Home Blog Page 366

รู้จัก NissanConnect Lite แอปพลิเคชัน ที่ให้คุณเชื่อมต่อกับรถยนต์นิสสันได้ทุกที่ทุกเวลา

0

ในยุคดิจิตอลที่เต็มเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ รอบตัว สมาร์ทโฟนและแอปพลิเคชันกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันสะดวกสบายด้วยการเชื่อมโยงเรากับข้อมูล และบริการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว รถยนต์ที่กลายเป็นเป็นอีกปัจจัยสำคัญของคนไทยควรช่วยให้ผู้ขับขี่ได้รับความสะดวกสบายจากการใช้งาน และทำให้ผู้ขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นจึงมีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาเพื่อการสื่อสารแบบไร้รอยต่อมาใช้กับรถยนต์มากยิ่งขึ้น

ภายใต้แนวคิดเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำเพื่อการขับขี่ในอนาคตของนิสสัน หรือ Nissan Intelligent Mobility นั้นรวมการเชื่อมกับระหว่างมนุษย์กับอุปกรณ์อัจฉริยะ ซึ่งอยู่ในกลุ่มของ Intelligent Intregation เพื่อให้ลูกค้าของ
นิสสันปลอดภัยเมื่อต้องการใช้แอปพลิเคชันของสมาร์ทโฟน และยังสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากรถยนต์ของนิสสันที่ผ่านมา จะสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนด้วยฟังก์ชัน NissanConnect ซึ่งสามารถใช้ฟังก์ชันที่มีมากมาย อาทิ ระบบนำทาง รวมถึงระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ต่างๆ ขณะเดินทาง

โดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะซึ่งมีจำนวนกว่า 50% ของผู้ใช้รถในประเทศไทย นิสสันจึงได้เพิ่ม NissanConnect Lite ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบเทเลเมติกส์ (Telematics) ที่รองรับทั้งระบบ ios และ Android ใน นิสสัน นาวารา PRO-4X และ PRO-2X เพื่อให้ลูกค้าสามารถรับส่งข้อมูลจำเป็นของรถยนต์ได้ตลอดเวลา แม้ในเวลาที่ไม่ได้ใช้งานก็ตาม โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน NissanConnect Lite และลงทะเบียนเพื่อใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

เมื่อเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน NissanConnect Lite เจ้าของรถจะทราบถึงข้อมูลรถยนต์ได้อย่างละเอียด และสามารถเรียกดูข้อมูลต่าง ๆ ได้เรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็น

  • สถานะของรถยนต์ ขณะขับขี่หรือจอดนิ่ง หรือการค้นหาตำแหน่งปัจจุบันของรถ พร้อมแสดงตำแหน่งบนแผนที่ผ่านฟังก์ชัน Find My Car ที่เจ้าของรถสามารถทราบตำแหน่งรถยนต์ ป้องกันปัญหาเรื่องรถสูญหาย
  • แจ้งเตือนพร้อมคำนวนระยะทางที่รถสามารถวิ่งได้จากปริมาณน้ำมันที่เหลืออยู่ ผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนเพื่อวางแผนการเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น
  • บันทึกข้อมูลประวัติการขับขี่ (Driving History) อย่างครบถ้วนทั้งสถานที่ ระยะทาง และเวลาที่ใช้รถ โดยมีการให้คะแนนการขับขี่ (Driving Score) เก็บข้อมูลลักษณะการขับขี่ทั้งหมด
  • ตรวจสอบสถานะและสภาพรถยนต์ (Vehicle Status) ช่วยให้เจ้าของรถดูแลรักษารถยนต์คู่ใจอย่างถูกต้อง แม่นยำ และตรงเวลา แม้ในเวลาฉุกเฉินที่รถมีปัญหาหรือเกิดความผิดปกติของตัวรถยนต์ แอปพลิเคชันสามารถส่งสัญญาณเตือนให้ผู้ใช้งานทราบ ถือเป็นการช่วยลดปัญหาในการเกิดอุบัติเหตุและสามารถนำเข้าศูนย์บริการได้อยากทันท่วงที
  • ในกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ยังมีเมนูลัดสำหรับโทรฉุกเฉิน (Emergency Support) ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งาน ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ในเวลาคับขันได้อย่างรวดเร็ว
  • นอกจากนี้ แอปพลิเคชัน ยังสามารถตั้งค่า การกำหนดขอบเขตการขับขี่ (Geofence Settings)
    การกำหนดช่วงเวลาการขับขี่(Curfew Settings) และข้อมูลการเข้ารับบริการ (Service Recommendation)

ทั้งนี้ นิสสันหวังว่าแอปพลิเคชันนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาและตอบโจทย์ลูกค้าในการใช้งานด้านของความปลอดภัย โดยให้ลูกค้าได้เชื่อมต่อกับรถ และเข้าถึงข้อมูลมากกว่าที่เคย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรถยนต์ ทำให้ผู้ใช้งานรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงหรือสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นเบื้องต้นด้วยตนเองอย่างรวดเร็ว โดยลดเวลาในการติดต่อเบื้องต้น ช่วยคลายความกังวลในเรื่องต่างๆ ของรถยนต์ เมื่อลูกค้ามีความจำเป็นต้องจอดรถไว้ยังที่ต่างๆ ให้คุณได้ทราบถึงสถานะและดูตำแหน่งรถได้ตลอดเวลา เพื่อให้ลูกค้าสามารถจัดการธุระอื่นๆ ได้อย่างสบายใจอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจใช้งานแอปพลิเคชัน NissanConnect Lite รวมถึงรถกระบะนิสสัน นาวารา สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Nissan call center หมายเลข 0 2401 9600 หรือดูข้อมูลที่  www.nissan.co.th

ปอร์เช่พาคุณหวนรำลึกประวัติศาสตร์ความสำเร็จจากซีรีส์ Porsche Moments / ประทับความทรงจำด้วยสุดยอดโรดโชว์ 14 จุดหมาย ใน 10 ประเทศ

0

ปอร์เช่กำลังจะจารึกประวัติศาสตร์บทใหม่แห่งความทรงจำอันเป็นนิรันดร์ผ่านเรื่องราวในการแข่งขัน Le Mans ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พิพิธภัณฑ์ Porsche Museum ได้อุทิศพื้นที่จัดแสดงงานนิทรรศการให้แก่เกียรติยศอันสูงสุดของปอร์เช่ภายใต้ชื่องาน “The Porsche success story in Le Mans” รายการแข่งขันระดับตำนานที่มีจุดกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1951 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกที่ปอร์เช่ลงแข่งขันและได้รับชัยชนะมาด้วยรถแข่ง 356 SL หลังจากนั้นจึงได้พิชิตชัยรวมทั้งสิ้น 19 ครั้งจากรุ่นการแข่งขัน 107 รุ่น การแข่งขันในรายการ Le Mans คือผลงานชั้นเลิศของยอดรถสปอร์ต 2 ประตูคูเป้น้ำหนักเบาคันดังกล่าว กว่า 70 ปีต่อมา ปอร์เช่กำลังจะประทับความทรงจำเหล่านั้นลงในหัวใจของเหล่าแฟนๆ ปอร์เช่อีกครั้ง ด้วยการจัดแสดงซีรีส์ใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นการรวบรวม 6 เหตุการณ์สำคัญที่ทุกท่านไม่ควรพลาด ทีมงานปอร์เช่ทุ่มเทสร้างสรรค์สื่อต่าง ๆมากมาย เพื่อให้ผู้ที่หลงใหลในยนตรกรรมสปอร์ตได้หวนระลึกถึงหน้าประวัติศาสตร์ความสำเร็จอันสุดแสนประทับใจใน Le Mans โดยจะยกขบวนจัดแสดงไปทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งที่สำนักงานใหญ่ใน Zuffenhausen “รูปแบบการจัดแสดงตำนานแห่งความสำเร็จบทใหม่ล่าสุดของปอร์เช่หรือซีรีส์ Porsche Moments จะเป็นการเน้นย้ำความทรงจำสุดพิเศษผ่านเหตุการณ์ปัจจุบันมองย้อนกลับไปยังอดีต ที่ผสมผสานเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ยานยนต์ รวมไปถึงประวัติศาสตร์การแข่งขันกีฬาความเร็ว เราได้ทำการรวบรวมและสร้างความทรงจำต่างๆ โดยอ้างอิงจากข้อเท็จจริงเท่าที่เป็นไปได้ ภายใต้มุมมองเชิงอนุรักษ์นิยมจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จริง และได้เชิญเหล่าบรรดาแฟนๆ ของปอร์เช่ให้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์สุดพิเศษที่นี้ ผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดีย” ข้างต้นคือคำกล่าวจาก Achim Stejskal หัวหน้าส่วนงาน Porsche Heritage and Museum และ Timo Bernhard นักแข่งรถผู้คว้าแชมป์ในรายการ Le Mans รวมถึงการแข่งขัน endurance ซึ่งจะรับหน้าที่เป็นเจ้าของบ้านนำพาผู้เข้าชมงานร่วมเป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ Porsche Moments ในแต่ละตอน เตรียมพบกับสิ่งที่น่าสนใจของยนตรกรรมสปอร์ตและบุคคลสำคัญที่จะปรากฏตัวใน Zuffenhausen และ Weissach

สำหรับซีรีส์ Porsche Moments ในตอนแรก Timo Bernhard ได้เชิญ Fritz Enzinger เพื่อนร่วมงานของเขา ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการผู้กำกับดูแลส่วนงาน Motorsport ของปอร์เช่ ทั้งคู่ไม่ได้พบเจอกันนานถึง 2 ปี โดย Enzinger คือผู้นำพาชัยชนะ overall ในการแข่งขัน Le Mans มอบให้ปอร์เช่ถึง 3 สมัย การกลับมารวมตัวกันบริเวณด้านหน้าของอาคารอิฐ Werk 1 อันเป็นประวัติศาตร์เปรียบเสมือนการกลับมาพบปะสังสรรค์ของเพื่อนเก่า 2 บุคลากรผู้นำเกียรติยศจากการแข่งขันสุดคลาสสิกอย่าง Le Mans กลับมาประดับตู้รางวัลที่ Zuffenhausen “ความเชื่อถือ ความไว้ใจและมิตรภาพ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งสำหรับความสำเร็จที่เกิดขึ้นในการแข่งขัน” Enzinger อธิบายถึงอักษรย่อ SL มีที่มาจากคำว่า Super Light ขณะที่กำลังลุกออกจากรถแข่ง 356 SL ต้องยกประโยชน์ให้ตัวถังอะลูมิเนียมที่ช่วยให้สปอร์ตคูเป้คันนี้มีน้ำหนักเพียง 680 กิโลกรัม ซึ่งเบากว่าถึง 120 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับตัวถังเหล็กของปอร์เช่ 356 Coupés ที่ถูกผลิตขึ้นใน Reutter เมือง    สตุ๊ทการ์ท ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 1949 “Wilhelm Hild หนึ่งในทีมงานของปอร์เช่ ตั้งชื่อเล่นให้ 356 SL ว่า ‘aluminium can’” Enzinger เผยพร้อมเสียงหัวเราะ ชื่อที่ใช้เรียกเป็นการภายในของรถคันดังกล่าว คือ “Type 514 Porsche Sport for Le Mans 1951”

ตั้งแต่ปี 1948 ปอร์เช่สร้างรถแข่ง Type 356/2 Coupés เป็นจำนวน 44 คัน ใน Gmünd ภูมิภาค Carinthia ของประเทศออสเตรีย เปลือกตัวถังอีก 11 คันเดินทางมายังเมืองสตุ๊ทการ์ทและบางส่วนได้รับการพัฒนาต่อเนื่องที่นี่ ความยอดเยี่ยมของรถแข่งในตอนแรกของซีรีส์ Porsche Moments คือประวัติศาสตร์ของนักแข่งระดับพระกาฬที่คว้าแชมป์ในรุ่นนี้ได้เมื่อปี 1952  เพียง 1 ปีเท่านั้น หลังจากชัยชนะของรถหมายเลข 46 ซึ่งเป็นรถต้นแบบ “ลองจินตนาการถึงรถที่มีกำลังน้อยกว่า 50 แรงม้า วิ่งเป็นระยะทาง 2,840.65 กิโลเมตร ในสนาม Le Mans บนความเร็วเฉลี่ย 118.36 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และขณะนั้นคือปี 1951! รถแข่ง Type 356/2 Coupés เดินทางไปยังสนามแข่งด้วยการวิ่งไปบนถนนสาธารณะและขับข้ามประเทศกลับมาถึงที่ Zuffenhausen ด้วยถนนสาธารณะเช่นกัน” Enzinger กล่าวย้ำ รถแข่งแชมเปี้ยนส์ขับขี่โดยนักแข่งสายเลือดฝรั่งเศส Auguste Veuillet และคู่หูของเขา Edmond Mouche  2 นักขับผู้รับมือกับการแข่งขันระยะยาว 24 ชั่วโมง  ไม่มีอะไรง่ายเลยในช่วงเวลานั้น

การกลับมาพบกันของ Bernhard และ Enzinger หน้าอาคาร Werk 1 คือสัญลักษณ์การเดินทางของปอร์เช่จาก Zuffenhausen ไปสู่ชัยชนะครั้งแรกใน Le Mans แต่แท้จริงแล้ว จุดเริ่มต้นของทีมงานเกิดขึ้นที่อาคาร Reutter “ในวันนั้น มันแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะขับรถแข่งบนถนนสาธารณะไปถึง Le Mans” Bernhard อธิบายถึงความเสี่ยงของการเดินทางที่ยาวนานกว่า 11 ชั่วโมงในวันที่ 16 มิถุนายน 1951 “การเดินทางเริ่มขึ้นในตอนเช้าเวลา 7.15 น. Ferry Porsche ออกมาส่งทีมงานด้วยตัวเอง” Enzinger ท้าวความและนำเอาภาพถ่ายอันเป็นประวัติศาตร์มาโชว์ให้เห็น ทั้งนี้บุคคลผู้ปรากฏตัวในนิตยสารประกอบด้วย Karl Rabe หัวหน้านักออกแบบ Veuillet นักขับรถแข่ง และ Charles Faroux ผู้อำนวยการแข่งขันรายการ Le Mans 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในการชักจูงให้ Ferdinand และ Ferry Porsche ตัดสินใจส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน Le Mans ในขณะที่พวกเขาพบกันระหว่างงานมหกรรมยานยนต์ Paris Motor Show เมื่อ 1 ปีก่อนหน้า

เส้นทางสู่ชัยชนะครั้งแรกในวันที่ 24 มิถุนายน 1951 ต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาอย่างยาวนาน  2 ใน 3 ของรถแข่งรวมทั้งรถร่วมขบวน ต้องประสบกับอุบัติเหตุก่อนเริ่มการแข่งขัน ความหวังทั้งหมดถาโถมเข้าใส่รถแข่งคันจิ๋วน้ำหนักเบา ที่พกพาพละกำลังติดตัวมาเพียง 46 แรงม้า จากเครื่องยนต์บ๊อกเซอร์  4 สูบนอน ขยายความจุ “หากเราสามารถเอาชนะได้ที่ Le Mans ด้วยรถแข่งปอร์เช่ ชื่อเสียงของบริษัทจะต้องโด่งดังไปทั่วบริษัท” Enzinger ย้อนรำลึกความทรงจำ “ชัยชนะครั้งแรก ต้องเป็นความรู้สึกเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย Le Mans คือสถานที่ที่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง” ความทรงจำสุดวิเศษของ Enzinger เกิดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสคือชัยชนะในปี 2015 “เราทำได้ดีในการวิ่งทดสอบ free practice ครั้งแรก มันเป็นความรู้สึกที่ยากเกินคำอธิบาย ความรู้สึกพุ่งพล่านปะทุขึ้นทันทีที่รถวิ่งผ่านเส้นชัย” Timo Bernhard กล่าวถึงความทรงจำส่วนตัวจากชัยชนะในปี 2017 “การเอาชนะได้ถึง 3 สมัย คือความสำเร็จที่เป็นไปได้เฉพาะกับสุดยอดทีมงานเท่านั้น พวกเรามาจากการรวมตัวของผู้คนถึง 21 เชื้อชาติ และเรามีจุดหมายที่เหมือนกันเพียงประการเดียว” เมื่อกล่าวถึง “ความเหมือน” Fritz Enzinger จะเข้าพักในโรงแรมห้องเดิมตั้งแต่ปี 2014 ห้องพักหมายเลข 424 นับเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ช่วยคลายความกังวลใจให้กับเขาสำหรับธรรมเนียมของปอร์เช่ มันคือการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสนามแข่งความเร็วมายังรถสปอร์ตในสายการผลิตปกติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปอร์เช่ยังคงยึดถือและปฏิบัติกันมาโดยตลอด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งทุกวันนี้ “สนามแข่งเปรียบเสมือนห้องทดลองของบริษัท เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ของปอร์เช่จะต้องผ่านการพิสูจน์ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด จึงจะได้รับการนำไปบรรจุลงในสายการผลิตปกติของเรา” Bernhard กล่าวต่อ “ก่อนที่รถแข่งจะเดินทางกลับบ้าน เมื่อเครื่องยนต์ของเจ้า 356 SL ผ่านการรันอิน ปอร์เช่ได้แรงม้าเพิ่มขึ้นอีก 4 ตัว นี่เป็นเกร็ดความรู้จากสนามแข่งที่ควรกล่าวถึง” นักแข่งมากประสบการณ์กล่าวทิ้งท้าย

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเรื่องราวความสำเร็จของปอร์เช่ในการแข่งขัน Le Mans ไปทั่วโลก บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตชั้นนำแห่งนี้ จึงจะจัดกิจกรรมโรดโชว์นอกสถานที่ขึ้น เสริมจากนิทรรศการ Porsche Moments โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2021 ถึงเดือนมกราคมปี 2022 นิทรรศการจะถูกจัดแสดงทั้งหมด 14 จุดหมาย ใน 10 ประเทศ รวมถึง ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรต และเยอรมนี แฟนๆ ปอร์เช่สามารถร่วมรับชมรถแข่งคันจริงที่ได้รับชัยชนะมากกว่า 20 คัน จากคอลเลคชันประวัติศาสตร์ ทั้งในแบบที่จอดอยู่กับที่และแบบวิ่งโชว์บนท้องถนน สำหรับ Porsche Experience Centres ทุกแห่งทั่วโลกจะจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ Heritage Corners ในลักษณะเดียวกันกับโรดโชว์เพื่อร่วมกันย้อนระลึกถึงช่วงเวลาแห่งความยอดเยี่ยม และยังมีแผนจัดงานกิจกรรมที่เกี่ยวกับรถยนต์รุ่นคลาสสิกต่าง ๆ อาทิ Monterey Car Week ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ในกรณีที่เอื้ออำนวย บรรดานักในอดีตจะให้เกียรติมาร่วมปรากฏตัวในกิจกรรมดังกล่าว หรือผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้แฟนๆ  ปอร์เช่มอเตอร์สปอร์ต ร่วมรับฟังและแบ่งปันประสบการณ์ที่น่าสนใจแบบเจาะลึกอีกด้วย

พิพิธภัณฑ์ Porsche Museum จะออกอากาศซีรีส์ Porsche Moments เป็นครั้งแรก โดย Timo Bernhard และ Fritz Enzinger ผ่านช่องทาง Instagram @porsche.museum ในส่วนของ 5 ตอน ที่เหลือ จะตามมาสัปดาห์ถัดไป เช่นเดียวกับนิทรรศการ Porsche Moments ซึ่งจะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ  Weissach Timo Bernhard จะร่วมพบปะพูดคุยกับเหล่าบุคคลสำคัญและผู้ร่วมเหตุการณ์ ได้แก่ Norbert Singer, Walter Röhrl และ Hans-Joachim “Strietzel” Stuck สำหรับรถแข่งรุ่นต่าง ๆ  ที่จัดแสดงประกอบด้วย 917 KH (1971), 936/81 และ 924 GTP (1981), 962 (1987), 911 GT1 (1998) รวมทั้ง 919 Hybrid (2017) เรื่องราวที่เป็นจุดกำเนิดตำนานความสำเร็จที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันของปอร์เช่ในการแข่งขัน Le Mans จะได้รับการแบ่งปันและอธิบายเชิงประวัติศาตร์โดยละเอียดในทุกชัยชนะที่เกิดขึ้น กิจกรรมโรดโชว์จะขยายขอบเขตการจัดไปยังช่องทางโซเชียลมีเดียของปอร์เช่ ซึ่งจะเสริมให้ผู้สนใจได้รับทราบข้อมูลพิเศษอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

“The Porsche success story in Le Mans” จะถูกนำเสนอมุมมองผ่านทางมุมมองการดำเนินงานผ่านทาง workshop ของพิพิธภัณฑ์ Porsche Museum และในทุกจุดที่จัดกิจกรรมโรดโชว์ ท่านจะได้พบกับการจัดแสดงรถแข่งทั้ง 6 รุ่นที่ลงแข่งในรายการ Le Mans class และรถแข่งที่ได้รับชัยชนะคันจริง สำหรับผู้สนใจติดตามนิทรรศการดังกล่าว สามารถรับชมได้ผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนของท่านได้ที่ช่องทางการสื่อสารของปอร์เช่

ส่องคุณบัติมาสด้า2 ซิตี้คาร์ระดับพรีเมี่ยมที่ครองใจวัยรุ่น

0

มาสด้า2 ถือเป็นหนึ่งในเรือธงของค่าย มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย มีต้นกำเนิดจากเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาลงหลักปักฐานยังโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ จังหวัดระยอง โดยฝีมือของคนไทยเพื่อคนไทยและส่งออกไปไกลทั่วโลก เริ่มขึ้นไลน์ผลิตรุ่นแรกเมื่อปี ค.ศ. 2009 ได้สร้างชื่อเสียงกระหึ่มอย่างรวดเร็วมียอดขายสะสมสูงถึง 120,000 คัน ตามมาด้วยรุ่นที่สองที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสกายแอคทีฟเริ่มผลิตและเปิดตัวแนะนำเมื่อปี ค.ศ. 2015 ต่อจาก CX-5 และมาสด้า3 โดยใช้ระยะเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น มาสด้า2 ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการก้าวขึ้นครองแชมป์ตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก และเอาชนะแม้กระทั่งรถยนต์   อีโคคาร์เป็นเวลาถึง 3 ปีติดต่อกัน จนถึงวันนี้มาสด้า2 รุ่นปัจจุบันมียอดขายสะสมสูงถึง 200,000 คัน และกำลังเก็บเกี่ยวยอดขายเป็นกอบเป็นกำ มาสด้า2 รุ่นนี้มีดีอะไร ทำไมจึงเป็นที่ถูกอกถูกใจของวัยรุ่นไปทั่วบ้านทั่วเมือง เรามาเจาะลึกรายละเอียดความเหนือชั้นของเจ้าซิตี้คาร์คันนี้กันว่าจะเผ็ดร้อนจี๊ดจ๊าดสมคำร่ำลือมากน้อยแค่ไหน

ดังนั้นการพัฒนามาสด้า2 จึงเป็นความท้าทายเป็นโจทย์ใหญ่ของทีมวิศวกรมาสด้าที่ต้องเปลี่ยนนิยามคำจำกัดความแบบเดิมๆ ที่ว่า “คุณค่าของรถ มักจะแปรผันไปตามขนาดของตัวรถ” มาสด้าจึงพยายามสร้าง “คุณภาพ” ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การปรับปรุงรูปลักษณ์ การสัมผัส และความรู้สึก ที่เกิดจากการออกแบบและความประณีตเท่านั้น แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความสะดวกสบาย สมรรถนะการขับขี่ที่ดี รวมถึงความรู้สึก การบังคับควบคุม และความนุ่มนวลในการขับขี่ เพื่อก้าวไปสู่ยุคใหม่ของรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ

  1. ดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว โดนใจวัยรุ่น ขวัญใจนิสิตนักศึกษา

สิ่งที่ชัดเจนที่สุดต้องยกให้กับความสวยงามลงตัวของการออกแบบภายนอก ที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมี่ยมที่ได้รับการถ่ายทอดจากแนวคิด KODO – Soul of Motion เน้นความเรียบง่ายแต่หรูหรา ด้วยคอนเซ็ปต์ “Less is More” ทั้งดีไซน์ภายนอกไปจนถึงภายในห้องโดยสาร โดยให้ความสำคัญกับเส้นสายและแสงเงาที่ตกกระทบบนตัวรถ ทำให้มาสด้า2 โดดเด่นสะดุดทุกสายตาแก่ผู้พบเห็น รวมถึงสีภายนอกที่มีให้เลือกถึง 8 สี โดดเด่นไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะสีแดง โซล เรด คริสตัล และ สีเทา โพลีเมทัล เกรย์ ช่วยเสริมความเป็นสปอร์ตซิตี้คาร์ให้โดดเด่นในแบบฉบับรถยนต์นั่งยุคใหม่ได้อย่างลงตัว มีให้เลือกทั้งแบบแฮตช์แบค 5 ประตู และแบบซีดาน 4 ประตู เลือกสรรตามสไตล์ของผู้ขับขี่

  1. ภายในหรูหราพรีเมี่ยม สะดวกสบาย และให้ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ

ภายในห้องโดยสารเลือกเฉพาะวัสดุคุณภาพสูงที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันและใส่ใจในทุกรายละเอียด จึงช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์สปอร์ตพรีเมี่ยมได้เป็นอย่างดี รวมถึงการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ โดยคำนึงถึงการใช้งานและประโยชน์ใช้สอยตามหลักปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลาง HMI (Human-Machine Interface) ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ ส่งมอบความรู้สึกสะดวกสบายและประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นตลอดการเดินทาง

  1. ครบทุกฟังก์ชั่นการติดต่อสื่อสารตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

ไม่เพียงแค่ดีไซน์ภายนอกภายในเท่านั้น แต่ฟังก์ชั่นการใช้งานภายในรถก็ครบครันด้วยเช่นกัน รถรุ่นนี้มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกล้นคัน อาทิ ระบบ Mazda Connect ช่วยให้อัพเดทข้อมูลข่าวสารได้ตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย หรือรับส่งข้อความจากสมาร์ทโฟนผ่านสัญญานบลูทูธ พร้อม Infotainment มากมาย รวมถึง Apple CarPlay® และ Android AutoTM* ที่สามารถใช้งานเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน และแสดงผลบนหน้าจอสี Center Display ขนาด 7 นิ้ว รวมถึงสามารถฟังเพลงจาก Apple Music และค้นหาเส้นทางด้วย Google Maps ด้วยเสียงผ่าน Siri เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้มากยิ่งขึ้น

  1. เจ้าของสโลแกนทั้งแรงทั้งประหยัดแถมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

จากจินตนาการสู่การขับขี่ที่เป็นจริง มาสด้าได้สร้างความฝันของลูกค้าให้เป็นจริงด้วยการรวมเอาความแรงกับการประหยัดน้ำมาเป็นหนึ่งเดียว ด้วยความยอดเยี่ยมของเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล SKYACTIV-D ขนาด 1.5 ลิตร เทอร์โบ ให้พละกำลังสูงสุด 105 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ประหยัดน้ำมันได้มากถึง 26.3 กม./ลิตร ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมแมนนวลโหมด Activematic และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 1.3 ลิตร ให้พละกำลัง 93 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 123 นิวตันเมตร ประหยัดน้ำมันถึง 23.3 กม./ลิตร และยังมาพร้อมระบบประหยัดพลังงานอัจฉริยะ i-ELOOP และ i-STOP ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันและค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้อย่างดีเยี่ยม และทั้งสองเครื่องยนต์ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านมาตรฐานมลพิษระดับ Euro 5 อีกด้วย

  1. ห้องโดยสารเงียบเพิ่มความสุนทรีย์ตลอดการเดินทาง

มาสด้า2 มีการปรับปรุงการเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร เพื่อมอบความเพลิดเพลินให้แก่ผู้โดยสารทุกคน โดยได้มีการเพิ่มความหนาของเพดานหลังคา เพิ่มขอบซีลยางที่ประตูด้านหลังในรุ่นแฮทช์แบคและวัสดุดูดซับแรงสั่นสะเทือนที่บริเวณด้านในของซุ้มล้อหลัง เพื่อควบคุมเสียงก้องและเสียงสะท้อนที่จะเข้ามาภายในตัวรถ จึงทำให้ห้องโดยสารมีความเงียบสงบ ง่ายต่อการสนทนาเฉกเช่นเดียวกับรถรุ่นอื่นๆ ของมาสด้า ซึ่งนับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์นั่งขนาดเล็ก

  1. ขับขี่ง่าย จอดง่าย จัดเต็มด้วยฟีเจอร์ความปลอดภัยระดับโลก

แม้จะเป็นรุ่นเล็กที่สุดของมาสด้า แต่ระบบความปลอดภัยนั้นเรียกได้ว่าครบครันไม่แพ้รุ่นอื่น ไม่ว่าจะเป็นระบบแสดงภาพ 360° รอบทิศทาง ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้าและด้านหลังรวม 8 จุด กล้องมองหลังที่แสดงผลบนจอแสดงผลส่วนกลาง ทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นถนนได้ทั้งสองทิศทางถึง 177° หรือสูงสุด 25 เมตร ทั้งยังมาพร้อมระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA) ที่ช่วยให้การเข้าจอดหรือใช้งานในที่แคบเป็นไปได้อย่างสะดวก และยังมีระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (ABSM) ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ (DSC) ระบบช่วยการออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน (HLA) ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน (ESS) และถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS จึงช่วยให้ทั้งสุภาพสตรีหรือผู้ขับรถมือใหม่ขับขี่ได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

  1. ช่วงล่างหนึบเกาะถนนมั่นใจทุกการเข้าโค้ง ด้วยเทคโนโลยี GVC Plus พร้อมระบบ Cruise Control

ถ้าพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีที่ช่วยให้การขับขี่มั่นคงมีเสถียรภาพแล้ว ต้องยกให้กับระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC-Plus ช่วยให้การตอบสนองรถยนต์เกิดความราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน หรือเปลี่ยนเลนที่ความเร็วสูงหรือขับบนนถนนที่ลื่น รวมถึงยังมีระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Sports Paddle Shift และระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control) ที่ช่วยให้การขับขี่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม

  1. สื่อสารตรงกลุ่มเป้าหมายชัดเจน “ไม่หยุด…แค่ความธรรมดา”

วันนี้มาสด้ากำลังก้าวข้ามขีดข้อจำกัด เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่มีสมรรถนะสูงและประหยัดน้ำมันดีที่สุดในตลาด มาสด้ากำลังก้าวสู่อีกขั้นของความรู้สึก พร้อมเปิดทุกประสาทสัมผัสไปกับยนตรกรรมที่สะท้อนตัวตนอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่มากกว่าคำว่าธรรมดา ตามคอนเซ็ปต์ “ไม่หยุด…แค่ความธรรมดา” เพราะความธรรมดาใครๆ ก็เป็นได้ แต่สำหรับลูกค้ามาสด้า2 นั่นเพราะคุณคือคนพิเศษที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร

นี่คือคุณสมบัติเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ส่งผลให้มาสด้า2 กลายเป็นรถยนต์ขนาดเล็กที่มีความคุ้มค่าคุ้มราคามากที่สุดรุ่นหนึ่ง และยังมีราคาที่จับต้องได้ง่ายเริ่มต้นเพียง 5 แสนกว่าบาท ซึ่งถ้าถามว่าเลือกรถอะไรดี มาสด้า2 ก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่ลงตัวมากที่สุดสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี หรือแม้แต่มือใหม่ มาสด้าเชื่อว่ารถรุ่นนี้จะเข้ามาเติมเต็มการใช้ชีวิต เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นให้กับเจ้าของได้อย่างดีที่สุด

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ BMW Z4 M40i 2021 ปรับม้าเพิ่มกว่า 40 ตัว…ไม่แน่จริงอย่าปิดตัวช่วยขับขี่

0
BMW Z4 2021 Pic Open

BMW Z4 M40i รถสปอร์ตโรดสเตอร์ ตัวแรงจากค่ายใบพัดฟ้าขาวที่ได้รับการปรุงแต่งพละกำลังเพิ่มขึ้นจาก 340 กลายเป็น 387 แรงม้า กับราคาค่าตัว 4.99 ล้าน จะมีสมรรถนะโหด และ ดุ ขนาดไหน เตือนไว้สักนิดว่าใครคิดลองขับ อย่าได้ปิดระบบช่วยการขับขี่!!! ติดตามรับชมรีวิวพร้อมผลการทดสอบกันดีกว่าครับ

เป็นเรื่องราวในกระแสสังคมพักใหญ่กับสปอร์ตโร๊ดสเตอร์จากค่าย BMW ที่ประสบอุบัติเหตุจนเป็นข่าวดัง วันนี้มีโอกาสได้สัมผัสกับรถรุ่นดังกล่าว แต่เป็นโมเดลล่าสุดรุ่นปี 2021 ซึ่งมีการปรับแต่งความแรงด้วยการเพิ่มกำลังกว่า 40 แรงม้า แต่ก่อนเข้าสู่เรื่องราวการทดสอบ มาดูข้อมูลกันก่อน

BMW Z4 2021 1

BMW Z4 M40i 2021 มากับหน้ากระจังดีไซน์รูปไตคู่ ไฟหน้ารูปทรงใหม่พร้อมระบบ Adaptive LED ที่สามารถปรับทิศทางของแสงไฟตามการหมุนของพวงมาลัย และระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ High-beam Assistant

BMW Z4 2021 2

เสริมดุด้วยชุดแต่ง M Sport M Performance รอบคัน รวมถึงตีโป่งให้แก้มข้างพร้อมช่องระบายลม และล้อ M Spoke สีทูโทนขนาด 19 นิ้ว

BMW Z4 2021 3

ด้านท้ายทรงเรียวยาว ในรูปแบบ L Shape ด้านใต้มีท่อไอเสียคู่และดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ บนฝากระโปรงออกแบบให้มีสปอยเลอร์ในตัวพร้อมไฟเบรคดวงที่สาม

BMW Z4 2021 4

หลังคา Sort Top เปิด-ปิดได้ในเวลา 10 วิ และขณะรถวิ่งก็เปิดได้ แต่ความเร็วต้องไม่เกิน 50 กม./ชม. กันน้ำ กันแดด แต่ไม่กันเสียง นอกจากสั่งการใช้งานจากสวิทช์ภายในห้องโดยสาร ระบบกุญแจ Comfort Access System ก็สามารถควบคุมการทำงานของหลังคา Soft Top ได้เช่นกัน

BMW Z4 2021 5

พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่น หุ้มหนังดีไซน์ M Sport เบาะนั่งเป็นแบบบักเกตซีท หุ้มหนัง Venesca สีน้ำตาลแดง ปรับเซ็ทด้วยระบบไฟฟ้า บริเวณหลังหัวหมอนมี Wind Reflexter กันลมย้อนกลับ  และเข็มขัดนิรภัยเท่ๆ สไตล์ M

BMW Z4 2021 6

ตรงกลางระหว่างเบาะมีฝาเปิดเพื่อนสิ่งของไปใส่ในพื้นที่สัมภาระท้ายรถโดยไม่ต้องเปิดฝากระโปรง

มาตรวัดเป็น Live Cockpit Visual นอกจากแสดงความเร็ว รอบเครื่องยนต์ และแสดงการทำงานของระบบช่วยเหลือการขับขี่

BMW Z4 2021 7

หน้าจอกลาง I-drive ขนาด 10.25 นิ้ว มาพร้อมระบบปฏิบัติการ os7.0 รองรับการใช้งานด้วยคำสั่งภาษาไทย พร้อมฟีเจอร์หลากหลาย รวมถึงเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง IOS และ Android นอกจากนี้ยังทำหน้าที่แสดงภาพขณะถอยหลัง

BMW Z4 2021 8

ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา Dual Zone มี Wiress Charger รวมถึงช่วงเสียบ USB แบบ Type Cและปกติ

ขับกล่อมบทเพลงผ่านชุดเครื่องเสียง Haman Gordon พิเศษตรงระบบ Hifi Surround Speaker

คอนโซลเกียร์มีคันเกียร์แบบ +/- และโหมดขับขี่ทั้ง Eco Pro Comfort และ Sport ซึ่งแต่ละโหมดมีรายละเอียดที่ต่างกันไป ทั้งนี้สามารถเลือกปรับเองได้ทั้งนน.พวงมาลัย การตอบสนองของเครื่องยนต์และระบบช่วงล่าง รวมถึงเบรคมือไฟฟ้า และ Auto Hold

BMW Z4 2021 9

ขุมพลังเป็นเครื่องเบนซิน 6 สูบ พ่วงระบบอัดอากาศทวินเพาเวอร์ ขนาดความจุ 3.0 ลิตร ปรับแต่งแรงม้าเพิ่มจากเดิม 340 แรงม้าเป็น  387 แรงม้า พร้อมแรงบิด 500 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 4.1 วิ ความเร็วสูงสุดทะลุ 260 กม./ชม. มาพร้อมอัตราสิ้นเปลือง 14 กม./ลิตร ตามรูปแบบของอีโค่สติ๊กเกอร์

BMW Z4 2021 10

ช่วงล่างเป็นแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้า Double-joint spring strut ด้านหลังแบบ Five-link พร้อมใช้งานชุดโช๊คอัพไฟฟ้า M Adaptive Suspension ซึ่งมากับเฟืองท้ายสปอร์ต M Differential และเบรค M Sport

ระบบป้องกันเพื่อความปลอดภัยมีมากมาย อาทิ

-โปรแกรมคำสั่งเสียง

-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go (Active Cruise Control)

-ระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ Parking Assistant

-ระบบตัดการทำงานเครื่องยนต์อัตโนมัติ

-ระบบไฟส่องทาง หลังดับเครื่องยนต์

-ระบบไฟ Welcome Light

-ระบบ BMW ConnectedDrive

-ระบบแสดงข้อมูลการจราจรแบบ Real-time

-บริการติดต่อผู้ช่วยส่วนตัว Concierge Service

-ระบบ Teleservice

-ปุ่มโทรออกฉุกเฉิน Intelligent Emergency Call

-ระบบเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth

-ถุงลมนิรภัยคู่หน้า

-ถุงลมนิรภัยด้านข้าง

-ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ DSC

-ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน DTC

-ระบบป้องกันล้อล็อค ABS

-ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน Dynamic Braking Lights

-เซนเซอร์ควบคุมระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน Crash Sensor

-ระบบป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง Side Impact Protection

-ระบบป้องกันการกระแทกศีรษะในกรณีรถพลิกคว่ำ

-ระบบเตือนสถานะของยาง Runflat Indicator

-ชุดปะยางฉุกเฉิน

มาเข้าสู่การทดสอบกับสปอร์ตโรดสเตอร์ที่อัพเกรดความแรงด้วยการใช้งานในเมืองกันก่อน

 

สิ่งแรกที่ต้องทำใจยอมรับให้ได้นั่นคือเรื่องเสียงที่เร็ดรอดมาในห้องโดยสาร ซึ่งจริงๆแล้วจะถือเป็นเอกลักษณ์ของรถที่มีหลังคาผ้าใบ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องหยุดรถตามสัญญาณไฟจราจรแล้วมีรถจักรยานยนต์มาจอดเทียบข้าง การสนทนาที่เกิดขึ้นข้างรถ คุณสามารถรับฟังได้ทุกคำพูด

BMW Z4 2021 13

แม้จะเป็นรถในรูปแบบ 2 ที่นั่ง แต่พื้นที่ในห้องโดยสารก็ไม่ได้กะทัดรัดจนอึดอัด  การเปิด/ปิดประทุน ทำได้ง่ายและใช้เวลาน้อย แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในความเร็วเกิน 50 กม./ชม. ระบบถึงจะสั่งการ

BMW Z4 2021 14

อีกหนึ่งปัญหาสำหรับรถประเภทนี้นั่นคือ “ลมย้อน” แต่ Wind Reflexter ก็ช่วยให้ปัญหานี้ไม่มาป่วนการขับขี่

การใช้งานโหมดขับขี่ทั้ง Eco Normal และ Sport   นั้นมีการตั้งค่ามาให้เรียบร้อย แต่หากยังไม่ถูกใจ สามารถเลือกปรับตั้งเองได้ทั้งนน.พวงมาลัย การตอบสนองของเครื่องยนต์ รวมถึงระบบรองรับ

 

แต่ละโหมดการขับขี่มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยการตอบสนองของเครื่องยนต์ในขณะหยุดนิ่ง รอบเครื่องยนต์จะปรับเพิ่ม 500 รอบทันที

BMW Z4 2021 15

สำหรับตัวช่วยการขับขี่อย่างระบบ Active Cruise Control มากับฟังค์ชั่น Stop And Go ในกรณีล๊อคความเร็วตามรถคันหน้า หากรถนำหยุดนิ่ง และเคลื่อนตัวไม่เกิน 3 วินาที ระบบก็จะสั่งการให้ทำงานต่อ และยังทำงานร่วมกับระบบควบคุมความเร็วให้สัมพันธ์กับโค้ง รวมถึงควบคุมความเร็วคงที่ขณะขึ้นและลงทางชัน

สำหรับโหมด Sports นั้นยังมีแยกย่อย ได้แก่ Sport Sport+ และ Sport Individual ซุ่มเสียงที่เร้าใจของเครื่องยนต์จะแผดคำรามผ่านท่อไอเสียทรงคู่ รวมถึงมีการนำไมโครโฟนไปไว้ในห้องเครื่องยนต์และส่งเสียงสังเคราะห์ผ่านลำโพงเพื่อความเร้าใจ

BMW Z4 2021 12

LUANCH Control เป็นอีกหนึ่งฟังค์ชั่นที่ทำงานร่วมกับโหมด Sport เท่านั้น ซึ่งเป็นเหมือนการเปิดหน้ายางให้ยึดเกาะถนนได้ดีที่สุด ระบบนี้อาจต้องทำความเข้าใจเล็กน้อย เริ่มจากเข้าเกียร์ D ผลักตำแหน่งไปที่ S  เข้า ปิด Tracktion พอหน้าจอขึ้น เหยียบเบรกค้างแล้วกดคันเร่ง พละกำลัง 387 แรงม้าถูกถ่ายทอดลงพื้น จนยางมีอาการฟรีทิ้ง แล้วค่อยยกเท้าออกจากเบรก

กำลังที่เหลือเฟืออาจจะมำให้รถมีอาการท้ายออก ตามคาแรคเตอร์ของรถขับเคลื่อนล้อหลัง แต่ระบบควบคุมเสถียรภาพก็จะมาช่วยทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างปลอดภัย (เพิ่มเติมเล็กน้อย ปัจจุบันรถยนต์ทุกแบรนด์มีการติดตั้งระบบดังกล่าว ซึ่งระบบนี้ หากไม่แน่จริงไม่ควรปิด เนื่องจากอาจเป็นต้นตอของการเกิดอุบัติเหตุได้)

 

พละกำลังที่ได้รับการอัพเกรดมานั้นตอบสนองได้ดีมาก อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ในเวลาเพียง 4.1 วินาที ในขณะที่โมเดลปี 2019 ที่แรงม้าน้อยกว่า ทำเวลาได้ 4.5 วินาที

BMW Z4 2021 15

 

ระบบช่วงล่างที่ปรับเซทมาดีอยู่แล้ว แต่หากยังไม่พอใจ สามารถเลือกปรับเองได้โดยโช๊คอัพ M Adaptive Suspension และหยุดรถได้อย่างมั่นใจไปกับระบบเบรกจาก M ที่มาพร้อมคาลิเปอร์ขนาดใหญ่ หากไม่ชินรถ ในกรณีที่ความเร็วต่ำแล้วตกใจเหยียบเบรค อาจมีอาการหัวทิ่มให้ได้สัมผัส

จากที่ได้ทดสอบสมรรถนะ พอได้ข้อสรุปที่ว่า BMW Z4 M40i 2021 นั้นได้อัพเกรดสมรรถนะให้เร้าใจยิ่งขึ้น ทั้งยังพกพาความเท่มากับหลังคาแบบ Soft Top ที่เปิดประทุนได้ในเวลาอันน้อยนิด แต่ทั้งนี้คงต้องมองข้ามเรื่องของเสียงที่เร็ดรอดมาในห้องโดยสารเสียก่อน

BMW Z4 2021 17

เรื่องขุมพลังและการใช้งาน ผมนิยามไว้สั้นๆว่า “ยิ่งขับ ยิ่งสนุก” เตือนไว้อีกนิดว่าความเกรี้ยวกราดของรถรุ่นนี้มีไม่น้อย แต่ตัวช่วยการขับขี่นั้นช่วยปรามไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าได้ไปปิดหรือยกเลิกตั่วยเหล่านี้ เพราะหากผุ้ขับขี่ไม่สามารถควบคุมรถได้ สิ่งที่ตามมาต่อจากนี้คือหายนะครับ

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ชวนลูกค้าร่วมใจต้านภัยโควิด-19 สมทบกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด-19 แบบทวีคูณ

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เดินหน้าส่งต่อความช่วยเหลือในช่วงวิกฤติโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง เชิญชวนลูกค้าที่ซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ หรือมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ และมีกำหนดวันส่งมอบรถระหว่างระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2564 ร่วมสมทบเงินให้แก่กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด-19 (และโรคระบาดต่าง ๆ) โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะร่วมสมทบเพิ่มจากเงินบริจาคของลูกค้าแต่ละรายในจำนวนเท่ากัน หรือมูลค่าสูงสุด 1,000 บาทต่อคัน ซึ่งจะนำไปสนับสนุนการจัดสร้างห้องระบบแลกเปลี่ยนอากาศแรงดันลบแบบสมบูรณ์ (True Negative Pressure) เสริมการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย

มร.อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ในปีที่ผ่านมา เราได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือในช่วงวิกฤติโควิด-19 ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น  โครงการล่าสุดที่เราได้สนับสนุนการฉีดวัคซีนต้านโควิดทั่วกรุงเทพมหานคร ด้วยการให้บริการเช่ารถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิระยะสั้นแก่ผู้ที่ต้องการเดินทางไปเข้ารับฉีดวัคซีนโควิด-19 ผ่านแอป HAUP ในอัตราพิเศษ รวมถึงการเชิญชวนลูกค้าร่วมสมทบเงินให้แก่กองทุนชัยพัฒนาผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งจากการแข่งขันกอล์ฟในรายการ BMW Golf Cup International การออกแบบสติกเกอร์ชุด “BMW Fight COVID-19” และการมอบรายได้จากการประมูลเลขลำดับการผลิตรถยนต์ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ จีพี เจเนอเรชั่นที่ 3 โดยมินิ ประเทศไทย เพื่อมอบรายได้ให้แก่กองทุนดังกล่าว มาจนถึงครั้งนี้ที่เราไม่เพียงชวนลูกค้าที่ซื้อรถใหม่มาร่วมบริจาค แต่เรายังเพิ่มการสมทบเงินบริจาคร่วมกับลูกค้าแต่ละรายในจำนวนเท่ากัน ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย พร้อมด้วยผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของทั้งสามแบรนด์ จะยังคงร่วมมือร่วมใจในการส่งต่อความช่วยเหลือให้แก่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมฝ่าฝันวิกฤติครั้งนี้อย่างเร็วที่สุด”

สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ หรือมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ และมีกำหนดวันส่งมอบระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2564 และสนใจสมทบเงินสนับสนุนร่วมกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย สามารถโอนเงินไปที่บัญชีของกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด-19 (และโรคระบาดต่าง ๆ) ได้โดยตรง จากนั้นจึงส่งชื่อ-สกุล หมายเลขตัวถัง และหลักฐานการบริจาคมาที่ LINE @CSR_BMWGroupTH ซึ่งลูกค้าสามารถบริจาคจำนวนเงินตามต้องการ โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะร่วมสมทบเงินบริจาคในจำนวนเท่ากันหรือสูงสุด 1,000 บาทต่อคัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย โทร 1397 หรือแอด LINE @CSR_BMWGroupTH

นิสสัน อัลเมร่า ชวนขับขี่ปลอดภัยในช่วงหน้าฝน

0

กลางเดือนพฤษภาคมของทุกปีเป็นช่วงที่เข้าสู่ฤดูฝนและในหลายพื้นที่ก็ได้มีฝนตกชุก สภาวะเช่นนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้มากกว่าปกติ จึงถือเป็นฤดูที่ท้าทายสำหรับผู้ขับขี่ทุกคน และเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ นิสสัน อัลเมร่า ขอแนะนำวิธีการขับขี่ปลอดภัยที่คุณสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้นในช่วงฤดูมรสุมดังนี้

เมื่อขับขี่ขณะฝนตกหนัก แนะนำให้เปิดไฟหน้ารถและใช้ที่ปัดน้ำฝนเสมอ เพื่อช่วยให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ บนถนนได้ชัดเจนขึ้น และให้รถคันอื่นมองเห็นรถของเราได้จากระยะไกล พร้อมช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นทาง มีสมาธิในการขับขี่ และให้ความสนใจกับสถานการณ์โดยรอบได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ รถยนต์ที่มี เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงต่าง ๆ จะช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจในการขับขี่ระหว่างฝนตก

เมื่อขับขี่หลังฝนตกประมาณ 10 นาที คือช่วงเวลาที่อันตรายอีกช่วงหนึ่งที่ผู้ขับขี่จะมีโอกาสลื่นไถลได้ง่าย ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น สิ่งที่ควรตระหนักอย่างมากเมื่อต้องขับรถท่ามกลางสายฝน คือ การลดและใช้ความเร็วให้มีความเหมาะสม นอกจากนี้การตรวจสภาพยางจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน ควบคุมทิศทางของรถและเบรกที่ดีขึ้น และด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รถยนต์ในปัจจุบันจะมาพร้อมระบบควบคุมการทรงตัวต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่ลดหรือป้องกันป้องกันอุบัติเหตุได้เพิ่มมากขึ้น อาทิ เทคโนโลยีควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ (Vehicle Dynamic Control – VDC) ที่มีอยู่ในทุกรุ่นของรถยนต์ นิสสัน สามารถช่วยรักษาเสถียรภาพการทรงตัวของรถขณะหักหลบกะทันหันหักเลี้ยวป้องกันการลื่นไถลได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

และขณะขับผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขัง การเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควรหรือขับรถผ่านทีละคัน จะช่วยป้องกันการหยุด​รถกลางถนน ควรขับด้วยความเร็วที่ต่ำและเดินคันเร่งอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันกระแสน้ำจากหน้ารถไหลย้อนกลับเข้าสู่ท่อไอเสียในตอนท้าย เป็นเหตุให้เครื่องยนต์มีโอกาสได้รับความเสียหายและหยุดทำงานได้

นอกจากนั้น ผู้ขับขี่ควรตรวจสภาพยานพาหนะอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้าและหลัง ใบปัดน้ำฝน เครื่องยนต์เบรก และช่วงล่าง รวมถึงสภาพของยาง เพื่อให้รู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยแม้ในสภาพที่ฝนตกหนัก และถนนเปียกลื่น 

“นิสสัน ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของลูกค้าอย่างสูงสุด” อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าว “นอกจากเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูงที่เรานำเสนอในรถทุกรุ่นของนิสสันแล้ว เรายังใส่ใจถึงความพร้อมของรถยนต์จะสามารถช่วยให้การขับขี่ได้รับความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งลูกค้า นิสสันสามารถตรวจสอบความพร้อมรถยนต์ของท่านในฤดูฝนนี้ภายใต้แคมเปญ ‘ก้าวสู่ 70 ปี นิสสันเคียงข้างคนไทย’ ที่ลูกค้าสามารถนำรถยนต์นิสสันเข้าตรวจเช็กตามมาตรฐาน 28 รายการ ณ ศูนย์บริการของผู้จำหน่ายฯที่มีอยู่กว่า 177 แห่งทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย*”

สำหรับ นิสสัน อัลเมร่า ถือเป็นรถซีดานอัจฉริยะสำหรับการใช้งานในเมือง ให้ความคล่องตัว อัตราเร่งแซงที่ตอบสนองทันใจ รวมถึงการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม นอกจากความกว้างขวางและนั่งสบายที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์รุ่นนี้ อัลเมร่ายังมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงครบครัน เทียบเท่ารถยนต์ในเซ็กเมนต์ระดับพรีเมียม อาทิ เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW) เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert – RCTA) เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB) ที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning – IFCW) จะสามารถช่วยลดความรุนแรงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ภายใต้ทัศนวิสัยที่ไม่ปกติได้

โดยล่าสุดยังได้เปิดตัวรุ่นตกแต่งพิเศษ “อัลเมร่า สปอร์ตเทค” ที่เพิ่มความสปอร์ตและพรีเมียม ทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งลูกค้าที่สนใจ สอบถามเพิ่มเติมที่โชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Nissan Call Center หมายเลข 02 401 9600

* แคมเปญนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 31 สิงหาคม 2564 สงวนสิทธิ์เฉพาะการรับบริการที่ศูนย์บริการนิสสันเท่านั้น

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัว All New HAVAL H6 Hybrid SUV อย่างเป็นทางการ ประกาศราคาสุดเร้าใจเริ่มต้นที่ 1,149,000 บาท

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัว All New HAVAL H6 Hybrid SUV ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “It’s Time to CHANGE” ประกาศราคา รุ่น PRO ที่ 1,149,000 บาท และรุ่น ULTRA ที่ 1,249,000 บาท พร้อมแคมเปญ Premiere Deal สุดพิเศษช่วงเปิดตัว โดยผู้ที่สนใจสามารถจองและทดลองขับได้ผ่าน 2 ช่องทาง ทั้ง GWM Application และเว็บไซต์ WWW.GWM.CO.TH พร้อมประกาศความพร้อมในการส่งมอบประสบการณ์แบบ O2O (Online-To-Offline) ด้วยการขยายเครือข่ายการขายและศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบริการหลังการขายครบวงจรภายใต้หลักการ 4Cs : Connected Capability Convenience และ Cost of Ownership มั่นใจสามารถส่งมอบรถลอตแรกได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัว All New HAVAL H6 Hybrid SUV พร้อมประกาศราคาของรถยนต์ในประเทศไทย
อย่างเป็นทางการ โดยมี มร.เอลเลียต จาง ประธาน มร. สตีเว่น หวัง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย และนายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย ร่วมให้ข้อมูลและเปิดเผยราคา พร้อมตอกย้ำกลยุทธ์หลักการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ในการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) และส่งมอบประสบการณ์ใหม่ในด้านการขับขี่อัจฉริยะเหนือระดับ ตลอดจนแสดงความพร้อมด้านการขายและบริการหลังการขายแบบ O2O (Online-To-Offline) ครบวงจรผ่าน GWM Application ภายใต้กลยุทธ์ New User Experience ให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย

มร.เอลเลียต จาง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย กล่าวว่า “ทุกวันนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงโดยตลอดในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปีที่ผ่านมา ที่โลกประสบกับการแพร่ระบาดของ Covid-19 เกิดความปกติใหม่ (New Normal) และการปรับตัวในด้านต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์มีการมุ่งเน้นไปที่ “ความเป็นไฟฟ้า ความอัจฉริยะ และความเป็นสากล” สำหรับเกรท วอลล์ มอเตอร์ นับตั้งแต่การเปิดตัวแบรนด์และการประกาศกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ครั้งนี้เรากลับมาพร้อมกับคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ เราเน้นการเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV Leader) เพื่อมายกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และสอดคล้องกับทิศทางของนโยบายของประเทศ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ไม่เคยหยุดยั้งที่จะเดินหน้าวิจัยและพัฒนา ทั้งการออกแบบผลิตภัณฑ์ คิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตรถยนต์ที่ทันสมัย รวมไปถึงการออกแบบประสบการณ์การขับขี่ การบริการทั้งก่อนและหลังการขาย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดภายใต้แบรนด์คอนเซ็ปต์ “New Energy” “New Intelligence” และ “New Experience” ผ่านรูปแบบแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ที่ผสานเข้าไว้ด้วยกันอย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างและพัฒนาระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะอย่างไร้ขีดจำกัด ระหว่าง “คน รถ แพลตฟอร์ม ไลฟ์สไตล์” นับเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ในทุกมิติ ซึ่งเราเชื่อมั่นเป็นเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้บริโภคชาวไทยทุกท่านพร้อมที่จะเริ่มต้นไปพร้อมกับเรา และก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงนี้ไปด้วยกัน”

ด้าน มร. สตีเว่น หวัง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย เปิดเผยว่า “พวกเราทุกคนอยู่ใน ยุคแห่งการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกที่ทุกเวลา ซึ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ นั้น ได้ปรับเปลี่ยนจากบริษัทรถยนต์แบบดั้งเดิมในอดีตมาเป็น บริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก (Global Mobility Technology Company) ดังนั้นเมื่อเราเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เราจึงนำเสนอ “การเปลี่ยนแปลง” ด้วยรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ ที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น ทั้งในการเลือกรถ ซื้อรถ ใช้รถ และดูแลรักษารถ โดยทุกๆ การเปลี่ยนแปลงที่เรานำเสนอ เรายึดถือเอากลุ่มผู้บริโภคของเราเป็นหัวใจสำคัญ (User Centric)”

เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลง 5 ด้าน อันได้แก่

  • การเปลี่ยนแปลงด้านประสบการณ์การผลิตภัณฑ์

ด้วยนโยบาย xEV Leader ที่จะทำให้คนไทยได้สัมผัสกับแนวคิดการใช้รถยนต์และการเดินทางรูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น All New HAVAL H6 Hybrid SUV จะเป็นรถรุ่นแรกจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่มาพร้อมกับ LIFE+ เทคโนโลยีอัจฉริยะอันล้ำสมัยมากมายที่จะทำให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่อย่างเต็มที่

  • การเปลี่ยนแปลงด้านช่องทางการจำหน่าย

GWM Store ทั้ง Direct Store และ Partner Store ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครือข่ายธุรกิจรถยนต์แบบเดิมสำหรับการซื้อขายรถหรือการให้บริการแต่เพียงเท่านั้น แต่มีการพัฒนาไปสู่การเป็นพื้นที่อำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าเต็มรูปแบบ (User Lifestyle Space) ซึ่งนับเป็นพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์สำหรับการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ร่วมสร้างร่วมแบ่งปัน โดยเปลี่ยนจากการเน้นการขายเป็นการเน้นการให้บริการนอกจากนี้ยังมีการเชื่อมต่อกับบริการออนไลน์ผ่าน GWM Application  เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่พิเศษจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในทุกช่องทาง

  • การเปลี่ยนแปลงด้านประสบการณ์เลือกซื้อรถยนต์

เรานำการเปลี่ยนแปลงใหม่ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเลือกซื้อรถยนต์ของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น นโยบาย “ONE PRICE” ที่มีการกำหนดราคาเดียวในทุกช่องทาง มีมาตรฐานการบริการ ขั้นตอนการซื้อ และโปรโมชั่นเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด โดยทุกสิ่งจะปรากฏอย่างโปร่งใสบน GWM Application และบนเว็บไซต์ทางการของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกรถซื้อรถได้จากทุกแห่ง ทุกช่องทาง และได้รับข้อเสนอที่เป็นธรรม รวมไปถึงบริการที่เป็นเลิศในบรรทัดฐานเดียวกัน

  • การเปลี่ยนแปลงด้านรูปแบบการบริการ

เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีการปรับนโยบายด้านบริการ “จากเชิงรับเป็นเชิงรุก” นำเสนอบริการที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเราเพื่อเพิ่มความอุ่นใจและคลายความกังวลให้ผู้ใช้บริการผ่าน GWM Application ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลที่สำคัญกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการเช็คนัดหมายการบริการ การติดตามสถานะการบริการ และลูกค้ายังสามารถประเมิน ติชม และแสดงความคิดเห็นเพื่อร่วมพัฒนาการให้บริการให้ดียิ่งขึ้น โดยลูกค้าจะไม่ใช่เพียงแต่เป็นผู้รับบริการ แต่ยังเป็นผู้ร่วมพัฒนาบริษัทของเราด้วยเช่นกัน

  • การเปลี่ยนแปลงด้านความสัมพันธ์กับลูกค้า

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เปลี่ยนการดำเนินธุรกิจจากการมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ไปเป็นการมุ่งเน้นผู้ใช้เป็นหลัก โดยแนวคิดนี้จะสร้างและปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ในการซื้อและขายระหว่างเกรท วอลล์ มอเตอร์ พาร์ทเนอร์ และลูกค้า ให้เป็นความสัมพันธ์ที่พร้อมสนันสนุน และเติบโตไปด้วยกัน

ด้าน นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงความพร้อมและกลยุทธ์ด้านการขายและบริการหลังการขายว่า “การเข้ามาเป็นแบรนด์ใหม่ที่จะได้รับการยอมรับในระยะเวลาที่รวดเร็วนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เกรท วอลล์ มอเตอร์ จึงได้เตรียมความพร้อมในทุกมิติ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เราศึกษาข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและพูดคุยกับคนไทยอย่างต่อเนื่อง มาใช้ในการออกแบบประสบการณ์แบบ O2O (Online-to-Offline) ไม่ว่าจะเป็น การนำรถยนต์ xEV ที่จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของคนไทย การสร้างสรรค์แพ็กเกจและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่จะให้ประโยชน์กับคนไทยมากที่สุด รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายออฟไลน์ทั้ง 2 รูปแบบ ได้แก่ GWM Direct Store และ GWM Partner Store และเสริมด้วยการให้บริการแบบออนไลน์ผ่าน GWM Application เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงทุกบริการได้โดยง่ายจากเพียงปลายนิ้วสัมผัส นับเป็นการยกระดับความสะดวกสบายและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

ปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ มี GWM Store เปิดให้บริการแล้วทั้งหมด 6 แห่ง แบ่งเป็น Direct Store 3 แห่ง ได้แก่ สาขาเซ็นทรัล บางนา สาขาฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต และสาขาสีลม คอมเพล็กซ์ และ Partner Store อีก 3 แห่ง ได้แก่ สาขาจรัญสนิทวงศ์ สาขาพระราม 5 และสาขาอุดมสุข และเราจะเปิดเพิ่มอีก 6 แห่งภายในเดือนกรกฎาคม รวมถึงทยอยเปิด GWM Store ให้ครบ 30 แห่งภายในสิ้นปีนี้ และมีเป้าหมายที่จะเปิดให้ครบ 50 แห่งภายในไตรมาสแรกของปีหน้า นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังเตรียมที่จะเปิด Experience Center แห่งแรกนอกประเทศจีน ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ภายในไตรมาสที่ 3 และ Service Center ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

สำหรับบริการหลังการขายนั้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เตรียมความพร้อมในทุกด้านเพื่ออำนวยความสะดวกและส่งมอบบริการภายใต้แนวคิด 4Cs ได้แก่

  • Connected การเชื่อมต่อข้อมูลบริการและประวัติการซ่อมแบบ Realtime Centralized และ Accurate ที่มีความแม่นยำของข้อมูลมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเช็คประวัติของรถผ่านระบบ Telematic หรือการนำรถเข้าศูนย์บริการต่างๆ รวมไปถึงระบบ Call Center ที่สามารถแจ้งการรับบริการหรือขอความช่วยเหลือฉุกเฉินผ่านบริการ Roadside Assistance บน GWM Application นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Infotainment ภายในรถเพื่อรับข้อมูลข่าวสาร การจราจร หรือแม้กระทั่งความบันเทิงผ่านระบบ Streaming เต็มรูปแบบ
  • Capability ศูนย์บริการที่ GWM Partner Store ทุกแห่ง ที่จะเปิดดำเนินการภายในสิ้นปีนี้ จะสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ด้วยช่องซ่อมรวม 256 ช่องซ่อม และอู่สี 11 แห่ง พร้อมคลังอะไหล่ที่สามารถส่งอะไหล่ได้ทั่วประเทศภายใน 24 ชั่วโมง และรับรองการสั่งอะไหล่แบบเร่งด่วนภายใน 3 ชั่วโมงภายในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล โดยมีช่างเทคนิค ที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มข้น เปี่ยมไปด้วยทักษะและความรู้ความสามารถพร้อมให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุด
  • Convenience ความสะดวกสบายในช่องทางเข้ารับบริการกว่า 3 ช่องทาง ได้แก่ 1) การนำรถเข้าศูนย์บริการ 2) การเรียกรับบริการเช็คระยะที่บ้าน 3) การเรียกบริการรับหรือส่งรถเข้าศูนย์บริการ โดยสามารถเรียกใช้บริการผ่าน GWM Application ที่จะเชื่อมต่อประสบการณ์แบบ O2O ทั้งการนัดหมายออนไลน์ การอนุมัติงานซ่อมแบบออนไลน์ การตรวจสอบสถานะงานซ่อมออนไลน์ รวมไปถึงการชำระเงินค่าบริการผ่านช่องทางออนไลน์ ที่สะดวกและปลอดภัย
  • Cost of Ownership All New HAVAL H6 Hybrid SUV เป็นหนึ่งในรถ SUV ที่มีแพ็กเกจค่าบำรุงรักษาที่คุ้มค่าที่สุด ด้วยการออกแบบแพ็กเกจบำรุงรักษาในรูปแบบ “Worry Free” 2 แพ็กเกจ ไม่ว่าจะเป็น GWM “PRO” Service Inclusive (GPSI) และ GWM “ULTRA” Service Inclusive (GUSI) ที่ทำให้ลูกค้าอุ่นใจไปกับการเป็นเจ้าของรถของเราตลอด 5 ปีโดยมีค่าบำรุงรักษาต่ำกว่า SUV ใน Segment เดียวกันกว่า 15% สำหรับแพ็กเกจระยะเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร

สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งและถือเป็นหัวใจหลักของประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์นำเสนอสู่ผู้บริโภคชาวไทย ก็คือ GWM Application ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อประสบการณ์ทุกรูปแบบไว้ด้วยกัน GWM Application มีฟังก์ชั่นหลัก ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์และการให้บริการอันยอดเยี่ยมให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะเป็น

  • Community ที่ให้ลูกค้าและแฟน ๆ ที่สนใจสามารถร่วมพูดคุย ขอหรือแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแบ่งปันข้อมูลข่าวสารกันได้อย่างเปิดกว้าง
  • E-Commerce ซึ่งเป็นการให้บริการด้านการเงิน และการทำธุรกรรมต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการจองและทดลองขับแบบออนไลน์ไปจนถึงกระบวนการซื้อรถ ที่สามารถประเมินค่าใช้จ่าย ตรวจสอบแพคเกจการรับประกันและยื่นไฟแนนซ์ การชำระเงินออนไลน์ รวมถึงการส่งมอบรถยนต์ถึงหน้าบ้านได้อย่างสะดวกสบาย โดย
    ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง
  • Car-Remote ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถควบคุมฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของตัวรถได้จากระยะไกลผ่าน GWM Application จากโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ เช่น การเช็ค location ของรถ สั่งเปิด-ปิดประตู
    สั่งเปิดแอร์ เป็นต้น
  • Brand Store ซึ่งลูกค้าสามารถเก็บ GWM Point เพื่อนำไปแลกซื้อสินค้าผ่าน Brand Store ที่คัดสรรมาอย่างดี เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างครบครัน

All New HAVAL H6 Hybrid SUV เป็นทุกสิ่งที่คุณตามหา

All New HAVAL H6 Hybrid SUV นับเป็นรถ SUV ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศจีน ด้วยยอดขายมากกว่า 3,500,000 คันทั่วโลก ที่มาพร้อมดีไซน์ภายนอกอันโดดเด่น ด้วยกระจังหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ แบบ Classic Geometric Pattern แบบ 3 มิติ และไฟหน้า Intelligent LED เพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยในการขับขี่ยามค่ำคืน พร้อมไฟท้าย LED Taillight Strip พาดยาวจากซ้ายจรดขวาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาดใหญ่กว่า 19 นิ้ว ในส่วนของดีไซน์ภายใน มีการตกแต่งสไตล์ Minimalist เรียบง่ายแต่หรูหรา มีการใช้สีแบบ Two-tone และมีหน้าจอที่สามารถเชื่อมต่อกันได้ถึง 3 หน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจออัจฉริยะแบบ Touch screen ขนาด 12 นิ้ว หน้าจอ Multi information display ขนาด 10 นิ้ว และ Head Up Display ขนาด 9 นิ้ว ที่กระจกด้านหน้า และมาพร้อมชุดเกียร์ไฟฟ้าดีไซน์ล้ำสมัย มีแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย เพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ด้านประโยชน์การใช้สอย All New HAVAL H6 Hybrid SUV มีห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย นับเป็นรถเอสยูวีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับรถในคลาสเดียวกัน และยังสามารถเพิ่มความโปร่งโล่งในห้องโดยสารด้วยการเปิด
พาโนรามิกซันรูฟขนาดใหญ่โดยไร้กังวลด้วยระบบกรองอากาศ CN95 พร้อม Ionizer ซึ่งสามารถลดปริมาณ
ฝุ่น PM2.5 ให้ลดลงเหลือประมาณ 27 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ให้ห้องโดยสารสดชื่นอยู่ตลอดเวลา

ขับขี่สนุกและปลอดภัยไปกับสมรรถนะที่รองรับทุกเส้นทางและระบบอัจฉริยะ

All New HAVAL H6 Hybrid SUV ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง เครื่องยนต์ 1.5 เทอร์โบ/ลิตร ถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมระบบ Turbo แปรผัน (VGT) ที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 243 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 530 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์ DHT (Dedicated Hybrid Transmission) เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดและกระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 19.2 กิโลเมตรต่อลิตร อ้างอิงจากระบบป้ายข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล (ECO Sticker) และสามารถรองรับโหมดการขับขี่ได้ถึง 4 แบบ ไม่ว่าจะเป็น โหมดมาตรฐาน/ โหมดสปอร์ต/ โหมดประหยัด/ โหมดสภาพถนนลื่น

All New HAVAL H6 Hybrid SUV สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม GWM LEMON ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุดและ
มีประสิทธิภาพสูงของเกรท วอลล์ มอเตอร์ รองรับการออกแบบรถและเครื่องยนต์หลากหลายรูปแบบ ที่มาพร้อมความทนทานและแข็งแรงมากยิ่งขึ้น และโดดเด่นเหนือกว่ารถยนต์รุ่นอื่นๆ ในคลาสเดียวกันด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่มาพร้อมกับรถคันนี้ ไม่ว่าจะเป็น การอัปเกรด Firmware ได้เองผ่านระบบออนไลน์ หรือ FOTA โดยไม่ต้องนำรถไปเข้าศูนย์บริการ การโต้ตอบหรือสั่งงานด้วยเสียงอัจฉริยะผ่านระบบ AI  หรือแม้แต่ การควบคุมและสั่งการผ่าน GWM Application ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อควบคุมระบบการทำงานต่างๆ ของรถจากระยะไกล เช่น การตรวจสอบสถานะของรถ ไม่ว่าจะเป็นประตู หน้าต่าง ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง แรงดันและอุณหภูมิลมยาง และยังสามารถค้นหาตำแหน่งรถได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถสั่งการให้ล็อกประตู เปิดและปิดประตูท้าย ปิดพาโนรามิกซันรูฟ รวมไปถึงการสั่งเปิดระบบปรับอากาศภายในรถก่อนที่เราจะขึ้นไปบนรถ และยังมีระบบการช่วยเหลือการขับขี่และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะมากมายในรถคันนี้ ด้วยระบบ Autonomous Level2+ มีเรดาร์ 2 จุดที่กันชนท้าย Ultrasonic sensor มากถึง 12 จุด และมีกล้องทั้งหมด 5 ตัว

โดดเด่นด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่แบบ First In Class

เกรท วอลล์ มอเตอร์ สร้างมาตรฐานใหม่ด้วย 9 ระบบช่วยเหลือการขับขี่ใน All New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่มีมาให้เป็นครั้งแรกสำหรับรถระดับเดียวกัน ได้แก่

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน หรือ Adaptive Cruise Control สามารถหยุดและ
    ออกสตาร์ทใหม่ (Stop and Go) กลับไปยังความเร็วที่ตั้งไว้ก่อนหน้าได้ มาพร้อมระบบการเข้าโค้งอัจฉริยะ Cornering Brake Control ซึ่งระบบจะลดความเร็วรถโดยอัตโนมัติขณะเข้าโค้งเพื่อความปลอดภัย และ
    เมื่อผ่านโค้งไปแล้ว รถจะกลับเข้าสู่ความเร็วเดิมที่ตั้งไว้
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ เหมาะกับการใช้งานในเมือง ช่วงการจราจรติดขัด
    เป็นอย่างยิ่ง
  • ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ สามารถจอดเทียบข้าง เข้าซอง และแนวเฉียง โดยรถจะทำการจอดด้วยตัวเองด้วยการควบคุมพวงมาลัย เบรก และคันเร่ง
  • ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ โดยรถยนต์จะสามารถจดจำเส้นทางที่ขับผ่านด้วยความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้สูงสุด 50 เมตร และสามารถถอยหลังกลับอัตโนมัติตามเส้นทางได้อย่างราบรื่น
  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก เพิ่มความปลอดภัยด้วยมุมมองที่กว้างกว่า 180 องศาบนทางตรงและทางแยก ด้วยการทำงานของเซนเซอร์อัลตราโซนิคและกล้องรอบคัน
  • ระบบจะช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้นเมื่อเบรกที่ความเร็วต่ำ
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง ช่วยเตือนและเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลังออกจากซอย หรือที่จอดรถ
  • ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง ช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถขนาดใหญ่จากด้านข้าง เพื่อเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ
  • ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการชนครั้งที่ 2 โดยรถจะพยายามรักษาเสถียรภาพเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน

นอกจากนี้ ยังมีระบบความปลอดภัยสุดล้ำอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน  ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา ระบบเตือนการชนด้านหน้าและด้านหลัง รวมไปถึงกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา ความละเอียดสูง โดยระบบต่างๆ เหล่านี้ จะมีให้ทั้งหมดเป็นระบบมาตรฐานในรถตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น

เปิดราคาที่จับต้องได้ พร้อมให้คนไทยได้เป็นเจ้าของ

All New HAVAL H6 Hybrid SUV เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยมี 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น PRO ที่ราคา 1,149,000 บาท และ รุ่น ULTRA ที่ราคา 1,249,000 บาท ซึ่งจะเป็นราคาแบบ “ONE PRICE” ราคาเดียวเท่ากันในทุกช่องทางจำหน่าย มาพร้อมกับแคมเปญ Premiere Deal สุดพิเศษในช่วงเปิดตัว ที่มาพร้อมดอกเบี้ยพิเศษ 1.79% นานสูงสุด 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปีเต็ม ฟรีแพ็กเกจบำรุงรักษา GWM PRO Service Inclusive  (GPSI)  5 ปี หรือ 100,000 กิโลแมตร คะแนนสะสม GWM Point 15,000 คะแนน ฟรีบริการส่งมอบรถทั่วประเทศพร้อมน้ำมันเต็มถัง และสิทธิพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท

นอกจากนี้  All New HAVAL H6 Hybrid SUV ทั้ง 2 รุ่น ยังมาพร้อมการรับประกันและรูปแบบของแพคเกจเซอร์วิสต่างๆ ที่จะทำให้ลูกค้าหมดกังวลกับการใช้รถและการดูแลรักษาในระยะยาว ด้วยการรับประกันคุณภาพตัวรถ (Factory Warranty & Roadside Assistance) ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และการรับประกันแบตเตอรี่แบบไม่จำกัดระยะทางนานถึง 8 ปีเต็ม

นับตั้งแต่การเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก (Global Mobility Technology Company)” ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาโดยตลอด วันนี้เป็นอีกครั้งที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับตลาดรถยนต์และอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยครั้งสำคัญ และบริษัทจะยังคงตอกย้ำความมุ่งมั่นและเดินหน้าพัฒนาธุรกิจเพื่อส่งมอบ ผลิตภัณฑ์ ประสบการณ์และการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย

“TOAVH” จับมือ “ประชาคมเขตวัฒนา” มอบเงินสนับสนุนรักษาผู้ป่วย COVID-19

0

เมื่อเร็วๆ นี้ นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ (คนที่ 2 จากขวา) ประธาน บริษัท ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (TOA VENTURE HOLDING : TOAVH)   พร้อมผู้บริหารระดับสูง และพนักงานบริษัทในเครือ TOAVH ร่วมกับ นายสุรัตน์ สุวชิตวงศ์ (คนที่ 1 จากขวา) ประธาน ประชาคมเขตวัฒนา และคณะทำงาน มอบเงินบริจาค จำนวน 200,000 บาท เพื่อสนับสนุนการรักษาพยาบาลช่วยเหลือผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 และกิจการทางการแพทย์ ให้แก่โรงพยาบาลคามิลเลียน โดยมี บาทหลวงเชิดชัย เลิศจิตรเลขา (คนที่ 1 จากซ้าย)ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และนายแพทย์อานนท์ วงศ์กิตติรักษ์ (คนที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการแพทย์   ให้เกียรติเป็นตัวแทนรับมอบในครั้งนี้

ปอร์เช่ ประเทศไทย จัดแคมเปญตรวจเช็คสภาพรถ Porsche Summer Check 2021 เพื่อความมั่นใจในการขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง

0

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จัดแคมเปญการดูแลรถในช่วงหน้าร้อน Porsche Summer Check 2021 เพื่อตรวจเช็คสภาพรถยนต์ปอร์เช่ อย่างครบครันด้วยเครื่องมือเฉพาะทางที่ทันสมัยและช่างผู้ชำนาญการที่ผ่านการฝึกอบรมและรับรองมาตรฐานจากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนี การันตีมาตรฐานความปลอดภัยพร้อมความมั่นใจในการขับขี่ โดยแคมเปญเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 19 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา

เอเอเอสฯ มอบบริการ Porsche Summer Check 2021 ในราคาพิเศษเพียง 1,999 บาท ประกอบไปด้วย

  • บริการตรวจสอบรถ 24 จุด อาทิ การตรวจสอบยาง, ระบบไฟส่องสว่าง, ระบบเบรกและช่วงล่าง รวมทั้งการตรวจสอบจุดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับระบบความปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกรถยนต์
  • การตรวจสอบระบบการทำงานของเครื่องปรับอากาศพร้อมบริการเติมน้ำยาแอร์, ระบบระบายอากาศ ระดับน้ำมันและการรั่วไหล รวมทั้งบริการทำความสะอาดแผ่นกรองเครื่องปรับอากาศ
  • ส่วนลด 50% สำหรับตัวกรองอากาศใหม่
  • ส่วนลด 5% สำหรับค่าแรงการซ่อมสีและตัวถัง
  • อัพเดทโปรแกรมการทำงานของเครื่องยนต์
  • บริการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อไวรัสภายในรถยนต์
  • สิทธิพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการดูแลรถยนต์ระดับพรีเมียมจาก Autoglym
  • ของขวัญสุดพิเศษ: AAS – Porsche Mask&Hand spray hygienic set

Porsche Summer Check 2021 พร้อมบริการให้แก่เจ้าของรถยนต์ปอร์เช่ จาก บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด โดยสามารถนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการได้ที่

ศูนย์บริการดอนเมือง (Porsche Centre Bangkok) โทร. 02-522-6655 ต่อ 400-403

ศูนย์บริการปอร์เช่พัฒนาการ (Porsche Centre Pattanakarn) โทร. 02-369-1111 ต่อ 400-403

เวลาทำการ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.00-17.30 น. และ วันเสาร์ -อาทิตย์ เวลา 8.00-17.00 น.

โตโยต้า แนะนำ C-HR รุ่นปรับปรุงใหม่ เพิ่มสเปก เติมความโฉบเฉี่ยวด้วย Silver roof ในราคาสุดคุ้ม

0

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ Sub-Compact SUV C-HR รุ่นปรับปรุงใหม่ เพิ่มทางเลือกใหม่ให้หลากหลาย ด้วยสีภายนอกใหม่ โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นกับ 2 ทางเลือกสีหลังคาใหม่ Black roof หรือ Silver roof เพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกของโตโยต้า (Toyota Safety Sense) ด้วยระบบ All-speed Dynamic Radar Cruise Control พร้อมระบบ Lane Tracing Assist ช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน รองรับเทคโนโลยีสุดล้ำ Apple  Play และ T-Connect by TOYOTA สำหรับรถทุกคัน ในราคาสุดพิเศษ คุ้มค่าแก่การเป็นเจ้าของยิ่งขึ้น

Toyota C-HR (Coupe High Rider) เป็นรถ Sub-Compact SUV ที่ประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี มียอดขายสะสมมากกว่า 31,680 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมีนาคม 2561 ถึงเดือนพฤษภาคม 2564 สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของรถรุ่นนี้ โดดเด่นด้วยการออกแบบที่โฉบเฉี่ยว มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร พร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่สำคัญ ยังผสมผสานความอเนกประสงค์ของตัวรถอย่างลงตัว และสร้างประสบการณ์ใหม่ในการขับขี่ที่สนุกสนานและประทับใจ

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ขอแนะนำ C-HR รุ่นปรับปรุงใหม่ มาพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นด้วยทางเลือกสีภายนอกใหม่ ได้แก่ สี Platinum White Pearl และ สี Nebula Blue โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วย Black roof สำหรับสี Platinum White Pearl/Black roof, สี Premium Red/Black roof, สี Metal Stream Metallic/Black roof และ Silver roof สำหรับสี Attitude Black Mica/Silver roof และสี Nebula Blue/Silver roof และใหม่ล่าสุด กับมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense) ใน C-HR รุ่นปรับปรุงใหม่ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ทุกการเดินทาง กับ All-speed Dynamic Radar Cruise Control ระบบควบคุมและปรับลดระดับความเร็วได้ถึง 0 กิโลเมตร/ชั่วโมง  และสามารถเร่งความเร็วกลับสู่ระดับที่ตั้งไว้เมื่อไม่มีรถขวางหน้า พร้อมระบบ Lane Tracing Assist ช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับ Apple Car Play และตอบรับทุกไลฟ์สไลต์ได้ดียิ่งขึ้น ด้วยระบบที่เชื่อมต่อรถและผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียว ผ่านแอปพลิเคชัน T-Connect by TOYOTA ในราคาสุดพิเศษ! คุ้มค่าในการเป็นเจ้าของยิ่งขึ้น”

C-HR “Born unique”

C-HR รุ่นปรับปรุงใหม่ เป็นยนตรกรรมที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจยิ่งกว่าเคย ด้วยสุดยอดเทคโนโลยีของโตโยต้า เริ่มจาก สถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ (Toyota New Global Architecture) ที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ เข้าโค้งได้อย่างสนุกสนาน โครงสร้างเหล็กที่แข็งแรง เพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัว และช่วงล่างอิสระปีกนกคู่ Double Wishbone Suspension ให้ความนุ่มนวล เกาะถนน รวมทั้งการออกแบบให้มีทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีมาตรฐานระดับโลกของโตโยต้า ได้แก่ ระบบไฮบริดเจเนอเรชันที่ 4 ขับสนุก ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันสูง เพิ่มความมั่นใจทุกการเดินทาง ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense) ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจากการทดสอบการชน ASEAN NCAP ระดับ 5 ดาว

Unique Design…ดีไซน์ภายนอกจัดจ้านเกินใคร สะท้อนสไตล์คุณ

โดดเด่นด้วยหลังคาสีใหม่ ไม่เหมือนใคร กับทางเลือกสีหลังคา Silver roof และล้ออัลลอยสีทูโทนขนาด 17 นิ้ว เท่กว่าด้วยดีไซน์ไฟจัดเต็ม ทั้งไฟหน้าโปรเจคเตอร์ Full LED ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน ไฟเลี้ยวแบบ Sequential และไฟส่องสว่างที่กระจกมองข้างแบบ LED (Welcome lamp) ทั้งยังเหนือกว่าด้วยระบบปรับระดับไฟหน้าสูง-ต่ำอัตโนมัติ ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และระบบ Follow-Me-Home

Unique Style…สไตล์ภายในไม่เคยประนีประนอม มีแต่คำว่าสวยและลงตัวที่สุด

ห้องโดยสารดีไซน์พรีเมียม สบายในทุกมิติ ด้วยเบาะคู่หน้าทรงสปอร์ตโอบรับกับสรีระ มาพร้อมปุ่มปรับดันหลังด้านคนขับ (Lumbar Support) ระบบแยกปรับอากาศ Dual Zone ปรับอุณหภูมิบริเวณที่นั่งผู้โดยสารด้านซ้าย-ขวาได้อย่างอิสระ และพวงมาลัยพร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและจอแสดงผล

  • หน้าจอระบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB / Bluetooth
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake)
  • ระบบหน่วงเบรกอัตโนมัติ (Auto Brake Hold)
  • โหมดการขับขี่ 3 แบบ EV Mode ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในความเร็วต่ำ / Sport Mode เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ / Eco Mode ปรับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ระบบกรองอากาศภายในห้องโดยสาร nanoe ช่วยขจัดกลิ่นและยับยั้งเชื้อโรค

Unique Performance…สมรรถนะทรงพลัง ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนเข็มไมล์ แต่คืออัตราเร่งของหัวใจเมื่อได้พุ่งทะยาน

  • ระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ 4th Generation Hybrid ผสาน 2 พลัง มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ 2ZR-FXE ขนาด 8 ลิตร พร้อมระบบ VVT-i เกียร์ E-CVT ทนทานและประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น ด้วยอัตราการประหยัดน้ำมันสูงถึง 24.4 กม./ลิตร* (*ข้อมูลอ้างอิงจาก ECO STICKER)

พร้อมรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริด 5 ปี

  • FUN TO DRIVE EXPERIENCE สถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ (Toyota New Global Architecture หรือ TNGA) สู่ประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจกว่าเคย เพื่อสมรรถนะในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและดียิ่งกว่า ให้ความแข็งแกร่งและการควบคุมที่แม่นยำ

Unique Innovation…นวัตกรรมเปลี่ยนชีวิตสู่ประสบการณ์ใหม่ ให้ความสะดวกสบาย และสัมผัสที่เร้าใจกว่าที่เคย

  • มาตรฐานความปลอดภัยใหม่เพื่อทุกชีวิต BEYOND SAFETY FOR EVERYONE
    • Pre-Collision System ระบบความปลอดภัยก่อนการชน
    • Lane Departure Alert with Steering Assist ระบบเตือนเมื่ออกนอกเลน พร้อมพวงมาลัยหน่วงกลับอัตโนมัติ
    • ใหม่ All-Speed Dynamic Radar Cruise Control with Lane Tracing Assist ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ ซึ่งสามารถปรับลดความเร็วจนถึงจุดหยุดนิ่งตามรถยนต์คันหน้า และจะเร่งความเร็วกลับสู่ระดับที่ตั้งไว้เมื่อไม่มีรถขวางหน้า พร้อมระบบ Lane Tracing Assist ที่ช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน
    • Auto High Beams ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ
  • สัมผัสประสบการณ์การใช้งานรูปแบบใหม่ (New Usage Experience) อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยเทคโนโลยีเชื่อมการขับเคลื่อนแห่งอนาคต จากอุปกรณ์คอนเนคเต็ด เจเนอเรชันที่ 2 ให้คุณใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ (T-Connect by TOYOTA) ได้ครบทุกฟังก์ชันกว่าที่เคย ด้วย 3 คุณสมบัติหลัก ตอบโจทย์ทุกการเดินทาง
  1. Always located and protect บริการเพื่อความอุ่นใจ ปลอดภัย ไร้กังวล ประกอบด้วยการบริการ ดังนี้
  • Find My Car
  • ระบบติดตามการโจรกรรม (TheftTrack)
  • ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน (SOS)
  • ระบบกำหนดขอบเขตปลอดภัย (Geo-fencing)
  1. Telematics CARE ช่วยให้การดูแลรถยนต์เป็นเรื่องง่าย สำหรับผู้ใช้รถยนต์โตโยต้า คลายกังวล

     ในการขับขี่

  • บริการแจ้งเตือนการบำรุงรักษา (Maintenance Reminder) รวมถึงการนัดหมายศูนย์บริการออนไลน์
  • ข้อมูลรถและการขับขี่ (Vehicle Information)
  • ประกันภัย ขับดีลดให้ Toyota Care PHYD (Pay How You Drive) ประกันภัยรูปแบบใหม่

ที่จะทำให้ประหยัดได้มากกว่า ด้วยส่วนลดจากการวิเคราะห์ข้อมูลการขับขี่ ขับรถดี ขับปลอดภัย

มีส่วนลดค่าเบี้ยประกันต่ออายุ ต่อแรก ส่วนลดประวัติดี ในปีที่ 2 : 20% พร้อมลดเพิ่ม ต่อสอง

ขับดีลดให้ อีกสูงสุด 25%

  1. Happiness Mobility บริการเพิ่มความสุขทุกเส้นทาง ประกอบด้วย
  • บริการผู้ช่วยส่วนตัว (Concierge Services) พร้อมดูแลคุณตลอดการเดินทาง

Unique Safety…ระบบความปลอดภัยที่ทำให้คุณมั่นใจได้ และวางใจได้จริงทุกสถานการณ์

มาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดในทุกสถานการณ์ เพียบพร้อมด้วย ระบบความปลอดภัยแบบป้องกัน (ACTIVE SAFETY) และ ระบบความปลอดภัยแบบปกป้อง (PASSIVE SAFETY)

Unique Color โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยสีใหม่

  • ใหม่ The Silver roof (หลังคาสีเงิน)
  • สีดำ Attitude Black Mica / Silver roof
  • ใหม่ สีน้ำเงิน Nebula Blue / Silver roof

  • The Black roof (หลังคาสีดำ)
    • ใหม่ สีขาวมุก Platinum White Pearl * / Black roof
    • สีแดง Premium Red / Black roof
    • สีเงิน Metal Stream Metallic / Black roof

สัมผัสประสบการณ์การซื้อรูปแบบใหม่ New Buying Experience  เปลี่ยนการซื้อรถจากรูปแบบเดิมด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย สร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าด้วยบริการรูปแบบใหม่

  • Connected Auto Loan (CAL) การอนุมัติสินเชื่อรถยนต์รูปแบบใหม่ ที่ทำให้เป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้น
  • KINTO อิสรภาพใหม่ของการใช้รถจากโตโยต้า ประสบการณ์รูปแบบใหม่ของการใช้รถยนต์จากโตโยต้า และโตโยต้าลีสซิ่ง ด้วยบริการออนไลน์ สำหรับลูกค้าบุคคลเช่ารถระยะยาว ที่ให้คุณเป็นเจ้าของรถใหม่ได้ง่ายๆ หลากหลายรุ่นให้เลือก ด้วยบริการคินโตะ วัน “ฉลาดสุดๆ ไม่ต้องดาวน์ ถูกใจค่อยซื้อ” การให้บริการแบบครบวงจร
  1. Full Service ตอบโจทย์ความสะดวกสบายในทุกการขับขี่ ครอบคลุมทุกค่าใช้จ่ายด้วยบริการคุณภาพมาตรฐานจากโตโยต้า
  • การบำรุงรักษา ประกันภัยชั้น 1 จากโตโยต้าแคร์
  • บริการพิเศษช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม.
  • บริการรถทดแทนระหว่างซ่อม
  • การดูแลเรื่องภาษีรถยนต์ประจำปี
  1. One Price ตอบโจทย์ความคุ้มค่าในการใช้รถ ลูกค้าสามารถใช้รถได้อย่างคุ้มค่ากับ

ค่าบริการราคาเดียวตลอดอายุสัญญา

  • ไม่ต้องดาวน์
  • หมดกังวลเรื่องราคาขายต่อ
  1. เมื่อครบสัญญา เลือกผ่อนต่อเป็นเจ้าของ หรือเลือกรถคันใหม่ (ใหม่! เมื่อครบสัญญาลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของรถได้ โดยมีค่าผ่อนชำระใกล้เคียงเดิม)

      กรุณาติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขได้ที่ www.kinto-th.com

  1. Online Service ตอบโจทย์อิสระใหม่ในการใช้บริการ ด้วยบริการเช่ารถทางออนไลน์ที่ให้

ความสะดวกสบายและรวดเร็วตั้งแต่ต้นจนจบ สมัครใช้บริการทางเว็บไซต์ www.kinto-th.com และใช้งานผ่านโมบายแอปพลิเคชัน KINTO สามารถตรวจสอบผลอนุมัติการสมัครได้ไวภายใน 1 ชั่วโมงในวันและเวลาทำการ

  • แพ็กเกจประกันภัยชั้น 1 Convini-Insure คุ้มครองนาน 3 ปี และสามารถนำไปรวมกับยอดแบ่งจ่ายรายเดือนได้

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน กล่าวว่า C-HR คือยนตรกรรม Sub-Compact SUV ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่เหมือนใคร สมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว รวมไปถึงสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับ ด้วยสถาปัตยกรรมโครงสร้างยานยนต์ใหม่ Toyota New Global Architecture หรือ TNGA  ที่แข็งแกร่ง มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่างไปจากเคย จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการสื่อสารที่ว่า “Born Unique” และในสถานการณ์เศรษฐกิจเช่นนี้ เรามีความยินดีแนะนำราคาสุดพิเศษ ที่ง่ายต่อการต้ดสินใจในการเป็นเจ้าของยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถ Sub-Compact SUV ที่โดดเด่นทั้งด้านการออกแบบ พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม มอบความสนุกสนานในการขับขี่ พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ครบครัน จึงไม่ควรพลาดที่จะเป็นเจ้าของ   C-HR รุ่นปรับปรุงใหม่นี้

ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเสริมความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของรถลูกค้าทุกท่านให้มีความสปอร์ต หรูหรามากยิ่งขึ้น เราขอแนะนำ ชุดแต่ง “C-HR HYPERLINE” มูลค่า 25,900 บาท ที่มาพร้อมสปอยเลอร์กันชนหน้า สเกิร์ตข้าง และสปอยเลอร์กันชนหลัง  รวมทั้ง กล้องบันทึกภาพด้านหน้าและหลัง โดยลูกค้าสามารถเลือกจ่ายเพิ่มเพียง 377 บาท ต่อเดือนในยอดการผ่อนชำระรายเดือนเท่านั้น (คำนวณจากการเช่าซื้อนาน 84 เดือน เมื่อดาวน์ 25% ขึ้นไป )

ทั้งนี้ ลูกค้าทุกท่านสามารถสัมผัสและทดลองขับ C-HR รุ่นปรับปรุงใหม่ ได้ที่ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไป

ชุดแต่ง C-HR HYPERLINE  
  • สปอยเลอร์กันชนหน้า สเกิร์ตข้าง และสปอยเลอร์กันชนหลัง

  • กล้องบันทึกภาพด้านหน้าและหลัง

มูลค่า 25,900 บาท หรือเลือกจ่ายเพิ่มเพียง 377 บาท ต่อเดือนในยอดการผ่อนชำระรายเดือน (คำนวณจากการเช่าซื้อนาน 84 เดือน เมื่อดาวน์ 25% ขึ้นไป)

เลือกเป็นเจ้าของ TOYOTA C-HR รุ่น HV Premium Safety

  • ราคา 1,139,000 บาท***

พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ** ดอกเบี้ยต่ำ 0.99% และรับฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Careมูลค่า 33,000 บาท

**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

***ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมราคาเครื่องปรับอากาศและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว

*สำหรับสีพิเศษ Platinum White Pearl เพิ่ม 7,000 บาท

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมสัมผัสและทดลองขับ ได้ที่ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ  https://www.toyota.co.th/  

Facebook Toyota Motor Thailand
LINE ID: @ToyotaThailand