Home Blog Page 381

(มีคลิปวีดีโอ) พากระบะหน้าหล่อไปลองลุยกับ All New Mazda BT-50 รุ่นท๊อพ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 4 ประตู

0
All New Mazda BT-50 Pic Open

ก่อนหน้านี้เราเคยสัมผัสกับสมรรถนะของ All New Mazda BT-50 ทั้งในช่วง Sneak Preview และ ลองขับบนเส้นทาง กรุงเทพ-ราชบุรี แต่ในครั้งนี้ ถึงคิวลุยของกระบะหน้าหล่อ ซึ่งได้นำร่นท๊อพ 3.0 SP 4WD Double Cab ราคาค่าตัว 1,153,000 บาท ไปลองสมรรถนะบนเส้นทางอ๊อฟโรด ติดตามรับชมว่ากระบะหน้าหล่อจะมีคุณสมบัติอะไรเด่นบนเส้นทางลุยกันได้เลยครับ

การทดสอบในครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ใช้ All New Mazda BT-50 เป็นรถทดสอบ แต่เป็นรุ่นท๊อพ 3.0 SP 4WD Double Cab โดยเป็นการทดลองสมรรถนะบนทางลุย รูปลักษณ์โดยรวมไม่ต่างไปจากรุ่นท๊อพ 1.9 ที่เคยได้สัมผัสในครั้งก่อน กระจังหน้าขนาดใหญ่ตามสไตล์ Signature Wing ของ มาสด้า พร้อมเส้นสายที่ได้รับการออกแบบให้ดูบึกบึน ไฟสูงและต่ำใช้หลอดแบบแอลอีดีพร้อมเลนส์แบบโปรเจคเตอร์ในทุกรุ่น ส่วนไฟเลี้ยวและไฟตัดหมอกยังเป็นแบบหลอดฮาโลเจน และล้อแมกในรุ่นท๊อพ ได้รับการติดตั้งให้เป็นขนาด 18 นิ้ว

All New Mazda BT-50  1

ดีไซน์ภายในออกแบบมาด้วยความประณีต ในรุ่นท๊อพเบาะนั่งปรับได้ด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง และหุ้มด้วยหนังแท้ ชุดมาตรวัดทรงกลมมีจอมัลติฟังค์ชั่นดิสเพลย์ ขนาด 4.2 นิ้ว แสดงข้อมูลการใช้งานและมีภาพกราฟิคทันสมัยเปิดขึ้นเองอัตโนมัติทุกครั้งที่ทำการสตาร์ทเครื่องยนต์

All New Mazda BT-50 3

All New Mazda BT-50 2

พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นปรับขึ้น/ลง ได้ 4 ทิศทาง มีสวิทช์ควบคุมระบบเครื่องเสียงพร้อมกับสวิทช์ควบคุมระบบล๊อคความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control

All New Mazda BT-50  5

จอกลางขนาด 9 นิ้ว เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบ Apple Carplay และ Android Auto รวมถึงแสดงภาพขณะถอยจอด เพิ่มความพิเศษด้วยมิติเสียงจากลำโพงเซอร์ราวด์บนเพดาน

All New Mazda BT-50 6

ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติ มีช่องระบายความเย็นบริเวณด้านหลังกล่องเอนกประสงค์

เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 3.0 ลิตร ที่มาประจำการในรุ่นท๊อพให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้าพร้อมแรงบิด 450 นิวตันเมตร อัตราบริโภคเชื้อเพลิงตามอีโค่สติ๊กเกอร์อยู่ที่ 14.1 กม./ลิตร

All New Mazda BT-50 7

ระบบส่งกำลังเป็นแบบอัตโนมัคิ 6 จังหวะ พร้อมบวก/ลบที่คันเกียร์ และยังมีตัวช่วยของระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออย่าง ระบบล๊อคเฟืองท้ายติดตั้งมาให้เสร็จสรรพ และอัพเกรดระบบเบรกใหม่ด้านหน้าแบบจานขนาด 17 นิ้ว ส่วนด้านหลังเป็นดรัมเบรค

All New Mazda BT-50 8

ระบบความปลอดภัยติดตั้งถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง และมีเทคโนโลยี ADAS แบบเดียวกับอีซูซุ เริ่มจากระบบเตือนจุดอับสายตา,ระบบควบคุมความเร็วลงทางชันและระบบช่วยออกตัวบนทางชัน รวมถึงระบบช่วยจอดโดยใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุและส่งกลับมาเป็นเสียงเตือน

มาเข้าสู่เรื่องราวในทางลุยกันเลย เริ่มที่ระบบขับเคลื่อนที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า ปรับจากโหมด 2H มาเป็น 4H ได้โดยไม่ต้องหยุดรถ แต่จะให้เซฟไม่ควรปรับที่ความเร็วเกิน 100 กม./ชม. สภาพพื้นดินที่พึ่งผ่านฝนฟ้าคะนองติดกันหลายวัน บางส่วนยังเป็นบ่อโคลน แต่เส้นทางที่ใช้ทดสอบ ส่วนใหญ่จะเป็นดินร่วนซุย และมาอุดที่ดอกยางออเทอเรนจนเป็นเหมือนโดนัท พวงมาลัยเริ่มเบา เพราะหน้าสัมผัสของยางถูกคลุมไปด้วยดิน

All New Mazda BT-50 9

บางช่วงที่รถลื่นไถล Tracktion Control จะเข้ามาทำหน้าที่ตัดกำลังของล้อฝั่งด้านนอก เพื่อให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น แต่บางช่วงที่ดินแน่น พละกำลังของเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ คอมมอนเรล ขนาด 3.0 ลิตร เมื่อใช้ในสถานการณ์ลุย แรงบิด 450 นิวตันเมตรก็สูงพอที่จะทำให้ก้าวข้ามอุปสรรคได้ตลอดรอดฝั่ง

All New Mazda BT-50 10

ระบบช่วงล่างปรับเซทมาค่อนข้างนุ่มนวล แต่ก็ไม่ถึงกับย้วย บนเส้นทางที่ใช้ทดสอบพอมีเนินเล็กๆให้ได้ลองช่วงยืดยุบของระบบช่วงล่าง สำหรับการยึดเกาะในเส้นทางลุย พอได้ช่วงล่างนุ่ม ท้อง ไส้ ก็อาจมีอาการปั่นป่วนน้อยกว่า

All New Mazda BT-50 11

เนินเอียงที่ได้ทำการทดสอบ แม้จะองศาไม่ลาดเทมาก แต่ด้วยสภาพพื้นที่พึ่งผ่านฝนฟ้าคะนอง ทำให้ดินค่อนข้างนุ่ม ซึ่งทำให้ยาง Hiterrain ที่ติดมากับรถ อาจมีอาการลื่นไถลไปบ้าง

ในสถานการณ์ที่เป็นเนินสลับ ล้อทั้ง 4 อาจยึดเกาะพื้นดินเพียงแค่ 2 ล้อ นั่นคือ ล้อหน้าฝั่งซ้าย และ ล้อหลังฝั่งขวา ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถเคลื่อนตัวไปต่อได้ ระบบล๊อคเฟืองท้ายอัตโนมัติ จะเข้ามาทำหน้าที่ในการกระจายแรงบิดของล้อฝั่งที่ลอย ไปยังล้อฝั่งที่ติดพื้น กำลังที่หายไปก็ได้คืนกลับมา และสามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้อย่างสบาย

All New Mazda BT-50 15

 

อีกหนึ่งระบบที่ถือเป็นตัวช่วยสำคัญอบ่าง ระบบควบคุมความเร็วระหว่างลงทางลาดชัน ซึ่งจะสั่งให้เครื่องยนต์และเบรกควบคุมความเร็วให้ไม่เกิน 10 กม./ชม. ซึ่งช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้นแม้สภาพเส้นทางจะมีความลาดชันมากก็ตาม

All New Mazda BT-50 14

หลายสถานการณ๋ที่ได้ลองบนเส้นทางลุย พอจะเป็นบทพิสูจน์ได้ว่า All New Mazda BT-50 นั้นนอกจากจะมีรูปลักษณ์ที่สง่างาม สมรรถนะในการลุยก็ไม่ได้ตกเป็นรองคู่แข่ง อาวุธลับอย่างระบบล๊อคเฟืองท้ายเพียงแค่ระบบเดียว ก็สามารถนำพาให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆมาได้อย่างไม่สะบักสะบอม แต่ช่วงล่าง ถ้าปรับเซทมาให้แน่นกว่านี้อีกสักนิด กระบะหน้าหล่อรุ่นนี้ จะขับสนุกและดุทะมัดมะแมงขึ้นอีกเยอะครับ

“เคเค” ออกสตาร์ทแถว 3 เกมเปิดฤดูกาล ศึกซีอีวี โมโตทู 2021

0

“เคเค” เขมินท์ คูโบะ #9 ดาวบิดไทย สังกัดวีอาร์ โฟร์ตี้ซิกซ์ มาสเตอร์ แคมป์ ทีม ได้เริ่มเกมจากกริดที่ 7 ในนัดเปิดฤดูกาล เกมความเร็ว 2 ล้อทางเรียบระดับโลก ที่ โปรตุเกสศึกซีอีวี โมโตทู ยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยนชิพ 2021 มีคิวดวลความเร็วนัดเปิดซีซั่น
ในสุดสัปดาห์นี้ ที่ เซอร์กิโต โด เอสโตริล ประเทศโปรตุเกส สำหรับเกมรอบควอลิฟายลงบิดในช่วงเย็นและค่ำของวันเสาร์ ที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา โดย “เคเค” เขมินท์ คูโบะ #9 ดาวบิดไทย สังกัดวีอาร์ โฟร์ตี้ซิกซ์ มาสเตอร์ แคมป์ ทีม บิดทำเวลาจบรอบควอลิฟายคว้ากริดสตาร์ท 7 ได้ออกสตาร์ทจากแถวที่ 3 ในเกมรอบชิงชนะเลิศ ที่มีคิวลงบิดในเวลา 18.00 น และ 21.00 น. ของวันนี้ (25 เมษายน) ตามเวลาประเทศไทย

แฟนความเร็วสามารถตามลุ้นตามเชียร์นักบิดหนึ่งเดียวของไทย ผ่านการถ่ายทอดสดทางยูทูบ แชนแนล FIM CEV Repsol รวมถึงติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ YAMAHA THAILAND RACING TEAM

 

“ธัชกร” ปรับตัวเยี่ยมซิวกริด 19 ลุ้นแต้ม โมโตทรี จูเนียร์ สนามแรกวันอาทิตย์นี้

0

“ก๊องส์” ธัชกร บัวศรี ยอดดาวรุ่งไทยจากโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” ปรับตัวยอดเยี่ยมกับรถแข่งที่แตกต่าง กดเวลาคว้ากริดที่ 19 ก่อนลุ้นแต้มในศึกดาวรุ่งชิงแชมป์โลก “เอฟไอเอ็ม ซีอีวี โมโตทรี จูเนียร์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2021” สนามแรกในวันอาทิตย์นี้ ที่ เอสโตริล ประเทศโปรตุเกส

ศึกจักรยานยนต์ดาวรุ่งชิงแชมป์โลก รายการ เอฟไอเอ็ม ซีอีวี โมโตทรี จูเนียร์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2021 มีคิวเปิดฉากดวลความเร็วสนามแรกอย่างเป็นทางการในวันอาทิตย์ที่ 25 เมษายนนี้ ที่ เซอร์กิโต เดอ เอสโตริล ประเทศโปรตุเกส โดยล่าสุดเป็นการแข่งขันในรอบควอลิฟายเพื่อจัดอันดับสตาร์ท ในวันเสาร์ที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา

ในปีนี้ “ก๊องส์” ธัชกร บัวศรี ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทย จาก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ภายใต้โครงการผลักดันนักบิดไทยสู่ “โมโตจีพี” อย่าง “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” เข้าร่วมแข่งขันเป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกัน ด้วยรถแข่งเรซแม็ชชีน Honda NSF250R หมายเลข 33

หลังคว้าแต้มสำคัญได้สำเร็จจากสนามแรกของรายการ เรดบูล โมโตจีพี รุกกีส์ คัพ 2021 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ อัลการ์ฟ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต นักบิดไทยก็ต้องลงกรำศึก เอฟไอเอ็ม ซีอีวี โมโตทรี จูเนียร์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2021 ซึ่งมีโปรแกรมต่อเนื่องในสุดสัปดาห์ถัดมา โดย ธัชกร ออกสตาร์ทการซ้อมด้วยการทำงานอย่างหนักกับทีม เพราะต้องปรับตัวจากรถแข่งที่มีคาแร็กเตอร์ต่างกันอย่างมากของทั้ง 2 รายการ

ล่าสุดเพิ่งผ่านการแข่งขันรอบควอลิฟายเพื่อจัดอันดับสตาร์ทในคืนวันเสาร์ ผลปรากฏว่า ธัชกร เริ่มจะปรับตัวและหาเซ็ตติ้งรถแข่งได้ลงตัวมากขึ้น ทำเวลาต่อรอบ 1 นาที 46.224 วินาที ขยับขึ้นมาออกสตาร์ทจากกริดที่ 19 ตามหลังเจ้าโพลอย่าง อิบัน ออร์เตก้า ดิเอซ ดาวรุ่งสแปนิช 1.719 วินาที

ทั้งนี้ ธัชกร มีคิวลงดวลความเร็วรอบชิงชนะเลิศสนามแรกของ ศึก เอฟไอเอ็ม ซีอีวี โมโตทรี จูเนียร์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2021 ในวันอาทิตย์ที่ 25 เมษายนนี้ ในเวลา 19.00 น. ตามเวลาประเทศไทย แฟนความเร็วสามารถรับชมถ่ายทอดสดได้ทาง https://www.youtube.com/user/CEVMotorcycleChamp และติดตามข่าวสารของนักบิดฮอนด้าได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม : fb.com/aphondaracingth

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำทัพรถยนต์อันล้ำสมัยจัดแสดงในงาน Shanghai International Automobile Industry Exhibition ครั้งที่ 19

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เริ่มไตรมาสที่ 2 ของปีอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมประกาศความสำเร็จที่มาจากการวิจัยและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยการขนทัพรถยนต์ร่วมจัดแสดงในงาน “The 19th Shanghai International Automobile Industry Exhibition” หนึ่งในมหกรรมยานยนต์นานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก โดยได้เผยโฉมและเปิดจองรถยนต์รุ่นใหม่จากทั้ง 4 แบรนด์หลักอย่าง HAVAL ORA POER และ WEY และเปิดตัวแบรนด์ TANK อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ยังได้ผนึกกำลังกับผู้ประกอบชิ้นส่วนยานยนต์อีก 5 แบรนด์ เพื่อนำผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมและเทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคตมาร่วมจัดแสดง

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการเผยโฉม All New HAVAL H6 Hybrid SUV ครั้งแรกของโลกพร้อมนำทัพพาเหรดรถยนต์ไฟฟ้า (xEV) มาจัดแสดงในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในประเทศไทยในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา ล่าสุด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงเดินหน้าสร้างความตื่นเต้นในระดับโลกอย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์หลากหลายรุ่น รวมทั้งนวัตกรรมยานยนต์ ในงาน Shanghai International Automobile Industry Exhibition ครั้งที่ 19 ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 21-28 เมษายน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมแห่งชาติเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน งานนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในมหกรรมยานยนต์ใหญ่ที่สุดในโลกที่ทุกคนรอคอย โดยภายในงานมีการจัดแสดงพาเหรดรถยนต์รุ่นใหม่ๆ จาก 4 แบรนด์หลักของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ อย่าง HAVAL ORA POER และ WEY รวมไปถึงไฮไลท์สำคัญอย่างการเปิดตัวแบรนด์ ‘TANK’ ร่วมด้วยพันธมิตรทางธุรกิจผู้ประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ในเครืออีก 5 แบรนด์

ปลุกพลังความกล้า ทะยานสู่โลกใหม่ไปกับ HAVAL

HAVAL แบรนด์รถ SUV ชั้นนำระดับโลก ได้ประกาศ Brand DNA ใหม่ ภายใต้แนวคิด “กล้าคิด กล้าทำ กล้าลองที่จะสร้าง เล่นได้ไม่จำกัด” เชื่อมต่อความต้องการของคน GEN Z พร้อมประกาศเป้าหมายยอดขาย 1.3 ล้านคัน
ทั่วโลกภายในปี 2023 โดยในงานนี้ มีไฮไลท์รถยนต์จากแบรนด์ HAVAL ที่น่าสนใจ ได้แก่

  • การเผยโฉมรุ่นใหม่ของ HAVAL H6 3rd Generation ที่โดดเด่นด้วยการออกแบบใหม่ทั้งหมด พิเศษด้วยการติดตั้งชิปรถยนต์ระดับประมวลผล 7 นาโนเมตร (automotive-grade 7nm) และการเชื่อมต่อแบบ Smart Connectivity ด้วยเทคโนโลยี 5G อันล้ำสมัยที่เพื่อการขับขี่อัจฉริยะอย่างไร้ขีดจำกัด

  • HAVAL JOLION รถยนต์ SUV ที่พร้อมจะทำให้คนรุ่นใหม่ตกหลุมรัก โดยเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศซาอุดิอาระเบียเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามด้วยยอดขายกว่า 100 คันภายใน 3 วันแรกของงาน ซึ่งรุ่นนี้จะเป็นอีกรุ่นที่ HAVAL ใช้บุกตลาดโลก
  • HAVAL Big Dog 0T มาพร้อมดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ลงตัวสำหรับการใช้งานแบบออฟโรดอย่างแท้จริง

  • HAVAL CHITU (HAVAL Red Rabbit) นับเป็นครั้งแรกของ HAVAL ที่นำ GWM LEMON แพลตฟอร์มอัจฉริยะมาใช้กับเครื่องยนต์ 4B15C ร่วมกับระบบเกียร์ 7DCT และ Independent Suspension ทั้งหน้าและหลัง รองรับระบบล็อกรอบออกตัว (Launch Control) และโหมดการขับขี่ 4 โหมด ทำให้สามารถเร่งความเร็ว 0 -100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายใน 7 วินาที

นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัว Concept Car จากแบรนด์ HAVAL อีก 2 รุ่น ได้แก่

  • HAVAL X Dog จากสุนทรียภาพแห่งพลังอันกล้าหาญ ตอกย้ำแนวคิดความกล้าคิด กล้าทำ สร้างพลังความคิดอันไร้ขีดจำกัด ด้วยโครงสร้างที่เด่นชัด และการออกแบบภายในสีทูโทน พร้อมสีสันการตัดสลับในส่วนต่างๆ สร้างความโดดเด่นได้อย่างน่าสนใจ

  • HAVAL – XY ที่มาในรูปแบบการดีไซน์ด้วยเส้นสายที่เฉียบคมข้ามมิติ จากแรงบันดาลใจของห้วงเวลาและเหล่าดวงดาว แสดงถึงอนาคตอันเป็นนิรันดร์

ตอกย้ำความทรงพลังกับทัพรถกระบะสุดแกร่งภายใต้แบรนด์ POER

เกรท วอลล์ มอเตอร์ สร้างตำนานการเป็นเจ้าตลาดรถกระบะจีนด้วยยอดขายอันดับ 1 ติดต่อกันมากว่า 23 ปี ปีนี้ POER สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการดึง Donnie Yen กังฟูซุปเปอร์สตาร์ตลอดกาลมาเป็นตัวแทนในการนำเสนอสมรรถนะของรถกระบะที่แข็งแกร่งดั่งกังฟูจีน ภายใต้คอนเซปต์ SUPER KUNG FU CANON  โดยไฮไลท์จากแบรนด์ POER ได้แก่

  • การเผยโฉม FULL-SIZE PICKUP รุ่นแรกของจีนอย่างเป็นทางการ เป็นการปิดยุคสมัยการนำเข้ารถกระบะแบบ Full-size จากต่างประเทศ ซึ่งการเผยโฉมในครั้งนี้ นับเป็นบทบาทสำคัญในการสร้างตลาดรถกระบะหรูระดับโลกขึ้นมาใหม่ โดย FULL-SIZE PICKUP ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม GWM TANK ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยสไตล์ตะวันออก มีเทคโนโลยีแห่งอนาคตสมัยใหม่ พื้นที่ใช้สอยส่วนตัวสุดหรู นับเป็นรถยนต์สไตล์ออฟโรดสุดอัจฉริยะที่พร้อมรับมือทุกสภาพถนน ซึ่งจะพลิกโฉมตลาดรถกระบะระดับหรูทั่วโลกด้วยความหรูหราและความสะดวกสบายในการขับขี่

  • การจัดแสดงและเปิดจองรถกระบะรุ่น POER HEIDAN (Black Bomb) และ POER Travel Edition อย่างเป็นทางการ
  • การเผยโฉมยานยนต์ดัดแปลงแบบใหม่ล่าสุดของรถกระบะรุ่น POER LONGDAN (Dragon Bomb) และ POER HUODAN (Fire Bomb)

ORA เจ้าเหมียวไฟฟ้า 3 รุ่นใหม่ที่จะปลุกกระแสรถไฟฟ้าให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น

กระแสดีไม่มีแผ่ว สำหรับแบรนด์ ORA แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า100% (BEV) ซึ่งหลังจากที่ได้มีการเปิดตัว ORA Good Cat ORA Black Cat และ ORA White Cat มาเขย่าวงการและหัวใจของคนทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยแล้ว ORA ยังคงเซอร์ไพรส์แฟนคลับทาสแมวอย่างต่อเนื่องด้วยการเผยโฉมน้องใหม่ตระกูลแมว  3 รุ่น ภายใต้คอนเซปต์ “แค่รักก็โอเคแล้ว” ซึ่ง ORA มีการเพิ่มผลิตภัณฑ์ในอีกหลากหลาย segment เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้น และตอบโจทย์กระแสความนิยมรถไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นำโดย

  • การเผยโฉมของ ORA SHANDIAN MAO (ORA Lightning Cat) รถสปอร์ต ที่มาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่อัตโนมัติระดับ L3 ระบบจอดอัตโนมัติ รวมไปถึงแพลตฟอร์มอัจฉริยะรุ่นที่สามของ Qualcomm ระบบ V2X และระบบการรับรู้รอบทิศทางเอกสิทธิ์เฉพาะของ ORA โดดเด่นด้วยดีไซน์ประตูไร้ขอบ มือจับประตู
    แบบซ่อน สปอยเลอร์ไฟฟ้า และสามารถเร่งความเร็ว 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายใน 4 วินาที พร้อมโลดแล่นบนถนนอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยขุมพลังและแบตเตอรี่แบบไร้โคบอลต์ (NMX) แบบแท่งที่มีชื่อเรียกว่า Jelly Battery มีประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ยังมีการปรับทิศทางการเคลื่อนไหวโดยใช้เทคโนโลยีล่าสุดของแพลตฟอร์ม GWM LEMON
  • การเผยโฉมของ ORA PENGKE MAO (ORA Punk Cat) รถยนต์ไฟฟ้าสไตล์เรโทรรูปแบบใหม่ ที่ได้ชื่อว่าเป็น “Time Machine” ที่ผสานความคลาสสิคและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์อันประกอบไปด้วยเส้นสายเรียบง่ายจากด้านหน้าจรดด้านหลังดุจความโค้งของเส้นขอบฟ้า เพิ่มความรื่นรมย์กับความคลาสสิคแบบย้อนยุคด้วยเบาะหนัง ควบคู่ไปกับความล้ำสมัยจากจอแสดงผลคอนโซลและเทคโนโลยีจากแพลตฟอร์ม GWM LEMON นอกจากนี้ ORA PENGKE MAO (ORA Punk Cat) ยังมาพร้อมกับพวงมาลัยและเครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ รวมไปถึงระบบปรับอุณหภูมิเบาะนั่งและระบบเบาะนั่งเจ้าหญิง
    ที่สามารถปรับเอนให้นอนลงพร้อมการเปิดเพลงแบบอัตโนมัติ รวมถึงยังมีระบบจดจำบุคคลที่สามารถ
    เก็บข้อมูลและจดจำได้แม้กระทั่งช่วงวันนั้นของเดือน พร้อมกระจกที่รายล้อมด้วยไฟ LED สำหรับ
    การแต่งหน้าในรถสำหรับสาวๆ โดยเฉพาะ

  • อีกไฮไลท์สำคัญคือ การเผยโฉมรถยนต์ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกจาก ORA ที่โดดเด่นด้วยการผสานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ORA กับฟังก์ชั่นการใช้งานแบบรถ SUV ได้อย่างลงตัว โดยรถรุ่นนี้ยังไม่มีชื่อเป็นทางการ ซึ่งจะมีการเผยชื่อรุ่นจากการเปิดโหวตภายในงาน ภายหลัง

โซนจัดแสดงรถยนต์ของแบรนด์ ORA ยังนับเป็นบูธเน็ตไอดอลแห่งแรกของโลกที่ร่วมสร้างโดยแฟนคลับของแบรนด์ ORA เพื่อให้เป็นโลกในฝันของผู้หญิง สามารถส่งมอบและสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่พร้อมส่งต่อความรักให้สาวๆ ได้เป็นอย่างดี ให้ผู้เยี่ยมชมกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของ ORA ไม่ว่าจะเป็นห้องโดยสารอัจฉริยะของ ORA ที่มีการสร้างเครือข่ายประสาทสัมผัสเทียม ทำให้สามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม สภาพอากาศ และให้คำแนะนำได้ รวมไปถึงระบบการสั่งงานทางไกลเชื่อมต่อกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่จะมาช่วยดูแลการใช้ชีวิตของสาวๆ ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีระบบ AI-Feed อัตโนมัติตัวแรกของโลก ที่ประกอบด้วยชิป Qualcomm Autopilot ที่มีการอัพโหลดระบบช่วยเหลือการขับขี่อัตโนมัติ 39 รายการ ช่วยให้ผู้ขับขี่ที่เป็นผู้หญิงได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่ผ่อนคลายและน่าพึงพอใจ

นอกจากนี้ รถยนต์ ORA ในอนาคต จะใช้แบตเตอรี่แบบไร้โคบอลต์ Jelly Battery ที่มีวิธีการผลิตแบบ Stacking สามารถรองรับการชาร์จมากถึง 3,000 ครั้ง และมีโหมดชาร์จเร็ว 4C ที่สามารถเพิ่มการชาร์จจาก 20% ขึ้นไปยัง 80% ได้ภายในเวลา 9 นาที เท่านั้น

เปิดตัวแบรนด์ TANK แบรนด์ย่อยใหม่อย่างเป็นทางการ พร้อมเผยโฉมรุ่นเรือธงเตรียมบุกตลาดโลก

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัวแบรนด์ TANK ให้เป็นอีกหนึ่งแบรนด์รถ SUV ที่มาพร้อมความสนุกสุดเหวี่ยง
สไตล์ออฟโรด โดยจัดแสดงทัพรถยนต์ในงานภายใต้คอนเซปต์ “หนุ่มเหล็กแกร่งกล้าพร้อมดับเครื่องชน” มุ่งเน้นไปยังกลุ่มคนที่ชอบรถยนต์ SUV ขนาดใหญ่บึกบึน พร้อมเดินทางไปในทุกเส้นทางที่ท้าทาย แต่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและความสะดวกสบายสไตล์ลักชัวรี่ โดยในงานนี้ได้มีการเผยโฉมโมเดลเรือธงสองรุ่นพร้อมกัน หรือ “Double Kings” เป็นครั้งแรกของโลก ได้แก่

  • TANK 800 รถยนต์สุดหรูระดับ World Class ซึ่งพิเศษด้วยดีไซน์ที่ประณีตและหรูหรา คัดสรรวัสดุชั้นนำในทุกกระบวนการผลิต โดยพื้นที่ภายในออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้งานระดับนักธุรกิจ มีระบบการเชื่อมต่อและการตอบโต้อัจฉริยะเพื่อส่งมอบความสะดวกสบายแบบไร้ขีดจำกัดให้แก่ผู้ใช้งาน
  • TANK 700 รถยนต์ออฟโรดสุดเข้ม ที่มีรูปลักษณ์ภายนอกโดดเด่น โดยการรวมความเป็นหุ่นยนต์เครื่องจักรอันทรงพลังและความสะดวกสบายไว้ในรถคันเดียวกัน ตอบโจทย์การใช้ชีวิตกลางแจ้งแบบอิสระได้อย่าง
    ลงตัว

นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดแสดงรถยนต์  TANK 300 City และ TANK 300 Cyber Edition พร้อมเผยช่องทางการตลาด และกลยุทธ์ระดับโลก ซึ่งคาดว่าจะ TANK จะกวาดยอดขายกว่า 500,000 คันจากทั่วโลก ภายในปี 2025

ร่วมมือ 5 ผู้ประกอบชิ้นส่วนยานยนต์ก้าวสู่อีกขั้นของความสำเร็จของการพัฒนา

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ร่วมมือกับบริษัทผู้ประกอบชิ้นส่วนยานยนต์ทั้ง 5 ได้แก่ 1) FTXT 2) HYCET 3) EXQUISITE AUTOMOTIVE 4) NOBO AUTOMOTIVE และ 5) MIND ELECTRONICS ในการนำผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี นวัตกรรมที่น่าสนใจมาจัดแสดงในงาน เพื่อยืนยันความสำเร็จด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นอีกหัวใจสำคัญของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้านเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่แห่งอนาคตได้แก่

  • FTXT: การจัดแสดงระบบ Hydrogen Power System Solutions
  • HYCET: การจัดแสดงระบบส่งกำลังเครื่องยนต์ 0T และ เกียร์ 9HAT ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก
  • EXQUISITE AUTOMOTIVE: การจัดแสดงเทคโนโลยี X-by-Wire EA 4.0 และ 18 เทคโนโลยีอัจฉริยะ
    สู่เทคนิคสำหรับการผลิตด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย
  • NOBO AUTOMOTIVE: การเปิดตัวครั้งแรกของห้องโดยสารอัจฉริยะ iNest 2.

MIND ELECTRONICS: การจัดแสดงเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ของบริษัท ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไฟส่องสว่างในอนาคตของรถยนต์

โตโยต้าส่งมอบ GR YARIS สู่ลูกค้าหัวใจสปอร์ต

0

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ส่งมอบ GR Yaris ล็อตแรกสู่ลูกค้า ณ บริษัท โตโยต้า บอดี้ เซอร์วิส จำกัด บางนา

โตโยต้าได้แนะนำ Toyota GR Yaris สู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37 เมื่อเดือนธันวาคม 2563 โดยเปิดรับจองด้วยจำนวนจำกัด และได้รับการตอบรับจากผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ตเกินความคาดหมาย ด้วยยอดจองมากกว่า 500 คัน

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า “ในนามของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ผมขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ที่ร่วมประสบการณ์ที่ดีในการเป็นเจ้าของ Toyota GR Yaris อีกหนึ่งความภูมิใจของโตโยต้า ที่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดียิ่งกว่า และตรงใจ ถูกใจลูกค้าได้มากที่สุด GR Yaris รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาขึ้น ภายใต้แรงบันดาลใจจากรถ Yaris WRC ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ในการแข่งขัน World Rally Championship โดยล่าสุด ยังคงครองอันดับ 1 ในการแข่งขัน World Rally Championship 2021 อีกด้วย 

สำหรับ GR Yaris เราสามารถส่งมอบให้กับลูกค้าชาวไทยในจำนวนจำกัดเพียงแค่ 127 คันเท่านั้น ซึ่งแม้ว่าจะเป็นรถที่มีราคาสูง แต่ด้วยสมรรถนะและความเชื่อมั่นในชื่อเสียงของสุดยอดแห่งตำนานรถแข่งแรลลี่ระดับโลก ทำให้สามารถจำหน่ายหมดได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ในโอกาสนี้ ผมจึงขอขอบคุณผู้ที่ได้ให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษของเรา และแน่นอนว่า ในอนาคตเรายังมีแผนแนะนำผลิตภัณฑ์ภายใต้ตระกูล GR รุ่นอื่นๆ เพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ดียิ่งกว่าต่อไป”  

GR Yaris เป็นยนตรกรรมสายพันธุ์สปอร์ตรุ่นพิเศษ ผลิตขึ้นที่ GR factory ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโตโยต้า โดยรถรุ่นนี้คงเอกลักษณ์ของรถตระกูล GR ที่โดดเด่นด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน แถวเรียง 3 สูบ DOHC 12 วาล์วเทอร์โบ ขนาด 1.6 ลิตร ขุมพลังใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับระดับความแรง 261 แรงม้า (PS) ที่ 6,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 360 นิวตัน เมตรที่ 3,000 – 4,600 รอบต่อนาที พละกำลังทั้งหมดจากเครื่องยนต์ จะถูกถ่ายทอดผ่านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ สไตล์สปอร์ต “GR-FOUR” ผสานการทำงานควบคู่กับเกียร์ธรรมดาแบบ 6 จังหวะ  และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถเลือกโหมดการทำงาน ให้เหมาะสมกับสภาพถนน และสไตล์การขับขี่ได้ถึง 3 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

– โหมด Normal สำหรับการขับขี่ปกติ แรงบิดจะถูกกระจายไปยังล้อหน้า 60% และล้อหลัง 40%

– โหมด Sport สำหรับการขับขี่แบบสปอร์ต แรงบิดจะถูกกระจายไปยังล้อหน้า 30% และล้อหลัง 70%

– โหมด Track สำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วสูงหรือในสนามแข่ง แรงบิดจะถูกกระจายไปยังล้อหน้า 50% และล้อหลัง 50% อย่างสมดุล

นอกจากนี้ ลูกค้าจะได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ได้แก่

• ประกันภัยชั้น 1 Toyota Care 1 ปี

• แพ็กเกจบำรุงรักษารถยนต์ระยะเวลา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และ GR Yaris Home Service : Pick and Drop บริการรับ-ส่งรถเข้าศูนย์บริการโตโยต้า โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (เฉพาะศูนย์บริการที่เข้าร่วมโครงการและภายใต้เงื่อนไขของผู้แทนจำหน่าย)

• สิทธิพิเศษมากมาย สิทธิ์การเป็นสมาชิก GR Yaris Club Thailand

• สิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ เช่น ร่วมสนุกด้วยการขับในสนามแข่งกับ Toyota Gazoo Racing Motorsport

• สิทธิ์การอบรมหลักสูตร Racing School เต็มรูปแบบ โดย Toyota Gazoo Racing Academy Thailand

ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่ www.toyota.co.th 

Facebook : Toyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand

เบนซ์ไพรม์มัส คว้าที่ 2 ยอดขายสูงสุด ขยายโปร Motor Show ขอบคุณลูกค้าไทย

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” แรงไม่หยุด คว้าที่ 2  ยอดขาย “เบนซ์” สูงสุด ใน Motor Show เดินหน้าขอบคุณลูกค้าไทย ขยายโปรข้อเสนอเดียวกับ Motor Show ผ่อน 0% 60 เดือน รับฟรี! ทองคำ 1 บ. เริ่มวันนี้ ถึง 30 เม.ย.ศกนี้

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ในเครือทีโอเอ เวนเจอร์โฮลดิ้ง  ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทแม่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” ได้มีการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ และมอบข้อเสนอพิเศษ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคคนไทย ในงาน Bangkok International Motor Show2021 ที่ผ่านมา  ส่งผลทำให้ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” มียอดจองรถยนต์ระดับลักชัวรีสูงสุดเป็นอันดับ 1 ด้วยตัวเลขรวมทั้งสิ้น 1,863 คัน

ขณะที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” เป็นหนึ่งในผู้จำหน่ายที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมในงานครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการเข้างานครั้งแรก นับตั้งแต่เปิดบริษัทมากว่า 1 ปี โดยสามารถทำยอดจองสูงสุดเป็นอันดับ 2 เมื่อเทียบกับผู้จำหน่ายรถยนต์ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ภายในงานดังกล่าว ด้วยตัวเลขยอดจองรวมทั้งสิ้น 143 คัน

“การครองยอดจองสูงสุดเป็นอันดับ 2 ถือเป็นเสมือนรางวัล แห่งความภาคภูมิใจ ที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ ด้วยระยะเวลากว่า 1 ปี ที่ทีมงาน “เบนซ์ไพรม์มัส” ทุกภาคส่วนได้ให้ความมุ่งมั่น ทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการพัฒนาคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากผู้บริโภคคนไทยอย่างมากมาย

ดังนั้น เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่มอบความไว้วางใจในการบริการของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ด้วยดีโดยตลอด เราจึงมีนโยบายที่จะมอบความสะดวกสบายและความคุ้มค่าสูงสุดสำหรับการเป็นเจ้าของรถยนต์ระดับหรู เฉกเช่นเมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยการขยายแคมเปญพิเศษมอบข้อเสนอเดียวกับงาน Motor Show ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เม.ย.ศกนี้  เฉพาะที่โชว์รูม “เบนซ์ไพรม์มัส”  ย่านถนนเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา  เท่านั้น” นายณัฏฐวุฒิ กล่าว

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับที่โชว์รูม “เบนซ์ไพรม์มัส” มีการนำรถยนต์มาจัดแสดงมากกว่า 40 คัน โดยเฉพาะรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด อาทิ Mercedes-Benz E 200 Coupe 2021, Mercedes-AMG GLA35 4 MATIC และ Mercedes-Benz The new E-Class เป็นต้น และรถทดลองขับรุ่นล่าสุด อาทิ Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic, Mercedes-Benz GLS 220 d AMG Premium, Mercedes-Benz GLC 220 d AMG Dynamic, Mercedes-Benz E 300 AMG Dynamic, Mercedes-AMG GLA35 4 MATIC เป็นต้น เพื่อมอบความสะดวกสบาย ให้แก่ผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของ รถยนต์หรูหรา หรือผู้ที่พลาดโอกาส การจองรถยนต์ ในช่วงงาน Motor Show ได้มีโอกาสเลือกชมและเป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นที่ชื่นชอบได้ตามต้องการ

พร้อมกันนี้ “เบนซ์ไพรม์มัส” ยังขยายแคมเปญพิเศษมอบข้อเสนอเดียวกับในงาน Motor Show 2021 อาทิ ผ่อน 0% นาน 60 เดือน หรือเลือก ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 นาน 2 ปี หรือเลือกรับโปรแกรมบำรุงรักษา NBSP นานสูงสุด 8 ปี พิเศษ! รับฟรี..ทองคำหนัก 1 บาท (เฉพาะรถยนต์ที่ร่วมรายการ)  ทั้งมีการจัดสรงน้ำพระ เพื่อเป็นสิริมงคลตลอดในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นเดือนเทศกาลปีใหม่ไทยอีกด้วย

นายจิระพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทาง “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านการป้องกันความปลอดภัยจากโรคดังกล่าวอย่างเข้มงวด ด้วยการตั้งจุดคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิ บริเวณจุดต้อนรับ และจัดพื้นที่ตามแบบ Social Distancing สำหรับรองรับการให้บริการลูกค้า รวมถึงการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทุกพื้นที่ในโชว์รูมและศูนย์บริการ รวมถึงรถทดลองขับทุกคัน เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าที่เข้าเยี่ยมชมภายในโชว์รูมและศูนย์บริการ

นอกจากนี้ ยังมีบริการพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์ใหม่ ด้วยการนำรถทดลองขับจัดให้ลูกค้าถึงที่บ้านหรือที่ทำงาน รวมทั้งบริการด้านสินเชื่อ และการส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้า ไปยังสถานที่ที่ต้องการอีกด้วย ด้านบริการหลังการขาย ได้มีบริการรับ-ส่งรถยนต์ ให้แก่ลูกค้าที่ต้องการซ่อมบำรุงภายในศูนย์บริการอีกด้วย

ผู้ที่สนใจต้องการทดลองขับรถยนต์ หรือนำรถยนต์เข้าศูนย์บริการ สามารถนัดหมายได้ที่เบอร์โทร. 02 095 5555 หรือคลิกที่ www.benzprimus.com

วอลโว่ เปิดแผนยกระดับมาตรฐานศูนย์บริการ ซ่อมตัวถังและสีแบบครบวงจร “Volvo Certified Damage Repair Centre”

0

วอลโว่ (VOLVO) แบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมียมสัญชาติสวีดิช ไม่หยุดยั้งการพัฒนาเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของลูกค้าทั่วโลก เปิดตัวศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน Volvo Certified Damage Repair Centre (VCDR)” มอบความอุ่นใจด้วยบริการซ่อมตัวถังและสี บนมาตรฐานระดับสากลจากศูนย์บริการวอลโว่ เพื่อให้คุณได้รถยนต์หลังซ่อม มีสมรรถนะดีเยี่ยมเหมือนวันแรกที่ถอยจากโรงงาน และสามารถขับขี่รถยนต์วอลโว่ด้วยคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดตลอดอายุการใช้งานอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ศูนย์บริการมาตรฐาน VCDR ยังดำเนินงานบนพื้นฐานแนวคิดความยั่งยืนอย่างเข้มงวดตามหลักปรัชญาด้านสิ่งแวดล้อมที่วอลโว่ยึดมั่นมาโดยตลอด

มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ด้วยปรัชญาที่กำหนดให้ประสบการณ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลางการทำงานของเรา (Customer Experience is The Core of Everything We Do) วอลโว่จึงมุ่งมั่นพัฒนาการดำเนินงานในทุก ๆ ด้านเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบให้แก่ลูกค้าของเรา ซึ่งนอกจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์รถยนต์เกรดพรีเมียมสู่ตลาดยานยนต์ทั่วโลก เรายังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานของศูนย์ซ่อมตัวถังและสี มาอย่างต่อเนื่อง เพราะอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและเราตระหนักดีว่า การบริการซ่อมตัวถังและสีจะต้องมีมาตรฐานสูงไม่แพ้การซ่อมบำรุงตามระยะทางรถยนต์ของเรา ในปีนี้วอลโว่จึงได้พัฒนาแผนงาน Volvo Certified Damage Repair Centre (VCDR) เพื่อให้รถยนต์ที่ผ่านการซ่อมตัวถังและสีจากศูนย์บริการมาตรฐาน VCDR ที่ได้มาตรฐานสมรรถนะสมบูรณ์และใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเสมือนเพิ่งถอยออกจากโรงงานในวันแรก ช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้แก่ลูกค้าทุกท่านด้วยมาตรฐานการดูแลรถยนต์หลังการขาย โดยปราศจากความกังวลใจในการดูแลรถแบบ 100% ตลอดอายุการใช้งาน”

ความยั่งยืน – หนึ่งในสาระสำคัญของศูนย์บริการมาตรฐาน VCDR”

ความยั่งยืนซึ่งเป็นสิ่งที่วอลโว่ให้ความสำคัญเสมอมา ถูกนำมาผสานเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์บริการมาตรฐาน VCDR ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การทำสีรถซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่มีส่วนสร้างมลภาวะสู่สิ่งแวดล้อม ศูนย์บริการมาตรฐาน VCDR จะมีการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองขนาดเล็กออกสู่ชั้นบรรยากาศ ผ่านการติดตั้งระบบระบายอากาศแรงดันต่ำแบบเพิ่มความเข้มข้นของออกซิเจน พร้อมตัวควบคุมอัตโนมัติ (Pulse Width Modulation: PWM) เพื่อลดการใช้พลังงานเมื่อไม่มีกิจกรรมและเพิ่มอัตราการระบายอากาศเมื่อเริ่มทำการพ่นสีรถ (เช่น พัดลมดูดอากาศจะเริ่มทำงานเมื่อปืนพ่นสีทำงาน) ส่วนขั้นตอนการอบสีรถ จะใช้แบตเตอรี่ทำความร้อนระบบไฟฟ้าแทนการใช้แก๊สหรือน้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และปริมาณคาร์บอนจากการทำงานในภาพรวม นอกจากนี้ อากาศกว่า 80% จะถูกดูดผ่านระบบกรอง 6 ชั้นเพื่อลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและฝุ่นละอองขนาดเล็กสู่ชั้นบรรยากาศ และนำอากาศเหล่านั้นกลับหมุนเวียนในการอบสีเพื่อลดปริมาณการใช้พลังงาน

สำหรับสีทุกชั้นผิว เลือกใช้สีระบบน้ำเพื่อลดการใช้สารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds: VOC) อีกทั้งรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่ ๆ ได้ปรับเปลี่ยนขั้นพื้นฐานด้วยการใช้สีระบบน้ำ เพื่อลดการใช้สารเคมีและขั้นตอนการทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของพนักงาน

นอกจากนี้ วอลโว่ยังปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานของช่างเทคนิคให้มีการสัมผัสเครื่องจักรและสารเคมีน้อยลง เพื่อแสดงถึงความใส่ใจต่อผู้คน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะลูกค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพนักงานผู้ทุ่มเทของวอลโว่

ศูนย์บริการมาตรฐาน VCDR” ในประเทศไทย

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย พร้อมตอบรับแผนงาน Volvo Certified Damage Repair Centre (VCDR)” ของวอลโว่สากล เพื่อยกระดับการบริการในประเทศ โดยจะให้ความสำคัญกับการดำเนินงานหลัก 3 ด้าน ได้แก่

1) การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและขั้นตอนการทำงานที่เหมาะสมเพื่อผลงานที่มีคุณภาพ ลดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อม และใช้พลังงานให้น้อยที่สุด

2)  การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อบริการที่รวดเร็ว มอบประสบการณ์ลูกค้าชั้นเยี่ยมที่ทุกคนพึงพอใจ

3)  การบริหารทรัพยากรอย่างมีคุ้มค่าเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและยืดหยุ่นของธุรกิจในภาพรวม

ปัจจุบัน ศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน VCDR ของวอลโว่ ในเมืองไทยที่ดำเนินงานตามมาตรฐาน และพร้อมให้บริการแล้ว มี 2 แห่ง ได้แก่

บริษัทสแกนดิเนเวียน ออโต้ จำกัด (สาขาหทัยราษฎร์) ตั้งอยู่เลขที่ 55/88 หมู่ 11 ถนนหทัยราษฎร์ แขวงลาดสวาย เขตลำลูกกา จังหวัด ปทุมธานี 12150

บริหารงานโดย คุณเสรี แซ่คู กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า “ในปัจจุบันการทำธุรกิจแบบครบวงจรเป็นสิ่งสำคัญ เพราะตอบโจทย์ลูกค้าทุกอย่าง เดิมมีการบริหารโชว์รูมและศูนย์บริการของวอลโว่ที่ถนนรามอินทราอยู่แล้ว และมีความสนใจขยายธุรกิจออกไป เลยตัดสินใจลงทุนเพื่อทำ Volvo Certified Damage Repair Centre (VCDR) บนถนนหทัยราษฎร์ เพื่อรองรับการบริการครบวงจรของลูกค้าวอลโว่ในเขตกรุงเทพฯ ทั้งหมด โดยเฉพาะลูกค้าในโซนพื้นที่ส่วนเหนือ มาตรฐานการทำงานและขั้นตอนได้ถูกกำหนดโดยวอลโว่ คาร์ (สวีเดน) ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจและไว้วางใจในการเข้ารับบริการจากเราเพิ่มมากขึ้น”

บริษัทนิวตัน บอดี้ แอนด์ เพนท์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 199 ถนนบรมราชชนนี แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170

บริหารงานโดย คุณพีรพร ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า “มีความมั่นใจกับการทำธุรกิจร่วมกับ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นทุนเดิม เพราะเป็นผู้จัดจำหน่ายและศูนย์บริการอย่างเป็นทางการ ในพื้นที่เขตตลิ่งชันมาก่อน เมื่อมีการเสนอแผนธุรกิจของ Volvo Certified Damage Repair Centre (VCDR) และตรงกับความตั้งใจของตนเอง จึงไม่รี่รอที่จะลงทุนเพื่อขยายการบริการให้ครบวงจรสำหรับลูกค้าวอลโว่ในเขตกรุงเทพฯ และ ครอบคลุมในพื้นที่ส่วนใต้ทั้งหมด ปัจจุบันได้ให้บริการลูกค้าวอลโว่แล้ว และมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเกินความคาดหมายประกอบกับความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่ Volvo Certified Damage Repair Centre ที่ได้รับการอบรมและตรวจสอบคุณภาพการทำงานทุกขั้นตอนตามแบบมาตราฐานของวอลโว่ คาร์ (สวีเดน)

หลังจากที่วอลโว่นำเสนอคอนเซ็ปต์ Volvo Retail Experience (VRE) เพื่อมอบบรรยากาศโชว์รูมที่สวยงามหรูหราโปร่งสบายสไตล์สแกนดิเนเวียน ตลอดจนบริการที่เป็นมิตรจากพนักงานทุกแผนก และ Volvo Personal Service (VPS) ที่เพิ่มความสะดวกสบายในการติดต่อสื่อสารโดยตรงกับช่างเทคนิค เพื่อให้เจ้าของรถได้รับทราบการซ่อมบำรุงทุกขั้นตอนและกำหนดวันรับส่งรถโดยละเอียด การนำเสนอ Volvo Certified Damage Repair Centre (VCDR) ครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวย่างสำคัญของวอลโว่ในการยกระดับประสิทธิภาพในส่วนของฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยีศูนย์ซ่อมบำรุง เพื่อให้ทุก ๆ แผนกได้รับการอัปเกรดไปพร้อมกัน และสามารถบูรณาการเพื่อมอบประสบการณ์ลูกค้าที่ดีเยี่ยมให้แก่เจ้าของรถยนต์วอลโว่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และด้วยการนำเสนอรถยนต์พลังงานสะอาดระดับพรีเมียม เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการให้ความสำคัญกับภาวะโลกร้อน ผมเชื่อว่าวอลโว่จะสามารถนำเสนอมูลค่าการครอบครองยานยนต์ชั้นเลิศแก่ผู้บริโภค ทั้งในแง่ธุรกิจและสิ่งแวดล้อมต่อไปได้อย่างยั่งยืน” มร.คริส เวลส์ กล่าวสรุป

สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับรายชื่อศูนย์บริการวอลโว่ใกล้บ้านท่านได้ที่สายด่วน 02-305-4499 หรือดูข้อมูลล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ www.volvocars.com/th

ไฮไลท์จากมหกรรมยานยนต์ Auto Shanghai: GWM เดินหน้าเจาะตลาดโลกผ่าน 5 แบรนด์ยานยนต์ชั้นนำ

0

มหกรรมยานยนต์ Shanghai International Automobile Industry Exhibition ครั้งที่ 19 (Auto Shanghai 2021) ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ ในโอกาสนี้ GWM ได้เปิดตัวยานยนต์แบรนด์ใหม่ “TANK” เข้ามาเสริมทัพแบรนด์ HAVAL, WEY, ORA และ GWM PICKUP โดยนับจากนี้ไป GWM จะอาศัยแบรนด์ยานยนต์ทั้งห้านี้ในการเจาะตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง

แบรนด์ HAVAL และ PICKUP เจาะตลาดหลายแห่งทั่วโลกมานานหลายปีแล้ว และได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเปิดตัวรถกระบะ POER ในหลายตลาดทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว สำหรับในตลาดตะวันออกกลางซึ่งรถกระบะเป็นที่นิยมนั้น GWM ได้รับการยอมรับในฐานะแบรนด์ที่มีชื่อเสียง ส่วนในตลาดจีนนั้น PICKUP ครองตำแหน่งผู้ส่งออกยานยนต์อันดับหนึ่งต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเปิดตัวรถ 3rd Gen HAVAL H6 และ JOLION ก่อนบุกตลาดโลก ขณะเดียวกัน รถกระบะแบบฟูลไซส์และรถเอสยูวีต้นแบบแบรนด์ HAVAL หลากหลายรุ่นก็ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชน

แบรนด์ใหม่และรถรุ่นใหม่สะท้อนกลยุทธ์ใหม่ของ GWM ซึ่ง “เน้นผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง” รวมถึงเร่งพลิกโฉมองค์กรเป็น “บริษัทเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลก” โดย GWM ได้เปิดตัว 3 แพลตฟอร์มเทคโนโลยี ได้แก่ L.E.M.O.N., TANK และ COFIS ตลอดจนยึดมั่นในแนวคิด “ทุ่มลงทุน” ด้านการวิจัยและพัฒนา และรักษาประสิทธิภาพ บริษัทมีเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาระดับโลกครอบคลุมทั่วยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย ในรูปแบบ “10 ศูนย์ ใน 7 ประเทศ” และหลังจากนี้บริษัทจะเดินหน้าลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาสถานะความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอันล้ำสมัยต่อไป

GWM ดำเนินกลยุทธ์เจาะตลาดโลกอย่างไม่หยุดยั้งด้วยการเปิดตัวรถหลายรุ่นสู่ตลาดโลก พร้อมกับวางระบบการผลิตแบบ “12+5” ซึ่งประกอบด้วยฐานการผลิตรถยนต์ครบวงจรขนาดใหญ่ 12 แห่ง และโรงงาน 5 แห่ง ปัจจุบัน GWM มีโรงงานในประเทศไทย รัสเซีย อินเดีย ฯลฯ นอกจากนั้นยังวางเครือข่ายการขายซึ่งประกอบด้วยดีลเลอร์กว่า 500 ราย ในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมย่านธุรกิจหลักในเมืองใหญ่ของรัสเซีย ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ อเมริกากลาง อเมริกาใต้ และตะวันออกกลาง โดยบริษัทขายรถได้มากกว่า 700,000 คันในต่างประเทศ

แพลตฟอร์มเทคโนโลยีใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ และแบรนด์ใหม่ ช่วยให้ GWM เจริญรุ่งเรืองในทุกแง่มุม ในปี 2020 GWM ขายรถได้ถึง 1.11 ล้านคันทั่วโลก และส่วนแบ่งในตลาดต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นเป็น 8% ในอนาคต แบรนด์ทั้งห้าในเครือ GWM จะผนึกกำลังและเติมเต็มซึ่งกันและกัน เพื่อนำเสนอยานยนต์คุณภาพสูงและทันสมัยมากขึ้นให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก

เอ็มจี เปิดตัวรถต้นแบบแห่งโลกอนาคต “MG Cyberster” ในงาน Shanghai Auto Show 2021

0

รถต้นแบบ MG Cyberster รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% พร้อมห้องโดยสารสไตล์ E-sport คันแรกในโลก โดดเด่นด้วยความทันสมัย ความอัจฉริยะ และก้าวล้ำนำหน้า โดยสืบทอดรูปทรงคลาสสิคของรถเปิดประทุนและจิตวิญญาณของรถยนต์ MGB Roadster ไว้อย่างเต็มขั้น

สืบทอดความคลาสสิค โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ของรถยนต์สปอร์ต

MG Cyberster คือรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่มากับพร้อมห้องโดยสารสไตล์เกมมิ่งคันแรกในโลก สร้างสรรค์โดยทีมนักออกแบบของเอ็มจี โดยสืบทอดรูปทรงคลาสสิคและความเป็นผู้นำเทรนด์ของรถยนต์ MGB Roadster เข้ากับแนวทางการออกแบบใหม่ที่ผสมผสานความลงตัวของ 2 เรื่องราวความแตกต่างระหว่างสุนทรียภาพและจินตนาการเชิงศิลป์ที่สะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง

ด้านหน้าของ MG Cyberster สืบทอดดีไซน์สไตล์คลาสสิคของเอ็มจี ด้วยไฟหน้าทรงกลมและกระจังหน้าเรียวยาว พร้อมชุดไฟหน้า“Magic Eye” แบบอินเทอร์แอคทิฟ และกระจังหน้าที่ออกแบบให้ลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์  ด้านข้างของตัวรถดูสง่างามด้วยชุดไฟแอลอีดี “Laser Belt” ลงตัวกับล้อดีไซน์ใหม่แบบ “Hacker Blade”เสริมตัวรถโดยรวมให้ดูมีทรงพลังมากยิ่งขึ้น

ด้านท้ายของ MG Cyberster ใช้การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์แบบยุโรปในลักษณะท้ายสั้น หรือ Kammback พร้อมชุดไฟท้ายดีไซน์สุดล้ำแบบ “Red Wing” ด้วยเส้นไฟที่เรียวเล็กดูชัดเจน นอกจากนี้ การออกแบบโลโก้เรืองแสง ไฟเลี้ยวรูปทรงลูกศร และสปอยเลอร์หลังที่ฝังตัวอยู่ในชิ้นเดียวกันให้ความรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของรถสปอร์ตอย่างเต็มที่

ล้ำเหนือจินตนาการกับห้องโดยสารทรง E-sport แบบดิจิทัล

ภายในของ MG Cyberster สวยงามลงตัว พร้อมการเชื่อมต่ออัจฉริยะรองรับเทคโนโลยี 5G นอกจากนี้ ยังให้ระยะทางในการขับขี่ได้ไกลถึง 800 กิโลเมตรและสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ได้ในเวลาต่ำกว่า 3 วินาที 

สำหรับแนวทางการออกแบบภายในจะเป็นแบบ “Digital Fiber” ใช้การวางผังที่นั่งให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง โดยออกแบบตำแหน่งที่นั่งแยกฝั่งซ้ายขวาออกจากกัน และมีแผงหน้าปัด LED ขนาดใหญ่พร้อมจอกลางให้ความเพลิดเพลินในการขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น แผงหน้าปัดแบบชิ้นเดียวที่ผสานหลากหลายธีมไว้ด้วยกัน ไม่เพียงแค่แสดงข้อมูลสำคัญทั้งหมด แต่ยังให้อารมณ์สปอร์ตคลาสสิคในสไตล์ยุโรป เบาะรองนั่งแบบ Zero-gravity Seat มือจับหุ้มหนัง สีแดงที่บริเวณแผงประตูลงตัวกับ Laser Belt ในขณะที่เส้นสายภายในและผิวสัมผัสสร้างโมเมนตัมได้อย่างทรงพลัง และรูปทรงที่เร้าอารมณ์ยังเชื่อมโยงจากข้างนอกสู่ข้างใน ซึ่งทำให้รถทั้งคันมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน

นอกจากนี้ เอ็มจี และ Bilibili E-sports ซึ่งเป็นบริษัทด้าน E-Sport รายใหญ่ในจีนยังได้ร่วมกันสร้างค็อกพิทเกมซูเปอร์คาร์รุ่นแรกในอุตสาหกรรม ซึ่งมีดีไซน์ภายในที่รองรับการออกแบบเสียงและแสงในธีม E-sport ให้อารมณ์ความรู้สึกเสมือนหนึ่งอยู่ในโลกของเกมอย่างแท้จริง ให้ผู้ใช้โดยเฉพาะ Gen Z สามารถผสานโลกความเป็นจริงกับโลกเสมือนเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

ทางด้านสมรรถนะ MG Cyberster ติดตั้งแบตเตอรี่ไร้โมดูล (Moduleless Battery) เทคโนโลยี CTP ในเวอร์ชั่นอัพเกรดใหม่ ซึ่งให้ระยะการขับขี่ที่ไกลถึง 800 กิโลเมตร สามารถทำความเร็ว 100 กม./ชม. ได้ในเวลาไม่ถึง 3 วินาที และมีเทคโนโลยีอัจฉริยะชั้นสูง ด้วยระบบขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving) เทคโนโลยีการอัพเกรดแบบแอคทิฟ (Active-upgrading) และสมาร์ท ค็อกพิท (Smart Cockpit) นอกจากนี้ MG Cyberster ยังมีเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 อีกด้วย

รายการ Auto Motor Thailand ประจำวันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

0
Auto Motor Thailand Pic Open

พบกับรายการ Auto Motor Thailand ตั้งแต่เวลา 23.30-24.00 น. ทางททบ.5 กด 1 สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

“เรื่องรถต้องรู้”
-ทดลองขับบนเส้นทางลุยไปกับกระบะหน้าหล่อรุ่นท๊อพ All New Mazda BT 50 รุ่นท๊อพ

Auto Motor Thailand 1

“ท่องโลกยานยนต์”
– รายงานพิเศษ เรื่อง “รถเอสยูวีพลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุด”

Auto Motor Thailand 2
– เกรท วอลล์ มอเตอร์ เผยกลยุทธ์ มุ่งเป็นผู้นำด้านพลังงานไฮโดรเจนระดับโลก

Auto Motor Thailand 3

“รู้ก่อนขับกับ…อีซูซุ”
– ว่ากันด้วยเรื่องของหม้อน้ำ ควรเติมน้ำยาหล่อเย็นหรือน้ำเปล่ากันแน่

Auto Motor Thailand 4

ติดตามรับชม Auto Motor Thailand พร้อมกัน ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5 กด1 ตั้งแต่เวลา 23.00 น.เป็นต้นไป แล้วพบกันครับ