Home Blog Page 358

มิตซูบิชิ แนะนำวิธีการเดินทางที่คุ้มค่าและปลอดภัย ด้วย มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ รุ่นสมาร์ท

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ขอแนะนำ มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ รุ่นสมาร์ท ยกระดับความโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวพร้อมรองรับการใช้งานที่ครบครัน ตอกย้ำการเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ซิตี้คาร์ มิตซูบิชิ แอททราจ และมิตซูบิชิ มิราจ รุ่นสมาร์ท พร้อมจำหน่ายแล้ววันนี้ที่โชว์รูม มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การใช้ชีวิตและการทำงานของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การดำเนินชีวิตทั้งหมดของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า ‘ความปกติใหม่’ (New Normal) รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านการเดินทางสัญจรที่ต้องหลีกเลี่ยงจากระบบขนส่งมวลชนที่มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก จึงส่งผลให้การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น และเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว เราจึงขอแนะนำวิธีการเดินทางที่เหมาะสม ปลอดภัย และคุ้มค่าด้วย มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ รุ่นสมาร์ท ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนเมืองในทุกช่วงอายุ และผู้ที่กำลังมองหาวิธีการเดินทางที่คุ้มค่าและสะดวกสบาย” มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

 

ดีไซน์ภายนอกดึงดูดทุกสายตาด้วยกระจังหน้าดีไซน์แบบ ‘Advanced Dynamic Shield’ ที่โดดเด่นอย่างมีสไตล์ด้วยลายเส้นสีแดง, ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ Bi-LED พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED, ไฟตัดหมอกหน้า, ไฟท้ายแบบ LED ดีไซน์สปอร์ต, กันชนหลังดีไซน์โฉบเฉี่ยวพร้อมไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED, ล้ออัลลอยแบบทูโทนขนาด 15 นิ้ว ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นสมาร์ท ยังติดตั้งสปอยเลอร์หลังดีไซน์สปอร์ตช่วยเพิ่มความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ดีไซน์ภายในห้องโดยสารของสมาร์ทซิตี้คาร์ทั้งสองรุ่นได้รับการยกระดับด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ High Contrast ตกแต่งด้วยลายคาร์บอน เบาะนั่งวัสดุหนังสังเคราะห์สำหรับ มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นสมาร์ท และเบาะนั่งวัสดุหนังสังเคราะห์ผสมผ้าสำหรับ มิตซูบิชิ มิราจ รุ่นสมาร์ท เหนือระดับไปอีกขั้นด้วยแผงควบคุมเปิด-ปิดกระจกข้างบริเวณแผงประตูที่ตกแต่งด้วยลายคาร์บอนพร้อมวัสดุบุนุ่ม พร้อมติดตั้งที่พักแขนที่คอนโซลกลางช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย

มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ รุ่นสมาร์ท สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับหน้าจอระบบสัมผัส Smartphone – Link Display Audio (SDA) ขนาด 7 นิ้ว รองรับแอปเปิล คาร์เพลย์ และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และการเชื่อมต่อ บลูทูธ ครบครันและสะดวกสบายด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายเทียบเท่ากับรถซีดานระดับบน อาทิ ระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ระบบกุญแจอัจฉริยะ KOS พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ กล้องมองภาพหลังขณะถอยจอด กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ  และระบบไฟหน้าอัตโนมัติ

มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ รุ่นสมาร์ท ได้รับการออกแบบให้ตัวรถมีขนาดรถที่พอเหมาะสม มีความคล่องตัว และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร DOHC พร้อมระบบวาล์วแปรผัน MIVEC ที่ให้ความประหยัดและมีประสิทธิภาพสูงสุด เหมาะสำหรับลูกค้าทุกคนที่พักอาศัยอยู่ในเมือง ทั้งสำหรับนักศึกษาจบใหม่ ผู้ที่เริ่มทำงาน และผู้สูงอายุที่เกษียณจากการทำงานแล้ว พร้อมสร้างแรงบันดาลเพื่อค้นหาความสำเร็จในชีวิตด้วยวิธีการเดินทางที่คุ้มค่าและปลอดภัย

โดยสมาร์ทซิตี้คาร์ทั้งสองรุ่นยังครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย อาทิ ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM-LS) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็วเฉพาะด้านหน้า (RMS-Forward) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) และระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL)

มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ รุ่นสมาร์ท มาพร้อมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า รวมถึงระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) ซึ่งทำงานประสานกันเพื่อมอบความมั่นใจให้ผู้ขับขี่บนทุกเส้นทาง รถยนต์ทั้งสองรุ่นยังติดตั้งระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) อีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถขอรับข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายเพื่อทดลองขับ มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ รุ่นสมาร์ท ได้ที่  โชว์รูม มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ และสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

ฟอร์ด เปิดตัวเทคโนโลยีช่วยเหลือระยะไกลด้วยแว่นตาอัจฉริยะ RealWear เสริมประสิทธิภาพการทำงานผู้จำหน่าย เพื่อบริการงานซ่อมที่แม่นยำและรวดเร็ว

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เดินหน้ายกระดับนวัตกรรมการบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลและมอบความสะดวกสบายให้กับลูกค้าฟอร์ดเสมือนคนในครอบครัว ล่าสุดเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ด้านบริการที่พัฒนาขึ้นเพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานของช่างเทคนิคที่ศูนย์บริการด้วยอุปกรณ์แว่นตาอัจฉริยะ RealWear รุ่น HMT-1 แบบสั่งงานด้วยเสียง ที่จะเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างวิศวกรเทคนิคเทคฮอตไลน์ของฟอร์ด และช่างเทคนิค ณ ศูนย์บริการฟอร์ด ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพแม้ไม่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกัน เพื่อให้วิศวกรภาคสนามของฟอร์ดสามารถให้การช่วยเหลือระยะไกลในการร่วมตรวจเช็ครถยนต์สำหรับกรณีที่มีความซับซ้อนทางเทคนิค และให้คำแนะนำในการตรวจเช็คได้ทันที ลดเวลาในการทำงาน และการเดินทาง ช่วยให้การให้บริการลูกค้าเกี่ยวกับงานตรวจสอบและแก้ไขรถยนต์มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น เทคโนโลยีช่วยเหลือระยะไกลด้วยอุปกรณ์แว่นตาอัจฉริยะ RealWear พร้อมให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้ ที่ศูนย์บริการฟอร์ด 110 แห่ง ทั่วประเทศ

“การนำนวัตกรรมและประโยชน์จากเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวล้ำในปัจจุบันมายกระดับการบริการลูกค้าเป็นอีกข้อพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่าฟอร์ดไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการสร้างความทันสมัยในทุกมิติ รวมถึงการปรับรูปแบบการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญ คือการยกระดับความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของลูกค้า เรารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำนวัตกรรมการให้บริการสนับสนุนและช่วยเหลือระยะไกลด้วยอุปกรณ์แว่นตาอัจฉริยะ RealWear มาใช้ที่ศูนย์บริการฟอร์ดในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคเอเชีย หลังจากได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในประเทศออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และอีกหลายประเทศในทวีปยุโรป” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

“ฟอร์ดมุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและนวัตกรรมการบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดรับกับแนวคิด ‘การดูแลลูกค้าฟอร์ดเสมือนคนในครอบครัว’ ระบบช่วยเหลือระยะไกลด้วยแว่นตาอัจฉริยะ RealWear ช่วยให้วิศวกรเทคนิคฮอตไลน์ของฟอร์ดและช่างเทคนิคที่ศูนย์บริการฟอร์ดสามารถทำงานร่วมกันได้ในเวลาเดียวกัน เมื่อช่างเทคนิคต้องการความช่วยเหลือ โดยอุปกรณ์แว่นตาอัจฉริยะ RealWear จะเชื่อมต่อทำให้วิศวกรเทคนิคฮอตไลน์ของฟอร์ดและช่างเทคนิคที่ศูนย์บริการสามารถที่จะมองเห็นทุกอย่างเหมือนกันผ่านทางหน้าจอของแว่นตา ทำให้การตรวจวิเคราะห์เป็นไปอย่างแม่นยำและรวดเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพการบริการอันส่งผลให้การแก้ไขรถยนต์มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น” นายสันติ จิตพิชิตชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

แว่นตาอัจฉริยะ RealWear รุ่น HMT-1 มาพร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียงที่ทำงานบนซอฟต์แวร์ผ่านไมโครโฟนดิจิทัลที่ช่วยขจัดเสียงรบกวนและรับรู้เสียงได้แม่นยำในที่ที่มีเสียงดัง วิธีการสวมถูกออกแบบมาเพิ่มความคล่องตัวและความปลอดภัยในการทำงานเนื่องจากช่างเทคนิคสามารถสื่อสารกับวิศวกรเทคนิคฮอตไลน์ของฟอร์ด และปฏิบัติงานไปได้ในเวลาเดียวกันโดยไม่ต้องใช้มือจับอุปกรณ์ นอกจากนี้แว่นตาอัจฉริยะ RealWear รุ่น HMT-1 ประกอบไปด้วยกล้องคุณภาพสูงที่มาพร้อมหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงและไฟฉาย ช่างเทคนิคที่ศูนย์บริการฟอร์ดสามารถแสดงภาพเครื่องยนต์เมื่อพบกรณีที่ซับซ้อนไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของผู้ดูแลจากระยะไกลได้ทันที เพื่อร่วมกันทำงานและให้คำแนะนำได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

ในการทำงาน วิศวกรเทคนิคฮอตไลน์ของฟอร์ดสามารถควบคุมทิศทางของกล้อง จับภาพหน้าจอ พิมพ์หรือเขียนข้อความแสดงผลที่หน้าจอของแว่นตา RealWear ได้ในทันที และอุปกรณ์แว่นตาเสมือนจริงยังทำงานเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลระบบคลาวด์ (RealWear Foresight Cloud Services) ทำให้สามารถหาไฟล์เอกสารได้สะดวก รวดเร็ว เพื่อส่งการสนับสนุนและช่วยเหลือทั้งในรูปแบบข้อมูล คำแนะนำ และไดอะแกรมวงจรต่างๆ กลับมาได้ทันทีที่หน้าจอของแว่นตา RealWear ที่ช่างเทคนิคสวมใส่

นวัตกรรมเทคโนโลยีช่วยเหลือระยะไกลด้วยแว่นอัจฉริยะคุณภาพสูง เป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาและยกระดับการให้บริการแก่ลูกค้าของฟอร์ด การทำงานร่วมกันผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริงนี้ยังช่วยลดการเดินทางของวิศวกรภาคสนามในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้การบริการลูกค้าสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ฟอร์ดการันตีความใส่ใจ และพร้อมมอบความอุ่นใจสุงสุดให้กับลูกค้าในทุกการขับขี่ ให้ลูกค้าสบายใจได้ว่ารถยนต์ฟอร์ดของลูกค้าพร้อมที่จะเดินทางไปทุกที่ และฟอร์ดพร้อมจะดูแลเคียงข้างลูกค้าไปตลอดอายุการใช้งาน ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดบริการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th

BMW Group จับมือองค์กรชั้นนำร่วมให้บริการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้แก่ประชาชนในกรุงเทพฯ

0

ด้วยความมุ่งมั่นในการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือในช่วงวิกฤติ โควิด-19 ในประเทศไทย และสืบเนื่องจากการจัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด-19 (และโรคระบาดต่าง ๆ) บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย HackVax Open Design บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลนิธิซิโก้ QueQ กลุ่มออร์แกไนเซอร์ จิตอาสา และโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้ร่วมมือในการให้บริการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้แก่ประชาชนในกรุงเทพฯ และจะขยายขอบเขตเพิ่มเติมในพื้นที่อื่นๆ เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการตรวจเชิงรุกเพื่อร่วมยับยั้งและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อดังกล่าว

สำหรับการให้บริการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เชิงรุกในเขตกรุงเทพมหานครครั้งนี้จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 4-9 สิงหาคม 2564 ครอบคลุมจุดให้บริการ ได้แก่

  1. วันที่ 4 สิงหาคม 2564 ที่วัดหนัง เขตจอมทอง (จองเฉพาะในชุมชนพื้นที่และขณะนี้เต็มแล้ว)
  2. วันที่ 5 สิงหาคม 2564 ที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ เขตบางแค (จองผ่าน QueQ)
  3. วันที่ 6 สิงหาคม 2564 ที่วัดแก้วฟ้าจุฬามณี เขตบางซื่อ (จองผ่าน QueQ)
  4. วันที่ 7 สิงหาคม 2564 ที่วัดยาง เขตอ่อนนุช บางนา สวนหลวง (จองเฉพาะในชุมชนพื้นที่)
  5. วันที่ 8 สิงหาคม 2564 ที่วัดแสงเกษม เขตหนองจอก (จองผ่าน QueQ)
  6. วันที่ 9 สิงหาคม 2564 (รอยืนยันสถานที่)

*หมายเหตุ สถานที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบรายละเอียดในแอป QueQ เพื่อตรวจสอบสถานที่ วัน และเวลา ที่ท่านสามารถลงทะเบียนได้

ผู้ประสงค์ที่จะเข้ารับการบริการสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ผ่านแอป QueQ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (เฉพาะผู้ที่มีสิทธิ์ในการตรวจเชื้อตามกำหนดของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ – สปสช.) และจะได้รับใบรายงานผล Rapid Antigen Test เพื่อเป็นหลักฐานการเข้ารับการตรวจเชื้อ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการการจำกัดระยะห่างทางสังคม จึงกำหนดจำนวนผู้ที่สามารถเข้ารับตรวจไว้ตามรายละเอียดในแอป QueQ

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังได้ร่วมมอบรถ X1 xDrive20d และรถ MINI Cooper S Countryman รวม 6 คัน เพื่อร่วมสนับสนุนภารกิจครั้งนี้ และอำนวยความสะดวกให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และทีมงานในช่วงระหว่างการให้บริการดังกล่าวอีกด้วย

วอลโว่ คาร์ เปิดกลยุทธ์การขาย ฝ่าวิกฤติโควิด-19 “Change Today for a Better Future”

0

วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) เผยกลยุทธ์การขายปี 2021 เดินหน้าเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) เพื่อมอบบริการบนเครือข่ายดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบ (Digital Services) เปิดตัวศูนย์บริการลูกค้ารูปแบบใหม่ Customer Relations Center (CRC) สัมผัสการบริการแบบครบวงจรให้ความรู้สึกปลอดภัยตลอดการเดินทาง และ ยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับโชว์รูมบนมาตรฐาน Volvo Retail Experience (VRE) รวมถึงบริการซ่อมบำรุงระดับพรีเมียม Volvo Personal Service (VPS) สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมเปิดตัวรถยนต์พลังไฟฟ้าทั้งแบบ Plug-in Hybrid และ Pure Electric ตามแผนธุรกิจระยะ 10 ปีของวอลโว่ เพื่อมุ่งสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์พลังงานสะอาดระดับพรีเมียมของโลกภายในปี 2030

ตลอดปี 2020 ที่ผ่านมา วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย มียอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ 1,824 คัน โดยเป็นลูกค้าองค์กร 26% ส่วนการจำหน่ายรถยนต์มือสองภายใต้มาตรฐาน Volvo Selekt Used Cars มีอัตราลดลงเพียง 10% สำหรับรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในปีที่ผ่านมา ได้แก่รุ่น XC40 คิดเป็น 30% ของยอดจำหน่ายรวม อันดับสองคือรุ่น XC60 คิดเป็น 26% และอันดับสามคือรุ่น V60 คิดเป็น 16% โดยรุ่นที่น่าจับตามองคือรุ่น S60 ซึ่งเปิดตัวในช่วงการแพร่ระบาดอย่างหนักของโรคระบาดโควิด-19 แต่ยังสามารถจำหน่ายได้นับร้อยคันทันทีที่เปิดจอง

นายภัทรพงษ์ อชะปาละศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ  บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด สรุปการดำเนินธุรกิจของวอลโว่ ประเทศไทยในปีที่ผ่านมาว่า “วิกฤติการณ์ในปี 2020 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลก สำหรับวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เรามีการตั้งรับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ด้วยการยกระดับช่องทางการสื่อสารออนไลน์และมาตรฐานด้านสุขอนามัยในศูนย์บริการทุกแห่งเพื่อเพิ่มความมั่นใจและความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า ซึ่งทำให้เราสามารถจำหน่ายรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดระดับพรีเมียมได้เกือบ 2,000 คัน โดยลดลงจากปี 2019 เพียง 13% เท่านั้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่าผู้บริโภครายย่อยยังคงเชื่อมั่นในประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของรถยนต์วอลโว่อย่างมาก”

สำหรับการดำเนินงานด้านการยกระดับคุณภาพของศูนย์บริการในปี 2020 วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย สามารถขยายเครือข่ายโชว์รูมพันธมิตรเพิ่มอีก 3 แห่ง และยังสามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานของโชว์รูมและศูนย์บริการพันธมิตรทุกสาขาให้สอดคล้องตามมาตรฐาน Volvo Retail Experience (VRE) ทุกขั้นตอน

การปรับกลยุทธ์การขายปี 2021

ภายใต้แนวคิด “Change Today for a Better Future”

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเป็นตัวกระตุ้นหลักที่ทำให้วอลโว่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นในด้านผลิตภัณฑ์ การให้บริการของโชว์รูมและศูนย์ซ่อมบำรุง ไปจนถึงระบบสนับสนุนของศูนย์บริการลูกค้า Customer Relations Center (CRC) เพื่อให้ตอบรับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งร่วมสร้างสรรค์อนาคตที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้คน ตามแนวคิด Change Today for a Better Future”

  • การเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของแบรนด์

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้เปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบรุ่นแรก Volvo XC40 Recharge Pure Electric ซึ่งสร้างกระแสความตื่นตัวด้านรถยนต์พลังไฟฟ้าในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างมาก ทั้งยังจับมือเป็นพันธมิตรกับ EA Anywhere ผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ระบบไฟฟ้าของเมืองไทย ซึ่งมีสถานีชาร์จไฟกว่า 1,000 จุดทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้เดินทางไกลได้อย่างไร้กังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จไฟ และปูทางสู่อนาคตรถยนต์พลังไฟฟ้าที่ยั่งยืน

  • ขยายเครือข่ายผู้จัดจำหน่าย และ ยกระดับศูนย์บริการซ่อมบำรุงต่อเนื่อง

นอกจากการขับเคลื่อนโชว์รูมทุกแห่งให้สามารถมอบบริการตามมาตรฐาน Volvo Retail Experience (VRE) ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้เปิดตัวผู้จัดจำหน่ายรายใหม่อย่างเป็นทางการ จำนวน 3 ราย ได้แก่ 14 Auto Marque เขตจอมทอง, Newton Prestige Auto เขตตลิ่งชัน และ Phranakorn Swedish Car สาขาลาดพร้าว และอีก 1 ราย ล่าสุด GT Auto สาขาพัทยา เมื่อเร็วๆนี้ ต่อมาในเดือนกรกฎาคม ยังประกาศให้ ศูนย์บริการวอลโว่ของเอ็มดับบลิว มอเตอร์วัน ผ่านการรับรองมาตรฐาน Volvo Personal Service (VPS) อย่างเป็นทางการ โดยวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นยกระดับโชว์รูมและศูนย์บริการทุกแห่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะได้รับบริการบนมาตรฐานระดับโลกจากศูนย์บริการรถยนต์วอลโว่ทุกสาขาในประเทศไทย

  • ศูนย์บริการลูกค้า Customer Relations Center (CRC) เพื่อมอบ Digital Services เต็มรูปแบบ

ไม่เฉพาะการอัปเกรดผลิตภัณฑ์ วอลโว่ยังยกระดับประสิทธิภาพของศูนย์บริการลูกค้า สู่การเป็นศูนย์บริการลูกค้าระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ ให้เป็นมากกว่าสายด่วนตอบข้อซักถามทั่วไป  Customer Relations Center (CRC)” ในรูปแบบศูนย์ข้อมูลกลาง และการประสานงานผ่านเครือข่ายดิจิทัล รองรับทั้งการจำหน่ายรถยนต์วอลโว่พลังงานไฟฟ้า (Pure Electric) ผ่านระบบออนไลน์แบบ Site To Store รวมถึงการทำธุรกรรมทั้งก่อนและหลังการขาย โดยมีฟีเจอร์หลักคือ การรับแจ้งเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่ง CRC จะทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอัจริยะในรถยนต์วอลโว่เพื่อรับสัญญาณแจ้งเหตุอัตโนมัติพร้อมข้อมูลพิกัดรถยนต์ เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีในทุกสถานการณ์ CRC จึงทำหน้าที่เปรียบเหมือนผู้ช่วยดิจิทัลที่คอยดูแลลูกค้าวอลโว่ตลอดการเดินทาง

ช่องทางจำหน่ายที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์วันนี้

วอลโว่เพิ่มช่องทางการขายให้มีความหลากหลายเพื่อตอบรับกับมาตรการเว้นระยะห่างของผู้คนในปัจจุบัน โดยนำเสนอทั้งช่องทาง LINE Official Account และ การสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ www.volvocars.com/th โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้าซึ่งมีบริการ Site To Store โดดเด่นด้วยฟังก์ชั่นที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถออกแบบรถยนต์ไฟฟ้าในฝันได้โดยไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ หากพึงพอใจ สามารถสั่งซื้อและนัดหมายรับรถยนต์วอลโว่ที่ผู้จัดจำหน่ายสาขาใกล้บ้านได้อย่างรวดเร็ว โดย CRC จะคอยดูแลประสานงานเพื่อให้ธุรกรรมทุกขั้นตอนถูกต้อง เรียบร้อย และสะดวกรวดเร็วสำหรับลูกค้ามากที่สุด

เป้าหมายกลยุทธ์การขายในปี 2021

สถานการณ์โควิด-19 ยังคงส่อแววยืดเยื้ออีกเป็นเวลานานและจะทำให้ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าและการทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้น วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย จึงเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์การดำเนินงานสู่ระบบดิจิทัลคือแนวทางที่ตอบโจทย์กับสถานการณ์ในปัจจุบันและจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ในอนาคต

นอกจากนี้ รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ที่บริษัทฯ มีแผนจะทยอยเปิดตัวในระยะเวลาอันใกล้นี้ จะช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์วอลโว่ในปี 2021 ได้อย่างมีนัยสำคัญ

แผนการดำเนินงานระยะยาว 10 ปีสู่อนาคตแห่งพลังงานสะอาด

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย กำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของวอลโว่ คาร์ คอร์เปอร์เรชั่น นั่นคือภายในปี 2025 นั้น 50% ของยอดจำหน่ายรถยนต์วอลโว่ต้องมาจากรถยนต์พลังไฟฟ้า100% และภายในปี 2030 รถยนต์ทุกรุ่นที่วอลโว่จำหน่ายจะต้องเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้า100% เท่านั้น

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตของผู้คนอย่างมาก ทำให้เราตระหนักว่า การปรับปรุงผลิตภัณฑ์เพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกวันนี้ กลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานสู่ระบบดิจิทัลของวอลโว่จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวของการพัฒนาครั้งสำคัญ เพื่อให้แบรนด์วอลโว่สามารถเชื่อมโยงและเข้าถึงลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เฉพาะเพื่อรองรับการจำหน่ายเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการมอบความสะดวกสบายและดูแลความปลอดภัยให้กับลูกค้าผู้ใช้รถยนต์วอลโว่ตลอด 24 ชั่วโมง กล่าวได้ว่าทิศทางของวอลโว่ในปีนี้คือการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและบริการบนเครือข่ายดิจิทัล เพื่อให้เราเข้าใกล้และเข้าใจผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น สมกับปรัชญาหลักในการทำงานของเรา People are the Core of Everything We Do”  นายภัทรพงษ์ อชะปาละศิริ กล่าว

สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณธ์และรายชื่อศูนย์บริการวอลโว่ได้ที่สายด่วน 02-305-4499 โดยสามารถดูข่าวสารกิจกรรมล่าสุดของบริษัทได้ที่เว็บไซต์ www.volvocars.com/th

“เบนซ์ไพรม์มัส” เดินหน้าฝ่าวิกฤต ครึ่งปีแรก ปรับแผนรุกออนไลน์ ดันยอดทะลุเป้ากว่า 28.5%

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” เดินหน้าฝ่าวิกฤต ปรับแผนรุกตลาดออนไลน์ ดันยอดขาย ครึ่งปีแรกทะลุเป้ากว่า 28.5% พร้อมเปิดเกมเร่งสร้างยอดครึ่งปีหลัง จัดแคมเปญ StarFest 2021 ฟรี! MBSP 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง หรือผ่อน 0% นาน 48 ด. ประกันชั้น 1 นาน 2 ปี ฟรี! พร้อมขยายแคมเปญรับหน้าฝน ตรวจเช็คฟรี 72 รายการ เริ่ม 1 ส.ค. – 30 ก.ย.64 เฉพาะที่เบนซ์ไพรม์มัส 

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างรุนแรง รวมถึงเศรษฐกิจในภาพรวม แต่ด้วยนโยบายของภาครัฐที่มีการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และการกระจายการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนในวงกว้าง ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลทำให้ยอดขายรถโดยรวมเติบโตเพิ่มขึ้น 13.6% หรือตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 3.73 แสนคัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ด้านผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก ของ “เบนซ์ไพรม์มัส” มียอดขายเพิ่มขึ้น 26.2 % เมื่อเทียบกับยอดขายในช่วงเดียวกันของปี 2563 และเติบโตกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 28.5% แบ่งเป็นกลุ่มรถ Passenger Car เติบโต 31.5 และกลุ่มรถ AMG เติบโต 9.6% โดยรุ่นหลักที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่  รถในกลุ่ม E-Class, Compact Car  และ SUV ตามลำดับ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์เช่นนี้

ทั้งนี้ เป็นผลจากแนวนโยบายที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) และการปรับแผนธุรกิจที่สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน โดยมุ่งสร้างประสบการณ์และความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าที่เข้ารับบริการทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย ผนวกกับบริษัทแม่มีการนำเสนอรถรุ่นใหม่ที่ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภค และการสนับสนุนกลยุทธ์การจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น ทำให้เป็นรากฐานสำคัญในการผลักดันยอดขายของ “เบนซ์ไพรม์มัส”

สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง “เบนซ์ไพรม์มัส” ยังคงเดินหน้าดำเนินงานตามแผนธุรกิจที่กำหนดไว้ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย และการปรับปรุงรูปแบบการบริการใหม่ๆ ให้มีประสิทธิภาพและครบวงจรมากขึ้น เพื่อเป้าหมายของการเป็น Top of Mind ของลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ในประเทศไทย

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณลูกค้าที่เข้าเยี่ยมชมโชว์รูมและศูนย์บริการ ลดลงกว่า 20%

แต่ลูกค้าที่เข้ารับบริการส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มที่ศักยภาพและกำลังการซื้อสูง ทำให้ยอดขายของ “เบนซ์ไพรม์มัส” เติบโตกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งให้ความสำคัญกับช่องทางการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น ทำให้รองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว และครอบคลุมทุกการบริการ ทั้งมีกำหนดแผนการดำเนินงานที่สอดรับกับมาตรการด้านสุขอนามัยควบคู่กับการบริการหลังการขายที่ครบวงจร ทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ส่วนในช่วงครึ่งปีหลัง “เบนซ์ไพรม์มัส” ยังคงเดินหน้ากระตุ้นตลาดรถหรู และเร่งสร้างตัวเลขยอดขาย ด้วยการจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย “StarFest 2021” กับข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2564 เฉพาะที่โชว์รูมและศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส”  โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.ฟรี! โปรแกรมบำรุงรักษา MBSP แพ็คเกจ Compact 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมรับบัตรกำนัลส่วนลดผลิตภัณฑ์ MB Accessories มูลค่า 10,000 บาท เมื่อเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz C-Class, Mercedes-Benz GLC และ Mercedes-Benz E-Class

2.ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี เมื่อเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz A200 Progressive และ A200 AMG Dynamic

3.ผ่อน 0% นาน 48 เดือน พร้อมประกันภัยชั้น 1 นาน 2 ปี ฟรี!  หรือเลือก รับประกันภัยชั้น 1 นาน 2 ปี พร้อมการรับประกันคุณภาพ Warranty นาน 5 ปี ฟรี! เมื่อเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-AMG C43 Coupe

4.ผ่อนฟรี! ดอกเบี้ย นาน 48 เดือน พร้อม ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี  หรือเลือก รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1 นาน 2 ปี พร้อมการรับประกันคุณภาพ Warranty นาน 5 ปี เมื่อเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-AMG CLS53

นอกจากนี้ ได้ขยายแคมเปญด้านบริการหลังการขาย โดยมอบความห่วงใยและความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนในช่วงฤดูฝน ด้วยข้อเสนอพิเศษดังนี้

-ฟรี! ตรวจเช็กสภาพรถยนต์ 72 รายการ พร้อมบริการฉีดพ่นฆ่าเชื้อไวรัส

-รับส่วนลดอะไหล่แท้สูงสุด 20% (เฉพาะอะไหล่แท้ที่ร่วมรายการ)

-ฟรี! ติดตั้ง MmA พร้อม activate  (เฉพาะรถยนต์ที่ติดตั้งได้ และไม่เคยติดตั้ง MmA) เมื่อมียอดค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้า หรือเข้ารับบริการหลังการขาย

-รับส่วนลด Excess สูงสุด 100% พร้อม Service Voucher มูลค่า 1,000 บ. เมื่อนำรถยนต์เข้ารับบริการซ่อมสีและตัวถัง (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)

-รับ Premium Gift ฟรี! ทันที เมื่อนำรถยนต์เข้ารับบริการ และมียอดค่าใช้จ่ายต่อใบเสร็จ ตั้งแต่ 5,000 บ. ขึ้นไป

พิเศษ! บริการรับ-ส่งรถยนต์เข้าศูนย์บริการ  (Pick up & Delivery Service) ฟรี! เมื่อนำรถเข้ารับบริการซ่อมบำรุง หรือติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่ง ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม  – 30 กันยายน นี้ เฉพาะที่ “เบนซ์ไพรม์มัส”  เท่านั้น

ผู้สนใจติดต่อนัดหมายบริการได้ที่ bit.ly/primussvc  หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร.02 095 5555 หรือ LINE: https://bit.ly/primusla (@benzprimus) หรือ Facebook : https://www.facebook.com/benzprimusautohaus (@benzpaimusautohaus)

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ร่วมฝ่าวิกฤติโควิด-19 กับ “GWM : GO WITH ME, GO TOGETHER” จับมือ Food For Fighters พร้อมสนับสนุนเงินทุน 1 ล้านบาท

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ร่วมยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วยโครงการ “GWM : GO WITH ME, GO TOGETHER รวมหัวใจพร้อมก้าวผ่านทุกวิกฤติไปด้วยกัน” พร้อมมอบเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่เครือข่ายอาสาสมัคร Food For Fighters (FFF) เพื่อเป็นทุนสำหรับจัดเตรียมอาหารและของอุปโภคบริโภค เพื่อส่งมอบแก่บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือตามพื้นที่ชุมชนต่างๆ พร้อมสนับสนุนรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV จำนวน 5 คันเพื่อใช้ในการส่งมอบอาหารและถุงยังชีพอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเปิดพื้นที่ออนไลน์เพื่อช่วยโปรโมทร้านอาหารและกิจการของผู้ประกอบการรายย่อย และเชิญชวนสื่อมวลชน พาร์ทเนอร์ ลูกค้าและแฟนๆ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ร่วมบริจาคและทำกิจกรรมเพื่อสังคม พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือให้คนไทยก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน

ประเทศไทยยังคงเผชิญกับวิกฤติการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน
สร้างผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข ตลอดจนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ องค์กรต่างๆ จากหลายภาคส่วน รวมถึง
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น และต่างเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความช่วยเหลือให้ทุกคนสามารถร่วมก้าวผ่านวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ไปให้ได้โดยเกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้จับมือกับ Food For Fighters (FFF) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งเป็นสื่อกลางในการช่วยจัดหาอาหารและสิ่งของจำเป็นให้กับบุคลากรทางการแพทย์ รวมไปถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อโควิด-19 และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือตามพื้นที่ชุมชนต่างๆ
ได้อย่างทั่วถึงและเป็นระบบ อีกทั้งยังเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ทั้งการลดการใช้พลาสติก
รวมไปถึงการใช้ยานพาหนะที่ประหยัดพลังงานและลดการสร้างมลภาวะ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางในการดำเนินธุรกิจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

มร. เอลเลียต จาง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย เผยว่า “ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เรายังคงเห็นน้ำใจของคนไทยที่มีให้แก่กันอย่างไม่ขาดสาย เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในช่วงเวลานี้ เรายินดีที่จะให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ อย่างเต็มที่เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้คนไทยสามารถก้าวผ่านสถานการณ์อันยากลำบากนี้ไปด้วยกัน และเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เราได้ร่วมมือและสนับสนุนการทำงานกับ Food For Fighters (FFF) ผ่านโครงการ GWM : GO WITH ME, GO TOGETHER ด้วยการมอบเงินทุนและให้การสนับสนุนรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV เพื่อใช้ในการขนส่งอาหารและสิ่งจำเป็นต่างๆ นอกจากนี้ เรายังได้มีการเปิดพื้นที่ออนไลน์บน Social Media ของเรา เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้ามาประชาสัมพันธ์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อีกทั้ง เราจะเชิญชวนพนักงานของเรา รวมไปถึงพันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้า และแฟนๆ ของเรา ให้มาร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมกับเกรท วอลล์ มอเตอร์
ทั้งการบรรจุและส่งมอบอาหารและถุงยังชีพให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในพื้นที่ต่างๆ เรายินดีและขอขอบคุณทาง FFF ที่เปิดโอกาสให้เราได้เข้ามามีส่วนช่วยเหลือคนไทย รวมไปถึงช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของ FFF ให้ราบรื่นด้วยผลิตภัณฑ์ของเราที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการกระจาย
ความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมการทำงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี”

สำหรับโครงการ GWM : GO WITH ME, GO TOGETHER รวมหัวใจพร้อมก้าวผ่านทุกวิกฤติไปด้วยกัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้สนับสนุนเงินทุน จำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่ Food For Fighters ในการบริหารจัดการซื้อวัตถุดิบประกอบอาหารหรืออาหารกล่องจากร้านค้าท้องถิ่นหรือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และสนับนสนุนรถยนต์อเนกประสงค์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV จำนวน 5 คัน เพื่อใช้ในการส่งมอบอาหารและถุงยังชีพ รวมถึงการดำเนินงานอื่นๆ ของทางองค์กร โดยรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV มาพร้อมกับเครื่องยนต์ไฮบริด ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงาน และประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งอาหาร
มีเทคโนโลยีที่มอบความปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยคณะผู้บริหารระดับสูงของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย ได้เดินทางไปยังหน่วยงานของ Food For Fighters เพื่อส่งมอบการสนับสนุนดังกล่าว โดยมี
นางสาวพันชนะ วัฒนเสถียร ผู้ก่อตั้งโครงการ Food For Fighters และนายมกร พงษ์ธนพฤกษ์ เลขาธิการสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) เป็นผู้รับมอบและให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
ร่วมด้วยสื่อมวลชน พาร์ทเนอร์ ลูกค้า และแฟนๆ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่มาร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ทั้งการช่วยเตรียมอาหาร แพ็คอาหารและถุงยังชีพ รวมไปถึงช่วยขับรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV เพื่อขนส่งอาหารและสิ่งจำเป็นไปส่งมอบยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งคณะผู้บริหารของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ สื่อมวลชน พาร์ทเนอร์ ลูกค้า และแฟนๆ จะทยอยกันหมุนเวียนมาลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือการทำงานของ FFF ตลอดเดือนสิงหาคม ภายใต้มาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังเปิดพื้นที่ใน Facebook Page : GWM Thailand โดยการเปิดโพส “ฝากร้าน”
เป็นประจำทุกสัปดาห์ตลอดเดือนสิงหาคม เพื่อให้เจ้าของร้านอาหารและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้ามาประชาสัมพันธ์ได้ภายใต้คอมเม้นท์ของโพส โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โดยแฟนๆ ในเพจสามารถช่วยอุดหนุนร้านที่ถูกใจได้เช่นกัน นอกจากนี้ แฟนๆ สามารถร่วมบริจาคสบทบทุนให้กับ Food For Fighters ได้ โดยเกรท วอลล์ มอเตอร์ขอเป็นส่วนหนึ่งในการมอบคะแนน GWM Point ให้กับลูกค้าและแฟนๆ ของเรา โดยทุกๆ การบริจาค 1 บาท เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยินดีมอบคะแนน GWM Point ให้ 1 คะแนน ซึ่งลูกค้าสามารถส่งสลิปการบริจาคมาที่ Inbox ของเพจ GWM Thailand เพื่อรับคะแนนสำหรับแลกของที่ระลึกและบริการต่างๆ ใน GWM Application ได้

ผู้ที่สนใจยังสามารถร่วมบริจาคสมทบทุนให้กับทาง Food For Fighters ได้ที่ มูลนิธิคุวานันท์ ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 109-249780-3 และสามารถส่งหลักฐานการบริจาคเงินได้ที่ Line ID : @foodforfighters เพื่อขอเอกสารการลดหย่อนภาษี และยังสามารถร่วมบริจาคอาหาร วัตุดิบสำหรับการประกอบอาหาร สิ่งของเครื่องใช้ เต้นท์สนาม รวมไปถึงยาสมุนไพร หน้ากากอนามัย ถังออกซิเจน หรือสิ่งอุปโภคบริโภคอื่นๆ เพิ่มเติม ได้ที่ Food For Fighters สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สนจ.) เลขที่ 254 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Food For Fighters ได้ที่ Call Center : 02-016-9910 ทุกวัน เวลา 9.00 – 17.00 น.

ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Mobility Technology Company) เกรท วอลล์ มอเตอร์ ไม่เพียงแต่มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่ช่วยสร้างประสบการณ์การขับขี่และบริการรูปแบบใหม่ให้กับผู้บริโภคชาวไทย แต่ยังยึดมั่นและให้ความสำคัญกับการตอบแทนสังคมการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ตลอดจนพร้อมให้การสนับสนุนและนำเอาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมมาช่วยต่อยอดและสร้างประโยชน์ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์ต่างๆ อย่างเต็มที่ เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เกื้อกูลกันให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น และพร้อมร่วมก้าวผ่านทุกวิกฤติไปด้วยกันกับคนไทยทุกคน

บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน “GAC” และ “Huawei” จับมือกันพัฒนารถเอสยูวีอัจฉริยะ

0
Chinese Giants GAC and Huawei Will Work Together to Develop a Smart SUV

บริษัท GAC Group ได้ประกาศโครงการความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Huawei เพื่อพัฒนา “รถเอสยูวีอัจฉริยะ” โดยมีเป้าหมายในการผลิตในปริมาณมากให้ได้ภายในสิ้นปี 2566

รถเอสยูวีดังกล่าวจะเป็นผลิตภัณฑ์แรกที่ทั้งสองบริษัทร่วมกันผลิตขึ้น โดยเป็นรถเอสยูวีพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบขนาดกลาง-ใหญ่ ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพ พร้อมมอบศักยภาพด้านพลังงานใหม่อันน่าตื่นตาตื่นใจ และระบบขับขี่อัตโนมัติระดับ Level 4 

GAC Group อ้าแขนรับและส่งเสริมการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีอันครอบคลุมในยานยนต์ของบริษัท ส่วน Huawei เป็นผู้นำระดับโลกในเทคโนโลยีหลากหลายประเภท ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้สร้างสรรค์ยานยนต์อัจฉริยะและแพลตฟอร์มดิจิทัลรุ่นใหม่ โดยรถเอสยูวีดังกล่าวและรถรุ่นอื่นในอนาคตจะใช้แพลตฟอร์มแชสซี GEP.30 ของ GAC และสถาปัตยกรรม CCA (Computing and Communication Architecture) ของ Huawei รวมถึงโซลูชันยานยนต์อัจฉริยะเต็มรูปแบบของ Huawei

 

นับตั้งแต่ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เมื่อปี 2560 GAC และ Huawei ก็ได้ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

เมื่อเดือนกันยายน 2563 ที่กว่างโจว ทั้งสองบริษัทได้ลงนามข้อตกลงเพื่อยกระดับความร่วมมือ โดยมุ่งเน้นไปที่สถาปัตยกรรมการประมวลผลและการสื่อสาร ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนายานยนต์ที่เน้นใช้ซอฟต์แวร์

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ GAC ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการพัฒนายานยนต์พลังงานไฟฟ้าและในภาคส่วนต่าง ๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีพลังงานใหม่ นอกจากนี้ GAC Group ยังทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนา โดยลงทุนหลายพันล้านหยวนในศูนย์วิจัยและพัฒนาทั่วโลก

ตลาดยานยนต์พลังงานไฟฟ้าเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งทั่วโลก โดยมีข้อมูลที่คาดการณ์ว่าตลาดยานยนต์พลังงานไฟฟ้าทั่วโลกจะขยายตัวเกือบห้าเท่าในช่วงปี 2559-2570 และมีอัตราการเติบโตต่อปี 20% ทั้งนี้ GAC Group พร้อมรับเทรนด์ดังกล่าวด้วยการสร้างสรรค์ยานยนต์ที่สะอาดขึ้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และดีขึ้น โดย GAC MOTOR ตั้งเป้าผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2568

การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยานยนต์ต้องการรถยนต์อัจฉริยะและรถยนต์ที่สร้างสรรค์โดยจีน ด้วยเทคโนโลยีใหม่ กระบวนการใหม่ และวัสดุใหม่ รวมถึงการผลิตอัจฉริยะและการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างครอบคลุม GAC และ Huawei ตั้งเป้าว่าจะผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้า 8 รุ่น และหลายซีรีส์ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ในราคาที่ถูกลง

มาสด้าร่วมแบ่งปันน้ำใจสานต่อโครงการ “มาสด้า ปันสุข” จัดตั้ง “ตู้ปันสุข” ทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของคนไทย

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย พร้อมด้วยผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศเดินหน้าสานต่อโครงการแบ่งปันน้ำใจสู่ชุมชน “มาสด้า ปันสุข ปี 2” จัดตั้ง “ตู้ปันสุข” หน้าโชว์รูมรถยนต์มาสด้าตลอดเดือนสิงหาคม 2564 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแบ่งปันอาหาร ยาสามัญประจำบ้าน และของใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีพให้แก่ประชาชนทั่วประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการระบาดของโควิด-19 และร่วมแบ่งปันสิ่งดีๆ คืนกลับสู่สังคม ควบคู่กับการวางมาตรการเพิ่มความปลอดภัยด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด พร้อมยืดหยัดให้การช่วยเหลือผู้คนตลอดไปเพื่อให้คนไทยทุกคนก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี ที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขึ้นในประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ด้วยความมุ่งหวังที่อยากให้คนไทยก้าวผ่านสถานการณ์ความยากลำบากครั้งนี้ไปได้ด้วยกันอีกครั้ง มาสด้าจึงลุกขึ้นมาทำกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคม ผ่านโครงการ “มาสด้า ปันสุข ปี 2” ด้วยการจัดตั้ง “ตู้ปันสุข” ที่บริเวณด้านหน้าโชว์รูมรถยนต์มาสด้า เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแบ่งปันสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีพให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนทั่วประเทศ โดยจะเริ่มดำเนินการระหว่างวันที่ 1-31 สิงหาคม 2564 เพราะมาสด้าเชื่อมั่นว่าด้วยการสนับสนุนเพียงคนละเล็กคนละน้อยจากทุกภาคส่วนจะก่อเกิดเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นกำลังใจให้เราทุกคนก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันอีกครั้ง

โครงการ “มาสด้า ปันสุข” ได้ริเริ่มขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2563 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแบ่งปันน้ำใจและให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ด้วยการจัดตั้ง “ตู้ปันสุข” ณ บริเวณด้านหน้าโชว์รูมรถยนต์มาสด้าทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแบ่งปันสิ่งของเครื่องอุปโภคและบริโภค อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ ยาสามัญประจำบ้าน และสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถนำสิ่งของเหล่านี้กลับไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ พร้อมกันนี้ มาสด้าขอเชิญชวนผู้มีจิตอาสาร่วมแบ่งปันน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ในครั้งนี้ด้วยกัน ด้วยการนำสิ่งของต่างๆ มาร่วมสมทบในตู้ปันสุข โดยมาสด้าวางมาตรการเพื่อความปลอดภัยทางด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ด้วยการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ “ตู้ปันสุข” ทุก 1-2 ชั่วโมง และวางมาตรการเว้นระยะห่างจากการสัมผัสให้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจและปลอดภัยจากโรคโควิด-19

ทั้งนี้ มาสด้าขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเกื้อกูลสังคมไทย ให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ไปด้วยกัน มาสด้าให้คำมั่นสัญญาว่าจะเดินหน้าให้การช่วยเหลือคนไทยทุกคนในทุกสถานการณ์ความยากลำบากอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข ตามวิสัยทัศน์ระยะยาวของมาสด้า “Sustainable Zoom-Zoom 2030” เพื่อโลก เพื่อสังคม และเพื่อผู้คน ตลอดไป

รถสปอร์ตระดับตำนาน ฟอร์ด มัสแตง เพิ่มสีเทาใหม่ ‘คาร์บอนไนซ์ เกรย์’

0

รถสปอร์ตที่ขายดีที่สุดในโลก ฟอร์ด มัสแตง เพิ่มสีใหม่ สีเทา คาร์บอนไนซ์ เกรย์ เสริมมาดเข้มสไตล์สปอร์ต พร้อมวางจำหน่ายสำหรับลูกค้าในประเทศไทย 2 รุ่น คือรุ่นเครื่องยนต์วี 8 ขนาด 5 ลิตร และรุ่นเครื่องยนต์อีโคบู๊สต์ 2.3 ลิตร

ฟอร์ด ประเทศไทย ต่อยอดความสำเร็จและการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าที่หลงใหลในเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของรถสปอร์ตยอดนิยม ด้วยการปรับโฉมฟอร์ด มัสแตง ด้วยสีใหม่ ที่ยังมาพร้อมสมรรถนะยอดเยี่ยม เครื่องยนต์อันทรงพลัง อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะและออปชั่นเสริมที่ตอบโจทย์ความชื่นชอบและความต้องการของลูกค้าในประเทศไทย ด้วยดีไซน์ที่ปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยว มาพร้อมตัวเลือกขุมพลังเครื่องยนต์วี 8 ขนาด 5.0 ลิตร และ เครื่องยนต์อีโคบู๊สต์ขนาด 2.3 ลิตร ผสานระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัยแพดเดิ้ลชิฟท์

“ฟอร์ด มัสแตง ได้รับความนิยมจากลูกค้าชาวไทยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในปี 2561 เราภูมิใจนำเสนอรถสปอร์ตอเมริกันระดับตำนานในประเทศไทย พร้อมเพิ่มตัวเลือกสีเทาใหม่ คาร์บอนไนซ์ เกรย์ ที่เน้นความเท่ เข้ม สะดุดตา” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ฟอร์ด มัสแตง รุ่นนี้ยังคงเป็นรถที่ครบครันด้วยสมรรถนะและดีไซน์ปราดเปรียวอันเป็นเอกลักษณ์ สมกับตำแหน่งรถสปอร์ตคูเป้ที่ขายดีที่สุดในโลก 6 ปีซ้อน”

การตกแต่งภายนอกอันโฉบเฉี่ยว

ฟอร์ด มัสแตง ทั้งสองรุ่นที่วางจำหน่ายในประเทศไทย มาพร้อมชุดแต่ง Performance Pack ที่ให้เฟืองท้ายแบบ Limited-Slip มอบความสนุกในการขับขี่บนเส้นทางคดเคี้ยว กันชนหลังและดิฟฟิวเซอร์เพิ่มการยึดเกาะถนนให้ดียิ่งขึ้น ท่อไอเสีย 4 ท่อพร้อมรองรับความแรงของเครื่องยนต์วี 8 ขนาด 5.0 ลิตร และมีสปอยเลอร์เป็นมาตรฐานในรุ่น GT

ไฟวิ่งกลางวันแบบ LED ไฟเลี้ยวและไฟท้าย 3 แถวอันเป็นเอกลักษณ์ของฟอร์ด มัสแตง มาพร้อมเทคโนโลยีไฟ LED ในขณะที่ฝาไฟหน้าออกแบบเพื่อสอดรับกับทรงสี่เหลี่ยมคางหมูของกระจังหน้าชิ้นบนอย่างลงตัว

สุดยอดสมรรถนะ

เครื่องยนต์วี 8 ขนาด 5.0 ลิตร ของฟอร์ด ได้รับการพัฒนาเพื่อมอบพละกำลังเร้าใจในการขับขี่ และรอบเครื่อง red line สูง ด้วยระบบหัวฉีดสองระบบ (Dual-Fuel) ที่ผสานระบบไดเร็คอินเจคชั่นแรงดันสูง (High-Pressure Direct Injection) และระบบฉีดเชื้อเพลิงที่ท่อแบบแรงดันต่ำ (Low-Pressure Port Fuel Injection) จึงให้กำลังสูงสุดถึง 449 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 529 นิวตันเมตร ที่ 4,600 รอบ/นาที ขณะที่เครื่องยนต์อีโคบู๊สต์ ขนาด 2.3 ลิตร ซึ่งประหยัดน้ำมันมากกว่า มอบขุมพลังสูงสุด 290 แรงม้าที่ 5,400 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 441 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที

ฟอร์ด มัสแตง ยังมีระบบ Electronic Line Lock ช่วยให้ผู้ขับขี่เบิร์นยางคู่หลังได้อย่างง่ายดาย พร้อมสำหรับการแข่งทางตรง (drag strip) ซึ่งระบบนี้ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทั้งในรุ่นเครื่องยนต์โคบู๊สต์ 2.3 ลิตร และรุ่นเครื่องยนต์ 5.0 ลิตร วี8 GT Coupe

ฟอร์ด มัสแตง มาพร้อมโหมดการขับขี่ 6 รูปแบบ เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับการควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว การตอบสนองของคันเร่ง รูปแบบการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ พวงมาลัยและการทำงานโหมดปรับระดับความดังของชุดท่อไอเสีย Active Valve Performance Exhaust System ให้เหมาะกับการขับขี่แบบต่างๆ ได้แก่

  • โหมดปกติ (Normal) สร้างความสมดุลระหว่างความสะดวกสบายและการตอบสนองที่ฉับไว เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น
  • โหมดสปอร์ต (Sport) ปรับการทำงานของคันเร่งและระบบบังคับเลี้ยวให้ตอบสนองเร็วขึ้น รวมถึงปรับการเปลี่ยนเกียร์ที่รอบสูงขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่สัมผัสสมรรถนะในการขับขี่บนเส้นทางที่คดเคี้ยวได้อย่างเต็มพลัง
  • โหมดแทร็ค (Track) ออกแบบมาเพื่อนักขับตัวจริงที่ต้องการนำฟอร์ด มัสแตง เข้าไปโลดแล่นในสนามแข่งซึ่งตัวรถจะต้องตอบสนองผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มที่ ระบบเสถียรภาพการทรงตัวจึงถูกปิดการทำงาน และมีการปรับคันเร่งให้ไวยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ขับขี่รีดสมรรถนะของฟอร์ด มัสแตง ได้ถึงขีดสุด
  • โหมดหิมะ/พื้นเปียก (Snow/Wet) ช่วยให้การควบคุมรถง่ายขึ้นเมื่อพื้นผิวถนนลื่น ระบบจะควบคุมให้การตอบสนองของคันเร่งช้าลงเพื่อป้องกันล้อหมุนฟรีหรือลื่นไถล โดยที่ผู้ขับขี่ยังสามารถสัมผัสกับสมรรถนะของฟอร์ด มัสแตง ได้อย่างเต็มที่
  • โหมดแข่งทางตรง (Drag Strip) เพื่อการขับขี่อย่างเต็มที่บนทางตรง ระบบจะช่วยให้รถออกตัวได้เร็วกว่าปกติ ด้วยการลดช่วงเวลาการเปลี่ยนเกียร์ ทำให้แรงบิดถูกส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มการยึดเกาะถนนขณะออกตัว
  • โหมด My Mode ให้ผู้ขับขี่เลือกตั้งค่าสมรรถนะการขับขี่และเสียงท่อไอเสียได้ตามต้องการ

ฟอร์ด มัสแตง ยังมอบความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ด้วยสวิชต์ปรับน้ำหนักพวงมาลัยที่ปรับได้ 3 รูปแบบ ได้แก่

  • แบบคอมฟอร์ท (Comfort) พวงมาลัยจะมีน้ำหนักเบาขึ้น เหมาะสำหรับการขับขี่ทางไกล เพื่อลดความเมื่อยล้าในการควบคุมพวงมาลัยเป็นระยะเวลานาน
  • แบบปกติ (Normal) เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน
  • แบบสปอร์ต (Sport) พวงมาลัยจะมีน้ำหนักมากขึ้น เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ขณะใช้ความเร็วสูง

นอกจากนี้ ฟอร์ด มัสแตง ยังมี Quiet Mode ที่เป็นมิตรต่อเพื่อนบ้าน สามารถตั้งค่าให้ท่อไอเสียเงียบได้ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อลดการรบกวนเพื่อนบ้านหรือผู้คนในชุมชน โดยเฉพาะเมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์วี 8 ขนาด 5.0 ลิตร อันทรงพลังในตอนเช้าตรู่

ห้องโดยสารภายในหรูหรา สะดวกสบาย

ภายในห้องโดยสารของฟอร์ด มัสแตง ตกแต่งอย่างหรูหราทันสมัยด้วยวัสดุที่ให้สัมผัสนุ่มสบาย พร้อมแผงหน้าปัดแสดงผลดิจิทัลขนาด 12.4 นิ้ว แสดงข้อมูลที่เหมาะสมกับโหมดขับขี่แต่ละโหมด ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในทุกการใช้งาน นอกจากนี้ เมื่อใช้งานฟีเจอร์ Electronic Line Lock ผู้ขับขี่ยังจะเห็นแอนนิเมชั่นแบบวิดีโอเกมเป็นครั้งแรกบนหน้าจอ 12.4 นิ้วอีกด้วย

ฟอร์ด มัสแตง มาพร้อมระบบเชื่อมต่อการสื่อสารและความบันเทิงภายใน SYNC3 พร้อมเชื่อมต่อและควบคุมสมาร์ทโฟน ระบบเครื่องเสียง Bang & Olufsen คุณภาพเสียงระดับพรีเมี่ยม พร้อมลำโพง 12 จุด สร้างพลังเสียงสุดกระหึ่มเพื่อเอาใจคนรักเสียงดนตรี ระบบนำทาง และระบบปรับอากาศด้วยการสั่งงานด้วยเสียงและการสัมผัสบนหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว โดยระบบ SYNC3 รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto™

 เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบาย

ฟอร์ด มัสแตง อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะมากมาย อาทิ ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อลดความรุนแรง และในบางกรณียังสามารถลดอัตราการชนยานพาหนะหรือคนเดินถนนจากด้านหน้ารถได้ รวมถึงระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control) และระบบเปิด-ปิด ไฟสูงอัจฉริยะ (Auto Hight Beam Control)

ฟอร์ด มัสแตง ที่จำหน่ายในประเทศไทย มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ สีส้ม ทวิสต์ ออเรนจ์ (Twist Orange) สีน้ำเงิน เวโลซิตี้ บลู (Velocity Blue) สีแดง เรซ เรด (Race Red) และใหม่ล่าสุด สีเทา คาร์บอนไนซ์ เกรย์ (Carbonized Grey)

ราคาจำหน่ายสำหรับฟอร์ด มัสแตง ทั้งสองรุ่น

  • ฟอร์ด มัสแตง 0L V8 GT Coupe Performance Pack ราคา 4,899,000 บาท
  • ฟอร์ด มัสแตง 3L EcoBoost Coupe Performance Pack ราคา 3,699,000 บาท

ฟอร์ด มัสแตงพร้อมให้ลูกค้าจองแล้ว ณ ผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ 7 แห่ง ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด

ลูกค้าฟอร์ด มัสแตง จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ด้วยแพ็กเก็จ ‘Ford Five Years Premium Care’ ที่มาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถนานสูงสุดถึง 5 ปี พร้อมบริการฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่ในการตรวจเช็คตามระยะ รวมถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี

สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฟอร์ด คอลเซ็นเตอร์ โทร. 1383 หรือบนเว็บไซต์ www.ford.co.th

จากสตาร์ท อัพ ในประเทศจีน สู่ ธุรกิจสื่อยานยนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

0

ตลาดยานยนต์ไทยเนื้อหอม ซีอีโอ AutoFun โรบิน ซู  เลือกเป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลุยธุรกิจยานยนต์แบบครบวงจร หลังสุดปังกับตลาดมาเลเซียและอินโดนีเซีย

ด้วยประสบการณ์ที่คร่ำหวอดในวงการเทคโนโลยีของประเทศจีนมากว่า 20 ปี เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของหัวเหว่ย และ อาลีบาบา กรุ๊ป คุณโรบิน ซู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ผู้ก่อตั้งAutoFun.co.th มองว่าตลาดยานยนต์ในประเทศไทยมีความน่าสนใจ เป็นตลาดที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้บริโภคมีกำลังซื้อที่ดี มีความหลากหลาย เหมาะสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์และการสร้างสรรค์เนื้อหา

ก่อนเริ่มดำเนินงาน AutoFun.co.th นั้น ทีมจากกวางโจว ประเทศจีนได้ร่วมทำงานกับทีมไทยเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ศึกษาอย่างรอบด้านเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ การตลาด และผู้บริโภค เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปกำหนดเป็นกลยุทธ์เชิงธุรกิจ และเมื่อเดือนมิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา  AutoFun.co.th ได้เปิดตัวกับผู้ใช้ชาวไทยอย่างเป็นทางการ

การทำงานในประเทศไทยของ AutoFun ในวาระครบรอบ 1 ปี ได้สร้างสรรค์เนื้อหาด้านยานยนต์ให้ครอบคลุม มีความทันสมัย สนุกสนาน ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นกับประเด็นต่างๆ ได้อย่างเปิดกว้าง ส่งผลให้มีผู้ใช้งานกว่า 930,000 ต่อเดือน อาทิ การทดลองขับรถแบบระยะยาว วิดีโอในรูปแบบ Vlog หรือ ซีรีย์สั้น ควบคู่กับการสร้างสรรค์เนื้อหาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งเฟสบุ๊ก (Facebook) ยูทูป (YouTube) และ ติ๊ก ต๊อก (Tik Tok) ที่มีผู้ติดตามให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแน่นอนเรายังคงเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มเว็บไซต์ที่แตกต่าง เพื่อก้าวสู่ความเป็นศูนย์รวมยานยนต์แบบครบวงจร ทั้งค้นหาข้อมูลและซื้อรถใหม่สำหรับผู้ใช้ในประเทศไทย

สำหรับแผนงานในอนาคตที่วางไว้ ประเทศไทยถือว่าเป็นตลาดสำคัญมากในแผนงานของ Mobvoayage ในอนาคต AutoFun และทีมงานในประเทศไทยจะได้รับการพัฒนาให้เป็น Hub ระดับโลกในด้านเนื้อหา และยานยนต์และการพัฒนาสินค้า ภายใน 2ปี เราจะยังคงเน้นทำตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยกลยุทธ์การนำเสนอเนื้อหาที่มีความน่าสนใจควบคู่ไปกับเทคโนโลยีสินค้าที่มีคุณค่าและมีนวัตกรรม เราจะนำความสำเร็จเหล่านั้นเป็นต้นแบบ ขยายไปสู่ตลาดยานยนต์ในประเทศอื่นๆ เพื่อเป็นศูนย์กลางให้ผู้ใช้รถทั่วโลกหารถที่สมบูรณ์แบบ และได้เสพเนื้อหาเกี่ยวกับยานยนต์อย่างเต็มที่

ในสถานการณ์ของการระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน AutoFun ได้ทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศไทยและได้ผลออกมาว่า ผู้บริโภคหันมาหาข้อมูลจากออนไลน์มากขึ้นเป็นอย่างมาก แถมความต้องการในการซื้อรถยนต์ไม่ได้ลดลง เพียงชะลอตัวเท่านั้น ซึ่งในอนาคตหากควบคุมโรคระบาดได้แล้ว การเดินทางของผู้คนก็จะเพิ่มมากขึ้น และจะทำให้ความต้องการการใช้รถจะมีเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

และจากผลการสำรวจดังกล่าว เรามั่นใจว่าข้อมูลเหล่านั้นจะเป็นกำลังใจในการทำงานให้กับสื่อยานยนต์ในประเทศไทย และในฐานะน้องใหม่ในวงการสื่อยานยนต์ ขอขอบคุณเพื่อนๆ สื่อทุกท่าน รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจในปัจจุบันและในอนาคตที่ให้ความร่วมมือกับ AutoFun อย่างดีเสมอมา

ในปัจจุบัน Mobvoyage มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กวางโจว ประเทศจีน มีสำนักงานภูมิภาค 3 แห่ง ได้แก่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในนาม WapCar และที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ในนาม AutoFun

ผู้ชื่นชอบยานยนต์ สามารถติดตาม AutoFun เว็ปไซต์ที่รวมเนื้อหา บทความ การรีวิว และการบริการแบบรอบด้านเกี่ยวกับยานยนต์ อาทิ การค้นหารถยนต์ การซื้อขายและการเป็นเจ้าของรถ ทุกสิ่งที่คุณต้องการสำหรับการมองหารถคันใหม่ที่สมบูรณ์แบบ ได้ที่ www.autofun.co.thหรือ Facebook : AutoFun Thailandและ Youtube : AutoFun Thailand