Home Blog Page 369

(มีคลิปวีดีโอ) ลองขับก่อนขาย Haval H6 Hybrid SUV สมรรถนะดี แรง ประหยัด ฟีเจอร์ทันสมัย แต่ใช้งานยากไปนิด

0
Haval H6 Hybrid SUV 28

Haval H6 Hybrid SUV รถยนต์รุ่นแรกที่ GWM หรือ Great Wall Motor เตรียมส่งลุยตลาดเมืองไทย หลังจากโชว์ตัวในงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ผ่านมา ต่อด้วยการพาสื่อเข้าชมพร้อมอัพเดทข้อมูลในรูปแบบ Sneak Preview แต่ครั้งนี้เป็นการทดลองขับบนเส้นทาง กรุงเทพ-ชลบุรี ก่อนที่จะขายจริงในวันที่ 28 มิถุนายน ที่จะมาถึง สมรรถนะ รวมถึงฟีเจอร์ทันสมัยที่จัดเต็มมาอย่างล้นคันของเอสยูวีไฮบริดน้องใหม่คันนี้จะมีความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด แถมให้อีกนิดกับรายการส่งเสริมการขายสำหรับลูกค้าลอตแรก ของแถมเพียบมาพร้อมแคมเปญผ่อนฟรีดอกเบี้ย และประกันภัย เรื่องราวทั้งหมด…ติดตามได้จากรายงาน

Haval H6 Hybrid SUV ที่กำลังจะจำหน่ายในไทยแบ่งออกเป็น 2 รุ่น คือ Pro กับ Ultra ซึ่งแตกต่างกันในเรื่องการตกแต่งเพียงบางส่วน แต่มิติตัวรถจะถูกส่งเข้าไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับ MG HS,MAZDA CX-5,Honda CRV และ Subaru Forester แต่ค่อนข้างได้เปรียบด้วยขนาดความยาว 4,653 มม. กว้าง 1,886 มม. สูง 1,730 มม. ในขณะที่ฐานล้อกว้าง 1,738 มม.

Haval H6 Hybrid SUV 2

 

ซึ่งถ้าเอามิติมาเทียบกับคู่แข่งที่มาจากชาติเดียวกัน ถือว่าเป็นต่อในทุกมิติ ยาวกว่า 79 มม. กว้างกว่า 10 มม. และสูงกว่า 60 มม. รวมถึงฐานล้อกว้างกว่า 60 มม.โครงสร้างตัวถังเป็นแบบอัจฉริยะโมดูลาร์ และวัสดุที่ใช้ในการผลิตยังเป็นแบบเดียวกับเรือดำน้ำ ที่มีคุณสมบัติด้านความเบา แต่แกร่ง และทนทาน

Haval H6 Hybrid SUV 2

รูปลักษณ์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ กระจังหน้าสีดำในรุ่น Pro และโครเมียมในรุ่น Ultra ออกแบบเรียบหรูในรูปแบบลวดลายตาข่าย บริเวณโลโก้จะมีกล้องเพื่อใช้ประมวลผลการทำงานของอีกหลายฟีเจอร์

Haval H6 Hybrid SUV 4

ไฟหน้าเป็นแบบ LED Headlamp ที่รวมทุกอย่างไว้ในโคมเดียวกัน มีระบบเปิด-ปิด, ปรับสูง-ต่ำ รวมถึงไฟนำทาง แต่แยกไฟตัดหมอกมาไว้ที่มุมกันชนทั้ง 2 ฝั่ง ยกเว้นในรุ่น Pro และที่กันชนทั้งหน้าและหลังมีการฝังเซนเซอร์ไว้รอบคัน

Haval H6 Hybrid SUV 6

เส้นสายรอบตัวรถออกแบบให้มีสไตล์ ล้อเป็นทูโทนลาย 5 ก้านคู่หุ้มยาง Goodyear ขนาด 235/50R19 บนหลังคามากับพาโนรามิคซันรูฟขนาดใหญ่ ในรุ่น Ultra ส่วนในรุ่น Pro ล้อจะเป็นขอบ 18 นิ้ว และหลังคาไม่มีซันรูฟ

Haval H6 Hybrid SUV 1

ท้ายรถออกแบบให้มีกลิ่นอายของรถยุโรป ชุดไฟหรี่ใช่หลอดแอลอีดีทอดยาวจากฝั่งซ้ายไปถึงฝั่งขวา มีโลโก้ Haval สีโครเมียม มากับสปอยเลอร์ที่ฝังไฟเบรกดวงที่ 3 พร้อมกล้องมองภาพติดตั้งบริเวณฝากระโปรง

Haval H6 Hybrid SUV 6

ห้องโดยสารกว้างขวาง ออกแบบห้องโดยสารให้มีมุมมอง 360 องศา คอนโซลและแผงข้างมีการตกแต่งด้วยสีดำ เบส และ ทอง ก้าวแรกที่เข้าไปด้านในแอบนึกถึง IRON MAN เพราะไฟห้องโดยสารจากระบบ Ambient Light ที่ให้มาเป็นสีแดง

Haval H6 Hybrid SUV 7

เบาะนั่งหุ้มหนังสังเคราะห์แต่งแบบทูโทนเช่นกัน คู่หน้าปรับเซ็ทเป็นด้วยไฟฟ้า เก๋ไก๋ด้วยเบาะผู้โดยสารที่มีปุ่มปรับเบาะ 2 ตำแหน่ง แต่ไม่มีหน่วยความจำ เบาะหลังสามารถพับได้เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระ

Haval H6 Hybrid SUV 8

Haval H6 Hybrid SUV 8

พวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่นหุ้มขอบด้วยหนังแท้ หน้าจอมาในสไตล์ Full Digital มีด้วยกันถึง 3 ชุด ทั้งที่จอแสดงข้อมูล Multi Information Display ขนาด 10 นิ้ว จอ Intelligent Multimedia Touchscreen รองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplay และ Android Auto ขนาด 10 นิ้ว ในรุ่น Pro และ 12 นิ้ว ในรุ่น Ultra รวมถึง Head Up Display ที่แสดงการทำงานได้หลากหลาย

Haval H6 Hybrid SUV 8

Haval H6 Hybrid SUV 9

ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแบบ Dual Zone พร้อมช่องแอร์ด้านหลัง ในรุ่น Ultra มาพร้อมตัวกรอง N95 และมี Wiress Charger ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

Haval H6 Hybrid SUV 10

ถัดมาเป็นเกียร์แบบหมุน มีเบรกมือไฟฟ้าและ Brake Hold ติดตั้งมาให้ใกล้ๆกัน

Haval H6 Hybrid SUV 12

ขุมพลังที่ใช้เป็นการทำงานแบบลูกผสมระหว่าง เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร กับ กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 243 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 530 นิวตันเมตร พิเศษตรงที่ชุดส่งกำลัง มีทั้งของเครื่องยนต์เป็นแบบ Dual Clutch และอีกหนึ่งชุดเป็นระบบส่งกำลังที่ใช้กับมอเตอร์ไฟฟ้าโดยเฉพาะหากใช้งานในเมืองความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. จะใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า อัตราสิ้นเปลืองตามอีโค่สติกเกอร์ 19.2 กม./ลิตร และพิเศษด้วยเพลาขับอัจฉริยะแบบ Multi Mode มาพร้อมโหมดการขับขี่ 4 แบบ ได้แก่ โหมดมาตรฐาน/ โหมดสปอร์ต/ โหมดประหยัด/ โหมดสภาพถนนลื่น .

Haval H6 Hybrid SUV 13

ระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท หลังแบบมัลติลิงค์ ซึ่งมาพร้อมดิสเบรคทั้ง 4 ล้อ

ในด้านของฟังก์ชั่นอัจฉริยะ (Intelligent Functions) ซึ่งมีการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ผ่านระบบออนไลน์อัจฉริยะ (FOTA) มากับความสามารถในการอัพเกรดเฟิร์มแวร์สำหรับการควบคุมระบบขับเคลื่อน ระบบส่งกำลัง ระบบการขับขี่อัจฉริยะต่างๆ รวมถึงระบบ Infotainment และระบบควบคุมอื่นๆ ภายในรถยนต์ได้อย่างง่ายดายฃ)

อีกหนึ่งเทคโนโลยีได้แก่การตอบโต้ด้วยเสียงอัจฉริยะผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) มีความสามารถในการจดจำเสียงได้เป็นอย่างดี ช่วยลดการใช้งานจากการกดปุ่ม เป็นการเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ โดยผู้ขับขี่สามารถสั่งการและโต้ตอบด้วยเสียงเพื่อใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ รวมไปถึงการเข้าถึงระบบเอ็นเตอร์เทนเม้นท์

Haval H6 Hybrid SUV 15

และความทันสมัยในรูปแบบของการตรวจสอบสถานะต่างๆของรถผ่านแอพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เป็นระบบช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการทำงานบางฟังก์ชั่นของรถยนต์ได้ แม้ผู้ขับขี่จะอยู่ในระยะที่ไกลจากตัวรถ เช่น การควบคุมระบบปรับอากาศ การล็อคและปลดล็อคประตู การค้นหารถยนต์ การปิดหน้าต่าง และการควบคุมระบบการระบายความร้อนของเบาะ การแสดงตำแหน่งรถยนต์ การกำหนดรัศมีการใช้งานรถ และการแสดงผลการตั้งค่าต่างๆ ของรถ

ไฮไลท์เด็ดที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นั่นคือระบบการช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัย (Driver Assistance and Safety Systems) สำหรับการขับขี่แบบอัตโนมัติในระดับ 2+ ประกอบไปด้วย

ระบบการช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety)
-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) มาพร้อมกล้องติดรถยนต์ ADAS ที่ประสานกับชิปควบคุมการขับเคลื่อนอัตโนมัติ EYEQ4 ของโมบายอาย ช่วยควบคุมในช่วงความเร็วเต็มพิกัดที่กำหนดไว้ รวมถึงการหยุดและรีสตาร์ทกลับไปยังความเร็วที่ตั้งไว้ก่อนหน้า
-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ (ICA) ทำงานตามความเร็วที่ผู้ขับขี่ตั้งเอาไว้ แต่จะตรวจจับรถคันหน้าเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย
-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ (TJA) เป็นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อใช้ความเร็วต่ำ
-ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก (AEBI) ถือเป็นหนึ่งในระบบที่ดีทีสุดในระดับ 2+ (L2+) ที่มาพร้อมระบบการตรวจจับคนเดินถนน และทางแยก โดยสามารถคำนวณระยะทางระหว่างรถและคนเดินถนนได้แบบเรียลไทม์ มีสัญญาณเตือนด้วยเสียงและการเบรกอัตโนมัติช่วยหลีกเลี่ยงการชนหรือลดแรงกระแทก และยังมีการเตือนการชนด้านหน้าและด้านหลัง โดยใช้เรดาร์ด้านหน้าและหลัง เพื่อพิจารณาระยะทาง ทิศทาง และความเร็วสัมพัทธ์ของรถคันอื่น
-ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) ช่วยควบคุมพวงมาลัยให้รถอยู่ในเลน

-ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW) แจ้งเตือนเมื่อรถกำลังออกนอกเลน

-ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK) ช่วยควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลน

-ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน (ELK) โดยหากมีการตรวจสอบพบรถอีกคันกำลังแล่นมา หรือมีรถแซงขึ้นมาจากอีกเลนหนึ่ง ระบบจะทำการแทรกแซงการทำงานมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดการชน

Haval H6 Hybrid SUV 17
-ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา (BSD) โดยการใช้ใช้เรดาร์ตรวจสอบรถในเลนที่ติดกันโดยหากมีหากอยู่ใกล้มากจนเสี่ยงที่จะเกิดการชนเนื่องจากจุดอับสายตาตามธรรมชาติ ระบบจะมีไฟเตือนเพื่อแสดงที่กระจกด้านนอกในด้านที่เหมาะสม

-ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง (WDS) โดยระบบจะตรวจสอบรถบรรทุกขนาดใหญ่หรือรถที่มีขนาดยาว โดยในระหว่างการแซง ระบบจะรักษาช่องว่างระหว่างรถตามระยะที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ และจะหมุนรถให้กลับสู่เลนเดิมอัตโนมัติ

-การเข้าโค้งอัจฉริยะ เมื่อระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) ทำงาน กล้องจะทำการตรวจสอบความโค้งของถนน และความเร็วจะถูกปรับอัตโนมัติหากจำเป็นต้องลดความเร็วในขณะเข้าโค้งเพื่อความปลอดภัย และเมื่อผ่านโค้งไปแล้ว รถจะกลับเข้าสู่ความเร็วเดิมที่ตั้งไว้

-ระบบตรวจจับและตีความหมายป้ายจราจร(TSR) กล้องจะทำงานร่วมกับชิปประมวลผลภาพโดยสามารถวิเคราะห์ป้ายจราจรเช่น ป้ายจำกัดความเร็ว และจะมีสัญญาณเตือนด้วยเสียงและภาพแสดงบนหน้าจอเพื่อเตือนผู้ขับขี่หากขับเกินความเร็วที่กำหนด

Haval H6 Hybrid SUV 16

-ระบบควบคุุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ (VSC) ช่วยตรวจสอบการหมุนของพวงมาลัยที่อาจจะมากหรือน้อยเกินไปในทางโค้ง เพื่อช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนโดยการลดคันเร่งและเบรกในแต่ละล้อ

-ระบบช่วยลงทางลาดชัน (HDC) ใช้เบรกเพื่อช่วยควบคุมความเร็วของรถขณะขับบนทางลาดชันเพื่อให้ผู้ขับขี่มีสมาธิในการบังคับพวงมาลัย

-ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน (HSA) โดยเมื่อออกจากจุดที่หยุดนิ่งบนเนินสูงชัน เบรกจะยังคงค้างอยู่ราว 2 วินาที จนกระทั่งคันเร่งทำงานเพื่อป้องกันการถอยหลัง

-ระบบป้องกันการไหลของรถโดยการเบรกอัตโนมัติ (AVH) เมื่อหยุดรถบนทางลาดลง เบรกจะทำงานอัตโนมัติจนกว่าจะมีการเหยียบคันเร่ง

-ระบบช่วยเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรก (HBA) ช่วยลดระยะเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยรถจะเพิ่มระบบช่วยเบรกเพื่อลดระยะการหยุดให้สั้นลง

-ระบบลดความเสี่ยงที่จะพลิกคว่ำ (ARS) ช่วยชะลอและทรงตัวรถ หากตรวจสอบพบว่ารถมีการหมุนตัวมากเกินไป จะใช้ระบบเบรกและการควบคุมคันเร่งในการชะลอรถและทรงตัว

-ระบบตรวจความดันลมยาง (TPMS) โดยรถจะทำการวัดแรงดันลมยางอย่างต่อเนื่องและเตือนผู้ขับขี่หากมีแรงดันลมยางล้อใดลดลง

-กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา ประกอบไปด้วยกล้องที่มองได้รอบ 4 ตัว มีความละเอียดคมชัด 4 Megapixel โดยระบบจะรวมเอามุมมองภาพทั้ง 4 กล้องมาสร้างภาพที่มีมุมมอง 360 องศา และเปิดการทำงานอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่โหมดการถอยหลัง โดยสามารถดูได้เมื่อขับรถที่ความเร็ว 15 หรือ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและตอนสตาร์ทรถ

-ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ (IAP) ใช้เซนเซอร์และกล้องในการตรวจสอบเพื่อตรวจจับวัตถุและเครื่องหมายบริเวณช่องจอดหรือจุดจอดรถและช่วยทำงานเต็มรูปแบบเพื่อเข้าจอด ทั้งแนวตั้ง แนวนอน หรือแนวเฉียง โดยเมื่อระบุช่องว่างที่จะนำรถเข้าจอดแล้ว รถจะทำการจอดด้วยตัวเองด้วยการควบคุมพวงมาลัย เบรก และคันเร่ง

-ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถในจุดอัยสายตาขณะถอยหลัง (RCTA) เซนเซอร์ช่วยตรวจสอบจุดอับสายตาด้านหลังของตัวรถทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของช่องทางเดินรถในขณะถอยหลัง เมื่อกำลังถอยหลังออกจากช่องจอดเข้าสู่ช่องจราจร เซนเซอร์หลังของรถจะทำการเช็คด้านซ้ายและขวาของช่องจราจรและ ส่งสัญญาณเตือนด้วยเสียงและภาพ หากผู้ขับขี่ยังเพิกเฉย ไม่หยุดรถ ระบบเบรกอัตโนมัติในกรณีฉุกเฉินจะเริ่มทำงานด้วยการลดความเร็วและหยุดรถเพื่อหลีกเลี่ยงการชน

-ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA) ในขณะที่ขับรถต่ำกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถจะบันทึกเส้นทางและสามารถถอยหลังกลับได้ในระยะ 50 เมตรโดยอัตโนมัติ และหากเลือกเกียร์ถอย รถจะสามารถถอยหลังกลับได้เองโดยใช้ข้อมูลสิ่งกีดขวางต่างๆ ที่ถูกบันทึกไว้

-ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู (DOW) ระบบตรวจสอบและแจ้งเตือนวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว หากพบการเปิดประตูรถ เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ เมื่อรถจอดเรียบร้อยแล้ว หากมีการตรวจจับวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวได้ เช่น มีรถหรือนักปั่น จะมีไฟเตือนการเปิดประตูจะแสดงขึ้นบนหน้าจอ และเมื่อประตูถูกเปิดออกในขณะที่วัตถุถูกตรวจจับได้ ไฟเตือนจะกระพริบและจะมีเสียงเตือน

-ระบบช่วยเตือนความเมื่อยล้าขณะขับขี่ (DFM) ช่วยประเมินและวิเคราะห์ลักษณะในการขับขี่ เช่นมุมบังคับเลี้ยว การเบรก การควบคุมไฟส่องสว่าง และใบบัดน้ำฝน ระยะเวลาในการขับ หากพบว่ามีลักษณะการขับขี่ที่เหนื่อยล้า หรือหลังจากขับรถด้วยความเร็วเกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และขับรถมากว่า 4 ชั่วโมง ระบบจะเตือนด้วยภาพและเสียงนาน 20 วินาที ทุกๆ 10 นาที โดยสามารถทำการตั้งค่าใหม่ได้ก็ต่อเมื่อทำการหยุดรถเท่านั้นรถจะทำการแจ้งเตือนและแนะนำให้หยุดพัก

เริ่มเรื่องราวของการทดลองขับกันบ้าง เริ่มการเดินทางจากกรุงเทพ-ชลบุรี ระยะทางราว 200 กม. สิ่งที่ต้องชื่นชมนั่นคือเรื่องของการประกอบที่ทำมาได้ดี เสียงที่เร็ดรอดเข้ามาในห้องโดยสารนั้นน้อยมาก ช่วงการใช้งานในเมืองที่มีการจราจรพลุกพล่าน ได้มีการสัมผัสกับระบบต่างๆทั้ง ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อใช้ความเร็วต่ำ (TJA) ที่ทำงานตามความเร็วที่ผู้ขับขี่ตั้งเอาไว้ และจะตรวจจับรถคันหน้าเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย พร้อมระบบช่วยหยุดรถยนต์และออกตัว (stop-and-go) รวมถึงระบบการช่วยเหลือการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW) ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK)

 Haval H6 Hybrid SUV 19

ระบบต่างๆที่ได้ทำการทดสอบถือว่าเป็นระบบเพื่อความปลอดภัย ที่ถือว่าเป็นการพํฒนาที่ทันสมัย เรียกได้ว่าเกือบจะเป็นการขับขี่ในรูปแบบอัตโนมัติก็ว่าได้ แต่ทั้งนี้ การปรับค่าใช้งานระบบต่างๆนั้นทำได้ยาก และต้องทำความคุ้นเคยกับระบบพอสมควร เพราะไม่สามารถสั่งการได้จากพวงมาลัย จะสั่งการได้เพียงที่จอกลางแบบทัชกรีนเพียงอย่างเดียว ซึ่งหากต้องปรับในขณะขับขี่ ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะมุมมองที่มีแสงตกกระทบจากกระจกหน้านั้นค่อนข้างจะมองยาก และอีกอย่างคือ เสียงเตือนของระบบต่างๆไม่สามารถปิดเสียงได้ ทำให้รบกวนสมาธิในการขับขี่ในระดับหนึ่ง

Haval H6 Hybrid SUV 20

ในด้านสมรรถนะความเร็วนั้นหายห่วง ขุมพลังจากเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร กับ กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 243 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 530 นิวตันเมตร พิเศษตรงที่ชุดส่งกำลังมีทั้งของเครื่องยนต์เป็นแบบ Dual Clutch และอีกหนึ่งชุดเป็นระบบส่งกำลังที่ใช้กับมอเตอร์ไฟฟ้า พละกำลังหายห่วงตามแบบฉบับของรถไฮบริด น่าเสียดายที่ไม่มีการทำงานของระบบแสดงที่หน้าจอ และโหมด EV ที่ใช้ล๊อคการทำงานของระบบไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว

Haval H6 Hybrid SUV 22

 

หากใช้งานในเมืองที่ความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. จะใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าความเร็วเกินกว่านั้น ก็จะไปช่วยเสริมพลังจากเครื่องยนต์ ส่วนอัตราสิ้นเปลืองตามอีโค่สติกเกอร์อยู่ที่ 19.2 กม./ลิตร แต่หากใช้งานโหมดสปอร์ต และเหยียบคันเร่งเต็มแรง อาการเสียวท้องก็จะมีมาให้สัมผัสได้ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.อยู่ที่ 8 วินาที และความเร็วสูงสุดล๊อคไว้ที่ไม่เกิน 182 กม./ชม.

Haval H6 Hybrid SUV 23

จุดหมายปลายทางของทริพนี้อยู่ที่สนามบินเล็กหนองค้อ จ.ชลบุรี เพื่อทำการ TEST DRIVE TRACK ทั้ง 5 สถานี ได้แก่

สถานีทดสอบอัตราการเร่ง 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และการเข้าโค้งอัจฉริยะ (Torque (0-100 km/hr) and Intelligent Cornering)

Haval H6 Hybrid SUV 21
พิสูจน์สมรรถนะและความแรงของรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 243 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 530 นิวตัน-เมตร และทดสอบการเข้าโค้งของรถเมื่อขับผ่านทางโค้ง โดยกล้องจะทำการตรวจสอบโค้งถนน เพื่อให้ความเร็วถูกปรับอัตโนมัติให้เหมาะสมสำหรับการเข้าโค้งเพื่อความปลอดภัย เมื่อผ่านโค้งไปแล้ว รถจะกลับเข้าสู่ความเร็วเดิมที่ตั้งไว้

Haval H6 Hybrid SUV 24

สถานีทดสอบระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA : Auto Reversing Assistance)
ถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของการทดสอบเทคโนโลยีอันทันสมัย โดยรถยนต์จะสามารถจดจำเส้นทางที่ขับผ่านด้วยความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้สูงสุด 50 เมตร และสามารถถอยหลังกลับอัตโนมัติตามเส้นทางได้อย่างราบรื่น

Haval H6 Hybrid SUV 25

สถานีทดสอบระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ (IAP Integration Auto Parking)
ด้วยกล้อง 360 องศา และเซนเซอร์อัลตร้าโซนิค ช่วยให้ All New HAVAL H6 Hybrid SUV สามารถค้นหาที่จอดรถ คำนวณพื้นที่สำหรับจอดรถได้อย่างแม่นยำ โดยสามารถช่วยจอดได้ทั้งในรูปแบบการถอยเข้าช่องจอด การจอดขนานเส้นทางเดินรถ และการจอดตามแนวเฉียง

Haval H6 Hybrid SUV 26

สถานีทดสอบระบบช่วยเตือนและเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง
(RCTA+RCTB Rear Cross Traffic Alert and Rear Cross Traffic Breaking)
ระบบจะช่วยทำการแจ้งเตือนในขณะที่ถอยรถ โดยจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับรถยนต์ที่เข้าใกล้บริเวณด้านหลังรถ และด้านซ้าย-ขวา และเมื่อตรวจพบความผิดปรกติระบบจะทำการส่งสัญญาณเตือนและเบรคให้อัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการชน

สถานีทดสอบระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC : Adaptive Cruise Control)
ทดสอบการใช้งานกล้องติดรถยนต์ ADAS ที่ประสานกับชิปควบคุมการขับเคลื่อนอัตโนมัติ Q4 ของโมบายอาย (EYEQ4) ช่วยควบคุมในช่วงความเร็วเต็มพิกัดตามที่กำหนดไว้ รวมถึงการหยุดและรีสตาร์ทกลับไปยังความเร็วที่ตั้งไว้ก่อนหน้า

Haval H6 Hybrid SUV 27

ทั้งหมดก็เป็นเรื่องราวของเอสยูวีน้องใหม่ขุมพลังไฮบริดกับ Haval H6 Hybrid SUV ถ้าให้สรุปโดยรวมถือว่าเป็นรถอเนกประสงค์ขนาดใหญ๋ที่มากับสมรรถนะที่ไม่ธรรมดา แถมประหยัดในระดับเกือบ 20 กม./ลิตร นอกจากนี้ฟีเจอร์ที่ให้มาเต็มๆคัน แถมยังเป็นการพัฒนาในระดับที่ว่าเข้าขั้นเทคโนโลยีแห่งการขับขี่ที่ไร้คนขับ เพียงแต่การสั่งงานระบบต่างๆนั้นต้องเข้าใจวิธีการ เพราะเลือกตั้งค่าได้จากหน้าจอกลางเพียงอย่างเดียว และเสียงเตือนการทำงานของระบบต่างๆไม่สามารถปิดได้ ถ้าปรับปรุงในจุดนี้ได้ และราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการเปิดมาอย่างสุดว๊าว Haval H6 Hybrid SUV จาก GWM น่าจะเข้าไปครองใจผู้ใช้รถชาวไทยได้ไม่ยาก วันที่ 28 มิถุนายนที่จะถึงนี้…รู้กัน

Haval H6 Hybrid SUV 30

 

เพิ่มเติมให้อีกสักนิด Haval H6 Hybrid SUV รับประกันตัวรถ 5 ปี 150,000 กม. และแบตเตอรี่ไฮบริดรับประกัน 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง รวมถึงการซื้อขายของ GWM จะทำการผ่านช่องทางออนไลน์ และสำหรับลูกค้าที่สั่งจองลอตแรกทั้งหมด เตรียมรับรายการส่งเสริมการขายดังนี้
-ดอกเบี้ย O% 48 เดือน
-ฟรี!!! ประกันภัย 1 ปี
-ฟรี!!! ส่งรถให้ถึงบ้าน
-ฟรีน้ำมันเต็มถัง
-แถมเรื่องบำรุงรักษาฟรีแบบรถยุโรป
-ฟรีบริการรับและส่งรถในกรณีที่นำรถเข้าตรวจเช็ค
-ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน

Haval H6 Hybrid SUV 30

ฟอร์ด เผยโฉม ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max สีใหม่ สีเทาคองเคอร์ เกรย์ (Conquer Grey)

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max สีใหม่ สีเทา คองเกอร์ เกรย์ (Conquer Grey) ซึ่งเป็นสีเดียวกับ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ พร้อมให้ลูกค้าที่ชอบความเท่ ดุดัน สไตล์สปอร์ต สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่โชวรูม ฟอร์ด ทั่วประเทศไทย  ด้วยราคาสุดเร้าใจ เพียง 1,199,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure และการรับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังนาน 10 ปี หรือ150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max เป็นรถกระบะที่ออกแบบมาเพื่อออฟโรดตัวจริง ได้รับแรงบันดาลใจจากรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกเร้าใจ ตามแบบฉบับของฟอร์ด เรนเจอร์  มาพร้อมช่วงล่างที่ได้รับการออกเป็นพิเศษด้วยล้อแม็กลายใหม่และยางออลเทอร์เรนเพื่อการขับขี่แบบออฟโรดเต็มพิกัด มอบสมรรถนะอันโดดเด่นสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความสมบุกสมบันในวันหยุด แต่ยังคงความสะดวกสบาย อัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัย และรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันที่หลากหลายอันเป็นเอกลักษณ์ของฟอร์ด เรนเจอร์

“ฟอร์ด ประเทศไทย ประสบความสำเร็จและได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากลูกค้าจากการเปิดตัว ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ด้วยรูปลักษณ์ที่เท่และดุดัน แต่งหล่อมาจากโรงงาน รวมถึงสมรรถนะที่ตอบโจทย์ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตแบบพร้อมลุย และวันนี้ ฟอร์ด ประเทศไทย พร้อมนำเสนอฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ สีเทา คองเกอร์ เกรย์ ซึ่งเป็นสีเดียวกับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบความเข้ม มีสไตล์ ที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของผู้ขับขี่ตามแบบฉบับของฟอร์ด เรนเจอร์ อย่างแท้จริง”  นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ภายนอกของฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ ตกแต่งด้วยกระจังหน้าสะกดด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ F-O-R-D ตามแบบฉบับของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งภายนอกสีเทาเข้มตั้งแต่ฝาครอบกระจกมองข้าง มือจับประตู ซุ้มล้อไปจนถึงกันชนท้าย ด้านหลังตกแต่งด้วยโรลบาร์สีดำยาวทอดตลอดกระบะท้าย บันไดข้างได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูเท่และดุดัน พร้อมพื้นผิวกันลื่นสำหรับการใช้งานออฟโรด

FX4 Max ใหม่ สะท้อนสมรรถนะและความสมบุกสมบัน ด้วยการปรับจูนระบบกันสะเทือนและช่วงล่างใหม่เพื่อตอบสนองการขับขี่ออฟโรดที่ดีเยี่ยม พร้อมยางออลเทอร์เรน KO2 จาก BF Goodrich เช่นเดียวกับรถกระบะดีเอ็นเอฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ อย่างฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ด้วยยางขนาด 265/70 R17 มอบความมั่นคงในการยึดเกาะถนนที่มีพื้นผิวขรุขระ และพื้นผิวด้านข้างที่คงทนยิ่งขึ้น เข้ากับล้ออัลลอยขนาด 17 x 8 นิ้ว ทั้งด้านหน้าและหลัง ออฟเซ็ท +42 มม. ทำให้ฐานล้อกว้างขึ้นถึง 26 มม. ขณะที่ล้ออะไหล่เป็นล้ออัลลอยพร้อมยางออลเทอร์เรนเช่นกัน

 

ล้ออัลลอยของฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ โดดเด่นด้วยสีเทาเข้มดุดัน ซึ่งเป็นสีเดียวกับกระจังหน้า และรายละเอียดภายนอก พร้อมติดตั้งคิ้วล้อดีไซน์ใหม่เพื่อเน้นความโดดเด่นของฐานล้อที่กว้างขึ้น ทำให้ส่วนประกอบภายนอกทั้งหมดดูเข้ากันอย่างลงตัว

การปรับแต่งช่วงล่างและแชสซีที่เป็นเอกลักษณ์ของ FX4 Max ใหม่ เป็นผลงานการพัฒนาอันยอดเยี่ยมจากวิศวกรของฟอร์ดในประเทศออสเตรเลีย เช่นเดียวกับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และฟอร์ด เรนเจอร์รุ่นอื่นๆ โดยแต่ละส่วนประกอบของช่วงล่างแต่ละชิ้นทำให้รถกระบะคันนี้พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ออฟโรด ควบคู่กับการบรรทุกสัมภาระได้อย่างดีเยี่ยม

ช่วงล่างของฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ พร้อมพิชิตเส้นทางสมบุกสมบันด้วยระบบกันสะเทือน FOX Shock แบบโมโนทิวบ์ขนาด 2 นิ้ว ทั้งด้านหน้าและหลัง โดยโช้คหลังมาพร้อมกับ Sub-Tank ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับแรงกระแทกและเพิ่มความทนทานในการใช้งานแบบออฟโร้ด ผสานกับคอยล์สปริงด้านหน้าที่มีการปรับจูนใหม่และการควบคุมความสะเทือนด้านหลังแบบโช้คไขว้เพื่อรองรับการบรรทุกสัมภาระ ด้านแหนบรองน้ำหนักได้รับการพัฒนาให้เหมาะทั้งกับการขับขี่แบบออฟโรดและยังพร้อมรับน้ำหนักในการบรรทุกและลากจูง ด้วยระบบกันสะเทือนที่ยกสูงขึ้น 20 มม. บวกกับการใช้ยางออลเทอร์เรน ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ มี ระยะต่ำสุดจากพื้น (Ground clearance) ยกสูงจากพื้นถนนมากถึง 256 มม. ซึ่งสูงกว่ารุ่น XLT ยิ่งไปกว่านั้น ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ ยังมีมุมเงยและมุมจากที่ถูกยกระดับขึ้นจากรุ่น XLT เพื่อตอบสนองการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อได้อย่างเต็มที่

ด้านระบบส่งกำลัง ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ ทำงานด้วยขุมพลังเดียวกับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร สามารถบรรทุกน้ำหนักได้ถึง 981 กก. และลากจูงได้สูงสุดถึง 3,500 กก.

ภายในห้องโดยสารของฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ มาพร้อมกับการออกแบบอันโดดเด่น จากบันไดข้างโลหะสีดำแบบออฟโรดพร้อมผิวกันลื่น จนถึงชุดผ้ายางปูพื้นภายในห้องโดยสารที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานแบบออฟโรดโดยเฉพาะ เบาะนั่งพิเศษเฉพาะฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ ใช้วัสดุหนังแท้ หนัง Alcantara และหนังสังเคราะห์ใหม่ที่แตกต่างจากรุ่นอื่นๆ รวมถึงการปักสัญลักษณ์ FX4 Max ที่เป็นเอกลักษณ์บนเบาะคู่หน้า แป้นเหยียบคันเร่งสไตล์สปอร์ตแบบเดียวกับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ไปจนถึงพวงมาลัยหุ้มด้วยหนังสีดำ สีเดียวกับลวดลายตกแต่งแผงคอนโซลและขอบประตู ยกระดับความโดดเด่นและความรู้สึกที่โฉบเฉี่ยวดุดัน

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ มอบความสะดวกสบายที่เหนือชั้นด้วยระบบ Keyless Entry/ Push Start หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว มาพร้อมระบบนำทาง และระบบเชื่อมต่อ Apple CarPlay ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้านบนแผงคอนโซลของ FX4 Max ใหม่ พร้อมรองรับการใช้งานของคนรักการขับขี่แบบออฟโรดตัวจริง ด้วยช่องต่อพ่วงอุปกรณ์ออฟโรด Upfitter Switch พร้อมช่องต่อ AUX 6 ตำแหน่ง เพิ่มความสะดวกในการเชื่อมต่อและควบคุมการใช้งานอุปกรณ์เสริมต่างๆ อาทิ ชุดไฟ วินซ์ และไฟสปอตไลท์ พร้อมติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 250 แอมป์ เพื่อรองรับการจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เสริม ลดการพึ่งพาแบตเตอรีภายในรถ

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ พร้อมเติมเต็มทุกความต้องการในการพิชิตทุกเส้นทางอันท้าทาย ด้วยสมรรถนะการขับเคลื่อน 4 ล้อที่เหนือชั้น มอบความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่รถกระบะสายออฟโรดได้ออกไปใช้ชีวิตให้สนุกและมีความสุขตามนิยามการใช้ชีวิตแบบเรนเจอร์ ‘Live The Ranger Life’

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ ปัจจุบันมาพร้อมตัวเลือกสีภายนอก 5 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน ไลท์นิ่ง บลู, สีแดง ทรูเรด, สีขาวอาร์กติก ไวท์, สีดำ แอบโซลูท แบล็ค และสีเทา คองเคอร์ เกรย์ พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูม ฟอร์ด ทั่วประเทศไทย ด้วยราคาสุดเร้าใจ 1,189,000 บาท (สีเทา คองเกอร์ เกรย์ ราคาเพิ่มจากสีปกติ 10,000 บาท)

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ฟอร์ด www.ford.co.th/truck/ranger/fx4-max/

มาสด้า เผยแผนพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต เตรียมส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ลงตลาด ตามวิสัยทัศน์ “Sustainable Zoom-Zoom 2030”

0

มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ออกประกาศเกี่ยวกับแผนการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด พร้อมแถลงนโยบายด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามวิสัยทัศน์ระยะยาว “Sustainable Zoom-Zoom 2030” ล่าสุดได้ประกาศแผนการบริหารงานในระยะกลางรวมถึงนโยบายสำคัญเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 ตามที่เคยประกาศไว้เมื่อปีที่ผ่านมา โดยมาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ภายในปี 2030 ตามแผนงาน 5 หัวข้อหลัก ดังนี้

  1. สั่งสมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีตามกลยุทธ์ Building Block Strategy เพื่อการผลิตที่มีประสิทธิภาพขั้นสูง
  • มาสด้าได้ปฏิบัติตามกลยุทธ์ Building Block Strategy อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งมอบเทคโนโลยีที่เป็นเลิศผ่านการสร้างรากฐานทางด้านเทคโนโลยีเสมือนดั่งเป็น “บล็อก”
  • เริ่มจากการพัฒนา “เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ” เมื่อปี 2007 โดยพัฒนาปรับปรุงเครื่องยนต์สันดาปภายใน จากนั้นจึงเพิ่มเทคโนโลยีที่ใช้ระบบไฟฟ้าพื้นฐานเข้ามาใน Building-Block ชิ้นแรก ซึ่งสามารถนำมาใช้ในรถยนต์มาสด้าหลายรุ่น และแพลตฟอร์มนี้ได้กลายมาเป็นองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีที่นำมาใช้พัฒนาขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ของมาสด้ามาตั้งแต่ปี 2012
  • มาสด้ากำลังเดินหน้าพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในให้ดียิ่งขึ้น (เครื่องยนต์ SKYACTIV-X และเครื่องยนต์ 6 สูบ แถวเรียง) และเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์ม “SKYACTIV Multi-Solution Scalable Architecture” ซึ่งใช้ TPU (Transverse power units หรือการวางเครื่องตามแนวขวาง) ในรถยนต์ขนาดเล็ก และ LPU (Longitudinal power units หรือการวางเครื่องตามแนวยาว) ในรถยนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งจากแพลตฟอร์มนี้ทำให้สามารถพัฒนารถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าได้หลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน รวมถึงก้าวผ่านข้อกำหนดทางด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตไฟฟ้าในตลาด
  • นอกจากนั้น มาสด้าจะทำการเปิดตัวแนะนำแพลตฟอร์ม EV อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า หรือแพลตฟอร์ม “SKYACTIV EV Scalable Architecture” ภายในปี 2025 สำหรับรถยนต์ EVs หลายขนาดและหลายรูปแบบตัวถัง
  • จากพื้นฐานกลยุทธ์เหล่านี้ มาสด้าจะทำการปรับปรุงกระบวนการในการพัฒนารถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่ แนวทาง Common Architecture, Bundled Planning และ Model Based Development เพื่อที่จะเพิ่มองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี และเตรียมความพร้อมสำหรับยุครถยนต์ไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบโดยความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ

  1. การส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าและการแนะนำผลิตภัณฑ์ “กลยุทธ์ Multi-Solution”
  • ผลิตภัณฑ์ภายใต้แพลตฟอร์ม “SKYACTIV Multi-Solution Scalable Architecture” จะเปิดตัวแนะนำในตลาดหลัก อาทิ ญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกา จีน และภูมิภาคอาเซียน ระหว่างปี 2022 – 2025 ซึ่งจะประกอบด้วยรถยนต์ Hybrid1 จำนวน 5 รุ่น, Plug-in hybrid จำนวน 5 รุ่น และรถยนต์ EV จำนวน 3 รุ่น
  • นอกจากนั้น มาสด้ายังเตรียมรถยนต์อีกหลายรุ่นที่ถูกพัฒนาภายใต้แพลตฟอร์ม “SKYACTIV Scalable EV Architecture” โดยจะเปิดตัวแนะนำสู่ตลาดในระหว่างปี 2025 – 2030
  • จากแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มาสด้าคาดว่าใน 100% ของผลิตภัณฑ์ของมาสด้าจะเป็นรถยนต์ที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้าในระดับหนึ่ง โดยสัดส่วนของ EV จะอยู่ที่ประมาณ 25% ภายในปี 2030
  1. การส่งเสริมเทคโนโลยีความปลอดภัยที่มุ่งเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางเพื่อสร้างสังคมที่ไร้อุบัติเหตุ
  • ตามกลยุทธ์ Building Block Strategy ในเรื่องของเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยนั้น มาสด้ากำลังพัฒนาระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ใช้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric Autonomous Driving System) หรือ “Mazda Co-pilot Concept” สำหรับรถยนต์มาสด้ายุคใหม่
  • “Mazda Co-Pilot” จะตรวจจับพฤติกรรมของผู้ขับขี่ตลอดเวลา และเมื่อตรวจสอบพบว่าสภาพร่างกายของผู้ขับขี่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างกะทันหัน ระบบจะเปลี่ยนไปใช้โหมดขับเคลื่อนอัตโนมัติเพื่อนำรถเข้าจอดในที่ปลอดภัย และทำการหยุดรถ รวมถึงกดหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน ซึ่งในขณะนี้มาสด้าเรียกว่า Mazda Co-Pilot 0 ซึ่งกำลังจัดเตรียมแผนงานและจะเริ่มเปิดตัวแนะนำในรถยนต์ตัวถังขนาดใหญ่ โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นไป

  1. การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการบริการเชื่อมต่อและเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ เพื่อเป็นพื้นฐานของการให้บริการระบบขนส่งที่เชื่อมต่อทุกเส้นทางในอนาคต หรือ Next-Generation Mobility Services
  • มาสด้ามีแผนที่จะผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ขั้นพื้นฐาน ให้สามารถรองรับการให้บริการระบบขนส่งที่เชื่อมต่อทุกเส้นทางหรือ Mobility as a Service (Maas) และอัพเดทฟังก์ชั่นรถยนต์แบบ Over the Air (OTA)2
  • บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 5 ราย3 ซึ่งเป็นพันธมิตรกับมาสด้า จะร่วมมือกันพัฒนาอุปกรณ์ด้านการสื่อสารภายในรถยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ เพื่อผลักดันระบบการสื่อสารที่ได้มาตรฐานให้สามารถส่งมอบการบริการที่ส่งมอบความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้นและปราศจากความเครียดได้เร็วยิ่งขึ้น
  • มาสด้าจะผลักดันการพัฒนาเจเนอเรชั่นถัดไปของรถไฟฟ้า Electric/Electronic Architecture (EEA) ที่สามารถประมวลผลข้อมูลจากภายในและภายนอกรถให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
  1. ปรัชญาของการพัฒนาโดยเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Humancentered development philosophy) ในช่วงเวลาของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ และ CASE4
  • ตามวิสัยทัศน์ในระยะยาว Sustainable Zoom-Zoom 2030 ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ เพื่อโลก เพื่อสังคม และเพื่อผู้คน เราจะยังคงเดินหน้าตามปรัชญาการพัฒนาโดยเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-centered development philosophy) ที่ให้คุณค่ากับมนุษย์และศักยภาพของผู้คน ไปจนถึงการนำไปสู่เป้าหมายในอนาคต นั่นคือ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ หรือ zero emission และ CASE จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของอุตสาหรรมยานยนต์
  • มาสด้ามุ่งมั่นที่จะสร้างสรรสังคมให้เกิดความยั่งยืน และเป็นสังคมที่มีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ด้วยการนำเสนอยานพาหนะที่สนับสนุนให้ผู้คนได้ตระหนักถึงศักยภาพของตนอย่างเต็มที่

เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวดังกล่าว มาสด้ามุ่งหวังเพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่สร้างความผูกพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว ด้วยการเติมเต็มความมีชีวิตชีวาของลูกค้าจากประสบการณ์ผ่านการเป็นเจ้าของรถยนต์ เพื่อส่งมอบความสุขความสนุกสนานในการขับขี่ซึ่งเป็นแก่นแท้ของรถยนต์

  1. ไม่รวมรถยนต์ประเภท Mid hybrid แต่รวมถึงรถยนต์ที่มาพร้อม Toyota Hybrid System (THS) ที่มาจากโตโยต้า
  2. การอัปเดทซอฟต์แวร์ผ่านการสื่อสารแบบไร้สาย
  3. มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น, ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น, ซูบารุ คอร์ปอเรชั่น, ไดฮัทสุ มอเตอร์ และ โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น

สัญลักษณ์ของตัวอักษรย่อที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้ หมายถึง การเชื่อมต่อ การขับขี่อัตโนมัติ การใช้งานร่วม/บริการ และการใช้ระบบไฟฟ้า

TTC Motor Body & Paint เสริมศักยภาพบุคลากรและเครื่องมือพิเศษรองรับรถยนต์รุ่นใหม่

0

TTC Motor Body & Paint เติมศักยภาพการบริการ เสริมความรู้ให้บุคลากรและพัฒนาการใช้เครื่องมือพิเศษ เพื่อรองรับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะ Mercedes-Benz S-Class ที่มีโครงสร้างเป็นอะลูมิเนียม พร้อมคุมเข้มการตรวจสอบคุณภาพ บริการซ่อมสีและตัวถัง ด้วยอุโมงค์ไฟค่าความสว่างกว่า 3,400 ลักส์ ช่วยให้เห็นจุดบกพร่องของชิ้นงานได้ชัดเจน ก่อนทำการส่งมอบถึงมือลูกค้า

คุณอัครินทร์ ตั้งทวีสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด  ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ในระลอกนี้ ทำให้การดำเนินธุรกิจในหลากหลายประเภท ต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ เว้นวรรคทางสังคม เน้นการสื่อสารผ่านออนไลน์มากขึ้น

ในขณะเดียวกันทางบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงเดินหน้าเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง TTC Motor และ TTC Motor Body & Paint  ในฐานะผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการต้องพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและเครื่องมือพิเศษไว้รองรับการบริการรถยนต์รุ่นใหม่ๆดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะรถยนต์รุ่นล่าสุด Mercedes-Benz S-Class ที่มีโครงสร้างส่วนใหญ่เป็นอะลูมิเนียม การซ่อมแซมวัสดุดังกล่าว ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางและบุคลากรที่ผ่านการอบรมการซ่อมวัสดุอะลูมิเนียมเท่านั้น เพื่อให้คุณภาพการซ่อมแซมเป็นไปตามมาตรฐานที่บริษัทแม่กำหนด

นอกจากนี้บริษัทต้องเข้มข้นในทุกขั้นตอนการซ่อมแซมสี และตัวถังรถยนต์ ก่อนถึงมือลูกค้า เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบอย่างพิถีพิถันหนัก TTC จึงมีอุปกรณ์มาตรฐาน อุโมงค์ไฟค่าความสว่างกว่า 3,400 ลักส์ ไว้ตรวจสอบการทำงานกระบวนการสุดท้าย ก่อนนำรถส่งถึงมือลูกค้า   เพื่อให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีที่สุด

“ไม่เพียงเท่านั้น เรายังต้องให้ความสำคัญกับประเภทของสีเช่นกัน ดังนั้น TTC  เลือกใช้ สีประเภท 2K PPG สูตรน้ำ ซึ่งเป็นสีที่ดีที่สุดสำหรับรถยนต์ ความทนทาน รถยนต์ที่ซ่อมสีโดยใช้ระบบสี 2K สามารถใช้งานได้นานกว่า 5 ปี,ความคงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ,สามารถทนทานต่อสารเคมีต่างๆ ได้ดี เช่น ทินเนอร์ น้ำมันเบรก,สามารถคงสภาพสีเดิม ไม่ซีดจางจากเดิมง่าย,มีความเงางามสูงให้คุณสมบัติเหมือนสีรถที่ออกจากโรงงานประกอบรถยนต์ O.E.M (Original Equipment Manufacturing) ทำให้คุณมั่นใจได้ว่า ซ่อมสีกับเรา จะทำให้คุณเหมือนได้รับรถคันใหม่เลยทีเดียว”

คุณอัครินทร์กล่าวเสริมว่า สิ่งสำคัญที่สุด ในการบริการลูกค้า ช่วงสถานการณ์โควิด -19 เช่นนี้คือ การให้บริการแบบ Delivery Service บริการรับ-ส่งรถยนต์ถึงบ้านของคุณ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย จาก TTC Motor Body & Paint  ต้องการมอบประสบการณ์ การดูแลรถยนต์ของคุณที่เหนือระดับ บริษัทพร้อมให้บริการลูกค้าทุกท่านให้มีความสะดวกสบาย และรู้สึกอุ่นใจเมื่อได้ใช้บริการกับเรา คือสิ่งที่ด้รับการตอบรับจากลูกค้ามากที่สุด บริการ Delivery Service สะดวก ปลอดภัย ประหยัดเวลา , การันตี ซ่อมสีและตัวถังภายใน 3 วัน* และบริการรับ-ส่งรถของท่านฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้สามารถ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมายเข้ารับบริการที่ :

TTC MOTOR BODY & PAINT CERTIFIED BY Mercedes-Benz   โทร. 02-322-2222

Facebook : https://www.facebook.com/ttcbpcenter

Official Line : http://bit.ly/2kI5ios

IG : http://bit.ly/2kRsuR1

https://www.benzttcmotor.com

SUZUKI XL7 กวาดยอดขายไตรมาสแรก ขึ้นแท่นผู้นำรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก

0

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว SUZUKI XL7 เจาะตลาดเซกเมนท์ใหม่ในประเทศไทย ชูความเป็นรถสปอร์ตครอสโอเวอร์ ขนาด 7 ที่นั่ง ที่มาพร้อมกับความคุ้มค่า คุ้มราคา นำเสนอแก่ลูกค้าที่นิยมความแตกต่าง ขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่รวมไปได้มากกว่า 4,117 คัน พร้อมเดินหน้าสร้างประประสบการณ์ “THINK XL คิดได้เกินคาด ไปได้เกินใคร”

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า  จากการแนะนำ ALL NEW SUZUKI XL7, Multi-Dynamic Crossover ออกสู่ตลาดประเทศไทย นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ของซูซูกิที่ผู้บริโภคให้การตอบรับเป็นอย่างดีมาโดยตลอด  SUZUKI XL7 ถูกออกแบบและพัฒนา ด้วยแนวคิด THINK XL คิดได้เกินคาด ไปได้เกินใคร เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของชีวิตคำนึงถึงทุกฟังก์ชันการใช้งานอย่างครบครัน นำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่าง โดยจุดเด่นสำคัญ คือ เป็นรถยนต์ครอสโอเวอร์ขนาด 7 ที่นั่ง ที่สามารถใช้งานได้จริงในทุกพื้นที่โดยสาร ตัวรถถูกออกแบบให้มีความสูงขึ้นเพื่อให้สามารถเดินทางไปได้หลากหลายเส้นทางเหมาะกับสภาพถนนเมืองไทย ตอบโจทย์การขับขี่ได้ทั้งในเมืองและนอกเมืองเป็นอย่างดี ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานเหนือระดับ ในราคาที่ผู้บริโภคตัดสินใจเป็นเจ้าของได้ง่าย

โดยหากดูในช่วงไตรมาสแรก (เดือนมกราคม – มีนาคม) ของปี 2564 ภาพรวมของกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็ก สร้างตัวเลขยอดขายรวมอยู่ที่ 2,373 คัน สำหรับ SUZUKI XL7 มียอดขายรวมอยู่ที่ 981 คัน ขึ้นแท่นครองอันดับ 1 ในเซกเมนท์ ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 41.3%

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา SUZUKI XL7 ได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าที่มองหารถยนต์ที่มอบความแตกต่าง และเพียบพร้อมไปด้วยความโดดเด่น ทั้งดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ สปอร์ตเข้ม ดุดัน ทันสมัย ไปจนถึงเรื่องของความคุ้มค่า คุ้มราคา จนสามารถสร้างยอดขายรวมพร้อมส่งมอบนับตั้งแต่เปิดตัว จนถึง เดือนพฤษภาคม 2564 ไปแล้วกว่า 4,117 คัน ซึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า SUZUKI XL7 สามารถตอบโจทย์ และสะท้อนภาพลักษณ์ของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว สิ่งสำคัญที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน คือ เป็นรถที่มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี จนสามารถสร้างยอดขายอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมามียอดเฉลี่ยอยู่ที่ 300-400 คันต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงไตรมาส 2 ของปี ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก จากวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จนส่งผลต่อยอดขายรถยนต์ที่ปรับตัวลดลง แต่ความนิยมของผู้บริโภคที่มีต่อ SUZUKI XL7 จึงสามารถสร้างยอดจองเข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางบริษัทฯ พร้อมเร่งรัดดำเนินการส่งมอบรถทุกคัน เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกรายของซูซูกิ

ทั้งนี้ SUZUKI XL7 ทรงพลังกับเครื่องยนต์ K15B ขนาด 1.5 ลิตร มอบกำลังสูงสุดถึง 105 แรงม้า/6,000 รอบต่อนาที แรงบิดที่ 138 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบต่อนาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด  ปรับตั้งประสิทธิภาพเครื่องยนต์และอัตราทดเกียร์ให้เหมาะกับการขับขี่อย่างลงตัว ผสานกับแพลตฟอร์ม HEARTECT เทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของซูซูกิ ซึ่งช่วยเสริมสมรรถนะในการขับเคลื่อนเป็นไปอย่างคล่องตัว สนุกสนาน ปลอดภัย และประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น

ดีไซน์ภายในบริเวณคอนโซลด้านหน้าสไตล์สปอร์ต ตกแต่งวัสดุด้วยลาย Carbon Fiber พร้อมคิ้วโครเมียม อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่พร้อมรองรับการใช้งานอย่างครบครัน อาทิ มาตรวัดพร้อมจอ LCD แสดงผลแจ้งสถานะข้อมูลสำคัญของตัวรถ เช่น Driving G-Force อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง อัตราแรงบิด กำลังของเครื่องยนต์ และข้อมูลอื่นๆ ที่ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจและสนุกในทุกสภาวะถนน ทั้งยังเชื่อมต่อกับความบันเทิงในทุกเส้นทางด้วยหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 10 นิ้ว มาพร้อมระบบปรับแต่งเสียงและประมวลผลในแบบดิจิทัล (Digital Sound Processor) เพิ่มมิติและความสุนทรีย์ให้กับเสียงเพลง พร้อมฟังก์ชันเชื่อมต่อ Bluetooth การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน Apple CarPlay, Android Auto รวมไปถึงช่องเชื่อมต่อ USB และ HDMI  ที่บริเวณคอนโซลหน้า อีกทั้งช่องจ่ายไฟสำรอง 12V มากถึง 3 ตำแหน่ง เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้อย่างลงตัว

ระบบช่วงล่างได้รับการออกแบบและปรับแต่งอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างดี สร้างความมั่นใจในทุกสภาวะถนนกับเหล็กกันโคลงด้านหน้า (Front Stabilizer) ขนาดใหญ่พิเศษลดอาการโคลงของตัวรถและเพิ่มการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม

ด้านความปลอดภัยมาพร้อมกับระบบถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า ระบบเบรก ABS ช่วยป้องกันล้อล็อกขณะเบรกกระทันหัน พร้อมระบบ EBD ช่วยกระจายแรงเบรกได้อย่างสมดุล เสริมด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพในการทรงตัว ESP และการปรับแต่ง module ในพวงมาลัยที่เพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ให้เข้าโค้งได้แม่นยำ

รวมทั้งระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Hold Control), จุดยึดเบาะสำหรับเด็ก ISOFIX และ Top tether, กล้องมองภาพพร้อมเซ็นเซอร์ที่กะระยะในขณะถอยหลังได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยการป้องกันการโจรกรรมด้วยระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer

SUZUKI XL7, Multi-Dynamic Crossover มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีส้ม Rising Orange Pearl Metallic (ZZY), สีเทา Metallic Magma Gray (ZYZ), สีขาว Pearl Snow White (ZQZ) และสีดำ Cool Black Metallic (ZBD) ซูซูกิพร้อมจะมอบสุดยอดความคุ้มค่าให้ผู้ที่สนใจได้เป็นเจ้าของ  SUZUKI XL7 ได้ง่ายยิ่งขึ้นกับราคา  779,000 บาท (สีขาวเพิ่ม 5,000 บาท) พร้อมแคมเปญพิเศษสุดตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2564 นี้ รับข้อเสนอดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% (ดาวน์ 25% ผ่อน 48 งวด) ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 3 ปี

ซูซูกิยังคงยึดมั่นในปรัชญาของซูซูกิคือผลิตสินค้าที่มีคุณค่าเหมือนว่าเราคือผู้ใช้ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีเหมาะสมกับลูกค้าชาวไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพงานบริการของโชว์รูมผู้จำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิครอบคลุมทั่วประเทศ อีกทั้งซูซูกิเตรียมขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายทั้งหมดเป็น 140 แห่งทั่วประเทศภายในเดือนมีนาคม  2565  เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกท่านได้มั่นใจและเป็นครอบครัวเดียวกันกับซูซูกิ สอดคล้องกับความตั้งใจของซูซูกิในการจัดทำโครงการ “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ซึ่งนอกเหนือจากความต้องการที่จะสื่อสารกับลูกค้าทั้งด้านสินค้าและงานบริการได้อย่างทันท่วงทีและมอบบริการที่ดีเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่าน ในยุคที่การสื่อสารและการรับรู้ข้อมูลข่าวสารสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและไร้ขีดจำกัด ยังเป็นแนวคิดภายใต้หลักการสำคัญว่าธุรกิจจะสามารถเติบโตได้หากมีการช่วยเหลือเกื้อกูลชุมชนและสังคมให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน จึงเป็นที่มาและความตั้งใจในการเข้าไปสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงที่สังคมกำลังเผชิญปัญหาจากไวรัสโควิด-19 อยู่ในขณะนี้ โดยการจัดทำรถ SUZUKI CARRY Biosafety Mobile Unit  อีกทั้งการเชิญชวนลูกค้าเข้ารับบริการทำความสะอาดรถและฆ่าเชื้อโรคฟรีเมื่อนำรถเข้ารับบริการที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิ เพื่อมอบความปลอดภัยและความมั่นใจกับลูกค้าซูซูกิ

ซูซูกิจะยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือแก่สังคมในยามวิกฤติตามแนวทางของโครงการ “SUZUKI Cause We Care”  โดยโครงการนี้ซูซูกิกำหนดให้ผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศดำเนินการเป็นแนวทางการพัฒนาธุรกิจ ซึ่งสิ่งที่เรามุ่งมั่นและต้องการสื่อสารไปยังลูกค้าและพี่น้องชาวไทยทุกท่านว่าเราไม่ใช่แค่เพียงผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ แต่เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม   พร้อมกับการพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับการอยู่คู่เคียงข้างชุมชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืนอีกด้วย

ดังนั้น จะเห็นได้ถึงความตั้งใจจริงของเราว่า ซูซูกิ ไม่ได้มุ่งหวังแค่จะสร้างยอดขายให้เติบโตเพียงเท่านั้น แต่เราต้องการที่จะสร้างให้ซูซูกิเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือและไว้วางใจเดินคู่เคียงข้างคนไทยต่อไปในอนาคต

ช่องทางการติดต่อ
www.suzuki.co.th
www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand
SUZUKI Cause We Care  โทร 1800-600-900 (ไม่คิดค่าบริการ)

เยอรมัน ออโต้ เผยโฉม German Auto Pop Up Showroom แห่งแรก ณ เมกาบางนา

0

เยอรมัน ออโต้ ผู้จำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด อย่างเป็นทางการ เปิดตัว German Auto Pop Up Showroom โชว์รูมครบวงจรแบบชั่วคราวเป็นครั้งแรก ณ ศูนย์การค้าเมกาบางนา พร้อมเสนอประสบการณ์รูปแบบใหม่ในการเลือกซื้อยนตรกรรมหรูรุ่นล่าสุด และการบริการหลังการขายที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจได้อย่างสะดวกสบายยิ่งกว่าเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 4 มกราคม 2565 ที่บริเวณทางเข้าอิเกีย ชั้น 1 ศูนย์การค้าเมกาบางนา

มร. ราล์ฟ บิสซินเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เยอรมัน ออโต้ จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา เยอรมัน ออโต้ ได้พัฒนาการให้บริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ด้วยการนำเสนอยนตรกรรมหรูหลากหลายรุ่นจากแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด พร้อมบริการหลังการขายที่
ครบวงจรจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่เปี่ยมประสบการณ์กว่าหลายสิบปี ทั้งยังได้ขยายสาขาครอบคลุมพื้นที่ย่านบางนาและแจ้งวัฒนะ ไปจนถึงสาขาพัทยา และในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ เยอรมัน ออโต้ ที่พร้อมเสนอโชว์รูมรูปแบบใหม่เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ได้มากยิ่งขึ้น”

คุณปิยวิทย์ เขมะรังสรรค์ ประธานกรรมการ บริษัท เยอรมัน ออโต้ จำกัด กล่าวว่า “เยอรมัน ออโต้ พร้อมแล้วที่จะให้บริการเลือกซื้อยนตรกรรมแบบครบวงจรผ่าน Pop Up Showroom ที่จะทำให้การเลือกซื้อยนตรกรรมหรูสะดวกสบายยิ่งกว่าเคย และเพื่อเตรียมรองรับกลุ่มลูกค้าเดิมในพื้นที่ เนื่องจากการปรับโฉมโชว์รูมเยอรมัน ออโต้ สาขาบางนา ครั้งใหญ่ในรอบสิบปีที่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ เพื่อพัฒนาการให้บริการให้มีความทันสมัยยิ่งกว่าเดิม”

German Auto Pop Up Showroom เปิดให้บริการแล้ววันนี้ ที่บริเวณทางเข้าอิเกีย ชั้น 1 ศูนย์การค้าเมกาบางนา นำเสนอบริการเลือกซื้อยนตรกรรมแบบครบวงจร จัดแสดงรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 5 คัน รถยนต์มินิ 2 คัน และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด อีก 1 คัน พร้อมยกขบวนรถยนต์ทั้งบีเอ็มดับเบิลยูและมินิหลากหลายรุ่นมาให้ลูกค้าทดลองขับถึงเมกาบางนา เติมเต็มประสบการณ์แบบ Pop Up Showroom ได้อย่างครบถ้วน ทั้งยังอุ่นใจได้กับมาตรการรักษาความสะอาด ด้วยการเช็ดทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรครถยนต์ทั้งก่อนและหลังลูกค้าใช้บริการ ทั้งที่จัดแสดงและทดลองขับ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกค้า นอกจากนี้ลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิ ยังจะได้รับสิทธิพิเศษ กับ BMW & MINI Privilege Parking บริเวณชั้น 1 อาคารจอดรถอิเกีย ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและประหยัดเวลาในการจอดรถสำหรับลูกค้าอีกด้วย

สัมผัสความหรูหราของยนตรกรรมเหนือระดับที่ German Auto Pop Up Showroom ได้แล้ววันนี้ถึงวันที่ 4 มกราคม 2565 ณ ชั้น 1 บริเวณทางเข้าอิเกีย ศูนย์การค้าเมกาบางนา หรือติดต่อรับบริการจากโชว์รูมเยอรมัน ออโต้ ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ สาขาบางนา โทร 02-396-1199, สาขาแจ้งวัฒนะ โทร 02-119-0999, และสาขาพัทยา โทร 038-235-600

6 เหตุผลที่ทำให้เทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่น

0

ต้นปี 2564 ที่ผ่านมาเมื่อยอดขายรถยนต์นิสสัน อี-พาวเวอร์ทะลุ 500,000 คัน และเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีนี้เริ่มได้รับความสนใจจากทั่วโลก แต่ประเทศที่ครองยอดขายเป็นอันดับหนึ่งคือ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของแบรนด์นิสสัน นิสสันชวนคุณมาดูหกเหตุผลว่าทำไมชาวญี่ปุ่นถึงเลือกใช้รถยนต์อี-พาวเวอร์ และเพราะเหตุใดชาวไทยควรลองขับนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ พร้อมสัมผัสถึงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเทคโนโลยีที่ได้รับรางวัลนี้

  1. มอเตอร์ไฟฟ้า 100%

อี-พาวเวอร์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบบเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยเครื่องยนต์เบนซินประสิทธิภาพสูงจะทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อให้พลังงานแก่มอเตอร์ ผู้ขับขี่จะได้สัมผัสถึงความตื่นเต้นเร้าใจ ความเงียบ อัตราเร่งที่ราบรื่น แต่ยังคงอุ่นใจในการเดินทางไกลด้วยการเติมน้ำมันเพียงอย่างเดียว สะดวกสบาย และประหยัดเวลากว่ารถยนต์ไฟฟ้า

  1. 5 รางวัลจากญี่ปุ่น

เทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ได้รับรางวัลระดับประเทศมาแล้ว 5 รางวัลในประเทศญี่ปุ่น และ 4 รางวัลในประเทศไทย อีกทั้งจากการที่มีส่วนในการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อี-พาวเวอร์ยังได้รับรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมอันทรงเกียรติของญี่ปุ่นจากศูนย์อนุรักษ์พลังงานประเทศญี่ปุ่น (ECCJ)

  1. #1 รถขายดีในญี่ปุ่นเมื่อเปิดตัว

เมื่อเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ เปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น ในรุ่น นิสสัน โน๊ต ได้รับรางวัลรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในประเทศญี่ปุ่นประจำปี 2561*

  1. o ชาร์จไฟจากภายนอก

หากคุณต้องการสัมผัสประสบการณ์ความเงียบ และอัตราเร่งที่ราบรื่นเหมือนกับรถยนต์ไฟฟ้า แต่อุ่นใจและสะดวกสบายเพราะไม่ต้องชาร์จไฟจากภายนอกหรือต้องคอยหาสถานีชาร์จ แน่นอนว่าอี-พาวเวอร์มอบความพิเศษนี้ให้กับคุณได้ และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมเทคโนโลยีถึงได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่น เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ไฟฟ้าแต่ไม่สะดวกชาร์จที่บ้าน เช่น ผู้คนที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนท์ในโตเกียว

  1. ยอดขายรถยนต์ อี-พาวเวอร์ ในญี่ปุ่นทะลุ 500,000 คัน

หากคุณนำรถยนต์อี-พาวเวอร์ที่จำหน่ายไปแล้วกว่า 500,000 คันมาเรียงต่อกันก็จะได้ความยาวเท่ากับระยะทางจากโตเกียวถึงไทเป![1] หรือพอ ๆ กับหากคุณเดินเท้าจากกรุงเทพไปยังมะนิลา![2] เรียกได้ว่าได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม

  1. ลดการใช้แป้นเบรกลง 70% ด้วย One-Pedal

การได้ลดการใช้แป้นเบรกในระหว่างรถติดนั้นเป็นประโยชน์อย่างมากกับผู้ขับขี่ชาวญี่ปุ่น เทคโนโลยี One-Pedal ในคิกส์ อี-พาวเวอร์ช่วยให้คุณได้เร่งและชะลอความเร็วรถโดยใช้แป้นคันเร่งเพียงแป้นเดียว นวัตกรรมนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดจำนวนการใช้แป้นเบรกได้ถึง 70% เมื่อรถมีการชะลอความเร็ว ระบบจะมีการฟื้นฟูพลังงานเพื่อชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่

คำยืนยันจากผู้ใช้รถยนต์อี-พาวเวอร์ชาวญี่ปุ่น

ด้านความเงียบ

“เครื่องยนต์เงียบดีมาก”

One-Pedal

“ใช้ One-Pedal แล้วขับสนุกมาก”

ด้านความเร็ว

“สัมผัสได้ถึงอัตราเร่งที่นุ่มนวลแม้เหยียบคันเร่งเพียงเล็กน้อย”

จากเหตุผลทั้งหกข้อว่าทำไมชาวญี่ปุ่นถึงหลงรักอี-พาวเวอร์ นิสสันขอเชิญชวนลูกค้าชาวไทย    มาสัมผัสเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้น เพื่อรับประสบการณ์ความเร้าใจจากสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเดินหน้าประเทศไทยไปสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า

* ยอดขายโน๊ต ประกอบด้วย โน๊ต รุ่นมาตรฐานและ โน๊ต อี-พาวเวอร์ โดยรุ่น อี-พาวเวอร์ คิดเป็นประมาณ 70% ของยอดขาย

[1] https://www.distancecalculator.net/from-taipei-to-tokyo#:~:text=Distance%20between%20Taipei%20and%20Tokyo%20is%202100%20kilometers%20(1305%20miles).

 

[2] https://www.distance.to/Thailand/Manila,First-District-NCR,National-Capital-Region,PHL

รายการ Auto Motor Thailand ประจำวันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2564

0
Auto Motor Thailand Pic Open

พบกับรายการ Auto Motor Thailand ตั้งแต่เวลา 23.00-23.30 น. ทางททบ.5 กด 1 สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

“เรื่องรถต้องรู้”
– ลองขับก่อนขาย “All New HAVAL H6 Hybrid SUV”

Auto Motor Thailand 1

“ท่องโลกยานยนต์”
– “อีซูซุดีแมคซ์” คว้ารางวัลรถยนต์แห่งปี 2021 ประเภทรถปิกอัพ 4 ประตูยอดเยี่ยม จากออสเตรเลีย

Auto Motor Thailand 2
– “ฟอร์ด ประเทศไทย” จัดแคมเปญ “ฝนฟ้าคะนอง ฟอร์ดลดกระจาย”

Auto Motor Thailand 3
– BMW 220i Gran Coupe Sport เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในราคาไม่ถึง 2 ล้าน

Auto Motor Thailand 4

“รู้ก่อนขับกับ…อีซูซุ”
– วิธีขับรถลุยน้ำท่วมให้ปลอดภัย

Auto Motor Thailand 6

ติดตามรับชม Auto Motor Thailand พร้อมกัน ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5กด1 ตั้งแต่เวลา 23.00 น.เป็นต้นไป แล้วพบกันครับ

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยานยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด เพื่อการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน

0

ตามรายงานสภาพภูมิอากาศโลกขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกในปี 2563 ที่ผ่านมา มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าค่าเฉลี่ยของระดับที่ปลอดภัยประมาณ 1.2 องศาเซลเซียส โดยตัวเลขดังกล่าวหมายถึง ‘ระดับที่ใกล้อันตราย’ ที่ต้องไม่สูงเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ตามที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้กำหนดไว้ เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาหกปีนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา เป็นช่วงเวลาที่โลกมีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ช่วงต้นของทศวรรษจนถึงปีนี้ยังถือเป็นปีที่โลกมีอุณหภูมิสูงที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมาอีกด้วย(1)

ที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้ดำเนินการนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อร่วมรณรงค์ในการลดภาวะโลกร้อนและยังมุ่งมั่นส่งเสริมการขับเคลื่อนในแบบที่ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ที่ต้องการ ‘สร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้นด้วยสมรรถนะแห่งการขับเคลื่อน’ พร้อมด้วยพันธกิจด้าน ‘ความมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อตอบแทนสังคมในแบบที่ยั่งยืน’ ด้วยเหตุผลดังกล่าว มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น จึงได้กำหนดแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางในการสร้างสรรค์สังคมให้ดียิ่งขึ้นในอีก 30 ปีข้างหน้า(2)

ทั้งนี้แผนงานด้านสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ ยังได้คำนึงถึงการประเมินวัฏจักรของยานยนต์ (Life Cycle Assessment หรือ LCA) ที่พิจารณาถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนของขั้นตอนการผลิตรถยนต์ โดยการพิจารณาจะเริ่มตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนของรถยนต์ หรือ รถยนต์ทั้งคัน ตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบสำหรับขั้นตอนการผลิตชิ้นส่วน การผลิตรถยนต์ การประกอบรถยนต์ การขับขี่ การผลิตเชื้อเพลิง และการกำจัด เพื่อทราบถึงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดจากกระบวนการต่างๆ

โดยการประเมินวัฏจักรของยานยนต์ดังกล่าว ถูกนำมาใช้เพื่อการพัฒนาปรับปรุงในด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มีมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านกระบวนการผลิตชิ้นส่วน เทคโนโลยีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งรถยนต์รุ่นใหม่ต่างๆ โดยเปรียบเทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตชิ้นส่วนและรถยนต์แบบดั้งเดิม มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี คือ ตัวอย่างสำคัญของรถยนต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้น้อยลงเมื่อเทียบกับรถยนต์แบบทั่วไป และยังช่วยรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของมนุษยชาติ ทั้งนี้การประเมินวัฏจักรของยานยนต์ยังได้ถูกนำไปใช้กับกระบวนการผลิตรถยนต์รุ่นปัจจุบัน เพื่อใช้ในการศึกษาถึงแนวทางการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในอนาคต รวมทั้งการปรับลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

และเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้กำหนดแนวคิดในปีนี้ ได้แก่ การฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมให้ทุกคนปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และตระหนักถึงความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมร่วมฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เพื่อร่วมกันลดการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติและหยุดการทำลายสิ่งแวดล้อม มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่มีอัตราการปล่อยไอเสียที่ต่ำ และยังถูกออกแบบขึ้นบนพื้นฐานของเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพียง 52.6 กม.ต่อลิตร(3) หรือ 1.9 ลิตรต่อ 100 กม.(3) ตามมาตรฐาน NEDC(4)  และยังมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับที่ต่ำเพียง 43 กรัมต่อกม.(3)

ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยังเป็นรถยนต์แบบปลั๊กอินไฮบริดที่ขายดีที่สุดในโลก ที่มีจำหน่ายแล้วกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ด้วยยอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกมากกว่า 283,000 คัน เมื่อสิ้นสุดเดือนพฤษภาคมปี 2564 ที่ผ่านมา จึงถือเป็นยานยนต์ทางเลือกที่ดีที่สุดในปัจจุบันสำหรับการขับเคลื่อนที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะด้วยอุปสรรคและข้อจำกัดในด้านระยะทางการขับขี่ กอปรกับสถานีชาร์จไฟฟ้าที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงส่งผลให้การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) ยังคงมีอุปสรรคและข้อจำกัดอยู่มากมาย แม้ว่าจะปลอดจากมลภาวะทางอากาศก็ตาม


ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยังเป็นรถยนต์รุ่นแฟล็กชิพที่สำคัญและแสดงถึงความเชี่ยวชาญของ  มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั้งในด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านพลังงานไฟฟ้า ยานยนต์อเนกประสงค์ และเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ส่งผลให้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี มอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล มีความต่อเนื่องและเงียบ พร้อมอัตราการเร่งแซงที่ยอดเยี่ยมและทรงพลัง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) และโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถขับขี่ได้ทั้งในโหมดไฟฟ้า (EV) สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน และยังสามารถเป็นรถยนต์แบบไฮบริด (HEV) สำหรับการเดินทางระยะไกล พร้อมสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้ขับขี่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จไฟฟ้า มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ที่ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถยนต์ได้อย่างมั่นใจในทุกสภาพอากาศและทุกสภาพถนน

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าจากตัวรถมาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มีขนาดสูงสุดถึง 1,500 วัตต์ ด้วยการเสียบปลั๊กเข้ากับช่องจ่ายกระแสไฟฟ้าภายในตัวรถที่มีอยู่ 2 จุด เพื่อให้สามารถสัมผัสกับไลฟ์สไตล์กลางแจ้งรูปแบบใหม่ และยังสามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าสำรองเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน หรือ กรณีที่ไฟฟ้าดับ เพราะ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เอง และยังสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ที่พักอาศัยด้วยเทคโนโลยีระบบพลังงานแบบ Vehicle-to-Home (V2H) ได้นานถึง 10 วัน(5) สำหรับครัวเรือนทั่วไป โดยแบตเตอรี่ต้องถูกชาร์จไฟเต็มและมีน้ำมันเต็มถัง

ดังนั้น มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี จึงถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการขับเคลื่อนในแบบที่ยั่งยืน เพราะเป็นยานยนต์ที่สามารถใช้งานได้จริง มีความทนทาน มีประสิทธิภาพ มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ และเป็นรถยนต์พีเอชอีวี สัญชาติญี่ปุ่นรุ่นแรกที่ถูกผลิตขึ้นในประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยที่กำลังมองหารถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม