Home Blog Page 370

วรูม ไทยแลนด์ จัดกิจกรรม Dominar RoadMasters CSR ร่วมสนับสนุนทีมแพทย์ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข สู้ภัยโควิด-19

0

นายวรท กมลโชติรส รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท วรูม จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ บาจาจ (Bajaj) อย่างเป็นทางการ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้ออยู่เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานหนักขึ้น นอกจากจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ยังเป็นกำลังสำคัญในการเผชิญกับโรคระบาดร้ายแรงดังกล่าว

บริษัทฯ มีความประสงค์ที่จะขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ จึงได้ร่วมมือกับทางผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ พนักงาน และกลุ่มลูกค้าผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์ Bajaj Dominar เดินหน้าโครงการเพื่อสังคม “BAJAJ  DOMINAR ROADMASTERS CSR แม้ตัวจะห่างไกล แต่ความห่วงใยเราไม่ห่างกัน” โดยร่วมสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ขาดแคลน เช่น ชุดป้องกันการติดเชื้อ PPE Suit, เสื้อคลุมชนิด ISOLATION GOWN, หน้ากากป้องกันชนิด N95, รองเท้าบูท และ เครื่องผลิตโอโซน มอบให้โรงพยาบาล 3 แห่ง ประกอบด้วยโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน, โรงพยาบาลราชพิพัฒน์  และ โรงพยาบาลสนาม ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

“บาจาจ เชื่อมั่นว่าเราจะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ถ้าร่วมมือกัน ซึ่งเราพร้อมช่วยเหลือสังคมไทยอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทีมแพทย์และพยาบาลที่เป็นส่วนหน้าในการต่อสู้กับวิกฤติเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19 ให้กับสังคมไทยในวงกว้างครั้งนี้” นายวรท กล่าว

ทั้งนี้ ตลอดการจัดกิจกรรมดังกล่าว เราดำเนินภายใต้กฎระเบียบของภาครัฐอย่างเข้มงวดในการป้องการการแพร่ระบาดของไวรัส ทั้งการสวมหน้ากากป้องกัน การรักษาระยะห่างของบุคคลที่เข้าร่วมกิจกรรมที่ไม่เกินจำนวนที่ภาครัฐกำหนด ไปจนกระทั่งการพ่นยาฆ่าเชื้อในสถานที่จัดกิจกรรมและรถจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมทุกคัน รวมถึง ยังได้ดำเนินการมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ศูนย์บริการของ บาจาจ ทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลความสะอาดภายในศูนย์บริการ โดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคเพื่อทำความสะอาด ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายพนักงานผู้ปฏิบัติงาน และลูกค้าที่เข้ารับบริการทุกคน พนักงานทุกคนต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน การติดตั้งจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ล้างมือสำหรับให้บริการลูกค้าอย่างเพียงพอ รวมไปถึงใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคเช็ดทำความสะอาดรถจักรยานยนต์บริเวณจุดสัมผัสต่างๆเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

เจาะ 9 เหตุผลทำไมมาสด้า3 จึงเป็นพรีเมี่ยมคาร์ที่ควรค่าแก่การครอบครอง

0

ประวัติศาสตร์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องใช้เวลาบ่มเพาะจนก่อเกิดเป็นเรื่องราวเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่นจากอดีตจวบจนปัจจุบัน เฉกเช่นเดียวกับการเดินทางมาถึงเมืองไทยครั้งแรกของเจ้ามาสด้า3 ที่เข้ามาสร้างตำนานประดับวงการรถยนต์ของประเทศไทย จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีรถยนต์รุ่นใดกล้าเทียบรัศมี การเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2547 มาสด้า3 กลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเปิดประเด็นกันอยู่เสมอ เมื่อรถยนต์รุ่นนี้ได้สร้างกระแสฟีเวอร์เกิดเสียงตอบรับจากลูกค้าอย่างถล่มทลายจนต้องรอคิวรับรถกันนานข้ามปี ก่อเกิดปรากฏการณ์ใหม่ของการจองรถสร้างความมหัศจรรย์ให้กับตลาดรถยนต์เป็นอย่างมาก

โดยเจเนอเรชั่นแรกออกวางจำหน่ายระหว่างปี พ.ศ. 2547 – 2554 มียอดขายสะสมกว่า 30,000 คัน ส่วนเจนฯ 2 ปี 2554 – 2557 มียอดขาย 15,000 คัน และเจนฯ 3 ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ปี 2557 – 2562 มียอดขายสะสมสูงถึง 32,000 คัน ปัจจุบันก้าวเข้าสู่เจเนอเรชั่นที่ 4 ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายน 2562 ภายใต้ตัวถังสองรูปแบบมีทั้งซีดานและฟาสท์แบคที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติเหนือกว่ารถยนต์ในระดับเดียวกันหลายๆ ด้าน จนทำให้สามารถคว้ารางวัล Thailand Car of the Year 2019 ในปีนั้นมาครอง และชนะเลิศเวทีระดับโลกอย่าง World Car Design of the Year 2020 รวมถึงรางวัลอื่นอีกมากมายจากนานาประเทศ เราจะมาวิเคราะห์กันว่ามาสด้า3 มีคุณสมบัติโดดเด่นอะไรบ้างถึงเป็นที่ยอมรับจากลูกค้าทั่วโลกรวมทั้งลูกค้าชาวไทย ตลอดจนการคว้ารางวัลการันตีความสำเร็จมากมายเช่นนี้

  1. ยืนหนึ่งเรื่องดีไซน์จาก โคโดะ เจเนอเรชั่นที่ 2 ต้นแบบแห่งความสง่างาม

สิ่งแรกที่โดดเด่นและสะดุดตามากที่สุดของมาสด้า3 ที่ใครๆ ต่างก็เหลียวมองต้องยกให้กับการออกแบบดีไซน์ภายนอกอันสวยงาม ซึ่งเกิดจากการถ่ายทอดแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ มาผสมผสานกับ “การเคลื่อนไหวที่เป็นหนึ่งเดียว” โดยรวมทิศทางของแสงและเงาที่สะท้อนลงบนตัวรถให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ด้วยการออกแบบที่แตกต่างส่งผลให้มาสด้า3 มีสองบุคลิกที่น่าดึงดูดใจ บุคลิกแรก คือ จิตวิญญาณอิสระ มุ่งมั่นที่จะทำตามความเชื่อมั่น และไม่ถูกจำกัดอยู่กับภูมิปัญญาแบบดั้งเดิม ถูกถ่ายทอดผ่านการออกแบบรุ่น ฟาสท์แบค ที่ให้อารมณ์สปอร์ตทรงพลังมีเสน่ห์ดึงดูดทุกสายตาและกระตุ้นความรู้สึกตื่นเต้น อีกบุคลิกหนึ่งผสมผสานศักดิ์ศรีกับแนวคิดปัจเจกชน การยึดมั่นในสไตล์ดั้งเดิมที่ซ่อนความงามอันน่าทึ่งเมื่อแรกเห็นผ่านรูปแบบ ซีดาน หรูหราสง่างามดุจงานศิลปะชิ้นเอก พิถีพิถันประณีตใส่ใจในทุกรายละเอียด

เพื่อให้เกิดความเรียบง่ายที่สุดในทุกองค์ประกอบ การออกแบบโดยลดทอนองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นลงและเพิ่มการเล่นแสงที่ตกกระทบบนตัวรถ จึงทำให้ดูเรียบง่าย โฉบเฉี่ยว หรูหรา สง่างามในทุกมุมมอง สะกดทุกสายตาแก่ผู้พบเห็น จนถึงกระทั่งได้รับการตัดสินให้เป็นรถยนต์ที่มีการออกแบบยอดเยี่ยมของโลก ประจำปี 2020 หรือ World Car Design of the Year

  1. คัดสรรเฉพาะวัสดุคุณภาพพรีเมี่ยม เรียบหรู ประณีตในทุกจุดสัมผัส

ไม่เพียงแค่การออกแบบภายนอกที่น่าหลงใหลเท่านั้น แต่ภายในห้องโดยสารก็มีความสวยงามเรียบหรูไม่แพ้กัน โดยมาสด้าเลือกใช้แต่วัสดุคุณภาพสูงที่ได้รับการคัดสรรอย่างประณีตและพิถีพิถันในทุกรายละเอียดเสมือนงานที่ทำจากมือ จึงทำให้การตกแต่งภายในดูมีชีวิตชีวาและมีความพรีเมี่ยม อีกทั้งยังจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ในตำแหน่งที่เหมาะสมและเน้นหลัก “เรียบง่ายแต่งดงาม” หรือ less is more เช่นเดียวกับภายนอก เพื่อลดความซับซ้อนและเพิ่มความสะดวกในการใช้งานของห้องโดยสาร สร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจในการได้ครอบครอง

  1. ขับสะดวก นั่งสบาย ด้วยการออกแบบโดยยึดหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง

รถยนต์รุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นจากท่วงท่าการเดินของมนุษย์ และนำมาต่อยอดเพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างผู้ขับขี่กับรถตามหลักปรัชญา Jinba-Ittai เพื่อให้ตำแหน่งการขับขี่เป็นธรรมชาติและเหมาะสมกับสรีระมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเบาะนั่งเพื่อรองรับกระดูกเชิงกรานและรักษาแนวของกระดูกสันหลังให้เป็นรูปตัว S ตามธรรมชาติของมนุษย์ การวางตำแหน่งของแป้นเหยียบ การปรับเบาะนั่ง การบังคับพวงมาลัย รวมถึงรูปแบบคอนโซลกลาง และพนักวางแขนก็ถูกออกแบบเพื่อช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง ช่วยให้สามารถปรับตำแหน่งการขับขี่ให้เหมาะสมกับสรีระมากที่สุด

  1. ช่วงล่างหนึบ ยึดเกาะถนนเยี่ยม ควบคุมได้อย่างมั่นใจแม้เป็นมือใหม่

สิ่งสำคัญที่ทำให้มาสด้า3 สามารถครองใจใครหลายต่อหลายคนได้นั้นต้องยกให้กับกับฟีลลิ่งในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน ระบบเบรกที่แม่นยำ และยังมาพร้อมกับระบบการควบคุมการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) เพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมรถให้การเข้าโค้งและออกจากโค้งเป็นไปอย่างราบรื่นและยึดเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น จึงช่วยลดความเมื่อยล้าสะสมจากการขับรถทางไกลและการโคลงตัวไปมาของผู้โดยสาร รวมถึงเพิ่มความมั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม เรียกได้ว่าทั้งนั่งสบายและขับขี่ง่ายแม้จะเป็นมือใหม่ก็ตาม

  1. เครื่องยนต์แรง ขับสนุก อัตราเร่งต่อเนื่อง แถมประหยัดน้ำมัน

เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซินขนาด 2.0 ลิตร ถูกพัฒนาก้าวขึ้นไปอีกระดับด้วยเทคโนโลยีที่ฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ผนวกกับหัวฉีดดีไซน์ใหม่ จึงส่งผลให้มีอัตราส่วนกำลังอัดสูง แรงบิดเพิ่มขึ้น และประหยัดน้ำมันมากขึ้น โดยให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ประหยัดน้ำมันสูงสุด 15.9 กิโลเมตรต่อลิตร รองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E85 และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ 6 สปีด

  1. ห้องโดยสารเงียบ ลดการสั่นสะเทือน และเสียงรบกวนจากภายนอก

ถูกออกแบบโดยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเสียงเข้าสู่ห้องโดยสารและลดการสั่นสะเทือนให้มากยิ่งขึ้น โดยเลือกใช้โครงสร้างผนังสองชั้น ใช้แผงหลังคาและพรมปูพื้นที่สามารถดูดซับเสียงความถี่สูงได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว รวมถึงใช้ยางและสปริงที่ช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนน จึงทำให้ห้องโดยเงียบและผู้โดยสารทุกคนสามารถเพลิดเพลินไปตลอดการเดินทาง

  1. โครงสร้างตัวถังทำจากเหล็กกล้าแข็งแรงเป็นพิเศษ ลดการบาดเจ็บจากการชน

เป้าหมายของการพัฒนารถยนต์ของมาสด้า คือ เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยสูงสุด มาสด้าจึงได้เลือกใช้โครงสร้างตัวถังที่ทำจากเหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงพิเศษ (Ultra-high-tensile steel) สามารถดูดซับและกระจายแรงกระแทกจากด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง เพื่อให้เกิดการเสียรูปของห้องโดยสารน้อยที่สุด ลดการบาดเจ็บในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ การตกแต่งภายในยังใช้โครงสร้างป้องกันที่ถูกพัฒนาขึ้นตามลักษณะทางกายภาพของมนุษย์ สามารถลดการบาดเจ็บได้อย่างดีเยี่ยม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญด้านมาตรฐานความปลอดภัย

  1. พรั่งพร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย i-Activsense อุ่นใจทุกการเดินทาง

มาสด้า3 มอบความปลอดภัยและคุ้มค่าให้กับผู้โดยสารทุกคน ด้วยระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุบนถนนมากมาย อาทิ ระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า (CTS), ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติแบบ Advance, ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง SBS-RC, ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA, ระบบช่วยเบรกและหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SBS-R เป็นต้น พร้อมยังมีระบบแสดงภาพ 360° รอบทิศทาง ถุงลมนิรภัยถึง 7 ตำแหน่ง และระบบความปลอดภัยเชิงปกป้องอีกเพียบเพื่อเสริมความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

  1. เพิ่มความสุนทรีย์ตลอดการเดินทางด้วยระบบ Infotainment แบบจัดเต็ม

เพิ่มความสะดวกสบายตอบรับสังคมยุคดิจิทัล มาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้าที่มีความละเอียดสูง เชื่อมต่อการสื่อสารอย่างไร้ขีดจำกัดด้วยระบบ Mazda Connect ที่สามารถรองรับระบบ Apple CarPlay และระบบ Android Auto พร้อมหน้าจอสี Center Display แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว ควบคุมง่ายด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนนและยังเพิ่มสุนทรียะให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้วยระบบเสียงจาก Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง ช่วยให้ช่วงเวลาบนรถเต็มไปด้วยความสุข สนุกสนาน และความเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอีกหลายๆ เหตุผลที่ลูกค้าต่างชื่นชอบและการันตีความยอดเยี่ยมจากการใช้งานจริง ด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นเหล่านี้จึงส่งผลให้รถยนต์มาสด้า3 กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับแรกที่ตอบโจทย์และเป็นที่ปรารถนาของใครหลายๆ คน สนนราคาเริ่มต้นเพียง 969,000 บาท เรียกได้ว่าคุ้มค่าแก่การครอบครองในทุกมิติ ซึ่งจะเพิ่มสีสันและความสดใสในทุกๆ วัน ทำให้การเดินทางในแต่ละวันของคุณรู้สึกเหมือนการเดินทางเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และช่วยให้ค้นพบความสุขของการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง

โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย

เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial Facebook/YouTube/Instagram/LINE

“เบนซ์ไพรม์มัส” เพิ่มมั่นใจ..ขับขี่ปลอดภัยไร้ COVID ฟรี! ตรวจเช็กรถ 72 รายการ ลดอะไหล่สูงสุด 20% ต้อนรับหน้าฝน

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” เพิ่มความมั่นใจ ขับขี่ปลอดภัยไร้ COVID มอบโปรรับหน้าฝน ตรวจเช็กสภาพรถ ฟรี! 72 รายการ ส่วนลดอะไหล่แท้สูงสุด 20% มอบ Premium Gift ทันที เมื่อมียอดใช้จ่าย 5,000 บาทขึ้นไป เร่งขานรับนโยบายรัฐ ส่งพนักงานทุกคนฉีดวัคซีน COVID-19 ครบ  แถมบริการฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรคในรถ ฟรี! เริ่ม 1 มิ.ย. – 31 ก.ค.64 เฉพาะที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” เท่านั้น

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด บริษัทในเครือทีโอเอ เวนเจอร์โฮลดิ้ง (TOAVH)  ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า  จากนโยบายของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ที่มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุด ทั้งด้านการขายและบริการหลังการขายให้แก่ลูกค้าเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องการดูแลรักษารถยนต์ให้อยู่ในสภาพใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อความมั่นใจและความปลอดภัยในทุกเส้นทางการขับขี่

ที่สำคัญ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าด้านบริการหลังการขายกับบริการมาตรฐานระดับโลก ด้วยการจัดแคมเปญพิเศษต้อนรับฤดูฝน โดยเชิญชวนลูกค้า  “เมอร์เซเดส-เบนซ์” และ “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” นำรถยนต์เข้ารับบริการตรวจเช็กสภาพ พร้อมส่วนลดและข้อเสนอพิเศษต่าง ๆ มากมาย ที่ศูนย์บริการอย่างเป็นทางการ “เบนซ์ไพรม์มัส”

พร้อมขานรับนโยบายของภาครัฐ ในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ด้วยการให้พนักงานทุกภาคส่วนเข้ารับการฉีดวัคซีน COVID-19 ครบทุกคน และเพิ่มบริการฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรค ภายในห้องโดยสารรถยนต์ทุกคัน ทั้งก่อนและหลัง เข้ารับบริการ ที่ศูนย์บริการฯ  “เบนซ์ไพรม์มัส”  โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด เปิดเผยว่า ด้วยความห่วงใยด้านความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนในช่วงฤดูฝน ทาง “เบนซ์ไพรม์มัส” จึงขอเชิญชวนลูกค้า “เมอร์เซเดส-เบนซ์” และ “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” นำรถยนต์เข้ารับบริการภายในศูนย์บริการฯ  “เบนซ์ไพรม์มัส” รับมอบแคมเปญพิเศษ โดยมีรายละเอียดดังนี้

-ฟรี! ตรวจเช็กสภาพรถยนต์ 72 รายการ

-รับส่วนลดอะไหล่แท้สูงสุด 20% (เฉพาะอะไหล่แท้ที่ร่วมรายการ) อาทิ ผ้าเบรก, จานเบรก, ยางปัดน้ำฝน, น้ำยาฉีดกระจก, โช้คอัพ และกลุ่มหลอดไฟ เป็นต้น

-รับฟรี! บัตรเติมน้ำมัน ปตท.มูลค่า 1,000 บ. เมื่อเปลี่ยนยาง Goodyear ครบ 4 เส้น เฉพาะรุ่น Eagle F1 Asymmetric 2 ROF, Eagle F1 Asymmetric 3 ROF และ Efficient Grip ROF

-รับ Premium Gift ฟรี! ทันที เมื่อนำรถยนต์เข้ารับบริการ และมียอดค่าใช้จ่ายต่อใบเสร็จ ตั้งแต่ 5,000 บ. ขึ้นไป รับ หมวก  “เมอร์เซเดส-เบนซ์” จำนวน 1 ใบ หรือมียอดค่าใช้จ่ายต่อใบเสร็จ ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป รับร่ม “ไพรม์มัส” จำนวน 1 คัน

นอกจากนี้ ได้ขานรับนโยบายของภาครัฐ ที่ประกาศให้การฉีดวัคซีน เป็น “วาระแห่งชาติ” ด้วยการส่งพนักงานในทุกภาคส่วนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส COVID-19 เข็มแรก ครบเรียบร้อยทุกคน และเพิ่มบริการฉีดพ่นฆ่าเชื้อไวรัสภายในห้องโดยสารสำหรับรถยนต์  “เมอร์เซเดส-เบนซ์” และ “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” ทุกคัน ทั้งก่อน-หลัง เข้ารับบริการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคดังกล่าว และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้านสุขอนามัยให้แก่ลูกค้าทุกท่านที่เข้ารับบริการภายในศูนย์บริการฯ  “เบนซ์ไพรม์มัส”  อีกด้วย

พิเศษ! รับเพิ่มความสะดวกสบายสูงสุด กับบริการรับ-ส่งรถยนต์เข้าศูนย์บริการฯ “เบนซ์ไพรม์มัส”  (Pickup & Delivery Service) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เมื่อนำรถยนต์ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” และ “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” เข้ารับบริการงานซ่อมทั่วไป งานซ่อมสีและตัวถัง หรืองานติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ เฉพาะที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2564

ผู้สนใจสามารถติดต่อนัดหมายบริการได้ที่ bit.ly/primussvc  หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.02 095 5555 หรือ LINE: https://bit.ly/primusla (@benzprimus) หรือ Facebook : https://www.facebook.com/benzprimusautohaus (@benzpaimusautohaus)

ครั้งแรกกับการเปิดตัว THE ALL-NEW LEXUS NX ก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการออกแบบรถยนต์ไฟฟ้าของเลกซัส

0
2021.06.02

Lexus ประกาศเปิดตัว The All-New Lexus NX ครั้งแรกของโลก ที่ได้รับการออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย และไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า Lexus ทั่วโลก และแพร่ขยายความเป็นผู้นำของเลกซัสในด้านความหรูหราที่ยั่งยืน

นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1989 Lexus มุ่งมั่นในจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมและยังคงรับมือกับความท้าทายในการนำเสนอเทคโนโลยีและค่านิยมใหม่ๆ แก่ลูกค้า ด้วยการเปิดตัว RX รุ่นแรกในปี 1998 Lexus ได้สร้างสรรค์รถยนต์ Luxury Crossover SUV ระดับหรูรูปแบบใหม่ และได้เป็นผู้นำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ร่วมกับ The All-New NX ที่จะสานต่อความเป็นผู้นำในรถยนต์ SUV สุดหรู

Lexus NX เปิดตัวครั้งแรกในปี 2014 ตามแนวคิด “Premium Urban Sports Gear” ตั้งแต่นั้นมารถยนต์ Crossover สุดหรูก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากสมรรถนะการขับขี่ที่คล่องตัวและการออกแบบที่โฉบเฉี่ยวและโดดเด่น NX มียอดขายประมาณหนึ่งล้านคันทั่วโลก (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2021) ในกว่า 90 ประเทศและภูมิภาค

The All-New NX นั้นถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “Vital x Tech Gear” ซึ่งผสมผสานความปราดเปรียว (Vital) เข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูง (Tech) ด้วยสัดส่วนของรถที่ดูแข็งแกร่งและสะดุดตา ตลอดจนการเสริมความแข็งแกร่งของพื้นฐานรถและเทคโนโลยีใหม่ขั้นสูงมากมายจะทำให้ลูกค้าที่ได้ทดลองขับ The All-New NX ได้รับประสบการณ์การตอบสนองของรถที่ดียิ่งขึ้น

การปรับปรุงการควบคุมการขับขี่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ และการลดน้ำหนักที่พิจารณามาอย่างละเอียดเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่รวมไว้เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์ Lexus Driving Signature”   ซึ่งจะเป็นจุดเด่นของรถยนต์ Lexus ในอนาคตทั้งหมด ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ ”Lexus Electrified” The All-New NX จะวางจำหน่ายทั้งรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) และรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดแบบปลั๊กอิน (PHEV) รุ่นแรกของ Lexus

ทางเลือกของเครื่องยนต์ที่หลากหลายใน Lexus NX ใหม่นี้ จะช่วยเร่งการเปิดตัวรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าให้เร็วยิ่งขึ้นจึงเป็นการเสนอทางเลือกที่ยั่งยืนมากขึ้นเพื่อเพิ่มการแสวงหาความเป็นกลางของคาร์บอน นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกระบบส่งกำลังอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่ง NX จะมีให้เลือกในเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร และเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 2.4 ลิตรอีกด้วย

คุณสมบัติหลักของ ALL NEW NX

  1. NX ใช้ระบบส่งกำลังที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าและเพื่อให้เกิดสังคมที่ปราศจากคาร์บอน
    • ระบบส่งกำลังที่มีจำหน่าย ได้แก่ PHEV รุ่นแรกของ Lexus PHEV ที่ติดตั้งแบตเตอรี่ความจุสูง เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 4 สูบแถวเรียงขนาด 2.4 ลิตรที่พัฒนาขึ้นใหม่ และเครื่องยนต์ที่ไม่มีระบบอัดอากาศ 4 สูบแถวเรียงขนาด 2.5 ลิตร – ทั้งหมดมีประสิทธิภาพเชิงความร้อนสูง
    • ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) ที่มีให้ในรุ่นที่ติดตั้ง PHEV และระบบส่งกำลังเทอร์โบ 2.4 ลิตร ในขณะที่ทั้ง AWD และระบบขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) มีอยู่ในรุ่นที่ติดตั้ง HEV และระบบส่งกำลังขนาด 2.5 ลิตร
    • NX ใหม่ คือการปรับโฉมใหม่เต็มรูปแบบครั้งแรกของ Lexus เพื่อให้สัมผัสได้ถึง Lexus Driving Signature (LDS) ลูกค้า NX ใหม่ จะได้สัมผัสกับ LDS ที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาโดยตรงผ่านคุณสมบัติต่างๆ เช่น ความเสถียรของรถยนต์ กำลังเครื่องยนต์ และความปลอดภัยที่มากขึ้น NXใหม่ จะมอบความรู้สึกในการขับขี่ที่ตอบสนองได้ทันทีด้วยการสื่อสารกับพวงมาลัยโดยตรงระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ วิศวกรของ Lexus ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เพื่อให้แน่ใจว่า Lexus NX จะตอบสนองต่อความตั้งใจของผู้ขับขี่อย่างตรงไปตรงมา ดำเนินการประเมินและทดสอบรถยนต์ที่ศูนย์เทคนิค Shimoyama เพื่อปรับแต่งให้ตรงกับความพึงพอใจในการขับขี่สูงสุด AWD ที่พัฒนาขึ้นใหม่และควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ตลอดเวลาได้ถูกนำไปใช้กับรุ่นเทอร์โบชาร์จ 2.4 ลิตร
  1. ทิศทางการออกแบบของ Lexus เจนเนอร์เรชันใหม่ที่มีรากฐานมาจากสัดส่วนของที่ดูเข้มแข็งและก่อให้เกิดความประทับใจในด้านสมรรถนะและการทำงาน ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าทั่วโลก
    • NX แสดงองค์ประกอบของภาษาการออกแบบ Lexus ที่พัฒนาขึ้นซึ่งแสวงหา “ความเรียบง่าย” ที่ฝังรากอยู่ในเทคโนโลยีและ “เอกลักษณ์” ในส่วนผสมที่ลงตัวสร้างให้เกิดสมรรถนะอันปราดเปรียว
    • การออกแบบภายนอกของ NX แสดงออกถึงรูปแบบที่น่าดึงดูดใจ โดยจำลองลักษณะภายนอกทุกส่วนใหม่ ด้วยเค้าโครงที่มีพลัง ที่สามารถรับรู้ผ่านได้จากแพลตฟอร์มของรถยนต์รุ่นใหม่
    • ภายในของ NX เป็นห้องโดยสารแรกที่รวมเอาแนวคิด Tazuna Concept มาใช้ในการออกแบบบริเวณแผงควบคุมด้านหน้า ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่เชื่อมต่อกับรถได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีสมาธิกับการขับขี่มากขึ้น
  1. NX ใช้เทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงป้องกันล่าสุด และเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกขั้นสูง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง
    • “Lexus Safety System+” เจเนอเรชันใหม่นำเสนอเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ล้ำหน้าพร้อมที่จะคอยช่วยเหลือผู้ขับขี่ตลอดเวลา

ระบบ E-latch ที่ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกใน Lexus จะควบคุมการล็อคและปลดล็อคประตูแบบอิเล็กทรอนิกส์ NX สามารถติดตั้งระบบ “Advanced Park” ของ Lexus ได้

ระบบส่งกำลัง

  • PHEV e-FOUR 2.5 ลิตร (A25A-FXS + THS II Plug-in + มอเตอร์ด้านหลัง)
  • HEVe-FOUR 2.5 ลิตร (A25A-FXS + THS II + มอเตอร์ด้านหลัง)
  • HEVFF 2.5 ลิตร (A25A-FXS +THS II)

ผสมผสานเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงขนาด 2.5 ลิตรที่มีประสิทธิภาพสูงเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง และใช้การคำนวณระบบควบคุมซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของ Lexus เพื่อให้ได้มาซึ่งสมดุลที่ดีที่สุดระหว่างประสิทธิภาพการเร่งความเร็วและการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง E-Four มีการกระจายแรงขับเคลื่อนไปยังล้อหน้า/ล้อหลังแบบแปรผันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่โหมด 100:0 ไปจนถึง 20:80 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวเวอร์ชัน FWD เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า

  • AWD แบบเทอร์โบชาร์จ 2.4 ลิตร (T24A-FTS + Direct Shift-8AT + AWD แบบควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ตลอดเวลา) ประกอบด้วยทั้งเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จแบบสี่สูบแถวเรียงขนาด 2.4 ลิตร Direct Shift-8AT แรงบิดสูง และ AWD แบบควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ตลอดเวลาที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ นอกจากระบบเผาไหม้ความเร็วสูงแล้ว เครื่องยนต์ยังมีระบบฉีดเชื้อเพลิงแบบ center-injection direct-injection รุ่นแรกของ Lexus และมีการวางตำแหน่งเทอร์โบชาร์จเจอร์ไว้ใกล้กับเครื่องกรองไอเสียเพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบด้านการปล่อยมลพิษและการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่เข้มงวดมากขึ้นทั่วโลก และในขณะเดียวกัน ก็ตระหนักถึงความเป็นกลางทางคาร์บอนด้วย ระบบส่งกำลังถูกพัฒนาให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ ช่วยให้สามารถสร้างแรงบิดสูงได้แม้จะมีความเร็วรอบเครื่องยนต์ต่ำก็ตาม เทคโนโลยีการควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ช่วยให้สามารถเร่งความเร็วและลดความเร็วได้ตรงตามความต้องการของคนขับ และให้รอบเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ที่น่าพอใจ นอกจากนี้ AWD แบบควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ตลอดเวลายังช่วยปรับการกระจายแรงขับเคลื่อนไปยังล้อหน้า/ล้อหลังอย่างต่อเนื่องจาก 75:25 เป็น 50:50 (ขึ้นอยู่กับสถานการณ์) และใช้เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อให้ได้มาซึ่งการสัมผัสของหน้ายางกับพื้นผิวถนนและสัมผัสในการบังคับเลี้ยวที่ตอบสนองได้ดีที่สุด
  • AWD 2.5 ลิตร (A25A-FKS + Direct Shift-8AT + AWD แบบมีการควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์สำรอง)
  • FF 2.5 ลิตร (A25A-FKS + Direct Shift-8AT)

เครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงขนาด 2.5 ลิตรที่มีประสิทธิภาพสูงและเกียร์ AT 8 สปีดแบบ Direct Shift ระบบ AWD มีการกระจายแรงขับเคลื่อนไปยังล้อหน้า/ล้อหลังแบบแปรผันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วง 100:0 ไปจนถึง 50:50 ด้วยเทคโนโลยีการควบคุมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะและอัตราทดเฟืองท้ายที่ถูกปรับให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร มากที่สุด ซึ่งจะช่วยมอบแรงขับที่พอเหมาะเพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่น่าพึงพอใจ พร้อมด้วยรอบเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ที่เหมาะสมและเป็นจังหวะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ระหว่างขับขี่ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวรุ่น FWD เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าของเรา

ห้องโดยสารตามแนวคิด TAZUNA และการออกแบบภายในที่ใกล้ชิดกับผู้โดยสารทุกคน

  • ห้องโดยสารถูกออกแบบตามแนวคิด Tazuna ซึ่งเป็นห้องโดยสารแบบใหม่ที่พัฒนาตามแนวคิดของ Lexus ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางนี้ นับเป็นรากฐานของการพัฒนารถยนต์ทั้งหมด แนวคิดการตกแต่งภายในนี้เปิดตัวครั้งแรกในรถยนต์คอนเซปต์ LF-30 Electrified ในปี 2019 คำว่า tazuna ได้มาจาก “บังเหียน” ที่ใช้ในการควบคุมม้า และมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความสุขในการควบคุมรถตามดั่งใจต้องการโดยทำให้การสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ดีขึ้น
  • อัตราส่วนของพื้นด้านคนขับและผู้โดยสารได้รับการออกแบบมาเพื่อสร้างพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด บริเวณมาตรวัดและจอแสดงผลตรงกลางช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกสบายขึ้นด้วยการมองเห็นที่กว้างและกระชับพื้นที่เข่าของผู้ขับขี่ พื้นที่ด้านผู้โดยสารที่กว้าง รวมทั้งส่วนบนของคอนโซล ทำให้ผู้โดยสารมีพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง
  • เลย์เอาท์ของข้อมูลการแสดงผลข้อมูลต่างๆ เริ่มจาก heads-up display ไปจนถึงมาตรวัดและจาก heads-up display ไปจนถึงจอแสดงผลตรงกลางช่วยให้การเคลื่อนไหวของดวงตาราบรื่นขึ้นและลดการเสียสมาธิในขณะขับรถ นอกจากนี้ ปุ่มสตาร์ท คันเกียร์ และสวิตช์เลือกโหมดการขับขี่จะถูกติดตั้งไว้รอบ ๆ พวงมาลัย ทำให้สามารถควบคุมได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ดังนั้น ผู้ขับขี่จึงสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่นโดยไม่ทำให้สูญเสียท่าทางในการขับขี่

  • มีการนำเสนอระบบใหม่อย่าง Touch Tracer Operation ซึ่งเป็นการทำงานที่รวมจอแสดงผลแบบ Head-up display เข้ากับสวิตช์เซ็นเซอร์สัมผัสบนพวงมาลัยเข้าด้วยกัน เมื่อคนขับแตะสวิตช์เซ็นเซอร์สัมผัสบนพวงมาลัย คู่มือการใช้งานจะปรากฏขึ้นบนจอแสดงผลบนกระจกหน้า (หรือบนมาตรวัดเมื่อปิดจอแสดงผลแบบ Head-up display) ซึ่งช่วยให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นโดยที่คนขับไม่จำเป็นต้องละสายตาจากถนนข้างหน้า นอกจากนี้ จอแสดงผลแบบ Head-up display ยังมาพร้อมกับโหมดการแสดงผลข้อมูลและเลย์เอาต์ที่แตกต่างกันถึงสามโหมด เพื่อให้ลูกค้าเพลิดเพลินไปกับการขับขี่ในขณะที่ยังคงมองเห็นสภาพถนนโดยรอบได้อย่างชัดเจน คนขับสามารถเปลี่ยนโหมดได้ตามสถานการณ์การขับขี่ นอกจากนี้ เลย์เอาต์และกราฟิกของมาตรวัดยังได้รับการออกแบบใหม่เพื่อให้แน่ใจว่าคนขับจะได้รับข้อมูลที่ต้องการในขณะขับขี่
  • ด้วยการใช้จอแสดงผลแบบสัมผัสขนาดใหญ่ จึงสามารถรวบรวมฟังก์ชันมากมายไว้บนจอแสดงผลทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ Lexus ให้ความสำคัญกับรายละเอียดของขนาด รูปร่าง การจัดวาง ข้อมูลที่จัดแสดง เพื่อการใช้งานที่เป็นธรรมชาติ โดยคำนึงถึงการใช้งานแต่ละฟังก์ชัน
  • พวงมาลัยที่พัฒนาขึ้นใหม่ยังคงรักษารูปทรงที่ Lexus ยึดถือมาโดยตลอด ซึ่งสามารถจับและใช้งานได้ง่าย และการออกแบบก้านพวงมาลัยได้รับการปรับปรุงเพื่อความรู้สึกสปอร์ตที่มากยิ่งขึ้น

  • คันเกียร์ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่สำหรับการทำงานแบบ shift-by-wire เราเฟ้นหารูปร่างที่มีลักษณะของการสัมผัสที่เหนือกว่าซึ่งง่ายต่อการจับและใช้แรงกดเมื่อใช้งาน
  • สำหรับโทนสีภายใน เรามุ่งสร้างชุดสีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับห้องโดยสารตามแนวคิด Tazuna Concept และช่วยให้คนขับมีสมาธิในการขับขี่ มีชุดสีให้เลือกอย่างหลากหลาย รวมถึง “Black & Rich Cream” ซึ่งเป็นชุดสีตัดกันของสีดำและสีครีมที่มีการเดินตะเข็บด้วยสีส้มเข้ม
  • การประดับตกแต่งจากแนวมาตรวัดไปจนถึงขอบประตูเป็นสีเข้มและมีความต่อเนื่องกับบริเวณที่นั่งคนขับเพื่อสร้างพื้นที่ให้คนขับขี่มีสมาธิในการขับขี่ “3D Cutting Black” คือรูปแบบเรขาคณิตที่พัฒนาขึ้นใหม่ที่จะค่อย ๆ ไล่ลวดลายให้หนาแน่นไปยังด้านหลังของตัวรถเพื่อช่วยเสริมความรู้สึกของการเคลื่อนไหวและความก้าวล้ำของเทคโนโลยีขั้นสูง
  • ไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารเป็นแบบหกสิบสี่สี เพื่อเน้นความงามของรูปทรงและวัสดุภายในห้องโดยสาร โดยเพิ่มสีสันให้กับห้องโดยสารทั้งหมด เราได้ตั้งค่าสีแนะนำไว้ 14 สีที่แสดงอารมณ์และความรู้สึกที่เปลี่ยนไปเช่นเดียวกับขณะที่มองปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยงาม หากคนขับต้องการเลือกสีอื่นๆ ได้อย่างอิสระ ก็สามารถเลือกสีอื่นๆ ได้ 50 สี ในเฉดสีของจอแสดงผลตรงกลาง เพื่อให้ได้บรรยากาศที่สอดคล้องกับอารมณ์ของตนได้ดียิ่งขึ้น

มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงล่าสุดและความสะดวกสบายที่ยึดการออกแบบที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง

เพื่อให้เป็นไปตามความปรารถนาสูงสุดของสังคมของการขับขี่ – “การไม่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร” NX จึงขอนำเสนอ Lexus Safety System+ ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ด้วยการขยายช่วงการตรวจจับของเรดาร์คลื่นมิลลิเมตรและกล้อง นอกจากนี้เราได้ปรับปรุงประสิทธิภาพของแต่ละฟังก์ชันและเพิ่มฟังก์ชันใหม่เพื่อช่วยในการขับขี่บนถนนธรรมดา เป้าหมายคือการป้องกันอุบัติเหตุ ลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บจากการจราจร และลดภาระของคนขับ

ระบบ LEXUS SAFETY SYSTEM+ ล่าสุด พร้อมฟังก์ชั่นทีหลากหลายและประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้น

<PRE-CRASH SAFETY PCS*1]>

  • เพิ่มการให้ความช่วยเหลือที่ทางแยกโดยรวมเอาความช่วยเหลือในการหลีกเลี่ยงการชนกับรถที่วิ่งตัดกัน รถที่ขับสวนทางมาในทางตรงเมื่อเลี้ยวขวา*2, และคนเดินถนนและนักปั่นจักรยานที่มาจากข้างหน้าเมื่อเลี้ยวขวาหรือซ้าย นอกจากนี้ ขอบเขตของการช่วยเหลือยังได้ขยายไปครอบคลุมถึงรถจักรยานยนต์ ยานพาหนะที่วิ่งสวนทางซึ่งเบี่ยงจากเลน และนักปั่นจักรยานในตอนกลางคืน เมื่อระบบพิจารณาแล้วว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการชน ระบบจะเปิดใช้งานสัญญาณเตือนและเบรกเพื่อช่วยลดความเสียหาย

<RADAR CRUISE CONTROL (WITH ALL-SPEED FOLLOW FUNCTION)>

  • หากรถคันก่อนหน้าในเลนเดินทางด้วยความเร็วที่ช้ากว่าความเร็วรถที่กำหนดไว้ ระบบจะดำเนินการการชะลอตัวโดยอัตโนมัติ
  • ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับทางโค้งข้างหน้าและการชะลอตัวก่อนหน้านี้ตามขนาดของทางโค้ง ฟังก์ชันการควบคุมความเร็วเมื่อเข้าโค้งได้พัฒนาขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับความรู้สึกของคนขับมากขึ้น
  • เมื่อมีรถในช่องทางแซงที่ช้ากว่าความเร็วของรถ ระบบจะลดความเร็วรถเพื่อไม่ให้แซงออกจากเลนที่ขับขี่อยู่และรักษาระยะห่างระหว่างรถทั้งสองคัน*4

ALL-NEW NX: ข้อมูลจำเพาะ

ความยาว4,660 (+20) มม.
ความกว้าง1,865 (+20) มม.
ส่วนสูง1,640(+5) มม.
ความยาวช่วงล้อ2,690 (+30) มม.
 

ระบบส่งกำลัง

เครื่องยนต์ สี่สูบแถวเรียงขนาด 2.5 ลิตร พร้อมระบบไฟฟ้าไฮบริดแบบปลั๊กอิน

เครื่องยนต์ สี่สูบแถวเรียงขนาด 2.5 ลิตร พร้อมระบบไฟฟ้าไฮบริด

เครื่องยนต์ สี่สูบแถวเรียงขนาด 2.5 ลิตร

เครื่องยนต์ เทอร์โบสี่สูบแถวเรียงขนาด 2.4 ลิตร

 

ขนาดยาง

235/50R20

235/60R18

 

 

 

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมสนับสนุนภารกิจฉีดวัคซีนต้านโควิด พร้อมให้เช่ารถบีเอ็มดับเบิลยูและมินิในราคาพิเศษ ผ่านแอป HAUP รายได้มอบให้ “กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ)

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย สานต่อความมุ่งมั่นในการฝ่าฟันวิกฤติโควิด-19 เคียงข้างสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ผนึกกำลังแอปพลิเคชั่นฮ้อป (HAUP) ผู้ให้บริการคาร์ แชร์ริ่ง ส่งมอบรถบีเอ็มดับเบิลยู และมินิ เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมร่วมสนับสนุนภารกิจฉีดวัคซีนต้านโควิดทั่วกรุงเทพมหานคร จัดทัพรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิ 11 คัน ให้บริการเช่ารถยนต์ระยะสั้นแก่ผู้ที่ต้องการเดินทางไปเข้ารับฉีดวัคซีนโควิด-19 ผ่านแอป HAUP ในอัตราพิเศษ 100 บาท / ชั่วโมง ได้สูงสุด 5 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2564 และสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงสถานการณ์วิกฤติจากโรคโควิด-19 มอบสิทธิการเช่ารถบีเอ็มดับเบิลยูและมินิผ่านแอป HAUP โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 24 ชั่วโมง โดยรายได้จากการให้บริการจะมอบให้แก่กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ) เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือแก่โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์และสิ่งของที่มีความจำเป็นในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ต่อไป

มร.อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ทัพรถยนต์ที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จัดมาเพื่อสนับสนุนภารกิจต้านภัยโควิด-19 ในครั้งนี้ ประกอบไปด้วยบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 2, ซีรี่ส์ 3, ซีรี่ส์ 5, X1 และ X3 รวมถึงมินิ คันทรีแมน รวม 11 คัน โดยเป็นรถบีเอ็มดับเบิลยูและมินิที่เราเตรียมไว้สำหรับสื่อมวลชนเพื่อการทดสอบสมรรถนะต่าง ๆ ในสถานการณ์ปกติ แต่ในวันนี้ เราตระหนักถึงความจำเป็น
ที่สำคัญในการร่วมแรงร่วมใจฝ่าฟันวิกฤติโรคระบาดไปพร้อม ๆ กับสังคมไทย และเราพร้อมที่จะให้การสนับสนุนบุคลากรการแพทย์ รวมทั้งประชาชนชาวไทย เพื่อให้เร่งกระจายการฉีดวัคซีนในกรุงเทพมหานคร ด้วยการมอบอีกหนึ่งทางเลือกในการเดินทางที่สะดวกสบายและไร้สัมผัสยิ่งขึ้น และขับเคลื่อนเป้าหมายใน
การหยุดยั้งการแพร่ระบาดให้เร็วที่สุด”

คุณกฤษฏิ์ วิชัยวัฒนาพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง บริษัท ฮ้อปคาร์ จำกัด กล่าวว่า “ด้วยเทคโนโลยีของฮ้อปคาร์ในฐานะผู้บุกเบิกบริการคาร์แชร์ริ่งรายแรกของประเทศไทย เราจึงอยากเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนที่ช่วยให้การเดินทางไปฉีดวัคซีนปลอดภัย สะดวกสบาย และรวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการให้บริการผ่านแอปพลิชั่นทุกขั้นตอนตั้งแต่การสมัคร จองรถ รับรถ ไปจนถึงคืนรถ จึงทำให้ลดการสัมผัสระหว่างบุคคลขณะเดินทางได้ ซึ่งเรามีจุดให้บริการกว่า 500 จุดทั่วกรุงเทพมหานคร และทำการเช่ารถยนต์ผ่านโทรศัพท์มือถือได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยสามารถสมัครสมาชิกและเริ่มต้นใช้งานได้ภายในไม่กี่ขั้นตอน และด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างบีเอ็มดับเบิลยูในครั้งนี้ เรายังพร้อมให้บริการในอัตราราคาพิเศษให้แก่ทั้งผู้ที่ต้องการเดินทางไปฉีดวัคซีน รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งสามารถใช้บริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายถึง 24 ชั่วโมง รถทุกคันที่เรานำมาให้บริการได้ผ่านการทำความสะอาดฆ่าเชื้อ เพื่อความปลอดภัยของผู้ที่ใช้บริการแอป HAUP ในสถานการณ์โรคระบาดนี้”

สำหรับผู้ที่ต้องการเช่ารถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิผ่านแอปพลิเคชั่น HAUP เพื่อเดินทางไปฉีดวัคซีนในกรุงเทพมหานคร จะต้องอัปโหลดหลักฐานการนัดหมายฉีดวัคซีนโควิด-19 ในแอป HAUP เพื่อใช้บริการในอัตราพิเศษ 100 บาท/ชั่วโมง โดยสามารถใช้บริการได้สูงสุดถึง 5 ชั่วโมง และสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ จะต้องอัปโหลดหลักฐานยืนยันตัวตนผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เพื่อใช้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนาน 24 ชั่วโมง โดยสามารถจองและใช้บริการผ่านแอป HAUP ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2564 ผู้ใช้งานสามารถปลดล็อกรถได้อย่างสะดวกสบายผ่านโทรศัพท์มือถือ อีกทั้งยังรับและคืนรถ ณ จุดบริการต่าง ๆ แบบไร้สัมผัสได้ทั่วกรุงเทพมหานคร

GWM เปิดข้อเสนอสุดพิเศษใน ULTRA DEAL Campaign ชวนคนไทยลงทะเบียนจองสิทธิ์เพื่อซื้อ All New HAVAL H6 Hybrid SUV

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ สร้างปรากฏการณ์ใหม่อีกครั้งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดข้อเสนอสุดพิเศษผ่าน “ULTRA DEAL Campaign” สำหรับลูกค้ากลุ่มแรก ในการจองสิทธิ์ลงทะเบียนเพื่อซื้อ  All New HAVAL H6 Hybrid SUV โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษก่อนการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ ผ่านช่องทาง GWM Application และเว็บไซต์ WWW.GWM.CO.TH ในระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2564 – 28 มิถุนายน 2564 นี้เท่านั้น จัดเต็มทั้งแพ็กเกจ 5 Years GWM ULTRA INCLUSIVE SERVICE ดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน พร้อมประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 และบริการส่งมอบรถยนต์ถึงหน้าบ้าน รวมถึงเอกสิทธิ์เหนือระดับอื่นๆ อีกมากมาย

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังเดินหน้าส่งข่าวความเคลื่อนไหวและสร้างปรากฎการณ์ใหม่ๆ ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากเปิดตัว “New Retail Concept” รูปแบบใหม่ ภายใต้กลยุทธ์ New User Experience
ที่ GWM Store แห่งแรกของโลกในประเทศไทยที่เซ็นทรัลบางนา ต่อด้วยการเปิดโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ที่จังหวัดระยองอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตแบบเต็มรูปแบบแห่งที่สองนอกประเทศจีนของ เกรท วอลล์ มอเตอร์

พร้อมเผยโฉม All New HAVAL H6 Hybrid SUV คันแรกจากสายการผลิตไทยไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาล่าสุด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประกาศ เปิดจองสิทธิ์ลงทะเบียนเพื่อซื้อ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ในระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2564 เวลา 00.01 น. ไปจนถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2564 เวลา18.00 น. ก่อนที่จะ
มีการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 นี้ มอบเซอร์ไพรส์แคมเปญสุดพิเศษ
กว่าใคร! ให้ผู้บริโภคชาวไทยสามารถจองสิทธิ์ลงทะเบียนเพื่อซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ผ่านช่องทาง GWM Application และเว็บไซต์ WWW.GWM.CO.TH มอบข้อเสนอที่มาพร้อมเอกสิทธิ์ที่เหนือกว่า เพื่อสร้างความมั่นใจในการเป็นเจ้าของรถ สร้างประสบการณ์ใหม่ในการขับขี่ และบริการเหนือระดับในระยะยาว อาทิ

  1. ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน มูลค่าสูงสุด 85,000 บาท
  2. ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี มูลค่าสูงสุด 25,000 บาท
  3. ฟรี 5 ปีเต็ม ค่าอะไหล่และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง พร้อมอะไหล่สิ้นเปลือง เช่น แบตเตอรี่
    ผ้าเบรค ใบปัดน้ำฝน (5 Years GWM Ultra Service Inclusive) เพิ่มความอุ่นใจในการใช้งาน การบำรุงดูแลรักษารถยนต์ และการเป็นเจ้าของรถในระยะยาว รวมมูลค่า 65,000 บาท
  4. ฟรี 5 ปีเต็ม บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ( Roadside Assistance ) ตลอด 24 ชั่วโมงผ่าน GWM Application มูลค่า 10,000 บาท
  5. บริการส่งมอบรถถึงบ้านทั่วประเทศ พร้อมน้ำมันเต็มถัง มูลค่าสูงสุด 10,000 บาท
  6. สิทธิ์ในการเรียกใช้บริการรับหรือส่งรถยนต์เพื่อเข้ารับบริการ จำนวน 4 ครั้ง มูลค่า 3,000 บาท
  7. สิทธิ์ในการใช้รถบริการเคลื่อนที่ (GWM Mobile Service) จำนวน 2 ครั้ง มูลค่า 1,500 บาท
  8. รับ GWM point 30,000 คะแนน เพื่อแลกของสมมนาคุณและบริการต่างๆ บน GWM Application

รวมมูลค่าข้อเสนอสุดพิเศษภายใต้ ULTRA DEAL Campaign กว่า 200,000 บาท

นอกจากนี้ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ยังมาพร้อม การรับประกันคุณภาพตัวรถ (Factory Warranty & Roadside Assist) ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่แบบไม่จำกัดระยะทางนานถึง 8 ปีเต็ม ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้ากลุ่มแรกที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในแบรนด์และผลิตภัณฑ์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ด้วยดีเสมอมา

สำหรับวิธีการจองสิทธิ์ลงทะเบียนเพื่อซื้อ  All New HAVAL H6 Hybrid SUV ผ่าน GWM Application และเว็บไซต์ WWW.GWM.CO.TH สามารถทำได้ง่ายๆ เพียง 6 ขั้นตอน ดังนี้

1. ดาวน์โหลด GWM Application ได้ทาง App Store และ Google Play Store หรือเข้าที่เว็บไซต์ GWM.CO.TH

      

2. กดเลือกปุ่ม “จองสิทธิ์ตอนนี้” หรือ “RESERVE NOW”

เลือกรุ่นของ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่ต้องการ โดยมีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น ULTRA และรุ่น PRO (โดยผู้จองสิทธิ์สามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 รุ่นได้จากข้อมูลผลิตภัณฑ์ภายใน GWM Application และเว็บไซต์ GWM.CO.TH ก่อนทำการจองสิทธิ์)

       

เลือกสีรถภายนอกที่ต้องการ

เลือกสีภายในที่ต้องการ (สำหรับรุ่น ULTRA สีภายในจะเป็นแบบทูโทน รุ่น PRO สีภายในจะเป็นสีดำ)

กรอกข้อมูลส่วนตัว รวมทั้งชื่อ และเบอร์โทรศัพท์ ให้ครบถ้วน พร้อมกด “ส่งคำขอ” หรือ “RESERVE NOW” เพื่อยืนยันการจองสิทธิ์ลงทะเบียนเพื่อซื้อ All New HAVAL H6 Hybrid SUV หลังจากนั้นจะมีข้อความยืนยันการจองเมื่อดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ รถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV เป็นรถยนต์เอสยูวีที่ได้รับความนิยมสูงสุดของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนสองล้อ เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 130 กิโลวัตต์ ให้แรงม้าสูงสุด 179 กิโลวัตต์ หรือ 243 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 530 นิวตันเมตร ผสานกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยผ่านคอนเซ็ปต์ LIFE+ ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะที่ตอบสนองความต้องการในทุกเส้นทาง พร้อมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกและปลอดภัย สะดวกสบายด้วยขนาดตัวรถและห้องโดยสารขนาดใหญ่กว่า เมื่อเทียบรถในคลาสเดียวกัน มีพื้นที่จัดเก็บกว้างขวาง นั่งสบาย ตอบโจทย์สำหรับทุกๆ ไลฟ์สไตล์ของทุกคนในครอบครัวได้อย่างครบครัน

เงื่อนไขและข้อกำหนดของ ULTRA DEAL Campaign

  • สำหรับการจองสิทธิ์ลงทะเบียนเพื่อซื้อ All New HAVAL H6 Hybrid SUV นี้ เป็นการจองสิทธิ์ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ โดยทางเกรท วอลล์ มอเตอร์ ขอสงวนสิทธิ์ในการจอง 1 ครั้ง ต่อ 1 ผู้ใช้ (GWID) หรือ 1 เบอร์โทรศัพท์ในการลงทะเบียน
  • ระยะเวลาการจองสิทธิ์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2564 เวลา 01 น. ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2564 เวลา 18.00 น. ผ่าน GWM Application หรือเว็บไซต์ WWW.GWM.CO.TH ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เท่านั้น
  • ในช่วงวันและเวลาที่กำหนดสำหรับการจองสิทธิ์ ผู้จองสิทธิ์สามารถยกเลิกการจองได้ตลอดเวลาก่อนวันที่ 28 มิถุนายน 2564 เวลา 00 น. ทั้งนี้ หากทำการยกเลิกการจองสิทธิ์แล้ว จะไม่สามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ์อีกครั้งได้
  • สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์สำเร็จแล้ว จะต้องทำสัญญาจองซื้อรถยนต์และชำระเงินมัดจำจำนวน 10,000 บาท ภายในวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 (15 วัน นับตั้งแต่วันปิดรับการจองสิทธิ์) โดยระบบจะมีการแจ้งเตือนเรื่องการชำระเงินมัดจำจำนวน 3 ครั้ง หากไม่มีการชำระค่ามัดจำภายในระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าท่านสละสิทธิ์
  • ในกรณีผู้จองสิทธิ์ชำระเงินมัดจำแล้ว ต้องการเปลี่ยนใจและถอนเงินมัดจำคืน สามารถทำได้ภายใน 48 ชั่วโมงภายหลังจากการชำระเงินมัดจำ ผ่านทาง GWM Application หรือเว็บไซต์ GWM.CO.TH
  • หลังจากที่ยืนยันการลงทะเบียนแล้ว ผู้จองสิทธิ์ยังสามารถเปลี่ยนสีรถยนต์ภายนอกผ่าน GWM Application หรือเว็บไซต์ GWM.CO.TH ได้ แต่จะไม่สามารถเปลี่ยนรุ่นรถยนต์ (ULTRA หรือ PRO) ได้ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม ขอความกรุณาผู้จองสิทธิ์ศึกษารายละเอียดของรุ่นรถที่ต้องการอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนทำการจองสิทธิ์
  • ผู้จองสิทธิ์จะต้องออกรถและมีการส่งมอบภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2564 มิฉะนั้นจะถือว่าท่านสละสิทธิ์ในการรับสิทธิ์พิเศษตาม ULTRA DEAL Campaign
  • สิทธิ์จากข้อเสนอ ULTRA DEAL Campaign ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นได้ และไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

นอกจากนี้ ด้านความพร้อมของโชว์รูมและศูนย์บริการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ดำเนินการผ่านเครือข่าย 2 รูปแบบ ได้แก่ GWM Store และ GWM Partner Store โดยตั้งเป้าหมายที่จะเปิด GWM Store ซึ่งลงทุนและดำเนินการโดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ รวมไปถึง Partner Store ที่เปิดโดยพันธมิตรทางธุรกิจ รวมทั้งสิ้น 30 แห่ง ภายในสิ้นปีนี้ ภายในเดือนมิถุนายน เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีการเปิดตัว GWM Store ทั้งสิ้น 3 สาขาอย่างเป็นทางการ คือ สาขาเซ็นทรัล บางนา และ ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต และสาขาสีลม คอมเพล็กซ์ และวางแผนที่จะเปิด GWM Experience Center ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม รวมถึง Flagship Service Center ในไตรมาส 3 นี้อีกด้วย ด้าน GWM Partner Store ทั้ง 20 แห่ง จะทยอยเปิดตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป โดยแบ่งเป็น

  1. กรุงเทพและปริมณฑล 11 แห่ง
  2. ชลบุรี 3 แห่ง
  3. ระยอง 1 แห่ง
  4. เชียงใหม่ 1 แห่ง
  5. ขอนแก่น 1 แห่ง
  6. นครราชสีมา 1 แห่ง
  7. สงขลา 1 แห่ง
  8. ภูเก็ต 1 แห่ง

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GWM Application เว็บไซต์ WWW.GWM.CO.TH และ Official Facebook Page : GWM Thailand หรือโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GWM Contact Center : 02-668-8888

เปิดตัว BMW iX และ iX3 รถยนต์ SAV พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรก พร้อมเปิดจองออนไลน์ 21 มิถุนายน เวลา 14:00 น. เป็นต้นไป

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ก้าวสู่ยุคใหม่แห่งยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู iX และบีเอ็มดับเบิลยู iX3 รถยนต์อเนกประสงค์ Sports Activity Vehicle (SAV) ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ที่จะมาสร้างนิยามใหม่ให้แก่ประสบการณ์การขับขี่ด้วยพลังงานสะอาดในประเทศไทย สำหรับการเปิดตัวครั้งแรกของบีเอ็มดับเบิลยู iX นี้ มาในรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport สร้างสุนทรียภาพการขับขี่แบบไร้มลพิษ พร้อมความคล่องตัวสไตล์สปอร์ต และดีไซน์สุดล้ำที่สื่อถึงความยั่งยืนในทุกอณู ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฟฟ้าพร้อมเทคโนโลยี BMW eDrive และเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่รุ่นใหม่ล่าสุด สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ไกลถึง 630 กิโลเมตร ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยด้วยความโดดเด่นจากตระกูล X3 ที่ผสานความปราดเปรียวโฉบเฉี่ยวเข้ากับสมรรถนะอันทรงพลังของ BMW eDrive เจเนอเรชั่นที่ห้า สำหรับลูกค้าในประเทศไทย สามารถจองบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport ซึ่งมาในจำนวนจำกัดเพียง 20 คัน และบีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport ที่มาให้ลูกค้าชาวไทยเป็นเจ้าของในจำนวนจำกัด ได้ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 14:00 น. เป็นต้นไป ผ่านช่องทางออนไลน์ทาง shop.bmw.co.th

มร.อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “วันนี้เราตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้เห็นวิสัยทัศน์ด้านยนตรกรรมไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยูเป็นจริงด้วยการเปิดตัวครั้งแรกของบีเอ็มดับเบิลยู iX โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา รถยนต์ในตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู i เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมล้ำยุคของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยู i8 และ i3 ที่เราได้เปิดตัวในประเทศไทยไปแล้วนั้น เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นก้าวสำคัญเพื่อปูทางสู่นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม และในวันนี้ เราได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ด้วยบีเอ็มดับเบิลยู iX ยนตรกรรมที่ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่พลังงานไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบ พร้อมเบิกทางสู่นวัตกรรมแห่งอนาคตและบริการดิจิทัลต่าง ๆ การพัฒนาบีเอ็มดับเบิลยู iX นั้น สอดแทรกปรัชญาด้วยความยั่งยืนของเราไว้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดสรรชิ้นส่วนต่าง ๆ ไปจนถึงรูปลักษณ์การดีไซน์ ในขณะเดียวกัน เอกลักษณ์การขับขี่สไตล์สปอร์ตปราดเปรียวของบีเอ็มดับเบิลยูนั้นก็ยังคงเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของบีเอ็มดับเบิลยู iX ซึ่งเป็นยนตรกรรมที่บุกเบิกเทคโนโลยีการขับขี่ล้ำยุคอีกมากมาย จึงนับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่จะได้เปิดตัวรถยนต์ระดับเรือธงเช่นนี้แก่ลูกค้าชาวไทย”

“นอกจากบีเอ็มดับเบิลยู iX แล้ว วันนี้เรายังเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport เป็นครั้งแรก สมาชิกใหม่ในตระกูล X3 รุ่นนี้จะเข้ามาเติมเต็มกลยุทธ์ Power of Choice ของเราให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยนับจากนี้ไป บีเอ็มดับเบิลยู X3 จะเป็นยนตรกรรมที่พร้อมนำเสนอระบบขับเคลื่อนทั้งแบบเครื่องยนต์สันดาปภายในปลั๊กอินไฮบริด และพลังงานไฟฟ้าล้วน ซึ่งแม้ว่าจะขับขี่ด้วยพลังงานสะอาด แต่ยังคงเอกลักษณ์ความคล่องตัวแบบ SAV ไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม เราเชื่อว่ารถยนต์ทั้งสองรุ่นใหม่นี้ จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการเดินหน้าสู่อนาคตแห่งยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย และเป็นอีกหนึ่งก้าวสู่การสรรสร้างวิสัยทัศน์ของเราให้เป็นจริง”

บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 5,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม แพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard นาน 4 ปี และแท่นชาร์จ BMW i Wallbox สำหรับ 20 คันแรกเท่านั้น)

บีเอ็มดับเบิลยู iX มาพร้อมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าใหม่ล่าสุด พร้อมความล้ำยุคด้านเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติและการเชื่อมต่ออีกมากมาย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคยิ่งขึ้น มาพร้อมเทคโนโลยี BMW eDrive และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบไฟฟ้า ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสมรรถนะการขับขี่ในระยะยาวไกลยิ่งขึ้นและอัตราเร่งที่ทรงพลัง บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport ส่งพละกำลังรวมสูงสุด 385 กิโลวัตต์/523 แรงม้า ระบบ BMW eDrive เจเนอเรชั่นที่ห้านี้ยังทำงานพร้อมเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ล่าสุด มอบระยะทางขับเคลื่อนตามมาตรฐาน WLTP สูงสุดถึง 630 กิโลเมตร สร้างแรงบิดรวมได้สูงสุดถึง 765 นิวตันเมตร ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อ (Near-actuator wheel slip limitation) ได้รับการติดตั้งควบคู่กับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเป็นครั้งแรก ช่วยป้องกันการลื่นไถลของล้อและเพิ่มความเสถียรภาพในการควบคุมรถยิ่งขึ้นอีกระดับ จึงโลดแล่นด้วยความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.6 วินาที

แบตเตอรี่แรงดันสูงในบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport มีความจุพลังงานรวม 111.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง หัวชาร์จแบบ Combined Charging Unit (CCU) ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบการชาร์จที่ยืดหยุ่น รองรับการชาร์จแบบ DC ได้สูงสุด 200 กิโลวัตต์ และสำหรับการชาร์จจากเครื่องชาร์จ 100 กิโลวัตต์นั้น จะใช้เวลาราว 56 นาที ในการชาร์จจาก 10% ถึง 80%

ระบบการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่แบบแปรผัน (Adaptive recuperation) ช่วยเสริมประสิทธิภาพและระยะการขับขี่ของบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport ด้วยการดึงพลังงานจากระบบเบรกกลับมาใช้ใหม่ให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่ โดยใช้ข้อมูลจากระบบนำทางและเซนเซอร์จากระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อรถเข้าใกล้ทางแยก ระดับการดึงพลังงานกลับมาใช้ใหม่จะเพิ่มสูงขึ้น เพื่อเติมพลังงานไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่แรงดันสูง ในขณะเดียวกันก็จะทำให้ความเร็วการขับขี่ลดลง และจะทำงานสลับกับฟังก์ชั่น Coasting ขณะขับขี่บนท้องถนน ซึ่งช่วยให้รถเคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานเมื่อผู้ขับขี่ยกเท้าออกจากแป้นคันเร่ง ผู้ขับขี่สามารถเลือกระดับการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้ตามต้องการ ระหว่างระดับสูง ปานกลาง และต่ำ โดยเมื่อเลือกขับขี่ด้วยเกียร์ B ระบบ Recuperation จะทำงานที่ระดับสูงสุดโดยอัตโนมัติเพื่อสร้างประสบการณ์ในการขับขี่แบบ one-pedal feeling

โครงสร้างตัวถัง ปรัชญาการดีไซน์ และการออกแบบแชสซีของบีเอ็มดับเบิลยู iX ได้รับการพัฒนาเพื่อหลอมรวมความสะดวกสบายเหนือระดับในการขับขี่และการควบคุมที่โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต โครงสร้างของบีเอ็มดับเบิลยู iX มาในวัสดุอลูมิเนียมแบบ spaceframe ส่วนหลังคามาในโครงสร้าง Carbon Cage ซึ่งประกอบด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์บริเวณด้านข้างและด้านหลัง ผสานการใช้วัสดุสองประเภทเข้าไว้ด้วยกันเพื่อเสริมทั้งความแข็งแกร่งและลดน้ำหนักให้เบาลงได้อย่างชาญฉลาด ส่วนค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Drag Coefficient) ที่ต่ำเพียง 0.25 จากองค์ประกอบด้านอากาศพลศาสตร์ต่าง ๆ ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์และระยะการขับขี่ด้วยเช่นกัน แบตเตอรี่แรงดันสูงในบีเอ็มดับเบิลยู iX ที่ติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถ ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง เมื่อประสานเข้ากับการกระจายน้ำหนักอย่างสมดุลจึงทำให้ตอบสนองต่อการควบคุมได้ฉับไวยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รูปแบบการขับขี่ที่มีความสมดุลของบีเอ็มดับเบิลยู iX ยังช่วยเพิ่มความมั่นคงและความสบายขณะขับขี่ ขณะที่ยังคงความคล่องตัวไว้ได้อย่างดีเยี่ยม

เทคโนโลยีแชสซีที่ใช้ในการพัฒนาบีเอ็มดับเบิลยู iX ประกอบด้วย เพลาหน้าแบบปีกนกคู่ เพลาหลังแบบ five-link ช่วงล่างแบบปรับระดับได้ และระบบพวงมาลัยไฟฟ้าที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถขณะขับขี่ (Servotronic) แปรผันตามการหมุนและความเร็ว มาพร้อมระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า ระบบปรับองศาของล้อหลังเพื่อการเข้าโค้งหรือเลี้ยว (Integral Active Steering) ล้อ aerodynamic ขนาด 22 นิ้ว แบบสลับสี ขัดเงาสามมิติ เสริมด้วยยางล้อลดเสียงรบกวนที่มีชั้นโฟมบริเวณพื้นผิวด้านในเพื่อลดการเกิดเสียงได้รับการติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ใหม่ที่ไม่ซ้ำใครของบีเอ็มดับเบิลยู iX คือดีไซน์ภายนอกที่มีเส้นสายในการออกแบบชัดเจนทรงพลัง แต่ยังมีความเรียบง่าย และคงความบึกบึนสไตล์ SAV รายละเอียดขององค์ประกอบต่าง ๆ สื่อถึงความประณีตและความหรูหราล้ำยุค โดดเด่นสะดุดตาด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ที่เกือบปิดทึบ สะท้อนถึงนวัตกรรมการผลิตที่ล้ำสมัย ส่วนกล้องและเรดาร์เซนเซอร์ฝังอยู่ภายใต้พื้นผิวของกระจังหน้า โดดเด่นด้วยไฟหน้าและไฟท้ายที่เรียวยาวที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยู มือจับประตูที่เปิดด้วยการกดปุ่ม หน้าต่างไร้ขอบ และประตูท้ายสอดประสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวตั้งแต่หน้ารถจรดท้ายรถโดยไม่มีช่องว่าง

การออกแบบภายในห้องโดยสารมุ่งนำเสนอแนวคิดของการใช้ชีวิตที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ มาพร้อมพื้นที่กว้างขวางและเบาะที่นั่งแบบใหม่พร้อมพนักพิงศีรษะเสริมความหรูหรายิ่งขึ้น มีพื้นที่วางขามากขึ้นเนื่องจากไม่ต้องมีท่อส่งน้ำมันกลางตัวรถ ซึ่งยังช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ คอนโซลกลางมาในดีไซน์เฉียบไม่แพ้เฟอร์นิเจอร์หรู ปุ่มควบคุมระบบสัมผัสและระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ rocker switch เติมเต็มความทันสมัยยิ่งขึ้นภายในห้องโดยสาร พร้อมเน้นย้ำถึงการออกแบบห้องโดยสารเพื่อผู้ขับขี่ด้วยจอ BMW Curved Display พวงมาลัยทรงหกเหลี่ยมและจอ Head-Up Display

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติมาพร้อมฟิลเตอร์นาโนไฟเบอร์ที่สามารถกรองอากาศบริสุทธิ์ ควบคุมผ่านจอระบบสัมผัสแบบใหม่ ซึ่งใช้ควบคุมการหมุนเวียนของอากาศภายในห้องโดยสาร รวมถึงระบบทำความร้อนที่เบาะนั่งและพวงมาลัย มาพร้อมตัวเลือกอุปกรณ์เสริมคุณภาพเสียงทรงพลังยิ่งขึ้น อย่างระบบเสียงรอบทิศทางคุณภาพสูง Bowers & Wilkins Diamond Surround Sound System ที่ฝังอยู่ในพนักพิงศีรษะ และระบบเสียงแบบ 4D ที่มีฟังก์ชั่นสั่นตามเสียงเบสในเบาะหน้า

นอกจากระบบการจำลองเสียงเพื่อเตือนคนเดินถนน บีเอ็มดับเบิลยู iX ยังมาพร้อมเสียงประกอบการขับขี่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เติมเต็มความเร้าใจในการขับขี่ทุกครั้งที่เร่งความเร็ว ฟังก์ชั่นจำลองเสียงเครื่องยนต์ BMW IconicSounds Electric ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน ยังมาพร้อมตัวเลือกเสียงใหม่ล่าสุดจากนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Hans Zimmer

บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport ยังมาพร้อมหน้าจอแสดงผลและระบบทำงาน iDrive เจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในบีเอ็มดับเบิลยู iX ต่อยอดการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ให้เป็นธรรมชาติมากขึ้น ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8 ที่ออกแบบสำหรับทำงานร่วมกับจอระบบสัมผัสแบบโค้ง BMW Curved Display รองรับการโต้ตอบด้วยเสียงกับ BMW Intelligent Personal Assistant ซึ่งได้รับการอัปเกรดจากรุ่นก่อนหน้า โดยจอ BMW Curved Display เป็นกลุ่มจอแสดงผลดิจิทัลซึ่งประกอบไปด้วย จอ Information Display ขนาด 12.3 นิ้วและจอ Control Display ขนาด 14.9 นิ้ว รวมเข้าด้วยกันภายใต้แผงกระจกชิ้นเดียวที่หันหน้าเข้าหาผู้ขับขี่ ส่วนระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ดิจิทัลมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่และแสดงกราฟฟิกดีไซน์ใหม่ขณะสื่อสารกับผู้ใช้งาน ระบบ My Modes ใหม่ ขยายการตั้งค่าต่าง ๆ ของรถยนต์ให้ครอบคลุมประสบการณ์ขับขี่ทุกรูปแบบ

บีเอ็มดับเบิลยู iX ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และนวัตกรรมหลากหลายที่สุด เหนือกว่ารถยนต์ทุกรุ่นจากบีเอ็มดับเบิลยู มาพร้อมเซนเซอร์เจเนอเรชั่นใหม่ ซอฟต์แวร์ใหม่ และแพลตฟอร์มในการประมวลผลที่ทรงพลัง ใช้กล้อง 5 ตัว เรดาร์เซนเซอร์อีก 5 ตัว และอัลตร้าโซนิกเซนเซอร์ 12 ตัวในการตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบคัน ระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน Steering and Lane Control Assistant ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go รวมถึงระบบที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานอย่างระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus (Parking Assistant Plus) ซึ่งประกอบด้วยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround View Camera) แสดงภาพพื้นที่โดยรอบของรถให้เห็นแบบสามมิติผ่านระบบ Remote 3D

กระบวนการผลิตบีเอ็มดับเบิลยู iX ยังครอบคลุมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้อลูมิเนียมที่ผ่านกระบวนการหล่อและนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่ในปริมาณมาก ภายในห้องโดยสารประกอบด้วยวัสดุไม้ที่รับรองจาก FSC หนังฟอกด้วยสารสกัดจากใบมะกอก และยังมีส่วนประกอบจากธรรมชาติอื่น ๆ อีกมากมาย และยังใช้แหจับปลาที่ผ่านการรีไซเคิลเป็นหนึ่งในวัสดุสำหรับผลิตพรมปูพื้นรถอีกด้วย

ลูกค้าสามารถเลือกสีตัวถังได้ถึง 6 สไตล์ตามความต้องการ ได้แก่ Aventurin Red, Black Sapphire, Mineral White, Phytonic Blue, Sophisto Grey และ Storm Bay

บีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม แพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard
นาน 4 ปี และแท่นชาร์จ BMW i Wallbox จำนวนจำกัด)

บีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport มาพร้อมเอกลักษณ์สุดล้ำ ประสานประสิทธิภาพของมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ากับความหนาแน่นและความจุพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของแบตเตอรี่แรงดันสูง มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า แผงวงจรไฟฟ้า เทคโนโลยีการชาร์จ และแบตเตอรี่แรงดันสูงรุ่นล่าสุด ที่ได้รับการยกระดับในด้านสมรรถนะการทำงาน การใช้พลังงานไฟฟ้า และระยะทางในการขับขี่ อีกทั้งยังเพิ่มความหนาแน่นและศักยภาพของกำลังไฟฟ้าด้วยการรวมมอเตอร์ไฟฟ้า วงจรอิเล็กทรอนิกส์ และระบบเกียร์ไว้ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน เช่นเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู iX

 

ระบบขับเคลื่อนรุ่นใหม่ในบีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport ส่งพละกำลังสูงสุด 210 กิโลวัตต์/286 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ซึ่งโดดเด่นว่ามอเตอร์ไฟฟ้าในรุ่นอื่น ๆ ด้วยความสามารถในการคงแรงบิดได้แม้ระหว่างรอบสูง โลดแล่นจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.8 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขับขี่สนุกอย่างอุ่นใจด้วยระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อ (Near-actuator wheel slip limitation) ปริมาตรความจุแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่การติดตั้งและน้ำหนัก ส่วนความจุพลังงานรวมอยู่ที่ 80 กิโลวัตต์ชั่วโมง เพื่อขับเคลื่อนให้บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ขับขี่ได้ไกลถึง 460 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP และ 470 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC

เทคโนโลยีระบบชาร์จใหม่ล่าสุดเติมพลังงานสู่แบตเตอรี่ 400 โวลต์ และแหล่งจ่ายไฟ 12 โวลต์แก่อุปกรณ์ต่าง ๆ ในรถ หากใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ สามารถชาร์จด้วยระบบไฟแบบ 1 เฟส และ 3 เฟส ได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ และเมื่อชาร์จแบบรวดเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC) จะรับพลังงานได้สูงสุด 150 กิโลวัตต์ และสำหรับการชาร์จด้วยแรงดันนี้ บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ยังรองรับการชาร์จจาก 0 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ได้ภายใน 34 นาที เพิ่มระยะทางการวิ่งถึง 100 กิโลเมตรได้ภายใน 10 นาที (ตามมาตรฐาน WLTP)

BMW iX3

บีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport มาพร้อมระบบการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่แบบแปรผัน (Adaptive recuperation) เพิ่มสมรรถนะและความสะดวกสบายระหว่างการขับขี่ ระดับการดึงพลังงานจากระบบเบรกกลับมาใช้ใหม่จะแปรผันตามสภาวะถนน ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลในระบบนำทางและเซนเซอร์ในระบบช่วงเหลือผู้ขับขี่ นอกจากนี้ ผู้ขับขี่สามารถเลือกระดับการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้ตามต้องการ ระหว่างระดับสูง ปานกลาง และต่ำ เมื่อเข้าเกียร์ D และระบบ Recuperation จะทำงานอัตโนมัติในระดับสูงเมื่อเข้าเกียร์ B เพื่อสร้างประสบการณ์ในการขับขี่ยนตรกรรมไฟฟ้าอันเฉพาะตัวของบีเอ็มดับเบิลยู

แบตเตอรี่แรงดันสูงรุ่นล่าสุดนี้ติดตั้งอยู่ใต้ตัวรถ จึงช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงลงประมาณ 7.5 เซนติเมตร เมื่อเทียบกับ X3 รุ่นอื่น ๆ ระบบช่วงล่างแบบ Adaptive ปรับระดับด้วยไฟฟ้าตามสภาพถนนและสภาวะการขับขี่

รูปโฉมภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport ยังคงสัดส่วนที่โฉบเฉี่ยวสไตล์ SAV มาพร้อมความแข็งแกร่งระดับพรีเมียมและความอเนกประสงค์ของตระกูล X โดดเด่นด้วยองค์ประกอบการดีไซน์เฉพาะรุ่นอย่างชิ้นส่วนแอโรไดนามิกส์ต่าง ๆ สอดแทรกด้วยดีไซน์ที่สื่อถึงความยั่งยืน กระโปรงหน้าและกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่มาในดีไซน์ปิดทึบ ท้ายรถมาพร้อมการออกแบบเพื่อลดแรงต้านอากาศ

BMW iX3

ไฮไลท์ของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ยังอยู่ที่ความหลากหลายในการใช้งาน มาพร้อมพื้นที่กว้างขวางกว่า X3 รุ่นอื่น ๆ เบาะหลังพับได้แบบ 40 : 20 : 40  ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาตรการบรรจุสัมภาระจาก 510 ถึง 1,560 ลิตร เสริมความเอ็กซ์คลุซีฟด้วยระบบเสียง BMW IconicSounds Electric ซึ่งมาเป็นมาตรฐาน สร้างทำนองเสียงไม่ซ้ำใครเมื่อสตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์จากผลงานของ Hans Zimmer มาพร้อมล้อ M aerodynamic ขนาด 20 นิ้วแบบสลับสี ที่เสริมประสิทธิภาพด้านแอโรไดนามิกส์ยิ่งขึ้น ไฟหน้า Adaptive LED เสริมฉนวนกันเสียงที่ประตูหน้า และยังมีอุปกรณ์มาตรฐานเพื่อเสริมความสะดวกสบายแบบพรีเมียมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบปลดล็อกประตู Comfort Access เบาะหนัง Vernasca ตอนหน้าดีไซน์แบบสปอร์ต จอ BMW Head-Up Display ระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ และระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติรุ่น Plus พร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง ยกระดับความสะดวกสบายและความปลอดภัยแบบเอ็กซ์คลูซีฟยิ่งขึ้นด้วยระบบ BMW gesture control ระบบเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon และ WiFi hotspot พร้อมด้วยระบบ BMW Live Cockpit Professional พร้อมระบบนำทางที่ดึงข้อมูลจากระบบคลาวด์ BMW Maps และ BMW Intelligent Personal Assistant

บีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport มาให้เลือกใน 5 สี ได้แก่ Carbon Black, Mineral White, Phytonic Blue, Piemont Red และ Sophisto Grey

โปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์ BMW Services Inclusive (BSI) สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน

รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% จากบีเอ็มดับเบิลยูทั้ง 2 รุ่นนี้ จะมาพร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BMW Service Inclusive (BSI) รูปแบบใหม่ ซึ่งออกแบบมาให้เหมาะสมต่อการดูแลบำรุงรักษาระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ โดยมีแพ็คเกจมานำเสนอใน 2 ทางเลือก ให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ดังนี้

แพ็คเกจ

การให้บริการ

ระยะการบำรุงรักษาการรับประกันแบตเตอรี่แรงดันไฟสูงและอุปกรณ์ร่วมราคา
BSI Standard4 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง8 ปี / 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู iX และ iX3

 

 

รวมอยู่ในราคาจำหน่าย
BSI Ultimate6 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง110,000 บาท

(สามารถเลือกอัพเกรดได้ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่เริ่มการรับประกันคุณภาพ)

 

การดูแลบำรุงรักษารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน จะมีกำหนดเข้ารับบริการทุก 24 เดือน โดยครอบคลุมรายการต่าง ๆ ดังนี้

  • บริการตรวจเช็ครถ
  • บริการเปลี่ยนไมโครฟิลเตอร์
  • บริการเปลี่ยนน้ำมันเบรก
  • บริการชาร์จแบตเตอรี่แรงดันสูงหลังการให้บริการ (ชาร์จสูงสุด 75%-80%)
  • บริการเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน (ปีละหนึ่งครั้ง)
  • บริการเปลี่ยนชุดเบรคหน้าและหลัง 1 ชุด รวมผ้าเบรกและจานเบรก (กำหนดการเปลี่ยนไม่ขึ้นอยู่กับระยะทาง)

ลูกค้าที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw.co.th หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูทั่วประเทศ

โตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ทีมไทยแลนด์ สร้างประวัติศาสตร์! ครองโพเดียมแชมป์โลก 2 ปีซ้อน รายการมาราธอนความเร็วสุดโหด 24 ชม.นูร์เบอร์กริง เยอรมนี

0

โตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ทีมไทยแลนด์ ทีมแข่งรถสัญชาติไทย ภายใต้การสนับสนุนของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ประสบความสำเร็จป้องกันแชมป์ พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ ทีมแข่งรถจากประเทศไทยคว้าแชมป์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 รับถ้วยรางวัลอันดับ 1 และ 3 ในรุ่น SP 3 ด้วยรถยนต์ Toyota Corolla Altis GR Sport สมศักดิ์ศรีดีกรีแชมป์เก่า ในการแข่งขันมาราธอนทางเรียบ 24 ชม. สุดโหดระดับตำนาน “49th ADAC Total 24h-Race Nürburgring 2021” ได้สำเร็จ ด้วยสถิติใหม่ความเร็วต่อรอบสูงสุด 10.00.596 นาที พร้อมรับรางวัลพิเศษ ‘Ambassador of the Year’ จาก ADAC 24h Nürburgring Series ณ เมืองนูร์เบอร์ก ประเทศเยอรมนี

สำหรับการแข่งขัน “49th ADAC Total 24h-Race Nürburgring 2021” โตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ทีมไทยแลนด์ เป็นทีมแข่งรถจากประเทศไทยทีมเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในมาราธอน 24 ชม. สุดโหดระดับตำนาน ที่ขึ้นชื่อทั้งความหฤโหด อันตราย และขับยาก โดยทีมลงสนามในรุ่น Super Production 3 (SP3) โดยใช้รถ Toyota Corolla Altis GR Sport จำนวน 2 คัน โดยรถหมายเลข 119 ขับโดย สุทธิพงศ์ สมิตชาติ, ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ, ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ และ มานัต กุละปาลานนท์ และรถหมายเลข 120 ขับโดย เฉิน เจี้ยน หงษ์, กรัณฑ์ ศุภพงษ์ และ นาโอกิ คาวามูระ ลงสนามพิสูจน์สมรรถนะและความแกร่งทรหดของทั้งคนและรถ เริ่มจากการควอลิฟายด์ รถหมายเลข 119 อยู่ในอันดับที่ 2 และหมายเลข 120 อยู่ในอันดับที่ 4 ก่อนเข้าสู่ช่วงแข่งขันบนเส้นทางสุดโหดที่มีระยะทางต่อรอบกว่า 25 กม. 73 โค้งอันตรายที่คดเคี้ยวไปตามหุบเขาและหมู่บ้าน กับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แค่ชั่วโมงแรกของการแข่งขันฝนก็ตกลงมาไม่ขาดสาย รถหลายคันเกิดอุบัติเหตุ แต่การแข่งขันยังดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้นและยากลำบาก เข้าสู่ต้นชั่วโมงที่ 7 ของการแข่งขันผู้จัดตัดสินใจประกาศธงแดง ให้ยุติการแข่งขันชั่วคราว เนื่องจากฝนที่ตกลงมาทำให้ผิวแทร็กเปียกลื่น และมีหมอกที่ลงหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ เป็นอุปสรรคต่อทัศนวิสัยในการขับ ทำให้ต้องหยุดการแข่งขันเพื่อความปลอดภัยของนักแข่งทุกคน หลังการรอคอยกว่า 13 ชม. สภาพสนามยังคงมีหมอกหนาและพื้นผิวยังมีความชื้น แต่ก็มีแสงสว่างเพียงพอต่อการแข่งขัน ผู้จัดจึงอนุญาตให้มีการแข่งขันต่อได้ ทันทีที่การสตาร์ทเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง รถหมายเลข 119 และ 120 กลับสู่สนาม กับเวลา 3 ชั่วโมงครึ่งที่เหลืออยู่ของการแข่งขัน เป้าหมายคือทำให้ดีที่สุดภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด รถหมายเลข 120 โดยการขับของ เฉิน เจี้ยน หงษ์, กรัณฑ์ ศุภพงษ์ และ นาโอกิ คาวามูระ ก็สามารถเข้าสู่ธงหมากรุกคว้าโพเดียมชนะเลิศอันดับ 1 ในรุ่น SP 3 และ 73 Overall รวม 47 รอบสนาม Best Lap 10.18.039 และรถหมายเลข 119 ขับโดย สุทธิพงศ์ สมิตชาติ, ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ, ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ และ มานัต กุละปาลานนท์ คว้าอันดับ 3 ในรุ่น SP3 และ 87 Overall รวม 45 รอบสนาม Best Lap 10.00.596 จากรถที่เข้าร่วมแข่งขันในปีนี้รวม 120 คัน ทำให้ธงชาติไทยได้มีโอกาสโบกสะบัดต่อหน้านักแข่งรถ และผู้ชมการแข่งขันจากทั่วโลกอีกครั้ง

 

และอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่เป็นบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นและทุ่มเทอย่างต่อเนื่องตลอด 8 ปี ทำให้คณะผู้จัดการแข่งขันมอบรางวัลเกียรติยศ ‘Ambassador of the Year’ จาก ADAC 24h Nürburgring Series ให้กับ คุณสุทธิพงศ์ สมิตชาติ ผู้อำนวยการทีม Toyota Gazoo Racing Team Thailand ในฐานะบุคคลที่มีความมุ่งมั่นทุ่มเท และมีส่วนร่วมในการผลักดันให้การแข่งขัน 24 ชม. นูร์เบอร์กริง ได้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในประเทศไทย และช่วยยกระดับวงการกีฬามอเตอร์สปอร์ตไทยให้เป็นที่รู้จักในรายการระดับโลกอีกด้วย นับเป็นคนไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศครั้งนี้

หลังจบการแข่งขัน คุณสุทธิพงศ์ สมิตชาติ ผู้อำนวยการทีมและนักแข่งสังกัด โตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ทีมไทยแลนด์ กล่าวว่า “รายการ 24 ชม. นูร์เบอร์กริง เป็นการแข่งขันที่มหัศจรรย์มากๆ เราเริ่มต้น 8 ปีที่แล้ว จากรถและทีมจากประเทศไทยที่ไม่มีใครรู้จัก แต่พวกเราก็ไม่เคยหยุดยั้ง ยังทำงานหนักเพิ่มมากขึ้นทุกปี ทั้งการพัฒนารถให้มีสมรรถนะในการขับที่ดีเพิ่มมากขึ้น รวมถึงวางแผนสำหรับทุกส่วนในการแข่งขันที่ต้องปรับให้ทันท่วงทีอยู่เสมอ แม้ในช่วงที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์อันกดดันของโรคระบาดโควิด-19 ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อความตั้งใจที่จะกลับมาแข่ง และวันนี้ผลแห่งความทุ่มเทและมุ่งมั่นก็ได้รับการพิสูจน์ออกมา คือ ทีมรักษาแชมป์คว้าอันดับ 1 และอันดับ 3 ขึ้นโพเดียมต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และผู้จัดมีมติเอกฉันท์มอบรางวัล ‘Ambassador of the Year’ จาก ADAC 24h Nürburgring Series ให้กับผม นับเป็นเกียรติประวัติที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ผมและทีมงานทุกคนขอขอบคุณ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่ให้โอกาสและสนับสนุนให้พวกเราได้มาพิสูจน์สมรรถนะความแกร่งของรถยนต์จากสายการผลิตในประเทศไทย และความทรหดของทีมแข่งรถไทย และขอบคุณแฟนมอเตอร์สปอร์ตทุกท่านที่ติดตามให้กำลังใจมาตลอด ผมยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาวงการมอเตอร์สปอร์ตของไทย และพร้อมที่จะผลักดันให้นักแข่งรุ่นใหม่ได้มีโอกาสลงแข่งขันในระดับนานาชาติมากขึ้น เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กับนักแข่งชาวไทยบนเวทีระดับโลกต่อไปอย่างไม่สิ้นสุดครับ”

ทั้งนี้การแข่งขัน ณ ประเทศเยอรมนี นักแข่งและทีมงานทุกคนได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด รวมถึงมาตรการการกักตัวในการเดินทางกลับเข้าประเทศด้วย

สำหรับแฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตชาวไทย ร่วมติดตามชมภาพความสำเร็จของทีมแข่งรถหนึ่งเดียวจากประเทศไทย “โตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ทีมไทยแลนด์” ในการรักษาแชมป์และสร้างประวัติศาสตร์ครั้งยอดเยี่ยมในการแข่งขัน “ADAC Total 24h-Race Nürburgring 2021” จากเมืองนูร์เบอร์ก ประเทศเยอรมนี เพิ่มเติมได้ทาง www.facebook.com/TOYOTAGazooRacingTeamThailand

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดโรงงานเต็มรูปแบบแห่งที่สองนอกประเทศจีน ณ ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดพิธีเปิดโรงงานอัจฉริยะ ซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน ที่จังหวัดระยอง ประเทศไทย อย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ “GWM Smart Factory for Smart xEV World” โรงงานแห่งนี้ถือเป็นโรงงานการผลิตแบบเต็มรูปแบบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สอง ของโรงงานการผลิตนอกประเทศจีน โดยมี มร. เอลเลียต จาง ประธาน มร. เกร็ก ลี รองประธานบริหาร ฝ่ายการผลิตในโรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย ทีมผู้บริหารระดับสูง ร่วมด้วย มร. หวัง ลี่ผิง อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก แขกผู้มีเกียรติจากรัฐบาล หน่วยงานจากภาครัฐ ตลอดจนพันธมิตรทางธุรกิจ ให้เกียรติเข้าร่วมงาน

เกรท วอลล์ มอเตอร์ สร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอีกครั้ง ตอกย้ำความเป็น “บริษัท
ที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก (Global Mobility Technology Company)” ด้วยการเปิดโรงงานอัจฉริยะ หรือ “Smart Factory” ซึ่งเป็นโรงงานผลิตรถยนต์เต็มรูปแบบแห่งที่ 2 ของเกรท วอลล์ มอเตอร์ นอกประเทศจีนเป็นทางการ ในเขตพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จังหวัดระยอง ภายใต้แนวคิด “ฉลาด ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” (Intelligence, Safety and Green) พร้อมเผยโฉม All New HAVAL H6 Hybrid SUV คันแรกจากสายการผลิตในประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตอกย้ำความพร้อมในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยในเร็วๆ นี้

มร. เอลเลียต จาง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย เผยว่า “โรงงานที่จังหวัดระยองนี้ ถือเป็นฐานการผลิตรถยนต์ในต่างประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับสองของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ และเป็นโรงงานผลิตอัจฉริยะแห่งใหม่ในประเทศไทย เป็นการแสดงให้เห็นว่าเราพร้อมสำหรับการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในตลาดอาเซียนอย่างเป็นทางการ และภายในปลายปีนี้ เราจะสร้างอาชีพกว่า 1,000 ตำแหน่ง ในประเทศไทย และในอนาคตทรัพยากรบุคคลของเราจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป
การเปิดโรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ แห่งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญตามกลยุทธ์โลกภิวัฒน์ของเราในการขยายธุรกิจมาสู่ตลาดอาเซียนโดยเฉพาะตลาดรถยนต์พวงมาลัยขวา โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ เชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในศักยภาพของประเทศไทย ที่มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี องค์ความรู้ ทักษะและฝีมือของพนักงาน รวมไปถึงความร่วมมือกับพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ที่จะช่วยเติมเต็มและผลักดันให้โรงงานระยองเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย โดยโรงงานแห่งนี้ถือเป็นโรงงานอัจฉริยะที่มีมาตรฐานระดับโลกที่จะมาพลิกโฉมและสร้างมาตรฐานใหม่ เราได้นำเทคโนโลยีหลักจำนวนมากมาใช้ เช่น อุปกรณ์อัจฉริยะ ระบบข้อมูลอัจฉริยะ และนำ Big Data มาใช้เชิงอุตสาหกรรม ในกระบวนการจัดการ นอกจากนี้ เรายังได้นำเทคโนโลยีล่าสุดของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มาใช้ในด้านการผลิตอัจฉริยะ การขนส่งโลจิสติกส์อัจฉริยะ และการปฏิบัติการเชิงดิจิทัล (Digital Operation) เพื่อให้เป็นโรงงานที่มีวิธีการผลิต กระบวนการ และการจัดการอัจฉริยะอย่างแท้จริง นอกจากนี้ เรายังมุ่งมั่นที่จะนำรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่และการออกแบบประสบการณ์ใหม่มาสู่ผู้บริโภคชาวไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานประสบการณ์ลูกค้าให้ก้าวไปอีกขั้น พร้อมดำเนินการเปิด GWM Store และ Partner Store อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าชาวไทย ความสำเร็จต่างๆ  นี้ เป็นเพราะเราได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน รวมไปถึงพันธมิตทางธุรกิจ และแฟนๆ ชาวไทยของเราเป็นอย่างดีเสมอมา เราขอขอบคุณและขอยืนยันความมุ่งมั่นของเราที่จะพัฒนาและรักษามาตรฐานที่ดีที่สุดของเราไว้เพื่อที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ใหม่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย”

โรงงานอัจฉริยะ ฐานการผลิตเต็มรูปแบบแห่งที่ 2 นอกประเทศจีนของ เกรท วอลล์ มอเตอร์

โรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ มอเตอร์ ประเทศไทย จัดตั้งขึ้นภายใต้แนวคิด “ฉลาด ปลอดภัย และเป็นมิตร
กับสิ่งแวดล้อม” (Intelligence, Safety and Green) ตั้งอยู่ที่ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ครอบคลุมพื้นที่ 412 ไร่ โดยหลังจากการเข้ามาเริ่มดำเนินงานในระยะเพียง 7 เดือน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้พัฒนาในระบบและปรับปรุงโรงงานให้เป็นโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ซึ่งจะมีกำลังการผลิตแบบเต็มกำลังอยู่ที่ 80,000 คันต่อปี และจะเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับรถยนต์พวงมาลัยขวาโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (xEV) ของภูมิภาคอาเซียน มีสัดส่วนของการผลิตและส่งออกอยู่ที่ 60:40 ซึ่งจะเป็นการจำหน่ายภายในประเทศ 60% และเป็นการส่งออกไปยังประเทศที่เป็นรถยนต์พวงมาลัยขวา 40% โดยมี All New HAVAL H6 Hybrid SUV เป็นรถรุ่นแรกจากสายการผลิต

มร. เกร็ก ลี รองประธานบริหารฝ่ายการผลิตในโรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียน และประเทศไทย กล่าวว่า “การจัดตั้งโรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ที่จังหวัดระยองในประเทศไทย นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับเราที่จะได้ช่วยพัฒนาและนำเอาเทคโนโลยีด้านยานยนต์ของเรามาช่วยต่อยอดและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวไกลไปอีกขั้น  อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เราได้เฟ้นหาและร่วมงานกับพันธมิตรทางธุรกิจซึ่งเป็นผู้ผลิตนวัตกรรมและชิ้นส่วนรถยนต์ของไทยเพื่อร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปกับเรา และเหนือสิ่งอื่นใดคือการที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มอัตราการจ้างงาน พัฒนาองค์ความรู้และทักษะด้านยานยนต์สมัยใหม่ รวมไปถึงเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าให้กับคนไทย เพื่อให้มีความพร้อม และสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในการผลิตและส่งมอบรถยนต์คุณภาพให้กับชาวไทย โดยนับตั้งแต่การเริ่มเข้ามาดำเนินการที่โรงงานระยองในเดือนพฤศจิกายน ในปีที่ผ่านมา เรามีการจ้างงานไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 700 ตำแหน่ง และมีแผนที่จะเพิ่มอัตราการจ้างงานขึ้นให้ครบ 1,000 ตำแหน่งภายในปลายปีนี้ ทั้งนี้ เรายังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ที่จะเฟ้นหาทั้งเทคโนโลยีที่ชาญฉลาด รวมทั้งพัฒนากระบวนการทำงานที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัยให้กับทั้งทีมงาน วิธีการทำงาน และการผลิตรถยนต์คุณภาพของเรา”

ภายในงาน มร. สตีเฟ่น หวัง รองประธาน ฝ่ายขายและการตลาด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย ยังได้กล่าวถึงรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่ผลิตจากสายการผลิตของโรงงานระยอง โดยรถยนต์ทุกคันได้ผ่านกระบวนการผลิต การทดสอบ และการประเมิน ทั้งในด้านคุณภาพ เทคโนโลยี และระบบความปลอดภัยอย่างเข้มข้นตามมาตรฐานระดับโลกของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เพื่อสร้างความมั่นใจกับผู้บริโภค
ชาวไทย โดย HAVAL H6 Hybrid SUV ที่มาจากสายการผลิตจากโรงงานในประเทศไทย จะมาพร้อมกับแนวคิด LIFE+ คือ L : การขับขี่อัตโนมัติระดับ L2 I : ระบบอัจฉริยะ Intelligence V3.5 รองรับคำสั่งงานด้วยเสียง
F : FOTA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถอัพเกรดซอฟต์แวร์ผ่านทคโนโลยีการอัปเกรดระยะไกล E : ชิปอัจฉริยะ EYEQ4 และ + (Plus) : ที่จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่จะช่วยอำนวยความสะดวก พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกและปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ โดย All New HAVAL H6 Hybrid SUV จะเริ่มเปิดจองสิทธิลงทะเบียนเพื่อซื้อ
ในวันที่ 15 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมประกาศราคาในวันที่ 28 มิถุนายนนี้

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังได้รับเกียรติจาก มร. หวัง ลี่ผิง อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ให้เกียรติกล่าวแสดงความยินดีและร่วมเปิดโรงงาน โดยมีแขกผู้มีเกียรติจากรัฐบาล หน่วยงานจากภาครัฐ ตลอดจนพันธมิตรทางธุรกิจ ร่วมพิธีและเป็นสักขีพยาน และหลังจากเสร็จสิ้นพิธีเปิดโรงงาน แขกผู้มีเกียรติได้เข้าเยี่ยมชมภายในโรงงาน ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงและทีมงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ คอยให้ข้อมูลและแนะนำเทคโนโลยีในส่วนต่างๆ ตลอดการชมโรงงาน

Smart Factory ที่เพียบพร้อมด้วยความอัจฉริยะในทุกขั้นตอน

โรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ มอเตอร์ จังหวัดระยอง ประกอบไปด้วย 4 ส่วนหลัก อันได้แก่

  1. Press Shop
  2. Body Shop
  3. Paint Shop
  4. General Assembly (GA) Shop

โดยแต่ละส่วนจะประกอบไปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบการผลิตอันล้ำสมัย ทั้งระบบ Artificial Intelligence (AI) การใช้หุ่นยนต์และระบบควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งได้รับการคิดค้นและพัฒนาจากศูนย์วิจัยและพัฒนาของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ซึ่งมีกว่า 10 แห่ง ใน 7 ประเทศทั่วโลก โดยทุกๆ กระบวนการทำงานภายในโรงงาน จะมีการควบคุมดูแล ตรวจเช็คคุณภาพ และรักษาความปลอดภัยอย่างละเอียดและเคร่งครัดจากทีมทำงานที่เปี่ยมไปด้วยทักษะและความเชี่ยวชาญของเกรท วอลล์ มอเตอร์ อย่างใกล้ชิด

Press Shop จุดเริ่มต้นการสายการผลิตรถยนต์อัจริยะ

กระบวนการผลิตใน Press Shop ถือเป็นขั้นตอนแรกของการผลิตรถยนต์ มีหน้าที่หลักในการผลิตแผงตัวถัง
ขนาดใหญ่และชิ้นส่วนโลหะที่สำคัญ โดย Press Shop ของโรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในปัจจุบันยังไม่ได้เปิดทำงานในส่วนนี้ แต่ในอนาคต Press Shop แห่งนี้ จะโดดเด่นด้วยการทำงานของ 2 สายการผลิต อันได้แก่ สายการผลิต JINAN ของประเทศจีน และสายการผลิต WIA ของประเทศเกาหลีใต้ ทำงานร่วมกับการใช้ หุ่นยนต์ FANUC อัจฉริยะแบบ 6 แกน นอกจากนี้ สายการผลิตยังมีฟังก์ชั่นต่างๆ เช่น ระบบเปลี่ยนแม่พิมพ์อัตโนมัติ (Automatic Die Change System) และระบบตรวจสอบการผลิตอันล้ำสมัยที่จะมาจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแต่ยังช่วยประหยัดพลังงานได้เป็นอย่างดี

Body Shop ที่มาพร้อมระบบหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์อันล้ำสมัย

Body Shop ของโรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ จังหวัดระยอง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร ที่เต็มไปด้วยแนวคิดการออกแบบที่ชาญฉลาดและประสิทธิภาพสูง และอัดแน่นไปด้วย

  • หุ่นยนต์อัจฉริยะกว่า 53 ตัว โดยแบ่งเป็นหุ่นยนต์ FANUC จำนวน 47 ตัว ที่ทำหน้าที่เป็นส่วนสำคัญ
    ในการเชื่อมตัวถังรถยนต์ซึ่งผลิตจากเหล็กคุณภาพสูงที่แข็งแรงทนทาน ทำงานร่วมกับหุ่นยนต์อีก 6 ตัว ซึ่งทำหน้าที่ในการส่งต่อชิ้นส่วนในการผลิตในแต่ละสถานี ทำให้การทำงานใน Body เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพในการประกอบมากที่สุด
  • ระบบประมวลผลภาพ MES Process Visualization ซึ่งเป็นการแสดงข้อมูลการประกอบชิ้นส่วนยานยนต์ และการสร้างตัวถังรถยนต์ (Body In White ) ในรูปแบบดิจิทัลแทนที่การใช้กระดาษ ซึ่งแผนการผลิตจะถูกส่งผ่านระบบ MES โดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันความผิดพลาดต่าง ๆ เช่น การประกอบชิ้นส่วนไม่ถูกต้อง หรือมีการติดตั้งออปชั่นที่ไม่ถูกต้อง โดยระบบจะแสดงข้อมูลชิ้นส่วนยานยนต์ที่กำลังอยู่ในกระบวนการผลิตปัจจุบันเป็นรูปภาพบนหน้าจออุปกรณ์พกพา (PDA) เพื่อความถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น
  • ระบบ VIN number เป็นการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI มาใช้เพื่อเพื่อบอกตำแหน่ง ความลึก ความยาว และข้อมูลต่างๆ อัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการจับภาพเพื่อบ่งบอกอัตลักษณ์ของชิ้นส่วนต่างๆ การวิเคราะห์และการเปรียบเทียบชิ้นส่วน ซึ่งสามารถวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลได้จากกาประทับเลข VIN Number การบันทึกแผนการผลิตลงในระบบ MES หรือการประทับบาร์โค้ด
  • Automatic Model Switching เทคโนโลยีการสลับรุ่นแบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีอัจฉริยะเฉพาะของเกรท วอลล์ มอเตอร์ โดยเป็นอุปกรณ์หยิบและยึดจับหลากหลายรูปแบบที่ทำให้สามารถทำงานได้อย่างยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น สามารถผลิตรถยนต์ได้หลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์เอสยูวีหรือรถกระบะร่วมกันได้ภายในสถานีเดียวกัน

Paint Shop สร้างสรรค์สีสันอันสวยงามผ่านอัจริยภาพแห่งเทคโนโลยี

Paint Shop ของโรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ จังหวัดระยอง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 39,744 ตารางเมตร
โดยมีกระบวนการการทำสีที่ละเอียดอ่อนกว่า 10 ขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมพื้นผิวของตัวถังให้พร้อมสำหรับการทำสี การเคลือบกันสนิมโดยการใช้ประจุไฟฟ้าเพื่อให้สามารถเคลือบสีให้ติดบนพื้นผิวรถได้มากที่สุด ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพอีกครั้งก่อนจะส่งไปยังโรงงานประกอบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์ที่ผลิตทุกคันจะมีสีสันสวยงาม คงทน
ดูเหมือนรถยนต์ใหม่อยู่เสมอ โดยมีการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยในขั้นตอนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • การเคลือบสีด้วยไฟฟ้า แบบ The 8th Generation Ultra-high Penetration Electrophoretic Paint ซึ่งเป็น เทคโนโลยีการเคลือบสีขั้นสูงด้วยไฟฟ้า ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการกัดกร่อนให้กับโครงรถ
    ทั้งคันได้อย่างยอดเยี่ยม โดยการเคลือบสีอิเล็กโตรโฟเรชั่นสูงสามารถป้องกันการกัดกร่อนแบบ 15 ไมครอนขึ้นไป
  • เทคโนโลยี Regenerative Thermal Oxidation ซึ่งเป็นอุปกรณ์ออกซิเดชั่นความร้อนที่เกิดใหม่ขั้นสูง
    ที่นำเข้ามาจากประเทศเยอรมนี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดก๊าซเสียได้มากกว่า 99% ทำให้ลดการปล่อยก๊าซและสารพิษในกระบวนการพ่นสีให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
  • ระบบการพ่นสีแบบ 24-Color Robot Automatic Spraying ซึ่งเป็นระบบหุ่นยนต์พ่นสีอัจฉริยะที่ควบคุมด้วยระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สามารถควบคุมความสม่ำเสมอในการพ่นสีให้เหมือนกันในทุกๆ ครั้ง รวมไปถึงโหมดการทำงานที่สามารถเลือกเปลี่ยนสีรถยนต์แต่ละคันได้ตามที่กำหนด และใช้งานได้มากถึง 24 สี

นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนที่จะช่วยเติมเต็มให้การพ่นสีเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้กาวพีวีซี
แบบพิเศษเพื่อช่วยป้องกันการซึมและรั่วไหลได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงการ Top coating พื้นผิวด้วยเทคนิคพิเศษ
เพื่อให้ตัวรถมีสีสันสดใสสวยงามมากยิ่งขึ้น

General Assembly (GA) Shop เติมเต็มความสมบูรณ์แบบของรถยนต์ด้วยนวัตกรรมอันล้ำสมัย

GA Shop ถือเป็นกระบวนการสุดท้ายในการผลิตรถยนต์ ซึ่งเป็นขั้นตอนการประกอบรถยนต์เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ โดย GA Shop ของโรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ จังหวัดระยอง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 63,000 ตารางเมตร ได้รับการปรับปรุงพื้นที่และระบบใหม่ทั้งหมดด้วยวิธีการอันชาญฉลาด ปลอดภัย และเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น อาทิ

  • ระบบ PDA Smart Scan & QA System เป็นระบบสแกนอัจฉริยะที่ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันและลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ ระบบจะรวมรวมข้อมูลอะไหล่ทั้งหมด 99 ชนิด โดยจะมีการสแกนข้อมูลชิ้นส่วนเพื่อบันทึกลงในระบบก่อนการเริ่มประกอบรถยนต์ผ่านแทนที่จะเป็นการบันทึกด้วยมือเพื่อป้องกัน
    ความผิดพลาด 4 ประเภทในระหว่างการผลิต ไม่ว่าจะเป็นจากการลืมสแกน การประกอบผิดพลาด
    การลืมประกอบ หรือการประกอบซ้ำ เป็นการลดปัญหาเรื่องความผิดพลาดในการประกอบชิ้นส่วนหลักหรือชิ้นส่วนที่คล้ายคลึงกันให้กลายเป็นศูนย์ และมีประสิทธิภาพในการติดตามชิ้นส่วนต่างๆ มากถึง 100%
  • Intelligent Chassis Line นับเป็นครั้งแรกของ Chassis Line ที่เป็นการออกแบบอย่างอัจฉริยะ โดยมี
    เสาสำหรับแขวนโครงรูปตัว L เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย โดยโครงแขวนนี้สามารถรองรับรูปแบบแผนการผลิตที่หลากหลาย เพื่อทำให้การทำงานมีความยืดหยุ่นและรวดเร็วขึ้น และสามารถผลิตรถยนต์ได้หลายรุ่น
  • เทคโนโลยี Dual-Life AGV ระบบเคลื่อนย้ายอัตโนมัติเต็มรูปแบบ เพื่อการประกอบตัวถังที่รวดเร็ว
    พร้อมกับระบบติดตามกระบวนการผลิตและการป้องกันการกระแทกระหว่างผลิตอันชาญฉลาด สามารถทำงานได้หลากหลายในเวลาเดียวกัน สามารถทำให้การขยายหรือปรับเปลี่ยนแผนการผลิตทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • Assembly Manipulator การใช้หุ่นยนต์ที่มีระบบการทำงานที่ชาญฉลาดและทันสมัยมาช่วยในการประกอบรถยนต์ โดยเฉพาะในส่วนที่มีความซับซ้อนอย่างการประกอบ Panoramic Sunroof มีความแม่นยำ ถูกต้อง รวดเร็วที่สุด และเกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด

นอกจากนี้ใน GA Shop ยังมีการติดตั้งนวัตกรรมและเทคโนโลยีอัจฉริยะสำหรับรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบกล้องอัจฉริยะแบบ 360 องศา (360 Degree Smart Camera) เป็นระบบกล้องที่สามารถ
    มองรอบทิศทางได้ 360 องศา ช่วยให้ผู้ขับขี่ทราบถึงสิ่งที่อยู่รอบตัวรถ โดยกล้องจะจับภาพแสดงวัตถุที่อยู่รอบๆ ตัวรถและส่งสัญญานเตือนเมื่อมีวัตถุเข้ามาในรัศมีต่างๆ ตามระยะห่าง ซึ่งใน GA workshop จะมีอุปกรณ์สำหรับการตรวจสอบตำแหน่งการติดตั้งกล้องรอบตัวรถอย่างแม่นยำ ซึ่งจะติดตั้งกล้องไว้ที่ตำแหน่งมุมมองกว้างพิเศษของด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้าย และด้านขวาของตัวรถ อย่างความถูกต้องและแม่นยำสูงสุด และจะมีการเชื่อมต่อไปยังหน้าจอคอนโซลเพื่อแสดงผลภาพรอบตัวรถทั้ง 4 มุมได้อย่างถูกต้อง
  • หน้าจอแสดงข้อมูลขับขี่อัจฉริยะ (HUD System) เป็นระบบประมวลภาพและข้อมูล เพื่อนำข้อมูล
    ที่เอื้อต่อการขับขี่ เช่น สภาพถนนและความเร็ว มาปรากฏบนกระจกที่หน้าจอคนขับ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในระหว่างการขับขี่อัตโนมัติ

ทั้งนี้ ในสายการผลิตรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV จะมีการใช้อุปกรณ์กึ่งอัตโนมัติที่ออกแบบ
มาโดยเฉพาะสำหรับการติดตั้งแบตเตอรี่พร้อมด้วยอุปกรณ์อันทันสมัยสำหรับทดสอบแบตเตอรี่ให้พร้อมสำหรับ
การใช้งาน และจะมีการตรวจคุณภาพของรถยนต์ทุกคันที่ออกมาจากสายการผลิตอย่างเคร่งครัดตามขั้นตอน
ที่ได้มาตรฐานระดับโลกของ เกรท วอลล์ มอเตอร์

โรงงานอัจฉริยะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ จังหวัดระยอง มาพร้อมแนวคิดด้านความชาญฉลาด ความปลอดภัย อีกทั้งยังตระหนัก
ถึงความสำคัญในเรื่องการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่ของการผลิตและทดสอบรถยนต์พลังงานใหม่ตามกลยุทธ์ xEV Leader ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดมลพิษที่เกิดขึ้นต่อโลก นอกจากเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดแล้ว เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังได้ปรับปรุงทัศนียภาพของโรงงานให้ร่มรื่น โอบล้อมด้วยสวนและพื้นที่
สวนสาธารณะเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมิตร มีการบำบัดของเสียจากโรงงานควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดการจัดการขยะและของเสียตามกฏหมายสิ่งแวดล้อมของไทยในทุกแง่มุม ซึ่งสะท้อนถึงความตระหนักถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริงของบริษัท

การเปิดโรงงานใหม่ล่าสุดของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่ประเทศไทยในวันนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในฐานะ “บริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Mobility Technology Company) และยังเป็นการบันทึกอีกหนึ่งก้าวสำคัญของเกรท วอลล์ มอเตอร์ แห่งประเทศไทยในการก้าวผ่านไปสู่ยุคของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ไปด้วยกัน ด้วยโรงงานอัจฉริยะที่มีกระบวนการการผลิตด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ที่มาพร้อมนวัตกรรมที่สร้างความปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงยืดหยัดในการสร้างความเชื่อมั่นและพร้อมแล้วที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพให้กับผู้บริโภคชาวไทยในอนาคตอันใกล้ และมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันและยกระดับเศรษฐกิจให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนต่อไป

ฟอร์ดพร้อมดูแลลูกค้าตลอดหน้าฝน ออกแคมเปญ ‘ฝนฟ้าคะนอง ฟอร์ดลดกระจาย’ มอบข้อเสนอด้านบริการแบบครบครัน

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ ‘ฝนฟ้าคะนอง ฟอร์ดลดกระจาย’ รับหน้าฝนจัดโปรโมชั่นและข้อเสนอด้านบริการแบบครบครัน เพื่อมอบความอุ่นใจให้กับลูกค้าครอบครัวฟอร์ดตลอดช่วงฤดูฝนนี้ อาทิ ส่วนลดพิเศษสำหรับการเข้ารับบริการเช็กระยะเมื่อแสดงเอกสารจากโปรแกรมการคำนวนราคา (Service Price Calculator) ตรวจเช็คสภาพทั่วไปฟรี 30 รายการ และยังมีส่วนลดค่าอะไหล่ถึง 20% รวมถึงบริการรับและส่งมอบรถนอกสถานที่และหน่วยบริการเคลื่อนที่ Mobile Service และสำหรับรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่น Titanium+ รับฟรี ชุดวัดแรงดันลมยาง (TPMS) เมื่อเปลี่ยนยางรถยนต์ 4 เส้น เพียงนำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 – 30 กันยายน 2564

สำหรับแคมเปญที่จะยกระดับการบริการมอบความอุ่นใจตลอดช่วงฤดูฝนนี้ ฟอร์ดมอบส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าที่เข้ารับบริการเช็กระยะที่แสดงเอกสารจากโปรแกรมการคำนวนราคาค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเช็กระยะ (Service Price Calculator) โดยลูกค้าสามารถเข้าไปคำนวณราคาผ่านทางเว็บไซต์ฟอร์ด ประเทศไทย: https://www.ford.co.th/owner/service-price-calculator/  แคมเปญนี้มอบให้กับลูกค้ารถฟอร์ดทุกรุ่น ไม่จำกัดระยะทาง โดยสามารถเลือกรับส่วนลดพิเศษ 1 รายการ จากรายการดังต่อไปนี้

  1. ส่วนลดมูลค่า 300 บาท สำหรับน้ำยาทำความสะอาดหัวฉีด Ford Motorcraft
  2. ส่วนลดมูลค่า 300 บาท สำหรับโปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์ (SSP) หรือ โปรแกรมน้ำมันเครื่องสุดคุ้ม (OSP)
  3. ส่วนลดมูลค่า 300 บาท สำหรับใบปัดน้ำฝน 1 คู่ (ซ้ายและขวา) หรือผ้าเบรก หรือแบตเตอรี่

ฟอร์ดมอบส่วนลด 20% ค่าอะไหล่ ของเหลว และค่าแรง (ไม่รวมรายการเช็กระยะ และยางรถยนต์ทุกรุ่น ทุกขนาด) สำหรับรถยนต์ฟอร์ดที่มีอายุ 7 ปี ขึ้นไป ไม่จำกัดระยะทาง โดยลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดของอะไหล่ที่ร่วมรายการได้ที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศก่อนเข้ารับบริการ

ในส่วนของข้อเสนอสุดพิเศษ ลูกค้ารถฟอร์ดทุกรุ่น ไม่จำกัดระยะทาง เมื่อเข้ารับบริการเปลี่ยนยาง ผ้าเบรก หรือแบตเตอรี่ที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ สามารถเลือกรับของแถม หรือเลือกรับส่วนลดได้ 1 รายการ ดังนี้

  • ใบปัดน้ำฝนคู่หน้า 1 คู่ มูลค่าสูงสุด 1,180 บาท
  • ชุดติดตั้งฝาท้ายแบบผ่อนแรง มูลค่า 1,652 บาท
  • ส่วนลดผ้าเบรก มูลค่า 250 บาท
  • ส่วนลดยาง มูลค่า 250 บาท/เส้น
  • ส่วนลดแบตเตอรี่ มูลค่า 250 บาท

พิเศษสุด สำหรับลูกค้าฟอร์ด เอเวอร์เรสต์ รุ่น Titanium+ เมื่อเปลี่ยนยางครบทั้ง 4 เส้นพร้อมกัน ฟอร์ดมอบชุดวัดแรงดันลมยาง (TPMS) ฟรี จำนวน 4 ชิ้น โดยชุดวัดแรงดันลมยางสำหรับ ฟอร์ด เอเวอร์เรสต์ รุ่น Titanium+ มูลค่า 3,300 บาท

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังมอบบริการตรวจเช็กสภาพทั่วไปจำนวน 30 รายการ มูลค่า 400 บาท ฟรี โดยการตรวจเช็กสภาพทั่วไปเป็นการตรวจสอบเบื้องต้นสำหรับเครื่องยนต์ เบรก ช่วงล่าง ระบบไฟฟ้าและตัวถังเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้าฟอร์ดทุกรุ่นที่ซื้อสินค้า หรือเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ด สามารถเข้าร่วมแคมเปญผ่อน 0% นาน 10 เดือน เมื่อมียอดใช้จ่าย 5,000 บาทขึ้นไปต่อ 1 ใบเสร็จ ผ่านบัตรเครดิตของธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงศรีฯ ตามประเภทหน้าบัตรเครดิตที่กำหนด เฉพาะศูนย์บริการฟอร์ดที่ร่วมรายการ

ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่ไม่สะดวกนำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ ฟอร์ดยังมีบริการรับรถเข้าศูนย์บริการและส่งคืนถึงบ้าน โดยลูกค้าสามารถติดต่อศูนย์บริการฟอร์ดเพื่อนัดหมายการเข้ารับบริการ ในวันนัดหมายพนักงานของผู้จำหน่ายจะเดินทางไปรับรถยนต์ของลูกค้ามาเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ พร้อมบริการส่งมอบรถคืนถึงบ้าน หรือหน่วยบริการเคลื่อนที่ Mobile Service ซึ่งจะให้บริการตรวจสภาพเบื้องต้น เช่น เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะ เปลี่ยนแบตเตอรี่ เปลี่ยนใบปัดน้ำฝนหรือเปลี่ยนหลอดไฟ โดยรถที่เข้ารับบริการทุกคัน จะได้รับการทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อก่อนส่งมอบ ให้ลูกค้าฟอร์ดมั่นใจในความปลอดภัยและการใช้บริการ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการ “การันตีความใส่ใจ” เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าครอบครัวฟอร์ด

ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ หรือดูข้อมูลแคมเปญและรายละเอียดด้านการบริการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th