Home Blog Page 372

CLEAN AIR INITIATIVE การประกาศความร่วมมือเพื่ออากาศสะอาดครั้งสำคัญของสมาชิกหอการค้าเยอรมัน-ไทย

0

ในช่วงเวลาที่สถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลายและทุกคนยังคงต้องระมัดระวังการใช้ชีวิตอย่างต่อเนื่อง อีกหนึ่งปัญหาที่หลายคนอาจจะลืมไปชั่วขณะ ทั้งที่ปัญหานี้ยังมีอยู่ต่อไปในประเทศไทยก็คือเรื่องมลภาวะทางอากาศจาก PM 2.5 ซึ่งยังคงเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้จางหายไปไหน และอาจกลับมาสร้างความกังวลให้กับใครหลาย ๆ คนทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และอีกหลายจังหวัดในประเทศไทยที่กำลังเผชิญกับมลภาวะทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่ใช่ความรับผิดชอบของใครคนใดคนหนึ่งที่ต้องลงมือแก้ปัญหานี้ให้ลุล่วง แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่จะลุกขึ้นมาเริ่มต้นทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้ปัญหามลภาวะทางอากาศในประเทศไทยนั้นบรรเทาเบาบางลง

นี่จึงเป็นที่มาให้บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นเจ้าภาพประกาศความร่วมมือเพื่ออากาศสะอาด (Clean Air Initiative) อย่างเป็นทางการ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย หอการค้าเยอรมัน-ไทย รวมถึงบริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ทอร์คีโด เอเชีย-แปซิฟิค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจากเยอรมนีที่เข้ามาดำเนินธุรกิจภายในประเทศไทยเช่นเดียวกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 เมื่อเร็ว ๆ นี้

นายเกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย ซึ่งให้เกียรติมาร่วมในงานประกาศความร่วมมือเพื่ออากาศสะอาด หรือ “Clean Air Initiative” ในครั้งนี้ด้วย กล่าวถึงความสำคัญของการตระหนักการส่งเสริมสภาวะอากาศสะอาดว่า “สภาวะอากาศที่ไม่ดีนั้นสร้างผลกระทบในทางลบได้มากมาย โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการท่องเที่ยวและการลงทุน ที่สำคัญ เมื่ออากาศเต็มไปด้วยมลภาวะ หลายคนอาจเลือกทำงานที่บ้าน ปิดประตูหน้าต่าง หรือซื้อเครื่องฟอกอากาศมาไว้ในบ้านได้ แต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเลือกทำงานที่บ้านได้และยังต้องออกไปเผชิญกับ PM 2.5 ข้างนอก การทำให้อากาศสะอาดจึงต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคนร่วมกันจากทุกภาคส่วน ทั้งความร่วมมือแบบทวิภาคีระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเยอรมนี และความร่วมมือของบริษัทเอกชนต่าง ๆ ในการนำเสนอทางเลือกใหม่ในเชิงธุรกิจที่มีความยั่งยืนและเป็นประโยชน์กับผู้คนในวงกว้างด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต การประกาศความร่วมมือเพื่ออากาศสะอาดในวันนี้จึงถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของหอการค้าเยอรมัน-ไทยและสมาชิกซึ่งเป็นบริษัทจากเยอรมนีที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย ที่จะร่วมผลักดันให้ปัญหามลภาวะทางอากาศในประเทศไทยได้บรรเทาเบาบางลงในอนาคต เพราะปัญหามลภาวะทางอากาศจะเป็นสิ่งที่ท้าทายเราไปอีกยาวนานกว่าโควิด-19 อย่างแน่นอน”

มร.อันเดรียส ริชเทอร์ ตัวแทนจากหอการค้าเยอรมัน-ไทย กล่าวว่า “หอการค้าเยอรมัน-ไทยซึ่งมีสมาชิกกว่า 600 คน มีหน้าที่ให้การส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีทางด้านเศรษฐกิจระหว่างเยอรมนีและไทย เราเชื่อว่า เพื่อให้บรรลุถึงความสำเร็จในการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในประเทศไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านั้น จำเป็นต้องมีการปฏิรูปนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยยังคงสถานะการเป็นผู้นำในด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของภูมิภาค การประกาศความร่วมมือเพื่ออากาศสะอาดในวันนี้ หอการค้าเยอรมัน-ไทยพร้อมทั้งบริษัทที่เป็นสมาชิกทั้งหลายยินดีจะเสนอความเชี่ยวชาญและความรู้ทางเทคนิค และพร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลไทยเพื่อสนับสนุนการอภิปรายสาเหตุของมลพิษทางอากาศในประเทศไทย รวมถึงการหาแนวทางปฏิบัติเพื่อบรรเทามลพิษทางอากาศในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงานและด้านการขนส่ง โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิดการใช้เชื้อเพลิงสะอาดมากขึ้นและสนับสนุนเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า ด้านอาคารกับการสนับสนุนอาคารสีเขียว ด้านการผลิตกับการทบทวนมาตรฐานการปล่อยมลพิษสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม และด้านการเกษตร โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการทำเกษตรกรรมแบบถางโค่นและเผาป่าซึ่งเป็นสาเหตุของไฟป่าและนำไปสู่มลภาวะทางอากาศ ซึ่งหอการค้าเยอรมัน-ไทยและบริษัทสมาชิกพร้อมให้ความช่วยเหลือเพื่อให้ประเทศไทยมีอากาศที่สะอาดและกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศในอนาคต”

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวปิดท้ายการประกาศความร่วมมือเพื่ออากาศสะอาดในครั้งนี้ว่า “การเข้าร่วม “Clean Air Initiative” ในวันนี้ร่วมกับสมาชิกหอการค้าเยอรมัน-ไทยถือว่าสอดคล้องกับพันธกิจและสิ่งที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ทำอย่างต่อเนื่องมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการวางเป้าหมายในการเป็นบริษัทที่เป็นกลางทางคาร์บอนในทุกโรงงานผลิตของเราทั่วโลกในปี 2565 เรื่อยไปจนถึงการที่เราริเริ่มโครงการ “Charge to Change” เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานมาชาร์จพลังงานไฟฟ้าให้บ่อยขึ้น เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหา PM 2.5 สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น พร้อมทั้งสร้างสุขภาวะที่ดีขึ้นให้กับคนไทย นอกจากนี้เรายังวางเป้าหมายไว้อีกว่าภายในปี 2573 ร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ต้องเป็น xEVs ซึ่งหมายถึงรวมทั้งรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า 100% เมอร์เซเดส-เบนซ์ตั้งเป้าหมายเหล่านี้ไว้เพราะเราเชื่อว่า ผู้ประกอบการในภาคการผลิตรถยนต์ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการสร้างสภาวะอากาศที่ดีด้วย ซึ่งในส่วนของเมอร์เซเดส-เบนซ์ นอกจากการเป็นผู้นำในเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า เราได้จัดจำหน่ายรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในประเทศไทยไปแล้วกว่า 20,000 คันนับตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน การนำโครงการ “Charge to Change” ของเรามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “Clean Air Initiative” จะช่วยสร้างความตระหนัก และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันบรรเทาปัญหามลภาวะทางอากาศในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและได้ผล”

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุชัดเจนว่า มากกว่าร้อยละ 50 ของฝุ่นละออง PM 2.5 นั้นมาจากการเดินทางโดยรถยนต์ และเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงเมืองเดียวก็มีจำนวนรถยนต์จดทะเบียนอยู่มากกว่า 10 ล้านคัน ปัญหา PM 2.5 จึงยังเป็นปัญหาใหญ่ที่คนไทยทุกภาคส่วนต้องหันมาร่วมมือกันแก้ไข โครงการ “Charge to Change” ภายใต้ความร่วมมือ “Clean Air Initiative” ของเมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมสานต่อพันธกิจในการกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดทุกยี่ห้อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาชาร์จไฟฟ้าให้มากขึ้น ทำให้ประสบการณ์ในการชาร์จพลังงานไฟฟ้าเป็นประสบการณ์ที่ทั้งสะดวกและเข้าถึงง่ายที่สุด และผสานความร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ การพัฒนาแอพพลิเคชันทางโทรศัพท์มือถือ และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนารถยนต์อีวีเพิ่มเติมด้วย

นิสสัน อัลเมร่า “สปอร์ตเทค” ใหม่ เติมความสปอร์ตพรีเมี่ยม รถยนต์ซีดานอัจฉริยะเหมาะกับทุกสไตล์

0

นิสสัน ประเทศไทย เปิดตัว อัลเมร่า รุ่นพิเศษ “สปอร์ตเทค” เติมดีไซน์ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยชุดแต่งสปอร์ตพรีเมี่ยม พร้อมทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสูง ความสะดวกสบายของการขับขี่  สมรรถนะ และความคุ้มค่า

“นิสสัน อัลเมร่า เป็นรถยนต์อันดับต้นๆ ที่อยู่ในใจของผู้บริโภคเมื่อเลือกซื้อรถยนต์ เพราะคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ทั้งความกว้างขวาง สะดวกสบาย และปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัว และด้วยดีไซน์ที่ทันสมัยทำให้ ครองใจกลุ่มครอบครัว กลุ่มคนรุ่นใหม่ มาอย่างต่อเนื่อง” อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าว “สำหรับเวอร์ชัน สปอร์ตเทค เป็นรุ่นพิเศษที่ลูกค้านิสสันชื่นชอบตั้งแต่ถูกนำเสนอในอัลเมร่า โฉมที่ผ่านมา และสำหรับอัลเมร่า ใหม่ เวอร์ชัน สปอร์ตเทค ทำดีไซน์ที่โดดเด่นลงตัวมากยิ่งขึ้น และยังคงความคุ้มค่าสำหรับลูกค้านิสสัน ทำให้ผู้ที่กำลังจะเลือกรถยนต์คันใหม่ ตัดสินใจซื้อรถยนต์คันสำคัญของพวกเขาได้อย่างมั่นใจ”

ด้วยการออกแบบและพัฒนาจาก ออเทค เจแปน (AUTECH JAPAN, Inc)* รูปโฉมภายนอก อัลเมร่า สปอร์ตเทค ใหม่ ได้รับการเพิ่มความสปอร์ต พรีเมี่ยม ด้วยกันชนหน้า และกันชนหลังใหม่ตกแต่งด้วยสีเงินที่ให้ความโฉบเฉี่ยว กระจังหน้าแบบโครเมียมดำเงา และเติมเต็มความสปอร์ตด้วย สปอยเลอร์หลังใหม่ พร้อมตราสัญลักษณ์ สปอร์ตเทค ที่ฝาท้าย ขณะที่ด้านข้างเสริมความสปอร์ตด้วยกระจกมองข้างสีเงินพร้อมไฟเลี้ยว และเพิ่มความพรีเมี่ยมลงตัวด้วยล้ออัลลอยสีดำปัดเงาขนาด 15 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ เติมเต็มรูปลักษณ์ให้สง่างามยิ่งขึ้น

 

ห้องโดยสารภายในยังคงความโดดเด่นเรื่องพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางสะดวกสบาย ตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูงโทนสีดำ ที่เน้นความประณีตในการประกอบ อาทิ คอนโซลหน้า แผงประตูข้างทั้งด้านหน้าและด้านหลังหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์สีดำเดินตะเข็บด้ายสีเทาเข้ม เข้ากับเบาะผ้าสีดำทั้งตัวที่เดินด้ายสีเทาเข้มในโทนเดียวกัน ช่องแอร์ด้านข้างใช้สีเปียโน แบล็ค ตัดขอบด้วยสีเทาเข้มแบบกัน เมทาลิค รวมถึงหัวเกียร์ และก้านพวงมาลัย ให้ภายในดูมีสไตล์ สปอร์ต และพรีเมี่ยม ลงตัวมากขึ้น

ระบบอินโฟเทนเมนต์ NissanConnect สามารถรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน Apple CarPlay* เพื่อใช้งานแอปพลิเคชัน อาทิ ระบบนำทาง (Navigation system) หรือ แอปพลิเคชันฟังเพลงต่าง ๆ ผ่านจอระบบสัมผัสขนาด  8 นิ้ว พร้อมช่องต่ออุปกรณ์ USB/AUX และลำโพงคุณภาพดี 6 จุด เพิ่มความสุนทรีในทุกการเดินทาง

อัลเมร่า สปอร์ตเทค ใหม่ ขับสนุก และประหยัดน้ำมัน ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตร เทอร์โบ รหัส HRA0 ให้กำลังมากสูงสุด 100 แรงม้า (Ps) และแรงบิด 152 นิวตันเมตร (Nm) ให้อัตราเร่งที่แรง และรวดเร็ว จากแรงบิดแบบต่อเนื่อง (flat torque) นอกจากนี้ยังมีระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อรถหยุดนิ่ง (Idling Stop) ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น และสามารถเปิด – ปิด ระบบการทำงานได้ มาพร้อมระบบเกียร์แบบ XTRONIC CVT ที่เสริมอารมณ์การขับขี่ด้วย D-Step Logic ที่ให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวล แต่ให้อัตราเร่งต่อเนื่องทันใจ ตอบสนองการเร่งแซงที่ดีขึ้น ช่วยให้การขับขี่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับระบบช่วงล่าง ด้านหน้า เป็นแบบ อิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ขณะที่ด้านหลัง เป็นแบบ ทอร์ชัน บีม พร้อมเหล็กกันโคลง ให้การขับขี่นุ่มนวลและยึดเกาะถนนได้เป็นอย่างดี

นิสสัน อัลเมร่า สปอร์ตเทค ใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี แบบครบครัน อาทิ เทคโนโลยีสัญญาณเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์ด้านหน้าขณะขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning – IFCW) เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB) เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW) เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert – RCTA) เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor – IAVM) และเทคโนโลยีตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน (Moving Object Detection – MOD) ด้วยกล้องสี่ตัวที่ด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้าง รอบคัน

นิสสัน อัลเมร่า สปอร์ตเทค ใหม่ จะมีให้เลือกในรุ่นย่อย V Sportech CVT และ VL Sportech CVT โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 629,000 บาท พร้อมการรับประกันรถยนต์เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร โดยมีสีตัวถังภายนอกให้เลือก 5 สี ได้แก่  สีแดง เรเดียนท์ เรด สีส้ม โมนาร์ช สีเทา กัน เมทาลิค สีขาว สตอร์ม ไวท์ และ สีดำ แบล็ค สตาร์

สำหรับลูกค้าที่สนใจ นิสสัน อัลเมร่า สปอร์ตเทค ใหม่ เปิดรับจองแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ นิสสัน ยังจัดโปรโมชันส่งเสริมการขายรับการเปิดตัว อาทิ เลือกผ่อนเริ่มต้นเพียง 3,600 บาท หรือ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% พร้อมขับฟรี สูงสุด 90 วัน**** ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี ฟรีค่าเช็กระยะ 5 ปี/70,000 กิโลเมตร และฟรี ไส้กรองแอร์แบบพรีเมียม “Nissan Premium Air-Con filter” และฟรีอุปกรณ์ตกแต่ง Sportech Premium Package***** ทั้งนี้ลูกค้าสามารถสอบถามเพิ่มเติมที่โชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nissan.co.th

 

* AUTECH JAPAN, INC. เป็นบริษัทในเครือของนิสสัน โดยได้รับอนุญาตจากบริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ให้พัฒนาและผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อตกแต่งรถยนต์หลากหลายรุ่นที่นิสสันวางจำหน่าย

** เฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับการใช้งาน

*** ข้อเสนอนี้สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัท นิสสัน ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น เฉพาะศูนย์บริการฯ ที่ร่วมรายการเท่านั้น เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

**** ขับฟรีสูงสุด 90 วัน นับจากวันรับรถ เฉพาะระยะเวลาการผ่อนชำระไม่เกิน 72 เดือน เท่านั้น / เฉพาะที่รับรถและเป็นสัญญาในเดือนมิถุนายน 2564 จะเริ่มผ่อนชำระงวดแรกในวันที่ 25 กันยายน 2564

***** ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Sportech Premium Package ประกอบด้วย 1.คิ้วบันไดสแตนเลส 2.ชุดพรมและผ้ายางปูพื้น 3.แป้นวางเท้าแบบสปอร์ต 4.สัญลักษณ์โลโก้ SPORTECH บริเวณคอนโซลกลาง

รายการ Auto Motor Thailand ประจำวันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2564

0
Auto Motor Thailand Pic Open

พบกับรายการ Auto Motor Thailand ตั้งแต่เวลา 23.00-23.30 น. ทางททบ.5 กด 1 สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

“เรื่องรถต้องรู้”

-รีวิวพร้อมทดลองขับ BMW 330 Li M Sport โดดเด่นทั้งด้านสมรรถนะและความกว้างขวาง สะดวกสบาย

Auto Motor Thailand 1

ท่องโลกยานยนต์
– เปิด GMW Store แห่งแรกของโลกในประเทศไทย

Auto Motor Thailand  2
– เผยโฉม The new Mercedes S-Class อัครสถานเคลื่อนที่รุ่นล่าสุด

Auto Motor Thailand 4
– Walter Röhrl ทดสอบขับยนตรกรรมทรงสมรรถนะ Porsche Cayenne ใหม่

Auto Motor Thailand  5

รู้ก่อนขับกับ…อีซูซุ
– เตรียมรถรับหน้าฝน ep.2

Auto Motor Thailand  6
ติดตามรับชม Auto Motor Thailand พร้อมกัน ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5กด1 ตั้งแต่เวลา 23.00 น.เป็นต้นไป แล้วพบกันครับ

มาสด้าส่งแคมเปญ “MAZDA MID YEAR SALE” ข้อเสนอสุดคุ้มเพียง 9 วัน ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%

0

มาสด้าเดินหน้ากระตุ้นตลาดต่อเนื่องพร้อมส่งแคมเปญพิเศษ “MAZDA MID YEAR SALE” กับ 9 วันดีๆ ที่สุดแห่งข้อเสนอ ระหว่างวันที่ 5 – 13 มิถุนายน 2564 เพื่อให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าแบบสบายกระเป๋า ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% และรับประกันคุณภาพสูงสุด ปี พร้อมรับฟรีลำโพง JBL CLIP 4 มูลค่า 2,490 บาท เมื่อจอง 5,000 บาทขึ้นไป ณ โชว์รูมรถยนต์มาสด้า รวมถึงเปิดเผยผลงานชิ้นโบแดงจากการกระตุ้นกำลังซื้อจากแคมเปญ Mazda M Day ส่งผลให้เดือนพฤษภาคมยอดขายขยับขึ้นไปเกือบ 3,000 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 75% ตอกย้ำกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมต่อรถยนต์นั่งและครอสโอเวอร์เอสยูวีรวมทั้งปิกอัพมาสด้า บีที-50

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์เดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์เมืองไทยพอสมควร เนื่องจากมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันค่อนข้างมากทำให้ประชาชนยังไม่มั่นใจถึงผลกระทบที่อาจจะตามมา และบางเคสตัดสินใจชะลอการรับรถออกไปก่อน แต่เชื่อว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากที่ประชาชนเริ่มได้รับการฉีดวัคซีนเยอะขึ้น เห็นได้ชัดจากยอดจำหน่ายรถยนต์มาสด้าในเดือนพฤษภาคมก็เริ่มเติบโตอย่างชัดเจนเมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 โดยเพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายนที่ผ่านมาถึง 27% หรือเพิ่มสูงขึ้นถึง 75% จากเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

เดือนพฤษภาคม 2564 ยอดขายรถยนต์มาสด้ารวมทุกรุ่นอยู่ที่ 2,805 คัน โดยเฉพาะรถยนต์มาสด้า2 ที่ยังคงรักษาตำแหน่งแชมป์ยอดขายสูงสุด จำนวน 1,325 คัน เพิ่มขึ้น 47% ตามด้วยมาสด้า CX-30 จำนวน 668 คัน เพิ่มขึ้น 73%, มาสด้า CX-3 จำนวน 383 คัน เพิ่มขึ้นถึง 1,061%, มาสด้า3 จำนวน 199 คัน เพิ่มขึ้น 84% ส่วนปิกอัพมาสด้า บีที-50 เริ่มได้ทยอยส่งมอบให้ลูกค้ามากขึ้นหลังจากมีการผ่อนปรนมาตรการจากไฟแนนซ์ ทำให้ส่งถึงมือลูกค้าแล้วจำนวน 122 คัน เพิ่มขึ้น 190%, มาสด้า CX-8 จำนวน 56 คัน เพิ่มขึ้น 65%, มาสด้า MX-5 จำนวน 3 คัน เพิ่มขึ้น 50% ในขณะที่ยอดจำหน่ายมาสด้า CX-5 มีจำนวน 49 คัน ลดลง 48% ตามลำดับ

“ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้าในช่วงที่ยากลำบาก ดังนั้นทุกฝ่ายต้องร่วมด้วยช่วยกัน มาสด้าจึงจัดแคมเปญพิเศษในช่วงกลางปีกับ “MAZDA MID YEAR SALE” เพื่อให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งแคมเปญที่มีความคุ้มค่ามากที่สุดในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ด้วยการมอบข้อเสนอสุดคุ้มระหว่างวันที่ 5 – 13 มิถุนายน 2564 มีเพียงแค่ 9 วัน เท่านั้น เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสครอบครองรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นได้อย่างง่ายดายและสบายกระเป๋า กับดอกเบี้ยต่ำสุด 0% รับประกันคุณภาพสูงสุด ปี กับ Mazda Added Protection และรับของกำนัลสุดพิเศษฟรีอีกหนึ่งต่อ กับลำโพง JBL CLIP 4 มูลค่า 2,490 บาท สำหรับลูกค้า 1,000 ท่านแรก ที่จอง 5,000 บาท และออกรถภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2564 เท่านั้น** เรียกได้ว่าเป็นโอกาสดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อรถยนต์มาสด้าเพื่อประกอบกิจการในชีวิตประจำวัน” นายธีร์ กล่าวเสริม

ทั้งนี้มาสด้าจะยังคงพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์และส่งมอบการบริการที่เป็นเลิศให้กับลูกค้าต่อไป เพื่อแทนคำขอบคุณที่ให้การสนับสนุนมาสด้ามาโดยตลอด ซึ่งลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นสามารถทดลองขับพร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษกับแคมเปญ “MAZDA MID YEAR SALE” ที่จัดขึ้นเพียง 9 วัน ได้ที่โชว์รูมรถยนต์มาสด้าทั่วประเทศ หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.mazda.co.th

*เงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

**รับลำโพง JBL CLIP 4 มูลค่า 2,490 บาท สำหรับลูกค้า 1,000 ท่านแรกที่จองรถ 5,000 บาท และออกรถภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2564

โตโยต้ารายงานตลาดรถยนต์เมษายนเติบโตทะลุ 90% ยอดขายรวม 58,132 คัน เพิ่มขึ้น 93.1%

0

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนเมษายน 2564 เติบโตทะลุ 90% ทุกตลาด โดยมียอดขายรวมทั้งสิ้น 58,132 คัน เพิ่มขึ้น 93.1% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 16,988 คัน เพิ่มขึ้น 92.4% รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ 41,144 คัน เพิ่มขึ้น 93.1% ขณะที่ รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ มีจำนวน 32,605 คัน เพิ่มขึ้น 94.9% 

  • ประเด็นสำคัญ

ตลาดรถยนต์เดือนเมษายน 2564 เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 มีปริมาณการขาย 58,132 คัน เพิ่มขึ้น 93.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น  92.4% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 93.1% โดยได้รับปัจจัยบวกจากข้อเสนอพิเศษ และกิจกรรมส่งเสริมการขายที่มีการแข่งขันกันกันอย่างรุนแรงในช่วงงาน บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ที่ผ่านมา ส่งผลดีต่อลูกค้าในการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์รุ่นที่อยู่ในความสนใจ และมีความต้องการในการใช้งาน โดยยอดจองในงานดังกล่าว รวมทั้งที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ทั่วประเทศกำลังทยอยส่งมอบถึงมือลูกค้า

ตลาดรถยนต์ในเดือนพฤษภาคมมีแนวโน้มชะลอตัว สืบเนื่องจากความกังวลต่อการระบาดของไวรัส COVID 19 ในรอบที่ 3 มีความรุนแรงกว่าที่คาดการไว้ ส่งผลด้านลบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อเศรษฐกิจโดยรวม และทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อรถยนต์ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดีจากความพยายามของภาครัฐ โดยกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การสนับสนุนเป็นอย่างดีจากองค์กรเอกชนทุกภาคส่วน ผนึกกำลังในการร่วมคลี่คลายสถานการณ์ ทำให้ยังพอมองเห็นทางออกในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ รวมทั้งกำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีโอกาสกลับมาได้ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ หลังจากการดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้รับการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ 

  • ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนเมษายน 2564
  1. ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 58,132 คัน เพิ่มขึ้น 1%

อันดับที่ 1 โตโยต้า      19,150 คัน       เพิ่มขึ้น      72.8%         ส่วนแบ่งตลาด 32.9%

อันดับที่ 2 อีซูซุ           14,953 คัน       เพิ่มขึ้น     117.8%         ส่วนแบ่งตลาด 25.7%

อันดับที่ 3 ฮอนด้า       5,419 คัน       เพิ่มขึ้น     104.6%  ส่วนแบ่งตลาด  9.3%

  1. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 16,988 คัน เพิ่มขึ้น4%

อันดับที่ 1 โตโยต้า      4,956 คัน       เพิ่มขึ้น      70.5%         ส่วนแบ่งตลาด 29.2%

อันดับที่ 2 ฮอนด้า        4,437 คัน       เพิ่มขึ้น      99.1%   ส่วนแบ่งตลาด 26.1%

อันดับที่ 3 มาสด้า       2,296 คัน       เพิ่มขึ้น    114.2%          ส่วนแบ่งตลาด 13.5%

  1. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 41,144 คัน เพิ่มขึ้น 1%

อันดับที่ 1 อีซูซุ          14,953 คัน       เพิ่มขึ้น    117.8% ส่วนแบ่งตลาด 36.3%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      14,194 คัน       เพิ่มขึ้น     73.6% ส่วนแบ่งตลาด 34.5%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด        2,777 คัน       เพิ่มขึ้น    130.5% ส่วนแบ่งตลาด  6.7%

  1. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV*)

ปริมาณการขาย 32,605 คัน เพิ่มขึ้น 94.9%

อันดับที่ 1 อีซูซุ           13,655 คัน       เพิ่มขึ้น   117.9% ส่วนแบ่งตลาด 41.9%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      12,432 คัน       เพิ่มขึ้น    77.1% ส่วนแบ่งตลาด 38.1%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด        2,777 คัน       เพิ่มขึ้น   130.5% ส่วนแบ่งตลาด  8.5%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 5,147 คัน

โตโยต้า 2,015 คัน – อีซูซุ 1,930 คัน – มิตซูบิชิ 661 คัน – ฟอร์ด 506  คัน – นิสสัน 35 คัน

  1. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 27,458 คัน เพิ่มขึ้น1%

อันดับที่ 1 อีซูซุ          11,725 คัน       เพิ่มขึ้น     97.2% ส่วนแบ่งตลาด 42.7%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      10,417 คัน       เพิ่มขึ้น     66.2% ส่วนแบ่งตลาด 37.9%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด        2,271 คัน       เพิ่มขึ้น    128.5% ส่วนแบ่งตลาด  8.3%                                  

  • สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – เมษายน 2564
  1. ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 252,269 คัน เพิ่มขึ้น 6%

อันดับที่ 1 โตโยต้า      75,081 คัน       เพิ่มขึ้น       11.7% ส่วนแบ่งตลาด 29.8%

อันดับที่ 2 อีซูซุ          64,201 คัน       เพิ่มขึ้น       30.3%        ส่วนแบ่งตลาด 25.4%

อันดับที่ 3 ฮอนด้า       30,378 คัน       ลดลง          3.0% ส่วนแบ่งตลาด 12.0%

  1. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 82,244 คัน ลดลง 7%

อันดับที่ 1 ฮอนด้า       25,784 คัน      ลดลง        1.5% ส่วนแบ่งตลาด 31.4%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      19,465 คัน      ลดลง        9.7% ส่วนแบ่งตลาด 23.7%

อันดับที่ 3 นิสสัน         8,292 คัน      ลดลง       15.1% ส่วนแบ่งตลาด 10.1%

  1. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 170,025 คัน เพิ่มขึ้น 6%                 

อันดับที่ 1 อีซูซุ          64,201 คัน       เพิ่มขึ้น     30.3% ส่วนแบ่งตลาด 37.8%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      55,616 คัน       เพิ่มขึ้น     21.8% ส่วนแบ่งตลาด 32.7%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด        10,873 คัน       เพิ่มขึ้น     29.3% ส่วนแบ่งตลาด  6.4%

  1. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV*)

ปริมาณการขาย 131,987 คัน เพิ่มขึ้น 16.1%

อันดับที่ 1 อีซูซุ           59,054 คัน       เพิ่มขึ้น      28.7% ส่วนแบ่งตลาด 44.7%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      47,150 คัน       เพิ่มขึ้น      18.6% ส่วนแบ่งตลาด 35.7%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด        10,873 คัน       เพิ่มขึ้น      29.3% ส่วนแบ่งตลาด  8.2%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 20,091 คัน

โตโยต้า 8,517 คัน – อีซูซุ 7,107 คัน – มิตซูบิชิ 2,628 คัน – ฟอร์ด 1,755 คัน – นิสสัน 84 คัน

  1. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 111,896 คัน เพิ่มขึ้น 4%

อันดับที่ 1 อีซูซุ          51,947 คัน       เพิ่มขึ้น      18.6% ส่วนแบ่งตลาด 46.4%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      38,633 คัน       เพิ่มขึ้น       8.3% ส่วนแบ่งตลาด 34.5%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด  9,118 คัน      เพิ่มขึ้น      32.2% ส่วนแบ่งตลาด  8.1%  

ปอร์เช่ และ Multimatic จับมือเป็นพันธมิตร ร่วมพัฒนารถแข่ง hybrid คันใหม่

0

Porsche Motorsport และ Multimatic จัดเตรียมงานสร้างรถแข่ง LMDh  ให้สำเร็จภายในปี 2023 รถแข่งต้นแบบคันดังกล่าวจะได้รับการติดตั้งระบบขับเคลื่อน hybrid เพื่อเข้าร่วมประลองความเร็วในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่เรียกได้ว่าเป็นรายการที่สำคัญที่สุด 2 รายการ นั่นคือ FIA World Endurance Championship WEC และ North American IMSA WeatherTech SportsCar Championship บริษัทผู้ผลิตตัวถัง Multimatic ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสำนักงานสำหรับการพัฒนารถแข่งปอร์เช่ LMDh รุ่นต้นแบบ ซึ่งจะถูกส่งลงสนามเพื่อชิงชัยในการแข่งขันระยะยาวสุดคลาสสิกต่างๆ ทั้งที่ Daytona, Sebring และ Le Mans ตลอดฤดูกาล 2023 และยังมีส่วนที่ได้รับการพัฒนาจากทีมโรงงาน ร่วมกันกับทีมแข่ง Porsche Penske Motorsport  อีกด้วย

กฎข้อบังคับของรถแข่งในรุ่น LMDh กำหนดให้รถแข่งต้นแบบทุกคันในรุ่นสูงสุดจะต้องใช้โครงสร้างตัวถังพื้นฐานจาก 1 ใน 4 ผู้ผลิตที่ผ่านการรับรอง (Multimatic, Oreca, Dallara และ Ligier) อักษรย่อ LMDh มีที่มาจากคำว่า Le Mans Daytona Hybrid ทั้งนี้ Audi บริษัทในเครือ Volkswagen Group จะร่วมมือกับ Multimatic เช่นเดียวกัน ส่งผลในเชิงบวกต่อขั้นตอนการพัฒนารถแข่งคันใหม่ร่วมกัน

“Multimatic เป็นหน่วยงานที่มีความชัดเจนและมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ตรงประเด็นที่สุดสำหรับเรา” ข้างต้นคือคำอธิบายจาก Fritz Enzinger รองประธานกรรมการบริหารผู้กำกับดูแลส่วนงาน Porsche Motorsport “เราคุ้นเคยถึงชื่อเสียงของบริษัทชั้นนำแห่งนี้ ทั้งบรรดาบุคลากรมืออาชีพที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ยาวนานหลายปีและจิตใจที่มุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อสรรสร้างผลงานคุณภาพอย่างแท้จริงของพวกเขา การร่วมมือกันระหว่างเราทั้งคู่ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเริ่มต้นทางธุรกิจใหม่ทั้งหมด  แต่คือการต่อยอดเพื่อมุ่งสู่จุดหมายให้ได้เร็วยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นและเป็นสิ่งที่เราต้องการสำหรับกระบวนการพัฒนารถแข่งคันใหม่ เราต้องกำจัดการทำงานที่ไม่ส่งผลประโยชน์ใดๆ ออกจากกระบวนการทำงาน เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมารวดเร็วและสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในกระบวนการทำงานร่วมกันมีองค์ประกอบอันหลากหลายที่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์อย่างน่าอัศจรรย์ ส่วนงานหนึ่งของบริษัท Multimatic มีสำนักงานตั้งอยู่ใน Mooresville รัฐ North Carolina เช่นเดียวกับทีมแข่ง Penske พันธมิตรทางธุรกิจของ Porsche Motorsport  ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยตรง ซึ่งมีส่วนช่วยให้กระบวนการพัฒนารถแข่งรุ่นต้นแบบ LMDh สำหรับการแข่งขันอนาคตเป็นไปได้ด้วยดี”

“Porsche Motorsport  คือองค์กรที่ยืนอยู่ในระดับสุดยอดมากว่า 30  สิบปี สั่งสมความเชี่ยวชาญในเชิงวิศวกรรมยานยนต์ และการพัฒนาเป็นระยะเวลายาวนาน ถือเป็นสิทธิพิเศษในฐานะที่เราได้รับคัดเลือกให้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับปอร์เช่ ในส่วนงานการสร้างรถแข่ง hybrid ต้นแบบคันใหม่ เพื่อส่งลงแข่งขันในสนามความเร็วระดับโลก“ Larry Holt รองประธานกรรมการบริหารของ Multimatic Special Vehicle Operations กล่าวต่อไปอีกว่า “แนวคิดในการพัฒนารถแข่ง LMDh และกฎข้อบังคับ คือประวัติการณ์ครั้งแรกของการร่วมงานกันระหว่าง FIA WEC และ IMSA championships  Multimatic มีพันธสัญญาในการสร้างรถแข่งรุ่นใหม่ให้แก่รายการแข่งขันทั้ง 2 รายการ สัญญาความร่วมมือได้รับการรับรองเป็นที่เรียบร้อย เพื่อลดช่องว่าง สร้างแรงกระตุ้น และกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในทุกการเจรจาต่อจากนี้ ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสที่ดีได้ร่วมงานกับทีมแข่ง Porsche Penske Motorsport อย่างเป็นทางการ หน่วยงานของเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกันมายาวนานกับ Roger Penske รวมทั้งบรรดาบุคลากรของเขา ทั้งในฐานะเพื่อนร่วมงานและคู่แข่ง ผมไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าจะมีทีมงานใดที่มีศักยภาพในการสร้างรถแข่งคันใหม่ไปมากกว่าพวกเราและ Penske เพื่อนบ้านของเรา ณ North Carolina”

Multimatic คือ บริษัทเอกชนที่สามารถให้การสนับสนุนอุปกรณ์ทางวิศวกรรม ระบบควบคุม และการบริการให้แก่คู่ค้าที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ทั่วโลก Multimatic มีศักยภาพในการดำเนินงานหลักที่ครอบคลุมในส่วนของเทคโนโลยีวิศวกรรม กระบวนการผลิตทางกลที่มีความซับซ้อน อุปกรณ์ชิ้นส่วนตัวถึง ระบบช่วงล่าง และโครงสร้างรถยนต์ รวมไปถึงงานออกแบบ และการค้นคว้าพัฒนาวัสดุเชิงประกอบน้ำหนักเบาในระบบรถยนต์ เพิ่มเติมด้วยความสามารถในการออกแบบรถยนต์ลักษณะพิเศษเฉพาะทาง พัฒนาและผลิตเพื่อการใช้งานบนถนนสาธารณะและเพื่อการแข่งขัน โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง โตรอนโต ประเทศแคนาดา Multimatic มีส่วนงานการผลิตด้านวิศวกรรมภายในเป็นของตนเอง ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรพันธมิตรหลักที่สำคัญของ Porsche Motorsport มาเป็นตลอดระยะเวลาหลายปี โดยก่อนหน้านี้บริษัท Multimatic ได้จัดส่งโช๊คอัพให้แก่รถแข่งปอร์เช่ 911 จีที3 คัพ (Porsche 911 GT3 Cup) พร้อมรับติดตั้งชิ้นส่วนอุปกรณ์ช่วงล่างในรถแข่งปอร์เช่ 919 ไฮบริด อีโว (Porsche 919 Hybrid Evo) ซึ่งเป็นรถที่สร้างสถิติทำเวลาต่อรอบบนสนาม Nürburgring-Nordschleife เมื่อปี 2018 รวมทั้งมีส่วนร่วมในการพัฒนารถแข่งปอร์เช่ 99X Electric Formula E และ 911 RSR (911 อาร์เอสอาร์) ที่ลงแข่งขันในรายการ FIA World Endurance Championship

รถแข่ง LMDh รุ่นต้นแบบจะเป็นส่วนหนึ่งของรถแข่งในรุ่นสูงสุดที่ได้เข้าร่วมประลองความเร็วในการแข่งขันระยะยาวสุดคลาสสิก อาทิ Le Mans, Daytona และ Sebring ในฤดูกาล 2023 และเป็นตัวแทนของการแสดงประสิทธิภาพสุงสุดในด้านความคุ้มค่าต่อการลงทุน โดยมีพื้นฐานการปฏิบัติงานจากโครงสร้างตัวถังของแต่ละแบรนด์ที่ได้รับอนุมัติให้ออกแบบได้อย่างอิสระ แม้ว่าจะถูกควบคุมภายใต้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ผู้ผลิตยังคงได้รับการพิจารณายินยอมให้เลือกใช้ระบบขับเคลื่อนได้อย่างเสรี โดยปราศจากข้อจำกัดทางเทคนิค ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ หรือขนาดความจุของเครื่องยนต์สันดาปภายใน ตัวอย่างเช่น เมื่อทำงานร่วมกับระบบ hybrid ที่เป็นมาตรฐาน เครื่องยนต์จะให้กำลังสูงสุดประมาณ 680 แรงม้า (500 กิโลวัตต์) ตัวรถมีน้ำหนักพื้นฐานอยู่ที่ 1,030 กิโลกรัม

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เตรียมเปิดโรงงานอัจฉริยะแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน อย่างเป็นทางการที่จังหวัดระยอง

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เตรียมเปิดโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) แห่งแรกของภูมิภาคอาเซียนในประเทศไทยที่จังหวัดระยอง ที่มาพร้อมด้วยเทคโนโลยีการผลิตอันล้ำสมัยควบคู่กับระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน ภายใต้แนวคิด “ฉลาด ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” (Intelligence, Safety and Green) พร้อมตอกย้ำความมั่นใจในการผลิตและส่งมอบรถยนต์คุณภาพให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสในเร็วๆ นี้

ภายใต้การดำเนินงานตามกลยุทธ์โลกาภิวัตน์ (Globalization Strategy) เกรท วอลล์ มอเตอร์ เริ่มเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยตั้งแต่ช่วงกลางปี พ.ศ.2563 และมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของการผลิต เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เข้ามาดำเนินการปรับปรุงและอัพเกรดระบบของโรงงานระยอง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ด้วยการนำเครื่องจักรและนวัตกรรมอันล้ำสมัยเข้ามาติดตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีระบบส่งกำลัง (Powertrain Technologies) นวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบการผลิตอัตโนมัติอย่าง AI (Artificial Intelligence) พร้อมเทคโนโลยีหุ่นยนต์จากประเทศจีน รวมไปถึงการพัฒนาทักษะ ความเชี่ยวชาญ และความสามารถในการผลิตรูปแบบใหม่ๆ ให้กับบุคลากรไทยให้สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มศักภาพและมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับและพัฒนาโรงงานระยองสู่การเป็น “Smart Factory” หรือ “โรงงานอัจฉริยะ” ตามมาตรฐานโรงงานของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทั่วโลก ได้อย่างสมบูรณ์

ด้วยระยะเวลาเพียง 7 เดือน เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมแล้วที่จะเปิดโรงงานอัจฉริยะแบบเต็มรูปแบบแห่งแรกของภูมิภาคเอเซียนในประเทศไทย โดยจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564 ที่โรงงานเกรท วอลล์ มอเตอร์ จังหวัดระยอง เพื่อประกาศความพร้อมการเดินสายการผลิตด้วยมาตรฐานระดับโลก
ที่สามารถรองรับกระบวนการที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงในการผลิตรถยนต์เพื่อพร้อมส่งมอบให้กับผู้บริโภค
ชาวไทย ซึ่งโรงงานของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่จังหวัดระยองนี้ จะมีกำลังการผลิตแบบเต็มกำลังอยู่ที่ 80,000 คันต่อปี และจะเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับรถยนต์พวงมาลัยขวาของภูมิภาคนี้ โดยจะมีสัดส่วนของการผลิตและส่งออกอยู่ที่ 60:40 กล่าวคือ จะจำหน่ายภายในประเทศ 60% และจะเป็นการส่งออกไปยังประเทศที่เป็นรถยนต์พวงมาลัยขวา 40%

ในปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีโรงงานผลิตเต็มรูปแบบรวมทั้งสิ้น 12 แห่งทั่วโลกรวมโรงงานที่จังหวัดระยอง
ในประเทศไทย และมีโรงงานแบบ KD (Knock Down) อีก 5 แห่งนอกประเทศจีน โดยแต่ละโรงงานจะมีกำลัง
การผลิต เทคโนโลยีและความโดดเด่นที่แตกต่างกัน เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ในแต่ละประเภทและแต่ละภูมิภาคที่ต่างกัน อาทิ โรงงานอัจฉริยะในเมือง Chongqing ประเทศจีน จะมีหุ่นยนต์อัจฉริยะปฏิบัติการเกี่ยวกับการเชื่อมและพ่นสี เน้นการผลิตรถกระบะ P Series และ HAVAL หรือ โรงงานอัจฉริยะในเมือง Taizhou ที่มีการจัดตั้งสมาร์ทพาร์คเชื่อมโยงระบบข้อมูลอัจฉริยะที่มีการประสานงานอย่างครอบคลุมตั้งแต่การวิจัย การผลิต การจัดหา การตลาด ทรัพยากรบุคคล การเงิน เข้าด้วยกัน และใช้เป็นการฐานการผลิตรถยนต์ ORA Good Cat เป็นหลัก เป็นต้น นอกจากการตั้งฐานการผลิตในภูมิภาคสำคัญต่างๆ ทั่วโลกแล้ว เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังมีเครือข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนากว่า 10 แห่ง ใน 7 ประเทศทั่วโลก เพื่อเฟ้นหาและพัฒนาเทคโนโลยีด้านยานยนต์ใหม่ๆ
เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการผลิตรถยนต์ให้ทันสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมตอบโจทย์
ความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น

ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Mobility Technology Company)  เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงเดินหน้าพัฒนาคุณภาพของรถยนต์อย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งด้านการสร้างโรงงานการผลิตที่ได้มาตรฐาน การพัฒนาฝีมือ ทักษะ และความเชี่ยวชาญของทีมงาน ตลอดจนการลงทุนด้านการวิจัยต่างๆ และการเปิดโรงงานอัจฉริยะในจังหวัดระยอง ประเทศไทยนี้ จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย ในการช่วยยกระดับเศรษฐกิจองค์รวม การเพิ่มอัตราการจ้างงานให้กับคนไทย รวมไปถึงการนำอุตสาหกรรมยานยนต์โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ของไทย ให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล

ฮุนได ไทยแลนด์ มอบเงินบริจาคโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติสู้โควิด-19

0

ทีมผู้บริหารบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด มร.ฮิโตชิ คาเนะโกะ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ มร.โตชิฮิเดะ อาโนะ กรรมการผู้จัดการ และตัวแทนผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ฮุนได ร่วมมอบเงินบริจาคจำนวน 400,000 บาท เพื่อสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์ต่อสู้กับโรคโควิด-19 ของโรงพยาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ปัจจุบันโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ได้มีการจัดโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับผู้ป่วยติดเชื้อโรคโควิด-19 สามารถรองรับผู้ป่วยจำนวน 494 เตียง โดยจะเป็นผู้ป่วยจากการตรวจพบที่โรงพยาบาล ฯ หรือจากการแจ้งความจำนงในการขอเข้ารับการรักษาของผู้ป่วยที่ตรวจพบ

มาสด้า ปรับทัพดัน ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กำหนดกลยุทธ์การขาย การตลาด ดีลเลอร์และลูกค้า

0

มาสด้า ปรับทัพผู้บริหารรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลที่กำลังรุกคืบเข้าสู่สังคมไทยอย่างรวดเร็ว โดยมอบหมายให้ นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ขยับขึ้นดำรงตำแหน่ง รองประธานบริหารอาวุโส เพื่อเข้ามากำกับดูแลในส่วนของการกำหนดกลยุทธ์การขาย การตลาด และการพัฒนาธุรกิจของมาสด้า เนื่องจากปัจจุบันโลกของธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่หยุดนิ่ง เกิดโอกาสใหม่ เกิดความท้าทาย และความเป็นไปได้มากมาย มาสด้าต้องยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้นการปรับทัพในครั้งนี้จะทำให้องค์กรสามารถปรับตัวเข้ากับการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล และขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เร่งสร้างการเติบโตให้ยั่งยืนภายใต้การทำงานเป็นทีม หรือ One Mazda

ปัจจุบัน นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ดำรงตำแหน่ง รองประธานบริหาร กำกับดูแลรับผิดชอบในส่วนงานการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ ถูกแต่งตั้งให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง รองประธานบริหารอาวุโส เพื่อกำกับดูแลในส่วนสำคัญขององค์กรระหว่างประเทศ ทั้งสายงานด้านการขาย กลยุทธ์ด้านการตลาด การกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารงานองค์กร การพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ การสื่อสารการตลาด การตลาดดิจิทัล การประชาสัมพันธ์ การพัฒนาธุรกิจและเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ และรัฐกิจสัมพันธ์ ที่สำคัญคือการมุ่งมั่นเพื่อที่จะสร้างความพึงพอใจสูงสุดและสร้างสายสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด แสดงวิสัยทัศน์ในการเข้ามาบริหารองค์กรระหว่างประเทศท่ามกลางวิกฤตที่คนทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ว่า ด้วยสปิริตและความมุ่งมั่นที่เป็นเสมือนดีเอ็นเอมาสด้ามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า การปรับทัพเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลกการค้าเสรียุคดิจิทัลในครั้งนี้ จะสามารถนำพาให้องค์กรก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างชัดเจน ซึ่งในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกยุคดิจิทัลมีผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ทั้งในการเลือกซื้อรถและความพึงพอใจของลูกค้า ดังนั้นมาสด้าต้องเร่งปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ประกอบด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย  โดยจะนำเอาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาสร้างบทบาทมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการบริหารจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่ออำนวยความสะดวกในทุกรูปแบบและตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็วต่อสถานการณ์

“การปรับกลยุทธ์ด้วยการผนวกรวมในส่วนของการขายและการตลาด รวมทั้งการพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายแบบครบวงจรในครั้งนี้ มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการภายในองค์กรให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยศักยภาพของคุณธีร์ ซึ่งมีประสบการณ์การบริหารธุรกิจในอุตสาหกรรมยานยนต์ มีความเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรภายใต้ Mazda Way และเป็นกำลังสำคัญช่วยขับเคลื่อนมาสด้ามาตลอด ผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าการปรับทัพในครั้งนี้จะทำให้มาสด้าสามารถพัฒนารูปแบบและกำหนดแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินธุรกิจยุคใหม่ ประการสำคัญคือ มาสด้า เรามุ่งเน้นการสร้างทีมบริหารโดยให้คนไทยเข้ามามีบทบาทในทุกๆ ฟังก์ชั่น ภารกิจหลักคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้ “One Mazda” การจะประสบความสำเร็จได้นั้นอาจต้องใช้ทักษะส่วนบุคคล แต่การจะทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยทีมที่แข็งแกร่ง การหลอมรวมทุกหน่วยงานเข้าสู่รูปแบบการทำงานร่วมกันอย่างมืออาชีพและไร้รอยต่อในทุกภาคส่วน จะนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ทั้งมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น รวมถึงผู้จำหน่าย เพื่อจะได้นำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า” นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับนายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ เริ่มต้นเข้าบริหารองค์กรกับมาสด้า ตั้งแต่ปี 2550 ในตำแหน่งผู้จัดการ กำกับดูแลด้านผลิตภัณฑ์การตลาด และขยับขึ้นเป็นผู้อำนวยการเมื่อปี 2555 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายตลิตภัณฑ์การตลาดและนโยบายรัฐกิจ ต่อมาในปี 2558 ก้าวขึ้นมากำกับดูแลสายงานด้านการตลาด การวางแผนผลิตภัณฑ์ การสื่อสารการตลาด งานประชาสัมพันธ์ ฝ่ายการตลาด ล่าสุดเมื่อปี 2561 ได้รับการแต่งตั้งเป็น รองประธาน กำกับดูแลสายงานการตลาด กลยุทธ์การตลาด การวางแผนผลิตภัณฑ์ การสื่อสารการตลาด งานประชาสัมพันธ์ และรัฐกิจสัมพันธ์ ภายใต้ฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ มาจนถึงปัจจุบัน

รถยนต์ต้นแบบพลังไฟฟ้า all-electric Macan: ขีดสุดทั้งในโลกจริงและโลกเสมือนจริง

0

ยนตรกรรมสปอร์ต SUV พลังงานไฟฟ้า all-electric Macan พร้อมวิ่งทดสอบบนท้องถนน หลังจากผ่านบททดสอบเบื้องต้นในสนาม proving grounds ของศูนย์วิจัยและพัฒนา Porsche Development Centre สำนักงานใหญ่ Weissach รถต้นแบบ compact SUV เจเนอเรชันล่าสุดที่ได้รับการพรางตัวเป็นอย่างดี กำลังจะได้รับโอกาสออกนอกอาณาเขตของปอร์เช่เป็นครั้งแรก “เรากำลังอยู่ระหว่างการจัดเตรียมทดสอบท่ามกลางสภาพแวดล้อมจริง อันเป็นหนึ่งในหลักชัยที่สำคัญที่สุดในกระบวนการพัฒนา” ข้างต้นคือคำกล่าวจาก Michael Steiner สมาชิกคณะกรรมการบริหาร ผู้กำกับดูแลส่วนงานวิจัยและพัฒนาของ Porsche AG รถยนต์ไฟฟ้า all-electric Macan มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2023 รถคันดังกล่าวได้ผ่านการทดสอบเป็นระยะทางกว่า 3 ล้านกิโลเมตรทั่วโลก ในสภาวการณ์ที่แตกต่างกันโดยก่อนหน้านี้รถยนต์ต้นแบบสามารถข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากการทดสอบด้วยระยะทางมากมายนับไม่ถ้วนด้วยทางระยะยาวในการทดสอบแบบเสมือนจริง

การพัฒนาและทดสอบด้วยวิธีการดิจิทัล  ไม่เพียงแต่ช่วยให้ประหยัดเวลาและงบประมาณเท่านั้น ยังรวมถึงการประหยัดทรัพยากรต่างๆ อีกด้วย ส่งผลดีต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทดแทนการใช้รถยนต์จริงทีมงานวิศวกรใช้รถต้นแบบดิจิทัลเสมือนจริง ออกแบบขึ้นโดยระบบคอมพิวเตอร์จำลองคุณสมบัติเหมือนจริง ระบบการทำงาน และขุมพลังขับเคลื่อนของรถด้วยความแม่นยำสูง รถยนต์ต้นแบบดิจิทัลเสมือนจริงกว่า 20 คัน ถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการทดสอบและพัฒนาในหลายด้าน อาทิ ระบบอากาศพลศาสตร์ ระบบการจัดการพลังงานและระบบเสียงอะคูสติก “เรารวบรวมข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จากหลายส่วนงานที่เกี่ยวข้อง และใช้ประโยชน์ในการสร้างรถยนต์เสมือนจริงที่สมบูรณ์แบบด้วยรายละเอียดสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้”  Dr. Andreas Huber ผู้จัดการส่วนงาน digital prototypes ของ Porsche อธิบาย ทั้งนี้กระบวนการดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาการออกแบบที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ได้อย่างรวดเร็วและเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านอากาศพลศาสตร์ เป็นวิศวกรกลุ่มแรก ที่ได้รับโอกาสในการทำงานกับรถยนต์ต้นแบบดิจิทัล “เราเริ่มต้นด้วยการทดสอบกระแสอากาศที่ไหลผ่านตัวรถ ในช่วงแรกของโครงการเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว” Dr. Thomas Wiegand ผู้อำนวยการส่วนงานพัฒนาระบบอากาศพลศาสตร์ กล่าว แรงต้านทางอากาศพลศาสตร์ที่ต่ำ คือหัวใจสำคัญของการเพิ่มพิสัยระยะเดินทางสูงสุดให้แก่รถไฟฟ้า all-electric Macan ได้รับการปรับแต่งกระแสอากาศเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล วิศวกรใช้แบบจำลองตัวรถในการปรับปรุงรายละเอียดต่างๆ อย่างประณีต ในทุกแง่มุม อาทิ ชิ้นส่วนรับอากาศระบายความร้อน cooling air ducts การคำนวณไม่เพียงคำนึงถึงตัวแปรที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของอุปกรณ์ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงผลของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงอีกด้วย

การทดสอบเสมือนจริง ด้วยหน้าจอแสดงผล และระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุด

วิธีการทดสอบแบบใหม่ให้การจำลองสถานการณ์ที่เที่ยงตรงสูง ทั้งในเชิงของระบบอากาศพลศาตร์ และระบบเทอร์โมไดนามิกส์ “ความล้ำหน้าของโลกดิจิทัล คือสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนารถไฟฟ้า all-electric Macan” Wiegand ผู้เชี่ยวชาญด้านอากาศพลศาสตร์กล่าวย้ำ ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ที่ถูกส่งต่อไปยังมอเตอร์ล้วนต้องการระบบระบายความร้อนและการควบคุมอุณหภูมิที่แยกจากกันอย่างอิสระ ซึ่งเป็นแนวทางที่สร้างความแตกต่างอย่างมากจากระบบขับเคลื่อนในรถยนต์แบบดั้งเดิม ขณะที่อุณหภูมิทำงานปกติของเครื่องยนต์สันดาปภายในจะมีค่าระหว่าง 90 ถึง 120 องศาเซลเซียส แต่สำหรับมอเตอร์ไฟฟ้าระบบส่งกำลังแบบอิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ต้องการอุณหภูมิทำงานระหว่าง 20 และ 70 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวอุปกรณ์ สถานการณ์ที่วิกฤตที่สุดไม่ได้เกิดขึ้นขณะกำลังวิ่งบนท้องถนน แต่จะเกิดขึ้นในระหว่างการชาร์จพลังงานแบบ fast high power ท่ามกลางอากาศภายนอกที่มีอุณหภูมิสูง อย่างไรก็ตามนักพัฒนาจากปอร์เช่ สามารถคำนวณค่าต่างๆ เพื่อออกแบบตำแหน่ง ทิศทางการไหลของอากาศและอุณหภูมิที่เกิดขึ้นในรูปแบบดิจิทัลด้วยความแม่นยำ

รถต้นแบบดิจิทัลเสมือนจริง มีศักยภาพในการผสมผสานสภาวการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในโลกแห่งความจริงได้ล่วงหน้า ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือขั้นตอนการพัฒนาหน้าจอแสดงผลและแนวคิดด้านระบบปฏิบัติการแบบใหม่ เพื่อใช้สำหรับติดตั้งในปอร์เช่ มาคันน์ (Macan) รุ่นต่อไป การใช้เครื่องมือที่รู้จักดีในชื่อว่า seat box ในการจำลองสภาพแวดล้อมของผู้ขับขี่ โดยสามารถนำเอาหน้าจอแสดงผล และระบบปฏิบัติการที่ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาที่ไม่สมบูรณ์มาติดตั้งลงในรถต้นแบบดิจิทัล “แบบจำลอง ช่วยให้เราเข้าถึงหน้าจอแสดงผล การทำงานของระบบปฏิบัติการ และผลกระทบต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงในขณะเดินทางผ่านมุมมองของผู้ขับขี่” ข้างต้นคือคำอธิบายจาก Fabian Klausmann ผู้ชำนาญการแผนก Driver Experience development ที่ซึ่ง ‘นักขับทดสอบ’ ไม่จำกัดแค่ผู้เชี่ยวชาญแต่อาจจะมาจากคนธรรมดาทั่วไป สิ่งต่างๆ เหล่านี้ช่วยให้เกิดการศึกษาถึงขั้นลงลึกในรายละเอียดของปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ส่งผลให้เกิดการตัดสินใจเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมที่สุดก่อนที่จะมีการสร้างห้องโดยสารจริงเสียด้วยซ้ำ

เป้าหมายในการพัฒนา ที่สุดแห่งยนตรกรรมสปอร์ตในรถระดับเดียวกัน

รถยนต์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้า all-electric Macan คันจริง ได้รับการสร้างขึ้นโดยอาศัยฐานข้อมูลจากแบบจำลอง ในบางกรณีอาจถูกสร้างขึ้นด้วยมือ หรือเครื่องมือพิเศษอย่างประณีตบรรจง ซึ่งเป็นการประยุกต์จากกระบวนการทั่วไปที่เกิดขึ้นในขั้นตอนปรับแต่งเสมือนจริง ด้วยลักษณะเดียวกันนี้ การค้นคว้าจากการวิ่งทดสอบบนถนน จะถูกแทนที่โดยการพัฒนาบนโลกดิจิทัล “การทดสอบระยะยาวในสถานที่ปิด และบนถนนสาธารณะท่ามกลางสภาพการใช้งานจริงยังคงมีความจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างของรถยนต์มีความมั่นคงและมีอุปกรณ์ ซอฟท์แวร์ รวมทั้งทุกระบบการทำงานให้เป็นตามมาตรฐานคุณภาพสูงสุดของเรา” Michael Steiner สมาชิกคณะกรรมการบริการ กล่าวเสริม โปรแกรมการทดสอบสำหรับรถไฟฟ้า all-electric Macan จะมีขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมที่สุดโต่ง ทั้งจากอุณหภูมิ และภูมิประเทศ รวมไปถึงการใช้งานจริง อาทิ ระบบการชาร์จพลังงาน และสถานภาพของแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง จะต้องผ่านมาตรฐานการทดสอบอย่างเข้มงวดเช่นกัน “ไม่ต่างจากปอร์เช่ ไทคาน (Taycan) รถไฟฟ้า all-electric Macan ติดตั้งเทคโนโลยีไฟฟ้าแรงเคลื่อนสูง 800-โวลต์ ซึ่งถ่ายทอดมาจากปอร์เช่ E-Performance” Steiner กล่าวย้ำ เมื่ออ้างอิงจากเป้าหมายในการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็น พิสัยการเดินทางระยะยาว ประสิทธิภาพการชาร์จพลังงานอย่างรวดเร็ว และสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรถระดับเดียวกัน “รถไฟฟ้า all-electric Macan คือยนตรกรรมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสปอร์ตอย่างแท้จริง”

ทางเลือกอันหลากหลายสำหรับอนาคต ปอร์เช่ มาคันน์ (Macan) รุ่นใหม่ ติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน

การเปิดตัวของรถไฟฟ้า all-electric Macan – ยนตรกรรมปอร์เช่คันแรกที่ได้รับการสร้างจาก Premium Platform Electric (PPE) – กำหนดให้มีขึ้นในปี 2023 ปอร์เช่วางตำแหน่งทางการตลาดให้มีความยืดหยุ่น เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า “ในทวีปยุโรป ความต้องการรถไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในภูมิภาคอื่นของโลกทิศทางการเปลี่ยนแปลงนั้นแตกต่างไป จึงเป็นเหตุผลที่เรายังคงวางจำหน่ายปอร์เช่ มาคันน์ (Macan) ที่ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์แบบดั้งเดิมในรุ่นต่อไปเช่นกัน ” Michael Steiner อธิบาย เครื่องยนต์สันดาปภายในบล็อกใหม่ของมาคันน์ (Macan) จะได้รับการนำเสนอเคียงข้างรถไฟฟ้า all-electric Macan ในอนาคต และจนกว่าจะถึงวันนั้น รถคันนี้จะยังคงถูกทดสอบอีกนับล้านกิโลเมตรทั้งในความเป็นจริงและโลกเสมือน