Home Blog Page 362

GWM จัดงานเทศกาลเทคโนโลยีครั้งที่ 8 ขนทัพนวัตกรรมใหม่ล่าสุด พร้อมประกาศยุทธศาสตร์ปี ค.ศ. 2025 ตั้งเป้ายอดขายทั่วโลก 4 ล้านคัน

0

เมื่อเร็วๆ นี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดงานเทศกาลเทคโนโลยี ครั้งที่ 8 (The 8th Technology Festival) อย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์ HAVAL Technical Center ในเมืองเป่าติ้ง ประเทศจีน ภายในงานอัดแน่นด้วยการจัดแสดงเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด อาทิ การประกาศเครือข่ายพันธมิตร Coffee Intelligent Ecological Alliance การอัปเกรด GWM Coffee Intelligent 2.0 การเปิดตัวครั้งแรกต่อตลาดโลกของ Intelligent by Wire Chassis ที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ และห้องโดยสารอัจฉริยะ พร้อมด้วยการประกาศยุทธศาสตร์หลักปี ค.ศ. 2025 หรือ พ.ศ. 2568 เพื่อก้าวขึ้นสู่แบรนด์ระดับโลก ด้วยเป้าหมายยอดขายรถยนต์ทั่วโลกที่ 4 ล้านคัน ซึ่งจะเป็นรถยนต์พลังงานใหม่กว่า 80% พร้อมเป้าการสร้างรายได้กว่า 6 แสนล้านหยวน (3 ล้านล้านบาท) และเพิ่มงบการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอีกกว่าแสนล้านหยวน (5 แสนล้านบาท) ใน 5 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ชาญฉลาด ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก ด้วยการจัดงานเทศกาลเทคโนโลยีของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ซึ่งนับเป็นเทศกาลที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าและความสำเร็จ
ด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ของบริษัท โดยในปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 ภายใต้หัวข้อ “Accelerating Carbon Neutralization and Creating Intelligence” เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สะท้อนระบบนิเวศทางเทคโนโลยีสมัยใหม่อันชาญฉลาด ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของ เกรท วอลล์ มอเตอร์

มร.แจ็ค เว่ย ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ กล่าวว่า “ในช่วงเวลา 3-5 ปี หลังจากนี้ นับเป็นช่วงเวลาที่ดี ที่แบรนด์รถยนต์จากประเทศจีนจะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของโลก เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะใช้ช่วงเวลานี้อย่างเต็มที่เพื่อมุ่งมั่นคิดค้น วิจัย และพัฒนาทั้งในด้านพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม โอกาส และความได้เปรียบในตลาดโลก โดยเราจะผลักดันศักยภาพ พร้อมทั้งเพิ่มขีดความความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสร้างความเปลี่ยนแปลงขององค์กรเพื่อให้ก้าวสู่การเป็น “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Mobility Technology Company) อย่างแท้จริง ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1.การวางแผนงานระดับโลก (Global Layout) 2.การลงทุนขนาดใหญ่ในการวิจัยและพัฒนา (Large Investment in R&D) 3.การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขององค์กร (Great Change of Enterprise) และ 4.การดำเนินงานที่เน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (User-Centric Operation)”

ด้วยเป้าหมายหลักที่จะเป็น “ผู้นำในจีนและก้าวไปสู่แบรนด์ระดับโลก” ในปี ค.ศ. 2025 หรือ พ.ศ. 2568 เกรท วอลล์ มอเตอร์ วางแผนที่จะบรรลุเป้าหมายยอดขายทั่วโลกที่ 4 ล้านคันในปีนั้น ซึ่ง 80% ของยอดขายดังกล่าวจะมาจากรถยนต์พลังงานใหม่ พร้อมตั้งเป้ารายได้จากการดำเนินงานมากกว่า 6 แสนล้านหยวน (3 ล้านล้านบาท) และในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเพิ่มงบลงทุนในการวิจัยและพัฒนาอีกมากกว่าแสนล้านหยวน (5 แสนล้านบาท) เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความชาญฉลาด และปลอดภัยมากยิ่งขึ้นให้แก่ผู้บริโภคทั่วทุกมุมโลก และตั้งเป้าให้มีบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาทั่วโลกจำนวนมากกว่า 30,000 คน ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีทักษะความสามารถด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์อีกกว่า 10,000 คน ภายใน 2 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ บริษัทยังคงเน้นย้ำแนวคิดการทำงานที่เน้น “ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง” เพื่อสร้างระบบการทำงานใหม่ที่องค์กรและผู้บริโภคทำงานร่วมกันผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อขยายขอบเขตของผู้บริโภคสู่ภาคธุรกิจ (Consumer to Business หรือ C2B) ซึ่งจะเป็นการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ระหว่าง “ผลิตภัณฑ์ ซอฟต์แวร์ และบริการ” ที่ทุกฝ่ายจะได้รับผลประโยชน์ร่วมกันให้เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ในงานเทศกาลเทคโนโลยีในครั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้นำเสนอนวัตกรรมอันล้ำสมัยที่น่าสนใจ ได้แก่

  • การก่อตั้ง Coffee Intelligent Ecological Alliance ซึ่งจะเป็นกลุ่มพันธมิตรที่ร่วมสร้างสภาพแวดล้อมแบบใหม่สำหรับการเดินทางอันชาญฉลาดในอนาคต โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เผยแผนการสร้างแพลตฟอร์ม Coffee Intelligent Crowdsourcing ซึ่งจะเปิดตัวในปี พ.ศ. 2564 นี้ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนพันธมิตรกว่า 150 บริษัท ภายในปี 2565 และในปี พ.ศ. 2568 จะมีพันธมิตรที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมอื่นๆ เพิ่มเติมในด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว การแพทย์ การเงิน กีฬา เป็นต้น
  • Intelligent by Wire Chassis เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัวแชสซีอัจฉริยะที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าของบริษัทเป็นครั้งแรกสู่ตลาดโลก โดยเป็นแชสซีสำหรับระบบขับขี่อัตโนมัติระดับ L4 ขึ้นไป สร้างขึ้นภายใต้แนวคิด “หนึ่งสมองประสานห้าระบบเพื่อการควบคุมอิสระหกรูปแบบ” โดยผสานรวมระบบแชสซีหลักทั้ง 5 ระบบ ได้แก่ การบังคับเลี้ยวแบบ steering by wire การเบรกแบบ braking by wire  การควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบ shift by wire การควบคุมคันเร่งแบบ throttle by wire และการควบคุมช่วงล่างแบบ suspension by wire ซึ่งจะครอบคลุมการควบคุมการเคลื่อนไหวทั้ง 6 รูปแบบอย่างอิสระ ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้าย ด้านขวา การขึ้นและลงของตัวรถ
  • การอัปเกรดและเผยแพร่ GWM Coffee Intelligent 2.0 อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “ภูมิปัญญา พันธมิตร และการขับขี่อันชาญฉลาด” ซึ่งประกอบด้วย ศูนย์รวมอัจฉริยะ 1 แห่ง ที่มาพร้อมข้อได้เปรียบทางเทคนิคที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ การบริการ การสร้างมาตรฐาน ความยืดหยุ่น และการสร้างพันธมิตร 2. โครงสร้างอันทรงพลัง ที่ทำให้ให้ผู้ขับขี่สามารถใช้ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติได้ในระดับไฮเอนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3.การอัปเกรดอัจฉริยะที่สำคัญทั้ง 3 รูปแบบ ได้แก่ การอัปเกรดรอบห้องโดยสารอัจฉริยะ การขับขี่อัจฉริยะ และการบริการอัจฉริยะ ซึ่งการอัปเกรดเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและยานพาหนะ ช่วยสร้างเครือข่ายอัจฉริยะที่ทรงพลังให้แก่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ จะพบว่าระบบการควบคุมการสั่งงานด้วยไฟฟ้า (Electronic & Electrical Architecture) รูปแบบใหม่ของ เกรท วอลล์ มอร์เตอร์ นี้ จะสามารถควบคุมซอฟต์แวร์ของยานพาหนะจากศูนย์กลางได้มากยิ่งขึ้น สามารถสร้างระบบ SOA (Service-Oriented Architecture) โมดูลซอฟต์แวร์ และอินเทอร์เฟซการสื่อสารที่มีมาตรฐานและเสมือนจริงมากกว่า โดยเป็นการพัฒนาฟังก์ชั่นแยกส่วนระหว่างซอฟต์แวร์และการพัฒนาแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ ในขณะเดียวกัน ระบบใหม่นี้มีฟังก์ชั่นการอัปเกรดระบบสมัครสมาชิก (subscription) โดยผู้ใช้สามารถสมัครรับการอัปเกรดฟังก์ชั่นการบริการต่างๆ ของรถได้ตามต้องการและตามความชอบของตนเองได้แบบไดนามิก โดยไม่ต้องรอชุดการอัปเกรดซอฟต์แวร์ จึงนับเป็นมิติใหม่ของเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยานยนต์เลยทีเดียว

  • ห้องโดยสารอัจฉริยะ (Intelligent Cockpit) เกรท วอลล์ มอเตอร์ เป็นผู้นำในการสร้างแพลตฟอร์มห้องโดยสารอัจฉริยะโดยใช้ชิป Qualcomm 8155 ซึ่งเมื่อเทียบกับระบบเครื่องยนต์ของรถยนต์ทั่วไปรุ่นก่อนๆ จะพบว่าประสิทธิภาพการประมวลผลของ CPU มีเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า และมีการประมวลผลภาพ GPU เพิ่มขึ้นมากกว่า 3.5 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับเฟิร์สคลาสในอุตสาหกรรม เสริมด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) แบบเอ็กซ์คลูซีฟที่มีการประมวลผลสูงเป็นพิเศษโดยเฉพาะการประมวลผลภาพและเสียง ช่วยสร้างประสบการณ์การขับขี่ภายในห้องโดยสารที่รื่นรมย์ เสถียร และปลอดภัยยิ่งขึ้น
  • เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ Coffee Intelligent Driving นับเป็นโซลูชั่นการขับขี่อัตโนมัติแรกสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่อัดแน่นไปด้วยการออกแบบและฟังก์ชั่นการใช้งานอันโดดเด่นที่มีการผลิตเป็นจำนวนมากในประเทศจีน โดย icu 3.0 ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มการประมวลผลการขับขี่อัตโนมัติที่ประหยัดพลังงานที่สุดในโลก และสามารถตอบสนองการใช้ในระดับ L3 L4 L5 รวมไปถึงการขับขี่อัตโนมัติรูปแบบอื่นๆ
  • เทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจน ประกอบไปด้วยระบบเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ระบบกักเก็บไฮโดรเจน และส่วนประกอบหลักอื่นๆ ที่สำคัญ โดยภายในปี พ.ศ. 2564 เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเปิดตัวรถเอสยูวีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนระดับ C รุ่นแรกของโลก และเกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งเป้าหมายที่จะมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นสามอันดับแรกในตลาดพลังงานไฮโดรเจนทั่วโลกภายในปี พ.ศ. 2568

ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Mobility Technology Company) เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงเดินหน้ารักษาคำมั่นสัญญาที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้บริโภคทุกคนจะได้รับและใช้งานผลิตภัณฑ์และบริการที่ฉลาด ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

เปิดเบื้องลึกเจาะสเปคมาสด้า CX-3 ทำไมใครๆ ก็เลือก ครอสโอเวอร์เอสยูวีที่เน้นคุณภาพเหนือราคา

0

ในเมื่อรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ทำให้พฤติกรรมการเลือกซื้อรถยนต์ก็แปรเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย ผู้ผลิตรถยนต์จึงหันมาสนใจพัฒนารถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีเพื่อลงแข่งขันในตลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ออกโลดแล่นอวดโฉมอยู่บนท้องถนนกันมากมายหลากหลายยี่ห้อ เฉกเช่นเดียวกับมาสด้าที่ปรารถนาจะสร้างสรรค์ยนตรกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ใช้งานได้ในทุกโอกาส ดังนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของสังคมยุคใหม่ จึงเกิดเป็นแนวคิดในการพัฒนาต่อยอดจากรถยนต์นั่งให้กลายมาเป็นรถอเนกประสงค์ตระกูล CX-Series ซึ่งมีให้เลือกมากถึง 4 รุ่น รวมถึงฟรีสไตล์ครอสโอเวอร์เอสยูวีอย่างมาสด้า CX-3 ที่สะท้อนภาพลักษณ์และบุคลิกเฉพาะตัวตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น ด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยวสปอร์ตพรีเมี่ยมทั้งภายนอกและภายใน ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร ทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยเต็มคัน เพื่อให้คุณก้าวไปสู่อีกระดับของการใช้ชีวิตในแบบที่เป็นคุณ

มาสด้า CX-3 เป็นหนึ่งในครอสโอเวอร์เอสยูวีรุ่นเล็กสุดในตระกูลมาสด้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย ด้วยการเป็นรถที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนเมือง มีความโดดเด่นด้านการออกแบบที่งดงามล้ำสมัยและตอบโจทย์การใช้งานในทุกด้าน ได้รับการการันตีด้วยรางวัล Thailand Car of the Year ในปี 2016 (หรือปี พ.ศ. 2559) จวบจนปัจจุบันรถรุ่นนี้ได้ถูกพัฒนาปรับโฉมมาแล้วหลายครั้ง โดยครั้งแรกเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี พ.ศ. 2558 และมีการปรับโฉมเพิ่มความสดใหม่เป็นครั้งแรกในปี 2561 ล่าสุดมีการปรับโฉมเมื่อปลายปี 2563 มาพร้อมคอนเซ็ปต์ใหม่ Leap Forward…ให้ชีวิตไปอีกขั้น วางกลยุทธ์เจาะฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่ B-Car Upper และลูกค้ากลุ่ม B-SUV ที่ต้องการรถประเภท SUV เป็นคันแรกในบ้าน ตั้งราคาเริ่มต้นเพียง 700,000 กว่าบาท ส่งผลให้ CX-3 กลายเป็นรถที่มีกระแสตอบรับร้อนแรงมากที่สุดในยุคนี้ กลายเป็นโมเดลที่ทำสถิติเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 299% และอยู่ในการครอบครองของลูกค้าชาวไทยเกือบ 20,000 คัน เรามาเจาะลึกคุณลักษณะอันโดดเด่นที่ชัดเจนเพียง 8 เหตุผลเท่านั้น ว่าทำไม CX-3 จึงเป็นซับคอมแพ็คเอสยูวีที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่และเป็นรถที่คุ้มค่าคุ้มราคาของใครหลายๆ คนในปัจจุบัน

  1. บอดี้ขนาดพอเหมาะแต่เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ให้อัตราเร่งที่ทรงพลังและประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม

ถึงแม้ว่าจะเป็นซับคอมแพ็คเอสยูวีแต่ CX-3 ก็มีตัวถังขนาดเพียงพอต่อการใช้งานคล่องแคล่วปราดเปรียว โดยเฉพาะพละกำลังที่รีดออกมาเหลือล้นเกินใคร ต้องยกความดีความชอบให้กับเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซินขนาด 2.0 ลิตร ที่ให้อัตราเร่งที่ดีเยี่ยมและตอบสนองได้อย่างทันใจด้วยพละกำลังถึง 156 แรงม้า ซึ่งนับว่าให้สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่ารถยนต์ในระดับเดียวกัน อีกทั้งยังประหยัดน้ำมันถึง 16.4 กิโลเมตร/ลิตร เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระบบช่วงล่างที่เกาะหนึบทุกการเข้าโค้ง ตอบโจทย์ผู้ที่กำลังมองหารถเอสยูวีขนาดเล็กมาใช้งานในเมืองได้อย่างดีเยี่ยม

  1. ออฟชั่นอัดแน่นล้นคัน พรั่งพร้อมเทคโนโลยีด้วยคุณภาพเหนือราคา

สิ่งสำคัญคือ CX-3 มาพร้อมออฟชั่นครบครันที่เรียกได้ว่าคุ้มค่าเหนือกว่ารถอเนกประสงค์ในระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เทคโนโลยีความปลอดภัย รวมถึงระบบความปลอดภัย i-Activsense ที่ใส่มาเต็มคัน ไฟหน้าแบบ LED โปรเจคเตอร์ พร้อมไฟ Daytime Running ล้ออัลลอย 18 นิ้ว หลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า เชื่อมต่อแบบไร้สายด้วยระบบ Mazda Connect รองรับ Wireless Apple CarPlay® และระบบ Android Auto™ พนักพิงเบาะนั่งแถวที่สองปรับพับได้แบบ 60:40 ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ Smart Keyless Entry ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบ Push Start Button ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ GVC และระบบแสดงภาพ 360° รอบทิศทาง ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้าและด้านหลัง จึงทำให้กลายเป็นรถอเนกประสงค์ที่คุ้มค่าคุ้มราคาสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถ SUV คันแรก

  1. ดีไซน์โดดเด่นสง่างามทุกมุมมองในสไตล์ที่แตกต่าง

มาสด้า CX-3 ได้ผสานทุกความโดดเด่นและความประณีตใส่ใจในทุกรายละเอียดผ่านการออกแบบที่เรียบง่ายแต่งดงาม ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายที่เปี่ยมไปด้วยพลังและความงามที่พาดผ่านบนตัวรถ ตามแนวทางการออกแบบอันมีเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้าดีไซน์ KODO: Soul of Motion ที่แฝงด้วยความโฉบเฉี่ยวทรงพลังราวกับมีชีวิต จึงทำให้รถรุ่นนี้มีความโดดเด่นพรีเมี่ยมต้องตาต้องใจผู้พบเห็นตามสไตล์ครอสโอเวอร์เอสยูวี การันตีความสง่างามบนเวทีระดับโลกจากการติดอันดับ Top 3 รางวัลออกแบบยอดเยี่ยมของโลก World Car Design of the Year เมื่อปี 2016 (หรือปี พ.ศ. 2559) มาแล้ว

  1. ภายในหรูหรา ประณีต เหนือกว่ารถในคลาสเดียวกัน

ภายในห้องโดยสารของรถรุ่นนี้ยังใช้แนวทางการออกแบบที่เรียบง่ายแต่คงความหรูหราสง่างาม การตัดเย็บอย่างประณีตและเลือกใช้วัสดุคุณภาพชั้นเลิศที่ให้ทุกสัมผัสราบเรียบและนุ่มนวล เพื่อแสดงออกถึงคุณภาพในทุกจุดสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นคอนโซลหน้าแบบ Grand Luxe Suede® สีเทา เบาะนั่ง การตกแต่งขอบประตู รวมถึงการเลือกใช้สีภายในที่สอดคล้องกับสุนทรียศาสตร์สไตล์ญี่ปุ่นที่เรียบง่ายช่วยยกระดับบรรยากาศภายในห้องโดยสาร และแสดงถึงคุณภาพที่สามารถตอบโจทย์คนรักดีไซน์ความสปอร์ตพรีเมี่ยมได้เป็นอย่างดี

  1. เบาะนั่งสบาย ใช้งานง่าย พร้อมรองรับสัมภาระขนาดใหญ่

ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบให้นั่งสบายในทุกตำแหน่ง โดยมาสด้าเลือกใช้แต่วัสดุคุณภาพชั้นดีให้สัมผัสที่ราบเรียบและนุ่มนวล และได้พัฒนาตำแหน่งการนั่งให้มีสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับสรีระของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นระยะห่างที่นั่งด้านหน้า ระยะความกว้างที่วางขา พื้นที่เหนือศีรษะ ตลอดจนการออกแบบที่เรียบง่ายของพนักพิงหลังที่ช่วยให้นั่งสบายและลดความเมื่อยล้าระหว่างการขับขี่ รวมถึงยังได้จัดวางอุปกรณ์ภายในรถให้เหมาะสมกับตำแหน่งการใช้งาน เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้น รถรุ่นนี้ยังตอบโจทย์การใช้งานของผู้ที่มองหารถที่สามารถบรรทุกสัมภาระได้หลากหลายรูปแบบมากกว่ารถยนต์นั่ง โดยมาพร้อมเบาะพับแบบแบนราบและเบาะพับแยกอิสระ ซ้าย-ขวา 60:40 ช่วยให้บรรทุกและใส่กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ได้อย่างไร้กังวล

  1. ทัศนวิสัยในการขับขี่เป็นเลิศ ช่วยให้ขับขี่ได้สะดวกและปลอดภัย

มาสด้าพัฒนาตำแหน่งการขับขี่โดยยึดหลักตำแหน่งการขับขี่ในอุดมคติ ด้วยการออกแบบตำแหน่งที่นั่งคนขับให้สูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อส่งมอบทัศนวิสัยที่ชัดเจน และยังได้ยกระดับการออกแบบโดยวางตำแหน่งเสาเอไปทางด้านหลังเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยด้านหน้า รวมถึงได้ปรับตำแหน่งของเสาซีเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยด้านหลังให้สามารถมองเห็นได้ไกลขึ้น จึงช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุและช่วยให้ขับขี่ได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล แม้ว่าจะเป็นมือใหม่หรือขับขี่ในเมืองที่การจราจรหนาแน่นก็ตาม

  1. ครบเครื่องเรื่องความปลอดภัย ใช้งานในเมืองได้สะดวกคล่องตัว

อุปกรณ์มาตรฐานที่ถูกติดตั้งมาในมาสด้า CX-3 เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีความสะดวกสบายและระบบความปลอดภัย i-Activsense มากถึง 8 ระบบ ตอบรับต่อไลฟ์สไตล์การใช้งานในเมืองและนอกเมือง ไม่ว่าจะเป็นระบบแสดงภาพ 360° รอบทิศทาง เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่มองสถานการณ์โดยรอบเป็นมุมกว้างได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า 4 จุด และด้านหลัง 4 จุด ช่วยให้การเข้าจอดเป็นไปอย่างง่ายดาย ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance ที่มาพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน ระบบเตือนเมื่อมีรถเบี่ยงออกนอกเลน ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ ระบบควบคุมความเร็วคงที่ ถุงลมนิรภัย และยังมีคานเสริมกันกระแทกด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลัง เพื่อช่วยลดการบาดเจ็บจากการชนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

  1. ครบครันด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สาย ตอบโจทย์รูปแบบชีวิตยุคใหม่

รถรุ่นนี้ได้พัฒนาขึ้นเพื่อให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยระบบ Mazda Connect เพื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบ Mazda Connect ที่มาพร้อม Wireless Apple CarPlay® และ Android Auto™ ที่สามารถโทรติดต่อ ส่งข้อความ ฟังเพลง หรือค้นหาเส้นทางได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว พร้อม Center Commander ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ได้อย่างปลอดภัยในขณะเดินทาง ตอบรับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่อย่างลงตัว

มาสด้า CX-3 รุ่นปี 2021 Collection ถูกปรับอุปกรณ์มาตรฐาน ปรับราคาจำหน่าย และรายละเอียดของรุ่นย่อยทั้งหมด เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าเหนือราคามากกว่าเดิม ตอบโจทย์การใช้งานและครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้นคันที่มาสด้าใส่มาตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ส่งผลให้มาสด้า CX-3 เป็นรถอเนกประสงค์ที่มอบความคุ้มค่าคุ้มราคาให้กับลูกค้าได้มากที่สุด เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันในระดับราคาที่ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายยิ่งขึ้น นี่เป็นเพียงแค่ 8 เหตุผลจากลูกค้าที่สะท้อนออกมาอันเกิดจากประสบการณ์การขับขี่และเป็นเจ้าของ CX-3 ซับคอมแพ็คเอสยูวีที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ เหนือกว่าด้วยคุณภาพเหนือราคาคุ้มค่าเกินห้ามใจในยุคนี้

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ลงนามเอ็มโอยูกับอีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ ศึกษานำร่องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ เพื่อการพาณิชย์

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ร่วมกับบริษัท อีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการศึกษานำร่องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicles หรือ BEV) ในประเทศไทย มุ่งทำความเข้าใจแนวทางการใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ เพื่อการพาณิชย์ และทำการศึกษาข้อมูลจากการใช้งานจริงโดยอีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ ภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะจัดส่งรถยนต์ มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ เพื่อการพาณิชย์ จำนวน 1 คัน ให้แก่ อีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์สำหรับใช้ในการดำเนินธุรกิจการขนส่งสินค้าเป็นเวลา 1 ปี

โครงการนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในแผนดำเนินงานของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่จะพัฒนายนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าให้ครอบคลุมการใช้งานทั้งในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและเพื่อการพาณิชย์ โดยมีเป้าหมายส่งเสริม ให้ผู้ใช้รถยนต์ชาวไทยหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า และศึกษาโอกาสที่จะขยายต่อไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างแพร่หลายในประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลไทย

ขณะเดียวกัน แผนงานการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในธุรกิจโลจิสติคส์ ของอีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อมและแนวคิดการลดต้นทุนการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ อีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ จัดตั้งและถือครองโดยบริษัท ฮิตาชิ ทรานสปอร์ต ซิสเต็มส์ กรุ๊ป หนึ่งในบริษัทชั้นนำผู้ให้บริการโลจิสติคส์ทั่วโลกแบบ ครบวงจร

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้จัดส่งรถ มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ ประมาณ 9,000 คัน ให้กับบริษัทขนส่งต่างๆ บริษัท   ค้าปลีก และหน่วยงานรัฐ ในประเทศญี่ปุ่น และยังจัดส่งอีก 1,500 คัน เพื่อเป็นรถยนต์  ที่ใช้ในกรมไปรษณีย์ของญี่ปุ่นอีกด้วย จากนี้ เราจะเดินหน้าศึกษาถึงแนวทางที่จะทำให้เกิดความสำเร็จในการใช้ยนตรกรรมไฟฟ้า ควบคู่กันไปกับการขยายสถานีชาร์จไฟและการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง โครงการศึกษานำร่องครั้งนี้ ทำให้เราได้มีโอกาสศึกษาความเป็นไปได้ของการปรับใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อการพาณิชย์ สานต่อให้เกิดการสนับสนุนและการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแพร่หลายสำหรับประเทศไทยในอนาคต โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม (The New Environmental Plan Package) ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ที่มีการกำหนดขอบข่ายของสังคมในอนาคตและทิศทางโครงการริเริ่มต่างๆ สู่เป้าหมายในปี 2593 และยังเป็นการสนับสนุนแผนริเริ่มส่งเสริมยนตรกรรมไฟฟ้าของรัฐบาลไทย ทั้งนี้ หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของแผนปฏิบัติการใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมดังกล่าว ก็คือ การเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 50% จากยอดจำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิทั้งหมดทั่วโลกในปี พ.ศ. 2573” มร. โคอิโตะ กล่าวเพิ่มเติม

มร. ฮอนดะ เรียวอิชิ ประธานกรรมการ และผู้อำนวยการ บริษัท ฮิตาชิ ทรานสปอร์ต ซิสเต็มส์ (สำนักงานใหญ่) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในฐานะหนึ่งในบริษัทผู้นำในอุตสาหกรรมโลจิสติคส์ เรามีหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะเดียวกัน ก็พิจารณาถึงวิธีการการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานไปพร้อมๆ กันด้วย เรามีความภาคภูมิใจที่ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับหนึ่งในบริษัทรถยนต์ชั้นนำ เพื่อส่งเสริมแนวคิดริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อมของเรา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและศักยภาพ   ที่จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ล้ำสมัย โครงการศึกษาครั้งนี้จะช่วยให้เรามีความเข้าใจและได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในการปฏิบัติงานของเราในอนาคต สอดคล้องกับเป้าหมายการเป็นบรรษัทพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นผู้นำในการสร้างความยั่งยืนทั้งในด้านอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม”

ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าว อีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ จะใช้มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ ในการปฏิบัติงาน ส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าทุกวันเป็นเวลา 1 ปี รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นดังกล่าว เป็นรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับด้านสมรรถนะการขับขี่และการบรรทุกสินค้า ตอบรับการขับขี่ที่เงียบสงบ ประหยัด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเพื่อรองรับการบรรทุกสินค้าที่หลากหลาย มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ ได้ถูกออกแบบให้สามารถบรรทุกสินค้าได้สูงสุด 350 กก. พร้อมผู้โดยสาร 2 คน พื้นที่เก็บสัมภาระเมื่อพับเบาะผู้โดยสารลงมีความยาว 2,685 มม. และประตูแบบสไลด์ ช่วยอำนวยความสะดวกในการขนถ่ายสินค้า 

รถยนต์รุ่นนี้รองรับการชาร์จไฟแบบเร็วด้วยหัวชาร์จ CHAdeMO สามารถชาร์จไฟได้สูงสุด 80 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 35 นาที หรือด้วยการชาร์จไฟแบบปกติจนเต็มแบตเตอรี่ 100 เปอร์เซ็นต์ใช้เวลา 7 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีระบบคืนพลังงานขณะเบรก ที่จะช่วยแปลงพลังงานจากการเบรกเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ขณะขับขี่มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ ยังสามารถเป็นแหล่งพลังงาน ภายใต้คอนเซ็ปต์ระบบนิเวศพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคต หรือ เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ (Dendo Drive House) เหมือนกับ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี อีกด้วย

โครงการศึกษานำร่องร่วมกับอีเทอร์นิตี้ แกรนด์ โลจิสติคส์ จะช่วยขับเคลื่อนแผนงานพัฒนายนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ซึ่งเริ่มต้นด้วยการเปิดตัวมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ผลิตและเปิดตัวในประเทศไทย เมื่อปลายปี 2563 รถยนต์ รุ่นดังกล่าว เป็นรถเอสยูวี ปลั๊กอินไฮบริดที่มียอดขายสูงที่สุดในโลก และเป็นยนตรกรรมที่ผสมผสาน  ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ปล่อยมลพิษในระดับต่ำจนถึงศูนย์ และช่วยคลายความกังวลด้านระยะทางการขับขี่ พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมในระดับเดียวกับรถยนต์เอสยูวีที่ดีที่สุดในปัจจุบัน มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยังเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ กับสถานการณ์ความพร้อมและความสะดวกสบายด้านโครงสร้างพื้นฐานของการชาร์จไฟฟ้าในปัจจุบัน มียอดขายรวมทั้งหมดจนถึงเดือนพฤษภาคม 2564 ของรถเอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดรุ่นนี้อยู่ที่ 283,038 คัน

ไรเดอร์ โรบินฮู้ด เลือก เอช เซม โมบิล่า จี ขับขี่ง่าย ใช้งานสะดวก แถมลดค่าใช้จ่าย

0

เหล่าไรเดอร์ โรบินฮู้ด ทยอยมาทำสัญญาเช่ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เอช เซม โมบิล่า จี (H SEM MOBILA G) อย่างต่อเนื่อง ทั้งแบบเช่ารายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ด้วยมั่นใจในประสิทธิภาพการขับขี่ รองรับการชาร์จไฟด้วยตู้ชาร์จแบตเตอรี่อัจฉริยะเพียง 7 บาท/ครั้ง ประหยัดค่าบำรุงรักษาด้วยบริการ Onsite service พร้อมโปรโมชั่นดีๆ ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการทำงาน ผู้สนใจสามารถขอข้อมูลหรือแจ้งความประสงค์ขอทดลองขับได้ที่ H SEM Charging Station ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ ตั้งแต่วันนี้ – 30 กรกฎาคม 2564

ฺBMW อัปเกรด BSI นานสูงสุดถึง 10 ปี สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู X1 พร้อมขยายแคมเปญ Ease Your Life ดาวน์ 0% หลากรุ่น

0

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เดินหน้ามอบประสบการณ์ยนตรกรรมหรูให้ลูกค้าชาวไทยสัมผัสอย่างต่อเนื่อง ขยายระยะเวลามอบข้อเสนอครั้งยิ่งใหญ่ ยกระดับโปรแกรมบำรุงรักษา BMW Service Inclusive (BSI) นานสูงสุดถึง 10 ปี สำหรับผู้ที่ซื้อรถบีเอ็มดับเบิลยู X1 ในเดือนกรกฎาคม พร้อมขยายแคมเปญ Ease Your Life สุดพิเศษ รับฟรีประกันภัย BMW Protect ชั้นหนึ่ง และข้อเสนอดาวน์ 0% ด้วยราคาผ่อนต่อเดือนแบบสบาย ๆ เพียง 19,900 บาท สำหรับรถยนต์หลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น บีเอ็มดับเบิลยู X1 บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 2 และบีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport ให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของยนตรกรรมระดับพรีเมียมที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยจากบีเอ็มดับเบิลยูได้ง่ายดายยิ่งขึ้น

เจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูสามารถใช้บริการโปรแกรมบำรุงรักษา BSI ได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น ผ่านแอป My BMW ซึ่งมอบการเข้าถึงอีโคซิสเต็มของบีเอ็มดับเบิลยูได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยนอกจากจะติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูได้โดยตรงแล้ว ยังสามารถตรวจสอบสถานะการเข้ารับบริการที่จำเป็นของรถยนต์และทำการนัดหมายเข้ารับบริการทางออนไลน์ผ่านการเชื่อมต่อด้วยแอป ทั้งนี้เจ้าของรถยนต์ที่มีความประสงค์จะทำการนัดหมายเข้ารับบริการทางออนไลน์ สามารถเลือกศูนย์บริการ “Preferred Dealer” จากในแอป เพื่อเริ่มเข้าสู่การใช้งานในโหมดนี้

มร. กัลดริค ดอนเนอซาน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย กล่าวว่า “หลังจากที่เราเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู X1 ก็มีเสียงตอบรับที่ดีมาก สะท้อนถึงความนิยมของคนไทยที่ยังคงมองหารถยนต์ระดับพรีเมียมอย่างต่อเนื่อง และเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จที่เราได้รับจากบีเอ็มดับเบิลยู X1 เราจึงมอบข้อเสนอครั้งพิเศษที่จะช่วยให้ลูกค้าสัมผัสยนตรกรรมหรูได้ง่ายดายและอุ่นใจยิ่งขึ้นตลอดการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู X1 ที่เป็นรถยนต์ Sports Activity Vehicle ในดวงใจของแฟน ๆ ด้วยข้อเสนอที่พลาดไม่ได้อย่างการยกระดับโปรแกรม BSI นานถึง 10 ปี นอกจากนี้ เรายังพร้อมปรับตัวรับความต้องการของผู้บริโภค ด้วยการขยายข้อเสนอพิเศษที่จะช่วยให้ลูกค้าซื้อรถยนต์ได้แบบไร้กังวลยิ่งขึ้น ตอกย้ำพลังแห่งการเลือกด้วยยนตรกรรมที่หลากหลายในแคมเปญ Ease Your Life เติมเต็มความเอ็กซ์คลูซีฟแบบสบาย ๆ ยิ่งกว่าด้วยข้อเสนอดาวน์ 0% สำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูใหม่ทุกรุ่น”

บีเอ็มดับเบิลยู X1 เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ SAV พร้อมการใช้งานหลากหลาย เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางทั้งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร อีกทั้งยังมีที่เก็บสัมภาระ 505 ลิตรซึ่งสามารถขยายได้มากถึง 1,550 ลิตร เวลาปรับพับเบาะหลังลง จอแสดงผล Control Display ขนาด 10.25 นิ้ว สามารถควบคุมผ่านปุ่ม BMW iDrive ระบบสั่งงานด้วยเสียงหรือจอระบบสัมผัส การเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัดยิ่งขึ้นด้วย BMW ConnectedDrive และ แอป My BMW อีกทั้งยังพกพาเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ล่าสุดมาอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ (Parking Assistant) กล้องแสดงภาพด้านหลัง เซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง ระบบควบคุมการขับขี่ขณะเข้าโค้ง (Performance Control) ที่ปรับระดับการควบคุมเบรกและคันเร่งอัตโนมัติตามสภาวะการขับขี่ เพื่อการควบคุมที่ปลอดภัยและเฉียบคมยิ่งขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู X1 มาให้เลือกในสองรุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู X1 sDrive20d xLine และบีเอ็มดับเบิลยู
X1 sDrive20d M Sport ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ส่งกำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์/
190 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.9 วินาที ก่อนมุ่งสู่ความเร็วสูงสุดที่ 222 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากความพิเศษที่แตกต่างกันทั้งภายนอกและภายในของรุ่น xLine และ M Sport แล้ว บีเอ็มดับเบิลยู X1 sDrive20d M Sport ยังมาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 จังหวะ พร้อมด้วยแป้นเปลี่ยนเกียร์และพวงมาลัยแบบสปอร์ตอีกด้วย

สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถบีเอ็มดับเบิลยู X1 ทั้งสองรุ่นดังกล่าว เมื่อซื้อพร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Ultimate ที่ให้ระยะเวลาบำรุงรักษา 5 ปี / 100,000 กิโลเมตร และการรับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง จะ

ได้รับการการขยายโปรแกรมบำรุงรักษา BSI นานถึง 10 ปี / 100,000 กิโลเมตร และการรับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2564

 

ข้อเสนอสุดพิเศษจากบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย

ข้อเสนอดาวน์ 0% สุดพิเศษจากแคมเปญ Ease Your Life ครอบคลุมการสั่งซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูคันใหม่
ทุกรุ่น โดยมีคำสั่งจองรถยนต์กับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูและมีกำหนดรับส่งมอบรถยนต์ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 กรกฏาคม 2564 และเพื่อให้การเป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูง่ายยิ่งกว่า แคมเปญ Ease Your Life ยังมาพร้อมกับราคาผ่อนต่อเดือนแบบสบายๆ ไม่ว่าจะเป็นบีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 2, บีเอ็มดับเบิลยู X1 หรือบีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport กับราคาผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นเพียง 19,900 บาท เท่านั้น

นอกจากนี้ ลูกค้ายังจะได้พบกับข้อเสนอทางเลือกอื่น ๆ ที่จะมอบความอุ่นใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • ขยายระยะเวลาโปรแกรมบำรุงรักษาBSI เป็น 10 ปี / 100,000 กม. และประกันภัย BMW Protect ชั้นหนึ่ง สูงสุด 1 ปี ฟรี สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู X1
  • ขยายระยะเวลาโปรแกรมบำรุงรักษาBSI เป็น 5 ปี / 100,000 กม. และประกันภัย BMW Protect ชั้นหนึ่ง สูงสุด 5 ปี ฟรี สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7
  • ฟรี ประกันภัยBMW Protect ชั้นหนึ่ง สูงสุด 2 ปี สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ปลั๊กอินไฮบริด,
    ซีรีส์ 5 ปลั๊กอินไฮบริด, X3 ปลั๊กอินไฮบริด

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ลูกค้าที่สนใจในข้อเสนอสุดพิเศษครั้งนี้ สามารถติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูทั่วประเทศ หรือแอดไลน์ @bmwthailand หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญได้ที่ https://bit.ly/3g32L0K

รู้จักเจ้าของนิสสัน ลีฟ รถยนต์ไฟฟ้า คันที่ 500,000 ของโลกจากนอร์เวย์

0
Hareide overleverte Nissan LEAF nr. 500 000 til norsk kunde

มาเรีย แจนเซ่น เชื่อว่า นิสสัน ลีฟ ของเธอไม่เพียงแต่จะเป็นตัวเลือกที่ใช่สำหรับสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะดวกสบาย คุ้มค่า และตอบโจทย์ทุกความต้องการ “ไม่มีรถคันไหนสู้เจ้านี่ได้เลย” เธอกล่าว “มันคือประสบการณ์การขับขี่ที่น่าทึ่งและไม่เหมือนใคร”

นอร์เวย์กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแซงหน้ารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเบนซิน ดีเซล หรือเทคโนโลยีไฮบริด โดยนำหน้าด้านการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ยุค 90 เห็นได้จากสิทธิประโยชน์ที่ทางรัฐบาลมอบให้ผู้ที่เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ตั้งแต่ การลดภาษี ไปจนถึงการลดค่าที่จอด หรือการมีช่องจราจรพิเศษและค่าทางด่วนที่ถูกกว่า

แม้จะมีการระบาดของโควิด 19 แต่ในปีที่แล้ว ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น 43% จากจำนวนยอดขายรถยนต์ทั้งหมดกว่า 3 ล้านคัน หนึ่งในนั้นคือรถยนต์ไฟฟ้า นิสสัน ลีฟ สีแดงคันสวยที่มาพร้อมกับแบตเตอรี่ 62 kWh ซึ่งจอดอยู่ในโรงรถในบ้านของมาเรีย ณ เมือง นอเดรย์ ฟรอก์น (Nordre Frogn) ประเทศนอร์เวย์

นิสสัน ลีฟจอดอยู่ในโรงรถของมาเรีย

นี่เป็นนิสสัน ลีฟ คันที่สองของมาเรีย เธอซื้อลีฟคันแรกในปี 2017 และประทับใจมากจนตัดสินใจซื้ออีกคัน มาเรียอาศัยอยู่กับสามีและชอบไปเยี่ยมหลาน ๆ ของเธอในประเทศสวีเดน เธอสนุกกับการขับขี่ทางไกลแบบไร้มลพิษ อีกทั้งยังขับข้ามพรมแดนไปยังสวีเดนมาหลายรอบ โดยไม่รู้สึกกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดแม้ในระยะทางไกล “เราสามารถขับไปเยี่ยมครอบครัวในสวีเดนได้อย่างง่ายดายโดยไม่จำเป็นต้องชาร์จแบตเตอรี่ระหว่างทาง” เธออธิบาย “นี่คือรถที่ฉันไว้ใจ”

มาเรียรู้สึกอุ่นใจกับเทคโนโลยี ProPILOT ระบบขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะ​ในนิสสัน ลีฟ “ฉันมั่นใจว่ามันจะเบรกอัตโนมัติหากฉันเสียสมาธิ” เธออธิบาย “กล้องรอบคันยังมีประโยชน์อย่างมากสำหรับการจอดและถอยหลัง”

มาเรียกำลังขับนิสสัน ลีฟ

ในส่วนของ นิสสัน ลีฟ รถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในเชิงพาณิชย์รุ่นแรกของโลก เปิดตัวครั้งแรกเมื่อสิบปีที่แล้ว ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศนอร์เวย์ เช่น การเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ขายดีที่สุดในประเทศประจำปี 2018 จากการสำรวจผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า 14,000 คนในปี 2020 ในนอร์เวย์ โดยหลายพันคนในจำนวนนี้เป็นเจ้าของรถยนต์นิสสัน ลีฟ พบว่าเกือบ 95% พึงพอใจกับรถยนต์ของพวกเขา และ 66% ชักชวนให้เพื่อน ๆ หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมาเรียก็เป็นหนึ่งในนั้น

“สำหรับใครที่ยังไม่ได้เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ลองคันนี้ดู แล้วคุณจะติดใจ” เธอกล่าว “ทันทีที่คุณได้ลองขับ คุณจะเข้าใจถึงความมหัศจรรย์ของนิสสัน ลีฟ”

SUZUKI ร่วมมือกับผู้จำหน่าย จัดกิจกรรมประกวดแต่งรถ ”SWIFT POWER YOU UP CONTEST”

0

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด อัดกิจกรรมพิเศษสู้โควิด ภายใต้โครงการ “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ประกาศเชิญชวนผู้จำหน่ายทั่วประเทศร่วมประกวดแต่งรถ SUZUKI SWIFT ภายใต้แนวคิด “Swift Power You Up Contest” ฉีกทุกการออกแบบในสไตล์ที่เป็นคุณ ชูความเป็นสปอร์ตแฮทช์แบ็กอีโคคาร์ยอดนิยมของคนไทย เน้นเสริมสร้างการรับรู้ และกระตุ้นยอดจำหน่ายช่วงกลางปี พร้อมเชิญชวนลูกค้าร่วมโหวตคะแนนผ่านช่องทางออนไลน์ ลุ้นชิง iPhone 12Pro 256GB มูลค่า 40,900 บาท จำนวน 3 รางวัล และคูปองแทนเงินสดสำหรับซื้อผลิตภัณฑ์ซูซูกิและการใช้บริการหลังการขาย มูลค่า 30,000 บาท จำนวน 20 รางวัล

นายมิโนรุ อามาโนะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์วิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบต่อธุรกิจทุกภาคส่วนเป็นอย่างมาก แต่อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกลับมีตัวเลขยอดขายรวมทั้งหมดอยู่ที่ 377,256 คัน (เดือนมกราคม-มิถุนายน 2564) คิดเป็นอัตราการเติบโตของยอดขาย เพิ่มขึ้นถึง 14.79% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา  โดยซูซูกิมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 2.82%

บริษัทฯ จึงได้มองหาแนวทางในการเข้าไปช่วยเหลือและสนับสนุนผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทุกราย โดยได้เดินหน้าจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ และมีส่วนในการช่วยกระตุ้นยอดขายให้ขยับตัวได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปได้เป็นอย่างดี ด้วยการจัดกิจกรรม Swift Power You Up Contest” ซึ่งเป็นการชวนให้ผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ร่วมประกวดแต่งรถ NEW SUZUKI SWIFT ในสไตล์ที่แตกต่างและเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงตอกย้ำให้ลูกค้าได้เห็นถึงความโดดเด่นของสปอร์ตแฮทช์แบ็กอีโคคาร์รุ่นยอดนิยม แต่ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าได้เห็นถึงแนวทางการตกแต่งรถยนต์ของตนเองได้ในรูปแบบที่หลากหลายผ่านความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัด

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ได้แนะนำรถยนต์ NEW SUZUKI SWIFT รุ่นล่าสุดไปตั้งแต่ช่วงต้นปี 2564 ที่ผ่านมา โดยยังคงความเป็นรถสปอร์ตแฮทช์แบ็กอีโคคาร์ที่มีรูปลักษณ์ภายนอกโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ มีสไตล์ที่แตกต่างเหนือใคร จึงได้จัดกิจกรรม  “Swift Power You Up Contest” ฉีกทุกการออกแบบในสไตล์ที่เป็นคุณ ด้วยการเปิดให้ผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิสมัครเข้าร่วมการประกวดตกแต่งรถ NEW SUZUKI SWIFT ตอกย้ำภาพลักษณ์ของรถยนต์รุ่นนี้ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ให้สัมผัสได้ถึงความสปอร์ตแต่ยังคงไว้ซึ่งความคุ้มค่าได้เป็นอย่างดี ผ่านการแต่งรถในสไตล์ของแต่ละโชว์รูมเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบในการเติมแต่งรถยนต์ของตัวเองให้สวยงาม รูปแบบการจัดการแข่งขันจะเป็นการประกวดในประเภทสวยงามแบบ Custom Style สามารถนำรถมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยผู้จำหน่ายสนใจส่งรถเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 84 คัน ซึ่งซูซูกิจะดำเนินการคัดเลือกรถจำนวน 8 คัน ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เพื่อให้ลูกค้าและผู้ที่สนใจเข้าร่วมลงคะแนนโหวตรถคันที่โดนใจผ่านช่องทางออนไลน์ www.swiftcontest.com ตั้งแต่วันที่ 19-31 กรกฎาคม 2564  และประกาศผลผู้ชนะในวันที่ 6 สิงหาคม 2564

รถยนต์ New Suzuki Swift ที่ชนะเลิศได้คะแนนสูงสุดลำดับที่ 1-3 ของการประกวดในครั้งนี้ จะถูกนำเข้าไปจัดแสดงเพื่อให้ลูกค้าในชมและสัมผัสตัวรถจริงที่บูธรถยนต์ซูซูกิ ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 (The 38th Thailand International Motor Expo 2021)  ณ อาคารอิมแพค ชาร์เลนเจอร์ 1 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2564

ทางด้านลูกค้าและผู้ที่สนใจเข้าร่วมโหวตรถที่ตกแต่งได้อย่างโดนใจในครั้งนี้ ได้ง่ายๆ ผ่าน www.swiftcontest.com ยังมีสิทธิ์ได้ร่วมลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ iPhone 12Pro 256GB มูลค่า 40,900 บาท จำนวน 3 รางวัล และคูปองแทนเงินสดสำหรับซื้อผลิตภัณฑ์ซูซูกิและการใช้บริการหลังการขาย มูลค่า 30,000 บาท จำนวน 20 รางวัล พร้อมประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันที่ 6 สิงหาคม 2564 ผ่านช่องทางออนไลน์ www.suzuki.co.th www.swiftcontest.com และ Facebook : Suzuki Motor Thailand

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เพียงเข้าไปสนับสนุนผู้จำหน่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงกระแสการตอบรับและความต้องการที่ล้นหลามของ Suzuki Swift แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อผลิตภัณฑ์และงานบริการหลังการขายระดับคุณภาพของซูซูกิได้เป็นอย่างดี และด้วยแนวคิด Way of Life เราจะยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และยกระดับงานบริการเพื่อตอบรับในทุกความต้องการของ ผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้น เพื่อตอบแทนทุกความไว้วางใจที่คนไทยมอบให้ซูซูกิ

โดยซูซูกิยังคงยึดมั่นในปรัชญาของซูซูกิคือผลิตสินค้าที่มีคุณค่าเหมือนว่าเราคือผู้ใช้ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีเหมาะสมกับลูกค้าชาวไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพงานบริการของโชว์รูมผู้จำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิครอบคลุมทั่วประเทศ อีกทั้งซูซูกิเตรียมขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายทั้งหมดเป็น 140 แห่งทั่วประเทศภายในเดือนมีนาคม  2565  เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกท่านได้มั่นใจและเป็นครอบครัวเดียวกันกับซูซูกิ

NEW SUZUKI SWIFT มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน Speedy Blue Metallic (ZYH), สีแดง Ablaze Red Pearl (ZTW), สีขาว Pure White Pearl (ZYG), สีเทา Star Silver Metallic (ZTS), สีเทา Mineral Gray Metallic (ZTU) และสีดำ Super Black Pearl (ZTT) มาใน 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น GL ราคาเริ่มต้น 557,000 บาท และ รุ่น GLX ราคาเริ่มต้น 629,000 บาท

ซูซูกิพร้อมจะมอบสุดยอดความคุ้มค่าให้ผู้ที่สนใจได้เป็นเจ้าของ NEW SUZUKI SWIFT ได้ง่ายยิ่งขึ้นกับโปรโมชั่นพิเศษ โดยสามารถเลือกรับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 3,333 บาท หรือเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% พร้อมส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งสูงสุด 20,000 บาท ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน

 

ช่องทางการติดต่อ
www.suzuki.co.th
www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand
SUZUKI Cause We Care  โทร 1800-600-900 (ไม่คิดค่าบริการ)

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว “The new S-Class” ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เคาะราคาเริ่มต้น 6.69 ล้านบาท

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมมอบประสบการณ์ความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ด้วยที่สุดแห่งยนตรกรรม กับการเปิดตัว The new S-Class อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ในราคาเริ่มต้นที่ 6,690,000 บาท โดยลูกค้าสามารถเข้ามาลงทะเบียนเพื่อจองรถยนต์คันนี้ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะให้ทุกคนได้พบกับ “The new S-Class” รถยนต์ที่ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ทั้งยังเป็นรถยนต์หรูที่ขายดีที่สุดทั้งในตลาดโลกและในตลาดไทย สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอสคลาส รุ่นใหม่นี้ เรามีความภาคภูมิใจที่ได้นำเสนอรถยนต์ที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นที่สุด ทั้งในเรื่องความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ภายใต้การผนวกเอานวัตกรรมยานยนต์สุดล้ำหน้าที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ มาถ่ายทอดผ่านทุกรายละเอียดของการออกแบบ โดยเฉพาะประสบการณ์การเชื่อมต่อบนรถยนต์ผ่านอินเทอร์เน็ตไร้สาย ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ จับมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 4G LTE ในประเทศไทยโดยเฉพาะ จึงช่วยให้ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์กับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้น ที่จะสามารถเปิดรับประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นที่สุดในแบบของรถยนต์รุ่นเอสคลาสได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งสำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ “The new S-Class” สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และทำการจองรถยนต์กับผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้”

The new S-Class คือที่สุดแห่งยนตรกรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่พร้อมมอบประสบการณ์ยานยนต์ที่เป็นที่สุดของความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ด้วยนวัตกรรมสุดล้ำหน้าที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ กับเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 6 สูบเรียง ขนาด 2,925 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น การออกแบบทั้งภายในและภายนอกใหม่หมดจด ภายใต้คอนเซ็ปต์ Sensual Purity ในภาษาดีไซน์ที่ได้รับการยกระดับขึ้นในทุก ๆ ส่วน พร้อมตอบรับความต้องการของผู้โดยสารในทุกที่นั่งด้วยประสบการณ์ดิจิทัลที่เป็นที่สุด โดยเฉพาะระบบมัลติมีเดีย MBUX7 เจเนอเรชันใหม่ และระบบความปลอดภัยสุดล้ำหน้า ที่พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่ขึ้นอีกขั้นในทุกรายละเอียด

The new Mercedes-Benz S-Class

The new S-Class คือที่สุดแห่งยนตรกรรมในตระกูลเอสคลาสของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความหรูหราและความปลอดภัย ด้วยนวัตกรรมสุดล้ำหน้าที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ ทั้งในเรื่องของการมอบความสะดวกสบายในการขับขี่ การปกป้องผู้โดยสารในทุกเบาะที่นั่ง ตลอดจนการมอบประสบการณ์การใช้งานแบบอินเทอร์แอคทีฟ ที่ตอบทุกความต้องการของผู้ขับขี่และผู้โดยสารผ่านระบบดิจิทัลในทุกรายละเอียด

The new S-Class มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 6 สูบเรียง ขนาด 2,925 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ มอบพละกำลังสูงสุดถึง 286 แรงม้าและแรงบิดสูงสุดถึง 600 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.4 วินาที โดยขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย เครื่องยนต์ชุดนี้นับเป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

การออกแบบภายนอกของ The new S-Class ถ่ายทอดความหรูหราออกมาภายใต้คอนเซ็ปต์ Sensual Purity ในภาษาดีไซน์ที่ได้รับการยกระดับขึ้นในทุก ๆ ส่วน ภายใต้การตีความใหม่ให้ดูโมเดิร์นยิ่งกว่าที่เคย ตั้งแต่ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ที่ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น ล้อแบบ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว กับระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นกว่ารุ่นเดิมมากถึง 51 มิลลิเมตร เส้นโค้งหลังคา Catwalk line ที่กดองศาของหลังคาให้ต่ำลง ทำให้รถยนต์คันนี้ดูสปอร์ตขึ้น ทว่าพื้นที่ห้องโดยสารไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มพื้นที่มากขึ้น นอกจากนี้ การออกแบบให้มือจับประตูเป็นแบบไร้รอยต่อ (Seamless door handles) ยังช่วยเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายทางด้านข้าง และช่วยให้การล็อกและปลดล็อกประตูทำได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้มือสัมผัสที่มือจับประตู

ดีไซน์ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นที่มอบทั้งความหรูหรา คุณภาพระดับสูง และวิสัยทัศน์ในการขับขี่ที่ดีที่สุด พรั่งพร้อมด้วยระบบ ENERGIZING comfort control ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 เฉดสี ระบบปรับอากาศพร้อม AIR BALANCE package ที่ทำให้ห้องโดยสารสะอาดยิ่งขึ้น และระบบเครื่องเสียงจากลำโพง Burmester® 3D  surround sound system ที่ให้คุณภาพเสียงที่มีมิติลุ่มลึก ฯลฯ ในห้องโดยสารยังพร้อมมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบรับความต้องการของผู้โดยสารในทุกที่นั่ง ตั้งแต่เบาะที่นั่งตอนหน้าเรื่อยไปจนถึงตอนหลัง เริ่มตั้งแต่การออกแบบคอนโซลหน้าด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่ดูโมเดิร์นขึ้นและตอบรับกับสรีระของผู้ใช้มากขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Nappa leather และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ความละเอียดสูงแบบ Digital Instrument clusters ขนาด 12.3 นิ้ว

นอกจากนี้ The new S-Class ยังนำทุกปุ่มควบคุมตรงคอนโซลส่วนกลางให้เข้ามาอยู่บนหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีนขนาด 12.8 นิ้วทั้งหมด โดยใช้หน้าจอแบบ OLED ที่มอบพื้นที่การใช้งาน (active area) บนหน้าจอที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมกว่า 64% ภายใต้การออกแบบในลักษณะฟรีฟอร์มดูบางเบาทว่าตอบสนองฉับไว ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกฟังก์ชันการทำงานของรถยนต์และฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในห้องโดยสารได้อย่างใจเพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยผสานการทำงานร่วมกับระบบจดจำโปรไฟล์ผู้ขับขี่ด้วยการสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint scanner) ที่จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แต่ละคนเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลตลอดการขับขี่ได้อย่างตรงใจ

เบาะที่นั่งตอนหลังแบบมัลติคอนทัวร์ ยังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่พร้อมมอบความสะดวกสบายในการโดยสารสูงสุด ทั้งการเป็นเบาะไฟฟ้าที่สามารถปรับตำแหน่งที่นั่งได้ และฟังก์ชันการนวด ENERGIZING ที่สามารถเลือกโปรแกรมการนวดได้สูงสุด 6 โปรแกรม

ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ขึ้นอีกขั้น ทั้งการมี MBUX Interior Assistant ที่จะทำงานอย่างฉับไวในการตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้โดยสาร โดยระบบ Gesture Control 2.0 จะตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ศีรษะ และร่างกาย เพื่อแปลความต้องการของผู้ใช้ นำไปสู่การควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในรถยนต์ เช่น หากยื่นมือขึ้นหรือลงทางกระจกมองหลัง ไฟอ่านหนังสือจะติดขึ้นหรือดับลงเองโดยอัตโนมัติ ฯลฯ ส่วนระบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment จะทำงานร่วมกับ Rear Tablet หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ยกระดับการควบคุมความบันเทิงของผู้โดยสารตอนหลังให้สะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมความบันเทิงบนหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 หน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง โดยภายในห้องโดยสารยังมาพร้อมระบบเสียง Burmester® 3D surround sound system พร้อมชุดลำโพง 15 ตัวด้วย

ใน The new S-Class ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การนำเสนอถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่งสำหรับผู้โดยสารด้านหลังเป็นครั้งแรก ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ พร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Parking Package with 360° camera) ที่มอบมุมมองรอบรถยนต์แบบ 360 องศาที่เสมือนจริงยิ่งกว่าที่เคย ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® PLUS ที่ดีขึ้น ระบบ ATTENTION ASSIST รุ่นใหม่ที่ช่วยตรวจจับความผิดปกติของผู้ขับขี่และส่งสัญญาณเตือนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงระบบความปลอดภัยที่รวมอยู่ใน Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น Evasive Steering Assist ที่ช่วยดึงให้รถยนต์กลับมาอยู่ในเลนหากมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน Active Emergency Stop Assist หรือระบบการหยุดรถฉุกเฉินที่จะทำงานตลอดเวลา รวมถึงฟังก์ชัน Exit Warning ที่จะทำงานหากมือของผู้โดยสารมีการขยับไปใกล้ที่จับประตูด้านใน ฯลฯ

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตร

กระบอกสูบ (ซีซี)

แรงม้าสูงสุด
  (แรงม้า/รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด

(นิวตันเมตร / รอบต่อนาที)

อัตราเร่ง

0-100

กม./ชม.
(วินาที)

ความเร็วสูงสุด (กม. / ชม.)
The new      S-Class

 

ดีเซล 6 สูบ

แถวเรียง

เทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ           2-stage

2,925

 

286/3,400-4,600

 

600/1,200-3,200

 

6.4

 

250

 

 

The new S-Class มีวางจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่

  • Mercedes-Benz S 350 d Exclusive                              ราคา 6,690,000 บาท

  • Mercedes-Benz S 350 d AMG Premium                       ราคา 7,190,000 บาท

 

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ New Honda City Hatchback e:HEV มีดีที่อเนกประสงค์ ประหยัด และปลอดภัย แต่ก็ยังมีเรื่องที่ต้องปรับ

0
Honda City Hatchback e:HEV Pic Open

มีหลายคนรอคอย New Honda City Hatchback e:HEV และในวันนี้ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล ประเทศไทย จำกัด ก็ได้เวลาเปิดตัวในราคา 849,000 บาท (แพงกว่ารุ่นซีดานเพียง 10,000 บาท) ซึ่งความโดดเด่นก็มีไม่ใช่น้อย ทั้ง ความประหยัดจากสมรรถนะระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid i-MMD เทคโนโลยี Honda Sensing และ Honda Connect และทีเด็ดกับการพับเบาะนั่งได้ถึง 7 รูปแบบ เรื่องราวทั้งหมดของรถรุ่นนี้จะมีความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด ติดตามได้จากรีวิวพร้อมการทดลองขับ Auto Motor Thailand จัดให้ครับ

Honda City Hatchback e:HEV เป็นการเพิ่มไลน์อัพใหม่ของ Honda City หลังจากที่เริ่มทำตลาดในบอดี้ซีดาน ทางด้านมิติตัวรถก็ไม่มีอะไรผิดแปลก มีความยาว 4,349 มม. กว้าง 1,748 มม. และสูง 1,488 มม. ในขณะที่ระยะฐานล้อหน้า/หลังยาว 2,589 มม. และความสูงใต้ท้องรถ 135 มม.

Honda City  Hatchback e:HEV  1

ทุกสิ่งอย่างได้นำรุ่น RS มาเติมแต่งด้วยโลโก้ H Mark ตกแต่งกรอบสีฟ้า และ สัญลักษณ์ e:HEV ด้านหลัง เพียงเท่านั้น เอกลักษณ์ความเป็นสปอร์ตพรีเมียมแฮทช์แบ็กรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว ไฟหน้ายังคงโดดเด่นแบบ FULL LED พร้อมชุดหน้ากระจังสี Piano Black

Honda City  Hatchback e:HEV  2

Honda City  Hatchback e:HEV 3

กระจกมองข้างสีดำติดตั้งกล้องมองภาพของระบบ Honda Lane Watch และที่กระจกหน้ามีกล้องที่ใช้ในการประมวลผลการทำงานของระบบ Honda Sensing

Honda City  Hatchback e:HEV 4

มุมมองด้านหลังแบบรถท้ายลาด ซึ่งให้ความเอนกประสงค์มากกว่าเดิม ไฟท้ายใช้แบบ LED มีการติดตั้งเสาอากาศแบบครีบฉลาม ติดตั้งล้ออัลลอย 16 นิ้ว

Honda City  Hatchback e:HEV 5

ภายในห้องโดยสารติดตั้งวัสดุซับเสียงในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นหลังคา แผงข้าง พื้น รวมถึงผนังห้องเครื่องยนต์ รวมถึงฉีดสเปย์โฟมในส่วนที่เชื่อมต่อกันระหว่างประตูกับห้องเครื่องยนต์เพื่อลดเสียงรบกวนจากภายนอก ทั้งยังหรูหรา สวยงามในโทนสีดำ มาพร้อมเบาะหนังกลับ ตัดขอบด้วยผ้าสีแดง

Honda City  Hatchback e:HEV 7
จุดเด่นหลักของรถรุ่นนี้มาจากเบาะนั่ง อัลตรา ซีท (ULTR) แยกพับแบบ 60:40 ปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ได้ถึง 4 โหมด ได้แก่
•Utility Mode: เบาะด้านหลังทั้ง 2 ด้านปรับพับเรียบ เพิ่มพื้นที่เก็บของด้านหลัง
•Long Mode: เบาะด้านหน้าและด้านหลังปรับพับ เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาวได้ขนาดความจุถึง 2.8 ม.
•Tall Mode: เบาะด้านหลังพับขึ้น เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวสูง
•Refresh Mode: เบาะด้านหน้าพับเชื่อมต่อกับเบาะด้านหลัง สร้างพื้นที่ผ่อนคลายสะดวกสบายสูงสุด

Honda City  Hatchback e:HEV 8

Honda City  Hatchback e:HEV 9

คอนโซลหน้าแบบ Piano Black มือจับเปิดประตูด้านในตกแต่งโครเมียม มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้วที่แสดงระบบต่างๆของ Honda Sensing รวมถึงข้อมูลการใช้รถยนต์ต่างๆ โดยใช้สวิตช์ที่พวงมาลัยสั่งการ และยังมีระบบเปลี่ยนเกียร์แบบแพดเดิล ชิฟท์ แต่ใช้เป็นตัวช่วยในการเร่งชาร์จไฟกลับไปยังแบตเตอรี่ได้เร็วขึ้น

Honda City  Hatchback e:HEV  13

Honda City  Hatchback e:HEV 10

 

Honda City  Hatchback e:HEV 14

สำหรับเทคโนโลยี Honda Sensing ประกอบด้วย
•ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
•ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC)
•ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
•ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
•ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

ระบบเครื่องเสียงใช้หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto รวมถึงระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI พร้อมแสดงภาพจากกล้องมองหลังได้ถึง 3 มุมมองรวมถึงฟีเจอร์ Honda Lane Watch แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่ได้ติดตั้งกล้องมองภาพ 360 องศา

Honda City  Hatchback e:HEV 15

ระบบปรับอากาศเป็นแบบดิจิตอล มาพร้อมช่องระบายความเย็นสำหรับผู้โดยสารแถว 2

Honda City  Hatchback e:HEV 16

อีกหนึ่งความสะดวกสบายเข้ากับยุคสมัยนั่นคือ Honda Connect ซึ่งประกอบไปด้วย
1.MY SERVICE สามารถตรวจสอบประวัติการเข้ารับบริการ รวมทั้งการประเมินรายการอะไหล่และค่าใช้จ่ายเบื้องต้น โดยจะมีการแจ้งเตือนกำหนดการเข้ารับบริการครั้งต่อไป
2.DRIVING BEHAVIOR บันทึกข้อมูลและพฤติกรรมการขับขี่ต่างๆ ที่สามารถให้แสดงผลเป็นรายวัน รายเดือน หรือรายปี
3.WIFI เชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สายจากรถยนต์ โดยจะใช้งานได้พร้อมกันสูงสุดถึง 5 อุปกรณ์ ซึ่งต้องสมัครแพ็กเกจอินเตอร์เน็ตจากผู้ให้บริการเครือข่าย (เอไอเอส) โดยเจ้าของรถจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
4.AIRBAG DEPLOYMENT เมื่อถุงลมทำงาน จะส่งสัญญาณแจ้งผู้ใช้งานผ่านทางแอปพลิเคชันทันที และส่งข้อความสั้นไปยังเบอร์ติดต่อฉุกเฉิน นอกจากนี้ระบบจะส่งข้อมูลไปยังศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า เพื่อทำการประสานงานให้ความช่วยเหลือขั้นต้น
5.SECURITY ALARM แจ้งสถานะเมื่อเกิดความผิดปกติกับรถยนต์จากภายนอก
6.REMOTE VEHICLE CONTROL สามารถสั่งล็อกและปลดล็อกประตูทั้งหมด ฝากระโปรงหน้าและฝากระโปรงท้าย รวมถึงสตาร์ทและดับเครื่องยนต์ พร้อมทั้งตั้งค่าระดับอุณหภูมิของระบบปรับอากาศในรถยนต์ ทั้งยังสามารถสั่งเปิด/ปิดสัญญาณไฟ ทั้งไฟหน้าและไฟท้าย
7.GEO FENCE & SPEED ALERT กำหนดขอบเขตการขับขี่รถยนต์ทั้งเข้าและออกตามพื้นที่ที่กำหนดไว้ และตั้งค่าแจ้งเตือนความเร็วตามกำหนด
8.FIND MY CAR ตรวจสอบพิกัดรถยนต์ โดยระบบจะส่งพิกัดรถยนต์บนแผนที่ล่าสุดผ่านทางแอปพลิเคชัน

บริเวณคอนโซลเกียร์มีเบรกมือเป็นแบบไฟฟ้า มาพร้อมกับ Auto Hold และ สวิตช์ Econ แต่ขาดหายไปในเรื่องของสวิตช์ EV

Honda City  Hatchback e:HEV 17

เทคโนโลยีชูโรงสำหรับ Honda City e:HEV มาจากการที่เป็นรถ Full Hybrid รุ่นแรกของเซกเมนต์ซิตี้คาร์ในประเทศไทย ที่มาระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid i-MMD ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Atkinson Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนขนาด 1 KWH มาพร้อมการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

Honda City  Hatchback e:HEV 17

เมื่อรวมขุมพลังจะให้กำลังสูงสุดที่ 126 แรงม้า ที่ตอบสนองด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 3,000 รอบต่อนาที ให้อัตราการประหยัดน้ำมันตามอีโค่สติกเกอร์ถึง 27.8 กิโลเมตร/ลิตร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 85 กรัม

Honda City  Hatchback e:HEV 18

ระบบช่วงล่างหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง หลังทอร์ชั่นบีม ส่วนระบบเบรคเป็นหน้าดิส หลังดรัม มาพร้อมถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง ตัวช่วยด้านความปลอดภัยมีทั้งระบบเบรกเอบีเอส, ระบบกระจายแรงเบรก EBD, ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง VSA, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist และสัญญาณไฟฉุกเฉินขณะเบรกกะทันหัน

โจทย์บังคับสำหรับการทดสอบครั้งนี้คือมีเวลา 3 ชั่วโมง เส้นทางที่ใช้ในการทดสอบคือ บางนา-บางปู-บางปะกง ระยะทางไป-กลับ ราว 140 กม. การใช้งานในเมืองสบายหายห่วง และถือว่าเป็นรถที่คล่องตัวตามชื่อรุ่น ในย่านความเร็วต่ำถือว่าเก็บเสียงภายในห้องโดยสารได้เนี๊ยบ

Honda City  Hatchback e:HEV 18

การทำงานของ 5 ระบบ จาก Honda Sensing เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งกับการใช้งานในเมือง แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องของ Adaptive Cruise Control ที่ยกเลิกการทำงานเองอัตโนมัติเมื่อความเร็วอยู่ที่ 25 กม./ชม. และหากรถคันหน้าเบรกกะทันหัน ผู้ขับขี่ต้องบังคับหรือหยุดรถด้วยตัวเอง แต่ก๋อนหน้าที่ระบบจะตัดการทำงาน CMBS หรือ ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก จะมาทำหน้าที่ในการสั่นพวงมาลัย และดึงเข็มขัดนิรภัยไว้ให้ แต่ก็ไม่มีการหยุดรถอัตมัติให้แต่อย่างใด

Honda City  Hatchback e:HEV 19

แต่ในส่วนของระบบเตือนออกนอกเลนพร้อมดึงกลับอัตโนมัตินั้นทำงานได้อย่างราบรื่นและไว้ใจได้

ด้าน e:HEV จริงแล้วก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่สด เนื่องจากต้นทางมาจาก Honda Accord Hybrid แต่ได้ทำการลดขนาดเครื่องยนต์สันดาปจากขนาด 2.0 ลิตร เป็น 1.5 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้าก็มีด้วยกันถึง 2 ชุด ในขณะที่แบตเตอรี่มีขนาดเล็กเพียง 1 KWh สิ่งทีได้มาเมื่อนำขุมพลังมารวมกันเป็น 126 แรงม้า แต่แรงบิดมหาศาลถึง 253 นิวตันเมตร อาการรอบรอบแบบรถที่ใช้ระบบอัดอากาศจึงหายไปโดยปริยาย

Honda City  Hatchback e:HEV 20
ด้านหลังพวงมาลัยมีแป้นแพดเดิลชิฟท์ แต่ไม่เกี่ยวกับอัตราทด ระบบนี้จะช่วยเพิ่มการหน่วงของล้อเพื่อช่วยให้เป็นตัวเร่งกำลังไฟที่ชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ มีให้เลือกหน่วงได้ 3 ระดับ และยิ่งหากใช้งานร่วมกับโหมด B จะยิ่งทำให้การชาร์จไฟจะทำได้ในเวลาที่เร็วขึ้น

Honda City  Hatchback e:HEV 21

ซึ่งจากการทดสอบ ระยะทางที่ใช้สำหรับการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้านั้นทำได้ประมาณ 3 กม. แต่เวลาในการชาร์จไฟกลับไปยังแบตเดตอรี่นั้นไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากมีปัจจัยในหลายๆเรื่อง ที่สำคัญสุดนั่นคือพฤติกรรมการขับขี่

Honda City  Hatchback e:HEV 23

ขณะที่เค้นความแรงจากขุมพลัง เสียงแผดร้องของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ดังเข้ามาให้ได้ยินอย่างชัดเจน ซึ่งยังสมทบมากับเสียงที่ลอยขึ้นมาแถวซุ้มล้อหลัง หากกลบด้วยเสียงเพลงอาจต้องเปิดเสียงให้ดังเพิ่มขึ้นอีกนิด ถึงจะพอกลบได้

Honda City  Hatchback e:HEV 24

ระบบช่วงล่างในย่านความเร็วต่ำนั้นใช้งานได้สบาย และนุ่มนวล แต่พอความเร็วสูงนั่นออกแนวเด้งไปสักนิด

หลังจากที่ได้ทำการทดลองขับระยะทางประมาณ 100 กม. ตามเส้นทางดังกล่าว ออกตัวไว้อีกนิดว่าการทดสอบในครั้งนี้ค่อนข้างจะเค้นสมรรถนะของขุมพลัง แต่ก็แอบตั้งความหวังไว้เล็กน้อยกับอัตราสิ้นเปลือง ซึ่งตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ทำได้คือ 19.6 กม./ลิตร ในความเร็วเฉลี่ยเกือบ 90 กม./ชม.

หากกล่าวโดยสรุป Honda City Hatchback eHEV มีความโดดเด่นอยู่หลายเรื่อง ด้านความเอนกประสงค์จากการปรับและพับเบาะนั่งได้หลากหลาย ระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid i-MMD ที่โดดเด่นทางด้านความประหยัด รวมถึงเทคโนโลยี Honda Sensing แต่น่าเสียดายที่เหมือนยังให้ไม่เต็มเกี่ยวกับ Adaptive Cruise Control และเสียงที่ดังก้องในห้องโดยสารทั้งจากเวลาที่ต้องการใช้ความเร็วและเสียงจากแถวบริเวณซุ้มล้อด้านหลัง ถ้าเก็บรายละเอียดให้เนี๊ยบกว่านี้อีกสักนิดก็น่าจะดีไม่น้อยครับ

Honda City  Hatchback e:HEV  26

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
Honda City Hatchback eHEV รับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง* พร้อมด้วยโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์* (Honda Ultimate Care) ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร ต่อจากระยะเวลาหรือระยะทางการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรแรกสิ้นสุดลง รวมสูงสุด 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) พร้อมด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Honda 24hr Roadside Assistance) อีกทั้งฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร* (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

MMS เปิดตัว ‘SERVICE DELIVERY’ บริการใหม่ ไปดูแลรถคุณถึงที่ แค่โทร. 1396 MMS CAR SERVICES

0

บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ภายใต้กลุ่มธุรกิจ มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร สำหรับรถญี่ปุ่นและยุโรปที่หมดระยะการรับประกัน เพิ่มความสะดวกพร้อมยกระดับการบริการด้วย ‘SERVICE DELIVERY’ ออกไปดูแลรถลูกค้าให้ถึงที่ กับหลากหลายโปรแกรมการบำรุงรักษาขั้นพื้นฐาน พร้อมบริการตรวจสภาพรถเบื้องต้น ผสานความมั่นใจด้วยบริการจากพนักงานที่ผ่านการฉีดวัคซีน โควิด-19 ครบทุกคน

สุดเขต จันทร์เฉลี่ย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “เราดำเนินธุรกิจโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบันที่อาจทำให้หลายท่านไม่สะดวกในการเดินทางโดยไม่จำเป็น เราจึงได้นำเสนอ ‘SERVICE DELIVERY’ บริการล่าสุดที่ออกไปดูแลรถให้ถึงที่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือที่ทำงาน ง่ายๆ แค่โทร. 1396 MMS CAR SERVICES เพื่อความพึงพอใจสูงสุด สำหรับลูกค้าทุกราย”

++ SERVICE DELIVERY ดูแลรถให้ถึงที่ แค่โทร. 1396 MMS CAR SERVICES

เอ็มเอ็มเอส นำเสนอ ‘Service Delivery’ บริการใหม่ล่าสุด ด้วยการไปดูแลรถให้ถึงที่ เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า ตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมหลากหลายด้วยบริการหลัก อาทิ แบตเตอรี่, อบฆ่าเชื้อห้องโดยสารใบปัดน้ำฝน, ผลิตภัณฑ์ดูแลรถยนต์ ทูนแนป (TUNAP) จากประเทศเยอรมนี,ไส้กรองแอร์ และอื่นๆ รวมถึงมีบริการตรวจสภาพรถเบื้องต้น หมดห่วงกับการจอดรถเป็นเวลานาน เพิ่มความมั่นใจด้วยบริการจากพนักงานที่ได้รับวัคซีน โควิด-19 ครบทุกคน พร้อมหลักฐานการฉีดวัคซีนเพื่อแสดงต่อลูกค้าได้ทันที

เอ็มเอ็มเอส พร้อมให้บริการลูกค้าแบบครบวงจร ตามคอนเซ็ปต์ ‘หนัก-เบา เราซ่อมได้’ อาทิ การตรวจเช็กสภาพตามระยะทาง, เปลี่ยนถ่ายของเหลว, แบตเตอรี่, ยาง, ช่วงล่าง, เบรก ไปจนถึงการซ่อมเครื่องยนต์และเกียร์อัตโนมัติ ตอบโจทย์การบำรุงรักษารถยนต์แบบครบวงจร ลูกค้าสามารถเข้ารับบริการได้ที่ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ทั้ง 15 สาขา คือ เกษตร-นวมินทร์, ประดิษฐ์มนูธรรม, พระราม 4, รามอินทรา, งามวงศ์วาน, สุขาภิบาล 3, สำโรง, เพชรเกษม, ราชพฤกษ์, ลำลูกกา, รังสิต, ระยอง, บางแสน, พัทยา และอุบลราชธานี

 

เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

สอบถามข้อมูล โทร. 1396 MMS CAR SERVICES