Home Blog Page 354

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ร่วมกับพันธมิตร ผนึกกำลังตรวจหาเชื้อโควิด-19 เชิงรุกในกรุงเทพและปริมณฑล

0

ด้วยความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงาน องค์กร และกลุ่มต่างๆ ประกอบด้วย บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชมรมแพทย์ชนบท, HackVax Open Design, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), มูลนิธิซิโก้, QueQ, บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท เทค เบสแคมป์ จำกัด และกลุ่มออร์แกไนเซอร์ จิตอาสา ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือในช่วงวิกฤติโควิด-19 ในประเทศไทย ผ่านการให้บริการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยชุดตรวจ Antigen Test Kit หรือ ATK ให้แก่ประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการตรวจเชิงรุกเพื่อร่วมยับยั้งและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อในช่วงต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา โดยมีทีมปฏิบัติการจากชมรมแพทย์ชนบทกว่า 41 ทีม เข้าร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้

นอกเหนือจากการอำนวยความสะดวกในการรับส่งทีมเทคนิคการแพทย์และทีมงานจากโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาที่ต้องออกปฏิบัติการตามจุดตรวจต่าง ๆ ด้วยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X1 xDrive20d และรถยนต์มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน รวม 6 คัน โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย แล้ว ส่วนสำคัญของการให้บริการครั้งนี้คือความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วนเพื่อร่วมกันกับชมรมแพทย์ชนบทที่ได้เข้ามาตรวจประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีประชาชนเข้าตรวจทั้งสิ้นกว่า 145,000 คน ครอบคลุมพื้นที่จุดให้บริการกว่า 369 ชุมชน

การให้บริการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เชิงรุกครั้งนี้ยังได้รับความสนับสนุนจาก HackVax Open Design, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), มูลนิธิซิโก้, QueQ, บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท เทค เบสแคมป์ จำกัด, และกลุ่มออร์แกไนเซอร์ จิตอาสา ที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญช่วยให้การดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือในช่วงวิกฤติโควิด-19 เป็นไปได้อย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเป็นอีกทางหนึ่งในการช่วยลดการแพร่ระบาดในไทย

ปฏิบัติการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เชิงรุกในกรุงเทพฯ ของชมรมแพทย์ชนบท มีเป้าหมายเพื่อลงพื้นที่ตรวจ
คัดกรองผู้ติดเชื้อให้ได้มากที่สุดด้วยชุดตรวจ Antigen Test Kit หรือ ATK เพื่อให้การรักษาด้วยการจ่ายยา
ฟาวิพิราเวียร์ และนำผู้ป่วยเข้าสู่ระบบ Home Isolation อย่างทันท่วงที โดยบุคลากรด่านหน้าจากชมรมแพทย์ชนบททั้ง 41 ทีม รวมกว่า 400 คน ได้ดำเนินการตรวจเชื้อเชิงรุกเป็นเวลากว่า 7 วัน ระหว่างวันที่ 4 – 10 สิงหาคม พ.ศ. 2564 ใน 196 จุดตรวจ ครอบคลุม 369 ชุมชน จึงสามารถตรวจคัดกรองประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลได้กว่า 145,566 คน ซึ่งในจำนวนนี้ พบเป็นผลบวกจำนวน 16,186 ราย คิดเป็นอัตราการติดเชื้อ 11.1% และได้แจกยาฟาวิพิราเวียร์ให้กับผู้ป่วยเหล่านี้ไปทั้งหมดรวม 467,150 เม็ด

ฮอนด้า แนะนำ ซีอาร์-วี BLACK EDITION ใหม่ ยกระดับความสปอร์ตเข้ม ด้วยดีไซน์เอกซ์คลูซีฟรอบคัน

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำกระแสความนิยมและตำแหน่งผู้นำในกลุ่มรถสปอร์ตอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ (L-SUV) ของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดในเซกเมนต์ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 กว่า 60.1% ด้วยการยกระดับความสปอร์ตอีกขั้นของพรีเมียมเอสยูวีไอคอน แนะนำ “ฮอนด้า ซีอาร์-วี BLACK EDITION ใหม่” เผยตัวตนความสปอร์ตเข้มเต็มสไตล์ ด้วยดีไซน์ภายนอกโทนสีดำแบบเอกซ์คลูซีฟรอบคัน ครั้งแรกกับราวหลังคาสีดำใหม่ (Roof Rail) แข็งแกร่งในทุกมิติด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีดำแบบสปอร์ต กระจังหน้าโครเมียมรมดำ กันชนหน้าสีดำแบบสปอร์ตพร้อมคิ้วตกแต่งโครเมียมรมดำ และกันชนหลังสีดำแบบสปอร์ต เสริมเอกลักษณ์ความแกร่งด้วยสัญลักษณ์พิเศษ BLACK EDITION เปิดมุมมองใหม่ด้วยหลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof) มาพร้อมสีภายนอก สีดำคริสตัล (มุก) ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ความเรียบหรูในดีไซน์โทนสีดำ มาพร้อมแผงคอนโซลขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยวัสดุลายไม้สีดำและสีดำ Piano Black ตอกย้ำความพิเศษด้วยเบาะหนังปักโลโก้ BLACK EDITION มาพร้อมเบาะโดยสารแบบ 2 แถว 5 ที่นั่ง ครบครันด้วยฟังก์ชันระดับพรีเมียม อาทิ อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน ขับเคลื่อนอย่างทรงพลังด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC พร้อมเกียร์อัตโนมัติ CVT ด้วยระบบขับเคลื่อนสองล้อ (2WD) โดยรุ่น 2.4 BLACK EDITION ราคา 1,467,000 บาท รวมค่าสีภายนอก สีดำคริสตัล (มุก) มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ ดอกเบี้ย 1.99% หรือข้อเสนอ Double Smile ดาวน์ 0 บาทหรือผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 20,000 บาท พร้อมให้สัมผัสได้ที่โชว์รูมฮอนด้า

ดีไซน์ภายนอกสปอร์ตเข้มเหนือระดับ สะกดทุกสายตาในสไตล์สีดำแบบเอกซ์คลูซีฟรอบคัน

  • ครั้งแรกกับราวหลังคาสีดำแบบสปอร์ต (Roof Rail) ที่ติดตั้งมากับตัวรถ
  • เผยมุมมองใหม่ด้วยหลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof) พร้อมระบบเปิดปิดแบบ One-Touch
  • เสริมความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าโครเมียมรมดำ กันชนหน้าสีดำแบบสปอร์ตพร้อมคิ้วตกแต่งโครเมียมรมดำ และกันชนหลังสีดำแบบสปอร์ต
  • ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบสปอร์ต มาพร้อมไฟหน้าแบบ Full LED และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบ LED Sequential และไฟท้ายแบบ Full LED
  • คิ้วตกแต่งประตูข้างแบบโครเมียมรมดำ
  • กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ต
  • เติมความสปอร์ตเข้มเต็มสไตล์ ด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีดำแบบสปอร์ต
  • ตอกย้ำความเอกซ์คลูซีฟด้วยสัญลักษณ์ BLACK EDITION ที่ด้านท้าย
  • สีภายนอก สีดำคริสตัล (มุก)

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง เติมเต็มอารมณ์ความสปอร์ตเข้มด้วยดีไซน์โทนสีดำ ครบครันด้วยฟังก์ชันระดับพรีเมียม

  • ดีไซน์ภายในห้องโดยสารเรียบหรู มาพร้อมแผงคอนโซลขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยวัสดุลายไม้สีดำและ
    สีดำ Piano Black
  • เสริมเอกลักษณ์ความพิเศษของเบาะโดยสารคู่หน้าด้วยเบาะหนังพร้อมสัญลักษณ์พิเศษ BLACK EDITION มาพร้อมเบาะโดยสารแบบ 2 แถว 5 ที่นั่ง มอบพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายที่กว้างขวาง
  • อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) มอบความสะดวกสบายในการใช้งาน
  • พร้อมตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน ด้วยฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า
    พร้อมระบบแฮนด์ฟรี (Hands-free Power Tailgate)
  • เชื่อมต่ออย่างสะดวกสบายในทุกการเดินทาง ด้วยระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri

นอกจากนี้ ยังครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และระบบ Auto Brake Hold ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) อีกทั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายระดับพรีเมียม อาทิ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย-ขวา กระจกมองข้างแบบพับเก็บอัตโนมัติ (ควบคุมด้วยรีโมท) (Auto Foldable Side Door Mirror) กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ (Auto Dimming Rear View Mirror) เป็นต้น

ฮอนด้า ซีอาร์-วี BLACK EDITION ใหม่ มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุดถึง 173 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 224 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT มอบการตอบสนองที่ทันใจ รองรับพลังงานทางเลือก E85
มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสองล้อ (2WD)

ฮอนด้า ซีอาร์-วี รุ่น 2.4 BLACK EDITION ใหม่ ราคา 1,467,000 บาท รวมค่าสีภายนอก สีดำคริสตัล (มุก) มาพร้อมข้อเสนอพิเศษเพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ง่ายขึ้น สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถยนต์ ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2564 – 30 กันยายน 2564 รับดอกเบี้ย 1.99% หรือเลือกรับข้อเสนอ Double Smile
ดาวน์ 0 บาท หรือผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 20,000 บาท

ทั้งนี้ ฮอนด้า ซีอาร์-วี มีจำหน่ายใน 2 ขุมพลังทางเลือก ได้แก่

  • เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO 4 สูบ ให้กำลังสูงสุดถึง 160 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบต่อนาที ซึ่งเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด เป็นระบบเกียร์ไฟฟ้าที่ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบายกับเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง และมั่นใจในทุกการขับขี่กับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING โดยมาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD)
  • เครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC 4 สูบ ให้กำลังสูงถึง 173 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที
    ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 224 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT
    ให้การตอบสนองที่ทันใจ พร้อมรองรับพลังงานทางเลือก E85 มาพร้อมตัวเลือกระบบการขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD) และสองล้อ (2WD) มีให้เลือกทั้งรุ่น เบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง และเบาะนั่ง 2 แถว 5 ที่นั่ง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย

มีให้เลือกทั้งหมด 6 รุ่นย่อย ได้แก่

เครื่องยนต์ดีเซล

  • รุ่น DT-EL 4WD ราคา 1,759,000 บาท

เครื่องยนต์เบนซิน

  • รุ่น 2.4 EL 4WD ราคา 1,579,000 บาท
  • รุ่น 2.4 ES 4WD ราคา 1,529,000 บาท
  • รุ่น 2.4 BLACK EDITION ราคา 1,467,000 บาท
  • รุ่น 2.4 E ราคา 1,419,000 บาท
  • รุ่น 2.4 S ราคา 1,369,000 บาท

โดยมีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีน้ำเงินคอสมิก (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น DT-EL 4WD รุ่น 2.4 EL 4WD และรุ่น 2.4 ES 4WD สีขาวแพลทินัม (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) และสีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก)

สัมผัสความสปอร์ตเข้มเต็มสไตล์ของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี BLACK EDITION ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้า ตั้งแต่
วันที่ 23 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้า หรือแชทกับ
ที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th  หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง
โทร. 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/crv

Lamborghini Countach LPI 800-4 บทใหม่ของซูเปอร์สปอร์ตคาร์แห่งตำนาน

0

ออโตโมบิลี ลัมโบร์กินี เปิดตัว คูนทาช แอลพีไอ 800-4 (Countach LPI 800-4) รถรุ่นพิเศษจำนวนจำกัดที่ถูกสร้างมาเพื่อระลึกถึงตำนานอย่างรุ่น Countach และได้ปรับแต่งองค์ประกอบต่างๆ ให้ร่วมกับยุคสมัยปัจจุบัน

การออกแบบเส้นสายของตัวรถที่นำมาจากรุ่น Countach และเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์ของลัมโบร์กินีอย่างเครื่องยนต์ V12 ที่ถูกพัฒนาให้ทำงานร่วมกับระบบซูเปอร์คาปาซิเตอร์ ส่งผลให้ Countach LPI 800-4 ยังคงประสบการณ์การขับขี่ที่ดุดันและเสียงที่เร้าใจตามสไตล์เครื่องยนต์ไร้ระบบอัดอากาศ รวมถึงการนำเทคโนโลยีไฮบริดที่พัฒนาขึ้นสำหรับ Sián มาใช้ ด้วยพละกำลังสูงสุดถึง 814 แรงม้า ส่งกำลังไปยังระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ส่งผลให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. และ 0-200 กม./ชม. ทำได้ในเวลาเพียง 2.8 และ 8.6 วินาทีตามลำดับ โดยความเร็วสูงสุดนั้นอยู่ในระดับ 355 กม./ชม.

“Countach LPI 800-4 เป็นรถที่ล้ำสมัยในยุคของมัน เหมือนดังที่ Countach รุ่นแรกเป็น สำหรับลัมโบร์กินี Countach ไม่ได้เป็นเพียงวิศวกรรมยานยนต์ที่เราได้ออกแบบขึ้นมาชิ้นหนึ่ง แต่ยังเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาของเราในการบรรลุเป้าหมายที่จะรังสรรค์สิ่งที่เหนือความคาดหมาย จนกลายเป็น “รถในฝัน” ของผู้คนจำนวนมาก Countach LPI 800-4  ยึดถือในหลักการของแบรนด์ลัมโบร์กินีไว้อย่างเหนียวแน่นและสามารถสื่อถึงพลังของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนในทุกๆ อณู ไม่ว่าจะเป็นเมื่อตอนที่เราเห็นทรวดทรงของตัวรถ การฟังเสียงเครื่องยนต์แผดคำราม และที่แน่นอนคือประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ” สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานและ CEO ของออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าว

Countach – นิยามใหม่ของการดีไซน์ซูเปอร์สปอร์ตคาร์

Lamborghini Countach LPI 800-4 นั้นได้รับการถ่ายทอดดีเอ็นเอจากโฉมก่อน เพื่อเป็นการสืบต่อตำนานของดีไซน์ Countach ที่เป็นไอคอนในยุค 1980 เอกลักษณ์เฉพาะอีกอย่างของรุ่น Countach คือชื่อรุ่นที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับกระทิง ซึ่งเป็นธรรมเนียมของแบรนด์มาตลอด ความหมายของคำว่า Countach นั้นคือการทำให้ตื่นเต้นหรือเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจของภาษาท้องถิ่นของชาว Piedmont แคว้นที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี

“Countach รุ่นแรกถูกตั้งโชว์ไว้ที่ Centro Stile ของเรามาหลายปีแล้ว ทุกครั้งที่ผมเห็นมัน มันทำให้ผมรู้สึกขนลุกและเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีให้กับทั้งผมและทีมว่าต้องคอยพัฒนาการออกแบบรถลัมโบร์กินีให้ล้ำยุคอยู่เสมอ นี่เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เพราะมันคือเอกลักษณ์ของแบรนด์ลัมโบร์กินี” มิทจา บอร์คเกิร์ต หัวหน้า Lamborghini Centro Stile กล่าว

ดีไซน์เส้นสายรูปแบบเฉพาะของ Countach  เห็นชัดได้จากแนวเส้นที่ลากจากด้านหน้าไปสู่ด้านท้ายของรถ มุมสันที่ชัดเจนแหลมคมสื่อถึงดีไซน์ของรถซูเปอร์สปอร์ตสมัยใหม่ และยังเป็นแนวทางการดีไซน์รถรุ่นใหม่ของลัมโบร์กินีอีกด้วย Countach LPI 800-4 ได้รวบรวมเอาคาร์แรคเตอร์ของเส้นสาย Countach ทั้ง 5 รุ่นที่ได้รับการพัฒนาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จนกลายมาเป็นดีไซน์ที่ตอกย้ำความเป็นไอคอนแห่งการออกแบบยานยนต์แห่งยุคสมัย

ดีไซน์ของ Countach LPI 800-4 มีการผสานกันระหว่างดีไซน์ของรุ่น LP 500 และ LP 400 ทำให้ด้านหน้าของ Countach LPI 800-4 โดดเด่นและแตกต่างด้วยฝากระโปรงที่ลาดยาว กระจังหน้าและไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า และดีไซน์ซุ้มล้อแบบตัดเหลี่ยม เส้นสายของตัวรถจากด้านหน้าถึงหลังรถมีความเรียบเนียน เพื่อให้ทรวดทรงโดยรวมไม่เปลี่ยนแปลง โดยตัวรถนั้นได้รับการติดตั้งช่องดักอากาศบริเวณช่วงโป่งหลังของรถและประตู เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้กับรถและเสริมความดุดันให้มากยิ่งขึ้น

ด้านท้ายของ Countach LPI 800-4 นั้นโดดเด่นด้วยการคงเอกลักษณ์เดิมอยู่ เช่นไฟท้ายสามส่วน ท่อไอเสียเป็นแบบสี่ท่อเหมือนกับรุ่นดั้งเดิมซึ่งติดตั้งไว้บริเวณดิฟฟิวเซอร์คาร์บอนไฟเบอร์ ประตูเข้าออกรถเป็นแบบปีกนก ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของรถยนต์เครื่องยนต์ V12 ของค่ายลัมโบร์กินี และ Countach เป็นรถรุ่นแรกที่ใช้ประตูรูปแบบนี้ของแบรนด์อีกด้วย

บรรทัดฐานสมรรถนะแห่งโลกอนาคต

เครื่องยนต์ V12 ของ Countach เป็นตำนานเฉกเช่นเดียวกับดีไซน์ของตัวรถ ด้วยรูปแบบการวางเครื่องยนต์ด้านหลังและหม้อน้ำด้านข้างตัวรถแบบรถแข่ง Formula 1 รวมไปถึงตัวถังเทคโนโลยี Spaceframe เทคโนโลยีที่มาพร้อมกับตัวรถตอนนั้นเป็นการปฏิวัติวิศวกรรมของวงการยานยนต์เช่นเดียวกับดีไซน์ของรถ เหตุผลที่เครื่องยนต์ถูกวางไว้ด้านหลังนั้นเพื่อให้การกระจายน้ำหนักเป็นไปได้อย่างสมดุลและเพื่อการตอบสนองที่ดีที่สุดในการขับขี่  ซึ่ง Countach LPI 800-4 นั้นได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงสุดของลัมโบร์กินีหลายๆ ส่วนมารวมกัน เพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับคลาสซูเปอร์สปอร์ตคาร์อีกครั้งในปี 2021 นี้

“ทีมวิศวกรที่พัฒนา Countach โฉมแรกนั้นได้คิดค้นนวัตกรรมมากมายเพื่อให้ตัวรถเป็นสุดยอดสปอร์ตคาร์ในเวลานั้นๆ ความตั้งใจของทีมวิศวกรนั้นเป็นแรงผลักดันให้แผนกค้นคว้าและวิจัยของลัมโบร์กินีไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนา จึงทำให้ได้ค้นพบเทคโนโลยีไฮบริดในรุ่น Countach LPI 800-4 นี้ ซึ่งเป็นสมรรถนะสูงสุดของรถเรือธงจากค่าย” มิวริซิโอ เรจจิอานี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค ออโตโมบิลี ลัมโบร์กินี กล่าว

เครื่องยนต์ V12 6.5 ลิตรของลัมโบร์กินีสามารถสร้างแรงม้าได้สูงสุด 780 ตัว และเมื่อทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบส่งกำลัง จะช่วยเพิ่มแรงม้าขึ้นมาอีก 34 แรงม้า เพื่อการตอบสนองที่ฉับไวและยังช่วยเพิ่มสมรรถนะโดยรวมอีกด้วย พลังงานของตัวมอเตอร์นั้นมาจากซูเปอร์คาปาซิเตอร์ที่สามารถให้พละกำลังได้มากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออนที่น้ำหนักเท่ากัน

โครงสร้างตัวถังแบบโมโนค๊อกและตัวถังของรถส่วนใหญ่นั้นใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มความแข็งแรงให้กับตัวถังไปในตัว Countach LPI 800-4 มีน้ำหนักตัวถังเพียง 1,595 กิโลกรัมและแรงม้าต่อน้ำหนักที่ 1.95 กิโลกรัมต่อแรงม้า ภายนอกตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์บริเวณชายล่างด้านหน้า กระจกมองข้าง ช่องดักอากาศเครื่องยนต์ ชายล่างด้านข้าง และดิฟฟิวเซอร์ด้านหลัง ยิ่งไปกว่านั้นภายในยังใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบสามมิติสำหรับดีไซน์ช่องแอร์แบบใหม่และหลังคาที่สามารถปรับแสงได้เพื่อให้ทึบหรือใส เพื่อเป็นการย้ำเตือนว่าแม้แรงบันดาลใจรถจะมาจากตำนานในอดีต แต่รถคันนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ของรถยนต์แห่งทศวรรษที่ 21

เปิดตัวครั้งแรกที่ The Quail สหรัฐอเมริกา

Countach LPI 800-4 เปิดตัววันนี้ที่ The Quail สหรัฐอเมริกา มาในสีตัวถังพิเศษอย่างสีขาว Bianco Siderale อมฟ้าประกายมุก เหมือนกับรถของผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง เฟอร์รุชโช ลัมโบร์กินี ที่เป็นรุ่น Countach LP 400 S โดยภายในเน้นเอกลักษณ์การสืบทอดความเป็น Heritage ด้วยวัสดุหนังสีดำตัดกับสีแดงเพิ่มความพิเศษให้กลิ่นอายของการดีไซน์ในยุค 1970

Countach LPI 800-4 มาพร้อมกับล้อหน้าขนาด 20” และล้อหลังขนาด 21” ระบบเบรกเซรามิคและยาง Pirelli P Zero Corsa

เจ้าของรถที่สั่งซื้อ Countach LPI 800-4 สามารถเลือกสีตัวถังภายนอกได้หลากหลายสี ไม่ว่าจะเป็นสีที่สะท้อนความเป็น Heritage Style ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสีแบบ Solid เช่น สีที่โดดเด่นอย่างสีขาว Impact White Giallo Countach และ สีเขียว Verde Medio หรือหากเจ้าของรถต้องการสีที่มีความร่วมสมัยมากขึ้น ก็ยังมีสีแบบเมทัลลิกให้เลือกตามชอบ เช่นสียอดนิยมอย่างสีม่วง Viola Pasifae หรือสีฟ้า Blu Uranus.

หน้าจอสัมผัสขนาด 8.4” บริเวณคอนโซลกลางของ LPI 800-4 มาพร้อมระบบ Apple CarPlay และยังมีปุ่มเฉพาะของตัวรถรุ่นนี้ที่ระบุว่า ‘Stile’ ซึ่งเมื่อกดปุ่มแล้วตัวรถจะเล่าถึงปรัชญาการดีไซน์ของ Countach ให้แก่ผู้ที่ครอบครองรถคันนี้

การผลิตจำนวนจำกัดเพียง 112 คันทั่วโลก สอดคล้องกับหมายเลขของชื่อ  ‘LP 112’ ซึ่งเป็นชื่อโปรเจคภายในที่ใช้ระหว่างการพัฒนาของ Lamborghini Countach ดั้งเดิม สำหรับ Countach LPI 800-4 จะเริ่มส่งมอบในไตรมาสแรกของปี 2022 ให้กับเจ้าของรถ ซึ่งนับเป็นอภิสิทธิ์พิเศษที่ได้ครอบครองยนตรกรรมที่เป็นตำนานอีกครั้งในโฉมปัจจุบัน

Technical Data – Lamborghini Countach LP 800-4 

CHASSIS AND BODY  
ChassisCarbon fiber monocoque with aluminum front and rear frames 
BodyFull exterior body and interior trims (rear panels, door panels, tunnel, luggage compartment) in carbon fiber 
Suspension typePush rod magnetorheological active front and rear suspension with horizontal dampers and springs 
Suspension geometryAluminum double wishbone fully independent front and rear suspension. 
ESPESC integrating ABS and TCS with different characteristics according to the driving mode selected 
BrakesCarbon-ceramic brakes with fixed monoblock calipers in aluminum with 6 pistons (front) and 4 pistons (rear)

 

 
Ventilated discs (front – rear)Carbon ceramic brake discs
(Ø 400 x 38 mm – Ø 380 x 38 mm)
 
SteeringHydraulic assisted power steering, with 3 different servotronic characteristics coupled with Lamborghini Dynamic Steering (LDS) and Rear Wheel Steering (RWS), managed by drive select mode

 

Steering wheel ratio10:1 – 18:1
Steering wheel turns lock to lock2.1 – 2.4
Steering wheel diameter358 mm
Tires (front – rear)New Pirelli P Zero Corsa 255/30 ZR20 – 355/25 ZR21
Rims (front – rear)9”JX20” H2 ET 17.2 – 13” JX21”H2 ET 51.7
Kerb-to-kerb turning circle11.5 m (37.73 ft.) – average value, variable due to dynamic condition, thanks to LRS
MirrorsExternal mirrors heated, electrically adjustable and foldable
Rear spoilerRear electronically operated spoiler with 3 positions; completely panelled underbody
AirbagsDriver, passenger, side airbags. Knee airbags only for specific markets
IC ENGINE 
TypeV12, 60°, MPI
Displacement6,498 cc (396.5 cu. in)
Bore and strokeØ 95 mm x 76.4 mm (3.74 in. x 3 in.)
Valve per cylinder4
Valve gearVariable valve timing electronically controlled
Compression ratio11.8 ± 0.2
Maximum power780 CV (574 kW) at 8,500 rpm
Specific Power output120 CV/l (88.3 kW/l) 
Maximum torque720 Nm (531 lb.-ft.) @ 6,750 rpm 
Engine speed, maximum8,700 rpm 
Emission classEURO 6 – LEV 3 
Emission control systemCatalytic converters with lambda sensors 
Cooling systemWater and oil cross flow cooling system with variable air inlets 
Engine management systemLamborghini Iniezione Elettronica (LIE) with Ion current analysis 
Lubrication systemDry sump 
ELECTRIC POWER UNIT  
Supercapacitor voltage48V 
Supercap power density2400 W/kg 
Max operative current600A 
Max Power34 CV 
Max Torque35 Nm 
Weight e-machine + supercap34 kg 
DRIVETRAIN  
Type of transmission4WD with Haldex generation IV 
Gearbox7 speed ISR, with e-machine installed on the rear wheels output, shifting characteristic depending on drive select mode 
StandardAMT 
1st gear ratio

2nd gear ratio

3rd gear ratio

4th gear ratio

5th gear ratio

6th gear ratio

7th gear ratio

Reverse ratio

Final drive ratio (rear – front)

3.909

2.438

1.810

1.458

1.185

0.967

0.844

2.929

2.867 – 3.273

 
ClutchDry double plate clutch, Ø 235 mm (9.25 in.) 
PERFORMANCE  
Top speed355 km/h (221 mph) 
Acceleration 0-100 km/h
[0-62 mph]
2.8 sec. 
Acceleration 0-200 km/h
[0-124 mph]
8.6 sec. 
Braking 100-0 km/h
[62-0 mph]
30 m 
DIMENSIONS AND WEIGHT  
Wheelbase2,700 mm (106.30 in.) 
Overall length4,870 mm (191.73 in.) 
Overall width
(excluding/including mirrors)
2,099 mm (82.64 in.)/2,265 mm (89.17 in.) 
Overall height1,139 mm (44.84 in.) 
Track (front – rear)1,784 mm (70.23 in.) – 1,709 mm (67.28 in.) 
Ground clearance
(standard – lifting)
115 ± 2 mm (front with lifting 155 mm) 
Dry weight1595 kg (3516 lb) 
Total weight permitted2100 kg (4630 lb) 
Weight distribution
(front – rear)
43% – 57% 
CAPACITIES  
Fuel tank70 liters 
Engine oil13 liters 
Engine coolant25 liters 
Luggage compartment63 liters 
CONSUMPTIONNEDC cycle 
Urban cyclePending homologation 
Extra urban cyclePending homologation 
CombinedPending homologation 
CO2 emissionPending homologation 

 

เต๊อะ วุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ ปั้นปอร์เช่ 911 อาร์เอสอาร์ (Porsche 911 RSR) พร้อมลุยลงสนามแข่งที่โหดที่สุดในโลก 24 Hours of Le Mans 2021

0

อีกหนึ่งการแข่งขันที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสนามที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความยาก ท้าทาย อึดและโหดที่สุดสนามหนึ่งในโลก ก็คือ การแข่งขัน  24 Hours of Le Mans รายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่มีประวัติมาอย่างยาวนานกว่า 98 ปี   ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์แห่งความพร้อมของทุกขีดความสามารถ ทั้งสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ทนทาน ความเหนือชั้นของกลยุทธ์ในการวางแผน ความแข็งแกร่งของนักแข่งและทีมงาน จากความเป็นตำนานของสนามแห่งนี้ ทำให้เหล่าบรรดานักแข่งจากทั่วโลกอยากเข้าร่วมพิชิตการทดสอบสมรรถนะของตนเองและรถแข่งกันมากมาย โดยเต๊อะ วุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ ผู้บริหารสายแข่ง ผู้ก่อตั้งทีม เอเอเอส มอเตอร์สปอร์ต และ ประธานบริหาร กลุ่มบริษัทเอเอเอส ออโต้เซอร์วิส ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่ และ เบนท์ลีย์ อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย มุ่งมั่นกับกีฬามอเตอร์สปอร์ตจึงตัดสินใจเข้าร่วมการแข่งขัน ด้วยรถปอร์เช่ 911 อาร์เอสอาร์ (Porsche 911 RSR) ภายใต้ชื่อทีม Proton Competition หมายเลข 99 ลงสนามแข่งในรุ่น LM-GTE Am พร้อมด้วยทีมเมทฝีมือดี ดีกรีแชมป์อีก 2 คน คือ Florian Latorre (ฝรั่งเศส) กับ Harry Tincknell (อังกฤษ) ที่จะมาพิสูจน์ฝีมือในการแข่งขันระดับโลก 24 Hours of Le Mans ครั้งที่ 89 ในวันที่ 21-22 สิงหาคม 2564 เริ่มเวลา 21:00 น. ตามเวลาประเทศไทย (16:00 เวลาท้องถิ่นประเทศฝรั่งเศส) ณ Circuit de la Sarthe เมืองเลอม็องประเทศฝรั่งเศส

เต๊อะ วุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ กล่าวว่า ผมรู้สึกดีใจมากที่ทีม Demsey Proton Competition ชวนกลับมาร่วมอีกครั้ง ในรายการ Le Mans 24 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นสนามหนึ่งในตำนานของโลก ทางทีมได้เตรียมรถ Porsche 911 RSR สเปคใหม่ล่าสุดให้กับผม แต่การเตรียมตัวมีน้อยมากและต้องปรับตัวให้เข้ากับรถมากพอสมควร อย่างไรก็ตามหลังจากได้มีโอกาสทดสอบรถคันนี้ที่สนาม SPA ทำให้มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นที่จะสามารถควบคุมรถ 911 RSR ได้เป็นอย่างดี แต่การแข่งขัน 24 ชั่วโมงนั้นมีปัจจัยเยอะมากในการที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นรถ นักขับ ทีมงานและอื่นๆอีกมากมาย ยังไงผมคงต้องขอกำลังใจจากแฟนๆ Motorsport คนไทยทุกคนด้วยนะครับ

บริดจสโตน…นำทัพชวนส่งพลังใจเชียร์ 4 นักกีฬาพาราลิมปิกทีมชาติไทย ผ่านแคมเปญ “1 กำลังใจให้ยกกำลัง 10” เพื่อมูลนิธิเมาไม่ขับ

0

บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด เชิญชวนคนไทยร่วมส่งต่อแรงเชียร์ให้ 4 นักกีฬาพาราลิมปิกทีมชาติไทย ตัวแทนทีมบริดจสโตน ประเทศไทย ในฐานะพนักงานไทยบริดจสโตน สำหรับภารกิจไล่ล่าความฝันครั้งสำคัญ ลุ้นเหรียญทองในการแข่งขัน “โตเกียว 2020 พาราลิมปิกเกมส์” ผ่านแคมเปญ 1 กำลังใจให้ยกกำลัง 10” โดยทุก 1 ข้อความให้กำลังใจ พร้อมติดแฮชแท็ก #BridgestoneChaseYourDreamTH บริดจสโตนจะร่วมสมทบทุนบริจาค 10 บาท* ต่อยอดให้เป็นพลังยิ่งใหญ่สู่สังคมมอบให้กับมูลนิธิเมาไม่ขับ เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 5 กันยายน 2564

 

แคมเปญพิเศษ 1 กำลังใจให้ยกกำลัง 10” จัดขึ้นเพื่อต้องการให้คนไทยร่วมส่งแรงใจผ่านข้อความให้แก่ 4 ตัวแทนนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยจากสังกัดทีมบริดจสโตน ประเทศไทย ได้แก่ บีม-ชัยวัฒน์ รัตนะ นักกรีฑาวีลแชร์เรซซิ่งทีมชาติไทย เจมส์-วรวุฒิ แสงอำภา นักกีฬาบอคเซียทีมชาติไทย สร-จ่าเอกอนุสรณ์ ไชยชำนาญ นักกีฬายิงปืนคนพิการทีมชาติไทย และ เจน-เจนจิรา ปัญญาทิพย์ นักกรีฑาคนพิการกระโดดไกลหญิงทีมชาติไทย ที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน “โตเกียว 2020 พาราลิมปิกเกมส์” ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม – 4 กันยายน นี้ ณ ประเทศญี่ปุ่น ให้มีพลังฮึดสู้ในการไล่ล่าฝันเพื่อคว้าเหรียญรางวัล และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย โดยทุก ๆ หนึ่งข้อความเชียร์ที่ผ่านทางช่องทาง www.bridgestonechaseyourdream.com บริดจสโตนจะสมทบทุนข้อความละ 10 บาท* และส่งต่อพลังไล่ล่าความฝันนี้ แปรเปลี่ยนเป็นพลังยิ่งใหญ่สู่ผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทย มอบให้แก่ “มูลนิธิเมาไม่ขับ” ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่มุ่งเน้นการสนับสนุนผู้พิการที่ได้รับผลกระทบจากการประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ให้มีกำลังสู้ชีวิต และได้มีโอกาสทำตามฝันให้สำเร็จตามความหมายของ “Chase Your Dream” เช่นเดียวกับนักกีฬาพาราลิมปิกทั้ง 4 ท่าน โดยจะเริ่มโครงการตั้งแต่วันนี้ – 5 กันยายนนี้ และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารการแข่งขันเพิ่มเติมได้ทาง www.facebook.com/BridgestoneTH/

 

“เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การแข่งขันโตเกียว 2020 พาราลิมปิกเกมส์ เป็นการแข่งขับแบบไม่มีผู้ชมในสนาม และนักกีฬาจะถูกจำกัดบริเวณเพื่อป้องกันการติดเชื้อซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะกดดัน ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับ 4 นักกีฬา ทีมบริดจสโตน ประเทศไทยให้ประสบความสำเร็จในการไล่ล่าความฝันครั้งสำคัญในฐานะตัวแทนของประเทศไทย จึงขอเชิญชวนแฟนกีฬาชาวไทยร่วมส่งข้อความให้กำลังใจพร้อมติดแฮชแท็ก  #BridgestoneChaseYourDreamTH ผ่านแคมเปญ 1 กำลังใจให้ยกกำลัง 10 เพื่อส่งต่อพลังใจอันยิ่งใหญ่นำไปสู่การส่งต่อกำลังใจสู่สังคมไทยจากการสมทบทุนบริจาคของบริดจสโตนด้วยครับ” มร.เคอิจิ ชูมะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย บริดจสโตน จำกัด กล่าว

 

หมายเหตุ: เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด*

ผลการดำเนินงานของปอร์เช่เติบโตเพิ่มขึ้น 2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า

0

Auto News รายได้จากการดำเนินงาน 2,790 ล้านยูโร คิดเป็นอัตราส่วนที่เติบโตขึ้นกว่า 127 เปอร์เซ็นต์ และมีผลตอบแทนจากการขายสูงถึง 16.9 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปี 2020 ที่ปอร์เช่มีรายได้จากการขาย 12,420 ล้านยูโร และมีรายได้จากการดำเนินงาน 1,230 ล้านยูโร หนึ่งในเหตุผลของระดับการเติบโตที่สูงมาก เกิดจากยอดขายที่ชะลอตัวลงในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2020 อันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ทั้งหมดนี้คือ ตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยมอย่างเป็นรูปธรรมของบริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตสัญชาติเยอรมัน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองสตุ๊ทการ์ท

อย่างไรก็ตาม ปอร์เช่ยังคงมีสถิติในการพัฒนาที่แข็งแกร่ง ถึงแม้จะเป็นการเปรียบเทียบกับผลงานในปี 2019 ก่อนเกิดวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า พิสูจน์ได้จากรายได้จากการขายมีอัตราสูงขึ้นถึง 23 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2019 มีรายได้จากการขายอยู่ 13,410 ล้านยูโร และผลกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 26 เปอร์เซ็นต์ และมีรายได้จากการดำเนินงาน 2,210 ล้านยูโร

Lutz Meschke รองประธาน และสมาชิกคณะกรรมการบริหาร ผู้กำกับดูแลส่วนงานการเงิน และเทคโนโลยีสารสนเทศของ Porsche AG กล่าวว่า “ปอร์เช่พึงพอใจกับตัวเลขจากผลการดำเนินงานที่ทำได้ ถึงแม้จะมีการเพิ่มการลงทุนปริมาณมหาศาลในการพัฒนายานพาหนะพลังงานไฟฟ้า และระบบดิจิทัล เพื่อประโยชน์ในอนาคต แต่เรายังสามารถสร้างผลตอบแทนจากการขายได้สูงถึง 16.9 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับตัวเลขยอดจำหน่ายที่น่าประทับใจ นอกจากนี้การบริหารจัดการต้นทุนคงที่อย่างเข้มงวด การพัฒนาการบริการทางด้านการเงิน รวมไปถึงการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ คือปัจจัยสำคัญที่มีส่วนช่วยให้เกิดผลดีเช่นเดียวกัน  สำหรับการเลือกที่จะไม่ลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาด้านนวัตกรรม ถือเป็นการทำงานที่จะช่วยผลักดันบริษัทให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น”

ปอร์เช่ ได้รวบรวมแนวคิดภายในองค์กรมากกว่า 3,000 แนวคิด เพื่อสร้างโครงการ profitability programme 2025 มีเป้าหมายคือ การยกระดับรายได้จากการดำเนินงานสะสมให้ได้ 10,000 ล้านยูโร ภายในปี 2025 และมีรายได้จากการดำเนินงานให้ได้อย่างน้อยปีละ 3,000 ล้านยูโร

Oliver Blume ประธานกรรมการบริหารของ Porsche AG กล่าวเสริมว่า “รู้สึกพอใจอย่างยิ่งกับตัวเลขผลงานทางธุรกิจที่เกิดขึ้นใน 6 เดือนแรกของปี 2021 ที่มีทิศทางในเชิงบวก ตัวเลขดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า สิ่งที่เราทำนั้นถูกต้องในฐานะผู้บุกเบิกพัฒนายานพาหนะแห่งความยั่งยืน เรากำลังลงทุนด้วยงบประมาณมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต พร้อมกับการประคองผลกำไรให้คงที่ ปัจจุบันลูกค้าปอร์เช่ในทวีปยุโรปมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์เป็นเจ้าของรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า  ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ ปอร์เช่จะเป็นบริษัทที่ดำเนินงานโดยปราศจากสารประกอบคาร์บอนภายในปี 2030”

ปอร์เช่ทุบสถิติตัวเลขยอดส่งมอบรถยนต์ใหม่ไปยังลูกค้าทั่วทุกมุมโลกในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021 รวมทั้งสิ้น 153,656 คัน โดยคิดเป็นอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้นถึง 31 เปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้ยอดส่งมอบรถยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากรถปอร์เช่ทุกรุ่น และในทุกภูมิภาคทั่วโลก 

Lutz Meschke กล่าวทิ้งท้ายว่า “แม้ว่าจะมีความสำเร็จเกิดขึ้นให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว แต่ปอร์เช่ก็ยังคงดำเนินงานด้วยความรอบคอบอยู่เสมอ อันเนื่องมาจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนของวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า  ซึ่งส่งผลให้มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดผลกระทบกับอุตสาหกรรมการผลิตสารกึ่งตัวนำในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในช่วงไตรมาส 3 นี้”

กระแสเงินสดสุทธิ 2,600 ล้านยูโร

ในภาพรวม ปอร์เช่ยังคงสามารถบรรลุเป้าหมายด้วยผลตอบแทนจากการขายที่ 15 เปอร์เซ็นต์ ในปีงบประมาณ 2021 ด้วยกระแสเงินสดสุทธิ 2,600 ล้านยูโร หรือคิดเป็นอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้นกว่า 130 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า ซึ่งปี 2020 ปอร์เช่มีกระแสเงินสดสุทธิ 1,130 ล้านยูโร  ด้วยผลงานที่ดีเยี่ยมดังกล่าว จึงทำให้บริษัทสามารถรักษาบุคลากรไว้ได้เกินกว่า 3 ใน 4  ของบุคลากรทั้งหมด โดยในปัจจุบัน ปอร์เช่มีพนักงานรวมทั้งสิ้น 36,267 คน จากเดิมปี 2020 มีพนักงาน 36,359 คน ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา

“ซูซูกิ” แนะนำ ‘SUZUKI SWIFT GL PLUS’ อัพเกรดชุดแต่งรอบคัน คุ้มค่าในราคาเพียง 567,000 บาท

0

นายมิโนรุ อามาโนะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับ SUZUKI SWIFT นับเป็นรถยนต์สปอร์ตแฮทช์แบ็กอีโคคาร์ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดรุ่นหนึ่งในกลุ่มผู้บริโภค โดยนับตั้งแต่ที่ซูซูกิเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย SUZUKI SWIFT เป็นรุ่นรถยนต์ที่สร้างยอดขายได้มากที่สุดของซูซูกิ จากการแนะนำรุ่นแรกออกสู่ตลาดในปี 2553 จนถึงปัจุบันมียอดขายรวมสูงถึง 139,477 คัน ซึ่งต้องขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านที่ต่างยอมรับ และให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของเราเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่นั่งอยู่ในใจของลูกค้าชาวไทย สิ่งหนึ่งที่เราให้ความสำคัญคือ การพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ซูซูกิจึงขอแนะนำ SUZUKI SWIFT GL PLUS ออกสู่ตลาดอีโคคาร์ ซึ่งจะเป็นรุ่นพิเศษ อัพเกรดความสปอร์ตเร้าใจให้มากขึ้นกว่าเดิม พร้อมทั้งสานต่อความสำเร็จของ SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION ที่เปิดตัวไปในปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งได้การตอบรับอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าที่นิยมรถแต่งที่เป็นไปได้มากกว่ารถยนต์ทั่วไป และเรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะเข้ามาเป็นตัวช่วยเสริมทัพอีโคคาร์ของซูซูกิให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในปีนี้

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา (เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2564) SUZUKI SWIFT สามารถสร้างยอดขายรวมไปได้แล้วทั้งสิ้น 3,901คัน ล่าสุด เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ดีต่อลูกค้า ซูซูกิจึงได้แนะนำ SUZUKI SWIFT GL PLUS รุ่นตกแต่งพิเศษออกสู่ตลาดประเทศไทย โดยยังคงนำเสนอรูปลักษณ์อันแสนสปอร์ตเร้าใจ มอบทุกความแตกต่างที่ไม่ซ้ำใคร เดินหน้าเพื่อสานต่อความสำเร็จของรถยนต์สปอร์ตแฮทช์แบ็ก อีโคคาร์ รุ่นยอดนิยม

สำหรับ SUZUKI SWIFT GL PLUS รุ่นตกแต่งพิเศษ มาภายใต้แนวคิด “เร้าใจเต็มสปีด สุดขีดสไตล์พลัส” พร้อมเข้ามาเติมเต็มความต้องการของกลุ่มลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น โดยถูกพัฒนามาจากรุ่น SWIFT GL ด้วยการยกระดับความสปอร์ตเร้าใจให้เหนือขึ้นไปอีกขั้นกับชุดแต่งที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษรอบคันเพื่อลูกค้าซูซูกิทุกท่าน

SUZUKI SWIFT GL PLUS ตกแต่งด้วยชุดแต่งดีไซน์ใหม่ กับชุดสเกิร์ตรอบคันพร้อมด้วยสปอยเลอร์หลังเติมเต็มความสปอร์ตให้มากขึ้นไปอีกขั้น เสาอากาศครีบฉลาม ซุ้มล้อสีดำ บ่งบอกถึงความพิเศษและเป็นเอกลักษณ์ด้วยชุดสติกเกอร์ลายใหม่ที่จะถ่ายทอดทุกความเร้าใจที่เป็นคุณ

ทั้งนี้ SUZUKI SWIFT GL PLUS ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่น ดีไซน์ภายนอก สปอร์ต ปราดเปรียว ภายในทันสมัย ตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินสไตล์สปอร์ต กว้างสบายรองรับการใช้งานได้หลากหลาย พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรง D-Shape เพิ่มพื้นที่วางขาและปรับระดับได้ 4 ทิศทาง เบาะนั่งทรงสปอร์ตโอบกระชับสรีระ

เร้าใจไปกับเครื่องยนต์รหัส K12M แบบเบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร หัวฉีดคู่หรือ DUALJET ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยกำลังสูงสุด 83 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 108 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบต่อนาที เกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมรองรับน้ำมันเชื้อเพลิงประเภท E20 ประหยัดเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยกว่า 23 กิโลเมตร/ลิตร

ปลอดภัยอย่างเหนือชั้น ด้วยแพลตฟอร์ม HEARTECT เทคโนโลยีเฉพาะของซูซูกิที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยเสริมให้รถมีน้ำหนักน้อยลงแต่คงความแข็งแกร่งและประหยัดน้ำมันมากขึ้น รวมถึงโครงสร้างตัวถังแบบ TECT ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตัวรถ พร้อมระบบ NVH ช่วยกันการสั่นสะเทือน และลดเสียงรบกวนจากภายนอก

พร้อมระบบ TCS ช่วยในการควบคุมรถขณะขับขี่บนถนนลื่นหรือในทางโค้ง พร้อมระบบเบรก ABS และ EBD ระบบควบคุมเสถียรภาพตัวรถ ESP ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชันและยังเหมาะกับการขับในเมืองด้วยระบบ IDLING STOP ที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันขณะรถหยุดนิ่ง ขับขี่อย่างมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยระบบ Hill Hold Control  ช่วยออกตัวบนทางลาดชัน และปลอดภัยมากขึ้นด้วยถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า

SUZUKI SWIFT GL PLUS มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีแดง Ablaze Red Pearl, สีเทา Star Silver Metallic, Mineral สีเทาเข้ม Gray Metallic, สีดำ Super Black Pearl สีน้ำเงิน Speedy Blue Metallic จำหน่ายในราคาเพียง 567,000 บาท และ สีขาว Pure White Pearl จำหน่ายในราคาเพียง 572,000 บาท

ทั้งนี้ ยังมาพร้อมแคมเปญสุดพิเศษเพื่อให้คุณสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์สปอร์ตแฮทช์แบ็กอีโคคาร์รุ่นนี้ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่จอง SUZUKI SWIFT GL PLUS เร้าใจเต็มสปีด สุดขีดสไตล์พลัส รายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด เป็นต้น”

ซูซูกิพร้อมจะมอบสุดยอดความคุ้มค่าให้ผู้ที่สนใจได้เป็นเจ้าของ SUZUKI SWIFT ได้ง่ายยิ่งขึ้นกับโปรโมชั่นพิเศษ โดยสามารถเลือกรับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 3,333 บาท หรือเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% พร้อมส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่ง 15,000 บาท ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน

ช่องทางการติดต่อ
www.suzuki.co.th 
www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand
SUZUKI Cause We Care  โทร 1800-600-900 (ไม่คิดค่าบริการ)

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เตรียมก้าวสู่การเป็นผู้นำระดับโลก จัดประชุมออนไลน์เผยกลยุทธ์แก่ตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดการประชุมออนไลน์ให้กับตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศ ประจำปี 2564 (GWM 2021 Overseas Distributors Online Conference) ในหัวข้อ “To Change & For Future” เพื่อชี้แจงแนวคิดในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมถ่ายทอดกลยุทธ์หลักของบริษัท ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มผู้แทนจำหน่ายด้วยการสรุปผลงานและประสิทธิภาพของการดำเนินงานตลอดปีที่ผ่านมา โดยมีตัวแทนจากผู้จัดจำหน่ายในต่างประเทศเกือบ 200 รายจากกว่า 60 ประเทศในทุกภูมิภาค อาทิ รัสเซีย ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมออนไลน์แบบถ่ายทอดสด

แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ผนวกกับการแข่งขันทางธุรกิจของแบรนด์ต่างๆ ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ  เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงเดินหน้าประกาศกลยุทธ์การดำเนินงานและความสำเร็จของปีนี้ ด้วยยอดขายทั่วโลกที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในการจัดประชุมออนไลน์ให้กับตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศประจำปี 2564 (GWM 2021 Overseas Distributors Online Conference) โดยตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2564 เกรท วอลล์ มอเตอร์ มียอดขายรถยนต์รวมจากทั่วโลกรวมสูงกว่า 700,000 คัน โดยเพิ่มขึ้น 49.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นยอดขายในต่างประเทศกว่า 74,000 คัน เพิ่มขึ้น 176.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา โดยยอดขายในต่างประเทศนี้คิดเป็นสัดส่วน 10.4% ของยอดขายโดยรวมทั้งหมด นับเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการรองรับตลาดโลก รวมถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ที่เกิดจากการมองการณ์ไกลและการปรับตัวอย่างรวดเร็วภายใต้สภาวะโรคระบาดและการแข่งขันที่สูงขึ้น ในการนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังได้มอบรางวัล Sales Pioneer Awards ให้กับผู้จัดจำหน่ายชั้นนำ 4 ราย จาก ชิลี ซาอุดิอาระเบีย โกตดิวัวร์ และยูเครน ในฐานะตัวแทนจำหน่ายที่สามารถเอาชนะความยากลำบากและสร้างมาตรฐานการขายที่ประสบความสำเร็จได้ในตลาดต่างประเทศได้อย่างยอดเยี่ยม

นายเสียง จวิน เมิ่ง ประธานบริหารของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ กล่าวว่า “เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่จะก้าวไปสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกในปี ค.ศ. 2025 หรือ พ.ศ. 2568 วิธีเดียวที่จะทำให้เราเป็นผู้นำในตลาดโลกได้คือการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเริ่มต้นโดยการสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระดับบุคลากรจนไปถึงระดับองค์กร และจะสร้างความโดดเด่นที่แตกต่างจากคู่แข่ง โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ พร้อมกับยืนหยัดในหลักการการดำเนินงานที่เน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (User-Centric Operation)”

สำหรับแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะก้าวสู่การเป็นผู้นำในตลาดโลกด้วยกลยุทธ์ Category Operation ซึ่งประกอบด้วย “Single product evolution” หรือการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ในประเภทนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง และ “Category differentiation” หรือการเพิ่มประเภทหรือหมวดหมู่ย่อยเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่หลายหลายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะมุ่งสู่การเป็นผู้นำโลกด้วยรถยนต์คุณภาพสูงที่สอดรับกับเทรนด์ของโลก ทั้งในด้านพลังงานไฟฟ้า (Electrification) การสร้างเครือข่าย (Networking) และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย (Intelligence) โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในกลุ่มตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยรถยนต์ไฟฟ้า (xEV) คุณภาพของแบรนด์ที่มาพร้อมความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อให้รถยนต์ทุกคันจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีและสมรรถนะของรถที่ชาญฉลาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และปลอดภัยยิ่งขึ้นเพื่อผู้ใช้ทั่วโลก

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อให้สามารถเข้าถึงความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างรอบด้าน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Deep enterprise reforms” การปรับภาพลักษณ์และการทำงานของแบรนด์ให้เป็นแบรนด์ระดับโลกที่เป็นหนึ่งในดวงใจของผู้บริโภค รวมไปถึงการสร้าง Systematic user operation หรือการสร้างประสบการณ์กับผู้ใช้อย่างเป็นระบบเพื่อดึงดูดผู้บริโภคมาสู่แบรนด์ได้มากยิ่งขึ้น ผ่านการอัปเกรดวิธีการทางการตลาดและการสร้างระบบนิเวศด้านการบริการที่ชาญฉลาดและสร้างสรรค์ (Innovative service ecosystem) เพื่อสร้างระบบการทำงานและการบริการที่น่าประทับใจเหนือความคาดหวังของผู้บริโภคทั่วโลก และผู้บริโภคจะช่วยต่อยอดความสำเร็จและความประทับใจของแบรนด์แบบปากต่อปากได้ดียิ่งขึ้น

จากการประชุมดังกล่าว นายเซี่ยง ซ่าง หลิว รองประธานฝ่ายกลยุทธ์ระดับโลกของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เน้นย้ำเป้าหมายเชิงกลยุทธ์แก่ผู้จัดจำหน่ายในต่างประเทศเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงาน ทั้งในส่วนของปริมาณการผลิตและการขายให้บรรลุเป้าหมายยอดขาย 4 ล้านคันทั่วโลก ภายในปี ค.ศ.2025 หรือ พ.ศ. 2568 โดยนับเป็นเป้ายอดขายในต่างประเทศ 1 ล้านคัน ทั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ของการก้าวสู่แบรนด์ชั้นนำในระดับโลก ด้วยการการสร้างสรรค์กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เป็นกลยุทธ์สำคัญ และตั้งเป้าหมายที่จะสร้างระบบการจัดการเกี่ยวกับผู้ใช้งานอย่างครบวงจร เพื่อสร้างประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและสามารถตอบโจทย์
ความต้องการของผู้ใช้ทั่วโลก

oznor

นอกจากงานแถลงกลยุทธ์การขึ้นเป็นแบรนด์ระดับโลกกับตัวแทนจำหน่ายแล้ว ล่าสุด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังได้มีการลงนามข้อตกลงกับบริษัทเดมเลอร์ ประเทศบราซิล โดยมีการจัดพิธีออนไลน์เพื่อลงนามข้อตกลงในการซื้อขายโรงงาน Iracemapolis ซึ่งเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศบราซิลให้กับทาง เกรท วอลล์ มอเตอร์ โดยจะมีกำหนดการส่งมอบโรงงานให้แล้วเสร็จภายในช่วงปลายปี พ.ศ. 2564 นี้ และจะมีการปรับปรุงและพัฒนาโรงงานเพิ่มเติมให้เป็นไปตามมาตรฐานของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทั่วโลก ซึ่งหลังจากที่การปรับปรุงและพัฒนาระบบเสร็จสิ้นในอนาคต โรงงานแห่งนี้จะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 100,000 คันต่อปี และจะช่วยเพิ่มอัตราการจ้างงานกว่า
2,000 ตำแหน่ง ให้กับคนในท้องที่ นับเป็นอีกหนึ่งในความสำเร็จในกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจและการพัฒนาของ
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในตลาดอเมริกาใต้

ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Mobility Technology Company) เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงเน้นย้ำความพร้อมและเดินหน้าสร้างสรรค์และนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพเพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่อันยอดเยี่ยมให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลกต่อไป และจะยังคงการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการบริหารองค์กรและแนวทางในการดำเนินธุรกิจเพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในตลาดโลกในอนาคต

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังครองผลประกอบการบวกในไตรมาสที่สองต่อเนื่อง ตอกย้ำความมุ่งมั่นของการดำเนินธุรกิจระยะยาว ในตลาดไทย

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงครองผลการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งต่อเนื่องในตลาดรถยนต์พรีเมียมของไทย สำหรับไตรมาสที่สองของปี 2564 ด้วยจำนวนส่งมอบทั้งบีเอ็มดับเบิลยู และมินิ จนถึงปัจจุบันอยู่ที่  5,573 คัน โตขึ้น 34% ส่งผลให้มีอัตราการเติบโตสูงกว่าตลาดรถยนต์นั่งโดยรวม ซึ่งมีการเติบโตอยู่ที่ 0.5% ด้วยยอดส่งมอบ 120,351 คัน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ที่มีต่อตลาดรถยนต์พรีเมียมไทยในระยะยาว รวมถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าไทยทั่วประเทศที่มีต่อทั้งสามแบรนด์

สำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2564 บีเอ็มดับเบิลยูและมินิมียอดส่งมอบรถ 5,037 คัน และ 536 คัน โตขึ้น 33% และ 40% ตามลำดับ ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ก็มียอดส่งมอบ 623 คัน เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา

ในด้านการผลิต บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ยังสามารถเพิ่มการผลิตรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ได้ถึง 31.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในระหว่างเดือนมกราคมถีงมิถุนายน ปี 2562 และเพิ่มขึ้น 35.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายนปี 2563 แม้จะมีความผันผวนทางเศรษฐกิจในปี 2563 และ 2564 ซึ่งเป็นผลจากจำนวนการสั่งจองอย่างต่อเนื่อง พร้อมความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการส่งออก

เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของการดำเนินธุรกิจในไทยในระยะยาว ผ่านการลงทุนใน บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย โดยการขยายเครือข่ายการผลิตภายในประเทศครั้งนี้ รวมถึงการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดกลยุทธ์หลักของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคจะทำให้บริษัทสามารถเสริมประสิทธิภาพในด้านปฏิบัติการได้อย่างสูงสุด และช่วยให้กระบวนการด้านโลจิสติคส์มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพด้านทรัพยากรบุคคล โอกาสในการจ้างงาน การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการพัฒนาทักษะแรงงาน

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ในไตรมาสที่สองของปี 2564 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้แสดงถึงความมุ่งมั่นที่ไม่ได้มีเพียงด้านการผลิตและการขายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเติบโตในระยะยาว ความใส่ใจที่มีต่อลูกค้าและสังคม ทีมงานยังแสดงถึงการยืนหยัดและไม่ยอมแพ้กับความท้าทายช่วงวิกฤติโควิด-19 โดยได้ปรับและเปลี่ยนแปลงธุรกิจให้เป็นไปตามความต้องการช่วงนิวนอร์มัลนี้ การปรับตัวของเราทำให้ยังคงเชื่อมต่อกับผู้จำหน่ายและลูกค้า เพื่อมอบโซลูชั่นที่พร้อมด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ และตัวเลือกในผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น นอกจากจะเป็นการสร้างความมั่นใจในการมอบความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าแล้ว เรายังทุ่มเทความมุ่งมั่นของเราในการสนับสนุนสังคมโดยรวมในหลาย ๆ ด้านเพื่อช่วยเสริมสร้างสุขภาวะทั้งทางกายและจิตใจในช่วงที่สถานการณ์ต่างๆ มีความไม่แน่นอนนี้”

จากผลกระทบที่รุนแรงของสถานการณ์ระบาดที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ การให้บริการของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มีการปรับเปลี่ยนในด้านดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น ในระหว่างไตรมาสที่สอง บีเอ็ม
ดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยยังคงนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างต่อเนื่อง ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ใน
การจัดกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการขาย การเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ ๆ และงานอีเว้นต์ต่างๆ การปรับเปลี่ยนดังกล่าวได้รับการตอบรับที่ดี เช่นที่เห็นได้จากงานบีเอ็มดับเบิลยู พรีเมียม ซีเล็คชั่น ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ยังเพิ่มโอกาสในการเป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูด้วยข้อเสนอพิเศษ พร้อมผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น บีเอ็มดับเบิลยู X1 พร้อมขยายระยะเวลาสำหรับแพคเกจ BSI นานถึง 10 ปี บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 2 GC Sport ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.99 ล้านบาทเท่านั้น และข้อเสนอสำหรับการไม่ต้องจ่ายเงินดาวน์สําหรับรถยนต์ทุกรุ่น นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังได้ปรับรูปแบบการให้บริการเพื่อให้เป็นไปตามข้อปฏิบัติในยุคนิวนอร์มัลนี้ ไม่ว่าจะเป็นการบริการให้ทดสอบรถถึงที่บ้านของลูกค้า บริการส่งและรับรถที่มีความยืดหยุ่นยิ่งขึ้น ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อเป็นการมอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ลูกค้าจาก บรรดาผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูและมินิอย่างเป็นทางการยังได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย (Safety and Health Administration (SHA)) ซึ่งยังมีผู้จำหน่ายอีกหลายรายในหลายสาขาที่กำลังทยอยได้รับการอนุมัติมาตรฐานดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อมอบความมั่นใจและสบายใจให้แก่ลูกค้าในเวลาที่เข้ารับบริการ

ในช่วงไตรมาสที่สอง บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม
ผ่านการสนับสนุนแก่ส่วนรวมในด้านต่าง ๆ เพื่อต่อสู้กับโควิด-19 “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และ ผู้จำหน่ายมุ่งมั่นให้ความช่วยเหลือผู้คนในช่วงการระบาดของโควิด-19 นี้ เราได้ร่วมมือกับหลากหลายองค์กรในการระดมทุนผ่านหลายโครงการ พร้อมบริการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยให้แก่คนไทยทุกคน เราเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรสำหรับช่วงเวลาที่เหลือของปี 2564 นี้ เราก็ยังพร้อมที่จะสู้ ปรับเปลี่ยนและพัฒนาธุรกิจและการให้บริการของเราต่อไป เพื่อให้ความช่วยเหลือและนำเสนอทางออกแก่คนไทยทุกคน” มร. บารากาสรุป

(มีคลิปวีดีโอ) รีวิวพร้อมทดลองขับ New Nissan Terra (รุ่นท๊อป) ปรับลุคส์สดใส พร้อมความสะดวกสบายในสไตล์ 360 องศา

0
New Nissan Terra Pic Open

New Nissan Terra รถอเนกประสงค์สำหรับครอบครัวที่พร้อมพาทุกคนไปทุกเส้นทาง ภายนอกดีไซน์ใหม่สะท้อนความละเอียดประณีตและโมเดิร์น ออกแบบภายในใหม่ให้เรียบหรูดูพรีเมียมกว่าเดิม ให้ความสะดวกสบายด้วยระบบเอ็นเตอร์เทนเมนท์คุณภาพสูงพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย 360 องศา ขุมพลังดีเซลเทอร์โบคู่ขนาด 2.3 ลิตร 190 แรงม้า ยึดเกาะถนนด้วยระบบช่วงล่างแบบไฟว์ลิงค์ มาพร้อมดิสเบรคทั้ง 4 ล้อ ที่มาพร้อมค่าตัว 1.499 ล้านบาท จะมีความคุ้มค่าและน่าใช้เพียงใด…ติดตามได้จากรายงาน

New Nissan Terra ปรับใหม่ในสไตล์ไมเนอร์เชนจ์ หลังจากที่รุ่นแรกที่ นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ได้นำออกสู่ตลาดก่อนหน้าเมื่อ 3 ปีก่อน มีขนาดตัวถังที่ปรับเพิ่มกว่าเดิมเล็กน้อยตามความ ยาว 4,890 มม. กว้าง 1,865 มม. และสูง 1,865 มม. ระยะฐานล้อ 2,850 มม. ระยะความสูงใต้ท้องรถ 225 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.7 เมตร

New Nissan Terra 1

การปรับปรุงในครั้งนี้มาพร้อมความหรูหราจากกระจังที่ออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เส้นโครเมียมแนวนอนด้านในกระจังช่วยเสริมบุคลิกที่หรูหรา รับกับเส้นสายที่ต่อเนื่องจากฝากระโปรง เสริมแผ่นกันกระแทกด้านล่างที่เป็นสีเงิน ตามสไตล์เอสยูวีทันสมัย

New Nissan Terra 2

ไฟหน้า Quad LED 4 ดวง ดีไซน์ใหม่ ประสิทธิภาพสูงให้ความสว่างมากขึ้นถึง 34% ไฟ Daytime Running Light และ ไฟตัดหมอกใช้เป็น LED ประสิทธิภาพสูง

New Nissan Terra 3

ขณะที่ด้านท้ายถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่สปอยเลอร์บนหลังคาจนถึงชายกันชนด้านล่าง ฝาท้ายเพิ่มความหรูหรา ด้วยการใช้วัสดุโครเมียม และชิ้นส่วนสีเงิน ขณะที่ไฟท้ายลดความสูง และเพิ่มความกว้าง โดยเป็นไฟ LED แบบ Light Guide เส้นคู่ และไฟเบรกก็เป็นแบบ LED เช่นกัน

New Nissan Terra 5

ฝาประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมเซนเซอร์ด้านใต้กันชนหลัง (Auto Lift Gate)

New Nissan Terra 6

ในขณะที่ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 18 นิ้ว

New Nissan Terra 8

ภายในห้องโดยสารของ เทอร์ร่า ใหม่ เพิ่มฉนวนลดเสียงรบกวนทุกจุดสำคัญของโครงสร้างของรถ และเป็นรุ่นเดียวในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ระดับเดียวกันที่มีการติดตั้งกระจกตอนหน้าและประตูคู่หน้าแบบ Acoustic Glass มาพร้อมคอนโซลกลางดีไซน์ใหม่ ส่วนห้องโดยสารมาพร้อมทางเลือกของการตกแต่งแบบทูโทน ทั้งโทน สีดำ-แดงเบอร์กันดี (Burgundy) หรือ โทน สีดำ-เบจ

New Nissan Terra 9

และเปลี่ยนมาใช้เบรกมือไฟฟ้า รวมถึงสามารถเพิ่มพื้นที่ที่วางแขนพร้อมช่องเก็บของที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และปุ่มควบคุมการปรับและพับเบาะนั่งแถว 2 ได้มีการปรับปรุงใหม่เช่นกัน

New Nissan Terra 9

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังรูปทรง D-shape แบบสปอร์ต ปรับอัตราทดใหม่ มีปุ่มควบคุมการทำงานของรถ มารวัดใช้จอแสดงผลขนาด 7 นิ้ว สามารถปรับตั้งการทำงานของระบบต่าง ๆ ได้ผ่านปุ่มควบคุมที่พวงมาลัย มีให้เลือกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ

New Nissan Terra 10

หน้าจอสัมผัสระบบเครื่องเสียง Display Audio ใหม่ขนาด 9 นิ้ว ดีที่สุดในรถระดับเดียวกัน เพิ่มความคมชัดในการใช้งานด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยลดแสงสะท้อนของหน้าจอด้วยความละเอียดที่สูงขึ้นกว่าเดิมที่ระดับ WXGA (1024×768) พร้อมด้วยระบบนำทาง (Navigation System) ระบบสั่งงานด้วยเสียงอัจฉริยะ (Voice Recognition) พร้อมแสดงการทำงานของระบบกล้องมองภาพรอบคัน

New Nissan Terra 20

 

เครื่องเสียงจาก Bose Premium Audio System (ในรุ่น VL) ซึ่งนิสสันร่วมกับ Bose ออกแบบการจัดวางลำโพงทั้ง 8 ตำแหน่ง และแอมพลิฟายเออร์

New Nissan Terra 12

เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง 2 ระบบ แต่ Apple CarPlay เป็นแบบไร้สาย (Wireless Apple CarPlay) เพิ่มความสะดวกอย่างปลอดภัย สามารถใช้งานผ่านบลูทูธได้โดยไม่จำเป็นต้องต่อสายชาร์จอีกต่อไป รวมถึงเทคโนโลยีชาร์จแบบไร้สาย (Wireless Charger) ให้กำลังการชาร์จไฟสูง 15 วัตต์ ติดตั้งอยู่บริเวณคอนโซลหน้า เพียงแค่วางสมาร์ทโฟน แถมยังมีช่องชาร์จ USB สำหรับผู้โดยสารแถวทีสาม โดยทั้งคันมี USB-A 3 จุด และUSB-C 2 จุด

New Nissan Terra 14

กระจกมองหลังติดตั้งระบบ Intelligent Rear View Mirror มาใช้เป็นรายแรก ซึ่งเป็นการติดกล้องความละเอียดสูงที่กระจกบานหลัง ให้จุดเด่นด้านความปลอดภัยตลอดการขับขี่ เสริมทัศนวิสัยที่ดีขึ้นในทุกสภาพ เพิ่มความชัดเจนแม้มีผู้โดยสารตอนหลัง หรือ สัมภาระขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังให้มุมมองที่กว้างกว่ากระจกมองหลังทั่วไป ให้ความชัดเจนแม้ในขณะฝนตกหนัก หรือแม้กระทั้งรถที่ติดฟิล์มมืดสนิทกว่าปกติ

New Nissan Terra 15

หน้าจอหลังขนาดใหญ่ 11 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง สามารถสตรีมมิ่งช่องโปรด เช่น NetFlix และ YouTube ผ่านช่อง HDMI ได้อย่างง่ายดาย

New Nissan Terra 16

ขุมพลังไม่ได้ปรับเปลี่ยน ยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ รหัสYS23DDTT ขนาดความจุ 2.298 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 3,750 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตรที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นแบบ five-link coil spring rear suspension system

New Nissan Terra 17
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเป็นแบบมือหมุน มีการติดตั้งอาวุธลับอย่างระบบ Electronic Locking Rear Differential (Diff-Lock) ช่วยกระจายกำลังไปยังล้อหลังทั้ง 2 ข้างเพื่อเสริมกำลังฉุดให้ขับออกจากหล่มหรือในสถานการณ์ที่ต้องการแรงบิดสูงในโหมด 4L ได้ง่ายขึ้น และระบบป้องกันการลื่นไถล Brake Limited Slip Differential (B-LSD) โดยระบบจะส่งแรงไปยังล้อที่ลื่นไถลให้การออกตัวที่ลื่น พร้อมกระจายแรงขับขี่ไปที่ล้อแต่ละข้างเมื่อขับขี่ในโหมด 4H

New Nissan Terra 17

ขณะที่ระบบเบรกใหม่ ดิสก์เบรกหน้า และ หลัง ขนาดใหญ่พร้อมครีบระบายความร้อนทั้ง 4 ล้อ

นิสสัน 360° เซฟตี้ ชิลด์ (360° Safety Shield Technology) เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ใน นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ ทำให้ทุกการขับขี่ เป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย

เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor – IAVM) จะทำงานทันทีที่เริ่มขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับมองเห็นพื้นที่ข้างรถได้รอบทิศทางผ่านกล้อง 4 จุดรอบคัน กล้องทุกตัวจะจับภาพขณะเคลื่อนไหวจริง และแสดงผลเป็นภาพมุมสูงแบบ Bird’s-eye View ผ่าน หน้าจอเครื่องเสียงกลางคอนโซลขนาด 9 นิ้ว ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน Moving Object Detection (MOD) ซึ่งทำหน้าที่ตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนเมื่อตรวจพบบุคคลหรือวัตถุที่กล้องรอบคันจับการเคลื่อนไหวได้ โดยจะปรากฏบนหน้าจอเครื่องเสียงกลางคอนโซล ช่วยให้การขับรถในสถานการณ์ต่าง ๆ ง่ายยิ่งขึ้น

New Nissan Terra 11

พิเศษขึ้นไปอีก สำหรับ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ รุ่น 4WD ที่เพิ่มระบบ Off-Road Mode เมื่อเปิดระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งช่วยเพิ่มมุมมองรอบตัวรถขณะขับขี่ให้คุณมั่นใจและปลอดภัย แม้ในทางที่ลำบาก รวมถึงการทำงานร่วมกับ Parking Sonar ที่ติดตั้งเซนเซอร์ที่กันชนหน้า 4 จุด และกันชนหลัง 4 จุด เมื่ออยู่ในเกียร์ D และเคลื่อนที่ด้วยความเร็วไม่เกิน 10 km/h ทันทีที่เซนเซอร์ตรวจพบวัตถุ จะส่งเสียงเตือนและระบบ IAVM จะแสดงภาพโดยอัตโนมัติที่หน้าจอเครื่องเสียง เพิ่มทัศนวิสัยให้ผู้ขับขี่ ลดข้อจำกัดสำหรับรถยนต์ที่มีความสูงได้เพิ่มมากขึ้น

เทคโนโลยีเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning – IFCW) จะส่งสัญญาณเสียงพร้อมสัญลักษณ์เตือนบนหน้าปัด หากพบความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการชนด้านหน้า เมื่อเข้าใกล้รถคันหน้ามากเกินไป โดยเทคโนโลยีนี้สามารถตรวจจับได้ถึงรถคันที่สองที่อยู่ต่อจากคันหน้า

ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB) ระบบนี้จะทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยวิเคราะห์ระยะห่างและความเร็วของรถยนต์ด้านหน้า เพื่อชะลอความเร็ว และหยุดรถ เพื่อลดความรุนแรง หรือ ลดความเสียหายที่จะเกิดจากอุบัติเหตุ

นอกจากนี้ เทคโนโนยีต่างๆที่ตามติดมาจากรุ่นเดิม ยังคงอัดแน่นเต็มๆคัน ได้แก่

-เทคโนโลยีเตือนรถในมุมอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW)

-เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert – RCTA)

-เทคโนโลยีเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning – LDW)

-เทคโนโลยีเตือนผู้ขับขี่เมื่อรู้สึกถึงการขาดสมาธิหรือเหนื่อยล้า(Intelligent Driver Alertness – IDA)

-เทคโนโลยีช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist (HSA) และ เทคโนโลยีควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชันHill Descent Control (HDC)

New Nissan Terra 21

-ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี Traction Control (TCS) และ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัจฉริยะ Vehicle Dynamic Control (VDC)

-ระบบเบรกมากับ ABS, EBD และ B-LSD พร้อมถุงลม SRS คู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวม 6 ตำแหน่ง

สัมผัสแรกกับการทดสอบสมรรถนะที่ทางบริษัทผู้ผลิตได้ปรับปรุงในหลายๆส่วน ขอเริ่มจากการปรับและพับเบาะนั่งแถว 2 ซึ่งในรุ่นก่อนนั้น เมื่อใช้งานระบบการพับเบาะด้วยสวิตช์บริเวณคอนโซลเกียร์ การพับนั้นค่อนข้างรุนแรง ซึ่งในครั้งนี้ได้ปรับให้มีความนุ่มนวลกว่าเดิม

New Nissan Terra 22

ฟิลลิ่งการควบคุมรถไม่ต่างจากเดิมมากนัก ความแม่นยำของพวงมาลัยยังคงเชื่อถือได้ รวมถึงการเก็บเสียงในห้องโดยสารนั้นทำได้ดีและเงียบ โดยการติดตั้งวัสดุซับเสียงในห้องโดยสารและใช้กระจก 3 บานหน้าแบบ Acoustic Glass

ขุมพลังจากเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ รหัสYS23DDTT ขนาดความจุ 2.298 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 3,750 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตรที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ทำงานได้ราบรื่น แม้ว่าในตลาดของรถกลุ่มนี้อาจมีขุมพลังที่แรงกว่า แต่การตอบสนองของขุมพลังของ นิสสัน เทอร่า ใหม่ ก็ไม่ได้น้อยหน้า อัตราเร่ง 0-100 ใช้เวลาประมาณ 12 วินาที และอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 15 กม./ลิตร ตามรูปแบบของอีโค่สติ๊กเกอร์

New Nissan Terra 23

ระบบช่วงล่างหน้าแบบอิสระ พร้อมด้านหลังแบบไฟว์ลิงค์ ยังคงให้การยึดเกาะถนนได้ดี และมีการปรับปรุงในส่วนของโช๊คอัพที่มีความแน่นมากขึ้นกว่าเดิมชัดเจน และในส่วนของดิสเบรกทั้ง 4 ล้อให้การหยุดรถได้อย่างมั่นใจ

New Nissan Terra 24

ในส่วนของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อนั้นมีอาวุธลับที่ช่วยให้ผ่านพ้นอุปสรรคได้อย่างง่ายดาย ทั้ง Diff Lock และ B-LSD ซึ่งทำหน้าที่ในการใช้เบรกมาช่วยในกรณีที่ล้อฟรีทิ้ง เช่น การติดหล่มโคลน เป็นต้น

New Nissan Terra 25

สรุปการเปลี่ยนแปลงและผลการทดสอบสมรรถนะกับ New Nissan Terra นั้นนอกจากรูปลักษณ์ที่ดูทันสมัยยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงไฟหน้าในรูปแบบ Quad Led ที่มีคุณสมบัติของการส่องสว่างของแสงไฟที่ให้ทัศนวิสัยที่ดีขึ้นในช่วงกลางคืน กระจกมองหลังเป็นรายแรกที่ติดตั้งกล้องและแสดงภาพที่ชัดเจน สวิทช์เบาะนั่งแถว 2 ปรับให้ใช้งานได้นุ่มนวลมากขึ้น ระบบความบันเทิงสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อดูหนัง ฟังเพลง ได้ทุกรูปแบบ

New Nissan Terra 26

ขุมพลังเครื่องยนต์ไม่ได้รับการปรับแต่งอะไรเพิ่มเติม จะมีก็แต่ระบบช่วงล่างที่พัฒนาให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น และอาวุธลับของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ก็ไม่ได้น้อยหน้าคู่แข่ง ราคาจำหน่าย 1.499 ล้านบาทก็ค่อนข่างสมเหตุสมผลกับฟีเจอร์ต่างๆที่ติดตั้งมาให้ล้นคัน แต่คงต้องมาลุ้นกันอีกทีว่า New Nissan Terra จะเข้าไปครองใจแฟนๆนิสสันได้ตามเป้าหมายหรือไม่