Home Blog Page 374

อีซูซุ จับมือ GMMTV จัดภารกิจสุดท้าทาย ในรูปแบบ Online Reality “ISUZU MAX CHALLENGE ภารกิจท้า…ซ่าเต็มแมคซ์!”

0

อีซูซุ ร่วมกับ GMMTV สร้างปฏิบัติการท้าทายครั้งใหม่กับ “ISUZU MAX CHALLENGE ภารกิจท้า…ซ่าเต็มแมคซ์!” สังเวียนการแข่งขันที่จะท้าทายทุกสมรรถนะของคนและรถอีซู โดยมีพิธีกรอารมณ์ดี เลโอ โซสเซย์ ที่จะมาสร้างสีสันความสนุก ซึ่งศิลปินจะถูกแบ่งเป็น 2 ทีม มี Team Master สองหนุ่มหล่อสุดฮอต ไบร์ท วชิรวิชญ์ นำทีมแบล็คดราก้อน (Black Dragon) และ วิน เมธวิน นำทีมเรดฟินิกซ์ (Red Phoenix)   ซึ่งแต่ละภารกิจแบ่งตามคาแร็กเตอร์ของรถอีซูซุ 3 รุ่น ได้แก่ อีซูซุ วีครอส 4×4, อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ และอีซูซุดีแมคซ์ รุ่นเกียร์อัตโนมัติ ศึกนี้ทีมใดจะเป็นผู้ชนะ? ร่วมลุ้นไปกับเหล่าศิลปินชื่อดังที่จะมาพิชิตภารกิจสุดมัน และชิงเงินรางวัลเพื่อนำไปบริจาคการกุศล และผู้ชมสามารถร่วมสนุกเพื่อรับของที่ระลึกจากอีซูซุและ GMMTV ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคมนี้

คู่แรกคือการพบกันระหว่าง ปิงปอง ธงชัย – รัศมีแข จากทีม Red Phoenix พบกับ กันสมาย ชนกันต์ – เฟย ภัทร จากทีม Black Dragon มาพร้อมรถคู่ใจ คือ อีซูซุ วีครอส 4×4 รถปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อที่จะพาเราผ่านอุปสรรคไปได้สบายๆ ขับลุยแบบมั่นใจ ไม่ว่าจะไปเที่ยวไหน ขึ้นเขาลงห้วยก็มั่นใจได้ว่าไปได้แน่นอน ที่จะพาทั้ง 2 ทีมฝ่าฟันภารกิจสุดโหดสุดฮา ก้าวข้ามขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นทางที่สูงชัน ทางขรุขระลาดเอียง ทางลุยน้ำ และกิจกรรมวัดใจอีกมากมาย

คู่ที่สองอยู่กับการแข่งขันที่มันไม่แพ้กันระหว่าง นิกกี้ ณฉัตร – โฟร์ ศกลรัตน์ จากทีม Red Phoenix ปะทะกับ คริส พีรวัส – น้ำตาล ทิพนารี จากทีม Black Dragon และผู้ช่วยคู่ใจสุดเท่อย่างอีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ “ท้าทายทุกลิมิต…สุดขีดสไตล์เอ็กซ์” (INFINITE X-LIFE) รถปิกอัพสปอร์ตเหนือชั้น จัดเต็มด้วยชุดแต่ง X-Stylish Package ที่โฉบเฉี่ยว ดุดัน เหมาะกับวัยรุ่นวัยมันสายพันธุ์สปอร์ตที่หลงใหลในความเร็ว แรง เร้าใจ และสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ที่จะมาช่วยเพิ่มความตื่นเต้นให้กับการทำภารกิจเอ็กซ์ตรีมได้สนุกสุดเหวี่ยงเป็นสองเท่า

คู่สุดท้ายพบกับเหล่าศิลปินสาวสวย มายด์ ลภัสลัล (WJMILD) – ก๊อตจิ  ทัชชกร จากทีม Red Phoenix ที่จะต้องเจอกับคู่ต่อสู้คือ ติช่า กันติชา – เจนนี่ ปาหนัน จากทีม Black Dragon เพื่อพิชิตโจทย์สุดท้ายให้ง่ายยิ่งขึ้น ภารกิจนี้จึงใช้รถอีซูซุดีแมคซ์ รุ่นเกียร์อัตโนมัติที่ขับง่าย คล่องตัว พร้อมฟังก์ชันความสะดวกสบายและระบบเพื่อความปลอดภัยมากมาย

ศึกนี้ทีมใดจะเป็นผู้ชนะ? ร่วมลุ้นไปกับเหล่าศิลปินชื่อดังที่จะมาพิชิตภารกิจสุดมันและชิงเงินรางวัลเพื่อนำไปบริจาคการกุศล

สามารถติดตามและร่วมสนุกเพื่อลุ้นรับของที่ระลึกจากทางอีซูซุและ GMMTV ได้ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม เป็นต้นไป ทาง YouTube : GMMTV และ Facebook : GMMTV

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยโฉม “The new S-Class” เปิดราคาเริ่มต้น 6.69 ล้านบาท

0
The new S-Class 14

เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมมอบประสบการณ์ความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ด้วยที่สุดแห่งยนตรกรรม “The new S-Class” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดราคาเริ่มต้นที่ 6,690,000 บาท มากับขุมพลังดีเซลพร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ 2-stage ขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 286 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร สนองการใช้งานของผู้โดยสารและผู้ขับขี่ผ่านระบบดิจิทัล

The new S-Class 13

The new S-Class คือที่สุดแห่งยนตรกรรมในตระกูลเอสคลาสของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความหรูหราและความปลอดภัย ด้วยนวัตกรรมสุดล้ำหน้าที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ ทั้งในเรื่องของการมอบความสะดวกสบายในการขับขี่ การปกป้องผู้โดยสารในทุกเบาะที่นั่ง ตลอดจนการมอบประสบการณ์การใช้งานแบบอินเทอร์แอคทีฟ ที่ตอบทุกความต้องการของผู้ขับขี่และผู้โดยสารผ่านระบบดิจิทัลในทุกรายละเอียด

The new S-Class 2

การออกแบบภายนอกของมาพร้อมคอนเซ็ปต์ Sensual Purity ในภาษาดีไซน์ที่ได้รับการยกระดับขึ้นในทุก ๆ ส่วน ภายใต้การตีความใหม่ให้ดูโมเดิร์นยิ่งกว่าที่เคย ตั้งแต่ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่

The new S-Class 3

ล้อแบบ AMG ขนาดใหญ่ 20 นิ้ว กับระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นกว่ารุ่นเดิม 51 มิลลิเมตร เส้นโค้งหลังคา Catwalk line ที่กดองศาของหลังคาให้ต่ำลง ทว่าพื้นที่ห้องโดยสารไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มพื้นที่มากขึ้น

The new S-Class 4

นอกจากนี้ การออกแบบให้มือจับประตูเป็นแบบไร้รอยต่อยังช่วยเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายทางด้านข้าง และช่วยให้การล็อกและปลดล็อกประตูทำได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้มือสัมผัสที่มือจับประตู

The new S-Class 5

ดีไซน์ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นที่มอบทั้งความหรูหรา คุณภาพระดับสูง และวิสัยทัศน์ในการขับขี่ที่ดีที่สุด ผ่านประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบรับความต้องการของผู้โดยสารในทุกที่นั่ง ตั้งแต่เบาะที่นั่งตอนหน้าเรื่อยไปจนถึงตอนหลัง

The new S-Class 6

 

เริ่มตั้งแต่การออกแบบคอนโซลหน้าด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่ดูโมเดิร์นขึ้นและตอบรับกับสรีระของผู้ใช้มากขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Nappa leather และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ความละเอียดสูงแบบ Digital Instrument clusters ขนาด 12.3 นิ้ว

The new S-Class 8

นอกจากนี้ยังนำทุกปุ่มควบคุมตรงคอนโซลส่วนกลางให้เข้ามาอยู่บนหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีนขนาด 12.8 นิ้วทั้งหมด โดยใช้หน้าจอแบบ OLED ที่มอบพื้นที่การใช้งาน (active area) บนหน้าจอที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมกว่า 64% ภายใต้การออกแบบในลักษณะฟรีฟอร์มดูบางเบาแต่ตอบสนองฉับไว ควบคุมทุกฟังก์ชันการทำงานของรถยนต์และอุปกรณ์ดิจิทัลภายในห้องโดยสารได้อย่างใจเพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยผสานการทำงานร่วมกับระบบเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือที่จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แต่ละคนเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลตลอดการขับขี่ได้อย่างตรงใจ

The new S-Class 7

เบาะที่นั่งตอนหลังยังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่พร้อมมอบความสะดวกสบายในการโดยสารสูงสุด ทั้งการเป็นเบาะไฟฟ้าที่สามารถปรับตำแหน่งที่นั่งได้ และฟังก์ชันการนวดที่สามารถเลือกโปรแกรมการนวดได้สูงสุด 6 โปรแกรม

The new S-Class 9

ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ขึ้นอีกขั้น ทั้งการมี MBUX Interior Assistant ที่จะทำงานอย่างฉับไวในการตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้โดยสาร โดยระบบจะตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ศีรษะ และร่างกาย เพื่อแปลความต้องการของผู้ใช้ นำไปสู่การควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในรถยนต์ เช่น หากยื่นมือขึ้นหรือลงทางกระจกด้านข้าง ไฟอ่านหนังสือจะติดขึ้นหรือดับลงเองโดยอัตโนมัติ ฯลฯ

The new S-Class 10

ส่วนระบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment จะทำงานร่วมกับ Rear Tablet หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ยกระดับการควบคุมความบันเทิงของผู้โดยสารตอนหลังให้สะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมความบันเทิงบนหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 หน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง โดยภายในห้องโดยสารยังมาพร้อมระบบเสียง Burmester® 3D-Surround พร้อมชุดลำโพง 15 ตัวด้วย

The new S-Class 12

ใน The new S-Class ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกของการนำเสนอถุงลมนิรภัยด้านหน้าให้กับผู้โดยสารแถวหลัง ระบบ Parking Package with 360° camera ที่มอบมุมมองรอบรถยนต์แบบ 360 องศาที่เสมือนจริงยิ่งกว่าที่เคย รวมถึงระบบความปลอดภัยที่รวมอยู่ใน Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น Evasive Steering Assist ที่ช่วยดึงให้รถยนต์กลับมาอยู่ในเลนหากมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน Active Emergency Stop Assist หรือระบบการหยุดรถฉุกเฉินที่จะทำงานตลอดเวลา รวมถึงฟังก์ชัน Exit Warning ที่จะทำงานหากมือของผู้โดยสารมีการขยับไปใกล้ที่จับประตูด้านใน

เครื่องยนต์ที่ใช้เป็นดีเซลแบบ 6 สูบเรียง ขนาด 2,925 ซีซี พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ 2-stage มอบพละกำลังสูงสุดถึง 286 แรงม้าและแรงบิดสูงสุดถึง 600 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.4 วินาที โดยขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กม./ชม.

The new S-Class 1

The new S-Class มีวางจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่
• Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ราคา 6,690,000 บาท
• Mercedes-Benz S 350 d AMG Premium ราคา 7,190,000 บาท

SUZUKI CARRY ตอกย้ำความอเนกประสงค์ จากฟู้ดทรัคสู่รถตรวจโควิด-19 เชิงรุก เคียงข้างบุคลากรทางการแพทย์กู้วิกฤติใหญ่

0

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีแนวโน้มรุนแรงเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมีตัวเลขผู้ติดเชื้อในแต่ละวันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลให้เกิดความแออัดและรอคิวนานของประชาชนที่กำลังเข้าไปใช้บริการในโรงพยาบาลต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย (Biosafety Mobile Unit) สำหรับการตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 ในเชิงรุกแบบเคลื่อนที่ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในช่วงวิกฤติดังกล่าวนี้  โดยตู้ชีวนิรภัย (biosafety unit) ถูกออกแบบมาสำหรับติดตั้งอยู่บนกระบะรถ SUZUKI CARRY เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ล่าสุดซูซูกิได้ร่วมพิธีส่งมอบรถ SUZUKI CARRY  ในโครงการผลิตรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย ที่สามารถ SWAB ได้พร้อมกัน 3 ทาง จึงเก็บตัวอย่างได้ถึง 3 เคส ในครั้งเดียว สามารถตรวจคัดกรองโควิด-19 ได้กว่าวันละ 3,000 ราย โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกับมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร และ ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน (หมอแล็บแพนด้า) ณ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

รถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์เพื่อการพาณิชย์ขนาดย่อม SUZUKI CARRY ถึงแม้จะถูกจดจำในฐานะ “ฟู้ดทรัค” ธุรกิจติดล้อที่ใช้การตลาดเชิงรุกในการเข้าหาผู้บริโภค แทนที่การหยุดนิ่งอยู่กับที่ จนกลายเป็นขวัญใจผู้ประกอบการยุคใหม่ที่ต้องการอิสระในการเดินตามความฝันและต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง   อีกทั้งความตั้งใจของซูซูกิต้องการให้รถ SUZUKI CARRY เป็นมากกว่ารถขนสินค้าหรือสัมภาระ เปรียบเสมือนดั่งพาร์ทเนอร์คนสำคัญ ที่พร้อมจะสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการด้วยความจริงใจ พร้อมเดินหน้าไปสู่จุดหมายและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

ทว่าเวลานี้ SUZUKI CARRY กำลังตอกย้ำชัดให้เห็นถึงดีเอ็นเอของความเป็นกระบะบรรทุกอเนกประสงค์  ด้วยการปรากฏโฉมในรูปแบบของ “รถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย” (SUZUKI CARRY Biosafety Mobile Unit) หรือ “รถตรวจโควิด” ที่พัฒนาจากรถตรวจโควิดต้นแบบให้สามารถตรวจเชิงรุกแบบเคลื่อนที่ในจำนวนมากได้ สามารถทำการ SWAB ได้พร้อมกัน 3 ทาง จึงเก็บตัวอย่างได้ถึง 3 เคส ในครั้งเดียว โดยเฉลี่ยสามารถตรวจคัดกรองผู้ที่เสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ได้กว่าวันละ 3,000 ราย นับว่าเป็นรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยประสิทธิภาพเยี่ยมที่สามารถตรวจเชิงรุกได้อย่างรวดเร็วและเป็นจำนวนมากในขณะนี้ ปัจจุบันลุยปูพรมตรวจโควิดเคียงข้างบุคลากรทางการแพทย์ได้แล้วถึง 21 คัน โดยได้ส่งมอบรถคันล่าสุดเสริมทัพทีมแพทย์แล้วอย่างเป็นทางการ

รถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย (SUZUKI CARRY Biosafety Mobile Unit) ถือเป็นความภาคภูมิใจของซูซูกิ ที่เกิดจากความร่วมมือของ ทนพ. ภาคภูมิ เดชหัสดิน (หมอแล็บแพนด้า) ศูนย์นวัตกรรม KMITL FIGHT FOR COVID-19 และศูนย์วิจัยและออกแบบงานสร้างสรรค์ (Research and Creative Design Center: RCDC) คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในการพัฒนารถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยแบบเคลื่อนที่ เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการการตรวจคัดกรองผู้เสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 เชิงรุกในสถานการณ์การระบาดอย่างรุนแรงในขณะนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการควบคุมการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มพื้นที่เสี่ยงให้เร็วที่สุด โดยออกแบบพื้นที่กระบะบรรทุกของ SUZUKI CARRY ขนาดกว้าง 1,670 มิลลิเมตร ยาว 2,450 มิลลิเมตร และรับน้ำหนักได้ 945 กิโลกรัม ให้เป็น “ตู้ชีวนิรภัย” (Biosafety Unit) ที่เปรียบเสมือนห้องปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ฯ ซึ่งบรรจุได้ถึง 3 ห้อง สามารถ SWAB ได้ 3 คนในครั้งเดียว ต่อยอดจากรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยต้นแบบคันแรกที่ SWAB ได้เพียงครั้งละ 1 คน ทำให้ตรวจคัดกรองได้มากกว่า 3,000 คนต่อวัน ภายในตู้ชีวนิรภัยสร้างสรรค์ผ่านหลักการ Human-Centered Design ช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ขณะปฏิบัติงาน ด้วยการติดตั้งระบบปรับและกรองอากาศด้วย HEPA Filter และระบบแรงดันบวก (Positive Pressure) ช่วยเสริมประสิทธิภาพให้แก่การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา นายวัลลภ เป็นผู้แทนซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ในการเข้าร่วมในพิธีส่งมอบรถ SUZUKI CARRY ในโครงการผลิตรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยอย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกับมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร และ หมอแล็บแพนด้า ณ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยมี ผศ.ดร.อันธิกา สวัสดิ์ศรี คณบดีคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ และนายสุรเชษฐ  ไชยอุปละ รองคณบดีฝ่ายกลยุทธ์สื่อสารองค์กรและสารสนเทศ ในฐานะตัวแทนสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พร้อมด้วย ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์ที่ครองใจประชาชนในสังคมออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊คชื่อ “หมอแล็บแพนด้า”

การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ในขณะนี้ นับว่ามีความรุนแรงสูง การควบคุมการแพร่ระบาดด้วยการตรวจเชิงรุกจึงเป็นแนวทางที่สำคัญ ซึ่งหากมีรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยที่มีความคล่องตัวสูง สามารถรุดหน้าไปตรวจเชิงรุกยังพื้นที่ระบาดหรือมีความเสี่ยงได้ในเวลาอันรวดเร็วมาเสริมกำลังกับบุคลากรทางการแพทย์ให้ทำงานแข่งกับเวลาได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งยังช่วยปกป้องเจ้าหน้าที่ทางการแพทพย์ไม่ให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ก็จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อ และสามารถควบคุมการระบาดได้ในที่สุด

รถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย (SUZUKI CARRY Biosafety Mobile Unit) ลงถนนปฏิบัติการจริงอย่างเต็มประสิทธิภาพ สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ในวงกว้าง ด้วยเหตุนี้จึงอยู่ในความสนใจของสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้องค์กรเอกชนหลายภาคส่วนเห็นความสำคัญ ร่วมสนับสนุนการสร้างรถ (SUZUKI CARRY Biosafety Mobile Unit) ในเชิงสาธารณประโยชน์มากขึ้น ปัจจุบันมีรถ (SUZUKI CARRY Biosafety Mobile Unit)  ในปฏิบัติการตรวจคัดกรองเชิงรุกถึง 21 คัน และยังเพิ่มจำนวนต่อไปอีกเรื่อยๆ

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า “SUZUKI CARRY Your Dream เคียงข้างทุกเส้นทางฝัน” ยังคงเป็นดีเอ็นเอที่ชัดเจนของ SUZUKI CARRY เพราะไม่ว่าความฝันของคุณจะเป็นอย่างไร หรืออยู่ท่ามกลางวิกฤติการณ์แบบไหน SUZUKI CARRY ก็พร้อมจะเป็นยานพาหนะที่อยู่เคียงข้างร่วมฝ่าวิกฤติในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็น รถทำมาหากินในรูปแบบของฟู้ดทรัคกู้เศรษฐกิจของครอบครัว รถปันสุขที่แบ่งปันรอยยิ้มสู่สังคม หรือรอบนี้ที่ SUZUKI CARRY เป็นด่านหน้าร่วมกับทีมบุคลากรทางการแพทย์ในการปฏิบัติการเชิงรุกแบบเคลื่อนที่ และเป็นที่แน่นอนว่า เมื่อหมดวิกฤติการณ์นี้ รถ SUZUKI CARRY ก็จะสามารถเปลี่ยนสถานะเป็นรถอเนกประสงค์ในรูปแบบอื่นๆ เพื่อตอบสนองสังคมไทยต่อไปอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับโครงการ “SUZUKI Cause We Care” ซึ่งสิ่งที่เรามุ่งมั่นและต้องการสื่อสารไปยังลูกค้าและพี่น้องชาวไทยทุกท่านว่าเราไม่ใช่แค่เพียงผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ แต่เราหวังเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม พร้อมกับการพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับการอยู่คู่เคียงข้างชุมชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืนอีกด้วย

มาสด้า ผุดไอเดียเปิดศูนย์บริการ FAST SERVICE แห่งแรกในไทย ให้บริการแบบเร่งด่วนภายใน 30 นาที

0

มาสด้า เริ่มขยายโมเดลธุรกิจในรูปแบบใหม่ เตรียมเปิดศูนย์บริการเพื่อให้บริการเฉพาะด้านการตรวจเช็กรถตามระยะทางแบบเร่งด่วน และสามารถรอรับรถกลับได้ทันทีภายใน 30 นาที หรือ FAST SERVICE เพื่อรองรับกับปริมาณลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนศูนย์บริการหลักเริ่มมีจำนวนลูกค้าเข้าใช้บริการอย่างหนาแน่น จนเกิดการรอคิวเพื่อนำรถมาเข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อลดความแออัดดังกล่าวและอำนวยความสะดวกแบบรวดเร็วทันใจ มาสด้าจึงได้ทำการเปิดศูนย์บริการเฉพาะการบริการแบบเร่งด่วน เพื่อเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในสังคมยุคปัจจุบันที่ทุกคนต่างเร่งรีบ รวมทั้งเป็นการช่วยบรรเทาและลดความแออัดของศูนย์บริการหลักได้เป็นอย่างดี

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันมาสด้ามีโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการมาตรฐานทั่วประเทศไทยทั้งหมด 140 แห่ง แม้ว่าปีนี้จะตั้งเป้าเพิ่มขึ้นอีก 10 แห่ง แต่ทั้งหมดที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ยังไม่เพียงพอต่อการเข้ารับบริการของลูกค้า ดังนั้นการลงทุนเพื่อเปิดเฉพาะศูนย์บริการแบบเร่งด่วนขึ้น จะช่วยแบ่งเบาภาระและลดความแออัดของศูนย์ใหญ่และเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า ซึ่งศูนย์บริการแห่งนี้จะเป็นต้นแบบให้กับการขยายธุรกิจของดีลเลอร์ที่มีโชว์รูมหลักอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าจะเปิดช่องซ่อมแบบเร่งด่วนเพิ่มเติม หรือ FAST TRACK ไปแล้วก็ตาม แต่ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้นการเปิดเฉพาะงานซ่อมบำรุงรักษาตามระยะจึงเป็นทางออกที่เหมาะสม โดยเฉพาะลูกค้าที่อาศัยอยู่ในย่านชุมชนจะได้มีทางเลือกในการนำรถเข้ารับบริการที่สะดวกรวดเร็ว ลดการรอคิว และลดความแออัดของศูนย์บริการหลักที่มีลูกค้าเข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก โดยสาขาแรกที่เปิดให้บริการตั้งอยู่ในซอยวัชรพล เขตบางเขน จะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป ซึ่งบริหารงานโดย มาสด้า แอลบาทรอส ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของมาสด้าในประเทศไทยที่มีโชว์รูมหลักอยู่บนถนนรามอินทราและลำลูกกา

หากนับย้อนกลับไป 10 ปี ปริมาณรถยนต์มาสด้าที่กำลังวิ่งอยู่บนถนนในเมืองไทยมีมากกว่า 500,000 คัน และมีจำนวนลูกค้าที่นำรถเข้าเช็กระยะกับศูนย์บริการมาตรฐานมาสด้าเกินกว่า 80% และจากการขายที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ปี ส่งผลให้โชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานไม่เพียงพอกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการขยายศูนย์เซอร์วิสที่ให้บริการแบบเร่งด่วน หรือ FAST SERVICE จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของศูนย์ใหญ่และเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับการบริการของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุดและยกระดับคุณภาพบริการหลังการขายให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า วัตถุประสงค์หลักของการเปิดศูนย์บริการ MAZDA FAST SERVICE เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ด้วยการใช้เวลาในการตรวจเช็กตามระยะน้อยลงจากปกติครึ่งหนึ่ง หรือใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาที เท่านั้น ซึ่งลูกค้าสามารถรอรับรถกลับได้เลย โดยงานบริการลูกค้าแบบเร่งด่วนที่รองรับ ประกอบด้วย การบำรุงรักษาตามระยะที่กำหนด*, บริการเติมฟรีลมยางไนโตรเจน, งานโปรแกรมพิเศษหรืออัพเดทโปรแกรม Software, โช๊คอัพ, งานระบบเบรก และเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งการให้บริการต่างๆ เหล่านี้ ดำเนินการโดยช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมและการทดสอบจากศูนย์ฝึกอบรมมาสด้า รวมถึงใช้อุปกรณ์มาตรฐานและเครื่องมือที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้การตรวจเช็กมีความแม่นยำสูงที่สุด ที่สำคัญเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของเหลวที่มีประสิทธิภาพสูงเท่านั้น เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่ารถทุกคันที่เข้ารับบริการที่ MAZDA FAST SERVICE จะได้รับบริการที่เป็นมาตรฐานเฉกเช่นเดียวกับที่ศูนย์บริการหลัก

วันนี้ มาสด้าถือฤกษ์งามยามดีประเดิมเปิดศูนย์บริการแบบเร่งด่วน MAZDA FAST SERVICE แห่งแรกในประเทศไทย บนทำเลใจกลางชุมชนย่านวัชรพล ให้บริการตรวจเช็กตามระยะแบบเร่งด่วนภายในเวลา 30 นาที* เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว ทันใจ พร้อมตอบรับสังคมยุคใหม่แบบไร้เงินสดด้วยการรับชำระค่าบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการเพิ่มในอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อสานต่อปณิธานในการส่งมอบบริการที่เหนือระดับให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด

สำหรับการเปิด MAZDA FAST SERVICE แห่งแรกนี้ ดำเนินงานโดย นางสาวอัญญาพร แซ่คู กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลบาทรอส ออโต้ จำกัด ซึ่งปัจจุบันมีโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการมาตรฐานอยู่บนถนนรามอินทรา กม. 2 และถนนลำลูกกา กม. 4 ซึ่งเป็น 2 โชว์รูมหลัก และขยายเพิ่มเติมเพื่อให้บริการเฉพาะการตรวจเช็กตามระยะแบบเร่งด่วน ตั้งอยู่ในซอยวัชรพล ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนและย่านเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่กำลังบูม สำหรับลูกค้าที่ต้องการนำรถเข้าตรวจเช็กตามระยะแบบเร่งด่วนกับ MAZDA FAST SERVICE สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการ มาสด้า แอลบาทรอส วัชรพล โทรศัพท์ 081-770-0909 โดยเปิดให้บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08:00 – 17:00 น.

“ยามาฮ่า” มั่นใจคุณภาพสินค้า กล้ารับประกัน 5 ปี หรือ 5 หมื่นกิโลเมตรเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียว ตอกย้ำความเป็นผู้นำแบรนด์อย่างโดดเด่นและแตกต่าง

0

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ชั้นนำของประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำในแบรนด์รถจักรยานยนต์ของประเทศไทยที่กล้ารับประกันคุณภาพสินค้าทั้งคันตลอดระยะเวลา 5 ปี หรือ 5 หมื่นกิโลเมตร สำหรับลูกค้ารถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทุกรุ่นขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 500 ซีซี ที่ได้ลงทะเบียนรับประกันคุณภาพสินค้าหลังจากวันที่ซื้อสินค้า จะได้สิทธิ์รับประกันคุณภาพทุกชิ้นส่วนเป็นเวลา 5 ปี หรือ 50,000 กม. แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน ไม่รวมอะไหล่สึกหรอตามอายุการใช้งาน ทั้งนี้ต้องนำรถเข้าตรวจเช็กตามระยะที่บริษัทฯกำหนด โดยสามารถรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2564นอกจากนี้ยังยกระดับมาตรฐานสู่การบริการระดับโปรแคร์ พร้อมบริการหลังการขายให้รถจักรยานยนต์พร้อมใช้งานตามมาตรฐานที่บริษัทกำหนด และเพิ่มความมั่นใจตลอดการเดินทาง พร้อมเพิ่มบริการ Road Side Service “มากกว่า…ด้วยความอุ่นใจ บริการคุณ ทุกช่วงเวลาฉุกเฉิน” ในกรณีที่รถเกิดปัญหาฉุกเฉินไม่สามารถขับขี่ต่อได้ โดยลูกค้ายามาฮ่าทุกคันจะได้รับสิทธิ์การบริการตลอด 24 ชั่วโมง ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี หรือ 12,000 กม. เพียงติดต่อที่ Yamaha Call Center : 0-2263-9999โดยมีรายละเอียดการรับประกันดังนี้
ระยะที่บริษัทฯ กำหนด จนกว่าจะครบระยะประกัน
– รถจักรยานยนต์ยามาฮ่าขนาดเครื่องยนต์ 110 – 300 ซีซี เช็กระยะในครั้งแรก 1,000 กม. หรือ ระยะเวลา 2 เดือน ระยะต่อไปทุกๆ 4,000 กม. หรือ ระยะเวลา 4 เดือน
– รถจักรยานยนต์ยามาฮ่ามากกว่า 300 ซีซี เช็กระยะในครั้งแรก 1,000 กม. หรือ ระยะเวลา 1 เดือน ระยะต่อไปทุกๆ 5,000 กม. หรือ ระยะเวลา 5 เดือน
– สำหรับรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าที่มีเครื่องยนต์ 400 ซีซี เช็กระยะในครั้งแรก 1,000 กม. หรือ ระยะเวลา 1 เดือน ระยะต่อไปทุกๆ 6,000 กม. หรือ ระยะเวลา 6 เดือน
ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถนำสมุดคู่มือให้ทางร้านบันทึกข้อมูลเพื่อเป็นหลักฐานการตรวจเช็กระยะ โดยการรับประกันจะสิ้นสุดต่อเมื่อ ครบการเช็กระยะ 50,000 กม. หรือ 5 ปี แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน

อะไหล่สึกหรอตามอายุการใช้งาน มีดังนี้
1.ชิ้นส่วนที่สึกหรอตามอายุการใช้งานหรือต้องเปลี่ยนตามปกติหลังการใช้งาน อันได้แก่ นํ้ามันหล่อลื่น, ปะเก็นต่างๆ, สายเบรก, สายไมล์, สายคลัทช์, สายคันเร่ง, ผ้าเบรก, หลอดไฟ, ฟิวส์, หัวเทียน, นัท, โบลท์ และ สกรูต่างๆ
2. ชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ที่สึกหรอตามอายุการใช้งานได้แก่ เสื้อสูบ, ลูกสูบ, แหวนลูกสูบ, หัวเทียน, นํ้ามันเครื่อง, ปะเก็น, ซีล, โอริง, ลูกปืนต่างๆ, ผ้าคลัทซ์, ตุ้มแรงเหวี่ยงและสายพาน ยกเว้นแต่เป็นความผิดพลาดทางด้านเทคนิคหรือความผิดพลาดที่เกิดจากขบวนการผลิตของโรงงานเท่านั้น
3. แบตเตอรี่รับประกันตามเงื่อนไขของบริษัทฯ ผู้ผลิต เป็นระยะเวลา 6 เดือน
4. ยางรับประกันตามเงื่อนไขของบริษัทฯ ผู้ผลิต เป็นระยะเวลา 6 เดือน หรือ 5,000 กม.

สิทธิประโยชน์บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Road Side Service) กรณีเกิดปัญหาด้านคุณภาพที่ไม่สามารถขับขี่ต่อไปได้
• ลูกค้าจะได้รับสิทธิ์บริการช่วยเหลือ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ในระยะเวลา 1 ปี หรือระยะทาง 12,000 กม. โดยรถลูกค้าต้องลงทะเบียนรับประกันคุณภาพสินค้า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป
• ลูกค้าจะได้รับสิทธิ์บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน เคลื่อนย้ายรถไปยังศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุด หรือสถานที่ปลายทางตามความประสงค์ของลูกค้า ภายในระยะทาง 20 กม. ตามที่บริษัทฯ กำหนด (หากระยะทางเกินกว่า 20 กม. ลูกค้าต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนที่เกิน โดยมีค่าบริการ 25 บาท/กม.)
• สำหรับบริการช่วยเหลือระยะทางไกล (เกินกว่า 50 กม.) ทางศูนย์บริการฉุกเฉินจะทำการตกลงราคากับลูกค้า และต้องได้รับความยินยอมจากลูกค้าก่อนการให้บริการ
• กรณีลูกค้าเรียกใช้บริการฉุกเฉินแล้วบริษัทฯ ตรวจสอบพบว่ารถลูกค้าไม่ได้เกิดจากปัญหาด้านคุณภาพของรถจักรยานยนต์ ลูกค้าจะต้องเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น (การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับระยะทางของการให้บริการ)
• กรณีรถลูกค้าไม่ได้เกิดปัญหาด้านคุณภาพ แต่ลูกค้ามีความประสงค์จะใช้บริการ ลูกค้าสามารถสอบถามค่าใช้จ่ายผ่านทาง Yamaha Call Center ตลอด 24 ชม. (ขึ้นอยู่กับระยะทางของการให้บริการ)
• รถจักรยานยนต์ยามาฮ่าของท่านต้องได้รับการตรวจเช็กตามระยะอย่างต่อเนื่องจากศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ จาก บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด โดยท่านสามารถตรวจสอบการตรวจเช็กตามระยะได้ที่ เว็บไซต์ YAMAHA หัวข้อศูนย์บริการผู้จำหน่าย และเลือกตารางตรวจเช็กตามระยะ ที่ https://www.yamaha-motor.co.th/dealer-services/service-maintenance หรือสแกน QR Code รายละเอียดตรวจเช็กตามระยะ
*รายละเอียดและเงื่อนไข เป็นไปตามที่ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กำหนด

 

อาวดี้ ประเทศไทย เปิดตัว Audi RS 6 Avant กับพละกำลังล้ำเลิศถึง 600 แรงม้า เพียง 9.89 ล้านบาท

0

อาวดี้ ประเทศไทย เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก ส่ง Avant ตัวแรง “Audi RS 6 Avant” ที่โดดเด่นด้วยพละกำลังสูงถึง 600 แรงม้า ดีไซน์เฉียบคม สปอร์ต สะกดทุกสายตา พร้อมให้หลงรักตั้งแต่แรกเห็น มาปลุกเร้าหัวใจคนชอบความเร็วแรงให้สั่นไหวขึ้นไปอีก พร้อมเปิดรับจองตั้งแต่วันนี้ ในราคาเพียง 9.89 ล้านบาท

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย กล่าวว่า ตามแผนกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อให้แบรนด์ Audi ขยับเข้าไปนั่งในใจลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว อาวดี้ไม่รีรอที่จะนำยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุด  มาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทั้งด้านสมรรถนะ เทคโนโลยี และการออกแบบที่ก้าวล้ำ โดนใจ สปอร์ต หรูหรา ทั้งภายในภายนอก โดยเฉพาะยนตรกรรมสปอร์ตสมรรถนะสูงในตระกูล RS ที่อาวดี้ได้ทยอยนำเข้ามาทำตลาดอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดอาวดี้ได้นำ Audi RS 6 Avant รถสปอร์ตสมรรถนะสูง ดีไซน์เฉียบคม สมบูรณ์แบบ โดดเด่นและเหนือกว่าด้วยพลังแรงเร้าใจ พร้อมการใช้งานที่สะดวกสบายมาเปิดตัวพร้อมเปิดรับจองทันที โดยมั่นใจว่าจะสร้างอีกปรากฏการณ์ใหม่และชี้เทรนความต้องการของลูกค้ากับยนตรกรรมสปอร์ตสมรรถนะสูงตระกูล RS ได้เป็นอย่างดี

“ตระกูล RS นั้นถือว่ามาแรงและขายดีสุดๆ โดยทุกรุ่นทุกคันที่เปิดตัวมาถูกจองจนหมดสต๊อก จึงมั่นใจว่า Audi RS 6 Avant ไอคอนของอาวดี้ที่ได้รับความสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจากแฟนคลับทั่วโลก ซึ่งเป็นที่หมายมั่นของ Audi Sport GmbH ในการสร้างการเติบโตและความสำเร็จให้ Audi อย่างยั่งยืน 27 ปี แห่งตำนานสายซิ่งกับความสำเร็จของอาวดี้บนสนามแข่งมอเตอร์สปอร์ตมานับครั้งไม่ถ้วนนี้ ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้ตลาดพร้อมตอบโจทย์ลูกค้าที่รอคอยอีกความแรงแห่งตระกูล RS ซึ่งทางเราเชื่อว่าจะทำให้แบรนด์ Audi  เป็นที่รู้จักและเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ ในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น”

เรื่องราวความสำเร็จของ Avant ตัวแรง Audi RS 6 Avant ที่ทำให้คนทั่วโลกหลงรักในทันที นอกจากเรื่องราวความสำเร็จเป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูงในรูปทรงวาก้อนที่มีความสมบูรณ์แบบจาก DNA รวมถึงดีไซน์เฉียบคมกับมัดกล้ามที่ดูแข็งแกร่ง เอกลักษณ์ของกระจังหน้าแบบ Single frame สีดำเงาให้ลุคเข้มสปอร์ตพรีเมียม โดดเด่นดุดัน สะกดทุกสายตาตั้งแต่แรกเห็น ถึงใจสายสปอร์ตแบบสุดๆ ด้วยล้อขนาดใหญ่ถึง 22 นิ้ว

พละกำลังมหาศาลให้ความแรงยิ่งกว่าใจสั่ง Audi RS 6 Avant มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน mild hybrid (MHEV) แบบ V8 Twin-Turbo ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง เกียร์อัตโนมัติ Tiptronic 8 จังหวะ อัดแน่นด้วยแรงม้า 600 ตัว และแรงบิด 800 นิวตันเมตร 0-100 กม/ชม ใน 3.6 วินาที พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro with sports differential Audi RS 6 Avant ยังติดตั้ง ระบบ All-wheel steering ซึ่งช่วยเพิ่มการทรงตัวขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วและลดรัศมีวงเลี้ยวในขณะใช้ความเร็วต่ำ เติมเต็มดีเอ็นเอความสปอร์ตด้วยระบบเบรก RS พร้อมตกแต่งคาลิปเปอร์เบรกสีแดง อีกทั้งยังสะดวกสบายไร้กังวลในการขับขี่ด้วยช่วงล่างสมรรถนะสูง RS Sports พร้อมระบบ Dynamic Ride Control (DRC) ที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมรถให้คมชัดมากยิ่งขึ้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่แบบไดนามิก ช่วยในการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยมแม้เข้าโค้งอย่างรวดเร็ว มาพร้อมกับ Audi drive select เลือกปรับโหมดการขับขี่ได้ทั้งแบบอัตโนมัติ หรือจะซิ่งสนุกกับ “RS MODE” ก็ทำได้ง่ายดาย

สำหรับชุดแต่งใน Audi RS 6 Avant นั้นจัดมาให้อย่างเต็ม ให้สมอารมณ์สปอร์ตกับชุดตกแต่งภายนอกแบบ Glossy Black RS รอบคัน สัญลักษณ์ Audi Rings สีดำเงา ไฟหน้าแบบ HD Matrix พร้อมไฟ Audi laser ซึ่งเป็นไฟหน้ารุ่นท๊อปของอาวดี้ ลำแสงคมชัด ส่องสว่างสูงกว่าไฟ LED ปกติถึง 2 เท่า สามารถลดและหลบหลีกแสงรบกวนแก่เพื่อนร่วมทาง เพิ่มความปลอดภัยให้ทั้งรถที่สวนทางและรถคันที่อยู่ด้านหน้า ขณะที่เอฟเฟกต์ไฟด้านหน้าและด้านหลัง (Light staging) เพิ่มความโดดเด่นสะดุดตาทั้งกลางวันและกลางคืน

อีกความเร้าใจใน  Audi RS 6 Avant คือ ท่อไอเสีย RS Sport ขนาดใหญ่รูปทรงวงรีที่พร้อมเสียงคำรามจากเครื่อง V8 Twin-Turbo อย่างสนั่น พร้อมเติมเต็มอารมณ์สปอร์ตให้คุณทันทีที่ก้าวขึ้นรถเสมือนนักแข่งตัวจริง

Audi RS 6 Avant ได้รับการออกแบบภายในแบบลุคสปอร์ตพรีเมียมเรียบหรู เบาะนั่งหุ้มหนัง Valcona แบบ RS Sports พร้อมสัญลักษณ์ RS เดินด้ายสีแดงรอบคัน พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตท้ายตัด และคันเกียร์หุ้มหนัง Alcantara สีดำ ห้องโดยสารตกแต่งด้วยลาย Carbon Twill Structure คมเข้ม พรมในห้องโดยสารด้านหน้าสีดำด้ายสีแดงพร้อมสัญลักษณ์ RS จอแสดงผลการขับขี่ Virtual Cockpit plus ความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว แบบ 3 มิติ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลในขณะการขับขี่ง่ายเพียงแค่กดปุ่ม “view” บนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น หน้าจอแบบ RS แสดงผลแบบสปอร์ตเช่นเดียวกับมาตรวัดของรถแข่ง  จอแสดงผล MMI Navigation plus ด้วยปลายนิ้วสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว มาพร้อมกล้อง 360 องศา

สมรรถนะแบบรถแข่งกับการใช้งานที่ลงตัว เป็นอีกความโดดเด่นที่ลือเลื่องของ Audi RS 6 Avant ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางให้ความสะดวกสบายทำให้ Audi RS 6 Avant เป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่ตอบโจทย์การเดินทางท่องเที่ยวของคุณและครอบครัวได้อย่างสนุก มั่นใจ และรื่นรมย์ไปกับหลังคาพาโนรามิคที่สามารถเปิดรับลมและแสงสว่างเพิ่มความฟินและอินไปกับทุกเส้นทาง เทคโนโลยีระบบความปลอดภัยของ Audi RS 6 Avant นั้นถือว่าล้ำหน้ามากๆ  โดยช่วงล่างเป็นแบบ RS Sports ตอบสนองได้อย่างใจสั่ง ระบบบังคับเลี้ยวทั้งสี่ล้อ (All-wheel steering) ให้วงเลี้ยวที่แคบลงในความเร็วต่ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัวในความเร็วสูงอย่างปลอดภัยไร้กังวล พร้อมระบบความปลอดภัยแบบจัดเต็ม อาทิ Head up display ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุแบบพื้นฐาน (Audi pre sense basic) ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง (Rear cross-traffic assist)

Audi RS 6 Avant มีให้เลือกตามมาตรฐานถึง 7 เฉดสี คือ Floret silver metallic, Glacier white metallic, Mythos black metallic, Daytona grey pearl effect, Nardo grey solic, Ultra blue metallic, Tango red metallic พร้อมมีสีพิเศษแบบด้านให้เลือกอีก 4 สี คือ Floret silver matte effect, Glacier white matte effect, Daytona grey matte effect และ Nardo grey matte effect โดยเปิดจองแล้วตั้งแต่วันนี้ที่โชว์รูมอาวดี้ ทั่วประเทศ ในราคาพิเศษสุดช็อกเพียง 9.89 ล้านบาท

สำหรับลูกค้าที่สนใจยลโฉม Audi RS 6 Avant แต่ไม่อยากเดินทางมาโชว์รูม สามารถติดต่อขอรับบริการ Chat & Shop โดยดูรายละเอียดผ่านเว็บไซต์ ช่องทางออนไลน์ หรือสอบถามส่วนงานบริการลูกค้าประจำโชว์รูมและศูนย์บริการอาวดี้ทุกแห่ง รวมถึงโชว์รูมและศูนย์บริการอาวดี้ แห่งใหม่ ถนนราชพฤกษ์ และจังหวัดอุดรธานี

Audi เป็นรถยนต์นำเข้าทุกรุ่น ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน รถไฟฟ้า Audi e-tron ใหม่ทุกรุ่นรับประกันแบตเตอรี่อยู่ที่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ลูกค้าอาวดี้สามารถมั่นใจกับงานบริการหลังการขาย ซึ่งมีมาตรฐานคุณภาพเดียวกันทุกสาขา โดยในช่วงสถานการณ์โควิดนี้ เปิดบริการ ในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.00-18.00 น. และในวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-18.00 น. หรือโทรนัดหมายได้ที่

• Audi Centre Thailand02-765-8888
• Audi New Petchburi02-023-4888
• Audi Pattaya038-197-888
• Audi Phuket076-646-666
• Audi Service Chiang Mai052-081-188
• Audi Service Ratchapruek02 034 5888
• Audi Udornthani093-161-5588

 

 

โตโยต้าสานต่อพันธกิจ ร่วมใจสู้ภัยโควิด 19 เดินหน้าส่งมอบรถยนต์ ภายใต้โครงการ Toyota Stay With You

0

มร. โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารบริษัทฯ ในฐานะตัวแทนเครือข่ายโตโยต้าทั่วประเทศ ร่วมพิธีส่งมอบรถยนต์โตโยต้า โคโรลล่า (พร้อมประกันภัยประเภท 1 และ พรบ.ผู้ประสบภัยจากรถ) จำนวน 54 คันให้กับกระทรวงมหาดไทย โดยมีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมเป็นเกียรติในพิธีฯ และได้ทำการส่งมอบรถยนต์โตโยต้า คัมรี จำนวน 22 คัน โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ จำนวน 2 คัน และไฮลักซ์ รีโว่ จำนวน 2 คัน รวม 26 คัน ให้กับกรุงเทพมหานคร โดยมีพลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมืองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นเกียรติในพิธีฯ เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ภายใต้โครงการ “โตโยต้าเคียงคู่ไทยสู้ภัย COVID-19” หรือ ” Toyota Stay With You” ณ กระทรวงมหาดไทย และศาลาว่าการกรุงเทพฯ

โดยนอกจากการส่งมอบรถยนต์โตโยต้า แก่กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานครแล้ว โตโยต้า ยังได้ส่งมอบรถตู้โตโยต้า คอมมิวเตอร์ ให้กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา อีกเป็นจำนวน 2 คัน ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 82 คัน ซึ่งการมอบรถโตโยต้าแก่กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา ในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งภายใต้โครงการ “โตโยต้าเคียงคู่ไทย สู้ภัย COVID-19” หรือ “Toyota Stay With You” ของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ด้วยความตั้งใจให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องระหว่างการแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เช่น การรับส่งผู้ป่วยโควิด การติดต่อประสานงานการค้นหา ติดตาม ตลอดจนการเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาด รวมถึงคัดกรอง และภารกิจจำเป็นเร่งด่วน

ทั้งนี้ โตโยต้าได้ดำเนินโครงการ “โตโยต้าเคียงคู่ไทย สู้ภัย COVID-19” หรือ “Toyota Stay With You” ตั้งแต่เริ่มมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 ในปี 2563 ที่ผ่านมา เพื่อร่วมบรรเทาสถานการณ์การแพร่กระจายของไวรัสมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การสนับสนุนรถยนต์โตโยต้าแก่กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุขเพื่อใช้ในการสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งได้มีการขยายผลและส่งต่อความช่วยเหลือไปยังจังหวัดต่างๆ ด้วยความตั้งใจในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทาง (Safety Mobility) ภายใต้แนวทาง New Normal ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการให้ประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ร่วมกับผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ ผ่านการบริการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในรถยนต์ โดยไม่คิดค่าบริการ และไม่จำกัดยี่ห้อ แก่ผู้ใช้รถชาวไทยไปแล้วกว่า 400,000 คัน

สุดท้ายนี้ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รวมถึงเครือข่ายโตโยต้าทั่วประเทศ ขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน และสำคัญที่สุด คือคนไทยทุกคน ในการที่จะร่วมกันฝ่าฟันและผ่านพ้นสถานการณ์ไวรัส COVID-19 อันยากลำบากนี้ไปด้วยกันอย่างปลอดภัย

เปิดตัว Range Rover Evoque Lafayette Edition รุ่นพิเศษ ระบบปลั๊กอินไฮบริด P300e เพียง 3 คันในประเทศไทย

0

บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์ Range Rover Evoque Lafayette Edition (เรนจ์ โรเวอร์ อีโวค ลาฟาแยตต์ อิดิชั่น) ครั้งแรกในประเทศไทยกับรุ่นพิเศษแบบ Limited Edition ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากย่านที่ทันสมัยในนิวยอร์กซิตี้ มีจำกัดเพียง 3 คัน ด้วยราคาจำหน่าย 4,199,000 บาท พร้อม Land Rover Care นาน 5 ปี ประกอบด้วย การรับประกันคุณภาพ บริการบำรุงรักษาตามระยะ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี

ปัจจุบันรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย ประกอบด้วย:

Range Rover Evoque Plug-In Hybrid SE Plusราคาจำหน่าย   3,999,000 บาท
Range Rover Evoque Plug-In Hybrid Lafayette Edition ราคาจำหน่าย 4,199,000 บาท
Range Rover Evoque Plug-In Hybrid R-Dynamic SE Plusราคาจำหน่าย   4,499,000 บาท

Range Rover Evoque Lafayette Edition พัฒนามาจาก Range Rover Evoque S (เรนจ์ โรเวอร์ อีโวค เอส) โดยรุ่นพิเศษนี้มีการออกแบบที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ ภายนอกโดดเด่นด้วยหลังคาคอนทราสต์ สี Nolita Grey เสริมความสวยงามน่าดึงดูดด้วยล้อแบบ 5 ก้าน ขนาด 20 นิ้ว ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุพรีเมียมบุลายสไตล์ Diamond Cut เพิ่มความสนุกสนานด้วย Tread Plates แบบเรืองแสง เทคโนโลยีความบันเทิง Pivi Pro หน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้ว และหลังคา Fixed Panoramic Roof วางจำหน่ายในระบบปลั๊กอินไฮบริด (Plug-In Hybrid) P300e พร้อมตราสัญลักษณ์ท้ายรถ

Range Rover Evoque P300e เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) พัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มแบบ Premium Transverse Architecture อันล้ำสมัยของ Land Rover ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้พลังงานไฟฟ้าในขณะที่ยังคงความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดอันเป็นเอกลักษณ์ของ Land Rover มอบสมรรถนะที่ยั่งยืนด้วยการรวมเครื่องยนต์เบนซิน Ingenium แบบ 3 สูบ 200 แรงม้า (147 กิโลวัตต์) ขนาด 1.5 ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 109 แรงม้า (80 กิโลวัตต์) ที่รวมอยู่ในเพลาท้ายและใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 15 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งอยู่ใต้เบาะหลัง สมรรถนะและขีดความสามารถที่เหนือชั้นด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 6.4 วินาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดใหม่ที่นุ่มนวลได้รับการคัดสรรเพื่อให้ทำงานควบคู่กับการส่งกำลังและแรงบิดของเครื่องยนต์ 3 สูบ และทำงานร่วมกับ ERAD ได้อย่างราบรื่น มอบความสมบูรณ์แบบและความรู้สึกในการเปลี่ยนเกียร์ที่ดี สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดได้ไกลถึง 55 กิโลเมตร* ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางเฉลี่ยต่อวันโดยไม่ต้องชาร์จไฟฟ้าใหม่

ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้จาก 3 โหมดเพื่อให้เหมาะกับความต้องการมากที่สุดไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือขับขี่บนทางหลวง

  1. โหมดไฮบริด (โหมดการขับขี่ตามค่าเริ่มต้น) รวมกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เบนซินโดยอัตโนมัติ กลยุทธ์การทำงานปรับให้เข้ากับสภาพการขับขี่และประจุไฟฟ้าที่เหลืออยู่ในแบตเตอรี่ การเข้าสู่จุดหมายปลายทางในระบบนำทางช่วยให้ฟังก์ชัน Predictive Energy Optimization (PEO) ผสานรวมเส้นทางและข้อมูล GPS อย่างชาญฉลาดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกสบายสูงสุดสำหรับการเดินทางที่เลือก
  2. โหมด EV (รถยนต์ไฟฟ้า) ช่วยให้รถทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวโดยใช้พลังงานที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ เพื่อการเดินทางที่เงียบและไม่มีการปล่อยไอเสีย
  3. โหมดประหยัด จัดลำดับความสำคัญของเครื่องยนต์สันดาปให้เป็นแหล่งพลังงานหลักโดยรักษาสถานะการชาร์จแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับที่เลือก

การชาร์จไฟฟ้าจาก 0-80 เปอร์เซ็นต์ในเวลาเพียง 30 นาที เมื่อชาร์จไฟฟ้าจากสถานีชาร์จทั่วไปที่ใช้ไฟฟ้ากระแสตรง 32 กิโลวัตต์ หรือใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 24 นาที เมื่อใช้ตู้ชาร์จติดผนังที่ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ 7 กิโลวัตต์**

*ตัวเลขระยะทางที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าคำนวณจากการทดสอบที่ดีที่สุดตามกระบวนการ WLTP ของผู้ผลิตอย่างเป็นทางการตามกฎหมายของสหภาพยุโรป เพื่อการเปรียบเทียบเท่านั้น ตัวเลขความเป็นจริงอาจแตกต่างกัน

**สามารถชาร์จได้ด้วยเครื่องชาร์จแบบเร็วที่ใช้ไฟฟ้ากระแสตรง 50 กิโลวัตต์ และ 100 กิโลวัตต์ (ประจุไฟฟ้าจริงที่เข้ารถจะจำกัดอยู่ที่ 32 กิโลวัตต์)  เวลาในการชาร์จจริงอาจแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและการติดตั้งเครื่องชาร์จ

NEW SUZUKI CIAZ อัพเกรดฟีเจอร์ใหม่ เพิ่มความคุ้มค่ามากขึ้นในราคาเดิม เริ่มต้น 523,000 บาท !!

0

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการทำตลาดรถอีโคคาร์เมืองไทย โดยการแนะนำ NEW SUZUKI CIAZ รุ่นปรับปรุงใหม่ ภายใต้แนวคิด “ฉีกกฎความคุ้มค่า สบายกว่าอย่างมีสไตล์” เติมเต็มทุกความต้องการให้อีโคคาร์ซีดาน ที่มอบทั้งความสมบูรณ์แบบและความคุ้มค่าในทุกด้าน ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง สบายทุกพื้นที่ ครบครันทุกฟังก์ชัน  ตอบรับไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว

นายมิโนรุ อามาโนะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ซูซูกิ คือหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่เรามีความมุ่งมั่นในการจะขึ้นเป็นผู้นำด้านการผลิตรถยนต์อีโคคาร์มาโดยตลอด ซึ่งนับตั้งแต่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเรามียอดจำหน่ายรถยนต์อีโคคาร์ ทุกรุ่นทั้ง SUZUKI SWIFT SUZUKI CIAZ และ SUZUKI CELERIO ได้มากกว่า 190,899 คัน (ยอดจำหน่ายถึงเดือนเมษายน 2564) แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจและการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของซูซูกิ

ซูซูกิ จึงมีความภาคภูมิใจในการแนะนำ NEW SUZUKI CIAZ รุ่นปรับปรุงใหม่ ด้วยการยกระดับรถยนต์รุ่นนี้ให้มีความสมบูรณ์แบบสามารถตอบรับความต้องการรถยนต์ที่คุ้มค่าของผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งซูซูกิหวังว่ารถยนต์รุ่นนี้จะเข้ามาเสริมทัพอีโคคาร์ของซูซูกิให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมช่วยผลักดันยอดขายรวมในปี 2564 ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้จำนวน 30,000 คัน

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “NEW SUZUKI CIAZ มาภายใต้แนวคิด “ฉีกกฎความคุ้มค่า สบายกว่าอย่างมีสไตล์”  พร้อมมอบความสบายให้กับลูกค้าในราคาที่คุ้มค่า รวมไปถึงมอบประสบการณ์การขับขี่และฟังก์ชันใช้สอยที่ครบครัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ไปกับทุกการเดินทาง พร้อมดึงดูดลูกค้าที่มีความสนใจให้สามารถเข้าถึงและครอบครองเป็นเจ้าของได้ในราคาเดิมที่มีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

สำหรับ NEW SUZUKI CIAZ ได้ปรับเพิ่มฟีเจอร์อำนวยความสะดวกเข้ามาเพื่อรองรับต่อความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น และมีความสะดวกสบายในการใช้งาน ซูซูกิจึงได้ทำการปรับเพิ่มในส่วนของระบบเอ็นเตอร์เทนเมนท์ให้มีความครบครัน ด้วยหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับทุกการเชื่อมต่อเครื่องเล่นวิทยุ MP3 และ WMA พร้อมระบบ Smart Phone ที่รองรับทั้ง Apple CarPlay, Android Auto  รวมถึงการเชื่อมต่อ Bluetooth ช่วยให้เชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือเข้ากับรถเพื่อรับสายแบบแฮนด์ฟรี   พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB และ HDMI เพื่อส่งตรงทุกความบันเทิงขึ้นหน้าจอได้อย่างเต็มอิ่ม

ดีไซน์ภายใน บริเวณคอนโซลหน้าออกแบบมาเพื่อเพิ่มมิติความกว้างของห้องโดยสาร มาตรวัดสไตล์สปอร์ต พวงมาลัยหุ้มหนังปรับระดับสูง-ต่ำได้ พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง และสั่งการโทรศัพท์บนพวงมาลัย เบาะหนังคุณภาพสูงพร้อมพนักพิงศรีษะ สัมผัสทุกความสบายตลอดการเดินทางด้วยการออกแบบให้โอบกระชับรับกับสรีระ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และช่องปรับอากาศบริเวณที่นั่งผู้โดยสารแถวหลัง เพิ่มความเย็นสบายทั่วถึงในทุกพื้นที่ ช่องวางเครื่องดื่มมากถึง 8 ตำแหน่ง ตอบสนองไลฟ์สไตล์ให้ความสะดวกสบายยิ่งกว่า พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถกว้างถึง 565 ลิตร รองรับทุกการเดินทางได้อย่างลงตัวกับที่เปิดฝาท้ายรถแบบไฟฟ้า

ดีไซน์ภายนอกถูกออกแบบตามหลักการด้านอากาศพลศาสตร์ เพื่อให้มีแรงเสียดทานต่ำ ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่และประหยัดน้ำมัน กระจังหน้าเป็นเอกลักษณ์กลมกลืนกับไฟหน้าได้อย่างลงตัว ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED ปรับระดับสูง-ต่ำได้ พร้อมไฟหรี่แบบ LED และไฟตัดหมอกคู่หน้า ชุดแต่งรอบคัน สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 โฉบเฉี่ยวด้วยไฟท้ายดีไซน์โดดเด่น พร้อมล้ออะลูมิเนียมอัลลอยขนาด 16 นิ้ว

ด้านความปลอดภัยด้วยโครงสร้างตัวถังแบบ TECT ออกแบบพิเศษจากเหล็กกล้าให้ความทนทานสูง ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตัวรถ อีกทั้งยังอัดแน่นไปด้วยระบบเบรก ABS และ EBD เพิ่มประสิทธิภาพการเบรกช่วยป้องกันล้อล็อกขณะเบรกกะทันหันและกระจายแรงเบรกอย่างสมดุล  NEW SUZUKI CIAZ มาพร้อมเครื่องยนต์ K12B สมรรถนะเหนือขั้นประหยัดน้ำมัน พร้อมรองรับระบบน้ำมัน E20 พร้อมระบบ NVH ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก และลดแรงสั่นสะเทือนเพื่อความนุ่มนวลตลอดการขับขี่ รวมไปถึงกล้องมองหลัง ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการถอยชนจากการมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังรถ รวมถึงช่วยกะระยะถอยหลังได้อย่างแม่นยำซ็นเซอร์ถอยหลังพร้อมสัญญาณเตือน เพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการจอดรถ  ที่สุดแห่งสมรรถนะกับความปลอดภัยที่ครบครัน ด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS กุญแจนิรภัย Immobilizer ป้องกันการโจรกรรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมด้วย Keyless Entry เปิด-ปิดล็อกประตูได้โดยไม่ต้องกดกุญแจรีโมท สะดวก ทันสมัย ด้วย Keyless Push Start สตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์ได้ในปุ่มเดียว

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแนะนำ NEW SUZUKI CIAZ ในครั้งนี้นับเป็นการเติมเต็มความต้องการของลูกค้าที่กำลังมองหา  อีโคคาร์ซีดานที่มีสไตล์โดดเด่น ด้วยสมรรถนะจากเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของซูซูกิ จึงเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า NEW SUZUKI CIAZ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่กำลังมองหารถยนต์ในราคาที่เหมาะสม ที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นทั้งดีไซน์ และฟังก์ชันได้เป็นอย่างดี

รายละเอียดฟีเจอร์ใน NEW SUZUKI CIAZ

รายละเอียดSUZUKI CIAZ รุ่นก่อนหน้าNEW SUZUKI CIAZ
GL

MT

GL

CVT

GLX

CVT

RS

CVT

GL

MT

GL

CVT

GLX

CVT

RS

CVT

จอแสดงผลขนาด 8 นิ้ว เครื่องเล่นวิทยุ MP3 และ WMA

ระบบเชื่อมต่อ Bluetooth

ระบบสมาร์ทโฟนรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto

 

 

 

 

 

 

 

 

OOOO
ช่องเชื่อมต่อ HDMIOOOO
กล้องมองหลังOOOOO

 

ราคารถยนต์ NEW SUZUKI CIAZ

รายละเอียดเกรด / เกียร์
GL/MTGL/CVTGLX/CVTRS/CVT 
ราคา (บาท)523,000559,000625,000675,000 

 

สำหรับ NEW SUZUKI CIAZ มีสีขาว สีแดง และสีดำในเกรด RS (สีขาวเพิ่ม 5,000 บาท) สีขาว สีแดง สีเทาอ่อน สีเทาเข้ม สีดำ และสีน้ำตาล ในเกรด GLX (สีขาวเพิ่ม 5,000 บาท) สีขาว สีเทาอ่อน สีเทาดำ  สีดำ และสีน้ำตาล ในเกรด GL (สีขาวเพิ่ม 5,000 บาท) โดยสามารถพบกับ NEW SUZUKI CIAZ พร้อมกันได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ พร้อมกับแคมเปญพิเศษในช่วงแนะนำ NEW SUZUKI CIAZ รับข้อเสนอสุดพิเศษผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 3,777 บาท หรือเลือกรับดอกเบี้ย 0%

ซูซูกิยังคงยึดมั่นในปรัชญาของซูซูกิคือผลิตสินค้าที่มีคุณค่าเหมือนว่าเราคือผู้ใช้ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีเหมาะสมกับลูกค้าชาวไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพงานบริการของโชว์รูมผู้จำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิครอบคลุมทั่วประเทศ อีกทั้งซูซูกิเตรียมขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายทั้งหมดเป็น 140 แห่งทั่วประเทศภายในเดือนมีนาคม  2565  เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกท่านได้มั่นใจและเป็นครอบครัวเดียวกันกับซูซูกิ

มูลนิธิมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ส่งมอบน้ำดื่ม และหน้ากากอนามัย N95 ช่วยเหลือผู้ป่วย-บุคลากรทางการแพทย์เร่งด่วน

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีความห่วงใยต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของประเทศไทย จึงได้นำน้ำดื่ม และหน้ากากอนามัย N95 มอบให้กับโรงพยาบาล 6 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดชลบุรี เพื่อส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อให้บุคลากรทางการแพทย์ พร้อมมอบลังกระดาษจำนวน 10 ตัน ให้กับ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) และ มูลนิธิเอสซีจี นำไปสร้างเป็นเตียงสนามกระดาษ เพื่อใช้ในโรงพยาบาลสนามและโรงพยาบาลที่ประสบปัญหาเตียงรองรับผู้ป่วยไม่เพียงพอ และมีความต้องการเตียงอย่างเร่งด่วนทั่วประเทศ ภายใต้ “โครงการมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ช่วยหมอ ต่อชีวิต สู้ภัยโควิด-19”

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยึดมั่นในปณิธานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม “สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย” ผ่านการดำเนินโครงการเพื่อสังคมใน 3 ด้านหลักสำคัญ ได้แก่ 1) สิ่งแวดล้อม 2) สุขภาพและชีวอนามัย 3) การศึกษาและจริยธรรม โดยบริษัทฯ ได้มีการจัดตั้ง “มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” ขึ้นในฐานะองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร เพื่อมุ่งมั่นดำเนินงานด้านกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย และการขับเคลื่อนพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน

มีคนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บริษัทฯ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าวฯ จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือด้วยการส่งมอบลังกระดาษ เพื่อนำไปสร้างเป็นเตียงสนามกระดาษ ช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างเร่งด่วน รวมถึงการนำน้ำดื่ม และหน้ากากอนามัย N95 ไปมอบให้โรงพยาบาล เพื่อส่งมอบให้บุคลากรทางการแพทย์ผู้อุทิศตน เสียสละดูแลผู้ป่วยได้มีอุปกรณ์ป้องกันที่มีประสิทธิภาพใช้ขณะทำงาน และเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี พนักงานยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบริจาคเงินเข้ามูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์โควิด-19 อีกด้วย พร้อมกันนี้พวกเราชาวมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ขอส่งมอบกำลังใจให้ทุกท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัย”  มร. โคอิโตะ กล่าวเพิ่มเติม

ในการนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้มอบลังกระดาษจำนวน 10 ตัน ให้กับ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) และ มูลนิธิเอสซีจี เพื่อนำไปสร้างเป็นเตียงสนามกระดาษที่ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล 100% ที่ออกแบบตามหลักการยศาสตร์ รองรับการใช้งานของสรีระของคนเอเชีย น้ำหนักเบา ประหยัดพื้นที่ในการขนส่งและการจัดเก็บ ประกอบง่ายใน 8 นาที ทั้งนี้เมื่อสร้างเตียงสนามกระดาษเสร็จเรียบร้อยแล้วจะทำการส่งมอบต่อให้กับโรงพยาบาลสนามและโรงพยาบาลในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อนำไปให้ผู้ป่วยโควิด-19 ใช้นอนพักรักษาตัวขณะอยู่ที่โรงพยาบาล

ในขณะเดียวกัน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้นำน้ำดื่มจำนวน 2,600 แพ็ค และหน้ากากอนามัย N95 จำนวน 4,800 ชิ้น ไปมอบให้กับโรงพยาบาล 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลสนามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลบางละมุง โรงพยาบาลแหลมฉบัง โรงพยาบาลวิภาราม แหลมฉบัง และโรงพยาบาลชลบุรี เพื่อสนับสนุนการทำงานและป้องกันการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์

นอกจากนี้ จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการ โดยร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่ายในการส่งมอบเครื่องช่วยหายใจจำนวน 7 เครื่อง และชุดอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ หรือ PPE จำนวน 1,400 ชุด พร้อมด้วยหน้ากาก N95 จำนวน 4,000 ชิ้น ให้แก่ โรงพยาบาล 6 แห่ง ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด โดยยอดบริจาคส่วนหนึ่งนำมาจากการร่วมแรงร่วมใจของพนักงานฯ และจากการจำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิ รวมถึงโครงการผลิตเครื่องอบฆ่าเชื้อ UV-C เพื่อมอบให้แก่โรงพยาบาล 4 แห่งในจังหวัดชลบุรี เพื่อใช้สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ทางการแพทย์อีกด้วย