Home Blog Page 353

ฟอร์ดส่งมอบเรนเจอร์ล็อตใหญ่ 50 คันให้ อินเตอร์ เอ็กซ์เพรส โลจิสติกส์

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ส่งมอบรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ XLสแตนดาร์ดแค็บ 2.2 ลิตร รวม 50 คัน ให้แก่ อินเตอร์ เอ็กซ์เพรส โลจิสติกส์ ผู้นำการขนส่งที่ชูจุดเด่นเรื่องการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ นำไปใช้เป็นรถส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งมีทั้งห้องแช่แข็งอุณหภูมิต่ำกว่า -15 องศาและห้องแช่เย็นอุณหภูมิระหว่าง 2-8 องศาในคันเดียวกัน โดยมีนายรัฐการ จูตะเสน รองกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย พร้อมด้วยผู้จำหน่ายฟอร์ดจากไทย วี.พี. คอร์ปอเรชั่น และบิซ คาร์เร้นเทิล ได้แก่ นายนภดล สุพละเศรษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการระดับกลุ่ม และนางสาวสายทิพย์ แซ่ตั้ง ประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ ร่วมในพิธีส่งมอบรถฟอร์ด เรนเจอร์ ให้แก่ นายอภิวัฒน์ วนารมย์วิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อินเตอร์ เอ็กซ์เพรส โลจิสติกส์ ณ ศูนย์กระจาย คลังกิ่งแก้ว

“เรามีความยินดีที่อินเตอร์ เอ็กซ์เพรส โลจิสติกส์ ให้ความไว้วางใจในแบรนด์ฟอร์ดและมั่นใจในศักยภาพของฟอร์ด เรนเจอร์ นำรถไปใช้งานในธุรกิจโลจิสติกส์ซึ่งจำเป็นต้องใช้รถที่มีสมรรถนะแข็งแกร่งและทนทานที่มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย โดยฟอร์ดมองว่าความต้องการรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ยังคงมีอย่างต่อเนื่องและจะเป็นเซ็กเมนต์สําคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมไทย” นายรัฐการ จูตะเสน รองกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ทัพกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ ทั้ง 50 คัน จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการขนส่งของอินเตอร์ เอ็กซ์เพรส โลจิสติกส์ เพื่อยกระดับการบริการรองรับฐานลูกค้าที่เติบโต โดยอินเตอร์ เอ็กซ์เพรส โลจิสติกส์ มั่นใจในคุณภาพของฟอร์ด เรนเจอร์ ที่มีความโดดเด่นด้วยสมรรถนะอันแข็งแกร่ง มาพร้อมเทคโนโลยีอันทันสมัย ด้วยสมรรถนะเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 160 แรงม้า ให้แรงบิดที่สูงถึง 385 นิวตันเมตร และตัวรถยังมีฐานล้อกว้าง 1,590 มม. ช่วยให้สามารถทรงตัวได้ดีเหมาะกับการบรรทุกหนัก ระบบดิสเบรคหน้าขนาดใหญ่ ช่วยลดระยะเบรคเมื่อบรรทุกหนัก พร้อมระบบเบรค ABS และระบบกระจายแรงเบรค EBD ทั้งยังมีพวงมาลัยพาวเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPAS (Electric Power Assisted Steering) ช่วยผ่อนแรงในขณะขับขี่และช่วยประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังมีระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์กับเครื่องเสียงรถยนต์ผ่านบลูทูธ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและมอบความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่อีกด้วย

รายการ Auto Motor Thailand ประจำวันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564

0
Auto Motor Thailand Pic Open

พบกับรายการ Auto Motor Thailand ตั้งแต่เวลา 23.00-23.30 น. ทางททบ.5 กด 1 สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

“เรื่องรถต้องรู้”
– ทดสอบสมรรถนะ All New Honda Civic RS

Auto Motor Thailand 1

“ท่องโลกยานยนต์”
– เกรท วอลล์ มอเตอร์ รุกตลาดประเทศบรูไน ประเดิมเปิดพรีเซล 2 รุ่นเรือธงอย่าง HAVAL H6 3rd Generation และ HAVAL JOLION

Auto Motor Thailand 2
– เปิดตัว New Toyota Hilux Revo และ New Toyota Fortuner

Auto Motor Thailand 3

“รู้ก่อนขับกับ…อีซูซุ”

– อุปกรณืที่ควรมีติดรถไว้เสมอ (ตอน 2 )

Auto Motor Thailand 4

ติดตามรับชม Auto Motor Thailand พร้อมกัน ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5กด1 ตั้งแต่เวลา 23.00 น.เป็นต้นไป แล้วพบกันครับ

โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport เปิดตัวครั้งแรกของเอเชียที่ประเทศไทย

0

 มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และนายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย ดร.จุฬชาติ จงอยู่สุข และนางสาวอัญญารัตน์ สุทธิเบญจกุล หัวหน้าวิศวกรระดับภูมิภาค บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ร่วมเปิดตัว โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport รถกระบะยอดนิยม สายพันธุ์สปอร์ตฝีมือคนไทย  ครั้งแรกของเอเชียที่ประเทศไทย พร้อมรุ่นปรับปรุงใหม่ปี 2564

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เริ่มต้นสายการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตัน ออกจำหน่ายครั้งแรกในปี พ.ศ.2511 โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า “ไฮลักซ์”  ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าในระยะเวลาอันรวดเร็ว ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงาม ห้องโดยสารกว้างขวาง สมรรถนะเครื่องยนต์อันทรงพลัง ประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม มีความทนทาน อัตราการดูแลรักษาต่ำ และรองรับทุกรูปแบบการใช้งาน

และในปี พ.ศ.2547 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของโตโยต้าประเทศไทยที่ได้รับความไว้วางใจจากโตโยต้าสำนักงานใหญ่ ประเทศญี่ปุ่น ให้เป็นฐานการผลิตรถกระบะและรถอเนกประสงค์ประเทศแรกนอกประเทศญี่ปุ่น เพื่อทำการผลิตและจำหน่าย ทั้งภายในประเทศ รวมทั้งส่งออกจำหน่ายในทุกภูมิภาคทั่วโลก ภายใต้ โครงการ IMV ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Innovative International Multi-purpose Vehicle”  ตลอดระยะเวลากว่า 5 ทศวรรษของโตโยต้า แห่งความมุ่งมั่น ทุ่มเท ค้นคว้า วิจัยและพัฒนาอย่างหนัก เพื่อให้ได้สุดยอดรถกระบะที่ตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าในทุกภูมิภาคทั่วโลก ส่งผลให้รถกระบะ “ไฮลักซ์”  เป็นรถกระบะยอดนิยมของคนไทย โดยมีลูกค้าครอบครองเป็นเจ้าของแล้ว  จำนวนทั้งสิ้นมากกว่า 2.5 ล้านคัน* (*ข้อมูลยอดขายสะสมภายใต้โครงการ IMV ตั้งแต่ปี 2547 – กรกฎาคม 2564)

ไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport และไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่ ปี 2564…พลังแกร่งเหนือนิยาม (THE UNBEATABLE)

มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า “ก่อนอื่นในนามของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ผมขอแสดงความขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ ที่เป็นด่านหน้าทุ่มเททำงานอย่างหนัก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และขอแสดงความห่วงใยคนไทยทุกคน ในช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ โตโยต้า ยังคงยืนหยัดเคียงข้างคนไทยทุกคน เพื่อร่วมก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน ตามที่ทราบดีว่า เป้าหมายของโตโยต้า คือ การส่งมอบความสุขให้กับคนไทยทุกคน และเราไม่เคยหยุดที่จะสร้าง “ยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่า” โดยในเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา เราได้ทำการแนะนำ ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ “GD Super Power Engine” เจเนอเรชันที่ 2 และระบบช่วงล่างใหม่ “Superflex” พร้อมด้วย ดีไซน์ใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีนอกจากนี้ เรายังตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็วด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เช่น การเพิ่ม Wide Body ในรุ่น Lo-Floor และการเพิ่มเกียร์อัตโนมัติ ในรุ่นเริ่มต้นของตัว Lo-Floor ในโอกาสนี้ผมขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่าน ที่ให้การตอบรับผลิตภัณฑ์ของเราเป็นอย่างดี”

รุ่น Hi-floor

“ในวันนี้ผมมีความยินดีที่จะแนะนำ ไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport และไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่ เป็นครั้งแรกของเอเชีย ซึ่งพัฒนาโดยหัวหน้าวิศวกรชาวไทย ดร.จุฬชาติ จงอยู่สุข และ คุณอัญญารัตน์ สุทธิเบญจกุลโดย ไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport นับเป็นผลิตภัณฑ์ GR รุ่นที่ 4 ที่แนะนำสู่ลูกค้าชาวไทย ต่อจาก Corolla GR Sport, GR Supra และ GR Yaris และเป็นรถกระบะในซีรีย์ GR รุ่นแรก ที่ผลิตในประเทศไทย โดยมี DNA ของมอเตอร์สปอร์ตภายใต้แนวคิดของ Gazoo Racing ที่ว่า “จากสนามแข่ง สู่ท้องถนน” โดย ไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport นับเป็นอีกหนึ่งผลผลิตจากแรงบันดาลใจ ในการสร้าง ”ยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่า” รถรุ่นนี้มาพร้อมการออกแบบที่เน้นอารมณ์สปอร์ตทั้งภายนอกและภายใน จากชุดแต่งพิเศษรอบคันที่เสริมประสิทธิภาพการขับขี่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ ผู้ขับขี่จะสัมผัสได้ถึงประสิทธิภาพการเกาะถนน และความคล่องตัวที่ดียิ่งขึ้นจากการทำงานของพร้อมกับโช้คอัพแบบโมโนทูบ (Monotube Shock Absorber) ในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ”

รุ่น Lo-Floor

“นอกจากนี้ในรุ่น Hi-floor เราได้เพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัย อาทิ กล้องมอบรอบคัน ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ และในรุ่น Lo-Floor มีการติดตั้งชุดไฟ LED ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นอุปกรณ์มาตรฐานจากโรงงาน ในรุ่น Mid เพื่อปรับปรุงรูปลักษณ์ให้โดนใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการแต่งรถ สุดท้ายกับการแนะนำเครื่องยนต์ใหม่ 2.8 ลิตร “GD Super Power” ในรุ่นมาตรฐาน (B-CAB) เพิ่มสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ที่เน้นการบรรทุกหนัก หรือกลุ่มรับจ้างขนของในราคาที่น่าดึงดูดใจ พร้อมด้วยระบบ T-Connect ที่มอบการเชื่อมต่อระหว่างคนและรถได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

ดร. จุฬชาติ จงอยู่สุข หัวหน้าวิศวกรระดับภูมิภาค กล่าวว่า หลังจากที่ได้เปิดตัวโตโยต้าไฮลักซ์ รีโว่ และฟอร์จูนเนอร์ใหม่ ในปีที่ผ่านมาเราได้ทำการสำรวจถึงความคิดเห็นของผู้แทนจำหน่าย พนักงานขายและลูกค้าผู้ใช้จริงทั่วประเทศกว่า 1,000 ตัวอย่าง เพื่อให้เข้าใจทั้งจุดเด่นและจุดที่ต้องปรับปรุงเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยได้นำผลสำรวจดังกล่าวมาใช้สำหรับการพัฒนาสู่รุ่นปรับปรุงใหม่ปี 2564 นี้ โดยมีการปรับปรุงให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ในทุก ๆ รุ่น

  • ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นมาตรฐาน (B-CAB) เพิ่มความแรงด้วยเครื่องยนต์ 2.8 ลิตร ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ให้มีสมรรถนะทรงพลังมากยิ่งขึ้น มอบกำลังสูงสุดถึง 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร มาพร้อมกับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มองหาเครื่องยนต์กำลังสูง เหมาะสำหรับกลุ่มที่ต้องใช้บรรทุกของหนักหรือใช้ในธุรกิจด้าน Logistics ที่มีความแรง ทนทาน สามารถพาไปได้ทุกที่

  • ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่น Z-Edition หรือ ตัวเตี้ย เพิ่มความโฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้า Bi-Beam LED พร้อมระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ พร้อมระบบ Follow-Me-Home และไฟท้ายแบบ LED Light Guiding ในรุ่น Mid เพิ่มความสปอร์ตในทุกมุมมอง ให้ดูน่าดึงดูดสายตามากยิ่งขึ้นสอดรับกับโป่งล้อ Wide Body ได้เป็นอย่างดี

  • ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นยกสูงหรือ Prerunner และขับเคลื่อน 4 ล้อ เพิ่มฟังก์ชั่นความปลอดภัย ให้ความมั่นใจในการขับขี่อย่างเต็มพิกัดด้วยกล้องมองรอบคัน (Panoramic View Monitor) ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert) และ ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor) และระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ปรับอิสระแยกซ้าย-ขวา

นางสาวอัญญารัตน์ สุทธิเบญจกุล หัวหน้าวิศวกรระดับภูมิภาค กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับไฮลักซ์ รีโว่ รุ่น GR Sport ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นในตระกูล Gazoo Racing ซึ่งมีที่มาจากการที่โตโยต้าได้เข้าร่วมการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตเพื่อทดสอบสมรรถนะยานยนต์ในสนามแข่งขันทั่วโลก ผ่านทีม Toyota Gazoo Racing เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของรถยนต์ที่ใช้งานธรรมดา ให้สามารถวิ่งบนถนนที่ไม่ธรรมดาและมีอุปสรรคมากมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งยานยนต์ที่มีสมรรถนะพิเศษ โดยเราได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการแข่งขัน มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนารถยนต์รุ่น GR เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการประสบการณ์ในการขับขี่แบบมืออาชีพที่ไม่เหมือนใคร

“โดยดีไซน์ของ GR คือการผสมผสานระหว่างฟังก์ชั่นการใช้งานและรูปลักษณ์ (Functional Beauty) ภายนอกโดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ต โดยถูกออกแบบให้รองรับการขับขี่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ เพิ่มประสิทธิภาพ    มีการขับขี่อันยอดเยี่ยม ภายในเน้นความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์รถแข่งระดับโลก Toyota Gazoo Racing ได้เป็นอย่างดี พร้อมด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน ช่วยส่งเสริมสมรรถนะในการขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยม

ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่น GR Sport ได้รับการพัฒนาพิเศษจำนวน 2 รุ่น 

  • ไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport ขับเคลื่อน 4 ล้อ
  • แนวคิดในการพัฒนารถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ GR-Sport ขับเคลื่อน 4 ล้อ ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งระดับโลกที่เข้าร่วมการแข่งขันในรายการ World Rally Championship (WRC) ซึ่งถือได้ว่าเป็นรายการแข่งขันรถยนต์อันดับต้นๆ ของโลก โดยรถรุ่นนี้เหมาะสำหรับที่ลูกค้า   ที่มีความชื่นชอบรถกระบะดีไซน์ GR Sport  ที่เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่อันยอดเยี่ยม เหนือใคร มาพร้อมกับโช้คอัพแบบโมโนทูบ (Monotube Shock Absorber)  เพิ่มประสิทธิภาพ    ในการควบคุมการขับขี่ให้สนุกสนานมากยิ่งขึ้น พร้อมขับลุยได้ในทุกสภาพถนน
    • ไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport ขับเคลื่อน 2 ล้อในรุ่น Lo-Floor หรือ ตัวเตี้ย
  • แนวคิดในการพัฒนารถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport ขับเคลื่อน 2 ล้อในรุ่น Lo-Floor หรือตัวเตี้ย ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งขัน รถยนต์ทางเรียบ Super GT (Grand Touring)
  • ซึ่งเป็นการแข่งรถยนต์ทางเรียบความเร็วสูงอันดับ 1 ของเอเชียและเป็นที่นิยมแพร่หลายในระดับโลก โดยรถรุ่นนี้เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการรถกระบะที่มีดีไซน์โดดเด่น โดยปรับลดความสูงช่วงล่างลง 23 มิลลิเมตร เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ (Vehicle Stability) โดยเฉพาะในช่วงความเร็วสูง พร้อมปรับปรุงช่วงล่างให้นั่งสบายเหมือนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้น

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า “ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณกลุ่มแพทย์ พยาบาลที่ทำงานกันอย่างหนัก ไม่ย่อท้อเพื่อต่อสู้กับสถานการณ์ Covid-19 ในขณะนี้ และผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆ คนผ่านพ้นวิกฤตินี้ สำหรับตลาดรถยนต์นั้นได้รับผลกระทบเหมือนธุรกิจอื่นๆ แต่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้งานแบบด้าน Logistics ที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเราสามารถครองอันดับ 1 ด้านยอดขาย สำหรับรถกระบะตอนเดียวมากว่า 20 ปี”

“สำหรับปีนี้ เรายังคงมุ่งมั่นพัฒนารถกระบะ ไฮลักซ์ รีโว่ ให้สามารถตอบสนองการใช้งานที่หลากหลายของลูกค้าตั้งแต่การบรรทุกของหนัก ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเป็นรถคู่ใจที่สร้างรายได้ของทุกคน

  • โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นมาตรฐาน (B-CAB) หรือกระบะตอนเดียว เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการเครื่องยนต์ที่มีพละกำลังสูง ใช้งานสำหรับบรรทุกของหรือด้านการขนส่ง (Logistic) หรือเกษตรกรใช้บรรทุกผลิตผล และได้นำเครื่องยนต์ขนาด 8 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 204 แรงม้า พร้อมเกียร์ธรรมดา 6 สปีดมาใส่รุ่นมาตรฐาน พร้อมด้วยระบบช่วงล่างที่แข็งแกร่งรองรับน้ำหนักบรรทุกได้อย่างดีและประหยัดน้ำมันสูงสุด

  • โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่น Z-Edition หรือรถกระบะตัวเตี้ยหน้าหล่อ เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นที่ต้องการความแตกต่างและโดดเด่น สามารถใช้ในชีวิตประจำวัน หรือทำธุรกิจ งานบรรทุก การค้าขายปลีก-ส่ง ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถนำไปตกแต่งเพิ่มได้ตามความต้องการจากร้านรถแต่งชั้นนำ ซึ่งในรุ่น “Z-Edition ตัวเตี้ยหน้าหล่อ” ได้มีการปรับเพิ่มไฟหน้าแบบ LED ปรับระดับได้ และไฟท้ายแบบ LED ดูมีรูปลักษณ์ใหม่ที่เท่ห์สะดุดตา ทันสมัย สวยสะดุดตามากยิ่งขึ้น

  • โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นยกสูง (Prerunner) และขับเคลื่อน 4 ล้อ  ถือได้ว่าเป็นรถกระบะรุ่นยอดนิยม ที่สามารถตอบโจทย์ การใช้งานที่อเนกประสงค์ และสะดวกสบายเช่นเดียวกับรถยนต์นั่ง ซึ่งในรุ่นนี้ได้เพิ่มกระจังหน้า โครเมียม และไฟหน้าแบบ LED ปรับระดับอัตโนมัติ และไฟท้ายแบบ LED เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย สะท้อนภาพลักษณ์สุดโดดเด่นเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ง่ายขึ้น นอกจากนี้ในรุ่น Mid ได้เพิ่มเบาะหนัง  พร้อมปรับด้วยไฟฟ้าด้านผู้ขับ ให้ความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น สำหรับในรุ่น High และ Rocco ที่เพิ่มฟังก์ชั่นความปลอดภัยอันล้ำสมัย อาทิ กล้องมองรอบคัน (Panoramic View Monitor) ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert) และ ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor) ให้ความมั่นใจและยกระดับความปลอดภัยในการขับขี่ขั้นสูงสุด

“และครั้งแรกของเอเชียกับไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport มิติใหม่ของรถกระบะที่ได้รับการพัฒนาตามเทรนด์ของตลาดโลกในขณะนี้ โดยแนวคิดของ GR Sport มีจุดเริ่มต้นจากการที่โตโยต้าเข้าร่วมการแข่งขันทดสอบสมรรถนะยานยนต์ในสนามแข่งทั่วโลก อาทิ WRC และ Super GT ผ่านทีมรถแข่งระดับโลกของโตโยต้า “TOYOTA GAZOO RACING” ซึ่งเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับทั้งรถและคนที่สร้างรถเหล่านั้น เพื่อนำความรู้และความรู้สึกที่ได้จากการขับ รวมถึงสมรรถนะของรถยนต์อันไร้ขีดจำกัดที่ได้จากการแข่งขันมาพัฒนารถยนต์ของ     โตโยต้า ซึ่งนำไปสู่การสร้างสรรค์และพัฒนารถยนต์รุ่นพิเศษ หรือ GR Series ที่ทุกคนสามารถครอบครองได้      โดยไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport คือที่สุดแห่งยนตรกรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์แห่ง Toyota Gazoo Racing ไว้ในทุกรายละเอียด”

“โดยโตโยต้าได้พัฒนาไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport มาถึง 2 รุ่น ได้แก่ รถกระบะยกสูงขับเคลื่อน 4 ล้อ และกระบะตัวเตี้ยขับเคลื่อน 2 ล้อ”

  1. ไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport ยกสูงขับเคลื่อน 4 ล้อ (Hi-Floor (4×4)) รถกระบะยกสูงรุ่นท็อป Premium Adventure เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มองหารถกระบะดีไซน์สปอร์ต ที่มาพร้อมกับสมรรถนะการขับขี่ขั้นสูง ทรงพลังขับสนุก ควบคุมได้ดั่งใจ สามารถขับลุยได้ทุกที่ ในขณะเดียวกันให้ความรู้สึกเหมือนขับขี่รถยนต์นั่ง และมั่นใจในการขับขี่ด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า Toyota Safety Sense
  • ใหม่ดีไซน์ภายนอก…โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับรถแข่งดับโลก Toyota Gazoo Racing
    • กระจังหน้าสีเดียวกับตัวรถดีไซน์ใหม่ พร้อมตัวหนังสือ TOYOTA และสัญลักษณ์ GR
    • กันชนหน้าพร้อมชุดตกแต่ง และกันชนหลังสีดำเมทัลลิก
    • ชุดตกแต่งซุ้มล้อสีเดียวกับตัวรถตกแต่งด้วยสีดําเมทัลลิก
    • กระจกมองข้างสีดําเมทัลลิก ปรับและพับเก็บด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบ Welcome Light
    • เสาอากาศแบบ Shark fin
    • สัญลักษณ์ GR และ GR Sport บริเวณด้านข้างและประตูท้าย
    • สปอร์ตบาร์สีดำเมทัลลิกพร้อมไฟสองสว่าง LED และพื้นปูกระบะ
    • ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ดีไซน์ใหม่แบบ GR Sport
    • สติ๊กเกอร์ด้านข้างและท้ายกระบะ ดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น GR Sport
    • กุญแจรีโมท Smart key ดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น GR Sport
  • ใหม่ดีไซน์ภายใน…บ่งบอกตัวตนความสปอร์ตในทุกมิติ
  • ภายในดีไซน์สปอร์ตโทนสีดำสลับแดง ตกแต่งด้วยสี Smoke silver พร้อมสัญลักษณ์ GR ให้ความรู้สึกสปอร์ตในสไตล์รถแข่ง
  • เบาะนั่ง Suede แบบเจาะรู และหนังสังเคราะห์เดินด้ายตกแต่งสีแดง พร้อมสัญลักษณ์ GR
  • แผงคอนโซลหน้า และช่องปรับอากาศด้านหน้าตกแต่งด้วยสี Smoke silver และสีดำเมทัลลิก
  • แผงข้างประตู สีดำบุหนังสังเคราะห์พร้อมแถบสี Smoke silver และสีดําเมทัลลิก
  • พวงมาลัยดีไซน์สปอร์ต พร้อมหน้าปัด และระบบสตาร์ทอัจฉริยะ Push start พร้อมสัญลักษณ์ GR
  • แป้นคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต
  • ใหม่สมรรถนะการขับขี่ระบบส่งกำลังในสไตล์รถสปอร์ต ตอบสนองได้ดั่งใจ
    • ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบอิสระแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone Suspension) และระบบกันสะเทือนด้านหลังแบบแหนบซ้อน พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง พร้อมกับโช้คอัพแบบ โมโนทูบ (Monotube Shock Absorber) ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Sequential Shift และ Paddle Shift
    • ระบบเบรกหน้าแบบดิสก์เบรกมีครีบระบายความร้อน พร้อมคาลิปเปอร์สีแดง และสัญลักษณ์ GR
  • ใหม่ฟังก์ชันความปลอดภัย…มั่นใจได้ทุกการเดินทาง ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก
    • ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System)
    • ระบบเตือนออกนอกเลนพร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ (Lane Departure Alert)
    • ระบบควบคุมและปรับความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control)
    • กล้องมองรอบคัน (Panoramic View Monitor)
    • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor)
    • ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ RCTA (Rear Cross Traffic Alert)

  1. ไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport ขับเคลื่อน 2 ล้อ (Lo-Floor) รถกระบะตัวเตี้ยที่เพิ่มความ Sport Premium ตอบโจทย์ลูกค้าสายรถแต่ง มาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ 2.8GD Super Power ที่ให้ความเร็ว แรง และการขับขี่ที่สนุกสนานมากยิ่งขึ้น ซึ่งถูกพัฒนาสำหรับรถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ ในประเทศไทยเท่านั้น
  • ใหม่ดีไซน์ภายนอก…โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับรถแข่งดับโลก Toyota Gazoo Racing
    • กระจังหน้าสีเดียวกับตัวรถและสีดำเมทัลลิกดีไซน์ใหม่ พร้อมสัญลักษณ์ GR
    • กันชนหน้าพร้อมชุดตกแต่ง
    • ชุดตกแต่งสเกิร์ตรอบคัน
    • กระจกมองข้างสีดําเมทัลลิกปรับและพับเก็บด้วยไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว
    • เสาอากาศแบบ Shark fin
    • สัญลักษณ์ GR และ GR Sport บริเวณด้านข้างและประตูท้าย
    • ล้ออัลลอย 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่แบบ GR Sport
    • สติ๊กเกอร์ด้านข้างกระบะ ดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น GR Sport
  • ใหม่ดีไซน์ภายใน…บ่งบอกตัวตนความสปอร์ตในทุกมิติ
  • ภายในดีไซน์สปอร์ตโทนสีดำสลับแดง ตกแต่งด้วยสี Smoke silver พร้อมเดินด้ายตกแต่งสีแดง และสัญลักษณ์ GR ให้ความรู้สึกแบบสปอร์ตในสไตล์รถแข่ง
  • เบาะนั่ง Suede แบบเจาะรู และหนังสังเคราะห์เดินด้ายตกแต่งสีแดง พร้อมสัญลักษณ์ GR
  • แผงคอนโซลหน้า และช่องปรับอากาศด้านหน้าตกแต่งด้วยสี Smoke silver และสีดำเมทัลลิก
  • แผงข้างประตู สีดำบุหนังสังเคราะห์พร้อมแถบสี Smoke silver และสีดําเมทัลลิก
  • พวงมาลัยดีไซน์สปอร์ต พร้อมหน้าปัด สัญลักษณ์ GR
  • แป้นคันเร่งและเบรคแบบสปอร์ต
  • ใหม่สมรรถนะการขับขี่ระบบส่งกำลังในสไตล์รถสปอร์ต ตอบสนองได้ดั่งใจ
    • เครื่องยนต์ GD Super Power 8 ลิตร ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องพละกำลังและความประหยัดสูงสุด
    • ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Sequential Shift และ Paddle Shift
    • ระบบเบรกหน้าแบบดิสก์เบรกมีครีบระบายความร้อน พร้อมคาลิปเปอร์สีแดง และสัญลักษณ์ GR
    • การออกแบบปรับลดความสูงช่วงล่างลง 23 มิลลิเมตร เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ ลดอาการโคลงของตัวรถ ช่วยเรื่องการทรงตัวและเกาะถนนมากยิ่งขึ้น

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรามุ่งมั่นที่จะสร้างประสบการณ์สุดพิเศษในการซื้อรถ (New Buying Experience) และสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับในการครอบครองรถ New Usage Experience) ด้วยบริการ Exclusive รูปแบบต่างๆ สำหรับลูกค้ารถยนต์โตโยต้า ผ่าน Application T-Connect by TOYOTA เพื่อให้ทุกท่านสามารถเป็นเจ้าของรถได้ง่ายยิ่งขึ้น และเกิดความรู้สึก อุ่นใจ ปลอดภัย และสะดวกสบายตลอดระยะเวลาที่ครอบครองรถ”

  • ประสบการณ์การซื้อรูปแบบใหม่ New Buying Experience ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่จะเปลี่ยนการซื้อรถจากรูปแบบเดิม พร้อมสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าด้วยบริการรูปแบบใหม่
  1. Estimate Time of Arrival (ETA) บริการที่ลูกค้าสามารถตรวจสอบระยะเวลาการส่งมอบรถที่สั่งจองได้
  2. Connected Auto Loan (CAL) โปรแกรมที่ช่วยให้การอนุมัติสินเชื่อรถยนต์ง่ายขึ้นกว่าที่เคย  
  3. KINTO อิสรภาพใหม่ของการใช้รถจากโตโยต้า ด้วยบริการออนไลน์เช่ารถระยะยาวสำหรับลูกค้าทั่วไปและนิติบุคคล ที่ให้คุณเป็นเจ้าของรถใหม่ได้ง่าย หลากหลายรุ่นให้เลือก ด้วยบริการ คินโตะ วัน “ฉลาดสุดๆ ไม่ต้องดาวน์ ถูกใจค่อยซื้อ” ด้วยการให้บริการแบบครบวงจรทั้ง 3 ด้าน 
  4. Full Service ตอบโจทย์ความสะดวกสบายในทุกการขับขี่ ครอบคลุมทุกค่าใช้จ่ายด้วยบริการคุณภาพมาตรฐานจากโตโยต้า  
  • การบำรุงรักษาประกันภัยชั้น 1 จากโตโยต้าแคร์บริการพิเศษช่วยเหลือฉุกเฉิน
  • บริการรถทดแทนระหว่างซ่อม การดูแลเรื่องภาษีรถยนต์ประจำปี 
  1. One Price ตอบโจทย์ความคุ้มค่าในการใช้รถ ลูกค้าสามารถใช้รถได้อย่างคุ้มค่ากับค่าบริการราคาเดียวตลอดอายุสัญญา 
  • ไม่ต้องดาวน์              
  • หมดกังวลเรื่องราคาขายต่อ
  • เมื่อครบสัญญา เลือกผ่อนต่อเป็นเจ้าของ หรือเลือกรถคันใหม่* (*ใหม่! เมื่อครบสัญญาลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของรถได้ โดยมีค่าผ่อนชำระใกล้เคียงเดิม)
  1. Online Service ตอบโจทย์อิสระใหม่ในการใช้บริการ ด้วยบริการเช่ารถทางออนไลน์

ที่ให้ความสะดวกสบายและรวดเร็วตั้งแต่ต้นจนจบ สมัครใช้บริการทางเว็บไซต์ www.kinto-th.com และใช้งานผ่านโมบายแอปพลิชัน KINTO สามารถตรวจสอบผลอนุมัติการสมัครได้ไวภายใน 1 ชั่วโมงในวันและเวลาทำการ

  • ประสบการณ์ในการใช้งานรูปแบบใหม่ (New Usage Experience) เทคโนโลยีเชื่อมการขับเคลื่อนแห่งอนาคตที่ส่งมอบบริการผ่านแอปพลิเคชัน T-Connect by TOYOTA
  1. Always Located and Protect บริการเพื่อความอุ่นใจ ปลอดภัย ไร้กังวล ประกอบด้วยการบริการ ดังนี้
    • Find My Car เช็กตำแหน่งรถ Real Time ได้ทุกที่ ทุกเวลา
    • ระบบติดตามการโจรกรรม (TheftTrack) ระบบตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์เมื่อถูกโจรกรรม โดยโตโยต้าประสานความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง
    • ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน (SOS)
    • ระบบกำหนดขอบเขตปลอดภัย (Geo-fencing)
  2. Telematics CARE ช่วยให้การดูแลรถยนต์เป็นเรื่องง่าย ช่วยคลายความกังวลในการขับขี่
  • บริการแจ้งเตือนการบำรุงรักษา (Maintenance Reminder) รวมถึงประสานงานนัดหมาย ออนไลน์
  • ข้อมูลรถและการขับขี่ (Vehicle Information) การแสดงสถานะรถยนต์ และข้อมูลการขับขี่ พร้อมบริการแจ้งเตือนต่อทะเบียนและต่อประกันภัยรถ
  • บริการแจ้งเตือนต่อทะเบียนรถประจำปี
  • ประกันภัย ขับดีลดให้ หรือ Pay How You Drive (PHYD) ประกันภัยรูปแบบใหม่ ที่จะทำให้ประหยัดได้มากกว่า ด้วยส่วนลดจากการวิเคราะห์ข้อมูลการขับขี่ ขับรถดี ขับปลอดภัย คำนวณส่วนลดค่าเบี้ยประกันต่ออายุ ตามพฤติกรรมและระยะทางการขับขี่
  1. Happiness Mobility บริการเพิ่มความสุขทุกเส้นทาง ประกอบด้วย
  • บริการผู้ช่วยส่วนตัว (Concierge Services) พร้อมดูแลคุณตลอดการเดินทาง

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวปิดท้ายว่า นอกจากนี้ยังมีระบบบริหารยานพาหนะและการขนส่งแบบครบวงจร FTS (Fleet Telematics Service) สำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ หรือ กลุ่ม Logistics ที่จะช่วยให้สามารถติดตาม วางแผนการใช้รถ และควบคุมการใช้งาน รวมทั้งพนักงานขับรถได้อย่างสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพ โดยมีระบบแสดงผลได้แบบ Real Time พร้อมรายละเอียดข้อมูลสถานะต่างๆ ของตัวรถและการใช้งานรถอีกด้วย”

เรามีความมุ่งมั่นในการพัฒนารถให้ตอบสนองความต้องการลูกค้า เพื่อสร้างความมั่นใจในผลิตภัณฑ์และการบริการของเราให้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ และในปีนี้ที่เราได้เปิดตัว GR Sport ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า GR Sport จะสามารถยกระดับความเป็นที่หนึ่งของรถกระบะ และพร้อมเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่องไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ ด้วยเหตุนี้เราจึงใช้แนวทางการสื่อสารทางการตลาดว่า Race your Ultimate Ambition” ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในยนตกรรมที่ล้ำสมัย ผสานทุกความเป็นที่สุดไว้หนึ่งเดียว

มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวโดยสรุปว่า ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า GR Sport จะทำให้เราเข้าถึงลูกค้าที่มองหาความเหนือระดับในรถกระบะด้วยสมรรถนะที่ดียิ่งกว่าพร้อมด้วยรูปลักษณ์สปอร์ต และเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของรถกระบะยุคใหม่ในประเทศไทย ผมได้ทดลองขับรถกระบะรุ่น GR Sport มาแล้วในสนามแข่งรู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง กับความคล่องตัวในการขับขี่ และการควบคุมที่ตอบสนองได้ดี แม้ในความเร็วสูงและยังสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ในระบบช่วงล่าง และสมรรถนะของเบรก ซึ่งสร้างความมั่นใจสูงสุดในขณะขับขี่ และเครื่องยนต์ใหม่ 2.8 ลิตร ในรุ่นมาตรฐาน หรือกระบะตอนเดียว มอบพละกำลังสูง และอัตราเร่งที่ตอบสนองได้เป็นอย่างดี ทำให้การควบคุมรถแม่นยำ และดีเยี่ยม ผมเชื่อว่าจะสามารถตอบโจทย์การใช้งานเพื่อการบรรทุกหนักได้อย่างสมบูรณ์ ผมขอให้ทุกท่านลองสัมผัสและทดลองขับรถรุ่นใหม่นี้ด้วยตัวท่านเองครับ

พร้อมเป็นเจ้าของโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport และโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่ปี 2564

36 รุ่นย่อย มีสีภายนอกให้เลือก 8 สี

  • Dark Blue Mica (เฉพาะรุ่นยกสูง Prerunner / 4×4 / ยกเว้นรุ่น GR Sport และ Rocco)
  • Emotional Red * (เฉพาะรุ่น GR Sport / Rocco)
  • Oxide Bronze Metallic (เฉพาะรุ่น Rocco)
  • White Pearl CS* (เฉพาะรุ่น GR Sport / Rocco / Prerunner และ 4×4 High)
  • Silver Metallic (ยกเว้นรุ่น GR Sport / Rocco)
  • Dark Grey Metallic (ยกเว้นรุ่น GR Sport / Rocco / รุ่นมาตรฐาน Cab & Chassis)
  • Attitude Black Mica (ยกเว้นรุ่นมาตรฐาน)
  • Super White** (ยกเว้นรุ่น GR Sport / Rocco / Pre runner และ 4×4 High)

ราคาคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของ 

ไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport ยกสูงขับเคลื่อน 4 ล้อ (Hi-Floor (4×4))

  • มี 1 รุ่น ราคา       1,299,000 บาท

ไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport ขับเคลื่อน 2 ล้อ (Lo-Floor)

  • มี 1 รุ่น ราคา       889,000 บาท

ไฮลักซ์ รีโว่ Rocco

  • มี 4 รุ่น ราคา       966,000 – 1,256,000 บาท

ไฮลักซ์ รีโว่ ยกสูงแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

  • มี 5 รุ่น ราคา       879,000 – 1,176,000 บาท

ไฮลักซ์ รีโว่ ยกสูงแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ Pre-Runner

  • มี 10 รุ่น ราคา       724,000 – 1,026,000 บาท

ไฮลักซ์ รีโว่ Z-Edition

  • มี 8 รุ่น ราคา       619,000 – 805,000 บาท

ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นมาตรฐาน กระบะตอนเดียว

  • มี 7 รุ่น ราคา         544,000 – 704,000 บาท

(*สำหรับสี Emotional Red และ White Pearl CS เพิ่ม 10,000 บาท / ** สี Super White ลด 7,000 บาท) 

เป็นเจ้าของ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่วันนี้!

รับแคมเปญพิเศษ และแพ็คเกจขยายการรับประกันคุณภาพเพิ่มเป็น 5 ปี 150,000 กม. พร้อมค่าแรงเช็กระยะฟรีถึง 100,000 กม. รวมมูลค่ากว่า 30,000 บาท สิทธิพิเศษเพิ่มเติมสำหรับลูกค้าโตโยต้ากับ Toyota Privilege More 

พบกับ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่ 2564 ได้วันที่ 25 สิงหาคม 2564 และโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ GR Sport ได้ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2564 ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ  

พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรม Live สุดพิเศษที่ Facebook : Toyota Motor Thailand Hilux Revo Thailand และ Facebook ของผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน นี้เป็นต้นไป

และสามารถทดลองขับได้ที่ Toyota Driving Experience Park (TDEX) บางนา (กม.3) ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.toyota.co.th/

Facebook: Toyota Motor Thailand , Hilux Revo Thailand
LINE ID: @ToyotaThailand

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ All New Honda Civic RS จัดเต็มความปลอดภัย พร้อมโมดิฟายขุมพลังใหม่

0
New Honda Civic Pic Open

All New Honda Civic ก้าวสู่เจนเนอเรชั่นที่ 11 กับรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว ภายในแต่งหรู ขุมพลัง V-Tec Turbo โมฯเพิ่ม ในพิกัดความจุ 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 178 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติซีวีที มาพร้อมระบบความปลอดภัย Honda Sensing กับราคาค่าตัว 1.199 ล้านบาท จะมีความคุ้มค่าน่าใช้ขนาดไหน ติดตามรับชมได้จากรายงาน

ถือว่าเป็นรุ่นแรกของรถพวงมาลัยขวาที่ผลิตจากโรงงานประกอบรถยนต์มนประเทศไทย เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังอีกหลายประเทศซึ่งใช้รถพวงมาลัยขวาสำหรับ All New Honda Civic เจนเนอเรชั่นที่ 11 ที่ 11 ซึ่งเรื่องราวของการรีวิวนั้น เราได้ทำการแนะนำไปแล้ว โดยสามารถเข้าไปดูได้ตามลิงค์นี้ครับ และในครั้งนี้ จึงขอรวบรัดเข้าสู่เรื่องราวของการทดสอบสมรรถนะซีดานรุ่นธง โมเดลล่าสุดจาก ฮอนด้า ออโตโมบิลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กันเลยครับ

All New Honda Civic 1

การทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ใช้ระยะทางราว 150 กม. ในการสัมผัสกับระบบต่างๆ แต่จะมีเพียงหนึ่งระบบที่ไม่ได้ทำการทดสอบและเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ของเทคโนโลยี Honda Sensing นั่นคือระบบ Auto Highbeam หรือการปรับไฟสูงต่ำอัตโฯมัติ เนื่องจากการทดสอบในครั้งนี้ได้ดำเนินการในช่วงกลางวัน

All New Honda Civic 2
จากการเดินทางในเมืองสู่นอกเมืองในย่านความเร็วต่ำ การเก็บเสียงภาบในห้องโดยสารเงียบสนิท จาการติดตั้งวัสดุซับเสียงที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น รวมถึงกระจก 3 บานหน้าแบบ Acoustic Glass ที่ช่วยให้การเก็บเสียงจากลมปะทะได้ดียิ่งขึ้น

All New Honda Civic 3
เบาะนั่งก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่พิถีพิถัน ออกแบบเบาะนั่งให้ใหญ่ขึ้นพร้อมโอบกรับช่วงหลัง ไหล่ และที่รองนั่ง ดยใช้หนังหุ้มขอบ ส่วนตรงกลางเป็นแบบกำมะหยี่และเย็บด้ายแดงตามสไตล์รุ่นท๊อป RS รวมถึงเบาะนั่งแถว 2 ที่ออกแบบให้นั่งสบาย พื้นที่ศรีษะก็กว้างขึ้น ส่วนพื้นที่วางขามีเหลือเฟือ แต่ติดตรงที่ว่าไม่มีการติดตั้งช่องแอรหลัง ซึ่งหากเป็นรุ่นที่ขายในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีช่องแอร์ด้านหลัง ทั้งที่ประเทศไทยนั้นร้อนกว่า

All New Honda Civic 4
พวงมาลัยน้ำหนักเบา แปรผันตามรอบความเร็วูกปรับแต่งให้มีการควบคุมที่แม่นยำขึ้น รวมถึงระบบมิลติฟังค์ชั่นที่ใช้งานง่ายโดยติดตั้งปุ่มควบคุมทั้งระบบความบันเทิงและการปรับเซ็ทค่าต่างๆของรถ รวมถึงสั่งการระบบต่างๆในเทคโนโลยี Honda Sensing รวมถึงระบบแพดเดิลชิฟท์

All New Honda Civic 5

หน้าจอดิสเพลย์เป็นแบบTFT ขนาด 10.2 นิ้ว แสดงภาพได้อย่างคมชัด ซึ่งปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้หลายรูปแบบ และทีเด็ดอยู่ที่การแสดงภาพขณะขับขี่ ไม่ว่าจะค่อมช่องทาง หรือ ไฟเบรค ก็มีแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน

All New Honda Civic 6
คอนโซลหน้าจัดวางเลย์เอาท์ใหม่ โดยย้ายจอสัมผัสมาไว้ด้านบนคอนโซล ในรุ่น RS จะใช้ขนาด 9 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ AppleCarPlay แบบไร้สาย และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri รวมถึงแสดงภาพจากระบบ Honda Lane Watch กล้องมองภาพรอบคัน และกล้องมองหลัง แต่การปรับเซ้ทอาจทำยากไปสักนิด เนื่องจากควบคุมได้จากเพียงหน้าจอแฃะพวงมาลัย ไม่มีปุ่มควบคุมแยกอิสระมาไว้ที่คอนโซลกลาง หรือ คอนโซลเกียร์แบบคู่แข่ง

All New Honda Civic 7
ออฟชั่นพิเศษสำหรับรุ่นนั่นคือ Wiress Charger ที่ให้กระแสไฟแรงขนาด 1.5 วัตต์ ซึ่งทำให้กำลังไฟเข้าสู่โทรศัพท์ ทำได้มนระยะเวลาที่สั้นลง นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบ Android Auto และ Apple Carplay และพิเศษตรงที่หากใช้สมาร์ทโฟนในระบบ Apple Carplay โดยไม่จำเป็นที่ต้องใช้สายในการเชื่อมต่อ หรือในรูปแบบ Wifi นั่นเอง

All New Honda Civic 8
คอนโซลเกียร์ตกแต่งใหม่ นอกจากคันเกียร์มีการติดตั้งเบรคมือไฟฟ้าพร้อม Auto Brake Hold รวมถึงติดตั้งสวิตช์ควบคุมโหมดการขับขี่แยกออกมาชัดเจน นอกจากโหมด Econ และ Normal โดยเพิ่มโหมด Sport มาให้เรียบร้อย

All New Honda Civic 10
สำหรับขุมพลังได้รับการโมดิฟายใหม่แต่ขนาดความจุเดิมในพิกัด 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมพัฒนาชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ให้ทรงประสิทธิยิ่งขึ้นลให้กําลังสูงสุด 178 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 – 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทํางานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง CVT ด้านอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่เคลมจากอีโค่สติกเกอร์อยู่ที่ 17.2 กม./ลิตร ซึ่งหากเทียบกับรุ่นเดิม จะมีอัตราบริโภคเชื้อเพลิงมากว่าอยู่เล็กน้อย แต่การตอบสนองของเครื่องยนต์ทำได้ดีขึ้นชัดเจน

All New Honda Civic 10
การใช้งานในเมืองนั้น หากขับขี่ทั่วไปในส่วนของระบบเกียร์ซีวีที ทำงานได้ราบรื่น แต่หากเมื่อไหร่ที่ต้องการเรียกความแรง ระบบเกียร์ซีวีทีที่ออกแบบมาให้มีคุณสมบัติต่างไป เนื่องจากมีช่วงรอยต่อของเกียร์ที่สัมผัสได้ถึง 4 จังหวะ แต่หากใช้แพดเดิลชิฟท์ จะแบ่งอัตราทดเกียร์ได้ถึง 7 จังหวะ

All New Honda Civic 11
รบบช่วงล่างฟิลลิ่งแตกต่างไปจากเจนที่แล้วชัดเจน ทั้งที่ระบบหลักเป็นแบบเดียวกัน ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท และ ด้านหลังเป็นแบบอิสระมัลติลิงค์ แต่มีการปรับแต่งให้แน่น และ หนึบมากยิ่งขึ้นอย่างชัดเจน ในช่วงการใช้งานความเร็วสูง สมรรถนะในการยึดเกาะถนนของระบบช่วงล่างยังคงเป็นเยี่ยม มีบางช่วงได้ทดลองกระโดดคอสะพาน การรับแรงกระแทกของโช๊คอัพ และ สปริง สะท้อนได้ถึงความแน่น หนึบ เพราะช่วงยืด ยุบ ที่คอยช่วยซับแรงสั่นสะเทือน

All New Honda Civic 12

โหมดการขับขี่ทั้ง 3 ระบบ ทำงานแตกต่างกันอย่างชัดเจน เริ่มจาก ECON Mode หรือ โหมดการขับขี่แบบประหยัด พร้อมปรับการทํางานของเครื่องยนต์ให้สัมพันธ์กับการขับขี่เพื่ออัตราการประหยัดเช้ือเพลิงมากขึ้น ส่วน Normal Mode เป็นโหมดการขับขี่แบบปกติ สําหรับการขับขี่ใช้งานโดยทั่วไปซึ่งกล่องสมองกลจะปรับการทำงานโดยสั่งจ่ายเชื้อเพลิงมากขึ้นกว่าโหมด Econ และที่เพิ่มเติมเข้ามานั่นคือ Sport Mode ที่สั่งการทํางานของเครื่องยนต์ให้ตอบสนองอัตราเร่งได้ดียิ่งขึ้น รอบเครื่องยนต์ปรับเพิ่มจาก Normal ประมาณ 500 รอบ/นาที เพื่อการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ

All New Honda Civic 13

ด้านระบบ Honda Sensing ได้อัพเกรดอีก 2 ระบบใหม่

ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS) ช่วยเตือนผู้ขับขี่ให้ลดความเร็วเมื่อมีรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน หรือคนเดินถนนที่อยู่ในระยะไม่ปลอดภัย โดยระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลและสัญญาณเสียง รวมถึงมีการสั่นเตือนของพวงมาลัยในกรณีรถสวนทาง ซึ่งหากผู้ขับขี่ยังไม่ตอบสนอง หรือในกรณีที่อยู่ในระยะเสี่ยงต่อการชน ระบบจะชว่ยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหต

New Honda civic 20

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ํา (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF) ช่วยควบคุมความเร็วของรถให้คงที่ตามที่ผู้ขับขี่ตั้งค่าไว้ และระบบจะปรับความเร็วอัตโนมัติ โดยมีกล้องตรวจจับรถคันหน้าเพื่อรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเหมาะสม และในการขับขี่ที่ความเร็วต่ํา ระบบจะช่วยปรับความเร็วให้รถเคลื่อนที่ตามรถคันหน้า รวมถึงเบรกและหยุดตามอัตโนมัติ ระบบจะเริ่มทํางานอีกครั้งเมื่อผู้ขับขี่กดปุ่มที่พวงมาลัยหรือเหยียบคันเร่ง

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS) กล่องด้านหน้าจะทําการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ ซึ่งระบบจะช่วยเพิ่มแรงหน่วงของพวงมาลัยเพื่อช่วยผู้ขับขี่ควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางปกติ และลดอาการเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่

New Honda civic 21

ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure MitigationSystem with Lane Departure Warning: RDM with LDW) ระบบจะใช้กล้องด้านหน้าในการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางจราจร หากพบว่ารถอยู่ในสภาวะเบี่ยงออก นอกช่องทางโดยไม่ตั้งใจ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนที่หน้าจอแสดงข้อมูลพร้อมการสั่นเตือนของพวงมาลัย และในกรณีที่รถเริ่มเบี่ยงออกนอกช่องทางมากยิ่งขึ้น ระบบจะช่วยหน่วงพวงมาลัย เพ่ือให้รถกลับเข้าสู่ช่องทางปกติ ช่วยลดความเสี่ยงที่รถจะออกนอกช่องทางจราจร

New Honda civic 23

ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB) ปรับไฟสูง-ต่ําอัตโนมัติด่วยกล้อง โดยจะปรับเป็นไฟสูงเมื่อขับขี่ในที่มืด และจะปรับเป็นไฟต่ําเมื่อตรวจจับได้ว่ามีรถสวนทางหรือรถยนต์ด้้านหน้า

New Honda civic 24

ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคล่ือนที่ (Lead Car Departure NotificationSystem: LCDN) ระบบที่ตรวจจับการเคลื่อนที่ของรถคันหน้า โดยระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอแสดง ข้อมลูและสัญญาณเสียง เพื่อให้ผู้ขับขี่เคลื่อนที่ตามรถคันหน้า

ทั้งยังครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ําสมัย อาทิ

-ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปล่ียนเลน (Honda LaneWatch) ช่วยลดจุดบอด ในการมองเห็นของกระจกมองข้างด้านซ้าย โดยใช้กล้องจับภาพ

New Honda civic 23

-ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) ตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ผ่านการควบคุมพวงมาลัย เมื่อพบว่าประสิทธิภาพในการควบคุมรถของผู้ขับขี่ลดน้อยลง ระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอ TFT และเมื่อตรวจพบความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากความเหนื่อยล้า ระบบจะทําการสั่นเตือนที่พวงมาลัย

-กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการถอย โดยสามารถเลือกดูมุมกล้องที่แตกต่างกันได้ทั้งแบบ 130 องศา 180 องศา และมุมมองจากด้านบน

-ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)

-ถุงลม 6 ตําแหน่ง ได้แก่ ถุงลมคู่หน้า (Dual SRS) ถุงลมด้านข้างคู่หน้า (Side Airbags) และม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags)

-ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า พร้อมเตือนผู้โดยสารด้านหลัง (Front Passenger and Rear Seat Belt Reminder)

-ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder)

New Honda civic 24

-ระบบป้องกันล้อล๊อก (ABS) และระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ช่วยป้องกันล้อล็อกเมื่อเบรกกะทันหัน เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถและหักพวงมาลัยหลบสิ่งกีดขวางที่อยู่ด้านหน้า ขณะที่ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) จะช่วยกระจายแรงเบรกระหว่างล้อหน้าและล้อหลังเพื่อให้ความสมดุลกับน้ําหนักในการบรรทุกและเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรก

-ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist – VSA) ช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง ช่วยการยึดเกาะถนน มั่นใจกับทุกการขับขี่

New Honda civic 25

-ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist – HSA) ระบบจะทําหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้ตัวรถเคลื่อนที่ไปทางด้านหลังในจังหวะที่มีการปล่อยเท้าออกจากแป้นเบรกเมื่อรถยนต์จอดอยู่บนทางลาดชัน

-สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (Emergency Stop Signal – ESS) ทํางานอัตโนมัติโดยสัญญาณไฟฉุกเฉินจะทํางานเม่ือมีการเหยียบเบรกกะทันหัน เป็นการแจ้งเตือนรถที่ตามมาข้างหลัง

อีกหนึ่งเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายนั่นคือ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) จะเป็นฟีเจอร์มาตรฐานเฉพาะรุ่นท๊อพ (RS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ทํางานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน มาพร้อมหลากหลาย ได้แก่

New Honda Civic 26

1. My Service ตรวจสอบประวัติการเข้ารับบริการ รวมทั้งการประเมินรายการอะไหล่และค่าใช้จ่ายเบื้องต้น โดยจะมีการแจ้งเตือนกําหนดการเข้ารับบริการครั้งต่อไป

2. Car Log ข้อมูลการขับขี่จะประกอบดวยพฤติกรรมการขับขี่ ที่สามารถแสดงผลเป็นรายวัน รายเดือน หรือรายปี และ บันทึกการเดินทาง ที่สามารถเลือกทริปโปรด และแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น ไลน์ อินสตาแกรม เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ เป็นต้น

3. WiFi สามารถเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สายจากรถยนต์ โดยจะใช้งานได้พร้อมกันสูงสุดถึง 5 อุปกรณ์ มีระยะการส่งสัญญาณห่างจากตัวรถยนต์อยู่ที่40 เมตร โดยต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง

4. Airbag Deployment เมื่อเกิดอุบัติเหตุและถุงลมทํางาน กล่องอุปกรณ์ TCU จะส่งสัญญาณเตือนให้ทราบทันทีผ่านทางแอปพลิเคชัน พร้อมทั้งส่งข้อมูลไปยังศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้าเพื่อทําการติดต่อไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้ หรือเบอร์โทรฉุกเฉินที่ลูกค้าผู้ใช้งานระบุไว้ในระบบ เพื่อทําการประสานงานให้ความชวยเหลือขั้นต้น

5. Car Status แจ้งเตือนสถานะรถยนต์ เมื่อเกิดความผิดปกติจากระบบของรถยนต์ และ แจ้งเตือนสัญญาณกันขโมย เมื่อเกิดความผิดปกติกับรถยนต์จากภายนอก เช่น การเปิดประตู กระโปรงหน้าและฝากระโปรงท้ายของรถยนต์อย่างผิดปกติ

6. Remote Vehicle Control สามารถสั่งการล็อกและปลดล็อกประตูทั้งหมด อีกทั้งยังสามารถสั่งสตาร์ตเครื่องยนต์ พร้อมทั้งตั้งค่าระดับอุณหภูมิของระบบปรับอากาศในรถยนต์ และการสั่งดับเครื่องยนต์ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสั่งเปดสัญญาณไฟ ทั้งไฟหน้าและไฟท้าย โดยผู้ใช้งานจะต้องกําหนดรหัสส้วนตัวเป้นตัวเลข 4 หลัก (PIN) และจะต้องป้อนรหัสส่วนตัวทุกครั้งก่อนการใช้งาน

7. Geo Fence & Speed Alert สามารถกําหนดขอบเขตการขับขี่รถยนต์ทั้งเข้าและออกตามพื้นที่ที่กําหนดไว้ และยังสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนความเร็วตามกําหนดได้อีกด้วย

8. Find My Car สามารถตรวจสอบพิกัดรถยนต์ โดยระบบจะส่งพิกัดรถยนต์ บนแผนที่ล่าสุด แสดงผลบนแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้ใช้งานจะต้องใส่รหัสส่วนตัว 4 หลัก (PIN) ก่อนการใช้งาน

New Honda Civic 26

สรุปการทดสอบในครั้งนี้ นอกจากรุปลักษณ์ที่สปอร์ต หรู ภายในออกแบบให่ก็ยังคงสไตล์ความหรูหรา จากการตกแต่งขอบคอนโซลและแผงข้างด้วยวัสดุสีโครเมียม เบาะนั่งกระชับมากยิ่งขึ้น และในส่วนเบาะหลัง นั่งสบายกว่าเดิม ระบบที่เติมเต็มนั่นคือ Honda Sensing ที่เติมเต็มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แต่ที่ชัดเจนนั่นคือสมรรถนะของขุมพลัง และช่วงล่าง ที่ปรบแต่งเพื่อการขับขี่ที่สนุก และมั่นใจมากยิ่งขึ้น ราคาค่าตัว 1.199 ล้านบาท ไม่ถือว่าสูง เมื่อเทียบกับฟีเจอร์ต่างๆที่ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรร์มาตรฐาน และที่สำคัญ หลังจากเปิดตัวจนถึงวันนี้ ยอดจำหน่ายถล่มทลายไปแล้วหลายพันคัน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำความพร้อมในการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวในประเทศไทย เตรียมส่ง 2 รุ่นหรู “Mercedes-Maybach GLS” และ “The new EQS” ลุยตลาดครึ่งปีหลัง

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัวในประเทศไทยภายในทศวรรษนี้ตามนโยบายของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี ทั้งการเตรียมความพร้อมในสายการผลิตของโรงงานประกอบรถยนต์และโรงงานแบตเตอรี่ ต่อยอดจากการเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ PHEV ระดับลักชัวรีด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีหลากหลายที่สุด หนุนด้วยกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการขายใหม่ (New Retail Optimization Strategy) ด้วยบริการที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น ตอบรับความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้นและสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจให้กับแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในระยะยาว พร้อมเตรียมส่ง 2 รถยนต์หรู “Mercedes-Maybach GLS” อีกระดับของรถยนต์เอสยูวีระดับลักชัวรีที่มอบความหรูหราและความสะดวกสบายสูงสุดในทุกรายละเอียด และ “The new EQS” ยานยนต์ไฟฟ้า 100% คันแรกที่ผลิตในประเทศไทยที่ช่วยตอกย้ำการเดินหน้าสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ลุยตลาดรถยนต์ไทยครึ่งปีหลัง เสริมทัพด้วยการยกระดับบริการหลังการขายต่อเนื่อง ทั้งโปรแกรมบำรุงรักษาและการขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ MBSP, อะไหล่ StarParts และ REMAN Part พร้อมย้ำแคมเปญ “StarFest 2021: Season of the ultimate offers” มอบสิทธิประโยชน์มากมายให้กับผู้ซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ถึง 30 กันยายนนี้ 

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตามที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจีได้มีการประกาศออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่า แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัวทั่วโลกภายในทศวรรษนี้ โดยเริ่มจากการเปิดตัวโครงสร้างรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 3 แบบในปี 2568 ได้แก่ MB.EA, AMG.EA และ VAN.EA  ซึ่งในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในสายการผลิตให้สอดคล้องกับกลยุทธ์นี้ไว้ก่อนแล้ว ทั้งการเตรียมความพร้อมในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่โรงงานประกอบรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในประเทศไทย และการลงทุนด้านยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2562 ต่อยอดจากการที่เราเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ PHEV ระดับลักชัวรีด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายในแต่ละเซกเมนต์ที่สุด โดยก่อนหน้านี้ เรายังมีการประกาศกลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพในการขายใหม่ โดยใช้ศูนย์บริการเป็น “พื้นที่สร้างประสบการณ์” เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้กับลูกค้า ควบคู่ไปกับการสร้างแพลตฟอร์มการสื่อสารเพื่อสื่อภาพลักษณ์ความเป็นแบรนด์ลักชัวรีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้ตอบรับความต้องการของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น และสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจของเราในระยะยาว ทั้งหมดนี้คือวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่พร้อมก้าวไปข้างหน้าทั้งในปีนี้และปีต่อ ๆ ไป”

GLS 600

สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้เตรียมสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นด้วยการแนะนำ 2 รถยนต์ลักชัวรีรุ่นใหม่ที่จะสะกดทุกสายตาด้วยรายละเอียดที่เป้นที่สุดของความหรูหราและความทันสมัย ได้แก่ Mercedes-Maybach GLS ยนตรกรรมที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นอีกระดับของความเป็นรถยนต์เอสยูวีระดับลักชัวรี ที่มอบความหรูหราและความสะดวกสบายสูงสุดในทุกรายละเอียด และ The new EQS รถยนต์ไฟฟ้า 100% คันแรกที่ผลิตในประเทศไทยโดยพัฒนาขึ้นมาจากแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าระดับ Executive Class ที่หลอมรวมทั้งเทคโนโลยี ดีไซน์ ฟังก์ชันการใช้งาน และการเชื่อมต่อที่มอบความสะดวกสบายให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร นอกจากนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังเตรียมผลิตและจำหน่ายรถยนต์รุ่น S-Class ที่เพิ่งเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ในเวอร์ชัน PHEV ซึ่งจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน The IAA MOBILITY 2021 ในวันที่ 5 กันยายนนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์จะอัปเดตอีกครั้งว่ารถยนต์แต่ละรุ่นจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในช่วงเวลาใด

EQS

ขณะเดียวกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังมีแผนการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายรถยนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่เป็น sub-brand ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั้ง Mercedes-EQ และ Mercedes-Maybach โดยล่าสุดได้มีการแต่งตั้งผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Maybach อย่างเป็นทางการแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ ทีทีซี, สตาร์แฟลกไพรมัส และ บีเคเค

นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังพร้อมยกระดับบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า และเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยสูงสุดสำหรับลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ และพนักงานเมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกคนด้วยมาตรการด้านสาธารณสุขที่เข้มงวดภายใต้สถานการณ์โควิด-19 โดยในส่วนของบริการหลังการขาย เมอร์เซเดส-เบนซ์ย้ำความพิเศษของโปรแกรมบำรุงรักษาและการขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ MBSP ที่ช่วยเพิ่มความอุ่นใจไม่รู้จบให้กับลูกค้าโดยเฉพาะ ด้วยแพ็คเกจที่หลากหลายให้เลือกถึง 4 แบบ ได้แก่ Compact, Advance, Extra และ Excellent พร้อมทั้งมอบความยืดหยุ่นแก่ผู้ใช้บริการ ทั้งในเรื่องการบำรุงรักษา การเปลี่ยนอะไหล่ที่สึกหรอ และการขยายการรับประกันคุณภาพโดยไม่จำกัดระยะทาง พร้อมทั้งขยายความคุ้มครองได้สูงสุดถึง 8 ปี

S Class PHEV

ในด้านความหลากหลายของอะไหล่ เมอร์เซเดส-เบนซ์มีทั้ง StarParts อะไหล่รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ได้มาตรฐานในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น พร้อมช่วยให้ลูกค้าประหยัดค่าใช้จ่ายได้สูงสุด 55% เพื่อการบำรุงรักษารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อายุ 5 ปีขึ้นไป ครอบคลุมทั้งรถยนต์คอมแพ็ค รถยนต์นั่งระดับกลาง รถยนต์เอสยูวี และรถยนต์สปอร์ต และ REMAN part ซึ่งเป็นอะไหล่แท้ที่ผ่านกระบวนการ Remanufacturing ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์คิดค้นขึ้นเพื่อลดการใช้ทรัพยากรและแรงงานในขั้นตอนการผลิตอะไหล่แท้ชิ้นใหม่ โดยมีการฟื้นฟูสภาพ ตรวจสอบ และทดสอบคุณภาพตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทำให้อะไหล่ในกลุ่มนี้มีราคาย่อมเยาขึ้น ช่วยให้ลูกค้าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี โดยอะไหล่ REMAN จะมีทั้งในชุดอุปกรณ์หลัก ชิ้นส่วนสำหรับกลไก ระบบหัวฉีดและการบำบัดไอเสีย ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบขับเคลื่อน โดยลูกค้าผู้ใช้เมอร์เซเดส-เบนซ์หลายรุ่นสามารถเข้ารับบริการและเลือกใช้อะไหล่ REMAN ได้ที่ศูนย์บริการรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังจัดแคมเปญ StarFest 2021: Season of the ultimate offers เพื่อมอบข้อเสนอสุดเร้าใจของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งในกลุ่ม Compact car, Contemporary Luxury, Dream Cars รวมถึงแบรนด์รถสปอร์ตสมรรถนะสูงอย่าง “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” ให้ลูกค้ารับข้อเสนอไปแบบเต็มพิกัด ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 กันยายนนี้

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ทุกรุ่น แคมเปญต่าง ๆ และรายละเอียดเกี่ยวกับบริการหลังการขายได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

ซูบารุ เคียงข้างสังคมไทยพร้อมสนับสนุน 4 ภาคส่วน ‘ก้าวสู่วันใหม่’ ไปด้วยกัน

0

นายตวัน คำฤทธิ์  ผู้จัดการทั่วไป  บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด  ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ซูบารุอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ COVID ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ได้ปรับการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญทั้ง 4 ภาคส่วน ได้แก่ 1) การเพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับลูกค้าที่เข้ารับบริการ 2) การให้ความร่วมมือและการสนับสนุนการทำงานของบุคคลากรทางการแพทย์ 3) การสนับสนุนและการพัฒนาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ซูบารุทั่วประเทศ 4) การบริหารและการจัดการด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยของพนักงาน ในขณะเดียวกันก็ได้ส่งกำลังใจให้แก่คนไทยทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกฝ่าย “ก้าวสู่วันใหม่” ไปพร้อมกัน

“ในส่วนของการการเพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับลูกค้าที่เข้ารับบริการ ทางบริษัทฯ ได้มีมาตรการทั้งในส่วนของการคัดกรอง การตรวจวัดอุณหภูมิ การรักษาระยะ การทำความสะอาดทุกจุดสัมผัสทั้งส่วนของโชว์รูมและรถยนต์ที่จัดแสดงและเข้ารับบริการ การทำนัดหมายแบบพิเศษ (Subaru Private Appointment) รวมทั้งอำนวยความสะดวกสำหรับการทดลองขับ ในกรณีลูกค้าต้องการทดลองที่บ้าน (Test Drive at Home)”

“การให้ความร่วมมือและการสนับสนุนการทำงานของบุคคลากรทางการแพทย์ ทางบริษัทฯ ให้ความรู้รวมทั้งกำชับพนักงานในการดูแลตนเองและครอบครัวเพื่อการลดความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังมีกิจกรรมการสื่อสารเพื่อส่งกำลังใจให้กับบุคคลากรทางการแพทย์ โดยรวบรวมเงินและเครื่องบริโภคมอบให้ โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์, โรงพยาบาลในแต่ะจังหวัด รวมถึงชุมชนต่างๆ ผ่านโครงการ “ก้าวสู่วันใหม่ (Let’s move on)”

“ทั้งนี้ในส่วนของตัวแทนจำหน่ายฯ ทางบริษัทฯ ได้ให้การสนับสนุนและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจและให้บริการลูกค้าได้อย่างเหมาะสม มีเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ อย่าง The All-New Outback ซึ่งกำหนดส่งมอบล็อตใหญ่ภายในเดือนกันยานี้ เพื่อตัวแทนจำหน่ายฯ มีผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มเติมนอกเหนือจาก Subaru XV และ Subaru Forester และยังคงเดินหน้าทำตามแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในอนาคต รวมทั้งพัฒนาบุคคลากรด้วยการให้ความรู้ด้านผลิตภัณฑ์และการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานให้ยั่งยืน”

“ส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนองค์กรในช่วงสถานการณ์พิเศษ คือ การดูแลพนักงานในทุกภาคส่วนของบริษัทฯ ถือเป็นเรื่องที่ซูบารุให้ความสำคัญ อย่างที่ทราบว่า ซูบารุลงทุนตั้งโรงงานมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาทในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2562  ทางบริษัทฯ, กลุ่มบริษัทฯ ในเครือ รวมทั้งผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ มีการบริหารจัดการและแบ่งการทำงานของพนักงานอย่างเหมาะสม และประสานงานให้พนักงานกว่า 85% ได้รับการจัดสรรวัคซีน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรับผิดชอบต่อสังคม, เพิ่มภูมิคุ้มกันหมู่, เพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน โดยมีการติดเข็มกลัด vaccinated เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้กับลูกค้าที่เข้ามาติดต่อรับบริการของเรา” 

“ทั้งนี้บริษัทฯ มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยและผู้บริโภคชาวไทย และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจ ให้ทุกคน ‘ก้าวสู่วันใหม่’ ไปด้วยกัน” นายตวัน กล่าว

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ซูบารุรุ่นต่างๆ ได้ที่  www.subaru.asia หรือติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.facebook.com/subaruasiath

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ลงนามข้อตกลงซื้อโรงงานที่ประเทศบราซิล ตอกย้ำความความพร้อมขยายธุรกิจสู่ตลาดอเมริกาใต้

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) และเดมเลอร์ เอจี (Daimler AG) ร่วมลงนามในข้อตกลงซื้อขายโรงงานอิเรซมาโพลิส (Iracemapolis) ในประเทศบราซิลอย่างเป็นทางการโดยมีกำหนดส่งมอบโรงงานให้แล้วเสร็จภายในช่วงปลายปี พ.ศ. 2564 ซึ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีแผนที่จะปรับปรุงและพัฒนาโรงงานเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) และเป็นไปตามมาตรฐานโรงงานอื่นๆ ทั่วโลกของบริษัท นับเป็นอีกการตอกย้ำความพร้อมในการขยายธุรกิจของเกรท วอลล์ มอเตอร์ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ในประเทศบราซิลและภูมิภาคอเมริกาใต้

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจและฐานการผลิตรถยนต์ทั่วโลกภายใต้กลยุทธ์ โลกาภิวัตน์ (Globalization Strategy) อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ได้เปิดโรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่จังหวัดระยอง อย่างเป็นทางการในประเทศไทยไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นโรงงานผลิตแบบเต็มรูปแบบแห่งที่สองนอกประเทศจีนของบริษัท และถือเป็นศูนย์กลางการผลิต จำหน่าย และส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาของบริษัทในภูมิภาคอาเซียน ล่าสุด ผู้บริหารจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศจีน นำโดย นายเสียง จวิน เมิ่ง ประธานบริหาร และ นายเซี่ยง ซ่าง หลิว รองประธานฝ่ายกลยุทธ์ระดับโลก ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ร่วมลงนามข้อตกลง
ในการซื้อขายโรงงานอิเรซมาโพลิส (Iracemapolis) ประเทศบราซิลอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทเดมเลอร์ เอจี ประเทศบราซิล ร่วมลงนาม ทั้งนี้ ทั้งสองบริษัทมีกำหนดส่งมอบโรงงานให้แล้วเสร็จภายในปลายปีนี้

นายเสียง จวิน เมิ่ง ประธานบริหาร ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เผยว่า “อเมริกาใต้เป็นอีกภูมิภาคหนึ่งที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านตลาดรถยนต์สูงไม่แพ้ภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ริเริ่มขยายธุรกิจไปสู่ภูมิภาคนี้ โดยเริ่มจากประเทศชิลีเมื่อปี พ.ศ. 2550 ในฐานะแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีนแบรนด์แรกที่เข้าไปทำตลาดในประเทศชิลี หลังจากประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องและได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากตลาดชิลี  การดำเนินการในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการเดินหน้ารุกตลาดรถยนต์ในทวีปอเมริกาใต้ ด้วยการลงนามข้อตกลงกับบริษัทเดมเลอร์ เอจี ประเทศบราซิล เพื่อซื้อขายโรงงานอิเรซมาโพลิส (Iracemapolis) ซึ่งบราซิลนับเป็นอีกหนึ่งประเทศสำคัญในภูมิภาคนี้ที่มีความแข็งแกร่งทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ลักษณะภูมิประเทศ และจำนวนประชากร และยังเป็น 1 ใน 7 ตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นการเตรียมจัดตั้งโรงงานของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในประเทศบราซิล จึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์และแผนการดำเนินธุรกิจที่บริษัท
หมายมั่นและเชื่อว่าบราซิลจะเป็นอีกประเทศยุทธศาสตร์สำคัญในการขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอเมริกาใต้”

เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีแผนที่จะปรับปรุงและพัฒนาโรงงานอิเรซมาโพลิส (Iracemapolis) ในประเทศบราซิลให้เป็นอีกหนึ่งโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ของบริษัทที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยี ระบบการควบคุม รวมไปถึงระบบจัดการข้อมูลอันล้ำสมัย ควบคู่กับนวัตกรรมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล
ของโรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทั่วโลก โดยเมื่อมีการปรับปรุงและพัฒนาโรงงานเสร็จสิ้น โรงงานแห่งนี้จะมีกำลังการผลิตแบบเต็มรูปแบบอยู่ที่ 100,000 คันต่อปี และคาดว่าจะช่วยเพิ่มอัตราการจ้างงานมากกว่า 2,000 ตำแหน่ง ให้กับคนในท้องที่ นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังมีแผนที่จะส่งเสริมการพัฒนาและบูรณาการด้านต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานต์ยนต์ท้องถิ่น ให้มีความก้าวหน้าและสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศบราซิลด้วยเช่นกัน

ปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีโรงงานผลิตรถยนต์กว่า 12+5 แห่ง ทั่วโลก โดยแบ่งเป็นโรงงานผลิตเต็มรูปแบบรวมทั้งสิ้น 12 แห่ง รวมถึงโรงงานแห่งล่าสุดที่จังหวัดระยอง ประเทศไทย ซึ่งมีกำลังการผลิตเต็มกำลังอยู่ที่ 80,000 คันต่อปี นอกจากนี้ ยังมีโรงงานแบบ KD (Knock Down) อีก 5 แห่งนอกประเทศจีนในหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก
ทั้งในมาเลเซีย เอกวาดอร์ ตูนิเซีย บัลแกเรีย และอิหร่าน โดยแต่ละโรงงานจะมีกำลังการผลิต เทคโนโลยีและความโดดเด่นที่แตกต่างกัน เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ในแต่ละประเภทสำหรับตลาดในแต่ละภูมิภาคที่แตกต่างกัน นอกจากการตั้งฐานการผลิตในภูมิภาคสำคัญต่างๆ ทั่วโลกแล้ว เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังมีเครือข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนากว่า 10 แห่ง ใน 7 ประเทศ ทั่วโลก เพื่อเฟ้นหาและพัฒนาเทคโนโลยีด้านยานยนต์ใหม่ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการผลิตรถยนต์ให้ทันสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีนรายต้นๆ ที่ประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศเป็นอย่างสูง โดยเริ่มส่งออกรถยนต์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 นำโดยรถยนต์เอสยูวีอย่างแบรนด์ HAVAL และรถยนต์จากแบรนด์ย่อยอื่นๆ ของบริษัทไม่ว่าจะเป็น ORA แบรนด์รถไฟฟ้า GWM PICK UP แบรนด์รถกระบะ WEY แบรนด์รถยเอสยูวีพรีเมี่ยม รวมไปถึงแบรนด์ย่อยน้องใหม่ล่าสุดอย่าง TANK ทั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ดำเนินธุรกิจผ่าน 500 เครือข่ายในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ทั้ง รัสเซีย แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย อเมริกากลาง อเมริกาใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งแม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลก แต่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงมียอดขายรถยนต์จากทั่วโลกรวมสูงกว่า 700,000 คัน ในปีนี้ (อัพเดทข้อมูลถึงเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2564) โดยเพิ่มขึ้นถึง 49.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี
ที่ผ่านมา และเป็นยอดขายจากตลาดต่างประเทศกว่า 74,000 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 176.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา โดยยอดขายในต่างประเทศจะคิดเป็นสัดส่วน 10.4% ของยอดขายโดยรวมทั้งหมด แสดงถึงศักยภาพของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกอย่างแท้จริง

นิสสัน ร่วมกับ จส.100 จัดกิจกรรมคาราวานน้ำใจไทย ฝ่าวิกฤติโควิด-19

0

นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย เดินหน้าภารกิจช่วยสังคมไทยฝ่าวิกฤติโควิด-19 ร่วมกับ จส.100 ภายใต้กิจกรรม “คาราวานน้ำใจไทย” 30 ปี จส.100 สนับสนุนรถยนต์นิสสัน นาวารา และนิสสัน เทอร์ร่า สำหรับจัดส่งลำเลียงเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง

ภายใต้กิจกรรมคาราวานน้ำใจไทย ครั้งนี้ นิสสันร่วมจัดส่งสิ่งของจำเป็น อาทิ ห้องน้ำ ห้องสุขา ชุดเครื่องนอน เครื่องอุปโภคบริโภค ฯลฯ รวมถึงอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ ไปยังโรงพยาบาลสนามศูนย์พักคอย ศูนย์ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 และมูลนิธิเพื่อสาธารณกุศล ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ดำเนินการและต้องการความช่วยเหลือ ด้วยรถกระบะที่กล้าสำหรับคนแกร่งอย่าง นิสสัน นาวารา ใหม่ รวมถึง รถเอสยูวี อย่างนิสสัน เทอร์ร่า โดยที่ผ่านมานิสสันและคณะคาราวานได้จัดส่งสิ่งของและให้ความช่วยเหลือไปยังพื้นที่วิกฤติ ได้แก่ สำนักงานเขตหนองจอก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และมูลนิธิร่วมกตัญญู เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ และหน่วยงานดูแลด้านสาธารณภัย ได้ใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด

ด้านนายมาซาโอะ สึสึมิ รองประธานสายงานการตลาดและขาย นิสสัน ประเทศไทย กล่าว หลังจากได้ส่งมอบชุดพีพีอีให้แก่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งว่า “นิสสัน เราดำเนินธุรกิจมากว่า 7 ทศวรรษ ในประเทศไทย โดยในสถานการณ์ขณะนี้ที่มีการระบาดของโควิด-19 นิสสันเชื่อมั่นว่าเราจะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ถ้าร่วมมือกัน จึงพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ด้วยการสนับสนุนรถยนต์เพื่อบรรทุกอุปกรณ์และสิ่งของจำเป็น ส่งตรงไปยังผู้ป่วยโควิด-19 และบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นด่านหน้าในการดูแลรักษาผู้ป่วย ให้ไปถึงชุมชนต่าง ๆ อย่างเร็วที่สุด นอกจากนี้ เรายังรวมถึงการเสริมบริการเพื่อดูแลลูกค้าในช่วงวิกฤติอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แคมเปญ CARE FOR YOU – Next Fight ให้บริการ การพ่นฆ่าเชื้อสำหรับผู้ใช้รถยนต์นิสสันที่ศูนย์บริการทุกแห่งทั่วประเทศตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มาจนถึงปัจจุบัน และด้วยความห่วงใยจากนิสสัน เราจึงอยากมีส่วนในการสนับสนุนงานต่าง ๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงเพื่อช่วยลดความรุนแรงและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสังคมไทย”

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ “CARE FOR YOU” และกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยสนับสนุนให้สังคมไทยปลอดภัยจากโควิด-19 ผ่านทางเว็บไซต์ www.nissan.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการ คอลเซ็นเตอร์ของนิสสัน โทร 02 401 9600

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัว เอ็กซ์แพนเดอร์ รุ่นพิเศษ แพชชั่น เรด เอดิชั่น

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัว มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘แพชชั่น เรด เอดิชั่น’ เพื่อร่วมฉลองการครบรอบ 60 ปี ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย พร้อมบริจาครายได้ส่วนหนึ่งเพื่อการกุศลและตอบแทนสังคมไทย โดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘แพชชั่น เรด เอดิชั่น’ รุ่นพิเศษดังกล่าวนี้มีจำนวนการผลิตที่จำกัด

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าอย่างดีเยี่ยมและก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดรถยนต์อเนกประสงค์แบบเอ็มพีวี นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2561 โดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ทุกรุ่นมียอดจำหน่ายสะสมรวมกันแล้วมากกว่า 38,000 คัน ถือเป็นรถยนต์ที่สมบูรณ์แบบทั้งในด้านการออกแบบและความทันสมัย ซึ่งเหมาะสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความอเนกประสงค์ ห้องโดยสารที่กว้างขวาง ความรู้สึกมั่นคงและความปลอดภัย รวมถึงความสะดวกสบาย และสมรรถนะการใช้งานในแบบรถเอสยูวี”

ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ยังการันตีความสำเร็จด้วยการคว้ารางวัลอันทรงเกียรติมากมายจากหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน อาทิ รางวัลรถอเนกประสงค์มินิเอ็มพีวีขายดียอดเยี่ยม 3 ปีซ้อนจากงานรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีของประเทศไทย รวมถึงรางวัลรถอเนกประสงค์เอ็มพีวีขนาดเล็กยอดเยี่ยมแห่งปีของประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยกระดับความโดดเด่นขึ้นไปอีกขั้นด้วยการแนะนำสีแดงใหม่ ‘Spirit Red’ ที่สะท้อนถึงความน่าตื่นเต้นในทุกการเดินทาง เพื่อร่วมฉลองการครบรอบ 60 ปี โดยสีแดงเป็นสีประจำบริษัทฯ ซึ่งแสดงถึงความสำเร็จและยังปรากฏอยู่บนสัญลักษณ์ ทรีไดมอนส์ สะท้อนถึงคุณภาพ ความตื่นเต้นเร้าใจ และความมุ่งมั่น มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘แพชชั่น เรด เอดิชั่น’ สร้างขึ้นเพื่อปลุกแรงบันดาลใจให้แก่ทุกไลฟ์สไตล์ให้สามารถเป็นไปได้ พร้อมขับผ่านทุกอุปสรรค

ทั้งนี้ลูกค้าทุกท่านสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของเราในแบบที่ยั่งยืนได้ ด้วยการซื้อ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘แพชชั่น เรด เอดิชั่น’ รุ่นดังกล่าว โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะบริจาคเงินจำนวน 2,000 บาทต่อคัน และมอบให้แก่องค์กรการกุศล 3 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ, มูลนิธิรามาธิบดีฯ และมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน

และเพื่อร่วมฉลองโอกาสครบรอบ 60 ปี ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย พร้อมขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจเลือกซื้อและใช้รถยนต์ มิตซูบิชิ ด้วยแคมเปญ ‘มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย ฉลอง 60 ปี แจก 60 ล้าน’ มอบรางวัลใหญ่ ทองคำแท่งหนัก 60 บาท มูลค่า 1,638,000 บาท จำนวน 6 รางวัล พร้อมของรางวัลอื่นๆ อาทิ ทองคำแท่งหนัก 6 บาท จำนวน 60 รางวัล ทีวี SAMSUNG รุ่น QLED Smart 4K 65 นิ้ว จำนวน 400 รางวัล และ โทรศัพท์มือถือ iPhone 12 64GB จำนวน 800 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 60 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์มิตซูบิชิรุ่นใดก็ได้ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘แพชชั่น เรด เอดิชั่น’ ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ รุ่น จีที ที่ได้รับการยกระดับด้านดีไซน์ พร้อมด้วยเอกลักษณ์ที่มีความแตกต่างจากรุ่นปกติทั่วไป โดดเด่นด้วยสัญลักษณ์รุ่นพิเศษฉลอง 60 ปี ที่ด้านข้างและที่ล้ออัลลอย ภายในเพียบพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกได้แก่ที่ชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือแบบไร้สายที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย ตลอดจนซองใส่กุญแจอัจฉริยะพร้อมสัญลักษณ์รุ่นพิเศษฉลอง 60 ปี ที่แสดงถึงความพิเศษของรถยนต์รุ่นดังกล่าว

นอกเหนือจากอุปกรณ์พิเศษที่มอบให้แล้ว มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘แพชชั่น เรด เอดิชั่น’ ยังคงครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุดในเซกเม้นท์ โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่แข็งแกร่ง พร้อมด้วยระยะความสูงจากพื้นถึง 205 มม. มีห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบาย มีเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือนที่ต่ำ (NVH) ช่วยเพิ่มสุนทรียภาพตามปรัชญาแบบ ‘โอโมเตะนาชิ’ ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มุ่งเน้นความประณีตและใส่ใจในทุกรายละเอียด ภายในห้องโดยสารได้รับการตกแต่งด้วยวัสดุบุนุ่มคุณภาพเยี่ยม ช่วยสร้างผิวสัมผัสที่นุ่มนวล และยังทำให้ห้องโดยสารมีความเงียบเพิ่มมากขึ้น

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘แพชชั่น เรด เอดิชั่น’ ครบครันด้วยความอเนกประสงค์แบบ 7 ที่นั่ง ติดตั้งเบาะที่นั่งหุ้มหนังและวัสดุหนังสังเคราะห์ทั้ง 3 แถว เพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้นด้วยกุญแจอัจฉริยะแบบ KOS พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ ช่องจ่ายกระแสไฟ DC 12 โวลต์ 3 ตำแหน่ง และระบบปรับอากาศด้านหลังแบบแยกอิสระสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง หรูหราด้วยหัวเกียร์และพวงมาลัยหุ้มหนังที่สามารถปรับระดับสูง-ต่ำ และปรับเข้า-ออกได้ มาพร้อมกับสวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียง มีปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย และระบบล็อกความเร็วอัตโนมัติ สะดวกสบายด้วยจอภาพระบบสัมผัส พร้อมเครื่องเล่นดีวีดี และจอแสดงข้อมูลอเนกประสงค์ TFT ขนาด 4.2 นิ้ว พร้อมการแสดงผลแบบภาพเคลื่อนไหว 3 มิติ

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘แพชชั่น เรด เอดิชั่น’ ครบครันด้วยระบบความปลอดภัย อาทิ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว  (ASC) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) ถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า และกล้องมองภาพด้านหลังขณะถอยจอด

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘แพชชั่น เรด เอดิชั่น’ มอบความมั่นใจในด้านบริการหลังการขายภายใต้สโลแกน ‘เราดูแล คุณแค่ขับ’ ที่พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าด้วยผู้จำหน่ายทั่วประเทศกว่า 240 แห่ง ด้วยการให้บริการที่ได้มาตรฐาน คุณภาพอะไหล่แท้ ให้บริการด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและผ่านการฝึกอบรม ตลอดจนความสะดวกสบายในการเข้ารับบริการด้วยเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่ารถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกคันจะพร้อมใช้งานอยู่เสมอ ด้วยค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพง 

พบกับ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ‘แพชชั่น เรด เอดิชั่น’ ได้ที่โชว์รูม มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือ ท่านสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและขอทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

เต๊อะ วุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ สู้ความโหด ปิดเกมส์พิสูจน์ฝีมือกับสนามแข่งระดับตำนาน 24 HOURS OF LE MANS 2021 ได้เพียง 66 รอบ

0

ลุ้นแบบไม่มีคำบรรยายสำหรับการแข่งขันความเร็วสุดโหดที่สุดในโลก 24 Hours of Le Mans 2021 ครั้งที่ 89 ที่เพิ่งจบการแข่งขันไปเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยงานนี้ตัวแทนสัญชาติไทยเพียงหนึ่งเดียว เต๊อะ วุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ ผู้บริหารสายแข่ง ผู้ก่อตั้งทีม เอเอเอส มอเตอร์สปอร์ต และ ประธานบริหารกลุ่มบริษัทเอเอเอส ออโต้เซอร์วิส ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่ และ เบนท์ลีย์ อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ควบความแรงของรถแข่งคู่ใจ ปอร์เช่ 911 อาร์เอสอาร์ (Porsche 911 RSR) พาทีมพิสูจน์ฝีมือและความแข่งแกร่ง กับรถหมายเลข #99 ลงสนามแข่งระดับโลก

เปิดสนามด้วยออกสตาร์ทที่ Grid start ในอันดับ 9 จาก 23 คัน พร้อมทีมเมทฝีมือดี ดีกรีแชมป์ Florian Latorre (ฝรั่งเศส) ก่อนที่ เต๊อะ วุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ รับช่วงต่อประจำการตำแหน่งหลังพวงมาลัยลงประชันความเร็ว แต่ผ่านไปเพียงแค่ประมาณ 40 นาทีหรือ 9 รอบสนาม ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันจนต้องขับรถกลับเข้า PIT อย่างกะทันหันเนื่องจากเกิดปัญหาที่ช่วงล่างของรถแข่ง และไม่สามารถกลับลงสู่ศึก Le Mans ต่อได้อย่างน่าเสียดาย ทำเอางานนี้บีบหัวใจของนักขับและทีมงาน ที่ต่างทุ่มเทและพยายามแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างสุดความสามารถ แต่เพื่อความปลอดภัยในการแข่งขันจึงทำให้ต้องตัดสินใจจบการแข่งขันของ 24 Hours of Le Mans ครั้งที่ 89 ของรถ Porsche 911 RSR หมายเลข #99 ภายใต้ทีม Proton Competition ลงไปด้วยระยะเวลาทำการแข่งขันทั้งหมด  4 ชั่วโมง 54 นาที 53 วินาที จบแข่งไปทั้งสิ้น 66 รอบ เรียกว่าทุกเสี้ยววินาทีในสนามคือคุณค่าแห่งเวลาที่น่าจดจำ เป็นอีกบทพิสูจน์ของความท้าทายสุดโหดของสนามแข่งระดับตำนานที่ต้องแลกมาด้วยความทุ่มเทของนักแข่งและทีมงานที่ร่วมมือกันในการวางแผนและช่วยกันทุกวิถีทาง เพื่อให้ก้าวผ่านความกดดันและขีดจำกัดอีกมากมาย ซึ่งการแข่งขันมักมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน และสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เกิดขึ้นได้เสมอ

โดย เต๊อะ วุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ ได้เปิดใจถึงการแข่งขันในครั้งนี้ว่า “สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ฝีมือและความพร้อมในทุกเรื่อง ทั้งสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ทนทาน กลยุทธ์ในการวางแผนการแข่งขัน ความแข็งแกร่งของนักแข่งและทีมงาน ซึ่งทุกส่วนเราได้เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ด้วยความมืออาชีพ แต่ด้วยเหตุไม่คาดฝันแม้เราจะเตรียมพร้อมกันมาดีแล้วก็อาจเกิดปัญหาบางอย่างได้ ซึ่งต้องบอกว่าครั้งนี้ค่อนข้างหน้าเสียดายมากที่เราได้แข่งเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น แต่เพื่อความปลอดภัยของการแข่งขันทำให้ทีมเราตัดสินใจจบการแข่งลงเพียงแค่ 66 รอบครับ ผมต้องขอขอบคุณแฟนๆ ทุกคนที่ส่งกำลังใจ และแรงเชียร์ผมและทีมเมททั้ง 2 คน มาตลอดการแข่งขันครับ”