Home Blog Page 368

#Focu5on: ซูม 5 ดีเทลที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับ Lamborghini Ad Personam

0

อะไรคือ Ad Personam” และทำไมถึงครองใจสาวกกระทิงดุทั่วโลก วันนี้ Lamborghini (ลัมโบร์กินี) พาไปเจาะลึกเบื้องหลังกับ 5 สิ่งที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับ Lamborghini Ad Personam

หากเอ่ยถึง Customization สายแฟชั่นอาจคุ้นเคยเป็นอย่างดี กับบริการพิเศษที่ให้คุณสามารถคัสตอมดีเทลของไอเท็มชิ้นโปรดได้ตามชอบใจ สำหรับโลกของยานยนต์ก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะแบรนด์ซูเปอร์สปอร์ตคาร์หรู อย่าง Lamborghini (ลัมโบร์กินี) ที่มอบอิสระให้เหล่าแฟนพันธุ์แท้ปรับแต่งแต่ละองค์ประกอบของรถตามสไตล์ของตนเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด ผ่านโปรแกรมพิเศษ “Ad Personam” ตั้งแต่การเลือกเฉดสี, วัสดุ ไปจนถึงรายละเอียดที่เป็นกิมมิคอย่างแพทเทิร์นของโลโก้บนเบาะที่นั่ง อักษรย่อภายในห้องโดยสาร ที่สะท้อนความหรูหราผ่านเทคนิคงานปักด้วยมือมากกว่าการพิมพ์ลายทั่ว ๆ ไป ซึ่งทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้การดูแลจากทีมงานมืออาชีพ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกดีเทลที่รังสรรค์สะท้อนสไตล์ของผู้ขับขี่ และเป็นไปตามความต้องการลูกค้ามากที่สุด และนี่คือ 5 สิ่งที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับ Lamborghini Ad Personam

  1. เติมเต็มทุกจินตนาการของเจ้าของรถได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยเฉดสีที่ครอบคลุมถึง 348 เฉด ซึ่งแต่ละเฉดผ่านการพัฒนาอย่างพิถีพิถันจนมีเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำกัน โดยพบว่ากลุ่มลูกค้าสัญชาติอเมริกัน นิยมคัสตอมสีรถเองถึง 20 เปอร์เซนต์ รองลงมาคือ ลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และ กลุ่ม EMEA (ยุโรปตะวันออกกลางและแอฟริกา) ตามลำดับ

  1. ถ้าอยากสร้างสรรค์ยนตรกรรมหรูให้มีประกายโดดเด่นไปทั้งคัน บอกเลยว่า Diamond dust paint คือคำตอบ! เพราะนี่คือ นวัตกรรมล่าสุดของสีตัวถังที่หลอมรวมหัตถศิลป์และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน โดยหยิบเอาสีโปร่งแสงที่มาพร้อมไมโครคริสตัล มาผ่านกระบวนการด้วยเทคนิคเฉพาะ จนได้สีสันเฉดใหม่ที่งดงามราวกับอัญมณี

  1. ที่สุดแห่งงานคราฟต์ ต้องยกให้การตกแต่งภายใน กับดีเทลงานปักสุดเนี้ยบของเหล่าช่างฝีมือจากแผนกเครื่องหนังที่ทำงานร่วมกับทีม Ad Personam อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกองค์ประกอบบ่งบอกถึงตัวตนของผู้ขับขี่ได้อย่างไร้ที่ติ ไม่ว่าจะเป็น โลโก้บนเบาะที่นั่งที่เน้นการปักด้วยมือแทนการปั๊มนูน, ครีเอตอักษรย่อภายในห้องโดยสาร ไปจนถึงไอเดียที่ท้าทายทักษะของช่างฝีมือไม่น้อย อาทิ สัญลักษณ์แทนความเชื่ออย่าง ดอกท้อ, ภาพของลูกค้าหรือสัตว์เลี้ยงตัวโปรด, ศิลปะแนวสตรีทอาร์ตดังภายใต้คอนเซปต์ splash-effect” ที่ปรากฎบนรถรุ่นพิเศษอย่าง Aventador S ผลงานคอลลาบอเรชั่นกับศิลปินดาวรุ่ง Skyler Grey ไปจนถึงภาพของเส้นขอบฟ้าของเมืองเป็นต้น

  1. เฉดสีมาแรงเชื่อมโยงกับเชื้อชาติ สังคม และมิติทางวัฒนธรรม โดยพบว่ากลุ่มลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นิยมเลือกสีเฉดร้อนแรง อย่างสีแดง Rosso Efesto, กลุ่มยุโรปตะวันออกกลางและแอฟริกา ชื่นชอบเฉดสีเขียว อย่าง Verde Alceo ขณะที่ในอเมริกาจะเป็นสีโทนฟ้าที่ชื่อ Blu Cepheus

  1. ลึกซึ้งถึงจิตวิทยา กับเบื้องหลังเฉดสีที่ไม่ได้บ่งบอกแค่รสนิยม ความอัจฉริยะของโปรแกรม “Ad Personam” อีกอย่าง คือการวิเคราะห์และจำแนกตระกูลสี ซึ่งโปรเจ็คนี้ได้รับการสนับสนุนทั้งจากแผนกดีไซน์ Centro Stile ของ Lamborghini รวมถึงผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Neuromarketing และ Color psychology โดยสามารถแบ่งได้ 5 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม รสนิยม บุคลิก และทัศนคติของแต่ละครอบครัว ดังนี้

SPORTIVA กล้าหาญ มีจิตวิญญาณที่อ่อนเยาว์ และชื่นชอบการเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้สานต่อประเพณีเหนือกาลเวลาของแบรนด์ คือนิยามของกลุ่มผู้ขับขี่รถโทนสีที่เปิดตัวในระยะหลัง เช่น สีเหลือง Giallo Belenus, สีส้ม Arancio Xanto, สีเขียว Verde Selvans, สีม่วง Viola Pasifae

CONTEMPORANEA สะท้อนตัวตนที่เรียบโก้ และหรูหราในสไตล์มินิมอล ซึ่งกลุ่มนี้มีทั้งหมด 8 สีด้วยกัน อาทิ สีแดง Rosso Efesto, สีฟ้า Blu Aegir และสีขาว Balloon White เรียกว่าผสานทั้งสไตล์ที่หรูหราและดีเทลของ Sport technology ไว้ได้อย่างน่าสนใจ

ECLETTICA ชอบมองหาความแปลกใหม่ นวัตกรรม แถมยังมีไหวพริบที่โดดเด่น เฉดสีกลุ่มนี้จึงค่อนข้างมีเอกลักษณ์ ตั้งแต่โทนสีฟ้า Blu Cepheus, สีทอง Oro Elios ไปจนถึงสีชมพู Viola Bast

CLASSICA ผู้คนที่หลงใหลกลิ่นอายแบบดั้งเดิม และสดุดีให้กับความเป็นเลิศของอิตาลีที่ขับเคลื่อนวงการซูเปอร์สปอร์ตคาร์ให้เป็นที่กล่าวขานจนถึงปัจจุบัน ซึ่งตัวแทนกลุ่มนี้คงหนีไม่พ้นสีเด่นของไอคอนนิคสปอร์ตคาร์ในอดีต อาทิ สีเขียว Verde Scandal, สีแดง Amaranto, สีส้ม Arancio และสีน้ำเงิน Blu Notte

TECNICA ตอบโจทย์ผู้ขับขี่กลุ่ม High-performance ที่ต้องการเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงวัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษและสีใหม่ รวมไปถึงสีน้ำเงิน Blu Grifo, สีดำ Nero Nemesis และสีเหลือง Giallo Telemaco

ร่วมสัมผัสความหรูหราโฉบเฉี่ยวของซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่ ได้ที่ “ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ” โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ถนนวิภาวดีรังสิต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-512-5111

ลามิน่า ร่วมหนุนโครงการรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย ตรวจเชิงรุกกลุ่มเสี่ยง COVID-19

0

บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า”  ฟิล์มกลุ่มพิเศษ “ลูมาร์” ผลิตโดยซีพีฟิล์มอิงค์ มาตรฐานไอเอสโอ 9001 ในเครือบริษัท อีสท์แมน เคมิคัล จากสหรัฐอเมริกา อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระ “ธูเล่” จากสวีเดน รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถครบวงจร “แอลลักซ์” คุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

ร่วมสนับสนุนนโยบายภาครัฐในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เพื่อสร้างเสริมสุขอนามัยของคนไทยให้แข็งแรงปลอดจากปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพอย่างยั่งยืน ด้วยการร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนการผลิตรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยที่ดำเนินการโดยนักเทคนิคการแพทย์ นายภาคภูมิ เดชหัสดิน (หมอแล็บแพนด้า) และคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

พร้อมสนับสนุนฟิล์มดิจิทัลแท้ “ลามิน่า ดิจิทัล ซีเอ็ม ไอคอน” (Lamina Digital CM ICON) ติดตั้งแก่รถตรวจเชิงรุกจำนวนรวม 5 คัน ช่วยปกป้องผู้ขับขี่จากทุกรังสีความร้อน กันรังสียูวีถึง 99% ช่วยถนอมสายตาผู้ขับขี่ ให้การเดินทางไปทุกจุดตรวจสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะผ่านสัญญญาณดิจิทัลแบบ 100% เพื่อดูแลเหล่านักรบแนวหน้าและคนไทยทุกคนให้ปลอดภัย ผ่านพ้นวิกฤตเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ไปด้วยกัน

โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร. อันธิกา สวัสดิ์ศรี คณบดีคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สจล. /ประธานสภาคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย เป็นผู้รับมอบรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย จาก นายธนันทร์กรณ์ วงศ์หิริวัตร Director of IMC ผู้แทน บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงลามิน่า ร่วมส่งมอบในครั้งนี้ โดยรถที่ติดตั้งเสร็จจะถูกนำออกไปให้บริการตรวจเชิงรุกแบบเคลื่อนที่แก่กลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคโควิด-19 ตามพื้นที่ต่างๆ

ปอร์เช่ 911 จีที3 ใหม่ (The new Porsche 911 GT3) พร้อมชุดแต่ง Touring package

0

ดั่งสุดยอดนักกีฬาที่เต็มไปด้วยความสามารถ ที่ไม่เคยโอ้อวดอัจฉริยภาพของเขา และมักจะถ่อมตนอยู่เสมอ คำกล่าวข้างต้นอธิบายถึงตัวตนของปอร์เช่ 911 จีที3 ใหม่ (The new Porsche 911 GT3) ที่มาพร้อมกับชุดแต่ง Touring package ทายาทลำดับที่เจ็ดของยนตรกรรรมสปอร์ตสายพันธุ์ จีที (GT) พกพาพละกำลังระดับมหาศาลติดตัวมากว่า 510 แรงม้า (375 กิโลวัตต์) สำหรับขั้นตอนการสั่งซื้อสามารถเลือกติดตั้งชุดแต่ง Touring package ได้ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในรุ่นที่ผ่านมา รถสปอร์ตพันธุ์แท้ 911 จีที3  มีน้ำหนักตัวเพียง 1,418 กิโลกรัม ประจำการด้วยเกียร์ จีที สปอร์ต (GT sports) 6 จังหวะ เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และเป็นครั้งแรกของรถสปอร์ตสายพันธุ์ จีที ที่มีชุดแต่ง Touring package และสามารถติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่อัจฉริยะ 7 จังหวะ PDK โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

จุดที่แตกต่างอย่างเด่นชัดเมื่อพิจารณาจากตัวถังภายนอก คือการหายไปของปีกหลังทรงสูงใน 911 จีที3 (911 GT3) การสร้างแรงกดขณะใช้งานบนความเร็วสูงและสถานการณ์ต่าง ๆ ได้รับความไว้วางใจมอบให้เป็นหน้าที่ของสปอยเลอร์หลังแบบยกตัวอัตโนมัติ ชิ้นงานตกแต่งสีเงิน ผลิตจาก high-gloss anodised aluminium บริเวณกระจกประตู เป็นอีกหนึ่งความสวยงามโดดเด่น ที่เน้นย้ำถึงรูปทรงภายนอกที่เหนือชั้นยิ่งกว่าในรถรุ่นล่าสุด ด้านหน้ากลมกลืนลงตัวด้วยการใช้สีเดียวกับตัวถังโดยสมบูรณ์ งานตกแต่งภายในที่เสริมความหรูหราจากวัสดุหนังแท้โทนสีดำ มอบอารมณ์หรูหราสง่างาม นับเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับ จีที3 (GT3) ที่จะถูกติดตั้งชุดแต่ง Touring package เท่านั้น ด้านหน้าของแผงคอนโซลและบริเวณตอนบนของแผงประตูได้รับการตกแต่งด้วยพื้นผิวลวดลายพิเศษ

ที่มาของคำว่า “Touring package” ทำให้หวนนึกถึงจุดกำเนิดของอุปกรณ์ตกแต่งในรถปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า อาร์เอส(Porsche 911 Carrera RS) ตั้งแต่รุ่นปี 1973 ซึ่งในขณะนั้นเน้นไปที่ความคลาสสิกของงานออกแบบ รวมทั้งงานตกแต่งภายในห้องโดยสารรูปแบบ 911 ปอร์เช่นำแนวคิดข้างต้นกลับมาอีกครั้งในปี 2017 นับเป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนอชุดแต่ง Touring package สำหรับปอร์เช่ 911 จีที3 (Porsche911 GT3) รุ่นตัวถัง 991 ที่ผ่านมา นับจากนั้นอุปกรณ์ดังกล่าวก็ได้สร้างความประทับใจให้แก่บรรดาผู้หลงใหลในยนตรกรรมสปอร์ตสายพันธุ์แท้ทรงสมรรถนะ ตอกย้ำหลักปรัชญาในการสร้างสรรค์ประสิทธิภาพในการขับขี่อันเหนือระดับที่มาพร้อมกับความเรียบง่ายรูปแบบคลาสสิก

สมรรถนะที่ไม่จำเป็นต้องอวดอ้าง รายละเอียดสุดประณีตทั้งภายนอกและภายใน

กระจังฝากระโปรงท้ายที่มาพร้อมตราสัญลักษณ์ “GT3 touring” วางตัวเหนือขุมพลังเครื่องยนต์รอบจัด บ่งบอกการออกแบบที่ไม่ซ้ำใคร ชิ้นงานตกแต่งสีเงินบนกรอบกระจกประตูและปลายท่อของระบบระบายไอเสียแบบสปอร์ต ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นสีดำเงา satin-gloss Black เมื่อติดตั้งชุดแต่ง Touring package เสริมความดุดันยิ่งขึ้นด้วยโคมไฟหน้ารมดำ

ปอร์เช่ 911 จีที3 (Porsche 911 GT3) พร้อมชุดแต่ง Touring package ยังคงรักษาบรรยากาศของงานตกแต่งภายในห้องโดยสารรูปแบบสปอร์ตคลาสสิกเอาไว้เป็นอย่างดีจากการตกแต่งด้วยวัสดุหนังแท้สีดำบริเวณ พวงมาลัย หัวเกียร์ คอนโซลกลาง ท้าวแขน และมือจับบนแผงประตู  ชิ้นงานหนังในบางจุดได้รับการเดินตะเข็บสีดำเสริมความโดดเด่น บริเวณกึ่งกลางของพนักพิงเบาะหุ้มด้วยผ้าสีดำ รวมทั้งผ้าบุหลังคาสีดำ หมอนรองศรีษะประทับตราสัญลักษณ์ปอร์เช่ แผ่นปิดธรณีประตู ชิ้นงานตกแต่งคอนโซลหน้าและคอนโซลกลางผลิตจากวัสดุอะลูมิเนียมปัดเงาสีดำ

นอกจากนี้ปอร์เช่ ยังเพิ่มทางเลือกในการติดตั้งอุปกรณ์พิเศษสำหรับปอร์เช่ 911 จีที3 ใหม่ (The new Porsche 911 GT3) เกือบทุกรายการร่วมกับชุดแต่ง Touring package ไม่ว่าจะเป็นชิ้นงานตกแต่งตัวถังภายนอก หรือแม้แต่สีวงล้ออัลลอย ระบบไฟหน้า LED Porsche Dynamic Light System และ Porsche Dynamic Light System Plus ระบบช่วยเหลือการขับขี่ต่าง ๆ เบรกเซรามิค PCCB ระบบปรับความสูงช่วงล่างด้านหน้า รูปแบบของเบาะนั่ง ชุดแต่ง Chrono package และระบบเครื่องเสียง

นอกจากนี้ในส่วนของผลิตภัณฑ์จาก Porsche Design นำเสนอนาฬิกาข้อมือ chronograph รุ่นพิเศษสำหรับลูกค้าผู้ครอบครองยนตรกรรม 911 จีที3 (911 GT3) พร้อมชุดแต่ง Touring package อาภรณ์แห่งกาลเวลาเที่ยงตรงแม่นยำด้วย flyback function กรอบตัวเรือนสะท้อนภาพลักษณ์เฉกเช่นเดียวกับดีไซน์ของวงล้ออัลลอยในรถสปอร์ต ปรับเปลี่ยนได้ถึง 6 รูปแบบให้เป็นไปในแนวทางเดียวกับการตกแต่งตัวรถ ขอบภายในตัวเรือนสีเทา Agate Grey Metallic เช่นเดียวกับสีตัวถังภายนอกของรถยนต์ พื้นหน้าปัดแสดงตำแหน่งเวลาดุดันเข้มขรึมด้วยสีดำด้าน พรายน้ำเรืองแสงสีเหลืองซึ่งเป็นสีเดียวกันกับมาตรวัดรอบการทำงานเครื่องยนต์ นาฬิกาข้อมือ chronograph 911 GT3 with Touring package มาพร้อมสายรัดข้อมือประทับตราสัญลักษณ์ “จีที3 (GT3)” ผลิตด้วยวัสดุหนังแท้ที่ใช้ในห้องโดยสารของรถยนต์ปอร์เช่ หรูหราด้วยการเดินตะเข็บด้ายสีดำที่ให้สัมผัสไม่แตกต่างจากเบาะหนังคุณภาพสูง นาฬิกาข้อมือ chronograph ผลิตจากโรงงานนาฬิกาชั้นนำของประเทศสวิสเซอร์แลนด์และสงวนสิทธิ์ในการสั่งซื้อเฉพาะผู้ครอบครองรถยนต์ปอร์เช่ 911 จีที3 (Porsche 911 GT3) เท่านั้น

ก่อกำเนิดจากจิตวิญญาณของมอเตอร์สปอร์ต ปอร์เช่ 911 GT3 (Porsche 911 GT3)

ในฐานะทายาทลำดับที่ 7 ของรถสปอร์ตสายพันธุ์แท้สมรรถนะสูง ปอร์เช่ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีล้ำยุคจากสนามความเร็วมายังรถในสายการผลิตปกติมากยิ่งกว่าทุกครั้งที่เคยมีมา ช่วงล่างด้านหน้าอิสระปีกนกคู่ double-wishbone ระบบอากาศพลศาสตร์เหนือชั้นยิ่งขึ้นด้วยปีกหลังทรง swan-neck ซึ่งไม่รวมอยู่ในชุดแต่ง Touring package รวมทั้งแผงรีดอากาศ diffusor ยกมาจากรถสายสนามที่ประสบความสำเร็จอย่างรถแข่งปอร์เช่ 911 อาร์เอสอาร์ จีที (Porsche 911 RSR GT) และขุมพลังเครื่องยนต์ 6 สูบนอน  บ๊อกเซอร์ 510 แรงม้า (375 กิโลวัตต์) ขนาดความจุ 4.0 ลิตร ซึ่งมีพื้นฐานการพัฒนาจากรถแข่งปอร์เช่ 911 จีที3 อาร์ (Porsche 911 GT3 R) ผ่านการพิสูจน์ประสิทธิภาพและความทนทานจากการแข่งขัน endurance ระยะยาว

แม้จะมีตัวถังที่กว้างกว่าล้ออัลอยขนาดใหญ่กว่า และได้รับการเสริมอุปกรณ์ทางเทคนิคมากกว่า แต่น้ำหนักตัวของจีที3  ใหม่ แทบไม่แตกต่างไปจากรุ่นก่อนหน้า ด้วยตัวเลข 1,418 กิโลกรัม สำหรับเกียร์ธรรมดา และ 1,435 กิโลกรัม สำหรับรถที่ติดตั้งเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่ (PDK) ฝากระโปรงหน้าวัสดุ carbon fibre-reinforced plastic (CFRP) กระจกบังลมหน้าน้ำหนักเบา และล้ออัลลอยแบบฟอร์จ เน้นการกำจัดน้ำหนักที่ไม่จำเป็นออกให้มากที่สุด รวมทั้งระบบระบายไอเสียแบบสปอร์ตน้ำหนักเบาเช่นกัน

สายเลือดของความเป็นรถแข่ง ประดับอยู่ในทุก ๆ รายละเอียดของปอร์เช่ 911 จีที3 ใหม่ (The new Porsche 911 GT3)ตำแหน่งที่นั่งขับติดตั้งหน้าจอ track screen เป็นครั้งแรก เพียงกดปุ่ม ข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลซึ่งแสดงผลบริเวณฝั่งซ้าย และขวาของมาตรวัดรอบเครื่องยนต์จะลดระดับความสำคัญลง เปลี่ยนเป็นการแสดงข้อมูลแรงดันลมยาง และแรงดันน้ำมันเครื่อง อุณหภูมิน้ำมันเครื่อง และน้ำหล่อเย็นเครื่องยนต์ รวมทั้งปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องเติม ปอร์เช่ 911 จีที3 (Porsche 911 GT3) เพิ่มความง่ายดายในการเข้าถึงโหมด การขับขี่ด้วยชุดสวิตซ์บนพวงมาลัย ให้ความรวดเร็วในการปรับเปลี่ยนโหมดระหว่าง Normal Sport และ Track

ราคาจำหน่าย

ปอร์เช่ 911 จีที3 ใหม่ (The new Porsche 911 GT3) เริ่มต้นที่ 17.9 ล้านบาท พร้อมรับคำสั่งซื้อแล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมปอร์เช่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา สำหรับชุดแต่ง Touring package สามารถสั่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์พิเศษโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ ปรับโฉมเพิ่มความดุดันสไตล์สปอร์ต ยกระดับนิยามกระบะออฟโรดสมรรถนะสูง

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ กระบะออฟโรดสมรรถนะสูงที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ทั้งภายนอกและภายใน เพิ่มความโฉบเฉี่ยว ดุดัน สไตล์สปอร์ต สะกดทุกสายตายิ่งกว่าเดิม

“ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เป็นมากกว่ารถกระบะ ด้วยความแตกต่างอย่างโดดเด่น ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกเร้าใจและสมรรถนะที่สามารถลุยได้ทุกเส้นทาง ทั้งการขับขี่แบบออฟโรดและการใช้งานในชีวิตประจำวัน” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้นด้วยการออกแบบที่โฉบเฉี่ยว ดุดันมากขึ้นทั้งภายในและภายนอก โดยยังคงเอกลักษณ์ทางดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ไว้อย่างครบถ้วนทั้งด้านการออกแบบและสมรรถนะการขับขี่ที่ไม่มีใครเหมือน”

ดีไซน์ดุดันสไตล์สปอร์ต

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ มาพร้อบการปรับโฉมใหม่ให้โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยสติกเกอร์กราฟฟิกสไตล์ ‘Over the Top’ รอบคัน ตั้งแต่ฝากระโปรงหน้า หลังคา ไปจนถึงฝาท้ายกระบะ และด้านข้างรอบตัวรถ เพิ่มความดุดันสไตล์สปอร์ตด้วยชุดแต่งสีดำ ตั้งแต่กระจังหน้า กันชนหน้า มือจับประตูภายนอก ฝาครอบกระจกมองข้าง กันชนหลัง มือจับฝาท้าย คิ้วล้อ และฝาครอบล้อ ยกระดับความเท่ด้วยล้ออัลลอยวัสดุสีดำ แอสฟอล์ต แบล็ก (Ashphalt Black) โรลบาร์แบบยาวตลอดท้ายกระบะ ชุดหูลากหน้ารถสีแดงสไตล์สปอร์ต และโลโก้ฟอร์ดสีดำบนฝากระบะท้าย สะกดทุกสายตา

การตกแต่งภายในฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยและแผงคอนโซลเดินตะเข็บด้ายสีแดงแทนการเดินตะเข็บด้ายสีน้ำเงิน ผสานกับการตกแต่งแผงคอนโซลและแผงประตูด้วยลายไฮโดรกราฟิก (Hydrographic) และการใช้วัสดุสีดำ แบล็ก  แอลลีย์ (Black Alley) อย่างลงตัว

สุดยอดกระบะสมรรถนะสูง

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ ยังสานต่อตำแหน่งสุดยอดรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูง โดยใช้ระบบส่งกำลังเดียวกันกับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รวมถึงโหมดการขับขี่ ระบบกันสะเทือน ระบบเบรก และล้อที่ออกแบบโดยเฉพาะ มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบคู่ ขนาด 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด มอบพละกำลังสูงสุด 213 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร

เครื่องยนต์เทอร์โบคู่นี้ได้รับการออกแบบเพื่อพิชิตทุกเส้นทางสุดท้าทาย ผ่านการทดสอบสุดหฤโหด ซึ่งรวมถึงการทดสอบการต้านทานความร้อน ด้วยการทำให้เทอร์โบทั้ง 2 ลูกร้อนจัด จนกลายเป็นสีแดงนาน 200 ชั่วโมงติดต่อกัน ขณะที่ตัวเครื่องยนต์เทอร์โบผลิตจากอัลลอยคุณภาพสูง ทำให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถทนความร้อนได้สูงสุดถึง 860 องศาเซลเซียส

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ เหนือชั้นด้วยระบบ Terrain Management System (TMS) ที่มีโหมดการขับขี่ทั้งหมด 6 รูปแบบ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย รวมถึงโหมดบาฮา (Baja) อันเป็นเอกลักษณ์ของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งแรลลี่กลางทะเลทรายบาฮาอันเลื่องชื่อ บาฮา เดสเสิร์ท แรลลี่ ประเทศเม็กซิโก

เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ ยังมาพร้อมโช้คอัพแบบ Position Sensitive Damping (PSD) ที่ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษโดย FOX และระบบกันสะเทือนหลังวัตต์ลิงค์ ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่พิชิตเส้นทางหฤโหดด้วยความเร็วสูง ในขณะที่ยังสามารถควบคุมรถและคงความสะดวกสบาย เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่อันเหนือชั้นทั้งบนทางเรียบและออฟโรด ส่วนยาง BFGoodrich All-Terrain KO2 ขนาด 285/70 R17 ในเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ ยิ่งช่วยให้คนรักการผจญภัยลุยได้ทุกเส้นทางด้วยความมั่นใจ แม้บนสภาพพื้นผิวที่เปียกลื่น โคลน ทราย หรือหิมะ

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะมากมาย เพื่อยกระดับความปลอดภัยและประสบการณ์การขับขี่เหนือชั้น เช่น ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) เป็นต้น

“ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ อัดแน่นด้วยสมรรถนะและประสิทธิภาพในการขับขี่เหนือชั้น และยังมาพร้อมสไตล์อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเราเชื่อว่าจะโดนใจแฟนรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงเป็นอย่างดี ฟอร์ดมุ่งมั่นที่จะมอบตัวเลือกที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้อย่างไม่มีใครเหมือน ช่วยให้ลูกค้ารถกระบะของเราพิชิตเป้าหมาย และออกไปใช้ชีวิตให้สนุกและมีความสุขได้ในแบบของตัวเอง ตามนิยามการใช้ชีวิตแบบเรนเจอร์ ‘Live The Ranger Life’” นายวิชิต กล่าวเสริม

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ มาพร้อมตัวเลือกสีภายนอกสุดโฉบเฉี่ยว 4 สี ได้แก่ สีขาวอาร์กติก ไวท์, สีดำ แอบโซลูท แบล็ค, สีน้ำเงิน เพอร์ฟอร์แมนซ์ บลู และสีเทา คองเคอร์ เกรย์

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของแล้วตั้งแต่วันนี้ที่ตัวแทนจำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ ด้วยราคาสุดเร้าใจ 1,729,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure และเพิ่มความอุ่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ด้วยการมอบการรับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังนาน 10 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

ผู้สนใจสามารถค้นหาและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ford.co.th/trucks/raptor/

“Spirit 4×4” ร่วมใจ “คนไทยไม่เคยทิ้งกัน”สนับสนุนน้ำดื่มให้ ศปก. ปากพลี

0

สุกานดา ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการ โรงเรียนพัฒนาทักษะการ ขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ (Spirit of the 4×4 Driving School) และสนาม Spirit Adventure Ground มอบน้ำดื่ม 1,800 ขวด ให้แก่ “ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคอำเภอปากพลี” เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ และบริการประชาชนผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 โดยมี ปพนศักดิ์ สันติชัยมงคล ปลัดอำเภอเป็นผู้แทนรับมอบ ณ ที่ว่าการอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดโชว์รูมแห่งใหม่ในกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยกระดับความเชื่อมั่นของลูกค้าในกรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้นด้วยการเปิดโชว์รูมรถยนต์ มิตซูบิชิ แห่งใหม่ภายใต้ชื่อ มิตซู นที ราชพฤกษ์ ดำเนินงานโดย บริษัท นที ออโตโมบิล จำกัด ซึ่งตั้งอยู่บนถนนราชพฤกษ์ เขตภาษีเจริญ พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่ต้องการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย 

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ มิตซู นที ราชพฤกษ์ เข้าสู่เครือข่ายผู้จำหน่ายของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส โดยในปีที่ผ่านมาเรามีเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 240 แห่ง ทั้งนี้เรายังคงมุ่งมั่นสร้างความแข็งแกร่งในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องด้วยการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งมอบยานยนต์คุณภาพและการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า”

มิตซู นที ราชพฤกษ์ มีพื้นที่กว้างขวางขนาด 3 ไร่ สามารถจัดแสดงรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นต่างๆ ได้มากถึง 5 คัน มีพื้นที่สำหรับให้บริการซ่อมบำรุงพร้อมอุปกรณ์ที่ครบครันมากถึง 14 ช่องซ่อม และยังสามารถให้บริการซ่อมสีและตัวถังแก่ลูกค้าได้อีกด้วย โชว์รูมแห่งใหม่นี้ยังมีพนักงานที่พร้อมให้บริการลูกค้าในด้านต่างๆ รวมทั้งสิ้นกว่า 150 ท่าน ที่ได้รับการฝึกอบรมตามมาตรฐานและพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าเพื่อมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่มุ่งมั่นยกระดับการให้บริการเพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า พร้อมความสะดวกสบายในการให้บริการแบบ วันสต็อปเซอร์วิส

พร้อมกันนี้ มิตซู นที ราชพฤกษ์ ยังได้ร่วมฉลองการครบรอบ 60 ปี ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ด้วยแคมเปญพิเศษ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย ฉลอง 60 ปี แจก 60 ล้าน เพื่อขอบคุณลูกค้าที่ได้ให้ความไว้วางใจเลือกซื้อรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นใดก็ได้ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564 เพื่อลุ้นรับรางวัลใหญ่ ทองคำแท่งหนัก 60 บาท มูลค่า 1,638,000 บาท จำนวน 6 รางวัล และของรางวัลอื่นๆ อาทิ ทองคำแท่งหนัก 6 บาท จำนวน 60 รางวัล ทีวี SAMSUNG รุ่น QLED Smart 4K 65 นิ้ว จำนวน 400 รางวัล และ โทรศัพท์มือถือ iPhone 12 64GB จำนวน 800 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 60 ล้านบาท

มิตซู นที ราชพฤกษ์ พร้อมให้บริการลูกค้าทุกท่านแล้วด้วยบรรยากาศที่ยอดเยี่ยม โดยภายในโชว์รูมและศูนย์บริการยังตกแต่งด้วยดีไซน์มาตรฐานเดียวกันทั่วโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่พร้อมมุ่งมั่นในการส่งมอบยานยนต์คุณภาพ การบริการ และประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า เพื่อช่วยสร้างแรงบันดาลและร่วมค้นหาความสำเร็จใหม่ๆ ภายใต้แนวคิดแบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’ 

มิตซู นที ราชพฤกษ์ ตั้งอยู่ที่ 208 ถนนราชพฤกษ์ แขวงบางจาก เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ 10160 โทร. 0-2457-2288

ฟอร์ดเผย 5 เคล็ด (ไม่) ลับของการขับออฟโรด

0

การขับรถบนเส้นทางออฟโรดสุดโหดต้องใช้ทั้งความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในการเดินทาง นักขับบางคนจึงอาจรู้สึกไม่มั่นใจว่าตนเองพร้อมสำหรับการขับรถออกนอกเส้นทางอันสะดวกสบายและทางเรียบที่คุ้นเคย แม้จะมีรถที่ขับเคลื่อน 4 ล้ออยู่ในครอบครองแล้วก็ตาม

กุญแจสำคัญในการปลดล็อกประสบการณ์การขับขี่ออฟโรด พร้อมตะลุยในสภาพแวดล้อม​สมบุกสมบันอย่างปลอดภัยคือการเตรียมตัวและความเข้าใจในยานพาหนะและศักยภาพของยานพาหนะอย่างถ่องแท้ โดยรถกระบะอย่างเช่น ฟอร์ด เรนเจอร์ ได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงการใช้งานบนเส้นทางออฟโรดเป็นสำคัญ ด้วยความสูงจากพื้นถนน และมุมเงย มุมจาก ที่ออกแบบมาให้เอื้ออำนวยต่อการตะลุยผ่านสิ่งกีดขวาง รวมถึงระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออันทรงพลัง พร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในทุกด้าน

ด้วยคุณสมบัติข้างต้นประกอบกับสมรรถนะที่จะช่วยให้คุณบรรทุก ลากจูง หรือขับรถออกผจญภัยบนเส้นทางสุดโหด จึงทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ กลายเป็นเพื่อนคู่ใจของคอออฟโรดให้บุกตะลุยไปทุกที่ได้อย่างสนุกสนานและมั่นใจ

“การขับรถบนเส้นทางออฟโรดเป็นการเปิดประสบการณ์ให้เราได้ค้นพบสิ่งเราไม่เคยรู้มาก่อน” คุณนิดา ชัชวรัตน์ ผู้จัดการแบรนด์รถกระบะ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “เมื่อมีรถกระบะอย่างฟอร์ด เรนเจอร์ ที่พร้อมตะลุยไปกับเราได้ในทุกเส้นทางแล้ว เราก็พร้อมเดินทางสร้างประสบการณ์ใหม่ๆได้อย่างสะดวกสบายและมั่นใจมากขึ้น”

สำหรับผู้ที่เพิ่งเป็นเจ้าของรถขับเคลื่อน 4 ล้อ การทำความเข้าใจว่าเมื่อไหร่ควรใช้อัตราทดความเร็วสูงหรือต่ำ หรือการทำความรู้จักระบบล็อกเฟืองท้ายว่ามีวิธีการใช้งานอย่างไรนั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่าย ฟอร์ดจึงขอแบ่งปันเคล็ด (ไม่) ลับง่าย ๆ 5 ข้อที่จะช่วยให้คุณดึงศักยภาพของฟอร์ด เรนเจอร์ ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ในการขับขี่แบบออฟโรด

  1. ทำความเข้าใจการใช้อัตราทดความเร็วสูงและต่ำ (High and Low Range)

ฟอร์ด เรนเจอร์ มีระบบส่งกำลัง 2 ชุด ด้วยกัน ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนสองล้ออัตราทดความเร็วสูง (2H) ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4H) หรือระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ  (4L) ให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง

เมื่ออยู่ในระบบ 2H รถจะขับเคลื่อนด้วยล้อหลังเท่านั้น ซึ่งถือเป็นโหมดการขับเคลื่อนปกติบนพื้นผิวเรียบ แต่เมื่อขับบนเส้นทางลูกรัง หรือบนพื้นผิวถนนที่ลื่น เช่นหลังฝนตก การเลือกระบบขับเคลื่อนแบบสี่ล้อจะช่วยให้รถยึดเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังมาพร้อมระบบ Shift on the fly ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากแบบสองล้อ (2H) เป็น 4H ได้โดยไม่ต้องหยุดรถ

อย่างไรก็ดี เมื่อผู้ขับขี่ต้องเดินทางผ่านเส้นทางที่ท้าทายมากขึ้น การเปลี่ยนมาใช้ระบบเกียร์แบบ 4L จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้รถค่อยๆ ขับเคลื่อนผ่านพื้นผิวขรุขระได้ดีกว่าด้วยอัตราทดเกียร์ต่ำที่ช่วยเพิ่มกำลังและแรงบิดมากขึ้น

  1. เลือกโอกาสในการใช้อัตราทดความเร็วต่ำ

การเลือกใช้อัตราทดความเร็วต่ำเป็นกุญแจสำคัญของการขับบนพื้นที่ลาดชัน ทรายลึก หิน หรือโคลนลึก เนื่องจากการใช้อัตราทดความเร็วต่ำหมายถึงการใช้งานที่เกียร์ต่ำ จึงเหมาะกับการขับบนทางขรุขระที่ใช้ความเร็วน้อยกว่าการขับบนพื้นผิวเรียบ หรือที่ความเร็วต่ำกว่า 40 กม. ต่อชั่วโมง

ในการเลือกระบบ 4L ให้จอดรถนิ่งสนิทแล้วขึงเปลี่ยนเกียร์ไปที่ N ก่อน จากนั้นจึงหมุนปุ่มเพื่อเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณส่วนล่างของกระปุกเกียร์ (สัญลักษณ์ 2H, 4H และ 4L) เมื่อมีไฟสัญญาณ 4L ขึ้นที่หน้าปัดควบคุมหลังพวงมาลัยแล้ว จึงเปลี่ยนเกียร์ไปที่ D แล้วออกรถอย่างช้าๆ

  1. ใช้ระบบล็อคเฟืองท้ายแบบ Rear Differential Lock เมื่อไหร่

เฟืองท้ายช่วยให้ล้อรถแต่ละล้อหมุนด้วยความเร็วที่ต่างกันได้เมื่อเข้าโค้ง โดยล้อฝั่งด้านนอกโค้งจะใช้วงเลี้ยวกว้างกว่าล้อที่อยู่ด้านในโค้ง แต่เมื่อขับบนทางออฟโรด เฟืองท้ายทั่วไปอาจเป็นปัญหาในการขับขึ้นเนินหรือข้ามสิ่งกีดขวาง เนื่องจากเมื่อล้อยกลอยจากพื้นแล้ว เฟืองท้ายจะให้ความสำคัญกับล้อที่ลอยอยู่ ทำให้ล้อนั้นหมุนไปเรื่อยๆ อย่างไร้ประโยชน์ ส่วนล้อที่อยู่บนพื้นก็ไม่มีแรงพอที่จะขับเคลื่อนต่อไปได้

ระบบล็อคเฟืองท้ายแบบ Rear Differential Lock ของฟอร์ด เรนเจอร์ คือตัวช่วยล็อคล้อหลังทั้งสองด้านให้ได้รับแรงขับเคลื่อนเท่ากัน ดังนั้น เมื่อมีล้อใดล้อหนึ่งลอยอยู่ ล้ออีกข้างจะยังช่วยขับเคลื่อนให้รถเดินหน้าต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม การใช้ระบบล็อกเฟืองท้ายอาจไม่เหมาะในบางสถานการณ์ เช่น เมื่อต้องใช้วงเลี้ยวแคบๆ หรือเมื่อทั้งสี่ล้อสามารถรับน้ำหนักได้เท่ากัน รวมถึงการขับด้วยความเร็วสูงขึ้น และเมื่อขับบนทางลาดเอียง

Ford Ranger FX 4 MAX 15

  1. ใช้ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา (Hill Descent Control: HDC) เมื่อไหร่

เมื่อต้องขับลงเนินลาดชัน เราขอแนะนำให้คุณเลือกใช้ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขาของฟอร์ด เรนเจอร์ (ปุ่มที่มีสัญลักษณ์รถขับลงเนิน) โดยผู้ขับขี่ต้องจอดรถและเปลี่ยนเกียร์ไปที่ P ก่อนเปิดใช้งาน

จากนั้นจึงเปลี่ยนเกียร์ไปที่ D แล้วค่อย ๆ ยกเท้าขึ้นจากแป้นเบรก ปล่อยให้รถคลานลงเนินช้าๆ แล้วเน้นใช้พวงมาลัยควบคุมทิศทางของรถ หากต้องการปรับความเร็ว ให้ใช้ปุ่ม Cruise Control (+/-) เพื่อเพิ่มหรือลดความเร็ว โดยระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชันจะเหมาะสำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วที่ไม่สูงนัก ที่ความเร็ว 5-32 กม. ต่อ ชม.

Ford Ranger FX 4 MAX 3

  1. การลดแรงดันลมยาง

หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการเพิ่มความสามารถในการขับบนเส้นทางออฟโรด และเพิ่มความนุ่มสบายภายในห้องโดยสารคือการลดแรงดันลมยาง โดยปริมาณลมยางที่จะปล่อยออกมานั้นขึ้นอยู่กับเส้นทางที่ขับ เราจึงแนะนำให้ผู้ขับขี่ตรวจสอบค่าแรงดันลมที่เหมาะสมกับเส้นทาง โดยข้อดีของการลดแรงดันลมยาง คือ

  • พื้นผิวของล้อจะสัมผัสพื้นดินมากขึ้น ช่วยให้เกิดการกระจายน้ำหนักอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงมากขึ้น เหมาะกับการขับบนพื้นทรายหรือพื้นโคลน
  • พื้นผิวยางดูดซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันล้อและส่วนต่างๆ ของล้อเมื่อขับบนพื้นที่ที่เป็นหินขรุขระ
  • ช่วยมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและสะดวกสบายมากขึ้นเมื่อขับบนเส้นทางออฟโรด ยางที่อ่อนลงเล็กน้อยจะยึดเกาะพื้นผิวขรุขระเล็กๆ ได้ดีกว่า และลดแรงกระแทกภายในห้องโดยสารได้

หากคุณมีแผนจะปล่อยลมยางเพื่อขับบนเส้นทางออฟโรด อย่าลืมนำเครื่องเติมลมยางติดไปด้วยเพื่อเติมลมยางก่อนกลับมาขับบนถนนทางเรียบ การขับรถบนทางเรียบด้วยลมยางต่ำจะทำให้ควบคุมรถได้ยากทำให้ไม่ปลอดภัย อีกทั้งยังลดอายุการใช้งานของยางและส่งผลต่ออัตราการประหยัดน้ำมันอีกด้วย

รีวิวความประทับใจจากโครงการ ‘i-rEzEPT’ เชื่อมต่อรถยนต์ไฟฟ้าเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้า (V2G)

0

โปรเจ็ค ‘i-rEzEPT’ (intelligent regenerative electric vehicles for self-power maximisation and primary control market participation) ซึ่งเชื่อมต่อรถยนต์ไฟฟ้าเข้ากับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของภาครัฐ และเอกชนได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจในระหว่างการทดลองระบบ เป็นเวลากว่าหนึ่งปีที่ผู้เข้าร่วมโครงการไม่เพียงแต่จะได้รับความพึงพอใจในด้านการขับขี่จากนิสสัน ลีฟ แต่ยังได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นแหล่งเก็บพลังงานไฟฟ้าที่สร้างขึ้นเองเพื่อใช้สำหรับที่พักอาศัย ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ให้สัมภาษณ์ และรีวิวการใช้งานที่ผ่านมาอีกด้วย

การทดสอบภาคสนามในฐานะผู้บุกเบิกด้านยานยนต์ไฟฟ้านิสสัน ได้นำ ลีฟ รถยนต์ไฟฟ้า 100% และอุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไปติดตั้งที่บ้าน 13 หลังในประเทศเยอรมนี โดยทุกหลังจะต้องมีระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์อยู่แล้ว โดยเป้าหมายคือการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่ผลิตเองในครัวเรือนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการใช้พลังงานจากระบบโครงข่ายไฟฟ้า และลดค่าใช้จ่ายสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

การใช้ประโยชน์จากการชาร์จแบบสองทิศทางถือเป็นเอกลักษณ์ของนิสสัน ลีฟ หรือที่เรียกว่า V2G (vehicle-to-grid) เทคโนโลยีถ่ายเทพลังงานจากยานพาหนะสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้า โดยผู้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถใช้นิสสัน ลีฟสำหรับเก็บพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ของแผงโซลาเซลล์บนหลังคาบ้านในแบตเตอรี่ของนิสสัน ลีฟ และหากจำเป็นก็สามารถนำพลังงานไฟฟ้าจากรถไปใช้ในครัวเรือนหรือย้อนกระแสไฟฟ้าคืนสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้า

นิสสันเปิดตัวโครงการ i-rEzEPT” ร่วมกับ บ๊อช ไอโอ (Bosch.IO) สถาบันฟรอนโฮเฟอร์ ไอเอฟเอเอม (Fraunhofer Institutes IFAM) และ ไอเอโอ (IAO)  การร่วมทุนครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งสหพันธรัฐเยอรมนี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการระดมทุนสำหรับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่มีมูลค่ารวมถึง 2.39 ล้านยูโร

สเตฟาน ซอนน์ทาก ผู้จัดการโครงการการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (E-Mobility) จาก นาว จีเอ็มบีเอช (Stefan Sonntag, Program Manager E-Mobility – NOW GmbH) บริษัทในเครือของกระทรวงคมนาคมแห่งสหพันธรัฐฯกล่าวว่า “รถยนต์ไฟฟ้าควรชาร์จเมื่อมีไฟฟ้าจากลม หรือพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่ง i-rEzEPT กำลังทดสอบในจุดนี้ ช่วยให้คุณไม่เพียงแต่ใช้พลังงานในการขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังได้ให้พลังงานกับบ้านพักอาศัยของคุณด้วย”

การทำงานร่วมกันระหว่างนิสสัน ลีฟ และระบบโครงข่ายไฟฟ้าภายในประเทศนั้นได้รับการจัดการโดยผู้จัดการด้านพลังงานในท้องถิ่นจากหุ้นส่วนโครงการ บ๊อช.ไอโอ และใช้ซอฟต์แวร์ บ๊อช ไอโอที เกตเวย์ (Bosch IoT Gateway) ตัวอย่างเช่น แบตเตอรี่จะดึงเอาพลังงานเพียง 10 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์มาป้อนให้กับบ้านพักอาศัย เพื่อไม่ให้กระทบต่อระยะทางการวิ่งของรถ อีกทั้งในกรณีที่จำเป็น เช่น ก่อนการเดินทางไกล ก็จะดึงพลังงานไปชาร์จแบตเตอรี่รถให้เต็มก่อน

ข้อมูลการใช้ไฟฟ้าจะถูกประเมินแบบไม่เปิดเผยตัวตนของผู้ใช้งานโดยสถาบันฟรอนโฮเฟอร์ ไอเอฟเอเอม (Fraunhofer Institutes IFAM) ในเบรเมิน และ ไอเอโอ (IAO) ในสตุตการ์ด ซึ่งฟรอนโฮเฟอร์ ไอเอโอใช้แพลตฟอร์มข้อมูลที่พัฒนาขึ้นเพื่อจุดประสงค์นี้โดยเฉพาะ และการคาดการณ์ความพร้อมใช้งานของรถยนต์ สเตฟา ลอสช์ จาก สถาบันฟรอนโฮเฟอร์ ไอเอฟเอเอม (Stefan Lösch – Fraunhofer IFAM) กล่าวว่า “ข้อมูลนี้จำเป็นต่อการได้รับสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับรูปแบบธุรกิจของการชาร์จแบบสองทิศทางและเพื่อกำหนดกลุ่มผู้ใช้งานที่เหมาะสม”

“ปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากทำงานจากที่บ้าน ทำให้เกิดศัยกภาพในการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการปล่อยมลภาวะจากการขนส่ง” วินเซนต์ ริคูซ์ จากศูนย์นิสสันแห่งยุโรป (Vincent Ricoux – Nissan Center Europe) กล่าวเสริม “ดังนั้นเราจึงคาดว่าความสนใจในเทคโนโลยีนี้จะเติบโตต่อไปในอนาคต”

สำหรับชื่อโปรเจ็กต์ “i-rEzEPT” ย่อมาจาก intelligent regenerative electric vehicles for self-power maximisation and primary control market participation” หมายถึง รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่นำพลังงานกลับมาใช้ใหม่เพื่อเพิ่มพลังในตัว และสามารถกำหนดการมีส่วนร่วมในตลาด โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย และยังเน้นถึงบทบาทของรถยนต์ไฟฟ้าในการรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้าของภาครัฐและเอกชน

อย่างไรก็ตามยังมีข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องดำเนินการ จนกว่าจะสามารถการสร้างระบบ V2G ที่ราคาไม่แพงสำหรับผู้ใช้งาน และให้ระบบมีความคุ้มค่าต่อผู้ใช้งาน การเพิ่มเงินอุดหนุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จและระบบการจัดการพลังงานของการชาร์จถือเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถแข่งขันกับระบบจัดเก็บแบตเตอรี่แบบทั่วไปที่ติดตั้งอยู่กับที่ได้

แรง ล้ำเกินคาด ประหยัดเกินใคร มั่นใจทุกการขับขี่ กับ e:HEV, Powerful Hybrid by Honda

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความทรงพลังและการทำงานอย่างชาญฉลาดของระบบขับเคลื่อนไฮบริด Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive (i-MMD) ซึ่งเป็นระบบ Full Hybrid โดยได้สื่อสารถึงผลิตภัณฑ์รถยนต์ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฮบริด ในชื่อ อี:เอชอีวี (e:HEV) และเริ่มในรุ่น ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ยนตรกรรมซิตี้คาร์ Full Hybrid รุ่นแรกที่เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2563 ได้รับการตอบรับอย่างสูงจากลูกค้าชาวไทย ด้วยยอดจองสะสมกว่า 2,200 คัน ในระยะเวลา 6 เดือนนับตั้งแต่เปิดตัว (23 พฤศจิกายน 2563 31 พฤษภาคม 2564)

ระบบขับเคลื่อนไฮบริด Sport Hybrid i-MMD เป็นระบบ Full Hybrid ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังของเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-ion) ซึ่งทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาด จะเริ่มตั้งแต่การออกตัว การขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ การใช้ความเร็วสูง และระหว่างลดความเร็ว โดยระบบจะเลือกและปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่อย่างอัจฉริยะ ทั้งโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สะท้อนจุดเด่นที่โดนใจและพร้อมตอบโจทย์การใช้งานในทุกไลฟ์สไตล์แรง ล้ำเกินคาด ประหยัดเกินใคร มั่นใจทุกการขับขี่

  • High Performance ขับสนุกด้วยแรงบิดและอัตราเร่งที่ทรงพลัง
  • High Saving ประหยัดเกินคาดด้วยโหมดการขับขี่ที่ปรับให้เหมาะกับทุกการเดินทาง
    อย่างมีประสิทธิภาพ
  • High Confidence เพิ่มความมั่นใจไปถึงทุกจุดหมายได้อย่างอิสระ

นอกจากนี้ ฮอนด้า ยังมอบความมั่นใจในการใช้งานยนตรกรรม Full Hybrid รุ่นฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง พร้อมด้วยโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care)* ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร ต่อจากระยะเวลาหรือระยะทางการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรแรกสิ้นสุดลง รวมสูงสุด 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) อีกทั้งฟรีค่าแรงในการเช็คระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร* (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

ท่านสามารถรับชมวิดีโอ e:HEV Powerful Hybrid by Honda ได้ทาง https://youtu.be/byr_Ds0qxxs พร้อมสัมผัสประสบการณ์แรง ล้ำเกินคาด ประหยัดเกินใคร มั่นใจทุกการขับขี่ ของรถยนต์ Full Hybrid ใน ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ ได้ที่ www.honda.co.th/cityehev

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

PT Maxnitron Motorsport ผนึกกำลัง GPI Motorsport พลิกโฉมรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบในประเทศไทย

0

PT Maxnitron Motorsport ผนึกกำลัง GPI Motorsport ผลักดันวงการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบไทยสู่มาตรฐานสากลเต็มรูปแบบ เพิ่มโอกาสให้นักแข่งรถยนต์ทางเรียบของไทยและภูมิภาคอาเซียนเข้าถึงรายการแข่งขันและธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับสายยานยนต์ได้มากยิ่งขึ้น

บริษัท S63 Project ผู้จัดการแข่งขันรายการ PT Maxnitron Racing Series โดยนายศิลป์ ธีรนิติ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอส63 โปรเจค จำกัด และ GPI Motorsport ผู้จัดการแข่งขันรายการ Honda City Hatchback One Make Race โดยนายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ร่วมมือพลิกโฉมรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบในประเทศไทย ด้วยการนำรถในรายการ Honda City Hatchback One Make Race มาร่วมแข่งขันในรายการ PT Maxnitron Racing Series โดย บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ “พีที แมกซ์นิตรอน” เป็นผู้สนับสนุนหลักในรายการ เพื่อมุ่งเสริมสร้างการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายและยกระดับมาตรฐานกีฬาแข่งขันรถยนต์ของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล และยังสร้างโอกาสให้แก่นักแข่งหน้าใหม่ตั้งแต่ระดับเยาวชนได้พัฒนาก้าวสู่นักกีฬาอาชีพอีกด้วย

จากความร่วมมือเป็นพันธมิตรระหว่างรายการ PT Maxnitron Racing Series และรายการ Honda City Hatchback One Make Race ในครั้งนี้ จะทำให้การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี 2021 ก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นการรวมตัวของบรรดานักแข่งชั้นแนวหน้าของเมืองไทย รุ่นการแข่งขันที่หลากหลาย เป็นที่นิยม และเป็นกระแสที่มีผู้ติดตามอย่างคับคั่ง รวมไปถึงกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นโดยรอบบริเวณงาน ทั้งของแต่งรถยนต์ชั้นนำ ของกินจากร้านเด็ด ของที่ระลึกมากมาย จากการออกร้านของบรรดาผู้จำหน่ายที่เป็นกระแสอยู่บนโซเชียล

พร้อมกันนี้ยังเป็นการสร้างบรรยากาศใหม่ๆ ให้กับการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน กับสนามการแข่งขันแห่งใหม่ในกลางเมืองประจวบคีรีขันธ์ และดื่มด่ำกับบรรดารถแข่งร่วมไปกับหาดทรายขาว และท้องทะเลสีฟ้าครามไปในคราวเดียวกันอีกด้วย

โดยทั้ง 2 รายการ มีกำหนดการแข่งขันดังนี้

วันที่ 30 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2564

PT Maxnitron Racing Series สนามที่ 1 – 3

Honda City Hatchback One Make Race สนามที่ 1 – 2

สถานที่ : สนามพีระเซอร์กิต จ.ชลบุรี

วันที่ 29 กันยายน – 3 ตุลาคม 2564

PT Maxnitron Racing Series สนามที่ 4 – 5

Honda City Hatchback One Make Race สนามที่ 5 – 6

สถานที่ : สนาม พีทีประจวบสตรีทเซอร์กิต จ.ประจวบคีรีขันธ์