์ภายนอกที่มีเส้นสายในการออกแบบชัดเจนทรงพลัง แต่ยังมีความเรียบง่าย และคงความบึกบึนสไตล์ SAV รายละเอียดขององค์ประกอบต่าง ๆ สื่อถึงความประณีตและความหรูหราล้ำยุค โดดเด่นสะดุดตาด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ที่เกือบปิดทึบ สะท้อนถึงนวัตกรรมการผลิตที่ล้ำสมัย ส่วนกล้องและเรดาร์เซนเซอร์ฝังอยู่ภายใต้พื้นผิวของกระจังหน้า โดดเด่นด้วยไฟหน้าและไฟท้ายที่เรียวยาวที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยู มือจับประตูที่เปิดด้วยการกดปุ่ม หน้าต่างไร้ขอบ และประตูท้ายสอดประสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวตั้งแต่หน้ารถจรดท้ายรถโดยไม่มีช่องว่าง

การออกแบบภายในห้องโดยสารมุ่งนำเสนอแนวคิดของการใช้ชีวิตที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ มาพร้อมพื้นที่กว้างขวางและเบาะที่นั่งแบบใหม่พร้อมพนักพิงศีรษะเสริมความหรูหรายิ่งขึ้น มีพื้นที่วางขามากขึ้นเนื่องจากไม่ต้องมีท่อส่งน้ำมันกลางตัวรถ ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ คอนโซลกลางมาในดีไซน์เฉียบไม่แพ้เฟอร์นิเจอร์หรู ปุ่มควบคุมระบบสัมผัสและระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ rocker switch เติมเต็มความทันสมัยยิ่งขึ้นภายในห้องโดยสาร พร้อมเน้นย้ำถึงการออกแบบห้องโดยสารเพื่อผู้ขับขี่ด้วยจอ BMW Curved Display พวงมาลัยทรงหกเหลี่ยมและจอ Head-Up Display

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติมาพร้อมฟิลเตอร์นาโนไฟเบอร์ที่สามารถกรองอากาศบริสุทธิ์ ควบคุมผ่านจอระบบสัมผัสแบบใหม่ ซึ่งใช้ควบคุมการหมุนเวียนของอากาศภายในห้องโดยสาร รวมถึงระบบทำความร้อนที่เบาะนั่งและพวงมาลัย มาพร้อมตัวเลือกอุปกรณ์เสริมคุณภาพเสียงทรงพลังยิ่งขึ้น อย่างระบบเสียงรอบทิศทางคุณภาพสูง Bowers & Wilkins Diamond Surround Sound System ที่ฝังอยู่ในพนักพิงศีรษะ และระบบเสียงแบบ 4D ที่มีฟังก์ชั่นสั่นตามเสียงเบสในเบาะหน้า

บีเอ็มดับเบิลยู iX ยังมาพร้อมเสียงประกอบการขับขี่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เติมเต็มความเร้าใจในการขับขี่ทุกครั้งที่เร่งความเร็ว นอกจากนี้ ฟังก์ชั่น BMW IconicSounds Electric ซึ่งสามารถซื้อได้ผ่าน BMW Shop ยังมาพร้อมตัวเลือกเสียงใหม่ล่าสุดจากนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Hans Zimmer

บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport ยังมาพร้อมหน้าจอแสดงผลและระบบทำงาน iDrive เจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในบีเอ็มดับเบิลยู iX ต่อยอดการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ให้เป็นธรรมชาติมากขึ้น ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8 ที่ออกแบบสำหรับทำงานร่วมกับจอระบบสัมผัสแบบโค้ง BMW Curved Display รองรับการโต้ตอบด้วยเสียงกับ BMW Intelligent Personal Assistant ซึ่งได้รับการอัปเกรดจากรุ่นก่อนหน้า โดยจอ BMW Curved Display เป็นกลุ่มจอแสดงผลดิจิทัลประกอบด้วย จอ Information Display ขนาด 12.3 นิ้วและจอ Control Display ขนาด 14.9 นิ้ว รวมเข้าด้วยกันภายใต้แผงกระจกชิ้นเดียวที่หันหน้าเข้าหาผู้ขับขี่ ส่วนระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ดิจิทัลมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่และแสดงกราฟฟิกดีไซน์ใหม่ขณะสื่อสารกับผู้ใช้งาน ระบบ My Modes ใหม่ ขยายการตั้งค่าต่าง ๆ ของรถยนต์ให้ครอบคลุมประสบการณ์ขับขี่ทุกรูปแบบ

บีเอ็มดับเบิลยู iX ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และนวัตกรรมหลากหลายที่สุด เหนือกว่ารถยนต์ทุกรุ่นจากบีเอ็มดับเบิลยู พร้อมเซนเซอร์เจเนอเรชั่นใหม่ ซอฟต์แวร์ใหม่ และแพลตฟอร์มในการประมวลผลที่ทรงพลัง ใช้กล้อง 5 ตัว เรดาร์เซนเซอร์อีก 5 ตัว และอัลตร้าโซนิกเซนเซอร์ 12 ตัวในการตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบคัน ระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go รวมถึงอีกสองระบบใหม่ล่าสุด – ระบบเตือนขณะเปิดประตูรถ ในกรณีที่มีจักรยานหรือคนเดินเท้าอยู่ใกล้ประตูรถ (Exit warning function) และระบบ Remote Theft Recorder เสริมการทำงานของระบบที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานอย่างระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus (Parking Assistant Plus) ประกอบด้วยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround View Camera) แสดงภาพพื้นที่โดยรอบของรถให้เห็นแบบสามมิติผ่านระบบ Remote 3D

กระบวนการผลิตบีเอ็มดับเบิลยู iX ยังครอบคลุมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้อลูมิเนียมที่ผ่านกระบวนการหล่อและนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่ในปริมาณมาก ภายในห้องโดยสารประกอบด้วยวัสดุไม้ที่รับรองจาก FSC หนังฟอกด้วยสารสกัดจากใบมะกอก และยังมีส่วนประกอบจากธรรมชาติอื่น ๆ อีกมากมาย และยังใช้แหจับปลาที่ผ่านการรีไซเคิลเป็นหนึ่งในวัสดุสำหรับผลิตพรมปูพื้นรถอีกด้วย

ลูกค้าสามารถเลือกสีตัวถังได้ถึง 5 สไตล์ตามความต้องการ ได้แก่ Aventurin Red, Black Sapphire, Mineral White, Phytonic Blue, Sophisto Grey และ Storm Bay

บีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,399,000 บาท
(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม แพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard นาน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง)

บีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport มาพร้อมเอกลักษณ์สุดล้ำ ประสานประสิทธิภาพของมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ากับความหนาแน่นและความจุพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของแบตเตอรี่แรงดันสูง พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า แผงวงจรไฟฟ้า เทคโนโลยีการชาร์จ และแบตเตอรี่แรงดันสูงรุ่นล่าสุด ที่ได้รับการยกระดับในด้านสมรรถนะการทำงานการใช้พลังงานไฟฟ้า และระยะทางในการขับขี่ อีกทั้งยังเพิ่มความหนาแน่นและศักยภาพของกำลังไฟฟ้าด้วยการรวมมอเตอร์ไฟฟ้า วงจรอิเล็กทรอนิกส์ และระบบเกียร์ไว้ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน เช่นเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู iX

ระบบขับเคลื่อนรุ่นใหม่ในบีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport ส่งพละกำลังสูงสุด 210 กิโลวัตต์/286 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ซึ่งโดดเด่นกว่ามอเตอร์ไฟฟ้าในรุ่นอื่น ๆ ด้วยความสามารถในการคงแรงบิดได้แม้ระหว่างรอบสูง โลดแล่นจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.8 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขับขี่สนุกอย่างอุ่นใจด้วยระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อ (Near-actuator wheel slip limitation) ปริมาตรความจุแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่การติดตั้งและน้ำหนัก ส่วนความจุพลังงานรวมอยู่ที่ 80 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดยสามารถนำมาใช้งานได้สูงสุด 74 กิโลวัตต์ชั่วโมง เพื่อขับเคลื่อนให้บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ขับขี่ได้ไกลถึง 460 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP และ 470 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC

เทคโนโลยีระบบชาร์จใหม่ล่าสุดเติมพลังงานสู่แบตเตอรี่ 400 โวลต์ และแหล่งจ่ายไฟ 12 โวลต์แก่อุปกรณ์ต่าง ๆ ในรถ หากใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ สามารถชาร์จด้วยระบบไฟแบบ 1 เฟส และ 3 เฟส ได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ และเมื่อชาร์จแบบรวดเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง จะรับพลังงานได้สูงสุด 150 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่แรงดันสูงในบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ยังรองรับการชาร์จจาก 0 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ได้ภายใน 34 นาที

บีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport มาพร้อมระบบการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่แบบแปรผัน (Adaptive recuperation) เพิ่มสมรรถนะและความสะดวกสบายระหว่างการขับขี่ ระดับการดึงพลังงานจากระบบเบรกกลับมาใช้ใหม่จะแปรผันตามสภาวะถนน ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลในระบบนำทางและเซนเซอร์ในระบบช่วงเหลือผู้ขับขี่ นอกจากนี้ ผู้ขับขี่สามารถเลือกระดับการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้ตามต้องการ ระหว่างระดับสูง ปานกลาง และต่ำ เมื่อเข้าเกียร์ D และระบบ Recuperation จะทำงานอัตโนมัติในระดับสูงเมื่อเข้าเกียร์ B เพื่อสร้างประสบการณ์ในการขับขี่ยนตรกรรมไฟฟ้าอันเฉพาะตัวของบีเอ็มดับเบิลยู

แบตเตอรี่แรงดันสูงรุ่นล่าสุดนี้ติดตั้งอยู่ใต้ตัวรถ จึงช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงลงประมาณ 7.5 เซนติเมตร เมื่อเทียบกับ X3 รุ่นอื่น ๆ ระบบช่วงล่างแบบ Adaptive ปรับระดับด้วยไฟฟ้าตามสภาพถนนและสภาวะการขับขี่

รูปโฉมภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport ยังคงสัดส่วนที่โฉบเฉี่ยวสไตล์ SAV มาพร้อมความแข็งแกร่งระดับพรีเมียมและความอเนก ประสงค์ของตระกูล X โดดเด่นด้วยองค์ประกอบการดีไซน์เฉพาะรุ่นอย่างชิ้นส่วนแอโรไดนามิกส์ต่าง ๆ สอดแทรกด้วยดีไซน์ที่สื่อถึงความยั่งยืน กระโปรงหน้าและกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่มาในดีไซน์ปิดทึบ ท้ายรถมาพร้อมการออกแบบเพื่อลดแรงต้านอากาศ

ไฮไลท์ของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ยังอยู่ที่ความหลากหลายในการใช้งาน มาพร้อมพื้นที่กว้างขวางกว่า X3 รุ่นอื่น ๆ เบาะหลังพับได้แบบ 40 : 20 : 40  ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาตรการบรรจุสัมภาระจาก 510 ถึง 1,560 ลิตร เสริมความเอ็กซ์คลุซีฟด้วยระบบเสียง BMW IconicSounds Electric ซึ่งมาเป็นมาตรฐานสร้างทำนองเสียงไม่ซ้ำใครเมื่อสตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์จากผลงานของ Hans Zimmer มาพร้อมล้อ M aerodynamic ขนาด 20 นิ้วแบบสลับสี ที่เสริมประสิทธิภาพด้านแอโรไดนามิกส์ยิ่งขึ้น ไฟหน้า Adaptive LED เสริมฉนวนกันเสียงที่ประตูหน้า และยังมีอุปกรณ์มาตรฐานเพื่อเสริมความสะดวกสบายแบบพรีเมียมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบปลดล็อกประตู Comfort Access เบาะหนัง Vernasca ตอนหน้าดีไซน์แบบสปอร์ต จอ BMW Head-Up Display ระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ และระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติรุ่น Plus พร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง ยกระดับความสะดวกสบายและความปลอดภัยแบบเอ็กซ์คลูซีฟยิ่งขึ้นด้วยระบบ BMW gesture control ระบบเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon พร้อมด้วยระบบ BMW Live Cockpit Professional และ BMW Intelligent Personal Assistant

บีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport มาให้เลือกใน 5 สี ได้แก่ Carbon Black, Mineral White, Phytonic Blue, Piemont Red และ Sophisto Grey

ลูกค้าที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw.co.th หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูทั่วประเทศ

ฟิล์มกรองแสงลามิน่า มอบรางวัล Lamina Excellence Awards ประจำปี 2564

0

บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า”  ผลิตโดยซีพีฟิล์มอิงค์ มาตรฐานไอเอสโอ 9001 ในเครือบริษัท อีสท์แมน เคมิคัล จากสหรัฐอเมริกา แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดย นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประกาศมอบรางวัล Lamina Excellence Awards ประจำปี 2564 แก่ศูนย์ตัวแทนจำหน่ายที่สร้างยอดขายได้ตามเป้าหมายและสามารถให้บริการกับลูกค้าได้อย่างยอดเยี่ยม

“ศูนย์ตัวแทนจำหน่ายลามิน่าที่จะได้รับรางวัลดังกล่าวนั้น ปัจจัยสำคัญย่อมมาจากการบริการที่ดี และความรู้ด้านสินค้าฟิล์มกรองแสง รวมถึงความรู้ด้านการตลาด ซึ่งลามิน่าเป็นฟิล์มกรองแสงเพียงหนึ่งเดียวที่จัดสัมมนาศูนย์ตัวแทนจำหน่ายอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 เพื่อคัดสรรแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้แทนจำหน่ายและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนางานบริการด้านต่างๆ อย่างครบวงจร”

ทั้งนี้ ศูนย์ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 770 แห่งของลามิน่า ถือเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการเติบโตของบริษัท รวมถึงการก้าวขี้นเป็นผู้นำในตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ในประเทศไทย ตลอดระยะเวลากว่า 26 ปีที่ผ่านมา ซึ่งลามิน่ามุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าและการให้บริการอย่างต่อเนื่อง สร้างความเติบโตและความสำเร็จที่มั่นคงแก่ศูนย์ตัวแทนจำหน่ายฟิล์มลามิน่าทุกแห่งอย่างยั่งยืน

นอกเหนือไปจากการแต่งตั้งศูนย์ตัวแทนจำหน่ายอย่างมีระบบแล้ว บริษัทได้จัดประชุมสัมมนาศูนย์ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ เน้นให้ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพในการบริหารธุรกิจฟิล์มกรองแสงอย่างเข้มแข็ง มีการฝึกอบรมเทคนิคการติดตั้งให้กับศูนย์ตัวแทนจำหน่าย รวมถึงการอบรมเทคนิคขั้นสูง ล้วนเป็นปัจจัยความสำเร็จที่ให้ความสำคัญกับเครือข่ายผู้จำหน่ายมาอย่างยาวนาน

สำหรับการมอบรางวัล Lamina Excellence Awards ในปี พ.ศ.2564 จัดขึ้นภายใต้ระเบียบข้อบังคับของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เน้นความปลอดภัย กระชับ แต่ทันสมัยและอบอุ่น ภายใต้แนวคิด New Lamina Caring Together : Fight/ Firm/ Future ร่วมสู้ ร่วมสร้าง ร่วมสำเร็จ สู่อนาคตอย่างมั่นคง ณ ห้องมณียาบอลรูม โรงแรมเรเนอซองส์ กรุงเทพ

ทั้งนี้ได้แบ่งการมอบรางวัลออกเป็น 6 ประเภท ประกอบไปด้วย 1.รางวัลประเภทยอดขายดีเด่น 2.รางวัลประเภทยอดขายเติบโต 3. รางวัลประเภทยอดขายเติบโตต่อเนื่อง 4.รางวัลประเภทลามิน่าฟิล์ม เอ็กซ์คลูซีฟช็อป มาตรฐานสูงสุด 5.รางวัลประเภทลามิน่าฟิล์ม เอ็กซ์คลูซีฟช็อป มาตรฐานดีเยี่ยม และ 6.รางวัลประเภท ลามิน่าฟิล์ม เอ็กซ์คลูซีฟช็อป Rising Star

นอกจากนี้บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ในฐานะผู้จัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูงมืออาชีพระดับเอเชียแปซิฟิค ยังนำเข้าผลิตภัณฑ์ด้านยานยนต์อีกมากมาย อาทิ อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระธูเล่ (Thule) จากประเทศสวีเดน ผลิตภัณฑ์ฟิล์มนิรภัยปกป้องสีรถลูมาร์ (LLumar) จากสหรัฐอเมริกา และผลิตภัณฑ์ดูแลรักษายานยนต์ครบวงจรแอลลักซ์ (LLux) คุณภาพเยี่ยมจากสหรัฐอเมริกา แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

ฟอร์ด ประกาศ 10 ทีมเยาวชนผ่านเข้ารอบสุดท้ายในโครงการ Ford+ Innovator Scholarship 2021

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมมือกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (Population and Community Development Association – PDA) สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (Institute of Field Robotics – FIBO) และบริษัท ทีวีบูรพา จำกัด ประกาศผลผู้เข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายในโครงการ Ford+ Innovator Scholarship 2021 เวทีประกวดโครงงานสิ่งประดิษฐ์ ในหัวข้อ นวัตกรรมพลังบวกเพื่อโลกที่น่าอยู่ (Plus For A Better World Challenge) จากนักศึกษาทั้งในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมพัฒนาผลงานก่อนจะเข้าสู่รอบตัดสินเพื่อชิงรางวัลทุนการศึกษารวมมูลค่า 840,000 บาท ในวันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม 2564

ฟอร์ด ประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมของเยาวชนไทยผ่านการจัดประกวดโครงงานสิ่งประดิษฐ์มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยในปีนี้ โครงการ Ford+ Innovator Scholarship 2021 มุ่งสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ที่มีโอกาสต่อยอดให้เกิดขึ้นจริงโดยคำนึงถึงการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตใน 3 มิติ ได้แก่ ด้านสุขภาพ ความปลอดภัยและภัยพิบัติ และการพัฒนาอาชีพและธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งหลังจากเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา มีทีมเยาวชนจากทั่วประเทศร่วมส่งผลงานเข้ามาประชันไอเดียถึง 74 ทีม แบ่งเป็นระดับอาชีวศึกษา 42 ทีม และระดับอุดมศึกษา 32 ทีม โดยในจำนวนนี้ ทางคณะกรรมการได้ร่วมกันพิจารณาและคัดเลือกผลงานจำนวน 10 โครงงานจากระดับอาชีวศึกษาและระดับอุดมศึกษาอย่างละ 5 ทีม เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ประกอบด้วย

ระดับอาชีวศึกษา

  1. นวัตกรรมเตาปิ้งย่างลดควัน ระบบป้องกันการไหม้ด้วยน้ำประหยัดพลังงาน วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี จ. สุราษฎร์ธานี
  2. ชุดช่วยอาบน้ำสำหรับผู้สูงอายุอำนวยความสะดวก สะอาด ปลอดภัย วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี จ. สุราษฎร์ธานี
  3. Clean Oysters: Street Food วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี จ. สุราษฎร์ธานี
  4. ถังขยะกำจัดขยะติดเชื้อระบบอัตโนมัติ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี จ. สุราษฎร์ธานี
  5. เครื่องสลัดน้ำมันจากการทอด วิทยาลัยเทคนิคสารภี จ.เชียงใหม่

ระดับอุดมศึกษา

  1. ปลาเม็ง PLUS+ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 1 วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี
  2. เครื่องตากแห้งกะปิแบบโรตารี่ใช้พลังงานความร้อนร่วมระบบกึ่งอัตโนมัติ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 1 วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี
  3. อุปกรณ์ยึดตรึงกระดูกสันหลังความเเข็งสูงเพื่อป้องกันความเสียหาย จากการใช้งานด้วยกระบวนการปรับผิวแบบการยิงอนุภาคละเอียด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กรุงเทพฯ
  4. AppointMed สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จ.นนทบุรี
  5. โมดูลซับแรงกระแทกน้ำ จากการขับรถในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม Water shock-absorbing module from driving during a flood situation มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กรุงเทพฯ

“ฟอร์ดรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นเยาวชนจำนวนมากจากทั่วประเทศให้ความสนใจกับการพัฒนานวัตกรรมพลังบวกเพื่อโลกที่น่าอยู่ ซึ่งไอเดียและการสร้างสรรค์ผลงานที่ส่งเข้ามาล้วนน่าสนใจและแสดงให้เห็นพลังที่สร้างสรรค์ของเยาวชนไทย ฟอร์ด ประเทศไทย และพันธมิตรขอชื่นชมนักศึกษาที่ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด และขอแสดงความยินดีแก่ผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศทั้ง 10 โครงงาน ซึ่งทางฟอร์ดได้ร่วมมือกับนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจากสถาบัน FIBO ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจากฟอร์ด และผู้เชี่ยวชาญด้านการทำการตลาดบนโลกออนไลน์จากทีวีบูรพา ในการส่งมอบความรู้และทักษะเพื่อให้สามารถนำไปพัฒนาผลงานเพื่อขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวหน้าต่อไป” นางสาวกมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ฟอร์ดประเทศไทยและตลาดอาเซียน กล่าว

นักศึกษาจากทั้งระดับอาชีวศึกษาและระดับอุดมศึกษาที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายทั้ง 10 โครงงาน จะได้รับการเสริมพลังความรู้ด้านการออกแบบนวัตกรรม การทำการตลาดออนไลน์ และการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยานยนต์ ผ่านคลาสออนไลน์เป็นระยะเวลากว่าสองสัปดาห์ เพื่อให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ปรับปรุงโครงงานก่อนที่จะนำเสนอครั้งสุดท้ายในรอบตัดสินวันที่ 3 ธันวาคม 2564 เพื่อชิงรางวัลทุนการศึกษาจำนวน 20 ทุน มูลค่ารวม 840,000 บาท ประกอบด้วย ทุนการศึกษาสำหรับทีมระดับอาชีวศึกษาและสถาบันฯ รวม 10 ทุน (5 ทีม) และทุนการศึกษาสำหรับทีมระดับอุดมศึกษาและสถาบันฯ รวม 10 ทุน (5 ทีม) โดยคณะกรรมการจะพิจารณาให้คะแนนโครงงานต่างๆ จากความคิดสร้างสรรค์ แนวโน้มในการนำโครงการไปพัฒนาต่อเป็นสิ่งประดิษฐ์เพื่อแก้ไขปัญหาหรือส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมได้จริง และไม่ซ้ำกับผลงานที่ได้รางวัลในปีที่ผ่านมา

มินิ ประเทศไทย ร่วมกับฮ้อปคาร์ เชิญทดลองขับมินิ คูเปอร์ เอสอี รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ผ่านแอป HAUP

0

มินิ ประเทศไทย ร่วมกับฮ้อปคาร์ ผู้ให้บริการคาร์แชร์ริ่งผ่านแอปพลิเคชั่น นำเสนอบริการทดลองขับรถยนต์มินิ คูเปอร์ เอสอี รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกจากมินิ สู่แฟน ๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ผ่านแอปพลิเคชั่นฮ้อป (HAUP) ความร่วมมือดังกล่าวตอกย้ำความมุ่งมั่นของมินิ ประเทศไทย และฮ้อปคาร์ ด้านการขับเคลื่อนยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งบริการนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่รถยนต์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ทดลองสัมผัสรถยนต์มินิ คูเปอร์ เอสอีได้ยาวนานและเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้นผ่านบริการคาร์แชร์ริ่งไร้สัมผัส โดยผู้ที่สนใจทดลองขับรถยนต์มินิ คูเปอร์ เอสอี ขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าล้วน สามารถจองบริการทดลองขับได้ที่แอปพลิเคชั่น HAUP ระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2564 ณ จุดรับบริการต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นบ้านดุสิตธานี สีลม, ฮักส์ หลังสวน, Ari Hills พหลโยธิน, และสินธร ทาวเวอร์ ถนนวิทยุ

คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “นับเป็นการนำเสนออีกประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าภายในเมืองสำหรับแฟน ๆ มินิในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้ได้ทดลองกับมินิ คูเปอร์ เอสอี รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ยังคงเอกลักษณ์การขับขี่ที่สนุกเร้าใจสไตล์โกคาร์ทตามแบบฉบับมินิ ผ่านสมาร์ทโฟนด้วยแอปพลิเคชั่น HAUP ที่ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย ความร่วมมือระหว่างมินิ ประเทศไทย กับฮ้อปคาร์ในครั้งนี้ นอกจากจะเน้นย้ำเป้าหมายด้านความยั่งยืนเพื่ออนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น ยังช่วยส่งเสริมเทรนด์ของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่คนไทยหันมาให้ความสำคัญกันมากขึ้นอีกด้วย”

คุณกฤษฏิ์ วิชัยวัฒนาพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง บริษัท ฮ้อปคาร์ จำกัด กล่าวว่า “หนึ่งในเป้าหมายของฮ้อปคาร์คือ การสร้างชุมชนแห่งการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บริการคาร์ แชร์ริ่งไร้สัมผัสของเราเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับลูกค้าในกรุงเทพฯ ความร่วมมือกับมินิ ประเทศไทย ในการทดลองขับรถยนต์มินิไฟฟ้าด้วยตัวเองผ่านแอปพลิแคชั่น HAUP ครั้งนี้ จะช่วยผลักดันการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เกิดอนาคตที่ยั่งยืนยิ่งกว่าของประเทศไทย”

มินิ คูเปอร์ เอสอี เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% จากมินิรุ่นแรก ในดีไซน์ที่สะกดทุกสายตาบนท้องถนน พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปพัฒนาขึ้น ส่งพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจึงสามารถส่งแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตรได้ทันทีที่เท้าแตะคันเร่งแม้จากรถหยุดนิ่ง ส่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.9 วินาที มอบความแรงเร้าใจใน 60 เมตรแรกได้เทียบชั้นรถสปอร์ต และสามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งได้ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 7.3 วินาที มินิ คูเปอร์ เอสอี ทำความเร็วสูงสุดได้ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในการวิ่งได้ระยะทางสูงสุดราว 203 – 234 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) ระบบส่งกำลังและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมการจ่ายพลังงานไฟฟ้าไปยังระบบต่าง ๆ ของมินิคูเปอร์ เอสอี จะติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของรถในโครงสร้างรูปทรงท่อ ส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาสำหรับมินิ คูเปอร์ เอสอีโดยเฉพาะ ประกอบด้วยเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 12 โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้รถ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง

ผู้สนใจสัมผัสประสบการณ์ทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้าแบบพรีเมียมไปกับมินิ คูเปอร์ เอสอี สามารถจองและตรวจสอบรายละเอียดการใช้บริการผ่านแอปพลิเคชั่น HAUP ได้ โดยมีทางเลือกการใช้งานที่สะดวกสบายแบบรายชั่วโมงด้วยอัตราค่าเช่าเริ่มต้นเพียง 299 บาทต่อชั่วโมง หรือ 999 บาทต่อ 4 ชั่วโมงเท่านั้น* สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ https://www.mini.co.th/en_TH/home/services/special-offers/mini-electric-haup-app.html

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น HAUP ได้ที่ https://haupkey.page.link/HAUPDownload
หรือติดต่อ LINE @haupcar สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัว มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ สำหรับคุณพ่อสมัยใหม่

0

รถอเนกประสงค์แบบเอ็มพีวี (MPV) ถือเป็นรถยนต์ที่มีความยอดเยี่ยมในด้านอรรถะประโยชน์และการใช้งาน ด้วยขนาดห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกด้านการดูแลรักษา และความยอดเยี่ยมในการพาสมาชิกทุกคนในครอบครัวไปสนุกกับทุกไลฟ์สไตล์ตามแบบฉบับของตัวคุณเอง แต่มันคงดียิ่งขึ้น หากรถอเนกประสงค์แบบเอ็มพีวีของคุณสามารถช่วยเสริมบุคลิก และยังเพิ่มคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นให้แก่ตัวคุณเอง โดยไม่ต้องลดทอนประสิทธิภาพด้านอรรถะประโยชน์ และยังมาพร้อมกับดีไซน์ที่โดดเด่นอย่างมีสไตล์

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เข้าใจดีถึงความต้องการดังกล่าวของเหล่าบรรดาคุณพ่อสมัยใหม่ จึงได้เปิดตัว มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ รถครอสโอเวอร์รุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับคุณพ่อสมัยใหม่ในแบบคูลๆ โดยล่าสุดได้มีการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมและปรับแต่งดีไซน์ให้มีความเหนือระดับมากยิ่งขึ้น พร้อมด้วยความสปอร์ตแบบพรีเมียม ความแข็งแกร่ง และความโฉบเฉี่ยว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ทุกไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม สะกดทุกสายตาด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งสีดำ อาทิ กระจังหน้า, ชายกัน ชนหน้าและหลัง, กระจกมองข้าง, คิ้วขอบกระจกประตู, คิ้วตกแต่งชายกันชนข้าง, และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อมติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม อาทิ มือจับประตูสีเดียวกับตัวรถพร้อมกรอบรองที่จับประตู, ที่ชาร์จมือถือแบบไร้สาย, ระบบความบันเทิงรุ่นใหม่พร้อมหน้าจอแบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว ที่รองรับ Apple CarPlay(1) และ Android Auto(2) พร้อมติดตั้งสัญลักษณ์ เอ็กซ์แพนเดอร์’ บนฝากระโปรงหน้า ที่ช่วยยกระดับเอกลักษณ์การดีไซน์ Advanced ‘Dynamic Shield’ ให้มีความโดดเด่นและหรูหรามากยิ่งขึ้น มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีแดง (Spirit Red) สีดำ (Jet Black Mica) และสีขาว (Quartz White Pearl)

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “รถครอสโอเวอร์แบบ 7 ที่นั่ง มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าอย่างดีเยี่ยมและก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดรถยนต์อเนกประสงค์แบบเอ็มพีวี นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2561 โดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ทุกรุ่นมียอดจำหน่ายสะสมรวมกันแล้วมากกว่า 39,000 คัน และถือเป็นรถยนต์ที่สมบูรณ์แบบทั้งในด้านการออกแบบและความทันสมัย ซึ่งเหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์ของเหล่าบรรดาคุณพ่อสมัยใหม่และครอบครัวยุคใหม่ ที่ต้องการรถยนต์ที่มีความความอเนกประสงค์ มีห้องโดยสารที่กว้างขวาง ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ มีความปลอดภัย สะดวกสบาย พร้อมด้วยสมรรถนะการใช้งานในแบบรถเอสยูวี ทั้งนี้เรายังคงมุ่งมั่นในการคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพยานยนต์อย่างต่อเนื่องพร้อมการบริการที่ยอดเยี่ยมเพื่อมอบให้แก่ลูกค้าของเรา” 

ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ยังการันตีความสำเร็จด้วยการคว้า รางวัลรถอเนกประสงค์มินิเอ็มพีวีขายดียอดเยี่ยม 3 ปีติดต่อกัน และถือเป็นรถอเนกประสงค์มินิเอ็มพีวีที่ได้รับรางวัลดังกล่าวมากที่สุดในเซกเมนต์จากการประกวดรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเจ็ดรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปีที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้รับในปี 2564 นี้ และครอบคลุมรถยนต์ทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นนำเสนอรถยนต์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าชาวไทยทั้งในความปลอดภัย ความมั่นใจ และความสะดวกสบาย

นอกเหนือจากอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษที่มอบให้แล้ว มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ ยังคงครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ดีที่สุดในเซกเม้นท์ และโดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่แข็งแกร่ง พร้อมห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบาย มีเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือนที่ต่ำ (NVH) ภายในห้องโดยสารได้รับการตกแต่งด้วยวัสดุบุนุ่มคุณภาพเยี่ยม ช่วยสร้างผิวสัมผัสที่นุ่มนวล และยังทำให้ห้องโดยสารมีความเงียบเพิ่มมากขึ้น

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ ครบครันด้วยความอเนกประสงค์แบบ 7 ที่นั่ง ติดตั้งเบาะที่นั่งหุ้มหนังและวัสดุหนังสังเคราะห์ทั้ง 3 แถว เพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้นด้วยกุญแจอัจฉริยะแบบ KOS พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ ช่องจ่ายกระแสไฟ DC 12 โวลต์ 3 ตำแหน่ง และระบบปรับอากาศด้านหลังแบบแยกอิสระสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง หรูหราด้วยหัวเกียร์และพวงมาลัยหุ้มหนังที่สามารถปรับระดับสูง-ต่ำ และปรับเข้า-ออกได้ มาพร้อมกับสวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียง มีปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย และระบบล็อกความเร็วอัตโนมัติ 

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ ครบครันด้วยระบบความปลอดภัย อาทิ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว  (ASC) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) ถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า และกล้องมองภาพด้านหลังขณะถอยจอด

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ มอบความมั่นใจในด้านบริการหลังการขายภายใต้สโลแกน ‘เราดูแล คุณแค่ขับ’ ที่พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าด้วยผู้จำหน่ายทั่วประเทศกว่า 240 แห่ง ด้วยการให้บริการที่ได้มาตรฐาน คุณภาพอะไหล่แท้ ให้บริการด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและผ่านการฝึกอบรม ตลอดจนความสะดวกสบายในการเข้ารับบริการด้วยเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่ารถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกคันจะพร้อมใช้งานอยู่เสมอ ด้วยค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพง ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ยังมีราคาจำหน่ายต่อที่ดีที่สุดในเซกเมนต์ การันตีโดย เร้ดบุค ประเทศไทย 

และเพื่อร่วมฉลองโอกาสครบรอบ 60 ปี ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย พร้อมขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจเลือกซื้อและใช้รถยนต์ มิตซูบิชิ ด้วยแคมเปญ ‘มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย ฉลอง 60 ปี แจก 60 ล้าน’ มอบรางวัลใหญ่ ทองคำแท่งหนัก 60 บาท มูลค่า 1,638,000 บาท จำนวน 6 รางวัล พร้อมของรางวัลอื่นๆ อาทิ ทองคำแท่งหนัก 6 บาท จำนวน 60 รางวัล ทีวี SAMSUNG รุ่น QLED Smart 4K 65 นิ้ว จำนวน 400 รางวัล และ โทรศัพท์มือถือ iPhone 12 64GB จำนวน 800 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 60 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์มิตซูบิชิรุ่นใดก็ได้ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564

ทั้งนี้ลูกค้าทุกท่านสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของเราในแบบที่ยั่งยืนได้ด้วยการซื้อ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ รุ่นดังกล่าว โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะบริจาคเงินจำนวน 2,000 บาทต่อคัน และมอบให้แก่องค์กรการกุศล 3 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ, มูลนิธิรามาธิบดีฯ และมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน

พบกับ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ ได้ที่โชว์รูม มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือ ท่านสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและขอทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

  • Apple CarPlay® เป็นเครื่องหมายการค้าของ Apple Inc. ซึ่งจดทะเบียนทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ
  • Android Auto เป็นแอพพลิเคชั่นบนมือถือที่พัฒนาโดย Google เพื่อการเชื่อมต่อและแสดงผลจากอุปกรณ์ที่มีระบบ Android

พร้อมไหม? ที่จะสัมผัสความรู้สึกแห่งอนาคตไปกับเจเนอเรชั่นใหม่ของยนตรกรรมสุดล้ำ The ALL-New Lexus NX

0

พร้อมไหม? ที่จะสัมผัสความรู้สึกแห่งอนาคตไปกับเจเนอเรชั่นใหม่ของยนตรกรรมสุดล้ำ The ALL-New Lexus NX ครอสโอเวอร์ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ครั้งแรกจากเลกซัส ดีไซน์ใหม่หมดจดบนแพลตฟอร์มและขุมพลังเทอร์โบใหม่ที่จะยกระดับสุนทรียภาพการขับขี่ของคุณไปอีกขั้นด้วย Lexus Driving Signature​

  • ไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหวของการเปิดจองล่วงหน้าได้ที่ https://bit.ly/3pX3y9I​
  • เตรียมสัมผัส The All-New Lexus NX โฉมใหม่ได้ที่งาน Motor Expo 2021​

มาสด้าลุยตลาด B-SUV เปิดตัว NEW MAZDA CX-3 พร้อมสีใหม่ “แพลตทินั่ม ควอตซ์” เพิ่มออฟชั่นเต็มคัน วางราคาจำหน่ายเท่าเดิม

0
AW_BR_MAZDACX-3_IPM4_NEWEDITION_MY2021_P.26-P.27_N3_CRE_EDIT

มาสด้าเปิดเกมส์บุกหนักตลาดครอสโอเวอร์เอสยูวี เปิดตัวแนะนำ NEW MAZDA CX-3 มาพร้อมแนวคิด Leap Forward” ให้ชีวิตไปอีกขั้น กับเอสยูวีใหม่ที่คุ้มค่ากว่า ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ เชื่อมต่อคนรุ่นใหม่กับโลกยานยนต์ด้วยการสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัด มาพร้อมอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สายตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อิสระสังคมแห่งโลกยุคดิจิตอล พบกับอีกระดับของสีภายนอกเทรนด์ใหม่ สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ มอบความสปอร์ตพรีเมี่ยมในทุกมุมมอง สะท้อนเอกลักษณ์ความมีสไตล์ของผู้ขับขี่ที่ชัดเจน ตั้งเป้าเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่กลุ่ม B-SUV และ B-Car Upper ที่มองหารถเอสยูวีคันแรก ที่ตอบครบทั้งไลฟ์สไตล์และภาพลักษณ์ตลอดจนฟังก์ชั่นการใช้งานบนพื้นฐานความคุ้มค่า ตั้งราคาขายเริ่มต้นเพียง 769,000 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัวกับดอกเบี้ย 1.33%1 ฟรีประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance 1 ปี2

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า MAZDA CX-3 ถือเป็นหนึ่งในรถครอสโอเวอร์เอสยูวีรุ่นเริ่มต้นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากลูกค้าทั่วโลกรวมทั้งลูกค้าชาวไทย เปิดตัวแนะนำครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2558 สามารถสร้างยอดขายให้กับมาสด้าได้อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นโมเดลที่ทำสถิติเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และล่าสุดในปีนี้ (เดือนมกราคม-ตุลาคม 2564) ก็สร้างสถิติใหม่ด้วยอัตราการเติบโตสูงสุดถึง 104% ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 โดยมียอดขายสะสมสูงถึง 3,500 คัน ซึ่งการเปิดตัว NEW MAZDA CX-3 ครั้งนี้ นับเป็นการวางกลยุทธ์ใหม่ของมาสด้า ในการสร้างความแข็งแกร่งด้านผลิตภัณฑ์ให้กับรถเอสยูวีในตระกูล CX-Series ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ต่อเนื่องจากที่ได้เปิดตัวแนะนำรถครอสโอเวอร์เอสยูวีรุ่นพี่ NEW MAZDA CX-5 และ NEW MAZDA CX-8 พร้อมคอนเซปต์ที่เด่นชัดด้วยภาพลักษณ์ของ MAZDA FAMILY SUV ไปเมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในเวลานี้ เนื่องจากการวางกลยุทธ์ด้านราคา การขยายฐานลูกค้า การเติมเทคโนโลยี และเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐาน ที่ลูกค้าสัมผัสและเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น

“สำหรับการเปิดตัว NEW MAZDA CX-3 ครั้งนี้ เป็นการพัฒนาปรับโฉมเป็นครั้งที่สี่ ซึ่งทำให้ CX-3 เป็นเอสยูวีที่ล้ำสมัยและทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยีในยุคดิจิตอลอยู่เสมอ ทั้งยังเป็นการกลับมาเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ในกลุ่ม B-SUV ด้วยการเป็นรถที่ให้มากกว่าความคุ้มค่า กับราคาที่จับต้องได้และเป็นเจ้าของได้ง่าย ครบครันด้วยเทคโนโลยี ที่ตอบรับและเข้าใจความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิตอลได้อย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งนี้ CX-3 ยังมาพร้อมกับการเปิดตัวสีใหม่ล่าสุด เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งดีไซน์เนอร์เจาะจงใช้เทรนด์สีใหม่แห่งอนาคต  สี บรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ เพื่อก้าวสู่เทรนด์แฟชั่นใหม่ก่อนใคร และเชื่อว่าสีดังกล่าวจะมาสร้างกระแสนิยมใหม่ให้กับวงการรถยนต์ เช่นเดียวกับกระแสตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี กับสีซิกเนเจอร์ของมาสด้าต่างๆ ที่ผ่านมา ทั้ง สีแดง โซล เรด คริสตัล, สีเทา แมชชีน เกรย์ และสีเทา โพลีเมทัล เกรย์ พร้อมยกระดับความพรีเมี่ยม ล้ำสมัยในทุกด้านของผลิตภัณฑ์รถครอสโอเวอร์ของมาสด้า ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และแสดงออกถึงตัวตนของลูกค้าในยุคดิจิตอลได้อย่างแท้จริง ซึ่งมาสด้ามั่นใจว่า รถรุ่นนี้จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าในประเทศไทยเช่นที่ผ่านมา” นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติม

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัวแนะนำ NEW MAZDA CX-3 ถือเป็นการวางกลยุทธ์ครั้งสำคัญในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถประเภทครอสโอเวอร์เอสยูวีของประเทศไทย การปรับโฉม NEW MAZDA CX-3 ให้มีความล้ำสมัยมากขึ้นอีกขั้น และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิตอลมากยิ่งขึ้น ซึ่งการกลับมาครั้งนี้มาพร้อมแนวคิด Leap Forward” ให้ชีวิตไปอีกขั้น กับเอสยูวีใหม่ที่คุ้มค่ากว่า โดยมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีคาแรกเตอร์และมีสไตล์ อัพเดททุกเทรนด์ พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ไม่หยุดอยู่กับที่ มองทุกจังหวะเป็นโอกาส เลือกที่จะแข่งและเอาชนะตัวเอง เพื่อให้พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จอีกขั้น ได้ใช้ชีวิตและเติมเต็มประสบการณ์ของตัวเองและกลุ่มเพื่อนอย่างเต็มที่และคุ้มค่า  และกำลังมองหารถครอสโอเวอร์เอสยูวีคันแรกในกลุ่ม B-SUV ที่พร้อมด้วยเทคโนโลยี และมาพร้อมความคุ้มค่าครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการ ทั้งในเชิงภาพลักษณ์ ประสบการณ์และการใช้งานอย่างครบถ้วน เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายอีกขั้นของชีวิตในแบบฉบับของตัวเอง

ดังนั้น NEW MAZDA CX-3 จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการและตัวตนของกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง ครบครันด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในรุ่นย่อยทั้ง 3 รุ่น รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้ขีดจำกัด ตอบรับทุกประสบการณ์ที่ทำให้ชีวิตก้าวไปสู่อีกระดับ ด้วยความอเนกประสงค์ของการใช้งานที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ในทุกรุ่นย่อย ที่ให้พละกำลังแรงมากที่สุดในกลุ่มเซกเมนต์ถึง 156 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 204 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันถึง 16.4 กม.* และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยความเหนือชั้นของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ที่ผสานและควบคุมการทำงานของรถทั้งคันให้ทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสนุกคล่องตัวในการขับขี่ตามแนวคิด จินบะ อิไต (Jinba Ittai) พร้อมด้วยระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ G-Vectoring Control (GVC) ที่ให้ผู้ขับขี่และรถเป็นหนึ่งเดียวกัน

พบกับอีกขั้นของสไตล์ที่พรีเมี่ยมโดดเด่นพร้อมความสง่างามเป็นครั้งแรกกับสีภายนอกใหม่ล่าสุด Platinum Quartz สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ ที่จะมาเสริมให้มาสด้ากลายเป็นผู้นำเทรนด์ของวัยรุ่นยุคสมัยใหม่ โดยเป็นสีที่แสดงออกถึงความมีคุณภาพสูง ด้วยผลึกกึ่งโปร่งแสงจากควอตซ์ที่ขาวละเอียด นวลเนียน และมีคุณภาพ สะท้อนตัวตนอันมีเอกลักษณ์ของผู้ขับขี่ มีความแตกต่างไม่ซ้ำใคร ให้ความรู้สึกหรูหรา ทรงพลัง และสง่างามมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด Kodo design – Soul of Motion ด้วยเส้นสายที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยความโฉบเฉี่ยวที่เปรียบประดุจการเติมจิตวิญญาณให้ยนตรกรรมมีชีวิต เพื่อสะท้อนความเรียบหรูทรงพลังในสไตล์เอสยูวี และสร้างความตราตรึงใจให้กับผู้พบเห็น สำหรับภายในห้องโดยสารก็ยังคงโดดเด่นด้วยความประณีตพิถีพิถันใส่ใจในทุกรายละเอียด คัดสรรเลือกใช้เฉพาะวัสดุเกรดพรีเมี่ยมในทุกจุดสัมผัส พร้อมเพิ่มความโดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ด้วยคอนโซลหน้าแบบ Grand Luxe Suede® สีเทา ที่ผสานอย่างลงตัวกับเบาะหนังสีดำตัดด้วยด้ายสีเทา

เพื่อให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในยุคดิจิตอล NEW MAZDA CX-3 จึงมาพร้อมกับอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย Wireless Charger ในทุกรุ่นย่อย เพื่อมอบความสะดวกสบายขึ้นอีกขั้น รวมถึงช่วยให้ไม่พลาดทุกการติดต่อสื่อสารบนโลกโซเชียล และอัพเดทเทรนด์ได้ทุกที่ทุกเวลากับเทคโนโลยีเชื่อมต่อแบบไร้ขีดจำกัด ที่สามารถใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ด้วยระบบ Mazda Connect ที่มาพร้อม Wireless Apple CarPlay® และรองรับ Android AutoTM* ที่สามารถใช้งานฟังก์ชั่นสำคัญได้โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบทัชสกรีน ขนาด 7 นิ้ว ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander มอบความสะดวกสบายได้อย่างแท้จริง

การพัฒนาภายใต้ปรัชญา HMI (Human-Machine Interface) ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ด้วยการจัดวางฟังก์ชั่นการใช้งานในตำแหน่งศูนย์กลาง สะดวกสบายอีกระดับด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง และในทุกรุ่นย่อยยังมาพร้อมระบบควบคุมความเร็วคงที่ Cruise Control ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และที่ปัดน้ำฝนกระจกหน้า แบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ ยังเสริมความหรูหราโดดเด่นมีสไตล์ด้วยหลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า และล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว มอบความอเนกประสงค์ด้วย พนักพิงหลังสามารถแยกพับ 60:40 อิสระจากกัน พร้อมพนักวางแขน และที่วางแก้วแบบมีฝาปิด ที่สามารถตอบรับไลฟ์สไตล์เหนือระดับของผู้ขับขี่ได้อย่างลงตัว

เทคโนโลยีความปลอดภัยสุดล้ำที่เพียบพร้อมใน NEW MAZDA CX-3

  • ระบบแสดงภาพ 360° รอบทิศทาง (360° View Monitor)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
  • ระบบป้องกันล้อล็อก 4W-ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EDB และระบบช่วยเบรก BA
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC (Dynamic Stability Control)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS ( Traction Control System)
  • ระบบช่วยการออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA (Hill Launch Assist)
  • ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน ESS (Emergency Signal System)
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านนิรภัย
  • ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า 4 จุด และด้านหลัง 4 จุด
  • เบรกมือไฟฟ้า พร้อม Auto Hold

ภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ประกอบด้วย

  • สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
  • สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
  • สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ (Platinum Quartz)
  • สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)
  • สีขาว เซรามิก เมทัลลิค (Ceramic Metallic)
  • สีเทา โพลีเมทัล เกรย์ (Polymetal Gray)
  • สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)

ราคาจำหน่าย NEW MAZDA CX-3

  • รุ่น BASE ราคาจำหน่าย   769,000 บาท
  • รุ่น BASE PLUS ราคาจำหน่าย   809,000 บาท
  • รุ่น COMFORT ราคาจำหน่าย   879,000 บาท

ลูกค้าที่สนใจเตรียมพบกับยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุด NEW MAZDA CX-3 พร้อมสัมผัสและทดลองขับได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ พร้อมรับโปรโมชั่นสุดพิเศษในช่วงเปิดตัว กับดอกเบี้ย 1.33%1 และฟรีประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 พฤศจิกายน 2564 เท่านั้น

*ผลการทดสอบตามมาตรฐาน UN101 Combine Mode

หมายเหตุ

1 ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน
2 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4) บมจ. ทิพยประกันภัย

เงื่อนไขเพิ่มเติม

  • เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต เท่านั้น
  • ข้อเสนอดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต ที่จองและออกรถ ภายในวันที่ 1 – 30 พฤศจิกายน 2564 เท่านั้น

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดจองสิทธิ์เพื่อซื้อ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV กับแคมเปญ ULTRA DEAL

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ส่งมอบแคมเปญสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV (ออล นิว ฮาวาล โจไลอ้อน ไฮบริด เอสยูวี) ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ ด้วยแคมเปญ ULTRA DEAL ที่มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ อาทิ ผ่อน 0% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 25% ฟรีประกันรถยนต์ชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี และบริการเหนือระดับอื่นๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 175,000 บาท เมื่อจองสิทธิ์ลงทะเบียนเพื่อซื้อรถยนต์รุ่นนี้ ในระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 เวลา 00.01 น. ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 เวลา 18.00 น. นอกจากนี้ ลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์เพื่อซื้อ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ในแคมเปญนี้ ยังสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจเสริม HAVAL JOLION Value Plus สุดคุ้ม เพิ่มเติมได้อีกด้วย

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าสร้างความคึกคักให้กับวงการรถยนต์ไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายอย่างต่อเนื่อง ด้วยการประกาศเปิดจองสิทธิ์ลงทะเบียนเพื่อซื้อ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษและเอกสิทธิ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าผ่านแคมเปญ ULTRAL DEAL ก่อนที่จะมีการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 พฤศจิกายน นี้ ซึ่ง All New HAVAL JOLION Hybrid SUV จะเป็นรถยนต์เอสยูวีรุ่นที่ 2 จากแบรนด์ HAVAL ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์จะมาทำตลาดในประเทศไทย เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าในตลาดรถยนต์เซ็กเมนท์เอสยูวี – บี

โดยแคมเปญ ULTRA DEAL ของรถยนต์ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV มาพร้อมข้อเสนอและสิทธิประโยชน์ต่างๆ อาทิ

  1. ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 25% มูลค่าสูงสุด 69,000 บาท
  2. ฟรี ประกันรถยนต์ชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี มูลค่าสูงสุด 25,000 บาท
  3. ฟรี บริการส่งมอบรถยนต์ถึงบ้านทั่วไประเทศ พร้อมน้ำมันเต็มถัง รวมมูลค่าสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
  4. ฟรี แพ็คเกจค่าอะไหล่และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง (GWM Ultra Service Inclusive : GUSI)
    สูงสุด 10 ครั้ง ภายในระยะเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (เมื่อถึงอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน) พร้อม
    อะไหล่สิ้นเปลือง ได้แก่ ใบยางปัดน้ำฝน 5 ชุด แบตเตอรี่ (12 โวลต์) 2 ลูก ผ้าเบรก 1 ชุด จานเบรก 1 ชุด
    รวมมูลค่า 59,098 บาท
  5. ฟรี สิทธิ์ในการเรียกใช้บริการรับหรือส่งรถยนต์เพื่อเข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะทาง และ/หรือ สิทธิ์
    ในการใช้บริการเช็คระยะนอกสถานที่ (GWM Mobile Service) จำนวน 4 ครั้ง รวมมูลค่าสูงสุดไม่เกิน
    3,000 บาท
  6. ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) เป็นเวลา 5 ปี มูลค่า 10,000 บาท
  7. ฟรี คะแนน GWM Point เพื่อใช้แลกสินค้าและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ใน GWM Application จำนวน
    30,000 คะแนน

รวมมูลค่าข้อเสนอสุดพิเศษภายใต้แคมเปญ ULTRA DEAL กว่า 175,000 บาท

All New HAVAL JOLION Hybrid SUV มาพร้อมการรับประกันคุณภาพตัวรถ (Factory Warranty) ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร (เมื่อถึงอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน) พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด เป็นระยะเวลา 8 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง ซึ่งทั้งหมดนี้เพื่อสร้างความอุ่นใจและความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า และเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ด้วยดีเสมอมา

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังได้นำเสนอแพ็กเกจเสริมสุดพิเศษ HAVAL JOLION Value Plus ที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์ รวมมูลค่ากว่า 34,500 บาท โดยลูกค้าสามารถซื้อแพ็กเกจนี้ได้ในราคาสุดพิเศษเพียง 5,000 บาท เมื่อจองสิทธิ์เพื่อซื้อ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ในแคมเปญ ULTRA DEAL นับเป็นการเพิ่มความอุ่นใจในการขับขี่ สร้างความมั่นใจในการดูแลรักษารถยนต์ และช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

โดยแพ็กเกจ HAVAL JOLION Value Plus ประกอบไปด้วยสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ดังนี้

  1. คูปองเงินสดมูลค่า 20,000 บาท ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นส่วนลดในการซื้อรถยนต์ All New HAVAL
    JOLION Hybrid SUV รุ่นย่อยใดก็ได้ จาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) โดยจะสามารถใช้เป็น
    ส่วนลดสำหรับมูลค่ารถยนต์เท่านั้น ไม่สามารถใช้เพื่อเป็นส่วนลดเงินจองหรือเงินดาวน์ได้
  2. อัปเกรดบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) จากเดิม 5 ปี เป็น 10 ปี มูลค่า
    10,000 บาท
  3. อัปเกรดสิทธิ์ในการเรียกใช้บริการรับหรือส่งรถยนต์เพื่อเข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะทาง และ/หรือ
    สิทธิ์ในการใช้บริการเช็คระยะนอกสถานที่ (GWM Mobile Service) จากเดิม 4 ครั้ง เป็น 10 ครั้ง รวม
    มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 4,500 บาท

รวมมูลค่าสิทธิพิเศษที่ได้รับจากแพ็กเกจ HAVAL JOLION VALUE PLUS กว่า  34,500 บาท

ทั้งนี้ สิทธิ์จากข้อเสนอในแคมเปญ ULTRA DEAL และแพ็กเกจ HAVAL JOLION Value Plus สำหรับรถยนต์ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่น และไม่สามารถเปลี่ยนหรือคืนมูลค่าของสิทธิ์ที่ระบุไว้เป็นเงินสดได้

ผู้ที่สนใจและลูกค้าสามารถลงทะเบียนจองสิทธิ์เพื่อซื้อ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ในแคมเปญ ULTRA DEAL ได้ ผ่านทาง GWM Application และเว็บไซต์  WWW.GWM.CO.TH โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ในระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 เวลา 00.01 น. ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 เวลา 18.00 น. โดยจะต้องชำระเงินมัดจำ จำนวน 10,000 บาท ในระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 เวลา 20.00 น. ถึงวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2564 เวลา 23.59 น. และออกรถภายในวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2565 และสำหรับแพ็กเกจ HAVAL JOLION Value Plus จะต้องชำระเงิน จำนวน 5,000 บาท ก่อนวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ 2564 เวลา 18.00 น. เช่นกัน

หากไม่มีการชำระเงินมัดจำ 10,000 บาท ในแคมเปญ ULTRA DEAL ภายในระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าสละสิทธิ์ และหากได้ทำการสั่งซื้อแพ็กเกจ HAVAL JOLION Value Plus และชำระเงินไปแล้ว ระบบจะทำการคืนเงินให้โดยอัตโนมัติ และหากไม่ได้ชำระเงินค่าซื้อแพ็คเกจเสริม HAVAL JOLION Value Plus ภายในระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าสละสิทธิ์จากแพ็คเกจดังกล่าวเช่นกัน

ศึกษาข้อมูลและอ่านรายละเอียดเพิ่มเกี่ยวกับแคมเปญ ULTRA DEAL และแพ็กเกจ HAVAL JOLION Value Plus สำหรับรถยนต์ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์  WWW.GWM.CO.TH หรือ GWM Application หรือ  Official Facebook Page : GWM Thailand และ HAVAL Thailand

สำหรับ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV เป็นรถยนต์ในเซ็กเมนท์เอสยูวี – บี ที่ขับขี่สนุกสนานและอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบายและสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยขณะขับขี่ในทุกๆ เส้นทาง โดยรถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 1.5L ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังรวมสูงสุด 190 แรงม้า และให้แรงบิดรวมสูงสุด 375 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์แบบ DHT ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบการขับเคลื่อนที่หลากหลายของรถยนต์ไฮบริด โดยเมื่อทํางานร่วมกับเครื่องยนต์ จะสร้างการขับเคลื่อนที่ทรงพลังและประหยัดน้ำมัน ซึ่งมีอัตราการประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 23.8 กิโลเมตรต่อลิตร นอกจากนี้ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ยังมาพร้อมระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท (MacPherson Strut) พร้อมเหล็กกันโคลง และระบบช่วงล่างด้านหลังแบบทอร์ชันบีม (Torsion Beam) พร้อมเหล็กกันโคลง อีกทั้งยังเป็นรถยนต์ที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม GWM LEMON แพลตฟอร์มโมดูล่าร์อัจฉริยะ ที่มีความยืดหยุ่นสูง มีน้ำหนักเบาแต่มีความแข็งแรงสูง เช่นเดียวกันกับรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV อีกด้วย

All New HAVAL JOLION Hybrid SUV มีกำหนดการที่จะเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป และสามารถสัมผัสและเยี่ยมรถยนต์ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV อย่างใกล้ชิดได้ที่ GWM Direct Store และ Partner Store ทุกสาขาทั่วไปประเทศ ได้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ และลงทะเบียนเพื่อทดลองขับผ่านทาง GWM Application และเว็บไซต์  WWW.GWM.CO.TH ได้ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ส่งมอบบริการพิเศษเหนือระดับ ด้วยโปรแกรมบำรุงรักษา BSI และ MSI

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มอบความอุ่นใจให้กับลูกค้า ยกระดับบริการโปรแกรมบำรุงรักษา BMW Service Inclusive (BSI) และ MINI Service Inclusive (MSI) ที่ยังคงในราคาเดิม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 นี้ เพื่อให้ลูกค้าทั้งรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู และมินิ ได้รับคุณภาพด้านการให้บริการที่เหนือระดับเช่นเดิม จากมืออาชีพที่มีความชำนาญและให้บริการด้วยอะไหล่แท้จากบีเอ็มดับเบิลยูและมินิเท่านั้น วางใจได้ในทุกเส้นทางการขับขี่โดยไม่ต้องกังวลถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลหรือบำรุงรักษา พร้อมมอบประสบการณ์ที่เน้นความปลอดภัยและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วย BMW Contactless Experience ตอบรับยุคดิจิทัลกับบริการแบบไร้สัมผัส เพียงแค่เลือกการใช้งานผ่านมือถือได้ตลอด 24 ชั่วโมง

มร. สเตฟาน สโลโบดา ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มุ่งมั่นพัฒนาความเป็นเลิศด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ สอดคล้องกับภารกิจหลักขององค์กรในการส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการให้กับลูกค้า นอกเหนือจากบริการโปรแกรมบำรุงรักษา BSI และ MSI ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความต้องการแล้ว ในยุคปัจจุบันที่ดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการใช้ชีวิตนี้ เราจึงนำนวัตกรรมด้านโซลูชันมาใช้ในการยกระดับการให้บริการเพื่อมอบความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วย BMW Contactless Experience ให้ลูกค้าสามารถเลือกบริการได้อย่างตรงใจและง่ายดาย ทั้งยังสามารถตรวจสอบขั้นตอนรวมถึงราคาในการให้บริการก่อนพิจารณาอนุมัติค่าใช้จ่ายผ่านสมาร์ทวิดีโอ โดยในขณะนี้ ได้ให้บริการในผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูทั้ง อมร เพรสทีจ และ เพอร์ฟอร์มานซ์ มอเตอร์ส และจะให้บริการครอบคลุมตัวแทนจำหน่ายทุกรายภายในปี 2565”

นอกจากนี้ ลูกค้ายังจะได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบและมั่นใจในทุกเส้นทางทั่วไทย ด้วยมาตรฐานการให้บริการที่มีคุณภาพและรวดเร็วกับ BMW Roadside Assistance ผ่านผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดหารถทดแทนให้กับลูกค้า หากกรณีที่ไม่สามารถซ่อมรถเสร็จภายใน 48 ชั่วโมง สูงสุดไม่เกิน 5 วัน (3 วันทำการ และ 2 วันหยุดสุดสัปดาห์ เฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ) หรือกรณีที่รถของลูกค้าขัดข้องในรัศมีห่างจากที่พักเกิน 100 กม. และนำรถเข้าศูนย์บริการของบีเอ็มดับเบิลยูซึ่งไม่สามารถซ่อมให้แล้วเสร็จได้ภายใน 48 ชม. สามารถเลือกรับหนึ่งสิทธิประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นบริการจัดหารถทดแทน สูงสุดไม่เกิน 3 วันทำการ หรือบริการตั๋วรถไฟ ตั๋วโดยสารรถปรับอากาศ หรือบริการตั๋วเครื่องบินสำหรับเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางภายในประเทศ

ทั้งนี้ สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิในรุ่นที่กำหนดและมีการส่งมอบตั้งแต่มกราคม 2565 เป็นต้นไป จะมีการปรับราคาแพคเกจ BSI และ MSI เพิ่มขึ้น โดยยังคงทางเลือกกับความคุ้มครองสูงสุด 5 ปี หรือ 100,000 กม. และเลือกการรับประกันได้นานสูงสุด 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง สำหรับโปรแกรมบำรุงรักษา BSI และ MSI สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิรุ่นเครืองยนต์เบนซิน ดีเซล และปลั๊กอินไฮบริด และเพิ่มความคุ้มครองสูงสุด 6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง สำหรับโปรแกรมบำรุงรักษาและการรับประกันสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู iX, iX3 และ มินิ Electric โดยราคารวมในแต่ละแพคเกจมีรายละเอียด ดังนี้

บีเอ็มดับเบิลยู

แพ็กเกจบริการดูแลบำรุงรักษา (BSI)การรับประกันราคาเดิม (บาท)ราคาใหม่ (บาท)
 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 1, ซีรีส์ 2, ซีรีส์ 3, ซีรีส์ 4, X1, X3, X4, Z4
BSI PLUS5 ปี หรือ 100,000 กม.3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง35,00040,000
WARRANTY PLUS3 ปี หรือ 60,000 กม.5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง45,00050,000
BSI ULTIMATE5 ปี หรือ 100,000 กม.5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง80,00090,000
 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5, ซีรีส์ 6, ซีรีส์ 7, ซีรีส์ 8, X5, X6, X7, i3, i8, M
BSI PLUS5 ปี หรือ 100,000 กม.3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง50,00055,000
WARRANTY PLUS3 ปี หรือ 60,000 กม.5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง60,00065,000
BSI ULTIMATE5 ปี หรือ 100,000 กม.5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง110,000120,000
 บีเอ็มดับเบิลยู iX3, iX
BSI PLUS6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง50,00055,000
WARRANTY PLUS4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง60,00065,000
BSI ULTIMATE6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง110,000120,000

 

มินิ

แพ็กเกจบริการดูแลบำรุงรักษา (MSI)การรับประกันราคาเดิม (บาท)ราคาใหม่ (บาท)
 มินิ: ทุกโมเดล ยกเว้น มินิ Electric
MSI PLUS 5 ปี หรือ 100,000 กม.3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง35,00040,000
WARRANTY PLUS3 ปี หรือ 60,000 กม.5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง45,00050,000
MSI ULTIMATE5 ปี หรือ 100,000 กม.5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง80,00090,000
 มินิ Electric
MSI PLUS6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง50,00055,000
WARRANTY PLUS4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง60,00065,000
MSI ULTIMATE6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง110,000120,000

 

*ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นไป
**แพ็กเกจตามตารางอัพเกรดนี้ ต้องซื้อภายในระยะเวลา 90 วัน นับตั้งแต่วันที่รับส่งมอบรถยนต์
***เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูและมินิอย่างเป็นทางการ หรือ Contact Centre 1397

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ส่งมอบ ORA Good Cat ให้แก่ลูกค้า 11 ท่านแรกในวันที่ 11 เดือน 11

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดพิธีส่งมอบ ORA Good Cat รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ให้แก่ลูกค้าชาวไทยกลุ่มแรก ณ ลิโด้ คอนเนค สยามสแควร์ โดยมีทีมผู้บริหารระดับสูงนำโดย มร. สตีเว่น หวัง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย และนายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดีและส่งมอบรถยนต์ ล็อตแรกให้กับลูกค้าชาวไทย 11 ครอบครัว ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 เพื่อสร้างประสบการณ์ขับขี่อัจฉริยะด้วยพลังงานสะอาดพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งยุคสู่ท้องถนนไทยตอกย้ำจุดยืน xEV Leader อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ได้เปิดตัวสถานีอัดประจุไฟฟ้า G-Charge Supercharging Station หนึ่งในสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ DC Fast Charge สำหรับรถยนต์นั่งพลังงานไฟฟ้า 100% พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ สยามสแควร์ ไปเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เดินหน้าผลักดันไทยเข้าสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบและยั่งยืน

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “การส่งมอบ ORA Good Cat ให้แก่ลูกค้าชาวไทยกลุ่มแรกในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นที่สำคัญยิ่งของเราในการสร้างนิยามใหม่ของการขับขี่ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการขับขี่แบบไร้มลพิษที่ครบครัน ด้วยสมรรถนะและระยะทางวิ่งที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันและไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ เทคโนโลยีอัจฉริยะที่มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยยิ่งกว่า ตลอดจนรูปลักษณ์ดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในสไตล์ Retro Futuristic โดยสำหรับการส่งมอบ ORA Good Cat ล็อตแรกทั้ง 11 คันนี้ เป็น ORA Good Cat รุ่น 400 PRO ซึ่งเราพร้อมส่งมอบทั้งรุ่น 400 PRO และ 400 TECH ให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศนับจากวันนี้เป็นต้นไป ส่วนรุ่น 500 ULTRA ที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟน ๆ เราได้รับการสนับสนุนจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ (สำนักงานใหญ่) ในประเทศจีนเป็นอย่างดี ในการเร่งการผลิตและส่งมอบรถให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าชาวไทยอย่างเร็วที่สุด”

“และที่สำคัญ เราขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ได้ให้ความไว้วางใจในแบรนด์และให้การต้อนรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกจากเกรท วอลล์ มอเตอร์เป็นอย่างดี โดยเรายังคงมุ่งมั่นเพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็น xEV Leader ด้วยรถยนต์พลังงานทางเลือกอีกหลากหลายรุ่น รวมถึงนำเสนอบริการด้านการขายและหลังการขายแบบ Online-To-Offline (O2O) รูปแบบใหม่ๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าของเรา รวมถึงการให้บริการติดตั้งที่ชาร์จไฟฟ้าที่บ้าน และแผนการขยายการเปิดสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของเราให้ครอบคลุมในทุกภูมิภาค เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยและขับเคลื่อนสังคมแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าในประเทศไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายณรงค์ กล่าว

ลูกค้ากลุ่มแรกที่ได้รับมอบรถยนต์ ORA Good Cat ทั้ง 11 ครอบครัว เป็นลูกค้าที่ได้ทำการลงทะเบียนจองสิทธิ์เพื่อซื้อผ่านแคมเปญ ORA Good Cat ULTRA DEAL ซึ่งเป็นแคมเปญสุดพิเศษที่จัดขึ้นก่อนการประกาศราคาอย่างเป็นทางการในช่วงระหว่างวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564 เวลา 0.01 น. ถึงวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2564 เวลา 18.00 น. และหลังจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะทยอยส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เป็นต้นไป

สำหรับรถยนต์ ORA Good Cat ได้เปิดตัวในประเทศไทยเป็นแห่งที่สองในโลกต่อจากประเทศจีน มาให้แฟนชาวไทยสัมผัสกันทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ ORA Good Cat รุ่น 400 TECH ราคา 989,000 บาท รุ่น 400 PRO ราคา 1,059,000 และ รุ่น 500 ULTRA ราคา 1,199,000 บาท เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ให้กำลังสูงสุด 143 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 210 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุด 152 กิโลเมตร/ชั่วโมง มาพร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่อย่างครบครัน ด้วยระบบการช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัย (Driver Assistance and Safety Systems) สำหรับการขับขี่แบบอัตโนมัติในระดับ L2+ โดย ORA Good Cat ทั้งรุ่น 400 TECH และรุ่น 400 PRO ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ความจุ 47.788 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลสูงสุด 400 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC ส่วนรุ่น 500 ULTRA ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเธียม Ternary (NMC) ความจุ 63.139 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลสูงสุด 500 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย ยังพร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ EV Ecosystem ในไทย ด้วยการเปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า G-Charge Supercharging Station แห่งแรกขึ้นที่ใจกลางสยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ DC Fast Charge สำหรับรถยนต์นั่งพลังงานไฟฟ้า 100% พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ให้บริการชาร์จเร็วด้วยเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบ DC จำนวน 3 เครื่องชาร์จ หัวชาร์จแบบ CCS Type 2 เครื่องละ 2 หัวจ่าย กำลังสูงสุดขนาด 160kW รองรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้พร้อมกันถึง 6 ช่องจอด โดยผู้ใช้งานจะสามารถควบคุมการจอง จ่าย และใช้งานผ่าน GWM Application พร้อมเปิดให้บริการแก่เจ้าของรถ ORA Good Cat โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในช่วงแรกของการให้บริการ และจะเปิดให้บริการแก่รถยนต์ไฟฟ้าไม่จำกัดยี่ห้ออย่างเต็มรูปแบบภายในเดือนธันวาคมนี้ และจะเดินหน้าขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องอีกกว่า 100 แห่งภายในปี 2566 โดยตั้งเป้าขยายจุดบริการ DC Fast Charge ทั้งในรูปแบบสถานี G-Charge Supercharging Station และจุดบริการอัดประจุไฟฟ้าใน GWM Partner Store ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงการเปิดจุดชาร์จแบบ Destination Charge ไปยังโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อตอกย้ำกลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) อย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ ORA Good Cat เกรท วอลล์ มอเตอร์ มอบความพิเศษผ่านแคมเปญ ORA Good Cat PREMIERE DEAL ในระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2564 เวลา 20.00 น. หลังการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 เวลา 23.59 น. ซึ่งแคมเปญ ORA Good Cat PREMIERE DEAL มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย เช่น ดอกเบี้ยพิเศษ 1.79% นาน 48 เดือน ฟรี GWM โฮมชาร์จเจอร์พร้อมการติดตั้งฟรี ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี ฟรี ค่าแรงและค่าอะไหล่งานบำรุงรักษาตามระยะทาง (GWM PRO Service Inclusive : GPSI) จำนวน 5 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 5 ปี หรือ 75,000 กิโลเมตร และสิทธิพิเศษอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 125,000 บาท โดยสามารถตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขของแคมเปญ ORA Good Cat PREMIERE DEAL ได้ที่เว็บไซต์ WWW.GWM.CO.TH/ORA-TERMS-CONDITION