Home Blog Page 360

CP FOTON ต่อแคมเปญ “พลิกวิกฤติ ไม่ทิ้งกัน! ช่วยผ่อนคนละครึ่ง นานสูงสุด 24 เดือน พร้อมประกันภัยชั้น 1 ฟรี”

0

บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด จัดให้ตามคำเรียกร้อง ต่อแคมเปญ “พลิกวิกฤติ ไม่ทิ้งกัน! ช่วยผ่อนคนละครึ่ง นานสูงสุด 24 เดือน พร้อมประกันภัยชั้น 1 ฟรี” สำหรับรถบรรทุก และรถบัส ซีพี โฟตอน จากเดิมสิ้นสุด 30 มิถุนายน 2564 ซีพี โฟตอน ใจดีต่อระยะเวลาแคมเปญเพิ่มอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 30 กันยายน 2564 เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการหรือลูกค้าที่มีความสนใจ และต้องการออกรถไปทำเงินในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ยังคงวิกฤตินี้ ให้สามารถทำกำไรได้มากกว่าเดิม

จากที่ นายกฤษณะ เศรษฐธรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถเพื่อการพาณิชย์แบรนด์ ซีพี โฟตอน กล่าวว่า ซีพี โฟตอน และผู้แทนจำหน่าย ซีพี โฟตอน ทั่วประเทศ ขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ จัดหนัก! จัดเต็ม! ด้วยการออกแคมเปญ “พลิกวิกฤติ ไม่ทิ้งกัน! ช่วยผ่อนคนละครึ่งนานสูงสุด 24 เดือน พร้อมประกันภัยชั้น 1 ฟรี” สำหรับลูกค้าหรือผู้ประกอบการที่ซื้อรถบรรทุก และรถบัสแบรนด์ ซีพี โฟตอน ที่ผ่านมา แคมเปญนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากผู้ประกอบการและลูกค้า ซึ่งได้สิ้นสุดเวลาแคมเปญไปเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2564

ทั้งนี้ ทางบริษัทฯ ได้เล็งเห็นว่ามีผู้ประกอบการ และลูกค้าอีกจำนวนมากที่ยังให้ความสนใจกับแคมเปญนี้ ร่วมถึงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ยังไม่ทุเราลง แต่ยังคงวิกฤติขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการและลูกค้าในทุกภาคธุรกิจ ทางบริษัทฯ และผู้แทนจำหน่าย ซีพี โฟตอน จึงได้ร่วมกันต่อระยะเวลาแคมเปญ “พลิกวิกฤติ ไม่ทิ้งกัน!ฯ” ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 30 กันยายน 2564 โดยผู้ประกอบการ หรือลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียด และเงื่อนไขต่าง ๆ ได้ที่ ผู้แทนจำหน่ายฯ ของ ซีพี โฟตอน ทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามผ่านทาง Call Center โทร. 0-2826-9800 Facebook: CP FOTON และ www.cpfoton.co.th

“ซีพี โฟตอน สัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการ และลูกค้าทุกท่าน ฝ่าวิกฤตินี้ไปด้วยกันครับ”

เรายังมุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่แถวหน้าของวงการรถเพื่อการพาณิชย์ของเมืองไทย ตามสโลแกนของเราที่ว่า “ซีพี โฟตอน รถบรรทุกและรถบัส คุณภาพระดับเวิลด์คลาส จาก ซีพี”

ลองขับ New MG Extender กระบะพันธุ์ยักษ์กับภาระกิจขนเยอะ

0
New MG Extender Pic Open

New MG Extender กระบะพันธุยักษ์ที่มากับการปรับแต่งรูปลักษณ์ให้ดูทันสมัย สไตล์ดุดัน ขุมพลังยังคงเดิมดีเซลเทอร์โบขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า และยังคงไว้ด้วยเทคโนโลยีครบครัน ภารกิจในครั้งนี้ไม่เน้นสมรรถนะ แต่โฟกัสไปกับการขนเยอะ โดยมีปลายทางอยู่ที่ตลาดต้นไม้รังสิต-นายก คลอง 15 ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามได้เลยครับ

New MG EXTENDER มากับการปรับรูปลักษณ์หน้าตา ที่เปลี่ยนแปลงจนไม่เหลือเค้าโคลงเดิม ฝากระโปรงหน้าออกแบบใหม่ กันชนหน้าชิ้นเดียวกับกระจัง

New MG Extender 1

ไฟหน้ามากับสไตล์โฉบเฉี่ยว Osram รับหน้าที่ออกแบบมาใหม่โดยย้ายไฟส่องสว่างมาไว้ที่กันชน ด้านบนเป็นเดย์ไทม์ ไฟโปรเจคเตอร์เลนส์แอลอีดีที่ไฟเลี้ยวเป็นแอลอีดีแบบเส้นคู่ และมีระบบเปิดปิดไฟหน้าอัตโนมัติ

New MG Extender 2

ด้านข้างมีการปรับแต่งซุ้มล้อพร้อมลวดลายของล้อแมกใหม่ขนาด 17 นิ้ว

New MG Extender 3

ไฟท้ายทรง C ใช้แอลอีดีเป็นหลอดให้แสงยกเว้นไฟเลี้ยวที่เป็นฮาโลเจน และในส่วนของฝาท้ายดีไซน์รับกัน แต่ยังไม่ได้ใส่ระบบช่วยผ่อนแรงขณะเปิด/ปิดฝาท้าย

New MG Extender 4

MG Assesories ได้ออกแบบเพิ่มเติมในส่วนของกันชนหน้า หลัง บันไดข้างเปลี่ยนเป็นใช้วัสดุเอบีเอสหุ้มเหล็ก

New MG Extender 5

ภายในยังคงเป็นแบบเดียวกับรุ่นเดิม โดดเด่นที่ความใหญ่โตของห้องโดยสาร เบาะนั่งทำสีทูโทน คู่หน้ายังไม่มีกสารติดตั้งระบบปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ

New MG Extender 6

มีหน้าจอกลางขนาดใหญ่ที่แสดงการทำงานของระบบ I-Smart เต็มระบบ ทั้งคำสั่งเสียง อัพเดทข่าวสาร รวมถึงตรวจฉลากกินแบ่งรัฐบาล รองรับการทำงานของสมาร์ทโฟนได้ทั้ง APPLE CARPLAY และ ANDROID AUTO ส่วนตัวช่วยความปลอดภัยเทคโนโลยี ADAS จะมีก็เพียงระบบเตือนออกนอกเลนส์

New MG Extender 8

New MG Extender 9

ขุมพลังเดิมในรูปแบบเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลเทอร์โบขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า พร้อมแรงบิด 375 นิวตันเมตร เกียร์ 6 จังหวะมีทั้งอัตโนมัติและธรรมดา ในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อจะมีดิฟเฟอเรนเชียล ล๊อคติดให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

New MG Extender 10

ระบบรองรับหน้าแบบแมคเฟอร์สัน หลังแหนบ และโช๊คอัพจากแบรนด์ SACH เป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนระบบเบรคเป็นแบบจานทั้งสี่ล้อ

สำหรับรถที่ได้นำไปทดสอบในครั้งนี้เป็นรุ่นท๊อพ 4 ประตู ขับเคลื่อนสี่ล้อ เกียร์อัตโนมัติ และแม้ว่าจะมีอาวุธลับอย่างดิฟเฟอเรนเชียลล๊อคติดมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แต่การเดินทางในครั้งนี้ไม่ได้ใช้แน่นอน

New MG Extender 10

ห้องโดยสารภายในปรับเปลี่ยนในส่วนของสีเบาะนั่งให้เป็นแบบทุโทน แต่ก็น่าชื่นชมเรื่องของงานประกอบฝีมือคนไทย เพราะห้องโดยสารนั้นเก็บเสียงได้ค่อนข้างเงียบ

New MG Extender 13

ระบบคำสั่งเสียง จาก I-Smart รวมถึงอัพเดทข่าวสารและผลสลากกินแบ่ง ยังคงไว้ หน้อจอทัชสกรีนอัพเกรดใหม่ นอกจากแสดงภาพจากกล้องด้านหลัง และเพิ่มการเชื่อมต่อกับระบบ Apple Carplay ซึ่งในรุ่นที่ผ่านมา ขะทำงานร่วมกับ Android Auto เท่านั้น

เทคโนโลยี Adas มีมาเพียงบางส่วนอย่างระบบเตือนออกนอกช่องทางและระบบวัดแรงดันลมยางเท่านั้น และในส่วนระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ยังไม่สามารถควบคุมความเร็วตามรถคันหน้าได้

New MG Extender 16

ขุมพลังดีเซลคอมมอนเรลเทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า และแรงบิดสุงสุด 375 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ซึ่งอาจดูเล็กไปสักนิด และตกเป็นรองคู่แข่งในตลาดซึ่งมีสมรรถนะสูงกว่า แต่ก็ยังดีที่อัตราสิ้นเปลืองไม่สูงมากนัก ตามอีโค่สติ๊กเกอร์อยู่ที่ 14 ลิตรโดยประมาณ

New MG Extender 16

ระบบช่วงล่างปรับเซทมาให้เหมือนกับใช้งานในเมืองเป็นหลัก ค่อนข้างนุ่ม แต่พวงมาลัยก้ออกแบบมาดี ทั้งนน.และความแม่นยำ

ไฮไลท์ของภารกิจในวันนี้คือขนเยอะ ซึ่งเป็นการบรรทุกต้นไม้ที่จะเอาไปแนวรั้ว การออกแบบซุ้มล้อหลังที่มีขนาดเล็ก ทำให้การขนย้ายสัมภาระชิ้นใหญ่ทำได้ง่ายขึ้น

New MG Extender 17

การทดลองขับ New MG Extender ในครั้งนี้ บทสรุปจึงไม่ต่างไปจากเดิมมากนัก เนื่องจากการปรับปรุงจะไปอยู่รูปลักษณ์เป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่ควรเพิ่มเติมยังมีอีกหลายหลายตามสมัยนิยม แต่หากมองเรื่องราคา รถรุ่นท๊อพคันนี้ก็ยังถือว่าถูกสุดในตลาดด้วยค่าตัวเพียงไม่ถึง 1.05 ล้านบาท

New MG Extender 18

 

วอลโว่ บัส ปลื้ม โรงประกอบตัวถัง 3 รายขอร่วมธุรกิจ

0

บริษัท วอลโว่ บัส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายรถบัสสายพันธุ์แกร่งจากประเทศสวีเดนอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ตอกย้ำนโยบายเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในการเลือกใช้ผู้ประกอบตัวถังรถบัส โดยล่าสุด มีผู้ประกอบตัวถังรถบัสชั้นนำในประเทศ แสดงความสนใจเข้าร่วมธุรกิจกับวอลโว่ บัส แล้ว 3 ราย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจให้คะแนนโรงงานประกอบรถบัส เพื่อสรุปผลการพิจารณารอบสุดท้าย 

นายเดชชัย กุลกรินีธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ บัส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าจากนโยบายการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในการประกอบตัวถังรถวอลโว่ บัส ทำให้โรงงานประกอบรถบัสชั้นนำแสดงความสนใจเข้าร่วมธุรกิจกับวอลโว่ บัส โดยมีผู้แสดงความสนใจแล้ว 3 ราย ซึ่งขณะนี้ ทีมงานวอลโว่ บัส เร่งดำเนินการสำรวจและตรวจสอบสภาพโรงงานประกอบตัวถังรถบัสให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ วอลโว่ บัส กำหนด และหากส่วนใดของโรงงานประกอบตัวถัง ยังไม่ผ่านเกณฑ์ ทีมงานก็จะให้คำปรึกษาพร้อมแนะนำแนวทางการปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐานระดับโลกที่วอลโว่ บัส จากสวีเดน กำหนดไว้

“หลังจากที่เราประกาศนโยบายนี้ไปแล้ว มีโรงงานประกอบตัวถังรถบัสให้ความสนใจ ซึ่งเราได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าในนโยบายเพิ่มทางเลือกเพราะลูกค้าจะได้รถที่มีคุณภาพตรงตามสเป็คที่ลูกค้าแต่ละรายต้องการ ซึ่งนโยบายนี้ถือเป็นส่วนเพิ่มเติมจากการเปิดช่องทางให้ลูกค้าสามารถสั่งรถนำเข้าจากบริษัท Truckquip Sdn. Bhd ประเทศมาเลเซีย” นายเดชชัย กล่าว

ภายใต้ข้อกำหนดในการคัดเลือกโรงประกอบตัวถังรถวอลโว่ บัส ผู้สนใจเข้าร่วมธุรกิจต้องเป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพสูงเพียงพอในการประกอบตัวถังรถบัส รวมถึงทีมงานที่มีศักยภาพในการประกอบตัวถังรถ ระบบการพัฒนาทีมงานผ่านการฝึกอบรม มีระเบียบในการดูแลพนักงานตามมาตรฐานสากล พร้อมทั้งระบบจัดการภายในโรงงานจะต้องตรงตามมาตรฐานระดับโลก รวมถึงเครื่องมืออุปกรณ์การประกอบตัวถังรถ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล ได้แก่เครื่องมือ เครื่องจักร ตลอดจนโปรแกรมการออกแบบตัวถังรถ ระบบการบริหารจัดการอะไหล่ และบริการหลังการขาย การรับประกันสินค้าหลังการส่งมอบ

นายเดชชัย กล่าวว่าวอลโว่ บัส ให้ความสำคัญกับการประกอบตัวถังรถบัสอย่างมาก เพราะธุรกิจของวอลโว่ บัส คือการจำหน่ายแชสซี ให้กับลูกค้า ซึ่งลูกค้าจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจในการเลือกใช้โรงงานประกอบตัวถังรถ ซึ่งต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้โดยตรง ดังนั้น โรงงานประกอบตัวถังรถบัส จึงถือเป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจซื้อแชสซีของลูกค้า

“เราอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลของผู้สนใจตอนนี้ แต่เนื่องจากวิกฤติโควิด ทำให้เราใช้โอกาสนี้ในการตรวจสอบอย่างละเอียดเพราะเราไม่ต้องรีบร้อนประกาศ เราถือว่ามันเป็นโอกาสของเราที่จะพิจารณาเรื่องนี้ได้อย่างรอบครอบ แต่หากการระบาดของโควิด คลี่คลาย เราพร้อมที่จะเดินหน้าอย่างเต็มที่” นายเดชชัย กล่าว

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เตรียมพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์เตรียมความพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวภายในทศวรรษนี้ ในช่วงเวลาที่สภาวะตลาดเอื้ออำนวย โดยปรับกลยุทธ์จาก “รถยนต์ไฟฟ้านำ” (electric-first) เป็น “รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น” (electric-only) โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในฐานะบริษัทรถยนต์ระดับลักชัวรีแถวหน้าของโลก พร้อมเดินหน้าสู่โลกที่ปราศจากการปล่อยมลพิษและอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์

ทั้งนี้ ภายในปี 2565 เมอร์เซเดส-เบนซ์จะมีรถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้แบตเตอรี่ (BEV) ในทุกเซกเมนต์รถยนต์ของบริษัท และนับตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป รถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวออกมาทั้งหมดจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น โดยลูกค้าจะสามารถเลือกรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าได้ทุกรุ่นที่บริษัทผลิตขึ้น ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์มีความตั้งใจที่จะเร่งความเร็วในการปรับกลยุทธ์โดยยังคงเป้าหมายเดิมในการทำกำไร

“ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเซกเมนต์รถยนต์ระดับลักชัวรีที่มีเมอร์เซเดส-เบนซ์เป็นผู้นำ จุดเปลี่ยนกำลังใกล้เข้ามาและเรามีความพร้อมที่จะตอบรับความเปลี่ยนแปลงของตลาดโดยการมุ่งสู่การผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเท่านั้นภายในสิ้นทศวรรษนี้” มร.โอลา คัลเลเนียส ประธานบริหาร เดมเลอร์ เอจี และเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี กล่าว “การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังหมายรวมถึงการจัดสรรเงินลงทุนใหม่ ภายใต้การจัดการการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับรักษาเป้าหมายในการทำกำไรของเราตามเดิม เพื่อการันตีความสำเร็จที่ยั่งยืนของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งผมต้องขอขอบคุณพนักงานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่เพียบพร้อมด้วยประสบการณ์และความมุ่งมั่น ช่วยให้เรามั่นใจว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์จะประสบความสำเร็จในการก้าวสู่ยุคใหม่ที่น่าตื่นเต้นของวงการรถยนต์ในอนาคต”

และเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เปิดเผยแผนกลยุทธ์ที่มีความครอบคลุม โดยหมายรวมถึงการเร่งรัดการทำวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง โดยสำหรับการลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ระหว่างปี 2565 ถึง 2573 จะมีมูลค่ามากกว่า 40,000 ล้านยูโร การเร่งรัดและพัฒนาแผนพอร์ตโฟลิโอของรถยนต์ไฟฟ้ายังนับเป็นจุดเปลี่ยนของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่แท้จริง

แผนกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี

โครงสร้างรถยนต์: ในปี 2568 เมอร์เซเดส-เบนซ์จะเปิดตัวโครงสร้างรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 3 แบบ ได้แก่:

  • EA ครอบคลุมรถยนต์นั่งขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ทั้งหมด โดยสร้างระบบโมดูลาร์ที่ปรับขนาดได้เพื่อเป็นแกนหลักไฟฟ้าสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ EV ในอนาคต
  • EA จะเป็นแพลตฟอร์มของรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงสำหรับลูกค้า Mercedes-AMG ที่ให้ความสำคัญทั้งเรื่องเทคโนโลยีและสมรรถนะ
  • EA เปิดประตูสู่ยุคใหม่ของรถตู้ไฟฟ้าและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการขนส่งและเมืองที่ปลอดมลพิษในอนาคต

การบูรณาการในแนวดิ่ง: หลังการปรับระบบส่งกำลังใหม่เพื่อให้การวางแผน การพัฒนา การจัดซื้อ และการผลิตสอดคล้องในระนาบเดียวกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์จะยกระดับการบูรณาการในแนวดิ่งในด้านการผลิตและการพัฒนา ตลอดจนเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่ผลิตเองภายใน ขั้นตอนนี้หมายรวมถึงการเข้าซื้อกิจการบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่จากสหราชอาณาจักรอย่าง YASA ด้วย ซึ่งจะช่วยให้เมอร์เซเดส-เบนซ์สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีมอเตอร์ฟลักซ์แนวแกนที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงความเชี่ยวชาญในการพัฒนาแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงเป็นพิเศษเจเนอเรชันต่อไป แบตเตอรี่ไฟฟ้าที่ผลิตภายใน อาทิ eATS 2.0 เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์นี้ที่มุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพและต้นทุนโดยรวมของระบบทั้งหมด ซึ่งรวมถึงอินเวอร์เตอร์และซอฟต์แวร์ ประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นที่ตั้งของบริษัทและซัพพลายเออร์หลายร้อยแห่งที่เชี่ยวชาญด้านส่วนประกอบรถยนต์ EV และเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ ซึ่งคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการเร่งกลยุทธ์การมุ่งสู่การสร้างรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์

แบตเตอรี่: เมอร์เซเดส-เบนซ์ต้องมีกำลังการผลิตแบตเตอรี่มากกว่า 200 กิกะวัตต์ชั่วโมง โดยวางแผนที่จะตั้งโรงงาน Gigafactory จำนวน 8 แห่งเพื่อผลิตแบตเตอรี่ร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่เพิ่มเข้ามาจากเครือข่ายของโรงงานผลิตระบบแบตเตอรี่ 9 แห่งที่ได้วางแผนไว้ก่อนแล้ว แบตเตอรี่เจเนอเรชันต่อไปจะมีมาตรฐานสูงและเหมาะสำหรับใช้ในรถยนต์และรถตู้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์กว่า 90% มอบความยืดหยุ่นที่มากพอต่อการนำเสนอโซลูชั่นเฉพาะบุคคลให้กับลูกค้าทุกคน ในส่วนของการผลิตแบตเตอรี่ เมอร์เซเดส-เบนซ์มีความตั้งใจที่จะร่วมมือกับพันธมิตรรายใหม่ในยุโรปเพื่อพัฒนาและผลิตแบตเตอรี่และโมดูลในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำให้มั่นใจว่า ยุโรปยังคงเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ต่อไปในยุคของรถยนต์ไฟฟ้า การผลิตแบตเตอรี่ยังช่วยให้เมอร์เซเดส-เบนซ์มีโอกาสได้ปรับเปลี่ยนเครือข่ายการผลิตระบบส่งกำลังที่มีอยู่เดิม และด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ล้ำหน้าที่สุดในรถยนต์และรถตู้ที่พัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่อง เมอร์เซเดส-เบนซ์จึงตั้งเป้าหมายที่จะขยายระยะการใช้งานของวงจรชีวิตในการผลิตแบตเตอรี่แต่ละรุ่น ซึ่งสำหรับแบตเตอรี่เจเนอเรชันต่อไป เมอร์เซเดส-เบนซ์จะทำงานร่วมกับพันธมิตรอย่าง SilaNano เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานต่อไปโดยใช้คอมโพสิตซิลิกอนคาร์บอนในแอโนด ซึ่งจะช่วยให้แบตเตอรี่มีระยะเวลาในการใช้งานที่นานขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในขณะที่ใช้เวลาในการชาร์จสั้นลง สำหรับเทคโนโลยีโซลิดสเตต เมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังเจรจากับพันธมิตรเพื่อพัฒนาแบตเตอรี่ที่มีความหนาแน่นของพลังงานและความปลอดภัยที่สูงขึ้น

การชาร์จ: เมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังเริ่มต้นกำหนดมาตรฐานใหม่ในการชาร์จที่เรียกว่า “Plug & Charge” ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถเสียบปลั๊ก ชาร์จ และถอดปลั๊กโดยไม่ต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติมในการตรวจสอบและการชำระเงิน Plug & Charge จะเปิดตัวพร้อมกับการเปิดตัวรถยนต์รุ่น EQS ในปีนี้ ทั้งนี้ Mercedes me Charge เป็นหนึ่งในเครือข่ายการชาร์จที่ใหญ่ที่สุดในโลก และปัจจุบันประกอบด้วยจุดชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับและกระแสตรงมากกว่า 530,000 จุดทั่วโลก นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังทำงานร่วมกับบริษัทเชลล์ในการขยายเครือข่ายการชาร์จ ลูกค้าจะสามารถเข้าถึงเครือข่ายการชาร์จแบตเตอรี่ของเชลล์ได้ดียิ่งขึ้นผ่านจุดชาร์จมากกว่า 30,000 จุดภายในปี 2568 ทั้งในยุโรป จีน และอเมริกาเหนือ รวมถึงจุดชาร์จพลังงานสูงกว่า 10,000 จุดทั่วโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังวางแผนที่จะเปิดตัวสถานที่ชาร์จระดับพรีเมียมหลายแห่งในยุโรป เพื่อมอบประสบการณ์การชาร์จแบบเฉพาะตัวด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นที่สุด

VISION EQXX: เมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา Vision EQXX รถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถวิ่งได้จริงด้วยระยะทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตรโดยกำหนดเป้าหมายเป็นตัวเลขหลักเดียวสำหรับกิโลวัตต์ชั่วโมง ต่อ 100 กิโลเมตร (มากกว่า 6 ไมล์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง) ที่ความเร็วปกติในการขับขี่บนทางหลวง ทีมงานจากหลากหลายสาขา รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากแผนก F1 High Performance Powertrain (HPP) ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ กำลังทำงานรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วด้วยความมุ่งมั่นเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่มีความทะเยอทะยานของโครงการ ซึ่งพร้อมจะเปิดตัวให้ได้ชมกันทั่วโลกในปี 2565 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีอยู่ใน Vision EQXX จะถูกดัดแปลงและนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการใช้งานในโครงสร้างรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ

แผนการผลิต

เมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังเตรียมเครือข่ายการผลิตทั่วโลกสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น (electric-only) ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ซึ่งด้วยการลงทุนในระยะเริ่มต้นในการผลิตที่มีความยืดหยุ่นและระบบการผลิต MO360 ที่ทันสมัย ​​ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์สามารถผลิตรถยนต์ BEV จำนวนมากได้แล้วในวันนี้ และไม่เกินปีหน้า รถยนต์ไฟฟ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ 8 รุ่นจะถูกผลิตจากโรงงาน ผลิต 7 แห่งใน 3 ทวีป นอกจากนี้ โรงงานประกอบรถยนต์และแบตเตอรี่ทั้งหมดที่ดำเนินการโดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี จะเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่ปราศจากคาร์บอนภายในปี 2565 และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ผนึกกำลังกับ GROB ผู้นำระดับโลกด้านการผลิตแบตเตอรี่และระบบอัตโนมัติของเยอรมนี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทั้งในเรื่ององค์ความรู้และกำลังการผลิตแบตเตอรี่ ความร่วมมือครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่การประกอบโมดูลแบตเตอรี่และการประกอบแพ็ค นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังมีแผนที่จะเพิ่มโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่แห่งใหม่ในเมืองคุปเปนไฮม์ ประเทศเยอรมนี เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และรักษาความสามารถในการรีไซเคิล โดยจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2566 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่มีแนวโน้มในทางบวก

แผนกำลังคน

การเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปภายในมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่เมอร์เซเดส-เบนซ์มีความพร้อมและกำลังดำเนินการอยู่ ภายใต้การทำงานร่วมกันกับตัวแทนพนักงาน เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนแปลงด้านกำลังคนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้แผนการปรับทักษะใหม่ที่มีความครอบคลุม การเกษียณอายุก่อนกำหนด และการเข้าซื้อกิจการ TechAcademies จะเสนอการฝึกอบรมเพื่อนร่วมงานสำหรับคุณสมบัติที่ต้องการสำหรับอนาคต ทั้งนี้ในปี 2564 เพียงปีเดียว พนักงานประมาณ 20,000 คนในเยอรมนีได้รับการฝึกอบรมด้านการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (e-mobility) เพื่อให้เป็นไปตามแผนสำหรับการพัฒนาระบบปฏิบัติการ MB.OS ที่จะมีการสร้างงานด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ใหม่กว่า 3,000 ตำแหน่งทั่วโลก

แผนการเงิน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงมุ่งมั่นต่อเป้าหมายในการทำกำไรที่กำหนดไว้ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2563 เป้าหมายของปีที่แล้วอิงจากการสันนิษฐานว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์จะสามารถขายรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าในสัดส่วน 25% ภายในปี 2568 ส่วนการปรับแผนในวันนี้จะอิงจากส่วนแบ่งของยอดขาย xEV ที่สันนิษฐานว่าจะสูงสุดถึง 50% ภายในปี 2568  รวมถึงสถานการณ์ในตลาดสำหรับการขายรถยนต์ใหม่ซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า 100% ภายในสิ้นทศวรรษนี้ สิ่งที่สำคัญคือการเพิ่มรายได้สุทธิต่อหน่วยโดยการเพิ่มสัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์ เช่น Mercedes-Maybach และ Mercedes-AMG ในขณะเดียวกันกับที่เมอร์เซเดส-เบนซ์สามารถควบคุมราคาและการขายได้โดยตรงมากขึ้น รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากบริการด้านดิจิทัลจะช่วยสนับสนุนผลลัพธ์นี้ต่อไป เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังมุ่งหน้าลดต้นทุนทั้งต้นทุนผันแปรและต้นทุนคงที่ต่อไป พร้อมทั้งลดส่วนแบ่งการลงทุนของเงินลงทุน แพลตฟอร์มแบตเตอรี่ทั่วไปและโครงสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่ปรับขนาดได้ รวมทั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ จะช่วยให้เกิดมาตรฐานที่สูงขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง สัดส่วนต้นทุนแบตเตอรี่ภายในรถคาดว่าจะลดลงอย่างมาก การจัดสรรเงินทุนจะถูกปรับจากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้านำ (EV-first) เป็นรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น (EV-only) ส่วนการลงทุนในเครื่องยนต์สันดาปและเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด จะลดลง 80% นับจากปี 2562 ถึง 2569 ซึ่งภายใต้แนวความคิดทั้งหมดนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์คาดการณ์อัตรากำไรของบริษัทในยุคของรถยนต์ BEV จะอยู่ในอัตราเดียวกันกับยุคของเครื่องยนต์สันดาป

“หน้าที่หลักของเราในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการโน้มน้าวให้ลูกค้าปรับเปลี่ยนด้วยผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ รถยนต์รุ่นแฟลกชิปที่บุกเบิกตลาดอย่าง EQS จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการก้าวสู่ยุคใหม่ของวงการยานยนต์ในอนาคต” มร.โอลา คัลเลเนียส กล่าว

เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตรถยนต์ 134,245 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 87.22 ขาย 61,758 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.1

0

นายสุรพงษ์  ไพสิฐพัฒนพงษ์  รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนมิถุนายน 2564 ดังต่อไปนี้

การผลิต

จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนมิถุนายน 2564 มีทั้งสิ้น 134,245 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 87.22 จาก​ฐาน​ต่ำ​ของ​ปีก่อน​เนื่องจาก​การ​ระบาด​ของ​โค​วิด​19​​ แต่ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2564 ร้อยละ 4.23 เพราะผลิตได้ไม่เต็มที่จากการขาดชิ้นส่วนในบางรุ่น

จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 844,601 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 39.34

รถยนต์นั่ง เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตได้ 49,714 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 92.71

ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 มีจำนวน 296,977 คัน เท่ากับร้อยละ 35.16 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 29.93

รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตัน ขึ้นไป ในเดือนมิถุนายน 2564 ผลิตได้ 0 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 100 รวมเดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตได้ 29 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 73.39

รถยนต์บรรทุก เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตได้ทั้งหมด 84,531 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 84.20 และตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตได้ทั้งสิ้น 547,595 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 45.07

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตได้ทั้งหมด 81,615 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 80.96 และตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตได้ทั้งสิ้น 531,922 คัน เท่ากับร้อยละ 62.98ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 44.32 โดยแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 129,758 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 13
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 335,608 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 62
  • รถกระบะ PPV 66,556 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 81

รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน – มากกว่า 10 ตัน เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตได้ 2,916 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 269.11 รวมเดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตได้ 15,673 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 76.16

ผลิตเพื่อส่งออก

เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตได้ 74,574 คัน เท่ากับร้อยละ 55.55 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 74.18 ส่วนเดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 486,237 คัน เท่ากับร้อยละ 57.57 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 40.37

รถยนต์นั่ง เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตเพื่อการส่งออก 22,516 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 74.12 และตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 143,701 คัน เท่ากับร้อยละ 48.39 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 28.41

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนมิถุนายน 2564 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 52,058 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 74.21 และตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 342,536 คัน เท่ากับร้อยละ 64.40 ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 46.08 โดยแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 41,621 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 16
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 265,618 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 56
  • รถกระบะ PPV 35,297 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 14

ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ

เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตได้ 59,671 คัน เท่ากับร้อยละ 44.45 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 106.55 และเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ผลิตได้ 358,364 คัน เท่ากับ ร้อยละ 42.43 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 37.97

รถยนต์นั่ง เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 27,198 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 111.39 ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตได้ 153,276 คัน เท่ากับร้อยละ 51.61 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 แล้ว เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.39

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนมิถุนายน 2564 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 29,557 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 94.24 และตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตได้ทั้งสิ้น 189,386 คัน เท่ากับร้อยละ 35.60 ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 41.26 ซึ่งแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 88,137 คัน  เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 06
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 69,990 คัน  เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 67
  • รถกระบะ PPV 31,259 คัน  เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 22

 

รถจักรยานยนต์

เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 216,671 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 141.28 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 173,721 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 129.13 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 42,950 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 207.22

ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,261,176 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 43.73 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 1,005,313 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 47.30 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 255,863 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 31.26

ยอดขาย

ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนมิถุนายน 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 61,758 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว ร้อยละ 15.07 จาก​ฐาน​ต่ำ​ปี​ที่แล้ว​จาก​การ​ระบาด​ของ​โค​วิด​19​ ยอดขาย​อยู่​ใน​ระดับ​ต่ำเนื่องจาก​การ​ระบาด​ของ​โค​วิด​19​ ระลอกสามที่รุนแรงมากขึ้น​ มีการ​จำกัดการทำกิจกรรม​ทาง​เศรษฐกิจ​มากขึ้น​ส่งผล​ให้กำลังซื้อ​ของ​ประชาชน​ลดลง​ สถาบัน​การเงิน​เข้มงวด​ใน​การอนุมัติ​สินเชื่อ​ และ​รถยนต์​บางรุ่น​ผลิตไม่​พอ​กับความต้องการ​เพราะ​ขาดชิ้นส่วน​ และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2564 ร้อยละ 10.40

ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 161,105 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 28.86 และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2564 ร้อยละ 13.55

ตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 รถยนต์มียอดขาย 373,193 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ในระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 13.57  ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 872,279  คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 19.17

การส่งออก

รถยนต์สำเร็จรูป  

เดือนมิถุนายน 2564 ส่งออกได้ 83,022 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 65.88 เพราะ​ยอดขาย​รถ​ยนต์​ใน​ประเทศ​ของประเทศ​คู่​ค้า​เพิ่มขึ้น อาทิ ​ออสเตรเลีย​ นิวซีแลนด์​ ญี่ปุ่น​ เวียดนาม​ มาเลเซีย​ ยุโรป ​ และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2564 ร้อยละ 4.46 ซึ่งมีมูลค่าการส่งออก 49,278.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 68.54

เครื่อง​ยนต์​และ​ชิ้นส่วน​ก็​ส่งออก​เพิ่มขึ้น​จาก​ประเทศ​คู่​ค้า​เปิด​โรงงาน​ผลิต​รถยนต์​เกือบ​เป็น​ปกติ​แล้ว​ ดังนี้

  • เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 3,000.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 32
  • ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 16,584.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 72
  • อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,219.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 74

รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมิถุนายน 2564 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 71,083.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 97.12

เดือนมกราคม มิถุนายน 2564 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 473,489 คัน โดยส่งออกเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ในระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 35.07 มีมูลค่าการส่งออก 270,708.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 44.01

  • เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 18,732.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 16
  • ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 102,649.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน2563 ร้อยละ 66
  • อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 11,906.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 52

รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมกราคม มิถุนายน 2564 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 403,996.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 48.31

 

รถจักรยานยนต์

เดือนมิถุนายน 2564 มีจำนวนส่งออก 95,089 คัน (รวม CBU + CKD) เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 136.96 และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2564 ร้อยละ 50.83 โดยมีมูลค่า 7,190.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 54.03

  • ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 1548.36
  • อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 21 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 0.03

รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ เดือนมิถุนายน 2564 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ 7,482.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 56.42

เดือนมกราคม มิถุนายน 2564 รถจักรยานยนต์ มีจำนวนส่งออก 487,115 คัน (รวม CBU + CKD) เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 36.87 โดยมีมูลค่า 41,737.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 34.55

  • ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,223.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 42
  • อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 99 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 54.71

รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม มิถุนายน 2564 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 43,896.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 35.88

เดือนมิถุนายน 2564 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่น ๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 78,566.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 92.35

เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 447,893.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 46.99

เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตรจากฟอร์ด ออกแบบเพื่อพิชิตทุกเส้นทางสุดท้าทาย

0

แต่ก่อนเมื่อพูดถึงรถกระบะ สมรรถนะและความทนทานคือซึ่งที่ผู้บริโภคมักมองหาเป็นสิ่งแรก แต่ปัจจุบัน สิ่งที่ผู้ซื้อรถและนักขับสายออฟโร้ดต้องการยังรวมถึงอัตราการประหยัดน้ำมันด้วย  เครื่องยนต์ขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพสูงจึงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ และสำหรับฟอร์ด การผสมผสานเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบคู่ ขนาด 2.0 ลิตร เข้ากับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด คือความลงตัวของสมรรถนะ ความทนทาน และการประหยัดน้ำมันในแบบที่ผู้ขับขี่ในวันนี้ต้องการ

เครื่องยนต์เทอร์โบคู่ของฟอร์ดประกอบด้วยเทอร์โบชาร์จเจอร์ 2 ตัว ตัวเล็กหนึ่งและตัวใหญ่หนึ่ง เมื่อขับที่รอบเครื่องต่ำ เทอร์โบทั้งสองจะทำงานแบบต่อเนื่องและสอดประสานกัน เพื่อเพิ่มแรงบิดและการตอบสนองของเครื่องยนต์อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อความเร็วรอบเครื่องยนต์สูงขึ้น เทอร์โบแรงดันต่ำที่มีขนาดใหญ่กว่าจะเข้ามาทำงานแทนเทอร์โบแรงดันสูงทั้งหมด ทำให้รถมีพละกำลังมากขึ้น

ฟอร์ดนำเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบมาใช้ครั้งแรกในรถกระบะสมรรถนะสูง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2561 เมื่อจับคู่กับระบบเกียรค์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้พละกำลังสูงสุด 210 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่รอบต่ำเพียง 1750 รอบต่อนาที นี่จึงเป็นระบบส่งกำลังที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยนำมาใช้ในรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ รวมถึงรถยนต์นั่งแบบอเนกประสงค์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รวมถึงรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ X รุ่นล่าสุดที่ฟอร์ดเพิ่งเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อตอนต้นเดือนกรกฎาคม

นอกจากพละกำลังแรงแล้ว ความทนทานในการใช้งานยังสำคัญไม่แพ้กัน เครื่องยนต์แบบเทอร์โบคู่ของฟอร์ด ได้รับการออกแบบให้รองรับการใช้สุดโหดมาตั้งแต่แรก โดยวิศวกรของฟอร์ดได้ทดสอบเครื่องยนต์เทอร์โบคู่นี้เป็นระยะทางรวมถึง 5.5 ล้านกิโลเมตร ซึ่งเทียบเท่ากับการขับรถจากพื้นโลกไปยังดวงจันทร์ถึง 14 รอบ ฟอร์ดยังนำระบบคอมพิวเตอร์ช่วยงานด้านวิศวกรรมมาใช้ในทุกขั้นตอนของการพัฒนา และวิเคราะห์เครื่องยนต์อย่างละเอียดทั้งจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการและบนสนามทดสอบรถยนต์ของฟอร์ดทั่วโลก

หนึ่งตัวอย่างของการทดสอบสุดโหดคือการทดสอบการต้านทานต่อความร้อน ด้วยการเพิ่มความร้อนให้เทอร์โบทั้งคู่จนถึงระดับร้อนจัดเป็นเวลาต่อเนื่อง 200 ชั่วโมง ชิ้นส่วนของเทอร์โบและท่อร่วมไอเสียทำจากโลหะผสมคุณภาพเยี่ยม ซึ่งเป็นวัสดุเดียวกันกับที่ใช้ในเครื่องยนต์ของจรวด ได้รับการออกแบบให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดที่อุณหภูมิสูงถึง 860 องศาเซลเซียส ซึ่งร้อนกว่าการใช้งานจริงอย่างมาก โดยมีน้ำช่วยระบายความร้อนตลับลูกปืนเทอร์โบและเทอร์โบแรงดันต่ำขนาดใหญ่เพื่อลดอุณหภูมิและปกป้องชิ้นส่วนต่างๆ

แล้วเพราะอะไรฟอร์ดถึงเลือกออกแบบเครื่องยนต์แบบเทอร์โบคู่? คำตอบง่ายๆ คือ การทำงานเป็นชุดของเทอร์โบขนาดต่างกันสองตัว ทำให้ได้แรงดันเทอร์โบเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ ส่งผลให้ได้สมรรถนะที่ดีทั้งในความเร็วต่ำและความเร็วสูง ขณะเดียวกันก็มอบอัตราการประหยัดน้ำมันและความรู้สึกในการขับขี่ที่ดี การใช้งานเทอร์โบคู่จึงเป็นการลดขนาดของเครื่องยนต์ลงโดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพการใช้งาน

เครื่องยนต์เทอร์โบคู่ของฟอร์ดยังได้รับการพัฒนาให้ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ผ่านบททดสอบสุดหฤโหดมาไม่น้อยกว่ากัน ด้วยการทดสอบความทนทานในการขับขี่ระยะทางรวมกว่า 6 ล้านกิโลเมตร ผ่านการประเมินโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยงานวิศวกรรมกว่า 800 รูปแบบ เพื่อให้มั่นใจในความแข็งแกร่งและความทนทาน ตลอดจนผ่านการทดสอบบนไดนาโมมิเตอร์และการทดสอบอีกหลายรูปแบบ

ระบบควบคุมการทำงานของระบบส่งกำลังแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาขึ้นสำหรับเกียร์นี้มีอัลกอริธึมควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้มั่นใจได้ว่ารถจะอยู่ในเกียร์ที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสมเสมอ

อัตราทดของเกียร์ 10 สปีด ที่มีช่วงทดชิดกันช่วยให้ส่งกำลังได้สม่ำเสมอ การเว้นระยะระหว่างการเปลี่ยนเกียร์ให้น้อยที่สุดทำให้จังหวะเร่งความเร็วเป็นไปได้อย่างราบรื่น ตอบสนองต่อการเร่ง ไม่ว่าคุณจะอยู่บนทางหลวง ขับขึ้นทางสูงชัน หรือลากจูง ช่องว่างระหว่างช่วงทดที่น้อยลงยังช่วยให้รถมีสมรรถนะที่ดีเยี่ยมที่รอบต่ำ

การออกแบบ พัฒนา และทดสอบเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ รวมถึงเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดอัจฉริยะ ช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ว่าฟอร์ด เรนเจอร์, ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบสนองทุกรูปการใช้งาน ไม่ว่าคุณจะอยู่บนถนนเส้นทางวิบาก ลากจูงรถพ่วง หรือการใช้งานในเมือง

อีกสิ่งที่โดดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด คือ ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต่ำสุดถึง 6.9 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยของรถ นั่นหมายความว่า นอกจากคุณจะได้เครื่องยนต์ที่แข็งแกร่งและทนทานแล้ว ยังได้รถคู่ใจที่พร้อมลุยไปทุกที่กับคุณแบบสบายกระเป๋าด้วย

โตโยต้า ชวนคนไทยร่วมใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทย สู้ศึกโอลิมปิก และพาราลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020

0

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด หนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของทีมชาติไทย และแกนนำ กลุ่มพันธมิตรภาคเอกชน” ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุน ผลักดัน และเป็นศูนย์กลางของการส่งกำลังใจให้ทัพนักกีฬาทีมไทยในทุกประเภทการแข่งขัน พร้อมดึง “ตูน บอดี้สแลม” อาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องขวัญใจชาวไทย ร่วมเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญ ชวนคนไทยร่วมใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020  พร้อมมุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรแห่งการขับเคลื่อน ที่สร้างสรรค์อิสรภาพในการเดินทางสำหรับทุกคน (Mobility for all) ภายใต้แนวคิดขององค์กรโตโยต้าทั่วโลก “START YOUR IMPOSSIBLEเพราะเราเชื่อว่าเมื่อมีอิสระในการเคลื่อนไหว…ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ 

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่าเราทุกคนต่างตระหนักถึงคุณค่าของนักกีฬาทีมชาติไทย ในความเสียสละ ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ มุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะให้เป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน ในโอกาสนี้ โตโยต้าขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแรงสนับสนุน และเป็นศูนย์กลางการส่งกำลังใจให้กับทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020 ถือเป็นการตอกย้ำเจตนารมณ์อันแน่วแน่ ในการร่วมส่งเสริม และสนับสนุนวงการกีฬาไทย ให้ประสบความสำเร็จในเวทีระดับโลก”

“พร้อมกันนี้เราได้เชิญ คุณตูน บอดี้สแลม หนึ่งในบุคคลตัวอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคน ร่วมทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคมในการเป็นพลังสำคัญ เชิญชวนทุกคนให้เอาชนะความท้าทาย กล้าทลายกำแพงแห่งอุปสรรค และก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง เพื่อเริ่มทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้ตรงกับค่านิยมหลักของโตโยต้าที่ว่า “ทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้…ให้เป็นไปได้” หรือ “START YOUR IMPOSSIBLE”

 บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มีนโยบายส่งเสริม และสนับสนุนการกีฬาของประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของการจัดการแข่งขัน การสนับสนุนสมาคมกีฬา เพื่อพัฒนาศักยภาพนักกีฬาทีมชาติไทย ให้พร้อมสำหรับการแข่งขันทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันกีฬาระดับโลกอย่างกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิก ตลอดจนพัฒนารากฐานวงการกีฬาให้เกิดความแข็งแกร่ง รวมทั้งเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ นอกจากนี้ยังได้ผนึกกำลังร่วมกับ “พันธมิตรภาคเอกชน” จัดทำโครงการ “The Power of Unity”  หรือ “รวมพลังไทยเพื่อฮีโร่ไทย” ร่วมสนับสนุนวงการกีฬาไทยอย่างรอบด้านในทุกมิติ (Sport Eco System) ตลอดจนกิจกรรมสื่อสารเพื่อการตลาด (Sport Marketing) เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ ภาพยนตร์โฆษณาชุด “เชียร์ไทย” จัดทำเพลงเชียร์เพื่อชาติ “รวมใจสู่ชัยชนะ” (THE POWER OF UNITY) จัดทำ LINE STICKERS “ยักษ์สู้” และการจัดกิจกรรม “POWER OF UNITY RUNNING EVENT” ซึ่งมีนักวิ่งสนใจเข้าร่วมมากกว่า 6,600 คน พร้อมบริจาคเงินมูลค่ารวมกว่า 2.5 ล้านบาท จากรายได้ในการจัดงานเพื่อสนับสนุนนักกีฬา รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้อง

รวมถึงการสนับสนุนการจัดกิจกรรมภายใต้โครงการ “Road to Tokyo 2020 รวมใจสู่ชัยชนะ” ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือขององค์กรภาครัฐ และภาคเอกชน ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020 เพื่อให้คนไทยได้มีส่วนร่วมในการส่งแรงเชียร์ให้ทัพนักกีฬาไทยระหว่างการแข่งขัน  รวมทั้งได้ความร่วมมือจากผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 171 ดีลเลอร์ทั่วประเทศ ร่วมสนับสนุนกิจกรรม “วิ่งธงชาติไทย รวมใจสู่ชัยชนะ ROAD TO TOKYO 2020” เพื่อสนับสนุน และเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาไทยในการแข่งขัน นอกจากนี้ยังได้มอบรถยนต์ โตโยต้า คอมมิวเตอร์ ให้กับคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย จำนวน 2 คัน เพื่อใช้ในการอำนวยความสะดวกแก่นักกีฬาในการเดินทางไปฝึกซ้อม และแข่งขัน พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาการขับเคลื่อนให้กับ มูลนิธิคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย ในการพัฒนา และผลิตรถวีลแชร์ที่ใช้สำหรับการฝึกซ้อม โดยผลจากการพัฒนาร่วมกันนี้ โตโยต้า ได้มอบรถวีลแชร์ จำนวน 10 คัน ให้กับนักกีฬาพาราลิมปิกไทยอีกด้วย

นอกจากนี้ยังได้ดำเนินโครงการที่ส่งต่อจิตวิญญาณภายใต้แนวคิดขององค์กรโตโยต้า “START YOUR IMPOSSIBLE” ด้วยการสนับสนุนนักกีฬาผู้เป็นต้นแบบที่มุ่งมั่นในการทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้…ให้เป็นไปได้ โดยบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนนักกีฬามาโดยตลอด ซึ่งหนึงในโครงการที่สําคัญคือ โครงการ Global Team Toyota Athletes (GTTA) ซึ่งเป็นโครงการที่จัดตั้งขึนเพื่อสนับสนุนตัวแทนนักกีฬาจากทั่วโลก ให้ไปถึงจุดหมาย สามารถคว้าชัยในการแข่งขันครั้งนี้ โดยในภูมิภาคเอเชียมีนักกีฬาเข้าร่วมทั้งสิ้น 11 คน และมีตัวแทนจากนักกีฬาไทย 2 คน ได้แก่ น้องเทนนิส พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ นักกีฬาเทควันโด และน้องปิ่น อัญชญา เกตุแก้ว นักกีฬาว่ายน้ำ นอกจากนั้นบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ที่ให้การสนับสนุนวงการกีฬามาอย่างต่อเนือง เล็งเห็นถึงความสําคัญของการแข่งขันในครั้งนี จึงได้สนับสนุนตัวแทนนักกีฬาทีมชาติไทยเพิ่มเติมจากโครงการดังกล่าว อาทิ น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ นักกีฬาแบดมินตัน โปรเม เอรียา จุฑานุกาล นักกีฬากอล์ฟ และคุณประวัติ วะโฮรัมย์ นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง ถือได้ว่าเป็นตัวแทนนักกีฬาทีมชาติไทยที่เป็นความหวังในการคว้าเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020 ครั้งนี้อีกด้วย

คนไทยนายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวเพิ่มเติมว่าผมเชิ่อมั่นว่าถ้าคนไทยรวมใจ ไม่ว่าจะเจอกับอุปสรรคที่ยากลำบากเพียงใด เราก็สามารถผ่านพ้นไปได้อย่างแน่นนอน ในโอกาสนี้ผมขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกท่าน ร่วมส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขัน โตเกียวโอลิมปิกเกมส์ ระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม – 8 สิงหาคม 2564 ต่อด้วย โตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม – 5 กันยายน 2564 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พร้อมติดตามข่าวสารการแข่งขันพร้อมความเคลื่อนไหว สกู๊ปพิเศษจากนักกีฬา รวมถึงส่งข้อความเป็นกำลังใจให้ทัพนักกีฬาทีมชาติไทย และร่วมสนุกกับกิจกรรมของเพจเพื่อลุ้นรับของรางวัลพิเศษจากโตโยต้า ทุกสัปดาห์ ได้ที่ FACEBOOK “เชียร์นักกีฬาไทย ส่งใจไปโอลิมปิก” พร้อมติดตามชมถ่ายทอดสดการแข่งขันได้ที่ช่อง PPTV, GMM25, TRUE4U 24, JKN 18, ThaiPBS, NBT, T Sports Channel, AIS Play และ FACEBOOK “Stadium TH”

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะได้เห็นธงไตรรงค์โบกสะบัด และร่วมกันร้องเพลงชาติไทยในเวทีระดับนานาชาติแห่งนี้ เพื่อนำมาซึ่งความภาคภูมิใจ เป็นของขวัญให้กับคนไทยทุกคน และท่ามกลางสถานการณ์อันยากลำบากในขณะนี้ ผมขอให้ทุกท่านมีสุขภาพที่แข็งแรง โดยอย่าลืมรักษาระยะห่างทางสังคม ปฎิบัติตามมาตราการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเคร่งครัด ขอให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยกัน”

ติดตามข่าวสารการแข่งขันพร้อมความเคลื่อนไหว

ร่วมส่งข้อความและแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาทีมชาติไทย

และร่วมสนุกกับกิจกรรมเพื่อลุ้นรับของรางวัลพิเศษจากโตโยต้าทุกสัปดาห์ได้ที่ FACEBOOK เชียร์นักกีฬาไทย ส่งใจไปโอลิมปิก

รายการ Auto Motor Thailand ประจำวันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

0
Auto Motor Thailand Pic Open

พบกับรายการ Auto Motor Thailand ตั้งแต่เวลา 23.00-23.30 น. ทางททบ.5 กด 1 สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

“เรื่องรถต้องรู้”
– ทดสอบสมรรถนะ Nissan Navara Pro2X กับการเดินทางไกล

Auto Motor Thailand 1

“ท่องโลกยานยนต์”
– เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว “The new S-Class” ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

Auto Motor Thailand 2
– มาสด้าอวดโฉมปิกอัพ BT-50 จากประเทศไทย ณ เมืองฮิโรชิมา ประเทศ ญี่ปุ่น

Auto Motor Thailand 3
– มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ลงนามเอ็มโอยูกับอีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ ศึกษานำร่องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ เพื่อการพาณิชย์

Auto Motor Thailand 4

“รู้ก่อนขับกับ…อีซูซุ”
– รู้จักกับชนิดของน้ำมันเบรก

Auto Motor Thailand 5

ติดตามรับชม Auto Motor Thailand พร้อมกัน ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5กด1 ตั้งแต่เวลา 23.00 น.เป็นต้นไป แล้วพบกันครับ

มาสด้าเผยแก่นแท้ที่ทำให้ CX-30 คือที่สุดแห่งครอสโอเวอร์เอสยูวีระดับโลก

0

มาสด้า CX-30 เผยโฉมสู่สาธารณชนในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ การปรากฏกายขึ้นครั้งแรกสร้างความฮือฮาตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก เกิดกระแสตอบรับเป็นอย่างดีและสร้างชื่อเสียงกระหึ่มไปทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว เพราะนี่คือ ครอสโอเวอร์เอสยูวีที่เป็นต้นแบบแห่งความสง่างาม ภายใต้การออกแบบ KODO Design เจเนอเรชั่นใหม่ ถูกถ่ายทอด DNA จากยานยนต์ต้นแบบ VISION COUPE อันเกิดจากศิลปะของแสงและเงา The artistry of light เกิดเป็นนิยามใหม่ของความมีชีวิตชีวา Breathing life into the car โดยนำปรากฏการณ์ความสวยงามตามธรรมชาติผ่านการรังสรรค์ด้วยความประณีตก่อเกิดเป็นความวิจิตรงดงามเฉกเช่นผลงานศิลปะชิ้นเอก เพื่อส่งมอบความมีชีวิตชีวาให้กับรถยนต์เสมือนมีชีวิต

ด้วยคุณสมบัติที่เพียบพร้อมในทุกๆ ด้าน ทำให้รถรุ่นนี้คว้ารางวัลอันทรงเกียรติมากมายจากทั่วโลก อาทิ รางวัล Golden steering wheel award 2019 ประเภท Compact SUV จากประเทศเยอรมนี รางวัล Red Dot award 2020 ประเภท Product design จากประเทศเยอรมนี รางวัล Design trophy 2020 ประเภท SUV และประเภท Champion of all classes จากประเทศเยอรมนี รวมถึงเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นเพียงหนึ่งเดียวที่เข้ารอบ 3 คันสุดท้ายเพื่อชิงรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมของโลก Top 3 world car of the year 2020 และ world car design of the year ในปีเดียวกัน ซึ่งรางวัลการันตีนี้แสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบในทุกด้านของ CX-30 ที่เปี่ยมด้วยความสง่างามพรีเมี่ยมและเป็นที่ยอมรับจากลูกค้าทั่วโลก

แน่นอนว่าในประเทศไทยคงยากที่จะปฏิเสธว่ารถครอสโอเวอร์รุ่นนี้ร้อนแรงไม่แพ้ใครในโลกใบนี้เช่นกัน ตั้งแต่เปิดตัวช่วงต้นปี 2563 เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็สร้างกระแสฟีเวอร์ทำยอดจองถล่มทลายถึง 2,000 คัน จนปัจจุบัน CX-30 มียอดขายสะสมกว่า 10,000 คัน รวมถึงสร้างชื่อเสียงให้กับมาสด้าด้วยการคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2563 หรือ Thailand car of the year 2020 มาครองได้อย่างภาคภูมิใจ ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นรอบด้านจึงทำให้แฟนๆ มาสด้าติดอกติดใจ หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่เคยมีมาสด้าในสายตาต้องเหลียวหลังกลับมามอง วันนี้เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดกันว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ CX-30 กลายเป็นต้นแบบแห่งความสง่างาม อะไรคือแก่นแท้ที่ทำให้ CX-30 ได้รับความนิยมจากชาวไทยมาจนถึงวันนี้

  1. พรีเมี่ยมครอสโอเวอร์ต้นแบบแห่งความสง่างาม สปอร์ต โฉบเฉี่ยวทุกมุมมอง

ความหรูหราสง่างามที่แตกต่างจากครอสโอเวอร์ทั่วๆ ไป คือสิ่งที่ดึงดูดให้ผู้พบเห็นต่างหันกลับมาเหลียวมอง CX-30 ซึ่งความสง่างามนี้เกิดจากการยกระดับการออกแบบให้เกิดการเคลื่อนไหวที่งดงามและโดดเด่นตามแนวคิด KODO: Soul of motion เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่นที่มีความสง่างามเฉกเช่นเดียวกับรถต้นแบบ VISION COUPE ที่เผยโฉมในปี 2560 รถรุ่นนี้จึงโดดเด่นและแตกต่าง โดยการลดทอนบางสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป Less is More เกิดเป็นความเรียบง่ายแต่หรูหรา สะดุดตาจากการสะท้อนของเส้นสายและแสงเงาที่ตกกระทบบนตัวรถเป็นรูปตัวเอส และกลายเป็นความงามที่ผสมผสานกับความพลิ้วไหวสไตล์รถคูเป้และความแข็งแกร่งของเอสยูวี ที่โฉบเฉี่ยว มั่นคง และทรงพลัง ต้องตาต้องใจผู้พบเห็น จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรถต้นแบบแห่งความสง่างาม

  1. ภายในหรูหรา พรีเมี่ยม กว้างขวาง เติมเต็มทุกรูปแบบของการใช้ชีวิต

ภายในของ CX-30 แสดงออกถึงความโดดเด่นและมีคุณภาพอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้เฉพาะวัสดุคุณภาพสูง การออกแบบอย่างพิถีพิถันใส่ใจในทุกรายละเอียด การตัดเย็บอย่างประณีตราวกับงานทำมือ เลือกใช้การตกแต่งภายในด้วยเบาะหนังสีน้ำตาลเข้มที่ช่วยสร้างความรู้สึกภูมิฐานและพรีเมี่ยมได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น พื้นที่ภายในห้องโดยสารยังได้ถูกพัฒนาให้มีความกว้างขวางเพียงพอสำหรับผู้โดยสารในทุกตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นระยะห่างระหว่างเบาะนั่ง พื้นที่บริเวณคอนโซลกลาง ที่พักแขนบริเวณประตูและความกว้างของห้องโดยสารด้านหลัง ทำให้ผู้โดยสารสามารถแบ่งปันช่วงเวลาดีๆ กับครอบครัวหรือเพื่อนได้ตลอดการเดินทาง ไม่เพียงเท่านั้น รถรุ่นนี้ยังออกแบบโดยเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายเพื่อตอบสนองทุกรูปแบบของการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว

  1. อัดแน่นด้วยขุมพลังเครื่องยนต์สกายแอคทีฟอัตราเร่งดีและประหยัดน้ำมัน

CX-30 ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมและคล่องตัวทุกการใช้งาน ด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซินขนาด 2.0 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะความแรง ด้วยพละกำลังสูงสุดถึง 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ฉีดเชื้อเพลิงสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ทำให้ประหยัดน้ำมันได้สูงสุดถึง 15.4 กิโลเมตรต่อลิตร รองรับน้ำมันได้สูงสุดถึง E85 และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานในระดับสากล จึงทำให้รถรุ่นนี้ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

  1. ความปลอดภัยระดับโลกด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยสุดล้ำ i-Activsense มากถึง 12 ระบบ

รถรุ่นนี้พรั่งพร้อมครบครันด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยที่สามารถคาดการณ์ และส่งสัญญาณเตือนให้ผู้ขับขี่เพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุได้รอบทิศทาง เช่น ระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า, ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง, ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ, ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติแบบ Advance และอีกหลากหลายเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ รวมถึงถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และบริเวณหัวเข่าด้านคนขับ รวม 7 ตำแหน่ง ที่ช่วยปกป้องและป้องกันผู้โดยสารไปในทุกเส้นทาง

 

  1. ห้องโดยสารเงียบขึ้นช่วยให้เพลิดเพลินตลอดการเดินทาง

CX-30 ถูกยกระดับความเงียบภายในห้องโดยสาร โดยเลือกใช้วัสดุคุณภาพดีที่ช่วยเก็บเสียงและดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังได้ปรับปรุงประสิทธิภาพของฉนวนโดยใช้โครงสร้าง “ผนังสองชั้น” ที่เว้นช่องว่างระหว่างพรมปูพื้นกับแผงตัวถังด้านล่าง ระหว่างแผงประตูกับแผงตกแต่งด้านใน และลดจำนวนรูให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของฉนวนกันเสียง รวมถึงยังใช้การซีลภายในตรงขอบประตูหลังเพื่อช่วยลดเสียงรบกวนที่เกิดจากลมที่พัดผ่านช่องว่าง และลดเสียงจากพื้นถนนด้วยเช่นกัน จึงทำให้ CX-30 กลายเป็นรถที่มีความเงียบ ช่วยให้ผู้โดยสารเพลิดเพลินกับบทสนทนาหรือการพักผ่อนไปตลอดการเดินทาง

  1. ขับง่าย นั่งสบาย เกาะหนึบทุกการเข้าโค้งด้วยระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง

รถรุ่นนี้มาพร้อมแพลตฟอร์ม SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE เจเนอเรชั่นใหม่ ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยยึดหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ตำแหน่งการขับขี่เป็นธรรมชาติและเหมาะสมกับสรีระมากที่สุด โดยออกแบบให้เบาะนั่ง ตัวถัง และแซสซี ทำงานเป็นหนึ่งเดียวกันเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย มาพร้อมระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus ที่ช่วยปรับแรงบิดของเครื่องยนต์ตามการหักเลี้ยวพวงมาลัยของผู้ขับขี่ ควบคู่ไปกับการเบรกที่เหมาะสม เพื่อให้รถขับเคลื่อนไปอย่างนุ่มนวล มีเสถียรภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนของล้อทั้ง 4 ให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้ง่ายและเป็นธรรมชาติ ช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการขับขี่ และลดอาการโคลงตัวของรถช่วยให้ผู้โดยสารนั่งสบายยิ่งขึ้น

  1. จัดเต็มด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด พร้อมลำโพง Bose® รอบทิศทาง

ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัวด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัดที่ถูกติดตั้งมาพร้อมกับตัวรถ สามารถเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ผ่านระบบ Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple CarPlay® และ Android Auto™ ช่วยให้สามารถใช้งานฟังก์ชั่นสำคัญๆ โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการใช้งาน รวมถึงช่องเชื่อมต่อ USB 2 ช่อง และยังเสริมสร้างสุนทรียภาพภายในห้องโดยสารด้วยระบบเสียงคุณภาพสูงจาก Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง

  1. อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้ชีวิต

สิ่งอำนวยความสะดวกสบายของ CX-30 จัดว่าครบครันไม่แพ้รถรุ่นไหน ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ได้ 2 ตำแหน่ง แผงหน้าปัดและมาตรวัดความเร็วแบบดิจิตอล TFT LCD หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้า ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน พร้อมหลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เพิ่มความอเนกประสงค์ด้วยเบาะหลังแบบพับได้ 60:40 แยกอิสระจากกัน และประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ช่วยให้การใช้งานเป็นไปอย่างสะดวกสบายและคล่องตัว

  1. การสื่อสารการตลาดเข้าถึงกลุ่มลูกค้าอย่างชัดเจน

มาสด้าวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ไว้อย่างชัดเจน CX-30 มากับคอนเซ็ปต์ LIFE’S ALWAYS ON “เติมชีวิตให้เต็มความหมาย” เป็นรถยนต์ที่เข้ามาเพื่อเติมเต็มการใช้ชีวิตของลูกค้า เพื่อออกไปแสวงหาและสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านของชีวิตจากบทบาทหนึ่งไปสู่อีกบทบาทหนึ่ง อาทิ จากคนโสดสู่การมีคู่ชีวิต ต่อเนื่องไปสู่การเป็นครอบครัวขนาดเล็ก ที่ใช้เวลาร่วมกันบนรถยนต์ในการออกไปค้นหาเรื่องราวใหม่ๆ ในชีวิตประจำวันและได้ร่วมแบ่งปันกับคนที่เขารัก CX-30 เป็นรุ่นที่สองของรถยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ที่ให้คุณภาพดีเยี่ยมในทุกพื้นที่และทุกการเดินทาง

ด้วยคุณสมบัติที่เพียบพร้อมในทุกมิติ จึงทำให้ CX-30 เป็นครอสโอเวอร์ต้นแบบแห่งความสง่างามในระดับโลกที่มีความหรูหราสง่างาม บ่งบอกสไตล์พรีเมี่ยม พร้อมที่จะเข้ามาเติมเต็มการใช้ชีวิตให้มีความหมายมากยิ่งขึ้น พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าไปในทุกจังหวะของชีวิต และนี่คือครอสโอเวอร์ที่ตอบโจทย์ความสมบูรณ์แบบมากที่สุดในปัจจุบัน ที่สำคัญมาสด้าต้องการให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความเพลิดเพลินที่หลากหลาย ด้วยการเป็นเจ้าของรถยนต์ที่สามารถเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าออกแสวงหาและค้นพบสิ่งใหม่ๆ เป็นส่วนหนึ่งในการออกไปใช้ชีวิต เป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจไปตลอดการเดินทาง ด้วยราคาเริ่มต้นไม่ถึง 1 ล้านบาท

โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย

เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial Facebook/YouTube/Instagram/LINE

Home Delivery และ You Sit, I Drive ปลอดภัย หายห่วง กับบาเซโลนา มอเตอร์

0

จากประกาศล็อกดาวน์เข้มข้นพื้นที่ควบคุมสูงสุด เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมานั้น บริษัท บาเซโลนา มอเตอร์ จำกัด อยู่ในประเภทของร้านค้าและโรงงานที่สามารถเปิดให้บริการได้ ด้วยการปฏิบัติภายใต้มาตรการเว้นระยะห่าง และมาตรการป้องกันโรคระบาดโควิด19 อย่างเข้มงวด จึงสามารถเปิดทำการได้ตามปกติ โดยจำกัดผู้เข้าใช้บริการที่ศูนย์ต่อวันอย่างเคร่งครัด โดยมีผลปฏิบัติตั้งแต่วันพุธที่ 21 กรกฎาคม 64 เป็นต้นไปเป็นระยะเวลา 14 วันตามกำหนดของรัฐ

บาเซโลนา มอเตอร์ จึงอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่ต้องการเข้าใช้บริการที่ศูนย์บริการโชว์รูมบาเซโลนา มอเตอร์ทุกสาขา สามารถทำการนัดหมายออนไลน์ล่วงหน้า เพื่อความปลอดภัยของลูกค้า และการจำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการที่โชว์รูมผ่านช่องทางติดต่อต่างๆไม่ว่าจะเป็น Inbox ผ่านทาง Facebook Fanpage: BMW Barcelona Motor , นัดหมายพูดคุยผ่าน Line @bmwbarcelonamotor หรือติดต่อโดยตรงเข้าสาขาที่ต้องการเข้ารับ หรือจะเลือกรับบริการ Home Delivery เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด ซึ่งครอบคลุมถึง บริการ Test-Drive Delivery, บริการส่งมอบรถ และ บริการ You Sit, I Drive ที่จะนำรถรับ-ส่งศูนย์บริการซ่อมและทำสีจากบ้านคุณถึงศูนย์บริการได้โดยไม่ต้องออกจากบ้านและไม่เสียค่าใช้จ่ายในการใช้บริการเพิ่มเติม

แต่หากต้องการเข้าชมรถที่โชว์รูมก็ยังคงสามารถเข้ารับบริการที่ศูนย์ทุกสาขาได้ เพียงปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มข้นตามข้อกำหนดของรัฐและศูนย์บริการ ดังนี้

  1. ลูกค้าสวมใส่แมสก์ทุกครั้งเมื่อเข้าใช้บริการภายในศูนย์ฯ
  2. ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอลล์ที่จัดเตรียมไว้ให้ทั่วบริเวณ
  3. แสกนเช็คอินยืนยันตัวตนผ่านเว็ปไซต์ไทยชนะทุกครั้งก่อนเข้าศูนย์ฯ

ในสถานการณ์รุนแรงเช่นปัจจุบัน บาเซโลนา มอเตอร์จึงออกนโยบาย เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าท่านอื่นๆ และตัวพนักงานบาเซโลนา มอเตอร์ทุกคน หากลูกค้าท่านใดที่เข้าใช้บริการที่ศูนย์ฯ ไม่สวมใส่หน้ากากอนามัยหรือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคฯ ทางบาเซโลนา มอเตอร์จะขออนุญาตงดให้บริการแก่ลูกค้าท่านนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ศูนย์บริการทุกสาขาและรถทุกคันภายใต้การดูแลของบาเซโลนา มอเตอร์ จะถูกทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุกจุดสัมผัสทุกวัน จึงมั่นใจได้ว่า โชว์รูมบาเซโลนา มอเตอร์ทุกโชว์รูม สะอาด ปลอดภัย พร้อมบริการลูกค้า BMW ทุกคนเสมอ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายทดลองขับ

บาเซโลนา มอเตอร์ ทุกสาขา
สาขาวิภาวดี 02-481-7777
สาขาบางแค 02-080-5888
สาขาเชียงใหม่ 053-306-472

Line : @bmwbarcelonamotor
Facebook : http://fb.com/BmwBarcelonaMotor
Instagram : https://www.instagram.com/bmwbarcelonamotorgroup/
Tiktok : https://www.tiktok.com/@barcelonamotor
Youtube : http://bit.ly/BMW-Barcelona-Motor-Channel