



นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ซูซูกิร่วมมือกับทาง ศูนย์นวัตกรรม KMITL FIGHT FOR COVID-19 ศูนย์วิจัยและออกแบบงานสร้างสรรค์ (Research and Creative Design Center: RCDC) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ หมอแล็บแพนด้า “ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน” ในการนำ SUZUKI CARRY รถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์มาตกแต่งดัดแปลงให้เป็นรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย (Biosafety Mobile Unit) เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ สำหรับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในเชิงรุกแบบเคลื่อนที่ ความร่วมมือในครั้งนี้มาจากแนวคิดของซูซูกิที่ต้องการช่วยเหลือสังคมผ่านโครงการ “SUZUKI Cause We Care” ที่ไม่ใช่เพียงแค่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีในสินค้าและบริการของซูซูกิสู่ลูกค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับการอยู่คู่เคียงข้างชุมชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืน
ล่าสุดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เริ่มกลับมามีความรุนแรงอีกครั้งในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดในเวลานี้ หมอแล็บแพนด้า “ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน” ได้ร่วมมือกับทางโรงพยาบาลศุขเวช และโรงพยาบาลวชิระ นำรถ SUZUKI CARRY Biosafety Mobile Unit (รถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย) ซึ่งเป็นรถต้นแบบที่ได้ถูกนำไปจัดแสดงในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2021 ที่ผ่านมา นำออกไปให้บริการตรวจเชิงรุกแบบเคลื่อนที่แก่กลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคโควิด-19 ในเขตพื้นที่อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

“การนำรถ SUZUKI CARRY Biosafety Mobile Unit ออกให้บริการประชาชนในช่วงเวลาดังกล่าวนับเป็นความตั้งใจจริงจากความร่วมมือที่เกิดขึ้นของทางซูซูกิกับ หมอแล็บแพนด้า ที่ต้องการช่วยเหลือสังคมด้วยการออกให้บริการแก่ประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนในเวลานี้ได้อย่างทันท่วงที ส่วนหนึ่งช่วยลดความแออัดของประชาชนที่กำลังเข้าไปใช้บริการในโรงพยาบาลต่างๆ เป็นจำนวนมากในเวลานี้” นายวัลลภ กล่าว

โดยตู้ชีวนิรภัย (biosafety unit) ที่ติดตั้งอยู่บนกระบะรถ SUZUKI CARRY ถูกออกแบบโดยใช้หลักการ Human-Centered Design ที่คำนึงถึงพฤติกรรมการใช้งานของผู้ปฏิบัติงานเป็นสำคัญ ทั้งในด้านดีไซน์และฟังก์ชันใช้สอยที่ตอบรับความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างตรงจุด มีระบบปรับและกรองอากาศด้วย HEPA Filter ที่มีขนาดหนากว่าปรกติด้วยวัสดุที่ทำจากเทคโนโลยีเส้นใยขั้นสูง มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นที่สูงกว่าแบบปกติมากยิ่งขึ้น และระบบแรงดันบวก (positive pressure) เพื่อป้องกันแพทย์หรือนักเทคนิคการแพทย์ผู้เก็บตัวอย่างจากภายในรถได้รับอันตรายจากเชื้อโรค ทำให้ลดการติดเชื้อโรคของผู้ปฏิบัติงาน และลดการกระจายเชื้อโรคออกสู่ภายนอกสิ่งแวดล้อม และเพื่อลดค่าใช้จ่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย
ทั้งนี้ สำหรับหน่วยงานทางการแพทย์ใดที่กำลังต้องการตรวจเชิงรุกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคโควิด-19 สามารถติดต่อเพื่อนำรถ SUZUKI CARRY Biosafety Mobile Unit ไปใช้งานได้ฟรี เพราะเป็นรถที่ถูกออกแบบมาเพื่อนำไปใช้ด้านสาธารณประโยชน์แก่ประชาชนโดยทั่วไป โดยสามารถติดต่อได้ผ่านช่องทางอีเมลล์ khunpark@gmail.com หรือหมอแล็บ แพนด้า หมายเลขโทรศัพท์ 08-7715-6166
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ภายใต้โครงการ “โตโยต้าถนนสีขาว” เดินหน้ารณรงค์ขับขี่ปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2564 ภายใต้แนวคิด “เว้นระยะอีกนิด ชีวิตปลอดภัย” มุ่งเน้นให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเว้นระยะห่างในการขับขี่อย่างเหมาะสม เพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุในการเดินทางช่วงเทศกาล พร้อมส่งมอบความสุขและความมั่นใจ ทั้งก่อน และระหว่างการเดินทางให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่านด้วยการให้บริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ฟรี 24 รายการ ที่ศูนย์บริการ ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ ภายใต้แคมเปญ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” รวมถึงการให้บริการจุดพักรถ ณ บริเวณทางหลวงขาออกไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีความสุขตลอดเส้นทาง
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ตระหนักถึงความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร จึงริเริ่มดำเนิน โครงการโตโยต้า ถนนสีขาว ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2531 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังวินัยจราจรและน้ำใจของการขับขี่รถที่ดีให้กับสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 33 ปี และเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 บริษัทฯ จึงร่วมรณรงค์การขับขี่ปลอดภัย โดยการนำวิถีชีวิตแบบใหม่ (New Normal) มาปรับใช้ในการเดินทางท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นให้มีการเตรียมตัวทั้งก่อนและระหว่างการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยทั้งคนทั้งรถ อาทิ การเตรียมหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ การเว้นระยะห่างขณะขับขี่ ไม่ขับกระชั้นชิด รวมถึงการเช็กสภาพรถยนต์ให้พร้อมก่อนออกเดินทาง เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัยตลอดเส้นทาง

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งมอบความสุข และสร้างความมั่นใจในการเดินทางท่องเที่ยว บริษัทฯ พร้อมกับผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ จึงได้มีการให้บริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ฟรี 24 รายการ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ภายใต้แคมเปญ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรถยนต์ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถนำรถยนต์ไปตรวจเช็กได้ตั้งแต่ วันนี้ – 30 เมษายน 2564 โดยมีรายการตรวจเช็ก 24 รายการ ดังนี้

นอกจากนี้ โตโยต้า ยังได้ร่วมมือกับแขวงทางหลวงนครราชสีมาที่ 2 จัดจุดพักรถ ณ ศูนย์บริการทางหลวงลำตะคอง จ.นครราชสีมา โดยมีการให้บริการน้ำดื่ม ผ้าเย็น และหน้ากากอนามัยแก่ผู้ที่เดินทางไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 12 – 14 เมษายน 2564
ด้วยความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนความสุขและสร้างรอยยิ้มให้กับสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง โตโยต้า ขอเชิญชวนทุกคนมามีส่วนร่วมในการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย “เว้นระยะอีกนิด ชีวิตปลอดภัย” โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่มีการใช้รถใช้ถนนมากเป็นพิเศษ เพื่อให้คนไทยทุกคนเดินทางกลับบ้านด้วยความสุขและปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์
ตลอดช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา วงการยานยนต์โลกได้มีการพูดถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าการพัฒนารถยนต์รูปแบบใหม่สำหรับใช้งานจริงต้องอาศัยระยะเวลาเพื่อการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง เครื่องยนต์ แบตเตอรี่ และระบบประจุไฟ รวมไปถึงฟีเจอร์การขับขี่อื่น ๆ ให้ต้องทำงานให้สอดคล้องกันทั้งระบบ ต่อมาได้มีการผลิตรถยนต์แบบปลั๊กอินไฮบริดขึ้นเพื่อปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าในบางส่วน ซึ่งก็สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นเป็นที่น่าพอใจ และทำให้เราเข้าใกล้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ
หากการสร้างสรรค์รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบสมบูรณ์ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ารถยนต์เครื่องสันดาปก็ยังเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับทีมวิศวกรของแบรนด์รถยนต์ชั้นนำ และทำให้การรอคอยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอุดมคติกินเวลาเนิ่นนานหลายปี
ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ในปีนี้ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่สู่โลกยานยนต์ ด้วยการเปิดตัว VOLVO XC40 RECHARGE PURE ELECTRIC เอสยูวีพลังไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของแบรนด์และยังเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในไทยและอาเซียน ทั้งยังเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้าที่มีสมรรถนะเทียบเคียงได้กับรถยนต์เครื่องสันดาปตัวท็อปของโลก และปลดข้อจำกัดด้านการใช้งานรถยนต์พลังไฟฟ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้รถยนต์รุ่นนี้สร้างความฮือฮาและเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้เลยทีเดียว

หนึ่งในความท้าทายที่ยากที่สุดของรถยนต์พลังไฟฟ้าคือการประจุไฟแบตเตอรี่ที่ต้องใช้เวลานานมากและยังสามารถวิ่งได้ในระยะทางสั้น ๆ เท่านั้น แต่ VOLVO XC40 RECHARGE PURE ELECTRIC แก้เกมด้วยการติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไออน 78 กิโลวัตต์ชั่วโมงที่พัฒนาขึ้นใหม่ที่ใช้เวลาชาร์จไฟจาก 0-100% เพียง 6-8 ชั่วโมงด้วยเครื่องชาร์จไฟมาตรฐานขนาด 11 กิโลวัตต์ (Wall-Box EV Changer) และสามารถเลือกใช้ระบบชาร์จเร็วได้ซึ่งช่วยให้ชาร์จทันใจขึ้นมาก โดยชาร์จไฟได้ถึง 80% ในเวลาเพียง 40 นาที และเมื่อชาร์จเต็ม 100% จะสามารถวิ่งได้ไกลถึง 400 กิโลเมตร!!! (ตามมาตรฐานการทดสอบ WLTP)
แน่นอนว่าวอลโว่ไม่ได้แก้ปัญหาเพียงแค่เรื่องระยะการวิ่งเท่านั้น แต่ยังคำนึงสมรรถนะการขับขี่ที่ต้องแรงและเร็วไม่แพ้รถยนต์ปกติ จึงติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวแบบควบคุมแยกเพลาหน้า (Electric Front Axle Drive: EFAD) และเพลาหลัง (Electric Rear Axle Drive: EFRD) โดยเป็นระบบส่งกำลังไฟฟ้าแบบสี่ล้อตลอดเวลา (All-Wheel Drive) ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 408 แรงม้า ทรงพลังด้วยแรงบิดสูงสุด 660 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่ 180 กม./ชม. โดยได้ของแถมมาคือประสิทธิภาพการขับขี่ที่นุ่มนวลละเสถียรกว่าเครื่องยนต์สันดาปที่ต้องมีการจุดระเบิดของเชื้อเพลิง รถยนต์รุ่นนี้จึงวิ่งด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่เงียบมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การยกเครื่องยนต์สันดาปออกไปยังทำให้ท้องเครื่องมีพื้นที่เหลือมากขึ้น และมากพอให้วอลโว่โชว์ศักยภาพการออกแบบเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระใต้กระโปรงหน้าได้มากขึ้นถึง 31 ลิตร และด้วยภาระความร้อนของเครื่องยนต์พลังไฟฟ้าที่น้อยลง จึงไม่จำเป็นต้องมีตะแกรงระบายความร้อนขนาดใหญ่เหมือนรถยนต์ทั่วไป เปิดโอกาสให้วอลโว่ดีไซน์โลโก้แบรนด์เท่ๆ ขนาดใหญ่แปะตรงด้านหน้ารถได้เป็นครั้งแรก ส่วนเรื่องระบบความปลอดภัยนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะวอลโว่คือหนึ่งในแบรนด์ที่มีระบบความปลอดภัยในการขับขี่ดีที่สุดของโลก รถยนต์พลังไฟฟ้า 100% รุ่นแรกนี้จึงจัดเต็มด้านฟีเจอร์ช่วยการขับขี่เช่นเดียวกับรุ่นท็อปอื่น ๆ ของแบรนด์ เรียกว่าถอดทั้งระบบมาใส่ไว้ให้อุ่นใจไม่ต่างกัน

หนึ่งความไฮเทคสุดๆ ที่มีใน VOLVO XC40 RECHARGE PURE ELECTRIC คือการร่วมมือกับ Google ในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นบนระบบปฏิบัติการ Android Automotive OS เพื่อให้ผู้ขับใช้งานแอปต่าง ๆ ได้เหมือนกับบนสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็น Google Maps, Google Assistant และระบบสั่งงานด้วยเสียผ่านคำว่า “Hey Google” ในการควบคุมแอปเพื่อความบันเทิงต่าง ๆ อย่าง Sportify และแอปจาก Third party อื่น ๆ บน Google Plays และไหน ๆ จะออนไลน์ทั้งที วอลโว่จึงไปให้สุดด้วยการติดตั้งแอปพลิเคชัน Volvo on Call เพื่อการควบคุมการทำงานของรถยนต์ผ่านสมาร์ทโฟน ตลอดจนค้นหาตำแหน่งของรถยนต์ได้อย่างรวดเร็วหากถูกโจรกรรม รวมถึงใช้ติดต่อเพื่อขอรับความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เรื่องดีไซน์สไตล์สแกนดิเนเวียนถือเป็นซิกเนเจอร์ที่วอลโว่ภาคภูมิใจมาโดยตลอด และในรถยนต์พลังไฟฟ้ารุ่นแรกนี้ก็ไม่ต่างกัน ยังคงมีการออกแบบที่สื่อถึงความเรียบหรูภูมิฐาน และแฝงกลิ่นอายสปอร์ตนิด ๆ ให้ดูทันสมัยขึ้นในส่วนหลังคา ดิฟฟิวเซอร์ และล้ออัลลอยแบบใหม่ นับเป็นลูกเล่นที่ใส่มาอย่างพอดีไม่หลุดคอนเซ็ปต์รถหรูในแบบฉบับวอลโว่ โดยมีให้เลือก 7 โทนสี Denim Blue Metallic, Black Stone, Crystal White Pearl, Fusion Red Metallic, Thunder Grey Metallic, Glacier Silver Metallic และสีใหม่ล่าสุด Sage Green Metallic ที่เท่สุด ๆ สนน ราคาเปิดตัวเริ่มต้นที่ 2.59 ล้าน สำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและต้องการใช้พลังงานทดแทนเต็มรูปแบบ VOLVO XC40 RECHARGE PURE ELECTRIC ก็ถือเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจไม่น้อยเลย

การเปิดตัว VOLVO XC40 RECHARGE PURE ELECTRIC ถือเป็นความสำเร็จก้าวแรกของวอลโว่ในการเดินหน้าสู่อนาคตแห่งพลังงานสะอาดอย่างเต็มตัว และยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับวงการยานยนต์โลกเพื่อมุ่งสู่แนวทางการดำเนินงานที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรโลกไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
เมื่อเร็วๆ นี้ “ณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ” (ที่ 3 จากซ้าย) ประธาน บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด บริษัทในเครือ ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง (TOA VENTURE HOLDING : TOAVH) พร้อมผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ “จิระพล รุจิวิพัฒน์” (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ และ “ศราวิช ไชยมังกร” (ที่ 3 จากซ้าย )ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขาย ร่วมมอบเงินสนับสนุนการรักษาพยาบาลผู้ป่วยติดเชื้อ COVID -19 ระลอกใหม่ จำนวน100,000 บาท พร้อมมอบหน้ากากอนามัย N95 ให้แก่ คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา (Medical Development Clinic) โดยมี นพ.พิทักษ์ ตั้งชนะชัยอนันต์ (ที่ 2 จากขวา) รองผู้อำนวยการ คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา เป็นผู้แทนรับมอบ ณ อาคารราชเวชชาคาร
“เบนซ์ไพรม์มัส” ตระหนักถึงความสำคัญของคณะแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ที่เสียสละ และทุ่มเทแรงกาย แรงใจในการปฏิบัติหน้าที่รักษาพยาบาลผู้ป่วยโรค COVID-19 จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างขวัญและกำลังใจ เพื่อนำพาให้คนไทยก้าวผ่านวิกฤติในครั้งนี้ไปได้ด้วยดี
ฟอร์ด ประเทศไทย มอบบริการพิเศษเพิ่มความอุ่นใจให้ลูกค้าครอบครัวฟอร์ดเดินทางได้อย่างอุ่นใจและปลอดภัยตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยจะมอบบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ผ่านบริการ Ford Roadside Assistance พร้อมบริการรถทดแทนระหว่างซ่อม และบริการส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าถึงบ้าน หรือตามสถานที่ที่ลูกค้าต้องการได้ ฟรี สำหรับลูกค้ารถยนต์ฟอร์ดที่มีอายุไม่เกิน 3 ปี หรืออยู่ภายใต้การใช้งานไม่เกิน 100,000 กิโลเมตร เมื่อใช้บริการช่วยเหลือฉุกเฉินในระหว่างวันที่ 10-18 เมษายน 2564 โดยลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 หรือติดต่อใช้บริการได้ที่ 0-2305-8592
“ฟอร์ดมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบริการของเราอยู่เสมอ เราตระหนักดีว่าเทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงวันหยุดยาวที่หลายคนใช้โอกาสนี้เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือไปพักผ่อนกับครอบครัว จึงได้จัดทำบริการพิเศษเพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้ลูกค้าครอบครัวฟอร์ดอุ่นใจในทุกการขับขี่ด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง พร้อมบริการรถทดแทนระหว่างซ่อม และยังมีบริการส่งมอบรถให้ลูกค้าถึงบ้าน หรือตามสถานที่ที่ลูกค้าต้องการได้ ฟรี เพื่อให้เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนในครอบครัว” นายสันติ จิตพิชิตชัย ผู้อำนวยการ ฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว
ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ หรือดูข้อมูลแคมเปญและรายละเอียดด้านการบริการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th
เอเชีย แค็บ ผู้ผลิตและผู้ให้บริการ CABB รถแท็กซี่ที่มีต้นแบบจากลอนดอนแท็กซี่ ผนึกกำลังพันธมิตร
“เอสซีจี เคมิคอลส์” “พลังงานบริสุทธิ์” “ซัมมิท โอโต บอดี้ อินดัสตรี” ลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการ “เทคโนโลยีรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสำหรับ CABB แท็กซี่เพื่ออนาคต (CABB EV)” พร้อมกันนี้ เอเชีย แค็บ ยังได้ลงนามความร่วมมือ 2 ฝ่ายกับ “ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย)” เพื่อสนับสนุนด้านไอทีและเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของรถ

นายศฤงคาร สุทัศน์ชูโต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย แค็บ จำกัด เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างบริษัท เอเชีย แค็บ จำกัด บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ซัมมิท โอโต บอดี้ อินดัสตรี จำกัด และบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายที่จะร่วมกันพัฒนารถยนต์รับจ้างสาธารณะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีอัจฉริยะต้นแบบ (รถต้นแบบ) ภายใต้ชื่อ CABB EV ซึ่งกระบวนการพัฒนารถต้นแบบนี้มีสาระสำคัญ 5 ด้าน คือ 1.การพัฒนาโครงสร้างรถยนต์ที่มีน้ำหนักเบาโดยมีสมรรถนะและมาตรฐานด้านความปลอดภัยไม่ต่ำกว่าโครงสร้างเดิม 2.การพัฒนาระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและระบบเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ของรถยนต์ 3.การพัฒนาแหล่งพลังงานหรือแบตเตอรี่และระบบจัดการแบตเตอรี่ 4.การพัฒนาชิ้นส่วนรถยนต์ที่สามารถผลิตหรือประกอบได้ภายในประเทศ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมของประเทศไทย 5.การพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับรถต้นแบบและการสนับสนุนธุรกิจของรถต้นแบบ

สำหรับบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่ายนั้น ทาง เอสซีจี เคมิคอลส์ จะให้การสนับสนุนบุคลากร และการวิจัยเพื่อพัฒนาโครงสร้างรถยนต์ที่มีน้ำหนักเบาและเหมาะสมกับระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ทางด้าน พลังงานบริสุทธิ์ จะให้การสนับสนุนบุคลากร และการวิจัยพัฒนาเกี่ยวกับแหล่งพลังงานที่มาจากแบตเตอรี่ ระบบการจัดการแบตเตอรี่และสถานีไฟฟ้าสำหรับพลังงานแก่รถยนต์ การวิจัยพัฒนาโซลูชั่นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและเทคโนโลยีที่สนับสนุนการทำงานของรถให้ได้ประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม สำหรับ ซัมมิท จะให้การสนับสนุนบุคลากร และการพัฒนาชิ้นส่วนรถยนต์ต่าง ๆ ที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และ เอเชีย แค็บ จะประสานงานทุกฝ่ายเพื่อให้ความร่วมมือบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรถต้นแบบให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และสร้างโอกาสในการส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ที่ใช้รถยนต์แบบพวงมาลัยขวา ส่วน ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นการลงนามร่วมกัน 2 ฝ่ายกับเอเชีย แค็บ จะให้การสนับสนุนบุคลากร โครงสร้างพื้นฐานทางไอทีและเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน และเทคโนโลยีทางด้านข้อมูลเพื่อเพิ่มโอกาสและความเป็นไปได้ทางธุรกิจ โดยพันธมิตรทุกฝ่ายจะให้การสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้ทางการตลาดสำหรับรถยนต์ต้นแบบร่วมกับคู่สัญญาฝ่ายที่เหลือ

นายศฤงคาร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน เอเชีย แค็บ เป็นผู้ผลิตและผู้ให้บริการ CABB รถแท็กซี่ที่มีต้นแบบจากลอนดอนแท็กซี่ ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการด้วยมาตรฐานใหม่ ปลอดภัย สะอาด สะดวกสบาย สบายใจ นับเป็นรถแท็กซี่ที่มีคุณลักษณะโดดเด่นหนึ่งเดียวในไทย โดยเรียกใช้บริการได้ทาง CABB Application หรือ CABB Call Centre 02-0268888 หรือ CABB Stand จุดให้บริการตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งตั้งแต่เปิดตัวเมื่อประมาณกลางปี 2563 ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งานเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เอเชีย แค็บ เล็งเห็นว่าหากสามารถพัฒนารถแท็กซี่ไฟฟ้า เกิดเป็น CABB EV ได้จะเป็นการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของประเทศไทยให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งการร่วมมือกับ 4 พันธมิตรในครั้งนี้จะใช้ระยะเวลา 1 ปี หากการผลิตรถต้นแบบประสบความสำเร็จและคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ ก็จะร่วมมือกันพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรถต้นแบบในขั้นตอนถัดไป อาจจะอยู่ในรูปของการตกลงซื้อขาย การจ้างออกแบบจ้างผลิต ร่วมทุน หรือจะอยู่ในรูปของการพัฒนาธุรกิจรับจ้างสาธารณะในประเทศ หรือส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่าง ๆ เป็นต้น

“เราคาดว่า CABB EV จะผลิตสำเร็จและสามารถออกมาให้บริการประชาชนได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 นับเป็นรถแท็กซี่ไฟฟ้าสัญชาติไทยคันแรก ซึ่งจะช่วยยกระดับระบบขนส่งสาธารณะของไทยให้มีมาตรฐานมากขึ้น และเรายังคาดหวังว่าจะเห็น CABB EV เป็นแท็กซี่ที่เป็นไอคอนของประเทศไทยที่ผู้คนนึกถึง รวมทั้งตอบรับกับนโยบายของภาครัฐที่จะผลักดันให้ยานยนต์ไทยไร้มลพิษ เพื่อช่วยลดมลพิษในอากาศ และทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้น” นายศฤงคาร กล่าว
บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) รับการสนับสนุน จาก กฟน. และร่วมมือกับ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า EA Anywhere ในพื้นที่ บิ๊กซี ที่มีศักยภาพ ประเดิมส่งมอบสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาขาแรกที่ “บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า สาขาลาดพร้าว 2” ฟาก “สมโภชน์ อาหุนัย” พร้อมรุกเต็มที่ นำเครื่องอัดประจุไฟฟ้า EA Anywhere ที่เป็นระบบชาร์จเร็ว และทันสมัยที่สุดมใช้ในรอบนี้ ขณะที่ ด้าน” อัศวิน เตชะเจริญวิกุล” เผยบิ๊กซี เตรียมแผนเดินหน้าติดตั้ง และเปิดให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าในสาขาทั่วประเทศเร็วๆนี้ ขณะที่กฟน.มั่นใจ พร้อมสนับสนุนการจ่ายไฟแก่สถานีอัดประจุไฟฟ้ายานยนต์ในทุกด้าน

นาย สมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จํากัด (มหาชน) หรือ EA เปิดเผยว่า “บริษัท พลังงานมหานคร ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ EA ได้รับการส่งเสริมจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)ด้วยการเข้าลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกันประกาศแผนการลงทุนติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า โดยทาง บิ๊กซี ได้เห็นความสำคัญของการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า จึงได้ร่วมมือกับ บริษัท พลังงานมหานคร ทำการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า EA Anywhere ในพื้นที่ของบิ๊กซี ที่มีศักยภาพที่จะรองรับการติดตั้งสถานีชาร์จ จึงได้มีการพัฒนาร่วมกันมาเป็นลำดับ จนก้าวเข้าสู่ความสำเร็จด้วยการทำพิธีส่งมอบสถานีอัดประจุไฟฟ้า EA Anywhere ที่ใช้เครื่องอัดประจุไฟฟ้าที่ทันสมัยที่สุดให้แก่ บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ เริ่มต้นสาขาแรกที่ บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า สาขาลาดพร้าว 2 โดยมีแผนการขยายการติดตั้งไป ยังบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ ตามสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ”

ปัจจุบัน EA Anywhere มีสถานีให้บริการอัดประจุไฟฟ้ากว่า 400 สถานี รวมทั้งสิ้นกว่า 1,600 หัวชาร์จ ตั้งแต่ระบบธรรมดา หรือ AC Charger ไปจนถึงระบบชาร์จเร็ว และทันสมัยที่สุด หรือ DC Super-Fast Charge ที่ใช้เวลาเพียง 15-20 นาที รวมทั้งยังอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการด้วย Application “EA Anywhere” ระบบออนไลน์ที่สามารถดำเนินการทั้ง จอง จ่าย และชาร์จในคราวเดียวกัน เพื่อให้เข้ากับยุคดิจิทัล ซึ่งมีผู้ใช้บริการมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมียอดดาวน์โหลดใช้งานแล้วกว่า 19,400 ครั้ง EA Anywhere จึงนับเป็นทั้งผู้บุกเบิก และครองความเป็นผู้นำในธุรกิจให้บริการอัดประจุไฟฟ้าแก่ ยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร
“การปรับเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน และมลพิษ PM 2.5 และการที่ภาครัฐได้มีการกำหนดเป้าหมายให้ไทย เป็นฐานการผลิตรถไฟฟ้า 100% ภายในปี 2578 พร้อมเร่งรัดแผนการจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานแบตเตอรี่ เป็นสัญญาณที่ดีอย่างมาก ดังนั้น การร่วมมือกันในครั้งนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จ และจะเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม” นาย สมโภชน์กล่าว

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ครั้งนี้ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ได้ร่วมเป็นพันธมิตร กับ การไฟฟ้านครหลวง และ บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด หรือ (EA Anywhere) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนพลังงานสะอาด ช่วยลดปัญหามลภาวะทางอากาศ ให้กับชุมชน ภายใต้โครงการ “สถานีอัดประจุไฟฟ้า” โดยเปิดตัวสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ณ บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า สาขาลาดพร้าว 2 ซึ่งเป็น 1 ใน 8 สาขาที่เปิดให้บริการ โครงการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า และช่วยสร้างประสบการณ์ให้กลุ่มลูกค้าใหม่ที่จะเข้ามาใช้บริการของบิ๊กซีได้มากขึ้น เพราะในอนาคตจะมีประชาชนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นโดยเฉพาะรถยนต์ส่วนบุคคล นอกจากนี้ บิ๊กซี ยังได้เตรียมความพร้อมขยายสาขาเปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในบิ๊กซีสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังขยายตัวและจะเพิ่มขึ้นในอนาคต” นายอัศวิน กล่าว

นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน รองผู้ว่าการธุรกิจและบริการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่า “โครงการสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่เกิดขึ้นระหว่างบริษัท พลังงานมหานครจำกัด และบริษัท บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) นับเป็นการจับมือครั้งสำคัญ เนื่องจากการขยายและเพิ่มปริมาณสถานีอัดประจุไฟฟ้านั้น เป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและผู้ใช้ ยานยนต์ไฟฟ้า และช่วยส่งเสริมให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าได้มากขึ้นอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว อันจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยต่อไป”
“กฟน. พร้อมที่จะให้การสนับสนุนการจ่ายไฟ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และเป็นประโยชน์ในการขยายโครงข่ายการจ่ายไฟฟ้าอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ อันจะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญต่างๆ ในภูมิภาคนี้ได้ในอนาคต” นายจาตุรงค์ กล่าวทิ้งท้าย
พบกับรายการ Auto Motor Thailand ตั้งแต่เวลา 23.30-24.00 น. ทางททบ.5 กด 1 สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ
“รู้เรื่องรถ”
-รีวิวพร้อมทดลองขับ KIA CANUVAL 2021 รถอเนกประสงค์ 11 ที่นั่งซางมาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่ และ เทคโนโลยีความปลอดภัยทันสมัย

“ท่องโลกยานยนต์”
– ยอดจำหน่ายรถยนต์ในมอเตอร์โชว์ 2021
– ประกาศผลรางวัล European Car of the Year 2021

– อีซูซุให้น้ำเพื่อชีวิต แห่งที่ 34 ณ โรงเรียนบ้านแปลงยาว จ.ชลบุรี

“รู้ก่อนขับกับ…อีซูซุ”
-เตรียมรถให้พร้อมสำหรับเดินทางไกล จะต้องตรวจเช็คจุดไหนบ้าง
ติดตามรับชม Auto Motor Thailand พร้อมกัน ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5กด1 ตั้งแต่เวลา 23.00 น.เป็นต้นไป แล้วพบกันครับ