Home Blog Page 365

ฟอร์ด เปิดตัว เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชียล เอดิชั่น ฉลองครบรอบ 25 ปี ฟอร์ด ประเทศไทย

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เผยโฉมกระบะรุ่นย่อยใหม่ล่าสุด ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชียล เอดิชั่น’ เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 25 ปี ฟอร์ด ประเทศไทย  ด้วยรูปโฉมโฉบเฉี่ยว มีเอกลักษณ์ สะท้อนตัวตนที่แตกต่างในสไตล์ฟอร์ด เรนเจอร์

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ก่อกำเนิดขึ้นจากการแข่งขันกีฬามอเตอร์ สปอร์ต และเนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี ของฟอร์ด ประเทศไทย ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชียล เอดิชั่น’ จึงเป็นรถยนต์รุ่นเฉลิมฉลองที่ฟอร์ดตั้งใจผลิตขึ้นเพื่อรำลึกถึงต้นกำเนิดของบริษัท ด้วยการออกแบบและตกแต่งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายสไตล์ของรถแข่ง ซึ่งฟอร์ดได้สร้างชื่อเสียงในวงการมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกมาอย่างยาวนาน

ภายนอก โดดเด่นสะดุดตา

ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชี่ยล เอดิชั่น โดดเด่นด้วยกระจังหน้าตัวอักษร FORD แบบเดียวกับรถแข่งของทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรสซิ่ง และรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ติดตั้งมาจากโรงงาน เพิ่มความเท่ให้ตัวรถด้วยชุดแต่งรอบคัน ทั้งสเกิร์ตด้านหน้า ด้านข้าง และสปอยเลอร์ด้านหลัง รวมถึงล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว สีดำ พร้อมสติ๊กเกอร์ตกแต่งด้านข้างลายใหม่ และยังคงดีไซน์ของสติ๊กเกอร์รอบคันคาดตั้งแต่กันชนหน้าจนถึงท้ายกระบะ อันเป็นเอกลักษณ์ของรถแข่งทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรสซิ่ง

ภายในห้องโดยสารและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก

ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชี่ยล เอดิชั่น มอบความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ด้วยพวงมาลัยพาวเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้าแบบมัลติฟังก์ชั่นควบคุมได้ทั้งหน้าจออินโฟเทนเมนท์ สามารถรับสายหรือวางสายเมื่อทำการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ และควบคุมหน้าจอดิจิทัลที่แสดงผลบนหน้าปัดรถยนต์ได้ พร้อมระบบช่วยโทรฉุกเฉิน Emergency Assistance ซึ่งจะทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อผ่านบลูทูธภายในรถ เพื่อติดต่อขอความช่วยเหลือไปยังสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ โทร. 1669 ในกรณีรถยนต์เกิดอุบัติเหตุจนถุงลมนิรภัยทำงานหรือระบบตัดการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง สร้างความอุ่นใจในทุกการเดินทาง

ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชี่ยล เอดิชั่น มาพร้อมหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว รองรับ Apple Car Play และ Android Auto มีระบบเชื่อมต่อบลูทูธ ช่องต่อ USB 2 จุด และลำโพง 6 ตำแหน่ง อีกทั้งยังสามารถสั่งงานด้วยเสียงได้เมื่อทำการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ

ขุมพลังสำหรับสายสปอร์ต

ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชี่ยล เอดิชั่น มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร ผสานเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 385 นิวตันเมตร ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการใช้งานของลูกค้าที่ชื่นชอบความแตกต่างได้อย่างลงตัว

ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชี่ยล เอดิชั่น มีสีภายนอกให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ แอบโซลูท แบล็ค และสีฟ้า ไลท์นิ่ง บลู ราคาสุดพิเศษ เพียง 682,000 บาท 

“ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชี่ยล เอดิชั่น เป็นรถกระบะรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ ที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจของฟอร์ดในการนำนวัตกรรมใหม่ๆ และการออกแบบที่โดดเด่นมาสู่ตลาดรถกระบะในประเทศไทยอยู่เสมอ” วิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

“เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ฟอร์ดดำเนินกิจการในประเทศไทยครบ 25 ปี เราจึงมีความยินดีอย่างยิ่งในการนำเสนอรถรุ่นใหม่ที่ได้รับการดีไซน์สุดพิเศษ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าฟอร์ดที่มีไลฟ์ตไลต์การใช้ชีวิตในแบบที่ไม่เหมือนใคร พร้อมให้ผู้ขับขี่พิชิตเป้าหมายและใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้อย่างเต็มที่”

พบกับฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์แอล สตรีท สเปเชี่ยล เอดิชั่น ได้แล้ววันนี้ที่ตัวแทนจำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ฟอร์ด https://www.ford.co.th/trucks/ranger/xl-street-special-edition

แตกต่างอย่างเร้าใจยิ่งกว่าที่เคยมีมา ปอร์เช่ 911 จีทีเอส ใหม่ (The new Porsche 911 GTS)

0

หลังจากการเปิดตัวอนุกรมสปอร์ตสายพันธุ์แท้ด้วยรหัสตัวถัง 992 เป็นระยะเวลากว่า 1 ปีครึ่ง ถึงเวลาแล้วกับการมาถึงของรุ่น จีทีเอส (GTS) ที่เน้นตัวตนความสปอร์ตให้แก่พี่น้องร่วมตระกูล  12 ปีก่อนหน้านี้ ปอร์เช่ได้แนะนำรถสปอร์ตเวอร์ชั่น จีทีเอส (GTS)  รุ่นแรกของ 911 ณ ตอนนี้ เจเนอเรชั่นล่าสุดของยนตรกรรมสปอร์ตยอดนิยมตลอดกาลกำลังจะกลับมาปรากฏกายอีกครั้ง พละกำลังมหาศาลยิ่งขึ้น พร้อมรูปโฉมที่เกรี้ยวกราดดุดันแตกต่างอย่างชัดเจน และประสิทธิภาพในการขับขี่บังคับควบคุมที่เหนือชั้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา ประจำการด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 6 สูบนอน บ๊อกเซอร์ ให้กำลังสูงสุดถึง 480 แรงม้า (353 กิโลวัตต์) หรือเพิ่มขึ้น 30 แรงม้า  (22 กิโลวัตต์) เมื่อเปรียบเทียบกับปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า เอส (Porsche 991 Carrera S) รุ่นปัจจุบันและ 911 จีทีเอส (911 GTS) รุ่นก่อนหน้า

เสริมทัพยนตรกรรมด้วยทางเลือกใหม่ 5 รุ่นดังนี้

  • ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า จีทีเอส (Porsche 911 Carrera GTS) ขับเคลื่อนล้อหลัง ตัวถัง 2 ประตูคูเป้ (Coupé) และเปิดประทุนคาบริโอเลต (Cabriolet)
  • ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า 4 จีทีเอส (Porsche 911 Carrera 4 GTS) ขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive ตัวถัง 2 ประตู คูเป้ (Coupé) และเปิดประทุนคาบริโอเลต  (Cabriolet)
  • ปอร์เช่ 911 ทาร์กา 4  จีทีเอส (Porsche 911 Targa 4 GTS) ขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive

โดยสามารถเลือกติดตั้งระบบส่งกำลัง เกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่  8 จังหวะ (PDK) หรือ เกียร์ธรรมดา  7 จังหวะ ได้ตามความต้องการ มาพร้อมระบบช่วงล่างพิเศษเฉพาะรุ่น จีทีเอส (GTS) ติดตั้งระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) และระบบเบรกประสิทธิภาพสูงที่ได้ถ่ายทอดมาจากปอร์เช่ 911 เทอร์โบ (Porsche 911 Turbo) มั่นใจได้ในทุกการขับเคลื่อน ทั้งแรงเสียดทานการเคลื่อนไหวและแรงต้านด้านข้าง สมรรถนะการขับขี่ที่ถูกปรับแต่งให้เหนือชั้นยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่ง Lightweight Design package นับเป็นครั้งแรกสำหรับการติดตั้งในรุ่น จีทีเอส (GTS) ซึ่งสามารถลดน้ำหนักลงได้ถึง 25 กิโลกรัม

ภาพลักษณ์ที่แสดงถึงความสปอร์ตของรุ่นล่าสุดเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน ประกอบด้วย ชิ้นงานตัวถังสีดำรอบคัน และโคมไฟหน้ารมดำ นอกจากนี้ภายในห้องโดยสารยังได้รับการตกแต่งด้วยโทนสีดำเช่นเดียวกัน ในหลายตำแหน่งผลิตขึ้นจากวัสดุ Race-Tex microfibre ที่ให้อารมณ์ผสมผสานทั้งความดุดันและหรูหรา สะดวกสบายด้วยระบบติดต่อสื่อสาร Porsche Communication Management (PCM) เจเนอเรชั่นใหม่ เพิ่มเติมฟังก์ชันการใช้งานและการสื่อสารให้หลากหลายยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีสุดล้ำ ระบบช่วงล่างสุดพิเศษ และระบบระบายไอเสียแบบสปอร์ตที่ไม่ซ้ำใคร

เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ ขนาดความจุ 3.0 ลิตร 6 สูบนอน ประจำการในปอร์เช่ 911 จีทีเอส (Porsche 911 GTS) ให้พละกำลังสูงสุด 480 แรงม้า (353 กิโลวัตต์) แรงบิดมหาศาลกว่า 570 นิวตันเมตร หรือเพิ่มขึ้น 20 นิวตันเมตร จากรุ่นก่อนหน้า อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 3.3 วินาที ในรุ่น 911 คาร์เรร่า 4 จีทีเอส คูเป้ (911 Carrera 4 GTS Coupé) ที่ติดตั้งเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่ 8 จังหวะ (PDK) เร็วขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า 0.3 วินาที นอกจากนี้สำหรับ 911 GTS ทุกรุ่น ยังสามารถเลือกติดตั้งระบบเกียร์ธรรมดา 7 จังหวะ อัตราทดชิด แทนเกียร์อัตโนมัติ PDK ได้อีกด้วย

ระบบช่วงล่างได้รับการถ่ายทอดมาจากปอร์เช่ 911 เทอร์โบ (Porsche 911 Turbo) และผ่านการปรับแต่งให้เหมาะสมกับรุ่น จีทีเอส (GTS) เพื่อรองรับการขับขี่ในรูปแบบดุดันได้อย่างแท้จริง ต้องยกความดีให้อุปกรณ์มาตรฐาน ระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) ควบคุมการตอบสนองของโช๊คอัพได้อย่างรวดเร็ว ในส่วนของรุ่นตัวถัง 2 ประตูคูเป้ (Coupé) และเปิดประทุนคาบริโอเลต (Cabriolet) ระบบ PASM มาตรฐาน จะมาพร้อมช่วงล่างสปอร์ตที่ลดระดับความสูงลง 10 มิลลิเมตร โดยมีวัตถุประสงค์ในการลดภาระของชุดสปริงจากที่เคยอยู่ในรุ่นเทอร์โบ (Turbo) ชุดสปริงจะอยู่ภายใต้แรงกดในทุกสภาวะการขับขี่ จังหวะการคืนตัวยังคงเหมือนเดิม ในส่วนของปอร์เช่ 911 ทาร์กา 4 จีทีเอส (Porshce 911 Targa 4 GTS) จะยังคงใช้ระบบช่วงล่างแบบเดียวกับปอร์เช่ 911 ทาร์กา 4 เอส (Porsche 911 Targa 4S)

ทีมวิศวกรยังได้ปรับแต่งประสิทธิภาพของระบบเบรกให้ตอบรับกับสมรรถนะของ จีทีเอส (GTS) ด้วยการจับเอาชุดเบรก high-performance ล้ออัลลอยแบบ centre-lock สีดำขนาด 20 นิ้ว (คู่หน้า) และ 21 นิ้ว (คู่หลัง) จากปอร์เช่ 911 เทอร์โบ (Porsche 911 Turbo) ระบบระบายไอเสียแบบสปอร์ตติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ให้เสียงคำรามที่เร้าอารมณ์ จากการปรับตั้ง และการออกแบบภายในหม้อพักไอเสียใหม่เฉพาะรุ่น จีทีเอส (GTS)  เท่านั้น

ตัวถังภายนอก ชิ้นงานตกแต่งสีดำ high gloss เน้นความดุดัน เฉียบคม

รายละเอียดการตกแต่งด้วยชิ้นงานสีดำและสีเข้ม บนตัวถังภายนอกหลายตำแหน่ง แต่ยังคงไว้ซึ่งบุคลิกอันโดดเด่นของ ปอร์เช่ 911 จีทีเอส (Porsche 911 GTS) สำหรับ 911 ทาร์กา 4 จีทีเอส (911 Targa 4 GTS) ได้รวบรวมการปรับรายละเอียดรูปทรงตัวถังและสัญลักษณ์ความเป็น ทาร์กา (Targa) เอาไว้ทุกรายละเอียดเสริมด้วยเฉดสีดำเงาในจุดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นลิ้นสปอยเลอร์ ดุมล้ออัลลอย centre-lock ฝาครอบเครื่องยนต์และตัวอักษรประจำรุ่น จีทีเอส (GTS) บริเวณประตูและท้ายรถ ทั้งนี้สามารถเลือกสั่งติดตั้งชุดแต่งตัวถังภายนอกในลักษณะอื่นที่ไม่ได้เน้นงานสีดำ high-gloss ได้จากรายการอุปกรณ์พิเศษ

ปอร์เช่ 911 จีทีเอส (Porsche 911 GTS) ทุกรุ่นมาพร้อมชุดแต่ง Sport Design package ซึ่งสร้างความแตกต่างจากรุ่นปกติ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้า ด้านหลัง หรือสเกิร์ตข้าง กรอบโคมไฟคู่หน้าและไฟส่องสว่างเวลากลางวัน daytime running light รมดำรวมทั้งติดตั้งระบบไฟหน้าแบบ LED พร้อม Porsche Dynamic Light System Plus (PDLS Plus) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน  ไฟท้ายออกแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น จีทีเอส (GTS)  เท่านั้น

ชุดแต่ง Lightweight Design package ลดน้ำหนัก เพิ่มแรงกด

สมรรถนะการขับขี่ในรูปแบบสปอร์ต ได้รับการปรับปรุงเพิ่มขึ้นด้วยชุดแต่ง Lightweight Design package ซึ่งนับเป็นครั้งแรกสำหรับการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวในรุ่น จีทีเอส (GTS) สามารถลดน้ำหนักรวมลงได้ถึง 25 กิโลกรัม จากการใช้เบาะนั่งวัสดุ  carbon fibre reinforced plastic (CFRP) กระจกประตูและกระจกหลัง รวมทั้งแบตเตอรีน้ำหนักเบา ถอดเบาะนั่งด้านหลังออก เสริมด้วยอุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพอื่น ๆ ได้แก่ ระบบช่วยเลี้ยวด้วยล้อหลัง rear-axle steering เป็นมาตรฐานที่มาพร้อม package และเสริมอุปกรณ์ด้านอากาศพลศาสตร์อย่างครบครัน

งานตกแต่งภายในห้องโดยสารวัสดุ Race-Tex สีดำ และเบาะนั่ง Sports Seats Plus เป็นมาตรฐาน

เน้นรายละเอียดความสปอร์ตอย่างต่อเนื่องจากภายนอกจรดภายใน สำหรับรุ่น จีทีเอส (GTS)   พร้อมทั้งความสะดวกสบาย และความหรูหราสง่างาม คันเปลี่ยนเกียร์ธรรมดา 7 จังหวะซึ่งเป็นอุปกรณ์พิเศษ มีขนาดที่กระชับมือด้วยการลดความยาวลง 10 มิลลิเมตร ส่งผลให้สามารถเข้าเกียร์ในจังหวะต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วง่ายดายเพียงพลิกข้อมือพวงมาลัยจีทีสปอร์ต (GT Sport) ที่มาพร้อมสวิตซ์เลือกโหมดการขับขี่ของชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono package สั่งการผ่านแอปพลิเคชั่น Porsche Track Precision app และฟังก์ชันแสดงอุณหภูมิยางรถยนต์เป็นมาตรฐานติดตั้งเบาะนั่ง Sport Seats Plus ปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง เพื่อสร้างความมั่นใจขณะขับขี่และมอบความนุ่มนวลสะดวกสบายทุกการเดินทาง ลดปริมาณฉนวนซับเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารลง เพื่อเพิ่มอรรถรสในการดื่มด่ำกับเสียงคำรามอันกระหึ่มกึกก้องของเครื่องยนต์ทรงพลัง

วัสดุ Race-Tex ตกแต่งภายในหลายจุด ให้ความหรูหราและบรรยากาศที่ดุดัน เคร่งขรึม บริเวณกึ่งกลางเบาะนั่ง ขอบวงพวงมาลัย มือเปิดประตู ท้าวแขน ฝาปิดบริเวณช่องเก็บของและหัวเกียร์ ได้รับการตกแต่งด้วยวัสดุ microfibre สำหรับชุดตกแต่งภายใน GTS interior package สามารถเลือกโทนสี Carmine Red หรือสี Crayon เป็นอุปกรณ์พิเศษ เข็มขัดนิรภัย หมอนรองศีรษะ มาตรวัดรอบการทำงานของเครื่องยนต์ และนาฬิกาจับเวลา Sport Chrono clock ประทับตัวอักษร GTS พร้อมกับเฉดสีที่มาในรูปแบบเดียวกัน เสริมการตกแต่งบริเวณแผงคอนโซลและแผงประตูด้วยชิ้นงาน matt Carbon มาตรฐานของ GTS interior package

หน้าจอแสดงผลและระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุด พร้อมรองรับ Android Auto*

เจเนอเรชั่นล่าสุดของระบบสื่อสารและความบันเทิง Porsche Communication Management (PCM) เพิ่มเติมฟังก์ชันการทำงานและระบบปฏิบัติการอันทันสมัย พื้นที่สัมผัสหน้าจอเมนูมีเดียเพื่อสั่งการมีขนาดกว้างขึ้นและสามารถปรับแต่งจัดเรียงรูปแบบของหน้าจอ home screen ได้ตามต้องการ ปรับปรุงระบบสั่งงานด้วยเสียง voice assistant* ให้ตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เข้าถึงทุกระบบการทำงานผ่านคำสั่ง “Hey Porsche”.

ผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการ iOS และ Android สามารถเชื่อมต่อกับระบบสื่อสารได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วย Apple Car Play®* และ Android Auto* รวมทั้งสามารถใช้งานฟังก์ชันในโทรศัพท์มือถืออย่างเต็มรูปแบบเมื่อขับขี่ปอร์เช่ 911 จีทีเอส (Porsche 911 GTS)

ติดตามข้อมูลข่าวสาร ภาพยนตร์ และภาพถ่ายเพิ่มเติม ได้ที่ Porsche Newsroom: newsroom.porsche.com

* ขอบเขตการใช้งานขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาค

 

อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดร์ออกไซต์เฉลี่ยได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานสากลที่สอดคล้องกับวิธีการ Light Vehicle Test Procedure (WLTP) ล่าสุด สำหรับค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภคตามมาตรฐาน NEDC ที่ระบุในบทความนี้ ใช้อ้างอิงได้เฉพาะสภาพการทดสอบในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภคของ NEDC ที่ได้จากวิธีการอื่นใดก่อนหน้าการทดสอบนี้ 

สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการของผลทดสอบอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดร์ออกไซด์ในรถยนต์รุ่นใหม่อื่นๆ สามารถค้นหาได้จากเอกสารGuidelines on fuel consumption, CO2 emissions and power consumption of new passenger cars” [Leitfaden über den Kraftstoffverbrauch, die CO2Emissionen und den Stromverbrauch neuer Personenkraftwagen], ผ่านตัวแทนจำหน่ายและสถาบัน Deutsche Automobil Treuhand GmbH (DAT) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ  ทั้งสิ้น

ฟอร์ด ประเทศไทย ฉลองครบรอบ 25 ปี ย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์

0

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ฉลองครบรอบ 25 ปีในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการเป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปข้างหน้า

นับตั้งแต่ฟอร์ด ประเทศไทย ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2539 ฟอร์ดได้ลงทุนและขยายฐานการผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดรถยนต์ทั้งในประเทศและตลาดส่งออก ตามแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ของบริษัทผู้ผลิตระดับนานาชาติ

ปัจจุบัน ฟอร์ดเป็นหนึ่งในบริษัทยานยนต์ผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยมูลค่าการลงทุนสะสมรวมกว่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 80,000 ล้านบาท และยังเดินหน้ายกระดับกระบวนการผลิตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้เทคโนโลยีการผลิตอันล้ำสมัยและพัฒนาทักษะแรงงานอยู่เสมอ เพื่อรักษามาตรฐานการผลิตในประเทศไทยให้สมกับเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ชั้นนำระดับโลกของฟอร์ด

“เรามีความภาคภูมิใจในบทบาทของฟอร์ดตลอดระยะเวลา 25 ปี ที่ได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “การลงทุนอย่างต่อเนื่องของฟอร์ด ผนวกกับการใช้เทคโนโลยีการผลิตมาตรฐานระดับโลกและการพัฒนาทักษะของบุคลากรชาวไทย ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เราเป็นฐานการผลิตรถยนต์ระดับโลกอย่างแท้จริง”

 

ปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ตั้งแต่ฟอร์ดเริ่มก่อตั้งในประเทศไทย โรงงานทั้งสองแห่งของบริษัท ได้แก่ โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอร์ริ่ง (เอฟทีเอ็ม) และโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) ทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตและส่งออกที่สำคัญ โดยได้ผลิตรถฟอร์ดแล้วกว่า 1,900,000 คัน ทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังตลาดสำคัญทั่วโลก ปัจจุบัน โรงงานทั้งสองแห่งเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์สองรุ่นหลักของฟอร์ด นั่นคือ รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ยอดนิยม ฟอร์ด เอเวอเรสต์

ทั้งสองโรงงานในจังหวัดระยองมีการจ้างงานรวมกว่า 8,000 ตำแหน่ง อีกทั้งยังส่งเสริมให้มีการจ้างงานในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายอีกกว่า 20,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ โดยฟอร์ดจะยังคงต่อยอดการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง จากการที่ประเทศไทยยังคงทวีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางทางธุรกิจในกลุ่มตลาดนานาชาติของฟอร์ด

 

สานต่อความสำเร็จของฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์

นับตั้งแต่ฟอร์ดได้เริ่มสายการผลิตรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ และรถยนต์นั่งฟอร์ด เอเวอเรสต์ ในประเทศไทย รถทั้งสองรุ่น ได้ครองตำแหน่งผลิตภัณฑ์เรือธงของฟอร์ดสำหรับทั้งการจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังอีกกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

รถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ด้วยสมรรถนะอันเหนือชั้น การใช้งานที่หลากหลาย และรูปลักษณ์ที่แตกต่าง อัดแน่นด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ไม่เคยมีมาก่อนในแต่ละเซ็กเม้นต์

ฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นรถกระบะนิรภัยที่ผลิตในประเทศไทยรุ่นแรกที่มาพร้อมถุงลมนิรภัย คานนิรภัยด้านข้าง และระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) อีกทั้งยังเป็นแบรนด์แรกที่นำเสนอรถกระบะตอนครึ่งแบบ ‘โอเพ่นแค็บ’ ออกสู่ตลาด จนเป็นรูปแบบรถกระบะที่เป็นมาตรฐานและได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย

ฟอร์ด เรนเจอร์ ได้รับการพัฒนาต่อมาอีกหลายรุ่น จนกระทั่งปี พ.ศ. 2554 ที่มีการเปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ซึ่งนับเป็นอีกครั้งของการบุกเบิกของฟอร์ด ด้วยการนำเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะมากมายมานำเสนอในตลาดรถกระบะ รวมถึงฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค ซึ่งนับเป็นรถกระบะที่หรูหราที่สุดในเวลานั้น และได้พลิกโฉมตลาดรถกระบะ จากรถเพื่อการใช้งานสู่การเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่รักการเดินทางท่องเที่ยวและผจญภัย และในปี พ.ศ. 2561 ฟอร์ดยังสร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาดรถกระบะของไทยอีกครั้งด้วยการเปิดตัวสุดยอดรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์

“ฟอร์ด เรนเจอร์ ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถกระบะในประเทศไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่การผลิตและเปิดตัวครั้งแรกในประเทศ” นายวิชิต กล่าว “เรายังเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จของทั้งเรนเจอร์และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เพื่อมอบรถยนต์คุณภาพที่ตอบโจทย์การใช้งานอันหลากหลาย และเป็นเพื่อนคู่ใจที่พร้อมพาลูกค้าของเราเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตได้อย่างเหนือชั้น”

ในโอกาสพิเศษฉลองครบรอบ 25 ปี ของฟอร์ด ประเทศไทย ฟอร์ดยังเผยโฉมรถฟอร์ด เรนเจอร์ XL Street Special Edition รุ่นพิเศษล่าสุด กระบะตอนครึ่ง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากทีมแข่งรถฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง สำหรับลูกค้าคนรุ่นใหม่ และยังเป็นการรำลึกถึงต้นกำเนิดของฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เมื่อปี พ.ศ. 2446 ที่ได้สร้างชื่อเสียงในวงการมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกมาอย่างยาวนาน

 

ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า

อีกหนึ่งความมุ่งมั่นที่ฟอร์ดให้ความสำคัญสูงสุดเสมอมา คือ การมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมในการเป็นเจ้าของรถให้แก่ลูกค้าครอบครัวฟอร์ด ด้วยการเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและรองรับลูกค้าฟอร์ดทั่วประเทศที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันฟอร์ดมีผู้จำหน่าย 180 แห่งทั่วประเทศ และได้พัฒนาการบริการอย่างต่อเนื่อง ด้วยนวัตกรรมด้านบริการใหม่ ทั้งในโชว์รูมและผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อดูแลและมอบความสะดวกสบายให้กับลูกค้าฟอร์ดเสมือนคนในครอบครัว

นอกเหนือจากโปรแกรม ‘ฟอร์ดการันตีความใส่ใจ’ ที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงแก่ลูกค้าฟอร์ดแล้ว ฟอร์ดยังขยายบริการผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในปัจจุบัน อาทิ นวัตกรรมใหม่ล่าสุด Ask Ford แพลตฟอร์มการให้บริการข้อมูลต่างๆ ของฟอร์ด โดยลูกค้าสามารถสืบค้นข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลของฟอร์ด ผ่านเว็บไซต์ฟอร์ดได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว รวมถึงโครงการ Talk to the Experts ด้วยการนำทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์จากโรงงานผลิต เดินทางไปยังหัวเมืองหลักทั่วประเทศเพื่อพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นจากการใช้งานจริง พร้อมให้ข้อมูลทางเทคนิคที่ถูกต้องแก่ลูกค้าได้อย่างเข้าถึง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าฟอร์ด

 

สร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชน

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วประเทศไทยในหลากหลายมิติ อาทิเช่น  โครงการที่ให้ความรู้ด้านการขับขี่ปลอดภัย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โครงการทุนการศึกษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้บริจาครถยนต์ฟอร์ด สิ่งของจำเป็น ทรัพยากรบุคคล และเงินสนับสนุน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติในประเทศไทยเสมอมา

ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ฟอร์ด ประเทศไทย ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมในหลากหลายกิจกรรม ในปีพ.ศ. 2563 วิศวกรและบุคลากรฟอร์ดได้จัดทำหน้ากากป้องกันใบหน้า 126,000 ชิ้น เพื่อส่งมอบให้แก่กระทรวงสาธารณสุข และเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ฟอร์ดได้ร่วมกับโพลีเน็ต ในการผลิตแว่นตานิรภัยทางการแพทย์ 13,000 ชิ้น ให้กับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นแนวหน้าในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19

ล่าสุด ฟอร์ด ยังได้มอบรถพยาบาลบริการการแพทย์ฉุกเฉินรุ่น RESCUE T1 ซึ่งดัดแปลงจากรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมอุปกรณ์การแพทย์ครบครันจำนวน 10 คัน ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานทางการแพทย์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเพื่อใช้งานตามวัตถุประสงค์อื่นที่จำเป็นหรือเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ฟอร์ดได้จัดทำโครงการ Ford Driving Skills for Life หรือ ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย ซึ่งเป็นโครงการเพื่อสังคมของฟอร์ดทั่วโลกที่ให้ความรู้ด้านการขับขี่ปลอดภัย สำหรับประเทศไทย ฟอร์ดได้จัดอบรมให้กับผู้สนใจโดยไม่มีค่าใช้จ่ายรวมแล้วกว่า 13,000 ราย ทั่วประเทศ

ฟอร์ดยังสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมของนักเรียนไทย ภายใต้โครงการทุนการศึกษา Go Further Innovator Scholarship และส่งเสริมอาชีวศึกษาผ่านโครงการ ‘เปลี่ยนความรู้…สู่อาชีพ’ ที่ฟอร์ดจัดทำร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ  นอกจากนี้ ฟอร์ดยังมุ่งมั่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยกิจกรรมเพื่อสังคม ‘Water Go Green’ กิจกรรมอนุรักษ์เต่าทะเลและปลูกป่าชายเลนคืนธรรมชาติ ในจังหวัดระยอง เป็นต้น

เมื่อปี พ.ศ. 2562 กองทุน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี หน่วยงานเพื่อสังคมของ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ยังได้เปิดตัวศูนย์การเรียนรู้ฟอร์ดเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม หรือ ศูนย์ FREC กรุงเทพฯ ณ ย่านนางเลิ้ง ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของกรุงเทพฯ ด้วยเงินทุน 1.75 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 55 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการทำงานต่อเนื่องถึง 5 ปี โดยศูนย์ FREC กรุงเทพฯ เป็นศูนย์ FREC แห่งแรกในเอเชีย ที่เกิดจากความร่วมมือของกองทุนฟอร์ด และพันธมิตรองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่มุ่งมั่นแสวงหาทรัพยากรและบริการสาธารณะที่ตรงตามความต้องการและวัฒนธรรมของชุมชนโดยรอบ เพื่อช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่รอบที่ตั้งหน่วยงาน ในปีที่ผ่านมา ศูนย์ FREC ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรจัดทำโครงการ Covid Relief Bangkok เพื่อแจกจ่ายอาหารและของใช้จำเป็นให้แก่ 32,000 ครอบครัวในชุมชนยากไร้ในกรุงเทพฯ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และยังมีการดำเนินงานเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลืออีก 10,000 ครอบครัวในปีนี้

วิดีโอ 25 ปี ฟอร์ด ประเทศไทย

 

(มีคลิปวีดีโอ) พรีวิวคันจริง All New MG5 ถ้ารุ่นท็อปราคาไม่เกิน 900,000 บาท น่าซื้อไหม

0
All New MG 5 (Pic Open)

20 ก.ค. 64 ถือฤกษ์ดี เปิดราคาจำหน่ายกับ All New MG 5 สปอร์ตคูเป้ซีดานที่มีมิติตัวรถจัดอยู่ในกลุ่ม C Segment แต่สามารถทำราคาให้อยู่ในกลุ่ม B Segment ได้ แค่นี้ก็น่าสนใจไม่น้อย และด้วยความโฉบเฉี่ยวจากรูปลักษณ์ พร้อมความกว้างขวางและสะดวกสบายของห้องโดยสารที่มากับฟีเจอร์ทันสมัยอีกเพียบ ทางด้านขุมพลัง 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 114 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ CVT และระบบช่วงล่าง แบบเดียวกับ MG ZS แต่พัฒนาใหม่ รายละเอียดต่างๆเป็นเช่นไรติดตามได้จากรายงาน…ถ้าให้เดาว่ารุ่นท็อปไม่เกิน 900,000 บาท จะขายดีไหม

ใกล้ถึงเวลาเต็มทีกับการเปิดตัวพร้อมจำหน่ายสำหรับ “ALL NEW MG5” รถยนต์สปอร์ตคูเป้ซีดานมาพร้อมนิยาม “BORN TO BE BEYOND : คิดให้เหนือกว่า เพื่อทุกความเป็นคุณ” ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นให้มีความเหนือกว่าในทุกด้านด้วยการออกแบบภายใต้แนวคิด BRIT DYNAMIC เพื่อให้เป็นยนตรกรรมที่มีความสปอร์ต พร้อมความสะดวกสบายตอบทุกไลฟ์สไตล์ด้วยฟังก์ชัน และเทคโนโลยีล้ำสมัย ซึ่งจะมีจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่น แต่รุ่นที่เราได้นำข้อมูลมานำเสนอนั้นเป็นรุ่นท๊อป ซึ่งรุ่นอื่นๆนั่นเพียงแค่ลดหลั่นกันไปในส่วนของการตกแต่งภายนอกเล็กน้อย ภายในอีกนิด และปรับลดฟีเจอร์การใช้งานตามความเหมาะสมด้านราคา

All New MG 5 (1)

ALL NEW MG5 โดดเด่นด้วยการออกแบบใหม่ล่าสุดของเอ็มจี พร้อมตัวถังเพรียวยาวตามสไตล์รถยนต์สปอร์ตคูเป้ซีดาน มากับมิติตัวถัง 4,675 x 1,842 x 1,480 มิลลิเมตร (ยาว x กว้าง x สูง) ระยะความยาวฐานล้ออยู่ที่ 2,680 มิลลิเมตร ซึ่งหากเทียบสัดส่วนจะอยู่ในกลุ่ม C Segment ใกล้เคียงกับมาสด้า 3 ที่ถือว่ามีมิติตัวรถใหญ่สุดในกลุ่ม

All New MG 5 2

กระจังหน้า 3 มิติ Digital Burning Grille มาพร้อมไฟหน้าเปิด-ปิด อัตโนมัติแบบ LED Projector และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวันรวมไว้ในโคมเดียวกัน และไฟท้ายแบบ LED ดีไซน์ Leopard Claw และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานให้กับรถทุกรุ่น สำหรับล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ใบพัด 5 ก้าน หุ้มยาง Maxxis ขนาด 215/50 R17 จะติดตั้งอยู่ในรุ่นท็อปเท่านั้น

 

All New MG 5 (4)

All New MG 5 (2021)

พื้นที่ภายในกว้างขวางอย่างลงตัว พร้อมความสะดวกสบาย มีการออกแบบในสไตล์สปอร์ตแต่ยังมีจุดเด่นในเรื่องความกว้างของพื้นที่ห้องโดยสาร และมีพื้นที่เหนือศีรษะ (Headroom) ที่สูงโปร่ง พร้อมหลังคาซันรูฟ

All New MG 5 (6)

สิ่งอำนวยความสะดวกและฟังก์ชั่นที่ตอบไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว มีเบาะหนังทรงสปอร์ตโอบรับสรีระ ในส่วนของคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง และเบาะหลังสามารถพับได้ สำหรับรถสีเหลืองจะใช้เบาะดำด้ายแดงเพียงสีเดียวเท่านั้น

All New MG 5 (6)

แผงคอนโซล 3D Diamond Design ลวดลายสปอร์ตพรีเมี่ยม พวงมาลัยไฟฟ้ามาพร้อมระบบมัลติฟังก์ชัน ควบคุมเครื่องเสียงพร้อมปุ่มรับ – วางสายโทรศัพท์ ปรับน้ำหนักได้ 3 ระดับ

All New MG 5 (8)

หน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว จะติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่นท็อปเท่านั้น

All New MG 5 (9)

หน้าจอ Touchscreen ขนาด 10 นิ้ว แสดงภาพจากกล้อง 360 องศา ระบบนำทางผ่านดาวเทียม และรองรับระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple CarPlay และสมาร์ทโฟนระบบ Android

All New MG 5 (19)

ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล มากับระบบกรองอากาศ PM 2.5 และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

All New MG 5 (10)

ที่คอนโซลเกียร์ติดตั้งระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake) พร้อม Auto Hold

All New MG 5 (12)

ชุมพลังในการขับเคลื่อนใช้แบบเดียวกับ MG ZS ในรูปแบบของเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 114 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 8 สปีด พร้อมระบบช่วงล่างแบบ EURO TUNING SUSPENSION และระบบที่ส่งเสริมการขับขี่ในด้านต่างๆ ให้ทั้งประสบการณ์การขับขี่และความมั่นใจ

All New MG 5 (15)

ALL NEW MG5 มาพร้อมโครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ FSF (Full Space Frame) และให้ความมั่นใจ ในทุกการขับขี่ด้วย Synchronized Protection System ระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรปซึ่งมีการผสานการทำงานเป็นหนึ่งเดียว อัดแน่นมาเต็มคัน ทั้ง
•ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-lock Brake System)
•ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake force Distribution)
•ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
•ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่องเหยียบเบรกค้าง (Auto Vehicle Hold)
•ระบบระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็ว XDS (Electronic Differential System)
•ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
•ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
•ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
•ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)
•ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)
•ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)
•ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
•ระบบช่วยเตือนการชนด้านหลัง RCW (Rear Collision Warning)

All New MG 5 (12)

นอกจากนี้ยังมี ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง เข็มขัดนิรภัยแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer และระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock)

ด้านระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i–SMART ได้มีการยกระดับเพื่อความสะดวกสบาย ปลอดภัย และเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในยุคดิจิตัล พร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด Digital Key สามารถใช้งานรถผ่านกุญแจดิจิตอลโดยรับ – ส่ง โค้ดจากแอพพลิเคชัน i-SMART สามารถสั่งการเปิด-ปิด และสตาร์ทรถยนต์ รวมถึงการส่งกุญแจดิจิตอลให้กับผู้อื่นเพื่อใช้งานรถยนต์ผ่านแอพพลิเคชั่น

Smart Command หรือ ระบบสั่งการอัจฉริยะ ประกอบไปด้วย
•กุญแจดิจิตอล
•ระบบสั่งการผ่านคำสั่งเสียงภาษาไทย
•ควบคุมการทำงานของระบบปรับอากาศผ่านทางสมาร์ทโฟน
•ค้นหาข้อมูลจุดท่องเที่ยวน่าสนใจ และวางแผนการเดินทางTravel Plan จากสมาร์ทโฟนส่งเข้าหน้าจอทัชสกรีนของรถได้
•โทรออก – รับสายจากจอทัชสกรีน
•สามารถติดต่อ MG Call Centre เพื่อสอบถามข้อมูล หรือขอรับจุดน่าสนใจ (Point Of Interest ด้วยปุ่มลัดบนพวงมาลัย

All New MG 5 (17)

Smart Connect หรือ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ ประกอบไปด้วย
•เล่นเพลงทั้งรูปแบบออนไลน์ และสตรีมมิ่ง
•ค้นหาร้านอาหาร ที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยวบนแผนที่นำทาง
•รายงานการจราจรแบบ Real Time
•เรียกดูข้อมูลข่าวสารเหตุการณ์ปัจจุบัน และข้อมูลพยากรณ์สภาพอากาศ
•อัพเกรดระบบต่าง ๆ ผ่านออนไลน์ (FOTA)

All New MG 5 (16)

Smart Check หรือ ระบบตรวจเช็กอัจฉริยะ ประกอบไปด้วย
•ตรวจสอบสถานะของประตูรถ
•ตรวจสอบตำแหน่งของรถ พร้อมบอกเส้นทางไปยังรถยนต์ผ่านฟังก์ชั่น FIND MY CAR โดยกำหนดให้รถเปิดไฟหน้า ไฟท้าย หรือใช้เสียงแตรผ่านการตั้งค่า
•ตรวจสอบความผิดปกติ และแจ้งสถานะการทำงานของรถ เช่น เครื่องยนต์ ลมยาง และถุงลมนิรภัย
•ระบบช่วยค้นหาศูนย์บริการ นัดหมาย และบันทึกการดูแลรักษารถยนต์ตามระยะ
•ระบบแจ้งเตือนเมื่อความผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบการทำงาน หรืออุปกรณ์ของรถ
•กำหนดขอบเขตการใช้รถได้ตั้งแต่ 500 ม. ถึง 10 กม. โดยระบบจะแจ้งเตือนเมื่อรถเข้า – ออก ในขอบเขตที่กำหนดไว้

* อุปกรณ์ที่ติดตั้งจะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น

ALL NEW MG5 มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย แบ่งออกเป็น รุ่น C รุ่น D และรุ่น X พร้อมสีตัวถังทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีเหลือง (Nuclear Yellow) สีขาว (Arctic White) สีดำ (Black Knight) สีเงิน (Silver Metallic) สีแดง (Scarlet Red) และสีเทา (Metal Ash Grey)

All New MG 5 (20)

และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในรูปแบบออนไลน์ (Online Launch) ในวันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 เวลา 19.00 น. ผ่านช่องทาง Official Facebook Page : MG Thailand

รายการ Auto Motor Thailand ประจำวันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

0
Auto Motor Thailand (Pic Open)

พบกับรายการ Auto Motor Thailand ตั้งแต่เวลา 23.00-23.30 น. ทางททบ.5 กด 1 สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

เรื่องรถต้องรู้
– ทดสอบสมรรถนะ กระบะพันธุ์ยักษ์ MG Extender 2021 กับภารกิจขนเยอะ

Auto Motor Thailand 1

ท่องโลกยานยนต์
– กิจกรรม Toyota Gazoo Racing Motorsport 2021 ความกล้าที่จะข้ามขีดจำกัด…Spirit to push the limit

Auto Motor Thailand 2
– ฮอนด้า ออโต้โมบิลส์ (ประเทศไทย) เปิดตัว “เดอะ ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี” ครั้งแรกในโลก

Auto Motor Thailand 3

รู้ก่อนขับกับอีซูซุ
– น้ำมันเครื่องเรื่องที่ควรรู้

Auto Motor Thailand 4

ติดตามรับชม Auto Motor Thailand พร้อมกัน ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5กด1 ตั้งแต่เวลา 23.00 น.เป็นต้นไป แล้วพบกันครับ

ฮอนด้า ชวนลูกค้าตรวจเช็กสภาพรถฟรี 25 รายการ รับหน้าฝน กับแคมเปญ “ฝนนี้ ขับขี่มั่นใจ ปลอดภัยกับฮอนด้า”

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ขอส่งความห่วงใยผ่าน แคมเปญ “ฝนนี้ ขับขี่มั่นใจ ปลอดภัยกับฮอนด้า” ชวนลูกค้าเตรียมความพร้อมของรถยนต์ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งานเพื่อความปลอดภัยทุกเส้นทาง ด้วยการนำรถยนต์เข้ารับบริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ฟรี 25 รายการ พร้อมสร้างความอุ่นใจและความปลอดภัยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ด้วยบริการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคภายในรถยนต์ฟรี พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์แผ่นกรองอากาศป้องกันไวรัสและฝุ่น PM 2.5 รวมถึงข้อเสนอสุดพิเศษเฉพาะลูกค้าฮอนด้า ทั้งโปรโมชั่นยางซื้อ 3 แถม 1 หลากหลายรุ่น ส่วนลดค่าอะไหล่ รวมถึงการผ่อนชำระค่าใช้จ่ายงานทุกงานบริการและยางรถยนต์ นานสูงสุดถึง 10 เดือน เมื่อนำรถยนต์เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฮอนด้าที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยทั้ง 230 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 31 สิงหาคม 2564

สิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้าฮอนด้าในแคมเปญ “ฝนนี้ ขับขี่มั่นใจ ปลอดภัยกับฮอนด้า”

รายการที่ 1        บริการตรวจสภาพรถยนต์ฟรี 25 รายการ*

รายการที่ 2        ฟรี บริการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคภายในห้องโดยสารรถยนต์**

รายการที่ 3        ผ่อนชำระค่าใช้จ่ายงานบริการ 0% นาน 6 เดือน*** สำหรับการเข้ารับบริการในงานตรวจเช็กตามระยะทาง งานซ่อมทั่วไป งานซ่อมตัวถังและสี (ประเภทลูกค้าเป็นผู้ชำระเงิน) งานติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ของฮอนด้า รวมถึงลูกค้าที่ซื้อโปรแกรมอัลติเมทแคร์และแพ็กเกจเช็กระยะฮอนด้าเพย์เซฟ

รายการที่ 4        ผ่อนชำระค่าใช้จ่ายยางรถยนต์ 0% นานสูงสุด 10 เดือน****

รายการที่ 5        รับส่วนลด 10% ผ้าเบรก จานเบรก ยางปัดน้ำฝน และน้ำยาล้างระบบปรับอากาศ

รายการที่ 6        รับฟรียางโยโกฮาม่า 1 เส้น เมื่อซื้อยาง 3 เส้น (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ*****) สำหรับรถยนต์ฮอนด้า 5 รุ่น ได้แก่ ซิตี้ แจ๊ซ ซีวิค เอชอาร์-วี และแอคคอร์ด

รายการที่ 7        รับฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 500 บาท เมื่อซื้อยางกู๊ดเยียร์  4 เส้น (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ******) สำหรับรถยนต์ฮอนด้า 5 รุ่น ได้แก่ ซีวิค แอคคอร์ด บีอาร์-วี เอชอาร์-วี
และซีอาร์-วี

นอกจากนี้ ฮอนด้า ขอแนะนำแผ่นกรองอากาศรุ่นใหม่ป้องกันไวรัสและฝุ่น PM 2.5******* ซึ่งใช้สำหรับกรองอากาศภายในห้องโดยสารรถยนต์ โดยเป็นเทคโนโลยีกรอง 3 ชั้นจากประเทศเยอรมนี ที่สามารถยับยั้งการเติบโตและดักจับเชื้อโรค เชื้อไวรัส และแบคทีเรีย ขนาด 0.05-0.1 ไมครอน ตามมาตรฐาน ISO18184
อีกทั้งสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไข้หวัดใหญ่ H1N1 ได้ถึง 99.99% และเชื้อ HcoV 229E ได้ถึง 99.999% รวมถึงการกรองหมอกควันและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 ได้สูงถึง 90% ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการไหลเวียนของอากาศในห้องโดยสาร ทำให้ได้รับอากาศที่สะอาดสดชื่น

สำหรับโชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ ได้ปฏิบัติตามมาตรการด้านความสะอาดและสุขอนามัย
เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โดยมีการกำหนดจุดคัดกรอง
เพื่อตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย พร้อมทั้งเตรียมพรมน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณทางเข้าและเจลแอลกอฮอล์ล้างมือบริเวณจุดต่าง ๆ มีการทำความสะอาดศูนย์บริการและรถจัดแสดง พร้อมทั้งฉีดพ่นฆ่าเชื้อเป็นประจำ ในส่วนของพนักงานได้ปฎิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดและสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

สำหรับลูกค้าที่สนใจในแคมเปญ “ฝนนี้ ขับขี่มั่นใจ ปลอดภัยกับฮอนด้า” สามารถจองคิวเข้ารับบริการล่วงหน้าผ่านบริการ Online Service Booking” ได้ที่ https://servicebooking.honda.co.th หรือทาง LINE Honda Thailand Official Account (@Honda-Thailand) เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 – 31 สิงหาคม 2564 โดยลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการพิเศษเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้นกับบริการHonda Drop &
Go”
เพียงนัดหมายเช็คระยะล่วงหน้า นำรถมาฝากกุญแจไว้ แล้วไปทำธุระต่อได้เลย ไม่ต้องเสียเวลารอ หรือ บริการ “Super Fast Tech” การนัดหมายเช็กระยะเร่งด่วน แบบรอรับรถได้ภายในเวลาที่กำหนด

ลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง (Honda Call Center) โทร. 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.honda.co.th

โควิด-19 เปลี่ยนวิถีการเดินทาง ผลโพลชี้ มากกว่าครึ่งต้องการซื้อรถส่วนตัว

0

ผลสำรวจปี 2564 นี้ เกือบ 60% ชี้ชัดแม้เกิดวิกฤตโควิด-19 ความต้องการซื้อรถยังมีอยู่ เผยเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อรวมทั้งลดความเสี่ยงและให้ความสะดวกสบายกว่าระบบขนส่งสาธารณะ  ขณะที่ส่วนหนึ่งยกเลิกเหตุเพราะรายได้ลดและเดินทางน้อยลง

Autofun.co.th เว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับยานยนต์ ได้สำรวจความคิดเห็นของคนไทยในหัวข้อ “ผลกระทบของ โควิด-19 ต่อพฤติกรรมการซื้อรถของผู้บริโภค” เพื่อศึกษาถึงผลกระทบและค้นหาความต้องการของผู้บริโภคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า เมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาด คนไทยมีความกังวลมากเรื่องการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ส่งผลให้ความต้องการใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อการเดินทางเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งมากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม มีแผนจะซื้อรถยนต์ เนื่องจากใส่ใจเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยมากขึ้น

จากผลการสำรวจสรุปได้ว่า ท่ามกลางตัวเลือกต่างๆ ในการเดินทาง ความกังวลในการแพร่ระบาดของไวรัส ทำให้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ หลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ (ระบบขนส่งสาธารณะได้คะแนนน้อยที่สุด) เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ

รถยนต์ส่วนตัว ทางเลือกที่ดีที่สุด ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ในช่วงสถานการณ์โรคระบาด การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะมีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะเดียวกัน การใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นการเดินทางเพียงอย่างเดียวที่มีตัวเลขเพิ่มขึ้น

หากวิเคราะห์เรื่องโรคระบาดและการซื้อรถยนต์แล้วตัวเลขจากผลการสำรวจชี้ว่า เมื่อความต้องการความปลอดภัยในการเดินทางเพิ่มสูงขึ้น ตัวเลขความต้องการซื้อรถยนต์ส่วนตัวเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน โดยมีสัดส่วนของตัวเลขมากกว่าครึ่งต้องการซื้อรถยนต์ภายในปี 2564 นี้ และสำหรับผู้บริโภคโดยเฉพาะครอบครัวที่ไม่ใช้รถยนต์ เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการมีรถยนต์

ในภาพรวมผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์ในปี 2564 นี้ 56.8% ยังคงต้องการซื้อรถใหม่จะไม่มีการปรับแผนการซื้อ อาจจะเลื่อนเวลาออกไปบ้างและบางส่วนอาจจะตัดลดงบประมาณลงแต่ยังคงซื้ออยู่ โดยปัจจัยในการตัดสินใจซื้อก็คือความสะดวกสบายและความปลอดภัย

และผลการสำรวจอีก 43.2 % ที่จะยกเลิกแผนการซื้อรถในปีนี้ เนื่องจากมีความกังวลเรื่องรายได้และอีกส่วนหนึ่งความต้องการเดินทางลดลงอันมีผลกระทบจากโควิด-19

AutoFun คาดการณ์ว่า “สถานการณ์โรคระบาดนี้จะทำให้สังคมสนใจในเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัยรอบตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรถยนต์ส่วนตัวมากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยจะเห็นว่าความสะดวกในการใช้รถยนต์ส่วนตัวนั้นจะโดดเด่นมากเมื่อเปรียบเทียบกับการเดินทางรูปแบบอื่นๆ

โควิด-19 ปลุกความต้องการของผู้คนเรื่องการมีพื้นที่ส่วนตัวขณะเดินทาง ผู้บริโภคต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ส่วนตัวเพื่อให้การเดินทางปลอดภัยมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันช่วงโรคระบาดเพิ่มข้อจำกัดต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคเช่นกัน

ข้อดีของสถานการณ์โรคระบาด ทำให้ผู้บริโภคคนไทยตระหนักและให้ความสำคัญใส่ใจนควาหำเรื่องสุขภาพมากขึ้น หากมองในแง่ของพฤติกรรมการซื้อรถ การตัดสินใจจะมาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความปลอดภัยสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ผู้ชื่นชอบยานยนต์ สามารถติดตาม AutoFun.co.th เว็ปไซต์ที่รวมเนื้อหา บทความ การรีวิว และการบริการแบบรอบด้านเกี่ยวกับยานยนต์ อาทิ การค้นหารถยนต์ การซื้อขายและการเป็นเจ้าของรถ ทุกสิ่งที่คุณต้องการสำหรับการมองหารถคันใหม่ที่สมบูรณ์แบบ ได้ที่ www.autofun.co.th หรือ Facebook : AutoFun Thailand และ Youtube : AutoFun Thailand

 

 

ตลาดรถยนต์พฤษภาคม ยอดขายรวม 55,948 คัน เพิ่มขึ้น 38.4%

0

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนพฤษภาคม 2564 ยอดขายรวมทั้งสิ้น 55,948 คัน เพิ่มขึ้น 38.4% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 15,569 คัน เพิ่มขึ้น 32.7% รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ 40,379 คัน เพิ่มขึ้น 40.6% ขณะที่ รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ มีจำนวน 31,778 คัน เพิ่มขึ้น 37.3% 

  • ประเด็นสำคัญ

     ตลาดรถยนต์เดือนพฤษภาคม 2564 มีปริมาณการขาย 55,948 คัน เพิ่มขึ้น 38.4% โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.7% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 40.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สืบเนื่องจากข้อเสนอพิเศษที่หลากหลาย และกิจกรรมส่งเสริมการขายจากค่ายรถยนต์ที่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ส่งผลกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ตลอดจนการจัดการฉีดวัคซีน COVID-19 ของภาครัฐที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่น คลายความวิตกกังวล และจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ผนวกกับการทยอยส่งมอบรถที่ลูกค้าจองในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่ผ่านมา เป็นปัจจัยเสริมที่สำคัญอีกประการหนึ่ง

     ตลาดรถยนต์ในเดือนมิถุนายนมีแนวโน้มชะลอตัว สืบเนื่องจากความกังวลต่อการระบาดของไวรัส COVID-19 มีแนวโน้มรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยการแพร่ระบาดในระลอกนี้มีความรุนแรงมากกว่าระลอกก่อน รวมถึงการตรวจพบผู้ติดเชื้อในคลัสเตอร์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ต้องชะลอ หรือเลื่อนกำหนดการออกไป ทั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อเศรษฐกิจโดยรวม และทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อรถยนต์ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดียังมีความหวังว่าสถานการณ์ต่างๆ จะฟื้นตัวดีขึ้นจากความพยายามของภาครัฐในการแก้ไขปัญหา ควบคู่ไปกับการดำเนินการฉีดวัคซีนเข็มแรกให้กับคนไทยครบ 50 ล้านคนภายในสิ้นปี ซึ่งจะก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

  • ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนพฤษภาคม 2564
  1. ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 55,948 คัน เพิ่มขึ้น 4%

อันดับที่ 1 โตโยต้า      19,767 คัน       เพิ่มขึ้น      45.2%         ส่วนแบ่งตลาด 35.3%

อันดับที่ 2 อีซูซุ           14,866 คัน       เพิ่มขึ้น      46.8%         ส่วนแบ่งตลาด 26.6%

อันดับที่ 3 ฮอนด้า       4,998 คัน       เพิ่มขึ้น      19.6%  ส่วนแบ่งตลาด  8.9%

  1. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 15,569 คัน เพิ่มขึ้น 7%

อันดับที่ 1 โตโยต้า      4,824 คัน       เพิ่มขึ้น      35.6%         ส่วนแบ่งตลาด 31.0%

อันดับที่ 2 ฮอนด้า        4,380 คัน       เพิ่มขึ้น      24.6%   ส่วนแบ่งตลาด 28.1%

อันดับที่ 3 มาสด้า       1,527 คัน       เพิ่มขึ้น      50.9%          ส่วนแบ่งตลาด  9.8%

  1. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 40,379 คัน เพิ่มขึ้น 6%

อันดับที่ 1 โตโยต้า      14,943 คัน       เพิ่มขึ้น     46.8% ส่วนแบ่งตลาด 36.8%

อันดับที่ 2 อีซูซุ           14,866 คัน       เพิ่มขึ้น     48.6% ส่วนแบ่งตลาด 37.0%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด        2,702 คัน       เพิ่มขึ้น     94.9% ส่วนแบ่งตลาด  6.7%

  1. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV*)

ปริมาณการขาย 31,778 คัน เพิ่มขึ้น 37.3%

อันดับที่ 1 อีซูซุ           13,403 คัน       เพิ่มขึ้น    43.8% ส่วนแบ่งตลาด 42.2%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      12,519 คัน       เพิ่มขึ้น    37.0% ส่วนแบ่งตลาด 39.4%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด        2,702 คัน       เพิ่มขึ้น    94.9% ส่วนแบ่งตลาด  8.5%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 4,039 คัน

โตโยต้า 2,023 คัน – อีซูซุ 1,143 คัน – มิตซูบิชิ 451 คัน – ฟอร์ด 390  คัน – นิสสัน 32 คัน

  1. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 27,739 คัน เพิ่มขึ้น9%

อันดับที่ 1 อีซูซุ    12,260 คัน       เพิ่มขึ้น     36.9%  ส่วนแบ่งตลาด 44.2%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      10,496 คัน       เพิ่มขึ้น     34.0% ส่วนแบ่งตลาด 37.8%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด        2,312 คัน       เพิ่มขึ้น    108.5%   ส่วนแบ่งตลาด  8.3%           


  • สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2564
  1. ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 308,217 คัน เพิ่มขึ้น 9%

อันดับที่ 1 โตโยต้า      94,848 คัน       เพิ่มขึ้น       17.3% ส่วนแบ่งตลาด 30.8%

อันดับที่ 2 อีซูซุ          79,067 คัน       เพิ่มขึ้น       33.1%       ส่วนแบ่งตลาด 25.7%

อันดับที่ 3 ฮอนด้า       35,376 คัน       ลดลง          0.4% ส่วนแบ่งตลาด 11.5%

  1. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 97,813 คัน ลดลง 1%

อันดับที่ 1 ฮอนด้า       30,164 คัน      เพิ่มขึ้น       1.6% ส่วนแบ่งตลาด 30.8%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      24,289 คัน      ลดลง        3.3% ส่วนแบ่งตลาด 24.8%

อันดับที่ 3 นิสสัน         9,739 คัน      ลดลง       10.7% ส่วนแบ่งตลาด 10.0%

  1. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 210,404 คัน เพิ่มขึ้น 2%

อันดับที่ 1 อีซูซุ          79,067 คัน       เพิ่มขึ้น     33.1% ส่วนแบ่งตลาด 37.6%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      70,559 คัน       เพิ่มขึ้น     26.6% ส่วนแบ่งตลาด 33.5%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด        13,575 คัน       เพิ่มขึ้น     38.6% ส่วนแบ่งตลาด  6.5%

  1. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV*)

ปริมาณการขาย 163,765 คัน เพิ่มขึ้น 19.7%

อันดับที่ 1 อีซูซุ           72,457 คัน       เพิ่มขึ้น      31.3% ส่วนแบ่งตลาด 44.2%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      59,669 คัน       เพิ่มขึ้น      22.0% ส่วนแบ่งตลาด 36.4%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด        13,575 คัน       เพิ่มขึ้น      38.6% ส่วนแบ่งตลาด  8.3%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 24,130 คัน

โตโยต้า 10,540 คัน – อีซูซุ 8,250 คัน – มิตซูบิชิ 3,079 คัน – ฟอร์ด 2,145 คัน – นิสสัน 116 คัน

  1. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 139,635 คัน เพิ่มขึ้น 7%

อันดับที่ 1 อีซูซุ          64,207 คัน       เพิ่มขึ้น      21.7% ส่วนแบ่งตลาด 46.0%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      49,129 คัน       เพิ่มขึ้น      12.9% ส่วนแบ่งตลาด 35.2%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด  11,430 คัน     เพิ่มขึ้น      42.8%       ส่วนแบ่งตลาด  8.2% 

“ลมหายใจไร้มลทิน” ชวนเยาวชนส่งผลงานประกวด ชิงทุนการศึกษากว่า 300,000 บาท

0

มูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” รณรงค์สร้างค่านิยมซื่อสัตย์สุจริตต่อเนื่อง เชิญเด็ก และเยาวชน ส่งผลงานประกวด 4 ประเภท เรียงความ ร้องเพลง วาดภาพ และ VDO Clip ตั้งแต่วันนี้-1 พฤศจิกายน 2564

สุกานดา ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน เปิดเผยว่า มูลนิธิฯ ร่วมกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขอเชิญเด็ก และเยาวชน ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ถึงอุดมศึกษา ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดเพื่อเสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต “ลมหายใจไร้มลทิน” ประจำปี 2564 ชิงทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร โดยการประกวดแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่

  1. ประกวดเรียงความเสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต หัวข้อ “ซื่อสัตย์สุจริตนำชาติพัฒนา”
  2. ประกวดร้องเพลงประกอบดนตรี เพลง “คิดดี ทำดี” และ “ด้วยลมหายใจที่ไร้มลทิน”
  3. ประกวดวาดภาพศิลปะสะท้อนค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต หัวข้อ “ลมหายใจไร้มลพิษ ชีวิตปลอดภัย”
  4. ประกวด VDO Clip สะท้อนค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต หัวข้อ ซื่อสัตย์สุจริต “ชีวิตออนไลน์”

เยาวชน และสถานศึกษาที่สนใจสามารถ ดาวน์โหลดรายละเอียดกิจกรรมพร้อมใบสมัคร และสอบถามรายละเอียดที่ www.lomhaijai.org โทรศัพท์ 0-2055-8444 ต่อ 316, 318

พฤษภาคม 2564 ผลิตรถยนต์ 140,168 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 150.14 ขาย 55,942 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.4 ส่งออก 79,479 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 165.87

0

นายสุรพงษ์  ไพสิฐพัฒนพงษ์  รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนพฤษภาคม 2564 ดังต่อไปนี้

การผลิต

จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนพฤษภาคม 2564 มีทั้งสิ้น 140,168 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 150.14 จากการผลิตเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 126.01 และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 193.39 เพิ่มขึ้นจากฐานต่ำปีที่แล้วที่มีการล็อกดาวน์ในเดือนเมษายนและห้ามจัดงานมอเตอร์โชว์ปลายเดือนมีนาคม ทำให้สต็อกรถยนต์ในโชว์รูมยังมีจำนวนมาก บางบริษัทจึงยังไม่มีการผลิตรถยนต์ในเดือนพฤษภาคม  แต่การผลิตรถยนต์ในเดือนพฤษภาคมปีนี้ยังสูงกว่าเดือนเมษายน 2564 ร้อยละ 34.32 แต่น้อยกว่าเดือนพฤษภาคม 2562  ก่อนเกิดโควิด 19 ร้อยละ 22.70

จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 710,356 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 32.92

รถยนต์นั่ง เดือนพฤษภาคม 2564 ผลิตได้ 44,400 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 120.79

ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2564 มีจำนวน 247,263 คัน เท่ากับร้อยละ 34.81 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 21.94

รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตัน ขึ้นไป ในเดือนพฤษภาคม 2564 ผลิตได้ 0 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 100 รวมเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2564 ผลิตได้ 29 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 68.48

รถยนต์บรรทุก เดือนพฤษภาคม 2564 ผลิตได้ทั้งหมด 95,768 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563   ร้อยละ 166.73  และตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2564 ผลิตได้ทั้งสิ้น 463,064 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 39.66

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนพฤษภาคม 2564 ผลิตได้ทั้งหมด 92,811 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 163.24 และตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2564 ผลิตได้ทั้งสิ้น 450,307 คัน เท่ากับร้อยละ 63.39  ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 39.21 โดยแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 107,666 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 90
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 286,788 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 66
  • รถกระบะ PPV 55,853 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 85

รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน – มากกว่า 10 ตัน เดือนพฤษภาคม 2564 ผลิตได้  2,957 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 356.33 รวมเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2564 ผลิตได้ 12,757 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 57.36

ผลิตเพื่อส่งออก

เดือนพฤษภาคม 2564 ผลิตได้ 81,284 คัน เท่ากับร้อยละ 57.99 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 126.01 ส่วนเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2564 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 411,663 คัน เท่ากับร้อยละ 57.95 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 35.60

รถยนต์นั่ง เดือนพฤษภาคม 2564 ผลิตเพื่อการส่งออก  18,097 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 116.34 และตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2564 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 121,185 คัน เท่ากับร้อยละ 49.01  ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 22.44

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนพฤษภาคม 2564 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 63,187 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 128.94 และตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2564 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 290,478 คัน เท่ากับร้อยละ 64.51 ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 41.97 โดยแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 35,623 คัน            เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 84
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 226,530 คัน    เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 34
  • รถกระบะ PPV 28,325 คัน          ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 62

ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ

เดือนพฤษภาคม 2564 ผลิตได้ 58,884 คัน เท่ากับร้อยละ 42.01 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 193.39 และเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ผลิตได้ 298,693 คัน เท่ากับร้อยละ 42.05 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 29.39

รถยนต์นั่ง เดือนพฤษภาคม 2564 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 26,303 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 123.95 ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2564 ผลิตได้ 126,078 คัน เท่ากับร้อยละ 50.99 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 แล้ว เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.47

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนพฤษภาคม 2564 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 29,624 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 286.89 และตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2564 ผลิตได้ทั้งสิ้น 159,829 คัน เท่ากับร้อยละ 35.49 ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 34.48 ซึ่งแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 72,043 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 92
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 60,258 คัน  เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 59
  • รถกระบะ PPV 27,528 คัน   เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 02

รถจักรยานยนต์

เดือนพฤษภาคม 2564 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 209,310 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563    ร้อยละ 130,361 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 183,760 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 175.63 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 25,550 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 108.06

ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,044,505 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 32.61 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 831,592 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 37.07 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 212,913 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 17.66

ยอดขาย

ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนพฤษภาคม 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 55,942 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว ร้อยละ 38.4 ขายในประเทศสูงกว่าเพราะฐานต่ำปีที่แล้ว แต่ลดลงจากเดือนเมษายน 2564 ร้อยละ 3.77 เพราะการระบาดของโควิด 19 ระลอกสาม ประชาชนยังกังวลเรื่องรายได้ในอนาคตรวมทั้งสถาบันการเงินเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อด้วย และยังน้อยกว่าเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 35.76

ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 141,881 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 45.75 และเพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2564 ร้อยละ 6

ตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2564 รถยนต์มียอดขาย 308,221 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ในระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 13.9 ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย  711,174 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 17.17

การส่งออก

รถยนต์สำเร็จรูป

เดือนพฤษภาคม 2564 ส่งออกได้ 79,479 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 165.87 ส่งออกเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงเพราะฐานที่ต่ำปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2564 ร้อยละ 50.30 เพราะ​ประเทศ​คู่​ค้า​เริ่ม​มี​ยอดขาย​รถยนต์ใน​ประเทศ​ดีขึ้น​เช่น​ ออสเตรเลีย​ขายรถ​ยนต์​เพิ่มขึ้น​จากเดือน​พฤษภาคม​ปีก่อน​ร้อยละ​ 68.3 เวียดนาม​ขาย​ในประเทศ​เพิ่มขึ้น​ร้อยละ​ 34.1​ ญี่ปุ่น​ขาย​เพิ่ม​ขึ้น​ร้อยละ​ 46.3 อิน​โดนีเซีย​ขา​ยเพิ่มขึ้น​ร้อยละ​ 1,443 เป็น​ต้น​ อย่างไร​ก็ตาม​ยัง​ส่งออก​น้อยกว่า​เดือน​พฤษภาคม​ 2562​ ร้อยละ​16.63

มูลค่าการส่งออก 48,416.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 176.62 เมื่อ​ประเทศ​คู่​ค้า​เริ่ม​มี​การ​ผลิต​รถยนต์​มากขึ้น​ จึง​ส่ง​ออก​เครื่อง​ยนต์​และ​ชิ้นส่วน​เพิ่ม​ขึ้น​ดัง​ต่อไปนี้​

  • เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 3,685.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 36
  • ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 17,713.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ22
  • อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,084.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 69

รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนพฤษภาคม 2564 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 71,900.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 191.06

เดือนมกราคม พฤษภาคม 2564 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 390,467 คัน โดยส่งออกเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ในระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 29.94 มีมูลค่าการส่งออก 221,429.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม2562 ร้อยละ 39.49

  • เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 15,732.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 68
  • ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 86,065.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม2563 ร้อยละ 03
  • อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 9,686.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 66

รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมกราคม พฤษภาคม 2564 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 332,913.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 40.86

รถจักรยานยนต์

เดือนพฤษภาคม 2564 มีจำนวนส่งออก 63,043 คัน (รวม CBU + CKD) เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 130.34 87 และเพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2564 ร้อยละ 5.94 โดยมีมูลค่า 5,294.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 105.59

  • ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 89 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 274.69
  • อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 04 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 40.52

รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ เดือนพฤษภาคม 2564 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ 5,601.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 ร้อยละ 107.23

เดือนมกราคม พฤษภาคม 2564 รถจักรยานยนต์ มีจำนวนส่งออก 392,026 คัน (รวม CBU + CKD) เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 24.15 โดยมีมูลค่า 34,547.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 31.10

  • ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,035.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 42
  • อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 78 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 66.10

รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2564 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 36,414.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ร้อยละ 32.31

เดือนพฤษภาคม 2564 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่น ๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 77,501.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 182.79

เดือนมกราคม พฤษภาคม 2564 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 369,327.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 39.97

2020 Car Production

อันดับประเทศจำนวนคันเปลี่ยนแปลง
1.จีน25,225,243-2%
2.สหรัฐอเมริกา8,822,399-19%
3.ญี่ปุ่น8,027,557-17%
4.เยอรมัน3,742,454-24%
5.เกาหลีใต้3,506,774-11%
6.อินเดีย3,394,446-25%
7.เม็กซิโก3,176,600-21%
8.สเปน2,268,185-20%
9.บราซิล2,014,055-32%
10.รัสเซีย1,435,335-17%
11.ประเทศไทย1,427,074-29%
12.แคนาดา1,376,623-18%
13.ฝรั่งเศส1,316,371-39%
14.ตุรกี1,297,878-11%
15.สาธารณรัฐเช็ก1,159,151-19%
16.อังกฤษ987,044-29%
17.สโลวาเกีย985,000-11%
18.อิหร่าน880,9977%
19.อิตาลี777,165-15%

 

รถยนต์​ไฟฟ้ากลุ่มรถยนต์​นั่ง​ส่วนบุคคล​ไม่เกิน​7คนประเภท​ต่าง​ๆ​ที่​จดทะเบียน​สะสม​ใน​ประเทศ​ไทย​ ณ​ วันที่​ 31​ พฤษภาคม​ 2564​ เพิ่ม​ขึ้น​จาก​วันที่​ 31​ ธันวาคม​ 2563​ มีดังนี้

ประเภทรถจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมถึง ณ วันที่ 31 พ.ค. 64 จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมถึง ณ วันที่ 31 ธ.ค. 63 เพิ่ม/ ลด
รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV)*2,798 2,079+719 (+35%)
รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสม (HEV)*170,566154,115+16,451 (+11%)
รถยนต์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV)*27,16524,115+3,050 (+13%)
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) 4,464 3,128+1,336 (+43%)
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบผสม (HEV) 8,237 7,236+1,001 (+14%)
รถโดยสารไฟฟ้า122120+2 (+2%)
รถบรรทุกไฟฟ้า1

หน่วย (คัน)

เฉพาะ​รถยนต์​ไฟฟ้า​กลุ่ม​รถยนต์​นั่ง​ไม่​เกิน​7​คน​ ที่​จดทะเบียน​ใหม่​ใน​ห้าเดือนแรกของปี​ 2564​ มี​ 735 คันเพิ่มขึ้น​ร้อยละ​ 1 เท่านั้น

เดือนปี 2564ปี 2563 เพิ่ม/ลด
มกราคม155265-110 (-42%)
กุมภาพันธ์132184-52 (-28%)
มีนาคม172120+52 (+43%)
เมษายน12496+28 (+29%)
พฤษภาคม15261+91 (+149%)
ทั้งหมด 735726+9 (+1%)