Home Blog Page 338

ASTON MARTIN BANGKOK เปิดตัว ‘VANTAGE ROADSTER’ ยนตรกรรมสปอร์ตนักล่า เปิดหลังคาท้าสายลม

0

แอสตัน มาร์ติน แบงคอก ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์แอสตัน มาร์ติน อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจ มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือ เอ็มจีซี-เอเชีย เปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ ‘แวนเทจ โรดสเตอร์’ (Vantage Roadster) เวอร์ชันเปิดหลังคาท้าสายลมของสายพันธุ์ ‘แวนเทจ’ ภายใต้คอนเซ็ปต์ A Born Predator ท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลาย ณ นายเลิศปาร์ค เฮอริเทจ โฮม (Nailert Park Heritage Home)

ฉัตรชัย แก้วผ่องศรี, ผู้จัดการทั่วไป แอสตัน มาร์ติน แบงคอก กล่าวว่า “แอสตัน มาร์ติน แวนเทจ โรดสเตอร์ เป็นรถสปอร์ตที่งดงาม ผสานความดุดันแบบนักล่า ผ่านการพัฒนามาพร้อมกับรุ่นคูเป้ และเมื่อผู้ขับเปิดหลังคา ก็พร้อมสัมผัสโลกใบใหม่ ที่เร้าใจเป็นทวีคูณ”

++ Vantage Roadster: เปิดมิติใหม่ สู่ดินแดนแห่งความเร้าใจเกินพรรณนา

แอสตัน มาร์ติน ‘แวนเทจ โรดสเตอร์’ มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ดุดันและน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น ผสานเส้นสายบึกบึนแบบเดียวกับรุ่นคูเป้อันเป็นเอกลักษณ์ ดุดันแบบนักล่า โอเวอร์แฮงค์หน้า-หลังสั้นและโป่งล้อกว้าง แสดงถึงความคล่องตัวและการตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ ไฟหน้าแบบใหม่ พร้อมไฟท้ายบางเฉียบ กว้างเต็มพื้นที่ของฝาท้ายที่เชิดขึ้น สะท้อนคาแรคเตอร์ของนักล่ามือฉกาจ ควบคู่สมรรถนะเหนือชั้น

แอสตัน มาร์ติน ‘แวนเทจ โรดสเตอร์’ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน วี8 สูบ 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ 503 แรงม้า (BHP) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 685 นิวตันเมตร ที่ 2,000-5,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะของ ZF ผสานเพลาขับวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ติดตั้งในปลอกอะลูมิเนียม (alloy torque tube) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 306 กม./ชม. โดยเครื่องยนต์ถูกติดตั้งให้ชิดกับตัวถังมากสุด เพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมดุล 50:50% ภายใต้พิกัด 1,745 กก. (1,628 กก. เมื่อติดตั้ง lightweight options)

แฮนด์ลิงคมกริบ เป็นผลจากช่วงล่างหน้า ดับเบิลวิชโบน หลัง มัลติ-ลิงค์ พร้อมโช้กอัพปรับความหนืดอัตโนมัติ และเฟืองท้ายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Diff) กระจายกำลังสู่ล้อคู่หลังอย่างเหมาะสม ห้องโดยสารเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ระบบความบันเทิงภายในรถ ควบคุมผ่านจอแอลซีดีอเนกประสงค์ 8 นิ้ว พร้อมชุดเครื่องเสียงของแอสตัน มาร์ติน บลูทูธ รองรับการเชื่อมต่อกับไอพอด ไอโฟน ช่องเสียบยูเอสบี และระบบนำทางผ่านดาวเทียม โดยเมื่อเปิดหลังคา ผู้โดยสารก็จะได้รับความบันเทิงเต็มพิกัด กระตุ้นโสตประสาทด้วยเสียงคำรามกึกก้องจากเครื่องยนต์และท่อไอเสียเติมเต็มความสปอร์ตสุดเร้าใจ ได้อย่างไร้ที่ติ 

++ หวนคืนสนามแข่ง ฟอร์มูลาวัน

แอสตัน มาร์ติน ก่อตั้งช่วงปี 1913 และนับเป็นแบรนด์ที่มีจิตวิญญาณของรถแข่งอยู่ในสายเลือด บันทึกประวัติศาสตร์ช่วงปี 1922 ในการแข่ง French Grand Prix ด้วยรถ Bamford & Martin Special กับสถิติโลกความเร็วสูงสุดบนสนามแข่ง Brooklands ในขณะนั้น และในฤดูกาลแข่ง ฟอร์มูลาวัน ปีนี้ แอสตัน มาร์ติน ก็หวนคืนสู่สังเวียนอีกครั้ง นำทีมโดยนักแข่งชาวเยอรมัน ‘เซบาสเตียน เฟตเทล’ แชมป์โลกฟอร์มูลาวัน 4 สมัย

โอกาสพิเศษ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบยนตรกรรมสปอร์ตเมืองผู้ดี เพราะ ‘Aston Martin Q Financial Program’ เปิดโอกาสให้ออกรถ ‘แวนเทจ โรดสเตอร์’ ยนตรกรรมสปอร์ตนักล่าได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมหยิบยื่นหลากหลายสิทธิ์ประโยชน์สุดคุ้มค่า

  • ชำระงวดแรก 235,000 บาท ก็ออกรถได้ทันที*
  • ประกันภัยชั้น 1 ตลอดอายุสัญญา*
  • Warranty ตลอดอายุสัญญา ไม่จำกัดระยะทาง*
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ตลอดอายุสัญญา*
  • ฟรี ค่าจดทะเบียน*
  • ฟรี ภาษีรถยนต์ประจำปี และ พรบ. ตลอดอายุสัญญา*
  • อิสระกับทางเลือก 4R เมื่อสัญญาสิ้นสุด: Return, Renew, Retain หรือ Refinance*

แอสตัน มาร์ติน ‘แวนเทจ โรดสเตอร์’ ราคาเริ่มต้น 15.9 ล้านบาท มาพร้อมการรับประกันคุณภาพ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ข้อมูลรถยนต์ แอสตัน มาร์ติน แวนเทจ โรดสเตอร์

มิติตัวถัง

ยาว: 4,465 มม.

กว้าง: 1,942 มม. (ไม่รวมกระจกข้าง) / 2,153 มม. (รวมกระจกข้าง)

สูง: 1,274 มม.

ระยะฐานล้อ: 2,704 มม.

น้ำหนักรถเปล่า: 1,745 กก. (1,628 กก. เมื่อติดตั้ง lightweight options)

อัตราส่วนการกระจายน้ำหนักหน้า-หลัง: 49:51

เครื่องยนต์

เบนซิน วี8 สูบ เทอร์โบคู่

ความจุ: 4.0 ลิตร

ขับเคลื่อน: ล้อหลัง

อัตราส่วนการอัด: 10.5:1

แรงม้า: 503 bhp ที่ 6,000 รอบ/นาที

แรงบิด: 685 นิวตันเมตร ที่ 2,000-5,000 รอบ/นาที

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.8 วินาที

ความเร็วสูงสุด 306 กม./ชม.

ระบบส่งกำลัง

เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ของ ZF

เพลาขับผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมปลอกอะลูมิเนียม

อัตราทดเฟืองท้าย: 2.93:1

ระบบกันสะเทือน

หน้า: ดับเบิลวิชโบน คอยล์สปริง เหล็กกันโคลง และโช้กอัพแบบอะแด๊ปทีฟ

หลัง: มัลติ-ลิงค์ คอยล์สปริง เหล็กกันโคลง และโช้กอัพแบบอะแด๊ปทีฟ

ระบบเบรก

หน้า: จานเบรกคาร์บอนเซรามิก 410 มม.

หลัง: จานเบรกคาร์บอนเซรามิก 360 มม.

ล้อและยาง

ล้อแม็ก 10 Spoke ขอบ 20 นิ้ว

ยาง: หน้า Pirelli P Zero 255/40/20 หลัง Pirelli P Zero 295/35/20

 

ขับรถโบราณ ส่งเสริมการท่องเที่ยว “ขับเที่ยววิถีใหม่ สุขใจใกล้กรุง”

0

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย จับมือ ททท. รวมสมาชิกจัด “คาราวานชานกรุง 2021” ขับรถโบราณ และรถคลาสสิค เที่ยวชมสถานที่สำคัญ เส้นทางกรุงเทพฯ สู่ชานเมือง เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เผยว่า สมาคมฯ ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงาน “คาราวานชานกรุง 2021” ภายใต้แนวคิด “ขับเที่ยววิถีใหม่ สุขใจใกล้กรุง” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานคร และบริเวณใกล้เคียง ผ่านขบวนรถโบราณ และรถคลาสสิคทรงคุณค่ากว่า 30 คัน ภายใต้มาตรการป้องกันโรคระบาด COVID-19 อย่างเคร่งครัด

ขบวนคาราวานรถโบราณ เริ่มเดินทางจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มุ่งหน้าสู่ ฟาร์มจระเข้สามพราน ซึ่งเป็นสวนสัตว์ขนาดพื้นที่ 130 ไร่ แหล่งความรู้ เพาะพันธุ์พืช และสัตว์ โดยเฉพาะจระเข้ อีกทั้งเป็นแหล่งอนุรักษ์ช้าง และมีการแสดงมากมายให้นักท่องเที่ยวชม ก่อนที่จะไปเลือกซื้อสินค้าที่ ตลาดเกษตรอินทรีย์ ตลาดสุขใจ และพักรับประทานอาหารกลางวันที่ สวนสามพราน

ช่วงบ่าย เคลื่อนขบวนไปชมพิพิธภัณฑ์ช่างสิบหมู่ วิทยาลัยในวัง และศูนย์จำหน่ายผลงาน ศกภ. แล้วไปต่อที่ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เข้าเยี่ยมชม อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ พัฒนามาจาก “สวนสมุนไพรสิรีรุกขชาติ” ขยายพื้นที่เป็น 140 ไร่ เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรไทย และธรรมชาติวิทยาแนวใหม่ รวบรวมพันธุ์สมุนไพรที่ปรากฏในตำรายาไว้ประมาณ 800 ชนิด ฯลฯ

จากนั้น คณะคาราวานชานกรุง เข้าชมการแสดงจากนักเรียน โรงเรียนเตรียมอุดมดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนจะเดินทางกลับ

ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมของสมาคมรถโบราณฯ ได้ที่ www.vintagecarclub.or.th และ www.facebook.com/vintagecarclub

ฮอนด้า แนะนำ ฮอนด้า แจ๊ซ สีพิเศษ สีเทาโซนิค เพิ่มทางเลือกใหม่ในสไตล์สปอร์ต เพียง 1,500 คัน

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ ฮอนด้า แจ๊ซ สีพิเศษ สีเทาโซนิค (มุก) จำนวนจำกัดเพียง 1,500 คัน นำเสนออีกหนึ่งทางเลือกให้แก่ลูกค้า พร้อมตอกย้ำการเป็นยนตรกรรมแฮทช์แบ็ก 5 ประตูยอดนิยมที่ครองใจลูกค้าชาวไทยมาอย่างยาวนานกว่า 18 ปี โดยจะเปิดจองและจำหน่าย ฮอนด้า แจ๊ซ สีเทาโซนิค (มุก) ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ  และในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 ณ บูทฮอนด้า (A14) อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็คเมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 2 – 12 ธันวาคม 2564 พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ ดอกเบี้ย 0.99% พร้อม ฟรีประกันภัย 1 ปี และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) เมื่อจองและรับรถตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 – 31 ธันวาคม 2564

ฮอนด้า แจ๊ซ มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยวทันสมัย ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบายรองรับทุกไลฟ์สไตล์ด้วยเบาะนั่งอัลตราซีท ที่สามารถพับและปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มพื้นที่ได้ถึง 4 โหมดการใช้งานพร้อมห้องสัมภาระท้ายขนาดใหญ่ สปอร์ตยิ่งขึ้นกับรุ่น RS ที่มาพร้อมเอกลักษณ์การออกแบบรอบคัน ขับขี่สนุกเร้าใจด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและมาตรฐานความปลอดภัยระดับพรีเมียม

สำหรับ ฮอนด้า แจ๊ซ สีพิเศษ สีเทาโซนิค (มุก) จะมีจำนวนจำกัดเพียง 1,500 คัน ทั่วประเทศ และมี
ให้เลือกใน 3 รุ่นย่อย จากทั้งหมด 6 รุ่นย่อย ได้แก่

  • รุ่น RS ราคา 745,000 บาท
  • รุ่น V+ ราคา 700,000 บาท
  • รุ่น S CVT ราคา 600,000 บาท

โดยราคารวมค่าสีภายนอก สีเทาโซนิค (มุก) 6,000 บาท

*ฮอนด้า แจ๊ซ สีปกติ มีจำหน่ายทั้งหมด 6 รุ่นย่อย สามารถตรวจสอบราคาและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/jazz

มาพร้อมข้อเสนอพิเศษกับ ดอกเบี้ย 0.99% พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) เมื่อจองและรับรถตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 – 31 ธันวาคม 2564

ลูกค้าที่สนใจสามารถจอง ฮอนด้า แจ๊ซ สีพิเศษ สีเทาโซนิค (มุก) ได้ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ  และในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 ณ บูทฮอนด้า (A14) อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 2 – 12 ธันวาคม 2564

     

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/jazz ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถทดสอบสมรรถนะได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

Sneak Preview: Haval Jolion ครอสโอเวอร์พลังไฮบริด จ่อคิวขายเร็วๆนี้ (มีคลิปวีดีโอ)

0
Haval Jolion Pic Open

เตรียมปล่อยรถรุ่นที่ 3 เข้าสู่ตลาดในชื่อรุ่น Haval Jolion ครอสโอเวอร์น้องใหม่ในกลุ่มของ Honda HR-V, Toyota Corolla Cross, Mazda CX3,MG ZS และ Subaru XV โดยจะมาจำหน่ายพร้อมจุดเด่นจากระบบขับเคลื่อนรูปแบบไฮบริด ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า นอกจากนี้ฟีเจอร์เพื่อความสะดวกสบาย และ ปลอดภัย อัดแน่นเต็มๆคัน รายละเอียดอื่นๆ จะเป็นเช่นไร ติดตามรับชมได้เลยครับ

 

All New HAVAL JOLION Hybrid SUV คันแรกของโลกจากสายการผลิตในไทย

สำหรับ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV จะเป็นรถยนต์เอสยูวีรุ่นที่ 2 จากแบรนด์ HAVAL ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เตรียมนำมาสร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงปลายปีนี้ ซึ่ง All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ที่จะแนะนำเข้าสู่ตลาดประเทศไทย จะมาพร้อมเครื่องยนต์ไฮบริดซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกกับรถรุ่นนี้

Haval Jolion 2

 

 

ใช้แพลตฟอร์ม GWM LEMON แพลตฟอร์มโมดูล่าร์อัจฉริยะแบบเดียวกับรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่ให้ประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ พร้อมการขับเคลื่อนเต็มสมรรถนะด้วยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์แบบ DHT ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบการขับเคลื่อนที่หลากหลายของรถยนต์ไฮบริด เมื่อทํางานร่วมกับเครื่องยนต์ สร้างการขับเคลื่อนอย่างทรงพลังและประหยัดน้ำมัน

Haval Jolion 1

รูปลักษณ์ภายนอกอันโฉบเฉี่ยวสะท้อนถึงสุนทรียภาพแห่งอนาคต

มาพร้อมการผสมผสานระหว่างการออกแบบที่หรูหรามีระดับกับโครงสร้างอันล้ำสมัย ตอบรับไลฟ์สไตล์ที่แอ็คทีฟ สร้างความสนุกสนานในการขับขี่ ด้วยไฟหน้า LED เต็มรูปแบบ พร้อม Daytime Running Light ดีไซน์ล้ำสมัย ระบบ Welcome Light เมื่อปลดล็อค ไฟ Follow Me Home ที่ส่องสว่างหลังดับเครื่องยนต์ และไฟท้าย LED พร้อมไฟเบรกดวงที่สามและไฟตัดหมอกหลังแบบ LED

Haval Jolion 4

ด้านหน้าของรถเป็นกระจังหน้า Star Matrix สีดำ-เทา ที่โดดเด่นด้วยโลโก้ HAVAL ตรงกลาง พร้อมดีไซน์อันล้ำสมัยด้วยหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามิค สปอยเลอร์ท้าย เสาอากาศแบบ shark fin เข้าทรงกับดิฟฟิวเซอร์ดีไซน์สปอร์ต ตัวล้อเป็นอัลลอยดีไซน์สปอร์ต ทูโทน ขนาด 18 นิ้ว พร้อมมิติตัวรถขนาด 1,841 x 4,472 x 1,619 มม. (กว้าง x ยาว x สูง) และระยะฐานล้อ 2,700 มม.

Haval Jolion 5

การออกแบบภายในภายใต้แนวคิด “Future Intelligent Cockpit”

โดดเด่นด้วยการออกแบบภายในแบบ 360 องศา ภายใต้แนวคิด “Future Intelligent Cockpit” กับห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบาย ที่มาพร้อมการตกแต่งแบบ Two Tone ตัดด้วยลายเส้นสีโรสโกลด์ (Rose Gold) สีเงิน (Silver) สีดำ (Piano Black) และสีโครม (Chrome)

Haval Jolion 9

 

มีลำโพง 6 ตัว และหน้าจอกลางอัจฉริยะแบบ Touch Screen Audio Display ความละเอียดสูง ขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay การเล่น MP3 รวมไปถึง JOOX และระบบนำทาง (Navigator) ที่สามารถบอกตำแหน่ง Point of Interest ทั้งร้านอาหาร ปั๊ม และ ห้างสรรพสินค้า

Haval Jolion 8

นอกจากนี้ ยังมีหน้าจอ Multi Information Display ความละเอียดสูง ขนาด 7 นิ้ว พร้อมหน้าจอ Head-up Display แสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า และระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมระบบกรองอากาศ PM2.5 และยังมี Wireless Charger ที่สามารถวางสมาร์ทโฟนเพื่อชาร์จได้อย่างสะดวกสบาย

Haval Jolion 7

 

All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ยังสะท้อนถึงความหรูหราและทันสมัย ด้วยชุดเกียร์ไฟฟ้า (Electronic Shifter) ดีไซน์หรู พร้อมสีพิเศษแบบ High-gloss ช่วยเติมสีสันให้ห้องโดยสาร มาพร้อมกุญแจ Smart Key และระบบ Push Start เพื่ออำนวยความสะดวกในการเปิดประตูและการสตาร์ทเครื่องยนต์

เบาะที่นั่งเป็นหนังสังเคราะห์ดีไซน์สปอร์ต ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ โดยเบาะคู่ด้านหน้าเป็นเบาะไฟฟ้าที่สามารถปรับได้ 6 ทิศทางในเบาะผู้ขับขี่ และปรับได้ 4 ทิศทางสำหรับเบาะผู้โดยสารด้านหน้า พร้อมระบบระบายอากาศ เพื่อช่วยจัดท่านั่งให้สบายและอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นวิสัยทัศน์ได้ดีที่สุด ส่วนเบาะที่นั่งโดยสารด้านหลังจะมาพร้อมที่เท้าแขนกลาง และช่องปรับอากาศด้านท้าย เพื่อช่วยยกระดับความสะดวกสบายไปอีกขึ้น และยังสามารถพับลงได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระได้สูงสุดถึง 1,069 ลิตร

Haval Jolion 10

All New HAVAL JOLION Hybrid SUV จะเปิดตัวครั้งแรกของโลกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ ด้วยรูปลักษณ์อันโดดเด่นและการขับขี่ที่สนุกสนาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ เชื่อมั่นว่า All New HAVAL JOLION Hybrid SUV จะสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และกิจกรรมที่หลากหลายของคนไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ สามารถอัพเดทข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหว และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ WWW.GWM.CO.TH และ Official Facebook Page : GWM Thailand และ HAVAL Thailand

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เฉลิมฉลอง All New HAVAL JOLION Hybrid SUV คันแรกของโลกจากสายการผลิต

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เผยโฉม All New HAVAL JOLION Hybrid SUV (ออลนิว ฮาวาล โจไลอ้อน ไฮบริด เอชยูวี) คันแรกของโลกจากสายการผลิตภายในประเทศ ซึ่งเป็นรถยนต์เอสยูวีจากแบรนด์ HAVAL รุ่นที่ 2 ที่จะนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ก่อนที่จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ พร้อมนำคณะสื่อมวลชนและซัพพลายเออร์เยี่ยมชมโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ในจังหวัดระยอง ซึ่งถือเป็นโรงงานเต็มรูปแบบแห่งที่สองนอกประเทศจีนที่เดินสายการผลิตตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ตอกย้ำความเชื่อมั่นและศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าพวงมาลัยขวาในภูมิภาคอาเซียนที่ได้มาตรฐานระดับโลก และเต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

หลังจากประสบความสำเร็จจากการเดินสายการผลิตและส่งมอบ All New HAVAL H6 Hybrid SUV รถยนต์รุ่นแรกที่เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย จนสามารถขึ้นครองอันดับ 1 ยอดขายรถยนต์คอมแพคเอสยูวีสูงสุดติดต่อกัน 2 เดือนซ้อนในเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายนที่ผ่านมา ล่าสุด เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าตอกย้ำความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและคุณภาพของกระบวนการผลิตรถยนต์ ด้วยการเชิญคณะสื่อมวลชนและซัพพลายเออร์ เข้าเยี่ยมชมภายในโรงงานที่จังหวัดระยอง โดยมี มร. เกร็ก ลี รองประธานบริหารฝ่ายผลิตรถยนต์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย และนายอำนาจ แสงจันทร์ รองประธานฝ่ายผลิตรถยนต์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวต้อนรับ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรงงานระยอง ก่อนนำคณะสื่อมวลชนและซัพพลายเออร์เข้าชมภายในโรงงานเพื่อชมกระบวนการผลิตทั้งรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV และ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ซึ่งนับเป็นรถยนต์รุ่นที่ 2 ของสายการผลิตที่โรงงานระยอง พร้อมสัมผัสรถยนต์ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV อย่างใกล้ชิด

นายอำนาจ แสงจันทร์ รองประธานฝ่ายผลิตรถยนต์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย เผยว่า “ตลอดระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่เริ่มเข้ามาดำเนินการที่โรงงานอัจฉริยะแห่งนี้เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มาจนถึงการเปิดโรงงานอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ เราได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงภายใต้แนวคิด ‘ฉลาด ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ มาใช้ในการปรับปรุงและอัปเกรดโรงงานเพื่อเสริมศักยภาพการผลิตรถยนต์ของเรา ตั้งแต่การผลิตรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV คันแรกจนถึงในปัจจุบัน เราสามารถส่งมอบรถยนต์ที่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพและได้มาตรฐาน ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง ในวันนี้ นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญและยิ่งใหญ่ของโรงงานระยองที่เราได้เริ่มต้นผลิต All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ซึ่งนับเป็นรถยนต์เอสยูวีรุ่นที่ 2 จากแบรนด์ HAVAL ที่กำลังจะเปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรกของโลกในเร็วๆ นี้ แน่นอนว่าความสำเร็จเหล่านี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ สื่อมวลชน และคนไทยทุกคนรวมถึงซัพพลายเออร์ ที่ให้ความร่วมมือและเชื่อมั่นในการทำงานของเราด้วยดีเสมอมา และเราขอให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะยังคงพัฒนาและรักษามาตรฐานการผลิตรถยนต์ของเรา ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมด้านเทคนิคและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรเพื่อให้สามารถบรรลุพันธกิจของเรา เพื่อส่งมอบรถยนต์ที่มีคุณภาพและบริการที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคชาวไทย และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยต่อไป”

ในปัจจุบัน โรงงานของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่จังหวัดระยอง มีพนักงานทั้งหมดประมาณ 800 คน และจะเพิ่มโอกาสและอัตราการจ้างงานในประเทศไทยขึ้นเป็น 1,000 ตำแหน่งภายในต้นปี 2565

นอกจากนี้ โรงงานระยองยังทำงานอย่างใกล้ชิดกับพาร์ทเนอร์ซึ่งเป็นบริษัทผลิตและจัดส่งชิ้นส่วนหรืออะไหล่รถยนต์
4 แห่ง ได้แก่ HYCET NOBO AUTO EA และ MIND เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยชิ้นส่วนหลักจากพาร์ทเนอร์ที่นำมาใช้ ได้แก่ เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ระบบอิเล็กทรอนิกส์และระบบสายไฟรถยนต์ ระบบชิ้นส่วนช่วงล่างรถยนต์ รวมถึงชิ้นส่วนตกแต่งภายในรถยนต์ เพื่อให้มั่นใจว่าเรามีชิ้นส่วนอะไหล่
ที่เพียงพอกับความต้องการและมีความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมรถยนต์

ทั้งนี้ โรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ มอเตอร์ จังหวัดระยอง ประกอบไปด้วย 4 ส่วนหลัก อันได้แก่

  1. Press Shop

ถือเป็นขั้นตอนแรกของการผลิตรถยนต์ มีหน้าที่หลักในการผลิตแผงตัวถังขนาดใหญ่และชิ้นส่วนโลหะที่สำคัญ ประกอบด้วยสองสายการผลิต ซึ่งถูกออกแบบและติดตั้งโดยบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากประเทศจีนและเกาหลีใต้ ทำงานร่วมกับการใช้ หุ่นยนต์ FANUC อัจฉริยะแบบ 6 แกน ในการส่งต่อชิ้นงานระหว่าง Press machine และ
ยังมีการใช้ระบบเปลี่ยนแม่พิมพ์อัตโนมัติ (Automatic Die Change System) ที่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสูงสุด และประหยัดพลังงานได้เป็นอย่างดี

  1. Body Shop

ตั้งอยู่บนพื้นที่ใช้สอยกว่า 30,000 ตารางเมตร และมีกำลังการผลิตได้สูงสุด 120,000 คันต่อปี ซึ่งแบ่งการผลิตออกเป็นเป็น 2 เฟส  ได้แก่ เฟสที่ 1 เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์เอสยูวีและรถกระบะด้วยกำลังการผลิต 80,000 คันต่อปี และในเฟสที่ 2 จะมีการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเพิ่มอีก 40,000 คันต่อปี  โดยในปัจจุบันมีการใช้หุ่นยนต์ FANUC จำนวน 52 ตัว ที่มีอัตราการทำงานอัตโนมัติ (Automation rate) อยู่ที่ 85% ผสานกับการออกแบบสายการผลิตที่ชาญฉลาดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการใช้ระบบ MES Process Visualization Technology เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดในการผลิต การใช้ AI technology ในการตรวจสอบการแสตมป์หมายเลขตัวถัง หรือ VIN number ของรถยนต์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ระบบการปรับเปลี่ยนการผลิตรุ่นรถยนต์อัตโนมัติ เพื่อให้สายการผลิตมีความยืดหยุ่นในการผลิตรถยนต์ได้หลากหลายรุ่น รวมไปถึงเทคโนโลยี PDA ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลการผลิตด้านคุณภาพของรถยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  1. Paint Shop

มีพื้นที่รวมประมาณ 39,000 ตารางเมตร โดยออกแบบให้มีกำลังการผลิตได้สูงสุด 120,000 คันต่อปี และประกอบไปด้วยกระบวนการผลิต 10 ขั้นตอน อาทิ การเคลือบสีตัวถังด้วยการนำไฟฟ้า ซึ่งเป็นการรับประกันประสิทธิภาพการป้องกันการกัดกร่อนและการเกิดสนิมของตัวถังที่ดีเยี่ยม กระบวนการ PVC ในการยาแนวตามตะเข็บรอยต่อ เพื่อป้องกันน้ำรั่วและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันสนิมตามตะเข็บรอยต่อของตัวถังตามจุดต่างๆ กระบวนการพ่นสีรองพื้นและสีจริง โดยใช้หุ่นยนต์พ่นสีจากประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้สีรถมีความเรียบเนียนและสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีโปรแกรมการเลือกและเปลี่ยนสีได้อัตโนมัติ และมีสีให้เลือกมากถึง 24 สี นอกจากนี้ยังมี เตาอบสี ที่ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีชั้นสูงจากประเทศเยอรมนี ทำงานโดยการนำอากาศเสียที่อยู่ในเตาอบสีมาผสมกับอากาศบริสุทธิ์ในการเผาไหม้ เป็นการช่วยลดมลพิษก่อนปล่อยสู่อากาศภายนอก

  1. General Assembly (GA) Shop

ครอบคลุมพื้นที่ ประมาณ 63,000 ตารางเมตร รองรับกำลังการผลิตสูงสุดได้ 120,000 คันต่อปี โดยมีการสร้างChassis Line ใหม่ สำหรับผลิตรถยนต์เอสยูวีโดยเฉพาะ คือ Intelligent Chassis Line นับเป็นครั้งแรกของ Chassis Line ที่เป็นการออกแบบอย่างอัจฉริยะ โดยมีเสาสำหรับแขวนโครงรูปตัว L เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย มีการใช้เทคโนโลยี Dual-Lift AGV เพื่อใช้ประกอบเครื่องยนต์และช่วงล่างของรถยนต์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีความเที่ยงตรงและปลอดภัยสูง และยังมีการติดตั้งแขนกล (Manipulator) ทั้งสิ้น 17 ตัว เพื่อช่วยลดภาระและความเมื่อยล้า รวมไปถึงเพิ่มความปลอดภัยให้พนักงานในการทำงาน นอกจากนี้ยังมีติดตั้งหน้าจอแสดงข้อมูลขับขี่อัจฉริยะ (HUD System) ตรวจสอบการทำงาน และระบบกล้องอัจฉริยะ 360 องศา (360 Degree Smart Camera) ที่ช่วยตรวจจับด้วยระบบเซนเซอร์ต่างๆ ของรถยนต์ได้อย่างละเอียดแม่นยำอีกด้วย

โดยคณะสื่อมวลชนและซัพพลายเออร์ ได้เข้าเยี่ยมชมภายในโรงงานเพื่อรับชมสายการผลิตอย่างใกล้ชิดในส่วนของ Body Shop และ General Assembly (GA) Shop พร้อมสัมผัสรถยนต์ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV คันแรกที่ออกมาจากสายการผลิตจากโรงงานระยอง อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ รถยนต์เอสยูวีรุ่น HAVAL JOLION เปิดตัวครั้งแรกในตลาดจีนเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2564 ที่ผ่านมาด้วยรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว สไตล์สปอร์ต พร้อมขนาดตัวรถและพื้นที่ภายในอันกว้างขวาง ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะมากมาย ทำให้ HAVAL JOLION ได้รับความนิยมจากคนจีนด้วยสถิติยอดขายกว่า 5,614 คัน หลังจากเปิดตัวได้เพียง 20 วัน และมียอดขายสะสมกว่า 40,000 คัน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2564
ในประเทศจีน

All New HAVAL JOLION Hybrid SUV คันแรกของโลกจากสายการผลิตในไทย

สำหรับ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV จะเป็นรถยนต์เอสยูวีรุ่นที่ 2 จากแบรนด์ HAVAL ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เตรียมนำมาสร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงปลายปีนี้ ซึ่ง All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ที่จะแนะนำเข้าสู่ตลาดประเทศไทย จะมาพร้อมเครื่องยนต์ไฮบริดซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกกับรถรุ่นนี้ โดย All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ใช้แพลตฟอร์ม GWM LEMON แพลตฟอร์มโมดูล่าร์อัจฉริยะแบบเดียวกับรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่ให้ประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ พร้อมการขับเคลื่อนเต็มสมรรถนะด้วยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์แบบ DHT ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบการขับเคลื่อนที่หลากหลายของรถยนต์ไฮบริดเมื่อทํางานร่วมกับเครื่องยนต์ สร้างการขับเคลื่อนอย่างทรงพลังและประหยัดน้ำมัน

รูปลักษณ์ภายนอกอันโฉบเฉี่ยวสะท้อนถึงสุนทรียภาพแห่งอนาคต

All New HAVAL JOLION Hybrid SUV มาพร้อมการผสมผสานระหว่างการออกแบบที่หรูหรามีระดับกับโครงสร้างอันล้ำสมัย ตอบรับไลฟ์สไตล์ที่แอ็คทีฟ สร้างความสนุกสนานในการขับขี่ ด้วยไฟหน้า LED เต็มรูปแบบ พร้อม Daytime Running Light ดีไซน์ล้ำสมัย ระบบ Welcome Light เมื่อปลดล็อค ไฟ Follow Me Home ที่ส่องสว่าง
หลังดับเครื่องยนต์ และไฟท้าย LED พร้อมไฟเบรกดวงที่สามและไฟตัดหมอกหลังแบบ LED

ด้านหน้าของรถเป็นกระจังหน้า Star Matrix สีดำ-เทา ที่โดดเด่นด้วยโลโก้ HAVAL ตรงกลาง พร้อมดีไซน์อันล้ำสมัยด้วยหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามิค สปอยเลอร์ท้าย เสาอากาศแบบ Shark fin เข้าทรงกับดิฟฟิวเซอร์ดีไซน์สปอร์ต ตัวล้อเป็นอัลลอยดีไซน์สปอร์ต ทูโทน ขนาด 18 นิ้ว พร้อมมิติตัวรถขนาด 1,841 x 4,472 x 1,619 มม. (กว้าง x ยาว x สูง) และระยะฐานล้อ 2,700 มม.

การออกแบบภายในภายใต้แนวคิด “Future Intelligent Cockpit”

All New HAVAL JOLION Hybrid SUV โดดเด่นด้วยการออกแบบภายในแบบ 360 องศา ภายใต้แนวคิด “Future Intelligent Cockpit” กับห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบาย ที่มาพร้อมการตกแต่งแบบ Two Tone ตัดด้วยลายเส้นสีโรสโกลด์ (Rose Gold) สีเงิน (Silver) สีดำ (Piano Black) และสีโครม (Chrome) มาพร้อมกับลำโพง 6 ตัว และหน้าจอกลางอัจฉริยะแบบ Touch Screen Audio Display ความละเอียดสูง ขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay การเล่น MP3 รวมไปถึง JOOX และระบบนำทาง (Navigator) ที่สามารถบอกตำแหน่ง Point of Interest ทั้งร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน และ ห้างสรรพสินค้า

นอกจากนี้ ยังมีหน้าจอ Multi Information Display ความละเอียดสูง ขนาด 7 นิ้ว พร้อมหน้าจอ Head-up Display  แสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า และระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมระบบกรองอากาศ PM2.5 และยังมี Wireless Charger ที่สามารถวางสมาร์ทโฟนเพื่อชาร์จได้อย่างสะดวกสบาย
All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ยังสะท้อนถึงความหรูหราและทันสมัย ด้วยชุดเกียร์ไฟฟ้า (Electronic Shifter) ดีไซน์หรู พร้อมสีพิเศษแบบ High-gloss ช่วยเติมสีสันให้ห้องโดยสาร มาพร้อมกุญแจ Smart Key และระบบ Push Start เพื่ออำนวยความสะดวกในการเปิดประตูและการสตาร์ทเครื่องยนต์

เบาะที่นั่งเป็นหนังสังเคราะห์ดีไซน์สปอร์ต ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ โดยเบาะหน้าฝั่งผู้ขับขี่จะเป็นเบาะไฟฟ้า
ที่สามารถปรับได้ 6 ทิศทาง มาพร้อมระบบระบายอากาศ เพื่อช่วยจัดท่านั่งให้สบายและอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นวิสัยทัศน์ได้ดีที่สุด ส่วนเบาะที่นั่งโดยสารด้านหลังจะมาพร้อมที่เท้าแขนกลาง และช่องปรับอากาศด้านท้าย เพื่อช่วยยกระดับความสะดวกสบายไปอีกขึ้น และยังสามารถพับลงได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระได้สูงสุดถึง 1,069 ลิตร

โรงงานของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเดินหน้าสายการผลิตรถยนต์ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV
อย่างต่อเนื่อง พร้อมการทดสอบและตรวจสอบรถยนต์อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์ทุกคันจะอัดแน่นไปด้วยคุณภาพและมาตรฐานระดับโลก ก่อนส่งมอบรถยนต์ให้กับผู้บริโภคชาวไทย

All New HAVAL JOLION Hybrid SUV จะเปิดตัวครั้งแรกของโลกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ ด้วยรูปลักษณ์อันโดดเด่นและการขับขี่ที่สนุกสนาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ เชื่อมั่นว่า All New HAVAL JOLION Hybrid SUV จะสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และกิจกรรมที่หลากหลายของคนไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ สามารถอัพเดทข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหว และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ WWW.GWM.CO.TH และ Official Facebook Page : GWM Thailand และ HAVAL Thailand

MOTOR EXPO 2021 มอบความสุขคนรักยานยนต์ รวมรถยนต์ 32 แบรนด์ จักรยานยนต์ 12 แบรนด์

0

งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38” จัดแสดงรถยนต์ จักรยานยนต์ รุ่นใหม่ และสินค้าเกี่ยวเนื่อง คับคั่ง พร้อมเตรียมมาตรการด้านสาธารณสุขเต็มพิกัด หวังกระตุ้นเศรษฐกิจส่งท้ายปี 2564

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38” เผยว่า “ปีนี้จัดงานภายใต้แนวคิด “มหกรรมสุขสันต์คนรักยานยนต์-TIME to ENJOY!” และได้นำมาตรการด้านสาธารณสุขของจังหวัดนนทบุรีมาใช้ป้องกันการระบาดของ COVID-19 เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ชมงาน เช่น ผู้เกี่ยวข้องในการจัดงานทุกคนต้องฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม และตรวจ ATK ก่อนเข้าพื้นที่เป็นประจำ สำหรับบุคคลทั่วไปที่จะเข้าชมงานต้องฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม หรือตรวจ ATK (หน้างาน) ฯลฯ”

ค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมงานมีทั้งหมด 32 แบรนด์ จาก 9 ประเทศ รถจักรยานยนต์ 12 แบรนด์ จาก 7 ประเทศ โดยทุกค่ายพร้อมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ และมอบโพรโมชันพิเศษเฉพาะผู้ซื้อรถภายในงาน

รถยนต์ 32 แบรนด์ ได้แก่ ASTON MARTIN, AUDI, BMW, FORD, HAVAL, HONDA, HYUNDAI, ISUZU, KIA, LEXUS, LOTUS, MASERATI, MAZDA, MERCEDES-BENZ, MG, MINI, MITSUBISHI, MOKE, NISSAN, ORA, PEUGEOT, POCCO, PORSCHE, ROLLS-ROYCE, SUBARU, SUZUKI, TOYOTA, VOLVO รวมถึงชุดแต่ง และรถยนต์จากผู้นำเข้าอิสระ ได้แก่ BMW M PERFORMANCE, CARLSSON, M’Z SPEED และ SWIFT

รถจักรยานยนต์ 12 แบรนด์ ได้แก่ BAJAJ, BMW MOTORRAD, DUCATI, HARLEY-DAVIDSON, HONDA, HUSQVARNA, KAWASAKI, KTM, ROYAL ENFIELD, SUZUKI, TRIUMPH และ YAMAHA

ส่วนกิจกรรมคืนกำไรให้ผู้ชมทั้ง ซื้อรถ…ชิงรถ / ซื้อบัตร…ชิงรถ / ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์ / ชม MOTOR EXPO ONLINE ชิงรางวัล มีรายละเอียดดังนี้

  1. “ซื้อรถ…ชิงรถ” เมื่อจองหรือซื้อรถยนต์ใหม่ภายในงาน มีสิทธิ์ชิงรถยนต์ HYUNDAI IONIQ ELECTRIC มูลค่า 1,749,000 บาท จำนวน 1 รางวัล
  2. “ซื้อบัตร…ชิงรถ ผู้ซื้อบัตรชมงาน มีสิทธิ์ชิงรถยนต์ ALL NEW MG5 รุ่น C มูลค่า 559,000 บาท จำนวน 1 รางวัล
  3. “ซื้อสินค้า…ชิงรถ” เมื่อซื้อสินค้าภายในงานจากร้านค้าที่ร่วมรายการรับโชค 2 ชั้น ชั้นที่ 1 รับสิทธิ์จับสลาก เพื่อลุ้นรับของรางวัลพิเศษจากผู้จัดงานทั้งหมด 2,206 รางวัล (จำกัดสิทธิ์การจับสลาก 1 ท่าน/ครั้ง/วัน) ชั้นที่ 2 ทุก 2,000 บาท รับ 1 สิทธิ์ ลุ้นชิงรถยนต์ MITSUBISHI MIRAGE 2 GLX 5MT ราคา 474,000 บาท จำนวน 1 รางวัล
  4. “ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์” เมื่อจองหรือซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ในงาน มีสิทธิ์ชิงรางวัล รถจักรยานยนต์ SUZUKI BIG BIKE รุ่น KATANA ราคา 569,000 บาท จำนวน 1 รางวัล
  5. “ชม MOTOR EXPO ONLINE ชิงรางวัล” ผู้ชมงาน MOTOR EXPO ONLINE PLATFORM ผ่านลิงค์จาก https://ve.motorexpo.co.th มีสิทธิ์ลงทะเบียนเพื่อชิงรางวัล Headphone Beats Solo Pro Wireless Noise Cancelling จำนวน 10 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 10,500 บาท รวมมูลค่า 105,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมี “MOTOR EXPO ONLINE PLATFORM” งานคู่ขนานในสื่อดิจิทอลแบบครบวงจร เพื่อเปิดประสบการณ์การชมงานรูปแบบใหม่ เริ่มเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป โดยมีทั้งรีวิวรถที่แสดงในงาน และหากสนใจสามารถจองแพคเกจชมงานแบบวีไอพี ซึ่งจะได้รับสิทธิ์ ที่จอดรถ บัตรชมงาน และบริการพิเศษจากผู้จัดงาน

“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38” จัดขึ้น ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2564 และถ่ายทอดสดงานทาง ททบ. 5 Facebook: TV5HD1 และ Facebook: MotorExpo ในวันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2564 เวลา 14.00-15.30 น. ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.motorexpo.co.th

ระบบช่วงล่างที่เหนือชั้น เบื้องหลังความพร้อมลุยของ FX4 Max

0

เพราะลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมต่างๆ ของฟอร์ด ทั้งยังมีส่วนสำคัญอย่างมากในการสร้างรถกระบะรุ่นพิเศษต่างๆ นี่จึงเป็นที่มาของรถฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max

ทีมวิศวกรฟอร์ดใช้ข้อมูลจากความเห็นของลูกค้าในการพัฒนารถกระบะอเนกประสงค์รุ่นนี้เป็นหลัก โดยเก็บข้อมูลทั้งจากผู้ขับขี่สายลุยที่มองหารถที่อัดแน่นด้วยสมรรถนะพร้อมตะลุยเส้นทางออฟโรด และลูกค้าที่เน้นการใช้งานให้รถคู่ใจช่วยขนของและสัมภาระต่างๆ ทำให้วิศวกรฟอร์ดตระหนักว่าหากมีรถที่ตอบสนองความต้องการทั้งสองแบบได้ก็คงดีไม่น้อย การรับฟังความคิดเห็นจากลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันช่วยให้ฟอร์ดสร้างสรรค์ระบบช่วงล่างที่ตอบสนองทุกการใช้งานในรถฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max

มาร์ติน สเตย์น วิศวกรบูรณาการยานยนต์โครงการฟอร์ด เรนเจอร์ กล่าวว่า “โจทย์สำคัญคือการออกแบบฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ให้ขับขี่แบบออฟโรดได้ดีเยี่ยม โดยไม่ลดความสามารถในการบรรทุก และลากจูง”

คริส ดีน วิศวกรนักพัฒนาอาวุโสด้านสมรรถนะการขับขี่ เป็นผู้นำทีมในการพัฒนารถคันนี้ เขาเองก็เป็นเจ้าของรถฟอร์ด เรนเจอร์ ที่ใช้รถทั้งเพื่อการทำงานและท่องเที่ยว คริสจึงเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

“วิศวกรของเรามุ่งมั่นที่จะเพิ่มสมรรถนะในการควบคุมรถ และเพิ่มความสะดวกสบายระหว่างการขับออฟโรด โดยไม่ลดทอนคุณสมบัติด้านการใช้งานของรถฟอร์ด เรนเจอร์ เพราะลูกค้าต้องการรถที่บรรทุกสัมภาระได้มาก ระหว่างเดินทางแบบออฟโร้ด ส่วนตัวผมใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max  เมื่อได้รับหน้าที่ดูแลการพัฒนารถรุ่นนี้ ผมจึงนำประสบการณ์ส่วนตัวมากมายมาประยุกต์ใช้ ในฐานะผู้ขับฟอร์ด เรนเจอร์เอง ผมใช้ขับเที่ยวไปในพื้นที่นห่างไกลฝูงชน มากพอๆ กับการใช้ขนไม้ และการขับไปทำงาน” คริสกล่าว

องค์ประกอบสำคัญเพื่อความสะดวกสบายและสมรรถนะเหนือชั้น

ระบบกันสะเทือนหรือโช้ค ทำงานโดยการควบคุมการเคลื่อนไหวของระบบช่วงล่าง แรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากถนนที่ขรุขระและการเคลื่อนที่ของรถจะออกแรงกดบริเวณสปริงซึ่งจะเก็บกักแรงเอาไว้ได้ โช้คที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจะควบคุมแรงกดนั้นโดยไม่ให้เพิ่มแรงสะเทือนจากพื้นถนนสู่ตัวรถ ทำให้รถวิ่งได้อย่างนุ่มนวล และนำแรงกดดังกล่าวไปเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนที่จะระเหยออกไปแทน

นอกจากมอบความสะดวกสบายภายนห้องโดยสารแล้ว ระบบกันสะเทือนยังช่วยให้ล้อยึดเกาะกับพื้นได้ดี ทำให้ผู้ขับควบคุมรถและเบรกได้อย่างคล่องตัว โช้คของรถแต่ละคันต้องได้รับการปรับจูนให้เหมาะกับประเภทของการใช้งาน สำหรับ ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max โช้คที่ใช้ได้รับการพัฒนาเพื่อขับขี่แบบออฟโรดโดยเฉพาะ

ทำไมระบบกันสะเทือน FOX Shocks แบบโมโนทิวบ์ของฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max จึงพิเศษกว่าใคร 

“ระบบกันสะเทือนแบบโมโนทิวบ์ ในฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ คุณไม่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป” คริสกล่าว “ปกติระบบกันสะเทือน FOX แบบโมโนทิวบ์สามารถหาได้ในร้านขายอะไหล่ทั่วไป แต่รุ่นที่ติดตั้งในฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max เป็นผลงานการวิศวกรรมร่วมกันระหว่างทีมฟอร์ดกับโรงงานของ FOX เพื่อสร้างระบบกันสะเทือนที่เหนือชั้นขึ้นไปอีก”

ทีมวิศวกรได้ทดสอบระบบกันสะเทือนโดยผ่านการปรับแต่งถึง 76 รูปแบบ เพื่อให้ได้ความสมดุลสูงสุด ตรงกับที่คาดหวังไว้

ระบบช่วงล่างทั้งด้านหน้าและหลังสำหรับการขับออฟโรดมีการยกสูงจากพื้นขึ้นกว่าเดิมและเพิ่มระยะยุบตัว เพื่อให้ลูกค้าขับรถฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ไปได้ทุกที่ ด้วยความสามารถในการซับแรงกระแทก และวิ่งบนทางลูกรังได้อย่างนุ่มนวล โดยยังมอบความสะดวกสบายขณะขับขี่ทางเรียบได้เช่นกัน ผลลัพธ์จึงเป็นรถกระบะที่มีความสามารถในการบรรทุกของได้ถึง 980 กิโลกรัม และยังลากจูงได้ 3.5 ตัน

“เราได้เพิ่มกระบอกซับแทงค์ และเบสวาล์วไว้ที่ระบบกันสะเทือนด้านหลัง เพื่อเพิ่มการควบคุมความเร็วของเพลาหลังเมื่อขับออฟโรด พร้อมเสริมตัวยึดการคืนตัวของโช้คแบบไฮดรอลิก ซึ่งจะไม่มีในระบบกันสะเทือนแบบโมโนทิวบ์แบบมาตรฐาน”

ปกติแล้วระบบกันสะเทือนทั่วไปใช้ลูกสูบภายในและระบบวาล์วควบคุมการไหลเวียนของน้ำมันที่ใช้ในตัวโช้ค ซึ่งจะควบคุมการเคลื่อนที่ขึ้นลงของระบบช่วงล่างอีกที กลไกนี้จะซับแรงกระแทกและทำให้ขับได้นุ่มนวล แต่ขณะเดียวกันก็จะทำให้เกิดความร้อน ยิ่งโช้คทำงานหนักเท่าไร ความร้อนยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น และหากของเหลวภายในร้อนเกินไป ก็จะทำให้ระบบกันสะเทือนด้อยประสิทธิภาพลง

ระบบกันสะเทือนของฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max มีคำตอบสำหรับปัญหานี้ไว้แล้ว โดยตัวโช้คทั้งชิ้นทำจากอลูมิเนียมเคลือบผิวที่สามารถระบายความร้อนได้ดี และทนทานต่อการสึกหรอเมื่อใช้รถเป็นเวลานาน โดยของเหลวจะผ่านกระบวนการเปลี่ยนให้สามารถใช้ลดการเสียดสี และเพิ่มสมรรถนะการทำงานได้ในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน

ผ่านการทดสอบทางวิศวกรรมอย่างเข้มข้น

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ไม่ได้มีความครบครันเพียงในขั้นตอนการออกแบบเท่านั้น แต่ทีมวิศวกรฟอร์ดในออสเตรเลียยังได้ทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการทดสอบรถ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max จะมีสมรรถนะตามที่คาดหวังไว้

วิศวกรนำรถต้นแบบฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ไปทดสอบทั้งในศูนย์ทดสอบและบนถนนจริง โดยฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ได้ผ่านการทดสอบช่วงล่างด้วยระบบสั่นสะเทือนจำลองการวิ่งบนพื้นที่ขรุขระทั้งขณะที่บรรทุกสัมภาระ และไม่บรรทุกของในกระบะท้าย ขณะทดสอบในศูนย์ทดสอบยูแยงส์ของฟอร์ด ออสเตรเลีย

จากการทดสอบในศูนย์ที่ตัวแปรต่างๆ มีการควบคุมไว้แล้ว ได้แสดงให้เห็นความสามารถตามคอนเซ็ปต์การสร้างฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max แต่ทีมวิศวกรต้องการลงพื้นที่จริงโดยใช้ภูมิประเทศอันเป็นเอกลักษณ์ของออสเตรเลียในการทดสอบ เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพว่ารถสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงได้

“สภาพแวดล้อมที่เราใช้ในขั้นตอนการปรับแต่งระบบช่วงล่างมีความใกล้เคียงกับตอนที่เราพัฒนาฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ แต่มีการเน้นเรื่องการบรรทุกมากขึ้น ปกติเราจะไม่ได้ทดสอบรถในพื้นที่บริเวณนี้โดยมีการบรรทุกของด้วยเนื่องจากเป็นพื้นที่สมบุกสมบัน แต่สำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max พื้นที่นี้เหมาะกับการทดสอบการใช้งานของลูกค้าในแบบที่เราคิดไว้ เช่น สำหรับคนที่ชอบท่องเที่ยวเดินป่า” คริสกล่าวเสริม

กลุ่มตรีเพชรเปิด “ศูนย์ซ่อมตัวถังและสีรถบรรทุกมาตรฐานอีซูซุ” เติมเต็มการบริการหลังการขายรถบรรทุกอีซูซุ

0

กลุ่มตรีเพชร ผู้นำด้านธุรกิจรถยนต์ครบวงจรในประเทศไทย เปิดให้บริการศูนย์ซ่อมตัวถังและสีรถบรรทุกมาตรฐานอีซูซุแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่บริการหลังการขายรถบรรทุกอีซูซุอย่างเต็มประสิทธิภาพ และเป็นศูนย์ต้นแบบให้แก่ผู้จำหน่ายอีซูซุทั่วประเทศ

กลุ่มตรีเพชร โดย มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “บริษัท ออโต้เทคนิค (ประเทศไทย) จำกัด เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการหลังการขายของกลุ่มตรีเพชร ในด้านการซ่อมบำรุง การซ่อมตัวถังและสีสำหรับรถขนาดเล็ก ซึ่งที่ผ่านมานั้น ออโต้เทคนิคได้ดำเนินการให้บริการมาแล้วกว่า 1 แสนคัน และเพื่อตอบสนองความต้องการและมอบความไว้วางใจให้แก่ลูกค้า ออโต้เทคนิคจึงเดินหน้าเปิดโครงการศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีรถบรรทุกอีซูซุ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยให้ความสำคัญอย่างมากกับคุณภาพของ ช่างผู้เชี่ยวชาญและประสิทธิภาพของเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อส่งมอบงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วที่สุด นอกจากนี้ยังคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยการพ่นสีจากศูนย์มาตรฐานของอีซูซุนี้จะทำในห้องพ่นสีพิเศษแทนการพ่นในที่โล่งซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและน้ำได้ ซึ่งพนักงานสามารถขับรถเข้าห้องพ่นสีได้ทั้งคันแบบ Drive Through อีกทั้งศูนย์มาตรฐานนี้จะมีข้อมูลจากโรงงานสำหรับการดูแลรถบรรทุก โดยใช้สีชนิดเดียวกับที่โรงงานผลิต  ทำให้งานออกมามีคุณภาพและรวดเร็ว การซ่อมแซมจะใช้อะไหล่แท้รวมถึงมีการรับประกันงานซ่อมและอะไหล่ที่ 6 เดือน หรือ 10,000 กิโลเมตร ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลอย่างดีตามมาตรฐานอีซูซุอย่างแน่นอน” 

ศูนย์ซ่อมตัวถังและสีรถบรรทุกอีซูซุของ บริษัท ออโต้เทคนิค (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งอยู่ที่เดียวกับศูนย์บริการออโต้เทคนิค สาขาปทุมธานี ที่ให้บริการซ่อมตัวถังและสีรถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์อีซูซุ บนพื้นที่ 14 ไร่ บนถนนสาย 346 จังหวัดปทุมธานี สำหรับศูนย์ซ่อมตัวถังและสีรถบรรทุกอีซูซุให้บริการงานซ่อมตัวถังและสีสำหรับรถบรรทุกอีซูซุทุกประเภท รวมถึงบริการอื่น ๆ เช่น การดัดแชสซีส์รถบรรทุก การตั้งศูนย์ถ่วงล้อและลูกพ่วง การซ่อมบำรุงช่วงล่าง การเปลี่ยนสีรถ หรือหัวเก๋ง และการปรับสภาพรถอีกด้วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายเข้ารับบริการได้ที่ โทร. 02-581-8521-3 และ LINE: @ISUZUAUTEC และติดตามข่าวสารของบริษัท ออโต้เทคนิค (ประเทศไทย) จำกัด ได้ที่เว็บไซต์ autec.truck2hand.com

เบนซ์ไพรม์มัส ร่วมกับสมาคม THAI LPGA จัดแข่งขันกอล์ฟการกุศล

0

เบนซ์ไพรม์มัส ผนึกกำลัง สมาคม THAI LPGA เชิญชวนลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ร่วมออกรอบกับโปร THAI LPGA ในการแข่งขันกอล์ฟการกุศล PRIMUS PRO-AM CHARITY INVITATION สนาม Riverdale Golf Club วันที่ 16-19 พ.ย.64 สุดเอ็กซ์คลูซีพ เพียง 6 ทีม/วันเท่านั้น พร้อมลุ้นรางวัล Hole in One รถยนต์ Mercedes-Benz GLA AMG Dynamic มูลค่า 2.399 ล้านบาท รายได้ทั้งหมดมอบสมทบทุนให้แก่ “คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล”

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า จากนโยบายของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ที่มุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ใหม่เหนือระดับสำหรับลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยเอกสิทธิสุดเอ็กซ์คลูซีฟต่าง ๆ อันหลากหลาย เพื่อรองรับความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าที่ใช้บริการทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย

อย่างไรก็ตาม  “เบนซ์ไพรม์มัส” ดำเนินธุรกิจด้านบริการ หากเรายังให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมเพื่อสาธารณกุศล อันเป็นการตอบแทนประโยชน์ให้กับสังคมไทย

ประกอบกับในวาระครบรอบ 2 ปี การเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ของ “เบนซ์ไพรม์มัส” อย่างเป็นทางการ เราจึงมีนโยบายที่จะดำเนินกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์  โดยมุ่งให้การสนับสนุนด้านระบบสาธารณสุขแก่หน่วยงานรัฐที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์และระบบการบริการด้านสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและรองรับผู้ป่วยในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ เราจึงร่วมมือกับทางสมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพสตรี จัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศล PRIMUS PRO-AM CHARITY INVITATION ระหว่างวันที่ 16-19 พฤศจิกายน 2564 ณ สนาม Riverdale Golf Club  โดยเชิญชวนลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ชื่นชอบกีฬากอล์ฟ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับโปรกอล์ฟสาวระดับชั้นแนวหน้าจาก สมาคม THAI LPGA อาทิ โปร “ปลาย” พัชรจุฑา คงกระพันธ์, โปร “วิ่ง” ภรณีย์ ชุติชัย, โปร “โมโมโกะ” สุทิศชา อาโอยาม่า และโปร “ชีน่า” อสมา แมคเคนซี่ เป็นต้น

สำหรับรายได้จากการสมัครร่วมแข่งขันทั้งหมด จะนำมาสมทบทุน และมอบให้แก่ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ เพื่อจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น และเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยากไร้ ให้ได้รับโอกาสในการรักษาและกลับมามีสุขภาพแข็งแรง เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป

นายกฤษดา ตัณฑ์วิไล นายกสมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพสตรี (THAI LPGA) เปิดเผยว่า “ทางสมาคม THAI LPGA รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมการแข่งขันกอล์ฟการกุศล “PRIMUS PRO-AM CHARITY INVITATION” ของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ด้วยการนำโปรกอล์ฟสาวชื่อดัง จาก THAI LPGA ร่วมทีมการแข่งขันกับลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในแบบเอ็กซ์คลูซีฟ จำนวน 1 ท่านต่อทีม โดยมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันในแต่ละวันเพียง 24 ท่านเท่านั้น

ทั้งนี้  เพื่อร่วมเรียนรู้เทคนิคและแลกเปลี่ยนสุดยอดประสบการณ์โดยตรงจากนักกอล์ฟระดับอาชีพ อันก่อให้เกิดการพัฒนาฝีมือและสั่งสมประสบการณ์ในการเล่นกอล์ฟ ทั้งส่งผลให้กีฬากอล์ฟได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

สมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพสตรี (THAI LPGA) ได้ริเริ่มสร้างทัวร์การแข่งขัน เพื่อให้สมาชิกที่เป็นนักกอล์ฟสตรีได้มีพื้นที่แสดงฝีมือและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขยายการจัดการแข่งขันทัวร์ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ล่าสุด ได้จัดการแข่งขัน รายการ ไทยแลนด์ แอลพีจีเอ มาสเตอร์ และก้าวขึ้นเป็นการแข่งขันระดับสากล

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับการแข่งขันกอล์ฟการกุศล PRIMUS PRO-AM CHARITY INVITATION ได้เชิญชวนลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เข้าร่วมสมัครการแข่งขันในแบบเอ็กซ์คลูซีพ ที่สนามกอล์ฟระดับเวิล์ดคลาส “Riverdale Golf Club” ในวันที่ 16-19 พฤศจิกายน 2564 โดยการแข่งขันจะรับจำนวนจำกัด 6 ทีมต่อวันเท่านั้น ส่วนอัตราค่าสมัคร เพียง 5,000 บาทต่อท่าน  ซึ่งรายได้จากการสมัครทั้งหมด จะมอบสมทบทุนให้แก่ “แพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล” โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

สำหรับผู้ร่วมแข่งขันในครั้งนี้ จะได้ร่วมออกรอบกับโปรกอล์ฟสาวระดับมืออาชีพ พร้อมร่วมชิงรางวัล Hole in one เป็นรถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น GLA 200 AMG Dynamic มูลค่า 2,399,000 บาท, รางวัลตีไกล-ใกล้ธง และรางวัลอื่น ๆ ให้ร่วมสนุกอีกมากมาย ทั้งยังมีกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่จัดขึ้นสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ อาทิ

-กิจกรรม Golf Clinic ที่โปรกอล์ฟจะให้คำแนะนำและตอบคำถามด้านเทคนิคต่าง ๆ รวมทั้งสาธิตการตีกอล์ฟแบบมืออาชีพอย่างใกล้ชิด

-กิจกรรมพิเศษ Demo & Fitting จาก Transview Golf โปรช็อปชื่อดัง ที่จะนำไม้กอล์ฟจากแบรนด์ Callaway  HONMA มาให้ทดสอบ และทำการ Fitting ไม้กอล์ฟ โดยทีมงานมืออาชีพ

นอกจากนี้ ได้นำรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี หลากหลายรุ่นให้ลูกค้าได้ร่วมทดลองขับอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมสังสรรค์พบปะพูดคุยอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้บริหาร “เบนซ์ไพรม์มัส” กับลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และรับมอบ Golf Collection เป็นของที่ระลึกสำหรับผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกท่านอีกด้วย

ผู้สนใจสมัครร่วมงานแข่งขันกอล์ฟการกุศล “PRIMUS PRO-AM CHAIRTY INVITATION” ได้ตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 02 095 5555 หรือ www.benzprimus.com

มาสด้าส่งแคมเปญ MAZDA FIGHT TOGETHER คนไทยสู้ไปด้วยกัน ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%

0

มาสด้าปลุกพลังให้คนไทยลุกขึ้นสู้โดยไม่โดดเดี่ยวพร้อมประสานมือผู้จำหน่ายเพื่อให้การส่งเสริมธุรกิจของลูกค้าให้กลับมาเริ่มต้นใหม่ และสู้ไปด้วยกันกับแคมเปญ Mazda Fight Together ดอกเบี้ย 0% พร้อมเผยความสำเร็จของรถอเนกประสงค์เอสยูวีมาสด้า CX-5 เติบโต 222% และมาสด้า CX-8 เพิ่มขึ้น 106% ผลพวงจากการแนะนำ MAZDA FAMILY SUV ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ทั้งสองรุ่น ลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดี ส่งผลให้ยอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ตอกย้ำกระแสความร้อนแรงของรถประเภทนี้ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างดีเยี่ยม ส่งผลทำให้ยอดขายสะสม 10 เดือน พุ่งทะลุ 28,327 คัน ลดลงเล็กน้อย 6% ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19

เตรียมเปิดเกมส์รุกกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงปลายปีเต็มกำลัง ด้วยการส่งแคมเปญ MAZDA FIGHT TOGETHER ปลุกพลังใจให้คนไทยสู้ไปด้วยกัน ด้วยการขอความร่วมมือให้ผู้จำหน่ายในแต่ละพื้นที่ให้ความช่วยเหลือธุรกิจ SME ของลูกค้าให้กลับมาเริ่มต้นเดินหน้าทำธุรกิจได้อีกครั้งหลังจากต้องเผชิญกับวิกฤตโควิดมาตลอดเกือบ 2 ปี พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษเพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของยนตรกรรมมาสด้าได้ง่ายขึ้น กับดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ฟรีประกันภัยชั้น 1 รับของพรีเมี่ยมสุดพิเศษเมื่อจองภายในงาน ระหว่างวันที่ 6 – 14 พฤศจิกายน 2564 ที่โชว์รูมมาสด้า

โดยเฉพาะในส่วนของลูกค้าปิกอัพ ALL NEW MAZDA BT-50 ทุกท่าน มาสด้าพร้อมมอบความคุ้มค่า ด้วยข้อเสนออุปกรณ์ตกแต่งแท้ ราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 999 บาท และเมื่อรถมาสด้าทุกรุ่นมาเข้ารับบริการ รับข้อเสนอพิเศษผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน ฟรีบัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 1,000 บาท เมื่อซื้อโปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 – 30 พฤศจิกายน 2564 ที่โชว์รูมมาสด้า

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์การตลาดที่ยังคงมีความผันผวน จึงทำให้การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคยังคงชะลอตัว รวมถึงตลาดรถยนต์ด้วยเช่นกัน ซึ่งยอดขายรถยนต์มาสด้าในเดือนตุลาคมที่ผ่านมารวมทุกรุ่นอยู่ที่จำนวน 2,513 คัน ลดลงจากเดือนกันยายนประมาณ 16% โดยแบ่งเป็นมาสด้า2 จำนวน 1,367 คัน มาสด้า3 จำนวน 114 และบีที-50 จำนวน 72 คัน แต่ทั้งนี้แล้ว ก็ยังคงมีสัญญาณบวกที่ดี เนื่องจากรถอเนกประสงค์เอสยูวีของมาสด้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น หลังจากที่มีการปรับโฉมและปรับกลยุทธ์ด้านราคา ส่งผลให้ มาสด้า CX-5 เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 222% ด้วยยอดขาย 148 คัน และ มาสด้า CX-8 ก็มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 106% ด้วยจำนวน 72 คัน ในขณะที่มาสด้า CX-30 มีจำนวน 393 คัน และมาสด้า CX-3 มีจำนวนทั้งสิ้น 347 คัน ซึ่งจากตัวเลขเหล่านี้ ส่งผลให้รถอเนกประสงค์เอสยูวีของมาสด้า มียอดขายรวมอยู่ที่ 960 คัน เพิ่มขึ้น 5% จากเดือนกันยายนที่มีตัวเลขรวม 915 คัน ดังนั้นการเปิดตัวทั้ง 2 รุ่น จึงกลายเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดให้ลูกค้าเดินทางมาที่โชว์รูมมากยิ่งขึ้น

สำหรับยอดขายสะสมรถยนต์มาสด้า 10 เดือน ระหว่างเดือนมกราคม – ตุลาคม 2564 มีจำนวน 28,327 คัน ลดลงเล็กน้อยประมาณ 6% ซึ่งปัจจัยหลักยังคงมาจากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้กำลังซื้อชะลอตัวลง โดยรถยนต์นั่งมาสด้ามียอดขายรวมอยู่ที่ 16,636 คัน ลดลง 11% แบ่งเป็น มาสด้า2 จำนวน 14,901 คัน มาสด้า3 จำนวน 1,732 คัน และมาสด้า MX-5 จำนวน 3 คัน ในขณะที่รถอเนกประสงค์เอสยูวีกลับเติบโตเพิ่มขึ้นสวนทางตลาด ด้วยจำนวนรวม 10,659 คัน เพิ่มขึ้น 19% (ปี 2563 มีจำนวน 8,929 คัน) แบ่งเป็นมาสด้า CX-30 จำนวน 5,757 คัน เพิ่มขึ้น 36% มาสด้า CX-3 จำนวน 3,493 คัน เพิ่มขึ้น 104% และอีก 2 รุ่นที่เพิ่งแนะนำสู่ตลาด คือ มาสด้า CX-8 จำนวน 717 คัน และมาสด้า CX-5 จำนวน 692 คัน ส่วนรถปิกอัพมาสด้า บีที-50 มียอดขายรวมอยู่ที่ 1,032 คัน

ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกค้าใหม่สามารถเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าได้ง่ายขึ้น และเพื่อช่วยเหลือลูกค้าในช่วงวิกฤต มาสด้าขอมอบข้อเสนอพิเศษ กับแคมเปญ MAZDA FIGHT TOGETHER คนไทย สู้ไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

  1. ลูกค้าใหม่ที่ต้องการออกรถ รับดอกเบี้ยต่ำสุด 0%1 ฟรีประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance1 นอกจากนี้ ลูกค้าที่จองซื้อภายในงานตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป และออกรถภายในวันที่ 30 พ.ย. 64 รับฟรีของพรีเมี่ยมสุดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า 100 ท่านแรกที่จองซื้อ ALL-NEW MAZDA BT-50 รับฟรีหูฟังไร้สาย JBL TUNE 120TWS มูลค่า 2,190 บาท2 และลูกค้า 400 ท่านแรกที่จองซื้อยนตรกรรมมาสด้ารุ่นอื่นๆ ตามเงื่อนไข รับฟรีของพรีเมี่ยมสุดพิเศษ มูลค่า 690 บาท2 โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 พ.ย. 64 – 14 พ.ย. 64 ที่โชว์รูมมาสด้าที่ร่วมรายการทั่วประเทศ
  2. ลูกค้าที่ต้องการนำรถมาเข้ารับบริการศูนย์บริการมาสด้า พบกับข้อเสนอ อุปกรณ์ตกแต่งแท้ ALL NEW MAZDA BT-50 ราคาพิเศษ เริ่มต้นเพียง 999 บาท3 และเมื่อนำรถทุกรุ่นมาเข้ารับบริการ รับข้อเสนอพิเศษ ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน ทุกสินค้าและบริการ4 และรับฟรีบัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 1,000 บาท5 เมื่อซื้อโปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถ Mazda ADDED PROTECTION ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 64 – 30 พ.ย. 64 นี้เท่านั้น

หมายเหตุ:

1เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

2จองรถในงาน 3,000 บาท และออกรถภายในวันที่ 30 พ.ย. 64 โดยเมื่อจอง ALL-NEW MAZDA BT-50 รับหูฟังไร้สาย JBL TUNE 120TWS มูลค่า 2,190 บาท จำนวนจำกัด 100 ชิ้น และเมื่อจอง NEW MAZDA2, ALL-NEW MAZDA3, NEW MAZDA CX-3, ALL-NEW MAZDA CX-30, NEW MAZDA CX-5 และ NEW MAZDA CX-8 รับของพรีเมี่ยมสุดพิเศษ มูลค่า 690 บาท จำนวนจำกัด 400 ชิ้น เฉพาะโชว์รูมที่ร่วมรายการ

3ราคาพิเศษอุปกรณ์ตกแต่ง ALL-NEW MAZDA BT-50 เฉพาะที่ร่วมรายการ รวมค่าแรงติดตั้ง (ไม่รวม VAT 7%)

4โปรดตรวจสอบประเภทสินค้า บริการ และเงื่อนไขของบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ณ จุดบริการก่อนทำรายการทุกครั้ง

5รับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 1,000 บาท เมื่อซื้อโปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถ (สำหรับลูกค้าที่สมัครโดยตรงที่ศูนย์บริการเท่านั้น) และได้รับการอนุมัติการสมัคร ตั้งแต่ 1 พ.ย. 64 – 30 พ.ย. 64 ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นส่วนลดอื่นหรือเงินสดได้