Home Blog Page 357

ฟอร์ดมอบทุนต่อยอดธุรกิจเกษตรกรสาวคนแกร่ง ผู้ชนะโครงการ “ฟอร์ดเติมฝันเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่”

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ตอกย้ำพันธกิจในการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงกลุ่มเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ที่เป็นแรงผลักดันทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศผ่านโครงการ “ฟอร์ดเติมฝันเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่” ด้วยการมอบเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 200,000 บาทให้แก่ผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขันเพื่อต่อยอดการดำเนินธุรกิจด้านการเกษตร

สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากโครงการ “ฟอร์ดเติมฝันเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ (Ford Moves Her Business)” ได้แก่ นางปนิดา มูลนานัด เกษตรกรหญิงผู้ทำธุรกิจแปรรูปกล้วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร จากจังหวัดเพชรบุรี จะได้รับรางวัลเป็นทุนต่อยอดธุรกิจมูลค่า 100,000 บาท และสิทธิพิเศษในการทดลองขับรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นระยะเวลา 3 เดือน

นางปนิดา มูลนานัด ทำหน้าที่ประธานวิสาหกิจชุมชนวัยหวาน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี สามารถเอาชนะใจคณะกรรมการจากกรมส่งเสริมการเกษตร สมาคมสื่อมวลชนเกษตร และผู้แทนจากฟอร์ด ประเทศไทย ด้วยแผนงานการพัฒนาธุรกิจทางการเกษตรในการแปรรูปกล้วยหอมทองตั้งแต่รากจรดใบ ต่อยอดไปถึงธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ถ่ายทอดความรู้ด้านการทำการเกษตรให้แก่ชุมชนและผู้อื่น ด้วยความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการทำการเกษตรอย่างสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร ช่วยสร้างงานให้กับคน เพิ่มรายได้ให้กับชุมชน และสร้างการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน พร้อมนำเสนอการใช้งานรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น จนได้รางวัลชนะเลิศไปครอง โดยนอกจากเงินทุนสำหรับต่อยอดพัฒนาธุรกิจมูลค่า 100,000 บาท และสิทธิพิเศษในการทดลองขับ ฟอร์ด เรนเจอร์ นาน 3 เดือนแล้ว ผู้ชนะยังมีโอกาสประชาสัมพันธ์ธุรกิจการเกษตรของตนผ่านกิจกรรมกับสื่อมวลชนและช่องทางออนไลน์ของฟอร์ดในอนาคตอีกด้วย

สำหรับรางวัลรองชนะเลิศ จำนวน 2 รางวัลเป็นของ นางสาวยอดหญิง พรชัยสิทธิ์ เจ้าของธุรกิจมะพร้าวน้ำหอม โคโค่ คาวบอย จากจังหวัดฉะเชิงเทรา และนางสาวปนัดดา กังวล เจ้าของไร่อ้อยและสัปปะรด จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับทุนสนับสนุนรางวัลละ 30,000 บาท นอกจากนี้ ฟอร์ดยังมอบรางวัลชมเชยให้แก่ผู้เข้ารอบสุดท้ายรายอื่นๆ เป็นเงินทุนสนับสนุนมูลค่า 5,000 บาท จำนวนทั้งสิ้น 8 รางวัล

และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรหญิงมีความรู้ความสามารถในการทำธุรกิจในยุคดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ฟอร์ดยังได้จัดกิจกรรมเวิร์คช็อปอบรมพัฒนาธุรกิจทางการเกษตรผ่านช่องทางออนไลน์ในหัวข้อ “รู้จักชาวเน็ตไทย” และ “ทำการตลาดดิจิทัลอย่างไรให้ปัง กับ Google” สนับสนุนข้อมูลโดยกูเกิล ประเทศไทย ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสการเรียนรู้และเสริมทักษะด้านดิจิทัลให้แก่เกษตรกรหญิงผู้สมัครเข้าร่วมโครงการทุกคน

“ฟอร์ดขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับผู้ชนะโครงการ ‘ฟอร์ดเติมฝันเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่’ โครงการนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ากลุ่มเกษตรกรหญิงไทยในยุค 4.0 นั้นมีศักยภาพในการยกระดับธุรกิจของตนเองให้ทันสมัย มีความกล้าทำสิ่งใหม่ๆ พร้อมปรับตัวรับความท้าทาย และมีความพยายามที่จะสร้างเส้นทางสู่ความสำเร็จในแบบของตนเอง อีกทั้งยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ตรงกับแนวคิด ‘Live The Ranger Life’ หรือการใช้ชีวิตแบบฟอร์ด เรนเจอร์ ซึ่งเป็นรถกระบะที่ตอบโจทย์การใช้งานที่สมบุกสมบันในทุกงานเกษตร และเป็นยานพาหนะที่พร้อมพาเกษตรกรหญิงไทยพัฒนาสู่ความสำเร็จในการประกอบอาชีพ” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

โครงการฟอร์ดเติมฝันเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ (Ford Moves Her Business) เป็นโครงการที่ฟอร์ดร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรเชิญชวนเกษตรกรหญิงอายุไม่เกิน 45 ปี ที่เป็น Young Smart Farmer หรือสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทั่วประเทศ หรือเกษตรกรทั่วไป ที่ขึ้นทะบียนเกษตรกรด้วยตนเอง หรือเป็นสมาชิกในครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมบอกเล่าเรื่องราวการทำการเกษตรของตนเอง พร้อมแนวคิดการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ โดยมีรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น

“คนไทยไม่เคยทิ้งกัน” MOTOR EXPO ช่วยผู้ประสบภัย COVID-19

0

ผู้บริหาร บริษัท สื่อสากล จำกัด ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์” หรือ “Thailand International Motor Expo” ส่งมอบน้ำดื่ม 6,000 ขวด ให้ “รพ.เอราวัณ2” “มูลนิธิกระจกเงา” และ “แคมป์คนงานพระราม9 กรุงเทพฯ” เพื่อนำไปช่วยผู้ประสบภัยจากโรคระบาด COVID-19 เมื่อวันที่ 9-10 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา

บีเอ็มดับเบิลยู ร่วมกับ Black Widow จาก Marvel Studios ส่งประสบการณ์ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ด้วยซีรีส์ 2 Gran Coupe และ X3

0

รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupe Sport ที่เปิดตัวไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้พกพาเอาความเร้าใจมาสู่ตลาดรถยนต์หรูด้วยสมรรถนะอันเหนือชั้น การออกแบบที่เน้นความคล่องตัว การเชื่อมต่อที่โดดเด่น และเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ ภายในตัวรถ รูปลักษณ์และดีไซน์อันสะดุดตายังส่งให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 2 Gran Coupe คว้ารางวัล “รถยนต์ที่สวยที่สุดประจำปี 2563” จากงานแสดง Festival Automobile International มาได้อย่างงดงาม ทั้งยังเผยโฉมปรากฎตัวให้เห็นในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จาก Marvel Studios อย่าง Black Widow ร่วมกับรถยนต์อเนกประสงค์อย่างบีเอ็มดับเบิลยู X3 อีกด้วย โดยแฟน ๆ บีเอ็มดับเบิลยู สามารถสัมผัสรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ได้แบบเสมือนจริงในงาน BMW Virtual Xpo 2021 ที่จะจัดขึ้นแบบออนไลน์ตลอดทั้งเดือนสิงหาคม 2564 นี้ พร้อมพบกับที่สุดของความอุ่นใจผ่านข้อเสนอ Care & Protect Deals สุดพิเศษ

การปรากฎตัวของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 2 Gran Coupe และบีเอ็มดับเบิลยู X3 ในภาพยนตร์เรื่อง Black Widow นับว่าเป็นการร่วมมือกันครั้งแรกระหว่าง Marvel Studios และบีเอ็มดับเบิลยู ส่งฉากแอคชั่นสุดเร้าใจที่เสริมความรู้สึกตื่นเต้นเร้าอารมณ์ของรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น สะท้อนบุคลิกปราดเปรียวคล่องแคล่วของตัวละคร Black Widow ด้วยงานออกแบบที่สวยสะดุดตา โดยเฉพาะสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 2 Gran Coupe ที่ชนะใจบรรดาผู้หลงใหลในยนตรกรรมจากเวที Festival Automobile International ที่จัดขึ้นในกรุงปารีส

ชมวิดีโอตัวอย่างของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 2 Gran Coupe ในภาพยนตร์เรื่อง Black Widow ได้ที่นี่

 

และบีเอ็มดับเบิลยู X3 ได้ที่นี่

แฟน ๆ บีเอ็มดับเบิลยู สามารถสัมผัสประสบการณ์เสมือนจริงกับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupe Sport, บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d, บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e และรุ่นรถยนต์อื่น ๆ ได้ภายในงาน BMW Virtual Xpo 2021 ผ่านทาง https://bit.ly/3j1nWS6 หรือติดตามแคมเปญและโปรโมชั่นอื่น ๆ ได้ทาง BMW Thailand Facebook Page ที่ https://www.facebook.com/bmwthailand/ ตลอดทั้งเดือนสิงหาคมนี้

บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupe Sport  

ราคาจำหน่าย: 1,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard) 

บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupe Sport อวดโฉมอันน่าตื่นตาตื่นใจด้วยเค้าโครงที่โฉบเฉี่ยวกว่าเคย มาพร้อมกระจกประตูข้างแบบไร้กรอบทั้ง 4 ประตู ส่วนไฟท้ายทรงเพรียวบางที่จัดเรียงตามแนวนอน พร้อมแต่งด้วยผิวหน้าสีดำ High-gloss Black ที่เชื่อมไฟท้ายทั้งสองข้างเข้าหาสัญลักษณ์บีเอ็มดับเบิลยูตรงกลาง ยิ่งเสริมท้ายรถให้รับกับความหรูหราแบบสปอร์ตในทุกมุม ส่วนการออกแบบท้ายรถก็ยังคงมาดความสปอร์ตเช่นกัน ด้วยท่อไอเสียขนาดใหญ่ที่เสริมลุคให้บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupe Sport ดูปราดเปรียวทรงพลังยิ่งขึ้น ทั้งยังมีไฟหน้าและไฟท้าย LED ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน มาพร้อมกับล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้ว ในลาย Double-Spoke

ภายในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupe Sport ส่งมอบข้อมูลสำคัญในการขับขี่ให้ผู้ขับได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นต้องละสายตาจากถนนผ่านแผงหน้าปัด ผ่าน Instrument Cluster ขนาด 5.1 นิ้ว รวมไปถึงจอสัมผัส Control Display ขนาด 8.8 นิ้ว ที่ตั้งอยู่กลางคอนโซล ทำมุมเข้าหาคนขับเล็กน้อยตามแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยู ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมแผ่นกรองอากาศระดับอนุภาคยังช่วยให้การเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้นสำหรับทั้งผู้ขับและผู้โดยสาร ในขณะที่ระบบชาร์จอุปกรณ์ภายในรถก็ปรับมาใช้เป็นแบบช่องเสียบ USB Type C ให้เหมาะสมกับการใช้งานในปัจจุบัน

บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupe Sport มาพร้อมระบบ BMW Live Cockpit Plus บนระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 7 ที่สามารถแสดงข้อมูลต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์ ในรูปของวิดเจ็ตที่ปรับเปลี่ยนการแสดงผลและตั้งค่าได้ตามความต้องการของผู้ขับขี่ ในขณะเดียวกัน ฟีเจอร์ Remote Software Upgrades ยังช่วยติดตั้งและอัปเกรดฟังก์ชันและบริการดิจิทัลใหม่ ๆ ได้แบบไร้สาย ด้านเทคโนโลยีสื่อสารระหว่างผู้ใช้กับระบบอัตโนมัติรุ่นล่าสุด ยังล้ำสมัยด้วยปุ่มควบคุม BMW iDrive Controller ระบบสัมผัสที่หน้าจอแสดงผล และระบบสั่งการด้วยเสียงผ่านระบบผู้ช่วยส่วนตัว BMW Intelligent Personal Assistant ที่เรียกใช้งานได้เพียงพูดว่า “Hey BMW” นอกจากนี้ แอปพลิเคชัน My BMW App ยังช่วยให้ผู้ขับสามารถสั่งการ ตรวจสอบสถานะของรถยนต์ และส่งข้อมูลจุดหมายปลายทางไปยังรถยนต์ได้โดยตรงผ่านสมาร์ทโฟน ทั้งยังสามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลอื่น ๆ ของ BMW ConnectedDrive Store ไม่ว่าจะเป็น ระบบ Apple CarPlay หรือระบบแสดงข้อมูลสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ (RTTI) ส่วนการอัปเดทแผนที่นำทางผ่าน USB ก็สามารถทำได้ผ่านแอปพลิเคชัน My BMW App เช่นเดียวกัน

บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupe Sport ยังพกเอาความสนุกเร้าใจในการขับขี่มาพร้อมกับความสะดวกสบายในทุกรายละเอียด กับระบบควบคุมความเร็วคงที่ พร้อมฟังก์ชันจำกัดความเร็ว และระบบเลือกรูปแบบการขับขี่ที่มีโหมดให้เลือกทั้ง ECO PRO, Comfort, และ Sport ที่ตามสถานการณ์และสไตล์การขับขี่ ส่วนระบบเบรกมือไฟฟ้า พร้องฟังก์ชัน hold อัตโนมัติขณะรถหยุดนิ่ง ยังช่วยลดภาระในการขับขี่ได้แม้ในสภาวะจราจรติดขัด ในขณะเดียวกัน ระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ พร้อมกล้องแสดงภาพด้านหลัง ช่วยให้การจอดรถเทียบขนานและออกจากที่จอดรถที่ขนานไปกับถนนเป็นไปได้อย่างง่ายดาย บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupe Sport ยังมาพร้อมกับระบบช่วยถอยรถย้อนกลับในเส้นทางเดิมได้ไกลสูงสุดถึง 50 เมตร

บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupe Sport ส่งพลังจากเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ทำงานควบคู่เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Steptronic แบบคลัทช์คู่ ให้กำลังสูงสุด 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า พร้อมมอบแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350-4,600 รอบต่อนาที ส่งให้ตัวรถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 7.1 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 238 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ข้อเสนอ Care & Protect Deals

นอกจากจะได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนไปกับงาน BMW Virtual Xpo 2021 ที่เว็บไซต์ www.bmw.co.th ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูและมีกำหนดรับส่งมอบรถยนต์ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2564 พร้อมทำสัญญาทางการเงินที่ร่วมรายการกับ บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส จะยังได้รับข้อเสนอสุดพิเศษ “Care & Protect Deals” ดังต่อไปนี้

  • ขยายระยะเวลาโปรแกรมบำรุงรักษา BSI เป็น 10 ปี / 100,000 กม. สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู X1
  • ฟรี ประกันภัย BMW Protect ชั้นหนึ่ง สูงสุด 3 ปี
  • พิเศษ ออกรถวันนี้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลรวมมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท กับบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ลูกค้าที่สนใจในข้อเสนอสุดพิเศษดังกล่าว สามารถติดต่อศูนย์ BMW Contact Center ได้ที่เบอร์ 1397 หรือติดต่อบัญชี LINE อย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูได้ที่ @bmwthailand หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญได้ที่ https://bit.ly/3j1nWS6

GWM จัดการประชุมออนไลน์ตัวแทนจำหน่ายต่างประเทศประจำปี 2564 เดินหน้าบุกตลาดโลกด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

0

GWM ได้จัดการประชุมออนไลน์ตัวแทนจำหน่ายต่างประเทศประจำปี 2564 ในหัวข้อ “To Change & For Future” โดยผู้แทนของตัวแทนจำหน่ายต่างประเทศเกือบ 200 ราย จากกว่า 60 ประเทศและภูมิภาค เช่น รัสเซีย ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมออนไลน์ครั้งนี้ ซึ่งมีเป้าหมายในการแจกแจงแนวคิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง นำเสนอกลยุทธ์ของ GWM และเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้วยการยกตัวอย่างผลการดำเนินงาน

GWM ยังคงมียอดขายเติบโตแม้เผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 และการขาดแคลนชิปทั่วโลก โดยในช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2564 บริษัทมียอดขายรถรวมกว่า 700,000 คัน เพิ่มขึ้น 49.9% เมื่อเทียบรายปี โดยยอดขายรถในต่างประเทศทะลุ 74,000 คัน พุ่งขึ้น 176.2% เมื่อเทียบรายปี และคิดเป็นสัดส่วน 10.4% ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพมหาศาลในตลาดโลกและกลยุทธ์ขั้นสูงภายใต้สถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ด้วยเหตุนี้ บรรดาตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศจึงสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ GWM ได้มอบรางวัล Sales Pioneer Awards ให้แก่ตัวแทนจำหน่ายที่ทำผลงานโดดเด่น 4 รายในชิลี ซาอุดีอาระเบีย โกตดิวัวร์ และยูเครน

คุณเมิ่ง เซียงจวิน ประธานหมุนเวียนของ GWM กล่าวถึงความสำเร็จที่ผ่านมาและกลยุทธ์ปี 2568 ว่า วิธีเดียวที่จะสามารถบุกตลาดทั่วโลกได้ก็คือการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ เขาได้กระตุ้นให้พนักงาน GWM ทุกคนข้ามผ่านความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก และสร้างความมั่นใจว่า GWM ต้องโดดเด่นเหนือคู่แข่งรายอื่น ๆ ด้วยการให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การใช้งาน

ภายใต้กลยุทธ์ Category Operation นั้น GWM จะผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้รับความนิยมไปทั่วโลกด้วยการ “พัฒนาผลิตภัณฑ์เดี่ยว” และ “สร้างความโดดเด่นให้กลุ่มผลิตภัณฑ์” พร้อมกับเอาชนะการแข่งขันในตลาดโลกด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง นอกจากนี้ GWM ยังตอบรับกระแสยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ยานยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และยานยนต์ชอัจฉริยะ โดยจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ด้วยการนำเสนอยานยนต์พลังงานไฟฟ้าหลากหลายรุ่น บริษัทจะอาศัยความแข็งแกร่งทางเทคนิคเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในฐานะแบรนด์อัจฉริยะ พร้อมกับสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ชาญฉลาดมากขึ้น และปลอดภัยมากขึ้นให้แก่ผู้ใช้งานทั่วโลก

GWM จะเดินหน้า “ปฏิวัติองค์กรในเชิงลึก” และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมรอบด้านเพื่อครองใจผู้ใช้งานและครองตลาดผ่านการสร้างแบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก นอกเหนือจากประสบการณ์การใช้งานที่เป็นระบบแล้ว GWM ยังดึงดูดผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยการยกระดับกลยุทธ์การตลาด ผสานระบบนิเวศการบริการที่ชาญฉลาดและทันสมัย เพื่อสร้างความพึงพอใจเหนือความคาดหมายของลูกค้าทั่วโลก และให้ลูกค้าบอกต่อกันแบบปากต่อปาก

ในการประชุมครั้งนี้ GWM ได้เน้นย้ำกับตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศเกี่ยวกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการผลักดันให้ยอดผลิตและยอดขายรถทั่วโลกแตะ 4 ล้านคัน และยอดขายในต่างประเทศแตะ 1 ล้านคันภายในปี 2568 โดย GWM จะใช้ผลิตภัณฑ์เซกเมนต์ใหม่เป็นตัวกระตุ้น และชูประสบการณ์การใช้งานรอบด้านเป็นเป้าหมายในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและทันสมัยสำหรับผู้ใช้งานทั่วโลก ทั้งนี้ GWM จะเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและเอาชนะการแข่งขันในตลาดโลกในอนาคต

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ส่ง “Mercedes-Benz GLA 200 Progressive” ใหม่ ในราคา 2,199,000 บาท

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว Mercedes-Benz GLA 200 Progressive ยนตรกรรมคอมแพ็คเอสยูวีที่ผสานความหรูหรากับดีไซน์สปอร์ตไว้ได้อย่างลงตัว พร้อมนำเสนอความอเนกประสงค์ที่บ่งบอกตัวตนไม่ซ้ำใคร เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวในทุกการเดินทางด้วยดีไซน์ภายนอกและภายในที่ตกแต่งแบบ Progressive ดูโดดเด่นและทรงพลังในทุกรายละเอียด ในราคาเริ่มต้น 2,199,000 บาท 

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “หลังการเปิดตัวรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น GLA 200 AMG Dynamic ไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมาและได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยม เมอร์เซเดส-เบนซ์จึงพร้อมขยายพอร์ตโฟลิโอของรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คเอสยูวีต่อเนื่องด้วย“Mercedes-Benz GLA 200 Progressive” ยนตรกรรมรุ่นใหม่ที่ผสานความหรูหราเข้ากับดีไซน์สปอร์ตได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะการตกแต่งภายนอกและภายในแบบ Progressive ที่มีความโดดเด่น ตอบรับความต้องการของลูกค้าที่ต้องการรถยนต์เอสยูวีที่มีความอเนกประสงค์ทว่าในขนาดแบบคอมแพ็คเหมาะกับไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบัน ทั้งนี้ เซกเมนต์รถยนต์เอสยูวียังคงเป็นเซกเมนต์ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเมอร์เซเดส-เบนซ์ในฐานะผู้นำในตลาดรถยนต์ลักชัวรีก็พร้อมที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมทั้งแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ สำหรับเซกเมนต์นี้ เพื่อให้เป็นทางเลือกใหม่ที่ตอบรับความต้องการของผู้ใช้รถได้อย่างตรงใจ”

Mercedes-Benz GLA 200 Progressive คือยนตรกรรมคอมแพ็คเอสยูวีที่ผสานความหรูหรากับดีไซน์สปอร์ตไว้ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะอยากชิลในเมือง หรือออกเดินทางไกล ก็บ่งบอกตัวตนที่โดดเด่นไม่ซ้ำใครได้ชัดเจน พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ให้เป็นในแบบที่คุณปรารถนา เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวให้กับทุกการเดินทางด้วยขุมพลังขนาด 1,332 ซีซี ที่สามารถรองรับการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้ ให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,620-4,000 รอบ/นาที และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.7-6.0 ลิตร/100 กม.

ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นและทรงพลังในทุกรายละเอียด ด้วยความพิเศษของการตกแต่งแบบ Progressive ที่สามารถถ่ายทอดความเป็นรถยนต์ออฟโรดออกมาได้อย่างลงตัว เพิ่มความหรูหราด้วยการใช้วัสดุโครเมียม  ตกแต่งตลอดทั้งคัน ต่อเนื่องด้วยไฟหน้าแบบ LED High Performance ปราดเปรียวด้วยล้อดีไซน์ใหม่แบบ 5 ก้านคู่ขนาด 18 นิ้ว สีเงินตัดสลับกับสีดำ ภายในห้องโดยสารให้สัมผัสของการสร้างสรรค์สเกลการออกแบบใหม่ในทุกรายละเอียดด้วยสไตล์ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต โมเดิร์น และให้ความรู้สึกกว้างขวางที่สัมผัสได้ทันทีเมื่อเข้ามานั่ง ลงตัวด้วยการตกแต่งภายในห้องโดยสารแบบ Progressive interior package ที่มอบความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารทุกที่นั่งพร้อมการออกแบบภายในห้องโดยสารให้มีบรรยากาศที่เรียบหรูด้วยเบาะหนังชนิด ARTICO สีดำพร้อมเดินด้วยด้ายสีเงินตลอดทั้งคัน เข้ากันกับวัสดุตกแต่งภายในห้องโดยสารที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยลวดลาย 3 มิติแบบ Spiral-look trim นอกจากนี้  Mercedes-Benz GLA 200 Progressive ยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย โดยเฉพาะไฮไลต์อย่าง Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้าและผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ช่วยมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่

ลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Mercedes-Benz GLA 200 Progressive และเมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น ได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์และผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

Mercedes-Benz GLA 200 Progressive

Mercedes-Benz GLA 200 Progressive คือยนตรกรรมคอมแพ็คเอสยูวีที่ผสานความหรูหรากับดีไซน์สปอร์ตไว้ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะอยากชิลในเมือง หรือออกเดินทางไกล ก็บ่งบอกตัวตนที่โดดเด่นไม่ซ้ำใครได้ชัดเจน พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ให้เป็นในแบบที่คุณปรารถนา เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวให้กับทุกการเดินทางด้วยขุมพลังขนาด 1,332 ซีซี ที่สามารถรองรับการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้ ให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,620-4,000 รอบ/นาที ให้อัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงในเวลา 8.7 วินาที ทว่ามีอัตราการปล่อยไอเสียต่ำเพียง 130-137  กรัม/กม. และยังมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.7-6.0 ลิตร/100 กม.

ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นและทรงพลังในทุกรายละเอียด ภายใต้การกำหนดสัดส่วนของตัวถังให้สั้นลงเล็กน้อยดูคอมแพ็คมากขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทว่าห้องโดยสารกลับมีพื้นที่ที่กว้างขึ้น ด้วยความสูงของตัวถังที่เพิ่มขึ้นเป็น 1,605 มิลลิเมตร (1,610 มิลลิเมตรเมื่อรวมราวหลังคา) หรือสูงขึ้นกว่า 10 เซนติเมตรจากรุ่นก่อน จึงทำให้ตัวรถในภาพรวมดูมีรูปทรงที่สูงขึ้น ส่งผลให้ห้องโดยสารแถวหน้ามีพื้นที่เหนือศีรษะมากขึ้น ในขณะที่ห้องโดยสารแถวหลังก็มีพื้นที่วางขาที่กว้างขึ้น เส้นสายอันทรงพลังและเส้นกระจกข้างที่ดูปราดเปรียวในสไตล์รถยนต์คูเป้ยังคงได้รับการรักษาเอาไว้ให้เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของรถยนต์รุ่น GLA ช่วยเติมเต็มความสปอร์ตเร้าใจในทุกมุมมอง Mercedes-Benz GLA 200 Progressive ยังมาพร้อมความพิเศษของการตกแต่งแบบ Progressive ที่สามารถถ่ายทอดความเป็นรถยนต์ออฟโรดออกมาได้อย่างลงตัว เพิ่มความหรูหราด้วยการใช้วัสดุโครเมียมตกแต่งตลอดทั้งคัน ต่อเนื่องด้วยไฟหน้าแบบ LED High Performance ปราดเปรียวด้วยล้อดีไซน์ใหม่แบบ 5 ก้านคู่ขนาด 18 นิ้ว สีเงินตัดสลับกับสีดำ

ส่วนหน้าของตัวรถโดยเฉพาะกระจังหน้าและไฟหน้ายังคงให้รายละเอียดที่สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นรถยนต์เอสยูวีจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยไฟหน้ารถนั้นถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยความใส่ใจในรายละเอียด ความแม่นยำในการออกแบบ และคุณภาพในระดับสูงสุด ส่วนด้านท้ายดูกว้างขึ้นเมื่อเมอร์เซเดส-เบนซ์เลือกออกแบบให้     ไฟท้ายถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนในแต่ละฝั่ง โดยปรับตำแหน่งของทับทิมสะท้อนแสงมาไว้ที่บริเวณกันชนท้าย ส่งผลให้ประตูด้านหลังสามารถเปิดได้กว้างขึ้นกว่าเดิมและจัดเก็บสัมภาระได้ง่ายขึ้น Mercedes-Benz GLA 200 Progressive ยังพร้อมตอบโจทย์ทุกการเดินทางด้วยพื้นที่บรรทุกสัมภาระขนาดใหญ่ถึง 435-1,430 ลิตร ซึ่งใหญ่กว่ารุ่นเดิมถึง 14 ลิตร พร้อมปุ่มควบคุมการพับเบาะที่นั่งแถวที่ 2 ที่สามารถพับได้แบบ 40:20:40 เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน

ภายในห้องโดยสารตกแต่งแบบ Progressive เช่นกัน และให้สัมผัสของการสร้างสรรค์สเกลการออกแบบใหม่ในทุกรายละเอียดด้วยสไตล์ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต โมเดิร์น ทั้งยังเพิ่มความกว้างขวางเข้ามาในรถยนต์ขนาดคอมแพ็ครุ่นนี้ในแบบที่สัมผัสได้ทันทีเมื่อเข้ามานั่งอยู่ภายในห้องโดยสาร มอบความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารทุกที่นั่งพร้อมการออกแบบภายในห้องโดยสารให้มีบรรยากาศที่เรียบหรูด้วยเบาะหนังชนิด ARTICO สีดำพร้อมเดินด้วยด้ายสีเงินตลอดทั้งคัน เข้ากันกับวัสดุตกแต่งภายในห้องโดยสารที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยลวดลาย 3 มิติแบบ Spiral-look trim นอกจากนี้ ในส่วนของหน้าปัดที่ดูล้ำสมัยด้วยการออกแบบทรงปีกนกที่ทอดยาวตั้งแต่ประตูหน้าผ่านคอนโซลกลางอย่างไร้รอยต่อ เชื่อมไปจนถึงด้านบนของแผงหน้าปัดฝั่งผู้ขับขี่ที่มาพร้อมกับหน้าจอ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้ว สำหรับหน้าจอ MBUX และขนาด 7 นิ้ว สำหรับหน้าจอเรือนไมล์เพื่อแสดงมาตรวัดต่างๆ ต่อกัน 2 หน้าจอ เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยหน้าจอทั้งสองจะอยู่ติดกันและมีลักษณะลอยตัวแบ่งการแสดงผลเป็น 2 ส่วน ซึ่งเป็นหน้าจอแบบ Digital display เพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดเจน และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นหน้าจออินโฟเทนเมนต์ พร้อมระบบปฏิบัติการหน้าจอแบบ MBUX ที่ใช้ระบบสัมผัส (Touchscreen) โดยผู้ขับขี่สามารถควบคุมและออกคำสั่งได้ด้วยการสัมผัสที่หน้าจอ หรือใช้ Touchpad ดีไซน์ใหม่ ส่วนช่องลมของเครื่องปรับอากาศนั้นได้รับการออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจมาจากใบพัดของเครื่องบินเจ็ต (turbine) เป็นต้นแบบ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดแบบสปอร์ตที่ถูกบรรจุไว้ในทุกส่วน อาทิ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันที่ตกแต่งแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง ช่วยเพิ่มเอกลักษณ์ความสปอร์ตให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

Mercedes-Benz GLA 200 Progressive มาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย เช่น ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA (Active Brake Assist) ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist) พร้อมกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ (Reversing Camera) ที่จะช่วยให้การถอยจอดง่ายขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลต์ของรถยนต์รุ่นใหม่นี้คือ บริการ Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยทำงานร่วมกับระบบมัลติมีเดียอัจฉริยะที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ล่าสุดอย่างระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) โดยผลลัพธ์ที่ได้คือ มีฟีเจอร์ต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น และความสะดวกสบายที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ บริการ Mercedes me connect มาพร้อมฟังก์ชันอันโดดเด่นมากมายที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเพิ่มบริการ และฟังก์ชันต่างๆ ตามต้องการได้ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน อาทิ

  • Mercedes-Benz emergency call system ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถชนและถุงลมนิรภัยทำงาน เซ็นเซอร์ของระบบนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติ และส่งตำแหน่งของรถยนต์ให้กับศูนย์ช่วยเหลือทันที
  • Vehicle Monitoring เจ้าของรถยนต์สามารถเช็คตำแหน่งล่าสุด หรือเส้นทางการขับขี่ของรถยนต์ได้ผ่านแอปพลิเคชันของ Mercedes me connect ได้
  • Vehicle Set-up ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบสภาพรถยนต์ได้จากระยะไกล โดยเซ็นเซอร์ที่อยู่ในรถจะตรวจสอบสภาพของรถยนต์ในขณะนั้น และส่งเป็นข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันให้ทั้งผู้ขับขี่ และศูนย์ซ่อมบำรุงสามารถเปิดดูรายละเอียดข้อมูลสถานะต่าง ๆ ได้
  • Maintenance Management ระบบนี้จะช่วยเตือนเมื่อถึงเวลานำรถยนต์เข้าตรวจสภาพ โดยจะตั้งวัน และเวลาเข้ารับบริการในครั้งต่อไปให้อัตโนมัติ
  • Online Booking ฟังก์ชั่นสำหรับการนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการต่างๆ จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ง่ายเพียงปลายนิ้วด้วยแอปพลิเคชัน Mercedes Me Service

สำหรับระบบ MBUX นั้น เป็นระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดที่เมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับความสะดวกสบายให้แก่ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รองรับการสั่งการผ่านจุดสำคัญ 2 จุดคือ หน้าจอ Widescreen ระบบสัมผัส (หน้าจอส่วนอินโฟเทนเมนต์) และ Touchpad ที่อยู่ตรงคอนโซลกลาง ระบบนี้มีจุดเด่นอยู่ที่คุณสมบัติด้านการเรียนรู้ที่สามารถจดจำความต้องการของผู้เป็นเจ้าของผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลให้ MBUX เป็นระบบมัลติมีเดียที่สามารถปรับแต่งหรือปรับเปลี่ยนตามลักษณะ การใช้งานจริงของผู้เป็นเจ้าของรถได้ ซึ่งเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และรถยนต์ได้เป็นอย่างดี โดยระบบนี้มาพร้อมกับฟังก์ชันใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

  • Personal profiles ที่จะจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่แต่ละคนไว้ ทั้งลักษณะของการปรับเบาะ ที่นั่ง สีไฟในห้องโดยสารที่ชอบ สถานที่ที่ไปเป็นประจำ ฯลฯ โดยระบบนี้สามารถจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่ได้ถึง 22 โปรไฟล์
  • Linguatronic ระบบสั่งการด้วยเสียงที่รองรับได้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน และภาษาฝรั่งเศสของทุกสำเนียงทั่วโลก (natural speech recognition) ระบบนี้สามารถรับรู้และเข้าใจเกือบทุกคำที่ปรากฏอยู่ในระบบอินโฟเทนเม้นท์ของรถยนต์ โดยผู้ขับขี่สามารถเปิดระบบได้เพียงพูดคำว่า “Hey, Mercedes”

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตร

กระบอกสูบ (ซีซี)

แรงม้าสูงสุด
 (แรงม้า/รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด

(นิวตันเมตร/รอบต่อนาที)

อัตราเร่ง

0-100

กม./ชม.
(
วินาที)

ความเร็วสูงสุด (กม. / ชม.)อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน (ลิตร/กม.)
Mercedes-Benz GLA 200 Progressiveเบนซิน 4 สูบ

เทอร์โบ

1,332163 / 5,500250 / 1,620-4,0008.72105.7-6.0 / 100

 

Mercedes-Benz GLA 200 Progressive วางจำหน่ายในราคา 2,199,000 บาท

‘จาตุรนต์ โกมลมิศร์’ ผู้บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ฯ ขอบคุณผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคเงินซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์มอบให้ รพ.พระนั่งเกล้า ‘สู้ภัย โควิด-19’

0

คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านการตลาด และการขาย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ขอแสดงความขอบคุณทุกท่านที่มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคเงินระหว่างงานสวดพระอภิธรรมศพ คุณณรงค์ โกมลมิศร์ (พี่ชาย) โดยมีการนำไปจัดซื้อเครื่องช่วยการปั๊มหัวใจแบบอัตโนมัติมอบให้โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยวิกฤตที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นสูงในเวลานี้

คุณจาตุรนต์ พร้อมคุณแม่จตุพร โกมลมิศร์ และครอบครัว ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มีมุทิตาจิตในการช่วยเหลือสังคม รวมถึงบริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในการร่วมสมทบทุนบริจาคเงิน ระหว่างงานสวดพระอภิธรรมศพ คุณณรงค์ โกมลมิศร์ (พี่ชาย) ผู้อำนวยการฝ่ายประสาน และบริการบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ เมื่อวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2564 หลังจากมีการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องช่วยการปั๊มหัวใจแบบอัตโนมัติ (Auto CPR) มูลค่า 970,000 บาท และทำการส่งมอบให้โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี เป็นที่เรียบร้อย เพื่อนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ป่วยวิกฤติจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

สำหรับผู้ที่ต้องการร่วมบริจาคสมทบทุนเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือบุคคลากรทางการแพทย์ “สู้ภัย โควิด-19” ให้กับทางโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า นอกเหนือจากการสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์สามารถบริจาคเงินเข้าไปที่บัญชีธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี เงินบริจาคโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เลขที่บัญชี 067-3-20334-5

นอกจากนี้เนื่องในวันคล้ายวันเกิด คุณจาตุรนต์ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการมอบอุปกรณ์เครื่องนอนจำนวน 50 ชุดให้กับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดปทุมธานี เพื่อใช้ประโยชน์กับผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่รักษาตัวในโรงพยาบาลสนามขณะนี้

รายการ Auto Motor Thailand ประจำวันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2564

0
Auto Motor Thailand Pic Open

พบกับรายการ Auto Motor Thailand ตั้งแต่เวลา 23.00-23.30 น. ทางททบ.5 กด 1 สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

เรื่องรถต้องรู้

– ทดสอบสมรรถนะ Porsche Taycan รุ่น Base สปอร์ตซาลูนพลังไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง…สมรรถนะไม่ธรรมดา

Auto Motor Thailand 1

ท่องโลกยานยนต์
– ประกาศงดการจัดงาน Big Motor Sale 2021

Auto Motor Thailand 2
– บริษัท ฟอร์ด เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว Ford Mustang ใหม่ เพิ่มสีเทา Carbonize Grey

Auto Motor Thailand 4
– เปิดตัว All New Honda Civic ปรับใหม่หมดพร้อมราคาถูกลงกว่าเดิม

Auto Motor Thailand 6

รู้ก่อนขับกับอีซูซุ
– สัญญาณไฟเตือนบนหน้าปัด (ตอน 2)

Auto Motor Thailand 7

ติดตามรับชม Auto Motor Thailand พร้อมกัน ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5กด1 ตั้งแต่เวลา 23.00 น.เป็นต้นไป แล้วพบกันครับ

(มีคลิปวีดีโอ) รีวิวคันจริง All New Honda Civic กับ 3 ไฮไลท์เด่น ปรับโฉมหรู ขุมพลังโมฯใหม่ พร้อมกับอัพเกรดระบบความปลอดภัย ในราคาค่าตัว……..

0
All New Honda Civic Pic Open

All New Honda Civic เจนเนอเรชั่นที่ 11 มาพร้อมการปรับใหม่ทุกมิติในสไตล์หรูและสปอร์ต ขุมพลัง V-Tec Turbo โมฯเพิ่ม พิกัดความจุ 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 178 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติซีวีที ที่ให้ความประหยัด 17.2 กม./ลิตร พร้อมเติมเต็มระบบความปลอดภัย Honda Sensing เต็มขั้นด้วยระบบใหม่ เปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่นย่อย ในราคาจำหน่าย 964,000 – 1,199,000 บาท

ผ่านพ้น เจน 10 เข้าสู่เจนที่ 11 พร้อมใช้โรงงานในไทยผลิตส่งขายไปอีกหลายประเทศทั่วโลก การกลับมาในครั้งนี้ทางทีมผู้ออกแบบได้ปรับภาพลักษณ์ในสไตล์รถซีดานให้ชัดเจนยิ่งขึ้นภายใต้แนวคิด “Exhilarating Exterior” โดยใช้เส้นสายในแนวนอนที่ยาวต่อเนื่องจากด้านหน้าไปจนถึงด้านหลัง ให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยว ล้ําสมัย มาพร้อมการจัดวางโครงสร้างสไตล์ Low & Wide ที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ํา

All New Honda Civic 1

 

ตัวถังใช้เทคโนโลยี Roof Braze ในการประกอบ เพ่ือลดรอยต่อบริเวณหลังคา พร้อมปรับมิติตัวรถตามขนาดความยาว 4,673 มม. กว้าง 1,800 มม. สูง 1,414 มม. และฐานล้อ ซึ่งหากเทียบกับรุ่นเดิมนั้นจะยาวขึ้น 25 มม. กว้างขึ้น 1 มม. แต่เตี้ยลง 2 มม. พร้อมยืดระยะฐานล้อให้ยาวขึ้นกว้าเดิม 37 มม.

All New Honda Civic 2

กระจังหน้าและกันชนออกแบบใหม่ในสไตล์หรูหรา ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ พร้อมไฟส่องสว่างสําหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน และไฟตัดหมอกคู่หน้า

All New Honda Civic 3

ก้านปัดน้ําฝนดีไซน์ใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพในการทํางาน โดยจะมีช่องฉีดน้ําอยูู่ที่ก้านปัดน้ําฝน และมีการควบคุมปริมาณการฉีดและบริเวณที่ฉีดได้อย่างแม่นยําทําให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ชัดเจนยิ่งขึ้นแม้ในขณะฝนตก และที่กระจกติดตั้งกล้องซึ่งใช้ประมวลผลการทำงานสำหรับระบบ Honda Sensing โดยเฉพาะ

All New Honda Civic 4

ด้านหลังเปลี่ยนใหม่พร้อมไฟท้าย LED แบบ C line ออกแบบด้วยเทคนิค Fine Cut ควบคุมการกระจายแสงสว่างอย่างสมํ่าเสมอ ให้แสงไฟชัดเจนและนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น มาพร้อมระบบฝาท้ายแบบ One Touch และท่อไอเสียแบบคู่

All New Honda Civic 6

รุ่น RS นั้นยังมีความแตกต่างจากกระจกมองข้างสีดํา มือจับประตูด้านนอกสีดํา เสาอากาศแบบครีบฉลามสีดํา สปอยเลอร์หลังสีดําพร้อมสัญลักษณ์ RS ด้านท้าย ท่อไอเสียแบบคู่พร้อมปลอกท่อไอเสีย และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 17 นิ้ว หุ้มยางขนาด 225/50 จากโยโกฮาม่า

All New Honda Civic 7

ช่องเสียบกุญแจที่ประตูออกแบบเก๋ไก๋โดยย้ายไปไว้ด้านในที่มือจับ เพื่อความประณีตสวยงาม และสอดคล้องกับการทํางานของระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ

All New Honda Civic 7

ห้องโดยสารออกแบบภายใต้แนวคิด “Fine Morning” เน้นการสร้างความรู้สึกที่สดชื่นของการเริ่มตอนเช้าของวันใหม พร้อมออกเดินทางไปทํากิจกรรมต่างๆ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความแอคทีฟ

All New Honda Civic 8

คอนโซลหน้าดีไซน์ใหม่ มีการจัดวางเลย์เอาท์และฟังก์ชันการใช้งานต่างๆได้ง่าย จอสัมผัสในรุ่นท๊อพขนาด 9 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ AppleCarPlay แบบไร้สาย และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และแสดงภาพจากล้องมองภาพแบบใหม่ถูกย้ายมาไว้ด้านบนคอนโซล

All New Honda Civic 10

ส่วนรุ่นรองเป็นจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri

ในรุ่นท๊อพ (RS) ยังได้รับการติดตั้งระบบปรับอากาศแบบแยกควบคุมอุณหภูมิซ้าย/ขวา รวมถึงติดตั้ง Wiress Charger พร้อมอัพเกรดระบบนำทางผ่านดาวทางให้มีการแสดงภาพที่คมชัดยิ่งขึ้น ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

All New Honda Civic 13

 

แต่สำหรับเบรกมือไฟฟ้า และ Auto Hold ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถทุกรุ่น

All New Honda Civic 14

พวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่นในรุ่นท๊อพจะเพิ่มการควบคุมระบบ Honda Sensing ที่มีการอัพเกรดระบบเพิ่ม และด้านหลังมีแป้นแพดเดิลชิฟท์สำหรับ +/- ตำแหน่งเกียร์

All New Honda Civic 15

ชุดมาตรวัดในรุ่นท๊อพ (RS) เป็นหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 10.2 นิ้ว ส่วนรุ่นรองมากับมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว

All New Honda Civic 16

เบาะที่นั่งผู้ขับขี่ที่ปรับปรุงใหม่ โครงสร้างเป็นแผ่นเรซินรองรับสรีระแบบเต็มพื้นที่ตั้งแต่ช่วงหลังส่วนบน กระดูกเชิงกราน จนถึงต้นขา เพื่อให้ได้การนั่งที่โอบกระชับและรับน้ําหนักได้อย่างสมดุล ส่วนเบาะหลังนั่งสบายกว่าเดิม มีพื้นที่ศรีษะเยอะขึ้นและยังพับได้เพื่อขยายพื้นที่เก็บสัมภาระ

All New Honda Civic 17

All New Honda Civic 17

All New Honda Civic 2022 ทุกรุ่นขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต้ 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว พัฒนาประสิทธิภาพการทํางานของ Turbo Charger ที่อัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ได้เร็วขึ้น ๅลให้กําลังสูงสุด 178 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 – 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทํางานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง CVT มีอัตราการประหยัดน้ํมันอยู่ที่ 17.2 กิโลเมตร/ลิตร อีกทั้งยังรองรับพลังงานทางเลือก E85

All New Honda Civic 18

ทีมวิศวกรจากฮอนด้าได้เพิ่มโหมดการขับขี่ที่เลือกได้ตามสไตล์ 3 โหมด ได้แก่

• ECON Mode – โหมดการขับขี่แบบประหยัด พร้อมปรับการทํางานของเครื่องยนต์ให้สัมพันธ์กับการขับขี่เพื่ออัตราการประหยัดเช้ือเพลิงมากขึ้น
• Normal Mode – โหมดการขับขี่แบบปกติ สําหรับการขับขี่ใช้งานโดยทั่วไป
• เพิ่มเติมด้วย Sport Mode – โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต ที่การทํางานของเครื่องยนต์ตอบสนองการเร่งได้ดียิ่งขึ้นเพื่อการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ

All New Honda Civic 19

นอกจากนี้ Honda Sensing ยังได้รับการติดตั้งให้เป็นอุปกรร์มาตรฐานสำหรับรถทุกรุ่น พร้อมกับอัพเกรดอีก 2 ระบบใหม่ ซึ่งประกอบด้วย

ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS) ช่วยเตือนผู้ขับขี่ให้ลดความเร็วเมื่อมีรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน หรือคนเดินถนนที่อยู่ในระยะไม่ปลอดภัย โดยระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลและสัญญาณเสียง รวมถึงมีการสั่นเตือนของพวงมาลัยในกรณีรถสวนทาง ซึ่งหากผู้ขับขี่ยังไม่ตอบสนอง หรือในกรณีที่อยู่ในระยะเสี่ยงต่อการชน ระบบจะชว่ยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหต

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ํา (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF) ช่วยควบคุมความเร็วของรถให้คงที่ตามที่ผู้ขับขี่ตั้งค่าไว้ และระบบจะปรับความเร็วอัตโนมัติ โดยมีกล้องตรวจจับรถคันหน้าเพื่อรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเหมาะสม และในการขับขี่ที่ความเร็วต่ํา ระบบจะช่วยปรับความเร็วให้รถเคลื่อนที่ตามรถคันหน้า รวมถึงเบรกและหยุดตามอัตโนมัติ ระบบจะเริ่มทํางานอีกครั้งเมื่อผู้ขับขี่กดปุ่มที่พวงมาลัยหรือเหยียบคันเร่ง

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS) กล่องด้านหน้าจะทําการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ ซึ่งระบบจะช่วยเพิ่มแรงหน่วงของพวงมาลัยเพื่อช่วยผู้ขับขี่ควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางปกติ และลดอาการเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่

All New Honda Civic 21

ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure MitigationSystem with Lane Departure Warning: RDM with LDW) ระบบจะใช้กล้องด้านหน้าในการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางจราจร หากพบว่ารถอยู่ในสภาวะเบี่ยงออก นอกช่องทางโดยไม่ตั้งใจ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนที่หน้าจอแสดงข้อมูลพร้อมการสั่นเตือนของพวงมาลัย และในกรณีที่รถเริ่มเบี่ยงออกนอกช่องทางมากยิ่งขึ้น ระบบจะช่วยหน่วงพวงมาลัย เพ่ือให้รถกลับเข้าสู่ช่องทางปกติ ช่วยลดความเสี่ยงที่รถจะออกนอกช่องทางจราจร

ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB) ปรับไฟสูง-ต่ําอัตโนมัติด่วยกล้อง โดยจะปรับเป็นไฟสูงเมื่อขับขี่ในที่มืด และจะปรับเป็นไฟต่ําเมื่อตรวจจับได้ว่ามีรถสวนทางหรือรถยนต์ด้้านหน้า

ใหม่!!! ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure NotificationSystem: LCDN) ระบบที่ตรวจจับการเคลื่อนที่ของรถคันหน้า โดยระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอแสดง ข้อมลูและสัญญาณเสียง เพื่อให้ผู้ขับขี่เคลื่อนที่ตามรถคันหน้า

ทั้งยังครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ําสมัย อาทิ

-ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปล่ียนเลน (Honda LaneWatch) ชวยลดจุดบอด ในการมองเห็นของกระจกมองข้างด้านซ้าย โดยใช้กล้องจับภาพ

-ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) ตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ผ่านการควบคุมพวงมาลัย เมื่อพบว่าประสิทธิภาพในการควบคุมรถของผู้ขับขี่ลดน้อยลง ระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอ TFT และเมื่อตรวจพบความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากความเหนื่อยล้า ระบบจะทําการสั่นเตือนที่พวงมาลัย

-กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการถอย โดยสามารถเลือกดูมุมกล้องที่แตกต่างกันได้ทั้งแบบ 130 องศา 180 องศา และมุมมองจากด้านบน

-ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)

-ถุงลม 6 ตําแหน่ง ได้แก่ ถุงลมคู่หน้า (Dual SRS) ถุงลมด้านข้างคู่หน้า (Side Airbags) และม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags)

-ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า พร้อมเตือนผู้โดยสารด้านหลัง (Front Passenger and Rear Seat Belt Reminder)

-ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder)

-ระบบป้องกันล้อล๊อก (ABS) และระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ช่วยป้องกันล้อล็อกเมื่อเบรกกะทันหัน เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถและหักพวงมาลัยหลบสิ่งกีดขวางที่อยู่ด้านหน้า ขณะที่ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) จะช่วยกระจายแรงเบรกระหว่างล้อหน้าและล้อหลังเพื่อให้ความสมดุลกับน้ําหนักในการบรรทุกและเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรก

-ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist – VSA) ช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง ช่วยการยึดเกาะถนน มั่นใจกับทุกการขับขี่

-ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist – HSA) ระบบจะทําหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้ตัวรถเคลื่อนที่ไปทางด้านหลังในจังหวะที่มีการปล่อยเท้าออกจากแป้นเบรกเมื่อรถยนต์จอดอยู่บนทางลาดชัน

-สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (Emergency Stop Signal – ESS) ทํางานอัตโนมัติโดยสัญญาณไฟฉุกเฉินจะทํางานเม่ือมีการเหยียบเบรกกะทันหัน เป็นการแจ้งเตือนรถที่ตามมาข้างหลัง

อีกหนึ่งเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายนั่นคือ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) จะเป็นฟีเจอร์มาตรฐานเฉพาะรุ่นท๊อพ (RS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ทํางานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน มาพร้อมหลากหลาย ได้แก่

1. My Service ตรวจสอบประวัติการเข้ารับบริการ รวมทั้งการประเมินรายการอะไหล่และค่าใช้จ่ายเบื้องต้น โดยจะมีการแจ้งเตือนกําหนดการเข้ารับบริการครั้งต่อไป

2. Car Log ข้อมูลการขับขี่จะประกอบดวยพฤติกรรมการขับขี่ ที่สามารถแสดงผลเป็นรายวัน รายเดือน หรือรายปี และ บันทึกการเดินทาง ที่สามารถเลือกทริปโปรด และแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น ไลน์ อินสตาแกรม เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ เป็นต้น

3. WiFi สามารถเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สายจากรถยนต์ โดยจะใช้งานได้พร้อมกันสูงสุดถึง 5 อุปกรณ์ มีระยะการส่งสัญญาณห่างจากตัวรถยนต์อยู่ที่40 เมตร โดยต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง

4. Airbag Deployment เมื่อเกิดอุบัติเหตุและถุงลมทํางาน กล่องอุปกรณ์ TCU จะส่งสัญญาณเตือนให้ทราบทันทีผ่านทางแอปพลิเคชัน พร้อมทั้งส่งข้อมูลไปยังศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้าเพื่อทําการติดต่อไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้ หรือเบอร์โทรฉุกเฉินที่ลูกค้าผู้ใช้งานระบุไว้ในระบบ เพื่อทําการประสานงานให้ความชวยเหลือขั้นต้น

5. Car Status แจ้งเตือนสถานะรถยนต์ เมื่อเกิดความผิดปกติจากระบบของรถยนต์ และ แจ้งเตือนสัญญาณกันขโมย เมื่อเกิดความผิดปกติกับรถยนต์จากภายนอก เช่น การเปิดประตู กระโปรงหน้าและฝากระโปรงท้ายของรถยนต์อย่างผิดปกติ

6. Remote Vehicle Control สามารถสั่งการล็อกและปลดล็อกประตูทั้งหมด อีกทั้งยังสามารถสั่งสตาร์ตเครื่องยนต์ พร้อมทั้งตั้งค่าระดับอุณหภูมิของระบบปรับอากาศในรถยนต์ และการสั่งดับเครื่องยนต์ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสั่งเปดสัญญาณไฟ ทั้งไฟหน้าและไฟท้าย โดยผู้ใช้งานจะต้องกําหนดรหัสส้วนตัวเป้นตัวเลข 4 หลัก (PIN) และจะต้องป้อนรหัสส่วนตัวทุกครั้งก่อนการใช้งาน

7. Geo Fence & Speed Alert สามารถกําหนดขอบเขตการขับขี่รถยนต์ทั้งเข้าและออกตามพื้นที่ที่กําหนดไว้ และยังสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนความเร็วตามกําหนดได้อีกด้วย

8. Find My Car สามารถตรวจสอบพิกัดรถยนต์ โดยระบบจะส่งพิกัดรถยนต์ บนแผนที่ล่าสุด แสดงผลบนแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้ใช้งานจะต้องใส่รหัสส่วนตัว 4 หลัก (PIN) ก่อนการใช้งาน

All New Honda Civic แบ่งออกเป้น 3 รุ่น ดังนี้

รุ่น RS ราคา 1,199,000 บาท

รุ่น EL+ ราคา 1,009,900 บาท

รุ่น EL ราคา 964,000 บาท

All New Honda Civic 22

สีภายในมี 2 สี และ สีภายนอก มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) พร้อมด้วย สีใหม่ สีฟ้ามอรนิงมิสต์ (เมทัลลิก) และสีเทา เมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) สีเงินลูนาร์(เมทัลลิก) ส่วนสีพิเศษอย่าง สีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่มเงิน 10,000 บาท และ สีดําคริสตัล (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท

ฟอร์ด ยกทัพรถผู้บริหารสภาพดีกว่า 800 คัน จัดโปรแรงราคาสุดคุ้มที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดแคมเปญ Ford Executive Car Deals นำรถผู้บริหารและรถทดลองขับสภาพดี ทั้งฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ กว่า 800 คัน ซึ่งผ่านการตรวจสอบสภาพตามมาตรฐาน ในราคาสุดคุ้ม ลูกค้าที่สนใจสามารถเลือกซื้อและจับจองได้ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ ตลอดเดือนสิงหาคม 2564 นี้หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ข้อเสนอสุดพิเศษมีจำนวนจำกัด

Wildtrak

“ฟอร์ดได้ร่วมกับผู้จำหน่ายฟอร์ดคัดสรรรถผู้บริหารและรถทดลองขับหลากหลายรุ่นกว่า 800 คัน มาจำหน่ายในราคาสุดคุ้มด้วยส่วนลดตั้งแต่ 15-25% จากราคาปกติ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ลูกค้าจะได้จับจองรถยนต์ฟอร์ดสภาพดี ซึ่งผ่านการตรวจสอบสภาพตามมาตรฐาน อีกทั้งมีประวัติการเข้ารับบริการจากศูนย์บริการอย่างเป็นทางการ  ในราคาสุดพิเศษ โดยลูกค้าสามารถเลือกซื้อและทดลองขับรถที่นำมาจำหน่ายภายใต้แคมเปญนี้ได้ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ ซึ่งภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ผู้จำหน่ายฟอร์ดมีมาตรการเข้มงวดในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค โดยตรวจคัดกรองพนักงาน พร้อมทำความสะอาดรถที่นำมาจัดแสดงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกค้าทุกท่าน” นายศรุต อิงคะวัต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

XL+ Sport

XLT 2.2L

รายละเอียดราคาพิเศษของฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ในแคมเปญ Ford Executive Car Deals อาทิ

  • ฟอร์ด เรนเจอร์ RAS 2.2 ลิตร XL+ Sport ราคาพิเศษเริ่มต้น 529,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ดับเบิ้ลแค็บ 2 ลิตร XLT MT ราคาพิเศษเริ่มต้น 699,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ดับเบิ้ลแค็บ 2 ลิตร XLT AT ราคาพิเศษเริ่มต้น 739,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ดับเบิ้ลแค็บ 0 ลิตร ไวลด์แทรค AT ราคาพิเศษเริ่มต้น 869,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ดับเบิ้ลแค็บ 0 ลิตร เทอร์โบคู่ ไวลด์แทรค 4×4 AT ราคาพิเศษเริ่มต้น 1,069,000 บาท
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 0 ลิตร ไทเทเนียม ราคาพิเศษเริ่มต้น 1,229,000 บาท
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 0 ลิตร ไทเทเนียม พลัส ราคาพิเศษเริ่มต้น 1,329,000 บาท
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 0 ลิตร เทอร์โบคู่ ไทเทเนียม พลัส 4×4 ราคาพิเศษเริ่มต้น 1,549,000 บาท

Titanium

Titanium+

ทั้งนี้ รุ่นและราคาของรถที่จำหน่ายภายใต้แคมเปญนี้ อาจมีความแตกต่างกันในแต่ละโชว์รูมขึ้นอยู่กับสภาพรถและเลขไมล์ของรถแต่ละคัน โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ลูกค้าผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศใกล้บ้านท่าน

มาสด้าเติมฝันให้ลูกค้าใหม่ ปันสุขให้ลูกค้าเก่า ขับฟรี 90 วัน ดอกเบี้ย 0% ตรวจเช็กฟรี รับส่วนลดค่าแรง 50%

0

มาสด้า สานฝันลูกค้าที่ต้องการออกรถใหม่ในเดือนสิงหาคมกับโครงการ “มาสด้า ปันสุข” ช่วงเวลาเติมฝัน ปันความสุข เพื่อส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าที่สนใจรถยนต์มาสด้า รวมทั้งมอบสิทธิพิเศษมากมายสำหรับลูกค้าปัจจุบัน ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษดอกเบี้ยต่ำสุด 0%1 ฟรีประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance1 ขับฟรี 90 วัน2 และฟรี Fast Wireless Charging Power Bank Eloop EW353 โดยจัดกิจกรรมขึ้นในระหว่างวันที่ 7 – 15 สิงหาคม 2564 ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ รวมถึงมอบสิทธิพิเศษเพื่อช่วยดูแลรถยนต์ของลูกค้าและช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงนี้ เมื่อนำรถเข้ารับบริการรับข้อเสนอสุดพิเศษ อาทิ ผ่อนชำระสบายๆ 0% นานสูงสุด 10 เดือน1 สำหรับสินค้าและบริการหลังการขายในศูนย์บริการฯ ตรวจสภาพรถฟรี 20 รายการ1 ฟรีบริการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในรถยนต์1 และส่วนลดค่าแรง 50%4 ในระหว่างวันที่ 7 – 31 สิงหาคม 2564

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากการระบาดของโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมจนถึงปัจจุบันนี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชน รวมถึงสภาพเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมรถยนต์ จึงทำให้ยอดขายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่อย่างไรก็ตามรถยนต์มาสด้าก็ยังคงได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สามารถทำยอดขายรวมได้ 2,112 คัน โดยรุ่นที่ขายได้มากสุดยังคงเป็นรถยนต์นั่งมาสด้า2 จำนวน 1,147 คัน ตามมาด้วย CX-30 จำนวน 356 คัน CX-3 จำนวน 282 คัน มาสด้า3 จำนวน 131 คัน ปิกอัพ บีที-50 จำนวน 80 คัน CX-5 จำนวน 65 คัน และ CX-8 จำนวน 51 คัน ตามลำดับ ซึ่งมาสด้าขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ยังคงให้การสนับสนุนมาสด้าเป็นอย่างดี แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ความยากลำบากก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ มาสด้าจึงถือโอกาสนี้เพื่อขอบคุณลูกค้าที่ให้ความเชื่อมั่นในแบรนด์มาสด้ามาโดยตลอด ด้วยการส่งมอบแคมเปญตลอดเดือนสิงหาคมนี้ กับ “มาสด้า ปันสุข” ช่วงเวลาเติมฝัน ปันความสุข เพื่อช่วยดูแลและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของทั้งลูกค้าใหม่ที่สนใจรถยนต์มาสด้า รวมทั้งลูกค้าในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่ต้องการซื้อรถใหม่เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบอาชีพ หรือลูกค้าปัจจุบันที่ต้องการนำรถเข้ามารับการดูแลบำรุงรักษาที่ศูนย์บริการมาสด้า เพื่อให้ได้รับการบริการที่ต่อเนื่องและสามารถนำรถกลับไปใช้ได้อย่างปลอดภัย

1. พิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ ลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าสามารถพบกับกิจกรรม “มาสด้า ปันสุข” ได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ ในระหว่างวันที่ 7 – 15 สิงหาคม 2564 เพียงแวะเข้ามาชมรถ รับฟรีทันที Mazda Alcohol Sanitizer Spray พร้อมรับข้อเสนอดอกเบี้ยต่ำสุด 0%1, ฟรีประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance1 ขับฟรี 90 วัน (เฉพาะมาสด้า2 ทุกรุ่น)2 และพิเศษยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้า 1,000 ท่านแรกที่จองซื้อรถตั้งแต่ 3,000 บาท ขึ้นไป และออกรถภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2654 รับฟรี Fast Wireless Charging Power Bank Eloop EW35 จากมาสด้า มูลค่า 690 บาท3

2. พิเศษสำหรับลูกค้าปัจจุบัน มาสด้าขอมอบการดูแลที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้าที่ต้องการนำรถเข้ามารับการดูแลที่ศูนย์บริการ รับข้อเสนอ ผ่อนชำระสบายๆ 0% นานสูงสุด 10 เดือน1 สำหรับสินค้าและบริการหลังการขาย, บริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี 20 รายการ1 ทั้งระบบช่วงล่าง เครื่องยนต์ และระบบความปลอดภัย, ฟรีบริการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในรถยนต์1 ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่ไม่ก่อให้เกิดการเสียหายต่อชิ้นส่วนอุปกรณ์ทั้งภายนอกและภายในตัวรถ และส่วนลดค่าแรง 50%4 สำหรับการเข้ารับบริการระหว่างวันจันทร์ – ศุกร์ เมื่อทำการนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการล่วงหน้า โดยเริ่มระหว่างวันที่ 7 – 31 สิงหาคม 2564 ณ ศูนย์บริการมาตรฐานมาสด้าทั่วประเทศ

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ หรือมาสด้าสปีดไลน์ 02 030 5666 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์มาสด้า www.mazda.co.th

หมายเหตุ:

1เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด และโปรดตรวจสอบประเภทของสินค้าและบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ณ จุดบริการก่อนทำรายการทุกครั้ง

2 เฉพาะมาสด้า2 ทุกรุ่น สำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ.ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต เท่านั้น

3 จองรถ 3,000 บาท และออกรถภายในวันที่ 31 ส.ค. 64 รับ Fast Wireless Charging Power Bank Eloop EW35 คละสี มูลค่า 690 บาท สินค้ามีจำนวน 1,000 ชิ้น เฉพาะโชว์รูมที่ร่วมรายการ

4 เมื่อทำการนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการล่วงหน้า ในระหว่างวันจันทร์-ศุกร์ เฉพาะช่วงเวลาที่กำหนด ตามเงื่อนไขของศูนย์บริการที่ร่วมรายการ

โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial Facebook/YouTube/Instagram/LINE