Home Blog Page 363

“กลุ่มตรีเพชร” ชูภาพลักษณ์ “กลุ่มบริษัทระดับซูเปอร์เฟิร์สคลาส” สำหรับทุกโอกาสและความท้าทายทางธุรกิจ

0

“กลุ่มตรีเพชร”  กลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศไทยที่เทียบเท่าองค์กรระดับโลก เต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพของกลุ่มธุรกิจและบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จขององค์กรธุรกิจอันหลากหลายภายใต้แนวคิด “กลุ่มตรีเพชร…ทุกสิ่งเป็นจริงได้”

มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มตรีเพชร กล่าวว่า ““กลุ่มตรีเพชร” คือ กลุ่มบริษัทชั้นแนวหน้าที่ขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจยานยนต์ในประเทศไทยมาเป็นเวลายาวนานกว่า 60 ปี และขยายไปยังประเทศลาวและกัมพูชา ด้วยวิสัยทัศน์ คือ การเป็นกลุ่มบริษัทระดับซูเปอร์เฟิร์สคลาสครบวงจร ที่สามารถสร้างทุกสิ่งให้เป็นจริงได้ ด้วยศักยภาพอันแข็งแกร่งของบุคลากรที่ขับเคลื่อนความสำเร็จของกลุ่มธุรกิจอันหลากหลายครอบคลุมถึง 7 กลุ่ม เพื่อส่งมอบสุดยอดประสบการณ์ โซลูชั่นส์ และนวัตกรรม พร้อมเครือข่ายพันธมิตรต่างๆ อย่างครบวงจรด้วยบุคลากรและทรัพยากรต่างๆ ระหว่างบริษัทในกลุ่มตรีเพชร อีกทั้งยังมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจของกลุ่มตรีเพชรเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าให้ได้มากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานในกลุ่มตรีเพชรให้มีความรู้ ความสามารถรอบด้าน พร้อมสวัสดิการต่างๆ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตการทำงานและความพึงพอใจของพนักงานในระดับสูงสุดกลุ่มตรีเพชร พร้อมแล้วที่จะแสดงศักยภาพในการสร้างความสำเร็จให้กับกลุ่มตรีเพชรต่อไปในอนาคต ภายใต้แนวคิด  “กลุ่มตรีเพชรทุกสิ่งเป็นจริงได้””

กลุ่มตรีเพชร ประกอบด้วย 7 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้

  1. ธุรกิจขายและการบริการ ประกอบด้วย
  • บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด : ผู้จัดจำหน่ายและสร้างแบรนด์รถยนต์ ด้วยเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการกว่า 300 แห่ง ทั่วประเทศไทย
  • บริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด : ผู้จำหน่ายอีซูซุที่ให้บริการแบบครบวงจร โดยโชว์รูมและศูนย์บริการ 13 แห่ง ครอบคลุม 5 จังหวัดภาคใต้
  • บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ แคมโบเดีย จำกัด : ผู้ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายรถยนต์อีซูซุขนาดเล็ก ในประเทศกัมพูชา
  • บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ลาว จำกัดผู้เดียว : ผู้ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายรถยนต์อีซูซุขนาดเล็ก ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
  1. ธุรกิจบริการหลังการขาย ประกอบด้วย
  • บริษัท ออโต้ เทคนิค (ประเทศไทย) จำกัด : ผู้ให้บริการหลังการขาย สำหรับรถปิกอัพ รถบรรทุก รถบัส และรถยนต์นั่ง ด้วยศูนย์บริการ 9 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
  • บริษัท ตรีเพชรอีซูซุบริการ จำกัด : ศูนย์บริการอีซูซุเต็มรูปแบบในกลุ่มตรีเพชร
  1. ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ประกอบด้วย
  • บริษัท ตรีเพชรอีซูซุลิสซิ่ง จำกัด : ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ครบวงจร
  1. ธุรกิจประกันภัย ประกอบด้วย
  • บริษัท ตรีเพชรอินชัวรันส์เซอร์วิส จำกัด : ผู้ให้บริการด้านนายหน้าประกันภัย เพื่อชีวิตที่มั่นคงด้วยประกันภัยที่เหมาะสมสำหรับลูกค้า
  1. ธุรกิจไอที โซลูชั่นส์ ประกอบด้วย
  • บริษัท ตรีเพชรไอที โซลูชั่นส์ จำกัด : ผู้ให้บริการด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสบการณ์อย่างสูงในอุตสาหกรรมรถยนต์และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
  1. ธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์ ประกอบด้วย
  • บริษัท โอมาคาเสะ คาร์ จำกัด : ธุรกิจรถยนต์มือสองคุณภาพระดับพรีเมียม ที่มีช่องทางการติดต่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างประสบการณ์ของการซื้อที่มีคุณภาพและรถมือสองที่น่าเชื่อถือ
  1. การบริการด้านอื่นๆ ประกอบด้วย
  • บริษัท พัฒนาไทยบริการ จำกัด : บริษัทผู้ให้บริการเช่ารถยนต์พร้อมคนขับมืออาชีพ
  • บริษัท ตรีเพชร โฮลดิ้ง จำกัด : บริษัทจัดการบริหารและดูแลการถือหุ้นของกลุ่มตรีเพชรในด้านการลงทุนธุรกิจ การให้คำปรึกษาและการบริหารจัดการต่างๆ

ติดตามข่าวสารของกลุ่มตรีเพชรเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.tripetchgroup.com
และ Youtube Channel : Tri Petch Group

มาสด้าอวดโฉมปิกอัพต้นแบบจากประเทศไทย ALL-NEW MAZDA BT-50 ณ เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น

0

มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จัดแสดงรถปิกอัพรุ่นปัจุบันจากมาสด้า ALL-NEW MAZDA BT-50 ส่งไปจากประเทศไทยด้วยฝีมือของคนไทย ที่ผสานความงดงามของการออกแบบตามแนวคิด “โคโดะ ดีไซน์” ผนวกกับสไตล์การออกแบบที่เรียบง่ายแต่งดงาม ผสานความแข็งแกร่งจากรูปลักษณ์อันทรงพลังสไตล์รถปิกอัพไปอวดโฉมความสง่างามให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาผู้คนทั่วโลก ณ เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การที่บริษัทแม่ได้นำรถปิกอัพ บีที-50 ไปจัดแสดงอวดโฉม ณ สำนักงานใหญ่ในเมืองฮิโรชิม่า เพื่อให้พนักงาน พันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้า และชาวญี่ปุ่น รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนได้มีโอกาสสัมผัสถึงความสง่างามที่ถูกผลิตขึ้นจากฝีมือคนไทย เนื่องจากสำนักงานใหญ่มาสด้า ถือเป็นจุดเช็คอินเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกที่ต่างหลั่งไหลเดินทางมาเยี่ยมชมเทคโนโลยีการผลิตและชมพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงรถยนต์มาสด้า และเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาของมาสด้าตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน โดย บีที-50 ถูกจัดแสดงคู่กับรถแข่งมาสด้า 787B ร่วมกับรถยนต์มาสด้าเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ที่สำคัญเนื่องโอกาสครบรอบ 30 ปี ของการชนะเลิศการแข่งขันรายการ เลอ มังส์ 24 ชั่วโมง หรือการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบสุดหฤโหดในปี 1991 อันเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของมาสด้าและเป็นต้นกำเนิดของฮิโรชิม่าสปิริตที่ชาวมาสด้าภาคภูมิใจ และปิกอัพ บีที-50 คือผลผลิตแห่งความภาคภูมิใจของชาวมาสด้าทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่น

รถปิกอัพ ALL-NEW MAZDA BT-50 เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดจากตระกูล B-Series ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1961 โดยใช้ชื่อว่า B1500 ซึ่งได้ถูกพัฒนาปรับโฉมมาแล้วถึง 9 เจนฯ จนถึงปัจจุบัน และได้วางจำหน่ายในหลายภูมิภาคหลักทั่วโลก ทั้งในกลุ่มประเทศในแถบโอเชียเนีย อาเซียน อเมริกากลางและอเมริกาใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา รวมถึงในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ปิกอัพรุ่นนี้ไม่ได้วางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น การจัดแสดงครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่ลูกค้าชาวญี่ปุ่น รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากทุกสารทิศทั่วโลกจะได้มีโอกาสสัมผัสถึงความสง่างามที่แฝงไว้ด้วยพลัง ซึ่งมีชาวญี่ปุ่นให้ความสนใจและเข้าชมอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องในโอกาสของการครบรอบ 30 ปี ของการชนะเลิศการแข่งขันรายการ เลอ มังส์ 24 ชั่วโมง ในปี 1991 ณ ประเทศฝรั่งเศส มาสด้ายังได้จัดทำเว็บไซต์ขึ้นมาพิเศษ เพื่อให้ลูกค้าและผู้ที่รักความเร็วได้ทราบประวัติความเป็นมาในการแข่งขันเพื่อประลองความเร็วของมาสด้า อันมีต้นกำเนิดมาจากเครื่องยนต์โรตารีที่ทำให้มาสด้าฟันฝ่าอุปสรรคจากการแข่งขันจนได้รับชัยชนะมาครองได้ในที่สุด ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของมาสด้าและชาวญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านข้อมูลได้ที่ https://www.mazda.com/en/innovation/lemans30th/

#ก้าวสู่วันใหม่ ทีซี ซูบารุ ผนึกกำลังองค์กร ขอเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานในการนำความสุขกลับคืนสู่คนไทย

0

บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ซูบารุอย่างเป็นทางการใน​ประเทศไทย ประสานสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน จัดให้พนักงานซูบารุ ประเทศไทย ที่เป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 #ก้าวแรกสู่วันใหม่ บริษัทฯ จัดสรรวัคซีนสำหรับพนักงานซูบารุสาขาเสรีไทย และรณรงค์ให้พนักงานในความดูแลของผู้จำหน่ายทั่วประเทศรับวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ สร้างความมั่นใจในการมอบบริการที่ปลอดภัยสู่ลูกค้าของทุกโชว์รูม

นายตวัน คำฤทธิ์  ผู้จัดการทั่วไป  บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า “โครงการ #ก้าวสู่วันใหม่ หรือ Let’s Move On ของเราเป็นการยืนยันความปลอดภัยสูงสุดของลูกค้าและพนักงานในองค์กร รวมทั้งร่วมมือรวมพลังสนองนโยบายของภาครัฐ บริษัทฯ จึงรณรงค์ให้พนักงานทุกภาคส่วนของบริษัทรวมทั้งพนักงานของผู้จำหน่ายรถยนต์ซูบารุทั่วประเทศ เดินหน้าเร่งให้พนักงานโดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องดูแลให้บริการลูกค้าได้รับวัคซีนป้องกัน Covid-19 โดยเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดการกระจายภูมิคุ้มกันหมู่ มีความปลอดภัยในการดูแลลูกค้า ปลอดภัยในการทำงานและการดำรงชีวิตของคนไทยทั่วประเทศ เราเริ่มได้จากก้าวเล็กๆ จุดเล็กๆ ของทุกองค์กรระดับจุลภาคไปสู่การกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจในระดับมหภาค เพื่อให้คนไทยได้กลับมามีความสุขดังเดิม และต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านของสำนักงานประกันสังคมพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขต 9 ที่ได้ให้ความช่วยเหลือเรื่องฉีดวัคซีนให้แก่ผู้ประกันตน”

#ก้าวต่อไปสู่วันใหม่

ตามปรัชญาการดำเนินงานของซูบารุ ความปลอดภัยของคุณคือสิ่งสำคัญที่สุดของเรา‘ พนักงานที่ได้รับวัคซีนแล้วจะติดเข็มกลัด Vaccinated Against Covid-19 เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในการติดต่อกับพนักงาน นอกจากนี้ซูบารุยังจะเปิดตัวบริการพิเศษใหม่สำหรับลูกค้าที่เรียกว่า “Subaru Private Appointment” มาตรการด้านสุขอนามัยของลูกค้า โดยลูกค้าสามารถนัดหมายเพื่อเยี่ยมชมโชว์รูมซูบารุแบบส่วนตัวได้โดยมิปะปนกับลูกค้าท่านอื่น บริการนี้เป็นการเพิ่มเติมจากมาตรการด้านความสะอาดและสุขอนามัยอื่นๆ ที่ซูบารุดำเนินการมาตลอด เช่น การวัดอุณหภูมิทุกวัน มาตรการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล และการทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ

#ก้าวไปด้วยกัน

เพื่อให้ลูกค้า “ก้าวสู่วันใหม่” อย่างสดใส ซูบารุมอบเงินสนับสนุนพิเศษและอัตราดอกเบี้ยพิเศษพร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 สำหรับ “รถยนต์คันใหม่” รถเอสยูวีสองรุ่นยอดนิยม Subaru XV และ Subaru Forester  ให้ลูกค้าชาวไทยได้เป็นเจ้าของความปลอดภัยในอีกด้านหนึ่งของชีวิตไปพร้อมกัน https://www.subaru.asia/th/th/promotions/

นอกจากนี้ซูบารุยังมีแคมเปญ ‘ก้าวสู่วันใหม่’ สำหรับลูกค้าเดิมโดยมอบส่วนลดพิเศษและแคมเปญ “เข้าศูนย์ฯวันนี้ ลุ้นแพ็กเกจบำรุงรักษารถนาน 1 ปี*” สำหรับลูกค้าเดิม โดยจะมีรายละเอียดกิจกรรมให้ติดตามเร็วๆนี้ ผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมรถยนต์และทดลองขับได้ที่โชว์รูมซูบารุทั่วประเทศด้วยการนัดหมายส่วนตัว Subaru Private Appointment ผ่านทาง www.subaru.asia/th/th/contact-us/?id=testdrive และสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมจากซูบารุได้ที่ www.facebook.com/subaruasiath

รถสปอร์ตฮีโร่ The new Cayenne Turbo GT ยนตรกรรม SUV ทรงสมรรถนะ พละกำลัง 640 แรงม้า

0

ปอร์เช่ พร้อมเสริมทัพ คาเยนน์ รุ่นใหม่ (The new Cayenne) ยกระดับยนตรกรรมสปอร์ตปรับแต่งอย่างละเอียด  เหนือกว่าด้วยสมรรถนะการควบคุมขั้นสูงสุด ผสานประสิทธิภาพการขับขี่เป็นเอกลักษณ์ ในรูปแบบสปอร์ตที่โดดเด่น หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับอรรถประโยชน์อเนกประสงค์ในการใช้งานประจำวันได้อย่างลงตัว คาเยนน์ เทอร์โบ จีที ใหม่ (The new Cayenne Turbo GT)  มาพร้อมพละกำลังมหาศาลกว่า 640 แรงม้า (471 กิโลวัตต์) จากขุมพลังเครื่องยนต์ V8 เบนซิน 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ พร้อมพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความแรงเต็มพิกัด โดยมีแรงม้าเพิ่มขึ้นจาก คาเยนน์ เทอร์โบ คูเป้ (Cayenne Turbo Coupé) ถึง 90 แรงม้า (67 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร (เพิ่มขึ้น 80 นิวตันเมตร) อัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 3.3 วินาที (เร็วขึ้น 0.6 วินาที) และทำความเร็วสูงสุดแตะระดับ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้เป็นที่เรียบร้อย (เพิ่มขึ้น 14 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) คาเยนน์ เทอร์โบ จีที ใหม่ (The new Cayenne Turbo GT) ได้รับการจัดลำดับให้เป็นยนตรกรรมสปอร์ตที่มีสมรรถนะยอดเยี่ยมและพิเศษด้วยความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร 4 ที่นั่งบนตัวถังรูปแบบคูเป้ ปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ จีที (Porsche Cayenne Turbo GT) ติดตั้งระบบช่วงล่างประสิทธิภาพสูงเป็นมาตรฐาน พร้อมยางรถยนต์คุณภาพสูงที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ ระบบส่งกำลังและช่วงล่างได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษ ผลลัพธ์ที่ คาเยนน์ เทอร์โบ จีที (Cayenne Turbo GT) ได้จากการปรับแต่งคือความสมบูรณ์แบบในด้านศักยภาพของตัวรถที่พร้อมทะยานลงสนามแข่งได้ทันที ซึ่งผ่านการพิสูจน์โดยนักขับทดสอบสังกัดโรงงาน  ปอร์เช่  Lars Kern ผู้ซึ่งสามารถทำเวลาต่อรอบได้ในระยะทาง 20.832 กิโลเมตรของสนาม Nürburgring Nordschleife หลังพวงมาลัยของปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ จีที (Cayenne Turbo GT) ด้วยเวลา 7:38.9 นาที นับเป็นการบันทึกสถิติใหม่ล่าสุดของยนตรกรรมสปอร์ตประเภท SUV อย่างเป็นทางการ

เมื่อเปรียบเทียบปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ คูเป้ (Cayenne Turbo Coupé)  กับรุ่น เทอร์โบ จีที (Turbo GT) ที่มีช่วงล่างที่ลดระดับความสูงลง 17 มิลลิเมตร ด้วยเหตุผลดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ในการควบคุมของระบบช่วงล่างหรือระบบ active control ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานล้วนได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่แบบละเอียดทั้งหมดเพื่อให้ได้มาซึ่งการควบคุมที่เฉียบคมและสมรรถนะอันยอดเยี่ยม นอกจากนี้ทีมวิศวกรยังได้ทำการปรับตั้งทุกระบบ เพื่อให้แน่ใจในการตอบสนองที่สมบูรณ์แบบของส่วนประกอบโดยรวม ตัวอย่างเช่น ความแข็งแกร่งของระบบช่วงล่างถุงลมที่เพิ่มขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ และอัตราการตอบสนองของช่วงล่างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ Porsche Active Suspension Management (PASM) เช่นเดียวกันกับการทำงานของระบบพวงมาลัย Power Steering Plus และระบบช่วยเลี้ยวด้วยล้อหลัง rear-axle steering ที่ผ่านการปรับปรุงใหม่ ในส่วนของระบบ Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) active roll stabilisation จะปฏิบัติงานร่วมกับโปรแกรม performance-oriented control software เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการเคลื่อนที่ การยึดเกาะ และความเฉียบคมของการบังคับเลี้ยว  แม้ในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ระบบ Porsche Torque Vectoring จะรับหน้าที่ควบคุมสัดส่วนของการกระจายแรงบิดให้เหมาะสม การปรับปรุงทั้งหมดข้างต้นส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของช่วงล่างด้านหน้า เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น เทอร์โบ คูเป้ (Turbo Coupé) ด้วยขนาดของล้อหน้าที่กว้างขึ้น 1 นิ้ว และการเปลี่ยนแปลงมุมแคมเบอร์ลบ เพิ่มขึ้นอีก 0.45 องศา ผสานกับยางรถยนต์คุณภาพสูง Pirelli P Zero Corsa ขนาด 22 นิ้ว ซึ่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษสำหรับรุ่น เทอร์โบ จีที (Turbo GT) จะช่วยเพิ่มพื้นที่สัมผัสถนนมากยิ่งขึ้น ระบบเบรกเซรามิก Porsche Ceramic Composite Brake (PCCB) ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

เกียร์อัตโนมัติ Quicker-shifting Tiptronic S และระบบระบายไอเสียสปอร์ตไทเทเนียม

ปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ จีที ใหม่ (The new Cayenne Turbo GT) ประจำการด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 8 สูบ เทอร์โบคู่ ที่ให้พละกำลังสูงสุดของรถปอร์เช่ในปัจจุบัน ผ่านการปรับปรุงพัฒนายกระดับประสิทธิภาพในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นชุดขับเพลาข้อเหวี่ยง ระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์ ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงตรงเข้าห้องเผาไหม้ direct fuel injection ระบบประจุอากาศและอินเตอร์คูลเลอร์ เครื่องยนต์ V8 ของรุ่น เทอร์โบ จีที (Turbo GT) มีหลายชิ้นส่วนหลักที่แตกต่างจากรุ่น เทอร์โบ คูเป้  (Turbo Coupé) อาทิ เพลาข้อเหวี่ยง ก้านสูบ ลูกสูบ ชุดขับโซ่ราวลิ้น และอุปกรณ์ลดแรงสั่นสะเทือน torsional vibration dampers ส่งผลต่อกำลังที่เพิ่มขึ้นสูงสุดกว่า 640 แรงม้า (471 กิโลวัตต์) ชิ้นส่วนทั้งหมดผ่านการออกแบบเพื่อรองรับภาระการทำงานหนักและตอบสนองการขับขี่ที่ดุดันรูปแบบสปอร์ตให้ดียิ่งขึ้น เกียร์อัตโนมัติ  8 จังหวะ Tiptronic S เปลี่ยนอัตราทดรวดเร็วยิ่งขึ้นและระบบ Porsche Traction Management (PTM) ล้วนได้รับการปรับแต่งทั้งหมด ในส่วนของ transfer case เสริมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำและการติดตั้งระบบระบายไอเสียแบบสปอร์ต ซึ่งปลายท่อไอเสียบริเวณกึ่งกลางท้ายรถ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ คาเยนน์ เทอร์โบ จีที (Cayenne Turbo GT) ท่อไอเสียท่อนกลางและหม้อพักไอเสียหลังผลิตจากวัสดุไทเทเนียมที่ทนต่อความร้อนและวัสดุน้ำหนักเบาชดเชยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากหม้อพักไอเสียกลาง

เสริมความสปอร์ตอย่างเต็มพิกัดด้วยชิ้นงานคาร์บอนบนตัวถังภายนอกและวัสดุ Alcantara ภายในห้องโดยสาร

อุปกรณ์พิเศษที่สามารถติดตั้งเพิ่มเติม ประกอบไปด้วย ตัวถังใหม่ สีเทา Arctic Grey พร้อมชิ้นงานตกแต่งที่ออกแบบมาเพื่อเน้นย้ำภาพลักษณ์ความสปอร์ต แข็งแกร่ง เฉียบคม อันเป็นบุคลิกของ คาเยนน์ เทอร์โบ จีที (Cayenne Turbo GT) ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้ารูปแบบ จีที (GT) ลิ้นสปอยเลอร์ และช่องดักอากาศด้านข้างที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ให้มุมมองที่ไม่ซ้ำใคร หลังคาคาร์บอนและซุ้มล้อกว้างสีดำ ลงตัวกับล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว ลาย GT Design สีทอง Neodyme เสริมความหรูหราสง่างามเมื่อมองจากด้านข้าง ชิ้นงาน carbon side plates ติดตั้งเข้าชุดกับสปอยเลอร์หลังคาทรงจีที (GT) ซึ่งสามารถปรับมุมการทำงานของลิ้นสปอยเลอร์อัตโนมัติและมีขนาดใหญ่กว่ารุ่น เทอร์โบ (Turbo) ถึง 25 มิลลิเมตร ส่งผลให้การเพิ่มแรงกดขณะรถวิ่งที่ความเร็วสูงสุดมากขึ้นถึง 40 กิโลกรัม มุมมองด้านท้ายดุดันด้วยแผง diffuser ผลิตจากวัสดุคาร์บอน

เปิดตัวครั้งแรกในรุ่น เทอร์โบ จีที (Turbo GT) ระบบสื่อสารและความบันเทิง infotainment ใหม่ล่าสุดสำหรับ ปอร์เช่ คาเยนน์ (Porsche Cayenne)

บุคลิกภาพสุดสปอร์ตของปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ จีที (Porsche Cayenne Turbo GT) มีไฮไลท์สำคัญที่อุปกรณ์มาตรฐานชั้นเยี่ยม และงานตกแต่งภายในห้องโดยสารเน้นหนักไปที่วัสดุ Alcantara เบาะนั่งสปอร์ตคู่หน้า ปรับระดับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทางและเบาะหลังสปอร์ตแบบแยกอิสระ 2 ที่นั่งติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน พื้นที่บริเวณกึ่งกลางเบาะ หุ้มด้วยวัสดุ Alcantara  ในทุกตำแหน่ง เฉพาะรุ่น จีที (GT) เลือกเฉดสีแตกต่างด้วย ชิ้นงานสีทอง Neodyme หรือสีเทา Arctic Grey พร้อมประทับตัวอักษร ‘turbo GT’ ประจำรุ่นลงบนหมอนรองศีรษะ เช่นเดียวกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีอยู่ในรถสปอร์ตปอร์เช่ทุกคัน พวงมาลัยสปอร์ต multifunction คาดสีเหลืองตำแหน่ง 12 นาฬิกา สามารถเลือกรูปแบบการตกแต่งภายในด้วยวัสดุสีดำด้านโดยขึ้นอยู่กับรูปแบบของห้องโดยสาร

เปิดตัวครั้งแรกสำหรับรุ่น เทอร์โบ จีที (Turbo GT) ด้วยระบบติดต่อสื่อสาร Porsche Communication Management (PCM) เจเนอเรชันล่าสุด ซึ่งได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพใหม่ทั้งหมดในด้าน user interface และการสั่งงาน ทั้งนี้  ในปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ระบบ PCM 6.0 สามารถทำงานร่วมกับ Apple CarPlay* ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในรุ่นล่าสุด ได้ถูกยกระดับให้เชื่อมต่อกับ Apple Music* และ Apple Podcasts* เพิ่มเติม เสริมด้วยระบบปฏิบัติการ Android Auto* หมายความว่า คุณสามารถเชื่อมต่อกับระบบสื่อสารและความบันเทิงในรถยนต์ได้อย่างไร้ข้อจำกัด

ราคาจำหน่าย

ปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ จีที ใหม่ (The new Cayenne Turbo GT) พร้อมรับคำสั่งซื้อแล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมปอร์เช่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา

* ขอบเขตการใช้งานขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาค

 

อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานสากลที่สอดคล้องกับวิธีการ Light Vehicle Test Procedure (WLTP) ล่าสุด สำหรับค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยตามมาตรฐาน NEDC ที่ระบุในบทความนี้ ใช้อ้างอิงได้เฉพาะสภาพการทดสอบในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น  ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยของ NEDC ที่ได้จากวิธีการอื่นใดก่อนหน้าการทดสอบนี้ 

สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการของผลทดสอบอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในรถยนต์รุ่นใหม่อื่นๆ สามารถค้นหาได้จากเอกสารGuidelines on fuel consumption, CO2 emissions and power consumption of new passenger cars” [Leitfaden über den Kraftstoffverbrauch, die CO2Emissionen und den Stromverbrauch neuer Personenkraftwagen], ผ่านตัวแทนจำหน่ายและสถาบัน Deutsche Automobil Treuhand GmbH (DAT) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เสริมแกร่งเครือข่ายการผลิต เปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย พร้อมบันทึกอีกหนึ่งหมุดหมายครั้งประวัติศาสตร์ กับการประกาศเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย โรงงานผลิตอะไหล่และชิ้นส่วนภายในประเทศ ณ จังหวัดระยอง ซึ่งนับเป็นบริษัทที่สี่ภายใต้เครือบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จะรองรับการผลิตชิ้นส่วนสำหรับการประกอบมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สำหรับโรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ณ จังหวัดระยอง

มร. เอริค รูเก้ กรรมการผู้จัดการ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย เป็นหัวใจหลักในก้าวต่อไปของแผนการขยายธุรกิจของเรา และก้าวย่างที่สำคัญยิ่งในภาพรวมของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และด้วยข้อได้เปรียบของประเทศไทยในด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เราจึงวางกลยุทธ์ให้ บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย เป็นผู้จัดหาอะไหล่และชิ้นส่วนสำหรับมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ณ โรงงานของเราที่ระยอง การลงทุนครั้งสำคัญนี้ ยังเป็นผลสืบเนื่องมาจากมาตรการสนับสนุนเชิงเศรษฐกิจของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ในเขตปลอดอากร หรือการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ยิ่งไปกว่านั้น บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ยังจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของการจ้างงาน การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการพัฒนาทักษะแรงงาน”

ด้วยเม็ดเงินการลงทุนกว่า 2,350 ล้านบาท บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ทั้งยังช่วยส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่ให้ความสำคัญกับประเทศไทยในฐานะตลาดยุทธศาสตร์อีกด้วย

บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้จดทะเบียนบริษัทอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยมีทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 560 ล้านบาท ด้านการก่อสร้างโรงงานผลิตอะไหล่และชิ้นส่วน คาดว่าจะเริ่มขึ้นในเดือนกันยายน 2564 โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2565 ก่อนที่จะเริ่มต้นการผลิตได้ในเดือนสิงหาคม 2566 เป็นต้นไป บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จะตั้งอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันกับโรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ในจังหวัดระยอง ครอบคลุมพื้นที่ 11,000 ตารางเมตร จึงคาดว่าจะช่วยให้ทั้งสองบริษัทสามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและลดขั้นตอนด้านลอจิสติกส์ลง นอกจากนี้ ยังคาดว่า บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จะสามารถสร้างการจ้างงานได้ราว 200 ตำแหน่ง และมีความสามารถในการผลิตอะไหล่และชิ้นส่วนได้ราว 50,000 ชิ้นต่อปี

นิสสันชวนเปลี่ยนบรรยากาศขับอัลเมร่าไปสเตย์เคชันทริป (Staycation Trip)

0

เมื่อสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย ความเครียดจากการทำงานที่บ้าน (Work From Home) ที่กลายเป็นวิถีชีวิตใหม่ของหลายคน อาจทำให้ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานหายไป บ้านซึ่งเคยเป็นสถานที่พักผ่อน ถูกเปลี่ยนเป็นสถานที่ทำงาน การจัดสรรเวลาระหว่างเวลางานและส่วนตัวอาจทำได้ยากขึ้น เมื่อต้องทำงานที่บ้านหลายคนรู้สึกเหมือนยังคงทำงานอยู่ตลอดเวลา ก่อให้เกิดเป็นสาเหตุของความเครียด และส่งผลให้ความคิดสร้างสรรค์ และประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

งานวิจัยรองรับว่าการออกไปท่องเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศช่วยคลายความเครียดได้ ทำให้การทำงานไหลลื่นมีประสิทธิภาพ และมีไอเดียที่ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้นิสสันจึงอยากชวนทุกคนขับรถไปพักผ่อนพร้อมกับอัลเมร่า ซีดานเทอร์โบอัจฉริยะ ที่สามารถพาคุณ และครอบครัวเดินทางไปพักผ่อน ใช้เวลากับ คนรู้ใจ หรือให้เวลากับตัวเองหลบไปเที่ยวคนเดียวชิลๆ ก็ได้เช่นกัน แต่เพื่อความปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อการไปรับหรือติดเชื้อโรคโควิด-19 นิสสัน อยากชวนคุณไปพักผ่อนและในรูปแบบ สเตย์เคชันทริป ให้คุณได้ชาร์จแบตเติมพลังอย่างไร้กังวล

สเตย์เคชัน (Staycation) มาจากคำว่า Stay ที่แปลว่า อยู่ หรืออยู่กับที่พัก และ Vacation ที่แปลว่าการหยุดพักผ่อน หยุดพักร้อน เมื่อรวมกันคือการเที่ยวในละแวกบ้าน เที่ยวในจังหวัดตัวเองแบบไม่ไกล ไม่ต้องเดินทางไกล การไปเที่ยวแบบสเตย์เคชันทริป จึงเปรียบเสมือนกับการไปเที่ยวแบบย้ายที่อยู่ หรือย้ายที่นอน เน้นในเรื่องการไปพักผ่อน เปลี่ยนบรรยากาศ โดยจะพักอยู่ในสถานที่ส่วนตัว ไม่เดินทางไปยังที่อื่น ๆ ซึ่งเหมาะอย่างมากในสถานการณ์ช่วงนี้

นิสสันจึงขอแนะนำสถานที่พักในรูปแบบต่าง ๆ ให้ทุกคนขับรถไปสเตย์เคชันทริป ตามสไตล์ที่ต้องการ

  • เชิงธรรมชาติสนับสนุนชุมชน เรียนรู้วิถีเกษตรกรรม ปรับชีวิตให้ช้าลง หลีกหนีจากชีวิตการทำงานที่เร่งรีบไปกับประสบการณ์ใหม่ในวิถีเก่าอย่างชาวไร่ชาวสวน กับที่พักบ้านนอกคอกนา จ.นครราชสีมา และ บ้านไร่ ไออรุณ จ.ระนอง สไตล์ฟาร์มสเตย์ ชมทุ่งนา และสวนผัก อร่อยกับอาหารพื้นบ้านจากพืชผักปลูกอยู่ในบริเวณที่พัก หลังจากพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มแล้วสามารถซื้อผักจากฟาร์มใส่ให้เต็มพื้นที่ห้องสัมภาระท้าย ที่กว้างขวาง ให้คุณขนผักสดสะอาด เก็บกลับไปรับประทานที่บ้านได้ตลอดทั้งเดือน

  • พักผ่อนแบบโมเดิร์น เน้นความเก๋ เท่ ทันสมัย เหมาะสำหรับสายคอนเทนต์ ต้องที่นี่เลย เดอะ ทรี บับเบิ้ล เฮ้าส์ จ.กาญจนบุรี หรือจะเป็น อู โฮเทล จ.พิษณุโลก ด้วยสถานที่สวยแปลกตา ตกแต่งสถานที่อย่างประณีตสร้างสรรค์ เหมาะมากที่จะไปพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศ ไม่ว่าจะรูปคน หรือรูปสถานที่สวยทุกมุมมอง เพิ่มความเท่ บันทึกความทรงจำกับรถคันโปรดของคุณอย่างอัลเมร่า สปอร์ตเทค ที่มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉียวสะกดทุกสายตา ทำให้รูปของคุณโดดเด่นและมีเรื่องราวมากขึ้น

  • ขอไปติดเกาะ สำหรับคนชอบมองฟ้า ฟังเสียงคลื่น เดินเล่นบนหาดทราย ขับรถหลบความเคร่งเครียด ไปพักที่ วางเวลา เกาะล้าน จ.ชลบุรี หรือจะเป็นทางภาคใต้ เดอะ ซี แกลเลอรี บาย กะตะธานี จ.ภูเก็ต ขับรถเพลินๆ ไปปล่อยใจที่ทะเลกับ NissanConnect เชื่อมต่อเพลงโปรดจาก Apple CarPlay หรือเชื่อมต่ออุปกรณ์ผ่านช่อง USB/AUX ฟังเพลงเสียงคุณภาพ ด้วยลำโพงที่มีมาให้ถึง 6 จุด เพิ่มความสุนทรีตั้งแต่ออกเดินทางจนไปถึงจุดหมาย เติมเต็มความรู้สึกเมื่อชมความสวยงามของท้องฟ้ายามพระอาทิตย์ตก ก่อนจะเปลี่ยนไปฟังเสียงลมและเสียงคลื่น อิ่มอร่อยกับอาหารทะเลเป็นการปิดท้าย

  • พักในป่า ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา ให้ธรรมชาติช่วยบำบัดกายใจ ขับรถไปที่ ฟลอร่า ครีก จ.เชียงใหม่  หรือขยับขึ้นเหนือไปอีกนิดที่ เมจิก เม้าท์เท่นท์ คาเฟ่  จ. พะเยา พักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไปมองวิวสีเขียวในป่า  สูดอากาศสดชื่นหายใจให้เต็มปอด หลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองไปกับอัลเมร่า สปอร์ตเทค แม้จะเป็นรถยนต์ซีดานที่ประหยัดน้ำมัน จะกี่ทางลาดชัน เครื่องยนต์เทอร์โบขนาด0 ลิตร ไม่มีหวั่น สามารถเร่งแรงตอบสนองไว เดินทางไปได้ทั้งระยะใกล้และไกล

วิถีชีวิตใหม่ (New Normal) เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ชีวิตของเราและอาจก่อให้เกิดความเครียดที่ไม่รู้ตัว นิสสันจึงอยากส่งเสริมและสนับสนุนเรื่องการการใช้ชีวิตอย่างสมดุล (Life Balance) แบ่งเวลาให้ร่างกายและสมองพักผ่อน เพื่อให้ตัวเองไม่อยู่ในภาวะเครียดหรือกดดันมากเกินไป การไปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย ชาร์จแบตร่างกายได้อย่างเต็มเปี่ยม เมื่อได้สนุกกับการออกเดินทาง จะช่วยให้คุณสามารถนอนหลับได้ลึกมากขึ้น การนอนที่ดีและมีประสิทธิภาพส่งผลให้ร่างกายแข็งแรง การพักผ่อนอย่างเต็มที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาความคิด ก่อให้เกิดไอเดียใหม่ๆ พร้อมช่วยให้มุ่งมั่นมีสมาธิกับงานมากกว่าร่างกายที่เหนื่อยล้าแน่นอน

และสำหรับพาหนะที่พร้อมจะพาคุณไป นิสสัน อัลเมร่า สปอร์ตเทค ใหม่ รถซีดานอัจฉริยะสำหรับการใช้งานในเมือง แม้จะประหยัดน้ำมัน  แต่ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตร อัลเมร่ามีอัตราเร่งแซงที่ตอบสนองทันใจ ขับสนุก คล่องตัว  ครบทุกคุณสมบัติใช้งาน โดยเฉพาะเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงครบครัน เทียบเท่ารถยนต์ในเซ็กเมนต์ระดับพรีเมียม พร้อมดูแลคุณทุกเส้นทางการขับขี่ ให้การเดินทางไปพักผ่อนของคุณสนุกและปลอดภัยเสมอ

แม้จะเดินทางไปพักผ่อนร่างกาย อย่าลืมว่าสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่หยุดแพร่ระบาด สิ่งสำคัญคือการเดินทางด้วยความระมัดระวัง ไม่ไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง สวมใส่หน้ากากเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ รักษาระยะห่างตามมาตรการ Social distancing ปฏิบัติตัวตามกฎและข้อบังคับของแต่ละพื้นที่ ให้ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สีแดงเข้ม (เสี่ยงมาก) อาจต้องเที่ยวทิพย์เพื่อช่วยผ่อนคลาย อยู่บ้านช่วยกันหยุดการแพร่กระจายของเชื้อ รอสถานการณ์ดีขึ้นก่อนเดินทาง ให้เราทุกคนได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างวิถีปกติได้ในเร็ววัน

ลูกค้าที่สนใจ นิสสัน อัลเมร่า สปอร์ตเทค ใหม่ สอบถามเพิ่มเติมที่โชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Nissan Call Center หมายเลข 02 401 9600

อีซูซุชวนคนไทยเชียร์ “ก้องไกล เอ็นนี่มวยไทย” ในศึก THAI FIGHT 2020 รอบชิงชนะเลิศ หลังคว้าชัยชนะน็อกรอบรองชนะเลิศอย่างงดงาม

0

อีซูซุร่วมยินดี หลัง “ก้องไกล เอ็นนี่มวยไทย” โชว์เหนือชนะน็อกในศึกมวยระดับโลก “THAI FIGHT 2020” รอบรองชนะเลิศ พร้อมชวนคนไทยร่วมส่งกำลังใจเชียร์นักชกตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขัน “THAI FIGHT 2020” รอบชิงชนะเลิศ ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมรางวัลรถปิกอัพ “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” และเงินสดรวมมูลค่า 1,400,000 บาท

การแข่งขันมวยไทยระดับโลก “THAI FIGHT 2020” รอบรองชนะเลิศใน “THAI FIGHT STRONG” จัดเต็มความสนุกสนานของการแข่งขันมวยไทยระหว่างนักชกไทยและนักชกจากนานาชาติรวม 10 คู่ ณ เจเอฟ บ็อกซิ่ง เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี จัดขึ้นภายใต้มาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เป็นการแข่งขันแบบระบบปิด ไม่มีผู้เข้าชมในสนาม มีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในทุกส่วนของสนาม และจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมการแข่งขันเพียง 50 คนเท่านั้น

สำหรับคู่เอกของการแข่งขันฯ เป็นการปะทะนวมพิกัด 67 กิโลกรัมของ “ก้องไกล เอ็นนี่มวยไทย” ดีกรีแชมป์มวยอีซูซุคัพคนล่าสุด และแชมป์มวยอีซูซุคัพซูเปอร์ไฟต์ 2020 ซึ่งชนะน็อกยกที่ 1 ด้วยการสาดหมัดซ้ายใส่นักชกจากประเทศสหรัฐอเมริกาในรอบคัดเลือกอย่างสวยงาม ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศอย่างเต็มฟอร์ม โดยมี มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมส่งกำลังใจผ่าน VTR ให้ก้องไกลทำผลงานได้สำเร็จเหมือนรอบคัดเลือกรอบแรกที่ผ่านมา ซึ่งทันทีที่ยกแรกเริ่มขึ้นก้องไกลไม่ทำให้ผิดหวัง สาดอาวุธใส่ แพททริค เคลล์เนอร์ นักชกลูกครึ่งไทย-ออสเตรีย ปล่อยฮุกขวาเข้ากลางลำตัวต่อด้วยหมัดซ้ายเข้าใบหน้า แพททริคร่วงกลางเวทีให้กรรมการนับ ส่งผลให้ก้องไกลคว้าชัยชนะทีเคโอยกที่ 1 อย่างงดงามอีกครั้ง ก้าวสู่ THAI FIGHT 2020 รอบชิงชนะเลิศไปอย่างสมศักดิ์ศรี

ผลการแข่งขัน THAI FIGHT 2020 รอบคัดเลือกรอบแรก มีดังนี้

คู่ที่ 1 แบบคาดเชือก รุ่น 72.5 กก.
พอล บานาเซียค – สหรัฐอเมริกา แพ้คะแนน นิโคลัส เมนเดส – สเปน

คู่ที่ 2 แบบสวมนวม รุ่น 67 กก.
อเลสซานโด้ ซาร่า – อิตาลี ชนะคะแนน แรมโบ้เล็ก ต.โยธา – ไทย

คู่ที่ 3 แบบคาดเชือก รุ่น 70 กก.
ติอาโก้ เทร์เซร์ร่า – บราซิล ชนะน็อก ปาซคาล ซาร๊อท – เยอรมนี

คู่ที่ 4 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 70 กก.
ยอดวิชา ช.ห้าพยัคฆ์ – ไทย ชนะน็อก ไบรอัน อัลเลวาโต้ – อาร์เจนตินา

คู่ที่ 5 แบบสวมนวม รุ่น 51 กก.
เพชรจีจ้า ลูกเจ้าพ่อโรงต้ม – ไทย ชนะน็อก ซินดี้ ซิลเวสทร์ – ฝรั่งเศส

คู่ที่ 6 แบบสวมนวม รุ่น 67 กก.
ก้องไกล เอ็นนี่มวยไทย – ไทย ชนะน็อก แพททริค เคลล์เนอร์ – ไทย

คู่ที่ 7 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 72 กก.
ไทรโยค พุ่มพันธุ์ม่วง – ไทย ชนะน็อก จาร์โก้ อนิสเต้ – เอสโตเนีย

คู่ที่ 8 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 69 กก.
ป.ต.ท. ว.รุจิรวงศ์ – ไทย ชนะคะแนน ฟาบิโอ เรอิส – โปรตุเกส

คู่ที่ 9 แบบคาดเชือก รุ่น 72.5 กก.
เต็งหนึ่ง ศิษย์เจ๊สายรุ้ง – ไทย ชนะน็อก นิโคลาส รูนีย์ – อังกฤษ

คู่ที่ 10 แบบคาดเชือก รุ่น 70 กก.
กิตติ ส.จ.แดนระยอง – ไทย ชนะน็อก วลาดิเมียร์ ชูเลียค – รัสเซีย

ฟอร์ดสานต่อโครงการ “เปลี่ยนความรู้…สู่อาชีพ” รุ่นที่ 4 มอบทุนผลักดันนักเรียนไทยสู่ความก้าวหน้าสายอาชีพช่างเมคคาทรอนิกส์และช่างยนต์

0

สายงานช่างเมคคาทรอนิกส์ และช่างยนต์ ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือช่างที่ฟอร์ดออกแบบร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้สัมผัสประสบการณ์เรียนรู้จากการทำงานจริง

ฟอร์ดมอบทุนการศึกษาและฝึกอบรม จำนวน 11 ทุน รวมมูลค่า 572,000 บาท พร้อมมอบรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ 1 คัน ให้วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบใช้ประกอบการเรียนการสอนเป็นเวลา 3 ปี เพื่อพัฒนาศักยภาพ เสริมสร้างความรู้ ความสามารถ ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยมีผู้ได้รับทุนโครงการ “เปลี่ยนความรู้…สู่อาชีพ” ในสายงานช่างเมคคาทรอนิกส์ จากโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) 3 คน นักเรียนสาขาช่างเมคคาทรอนิกส์ จากวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ 3 คน และนักเรียนจากสายงานช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ อีก 5 คน

นางอรทัย โยธินรุ่งเรือง สุดสงวน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบกล่าวว่า “เราเริ่มโครงการเปลี่ยนความรู้ สู่อาชีพ กับฟอร์ดมาตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมา มีนักเรียนสาขาเมคาทรอนิกส์จบออกไปทำงานแล้ว 28 คน ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่นักเรียนบางส่วนได้ตัดสินใจเข้าร่วมงานกับฟอร์ดทันทีที่เรียนจบ การร่วมโครงการกับฟอร์ดอย่างต่อเนื่องเป็นแรงผลักดันที่ทำให้วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบได้รับการคัดเลือกเป็นศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา สาขาวิชาเมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ ประจำปีงบประมาณ 2564 จากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ”

“ฟอร์ดให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยด้วยการมอบความรู้และสร้างทักษะให้กับช่างเมคคาทรอนิกส์ โดยในปีนี้เป็นปีที่ 4 ที่เราจัดโครงการนี้ร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เรายินดีที่ได้มีส่วนผลักดันให้พนักงานของเรา และนักเรียนจากวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบได้เรียนรู้และปฏิบัติงานในสถานการณ์จริง เพื่อสัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานกับครอบครัวฟอร์ดที่โรงงานเอฟทีเอ็ม ซึ่งจะเป็นประสบการณ์ที่สำคัญในการทำงานร่วมกับผู้อื่นต่อไป ” มร.วินโค้ ซาริค ผู้จัดการโรงงาน ฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง กล่าว

นอกจากความร่วมมือในการพัฒนาความรู้ความสามารถด้านเมคคาทรอนิกส์แล้ว ในปีนี้ ฟอร์ดยังได้นำเอาหลักสูตรการฝึกอบรมและพัฒนาช่างยนต์ของฟอร์ด มาออกแบบร่วมกับทางวิทยาลัย และมอบรถฟอร์ด เรนเจอร์ 1 คันให้แก่สถาบันเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้มีโอกาสสัมผัสกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในรถยนต์ฟอร์ด

“ปีนี้ยังเป็นปีแรกที่เราทำโครงการนำร่องร่วมกับศูนย์บริการฟอร์ดของผู้แทนจำหน่าย เนื่องจากเราเล็งเห็นโอกาสในการส่งเสริมความรู้และทักษะให้กับนักเรียนสาขาช่างยนต์ โดยนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการสามารถสอบเทียบรับรองทักษะช่างระดับ 1 ตามมาตรฐานของฟอร์ด ซึ่งเมื่อเรียนจบแล้วนักเรียนจะมีโอกาสเข้าทำงานที่ศูนย์บริการฟอร์ดของผู้แทนจำหน่ายได้ทันที” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทยกล่าว

ผู้ที่ได้รับทุนในสาขาช่างเมคคาทรอนิกส์ จะได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะการเป็นช่างเทคนิคในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้นจากวิทยากรมืออาชีพ ทั้งในห้องเรียน และจากการปฏิบัติงานจริง ส่วนผู้ที่ได้รับทุนในสาขาช่างยนต์จะเรียนทฤษฏีเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรถยนต์ในห้องเรียน ฝึกการปฏิบัติงานกับรถยนต์ฟอร์ดที่ทางโรงงานมอบให้ และยังมีโอกาสได้ทดลองฝึกงานจริงที่ศูนย์บริการฟอร์ดที่จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง ภายใต้การแนะนำของช่างผู้เชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับทุนจะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่าย เพื่อการศึกษาตามโครงสร้างหลักสูตรและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ใช้ในการฝึกอบรม โดยผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับใบรับรองและประกาศนียบัตรจากฟอร์ด และได้รับวุฒิการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จากวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

“ในฐานะผู้ให้บริการลูกค้าที่ศูนย์บริการฟอร์ด เราเป็นด่านหน้าในการดูแลลูกค้า เราจึงพยายามมองหาโอกาสในการเพิ่มทักษะและพัฒนาศักยภาพให้กับทีมงานของเราอยู่เสมอ แน่นอนว่าโครงการนี้จะช่วยให้ช่างยนต์ในอนาคตของเรามีทักษะที่ดี จากการได้สัมผัสและเรียนรู้เทคโนโลยีในรถยนต์ฟอร์ดจริงๆ ตลอด 2 ปีที่ร่วมโครงการ” นายถิรวุฒิ สายสุพัฒน์ผล กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ชลบุรี ท็อป คาร์ (พัทยา)กล่าว

“นักเรียนที่เรียนจบจากโครงการนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการดูแลลูกค้าฟอร์ดให้เหมือนคนในครอบครัว ด้วยการให้บริการที่ดีและน่าประทับใจ เพื่อที่เราจะสามารถส่งมอบรถยนต์ที่มีคุณภาพและบริการที่ดีให้กับลูกค้าชาวไทยต่อไป” นายชัยยง พะเนียงทอง รองกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด เอกกรุ๊ปกล่าวเสริม

เอ็มจี จับมือ บางจากฯ บริษัทพลังงานชั้นนำ ร่วมสนับสนุนการใช้รถพลังงานไฟฟ้า

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัดผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทยจับมือกับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน บริษัทพลังงานชั้นนำ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เตรียมให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า “MG Super Charge” รองรับผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรีและสมุทรปราการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมทั้งสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ในประเทศไทย

ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา เอ็มจี ได้แนะนำรถยนต์พลังงานทางเลือกเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ได้แก่ MG ZS EV รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของเอ็มจีที่เข้ามาปลุกกระแสรถยนต์ไฟฟ้าในเมืองไทย และ NEW MG EP รวมไปถึงปลั๊กอินไฮบริด ในรุ่น MG HS PHEV ซึ่งได้รับการยอมรับจากลูกค้าคนไทยเป็นอย่างดีและเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น เอ็มจี ยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งการสนับสนุนและทำงานร่วมกับหน่วยงานของทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปูพื้นฐานและขยายขอบเขตของโครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

การร่วมมือระหว่าง เอ็มจี กับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานชั้นนำของประเทศในครั้งนี้ เป็นการร่วมมือกันติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าภายในประเทศ โดยติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า “MG Super Charge” ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ครอบคลุมทั้งในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรีและสมุทรปราการ ซึ่งในระยะเริ่มต้น มีเป้าหมายที่จะติดตั้งทั้งสิ้น 50 แห่ง ภายในปีนี้ และคาดการณ์ว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ประมาณเดือนตุลาคมเป็นต้นไป

 นายจาง ไห่โป กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์
(ประเทศไทย) จำกัด
เปิดเผยว่า “การร่วมมือกับบางจากฯ ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานชั้นนำที่มีนโยบายสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างชัดเจน พร้อมแผนการขยายจำนวนของสถานีชาร์จให้กระจายตัวไปยังพื้นที่ต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยสร้างความมั่นใจ และปลดล็อกความกังวลของคนไทยในการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแล้ว นับเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศให้เติบโตขึ้น  ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าได้เร็วยิ่งขึ้นเช่นกัน ปัจจุบัน เอ็มจีได้ติดตั้งสถานีชาร์จที่ศูนย์บริการเอ็มจีแล้ว 108 แห่ง ทั่วประเทศ และมีแผนจะขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศซึ่งจะทำให้ผู้ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้ามีความสะดวกในการใช้งาน โดยลูกค้าสามารถตรวจเช็คข้อมูลสถานีชาร์จ ค้นหาและนำทางไปสถานีชาร์จ ผ่านระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ได้อีกด้วย”

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า บางจากฯ มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้จับมือกับเอ็มจีในการเปิดสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ตามนโยบายการเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานของบริษัทฯ ที่จะนำประเทศไทยสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ที่ผ่านมา บางจากฯ ได้ขยายสถานีชาร์จรถยนต์ EV ภายในสถานีบริการน้ำมันบางจากอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้รถ EV ที่เพิ่มขึ้น การจับมือกับเอ็มจีในครั้งนี้ จะทำให้สถานีบริการน้ำมันบางจากมีสถานีชาร์จรถ EV ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ครอบคลุมทุกภูมิภาคทุกทิศทั่วไทย เป็นเพื่อนร่วมเดินทางเคียงข้างผู้ใช้รถ EV ในทุกเส้นทาง ทุกครั้งที่ต้องการชาร์จแบตเตอรี่ให้แวะสถานีบริการน้ำมันบางจาก พร้อมพักดื่มกาแฟผ่อนคลายที่ร้านอินทนิล ใช้บริการที่ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าต่างๆในสถานีบริการ สถานีชาร์จรถ EV ถือเป็นส่วนหนึ่งของการนำนวัตกรรมสีเขียวที่ยั่งยืนสู่ผู้บริโภคผ่านสถานีบริการน้ำมันบางจากซึ่งเป็น Greenovative Destination ของนักเดินทาง

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการร่วมมือกันในด้านสถานีชาร์จรถ EV แล้ว ในอนาคต บางจากฯ กับเอ็มจี ยังมีแผนที่จะร่วมมือกันในด้านอื่นๆ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมของรถยนต์ สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand

กรังด์ปรีซ์ฯ มอบรางวัลผู้โชคดีจากงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 42 มูลค่ารวมกว่า 2.5 ล้านบาท

0

บริษัท กรังด์ปรีซ์  อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” จัดพิธีส่งมอบรางวัลแก่ผู้โชคดี จากการตอบแบบสอบถามผ่านช่องทาง  www.bangkok-motorshow.com และ ผ่านทาง Application Car Buddy by GPI เพื่อชิงรางวัล รถยนต์และรถจักรยานยนต์ พร้อมของที่ระลึก จากงาน“บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 42 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 มีนาคม – 4 เมษายน 2564 โดยมีพิธีจับรางวัลท่ามกลางสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติที่ร่วมเป็นสักขีพยาน  ณ บริเวณจุดโชว์รถรางวัล Lucky Draw  อาคารชาเลนเจอร์ 1  อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่  4  เมษายน 2564 ที่ผ่านมา

ในพิธีมอบรางวัล คณะผู้บริหาร นำโดย ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงานฯ พร้อมด้วยคุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์  คุณอโณทัยเอี่ยมลำเนา และคุณพีระพงศ์  เอี่ยมลำเนา รองประธานจัดงานฯ ร่วมกันให้การต้อนรับและมอบรางวัลแก่ผู้โชคดีฯ มูลค่ารวมกว่า 2.5 ล้านบาท ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร 2  ชั้น 4  บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2564

สรุปรายชื่อผู้โชคดี งาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 42 มีดังต่อไปนี้

ผลรางวัลจากบัตรเข้าชมงาน

1. รถยนต์ Ford Everest 2.0 L Turbo Trend 4×2 10ATจำนวน 1  รางวัล
(มูลค่า 1,299,000 บาท)ได้แก่ คุณสุวรรณ  ปิ่นแก้ว
2. รถยนต์ Ford Ranger Double Cab 2L XLT 4×2 HR 6ATจำนวน 1  รางวัล
(มูลค่า 889,000 บาท)ได้แก่ คุณดอน  สุขศรีทอง
3. รถจักรยานยนต์ Kawasaki W175จำนวน 1  รางวัล
(มูลค่า 77,570 บาท)ได้แก่ คุณอภรักษ์ ธนารักษ์
4. รถจักรยานยนต์ Honda Super Cubจำนวน 1  รางวัล
(มูลค่า 47,400 บาท)ได้แก่ คุณชุดาภา  ฟักสุวรรณ
5. รถจักรยานยนต์ Yamaha GT125จำนวน 1  รางวัล
(มูลค่า 46,600 บาท)ได้แก่ คุณพรชัย  เงาฉาย
6. รถจักรยานยนต์ Suzuki ADDRESS ( UK110NE-S)จำนวน 1  รางวัล
(มูลค่า 45,900 บาท)ได้แก่ คุณรุ่งโรจน์ หุ้นเจริญ

รางวัลผู้โชคดีรับของที่ระลึกจำนวน 100 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท

    1. (ประกาศรายชื่อใน
    1. www.bangkok-motorshow.com
    )