Home Blog Page 367

ครั้งแรกของฮาร์เล่ย์ กับ Pan America ……

0

หลังจากที่ Harley-Davidson Thailand แนะนำ Pan America 1250 เป็นครั้งแรกของเอเชียแปซิฟิก ในงาน Bangkok International Motor Show 2021 ที่ผ่านมา และเมื่อเร็วๆ นี้ Harley-Davidson of Bangkok พระราม 9 โดยบริษัท พาวเว่อร์ สเตชั่น มอเตอร์สปอร์ต จำกัด ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Harley-Davidson ได้เชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมทดสอบสมรถนะเจ้า Pan America 1250 ในทางฝุ่นแบบเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก ณ สถานบ่อดิน หนองจอก

ในการทดสอบครั้งนี้ Harley-Davidson of Bangkok พระราม 9 จัดมาให้ขับขี่ ครบทั้ง 2 รุ่น คือ Pan America 1250 และ Pan America 1250 Special โดยก่อนเริ่มทดสอบยังได้จัดเตรียมทีมงาน ช่าง สำหรับให้ข้อมูลเรื่องของเครื่องยนต์ สมรรถนะ และฟังก์ชั่นการขับขี่ต่างๆ รวมถึงเส้นทาง พร้อมดูแลความปลอดภัยทั้งก่อน-หลังที่จะทำการขับขี่

โดยเส้นทางฝุ่นที่เตรียมไว้เพื่อให้สื่อมวลชนได้ทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ มีทั้งทางโค้ง ทางโค้งรูปตัวเอส เนินสำหรับโดด ทางลาดชัน และทางตรงแบบยาวๆ จึงสามารถทดสอบสมรรถนะของรถได้ครบทุกโหมดการขับขี่ และการปรับเปลี่ยนโหมดยังทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสทั้ง 5 โหมด ได้แก่ Road, Sport, Rain, Off-Road และ Off-Road Plus (ปิดระบบเบรก ABS ล้อหลัง)Pan America 1250 และ Pan America 1250 Special รถมอเตอร์ไซค์อเนกประสงค์สไตล์แอดเวนเจอร์ทัวร์ริ่งที่ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน นำความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและหลักการทางวิศวกรรมมาใช้ในการสร้างสรรค์ เพื่อตอบโจทย์การขับขี่รถสไตล์แอดเวนเจอร์ทัวร์ริ่งที่แท้จริง มาพร้อมกับนวัตกรรมสุดล้ำและสมรรถนะเต็มเปี่ยมด้วยขุมพลัง Revolution™ Max 1250 เจเนอเรชั่นใหม่ของเครื่องยนต์ในตำนานอย่าง V-Twins ความจุกระบอกสูบ 1,250 ซีซี. ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 จังหวะ ที่มีแรงบิดกว่า 150 แรงม้า ออกแบบพิเศษเพื่อให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ในหลายย่านความเร็ว และเมื่อต้องการกำลังและความเร็วของรอบเครื่องสูง (high RPM) นอกจากนี้ Pan America 1250 Special มีออปชั่นเพิ่มจากรุ่นมาตรฐาน คือระบบกันสะเทือนไฟฟ้า Showa Semi-Active และยังเป็นคันแรกของวงการมอเตอร์ไซค์ที่มีระบบ Adaptive Ride Height หรือระบบกันสะเทือนแบบใหม่ ที่จะช่วยปรับระดับความสูงของตัวรถอัตโนมัติ 1-2 นิ้ว โดยปรับตัวรถให้อยู่ในระดับต่ำเมื่อหยุดรถ และปรับระดับให้สูงพอดีในขณะขับขี่เมื่อรถเริ่มออกตัวอีกด้วย

บริษัท พาวเว่อร์ สเตชั่น มอเตอร์สปอร์ต จำกัด ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Harley-Davidson Thailand มีโชว์รูม และศูนย์บริการมาตรฐาน 2 แห่ง คือ Harley-Davidson of Bangkok พระราม 9 โทร. 02-318-8488 และ Harley-Davidson of Phuket จ. ภูเก็ต โทร. 076-681-017

รายการ Auto Motor Thailand ประจำวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2564 พ.ศ. 2564

0
Auto Moitor Thailand Pic Open

พบกับรายการ Auto Motor Thailand ตั้งแต่เวลา 23.00-23.30 น. ทางททบ.5 กด 1 สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

“เรื่องรถต้องรู้”
– ทดสอบสมรรถนะ BMW Z4 M40i Roadster

Auto Moitor Thailand 1

“ท่องโลกยานยนต์”
– ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ ปรับโฉมเพิ่มความดุดันสไตล์สปอร์ต ยกระดับนิยามกระบะออฟโรดสมรรถนะสูง

Auto Moitor Thailand 2
– เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู iX และ iX3 รถยนต์ SAV พลังงานไฟฟ้า 100%

Auto Moitor Thailand 3

“รู้ก่อนขับกับอีซูซุ”
– วิธีการดูแลรถหลังจากลุยฝนและน้ำท่วม

Auto Moitor Thailand 4

ติดตามรับชม Auto Motor Thailand พร้อมกัน ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5กด1 ตั้งแต่เวลา 23.00 น.เป็นต้นไป แล้วพบกันครับ

เชฟโรเลต ประเทศไทย เรียกตรวจสอบสถานะถุงลมนิรภัยทาคาตะ เพื่อให้ลูกค้าได้รับความปลอดภัยสูงสุดอย่างต่อเนื่อง

0

เชฟโรเลต ประเทศไทย ยังคงสานต่อคำมั่นด้านบริการหลังการขายให้กับผู้ใช้รถยนต์เชฟโรเลตในไทยเพื่อให้รถยนต์ของท่านคงคุณภาพและมีความปลอดภัยอย่างสูงสุดในการใช้งาน บริษัทขอให้ท่านเจ้าของรถยนต์เชฟโรเลต ครูซ ระหว่างรุ่นปี 2011 ถึงรุ่นปี 2015 และรถยนต์เชฟโรเลต โซนิค รุ่นปี 2013 และรุ่นปี 2014 นำรถยนต์รุ่นปีดังกล่าวเข้ามารับการเปลี่ยนถุงลมนิรภัยทาคาตะ ตามที่เชฟโรเลต ประเทศไทย เคยประกาศเรียกกลับเพื่อตรวจสอบรถยนต์ทั้งสองรุ่นเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2562 เป็นต้นมา 

นายวันชนะ อูนากูล   ผู้อำนวยการทั่วไป ฝ่ายบริการหลังการขายและส่งออก บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฝ่ายบริการหลังการขายของเชฟโรเลตได้ทำการติดตาม ตรวจสอบและเปลี่ยนถุงลมนิรภัยใบใหม่ให้กับผู้ใช้รถยนต์ของเชฟโรเลต ครูซ และเชฟโรเลต โซนิค ไปแล้วกว่า 30,000 คัน ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ยังมีผู้ใช้รถยนต์ทั้งสองรุ่นที่ยังไม่ได้นำรถยนต์ของท่านมารับการตรวจสอบ ดังนั้นเชฟโรเลต ประเทศไทย ขอให้ท่านเจ้าของรถยนต์รุ่นดังกล่าวนำรถยนต์มาที่ศูนย์บริการมาตรฐานของเชฟโรเลตโดยเร็วที่สุดโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อให้รถยนต์ของท่านมีความปลอดภัยสูงสุดในการใช้งาน”

ลูกค้าของเชฟโรเลตสามารถตรวจสถานะการประกาศเรียกกลับได้ที่เว็บไซต์ https://www.chevrolet.co.th/complete-care/recall.html และหากรถยนต์ของท่านอยู่ในข่ายที่ต้องได้รับการตรวจสอบ กรุณาติดต่อศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลข 1734 เพื่อนัดหมายการเข้ารับบริการตรวจสอบโดยเร็วที่สุด โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการและโปรโมชั่นต่างๆ กรุณาเยี่ยมชมที่เว็บไซต์ www.chevrolet.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ ที่หมายเลข 1734 เพื่อให้เชฟโรเลตได้ดูแลรถยนต์ของท่านอย่างต่อเนื่อง

CP FOTON เดินหน้าเสริมกำลังพล… เอาจริงงานบริการหลังการขาย

0

ซีพี โฟตอน ลุยงานบริการหลังการขายเต็มตัว เสริมทัพด้วยมือดีมากประสบการณ์ ถึง 3 ท่าน! หวังยกระดับงานบริการ และสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้แน่นอน

ซีพี โฟตอน เดินหน้าเสริมทัพต่อเนื่อง… แม้สถานการณ์ COVID-19 ยังคงน่าวิตก แต่ ซีพี โฟตอน กลับเห็นโอกาสในวิกฤตินี้ ที่จะเดินหน้าพัฒนางานในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะงานด้านการบริการหลังการขายให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ด้วยการเสริมบุคลากรมืออาชีพทีเดียวถึง 3 ท่าน ที่มีประสบการณ์ในงานบริการหลังขาย และงานอะไหล่ในวงการรถยนต์มาอย่างโชกโชน

นำโดย คุณทรงศักดิ์ เอี่ยมไพศาลภิบาล ผู้ที่มีประสบการณ์งานด้านบริการหลังการขายมามากกว่า 25 ปี จากค่ายรถยนต์ต่าง ๆ มากมาย ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดย ซีพี โฟตอน ได้ตัวคุณทรงศักดิ์มาจากค่ายรถยุโรปชื่อดังแห่งหนึ่ง และอิมพอร์ตโดยตรงมาจากประเทศสิงค์โปร์ โดยคุณทรงศักดิ์ จะเข้ามาช่วยงาน ซีพี โฟตอน ในการดูแลงานด้านการดำเนินการบริการหลังการขาย งานด้านเทคนิค และงานอะไหล่ทั้งหมด

ในส่วนด้านงานอะไหล่เอง ซีพี โฟตอน ก็ได้มือดี อย่าง คุณสมภพ มั่งนิมิตร ที่มีประสบการณ์ในการบริหารงานอะไหล่มากกว่า 30 ปี จากบริษัทรถยนต์ชั้นนำหลากหลายแบรนด์ ทั้งแบรนด์รถยุโรป และแบรนด์รถญี่ปุ่น ที่จะมาคุมกำลัง และวางหมากด้านงานอะไหล่ทั้งหมด รวมไปถึงการเสริมกำลังจาก โฟตอน มอเตอร์ ประเทศจีน ที่ได้ส่งมือฉมังด้านงานอะไหล่โดยเฉพาะ อย่าง คุณโจว ฉี ที่มีประสบการณ์ด้านงานอะไหล่ของ โฟตอน โดยตรง ถึง 14 ปี เพื่อจะมาช่วยสนับสนุนงานด้านการจัดซื้อ และงานสต๊อกอะไหล่ ร่วมไปถึงการประสานงานกับทางประเทศจีน ให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่

โดย ซีพี โฟตอน มั่นใจว่า การเสริมทัพบุคลากรด้านงานบริการหลังการขาย และงานอะไหล่ ในครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้ลูกค้า และยกระดับงานบริการหลังการขายได้แน่นอน

ฟอร์ด สนับสนุนสาธารณสุขสู้โควิด-19 มอบรถพยาบาลมาตรฐานสากล 10 คัน พัฒนาจากรถกระบะพันธุ์แกร่ง ฟอร์ด เรนเจอร์

0

ฟอร์ด ประเทศไทย มอบรถพยาบาลบริการการแพทย์ฉุกเฉิน BACE รุ่น RESCUE T1 พร้อมอุปกรณ์การแพทย์ครบครันจำนวน 10 คัน มูลค่ากว่า 12 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานทางการแพทย์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเพื่อใช้งานตามวัตถุประสงค์อื่นที่จำเป็นหรือเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และดร. สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับมอบจากนายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย พร้อมด้วยนายจักริศวร์ โลจนะโกสินทร์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอส.เอส.เอส. ออโตโมทีฟ อินดัสทรี จำกัด และคณะ

“ฟอร์ดเล็งเห็นความสำคัญของการเพิ่มการสนับสนุนเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือสังคมในยามวิกฤตจึงได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการดัดแปลงและปรับเปลี่ยนยานพาหนะตามวัตถุประสงค์การใช้งาน พร้อมให้คำแนะนำด้านเทคนิคเพื่อให้ได้รถพยาบาลดัดแปลงที่ได้มาตรฐาน พร้อมสนับสนุนปฏิบัติการทางการแพทย์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ดได้นำรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ มาปรับเปลี่ยนให้มีห้องพยาบาลด้านท้าย พร้อมรับคำแนะนำจากกรมการแพทย์ในการติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นอย่างครบครัน” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ฟอร์ด ประเทศไทย และบริษัท เอส.เอส.เอส. ออโตโมทีฟ อินดัสทรี จำกัด ได้ทำงานร่วมกันในการนํารถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ มาดัดแปลงให้มีห้องพยาบาลด้านท้ายเป็นตู้ทรงสูงโดยใช้ชื่อว่ารถพยาบาล BACE รุ่น RESCUE T1 โดยคำนึงถึงความเหมาะสมเพื่อใช้ในการปฏิบัติงานจริง โดยเฉพาะการขนส่งผู้ป่วยในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เนื่องจากมีการแบ่งกั้นห้องคนขับและห้องพยาบาล รวมถึงการแยกระบบเครื่องปรับกาศของห้องคนขับและห้องพยาบาลไม่ให้อากาศไหลเวียนปนกันเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคในละอองขนาดเล็ก ช่วยลดความเสี่ยงจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการขนส่งผู้ป่วยและผู้มีอาการจากการติดเชื้อโควิด-19

รถพยาบาล BACE รุ่น RESCUE T1 ประกอบด้วยตู้พยาบาลทรงสูง การออกแบบและผลิตได้ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายแม้จะอยู่ในพื้นที่ขนาดกะทัดรัด เพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวให้กับเจ้าหน้าที่ขณะดูแลและช่วยชีวิตผู้ป่วย โดยโครงสร้างของห้องพยาบาลทําจากเหล็กและอลูมิเนียมอัลลอย ผนังด้านหน้า ด้านซ้าย ด้านขวา และด้านบน ผลิตจากแผ่นไฟเบอร์กลาสคุณภาพสูง มีความแข็งแรง ผนังทุกด้านสามารถรับแรงกด แรงดึง หรือแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น แผ่นไฟเบอร์กลาสที่ใช้ทำผนังด้านในของห้องพยาบาลยังเป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ในห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ของโรงพยาบาลในยุโรป มีคุณสมบัติป้องกันแบคทีเรียตามมาตรฐานระดับสากลทั้ง ISO 22196 และ JIS Z 2801

ความสูงของห้องพยาบาลจากพื้นถึงเพดาน 155 เซนติเมตร ยังเพิ่มความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ในการปั๊มหัวใจฟื้นคืนชีพ (CPR) มีจุดยึดตรึงสําหรับแขวนตัวที่รับน้ำหนักได้ไม่น้อยกว่า 120 กิโลกรัม ช่วยให้สามารถยืนปฏิบัติการ CPR ได้สะดวก และด้วยความกว้างภายในถึง 170 เซนติเมตร ทำให้เพียงพอต่อการจัดวางที่นั่ง และการจัดวางเตียงพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินในลักษณะนอนราบ มีที่จัดเก็บอุปกรณ์การแพทย์และอุปกรณ์อื่นที่จําเป็นอย่างเป็นสัดส่วน เป็นระเบียบ และมีความปลอดภัย ป้องกันการหลุดร่วงจากที่จัดเก็บในกรณีที่รถมีการชนหรือกระแทก รวมถึงมีชุดแปลงไฟฟ้าจากกระแสตรง 12 โวลท์ เป็นกระแสสลับ 220 โวลท์ ขนาด 1,000 วัตต์ 50 เฮิร์สต์ เพื่อใช้กับเครื่องมือแพทย์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จําเป็นต่องานกู้ชีพ-กู้ภัย

ฟอร์ดและบริษัท เอส.เอส.เอส. ออโตโมทีฟ อินดัสทรี จำกัด ยังได้ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในการจัดสรรรถพยาบาลทั้ง 10 คัน ให้แก่โรงพยาบาลและหน่วยงานในพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในสังกัดกรมการแพทย์ กรมสุขภาพจิต และสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี โรงพยาบาลศรีธัญญา โรงพยาบาลสมุทรปราการ โรงพยาบาลพุทธโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา โรงพยาบาลชลบุรี โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี โรงพยาบาลตราด โรงพยาบาลระยอง และโรงพยาบาลปลวกแดง จังหวัดระยอง

รถพยาบาล BACE รุ่น RESCUE T1 พัฒนาขึ้นจากรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ แบบขับเคลื่อนสองล้อ มีการนำช่องต่อพ่วงอุปกรณ์ออฟโรด หรือ Upfitter switch ที่ติดตั้งในรถฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max มาใช้ในรถแบบขับเคลื่อนสองล้อเป็นครั้งแรก เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ผู้ขับขี่ควบคุมการทำงานของไฟฉุกเฉินและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่จำเป็นได้สะดวกยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.2 ลิตร และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ให้กําลังเครื่องยนต์สูงสุด 160 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 385 นิวตันเมตร มีการติดตั้งอุปกรณ์และระบบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและสนับสนุนการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ อาทิ ระบบบังคับเลี้ยวผ่อนแรงด้วยไฟฟ้าที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมรถได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น มีความสามารถในการทรงตัวได้ดี มีกล้องบันทึกเหตุการณ์ด้านหน้ารถและหลังรถขณะปฏิบัติงาน ติดตั้งเครื่องรับ-ส่งวิทยุระบบ VHF/FM ขนาด 25 วัตต์ มาพร้อมระบบป้องกันการดักฟังและระบบปรับคุณภาพสัญญาณเสียง โดยตลอดกระบวนการออกแบบและจัดทำรถพยาบาลบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ฟอร์ด ประเทศไทย ได้ให้คำแนะนำด้านเทคนิคที่จำเป็นสำหรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของรถฟอร์ด เรนเจอร์ เพื่อให้มั่นใจว่ามีโครงสร้างที่แข็งแรงตามมาตรฐาน QVM (Qualified Vehicle Modifiers) ซึ่งเป็นโปรแกรมการประเมินการดัดแปลงรถของบริษัทฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ซึ่งกฎเกณฑ์และขั้นตอนการประเมินครอบคลุมด้านระบบวิศวกรรมยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดัดแปลง และการปฏิบัติตามคู่มืออย่างเคร่งครัด โดยโปรแกรม QVM จะช่วยให้ผู้ผลิตและบริษัทดัดแปลงรถ สามารถพัฒนาขั้นตอนการทำงานให้มีมาตรฐานในระดับสูง

ฮอนด้า เปิดตัว “เดอะ ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี” ครั้งแรกในโลก และเติมเต็ม “เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” ให้สมบูรณ์แบบ

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำตำแหน่งผู้บุกเบิกและผู้นำเซกเมนต์ซิตี้คาร์ในประเทศไทย เปิดตัว ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี ใหม่ ครั้งแรกในโลก ยนตรกรรมซิตี้คาร์แฮทช์แบ็กฟูลไฮบริด ที่จะมาเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัปไฮบริดของฮอนด้าไปอีกขั้น และเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของ “เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” (The City Series) มาพร้อมจุดเด่นเทคโนโลยี Full Hybrid อันทรงพลัง กับระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid iMMD มั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ “ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง” (Honda SENSING) พร้อมด้วยเอกลักษณ์ความอเนกประสงค์กับเบาะนั่ง อัลตราซีท (ULTR) ครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม ดีไซน์สปอร์ตทั้งภายนอกและภายใน ด้วยดีไซน์สไตล์ RS รอบคัน เสริมเอกลักษณ์ยนตรกรรมไฮบริดด้วยโลโก้ H Mark ตกแต่งกรอบสีฟ้า และโลโก้ e:HEV พร้อมแนะนำสีใหม่สุดเอกซ์คลูซีฟกับสีน้ำเงินบริลเลียนท์ สปอร์ตตี้ (เมทัลลิก) เสริมความมั่นใจในการใช้งานด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง* อีกทั้งฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร* (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) คุ้มค่าเกินคลาส ด้วยราคาจำหน่ายรุ่น e:HEV RS 849,000 บาท

มร.โนริยุกิ ทาคาคุระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัทฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมื่อปลายปี 2563 ฮอนด้า ได้เปิดตัว ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ และได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้า โดยมีจุดเด่นคือการผสานการขับขี่ที่สนุกสนานและความอเนกประสงค์อันเป็นเอกลักษณ์ของรถสไตล์แฮทช์แบ็กไว้ได้อย่างลงตัว มาในครั้งนี้ได้นำเทคโนโลยีด้านการขับเคลื่อนอันทรงพลังและล้ำสมัย กับระบบฟูลไฮบริด และเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมียม ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง ผนวกกับเอกลักษณ์ความเป็นยนตรกรรมสไตล์แฮทช์แบ็ก ด้วยการแนะนำ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี ใหม่ จึงนับได้ว่าเป็นซิตี้คาร์ที่สมบูรณ์แบบและพร้อมมอบพลังใหม่ให้ลูกค้าได้สัมผัสกับเทคโนโลยีการขับเคลื่อนและความปลอดภัยอันล้ำสมัย ซึ่งพร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยราคาที่เข้าถึงได้

ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี ใหม่ ยนตรกรรมฟูลไฮบริดแฮทช์แบ็กของเซกเมนต์ซิตี้คาร์ ที่พร้อมมูฟไปกับพลังเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอันล้ำสมัย กับระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive (i-MMD) ระบบ Full Hybrid ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ได้แก่ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า และ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Atkinson Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน มอบสมรรถนะการขับขี่ที่สนุก แรงเกินคลาส โดยระบบสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างชาญฉลาดเพื่อตอบรับกับทุกการใช้งาน ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 3,000 รอบต่อนาที ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 27 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 86 กรัม/กิโลเมตร และสามารถรองรับน้ำมัน E20

มูฟได้อย่างมั่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ได้แก่

  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

ครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยระดับพรีเมียม อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และ ระบบ Auto Brake Hold ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) เทคโนโลยีเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT)

มูฟอย่างมีสไตล์ สะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ภายนอกสปอร์ตรอบคัน สะท้อนเอกลักษณ์อันโดดเด่นของยนตรกรรมไฮบริดด้วยโลโก้ H Mark ตกแต่งกรอบสีฟ้าและสัญลักษณ์ e:HEV ที่ด้านท้าย เสริมความสปอร์ตยิ่งขึ้นกับดีไซน์สไตล์ RS รอบคัน ด้วยกระจังหน้าแบบ Gloss Black และสัญลักษณ์ RS กันชนหน้าและหลังสไตล์สปอร์ต ไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟท้ายแบบ LED และ ไฟตัดหมอกแบบ LED กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ตปรับและพับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวในตัว และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ดีไซน์สปอร์ต

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ผสานฟังก์ชันการใช้งานและเอกลักษณ์ความอเนกประสงค์ไว้อย่างลงตัว
โดดเด่นด้วยเบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ตกแต่งแถบสีแดง รองรับการใช้งานในทุกมูฟเมนต์ด้วยเบาะนั่ง อัลตรา ซีท (ULTR) ที่สามารถแยกพับแบบ 60:40 และปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ได้ถึง 4 โหมด พร้อมด้วยห้องสัมภาระท้ายขนาดใหญ่ ได้แก่

  • Utility Mode: เบาะด้านหลังทั้ง 2 ด้านปรับพับเรียบ เพิ่มพื้นที่เก็บของด้านหลัง
  • Long Mode: เบาะด้านหน้าและด้านหลังปรับพับ เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว
  • Tall Mode: เบาะด้านหลังพับขึ้น เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวสูง
  • Refresh Mode: เบาะด้านหน้าพับเชื่อมต่อกับเบาะด้านหลัง สร้างพื้นที่ผ่อนคลายสะดวกสบายสูงสุด

พร้อมด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และช่องปรับอากาศตอนหลังพร้อมช่องจ่ายไฟสำรอง 2 ตำแหน่ง มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงวิทยุหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay พร้อม Google Maps พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI และระบบสตาร์ตเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start) พนักเท้าแขนด้านหลังพร้อมที่วางแก้ว เป็นต้น

มูฟไปทุกที่อย่างไร้กังวล ให้ลูกค้าได้สัมผัสกับเทคโนโลยีระดับพรีเมียมในค่าบำรุงรักษาสไตล์ซิตี้คาร์ ด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง* พร้อมด้วยโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์* (Honda Ultimate Care) ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร ต่อจากระยะเวลาหรือระยะทางการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรแรกสิ้นสุดลง รวมสูงสุด 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) พร้อมด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Honda 24hr Roadside Assistance) อีกทั้งฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร* (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

มูฟไปตามใจคิด เปี่ยมไปด้วยพลังใหม่ในแบบของคุณ กับ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี ใหม่ รุ่น e:HEV RS ราคา 849,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีใหม่ สีน้ำเงินบริลเลียนท์ สปอร์ตตี้ (เมทัลลิก) เฉพาะซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี เท่านั้น สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) สีขาวแพลทินัม (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโซนิค (มุก) และสีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก)

มาพร้อมข้อเสนอพิเศษเพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น กับ ดอกเบี้ย 2.99% พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี พิเศษ สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2564 – 31 กรกฎาคม 2564 รับฟรีหูฟัง Skullcandy True Wireless Earbuds รุ่น Sesh Evo สี Deep Red มูลค่า 3,590 บาท

สัมผัส ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี ใหม่ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับเซลทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th ติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/cityhatchbackehev

เสริมความสปอร์ตพรีเมียมในทุกมูฟเมนต์ด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) ที่มาพร้อมแนวคิด Stage Up Booster” โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือก อาทิ ชุดป้องกันรอยบริเวณที่เปิดประตู ราคา 1,100 บาท ชุดตกแต่งสปอยเลอร์หลัง ราคา 5,500 บาท คิ้วตกแต่งซุ้มล้อด้านหน้า ราคา 1,700 บาท คิ้วบันไดสแตนเลส LED ราคา 4,400 บาท แผงครอบกันรอยขอบห้องสัมภาระ ราคา 900 บาท กล้องวิดีโอติดรถยนต์ ราคา 3,850 บาท หรือเลือกตกแต่งในรูปแบบแพ็กเกจชุดแต่งรอบคัน ทั้งหมด 2 แพ็กเกจ ได้แก่

  • Modulo Aero Sport Package ราคา 21,500 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น สเกิร์ตข้าง สเกิร์ตหลัง แบบ 2 ชิ้น และ ชุดตกแต่งสปอยเลอร์หลัง
  • Modulo Aero Package ราคา 16,900 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น สเกิร์ตข้าง และ สเกิร์ตหลัง แบบ 2 ชิ้น

ดูรายละเอียดอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมได้ที่ https://hondaaccess.co.th/line-up/honda-city-hatchback-eHEV

หมายเหตุ

  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
  • สีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท

สีเทาโซนิค (มุก) และ สีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท

Audi RS Family สร้างปรากฏการณ์เขย่าตลาด พร้อมนิยามใหม่ “Audi RS รถแรงสมรรถนะ Supercar”

0

ประสบความสำเร็จสุดๆ กับรถสปอร์ต Audi ตระกูล RS ทั้งในด้านยอดขาย และการขยายกลุ่มลูกค้าได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการตอกย้ำแบรนด์อาวดี้ในประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

นายกฤษฎา ล่ำซำ ประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการบริหาร อาวดี้ ประเทศไทย กล่าวว่า แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันก็มีข่าวดีที่สร้างความภูมิใจ เนื่องจากยนตรกรรม Audi RS Family ได้รับความสนใจจากลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เป็นแรงหนุนสำคัญที่สร้างความคึกคัก ซึ่งยอดขายเป็นที่หน้าดีใจสวนกระแสกับสถานการณ์ช่วงนี้ คือ การมาของยนตรกรรม Audi ในกลุ่ม Performance Cars ตระกูล RS ที่อาวดี้ทยอยนำเข้าจากประเทศเยอรมันมาเปิดตัวในประเทศไทย ให้ลูกค้าได้มีทางเลือกครบทุกเซกเมนท์ถึง 7 รุ่น

“เริ่มตั้งแต่การเปิดตัว Audi TT RS Coupé พร้อมๆ กับ RS 4 Avant, RS Q8 ตามด้วย RS 5 Coupé quattro, RS Q3 Sportback และ RS e-tron GT จนถึงรุ่นล่าสุด RS 6 Avant ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กับพละกำลังสูงถึง 600 แรงม้า และแรงบิด 800 นิวตันเมตร 0-100 กม/ชม เพียง 3.6 วินาที เท่านั้น ทำให้แฟนพันธุ์แท้ของอาวดี้ในกลุ่ม Performance seeker สามารถเลือก RS โมเดลมาเติมเต็มอารมณ์สปอร์ตได้ตามความต้องการโดยไม่ลังเล เพราะทราบดีว่าเมื่อเทียบกับความเร็ว แรงม้า และออฟชั่นส์ ที่ใส่มาในแต่ละรุ่นกับราคาที่ตั้งมา คือความคุ้มค่าสุดๆ และยิ่งได้ลองขับก็จะยิ่งประทับใจ ในสมรรถนะที่เยี่ยมยอด หรือเรียกว่า Audi RS รถแรงสมรรถนะ Supercar

กองทัพ “RS” ยอดขายโตต่อเนื่อง 142% ปีนี้ลุยต่อ

นายกฤษฎา ล่ำซำ ประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการบริหาร อาวดี้ ประเทศไทย กล่าวว่า Audi ตระกูล RS ทั้ง 7 โมเดล มียอดจองดีทุกรุ่น โดยรุ่นที่สร้างปรากฏการณ์ซุปเปอร์ฮอตสุดๆ มียอดสั่งจองเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย  คือ RS 4 Avant และ TT RS รุ่นละประมาณ 25%ของทั้งหมด โดยคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีแรกนี้ ยอดจำหน่าย RS ทั้ง 7 โมเดล จะเติบโตขึ้นถึง 142 % ซึ่งการนำเข้าของ RS ในครั้งนี้ ทางอาวดี้ ประเทศไทย มียอดจอง RS ทั้ง 7 รุ่นนี้ไปแล้วมากกว่า 160 คัน สำหรับปัจจัยที่สร้างความปังให้กับยนตรกรรม Audi RS Family รถแรงสมรรถนะ Supercar ในราคาจับต้องได้ พบว่ามี 7 ข้อเด่น ดังนี้

  1. Performance จัดเต็มในราคาดีและสมเหตุสมผล

เบื้องหลังความสำเร็จของ RS นอกจากสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมและประสบการณ์การขับขี่ที่น่าตื่นเต้น ตอบสนองการใช้งานเต็มรูปแบบในชีวิตประจำวัน อาวดี้ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ “รถสมรรถนะ Super Car ในราคาที่จับต้องได้” โดยทำงานกับ Audi AG อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้สเปคที่ดีที่สุด และตรงกับความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้ทางอาวดี้ยังทำการบ้านเรื่องราคาไปพร้อมๆกัน เพื่อให้ได้รถที่มีสมรรถนะสูง สเปคแน่น ความปลอดภัยเป็นเยี่ยม ในราคาที่สมเหตุสมผลจริงๆ อาทิเช่น TT RS ที่มีอัตราเร่งที่ดีเยี่ยมเพียง 3.7 วินาที กับพละกำลังสูงถึง 400 แรงม้า ด้วยราคาเพียง 5.299 ล้านบาท ขณะที่รถยนต์ในตระกูล RS ทุกรุ่น ครอบคลุม Warranty 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร จากโรงงานที่เยอรมัน  ซึ่งเป็นการรับประกันสูงที่สุดใน segment เดียวกัน

  1. quattro ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ สุดพิเศษกับระบบอัจฉริยะของอาวดี้

รถยิ่งแรงยิ่งต้องมาพร้อมกับระบบที่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ซึ่งใน RS ทุกโมเดล ลูกค้าให้ความเชื่อมั่น ในเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro ที่ให้ความมั่นใจในทุกสภาพถนน ไม่ใช่แค่ถนนลื่นท่านั้น สำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน quattro ก็จะช่วยทำงานตลอดเวลา โดยจะกระจายน้ำหนัก แรงขับเคลื่อนเฉลี่ยไปยังล้อทั้ง 4 สามารถกระจายแรงบิดโดยอัตโนมัติ ซึ่งทำให้เกิดการทรงตัวและเกาะถนนสูงสุด เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะถนนคดเคี้ยว หรือการเปลี่ยนเลนแบบกระชั้นชิด ลดอาการท้ายปัดหรือหลุดโค้งเพื่อความความปลอดภัยขั้นสุด

  1. DNA รถแข่งที่ลงตัว ใช้งานได้จริงในทุกท้องถนน

ตำนานความสำเร็จของอาวดี้ที่สามารถคว้าชัยชนะในสนามแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกมานับครั้งไม่ถ้วน เป็นแรงบันดาลใจของทีมวิศวกรรมอาวดี้สู่การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง  โดย DNA และแรงบันดาลใจจาก Motorsport เหล่านี้ ได้ถูกถ่ายทอด มาสู่รถในตระกูล RS ทุกรุ่น  ด้วยความทรงพลังของยนตรกรรมในตระกูล RS ผนวกกับการออกแบบมาให้ใช้งานจริงได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งดีไซน์ภายนอก และฟังก์ชั่นการใช้งานภายใน ทำให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความเป็นยนตรกรรมที่มีความสมบูรณ์แบบ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการใช้งานจริงบนถนนในทุกรูปแบบ ขณะที่แต่ละรุ่นสเปคที่จัดมาให้นั้นเรียกว่า จัดเต็มอัดแน่นจริงๆ เช่น Audi magnetic ride ซึ่งเป็นระบบที่อยู่ในเฉพาะ Audi R8 ซุปเปอร์คาร์  ได้ถูกนำเข้ามาใส่ให้กับ TT RS เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นระบบที่ปรับความหนืดของโช้คอัพด้วยอนุภาคแม่เหล็ก ตามสถานการณ์ขับขี่จริง ลดอาการโคลงของตัวถัง และเสริมสร้างเสถียรภาพในทุกจังหวะของการขับขี่

  1. Performance car ที่มีสีให้เลือกเยอะสุด

หนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นความหลงใหลใน ยนตรกรรม RS ให้พุ่งสูงจนต้องตัดสินใจหามาครอบครอง คือความเร้าใจของสีสันจี๊ดจ๊าด แปลกใหม่ และครบเครื่อง ที่อาวดี้ได้นำมาเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบความแรง นั่นก็คือสีของรถ Audi RS ซึ่งในแต่ละรุ่นมีความหลากหลายเหมาะกับสายซิ่งที่มองหาความแตกต่าง เช่น Pulse orange, Kyalami green, Python yellow และสีอื่นๆอีกมากมาย

  1. Full Line Up 7 รุ่น ครบครบทุกเซกเมท์

การนำเข้า Audi RS มาให้ลูกค้าได้เลือกครบทุกไลน์อัพ ลูกค้าสามารถพิจารณาเปรียบเทียบ ความชอบ ไลฟ์สไตล์ และงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์คาร์ไฟฟ้า 100% อย่าง RS e-tron GT หรือจะเป็น compact SUV รุ่นเริ่มต้น RS Q3 กับราคาเพียง 4.75 ล้านบาท รถแรงสำหรับครอบครัวสายซิ่งในรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์อย่าง RS 4 Avant ราคา 5.89 ล้านบาท และ RS 6 Avant ราคา 9.89 ล้านบาท  หรือจะเป็นคูเป้สายซิ่งอย่าง RS 5 Coupé ราคา 5.99 ล้านบาท และ TT RS Coupé 5.29 ล้านบาท และสปอร์ตเอสยูวีขนาดใหญ่อย่าง RS Q8 ราคา 10.89 ล้านบาท และซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็น Performance seeker สายไหนก็ตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว

  1. Word of Mouth การบอกต่อของลูกค้าถึงความมั่นใจในแบรนด์และความประทับใจ

จากการทดลองขับและการใช้งานจริงของลูกค้า ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นผู้มีชื่อเสียง อยู่ในวงการธุรกิจ รวมถึงวงการบันเทิง แต่ละท่านให้ความสนใจและยินดีที่จะแชร์ประสบการณ์ความประทับใจ สมรรถนะที่เหนือชั้นเกินความคาดหมายกับราคาสุดคุ้มค่า ทำให้เกิดการบอกต่อๆกัน  ลูกค้าหลายท่านแม้จะมีรุ่นอื่นอยู่แล้ว แต่ก็ไม่อยากพลาดที่จะอยากได้ RS ไปครอบครอง

  1. Right timing การทำงานร่วมกัน Audi AG เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน

ความเป็นทีมทำให้อาวดี้สามารถนำ RS แต่ละรุ่น มาเปิดตัวให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงความโดดเด่นได้อย่างรวดเร็ว ทันกับความต้องการ โดยอาวดี้ได้ให้ความสำคัญกับการทำข้อมูล ให้ลูกค้าสามารถใช้เวลาช่วง Work From Home ศึกษารายละเอียด ข้อมูลสเปคได้อย่างเต็มที่ และหากต้องการลองขับ ก็มีช่องทางการเข้าถึงได้หลากหลายทั้งผ่านออนไลน์ หรือจะให้ทีมนำรถไปให้ทดลองถึงบ้าน   หากต้องการซื้อก็มีรถพร้อมส่งมอบ

“ปรากฏการณ์ซุปเปอร์ฮอตของ Audi RS Family ที่เกิดขึ้นผมต้องขอขอบคุณลูกค้าที่เชื่อมั่น ขอบคุณอาวดี้ AG ที่สนับสนุนในทุกทาง และต้องขอขอบคุณสื่อสารมวลชนที่ให้ความสนใจช่วยกระจายข้อมูลดีๆ ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า เราเดินมาถูกทางจริงๆ กับการให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนกลยุทธ์หลัก ทั้ง 4 คือ ไปพร้อมๆกัน ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การขยายโชว์รูมศูนย์บริการ การลงทุนด้านการบริการหลังการขาย และการมีโครงสร้างการทำงานที่คล่องตัว ทำให้เราสามารถปรับขยับกลยุทธ์ เขย่าพอร์ต เพิ่ม volume model ได้อย่างรวดเร็วและทันกับความต้องการของลูกค้าจริงๆ”

สำหรับลูกค้าที่สนใจยลโฉม Audi RS Family แต่ไม่อยากเดินทางมาโชว์รูม สามารถติดต่อขอรับบริการ Chat & Shop ผ่านช่องทาง Line Official พิมพ์ @audith ทั้งนี้ Audi เป็นรถยนต์นำเข้าทุกรุ่น ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน รถไฟฟ้า Audi e-tron ใหม่ทุกรุ่นรับประกันแบตเตอรี่อยู่ที่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ลูกค้าอาวดี้สามารถมั่นใจกับงานบริการหลังการขาย ซึ่งมีมาตรฐานคุณภาพเดียวกันทุกสาขา โดยในช่วงสถานการณ์โควิดนี้ เปิดบริการ ในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.00-18.00 น. และในวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-18.00 น. หรือโทรนัดหมายได้ที่

  • Audi Centre Thailand           02-765-8888
  • Audi New Petchburi             02-023-4888
  • Audi Pattaya                       038-197-888
  • Audi Phuket                        076-646-666
  • Audi Service Chiang Mai       052-081-188
  • Audi Service Ratchapruek     02-034-5888
  • Audi Udornthani                   093-161-5588

ปอร์เช่ ร่วมมือ แทค ฮอยเออร์ จัดแสดงปอร์เช่ 911 คู่คอลเลคชันนาฬิการุ่นพิเศษ

0

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จับมือพันธมิตรระดับโลก แทค ฮอยเออร์ (TAG Heuer) แบรนด์นาฬิกาลักซ์ชัวรีจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ร่วมเป็นไฮไลท์ของงาน SIAM PARAGON WATCH EXPO 2021 ด้วยการจัดแสดงรถสปอร์ตในตำนานที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นรุ่นเรือธงและยอดนิยมตลอดกาลอย่าง 911 Carrera เคียงคู่กับจักรกลเวลารุ่นพิเศษ TAG Heuer Carrera Porsche Chronograph ที่ผสานความเป็นที่สุดแห่งเอกลักษณ์ของรถสปอร์ตรุ่นเรือธงของปอร์เช่ และเอกลักษณ์ของนาฬิกาในคอลเลคชัน TAG Heuer Carrera เข้าไว้อย่างไร้ที่ติ ซึ่งงานแสดงนาฬิกาสุดยิ่งใหญ่แห่งปีนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน ถึง 18 กรกฏาคม 2021 บริเวณชั้น M, Hall of fame ศูนย์การค้าสยามพารากอน

     

ภายในงาน Tag Heuer ได้จัดแสดงนาฬิการุ่นพิเศษอย่าง TAG Heuer Carrera Porsche Chronograph พร้อมนาฬิการุ่นเด่นอื่นๆ ในคอลเลคชัน TAG Heuer Carrera เคียงคู่กับรถสปอร์ตรุ่นเรือธงในตำนานเจเนอเรชั่นที่ 8 ของปอร์เช่ อย่าง 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) รหัสตัวถัง 992 ที่มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 6 สูบนอน เทอร์โบชาร์จ ให้พละกำลังสูงสุดกว่า 450 แรงม้า ในรูปลักษณ์แห่งเส้นสายงานออกแบบอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความรถเป็นสปอร์ตสายพันธุ์แท้

มินิ ประเทศไทย แนะนำ มินิ แฮทช์ 3 ประตู และ มินิ คอนเวิร์ตทิเบิล รุ่นปรับโฉมใหม่

0

มินิ ประเทศไทย เฉลิมฉลองเอกลักษณ์งานออกแบบยนตรกรรมในสไตล์อังกฤษ ผสานวิสัยทัศน์แห่งอนาคตเพื่อสานต่อลุคเฉพาะตัวของมินิ กับการเปิดตัวรถยนต์ มินิ แฮทช์ 3 ประตู และ มินิ คอนเวิร์ตทิเบิล รุ่นปรับโฉมใหม่ อวดดีไซน์การออกแบบภายนอกที่สะท้อนตัวตนความเป็นมินิอย่างเต็มเปี่ยม พร้อมยกเครื่องการออกแบบภายในห้องโดยสารที่เสริมความพรีเมียมให้เหนือชั้นยิ่งกว่า พร้อมอุปกรณ์ที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสีตัวถังใหม่ ล้ออัลลอยน้ำหนักเบา วัสดุบุพื้นผิวและเบาะภายในห้องโดยสาร รวมถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมอื่น ๆ อาทิ แชสซี ระบบปฏิบัติการ และระบบการเชื่อมต่อต่าง ๆ

คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “เป็นเวลากว่า 20 ปีที่รถยนต์มินิเจเนอเรชั่นล่าสุดได้โลดแล่นอยู่บนท้องถนนและกลายเป็นอีกหนึ่งตำนานยานยนต์ที่ต้องจดจำ กับการผสานการขับขี่ที่สนุกปราดเปรียวเข้ากับรูปลักษณ์สไตล์อังกฤษที่โดดเด่นเตะตาแฟน ๆ มินิทั่วโลก โดยแบรนด์มินิเดินทางมาถึงอีกหมุดหมายสำคัญและพร้อมพัฒนาสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยเป้าหมายเพื่อปรับดีไซน์ให้มีความเรียบง่าย แต่ยังช่วยเสริมตัวตนของเจ้าของรถยนต์มินิให้ชัดเจนยิ่งกว่าเคย การปรับโฉมรุ่นรถยนต์มินิใหม่ในครั้งนี้ มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้ชัดเพียงปรายตามอง วันนี้ มินิ ประเทศไทย ยินดีเป็นอย่างยิ่งในการเปิดตัวมินิรุ่นปรับโฉมใหม่ให้แฟน ๆ มินิทั่วประเทศได้จับจอง ไม่ว่าจะเป็น มินิ คูเปอร์ เอสอี, มินิ แฮทช์ 3 ประตู, มินิ คลับแมน, มินิ คอนเวิร์ตทิเบิล, หรือ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์

“นอกจากทัพรถยนต์มินิรุ่นปรับโฉมใหม่ที่เปิดตัวในวันนี้ มินิ ประเทศไทย ยังพร้อมสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับลูกค้าอีกขั้นด้วยแคมเปญ MINI Step-up ช่วยให้การเป็นเจ้าของรถยนต์มินิง่ายกว่าครั้งไหน ๆ กับข้อเสนอสุดพิเศษ ดาวน์ 0% และราคาผ่อนต่อเดือน 12 เดือนแรกแบบสบาย ๆ สำหรับรถยนต์มินิทุกรุ่น และสำหรับลูกค้าที่พร้อมขับเคลื่อนเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า ยังสามารถเลือกซื้อ มินิ คูเปอร์ เอสอี รุ่นปรับโฉมใหม่ พร้อมแพ็คเกจโปรโมชั่นที่ต้องการ โดยสามารถเลือกระหว่างข้อเสนอราคาดาวน์ที่น่าสนใจ หรือราคาผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นเพียง 9,900 บาท หรือเลือกรับฟรี แท่นชาร์จ Wall Charge และประกันภัยชั้นหนึ่งเป็นระยะเวลาหนึ่งปี นอกจากนี้ เรายังพร้อมเสนอแพ็คเกจบำรุงรักษา MINI Service Inclusive ที่ออกแบบมาเพื่อรถยนต์มินิ คูเปอร์ เอสอี โดยเฉพาะ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกซื้อได้ตามความต้องการด้วยเช่นกัน”

ปลุกพลังแห่งมินิพันธุ์แท้ ด้วยดีไซน์ภายนอกโฉมใหม่

รูปโฉมภายนอกแบบใหม่สื่อถึงแก่นแท้อันเป็นเอกลักษณ์ของมินิยิ่งกว่าที่เคย ด้วยองค์ประกอบด้านการดีไซน์ที่เป็นหัวใจสำคัญของมินิ ซึ่งเรียบง่ายกว่าเดิมแต่โดดเด่นและล้ำสมัยยิ่งขึ้น ด้านหน้าของมินิ แฮทช์ 3 ประตู ซึ่งรวมไปถึง มินิ คูเปอร์ เอสอี และ มินิ คอนเวิร์ตทิเบิล มาพร้อมเส้นสายการดีไซน์ที่ทรงพลังยิ่งกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ในกรอบทรงหกเหลี่ยมสีดำมาในขนาดที่ใหญ่ขึ้น ขนาบข้างด้วยไฟหน้าทรงกลมอันเป็นเอกลักษณ์ของมินิ และแทนที่ไฟหรี่ด้วยช่องดักอากาศแนวตั้งทั้งสองข้างของกันชนที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ ส่วนชิ้นส่วนกลางของกันชนซึ่งเป็นตำแหน่งติดตั้งป้ายทะเบียนมาในสีเดียวกับตัวรถ ต่างจากรุ่นก่อนหน้าซึ่งเป็นสีดำ

มิติของตัวรถ รวมถึงส่วนหน้าและท้ายรถที่สั้นคล่องตัว ยังคงสร้างความเฉพาะตัวสไตล์มินิให้เด่นชัดแม้มองจากด้านข้าง รูปทรงซุ้มล้อใหม่สะดุดตายิ่งขึ้น กรอบไฟเลี้ยวด้านข้างมาในดีไซน์ใหม่พร้อมไฟเลี้ยว LED เส้นสายการออกแบบที่เรียบง่ายยิ่งขึ้นยังเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ใหม่ในส่วนท้ายของรถยนต์มินิรุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายใน ชิ้นส่วนสีดำสอดรับกับกรอบกระจังหน้า ไฟตัดหมอกท้าย LED ทรงเรียวยาวฝังเป็นส่วนหนึ่งของกันชนหลัง

สีตัวถังใหม่เสริมความสะดุดตา พร้อมล้ออัลลอยลายใหม่

มินิ คูเปอร์ เอสอี มาในลุคเท่กว่าเคยด้วยตัวถังสีใหม่ MINI Yours Enigmatic Black metallic สร้างความประทับใจโฉมใหม่ให้แก่การขับขี่แบบไร้มลพิษ ชิ้นส่วนตกแต่งภายนอกสไตล์ Piano Black ที่มีให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริมในรุ่นมินิ คูเปอร์ เอส และ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ครอบคลุมมือจับประตู กรอบไฟเลี้ยว ฝาถังน้ำมัน โลโก้มินิบนกระโปรงหน้า ฝากระโปรงท้าย ตัวอักษรบ่งบอกรุ่น และท่อไอเสีย ซึ่งล้วนมาในสีดำเงา รับกับกรอบไฟหน้า กระจังหน้า และไฟท้าย

ล้ออัลลอยน้ำหนักเบาของมินิรุ่นปรับโฉม โฉบเฉี่ยวกว่าเดิมด้วยลายใหม่ มาในขนาด 18 นิ้ว ลาย Pulse Spoke แบบสลับสี เสริมการดีไซน์ให้โดดเด่นสะกดสายตายิ่งขึ้น ขณะที่ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ มาพร้อมล้อลาย Circuit Spoke สีดำ

ล้ออัลลอยน้ำหนักเบาลาย Pulse Spoke แบบสลับสี

และล้ออัลลอยน้ำหนักเบาลาย Circuit Spoke สีดำ

 

โคมไฟหน้าสีดำดุดัน ส่องสว่างด้วยหลอด LED

ไฟหน้า LED แบบใหม่มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับมินิ แฮทช์ 3 ประตู และมินิ คอนเวิร์ตทิเบิล ทรงพลังยิ่งขึ้นด้วยโคมสีดำแทนโครเมียมแบบในรุ่นก่อนหน้า ทั้งไฟหรี่และไฟสูงส่องสว่างด้วยหลอดไฟ LED ไฟวงแหวน

ทำหน้าที่เป็นทั้งไฟส่องสว่างตอนกลางวันและไฟเลี้ยว ระบบไฟแบบ Adaptive LED ในรถยนต์มินิ คูเปอร์ เอส มินิ คูเปอร์ เอสอี และ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ปรับตามทิศทางการหมุนของพวงมาลัย มาพร้อมระบบไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (Cornering light) และระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ (Matrix high beam) โดยขณะเข้าโค้ง จะเปิดไฟส่องตามทิศทางของรถอัตโนมัติ พร้อมควบคุมการทำงานของไฟสูงอัตโนมัติตามสภาวะการจราจรขณะขับขี่ที่ความเร็วมากกว่า 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ระบบไฟหน้า LED จึงแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ซึ่งแต่ละส่วนทำงานอย่างอิสระ นอกจากนี้ ระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ (Matrix high beam) ยังช่วยลดการรบกวนสายตาแก่รถยนต์คันอื่น ๆ โดยกล้องหน้าของรถมินิสามารถตรวจจับรถที่ขับสวนมา หรือรถยนต์ด้านหน้าได้ ซึ่งระบบจะปรับไฟสูงเป็นไฟต่ำโดยอัตโนมัติ

ไฟท้ายลายธงยูเนียนแจ็คเป็นมาตรฐานสำหรับทุกรุ่น

ไฟท้ายลายธงยูเนียนแจ็คของรถมินิอันเป็นเอกลักษณ์
ไม่ซ้ำใคร เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับมินิ แฮทช์ 3 ประตู และมินิ คอนเวิร์ตทิเบิล ลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก
ธงชาติอังกฤษนี้มาในโทนสีเข้มยิ่งขึ้น พร้อมระบบไฟ LED ทั้งหมด ยกเว้นเพียงไฟถอยจอด

ภายในดีไซน์เรียบหรู ตกแต่งด้วยวัสดุพรีเมียม

การออกแบบภายในห้องโดยสารของมินิ แฮทช์ 3 ประตู และมินิ คอนเวิร์ตทิเบิล มีความหรูหราทันสมัยยิ่งขึ้น ตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง พร้อมแนวตะเข็บในสีเดียวกับลายเบาะ

แถบสีตกแต่งภายในห้องโดยสาร มาในสีเดียวกับเบาะนั่งเป็นมาตรฐาน และยังลดการใช้ชิ้นส่วนโครเมียมลงอย่างมาก ช่องแอร์ทรงกลมทั้งสองข้างมาในกรอบสีดำ ขณะที่ช่องแอร์ตรงกลางรถได้รับการออกแบบใหม่ให้กลมกลืนกับพื้นผิวภายใน ซึ่งมาในชิ้นส่วนเดียวกันตลอดแนวจากคอนโซลไปจนถึงด้านหน้าคนขับ

แผงคอนโซลกลางมาในลุคพรีเมียมยิ่งขึ้น มาพร้อมจอระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว ปุ่มรายการโปรดระบบสัมผัส พื้นผิวสีดำเงา Piano Black ปุ่มควบคุมระบบเสียงและปุ่มไฟฉุกเฉิน รวมเป็นหนึ่งเดียวในแผงควบคุมทรงกลม ซึ่งล้อมรอบด้วยวงแหวนไฟ LED รับกับไฟสร้างบรรยากาศสลักลวดลายด้วยเลเซอร์ มอบลุคล้ำสมัยยิ่งขึ้น แป้นเปลี่ยนเกียร์มาในสีดำล้วน มาพร้อมระบบนำทาง

พวงมาลัยหนังแท้สไตล์สปอร์ต ห้องโดยสารเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยสำหรับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล

มินิ แฮทช์ 3 ประตูและมินิ คอนเวิร์ตทิเบิล รุ่นปรับโฉมใหม่ยังมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานอย่างพวงมาลัยหนังแท้ดีไซน์สปอร์ตพร้อมปุ่มควบคุมมัลติฟังก์ชั่น การจัดวางปุ่มต่าง ๆ ได้รับการออกแบบใหม่ให้ควบคุมระบบเสียง การเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ และระบบการสั่งงานด้วยเสียงได้ง่ายขึ้น

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ รวมทั้งมินิ คูเปอร์ เอสอี และชุดแต่ง MINI Yours มาพร้อมพวงมาลัยหุ้มหนัง Nappa และแป้นพักนิ้วโป้งขนาดใหญ่ขึ้น หน้าปัดมาตรวัดความเร็วแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบด้านหลังพวงมาลัยเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Connected Media แสดงผลผ่านจอสีแบบดิจิทัลในดีไซน์หน้าจอสีดำ ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับมินิ คูเปอร์ เอสอี ด้วยเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่รวมถึงข้อมูลการตรวจสภาพรถ และสถานะการชาร์จพลังงานไฟฟ้าสำหรับมินิ คูเปอร์ เอสอี

เลือกมู้ดสีและไฟได้ตามใจคุณ ด้วยโหมด “Lounge” และโหมด “Sport” ใหม่

มินิรุ่นปรับโฉมใหม่มาพร้อมแผงหน้าจอที่เลือกได้สองโทนสี ครอบคลุมบริเวณหน้าจอแสดงผลและหน้าปัดมาตรวัดความเร็วแบบดิจิทัล โดยในโหมด “Lounge” ข้อมูลและภาพบนหน้าจอจะปรากฎในโทนสีฟ้า Turquoise ไปจนถึงสีฟ้า Petrol Blue ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ในขณะที่โหมด “Sport” จะให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวายิ่งกว่า ด้วยสีพื้นหลังในโทนสีแดงและสีดำ Anthracite สำหรับรุ่นที่มาพร้อมระบบปรับโหมดการขับขี่ MINI Driving Modes เฉดสีภายในรถจะเปลี่ยนไปตามโหมดการขับขี่ที่เลือก เช่น ในโหมด MID และ GREEN หน้าจอสไตล์ “Lounge” จะถูกเรียกใช้งาน เมื่อขับขี่ในโหมด “SPORT” หน้าจอและเฉดสีแบบสปอร์ตก็จะถูกเรียกใช้งานแทน นอกจากนี้ ยังสามารถปรับโทนสีของทุกโหมดการขับขี่ MINI Driving Modes ผ่านเมนูควบคุมให้เป็นสีเดียวกันทั้งหมดได้อีกด้วย

ระบบควบคุมไฟในห้องโดยสารยังช่วยให้สีสันบนหน้าจอต่าง ๆ ภายในรถปรับให้เข้ากับไฟในห้องโดยสารได้ โดยมีให้เลือก 6 สีสำหรับแต่ละโหมด ทั้ง “Lounge” และ “Sport” ซึ่งสามารถเลือกใช้งานได้ด้วยสวิทช์ที่อยู่ด้านบนกรอบกระจกหน้ารถ ไฟสร้างบรรยากาศในสีที่เลือกจะสว่างขึ้นบริเวณกรอบวงแหวน LED ที่หน้าจอแสดงผล ด้านหลังพื้นผิวต่าง ๆ ภายในห้องโดยสาร ตลอดจนกรอบประตู มือจับประตูด้านคนขับและผู้โดยสาร หลังคา ด้านหน้าแผงคอนโซล รวมถึงที่วางเท้า จึงสามารถปรับแต่งโทนแสงไฟในห้องโดยสารของมินิ แฮทช์ 3 ประตู และมินิ คอนเวิร์ตทิเบิล ได้ตามความต้องการของผู้ขับขี่แต่ละคน นอกจากนี้ ชุดไฟสร้างบรรยากาศยังส่องสว่างที่มือจับประตูและบริเวณประตูรถฝั่งคนขับและผู้โดยสารอีกด้วย

ระบบปฏิบัติการใหม่และหน้าจอแสดงผลล้ำสมัย มาพร้อมฟีเจอร์การเชื่อมต่อเสริมอื่น ๆ

ระบบปฏิบัติการบนหน้าจอแสดงผล ล้ำสมัยยิ่งกว่าเคย ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบใหม่ และตัวเลือกการสั่งการและควบคุมฟังก์ชั่นภายในรถยนต์ ระบบเสียง ระบบรับสาย โทรศัพท์แบบแฮนด์ฟรี ระบบนำทาง และการสั่งการแอปต่าง ๆ ที่พัฒนาขึ้นอีกขั้น หน้าจอแสดงผลแสดงสัญลักษณ์และตัวอักษรสีขาวบนพื้นหลังสีใหม่ให้ความรู้สึกหรูหราและทันสมัยยิ่งขึ้น

แถบเมนูปรากฎบนหน้าจอในรูปแบบไลฟ์วิดเจ็ต ซึ่งเรียกสั่งการได้ด้วยการปัดหน้าจอสัมผัส ซึ่งจะแสดงแถบเมนูแบบขยายใหญ่กลางหน้าจอ ส่งให้การแสดงผลบนหน้าจอชัดเจนโดดเด่นกว่าเคย

ด้านฟีเจอร์การเชื่อมต่อ ระบบเสียง และระบบนำทาง ถูกรวมเข้าไว้ด้วยกันในอีกสามแพ็คเกจอุปกรณ์เสริม โดยแพ็คเกจ Connected Media มาพร้อมหน้าปัดมาตรวัดความเร็วแบบดิจิทัล, ระบบ MINI Connected, เทคโนโลยี ConnectedDrive และระบบการควบคุมรถยนต์จากระยะไกล แพ็คเกจ Connected Navigation เสริมระบบนำทางของมินิ ซึ่งรวมไปถึงระบบนำทางพร้อมข้อมูลการ​จราจร Real-Time Traffic Information และระบบ Apple CarPlay ส่วนแพ็คเกจ Connected Navigation Plus เสริมความสะดวกสบายขึ้นอีกขั้นด้วยระบบ MINI Connected XL, Concierge Services บริการผู้ช่วยส่วนตัวตลอด 24 ชั่วโมง, ระบบจอภาพแสดงข้อมูลการขับขี่ และระบบเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ พร้อมแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย

ขุมพลังเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo พร้อมมาตรฐานควบคุมมลพิษ Euro 6

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินทรงประสิทธิภาพแบบ 3 สูบ และ 4 สูบ ส่งพละกำลังให้ มินิ แฮทช์ 3 ประตู โลดแล่นบนท้องถนน เทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo ในเครื่องยนต์ มาพร้อมกับเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ผสานมากับท่อไอเสียร่วม พร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบฉีดตรง และระบบวาล์วแปรผัน สำหรับรุ่น มินิ คูเปอร์ ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร ส่งพละกำลังรวมสูงสุด 100 กิโลวัตต์/136 แรงม้า ขณะที่ มินิ คูเปอร์ เอส และมินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 2 ลิตร ส่งพละกำลังรวมสูงสุด 141 กิโลวัตต์/192 แรงม้า ส่วนมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ทรงสมรรถนะขึ้นอีกขั้น มอบพละกำลังรวมสูงสุด 170 กิโลวัตต์/231 แรงม้า นอกจากนี้ ด้วยเทคโนโลยีควบคุมการปล่อยมลพิษ รวมถึงระบบกรองอนุภาคไอเสียในเครื่องยนต์เบนซิน ทำให้รถยนต์มินิทุกรุ่นผ่านมาตรฐานควบคุมมลพิษ Euro 6

เครื่องยนต์สันดาปของมินิ แฮทช์ 3 ประตู และมินิ คอนเวิร์ตทิเบิล ส่งกำลังพร้อมเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 7 สปีด คลัตช์คู่ ในขณะที่มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ทรงพลังขึ้นอีกขั้นด้วยเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 สปีด

ด้าน มินิ คูเปอร์ เอสอี มอบการขับขี่ที่ทั้งสนุกเร้าใจและปราศจากมลพิษ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่มอบพละกำลังรวมสูงสุด 135 กิโลวัตต์/184 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ Single Stage แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูงซึ่งติดตั้งลึกเข้าไปบริเวณใต้รถจุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง จึงสามารถมอบระยะทางสูงสุดได้ราว 203-234 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP

MINI App เจเนอเรชั่นใหม่ เชื่อมต่อกับรถมินิได้ง่ายกว่าที่เคย

MINI App เจเนอเรชั่นใหม่ ยกระดับการใช้งานให้เชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลได้สะดวกสบายขึ้นอีกขั้น ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อกับรถยนต์มินิได้ตลอดเวลา เช่น การเรียกดูสถานะรถยนต์เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทาง โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นใหม่นี้ได้จาก Google Play Store และ Apple App Store มาพร้อมอินเตอร์เฟสใหม่ที่ครอบคลุมการเชื่อมต่อระหว่างสมาร์ทโฟนและรถยนต์ ใช้งานสะดวกง่ายดายขึ้นด้วยดีไซน์แอปใหม่ และฟังก์ชั่นใหม่อีกมากมาย เช่น การเรียกดูระดับน้ำมันหรือสถานะการชาร์จได้จากระยะไกล ซึ่งการควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ จากระยะไกลนี้ ช่วยให้ผู้ใช้งานหาตำแหน่งปัจจุบันของรถ ล็อกและปลดล็อกรถยนต์ แชร์เส้นทางสู่จุดหมายปลายทางจากแอปในสมาร์ทโฟนไปยังระบบนำทางในรถได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังสามารถนัดหมายเข้ารับบริการบำรุงรักษาได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้นผ่าน MINI App นอกจากนี้ ยังมาพร้อมบริการเฉพาะสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างมินิ คูเปอร์ เอสอี ที่ช่วยให้ควบคุมการชาร์จได้จากระยะไกล ขณะเดียวกัน ผู้ใช้งานยังสามารถควบคุมระบบปรับอากาศในรถผ่านแอปได้จากระยะไกล เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางอีกด้วย

ราคารถยนต์มินิรุ่นปรับโฉม 

รุ่นรถยนต์ราคาจำหน่าย รวมโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard (บาท)
มินิ คูเปอร์ เอสอี2,290,000
มินิ คูเปอร์ เอสอี (สี MINI Yours Enigmatic Black metallic)2,320,000
มินิ คูเปอร์ แฮทช์ 3 ประตู2,180,000
มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู2,880,000
มินิ คูเปอร์ คลับแมน2,430,000
มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน3,230,000
มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล3,030,000
มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ 3 ประตู3,418,000
มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คลับแมน3,648,000
มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล3,468,000

 

ข้อเสนอ ดาวน์ 0% จากแคมเปญ MINI Step-up

ลูกค้าที่จองรถยนต์มินิคันใหม่ทุกรุ่น พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard และทำสัญญาทางการเงินที่ร่วมรายการกับ มินิ ไฟแนนเชียล เซอร์วิส โดยมีกำหนดรับส่งมอบรถยนต์ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2564 จะได้รับข้อเสนอสุดพิเศษภายใต้แคมเปญ MINI Step-up กับข้อเสนอดาวน์ 0% และราคาผ่อนต่อเดือนแบบสบาย ๆ สำหรับปีแรก

นอกจากนี้ ลูกค้าที่สนใจสังจอง มินิ คูเปอร์ เอสอี รุ่นปรับโฉมใหม่ ยังสามารถเลือกรับแพ็คเกจข้อเสนอได้ตามความต้องการ ดังนี้

  • MINI Step-up ทางเลือกที่ 1: ข้อเสนอดาวน์ 0% ราคาผ่อนต่อเดือนสำหรับ 12 เดือนแรก 16,900 บาท หรือ
  • MINI Step-up ทางเลือกที่ 2: ข้อเสนอดาวน์ 30% ราคาผ่อนต่อเดือนสำหรับ 12 เดือนแรก 9,900 บาท หรือ
  • รับฟรี แท่นชาร์จ Wall Charge และประกันภัย MINI Protect ชั้นหนึ่ง เป็นระยะเวลา 1 ปี ราคาผ่อนต่อเดือน 22,900 บาท

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด


อุ่นใจยิ่งกว่าด้วยแพ็คเกจ
MINI Service Inclusive ที่ออกแบบมาเพื่อมินิ คูเปอร์ เอสอี โดยเฉพาะ 

มินิ ประเทศไทย ยังพร้อมเสนอแพ็คเกจโปรแกรมบำรุงรักษา MINI Service Inclusive ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีเพื่อการดูแลระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของมินิ คูเปอร์ เอสอี ได้อย่างเหมาะสมที่สุดตามความต้องการและความจำเป็นของลูกค้า ดังนี้

แพ็คเกจ

การให้บริการ

ระยะการบำรุงรักษาการรับประกันราคา (บาท)
MSI Standard4 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง4 ปี / ไม่จำกัดระยะทางรวมอยู่ในราคาจำหน่ายมาตรฐาน
MSI Plus6 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง4 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง50,000
Warranty Plus4 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง6 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง60,000
MSI Ultimate6 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง6 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง110,000

 

ลูกค้าที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์มินิรุ่นปรับโฉมใหม่และข้อเสนอพิเศษจากมินิ ประเทศไทย ได้ที่ www.mini.co.th หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของมินิทั่วประเทศ

มิลเลนเนียม ออโต้ จัดกิจกรรม ‘Back On Track’ แสดงครบครันทั้ง BMW, MINI และ BMW Motorrad ที่เซ็นทรัลเวิลด์

0

บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด นำยนตรกรรมไฮไลท์หลากรุ่น ทั้ง บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มาให้ลูกค้าและผู้ที่สนใจ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด กับกิจกรรม ‘Back On Track’ บริเวณโซน เซ็นทรัลคอร์ท (ลิฟท์แก้ว) ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 21-30 มิถุนายน 2564 หรือรับข้อเสนอพิเศษได้ที่โชว์รูม มิลเลนเนียม ออโต้ ทุกสาขา

สมปราชญ์ โบสุวรรณ, รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด เผยว่า “ปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศไทย เริ่มมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น ประกอบกับทาง เอ็มจีซี-เอเชีย ได้ดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับพนักงานในองค์กรไปแล้วกว่า 90% หรือกว่า 2,000 คน มิลเลนเนียม ออโต้ จึงขอนำความคุ้มค่า กลับมามอบให้ลูกค้า กับยนตรกรรมไฮไลท์ อาทิ BMW 220i Gran Coupé Sport, MINI Cooper SE และมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด หลากรุ่น ที่มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ”

++ BMW 220i Gran Coupé Sport สเปกใหม่ ไม่เกิน 2 ล้านบาท

มิลเลนเนียม ออโต้ หยิบยื่นโอกาสพิเศษให้ผู้สนใจ ได้จับจองยนตรกรรมในฝัน ภายใต้กิจกรรม ‘Back On Track’ นำโดยรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupé Sport สเปกใหม่ ในราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท พร้อมด้วย X1 sDrive20d M Sport (LCI), X3 xDrive30e M Sport, 320d M Sport, 430i Coupé M Sport และ 520d M Sport รวมถึงมีข้อเสนอพิเศษอื่นๆ อีกมาก

  • BMW X1 ขับสนุกได้ตั้งแต่วันนี้ จ่ายอีกทีปีหน้า พิเศษเฉพาะรุ่น X1 sDrive20d xLine และ X1 sDrive20d M Sport*
  • ดาวน์ 0% ผ่อน 19,900 บาท 12 เดือนแรก*
  • เพิ่มมูลค่ารถเก่าสูงสุด 150,000 บาท*
  • รับบัตรน้ำมันสูงสุด 20,000 บาท เมื่อจองและออกรถในงาน เฉพาะรุ่นที่บริษัทฯ กำหนด**

++ MINI Cooper SE ยนตรกรรมไฟฟ้าแห่งอนาคต

มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ จัดแสดงยนตรกรรมแห่งอนาคต กับ มินิ คูเปอร์ เอสอี รถไฟฟ้าล้วน แรง เงียบ ไร้มลพิษ รวมถึงมีรุ่นพิเศษ มินิ คูเปอร์ เอส แพดดี้ ฮอปเคิร์ก อิดิชั่น (Paddy Hopkirk Edition) ผลิตแบบจำกัดจำนวน, มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส (MINI John Cooper Works) และ มินิ คูเปอร์ เอส ไฮทริม (Hightrim) พร้อมหลากหลายข้อเสนอสุดคุ้ม

  • MINI Service Inclusive (MSI) นานสูงสุด 10 ปี*
  • MINI Cooper SE รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร*
  • ประกันภัยชั้น 1 นานสูงสุด 2 ปี*
  • ผ่อนเริ่มต้น 17,911 บาท*
  • บัตรกำนัลสินค้าไลฟ์สไตล์และแอคเซสเซอรี่มูลค่า 30,000 บาท*
  • เพิ่มมูลค่าเทรด-อิน รถ มินิ คันเก่าสูงสุด 150,000 บาท*

++ BMW Motorrad เอาใจคนรักบิ๊กไบค์ จัดแคมเปญ Mid-Year Special

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มิลเลนเนียม ออโต้ จัดเต็มความเร้าใจให้สาวกบิ๊กไบค์กับมอเตอร์ไซค์หลากรุ่น หลายสไตล์ อาทิ R18 ครูสเซอร์รุ่นใหญ่สุดเท่, C400X สกู๊ตเตอร์สำหรับชีวิตคนเมือง, R1250 GSA ราชาแห่งการผจญภัย และ S1000 RR สุดยอดสปอร์ตทางเรียบที่กำเนิดจากสนามแข่ง โดยมาพร้อมหลากหลายข้อเสนอเร้าใจภายใต้แคมเปญ 3ASY Ride อาทิเช่น

  • ดอกเบี้ย 0% นาน 5 ปี (พิเศษเฉพาะรุ่น C 400X)***
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี***
  • ฟรี! ค่าบำรุงรักษานาน 3 ปี***
  • ฟรี! หมวกกันน็อก BMW รุ่น Street X มูลค่า 16,050 บาท***

ความคุ้มค่ากลับมาอีกครั้ง กับกิจกรรม ‘Back On Track’ โดย มิลเลนเนียม ออโต้ ไม่ว่าจะเป็นสาวก บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ หรือ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ก็สามารถมาเยี่ยมชมพร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษแบบจุใจ บริเวณโซน เซ็นทรัลคอร์ท (ลิฟท์แก้ว) ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 21-30 มิถุนายน 2564 หรือสามารถแวะไปที่โชว์รูม มิลเลนเนียม ออโต้ ทุกสาขา ทั้งในกรุงเทพฯ คือ พระรามที่ 4, ลาดพร้าว, พระรามที่ 3, สยามพารากอน และไอคอนสยาม รวมถึงสาขาต่างหวัด คือ อุบลราชธานี, ภูเก็ต, หาดใหญ่ และเซ็นทรัล สุราษฎร์ธานี

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด, สิทธิ์พิเศษถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564

**ส่งมอบภายในเดือน กรกฎาคม 2564

***สำหรับลูกค้าที่จองและทำสัญญากับ BMW Financial Service Thailand และรับรถภายใน 30 มิถุนายน 2564 (ยกเว้น R18 ไม่ร่วมรายการ)

 

รับชมมิวสิควิดีโอ แทนคำขอบคุณ จาก มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป โดย ว่าน ธนกฤต

https://www.youtube.com/watch?v=AluwxOHkne8

 

สอบถามข้อมูล โทร. 1286 Millennium Auto Connect

Line Official: @millenniumauto