Home Blog Page 340

เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเคียงข้างคุณทุกช่วงเวลา มอบส่วนลดค่าอะไหล่และค่าแรงสูงสุด 50% ให้ลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วม

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมส่งต่อความห่วงใยและเคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงเวลา จัดโปรฯส่วนลดค่าแรง 50%* และค่าอะไหล่สูงสุด 30% ให้กับลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทุกท่านที่เข้ามารับบริการที่ศูนย์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคมถึง 30 พฤศจิกายนนี้

นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานบริหาร ฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์มีความห่วงใยในสวัสดิภาพของลูกค้าและรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ของลูกค้าของเราที่อาจพบเจอปัญหาในการใช้งาน เราจึงจัดแคมเปญโปรโมชันส่วนลดค่าแรง 50% ค่าอะไหล่สูงสุด 30% นี้ขึ้นเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและช่วยดูแลรถยนต์ของลูกค้าให้ใช้งานได้อย่างราบรื่นในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ พร้อมทั้งช่วยให้ลูกค้าสามารถเปิดรับประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดจากรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้อย่างที่เคยเป็นมา”

สอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ทั้งนี้ เงื่อนไขให้เป็นไปตามที่บริษัทฯ และศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการกำหนด

*ไม่สามารถใช้ส่วนลดข้างต้นกับ (1) ค่าแรงสำหรับบริการ Service A และ B (2) งานซ่อมเคลมประกันภัยรถยนต์ และ (3) งานรับประกันคุณภาพ (Warranty)

อีซูซุ จับมือ Lazada เปิดออนไลน์สโตร์ ในรูปแบบ “ISUZU FLAGSHIP STORE” เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในยุคออนไลน์

0

อีซูซุร่วมกับลาซาด้าสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่กับ “ISUZU FLAGSHIP STORE” ร้านค้าอีซูซุออนไลน์บนแพลตฟอร์มแอพพลิเคชันลาซาด้า พร้อมให้บริการวันที่ 4 พ.ย. นี้ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัล โดยในครั้งนี้อีซูซุเตรียมมอบเซอร์ไพรส์ใหญ่สุดพิเศษสำหรับการเปิดตัวร้านใหม่ด้วยการมอบรถ “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่นสปีด แรงทะลุไมล์…เร้าใจสไตล์เอ็กซ์ ในแคมเพจ์น Lazada 11.11 Our Biggest One-Day Sale และยังเพิ่มสีสันให้แก่วงการรถยนต์ ด้วยการร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนของรายการ “LAZ iCON ไอคอน ป๊อป ตัวท็อปเดบิวต์” รายการค้นหาสุดยอดบอยแบนด์ไทยครั้งแรกของวงการอีคอมเมิร์ สร้างแรงบันดาลใจให้แก่วัยรุ่นไทยมากความสามารถสู่การเป็นสุดยอดวงบอยแบนด์ระดับโลก

กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “การเปิดร้านค้า Isuzu Flagship Store บน LazMall แบบเอ็กซ์คลูซีฟของอีซูซุ เป็นก้าวที่สำคัญของอีซูซุที่ช่วยทำให้เข้าถึงผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้สะดวกและง่ายขึ้น และยังเป็นช่องทางใหม่ที่ผู้บริโภคจะได้รับโปรโมชัน สุดพิเศษมากมายจากอีซูซุ นอกจากนี้อีซูซุยังได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนรายการ LAZ iCON รายการค้นหาบอยแบนด์ครั้งแรกของวงการอีคอมเมิร์ซ ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์และเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี และอยากฝากกดติดตามร้านค้าเพื่อรับดีลพิเศษและร่วมลุ้นรางวัลใหญ่แบบจัดเต็ม “รถอีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่นสปีด แรงทะลุไมล์…เร้าใจสไตล์เอ็กซ์” ในช่วงแคมเพจ์น Lazada 11.11 Our Biggest One-Day Sale ที่จะมาถึงอีกด้วย”

มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์

มัณฑนา หล่อไกรเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ลาซาด้ามีความยินดีอย่างยิ่งในการเป็นพันธมิตรกับผู้นำตลาดรถปิกอัพอย่าง อีซูซุ โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยตอบสนองผู้บริโภคในยุค New Normal ให้ช้อปสินค้าจากแบรนด์ได้สะดวกและยังคุ้มค่าด้วยส่วนลดโปรโมชันสุดพิเศษบน Isuzu Flagship Store บนแพลตฟอร์มลาซาด้าอีกด้วย นอกจากนั้นอีซูซุยังร่วมสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการมอบความสนุกสนานในแคมเปญ Lazada 11.11 Our Biggest One-Day Sale กับกิจกรรมให้นักช้อปได้ลุ้นรับของรางวัลสุดยิ่งใหญ่อย่างรถอีซูซุเอ็กซ์ – ซีรี่ส์ รุ่นสปีด ในงาน Lazada 11.11 Super Show และร่วมมอบดีลส่วนลดสินค้าที่สุดแห่งปีที่ลาซาด้าเท่านั้น”

ในงาน Lazada 11.11 Super Show ปรากฏการณ์ความบันเทิงสุดยิ่งใหญ่ของลาซาด้าในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้  ลาซาด้าเตรียมสร้างความสุขและความสนุกสนาน เริ่มด้วยคอนเสิร์ตออนไลน์ที่อัดแน่นด้วยกิจกรรมช้อปเปอร์เทนเมนต์ (Shoppertainment) ที่จะมีคนดังระดับแนวหน้าจากประเทศต่าง ๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาร่วมเฉลิมฉลอง นำโดย SEVENTEEN ศิลปินเคป๊อปชื่อดัง และศิลปินไทยที่กำลังฮอตที่สุดในตอนนี้ อาทิ ไบรท์ วชิรวิชญ์, วิน เมธวิน, บิวกิ้น พุฒิพงศ์, พีพี กฤษฏ์ และเจเจ กฤษณภูมิ โดยนักช้อปสามารถรับชมคอนเสิร์ต Lazada 11.11 Super Show ได้ทาง LazLive ฟีเจอร์ไลฟ์สตรีมบนแอพพลิเคชันลาซาด้า ช่องทางของ ONE 31 ทั้งทางโทรทัศน์และช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการแสดงสุดพิเศษของกลุ่มวัยรุ่นมากความสามารถจากรายการ ‘LAZ iCON’  ซึ่งเป็นรายการประกวดเพื่อเฟ้นหาบอยแบนด์ครั้งแรกของวงการอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมาร่วมสร้างสีสันอีกด้วย

สามารถติดตามคลิก www.lazada.co.th พิมพ์ Isuzu เลือก Isuzu Flagship Store และกดติดตามร้านค้า ลูกค้าก็สามารถเลือกสรรสินค้าจากทางอีซูซุ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษต่าง ๆ และร่วมสนุกได้ง่าย ๆ เพียงเข้าไปที่ Facebook Lazada Thailand พร้อมทายว่าจะมีน้อง Lazzie มาปรากฏตัวกี่ครั้ง ในไลฟ์ Lazada 11.11 Super Show ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ พร้อมรอลุ้นประกาศผลหลังจบไลฟ์ เพื่อลุ้นรับรถอีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่นสปีด แรงทะลุไมล์…เร้าใจสไตล์เอ็กซ์ จากอีซูซุได้เลย

สำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าในร้านอีซูซุจะได้รับคะแนนโหวต 2 เท่าในทุกการซื้อสินค้าเพื่อใช้โหวตให้กับผู้เข้าแข่งขันในรายการ Laz iCON ที่ทางลาซาด้าร่วมทำกับช่องวัน 31 รวมถึงยังได้รับคูปองส่วนลดและดีลพิเศษมากมายที่มีเฉพาะในแอพพลิเคชันลาซาด้าเท่านั้น

ห้ามพลาดดีลสุดพิเศษจาก Isuzu Flagship Store และแคมเพจ์น Lazada 11.11 Our Biggest One-Day Sale รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://www.lazada.co.th/shop/isuzu

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัว ORA Good Cat อย่างเป็นทางการ ประกาศราคาเริ่มต้นที่ 989,000 บาท พร้อมเริ่มส่งมอบรถเดือนพฤศจิกายนนี้

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัว ORA Good Cat รถยนต์ไฟฟ้า 100% จากแบรนด์ ORA ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “Future Ready, Enable Your Life with ORA Good Cat” โดยประกาศราคารุ่น 400 TECH ที่ 989,000 บาท รุ่น 400 PRO ราคา 1,059,000 บาท และรุ่น 500 ULTRA ที่ 1,199,000 บาท การันตีส่งมอบรถล็อตแรกเดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป พร้อมจัดแคมเปญ ORA Good Cat PREMIERE DEAL ที่อัดแน่นด้วยสิทธิประโยชน์มากมาย รวมมูลค่ากว่า 125,000 บาท ให้ลูกค้าคนพิเศษในช่วงการเปิดตัว และเตรียมเปิดสถานีชาร์จจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ แห่งแรกในประเทศไทย พร้อมขยาย GWM Store กว่า 30 แห่งทั่วประเทศภายในสิ้นปี ตอกย้ำความมั่นใจให้ผู้บริโภคในการใช้และการดูแลรักษารถยนต์ในระยะยาว

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัวและประกาศราคาจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า 100% ORA Good Cat จากแบรนด์ ORA ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมกันทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น 400 TECH รุ่น 400 PRO และรุ่น 500 ULTRA โดยมี มร. สตีเว่น หวัง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย และนายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย ร่วมให้ข้อมูลและเผยราคา พร้อมตอกย้ำกลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ในประเทศไทย ควบคู่ไปกับการส่งมอบประสบการณ์ใหม่ในด้านการขับขี่อัจฉริยะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการดำเนินธุรกิจเพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานการขายและบริการหลังการขายแบบ Online-To-Offline (O2O) รูปแบบใหม่อย่างครบวงจรให้กับผู้บริโภค พร้อมร่วมขับเคลื่อน EV Ecosystem ให้กับประเทศไทย

มร. สตีเว่น หวัง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ระดับโลก ด้วยเป้าหมายยอดขายรถยนต์ทั่วโลก 4 ล้านคัน ในปี พ.ศ.2568  ซึ่งมุ่งหวังให้เป็นสัดส่วนรถยนต์พลังงานใหม่กว่า 80% ดังนั้น การเปิดตัว ORA Good Cat ในประเทศไทยในวันนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายนี้มากยิ่งขึ้น ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีศักยภาพและความพร้อมทั้งในด้านบุคลากรและกำลังการผลิตรถยนต์ที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน และเหนือสิ่งอื่นใด คือ ผู้บริโภคชาวไทยที่เปิดใจและให้การต้อนรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะ ORA Good Cat อย่างล้นหลาม เราขอขอบคุณทุกๆ การสนับสนุนจากทุกๆ ท่าน ที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นใน เกรท วอลล์ มอเตอร์ เสมอมา ทั้งนี้ ORA Good Cat ได้รับการออกแบบและสร้างสรรค์จากทีมงานและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ทั้งเยอรมนี ออสเตรีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จนกลายมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์สไตล์ Retro Futuristic ที่ผสานกับเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะอย่างลงตัว ซึ่งเราเชื่อว่า ORA Good Cat จะเป็นที่ชื่นชอบและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี และเราเชื่อมั่นว่า การเปิดตัวของ ORA Good Cat ในวันนี้ จะเป็นอีกหนึ่งประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่พร้อมจะเติบโตและก้าวไปสู่ตลาดรถยนต์ในระดับโลกในอนาคตได้อย่างแน่นอน”

หลังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในประเทศจีนในช่วงหลายปีที่ผ่าน ประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้นำรถยนต์ ORA Good Cat เข้ามาทำตลาดในต่างประเทศ โดยรุ่นที่ได้นำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมีด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่

  1. ORA Good Cat รุ่น 400 TECH

มาพร้อมกับสีรถยนต์ภายนอกที่มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ (Sun Black) และสีขาว (Hamilton White) โดยภายในห้องโดยสารของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ทุกคันจะเป็นสีดำและเป็นเบาะผ้า มาพร้อมกับล้อขนาด 17 นิ้ว และเซ็นเซอร์กะระยะหลัง 4 จุด โดดเด่นด้วยหน้าจอแบบ Integrated Dual Screen ขนาดใหญ่ 17 นิ้ว และระบบนำทางอัจฉริยะ

  1. ORA Good Cat รุ่น 400 PRO

มีสีภายนอกให้เลือกเพิ่มเติมจากรุ่น 400 TECH รวมเป็น 5 สี ได้แก่ สีดำ (Sun Black) สีขาว (Hamilton White) สีฟ้า (Coral Blue) และตัวเลือกสีทูโทนอย่าง ตัวรถสีแดงพร้อมหลังคาสีดำ (Mars Red with Black Roof) และตัวรถสีขาวพร้อมหลังคาสีดำ (Hamilton White with Black Roof) โดยในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ทุกคันจะมีสีภายในห้องโดยสารเป็นสีดำ พร้อมเบาะหนัง ซึ่งในรุ่น 400 PRO ได้มีการเพิ่มระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ รวมไปถึงกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา และหลังคาไฟฟ้า Panoramic Sunroof พร้อมล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ต ขนาด 18 นิ้ว เซ็นเซอร์กะระยะหลัง 4 จุด และระบบไล่ฝ้าภายในห้องโดยสารอัตโนมัติ

โดย ORA Good Cat ทั้งรุ่น 400 TECH และรุ่น 400 PRO ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ความจุ 47.788 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลสูงสุด 400 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC โดยใช้เวลาในการชาร์จแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรงแบบ DC 0%-80% ภายในระยะเวลาประมาณ 46 นาที หรือชาร์จด้วยไฟบ้านแบบ AC ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง

  1. ORA Good Cat รุ่น 500 ULTRA

มาพร้อมสีภายนอกที่มีให้เลือกถึง 7 สี ได้แก่ สีดำ (Sun Black) สีขาว (Hamilton White) สีฟ้า (Coral Blue) และตัวเลือกสีทูโทนอย่างตัวรถสีแดงพร้อมหลังคาสีดำ (Mars Red with Black Roof) และตัวรถสีขาวพร้อมหลังคาสีดำ (Hamilton White with Black Roof) ซึ่ง 5 สีภายนอกนี้ จะมาพร้อมสีภายในห้องโดยสารสีดำและเบาะหนัง ส่วนสีภายนอกแบบทูโทน อีก 2 สีที่เพิ่มเข้ามา คือ ตัวรถสีเขียวพร้อมหลังคาสีขาว (Verdant Green with White Roof) ที่มาพร้อมสีภายในห้องโดยสารสีเขียว/เทา พร้อมเบาะหนัง และตัวรถสีเบจพร้อมหลังคาสีน้ำตาล (Hazel Wood Beige with Brown Roof) ที่มาพร้อมภายในห้องโดยสารสีเบจ/น้ำตาล และเบาะหนัง โดยทุกคันในรุ่นนี้จะมาพร้อมล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ต ขนาด 18 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเธียม Ternary (NMC) ความจุ 63.139 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามาถวิ่งได้ระยะทางไกลสูงสุด 500 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC โดยใช้เวลาในการชาร์จแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรงแบบ DC จาก 0%-80% ภายในระยะเวลาประมาณ 60 นาที หรือชาร์จด้วยไฟบ้านแบบ AC ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง

ในรุ่น 500 ULTRA นี้ ยังพิเศษไปด้วยฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีที่ให้มาเพิ่มเติมจากรุ่นอื่นๆ อย่าง ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ เพื่อช่วยจอดอัตโนมัติได้ทั้งแนวตั้ง แนวนอน หรือแนวเฉียง และยังมีเบาะนวดไฟฟ้าพร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะของผู้ขับ ระบบ Welcome Seat และระบบบันทึกตำแหน่งของกระจกมองข้าง รวมไปถึงไฟ Welcome light เซ็นเซอร์กะระยะหลัง 6 จุด และระบบไล่ฝ้าภายในห้องโดยสารอัตโนมัติ

ซึ่งทั้ง 3 รุ่น มีมิติตัวรถ 1,825 x 4,235 x 1,596 มม. (กว้าง x ยาว x สูง) ระยะฐานล้อ 2,650 มม. ถือว่ายาวที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน โดยตัวรถได้รับการพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม GWM E LEMON แพลตฟอร์มโมดูล่าอัจฉริยะที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนและรองรับเครื่องยนต์ได้หลากหลายรูปแบบ อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบา และเปี่ยมไปด้วยความปลอดภัยขั้นสูง ORA Good Cat ทั้ง 3 รุ่น ยังโดดเด่นด้วยกระจังหน้าพร้อมระบบ Active Air Intake และไฟหน้าอัจฉริยะแบบ Full LED รูปทรงกลมแบบ Cat-Eyes หลังคา Panoramic Sunroof ที่เปิด -ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า (สำหรับรุ่น 400 PRO และ 500 ULTRA) แถบไฟท้ายพาดยาวจากซ้ายจรดขวา (LED Tail light Strip) ไฟตัดหมอกท้าย และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED

ภายในห้องโดยสารของ ORA Good Cat ทั้ง 3 รุ่น ได้รับการออกแบบอย่างประณีตภายใต้แนวคิด “Intelligent Cockpit with Exquisite Craftsmanship” นับเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ดึงดูดทุกสายตา พร้อมด้วยอุปกรณ์ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีครบครัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ Integrated Double Screen ที่แบ่งออกเป็นหน้าจอแสดงผลการขับขี่แบบดิจิตอล (Full TFT) ขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอระบบมัลติมิเดียพร้อมระบบสัมผัส ขนาด 10.25 นิ้ว รวมไปถึงระบบกรองอากาศ CN95 ซึ่งสามารถลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 และลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ทำให้อากาศภายในห้องโดยสารสดชื่นอยู่ตลอดเวลา

สมรรถนะที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ORA Good Cat เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ให้กำลังสูงสุด 105 kW หรือ 143 PS แรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตร ความเร็วสูงสุด 152 กิโลเมตร/ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท (MacPherson Strut) และหลังแบบทอร์ชันบีม (Torsion Beam) พร้อมเหล็กกันโคลง ให้การขับขี่ยึดเกาะถนนและนั่งสบายมากยิ่งขึ้น

ORA Good Cat ทั้ง 3 รุ่น มาพร้อมโหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ ได้แก่ โหมดมาตรฐาน โหมดสปอร์ต โหมดอีโค่ โหมด อีโค่พลัส และโหมดอัตโนมัติ ซึ่งผู้ขับขี่สามารถปรับได้เองตามที่ต้องการ โดยระหว่างการขับขี่ แบตเตอรี่จะมีความสามารถในการการกู้คืนพลังงาน (Energy Recovery) ได้ 3 ระดับ ได้แก่ น้อย มาตรฐาน และมาก

นอกจากนี้ ORA Good Cat ยังมาพร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้อย่างครบครัน ด้วยระบบการช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัย (Driver Assistance and Safety Systems) สำหรับการขับขี่แบบอัตโนมัติในระดับ L2+ อาทิ

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ (Adaptive Cruise Control : ACC – with Intelligent Turning) (มีเฉพาะในรุ่น 400 PRO และ 500 ULTRA) มาพร้อมกล้องติดรถยนต์ ADAS ที่ประสานกับชิปควบคุมการขับเคลื่อนอัตโนมัติ EYEQ4 ของโมบายอาย ช่วยควบคุมในช่วงความเร็วเต็มพิกัดที่กำหนดไว้ รวมถึงการหยุดและรีสตาร์ทกลับไปยังความเร็วที่ตั้งไว้ก่อนหน้า นอกจากนี้ ระบบนี้ยังช่วยชะลอความเร็วในขณะเข้าโค้งโดยอัตโนมัติให้อีกด้วย
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ (Intelligent Cruise Assist :ICA) (มีเฉพาะในรุ่น 400 PRO และ 500 ULTRA) ระบบจะทำงานตามความเร็วที่ผู้ขับขี่ตั้งเอาไว้ แต่จะตรวจจับรถคันหน้าเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย
  • ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง (Wisdom Dodge System : WDS) (มีเฉพาะในรุ่น 400 PRO และ 500 ULTRA) ระบบจะตรวจสอบรถบรรทุกขนาดใหญ่หรือรถที่มีขนาดยาว โดยในระหว่างการแซง ระบบจะรักษาช่องว่างระหว่างรถตามระยะที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ และจะประคองรถให้กลับสู่เลนเดิมอัตโนมัติ
  • ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ (Integration Intelligent Parking : IIP) (มีเฉพาะในรุ่น 500 ULTRA) ใช้เซ็นเซอร์และกล้องในการตรวจสอบเพื่อตรวจจับวัตถุและเครื่องหมายบริเวณช่องจอดหรือจุดจอดรถและช่วยทำงานเต็มรูปแบบเพื่อเข้าจอด ทั้งแนวตั้ง แนวนอน หรือแนวเฉียง โดยเมื่อระบุช่องที่จะนำรถเข้าจอดแล้ว รถจะจอดด้วยตัวเองด้วยการควบคุมพวงมาลัย เบรก และคันเร่ง
  • กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา (มีเฉพาะในรุ่น 400 PRO และ 500 ULTRA) ประกอบไปด้วยกล้อง
    ที่มองได้รอบ 4 ตัว มีความละเอียดคมชัด 4 Megapixel โดยระบบจะรวมเอามุมมองภาพทั้ง 4 กล้องมาสร้างภาพที่มีมุมมอง 360 องศา เพื่อแสดงให้เห็นมุมมองของรถในแบบ “เฮลิคอปเตอร์” และเปิดการทำงานอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่โหมดการถอยหลัง โดยสามารถดูได้เมื่อขับรถที่ความเร็ว 15 หรือ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและตอนสตาร์ทรถ

ORA Good Cat: Smart Mobility Gadget ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ยานพาหนะแต่คือเพื่อนคู่หูคู่ใจคันใหม่

ORA Good Cat ยังมาพร้อมระบบการใช้งานอัจฉริยะและระบบความบันเทิงต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกสบาย และสร้างความเพลิดเพลินให้กับผู้ขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น

  • การอัปเกรดเฟิร์มแวร์ผ่านระบบออนไลน์อัจฉริยะ (FOTA) ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมระบบส่งกำลัง ระบบการขับขี่ รวมไปถึงระบบ Infotainment และระบบควบคุมอื่นๆ ภายในรถยนต์ ที่สามารถทำออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย
  • การตอบโต้ด้วยเสียงอัจฉริยะผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ช่วยลดการใช้งานจากการกดปุ่ม เพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
  • การสั่งการและควบคุมรถจากระยะไกล ให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการทำงานบางฟังก์ชั่นของรถยนต์ได้ แม้ผู้ขับขี่จะอยู่ในระยะที่ไกลจากรถยนต์ รวมไปถึงการสร้างระบบความปลอดภัยให้กับรถยนต์มากยิ่งขึ้น
  • ระบบความบันเทิงแบบมัลติมีเดีย ซึ่งรองรับ Apple CarPlay Android Auto และ Google Assistant รวมไปถึงระบบนำทางหรือแอปพลิเคชันเพลง เช่น JOOX เป็นต้น

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เผยว่า “เราเชื่อว่า ORA Good Cat จะไม่เป็นเพียงรถยนต์เพื่อใช้ในการขับขี่ แต่จะเป็นหนึ่งใน Smart Mobility Gadget ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความสะดวกสบายให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างแท้จริง และจะเป็น Game-changer ที่สำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและภูมิภาคอาเซียนในอนาคตได้อย่างแน่นอน ด้วยความมุ่งมั่นของเราในการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) เราดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางอยู่เสมอ ดังนั้นนอกจากการเปิดตัว ORA Good Cat รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันนี้แล้ว เรายังได้มีการเตรียมความพร้อมด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบการบริการด้านการขายและการบริการหลังการขายแบบ Online-To-Offline (O2O) รูปแบบใหม่ๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าของเรา ทั้งการให้บริการติดตั้งที่ชาร์จไฟฟ้าที่บ้าน และแผนในการเปิดสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของเราเองในประเทศไทยในเร็วๆ นี้ รวมไปถึงการให้ความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนในการผลักดันให้เกิดนโยบายและการสนับสนุนด้านต่างๆ เพื่อก่อให้เกิดการสร้าง ecosystem ที่เอื้ออำนวยต่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจ เพื่อให้คนไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากการหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตได้อย่างเต็มที่”

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงเดินหน้าขยายสาขา GWM Store ทั้ง GWM Direct Store และ Partner Store ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทย โดยในปัจจุบันมี GWM Store ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 21 แห่ง และมีแผนจะเปิดให้ครบ 30 แห่ง ภายในสิ้นปีนี้ และ 50 แห่ง ภายในไตรมาสแรกของปีหน้า และยังได้เตรียมเปิดสถานีชาร์จแห่งแรกของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ในประเทศไทย ที่บริเวณสยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร ในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อเพิ่มช่องทางในการให้บริการให้กับลูกค้า ORA Good Cat ได้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนา GWM Application อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเสริมประสบการณ์ด้านการขายและการให้บริการด้านต่างๆ ในรูปแบบ O2O ให้เป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เปิดราคา ORA Good Cat สุดคุ้ม พร้อมแคมเปญพิเศษอัดแน่นด้วยสิทธิประโยชน์มากมาย

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดราคา ORA Good Cat ทั้ง 3 รุ่น ที่จะจัดจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ  ได้แก่ รุ่น 400 TECH ที่ 989,000 บาท รุ่น 400 PRO ราคา 1,059,000 บาท และรุ่น 500 ULTRA ที่ 1,199,000 บาท โดยยังคงใช้นโยบายแบบ “ONE PRICE” ราคาเดียวเท่ากันในแต่ละรุ่น ในทุกๆ ช่องทางการจำหน่าย ทั่วประเทศ

ในโอกาสนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังได้ส่งมอบแคมเปญ ORA Good Cat PREMIERE DEAL สำหรับช่วงการเปิดตัวในระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2564 เวลา 20.00 น. ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 เวลา 23.59 น.  ที่อัดแน่นไปด้วยข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย อาทิ

  • ดอกเบี้ยพิเศษ 79% นาน 48 เดือน มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 18,000 บาท
  • ฟรี GWM โฮมชาร์จเจอร์พร้อมการติดตั้งในระยะสายไฟยาวไม่เกิน 20 เมตร จำนวน 1 ครั้ง (ไม่รวมค่าแท่นชาร์จ) มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท
  • ฟรี ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท
  • ฟรี ค่าแรงและค่าอะไหล่งานบำรุงรักษาตามระยะทาง (GWM PRO Service Inclusive : GPSI) จำนวน 5 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 5 ปี หรือ 75,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 10,588 บาท
  • ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ( Roadside Assistance ) เป็นระยะเวลา 5 ปี มูลค่า 10,000 บาท
  • ฟรี สิทธิ์ในการเรียกใช้บริการรับและส่งมอบรถยนต์เพื่อเข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะทาง จำนวน 2 เที่ยว
    (ไป-กลับ) รวม 4 ครั้ง มูลค่ารวม 3,000 บาท (ฟรี ระยะทาง 10 กิโลเมตรแรก/ครั้ง และกิโลเมตรต่อไปคิดเป็นราคา 5 บาท/กิโลเมตร)
  • รับ GWM Point 15,000 คะแนน เพื่อแลกรับของสมมนาคุณและบริการต่างๆ บน GWM Application

รวมมูลค่าข้อเสนอสุดพิเศษภายใต้แคมเปญ ORA Good Cat PREMIERE DEAL กว่า 125,000 บาท

นอกจากนี้ ORA Good Cat ยังมาพร้อมการรับประกันคุณภาพตัวรถ (Factory Warranty & Roadside Assist) ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่ EV เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือระยะทาง 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) อีกด้วย

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจจองรถ ORA Good Cat ในแคมเปญ ORA Good Cat PREMIERE DEAL สามารถดูรายละเอียดเงื่อนไขของแคมเปญนี้ พร้อมติดตามข้อมูลข่าวสารของ ORA Good Cat เพิ่มเติมได้ที่ GWM Application หรือ เว็บไซต์ WWW.GWM.CO.TH หรือ Official Facebook Page : GWM Thailand และ ORA Thailand

ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ในแคมเปญ ORA Good Cat ULTRA DEAL หรือสั่งซื้อแพ็กเกจ ORA Value Plus สำเร็จแล้ว จะต้องทำสัญญาจองซื้อรถ ORA Good Cat และชำระเงินมัดจำ จำนวน 10,000 บาท ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 เวลา 23.59 น. รวมถึงออกรถและส่งมอบรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 โดยสามารถตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขของแคมเปญ ORA Good Cat ULTRA DEAL ได้ที่เว็บไซต์ WWW.GWM.CO.TH/ORA-TERMS-CONDITION

ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) เตรียมเปิดตัวครั้งแรกของโลก ในเดือนพฤศจิกายนนี้

0

ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 (Porsche 718 Cayman GT4) กำลังจะมีรุ่นพี่ร่วมสายพันธุ์อันเหนือระดับขึ้นไปอีกขั้นด้วยปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) รถสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล 718 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขับทดสอบและประเมินผลขั้นตอนสุดท้าย ยนตรกรรมสปอร์ต 718 คันแรกที่ได้รับการประทับเครื่องหมาย RS สามารถสร้างความประทับใจจากศักยภาพอันเหนือชั้น ในสมรรถนะด้านการควบคุม ไม่ว่าจะบนภูเขาที่คดโค้งลาดชันหรือบนสนามแข่งความเร็วสูงได้อย่างยอดเยี่ยม โดยปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) พร้อมที่จะเผยโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลกในเดือนพฤศจิกายนนี้

Jörg Bergmeister  นักขับทดสอบและ Porsche Brand ambassador สามารถทำเวลาหลังพวงมาลัยรถในสายการผลิตปกติต่อรอบสนาม Nürburgring-Nordschleife ซึ่งมีระยะทาง 20.832 กิโลเมตร ด้วยตัวเลข 7:09.300 นาที ทั้งนี้ ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) สามารถวิ่งครบรอบสนาม ใช้เวลาเพียง 7:04.511 นาที ในระยะทาง 20.6 กิโลเมตร ซึ่งเร็วกว่าสถิติเดิมที่ 718 เคย์แมน จีที4 (718 Cayman GT4) ที่ทำไว้ถึง 23.6 วินาที และเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ขับขี่ขณะทดสอบ รถสปอร์ตเครื่องยนต์ วางกลางคันดังกล่าว จึงได้รับการติดตั้งเบาะนั่งสำหรับการแข่งขัน และยางรถยนต์ Michelin Pilot Sport Cup 2 R ที่สามารถเลือกสั่งเป็นอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติมได้ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ให้การรับรองมาตรฐานในเรื่องของสภาพตัวรถและน้ำหนัก

Andreas Preuninger ผู้อำนวยการส่วนงาน GT Model Line กล่าวว่า “ระหว่างขั้นตอนการพัฒนา เราบรรจงสร้างสรรค์ ให้ทุกองค์ประกอบของ ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) มีความเป็นยนตรกรรม อาร์เอส (RS) สายพันธุ์พิเศษอย่างเต็มตัว โดยเน้นให้โครงสร้างของตัวถังมีน้ำหนักเบา เพิ่มแรงกดให้สูงขึ้น เพื่อความทรงพลัง รวมถึงการยกระดับอัตราการตอบสนองต่อการควบคุมของผู้ขับขี่ให้เฉียบคมกว่าเดิม พิสูจน์ได้จากตัวเลขสถิติที่น่าอัศจรรย์ของเวลาต่อรอบบนสนาม Nordschleife  ที่แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์อันชัดเจนจากความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการพัฒนาสมรรถนะทั้งหมดของปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS)  ลูกค้าของเราสามารถคาดหวังถึงประสบการณ์การขับขี่สุดตื่นเต้นที่จะได้รับจากรถสปอร์ตพันธุ์แท้คันนี้ได้อย่างแน่นอน”

“ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) เปรียบเทียบได้กับเครื่องจักรแห่งสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ที่ให้ความรู้สึกคล่องแคล่วว่องไวในขณะขับขี่ ซึ่งไม่ต่างจากรถโกคาร์ทที่โลดแล่นอยู่บนเทือกเขา อันคดเคี้ยว โดยมาพร้อมกับเสถียรภาพสุดประทับใจจากความสมดุลของตัวรถที่แสดงออกได้เป็นอย่างดีบนสนามแข่งความเร็วสูง หากไม่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ การทำลายสถิติความเร็วต่อรอบสนามคงไม่อาจเกิดขึ้นได้ จีที4 อาร์เอส (GT4 RS) คือหนึ่งในรถสปอร์ตที่เฉียบคมที่สุดเท่าที่ปอร์เช่เคยสร้างขึ้นมา และแน่นอนว่าคุณจะสัมผัสได้ถึงขีดสุดแห่งประสบการณ์ ที่ทำให้คุณเกือบลืมหายใจ” ข้างต้นคือคำกล่าวทิ้งท้ายจาก Jörg Bergmeister  นักขับรถแข่งระดับโลก ผู้ใช้เวลาทดสอบ ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 RS) มามากกว่า 500 ชั่วโมง รวมถึงได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานในการปรับแต่งตัวรถอย่างละเอียดจนถึงขั้นตอนในการพัฒนารถคันดังกล่าว

อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานสากลที่สอดคล้องกับวิธีการ Light Vehicle Test Procedure (WLTP) ล่าสุด สำหรับค่าการตรวจวัดอัตราสิ้นเปลืองตามมาตรฐาน NEDC ที่ระบุในบทความนี้ ใช้อ้างอิงได้เฉพาะสภาพการทดสอบในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าการตรวจวัดอัตราสิ้นเปลืองของ NEDC ที่ได้จากวิธีการอื่นใดก่อนหน้าการทดสอบนี้ 

สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการของผลทดสอบอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรถยนต์รุ่นใหม่อื่นๆ สามารถค้นหาได้จากเอกสารGuidelines on fuel consumption, CO2 emissions and power consumption of new passenger cars” [Leitfaden über den Kraftstoffverbrauch, die CO2Emissionen und den Stromverbrauch neuer Personenkraftwagen], ผ่านตัวแทนจำหน่ายและสถาบัน Deutsche Automobil Treuhand GmbH (DAT) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 คว้ามาตรฐานความปลอดภัย ASEAN NCAP 2021 ระดับ 5 ดาว

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความสำเร็จของ ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจากการทดสอบการชนของ ASEAN NCAP 2021 ครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อวัดสมรรถนะด้านความปลอดภัยของยานยนต์รุ่นใหม่ที่วางจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (New Car Assessment Program for Southeast Asia) หลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคม 2564 พร้อมกระแสตอบรับที่ดีเกินคาดด้วยยอดจองกว่า 6,200 คัน ภายในระยะเวลาเกือบ 3 เดือนหลังเปิดตัว

ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว ด้วยคะแนนรวม 83.47 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน จากหลักเกณฑ์การประเมินที่ประกอบด้วยการทดสอบการชนจากด้านหน้า การชนจากด้านข้าง และการประเมินเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย โดยได้รับคะแนนในส่วนการปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection: AOP) สูงถึง 29.28 คะแนน จากคะแนนเต็ม 32 คะแนน การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นเด็ก (Child Occupant Protection: COP) 46.72 คะแนน จากคะแนนเต็ม 51 คะแนน เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย (Safety Assist Technologies: SATs) 19.07 คะแนน จากคะแนนเต็ม 21 คะแนน และความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ (Motorcyclist Safety: MS) 8.32 คะแนน จากคะแนนเต็ม 16 คะแนน โดยฮอนด้า ซีวิค ใหม่ ที่ใช้ในการทดสอบครั้งนี้ ได้แก่ รุ่น EL+ และรุ่น RS ที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศไทย

ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 ไอคอนของยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดาน ครอบคลุมทุกมิติความ  สปอร์ตพรีเมียม สมรรถนะทรงพลัง และเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัยเหนือระดับ โดยในทุกรุ่นย่อยขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO ใหม่ 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 178 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 – 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง CVT ให้อัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 17.2 กิโลเมตร/ลิตร และรองรับพลังงานทางเลือก E85 อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ใหม่ ที่ทำงานผ่านกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า ช่วยตรวจจับรถยนต์และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีฟังก์ชันการทำงานประกอบไปด้วย

  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้า
    ที่ความเร็วต่ำ
    (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
  • ใหม่! ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

นอกจากนี้ ยังครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย* อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า พร้อมเตือนผู้โดยสารด้านหลัง (Front Passenger and Rear Seat Belt Reminder) ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder) ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS) และระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist – VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist – HSA) สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (Emergency Stop Signal – ESS) ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) และถุงลม 6 ตำแหน่ง

และเพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำในการสร้างสังคมการขับขี่ปลอดอุบัติเหตุให้ได้ภายในพ.ศ. 2593 (2050) ตามเป้าหมายฮอนด้าปี 2050 ฮอนด้าจะยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ พัฒนา และนำเสนอยนตรกรรมที่มีคุณภาพ ครบครันด้วยเทคโนโลยีด้านการขับขี่และด้านความปลอดภัย เพื่อมอบความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนบนโลกใบนี้ต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ ได้จากที่ปรึกษาการขาย ณ โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/civic อีกทั้ง สามารถทดสอบสมรรถนะการขับขี่และเทคโนโลยีความปลอดภัยของรถยนต์รุ่นนี้ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

โตโยต้า ถนนสีขาว ประกาศผลรางวัล “Toyota Campus Challenge 2020”

0

นายนันทวัฒน์ ศรีวรัตน์อัชกุล รักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมเป็นประธานในการประกาศผลรางวัลรอบชิงชนะเลิศกิจกรรม “Campus Challenge ครั้งที่ 7 ประจำปี 2020” ภายใต้โครงการโตโยต้าถนนสีขาว เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงออกถึงความรู้ความสามารถและศักยภาพของตนเองอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการก่อให้เกิดการรับรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของคนรุ่นใหม่ ร่วมสร้างรอยยิ้มและลดการสูญเสียแก่สังคมไทย โดยได้จัดกิจกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ (Zoom Meeting)

โครงการโตโยต้าถนนสีขาว ได้ดำเนินกิจกรรม Campus Challenge มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงอายุที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูง โดยสนับบสนุนให้นิสิตนักศึกษาได้มีโอกาส และประสบการณ์ในการวางแผนรณรงค์ความปลอดภัยบนท้องถนนภายในมหาวิทยาลัยของตน ซึ่งโตโยต้าเล็งเห็นว่าการแสดงออกและความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะกลายมาเป็นผู้ขับรถบนท้องถนนในอนาคตข้างหน้า จะเป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างสังคมคนขับรถดี อันจะนำไปสู่ถนนสีขาวหรือถนนปลอดอุบัติเหตุได้อย่างแท้จริง

โดยกิจกรรม Campus Challenge 2020 ได้เริ่มดำเนินการมา ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมามีโจทย์การวางแผนประชาสัมพันธ์สร้างความปลอดภัยทางถนนในสถานศึกษา ภายใต้แนวคิด”จุดประกายไอเดียที่ใช่ เพื่อการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยในสถานศึกษาของคุณ” ซึ่งมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน นอกเหนือจากการประกวดแผนประชาสัมพันธ์ดังกล่าวแล้ว ทีมที่สมัครเข้าร่วมโครงการ มีโอกาสในการเรียนรู้เทคนิคและวิธีการนำเสนอผลงานโดยผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ เพื่อให้การรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยในครั้งนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด อาทิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบุคลิกภาพและทักษะการนำเสนอสมัยใหม่ อย่าง “ครูลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์” ที่มาช่วยจุดประกายไอเดียสร้างสรรค์แก่ทุกทีมที่เข้าประกวดและสำหรับทีมที่ได้รับการคัดเลือก จำนวน 20 ทีม ได้เข้าร่วมอบรมเทคนิคการตลาดและการประชาสัมพันธ์ โดย ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ ที่ปรึกษาและนักกลยุทธ์การตลาดชื่อดัง รวมถึงบริษัทชั้นนำต่างๆ อาทิ Infographic Thailand, Tencent Thailand, Happenn และ Dentsu X นอกจากนี้ ยังได้เข้าอบรมความรู้เรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนน โดย รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านอุบัติเหตุบนท้องถนน ที่จะมาให้ความรู้ เพื่อพัฒนาต่อยอดในด้านการขับขี่ปลอดภัย

กิจกรรม Campus Challenge 2020 มีนิสิตและนักศึกษาสนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้นกว่า 700 ทีม ซึ่งหลังจากที่ได้นำเสนอแผนในการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยทางท้องถนนในสถานศึกษาแก่คณะกรรมการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้ทำการคัดเลือก 10 ทีมสุดท้าย ไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละทีมได้รับทุนสนับสนุนมูลค่า 21,050 บาท ไปใช้ในการจัดทำโครงการประชาสัมพันธ์ความปลอดภัยทางถนนในสถานศึกษาผ่านช่องทางออนไลน์ และจัดทำวีดีโอรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย เป็นระยะเวลา 2 เดือน (18 สิงหาคม – 18 ตุลาคม 2564) และในรอบชิงชนะเลิศ ทั้ง 10 ทีมได้นำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการผ่านช่องทางการประชุมออนไลน์ (Zoom Meeting) เพื่อคัดเลือกผู้ชนะเลิศ โดยได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ดังนี้

1) ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ ที่ปรึกษาและนักกลยุทธ์ชื่อดังด้านการสื่อสาร

2) รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย

3) คุณพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ

4) คุณคมสันต์ ทรัพย์เอนกนันต์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบริหารงานกลาง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

6) คุณวุฒิชัย เชาว์เมธีวุฒิ Creative Director บริษัท dentsu MCGARRYBOWEN

7) คุณภาณุพงศ์ เลิศรัศมีจิต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวางแผนสื่อโฆษณา บริษัท เด็นท์สุ เอ็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000 บาท และโล่รางวัล พร้อมทั้งได้เปิดประสบการณ์ทัศนศึกษา อบรมด้านการขับขี่ปลอดภัยภายในประเทศ เป็นเวลา 4 วัน พร้อมได้รับอุปกรณ์การศึกษา สำหรับทีมนิสิตนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษา มูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 500,000 บาท รวมถึงโอกาสสัมภาษณ์ฝึกงานที่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด หรือพันธมิตร

ผลการตัดสิน Campus Challenge 2020 ภายใต้โครงการโตโยต้าถนนสีขาว มีดังนี้

♦ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่

ทีม “คอร์กี้หยุดโลก” มหาวิทยาลัยขอนแก่น

– นางสาว ธณัฐยาภรณ์ เพียรชนะ

– นาย ธีระพันธ์ สุทธิประภา

– นาย อัษฎายุธ ใสภิรมย์

– นาย ศุภชัย ศรีคำ

♦ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่

ทีม “Focus Group” จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

– นาย ภูรี ปรียปวัตน์

– นาย สารินทร์ ตงศิริ

– นางสาว รติมาส จิรพงศานานุรักษ์

♦ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่

ทีม “ราตรีปลอดภัย” มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

– นาย วีรพล ขนานเภา

– นางสาว พิชญ์นรี มนจริง

– นางสาว ศุภนิดา เกติยะ

 

♦ รางวัลวีดีโอยอดเยี่ยม (จำนวน 3 รางวัล)ได้แก่

ทีม “งามผี้หลี้ CMRU” มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

– นาย เอกชัย พุทธยศ

– นาย ศราวุธ รัตนวงศ์

– นาย ชนที เงินดี

– นาย ธวัชชัย คนสนิท

 

ทีม “วงเวียนจ๋า พี่มาแล้ว” มหาวิทยาลัยบูรพา

– นาย วาริส สำมะเนี๊ยะ

– นาย รัฐศาสตร์ ธรรมบัวชา

– นาย ศิวาพัชร์ วัชรภินันท์พล

– นางสาว ภัณฑิลา กองศรี

ทีม “Banana Girl” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

– นางสาว ณัฐณิชา ถนอมมิตร

– นางสาว ธัญวรัตน์ ยิ้มดี

– นางสาว นพนันท์ เลิศไพบูลย์วงศ์

– นางสาว ณัฐนันท์ เจียมไชยศรี

♦ รางวัล Popular vote ได้แก่

ทีม “งามผี้หลี้ CMRU” มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

– นาย เอกชัย พุทธยศ

– นาย ศราวุธ รัตนวงศ์

– นาย ชนที เงินดี

– นาย ธวัชชัย คนสนิท

” ผมดีใจที่ทางโตโยต้าให้มีกิจกรรมดีๆ อย่างกิจกรรม Campus Challenge ขึ้น ซึ่งทำให้พวกเราได้มีโอกาสแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนในแบบของตัวเอง โดยพวกเราในฐานะตัวแทนของเยาวชนคนรุ่นใหม่ จะร่วมเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนการสร้างวินัยและน้ำใจบนท้องถนน เพื่อสร้างสังคมคนขับรถดีให้เกิดขึ้นในสังคมไทย และเพื่อทำให้ท้องถนนของเราเป็นถนนสีขาว ลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นบนท้องถนนให้ได้อย่างแท้จริงครับ ” – ธีระพันธ์ สุทธิประภา ตัวแทนนักศึกษาจากทีมชนะเลิศ

โตโยต้า ได้ดำเนินโครงการถนนสีขาวมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้เกิดความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน อันเป็นพื้นฐานของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยกิจกรรม Campus Challenge เป็นหนึ่งในกลไกที่จะช่วยสร้างคนขับรถดีบนท้องถนน  อันจะเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็ม และผลักดันสังคมไทยให้บรรลุเป้าหมายในการเป็นสังคมที่ยั่งยืนตาม Sustainable Development Goals-SDGs ต่อไป

 

“โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข”

สรยท. จัดงาน “แรลลี่-กอล์ฟ” ชิงถ้วยพระราชทาน

0

สรยท.จัดงาน “แรลลี่-กอล์ฟ” ประเพณีชิงถ้วยพระราชทาน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สุขกันสักที ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2565” วันที่ 25-26 ธันวาคม 2564 อีกทั้งเป็นกิจกรรมเพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกสรยท., บริษัทรถยนต์, บริษัทรถจักรยานยนต์และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง ให้มีความแน่นแฟ้น ในฐานะที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน พร้อมที่จะเดินหน้าเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกัน

นายวชิระ เรืองมาลัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) กล่าวว่า สมาคมฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นสื่อกลางในการติดต่อระหว่างสมาชิกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสนับสนุนสมาชิกสมาคมในด้านต่างๆ โดยมีผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมมาโดยตลอด

ดังนั้น สมาคมฯ ในฐานะที่เป็นสื่อกลางระหว่างสมาชิกฯ บริษัทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง จะดำเนินจัดกิจกรรมให้แก่สมาชิกในรูปแบบต่างๆ ในทุกปี โดยเฉพาะกิจกรรมประเพณีแรลลี่ & กอล์ฟ และกิจกรรมเพื่อสังคม แต่สำหรับปีนี้เนื่องจากภาวะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การจัดกิจกรรมที่ผ่านมาต้องเลื่อนออกไป

“การจัดกิจกรรม TAJA RALLY & GOLF CHARITY 2021 ในปีนี้นับว่าเป็นปีที่พิเศษกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศแรลลี่ และกอล์ฟ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการก่อตั้งสมาคมฯ มา นำความปลาบปลื้มกับคณะกรรมการ และสมาชิกสมาคมฯ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้” นายวชิระ กล่าว

สำหรับปี 2564 นี้ สมาคมฯ ได้ก่อตั้งมาเป็นเวลาครบรอบ 22 ปี เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 22 ปี ในการก่อตั้ง สมาคมฯ จึงกำหนดการจัดกิจกรรม TAJA RALLY & GOLF CHARITY 2021 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 25-26 ธันวาคม 2564 เส้นทาง กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี และจัดแข่งขันกอล์ฟ ณ สนามกรังด์ปรีซ์ กอล์ฟ คลับ (Grand Prix Golf Club) ภายใต้
คอนเซ็ปต์ “สุขกันสักที ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2565” โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และ

รถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) บริษัทรถยนต์ บริษัทรถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้จะนำรายได้ส่วนหนึ่งมอบเป็นการกุศลตามประเพณีที่สมาคมฯ เคยปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

Subaru The All-New Outback คว้ารางวัลความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาว ประจำปี 2021 จาก Euro NCAP

0

ซูบารุ ตอกย้ำความมั่นใจด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยอีกครั้ง เมื่อ Subaru The All-New Outback (รุ่นจำหน่ายในทวีปยุโรป) ได้รับรางวัลความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาวประจำปีพ.ศ.2564 จาก องค์กรทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยของยานยนต์ Euro NCAP (European New Car Assessment Programme—Euro NCAP)*1

การทดสอบความปลอดภัยโดย Euro NCAP เป็นการทดสอบระบบความปลอดภัยต่างๆ ในรถยนต์แต่ละรุ่น ได้แก่

  • “ระบบการปกป้องผู้โดยสารผู้ใหญ่”
  • “ระบบการปกป้องผู้โดยสารเด็ก”
  • “ระบบการปกป้องกลุ่มผู้สัญจรบนถนน”
  • “ระบบช่วยเหลือเพื่อเพิ่มความปลอดภัยโดยรวม”

โดย The All-New Outback ได้คะแนนในการประเมินทั้ง 4 ด้านสูงกว่าคะแนนมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว   อีกทั้งยังได้รับรางวัลสูงสุดด้านระบบช่วยเหลือเพื่อเพิ่มความปลอดภัยโดยรวม*2 และระบบการปกป้องกลุ่มผู้สัญจรบนถนน*3  ในการทดสอบความปลอดภัยของยานยนต์ทุกกลุ่ม รางวัลระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP ที่มอบ The All-New Outback ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จจากความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งของซูบารุที่มุ่งให้ทุกการขับขี่คือความปลอดภัย ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 9 ของซูบารุที่ได้รับรางวัลความปลอดภัยสูงสุดในการทดสอบจากสถาบันแห่งนี้

The All-New Outback ในประเทศไทย ที่เปิดตัวในเดือนมีนาคม ปีพ.ศ.2564 มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยอายไซต์รุ่นใหม่ (EyeSight Driver Assist) ที่เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับด้วยการขยายมุมรับภาพให้กว้างขึ้นกว่า 2 เท่า พร้อมเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานหลากหลาย อีกทั้งยังเพิ่มสมรรถนะของระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน ซึ่งไม่เพียงมุ่งลดความเสียหายเฉพาะต่อผู้โดยสารเท่านั้น แต่ยังลดความเสียหายของคู่กรณี ด้วยโครงสร้างตัวถัง ซูบารุ โกลบอล แพลตฟอร์ม ที่ช่วยกระจายแรงกระแทก*4

The All-New Outback ได้ติดตั้งระบบควบคุมเบรกหลังเกิดการชน (Post Collision Brake Control) เป็นครั้งแรกในรถยนต์ซูบารุ โดยระบบจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนด้วยการเบรกและลดความเร็วของรถอัตโนมัติเมื่อเกิดการชน

The All-New Outback (รุ่นจำหน่ายในไทย) ที่ได้นำเอาเทคโนโลยีความปลอดภัยโครงสร้างตัวถังแบบกระจายแรงกระแทก (ซูบารุ โกลบอล แพลตฟอร์ม) พร้อมระบบควบคุมเบรกหลังเกิดการชนเช่นเดียวกับรุ่น                    ที่จำหน่ายในทวีปยุโรป และได้รับเสียงตอบรับที่ดีเกินคาดจากแฟนซูบารุ โดยโควต้าการนำเข้าครั้งแรกกว่า 50 คัน อยู่ในกระบวนการการส่งมอบสำหรับลูกค้าที่จองไว้ตั้งแต่ช่วงเปิดตัว นอกจากนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซูบารุได้มีการขอโควตาเพื่อนำเข้า The All-New Outback จากญีปุ่นเพิ่มเติมอีก 50 คันภายในปีนี้

ด้วยความมุ่งมั่นในจุดยืน “ความปลอดภัยของลูกค้าคือหัวใจของเรา” ซูบารุยังคงพัฒนาระบบความปลอดภัยอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งระบบความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ระบบขับขี่ ระบบความปลอดภัยเชิงแก้ไข (passive safety) ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน ตลอดจนเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นภายใต้หลักการ All-around safety ที่เน้นสุนทรียภาพในการขับขี่ไปพร้อมกับความมั่นใจของผู้ขับและผู้โดยสารทุกคน

*1 ยูโร เอ็นแคปเป็นองค์กรอิสระประกอบด้วยรัฐบาลจากประเทศต่าง ๆ ในยุโรปและองค์กรด้านยานยนต์และผู้บริโภคในทวีปยุโรป

*2 ซูบารุ เอ้าท์แบ็ค ได้คะแนนระบบช่วยเหลือเพื่อเพิ่มความปลอดภัยโดยรวม 95% ตามเกณฑ์การประเมินล่าสุดของยูโร เอ็นแคป (ประจำปีพ.ศ.2563-2565) ซึ่งได้มีการทดสอบระบบช่วยเหลือเพื่อเพิ่มความปลอดภัย

*3 ซูบารุ เอ้าท์แบ็ค ได้คะแนนระบบการปกป้องสำหรับกลุ่มผู้สัญจรบนถนน 84% ตามเกณฑ์การประเมินล่าสุดของยูโร เอ็นแคป (ประจำปีพ.ศ.2563-2565) ซึ่งได้มีการทดสอบระบบการปกป้องสำหรับกลุ่มผู้สัญจรบนถนน

*4 โครงสร้างตัวถังซึ่งช่วยกระจายแรงกระแทกจากการชน ผ่านเส้นทางการถ่ายแรงพิเศษ

*5 จำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนนที่อันตรายถึงชีวิตเป็นศูนย์ในกลุ่มผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถยนต์ซูบารุและคู่กรณีของซูบารุ อันได้แก่ ผู้สัญจรไปมาบนท้องถนนและผู้ใช้จักรยาน

เอ็มจี ย้ำภาพผู้นำจุดประกายความนิยมรถอีวี ส่งมอบ MG EP 100 คัน ให้กับบริษัทชั้นนำของไทย

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ย้ำภาพผู้นำตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เผยความนิยมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขยายตัวมากขึ้น หลังเอ็มจีแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และเดินหน้าปูพรมสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ด้วยการเพิ่มจำนวนสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า อันเป็นการสร้างพื้นฐานความแข็งแกร่ง เตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบในอนาคตอันใกล้ โชว์ความเป็นตัวจริงด้านอีวี หลัง MG EP รถสเตชั่นแวกอนพลังงานไฟฟ้า 100% กระแสตอบรับดีในกลุ่มลูกค้าทั่วไป อีกทั้งยังพารถยนต์พลังงานไฟฟ้าสู่ความนิยมและการยอมรับในกลุ่มลูกค้าองค์กร ล่าสุดส่งมอบล็อตใหญ่กว่า 100 คัน ให้กับบริษัทชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรม สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคุณภาพ ที่ไม่ได้มีดีแค่ดีไซน์แต่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานได้จริงในทุกรูปแบบ พร้อมอรรถประโยชน์ที่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบครัน

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “MG EP เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นที่สองที่เรานำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการทำให้ตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีสีสันมากยิ่งขึ้นและสร้างตัวเลือกให้กับผู้ที่สนใจในรถยนต์พลังงานทางเลือก อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของเอ็มจีในฐานะแบรนด์รถยนต์ผู้บุกเบิกและเอาจริงเอาจังกับการทำตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้เกิดขึ้นในประเทศไทย จุดประกายให้คนไทยเปิดใจในการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าและค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถให้สอดคล้องกับเทรนด์โลก หลังจากเปิดตัวในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เราได้เดินหน้าทำตลาด โดยเจาะทั้งกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่นำรถไปใช้ในชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับการเจาะตลาดในกลุ่มลูกค้าองค์กรที่มองหารถยนต์พลังงานทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานตามลักษณะของกิจการนั้นๆ”

ล่าสุด เอ็มจี ได้บรรลุเป้าหมายอีกขั้น ในการเพิ่มสัดส่วนยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้ขยายตัวสูงขึ้น อันจะเป็นหนึ่ง แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้สังคมไทยเกิดการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว ด้วยการส่งมอบรถ MG EP รวมกว่า 100 คัน ให้กับบริษัทชั้นนำในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ทีโอเอ เพอฟอร์มมานซ์ โค๊ทติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสีอุตสาหกรรม สีพ่นซ่อมรถยนต์ บริษัท โซล่า เอ็กซ์เพรส เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ให้บริการออกแบบ จำหน่าย และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวมไปถึงธุรกิจรถเช่าในพื้นที่เมืองเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวทั้งในภูเก็ต และหาดใหญ่

การที่รถ MG EP ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากลูกค้ากลุ่มลูกค้าองค์กรที่เลือกใช้รถในการประกอบธุรกิจ เนื่องมาจากจุดเด่นของรถรุ่นนี้ ที่สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด EVeryone ตอบโจทย์ทุกฟังก์ชัน รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของทุกคน” ถือเป็นมาตรฐานขั้นต้นของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่จะเข้ามาในประเทศไทยที่ไม่ใช่มีดีแค่ดีไซน์ แต่จะต้องตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายได้อย่างแท้จริง ด้วยองค์ประกอบพื้นฐานของการเป็นรถยนต์ พลังงานไฟฟ้า ได้แก่ ขนาดของห้องโดยสารและพื้นที่ใช้สอย ที่กว้างขวางรองรับการบรรทุกทั้งคนและสิ่งของ สมรรถนะของ EV ที่ตอบสนองได้อย่างทันใจไม่ต้องรอรอบ ระบบความปลอดภัย ที่ให้มาอย่างครบครัน เสริมความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงความคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของ ด้วยค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าบำรุงรักษาที่ต่ำช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว

“นอกเหนือจากตัวรถที่เอ็มจีออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานได้จริงในทุกรูปแบบ พร้อมอรรถประโยชน์ที่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบครันแล้ว เรายังได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นใจในการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในทุกๆ มิติ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาและยกระดับการบริการหลังการขาย โดยมีช่างผู้ชำนาญงานด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าประจำอยู่ทุกศูนย์บริการทั่วประเทศ ครอบคลุมไปถึงบริการ MG Mobile Service ตลอดจนการให้บริการแบบเฉพาะตามความต้องการและรูปแบบของแต่ละธุรกิจสำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มขั้น ด้วยการลงทุนสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) โดยเฉพาะหัวใจหลักอย่าง สถานีชาร์จประจุไฟฟ้า ซึ่งในปัจจุบัน  เรามีจำนวนสถานีชาร์จรวมทั่วประเทศแล้วกว่า 800 แห่ง จำนวนนี้กว่า 115 แห่ง เป็นสถานีชาร์จที่เอ็มจี ลงทุนเอง ภายใต้ชื่อ MG Super Charge ที่ได้ติดตั้งในพื้นที่ศูนย์บริการที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศรวมถึงพื้นที่อื่นๆ ของหน่วยงานพันธมิตร ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้คนไทยเข้าใจและมั่นใจในการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นในอนาคต” นายพงษ์ศักดิ์กล่าว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand

“ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์” คว้ารางวัลการออกแบบดีเด่น (Good Design Award 2021 หรือ G Mark) ของประเทศญี่ปุ่น

0

รถอเนกประสงค์ “ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ได้รับรางวัลการออกแบบดีเด่น “Good Design Award 2021” (G Mark) สาขารถยนต์นั่ง (Passenger car, Passenger car-related instruments) จากสถาบันส่งเสริมการออกแบบแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ Japan Institute of Design Promotion (JDP) ด้านการออกแบบที่เพิ่มความสะดวกสบาย หรูหรา ตอบสนองการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย รวมถึงการประหยัดน้ำมัน ระบบความปลอดภัย โครงสร้างตัวรถที่แข็งแรง ทนทาน สร้างความมั่นใจในการขับขี่บนสภาพถนนขรุขระ และความสามารถในการลากจูง มอบความพอใจสูงสุดให้กับผู้ใช้รถ “ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์” สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.isuzu-tis.com/isuzu-mu-x