Home Blog Page 373

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวสติกเกอร์ไลน์ใหม่ งานออกแบบของศิลปินดัง “Tuna Dunn”

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ส่งสติกเกอร์ไลน์ชุดพิเศษในชื่อ “Here, There and Everywhere” โดยเลือก Tuna Dunn หรือ ตุล-ตุลยา ตุลย์วัฒนจิต ศิลปินและ illustrator เจ้าของลายเส้นที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการบอกเล่าเรื่องราวที่ดูเรียบง่ายแต่โดนใจมาเป็นผู้ออกแบบ โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยพร้อมให้ทุกคนที่ ‘add friend’ กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ “Mercedes-Benz TH” แล้วลงทะเบียนกับเราผ่านทางแอพพลิเคชัน Line สามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้ทันที โดยสติกเกอร์ไลน์ชุดนี้ นำเสนอออกมาในคอนเซ็ปต์ของการบอกเล่าเรื่องราวผ่านความสัมพันธ์ของชายหนุ่มและหญิงสาวที่สื่อสารกันด้วยคำพูดที่ทุกคนสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้ลายเส้นที่เรียบง่าย ให้ทุกคนได้สนุกกับสีสันใหม่จากเมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมนำไปใช้พูดคุยกับเพื่อน ๆ และคนใกล้ชิดได้อย่างเต็มที่

แฟน ๆ เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถดาวน์โหลดสติกเกอร์ชุดนี้ได้โดยการเข้าไปที่แท็บ “Official Accounts” ในหน้า Home ของแอพพลิเคชัน Line จากนั้นกดค้นหา “Mercedes-Benz TH” แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน จากนั้นลงทะเบียนกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ แล้วดาวน์โหลดสติกเกอร์ชุดนี้ได้ทันที หรือหากเป็นเพื่อนกับ “Mercedes-Benz TH” ก็สามารถลงทะเบียนและกดเข้าไปดาวน์โหลดได้เลย ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม เป็นต้นไป

ฟอร์ด ร่วมมือโพลีเน็ตส่งมอบแว่นตานิรภัยเพิ่มอีก 10,000 ชิ้น เพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์รับมือกับโควิด-19

0

ฟอร์ด ประเทศไทย และ บริษัท โพลีเน็ต จำกัด ส่งมอบแว่นตานิรภัยทางการแพทย์ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันการติดเชื้อทางดวงตาให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเป็นครั้งที่ 2 โดยสนับสนุนเพิ่มอีกจำนวน 10,000 ชิ้น จากที่ได้สนับสนุนไปจำนวน 3,000 ชิ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการอุปกรณ์การป้องกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้นในการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน โดยมี ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้แทนรับมอบจากนายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย นางกาญจนา เหลารัตนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โพลีเน็ต จำกัด และคณะ

“อุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติงานสำหรับบุคลากรทางการแพทย์เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะช่วยปกป้องบุคลากรด่านหน้าในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อย่างทันท่วงที แว่นตานิรภัยคุณภาพสูงที่ฟอร์ดและโพลีเน็ต บริษัทคู่ค้าผู้ผลิตวัสดุชิ้นส่วนรถยนต์ฟอร์ด ได้พัฒนาและส่งมอบให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่าน สามารถตอบสนองการใช้งานของบุคลากรได้เป็นอย่างดี เราจึงได้ผลิตและส่งมอบแว่นตานิรภัยให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพิ่มอีก 10,000 ชิ้นเพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อให้สอดรับกับปริมาณความต้องการในช่วงการแพร่ะบาดระลอกใหม่” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

แว่นตานิรภัยทางการแพทย์ที่ฟอร์ดและโพลีเน็ตได้ร่วมกันออกแบบและผลิต เป็นแว่นตานวัตกรรมใหม่ที่รองรับการใช้งานจริงและมีคุณภาพสูง สามารถป้องกันดวงตาจากละอองน้ำ สารเคมี และของเหลวต่างๆ รวมถึงช่วยป้องกันการเกิดฝ้าที่กระจกเมื่อใช้เป็นเวลานาน วัสดุที่ใช้ เป็นซิลิโคนเกรดทางการแพทย์ซึ่งมีความยืดหยุ่น ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง สามารถสวมใส่ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานได้โดยไม่ทําให้เกิดรอยกดทับ นอกจากนี้ กรอบแว่นซิลิโคนที่ได้รับการออกแบบมาให้แนบสนิทกับใบหน้า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรค และให้ความสะดวกขณะเคลื่อนไหวในการทํางาน และยังสามารถสวมทับแว่นสายตาโดยไม่ทําประสิทธิภาพการป้องกันลดลง

ซิลิโคนเกรดทางการแพทย์ที่นำมาใช้ยังสามารถทนต่อความร้อนสูงถึง 200 องศา ทำให้ง่ายต่อการทําความสะอาด เพื่อลดการติดเชื้อและการเกิดเชื้อราบริเวณข้อต่อที่ประกอบระหว่างกรอบซิลิโคนและกระจก นอกจากนี้กระจกแว่นยังสามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้ ทําให้สะดวกในการชำระล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ทั้งยังมีอายุการใช้งานยาวนานโดยไม่เปลี่ยนรูปทรง และไม่มีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิด GWM Store แห่งแรกของโลกในประเทศไทย

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เผยโฉม GWM Store แห่งแรกของโลกในประเทศไทยที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลบางนา ซึ่งนับเป็นการเปิดตัว “New Retail Concept” รูปแบบใหม่จาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ เป็นครั้งแรกของโลก ภายใต้กลยุทธ์ New User Experience พร้อมสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจแนวใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการสร้างประสบการณ์แบบออนไลน์สู่ออฟไลน์ผ่าน GWM Store Partner Store และ GWM Application นับเป็นการยกระดับมาตรฐานการขายและบริการให้กับผู้บริโภคผ่านเพียงปลายนิ้วสัมผัส รวมถึงชูจุดเด่นด้วยการกำหนดราคารถแบบ “ONE PRICE” นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังเตรียมตัวเปิดกิจกรรมการจองรถล่วงหน้า (Pre-Sale) และเปิดตัว All New HAVAL H6 Hybrid SUV พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายนนี้
เพื่อตอบรับกระแสความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย

การเปิดตัว GWM Store แห่งแรกจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่จะพลิกโฉม
ตลาดรถยนต์ในไทย ด้วยแผนการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่ “New Retail Concept” แบบ O2O (Online-To-Offline) ภายใต้กลยุทธ์ New User Experience โดยประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกในโลกที่จะนำรูปแบบการทำธุรกิจนี้มาประยุกต์ใช้ เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้บริโภคได้รับบริการและความพึงพอใจสูงสุด ได้แก่ 1) Best Choice: ลูกค้าต้องเป็นผู้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดได้ด้วยตัวเอง 2) Transparency: ลูกค้าต้องได้รับการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่โปร่งใส ตรงไปตรงมา และ 3) Happiness & Loyalty: ลูกค้าจะต้องมีความสุขและประสบการณ์ที่ดีกับแบรนด์ตลอดการเป็นเจ้าของ และพร้อมที่จะส่งมอบความสุขนี้ให้กับผู้อื่นด้วยการบอกต่อ โดยรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่นี้ ผู้บริโภคสามารถสร้างประสบการณ์ส่วนตัวตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การทดลองขับ การจองรถ การจ่ายเงิน การรับบริการหลังการขาย ทุกอย่างผ่าน GWM Application ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบาย ความเป็นส่วนตัว และการจดจำข้อมูลทุกอย่างผ่านเพียงอุปกรณ์สื่อสารและปลายนิ้วสัมผัส

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย เผยว่า “ธุรกิจรูปแบบใหม่ของเรา เกิดจากการลงไปศึกษาความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคในทุกมิติ ทั้งปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ลูกค้าต้องเผชิญในระหว่างกระบวนการขายและบริการ รวมถึงการสัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจและผู้จัดจำหน่าย เพื่อหาแนวทางร่วมในการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นผ่านกระบวนการ “Design Thinking” จนสามารถออกแบบการมอบประสบการณ์แบบ O2O ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค เพราะหนึ่งในหัวใจสำคัญในการทำงานของเราคือหลักการ User-centric หรือลูกค้าคือศูนย์กลางสำคัญ ดังนั้น รูปแบบธุรกิจของเราจึงไม่ใช่เป็นเพียงการขายรถยนต์ แต่ยังครอบคลุมถึงการให้บริการในทุกๆ ด้านกับลูกค้าของเรา หรือ Product as a service (PAAS) ซึ่งรูปแบบธุรกิจใหม่นี้ จะเป็นการนำเอาเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และการสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับลูกค้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อช่วยยกระดับความสะดวกสบายและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้อย่างยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อรถ การทดลองขับ  การตัดสินใจซื้อรถ รวมไปถึงการบริการหลังการขาย ซึ่ง GWM Store ของเรา ไม่ได้เป็นเพียงแค่โชว์รูมรถ แต่เราอยากให้ที่แห่งนี้เป็นเหมือนพื้นที่ลูกค้าของเราสามารถมาทำกิจกรรมที่ชื่นชอบและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับซึมซับและมีประสบการณ์กับแบรนด์ และผลิตภัณฑ์ของเราอย่างเป็นธรรมชาติ สร้างความรู้สึกเป็นมิตรและผ่อนคลาย ผ่านการออกแบบฟังก์ชั่นและประสบการณ์ของร้านอย่างลงตัว โดยคอนเซ็ปต์นี้จะนำไปประยุกต์ใช้กับ Partner Store ที่เราร่วมเปิดกับพันธมิตรทางธุรกิจของเราเช่นกัน นอกจากนี้ เรายังมีการพัฒนา GWM Application เพื่อให้ผู้บริโภคของเราไม่พลาดทุกข่าวสารและสามารถเข้าถึงทุกบริการของเราได้โดยง่ายจากเพียงปลายนิ้วสัมผัสบนอุปกรณ์เครื่องโปรด รวมไปถึงการเปิดตัวแพลตฟอร์ม e-Commerce ในอนาคต ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกในทุกๆ การทำธุรกรรมของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้เป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกสบายที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้ จะช่วยสร้างความสะดวกสบายและเชื่อมโยงทุกๆ กิจกรรมระหว่าง รถ-ลูกค้า-ไลฟ์สไตล์-การบริการไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ภายใต้แพลตฟอร์มของ เกรท วอลล์ มอเตอร์”

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ดำเนินธุรกิจผ่านเครือข่าย 2 รูปแบบ ได้แก่ GWM Store และ Partner Store โดยตั้งเป้าหมายที่จะเปิด GWM Store ซึ่งลงทุนและดำเนินการโดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ รวมไปถึง Partner Store ที่เปิดร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ รวมทั้งสิ้น 30 แห่ง ภายในสิ้นปี ซึ่งในครึ่งปีแรกนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยยืนยันว่าจะมีการเปิด GWM Store 10 แห่ง และ Partner Store 20 แห่ง รวมถึงร้านและสาขาอื่นๆ ที่จะตามมาเพิ่มเติมภายในครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ภายในเดือนมิถุนายนนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะมีการเปิดตัว GWM Store เพิ่มอีก 2 สาขาอย่างเป็นทางการ คือ สาขาฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต และสาขาสีลม คอมเพล็กซ์ พร้อมวางแผนที่จะเปิด GWM Experience Center ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม รวมถึง Flagship Service Center ในไตรมาส 3 นี้อีกด้วย

นางสาวปิยะนุช จตุรภัทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “GWM Store โดดเด่นด้วยการออกแบบพื้นที่และฟังก์ชั่นการใช้งานที่เหมาะสำหรับการสร้างประสบการณ์และช่วงเวลาที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค ด้วยแนวคิด User Lifestyle Space ทำให้ทั้ง GWM Store และ Partner Store ไม่เป็นเพียงแค่โชว์รูม
รถยนต์สำหรับจัดแสดงและซื้อขายรถยนต์หรือสินค้า Merchandise ต่างๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ให้ลูกค้าสามารถออกแบบกิจกรรมของตัวเอง โดยมีน้อง iAm (GWM Intelligent Ambassador) และ CA (Customer Assistant) คอยอำนวยความสะดวก ให้คำปรึกษา และดูแลลูกค้าประดุจครอบครัว พร้อมพื้นที่สำหรับกิจกรรมต่างๆ ที่เปิดกว้างให้ผู้บริโภคสามารถ Walk-in เข้ามาใช้งาน เรียนรู้และสร้างประสบการณ์ที่ดีไปด้วยกันกับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็น Co-Working Space สำหรับนั่งอ่านหนังสือหรือทำงาน พื้นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ Coffee Bar หรือพื้นที่สำหรับการจัด Mini workshop ต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ คำนึงถึงความสำคัญของผู้บริโภคของเราอยู่เสมอ เราจึงอยากจะให้ GWM Store เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้กลุ่มลูกค้าและแฟนๆ ของเรา มีความรู้สึกผูกพันและต้องการที่จะ “Go With Me” ก้าวเดินไปด้วยกัน และพร้อมที่จะเติบโตไปกับเกรท วอลล์ มอเตอร์ ในอนาคต รวมไปถึงเปิดโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ได้ทำความรู้จักและเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง และเกิดความร่วมมืออันดีระหว่างกันในอนาคต”

ในส่วนของ Partner Store จะมีการออกแบบพื้นที่ คอนเซ็ปต์ และฟังก์ชั่นการใช้งานที่ใกล้เคียงกันกับ GWM Store แต่จะเป็นการพลิกโฉมและให้คำนิยามใหม่ให้กับพันธมิตรทางธุรกิจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่จะไม่ได้เป็นเพียงดีลเลอร์หรือผู้แทนจำหน่ายอีกต่อไป แต่จะมาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์หรือหุ้นส่วนธุรกิจในการเป็น “ผู้ให้บริการ” ที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคและลูกค้าของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ อย่างแท้จริง

ในส่วนของกลยุทธ์ด้านการบริการหลังการขาย นายศราวุฒิ  บรรยงค์กุล  ผู้อำนวยการฝ่ายบริการหลังการขาย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “นอกจากบริการด้านการขายแล้วนั้น งานบริการหลังการขายถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ซึ่งในส่วนของบริการหลังการขายของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความมุ่งมั่นที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และสามารถเติมเต็มความต้องการด้านต่างๆ ได้แบบครบวงจรตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้ลูกค้าของเราอุ่นใจและไร้กังวล ด้วยรูปแบบการให้บริการแบบ “Premium Service at Your Fingertips” ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

  • Connected Car Ecology : เชื่อมต่อทุกระบบนิเวศของรถไว้ด้วยกัน ทั้งตัวรถ ลูกค้า ศูนย์บริการ และ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เพื่อให้ผู้บริโภคไม่พลาดทุกการเชื่อมต่อข้อมูลข่าวสาร การบริการ และความบันเทิงทุกรูปแบบจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดการข้อมูล ระบบควบคุมและสั่งงานตัวรถ ระบบ Infotainment การค้นหาข้อมูล การจองและใช้บริการต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบายจากเพียงปลายนิ้วสัมผัส อาทิ การค้นหาศูนย์บริการและการนำทาง หรือการให้บริการผ่านทาง GWM Application ทั้งการจองและการแจ้งเตือนเข้ารับบริการ การประเมินค่าบริการเบื้องต้น การเรียกรถช่วยเหลือฉุกเฉิน การจองการรับรถและส่งรถ การจ่ายค่าบริการออนไลน์ หรือแม้แต่การเช็คสถานะการซ่อม ทุกอย่างสามารถทำได้ง่ายดายผ่านแอปพลิเคชั่น
  • 24 Hrs / 7 Day Response : การให้บริการของระบบ GWM Contact Center แบบ 24/7 ทั้ง 7 วัน ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ทุกๆ คำถาม ทุกๆ ปัญหาของผู้บริโภคของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้รับความใส่ใจ และได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่และทันท่วงที ทั้งทางช่องทางผ่านระบบโทรศัพท์ และช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ของ GWM
  • Transparency Data : การทำงานและการให้บริการที่โปร่งใส ซื่อสัตย์กับผู้บริโภค ด้วยระบบการจัดการข้อมูลแบบ ONE Single Service Data Management System เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ทุกๆ ข้อมูลในระบบมีความถูกต้อง แม่นยำ อัพเดทแบบเรียลไทม์ และเข้าถึงได้ด้วยชุดข้อมูลที่ตรงกันทั้งหมด รวมถึงประวัติการซ่อมและการเข้ารับบริการของลูกค้าทุกคนจากทุกๆ ช่องทางและศูนย์บริการของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทำให้ลูกค้าสามารถเข้ารับบริการได้จากทุกที่ เช็คสถานะการซ่อมผ่านระบบข้อมูลกลาง อนุมัติงานซ่อมและงานบริการได้แบบเรียลไทม์ผ่าน GWM Application ทำให้โปร่งใส ฉับไว และมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • Convenience Service : อำนวยความสะดวกสบายถึงขีดสุดด้วยบริการที่ส่งตรงถึงบ้านคุณจากศูนย์บริการของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่อยู่ใกล้คุณมากที่สุด โดยสามารถเรียกใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการเช็คสภาพรถ การเช็คระยะ หรือบริการอื่นๆ พร้อมติดตามความคืบหน้าและทราบผลการบริการได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงบริการรับ-ส่งรถเพื่อเข้ารับบริการ เพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าของเกรท วอลล์ มอเตอร์ในทุก ๆ มิติการบริการไม่ว่าจะอยู่ที่ใด

ทั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีแผนเตรียมเปิดตัว GWM Application ที่เป็นหัวใจหลักของรูปแบบการดำเนินธุรกิจ
แบบใหม่ผ่านระบบ O2O ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคไม่พลาดทุกข้อมูลข่าวสารอัพเดทล่าสุดจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ รวมถึงการรับบริการด้านการขายและบริการหลังการขาย ทั้งก่อนและหลังจากเป็นเจ้าของรถ นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังสามารถใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ ในแอปพลิเคชั่นเพื่อเชื่อมประสบการณ์การชอปปิ้งตามไลฟ์สไตล์ของตนผ่าน Brand Store ที่ทางเกรท วอลล์ มอเตอร์ เลือกสรรมาให้ ผ่านการใช้ระบบ Point System โดย GWM Application ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Telematic และแพลตฟอร์มของรถได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตค้นหาข้อมูล ดูหนังฟังเพลงและเอ็นเตอร์เทนเมนต์ต่างๆ รวมไปถึงการค้นหาตำแหน่งและเนวิเกเตอร์นําทาง การตรวจสอบสถานการณ์บำรุงรักษารถยนต์ เป็นต้น

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังเตรียมเปิดตัว แพลตฟอร์ม e-Commerce เพื่อเสริมธุรกิจยานยนต์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยการให้บริการด้านการเงิน และการทำธุรกรรมต่างๆ  ตั้งแต่ขั้นตอนการจองและทดลองขับแบบออนไลน์ที่สโตร์ใกล้บ้าน, ไปจนถึงกระบวนการซื้อรถ ที่สามารถประเมินค่าใช้จ่าย ตรวจสอบแพคเกจการรับประกันและ
ยื่นไฟแนนซ์ การชำระเงินออนไลน์ รวมถึงการส่งมอบรถยนต์ถึงหน้าบ้านได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง

เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมแล้วที่จะสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในการเป็นเจ้าของรถ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการขยายเครือข่ายผ่าน GWM Store และ Partner Store ทั่วประเทศ การรับประกันและรูปแบบของแพคเกจเซอร์วิสต่างๆ ที่จะเป็น Best-in-Class และ First-in-Class ให้ลูกค้าหมดกังวลกับการใช้รถและการดูแลรักษาระยะยาว รวมไปถึงเซอร์ไพรส์แคมเปญสำหรับลูกค้าคนพิเศษในการเปิดรับจองรถ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้ และการเปิดตัวรวมถึงประกาศราคาอย่างเป็นทางการวันที่ 28 มิถุนายน ที่จะมาพร้อมจุดเด่นด้วยการกำหนดราคารถแบบ “ONE PRICE” คือ ราคาเดียว เท่ากันในทุกๆ ช่องทางการขายของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ผ่านระบบ GWM Application ที่รวบรวมทุกบริการอยู่ภายใต้ปลายนิ้วสัมผัส

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก (Global Mobility Technology Company)” ยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภค และด้วยการนำธุรกิจรูปแบบใหม่ภายใต้กลยุทธ์ New User Experience มามอบให้ผู้บริโภคได้สัมผัสเป็นครั้งแรกของโลกครั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็น Top of Mind แบรนด์รถยนต์ของคนไทย และช่วยยกระดับมาตรฐานการบริการด้านยานยนต์ให้ไปก้าวไกลไปอีกขั้น เพื่อส่งมอบประสบการณ์ด้านยานยนต์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคชาวไทยและทั่วโลกต่อไปในอนาคต

หมดห่วงเรื่องสถานีชาร์จ! เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถชาร์จได้ที่ PEA VOLTA กว่า 32 แห่ง ทั่วประเทศ

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสร้างความมั่นใจเรื่องสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้รถยนต์ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยสามารถชาร์จไฟฟ้าได้ที่สถานีอัดประจุไฟฟ้า PEA VOLTA ทั่วประเทศ โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และสถานีบริการน้ำมันบางจาก โดยปัจจุบันสถานีอัดประจุไฟฟ้า PEA VOLTA ได้เปิดให้บริการแล้วกว่า 32 แห่ง แบ่งเป็นพื้นที่ของ PEA จำนวน 14 แห่ง และในพื้นที่สถานีบริการน้ำมันบางจากอีกจำนวน 18 แห่ง โดยมีแผนขยายสถานีเพิ่มจนครบ 73 แห่ง ภายในปี พ.ศ. 2564 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงผู้ใช้รถยนต์ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี โดยรองรับการชาร์จไฟฟ้าแบบเร็วด้วยหัวชาร์จ CHAdeMO อีกด้วย 

สถานีอัดประจุไฟฟ้า PEA VOLTA เปิดให้บริการทุกวัน 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ (ยกเว้นสถานีในสำนักงาน PEA ได้แก่ PEA VOLTA สำนักงานใหญ่, พระนครศรีอยุธยา, รังสิต, ปากช่อง, นครราชสีมา, นครชัยศรี, สมุทรสาคร, ชลบุรี, เขาย้อย, หัวหิน ที่เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 น. – 20.00 น.)

นอกจากนี้ ลูกค้าสามารถใช้บริการตรวจสอบสถานีที่ให้บริการได้ผ่าน PEA VOLTA application บนสมาร์ทโฟนและแท็บเลต ทำให้สามารถค้นหาตำแหน่งสถานีเพื่อนำทางไปยังสถานีนั้น ๆ ได้อย่างแม่นยำ ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าและรถพีเอชอีวียังสามารถชำระค่าบริการอัดประจุไฟฟ้าผ่านระบบการเติมเงินได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และรวดเร็ว   อีกด้วย

สำหรับแผนการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้า PEA VOLTA  ในอนาคต จะดำเนินการต่อเนื่องตลอดปี พ.ศ. 2564 ครอบคลุมทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 73 แห่ง โดยหลังจากนี้จะมีการเปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า PEA VOLTA เพิ่มเติมอีก 41 แห่ง เพื่อให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงบริการสถานีหัวจ่ายอัดประจุไฟฟ้าได้ง่าย ทั้งบนถนนหลักสู่เมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญครอบคลุมทั่วประเทศไทย ซึ่งผู้ใช้รถยนต์ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ก็สามารถชาร์จไฟฟ้าได้จากสถานีอัดประจุไฟฟ้า PEA VOLTA  ด้วยเช่นกัน

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ของเราสามารถใช้พลังงานแบบไฮบริด โดยไม่ต้องชาร์จไฟฟ้า แต่อย่างไรก็ตามมีการเพิ่มจุดเด่นที่น่าดึงดูดใจด้วยความสามารถในการชาร์จและขับขี่ในโหมดไฟฟ้าได้อีกด้วย นอกจากนี้เรายังได้นำ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี เข้าร่วมในงานเปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า PEA VOLTA เพื่อให้ผู้สนใจได้สัมผัสและทดลองชาร์จไฟฟ้าจากสถานี PEA VOLTA เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ทั้งยังเป็นการอำนวยความสะดวกสบายในการหาสถานีชาร์จไฟฟ้าให้กับลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ซึ่งก่อนหน้านี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และ เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อเร่งผลักดันให้เกิดการใช้ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย โดยความร่วมมือนี้จะยกระดับประสบการณ์ของผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าชาวไทย ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือของ PEA เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าสามารถค้นหาสถานีชาร์จทั่วประเทศได้อย่างสะดวกสบายและง่ายยิ่งขึ้น

“ลูกค้าสามารถนำ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี เข้าไปใช้บริการชาร์จไฟฟ้าได้ที่จุดบริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า PEA VOLTA  สถานีอัดประจุไฟฟ้า MEA และสถานีอัดประจุไฟฟ้า EGAT รวมถึงสามารถเข้ารับบริการชาร์จไฟฟ้า แบบเร็ว (Quick Charge) ได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้จำหน่าย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี โดยลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน หรือเช็คข้อมูลผ่าน M-Drive Application” มร. โคอิโตะ กล่าวเสริม

สำหรับการชาร์จไฟแบตเตอรี่ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ทำได้สะดวกและง่ายดายด้วยวิธีการชาร์จไฟฟ้า  ที่หลากหลาย เพียงเสียบชาร์จเข้ากับปลั๊กไฟที่บ้าน ซึ่งการชาร์จรูปแบบปกติ (Normal Charge) ให้กำลังไฟ 100% ในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง หรือขับไปชาร์จยังสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ให้บริการนอกสถานที่ โดยการชาร์จไฟแบบเร็ว (Quick Charge) ด้วยหัวชาร์จ CHAdeMO ให้กำลังไฟ 80% ในเวลาประมาณ 25 นาที หรือจะชาร์จโดยวิธีการกดปุ่ม Save/Charge ภายในรถก็สามารถชาร์จไฟได้ในเวลาประมาณ 40-45 นาที ให้กำลังไฟเกือบเต็ม โดยการทำงานของเครื่องยนต์ทั้งขณะขับขี่หรือในขณะรถจอด คลายกังวลเรื่องข้อจำกัดของระยะทางการขับขี่   ไปได้เลย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์  พีเอชอีวี เป็นเอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี โมเดลล่าสุดที่เปิดตัวในประเทศไทย เมื่อปีที่ผ่านมา เป็นผู้นำรถเอสยูวีแบบปลั๊กอินไฮบริดที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีจำหน่ายแล้วกว่า 60 ประเทศทั่วโลก และมียอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกมากถึง 281,000 คัน เมื่อสิ้นสุดเดือนเมษายนปี พ.ศ. 2564 ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง

ผลวิจัยจากฟอร์ดเผยอันตรายร้ายแรงจากการใส่หูฟังขณะใช้รถใช้ถนน

0
Headphones can be a great way to listen to music or podcasts, helping us to enjoy the best sound experiences without interruptions. Many people also find that headphones can help them to concentrate or relax by blocking background noise and distractions. However, wearing headphones while on the road – as a driver, cyclist, e-scooter rider or pedestrian – can also be dangerous; in some countries it is even illegal.

ทุกวันนี้ หลายคนดื่มด่ำกับเสียงเพลง หรืออัพเดตเทรนด์ล่าสุดได้จากพอดคาสต์สุดโปรดผ่านหูฟังคุณภาพสูงโดยปราศจากเสียงรบกวนจากภายนอก หลายคนยังใช้หูฟังเป็นเครื่องมือตัดเสียงรบกวนภายนอกเพื่อช่วยเพิ่มสมาธิ หรือให้สมองได้ผ่อนคลาย อย่างไรก็ดี การสวมใส่หูฟังขณะเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานระหว่างขับขี่รถยนต์ จักรยาน สกูตเตอร์ หรือแม้กระทั่งเดินเท้าก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ในบางประเทศถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเลยทีเดียว[1]

ผลการวิจัยเกี่ยวกับเสียงที่ได้รับการสนับสนุนโดยฟอร์ด เผยว่า ผู้ที่ฟังเพลงผ่านหูฟังสามารถรับรู้ถึงอันตรายบนท้องถนนได้ช้ากว่า ผู้ที่ไม่ได้สวมใส่หูฟังมากกว่า 4 วินาที

 

ทีมนักวิจัยได้เชิญอาสาสมัครกว่า 2,000 คนจากทั่วยุโรป มาร่วมทำการทดสอบผ่านประสบการณ์เสียงเชิงพื้นที่ (Spatial Sound) แบบ 8 มิติที่พัฒนาขึ้นพิเศษสำหรับงานวิจัยนี้ โดยให้กลุ่มอาสาสมัครได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนอยู่บนถนนจริง และวัดความเร็วของปฎิกิริยาตอบสนองต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งหลังจากการทดสอบ อาสาสมัครส่วนมากตัดสินใจว่าจะไม่ใช้หูฟังขณะสัญจรอีกเลย

 

การศึกษาปฏิกิริยาตอบสนองต่ออันตรายภัยบนท้องถนนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘Share The Road’  ที่ฟอร์ดจัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการสร้างความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจซึ่งกันและกันของผู้ใช้รถใช้ถนน โดยออกแบบการทดสอบมาเพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของการได้ยินที่มีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพในการรับรู้และตอบสนองต่อภัยบนท้องถนนได้

 

รายละเอียดการวิจัย

 

โครงการวิจัยนี้ได้สำรวจการใช้รถใช้ถนน และศึกษาพฤติกรรมการใช้หูฟังของอาสาสมัครกว่า 2,000 คนจากฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน และสหราชอาณาจักร โดยสัมภาษณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงขณะขับรถ ขี่จักรยาน เดินเท้า หรือขับสกูตเตอร์

จากการสัมภาษณ์ ผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่กล่าวว่าตนสวมหูฟังขณะเดินทาง และในจำนวนร้อยละ 56 ของอาสาสมัครทั้งหมดที่เคยเกือบได้รับอันตราย หรือเคยประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนมาก่อน มีผู้ที่ใช้หูฟังขณะเกิดเหตุถึงร้อยละ 27

 

ขั้นต่อไปทีมวิจัยได้ให้อาสาสมัครใช้แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนที่ทำขึ้นเพื่อแคมเปญนี้โดยเฉพาะ คือ ‘Share The Road: Safe And Sound’ เพื่อวัดผลว่าการสวมหูฟังมีผลต่อความสามารถในการตอบสนองต่อเสียงภายนอกที่จะเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัวอย่างไร

 

แอปพลิเคชันดังกล่าวใช้เทคโนโลยีเสียงเชิงพื้นที่แบบ 8 มิติเพื่อช่วยให้อาสาสมัครรู้สึกเสมือนกำลังอยู่บนถนนจริงๆ และเสียงจากทิศทางต่างๆ ที่ใช้ในการทดสอบก็ผลิตขึ้นจากการขยายช่วงเสียงและปรับแต่งความถี่ ทำให้แอปฯ สามารถสร้างเสียงบนถนนต่างๆ ได้อย่างสมจริง เช่น เสียงรถพยาบาลที่กำลังมาจากด้านหลัง

 

ผู้วิจัยจับเวลาการมีปฏิกิริยาต่อเสียงสัญญาณภัยดังกล่าวในสถานการณ์สามรูปแบบ โดยทดสอบทั้งเปิดเพลงขณะสวมหูฟัง และไม่เปิด ผลปรากฏว่าอาสาสมัครตอบสนองต่อเสียงภายนอกขณะฟังเพลงช้ากว่าขณะที่ไม่ฟังถึง 4.2 วินาทีโดยเฉลี่ย

 

การสัมภาษณ์อาสาสมัครทั้งก่อนและหลังการใช้ประสบการณ์เสียง 8 มิติ ทำให้ผู้วิจัยสามารถระบุได้ว่า     แอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นนี้มีผลดีต่อการกระตุ้นจิตสำนึกเกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนนได้มากน้อยเพียงใด

 

ก่อนการทดสอบ เพียงร้อยละ 44 ของอาสาสมัครกล่าวว่าตนไม่สวมหูฟังขณะกำลังสัญจร หลังเสร็จสิ้นการทดสอบ ร้อยละ 58 ของอาสาสมัครยืนยันว่าตนจะไม่สวมหูฟังขณะสัญจรอีกเลย โดยเปลี่ยนทัศนคติของอาสาสมัครได้ถึงร้อยละ 31 ของจำนวนเดิม ส่วนทางด้านผู้ที่ยังจะสวมหูฟังบนถนนตามปกติ มีจำนวนลดลงถึงร้อยละ 64

 

Share The Road: ใช้ถนนร่วมกันอย่างปลอดภัย

 

ฟอร์ดยังได้เปิดตัวโครงการ ‘Share The Road: Safe and Sound’ ให้สำหรับคนทั่วไปทดลองใช้ เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนตระหนักถึงถึงความสำคัญของเสียงสัญญาณต่างๆ เมื่อต้องใช้เส้นทางร่วมกับผู้อื่น

 

 

ก่อนหน้านี้ ทีมงาน ‘Share The Road’ ยังได้พัฒนาโครงการ WheelSwap ที่ได้รับรางวัลระดับโลก ด้วยการสร้างประสบการณ์เสมือนจริง (Virtual Reality) เพื่อให้ผู้ขับขี่รถยนต์ และผู้ขับขี่จักรยานมีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันด้วยการจำลองสถานการณ์จากมุมมองของอีกฝ่ายที่จะสามารถเกิดอันตรายถึงชีวิตได้หากผู้ทดสอบขับขี่ไม่ระมัดระวัง นอกจากนั้นในปีที่แล้ว ฟอร์ดยังเผยต้นแบบของเสื้อ ‘Emoji Jacket’ เพื่อแสดงให้เห็นว่าสัญลักษณ์ที่ออกแบบขึ้น หรือกราฟิกอัจฉริยะต่างๆ สามารถช่วยเสริมศักยภาพของการสื่อสาร และลดความตึงเครียดระหว่างผู้ใช้ถนนได้อย่างชัดเจน

 

“เสียงมีบทบทสำคัญต่อความสามารถในการรับรู้สิ่งรอบข้างตัวเรา เพราะเรามักจะได้ยินเสียงของสิ่งเหล่านั้นก่อนที่จะมองเห็น ถึงแม้หูฟังจะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นในหลายสถานการณ์ แต่ขณะเดียวกันก็อาจจะทำให้เราไม่ได้ยินเสียงต่างๆ ที่ควรได้ยินบนถนนหนทางได้ ซึ่งหมายความว่าอาจจะทำให้เราไม่สามารถรู้สึกได้ว่ามีรถ หรือผู้ใช้ถนนอื่นๆ กำลังใกล้เข้ามา และอาจทำให้พวกเขา และตัวเราเองต้องเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ” ดร. มาเรีย เชท ศาตราจารย์ประจำภาควิชาประสาทวิทยาการได้ยิน มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน กล่าว

 

ด้าน เอ็มมานูเอล ลูบรานิ ผู้อำนวยการโครงการ ‘Share The Road’ ฟอร์ด ยุโรป ยังกล่าวเสริมว่า “เราได้เน้นย้ำความสำคัญของความปลอดภัยบนท้องถนนซึ่งผู้คนมักมองข้ามผ่านการวิจัยครั้งนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประสบการณ์ ‘Share The Road: Safe and Sound’ ที่ทุกคนสามารถลองสัมผัสได้บนสมาร์ทโฟน จะช่วยทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเข้าใจถึงปัญหาของการสวมหูฟังระหว่างสัญจรมากขึ้น”

 

สามารถทดสอบการรับรู้เสียงรอบข้างบนท้องถนนในสถานการณ์ต่างๆ จากโครงการ ‘Share The Road: Safe and Sound’ ผ่าน  https://fordsharetheroad8d.com/ บนสมาร์ทโฟน และรับชมวิดีโอเกี่ยวกับการวิจัยนี้ได้ที่นี่ที่

[1] ฝรั่งเศสออกกฏหมายห้ามใช้หูฟังขณะขับขี่

 

บริดจสโตน ประเทศไทย สมทบทุนให้กับโรงพยาบาลและมูลนิธิ ร่วมสู้วิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ไปด้วยกัน

0

บริดจสโตน ประเทศไทย ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ สนับสนุนการทำงานของบุคลากร และอาสาสมัครในทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ในการรับมือกับวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ ให้แก่ โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ (โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ) สำหรับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในชุมชนคลองเตย มูลนิธิดวงประทีป และสำหรับรถ SWAB Mobile Unit มูลนิธิโรงพยาบาล   พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร โดยบริดจสโตนขอร่วมเดินทางเคียงข้างคนไทยอย่างปลอดภัยร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน   

“ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่สามในประเทศไทย ที่มีปริมาณผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ทุกภาคส่วนของประเทศโดยต้องรับมือกับภาวะวิกฤตนี้อย่างเต็มกำลัง ทั้งความต้องการจากโรงพยาบาลสนามเพื่อให้พร้อมรองรับและดูแลผู้ป่วยอย่างดีที่สุด รวมถึงความต้องการด้านอุปกรณ์​ทางการแพทย์​ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในตอนนี้ โดย บริดจสโตน ประเทศไทย เราได้ดำเนินการสนับสนุนทางด้านการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งกำลังใจให้บุคลากรและอาสาสมัครทุกภาคส่วนเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังและปลอดภัย รวมทั้งขอเป็นอีกพลังใจให้คนไทยทุกคนฝ่าวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ไปด้วยกัน” คุณนันธกา สาตราภัย ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด กล่าว

ทั้งนี้ บริดจสโตน ประเทศไทย พร้อมทั้งพนักงานในเครือบริดจสโตน 4 บริษัทฯ คือ บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท บริดจสโตน เอ.ซี.ที. (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ทีบีเอสซีโลจิสติกส์ จำกัด ได้ร่วมกันบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันโควิด-19 และชุด PPE สำหรับโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ (โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ) จำนวน 219,750.50 บาท สำหรับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในชุมชนคลองเตย มูลนิธิดวงประทีป จำนวน 218,150.50 บาท และมอบเงินสมทบทุนสำหรับรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย SWAB Mobile Unit ให้แก่ มูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร จำนวน 115,651 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนเงิน 553,552 บาท

รายการ Auto Motor Thailand ประจำวันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

0
Auto Motor Thailand Pic Open

พบกับรายการ Auto Motor Thailand ตั้งแต่เวลา 23.00-23.30 น. ทางททบ.5 กด 1 สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

“เรื่องรถต้องรู้”
– รับชมกันอีกครั้งกับรีวิวพร้อมทดลองขับ Mazda BT-50 รุ่นท๊อพ 4 ประตู เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อนสี่ล้อ

Auto Motor Thailand 1

“ท่องโลกยานยนต์”
– ฟอร์ด เปิดโครงการ “เมเกอร์ สเปซ” พื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรม

Auto Motor Thailand 2
– เปิดตัว “New Suzuki Ciaz” อัพเกรดฟีเจอร์ใหม่

Auto Motor Thailand 3

“รู้ก่อนขับกับ…อีซูซุ”
-หลากวิธีดูแลรถในช่วงฤดูฝน

Auto Motor Thailand 4

ติดตามรับชม Auto Motor Thailand พร้อมกัน ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5กด1 ตั้งแต่เวลา 23.00 น.เป็นต้นไป แล้วพบกันครับ

10 เหตุผลดีๆ ที่ควรเลือก มาสด้า บีที-50 เป็นปิกอัพคู่ใจในยุคนี้

0

เมื่อพูดถึงรถปิกอัพแล้วต้องบอกว่าเป็นยานพาหนะที่อยู่คู่กับคนไทยมายาวนาน แต่ปัจจุบันรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปจากอดีต ถนนหนทางดีขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก คนส่วนใหญ่จึงนิยมนำมาใช้งานอเนกประสงค์มากขึ้น และต้องตอบโจทย์ทุกความต้องการในรถคันเดียว จึงทำให้การตัดสินใจเลือกรถปิกอัพต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายด้านรวมกัน ทั้งสมรรถนะของเครื่องยนต์ การประหยัดค่าใช้จ่าย ความอเนกประสงค์ สะดวกสบาย ดีไซน์ต้องโดนใจ และที่สำคัญต้องส่งผลต่อภาพลักษณ์ของผู้เป็นเจ้าของ แบบว่าขับแล้วต้องหล่อดูดี ซึ่งในท้องตลาดก็มีรถปิกอัพมากมายหลายยี่ห้อให้เลือก หนึ่งในนั้น คือ มาสด้า บีที-50 ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่ผู้คนต่างให้ความสนใจ วันนี้เรามาเจาะลึกถึงคุณสมบัติที่มากับปิกอัพคันนี้กันว่าทำไมถึงต้องเลือกมาสด้า บีที-50 รถปิกอัพสไตล์เอสยูวีรุ่นนี้มาเป็นรถปิกอัพคู่ใจ พร้อมสำหรับการใช้งานในระยะยาว

  1. ดีไซน์สง่างามสไตล์รถเอสยูวี

หากถ้าพูดถึงเรื่องความสง่างาม ความโดดเด่นด้านการออกแบบรถของแบรนด์มาสด้าแล้ว ต้องยกให้กับแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ จิตวิญญานแห่งการเคลื่อนไหว เรียบง่ายแต่งดงาม ปิกอัพมาสด้า บีที-50 ถูกออกแบบตามแนวคิดนี้เช่นเดียวกับรถยนต์มาสด้ารุ่นอื่นๆ แต่ยังมีความพิเศษอยู่ที่ มาสด้าได้นำแนวคิดนี้มาผสมผสานกับรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งอันเป็นเอกลักษณ์ของรถปิกอัพ จึงทำให้รถรุ่นนี้กลายเป็นปิกอัพที่โดดเด่นที่สุดในทุกมุมมอง แตกต่างจากปิกอัพทั่วไปในท้องตลาดด้วยการเป็น “ปิกอัพสไตล์เอสยูวี” สไตล์คนยุคใหม่

  1. ภายในเรียบหรู สะดวกสบาย คัดสรรด้วยวัสดุเกรดพรีเมี่ยม

ภายในห้องโดยสารเน้นความประณีตใส่ใจในทุกรายละเอียด โดยคัดสรรเลือกใช้เฉพาะวัสดุคุณภาพสูง จึงช่วยเพิ่มผิวสัมผัสถึงคุณภาพของการตกแต่งภายในห้องโดยสารได้อย่างลงตัว ออกแบบโดยเน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางตามหลัก Human Machine Interface เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานมากที่สุด นอกจากนี้ ความสะดวกสบายที่จัดมาให้อย่างเต็มเปี่ยม พวงมาลัยปรับได้มากถึง 4 ทิศทาง เบาะนั่งคนขับไฟฟ้าปรับ 8 ทิศทางและระบบดันหลัง ระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ลำโพงมากถึง 8 ตำแหน่ง ที่พักแขนพร้อมที่วางแก้ว 2 ตำแหน่ง ช่องเสียบ USB ช่องเก็บของสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกตำแหน่ง

  1. เครื่องยนต์ทรงพลัง ทนทาน แรงและประหยัดน้ำมัน

ผู้ใช้งานรถปิกอัพต้องการรถที่เครื่องยนต์มีกำลังสูง มาสด้า บีที-50 ตอบสนองความต้องการส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี กับตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร ในรุ่นขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบหัวฉีดน้ำมันแรงดันสูง 250 MPa ให้ละอองน้ำมันละเอียดและการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ประหยัดน้ำมันได้ถึง 14.1 กิโลเมตร/ลิตร นอกจากนี้ อีกหนึ่งทางเลือกเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.9 ลิตร กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ประหยัดน้ำมันถึง 16.1 กิโลเมตร/ลิตร ถือว่าดีที่สุดในคลาส

  1. ตัวถังแข็งแกร่ง เสถียรภาพการขับขี่ดีเยี่ยม รองรับการบรรทุกของได้อย่างเหลือล้น

โครงสร้างตัวถังผลิตขึ้นจากเหล็กกล้าที่ทนต่อแรงดึงสูง (High Tensile Steel) ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดการสั่นสะเทือนและเสียงรบกวนจากภายนอก ให้เสถียรภาพในการขับขี่ที่ดีเยี่ยมด้วยระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น กับคอยล์สปริงที่ช่วยเพิ่มความนุ่มสบาย ซับแรงกระแทกที่จะเข้าสู่ห้องโดยสาร พร้อมเหล็กกันโคลงหน้าช่วยเพิ่มเสถียรภาพการทรงตัว ชุดแหนบด้านหลังที่ยาวถึง 1,370 มม. เพิ่มความสามารถในการบรรทุก ทำให้ง่ายต่อการขนถ่ายสัมภาระและบรรทุกได้มากขึ้น

  1. ตอบรับวิถีคนรุ่นใหม่ เชื่อมต่อไร้ขีดจำกัดด้วยระบบ infotainment ครบครัน

ตอบโจทย์รูปแบบการเชื่อมต่อการสื่อสารในยุคดิจิทัลได้อย่างลงตัวกับระบบ Infotainment ที่มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูง WXGA ขนาด 7 นิ้ว หรือ 9 นิ้ว รวมถึงรองรับ Apple CarPlay® และ Android Auto™ ใช้งาน Miracast แบบไร้สาย รองรับการเชื่อมต่อแบบ MirrorLink ระบบนำทางที่ติดตั้งมากับรุ่นหน้าจอขนาด 9 นิ้ว ใช้งานโดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง

  1. สองทางเลือกกับระบบขับเคลื่อนที่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างทรหด

ระบบขับเคลื่อน 2 รูปแบบ คือ ระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ และระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ ซึ่งในรุ่นระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ ใช้เพลาขับที่ทำจากอลูมิเนียม ทำให้รถเบาขึ้นและสามารถสลับโหมดการขับเคลื่อนและการทำงาน 4H/4L ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบ Electronic Diff-Lock ที่เฟืองท้าย ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดและพร้อมรับมือได้ทุกสภาพถนนที่ยากต่อการขับขี่

  1. ระบบปลอดภัยเป็นเลิศอุ่นใจกับเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง

เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงได้ถูกติดตั้งมาพร้อมกับตัวรถเพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัย เพื่อให้ขับขี่มั่นใจยิ่งขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ ได้แก่ ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM และ ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ ได้แก่ ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC), ระบบช่วยออกตัวรถขณะอยู่บนทางลาดชัน (HLA), เซ็นเซอร์กะระยะทั้งด้านหน้าและด้านหลังรวม 8 ตำแหน่ง, ถุงลมนิรภัยรวมสูงสุดถึง 6 ตำแหน่ง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

  1. ตอบโจทย์การใช้งานทุกสถานการณ์

เนื่องจากปิกอัพรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ขับขี่ได้ในทุกสถานการณ์ ทั้งในเมืองและออฟโรด จึงสามารถขับบนถนนขรุขระได้อย่างดีเยี่ยม มาพร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (TCS) ช่วยควบคุมกำลังขับที่เหมาะสม ให้ความคล่องแคล่วและการควบคุมที่แม่นยำ ในรุ่นยกสูงขับเคลื่อน 2 ล้อ (Hi-Racer) และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ยังขับลุยน้ำได้ถึง 800 มิลลิเมตร เนื่องจากท่ออากาศหลักได้ถูกติดตั้งอยู่ด้านหน้าเหนือแผงด้านบนของหม้อน้ำ มีโครงสร้างช่วยให้ช่องว่างรอบท่อปิดสนิท จึงป้องกันไม่ให้น้ำเข้าสู่ระบบท่ออากาศเมื่อต้องขับลุยน้ำ และรถรุ่นนี้ยังใช้งานในเมืองได้อย่างคล่องแคล่วและง่ายดาย

  1. คุ้มค่ามากที่สุดกับค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาต่ำ

มาสด้า บีที-50 มีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาตลอดระยะเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กม. เริ่มต้นเพียง 20,985 บาท เท่านั้น มาพร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษ ดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กม. ช่วยลดภาระค่าบำรุงรักษาและยังใช้อะไหล่และของเหลวคุณภาพสูงในราคาเป็นมิตร เรียกได้ว่าคุ้มค่าที่สุดเหมาะที่จะเป็นปิกอัพคู่ใจลูกค้าไปตลอดอายุการใช้งาน

  1. การสื่อสารชัดเจนปิกอัพสำหรับคนรุ่นใหม่พร้อมทุกสถานการณ์

การวางตำแหน่งทางการตลาดภายใต้สโลแกน: พร้อม…กับทุกด้านของชีวิต สะท้อนภาพลักษณ์ของคนยุคใหม่ มีแนวทางการใช้ชีวิตที่ชัดเจน ไม่เหมือนใคร เต็มที่กับทุกด้านได้ในแบบที่ต้องการ โดยสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของปิกอัพมากยิ่งขึ้น ใช้อาชีพที่เป็นตัวแทนของกลุ่มเป้าหมาย ให้คุณพร้อมไปกับทุกภารกิจ ไม่ว่าเค้าจะทำอาชีพอะไร Mazda BT-50 ก็ตอบโจทย์ทุกอาชีพ ทั้งธุรกิจ ครอบครัว และชีวิตส่วนตัว ตามคอนเซ็ปต์ “พร้อม…ทุกเมื่อ เพื่อทุกงาน”

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่มาสด้ามุ่งมั่นตั้งใจในการผลิตปิกอัพ บีที-50 ยังมีจุดเด่นอีกเพียบที่รอให้ค้นหา ลองแวะไปที่โชว์รูมเพื่อทดลองขับ แล้วคุณจะสัมผัสได้ถึงบุคลิกและพลังที่ซ่อนอยู่ของรถปิกอัพที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่นี่คือปิกอัพที่ พร้อม…กับทุกด้านของชีวิต

5 เหตุผลที่คุณควรเป็นเจ้าของ Mitsubishi Outlander PHEV

0

มีหลายเหตุผลที่ส่งผลให้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี เป็นรถเอสยูวีแบบปลั๊กอินไฮบริดที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก นอกจากพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง ความอเนกประสงค์ในการใช้งาน และความประหยัด ความสำเร็จของรถเอสยูวีรุ่นนี้ยังมาจากระบบขับเคลื่อนที่ทรงพลังและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมทั้งบนถนนปกติและทางขรุขระ

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี โดดเด่นด้วยความหรูหรา พร้อมความสะดวกสบายสำหรับทุกการใช้งานในชีวิตประจำวัน ห้องโดยสารขนาดใหญ่สามารถรองรับสมาชิกทุกคนในครอบครัว เพื่อการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์สำหรับทุกจุดหมายด้วยสมรรถนะที่เหนือชั้น ปราศจากความกังวลด้านระยะทางการขับขี่ อีกทั้งยังเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ปลอดมลพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ที่มีเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับการเดินทางที่ไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าไลฟ์สไตล์ของคุณจะเป็นแบบใด มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถตอบโจทย์ทุกการใช้งาน พร้อมรองรับทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยคุณสมบัติดังนี้

1. นี่คือ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี รุ่นล่าสุด

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ที่ถูกผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่1  ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ภายในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37 หรือ ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์เอ็กซ์โป 2020 โดยรถเอสยูวีรุ่นดังกล่าวถือเป็น มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี รุ่นล่าสุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ที่ยังจำหน่ายทั่วโลก และเป็นรถยนต์รุ่นแฟล็กชิพที่สำคัญที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั้งในด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านพลังงานไฟฟ้า ยานยนต์อเนกประสงค์ และเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ส่งผลให้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี มอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล มีความต่อเนื่องและเงียบ พร้อมอัตราการเร่งแซงที่ยอดเยี่ยมและทรงพลัง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

2. ประสบความสำเร็จและได้รับรางวัลจากทั่วโลก

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถเอสยูวีแบบปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกของโลก แต่เป็นรถพีเอชอีวีที่ขายดีที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน พร้อมตอกย้ำอีกครั้งในการเป็นผู้นำรถเอสยูวีแบบพีเอชอีวีที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในยุโรปด้วยยอดจำหน่ายมากถึง 26,673 คัน ในปี 2563 ที่ผ่านมา อีกทั้ง มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยังได้ถูกจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก และมียอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกมากถึง 270,000 คัน เมื่อสิ้นสุดเดือนธันวาคมปี 2563 ที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถคว้ารางวัล “รถเอสยูวีแบบไฮบริด เครื่องยนต์ต่ำกว่า 2,500 ซีซี ยอดเยี่ยม” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเจ็ดรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี 2564 ที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้รับในปี 2564 นี้ โดยครอบคลุมรถยนต์ทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นนำเสนอรถยนต์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าชาวไทย ทั้งในด้านสมรรถนะ ความปลอดภัย และคุณภาพ

3. ไม่ใช่แค่เพียงรถยนต์ แต่เป็นไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าจากตัวรถมาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มีขนาดสูงสุดถึง 1,500 วัตต์ ด้วยการเสียบปลั๊กเข้ากับช่องจ่ายกระแสไฟฟ้าภายในตัวรถที่มีอยู่ 2 จุด เพื่อให้สามารถสัมผัสกับไลฟ์สไตล์กลางแจ้งรูปแบบใหม่ และยังสามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าสำรองเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน หรือ กรณีที่ไฟฟ้าดับ เพราะ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เอง และยังสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ที่พักอาศัยด้วยเทคโนโลยีระบบพลังงานแบบ Vehicle-to-Home (V2H) ได้นานถึง 10 วัน(1) สำหรับครัวเรือนทั่วไป โดยแบตเตอรี่ต้องถูกชาร์จไฟเต็มและมีน้ำมันเต็มถัง

สำหรับเทคโนโลยี V2H คือ แนวคิดเดียวกันกับ ‘เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์’ ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งในภาษาญี่ปุ่น “เดน” หมายถึง “ไฟฟ้า” และ “โด” หมายถึง “การขับขี่” เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ คือ ชุดระบบไฟฟ้าที่ออกแบบมาสำหรับที่พักอาศัย ประกอบด้วย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี, อุปกรณ์ชาร์จไฟฟ้าแบบเทคโนโลยี, แผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่สำหรับที่พักอาศัย โดยระบบ เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อนำไฟฟ้าไปชาร์จให้กับ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี  และในทางกลับกันยังสามารถดึงกระแสไฟฟ้าจากรถ เพื่อนำกลับไปใช้ในที่พักอาศัย โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยลดการบริโภคพลังงานไฟฟ้าและยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าในกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน กรณีที่ไฟฟ้าดับ และเพื่อใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ อีกมากมาย

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ช่วยทำให้ทุกกิจกรรมเป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยความอเนกประสงค์และสมรรถนะการขับขี่ที่สามารถไปได้ทุกสถานที่ พร้อมความประหยัดที่ผู้ขับขี่สามารถสัมผัสได้ รวมถึงความสะดวกสบายและความหรูหราระดับพรีเมียมที่เหนือกว่ารถในระดับเดียวกัน

การชาร์จไฟฟ้าของ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถทำได้อย่างสะดวกง่ายดาย ด้วยวิธีการชาร์จไฟฟ้าที่หลากหลาย โดยลูกค้าสามารถเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟฟ้าที่บ้าน หรือ การชาร์จไฟฟ้าผ่านเครื่องชาร์จที่ใช้ในที่พักอาศัย หรือ สถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะทั่วไป โดยการชาร์จไฟฟ้าแบบปกติจนเต็มจะใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมง และการชาร์จไฟแบบเร็วด้วยหัวชาร์จแบบ CHAdeMO ที่สามารถอัดประจุไฟฟ้าได้ถึง 80% ภายในเวลาเพียง 25 นาที

พร้อมกันนี้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยังมาพร้อมกับระบบเบรกรีเจนเนอร์เรทีฟ ที่สามารถชาร์จกระแสไฟฟ้ากลับไปยังแบตเตอรี่ได้ในขณะที่ถอนคันเร่ง หรือ เหยียบเบรก รวมทั้ง ชาร์จโหมด ที่สามารถชาร์จกระแสไฟฟ้ากลับไปยังแบตเตอรี่ได้จนเกือบเต็มในขณะขับขี่ ซึ่งทำให้ยังมีไฟฟ้าเหลืออยู่ในแบตเตอรี่เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง

4. เทคโนโลยีเหนือระดับและหมดกังวลเรื่องระยะทางการขับขี่

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี เหนือกว่ารถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดทั่วไปในปัจจุบันเพราะ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถขับขี่ได้ทั้งในโหมดไฟฟ้า (EV) สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน และยังสามารถเป็นรถยนต์แบบไฮบริด (HEV) สำหรับการเดินทางระยะไกล พร้อมสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้ขับขี่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จไฟฟ้า มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ที่ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถยนต์ได้อย่างมั่นใจในทุกสภาพอากาศและทุกสภาพถนน

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยังมอบสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมพร้อมอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ต่ำเพียง 52.6 กม.ต่อลิตร(2) ตามมาตรฐาน NEDC(3)  มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับต่ำที่ 43 กรัมต่อกม.(2) พร้อมอัตราเร่งและแรงบิดที่ดีเยี่ยม หมดกังวลเรื่องระยะทางการขับขี่ ประหยัดน้ำมัน พร้อมการขับขี่ที่นุ่มนวล ห้องโดยสารเงียบ และสะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วย “พลังงานสองรูปแบบ” ที่ได้จากการชาร์จกระแสไฟฟ้าและน้ำมันแบนซินที่สามารถรองรับได้ถึง E20

พร้อมกันนี้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยังครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน อาทิ ระบบสัญญาณเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA) ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (BSW) พร้อมระบบสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (LCA)  และระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (AHB) โดยระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (ACC) ไม่ได้ทำหน้าที่แต่เฉพาะรักษาระดับความเร็วให้คงที่เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่ตรวจจับรถคันหน้า พร้อมควบคุมความเร็วและรักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยจนถึงหยุดนิ่ง

5. ใช้งานง่ายปราศจากความกังวล

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี มีทั้งหมด 2 รุ่น และมีสีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว White Diamond(4), สีเงิน Sterling Silver และสีดำ Jet Black Mica โดยรุ่นเริ่มต้น รุ่น จีที มีราคาจำหน่ายที่ 1,640,000 บาท และรุ่น จีที  พรีเมียม มีราคาจำหน่ายที่ 1,749,000 บาท โดยทั้ง 2 รุ่น ลูกค้าสามารถมั่นใจและหมดความกังวลในด้านค่าบำรุงรักษาด้วยแพ็กเกจ วอรี่ ฟรี (worry-free) ประกอบด้วย ฟรี รับประกันแบตเตอรี่และระบบ EV ปลั๊กอินไฮบริด 10 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร(5) ฟรี มิตซูบิชิ เซอร์วิส แพ็กเกจ 5 ปี, ฟรี ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. นาน 5 ปี, ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี, ฟรี รับประกันคุณภาพพร้อมค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี และรับค่าสนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อชาร์จไฟฟ้าที่บ้านรวมมูลค่าสูงสุด 20,000 บาท(6)

 

  • ปริมาณและระยะเวลาการใช้กระแสไฟฟ้าคำนวณโดยสมมติฐานของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น โดยปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าในครัวเรือนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10kWh / วัน ซึ่งไม่นับรวมกับปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นจากระบบ V2H โดยปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ใช้อาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
  • อ้างอิงข้อมูลผลิตภัณฑ์จาก Eco Sticker
  • มาตรฐานการทดสอบรูปแบบใหม่ของยุโรป (New European Driving Cycle หรือ NEDC) คือ กระบวนการทดสอบเพื่อวัดอัตราการบริโภคน้ำมันและการปล่อยมลพิษคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงสารมลพิษของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล
  • ชำระเพิ่ม 15,000 บาท สำหรับ รุ่นสีขาว White Diamond
  • ระยะเวลาการรับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 10 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน*

* บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด รับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นระยะเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าตามใบส่งมอบรถยนต์หรือ ระยะทางเลขไมล์160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน การรับประกันครอบคลุมถึงค่าแรงและค่าอะไหล่ที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ลูกค้าสามารถนำรถเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการมาตรฐานของผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการและผ่านมาตรฐานการซ่อมบำรุงรถ Mitsubishi Outlander PHEV ทั้งนี้ การรับประกันครอบคลุมเฉพาะความบกพร่องที่เกิดจากการผลิตและภายใต้การใช้งานตามปกติเท่านั้น โปรดศึกษารายละเอียดการรับประกันเพิ่มเติมใน Outlander Customer Quick Guide หรือ สมุดรับบริการและคู่มือการใช้รถ

  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กําหนด

พันธมิตรศูนย์การเรียนรู้ฟอร์ดฯ รวมพลังคนรุ่นใหม่ เปิดโครงการเยียวยาโควิด-19 ปี 2

0

กลุ่มองค์กรพันธมิตรของ “ศูนย์การเรียนรู้ฟอร์ดเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม” หรือ ศูนย์ FREC กรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนเก่าแก่นางเลิ้ง ได้เริ่มดำเนินการจัดเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็นอีกครั้งเพื่อนำไปส่งมอบให้กับชุมชนต่างๆ ที่กำลังขาดแคลนความช่วยเหลือและได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มากที่สุด หลังแจกจ่ายอาหารไปแล้วกว่า 1 ล้านมื้อในปีที่แล้ว

กลุ่มองค์กรพันธมิตรศูนย์ FREC ได้กลับมาสานต่อโครงการ COVID Relief Bangkok ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เพื่อส่งมอบอาหารและสิ่งของจำเป็นให้แก่ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ โดยตั้งเป้ามอบความช่วยเหลือเบื้องต้นให้กว่า 10,000 ครอบครัว

“ปีที่แล้ว โครงการ COVID Relief Bangkok ได้นำความช่วยเหลือจากการระดมทุน พลังของอาสาสมัคร และสิ่งของที่ได้รับบริจาคจากประชาชนและบริษัทต่างๆ ไปส่งมอบให้แก่ครอบครัวจำนวนกว่า 32,000 ครอบครัว คิดเป็นมื้ออาหารถึงหนึ่งล้านมื้อ อีกทั้งยังมีชุดสุขอนามัยจำนวนหลายพันชุด ซึ่งประกอบไปด้วย หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สบู่ และอื่นๆ” นายเสกสรร รวยภิรมย์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสติ หนึ่งในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ร่วมกับศูนย์ FREC ริเริ่มโครงการนี้ กล่าว

“ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดที่กำลังส่งผลกระทบรุนแรงในขณะนี้ เราเห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องกลับมาส่งมอบความช่วยเหลือให้กับชุมชนอีกครั้ง เนื่องจากมีครอบครัวจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก”

ในการดำเนินการโครงการ COVID Relief Bangkok รอบแรก พันธมิตรศูนย์ FREC ได้เข้าไปช่วยเหลือชุมชนต่างๆ เป็นระยะเวลานานถึง 6 เดือนโดยได้ส่งมอบความช่วยเหลือครอบคลุมพื้นที่เขตประชากรที่มีรายได้ต่ำในกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น 22 แห่ง ส่วนการดำเนินการในรอบที่สองซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ มีเป้าหมายที่จะเข้าไปยังพื้นที่เดิมอีกครั้ง โดยจะเป็นการทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนเพื่อนำข้าวสารและอาหารกระป๋องที่ได้รับบริจาคไปมอบให้กับครอบครัวต่างๆ มากกว่า 10,000 ครอบครัว

การแจกจ่ายสิ่งของอย่างปลอดภัยและมีกลยุทธ์

“การนำสิ่งของบริจาคไปมอบให้ถึงมือผู้ที่ขาดแคลนได้อย่างปลอดภัยคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด” ดร. พงษ์พิศิษฐ์ หุยากรณ์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยชุมชนเมือง หรือ USL หนึ่งในผู้จัดตั้งโครงการ COVID Relief Bangkok เผย “เราได้คิดค้นแผนที่กลุ่มผู้เปราะบาง หรือ Vulnerability map เพื่อช่วยในการระบุชุมชนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งเครื่องมือนี้จะจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่แจกจ่ายสิ่งของโดยใช้ข้อมูลเชิงประชากร เช่น อายุ ระดับรายได้ ความหนาแน่นประชากร และการจ้างงานมาพิจารณา”

ด้วยการระบุข้อมูลจากแผนที่กลุ่มผู้เปราะบางของ USL ทำให้โครงการ COVID Relief Bangkok ได้เข้าไปส่งมอบความช่วยเหลือให้แก่ชุมชนจำนวนมากที่มีรายได้ครัวเรือนน้อยกว่า 15,000 บาท โดยชุมชนส่วนใหญ่มีประชากรสูงวัยอยู่มาก ซึ่งผู้ปฏิบัติงานได้ให้การดูแลครอบครัวจำนวนมากที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นพิเศษ เนื่องจากในบางครั้งสถานะของพวกเขาเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงความช่วยเหลือ นอกจากนี้ ครอบครัวที่ได้รับความช่วยเหลือจำนวนมากก็ทำงานที่ต้องพึ่งพิงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ในช่วงของการแพร่ระบาดจึงพบการถูกเลิกจ้างงานจำนวนมาก

เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย ศูนย์ FREC จะทำหน้าที่เป็นแหล่งรวบรวมสิ่งของช่วยเหลือก่อนจะนำไปส่งมอบตามพื้นที่เป้าหมายซึ่งจะมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำชุมชน อาทิ กลุ่ม อสม. เข้าร่วมดำเนินการแจกจ่ายตามแนวทางที่จะช่วยลดการติดต่อใกล้ชิดระหว่างกัน

“เมื่อเราได้ข้อมูลแล้วว่าพื้นที่ใดต้องการความช่วยเหลือ เราก็จะทำงานโดยตรงกับหนึ่งใน 62 ศูนย์สุขภาพชุมชนของกรุงเทพฯ” นายเสกสรร เพิ่มเติม “เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่มาจากชุมชนนั้นๆ จะทราบดีว่าครอบครัวไหนกำลังต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ศูนย์สุขภาพชุมชนจึงมีบทบาทสำคัญในการนำสิ่งของบริจาคไปส่งมอบได้อย่างปลอดภัย”

กลุ่มองค์กรพันธมิตรเพื่อสังคมที่มีความชำนาญรวมพลังนำโครงการ

โครงการ COVID Relief Bangkok เป็นการทำงานร่วมกันของกลุ่มองค์กรพันธมิตรที่นำความชำนาญในแต่ละด้านมาเสริมการทำงานในแต่ละหน้าที่ โดยมูลนิธิสติจะทำหน้าที่ในการสื่อสารระดมทุนและระดมกำลังจากพันธมิตรอย่าง SocialGiver ซึ่งเป็นเว็บไซต์ระดมทุนให้โครงการเพื่อสังคม รวมถึงการสนับสนุนจาก BrandThink ซึ่งเป็นเอเจนซี่ที่ให้บริการที่ปรึกษาการสื่อสารเพื่อสังคม

ศูนย์วิจัยชุมชนเมือง หรือ USL ได้ใช้ความเชี่ยวชาญในการจัดลำดับความสำคัญของแหล่งชุมชนและจัดตั้งเครือข่ายกับศูนย์สุขภาพเมืองทั้ง 62 แห่ง ขณะเดียวกัน มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ หรือ SOS ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดการอาหารส่วนเกินคุณภาพดีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก็ได้นำประสบการณ์ความชำนาญ และจัดหารถบรรทุกมาช่วยบริหารจัดการการขนส่งอาหาร

Bangkok 1899 หน่วยงานที่นำโดยกลุ่มสตรีและมุ่งเน้นการทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและการสร้างความยั่งยืน ได้ระดมพลังจากเครือข่ายในการจัดหาอาสาสมัครจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีหน่วยงาน Precious Plastic Bangkok ที่ทำงานด้านการรีไซเคิลพลาสติก เข้ามาช่วยเพิ่มการรับรู้ให้แก่ประชาชนในการแยกแยะข้อมูลเท็จและเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้อง ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้โครงการดำเนินไปได้อย่างสอดคล้องกับการดำเนินงานหลักของทางรัฐบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข 20 กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่ใน ศูนย์ FREC ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทีมแพทย์และอาสาสมัครไปยังศูนย์ต่างๆ ในทุกเขตที่มีการดำเนินโครงการ

มร. สก็อตต์ ชาง ผู้อำนวยการกองทุน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ฟอร์ด ฟันด์) ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก กล่าวว่า “ในช่วงที่ฟอร์ดเปิดศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หรือ FREC ในเดือนตุลาคม 2562 เราได้ทำงานร่วมกับกลุ่มพันธมิตรเพื่อสังคมที่มีความเชี่ยวชาญผ่านการระดมทักษะและความชำนาญอันหลากหลายของแต่ละองค์กร ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในกรุงเทพฯ กลุ่มองค์กรพันธมิตรของเราได้ทำหน้าที่อย่างรวดเร็ว พร้อมกับจัดตั้งช่องทางรับบริจาคและสร้างกระบวนการจัดส่งที่ไม่ซับซ้อน มีกลยุทธ์ และปลอดภัย”

นับตั้งแต่ที่ได้เริ่มดำเนินโครงการมาในเดือนมีนาคมปี 2563 โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ผู้มีชื่อเสียง บริษัทเอกชน และหน่วยงานรัฐบาล รวมแล้วกว่า 11 ล้านบาท

ในการทำงานร่วมกับองค์กรพันธมิตร ฟอร์ดมีบทบาทสำคัญในการระดมความช่วยเหลือทั้งจากพนักงานของบริษัท และพันธมิตรคู่ค้าของฟอร์ด นอกจากการช่วยเหลือด้านเงินทุนผ่านศูนย์ FREC แล้ว ฟอร์ดยังได้จัดเตรียมรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เป็นพาหนะในการนำส่งสิ่งของ ในปีที่ผ่านมา หนึ่งในพันธมิตรคู่ค้าหลักของฟอร์ดได้สนับสนุนหน้ากากป้องกันใบหน้าจำนวนมากให้กับโครงการเพื่อนำไปจัดทำ “ชุดส่งมอบความห่วงใย” (care package) นอกจากนี้  พนักงานอาสาสมัครฟอร์ดยังได้เข้าร่วมจัดเตรียมและนำส่งสิ่งของช่วยเหลือไปยังชุมชนอีกด้วย

การร่วมสนับสนุน

โครงการ COVID Relief Bangkok ระยะที่สองจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องในอีก 3 เดือนข้างหน้า โดยทีมงานวางแผนที่จะส่งมอบความช่วยเหลือไปยังครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งกำลังขาดแคลนและต้องการความช่วยเหลือเป็นจำนวนกว่า 10,000 ครอบครัว ผู้ที่สนใจเข้าร่วมการสนับสนุน สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.socialgiver.com/th/give/covid-relief-bangkok โดยโครงการยินดีรับบริจาคข้าวสาร นมกล่อง และอาหารกระป๋องเพื่อเป็นการสนับสนุนภารกิจนี้