Home Blog Page 339

7 เหตุผลที่ลูกค้าเลือกใช้ มิตซูบิชิ ไทรทัน

0

มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นปัจจุบันถือเป็นรถกระบะที่ลูกค้าทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกต่างชื่นชอบด้วยหลากหลายเหตุผล นอกจากรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งและทรงพลัง รถกระบะรุ่นนี้ยังได้รับเสียงชื่นชมอย่างยอดเยี่ยมทั้งในด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน สมรรถนะของเครื่องยนต์ การขับขี่ที่คล่องตัว ความทนทาน และความมั่นใจในทุกการใช้งาน คุณสมบัติทั้งหมดเหล่านี้ถูกผสานกันไว้ใน มิตซูบิชิ ไทรทัน รถกระบะที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิด แกร่ง ลุยทุกอุปสรรคและถือเป็นรถกระบะที่มีสมรรถนะสูงที่สุดรุ่นหนึ่งที่ลูกค้าชาวไทยสามารถวางใจเลือกใช้งาน และนี่คือ 7 เหตุผลหลักที่ทำให้ มิตซูบิชิ ไทรทัน สามารถครองใจลูกค้าและควรค่าแก่การเป็นเจ้าของ

  1. โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ทรงพลังทั้งภายในและภายนอก

ความโดดเด่นอันดับแรกของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ได้แก่ การดีไซน์ภายนอกอันทรงพลังด้วยเอกลักษณ์การออกแบบ Advanced ‘Dynamic Shield’ ที่ทันสมัยและทำให้รถกระบะรุ่นนี้มีรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่ง ด้วยขนาดที่เหมาะสม และบุคลิกของรถกระบะระดับพรีเมียมขนานแท้ภายใต้แนวคิด ‘แกร่งดังหินผา’ ที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญและความสามารถด้านวิศวกรรมยานยนต์

ด้านหน้าของ มิตซูบิชิ ไทรทัน โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ Bi-LED พร้อมไฟตัดหมอกที่ถูกติดตั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้น ส่งผลให้ มิตซูบิชิ ไทรทัน มีรูปลักษณ์เข้มสะดุดตา และด้วยระยะความสูงจากพื้นถึง 700 มม. จึงช่วยลดความเสี่ยงที่ไฟหน้าและไฟตัดหมอกจะได้รับความเสียหายจากการขับขี่ฝ่าน้ำท่วมขัง หรือ ถูกหินกระเด็นใส่จากด้านหน้า

ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ ไทรทัน มีดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว ทันสมัย และแข็งแกร่ง ที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากงานดีไซน์ของแผงควบคุมและช่องแอร์ ผู้ขับขี่ยังสัมผัสได้ถึงความประณีต หรูหรา จากวัสดุบุนุ่มระดับพรีเมียมที่มอบผิวสัมผัสที่อ่อนนุ่ม พร้อมการเดินตะเข็บที่พิถีพิถันของคอนโซลกลาง ที่พักแขน และเบรกมือ

  1. ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย

อีกหนึ่งคุณสมบัติของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ขับขี่จำนวนมาก ได้แก่ โครงสร้างห้องโดยสารนิรภัยแบบ RISE (Reinforced Impact Safety Evolution) ที่ได้ผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยจากสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆ จากหลายประเทศทั่วโลก ช่วยปกป้องผู้โดยสารด้วยโครงสร้างที่สามารถดูดซับแรงกระแทกและทนทานต่อการเปลี่ยนรูปทรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยกระดับความปลอดภัยขึ้นไปอีกขั้น มิตซูบิชิ ไทรทัน มาพร้อมระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ครบครันที่สุดในระดับเดียวกัน ประกอบด้วยระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (Forward Collision Mitigation) ทำการตรวจจับรถยนต์และผู้ใช้ทางเท้าข้างหน้า ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา พร้อมระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน (Blind Spot Warning with Lane Change Assist) ช่วยป้องกันการชนรถคันอื่นขณะเปลี่ยนเลนด้วยการแจ้งเตือนผู้ขับขี่ถ้ามีรถอยู่ด้านหลังหรือด้านข้าง ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (Rear Cross Traffic Alert) ตรวจจับว่ามีรถยนต์กีดขวางขณะถอยหลังหรือไม่ และ ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (Ultrasonic Misacceleration Mitigation System) เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุเมื่อเหยียบคันเร่งเมื่อเข้าเกียร์เดินหน้าหรือถอยหลังจากช่องจอดโดยไม่ตั้งใจ อีกหนึ่งระบบความปลอดภัยอันทันสมัย ได้แก่ กล้องมองภาพรอบคัน (Multi Around Monitor) ที่ใช้กล้อง 4 ตัวจับภาพรอบคันพร้อมภาพมุมสูงที่แสดงสิ่งกีดขวางรอบคัน และเซ็นเซอร์กะระยะจอด เพื่ออำนวยความสะดวกในการจอดรถ

  1. พร้อมลุยทุกอุปสรรคด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II

สมรรถนะแกร่งของ มิตซูบิชิ ไทรทัน มาพร้อมกับระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวพร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Active Stability Traction Control) ที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II ส่งผลให้ มิตซูบิชิ ไทรทัน มีสมรรถนะที่เหนือชั้นและพร้อมลุยทุกอุปสรรคด้วย 4 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมด 2H ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อเหมาะกับการขับขี่บนสภาพถนนปกติและช่วยประหยัดน้ำมัน โหมด 4H ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time All Wheel Control เสริมประสิทธิภาพในการควบคุมรถเมื่อต้องใช้ความเร็วบนสภาพเส้นทางที่เปียกลื่น โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง เหมาะสำหรับการขับขี่ฝ่าอุปสรรคเส้นทางขรุขระหรือผิวถนนที่เปียกลื่นโดยยังใช้ความเร็วได้ และ โหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำโดยมีรวมทั้งระบบล็อกเฟืองท้ายอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับระบบล็อกเฟืองท้ายกลางควบคุมการกระจายกำลังขับเคลื่อนไปยังล้อต่างๆ เพื่อการฝ่าลุยอุปสรรคได้อย่างเต็มขั้น และในโหมด 4LLc นี้ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบออฟโรด 4 รูปแบบ ได้แก่ Gravel, Mud/Snow, Sand และ Rock 

  1. ตอบสนองทุกการขับขี่

มิตซูบิชิ ไทรทัน มีสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นด้วยเครื่องยนต์ ไมเวค คลีนดีเซล 2.4 ลิตร แรงบิดสูงสุดที่ 430 นิวตันเมตร 181 แรงม้า ให้พละกำลังดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถกระบะในระดับเดียวกัน มาพร้อมกับระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม พร้อมด้วยความประหยัดและความทนทาน  มิตซูบิชิ  ไทรทัน สามารถตอบสนองอัตราการเร่งแซงได้อย่างรวดเร็ว พร้อมความนุ่มนวลขณะขับขี่และยังรองรับน้ำมันไบโอดีเซล บี 20 อีกด้วย

  1. มั่นใจทุกการขับขี่

รถยนต์ทุกรุ่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มาพร้อมกับความมั่นใจทั้งในด้านคุณภาพ และค่าใช้จ่ายด้านบริการหลังการขายที่เหมาะสมภายใต้สโลแกน ‘เราดูแล คุณแค่ขับ’ ที่พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าด้วยผู้จำหน่ายทั่วประเทศกว่า 240 แห่ง ด้วยการให้บริการที่ได้มาตรฐาน คุณภาพอะไหล่แท้ ที่พร้อมให้บริการด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและผ่านการฝึกอบรม ตลอดจนความสะดวกสบายในการเข้ารับบริการด้วยเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ

พร้อมกันนี้ลูกค้ายังจะได้รับแพ็คเกจบริการหลังการขาย มิตซูบิชิ เซอร์วิส แพ็กเกจประกอบด้วย ฟรีค่าบริการเช็คระยะ 5 ปี และฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี โดยบริษัทฯ พร้อมยกระดับมาตรฐานการให้บริการหลังการขายเพิ่มขึ้นด้วยการมอบการรับประกัน 5 ปี และฟรีค่าแรงอีก 5 ปี ให้เป็นการรับประกันมาตรฐาน หรือ มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยออฟชั่นพิเศษ โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพ (Warranty Plus) นานสูงสุดรวม 7 ปี เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้นด้วยค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ไม่แพง และราคาขายต่อที่เหมาะสม 

  1. 6. รางวัลการันตีความสำเร็จ

มิตซูบิชิ ไทรทัน สามารถคว้ารางวัล รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อ เครื่องยนต์ดีเซลต่ำกว่า 2,500 ซีซี ยอดเยี่ยม และยังคงครองตำแหน่งรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อที่ได้รับรางวัลดังกล่าวมากที่สุดในเซกเมนต์จากการประกวดรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีที่จัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเจ็ดรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี 2564 ที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้รับในปี 2564 นี้ ซึ่งครอบคลุมรถยนต์ทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นนำเสนอรถยนต์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าชาวไทย ทั้งในด้านสมรรถนะ ความปลอดภัย และคุณภาพ

  1. ร่วมกันช่วยเหลือสังคมของพวกเรา

ลูกค้าสามารถเลือกซื้อรถกระบะที่มีโดดเด่นทั้งในด้านความแข็งแกร่ง สมรรถนะ และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย พร้อมมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม เนื่องในโอกาสฉลองการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยครบ 60 ปี ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ลูกค้าทุกท่านสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของเราในแบบที่ยั่งยืน ด้วยการซื้อ มิตซูบิชิ ไทรทัน ‘สเปเชียล เอดิชั่น’ ‘รักกิจ เอดิชั่น’ และ ‘แพชชั่น เรด เอดิชั่น’ โดยบริษัทฯ จะบริจาคเงินจำนวน 2,000 บาทต่อคัน และมอบให้แก่องค์กรการกุศล 3 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ, มูลนิธิรามาธิบดีฯ และมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถขอรับข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายเพื่อทดลองขับ มิตซูบิชิ ไทรทัน ได้ที่โชว์รูม มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ และสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ เปิดมิติใหม่ตลาดเอสยูวีกับขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมยกระดับมาตรฐานใหม่ยนตรกรรมเอสยูวีไทยอีกครั้ง เปิดตัว ฮอนด้า เอชอาร์-วี เจเนอเรชันที่ 2 ภายใต้ชื่อ “ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่” เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย สู่อีกขั้นแห่งยนตรกรรมที่ลงตัวที่สุดในปัจจุบัน ครั้งแรกกับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ที่มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ทั้งไลน์อัป ดีไซน์ภายนอกสปอร์ตพรีเมียมโดดเด่นในทุกมุมมอง ยกระดับความสปอร์ตอีกขั้นกับรุ่น RS ที่เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย มาพร้อมดีไซน์เอกซ์คลูซีฟรอบคัน พร้อมมอบพลังที่สมบูรณ์แบบของวันนี้เพื่อขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้าในทุกเส้นทาง ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร และประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 25.6 กม./ลิตร มาพร้อมสวิตช์ที่เลือกโหมดการขับขี่ได้ถึง 3 โหมด ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย ตอบโจทย์ทุกการใช้งานกับเบาะนั่งด้านหลังแบบอเนกประสงค์ที่ปรับพับได้หลากหลายรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ ฝากระโปรงท้ายไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี พร้อมระบบปิดอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Hands-free Power Tailgate with Walk Away Close) อีกทั้งเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่อันล้ำสมัย อาทิ ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control: HDC) ระบบเบรกมือไฟฟ้าและระบบ Auto Brake Hold  มั่นใจในทุกเส้นทางด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง** ด้วยราคาประมาณการเริ่มต้นต่ำกว่า 990,000 บาท พร้อมเปิดให้ลูกค้าลงทะเบียนจองสิทธิ์ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. – วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 เวลา 19.00 น.** พร้อมรับฟรี ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Utility Package โดยจะประกาศราคาและเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2564

นายโนริยุกิ ทาคาคุระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า เอชอาร์-วี ถือเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญที่ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าทั่วโลก เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2557 ซึ่งถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับตลาดรถยนต์ในประเทศไทย โดยเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่เข้ามาเปิดเซกเมนต์เอสยูวีขนาดกลาง และเติมเต็มความต้องการของลูกค้าในกลุ่มรถเอสยูวีให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ฮอนด้า เอชอาร์-วี เป็นหนึ่งในผู้นำตลาดเอสยูวีที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเซกเมนต์นี้ ด้วยยอดขายสะสมรวมกว่า 100,000 คัน”

“จากความสำเร็จดังกล่าว ประเทศไทยจึงเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียที่จะได้เปิดตัว ฮอนด้า เอชอาร์-วี เจเนอเรชันที่ 2 ภายใต้ชื่อ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ และยังเป็นประเทศแรก
ในโลกที่ได้เปิดตัวรุ่น
RS ที่มาพร้อมดีไซน์สุดเอกซ์คลูซีฟ โดยนับเป็นก้าวสำคัญที่ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ จะมาสร้างปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นอีกครั้ง ด้วยการผสานทั้งระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง ในทุกรุ่นย่อย พร้อมเป็นยนตรกรรมเอสยูวีสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

พลังจากดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมอันโดดเด่น สร้างตัวตนที่แตกต่าง

ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมที่สะท้อนตัวตนสไตล์เอสยูวีได้อย่างชัดเจน
โดดเด่นด้วยตัวถังที่ปราดเปรียวในสไตล์สปอร์ตคูเป้ ดึงดูดทุกสายตาด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่สีเดียวกับตัวรถ (รุ่น e:HEV EL) และกระจังหน้าสีดำเงา (รุ่น e:HEV E) ที่เชื่อมต่อกับไฟหน้าและไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED (รุ่น e:HEV EL และรุ่น e:HEV RS) กันชนหน้าและหลังดีไซน์ใหม่ พร้อมด้วยไฟท้ายแบบ LED Light Strip ที่เชื่อมต่อกับไฟเบรกเป็นเส้นแนวยาว อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น อีกทั้งสปอยเลอร์หลังแบบสปอร์ต เสาอากาศครีบฉลาม และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 17 นิ้ว (รุ่น e:HEV E และรุ่น e:HEV EL) สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นยนตรกรรมไฮบริดด้วยโลโก้ H Mark ตกแต่งกรอบสีฟ้า และสัญลักษณ์ e:HEV ที่ด้านท้าย

ครั้งแรกในโลกกับการเปิดตัวรุ่น RS ที่ประเทศไทย ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมไปอีกขั้น ด้วยดีไซน์สปอร์ตเอกซ์คลูซีฟ ตกแต่งพิเศษรอบคัน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าโครเมียมแบบสปอร์ต พร้อมสัญลักษณ์ RS สัญลักษณ์ AMP UP บนกันชนหน้าด้านล่าง กันชนหน้า-หลัง พร้อมชายกันกระแทกด้านข้างสีดำแบบสปอร์ตตกแต่งด้วยโครเมียม ไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบ LED Sequential ไฟท้ายแบบ LED Light Strip สี Smoke ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว เผยมุมมองใหม่ด้วยหลังคากระจกแบบพาโนรามา (Panoramic Glass Roof) พิเศษยิ่งขึ้นกับสีภายนอกสีแดงอิกไนต์ ที่มาพร้อมหลังคาสีดำสไตล์ทูโทน สะท้อนความสปอร์ตไปอีกขั้น ภายใน
ห้องโดยสารมาพร้อมเบาะหนังสีดำตกแต่งด้วยด้ายสีแดงแบบสปอร์ต แป้นเบรกและแป้นคันเร่งสไตล์สปอร์ต พวงมาลัยสีดำตกแต่งด้วยด้ายสีแดง และแผ่นกั้นห้องสัมภาระท้าย

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง มอบความสะดวกสบายในทุกที่นั่งและทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่ ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม* คงอรรถประโยชน์สไตล์เอสยูวีไว้ได้อย่างดีเยี่ยม โดดเด่นด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติ (Automatic Air Conditioning) ที่มาพร้อมระบบ Air Diffusion System โดยช่องปรับอากาศดีไซน์ใหม่ สามารถมอบทิศทางลมที่หมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ กระจายลมได้อย่างเหมาะสมทั่วถึงทั้งห้องโดยสารพร้อมด้วยช่องปรับอากาศตอนหลัง (รุ่น e:HEV EL และรุ่น e:HEV RS) โดยทุกรุ่นมาพร้อมเบาะหนังดีไซน์ใหม่สีดำ และเบาะนั่งด้านหลังแบบอเนกประสงค์แยกพับแบบ 60:40 ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ 3 รูปแบบ พร้อมห้องสัมภาระท้ายขนาดใหญ่ ได้แก่

  • Utility Mode: เบาะด้านหลังทั้ง 2 ด้านปรับพับเรียบ เพิ่มพื้นที่เก็บของด้านหลัง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของฮอนด้า ที่เบาะผู้โดยสารด้านหลังสามารถพับลงแนวราบได้เรียบ ช่วยเพิ่มพื้นที่สัมภาระด้านท้าย
  • Long Mode: เบาะด้านหน้าและด้านหลังปรับพับ เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว
  • Tall Mode: เอกลักษณ์ความอเนกประสงค์ที่โดดเด่นของ ฮอนด้า ที่สามารถพับเบาะด้านหลังขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวสูง ซึ่งมีเพียง ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ รุ่นเดียวในเซกเมนต์ที่สามารถพับเบาะในโหมดนี้ได้

พร้อมตอบโจทย์สมาร์ตไลฟ์สไตล์ ด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกล้ำสมัยและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน* อาทิ ใหม่ ฝากระโปรงท้ายไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี พร้อมระบบปิดอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Hands-free Power Tailgate with Walk Away Close) ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว
แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlayและ Android Auto
และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto  มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) ลำโพงสูงสุดจำนวน 8 ตำแหน่ง ไฟอ่านหนังสือด้านหลังแบบ LED เปิด-ปิดแบบสัมผัส เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ช่องเชื่อมต่อ USB จำนวน 4 ช่อง  พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง ปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ และปุ่มควบคุมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING และ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) เทคโนโลยีเชื่อมต่อรถยนต์ที่ทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน

พลังความท้าทายที่ไร้ขีดจำกัด ที่ขับเคลื่อนชีวิตของคุณไปข้างหน้า

อีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญ ฮอนด้า เอชอาร์วี อี:เอชอีวี ใหม่ ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ได้แก่ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า (Motor Generator) และมอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ (Motor Drive) กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และชุดหน่วยควบคุมอัจฉริยะ (Intelligent Power Unit – IPU) ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ซึ่งมีน้ำหนักเบาและขนาดกะทัดรัด สามารถเก็บประจุไฟและช่วยให้การชาร์จไฟเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งสามารถชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่โดยอัตโนมัติในขณะขับขี่ โดยมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 2 ตัว มอบกำลังสูงสุดทั้งระบบได้ถึง 131 แรงม้า ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร ที่ 0-3,500 รอบ/นาที ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 25.6 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 94 กรัม/กิโลเมตร โดยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด เหมาะสมกับการขับขี่ในทุกสถานการณ์ โดยมีทั้งหมด 3 โหมด ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode)

นอกจากนี้ ทุกรุ่นย่อยยังมาพร้อมกับสวิตช์ฟังก์ชัน Drive Mode ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้อย่างง่ายดายตามความต้องการ ซึ่งมีให้เลือก 3 โหมด ได้แก่

  • ECON Mode: โหมดการขับขี่แบบประหยัด พร้อมปรับการทำงานของเครื่องยนต์ให้สัมพันธ์กับการ
    ขับขี่เพื่ออัตราการประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น ตามรูปแบบการขับขี่
  • Normal Mode: โหมดการขับขี่แบบปกติ สำหรับการขับขี่ใช้งานโดยทั่วไป
  • Sport Mode: โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต ที่ช่วยปรับการทำงานของเครื่องยนต์ให้พร้อมตอบสนอง
    การเร่งได้ดียิ่งขึ้น เพื่อการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ

พลังที่พร้อมพาคุณก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยและเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่อันล้ำสมัย

ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ที่ทำงานผ่านกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า ช่วยตรวจจับรถยนต์และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลักๆ ดังนี้

  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

พร้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอันล้ำสมัยและเทคโนโลยีด้านการขับขี่ที่ครบครัน* อาทิ ครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในประเทศไทยกับระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control: HDC) ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า พร้อมเตือนผู้โดยสารด้านหลัง (Front and Rear Passenger Seat Belt Reminder) ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder) เป็นต้น

ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่

  • รุ่น e:HEV RS ราคาประมาณการต่ำกว่า   1,200,000 บาท
  • รุ่น e:HEV EL ราคาประมาณการต่ำกว่า   1,100,000 บาท
  • รุ่น e:HEV E     ราคาประมาณการต่ำกว่า  990,000 บาท

สีภายนอก มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) ที่มาพร้อมหลังคาสีดำสไตล์ทูโทน (เฉพาะรุ่น e:HEV RS) พร้อมด้วย สีใหม่ สีขาวพรีเมียมซันไลท์ (มุก) และสีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) รวมทั้งสีขาวแพลทินัม (มุก) และสีดำคริสตัล (มุก) ในทุกรุ่นย่อย

เสริมความมั่นใจในการขับขี่ยนตรกรรมระดับพรีเมียม โดย ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ มาพร้อม
การรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง** พร้อมบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐานจากโชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้า 229 แห่งทั่วประเทศ

เตรียมพบกับการประกาศราคาและเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 นี้ ผ่านทาง LIVE ถ่ายทอดสดออนไลน์ทาง Facebook Fanpage และ YouTube Channel: Honda Thailand ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป พร้อมทั้งเตรียมสัมผัสกับ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ได้ที่บูทฮอนด้า (A14) ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 (Motor Expo 2021) ตั้งแต่วันที่ 2 – 12 ธันวาคม 2564 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/hrvehev

ALL NEW MG5 สปอร์ตคูเป้ซีดาน น้องใหม่ จากเอ็มจี คว้าสุดยอดรางวัลการออกแบบ “Good Design Award 2021”จากประเทศญี่ปุ่น

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยความแรงอย่างต่อเนื่องของ ALL NEW MG5 ที่นอกจากยอดขายขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของกลุ่ม B-segment ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน หลังบุกตลาดอย่างเป็นทางการ ด้วยการสร้างจุดขายดึงดูดคนรุ่นใหม่ ล่าสุด ALL NEW MG5 รถยนต์สปอร์ตคูเป้ซีดานน้องใหม่ของเอ็มจี ได้รับอีกหนึ่งรางวัลที่การันตีความโดดเด่นด้านงานดีไซน์ที่สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะตัวของรถยนต์รุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี โดยสามารถคว้าสุดยอดรางวัล Good Design Award 2021 ในสาขา “Compact Sport Cars” ซึ่งเป็นรางวัลที่รู้จักในวงกว้างกับสัญลักษณ์ “G-Mark” เพราะเป็น 1 ใน 4 รางวัลด้านการออกแบบอุตสาหกรรมชั้นนำที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก โดยสถาบันส่งเสริมการออกแบบแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Institute of Design Promotion – JDP) ที่ไม่ได้วัดผลแค่ในกรอบของงานดีไซน์ แต่ลงลึกในด้านการใช้งาน และนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกด้วย

เอ็มจี แนะนำ ALL NEW MG5 สู่ตลาดเมืองไทยด้วยแนวคิด “BEYOND”  เพราะต้องการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งชื่นชอบรถยนต์นั่งสไตล์สปอร์ตที่โดดเด่นและแตกต่างสะดุดตาเป็นการสร้างความเหนือชั้นกว่าให้กับรถยนต์ในกลุ่ม B-segment รวมไปถึงกลุ่ม Eco-Car ของไทยห้ก้าวข้ามกรอบเดิมๆ โดยมาพร้อมการออกแบบที่โฉบเฉี่ยวและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สมรรถนะที่รองรับการใช้งาน สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย รวมถึงระบบความปลอดภัยที่คิดมาเพื่อความห่วงใยต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสารอย่างแท้จริง

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า
ALL NEW MG5 ถือเป็นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากรุ่นหนึ่งของเอ็มจี โดยหลังจากการเปิดตัวเพียง
3 เดือน เรามียอดจองจากโชว์รูมของเอ็มจีกว่า 7,300 คัน ซึ่งในจำนวนนี้ ได้ส่งมอบถึงมือลูกค้าไปแล้วกว่า 3,400 คัน ซึ่งทำให้ ALL NEW MG5 ขึ้นเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มรถยนต์ขนาดเล็ก หรือ B-segment ภายในเวลาเพียงแค่ 2 เดือนหลังจากการเปิดตัว และในตอนนี้ทางบริษัทกำลังเร่งการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าโดยเร็วที่สุด สำหรับรางวัล Good Design Award 2021 จากประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นสุดยอดรางวัลที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างในวงการการออกแบบอุตสาหกรรมของโลก ที่ดูภาพรวมทั้งเรื่องการออกแบบการใช้งาน และนวัตกรรมต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จ และภาพที่ชัดเจนจากแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์บนเวทีระดับโลกที่เอ็มจียึดมั่นเสมอมา ภายใต้ 3 แกนหลัก ได้แก่ เทคโนโลยี (Technology) ความทันสมัย (Fashion) และความคุ้มค่า (Value) ที่ถ่ายทอดเจตนารมณ์การออกแบบรถที่สามารถเทียบชั้นกับรถยนต์ในระดับโลก สู่การเป็นสุดยอดยนตรกรรมที่พร้อมตอบโจทย์ให้กับผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี ”

ทั้งนี้นอกเหนือจาก ALL NEW MG5 ที่ได้รับรางวัลการออกแบบดีเด่น Good Design Award 2021 แล้ว  ผลิตภัณฑ์ภายใต้บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SAIC Motor) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเอ็มจี ในประเทศจีน ยังเคยคว้ารางวัลนี้มาก่อน จากแบรนด์รถยนต์ชั้นนำในเครือ ไม่ว่าจะเป็น แบรนด์รถยนต์ที่ล้ำสมัยอย่าง Roewe ที่นอกจากจะได้รับรางวัลดังกล่าว ยังได้รับรางวัลการออกแบบระดับโลกที่ทัดเทียมกับ Good Design Award อย่างรางวัล IF Design Award จากประเทศเยอรมนี ในรุ่น Roewe Marvel X ในปี ค.ศ. 2019 และ Roewe RX5 / Roewe eRX5 SUV ในปี ค.ศ. 2017

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand

ยอดการส่งมอบรถยนต์ปอร์เช่ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นถึง 13 เปอร์เซ็นต์

0

บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตสัญชาติเยอรมนี ทำลายสถิติยอดการส่งมอบรถยนต์ใหม่ทั่วโลก ในช่วง 3 ไตรมาสแรกระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน ปี  2021 ด้วยตัวเลข 217,198 คัน หรือคิดเป็นอัตราส่วนการเติบโตที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 13 เปอร์เซ็นต์  ยอดการส่งมอบรถยนต์ใหม่ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค ซึ่งส่งผลให้ประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถสร้างสถิติยอดการส่งมอบรถยนต์ใหม่ได้เพิ่มขึ้นในฐานะตลาดรถยนต์ปอร์เช่ที่มีอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่ง

Detlev von Platen สมาชิกคณะกรรมการบริหาร ผู้กำกับดูแลส่วนงานขาย และการตลาด ของ Porsche AG กล่าวว่า “ความต้องการยนตรกรรมสปอร์ตของเราสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้ง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ด้วยรถยนต์ปอร์เช่หลากหลายรุ่น ในระหว่างระยะเวลา 9 เดือนแรกของปี 2021 เรามียอดคำสั่งซื้อรถยนต์ล่วงหน้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เรามีความคาดหวังไปทิศทางที่ดี นอกจากนี้ยังมีส่วนสนับสนุนต่างๆ ที่ช่วยให้เรามุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายของปีได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่ายังคงไม่สิ้นสุด เรากำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ semiconductors เหตุผลดังกล่าวทำให้เรายังต้องจับตามองกระบวนการพัฒนาต่างๆ ในปัจจุบันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะสามารถปรับตัวได้ทันที แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน”

ปอร์เช่ คาเยนน์ (Porsche Cayenne) ยังคงเป็นรถสปอร์ตอเนกประสงค์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของแบรนด์ปอร์เช่ โดยมียอดการส่งมอบสูงถึง 62,451 คัน ตามติดด้วยปอร์เช่ มาคันน์ (Porsche Macan) มียอดการส่งมอบรวม 61,944 คัน หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์

ด้านรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) สามารถรักษาระดับความนิยมเอาไว้ได้เช่นเดิม ด้วยยอดการส่งมอบสูงถึง 28,640 คัน หลังจากเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในตลาดโลกมาเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยสามารถสร้างผลงานได้เทียบเท่ากับยนตรกรรมสปอร์ต ปอร์เช่ 911 (Porsche 911) ซึ่งมียอดการส่งมอบ 3 ไตรมาสแรกรวม 27,972 คัน หรือคิดเป็นอัตราส่วนการเติบโตเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของปอร์เช่ 718 บ็อกซเตอร์ (Porsche 718 Boxster) และ 718 เคย์แมน (718 Cayman) ได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้ารวม 15,916 คัน คิดเป็นอัตราส่วนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ปิดท้ายด้วยยอดการส่งมอบของปอร์เช่ พานาเมร่า (Porsche Panamera) ซึ่งมียอดการส่งมอบรวมกว่า 20,275 คัน คิดเป็นอัตราส่วนการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 1 เปอร์เซ็นต์ ถือว่ายังคงใกล้เคียงกับยอดการส่งมอบของปีก่อนหน้า

ความต้องการปรับตัวสูงขึ้นในทุกภูมิภาค

ภูมิภาค เอเชีย-แปซิฟิค แอฟริกา และตะวันออกกลาง มียอดการส่งมอบรถยนต์ใหม่ จำนวน 97,841 คัน ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 12 เปอร์เซ็นต์ สำหรับประเทศที่อยู่ภายใต้การดูแลของปอร์เช่ เอเชีย แปซิฟิค (Porsche Asia-Pacific) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 59 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า และรถสปอร์ตขุมพลังไฮบริดของปอร์เช่ มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 53 เปอร์เซ็นต์ในทุกภูมิภาคทั่วโลก นับเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ยอดจำหน่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ตอบสนองต่อทิศทางการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ Porsche’s global strategic ซึ่งมีเป้าหมายให้รถสปอร์ตไฟฟ้ามีตัวเลขสัดส่วน 50 เปอร์เซ็นต์ของยอดจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่ทั้งหมดภายในปี 2025

ตลาดรถยนต์ปอร์เช่ที่เติบโตสูงสุดยังคงเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มียอดจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อยู่ที่ 51,615 คัน ตลอดระยะเวลา 9 เดือนแรกของปี 2021 คิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า สถานะอันแข็งแกร่งในตลาดอเมริกาเหนือนั้น สะท้อนให้เห็นภาพในทิศทางเดียวกันกับผลสำรวจความพึงพอใจล่าสุดของสถาบัน J.D. Power APEAL study โดยลูกค้ายังคงให้การยอมรับว่าปอร์เช่ เป็นแบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมียมที่สร้างความประทับใจสูงสุดในการขับขี่

ในทวีปอเมริกา ปอร์เช่มียอดการส่งมอบรถยนต์ใหม่รวม 63,025 คัน คิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 29 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับ 3 ไตรมาสแรกของปีก่อนหน้า สำหรับตลาดรถยนต์ปอร์เช่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดยังคงเป็นประเทศจีนเช่นเคย ด้วยยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่รวมกว่า 69,789 คัน หรือคิดเป็นอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ ถัดมาที่ทวีปยุโรป ยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่ ยังคงสามารถสร้างความประทับใจ และได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่อง พิสูจน์ได้จากยอดการส่งมอบรถยนต์ใหม่รวม 56,332 คัน หรือคิดเป็นอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้น 2 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า  สำหรับในประเทศเยอรมนี ความต้องการรถยนต์ปอร์เช่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 9 เปอร์เซ็นต์  รวมถึงในระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน ปี 2021 มียอดส่งมอบรถยนต์ใหม่รวม 19,099 คัน

Porsche AG                                                   ตัวเลขยอดส่งมอบรถยนต์ใหม่เดือน มกราคม กันยายน
ปี 2020ปี 2021อัตราการเติบโต
ทั่วโลก191,547217,198+13%
ทวีปยุโรป55,48356,332+2%
ประเทศเยอรมนี17,46219,099+9%
ทวีปอเมริกา49,03463,025+29%
ประเทศสหรัฐอเมริกา39,73451,615+30%
เอเชียแปซิฟิค แอฟริกา และตะวันออกกลาง87,03097,841+12%
ประเทศจีน62,82369,789+11%

 

*ปอร์เช่ เอเชีย แปซิฟิค (Porsche Asia-Pacifi) รับบทบาทในการประสานงานครอบคลุม 13 ประเทศในภูมิภาค ประกอบด้วย: บรูไน, กัมพูชา, เฟรนช์ พอลินีเซีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, มองโกเลีย, นิว คาลิโดเนีย, นิวซีแลนด์, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ศรีลังกา, ไทย และเวียดนาม

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เปิดตัวจุดรวมพลของคนมีสไตล์แห่งใหม่!

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย สานต่อความสำเร็จของ Pure & Crafted Festival ในกรุงเบอร์ลิน พร้อมเนรมิตพื้นที่แห่งความสนุกให้คนไทยได้สัมผัสใน “Pure & Crafted Space Bangkok” เอาใจทั้งสายนักบิด สายคาเฟ่ และผู้ที่ต้องการประสบการณ์ไลฟ์สไตล์แบบไม่ซ้ำใคร พร้อมเอาใจคนรักมอเตอร์ไซค์สาย Heritage ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 – 31 มกราคม 2565 ณ Warehouse 30 ซอยเจริญกรุง 30

ตลอดระยะเวลาสามเดือน บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ได้เตรียมกิจกรรมพิเศษไว้มากมาย โดยในเดือนพฤศจิกายนนี้มาในคอนเซ็ปต์ American Tourer ทั้งเวิร์กช้อป อาหารสไตล์อเมริกัน พร้อมไฮไลต์กับมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental และบีเอ็มดับเบิลยู R 18 B ให้ทุกคนได้สัมผัสเป็นที่แรกหลังจากเปิดตัวไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ สำหรับเดือนธันวาคมจะมาในแนว Custom Bike โดยมีรถคัสตอมจากคลับต่าง ๆ มาร่วมแสดง พร้อมไฮไลต์มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู R 18 ที่ได้รับการแต่งเป็นพิเศษโดย Smiths Vintage Club นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมคัสตอมสนุก ๆ และตลาดนัดแนวคราฟต์อีกด้วย ปิดท้ายในเดือนมกราคม 2565 ด้วยคอนเซ็ปต์ FLASHBACK 90’s กับการย้อนเวลากลับไปในยุค 90’s ที่ต้องคอยติดตามว่าจะมีเซอร์ไพรส์อะไรมาให้ได้สนุกกัน

ภายในงาน “Pure & Crafted Space Bangkok” ยังมีพาร์ทเนอร์มาร่วมสร้างสีสันในสไตล์ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั้ง Marshalls ที่จะมาร่วมมอบเสียงดนตรีในโซนดนตรี พร้อมมุมดนตรีและร้านแผ่นเสียงหายาก

Pronto กับแฟชั่นสุดชิค Smiths Vintage Club ที่จัดเต็มทั้งความเก๋าในด้านสินค้าคัสตอม รถรุ่นหายากมาให้ได้ชมอย่างใกล้ชิด รวมถึงหมวกกันน็อคสุดเก๋จาก Ruby Helmets และสินค้าไลฟ์สไตล์อีกมากมาย

ผู้ที่สนใจสามารถมาเยี่ยมชม “Pure & Crafted Space Bangkok” ได้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 – 31 มกราคม 2565 เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ (วันอังคารและวันพุธ เวลา 11.00-19.00 น. วันพฤหัสบดี – วันอาทิตย์ เวลา 11.00-20.00 น.) ณ Warehouse 30 ซอยเจริญกรุง 30 และสามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ได้ทาง Facebook fanpage BMW Motorrad Thailand

มาสด้าผนึกกำลังทุบตลาดรถอเนกประสงค์ ส่ง MAZDA FAMILY SUV เสริมทัพรับเปิดประเทศ

0

มาสด้ากดปุ่มสตาร์ทตลาดรถยนต์ไทยผนึกกำลัง 2 รถอเนกประสงค์เอสยูวีลุยตลาดสองเดือนสุดท้าย ยกทัพ MAZDA FAMILY SUV ให้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อทุกความสุขของสมาชิกในครอบครัวกับมาสด้า CX-5 พลังแห่งความสุขที่เร้าใจทุกเส้นทาง ครอสโอเวอร์ที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟที่ใส่มาจนล้นคัน เปิดราคาเริ่มต้นเพียง 1.3 ล้าน และมาสด้า CX-8 ให้ทุกช่วงเวลามีค่าไม่สิ้นสุด กับรถอเนกประสงค์แบบที่นั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง และเพิ่มรุ่น Exclusive เบนซิน 6 ที่นั่ง ครอสโอเวอร์เอสยูวีสุดหรู เทคโนโลยีจัดเต็ม สุดคุ้มค่ากับราคา 1.4 ล้าน ประกาศเปิดแนวรุกธุรกิจมุ่งสู่การเติบโตเต็มรูปแบบ เตรียมส่งอีกหลายรุ่นทั้งเอสยูวีและรถยนต์นั่งลุยตลาด เสริมแกร่งทั้งด้านการขาย การบริการ และอัดโปรโมชั่นรับกำลังซื้อ คาดครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 5%

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า วันนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น อันเนื่องจากปัจจัยบวกหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลายล็อกดาวน์ ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีน จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง การประกาศเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ระบบมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ที่กำลังปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ ที่สำคัญปลายปีถือเป็นช่วงไฮท์ซีซั่น ประชาชนจะออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น รวมถึงแรงหนุนจากมาตรการของภาครัฐที่เข้ามาช่วยส่งเสริมด้านการใช้จ่ายให้คึกคัก และส่งเสริมการท่องเที่ยว อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรถยนต์อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ซึ่งคาดว่าภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์อยู่ที่ประมาณ 720,000 – 750,000 คัน แม้ว่าจะเป็นตัวเลขต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปี แต่เชื่อว่าตลาดรถยนต์ไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ผนวกกับบรรยากาศและกำลังซื้อของผู้บริโภคกำลังกลับมาด้วยเช่นกัน

สำหรับมาสด้า ในช่วงที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่ต้องปรับโหมดการบริหารจัดการ ทั้งเรื่องของการจัดการภายในองค์กรและปรับกลยุทธ์เพื่อผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ที่ต้องอาศัยความยืดหยุ่นและการจัดการที่รวดเร็วให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกการสื่อสาร โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัล หรือ Digital Transformation ที่สำคัญคือมาตรการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในวงกว้าง ผลจากการปรับตัวอย่างรวดเร็วในครั้งนี้ ส่งผลทำให้มาสด้าสามารถสร้างธุรกิจให้เดินหน้าสู่การเติบโตต่อไป และดำเนินกิจกรรมตามแผนงานที่วางไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปี และคาดว่าจะสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากกว่า 5% หรือใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาที่ 38,000 คัน ภายในสิ้นปีนี้

สำหรับผลประกอบการของมาสด้าที่ผ่านมาระหว่างเดือนมกราคม – ตุลาคม 2564 มียอดขายสะสมรวมทั้งสิ้น 28,327 คัน ลดลงเล็กน้อยประมาณ 6% (จากปี 2563 จำนวน 29,979 คัน) แบ่งออกเป็นรถยนต์นั่ง 16,636 คัน ลดลง 11% ได้แก่ มาสด้า2 จำนวน 14,901 คัน มาสด้า3 จำนวน 1,732 คัน มาสด้า MX-5 จำนวน 3 คัน ในขณะที่ยอดขายรถอเนกประสงค์เอสยูวียังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 10,659 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 19% แบ่งออกเป็น มาสด้า CX-30 จำนวน 5,757 คัน มาสด้า CX-3 จำนวน 3,493 คัน มาสด้า CX-8 จำนวน 717 คัน และมาสด้า CX-5 จำนวน 692 คัน ส่วนปิกอัพมาสด้า บีที-50 เริ่มกลับมาได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตทางการเกษตรเริ่มเก็บเกี่ยว โดยมียอดขายรวม 1,032 คัน

นอกจากนี้ นายธีร์ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินธุรกิจมาสด้าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีว่า “นับตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมา มาสด้าได้แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ลงตลาดในกลุ่มรถอเนกประสงค์ เพื่อกระตุ้นตลาดและสร้างความสดใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มรถอเนกประสงค์เอสยูวีที่รวมถึง MAZDA FAMILY SUV อันเป็นโมเดลหลักสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคหันมานิยมรถประเภทนี้มากขึ้น และกำลังเป็นเซ็กเมนต์ที่มีการเติบโต เพราะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ทั้งนี้ยังกระตุ้นยอดขายด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายที่โชว์รูม ศูนย์การค้า และแหล่งชุมชน เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย”

“นอกจากโหมกิจกรรมด้านการขายแล้ว มาสด้ายังได้ยกระดับการบริการหลังการขายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อส่งมอบบริการที่ประทับใจและสร้างความผูกพันให้กับลูกค้าปัจจุบัน และสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถเข้ารับบริการหลังการขายที่ศูนย์บริการมาตรฐาน ด้วยโปรแกรมให้การช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งส่วนลดค่าแรง ค่าอะไหล่ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการที่ได้มาตรฐานและไร้กังวลกับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น และได้เตรียมแผนเปิดตัวธุรกิจรูปแบบใหม่เพื่อกระตุ้นตลาดในเร็วๆ นี้” นายธีร์ กล่าว

ทั้งนี้ มาสด้ายังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ยนตรกรรมให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อส่งมอบความสุข ความสนุกสนานในการขับขี่ให้กับลูกค้าอย่างเต็มความสามารถ และให้คำมั่นสัญญาว่าจะมุ่งมั่นสร้างสรรค์ยนตรกรรมเพื่ออนาคตอันสดใส ผ่านประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ เพื่อโลกที่ยังคงความสวยงาม เพื่อสังคมในอุดมคติ และเพื่อผู้คน เพื่อก้าวไปสู่จุดหมายที่ทำให้มาสด้ากลายเป็นแบรนด์หนึ่งเดียวที่ลูกค้าให้ความรู้สึกรักและผูกพันอย่างเหนียวแน่น และสามารถส่งมอบความสมบูรณ์แบบให้กับลูกค้าทุกคนได้อย่างแท้จริง

เอ็มจี เดินหน้าหนุนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ร่วมหยุดยั้งวิกฤตโลกร้อน

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ในฐานะผู้บุกเบิกรถยนต์พลังงานทางเลือก (NEV) ในประเทศไทยอย่างจริงจัง ร่วมผลักดันประเทศไทยเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ตามแนวทางของรัฐที่มุ่งเดินหน้าวางรากฐานการใช้งานรถยนต์พลังงานทางเลือกอย่างยั่งยืน เพื่อกระตุ้นคนไทยให้เห็นความสำคัญและผลลัพธ์ของการใช้พลังงานสะอาด เผยปีหน้าเตรียมเปิดตัวรถยนต์พลังงานทางเลือกสู่ตลาดเมืองไทยอีกอย่างน้อย 3 รุ่น พร้อมเดินหน้าแผนการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมทั่วประเทศ สะท้อนความมุ่งมั่นและความเอาจริงเอาจังในการสร้างสังคมยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งในประเทศไทย เผยทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการหยุดยั้งวิกฤตโลกร้อนร่วมกับประชาคมโลก

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยล่าสุดในการประชุม COP26
ประเทศไทยได้มีการวางเป้าหมายหลักในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero greenhouse gas emission) ภายในหรือก่อนปี พ.ศ. 2608

เอ็มจี ในฐานะผู้ริเริ่มการสร้างสังคมรถยนต์พลังงานทางเลือก (NEV) และครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดกว่า 90% ของกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ได้สะท้อนแนวทางร่วมผลักดันประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) โดยให้ความสำคัญ และเอาจริงเอาจังด้วยการสนับสนุนให้คนไทยรู้จักและเข้าใจ ในประโยชน์ระยะยาวของการใช้พลังงานสะอาด เพื่อเป็นการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% หรือ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด ที่ปัจจุบันเอ็มจีมีอยู่ด้วยกัน 3 รุ่น คือ MG ZS EV, MG HS PHEV และ MG EP โดยนอกจากจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์แล้ว เอ็มจีได้ดำเนินการกำหนดมาตรฐานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และสถานีชาร์จไฟฟ้า รวมถึงมีแผนที่ชัดเจนในการขยายสถานีชาร์จ เพื่อเพิ่มความพร้อมและผลักดันให้เกิดผู้ใช้งานรถยนต์พลังงานทางเลือกเพิ่มมากขึ้น

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “รถยนต์พลังงานทางเลือก หรือ NEV ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งระดับประเทศและระดับโลก เอ็มจีในฐานะผู้นำในตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกในประเทศไทย เราได้ให้ความสำคัญและเดินหน้าผลักดันการใช้รถยนต์พลังงานทางเลือกอย่างจริงจังมาโดยตลอด ทั้งการแนะนำรถยนต์พลังงานทางเลือกรุ่นใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค และทำให้ตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมทั้งลงทุนขยายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้วันนี้แบรนด์เอ็มจีมีความพร้อมทุกด้านในการรองรับและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในประเทศไทยอย่างเต็มประสิทธิภาพ และจะเป็นกำลังหลักในการยกระดับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า และทำให้สังคมยานยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย อย่างไรก็ตามการเกิดขึ้นของสังคมยานยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะความชัดเจนของภาครัฐที่จะเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ประเทศไทยขับเคลื่อนสู่เป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เอ็มจี ถือเป็นแบรนด์รถยนต์พลังงานทางเลือกที่ได้รับความนิยมในสหราชอาณาจักร รวมถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคยุโรปด้วยยอดขายกว่า 20,000 คัน ในช่วงครึ่งปีแรกของ ปี พ.ศ. 2564  สำหรับประเทศไทย เรามีแผนจะแนะนำรถยนต์พลังงานทางเลือกสู่ตลาดอีกอย่างน้อย 3 รุ่น ภายในปีหน้า

เอ็มจีกับการเป็นผู้นำและบุกเบิกตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกในไทย พาคนไทยเข้าใกล้เทรนด์โลก ส่ง อีวีบุกตลาดอย่างจริงจัง รั้งตำแหน่งผู้นำรถอีวีในไทย

ย้อนกลับไปในยุคที่คนไทยยังไม่คุ้นเคยกับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เอ็มจี ได้จุดประกายความนิยมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขึ้นในประเทศด้วยการนำรถยนต์ต้นแบบ MG E-Motion มาจัดแสดงเป็นครั้งแรก ในงานมหกรรมยานยนต์ ปี พ.ศ. 2561 เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับผู้บริโภคชาวไทยก่อนจะเปิดตัว MG ZS EV รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของเอ็มจีในปี .ศ. 2562 ด้วยแนวคิด “Easy” เพื่อให้การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นเรื่อง “ง่าย” สำหรับคนไทย ทั้งในด้านของการใช้งาน การดูแล การชาร์จพลังงาน และการเป็นเจ้าของ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และทำให้ตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศเติบโตอย่างก้าวกระโดด

หลังจากนั้นในปี .ศ. 2563 ได้เพิ่มทางเลือกให้กับคนไทยให้ได้สัมผัสกับรถยนต์พลังงานทางเลือกด้วยการแนะนำ MG HS PHEV ที่โดดเด่นด้วยระบบปลั๊กอินไฮบริดที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ที่มีระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้า หรือ EV Range สูงถึง 67 กิโลเมตร รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ก่อนที่จะเปิดตัว MG EP รถยนต์สเตชั่นแวกอนพลังงานไฟฟ้า ที่มาพร้อมแนวคิด “EVeryone” ในการเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานของทุกคน โดยสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภค
ได้อย่างครบถ้วน ทั้งในเรื่องของระยะทางการขับขี่ ความประหยัด สมรรถนะ ฟังก์ชั่น พื้นที่ใช้สอย รวมไปถึงราคา
ที่คุ้มค่า ในราคา 988,000 บาท ถือเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าราคาไม่ถึง 1 ล้านบาท ที่มีทุกอย่างครบที่สุดในตลาด และเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยที่จะต้องมีองค์ประกอบพื้นฐาน 4 เรื่องหลัก คือ มิติตัวถังและพื้นที่การใช้งาน ความสะดวกสบายและระบบความปลอดภัย สมรรถนะของ EV และให้ความประหยัด

มากกว่าแค่นำเสนอรถ แต่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่ทำให้ “รถอีวี” แจ้งเกิดและเป็นที่นิยมในไทย

ปัจจุบัน เอ็มจีเป็นผู้นำตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 90% และมีผู้ใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของเอ็มจีร่วม 3,000 คัน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของผู้บริโภค และการเปิดใจรับการใช้งานรถยนต์พลังงานทางเลือกที่มากขึ้น โดยนอกจากที่เอ็มจีมีการพัฒนาและนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคแล้ว เอ็มจียังให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานของสังคมยานยนต์ไฟฟ้า โดยมุ่งสร้างความแข็งแกร่งและเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem)  ให้สมบูรณ์แบบ สามารถรองรับการเติบโตของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการลงนามความร่วมมือกับทั้งหน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ อาทิ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อยกระดับระบบการรับรองและมาตรฐานของสถานีอัดประจุไฟฟ้าในประเทศไทย นอกจากนี้เอ็มจี ยังได้สร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้า MG Super Charge ที่ให้บริการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง (DC Charge) โดยตั้งเป้าให้มีสถานีชาร์จในทุกๆ 150 กิโลเมตรโดยได้ติดตั้งที่โชว์รูมและศูนย์บริการของเอ็มจีแล้วกว่า 115 แห่ง รวมไปถึงการลงนามความร่วมมือกับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน เพื่อติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า MG Super Charge ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ครอบคลุมทั้งในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมทั้งสิ้น 50 แห่ง เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานของผู้บริโภค

ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ลงสนามสร้างความประทับใจอีกครั้ง คว้า 1 รางวัลในสนามแรก ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2021

0

ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง หรือ FTR ทีมแข่งรถตัวแทนฟอร์ด ประเทศไทย สร้างความตื่นเต้นในนัดเปิดฤดูกาลการแข่งขันไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ ปี 2021 โดยเคล เคิร์นส์ ผู้บริหารฟอร์ดซึ่งเป็นนักแข่งอิสระและผู้อำนวยการทีม FTR พารถฟอร์ด มัสแตง หมายเลข 64 เข้าเส้นชัยในลำดับที่ 5 ของรุ่นไทยแลนด์ ซูเปอร์คาร์ จีทีเอ็ม ขณะที่นักแข่งฝีมือเยี่ยม แจ็ค เลมวาร์ด สมาชิกใหม่ของทีมประเดิมลงสนามครั้งแรก พร้อมฟอร์ด มัสแตง หมายเลข 88 โดยจับคู่กับ เครก คอร์ลิสส์ สร้างสีสันให้กับการแข่งขัน ณ สนามช้าง อินเตอร์ เนชั่นแนล เซอร์กิต เมื่อวันที่ 30 – 31 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา

ด้านนักแข่งดาวรุ่ง แซนดี้ เคราแก้ว สตูวิค เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันรุ่นไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ เมื่อปีที่แล้ว ยังคงเรียกเสียงเชียร์จากแฟนๆ ได้อย่างล้นหลามด้วยลีลาการขับสุดเร้าใจ โดยพารถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ หมายเลข 3 ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ทั้งคัน ลงสนามแข่งในประเภทเดียวกัน อวดสมรรถนะกระบะพันธุ์แกร่งที่ได้รับการยกระดับให้เหนือไปอีกขั้นจากปีก่อน สร้างความสนุกสนานให้กับการแข่งกีฬาความเร็วในปีนี้เป็นอย่างมาก

สำหรับฟอร์ด มัสแตง หมายเลข 64 และ 88 เป็นรถ TAV8 สองคันแรกของโลกที่ใช้เครื่องยนต์โคโยตี้อลูมิเนเตอร์ โดยวิศวกรจากฟอร์ด ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากคอร์ลิสส์ เรซ เอนจิเนียริ่ง (Corliss Race Engineering – CRE) และมอสเทค เรซ เอนจินส์ (Mostech Race Engines) นำโดยเครก คอร์ลิสส์ ผู้ริเริ่มการแข่งขัน TAV8 Racing ในประเทศไทย ในการประกอบรถแข่งสำหรับรุ่นซูเปอร์คาร์ จีทีเอ็ม เสริมทัพให้กับฟอร์ด เรนเจอร์ เครื่องยนต์ดีเซลดูราทอร์ค 3.2 ลิตร ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ทั้งคันตั้งแต่ช่วงล่าง ตัวถัง ไปจนถึงมวลอากาศพลศาสตร์ และการระบายความร้อน ตอกย้ำความทรงพลังของรถแข่งดีเอ็นเอ ฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ สู่สายตาแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ต และคนรักฟอร์ดในประเทศไทย

“เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ได้กลับมาสร้างสีสันในการแข่งขัน ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ อีกเป็นปีที่สอง โดยทีมวิศวกรของเราได้พัฒนาทักษะเพิ่มมากขึ้นอีกในปีนี้จากการพัฒนารถแข่งทรงสมรรถนะร่วมกับนักแข่งรถมืออาชีพและทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างรถแข่งที่ตอกย้ำดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ มาสร้างความตื่นเต้นให้กับทั้งลูกค้าและแฟนๆ ของฟอร์ดในประเทศไทย และเราก็พร้อมที่จะมอบความสนุกสนานเร้าใจอย่างต่อเนื่องในการแข่งขันสนามต่อไปในเดือนธันวาคมนี้ ” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัว G-Charge Supercharging Station นำร่องสถานี Fast Charge สาธารณะสำหรับรถไฟฟ้าพร้อมระบบโซลาร์ในประเทศไทย

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้ายกระดับ EV Ecosystem ในไทย เปิดตัว G-Charge Supercharging Station สถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบ Fast Charge แห่งแรกของเกรท วอลล์ มอเตอร์ในประเทศไทย ณ สยามสแควร์ ซอย 7 ให้บริการชาร์จเร็วด้วยเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบ DC จำนวน 3 เครื่องชาร์จ หัวชาร์จแบบ CCS Type 2 เครื่องละ 2 หัวจ่าย รวม 6 หัวจ่าย กำลังสูงสุดขนาด 160kW รองรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้พร้อมกันถึง 6 ช่องจอด โดดเด่นด้วยระบบ Smart Parking ชูประสบการณ์ O2O ควบคุมการจอง จ่าย และใช้งานผ่าน GWM Application พร้อมผนึกความร่วมมือกับบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ผสานพลังงานสะอาดจากระบบโซลาร์เซลล์ G-Charge Supercharging Station จึงนับเป็นหนึ่งในสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ DC Fast Charge สำหรับรถยนต์นั่งพลังงานไฟฟ้า 100% พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พร้อมเปิดให้บริการแก่เจ้าของรถ ORA Good Cat โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในช่วงแรกของการให้บริการ และจะเปิดให้บริการแก่รถยนต์ไฟฟ้าไม่จำกัดยี่ห้ออย่างเต็มรูปแบบภายในเดือนธันวาคมนี้ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าอย่างแท้จริง

G-Charge Supercharging Station สถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบ Fast Charge แห่งแรกของเกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัวด้วยแนวคิด “Charge Your Day” ตอกย้ำการเป็นผู้นำในการสร้างระบบนิเวศของพลังงานใหม่ในประเทศไทย ชูกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์คอนเซ็ปต์ “New Energy” “New Intelligence” และ “New Experience” เตรียมความพร้อมคนไทยก้าวสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมไฟฟ้า พร้อมเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานทางเลือกในประเทศไทย

มร.สตีเว่น หวัง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย กล่าวว่า “ปัจจัยสำคัญในการสร้าง EV Ecosystem ในประเทศไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม คือการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นในแต่ละปี ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ต่างเร่งเดินหน้าเพิ่มเครือข่ายสถานีชาร์จอย่างครอบคลุมทั่วประเทศอย่างไม่หยุดยั้ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ xEV Leader จึงขอเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยให้เติบโตยิ่งขึ้น เราพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ EV Ecosystem ไทย สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าทุกคันโดยไม่จำกัดค่าย การเปิด G-Charge Supercharging Station ในวันนี้ จึงนับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เรายังพร้อมที่จะส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้วยการเปิดตัวรถยนต์ xEV 9 รุ่นในไทย
ภายใน 3 ปี ตามกลยุทธ์ Mission 9 in 3 รวมถึงการเตรียมขยายเครือข่ายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าอย่างยั่งยืน”

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าในประเทศไทย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยนอกจากการวางหมุดหมายให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของภูมิภาคแล้ว เรายังมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะแบบ Fast Charge ทั้งหมด 12,000 หัวจ่ายทั่วประเทศภายในปี 2573 ดังนั้น การเปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้าของเกรท วอลล์ มอเตอร์ในวันนี้ เป็นโอกาสที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก ที่เราได้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้ผลิตยานยนต์ที่จะมาเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการนำพาประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำในอนาคตตามที่รัฐบาลได้วางแผนไว้”

G-Charge Supercharging Station สถานีอัดประจุไฟฟ้า DC Fast Charge แห่งแรกของเกรท วอลล์ มอเตอร์  ตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านธุรกิจและไลฟ์สไตล์ที่สำคัญของประเทศอย่างสยามสแควร์ โดยสามารถรองรับการชาร์จแบบ DC Fast Charge ได้พร้อมกันถึง 6 ช่องจอด ด้วยเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบกระแสตรง DC กำลังสูงสุดขนาด 160kW จำนวน 3 เครื่องชาร์จ โดยมีหัวชาร์จแบบ CCS Type 2 เครื่องละ 2 หัวจ่าย รวมทั้งหมด 6 หัวจ่าย นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ยังได้ร่วมมือกับบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) บริษัทในเครือแห่งแรกของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการติดตั้งระบบโซลาร์บนสถานีชาร์จ พร้อมยกระดับประสบการณ์ใช้งานของผู้บริโภคด้วยการพัฒนาฟีเจอร์ใน GWM Application ให้สามารถค้นหาสถานีชาร์จ จองเวลาในการชาร์จ ชำระค่าใช้จ่ายในการชาร์จ รวมถึงควบคุมหัวจ่ายและระบบ Smart Parking ซึ่งเป็นระบบควบคุมลานจอดรถอัจฉริยะสุดชาญฉลาด ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้บริการสถานีชาร์จและป้องกันการใช้ช่องจอดโดยรถยนต์ประเภทอื่น ๆ ที่ไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้า โดย GWM Application จะรองรับการใช้งานกับ G-Charge Supercharging Station อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมรองรับการบริการแก่รถยนต์แบรนด์อื่น ๆ ในเดือนธันวาคมเป็นต้นไป และสำหรับในช่วงแรกของการเปิดบริการ ลูกค้า ORA Good Cat จะสามารถใช้บริการ G-Charge Supercharging Station ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

มร. ไมเคิล ฉง ผู้ช่วยประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “สถานีอัดประจุไฟฟ้าของเราจะมาสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่วงการยานยนต์ไฟฟ้า โดยเราได้เตรียมขยายเครือข่ายจุดบริการอัดประจุไฟฟ้ากว่า 100 แห่งภายในปี 2566 ภายใต้แบรนด์ G-Charge โดยจะแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ สถานี G-Charge Supercharging Station สำหรับบริการชาร์จไวด้วยกำลังสูงสุด 160kW สามารถชาร์จ ORA Good Cat รุ่น 400 TECH และ 400 PRO จาก 30%-80% ได้ภายใน 32 นาที และภายใน 40 นาที สำหรับรุ่น 500 ULTRA และเรายังเตรียมขยายจุดบริการ DC Fast Charge ไปทุก GWM Partner Store ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงการเปิดจุดชาร์จแบบ AC Normal Charge หรือที่เราเรียกว่า Destination Charge ไปยังโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากการขับขี่ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า”

“ในฐานะ ‘บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก’ (Global Mobility Technology Company) เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมแล้วที่จะสร้างมิติใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ประเทศไทย ทั้งการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดและเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยที่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นนั้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เล็งเห็นถึงปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคชาวไทย เราจึงมีความตั้งใจอย่างเต็มที่ ที่จะสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จครอบคลุมทั่วประเทศภายใต้แนวคิด “Everyday Practicality” โดยไม่ว่าผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อใด ก็จะสามารถเข้าถึงการชาร์จได้อย่างง่ายดายผ่าน GWM Application ให้การเดินทางไปต่ออย่างไม่มีสะดุด สร้างความมั่นใจในการขับขี่อย่างไร้ข้อกังวล เพื่อร่วมนำผู้บริโภคและตลาดยานยนต์ไทยก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่อย่างยั่งยืน” มร. สตีเว่น กล่าวสรุป

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังตระหนักถึงความจำเป็นในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าให้แก่นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ เชิญชวนนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยชั้นปี 1-4 หรืออายุไม่เกิน 24 ปี เข้าร่วมการประกวดเขียนเรียงความภายใต้หัวข้อ “รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและอนาคตของเราได้อย่างไร?”
ความยาว 800 คำ ผู้ที่สนใจสามารถส่งเรียงความเข้าประกวดได้ทั้งในภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ตั้งแต่วันที่ 15-30 พฤศจิกายน 2564 โดยโพสต์ลง Facebook พร้อมตั้งค่าเป็นสาธารณะ ติดแฮชแท็ก #EVChangeYourLifeContest และแท็กมาที่ Facebook Page GWM Thailand โดยจะประกาศผลในวันที่
17 ธันวาคม 2564 ผู้ชนะเลิศสามอันดับแรกที่สร้างสรรค์ผลงานได้ถูกต้องตามหลักการเขียนเรียงความ ตรงหัวข้อที่กำหนด และสร้างความประทับใจให้แก่กรรมการได้มากที่สุด จะได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท, 10,000 บาท และ 5,000 บาท ตามลำดับ พร้อม GWM Point และประกาศนียบัตรจากเกรท วอลล์ มอเตอร์ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Page GWM Thailand

โตโยต้า แนะนำ คัมรี รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ The Absolute Perfection

0

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์ซีดานขนาดกลางสุดหรู รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ล่าสุด “The New CAMRY… The Absolute Perfection ความสมบูรณ์แบบที่เป็นคุณ” เพิ่มความสปอร์ตด้วยดีไซน์ใหม่ มาmujกสดหกสด พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและฟังก์ชันความปลอดภัยที่ครบครัน พร้อมแนะนำชุดแต่งสุดพิเศษ Modellista สปอร์ตพรีเมียม เน้นความหรูหรามีสไตล์อย่างมีระดับ

โตโยต้า คัมรี ได้รับการแนะนำเข้าสู่ตลาดรถยนต์ประเทศไทยครั้งแรกในปี 2536 ในรูปแบบรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป ด้วยภาพลักษณ์แห่งการเป็นรถยนต์หรูเหนือระดับสำหรับผู้นำ โดยได้รับกระแสตอบรับจากลูกค้าชาวไทยเป็นอย่างดี ส่งผลให้ คัมรี เจเนอเรชั่นที่ 4 ได้นำมาประกอบ ณ โรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าในประเทศไทย เมื่อปี 2542 ยิ่งไปกว่านั้น โตโยต้ายังเป็นผู้บุกเบิกยนตรกรรมระบบไฮบริดเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2552 และประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดจำหน่ายสะสมรวมกว่า 224,000  คัน* (*ข้อมูลยอดขายสะสมปี 2542 – 2564) และในปีพ.ศ. 2561 โตโยต้าได้แนะนำคัมรีใหม่ (All-New Camry) ภายใต้แนวคิด “Unprecedented Change” หรือ“ปรากฎการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่” เพื่อยกระดับเทคโนโลยีโตโยต้าขึ้นไปอีกขั้น โดยการแนะนำแพลตฟอร์มใหม่ของโตโยต้า สถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ TNGA ระบบไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 4 และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุดของโตโยต้าอย่างครบครัน เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ซึ่งประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมาย ด้วยยอดขายเกือบ 22,000 คัน ตั้งแต่เปิดตัวเข้าสู่ตลาด

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า “ในวันนี้บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ยินดีที่จะแนะนำ คัมรี รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ ภายใต้แนวคิดการสื่อสาร The Absolute Perfection…ความสมบูรณ์แบบที่เป็นคุณ” ด้วยการปรับรูปลักษณ์ภายนอก และภายในใหม่ ให้โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ควบคู่ไปกับสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า ตลอดจนประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม และที่สำคัญยังคงไว้ซึ่งความเงียบ ห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบายตลอดการเดินทาง”

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวต่อไปว่า อย่างที่ทุกท่านทราบดีว่า คัมรี เป็นรถรุ่น Flagship ของโตโยต้าในประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จ และสร้างปรากฏการณ์ในหลายๆด้าน อาทิ เป็นผู้นำในการแนะนำเทคโนโลยีไฮบริด ซึ่งวันนี้พัฒนามาจนถึงเจเนอเรชั่นที่ 4 เป็นรถแห่งความสมบูรณ์แบบที่ได้รับการออกแบบทั้งโครงสร้างและเครื่องยนต์ ภายใต้สถาปัตยกรรมยานยนต์ TNGA นอกจากนี้ คัมรี ยังเป็นรถรุ่นแรกของรถโตโยต้าในประเทศไทย ที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยล้ำสมัย อย่าง Toyota Safety Sense อีกด้วย และในวันนี้โตโยต้ามีความยินดีแนะนำ คัมรี รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ สู่ตลาดเมืองไทย โดยมีจุดขายหลักคือ นั่งสบาย ขับสนุก แรงและประหยัดน้ำมัน วัสดุภายในปราณีต พิถีพิถัน และลูกค้าทุกคนของเราภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของรถคันนี้

คัมรี รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่

The Absolute Perfection…ความสมบูรณ์แบบที่เป็นคุณ”

คัมรี รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ล่าสุด มีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น นำเสนอความสมบูรณ์แบบด้วยภาพลักษณ์ดีไซน์สปอร์ต หรูหรา ผ่านการออกแบบอย่างพิถิพิถัน ใส่ใจในทุกรายละเอียดการตกแต่ง ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย สร้างความมั่นใจในทุกการขับขี่ ด้วยสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมเหนือระดับ และที่สำคัญด้วยสถาปัตยกรรมยานยนต์ TNGA สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นใจและปลอดภัยด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถยนต์โตโยต้า “Toyota Safety Sense” เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เหนือความคาดหมาย

เสน่ห์ความสปอร์ตเหนือระดับ แฝงไปด้วยแนวคิดการดีไซน์ที่สมบูรณ์แบบ ตอบโจทย์ทุกการใช้งานมาพร้อมพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางเข้าได้กับทุกไลฟ์สไตล์

  • ดีไซน์ภายนอก หรูหรา และสปอร์ตยิ่งขึ้น

ดีไซน์กระจังหน้าแบบใหม่ ที่มาพร้อมกับคิ้วโครเมียม ชุดโคมไฟหน้าที่โฉบเฉี่ยวในทุกรุ่น ปรับดีไซน์และเพิ่มขนาดล้ออัลลอยใหญ่ขึ้นเป็น 18 นิ้ว

  • ดีไซน์ภายใน ปราณีต พิถีพิถัน

วัสดุตกแต่งภายในลายไม้แบบใหม่ หนังหุ้มเบาะหนังแท้และวัสดุสังเคราะห์แบบนุ่มพิเศษ พร้อมการตัดเย็บอย่างพิถีพิถัน พวงมาลัยปรับไฟฟ้าพร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ เบาะนั่งคู่หน้า Ventilator พร้อมพัดลมจากใต้เบาะและพนักพิงให้ความรู้สึก Premium เบาะนั่งด้านหลังปรับไฟฟ้า พร้อมแผงควบคุมที่คอนโซลด้านหลัง หน้าจอแบบ Floating type ขนาดใหญ่ขึ้นถึง 9 นิ้ว แบบใหม่ สามารถเชื่อมต่อทุกความสะดวกผ่านระบบ Apple CarPlay และ Android Auto

  • ก้าวสู่อีกขั้นของความสะดวกสบาย ด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบสนองผู้ขับขี่ได้อย่างไร้ที่ติ

เบาะนั่งสบาย ขนาดเบาะกว้าง โอบกระชับสรีระผู้โดยสารเมื่อนั่งด้านหลัง หมอนพิงศีรษะเบาะหน้าปรับพับเก็บได้ เพิ่มทัศนวิสัยให้กับผู้โดยสารด้านหลัง พนักพิงเบาะสามารถปรับเอนด้วยระบบไฟฟ้าให้ความรู้สึกผ่อนคลายและไม่เมื่อยล้าเมื่อต้องนั่งทางไกล พร้อมทั้งแผงควบคุมหน้าจอสัมผัสแบบดิจิทัลที่เบาะนั่งด้านหลังเพื่อให้สามารถควบคุมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกได้ตามต้องการเพียงปลายนิ้วสัมผัส ระบบเปิดประตูอัจฉริยะฝั่งผู้โดยสาร และที่สำคัญห้องโดยสารกว้างขวาง และความเงียบ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายตลอดการเดินทาง

  • สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม

โครงสร้างสถาปัตยกรรมยานยนต์ TNGA ช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างง่ายดาย มุมมองการเข้าโค้งดีเยี่ยม มั่นใจทุกสภาพถนน ขับสนุก ทรงพลังแต่นุ่มนวล เกาะถนนดีเยี่ยม เงียบ ขับสบาย พรอ้มอัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม

  • เครื่องยนต์สำหรับรุ่นไฮบริด…ผสาน 2 พลัง มอเตอร์ไฟฟ้า x เครื่องยนต์ 5 ลิตร Dynamic Force ทำงานร่วมกันอัตโนมัติ ให้การตอบสนองเต็มกำลัง และเกียร์ E-CVT ขีดสุดแห่งพลังขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริดเจเนอเรชันที่ 4 พัฒนาแบตเตอรี่ใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อความทนทานและประหยัดน้ำมันได้ดีเยี่ยม

รุ่น 2.5 HEV Premium Luxury และรุ่น 2.5 HEV Premium

เครื่องยนต์ไฮบริด ขนาด 2.5 ลิตร Dynamic Force (A25A-FXS)

กำลังสูงสุด 131 กิโลวัตต์ (178 แรงม้า) ที่ 5,700 รอบ/นาที

แรงบิดสูงสุด 221 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 – 5,200 รอบ/นาที

มอเตอร์ไฟฟ้าชนิด มอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร

กำลังสูงสุด 88 กิโลวัตต์ / แรงบิดสูงสุด 202 นิวตัน-เมตร

แบตเตอรี่ไฮบริดชนิด นิกเกิลเมตัลไฮดราย

ความจุไฟฟ้า 6.5 แอมแปร์-ชั่วโมง

เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า

กำลังสูงสุด 155 กิโลวัตต์ (211 แรงม้า)

อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 23.8 กิโลเมตร/ ลิตร

  • เครื่องยนต์สำหรับรุ่นเบนซิน…เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ขีดสุดแห่งสมรรถนะ เร้าใจในทุกช่วงความเร็ว ด้วยเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร Dynamic Force ให้อัตราเร่งเต็มพลังตอบสนองได้ดั่งใจ แต่คงไว้ซึ่งอัตราประหยัดน้ำมันที่น่าประทับใจ

รุ่น 2.5 Premium และรุ่น 2.5 Sport

เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.5 ลิตร Dynamic Force (A25A-FKB)

กำลังสูงสุด 154 กิโลวัตต์ (209 แรงม้า) ที่ 6,600 รอบ/นาที

แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ 5,000 รอบ/นาที

อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 15.6 กิโลเมตร/ ลิตร

  • มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก ที่เพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันอุบัติเหตุ มั่นใจในทุกการเดินทาง
  • ใหม่เทคโนโลยีความปลอดภัยระดับโลก Toyota Safety Sense เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด อาทิ ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System) แบบใหม่ ที่เพิ่มระบบการตรวจจับคนเดินเท้าและคนขี่จักรยาน โดยระบบจะเตือนและช่วยเบรกอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control) แบบ All-Speed สามารถลดความเร็วจนถึงจุดหยุดนิ่ง ที่มาพร้อมระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน และช่วยลดความเร็วขณะเข้าโค้ง (Curve Speed Reduction) อีกด้วย
  • ใหม่ระบบช่วยเตือนการชนด้านหน้าและหลัง พร้อมระบบช่วยเบรกอัตโนมัติขณะถอยรถ (Intelligent Clearance Sonar with Rear Cross Traffic Braking) ป้องกันอุบัติเหตุและช่วยให้ขับถอยออกจากช่องจอดได้มั่นใจยิ่งขึ้น
  • ใหม่กล้องมองรอบคัน 360 องศา (Panoramic View Monitor) ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยรอบด้าน ด้วยภาพที่คมชัด เพิ่มความอุ่นใจในการจอดรถ

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวเพิ่มเติมว่า คัมรี รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ มีให้เลือก 4 รุ่น ทั้งเครื่องยนต์ไฮบริด และเครื่องยนต์เบนซิน ได้แก่

  • รุ่น 5 HEV Premium Luxury และ รุ่น 2.5 HEV Premium สำหรับผู้บริหารระดับ Executive ด้วยห้องโดยสารที่ให้ความสะดวกสบาย กว้างขวาง ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีความปลอดภัยสูงสุด
  • รุ่น 5 Premium สำหรับผู้บริหารที่ชื่นชอบการขับรถด้วยตัวเอง ด้วยพลังขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร Dynamic force และความปลอดภัยขั้นสุดจาก Toyota Safety Sense
  • รุ่น 5 Sport สำหรับผู้ที่มองหาความคุ้มค่า ที่มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบครันในราคาที่จับต้องได้ ให้สมรรถนะแรงยิ่งขึ้น และประหยัดน้ำมันเทียบเท่าเครื่องยนต์รุ่น 2.0 เดิม

นอกจากนี้เรายังมีทางเลือกให้กับลูกค้าที่มองหารถที่มีดีไซน์สปอร์ตพรีเมียม เน้นความหรูหรามีสไตล์ และมระดับ ด้วยชุดแต่งสุดพิเศษ Modellista ที่ได้รับการออกแบบจากประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นที่นิยมและยอมรับในประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ภายใต้แนวคิด Tokyo Style ตามแบบฉบับของแบรนด์ Modellista ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไม่เหมือนใคร เสริมความโดดเด่นให้พรีเมียมมากยิ่งขึ้น ในราคาเพียง 41,000 บาท ซึ่งลูกค้าสามารถติดตั้งได้กับคัมรีใหม่นี้ทุกรุ่น

ทั้งนี้ Modellista package จะเป็นตัวช่วยในการเสริมภาพลักษณ์ความหรูหรา และสปอร์ตของคัมรี ตอกย้ำภาพลักษณ์แห่งความสำเร็จ และสร้างความภูมิใจที่ได้ครอบครองเป็นเจ้าของให้กับลูกค้าทุกท่าน”

เชิญพบกับประสบการณ์การซื้อและการใช้งานรูปแบบใหม่อย่างเต็มรูปแบบ

ลูกค้า “คัมรี รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ทุกคัน” สามารถเข้าถึงประสบการณ์การใช้งานรูปแบบใหม่ New Usage Experience อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านแอปพลิเคชัน T-Connect by TOYOTA เพื่อตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ได้ดียิ่งขึ้น

  • Find My Car / ระบบติดตามการโจรกรรม (TheftTrack) / ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน (SOS) / บริการผู้ช่วยส่วนตัว (Concierge Services) / บริการช่วยเหลือฉุกเฉินอัตโนมัติ (Auto SOS) / บริการแจ้งเตือนการบำรุงรักษา (Maintenance Reminder) / ข้อมูลรถและการขับขี่ (Vehicle Information)

ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของ “คัมรี รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่”  ได้ง่ายยิ่งขึ้น โตโยต้าขอนำเสนอ ประสบการณ์การซื้อรูปแบบใหม่เพื่อเป็นทางเลือกที่เหมาะสมให้แก่ลูกค้า ได้แก่

  • โปรแกรมประกันภัย PHYD (Pay How You Drive) ขับดีลดให้ ที่จะช่วยลูกค้าประหยัดค่าใช้จ่าย จากพฤติการขับขี่และระยะทาง โดยมอบส่วนลดค่าเบี้ย 10% สำหรับปีที่ 1ส่วนในปีที่ 2 นั้น ลูกค้าจะได้รับส่วนลดประวัติดี 20% และส่วนลดเพิ่มการขับขี่สูงสุด 25% ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและระยะทางในการขับขี่ จากส่วนลดดังกล่าว เมื่อคำนวณส่วนลดในปีที่ 1 + ปีที่ 2 แล้วสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายสูงสุดได้มากกว่า 15,000 บาท
  • โปรแกรม KINTO ความชาญฉลาดใหม่ของการใช้รถจากโตโยต้า กับข้อเสนอใหม่ที่ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้นเมื่อครบสัญญา เลือกผ่อนต่อเป็นเจ้าของ หรือ เลือกรถคันใหม่* (*เมื่อครบสัญญา ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของได้ โดยมีค่าผ่อนชำระใกล้เคียงเดิม) ไม่ต้องมีคนค้ำ ไม่ต้องดาวน์”

คัมรี รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ มีสีภายนอก 6 สี

และสีภายใน 2 สี (สีดำ และสีครีม)

  • ใหม่… Metal Stream Metallic
  • Attitude Black
  • Graphite Metallic
  • Premium Red
  • Platinum White Pearl
  • Burning Black Crystal (เฉพาะรุ่น 5 HEV Premium Luxury)

 

เลือกเป็นเจ้าของ คัมรี รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ ในราคาคุ้มค่า

  • รุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด 2 รุ่น
  • รุ่น 5 HEV Premium Luxury ราคา    1,809,000 บาท**       
  • รุ่น 5 HEV Premium  ราคา    1,659,000 บาท**
  • รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2 รุ่น
  • รุ่น 5 Premium  ราคา    1,599,000 บาท**
  • รุ่น 5 Sport  ราคา    1,475,000บาท**

(สำหรับสีพิเศษ Platinum White Pearl เพิ่ม 10,000 บาท)

**ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน

 

เลือกเป็นเจ้าของ คัมรี รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่วันนี้พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ ที่ง่ายในการเป็นเจ้าของ
กับประสบการณ์การซื้อรูปแบบใหม่

พิเศษสุดสำหรับลูกค้าCAMRYใหม่ รับดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.69% พร้อมฟรีประกันภัยโตโยต้าแคร์ มูลค่า 33,000 บาท หรือ เลือกดอกเบี้ยต่ำสุด 1.19% นาน 48 เดือน ได้ที่ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป

https://www.toyota.co.th/ 

Facebook Toyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand