Home Blog Page 430

FC ซูซูกิ เฮลั่น…! โจน เมียร์ #36 กดคันเร่ง GSX-RR ขึ้นโพเดี้ยมสำเร็จ สนามเรดบูลล์ ริง เมืองสปีลเบิร์ก ประเทศออสเตรีย

0

ได้เวลาขย่มบัลลังก์กันอีกครั้ง ในศึกโมโตจีพี 2020 ทำการแข่งขันไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ สนามเรดบูลล์ ริง เมืองสปีลเบิร์ก ประเทศออสเตรีย ความยาวต่อรอบสนามอยู่ที่ 4.381 กิโลเมตร แข่งขันทั้งหมด 28 รอบสนามในสนามนี้ 2 นักแข่ง อเล็กซ์ รินส์ #42 และ โจน เมียร์ #36 จาก Team Suzuki Ecstar ยังแพ็คคู่มาพร้อมกับ Suzuki GSX-RR ลงสนามแข่งเช่นเดิม เริ่มต้นออกสตาร์ททั้ง อเล็กซ์ รินส์ #42 และ โจน เมียร์ #36 เปิดเกมรุกทันทีจนขึ้นมาเกาะอยู่ในกลุ่มผู้นำ ทำให้สนามนี้มีโอกาสลุ้นมากทีเดียว แต่การแข่งขันกรรมการได้ตีธงแดงขึ้น จึงทำให้ต้องหยุดการแข่งขัน เนื่องมาจากอุบัติเหตุในสนาม จึงทำให้ต้องออกสตาร์ทกันใหม่ ซึ่งทำให้ อเล็กซ์ รินส์ และ โจน เมียร์ ต้องมาไล่เก็บอันดับกันอีกครั้ง ความเข้มข้นเริ่มต้นด้วยการไล่ล่าตำแหน่งจ่าฝูงของ อเล็กซ์ รินส์ #42 ที่สามารถขึ้นมาเป็นจ่าฝูงได้ แต่น่าเสียดายที่พลาดท่าล้ม ในขณะที่เหลือการแข่งขันอีก 8 รอบสนามเท่านั้น แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ความฝันของชาว ซูซูกิ ดับลง ในขณะที่ โจน เมียร์ #36 ที่ขยับอันดับขึ้นมาได้ลุ้นจนขึ้นมารั้งอยู่ในตำแหน่งที่ 2 ก่อนที่การแข่งขันจะจบลง ส่งผลให้ โจน เมียร์ #36 สามารถจบการแข่งขันบนโพเดี้ยมได้สำเร็จ นับเป็นการขึ้นยืนโพเดี้ยมได้อย่างสวยงาม ในสนาม เรดบูลล์ ริง เมืองสปีลเบิร์ก ประเทศออสเตรีย
มาเอาใจช่วยกับ 2 นักแข่งทั้ง อเล็กซ์ รินส์ #42 และ โจน เมียร์ #36แห่ง Team Suzuki Ecstar กันอีกครั้ง
ในสนามถัดไปของ ศึกโมโตจีพี 2020 ยังคงดวลความคันเร่งกันที่ สนาม เรดบูลล์ ริง เมืองสปีลเบิร์ก ประเทศออสเตรีย ในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม นี้
————————————————-
สอบถามข้อมูลรถจักรยานยนต์ซูซูกิ
โทร : 02-5331-170
เว็บไซต์ : www.thaisuzuki.co.th

“น้องกัน-พชรกร” ผงาดแชมป์ เอ.พี.ฮอนด้า อะคาเดมี่ สนาม 2 “โค้ชฟิล์ม” ชมเปราะเหล่านักบิดตัวจิ๋วปีนี้มีพัฒนาการดี-เรียนรู้เร็ว

0

บันไดขั้นแรกแห่งการพัฒนานักบิดดาวรุ่งชาวไทยสู่การแข่งขันระดับโลก รายการ เอ.พี. ฮอนด้า อะคาเดมี่ ประจำปี 2020 ภายใต้โครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” มีคิวประลองความเร็วสนาม 2 ที่ไทยแลนด์ เซอร์กิต นครชัยศรี เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่า “น้องกัน” พชรกร ทองเกิดหลวง นักบิดตัวจิ๋ว วัย 10 ขวบ ควบเรซแมชชีน Honda NSF100 คว้าแชมป์สนามนี้ไปครอง ส่วนอันดับที่ 2 ได้แก่ “น้องจิมมี่” บูรพา วันมูล และอันดับที่ 3 เป็นของ “น้องไบร์ท” เตชินท์ อินทร์อภัย“ฟิล์ม” รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ นักบิดโมโตทูคนแรกของไทย ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอน เปิดเผยว่า น้องๆ ในปีนี้มีการเรียนรู้ทักษะขับขี่ที่รวดเร็วมาก หลังจากสนามแรกทีมครูฝึกได้แนะนำเทคนิคต่างๆ ไปแล้ว พอมาถึงการแข่งขันในสนามนี้ทุกคนต่างแสดงพัฒนาการของตัวเองออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน“ขณะเดียวกันในเรื่องของวินัยการออกกำลังกายเพื่อเสริมสมรรถนะให้กับร่างกาย ภาพรวมแล้วก็ถือว่าทำได้ดีครับ โดยเฉพาะเรื่องการสร้างทัศนคติที่ดีของนักแข่งมืออาชีพ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เริ่มต้น อยากให้น้องๆ ทุกคนรักษาความสม่ำเสมอนี้ไว้ เพราะตำแหน่งผู้ชนะประจำปีจะไม่ได้ตัดสินจากผลการแข่งขันเท่านั้น แต่จะมีเรื่องของการ Training ที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กันด้วยครับ” โค้ชฟิล์ม กล่าวสรุปการแข่งขัน เอ.พี. ฮอนด้า อะคาเดมี่ 2020 สนามถัดไป เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-13 กันยายนนี้ ที่สนามพีระ คาร์ท พัทยา

แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” เพื่อเป้าหมายพัฒนานักแข่งไทยสู่ศึกรถจักรยานยนต์ระดับโลก โมโตจีพี ภายในปี 2025 ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม fb.com/aphondaracingth

 

ซูบารุพร้อมมอบ 4 นวัตกรรมเทคโนโลยี 4 ข้อเสนอพิเศษ 21-30 ส.ค. นี้ ในงาน Big Motor Sale 2020

0

เพื่อเป็นการตอบแทนผู้บริโภคจากผลตอบรับที่ดีเกินคาดจากงานมอเตอร์โชว์ครั้งล่าสุดที่ผ่านมา บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ซูบารุในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เดินหน้ามอบข้อเสนอพิเศษอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำรถยนต์คุณภาพระดับพรีเมียมที่มุ่งเน้นด้านความปลอดภัยมาจัดแสดงในงาน Big Motor Sale 2020 มหกรรมยานยนต์เพื่อขายวิถีใหม่ 21-30 สิงหาคม 2563 ที่ไบเทค บางนา

 โดยในงาน Big Motor Sale 2020 ซูบารุได้จัดเซอร์ไพร์สกับแคมเปญ 4 นวัตกรรมเทคโนโลยี 4 ข้อเสนอพิเศษสุดเพื่อตอบแทนผู้บริโภคให้ได้เป็นเจ้าของรถยนต์ซูบารุคุณภาพพรีเมียมได้ง่ายขึ้น

  • ซูบารุ เอ็กซ์วี ออกรถวันนี้ ขับฟรี 90 วัน พร้อมดอกเบี้ย 0% 60 เดือน, ฟรีประกันภัยชั้น 1 และฟรีค่าบำรุงรักษา 3 ปี
  • ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ ออกรถวันนี้ ขับฟรี 90 วัน พร้อมดอกเบี้ย 0.99% 48 เดือน, ฟรีประกันภัยชั้น 1 และฟรีค่าบำรุงรักษา 3 ปี

 

4 นวัตกรรมเทคโนโลยีหลักอันเป็นเอกลักษณ์ที่ซูบารุภาคภูมิใจ

เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ (Boxer) ที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำและถูกจัดวางอย่างสมมาตรสร้างความสมดุล ยึดเกาะถนน ลดแรงสั่นสะเทือน เพื่อสุนทรียภาพในการเดินทาง  ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive) ที่กระจายการทำงาน ส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่อย่างเหมาะสมในทุกสถานการณ์ ให้การยึดเกาะถนนที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่  ซูบารุ โกลบอล แพลตฟอร์ม (Subaru Global Platform) ภายใต้วิศวกรรมการออกแบบทำให้โครงสร้างตัวถังและรอยต่อมีความแข็งแรงมากขึ้น ช่วยลดการสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยซับแรงปะทะกรณีอุบัติเหตุให้ห้องโดยสารปลอดภัยมากขึ้น เทคโนโลยีอายไซต์ (EyeSight) ที่ออกแบบมาเสมือนดวงตาอีกคู่ช่วยระวังสภาพแวดล้อมบนท้องถนน ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุเพราะความปลอดภัยรอไม่ได้

4 เทคโนโลยีหลักอันเป็นเอกลักษณ์ของซูบารุ พร้อมฟังก์ชันความปลอดภัยมากกว่า 100 รายการ ได้การยอมรับและการันตีโดยรางวัลด้านความปลอดภัยจากทั่วโลก

  • ในปี 2563 Forester เมื่อติดตั้ง EyeSight ได้รับรางวัล SAFETY PICK + (TSP +) จากสถาบันประกันภัยเพื่อความปลอดภัยบนทางหลวง (IIHS)
  • EyeSight ยังได้รับรางวัล Forester และ XV Advanced Advanced Vehicle Vehicle Triple Plus ในโครงการประเมินรถยนต์ใหม่ของญี่ปุ่นปี 2018-2019 (JNCAP)
  • Subaru Global Platform ช่วยให้ Forester ได้รับรางวัล Grand Prix จาก JNCAP 2018-2019
  • การยึดเกาะถนนและการควบคุมที่โดดเด่นโดย Symmetrical All-Wheel Drive ช่วยให้ Subaru อยู่ในอันดับที่ 1 ในการประเมินความพึงพอใจจากผู้บริโภคชาวอเมริกัน
  • ความสมดุลที่เหนือกว่าที่ได้จากจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่าของ Boxer Engine นิตยสาร Newsweek ของอเมริกายกย่องให้ Subaru เป็นหนึ่งในแบรนด์ยานยนต์ที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด

สามารถเยี่ยมชมและทดลองขับรถยนต์ซูบารุคุณภาพได้ในงาน Big Motor Sale 2020 มหกรรมยานยนต์เพื่อขายวิถีใหม่ พบกับรถยนต์ซูบารุรุ่นที่ขายดีที่สุด Subaru Forester GT, Subaru XV GT และ Subaru WRX  ระหว่างวันที่ 21-30 สิงหาคม 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการไบเทค บางนา บูธซูบารุ A08 ชมรายละเอียดแคมเปญพิเศษงาน มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 เพิ่มเติมได้ที่ www.subaru.asia/th

ผลสำรวจเผยนักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมเลือกเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว หลังคลายล็อกดาวน์

0

การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส 2019 (โควิด-19) ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทั่วโลก ทำให้นักเดินทางต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามวิถีใหม่ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยด้านสุขภาพอนามัยมากยิ่งขึ้น ล่าสุด ผลสำรวจหัวข้อ ‘อนาคตการท่องเที่ยว’ (Future of Travel) โดยศูนย์วิจัยด้านการตลาด Ipsos[1] ได้สำรวจความคิดเห็นจากนักท่องเที่ยวกว่า 11,000 คน จาก 11 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่าคนไทยกว่า 85% มีแผนเดินทางท่องเที่ยวภายในปีนี้ และกว่า 84% อยากท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งปัจจัยสำคัญของการท่องเที่ยวตามวิถีใหม่ในปัจจุบัน คือ การมีรถยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ทั้งการใช้ชีวิตประจำวันและการออกเดินทางไปท่องเที่ยวกับครอบครัว

โรดทริป: เทรนด์การท่องเที่ยวหลังโควิด-19

ผลสำรวจดังกล่าวยังพบว่าหลังคลายล็อกดาวน์ นักท่องเที่ยวทั่วโลกถึง 70% มีแนวโน้มที่จะใช้รถยนต์ในการเดินทางมากขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลในสหรัฐอเมริกา โดยแบบสอบถามจาก MMGY Travel Intelligence[2] เผยว่านักเดินทาง 67% เลือกใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับผลสำรวจจากแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลอุตสาหกรรมท่องเที่ยว Skift [3] ที่พบว่า ชาวอเมริกันกว่า 2 ใน 3 วางแผนเดินทางในรูปแบบโรดทริปหลังวิกฤตโควิด-19

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวชาวไทยถึง 71% ที่ตอบแบบสอบถามจาก Ipsos ระบุว่าวางแผนจะเดินทางภายในประเทศในปีหน้า โดยเลือกที่จะเดินทางด้วยรถยนต์ นักท่องเที่ยวหลังยุคโควิด-19 มีแนวโน้มที่จะเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่สามารถขับรถไปได้ ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและธุรกิจในท้องถิ่นและกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศได้อีกทาง

เสน่ห์ของการขับรถเที่ยว

การท่องเที่ยวแบบโรดทริปกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เพราะการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเป็นรูปแบบการเดินทางที่ปลอดภัยจากการแพร่กระจายของโรค นอกจากนี้การขับรถเที่ยวยังมีเสน่ห์และข้อดีมากมาย การขับรถไปเยือนสถานที่ใหม่ๆ ทำให้นักเดินทางสามารถชื่นชมทิวทัศน์สองข้างทาง และสำรวจสภาพภูมิประเทศที่หลากหลาย เพิ่มความสนุกสนานมากขึ้นอีกเมื่อเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสุดท้าทายแนวผจญภัยแบบออฟโรด

การเดินทางด้วยรถยนต์พร้อมกับเพื่อนหรือครอบครัว ยังเป็นการเดินทางที่มีความหมาย เพราะทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกันบนรถ ในกรณีที่มีสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนร่วมทางหลายวัยก็มีความยืดหยุ่นและสะดวกสบายหากต้องแวะพักรถ เข้าห้องน้ำ หรือรับประทานอาหารระหว่างทาง

เลือกรถที่พร้อมสำหรับการผจญภัย

แน่นอนว่า ปัจจัยสำคัญของการท่องเที่ยวตามวิถีใหม่ คือ รถยนต์ ดังนั้นการเลือกยานพาหนะคู่ใจสำหรับการเดินทาง จึงควรเลือกรถยนต์ที่เต็มเปี่ยมด้วยสมรรถนะ ตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์การเดินทางที่หลากหลาย รถเอสยูวีเป็นรถที่ตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวหลังโควิด-19 เพราะมีข้อได้เปรียบมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางเหมาะสำหรับการเดินทางเป็นหมู่คณะ มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย

รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลางที่ขับสนุกอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง ฟอร์ด เอเวอเรสต์ จึงเหมาะกับการท่องเที่ยวเดินทาง ด้วยสมรรถนะที่ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น เพื่อให้มอบประสิทธิภาพและความคล่องตัวเมื่อขับขี่ในเมือง แต่ยังสามารถลุยสมบุกสมบันได้อย่างเหนือชั้นเมื่อขับขี่แบบออฟโรด ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ (Terrain Management System) และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่ตอบโจทย์การเดินทางทุกรูปแบบ จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่เปี่ยมประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุดในเซ็กเมนต์

ระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC™ 3 ยังทำให้การเดินทางสนุกสนานมากขึ้น เพราะสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆ ทั้งเพลง พอดแคส และหนังสือเสียงได้ตลอดเส้นทาง และยังมีระบบแผนที่นำทางโดยใช้สัญญาณจากดาวเทียม ที่เพิ่มความมั่นใจเมื่อเดินทางในพื้นที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ฟังก์ชั่นอื่นๆ เช่น ระบบประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี ช่องเสียบปลั๊กในรถ และช่องยูเอสบี ยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางแบบโรดทริป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งแคมป์ท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อให้อุปกรณ์ต่างๆ ยังเชื่อมต่อได้เสมอ นับเป็นเป็นพาหนะที่พร้อมสำหรับการเดินทางตามวิถีใหม่ได้อย่างแท้จริง

 

เมื่อพิจารณาถึงข้อดีของการมีรถเอสยูวีที่ตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวแบบวิถีใหม่เพื่อให้ออกเดินทางไปท่องเที่ยวในวันพักผ่อนของครอบครัวได้อย่างสบายใจ หากลูกค้าสนใจเป็นเจ้าของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ฟอร์ดพร้อมมอบแคมเปญสุดพิเศษแห่งปี รับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังนาน 10 ปี หรือ 150,000 กม. แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2563 โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ford.co.th/Ford-DrivelineCare และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฟอร์ด คอลเซ็นเตอร์ หมายเลข 1383

 

[1] Travelers will stay close to home this summer but their confidence to travel internationally will return in 2021

[2] Travel Intentions Pulse Survey (Tips): Impact of Covid-19

[3] 41 Percent of Americans Say First Trip Will Be by Car Within 100 Miles: Skift Research Travel Tracker

 

 

Toyota Corolla Cross รุ่น Premium Hybrid Safety VS 1.8 Sport เปิดจุดดี ชี้จุดด้อย (มีคลิปวีดีโอ)

0

Toyota Corolla Cross รถกระแสแรงอีกรุ่นที่แม้จะเปิดตัวในช่วงสถานการณ์วิกฤต โควิด 19 ก็ยังฉุดความแรงไว้ไม่อยู่ ครั้งนี้เราพาไปพิสูจน์สมรรถนะของทั้งรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร กับ Hybrid ว่าแบบไหนขับสนุกกว่ากัน รวมถึงอีกประเด็นที่น่าสงสัยและเป็นที่พูดถึงด้านการเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร ติดตามคำตอบที่หลายคนรอคอยได้เลยครับ

ถือเป็นการสัมผัสบนถนนจริงครั้งแรกก็จัดหนักกับทั้งรุ่นท๊อพ Premium Hybrid Safety และ 1.8 Sport ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น แต่จริงๆแล้วในรุ่นท๊อพ ผมเคยได้สัมผัสระยะสั้นตอนช่วงเปิดตัวในพื้นที่ปิด (คลิกที่นี่เพื่อย้อนดูได้ตามลิงค์ครับ)

Toyota Corolla Cross 1

แต่การสัมผัสในครั้งนั้น ไม่ถือว่าได้รู้ซึ้งถึงอรรถรสของโปรดักส์ล่าสุดจาก บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด สักเท่าไหร่นัก การพิสูจน์สมรรถนะบนถนนจริงจึงรอคอยการสัมผัสหลังจากเปิดตัวไม่นานนัก สัมผัสแรกในครั้งนี้ผมจึงอยากนำเสนอให้กับผุ้ที่สนใจทั้งในรุ่นธรรมดา (1.8 Sport) และ Hybrid ซึ่งแน่นนอนว่าต้องมีความต่าง นอกจากรูปลักษณ์ภายนอก ในด้านสมรรถนะก็ต้องต่างกันอีกด้วย

เริ่มที่รุ่นท๊อพ Premium Hybrid Safety ทุกสิ่งอย่างเลือกสรรได้จากรุ่นนี้ ทั้งไฟหน้าแบบ Full Led พร้อมระบบ Auto Highbeam กระจังหน้าที่มีการฝังเรดาร์ของระบบช่วยเหลือ กล้องมองภาพแบบ 360 องศา รวมถึง หลังคาซันรูฟพร้อมราวหลังคา มากับความสะดวกสบายจาก Kick SenSor ที่ฝาประตูท้าย และล้ออัลลอยขอบ 18 นิ้ว

Toyota Corolla Cross 2

สำหรับรุ่น 1.8 Sport กระจังหน้าสีดำไม่มีการฝังเรดาร์ ไฟหน้าให้แสงแบบฮาโลเจน ฝาท้ายไม่สามารถติดตั้งฟังค์ชั่น kick Sensor ส่วนล้ออัลลอยมากับฝาครอบขนาด 17 นิ้ว

Toyota Corolla Cross 3

ภายในของรุ่นท๊อพมากับการตกแต่งให้ดูหรูหรา จากหนังแท้ในรูปแบบของ Terra Rossa สีน้ำตาลแดง คอนโซลสีดำตัดขอบสีเงิน เบาะนั่งผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง ส่วนผุ้โดยสารไม่มีไฟฟ้าเข้ามาช่วย และคอนโซลกลางเป็นสีดำเปียโนแบล๊ค มากับระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone เพิ่มเติมในส่วนของช่องระบายลมด้านหลังที่เท้าแขน

Toyota Corolla Cross 4

รุ่น 1.8 Sport ตกแต่งภายในสไตล์สปอร์ตด้วยหนังแท้สีดำ ส่วนเรื่องการปรับเบาะ ไม่มีระบบไฟฟ้าเข้ามาช่วยเหลือแต่อย่างใด ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติ ไม่มีการแยกคุมอุณหภูมิซ้าย/ขวา แต่ก็ยังมีช่องระบายลมด้านหลังที่เท้าแขนเช่นเดียวกัน

Toyota Corolla Cross 5

Toyota Corolla Cross 2020 ทั้ง 2 รุ่นติดตั้งพวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ มีสวิทช์ควบคุมระบบความบันเทิงที่ด้านซ้ายและระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ด้านขวา

Toyota Corolla Cross 7

รุ่นท๊อพ Hybrid Premium Safety มากับชุดมาตรวัด Multi Information Display ขนาด 7 นิ้ว ซึ่งแสดงการทำงานของสถานะระบบขับเคลื่อน รวมถึงระบบความปลอดภัยที่จัดเต็มทั้ง ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (Lane Departure Alert with Steering Assist) ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติพร้อมช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน (Dynamic Radar Cruise Control with Lane Tracing Assist) ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor) ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert) และ ระบบเตือนแรงดันลมยาง (Tire Pressure Monitoring Monitor)

Toyota Corolla Cross 8

ส่วนรุ่น 1.8 Sport ถูกยกออกไปเกลี้ยง จะเหลือไว้เพียงแต่ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และสำหรับจอแสดงผลก็ถูกลดขนาดให้เหลือเพียง 4.2 นิ้ว

Toyota Corolla Cross 9

จอทัชสกรินขนาด 9 นิ้ว บริเวณด้านบนคอนโซลจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับรถทั้ง 2 รุ่น ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อได้กับทั้ง Apple Carplay และ Android Auto รวมถึงแสดงการทำงานของระบบ T Connect และระบบโทรออกด้วยเสียง มากับลำโพง 6 ตำแหน่งรอบคัน

Toyota Corolla Cross 10

ในรุ่น 1.8 Sport จะมีการแสดงผลของกล้องมองหลัง ขณะที่ Hybrid Premium Safety นั้นมากับระบบกล้องมองภาพรอบคัน (Panaramic View Monitor) พร้อมมุมมองแบบสามมิติ

Toyota Corolla Cross 11

บริเวณคอนโซลเกียร์รุ่นท๊อพจะมีปุ่มควบคุมการทำงานของ EV Mode และสามารถปรับสไตล์การขับขี่ได้ทั้ง Eco Power และ Normal ส่วนรุ่น 1.8 Sport จะมีปุ่มควบคุมระบบป้องกันการลื่นไถล และที่คันเกียร์มีสวิตช์บวก/ลบ

Toyota Corolla Cross 13

ขุมพลังของ 1.8 Sport มากับเครื่องยนต์เบนซิน รหัส 2ZR FBE ขนาดความจุ 1,798 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 140 แรงม้าที่ 6,000 รอบ และแรงบิดสุงสุด 177 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT-I 7 จังหวะพร้อม Sequential Shift และ Shift Lock ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลาไม่เกิน 11 วินาที และอัตราสิ้นเปลืองตามอีโค่สติ๊กเกอร์ อยู่ที่ 15.5 กม./ลิตร

Toyota Corolla Cross 14

สำหรับ Hybrid Premium Safety เป็นการพัฒนาสู่เจนเนอเรชั่น 4 ซึ่งทำงานระหว่างเครื่องยนต์ 1.8 ลิตรรหัส 2 ZR-FXE ความจุ 1,798 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้าและแรงบิด 142 นิวตันเมตร ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแรงดัน 600 โวลท์ ให้พลัง 72 แรงม้า แรงบิด 163 นิวตันเมตร เมื่อรวมทั้ง 2 ระบบจะทำให้มีกำลังรวม 122 แรงม้า ระบบส่งกำลังเป็นแบบ E-CVT มีอัตราสิ้นเปลืองตามอีโค่สติ๊กเกอร์ อยู่ที่ 23.3 กม./ลิตร

Toyota Corolla Cross 15

ช่วงล่างเป็นแบบเดียวกัน ด้านหน้าแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นทอร์ชั่นบีมพร้อมเหล็กกันโคลงโดยมีการปรับตำแหน่งของโช๊คอัพให้เยื้องไปด้านหน้าเพื่อรองรับการสั่นสะเทือนและให้ความนุ่มนวลที่ดีขึ้น

ระบบความปลอดภัยนอกจากเบรกABS กระจายแรงเบรกแบบ EBD และเสริมแรงเบรก BA ยังมีระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ระบบควบคุมการทรงตัว ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน และถุงลมนิรภัย 7 จุด ซึ่งคลอบคลุมถึงถุงลมนิรภัยบริเวณหัวเข่าผู้ขับขี่ ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับรถยนต์ทั้ง 2 รุ่น

Toyota Corolla Cross 16

มาถึงรุปแบบการทดสอบ เริ่มจากรุ่นท๊อพ Hybrid Premium Safety ในด้านของการพัฒนาระบบไฮบริดนั้นทำมาได้ค่อนข้างดี EV โหมดหรือการใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเพื่อเป็นพลังงานในการขับเคลื่อน สามารถใช้ความเร็วได้ถึง 60 กม./ชม. ซึ่งต้องมีพลังงานสำรองในแบตเตอรี่ลิเธียม ที่เก็บไว้ด้านใต้เบาะนั่งของผู้โดยสารแถว 2

Toyota Corolla Cross 21

อัตราเร่งเป็นไปในรูปแบบของรถไฮบริด ไม่ค่อยหวือหวามากนัก แต่ก็สามารถทำความเร็วได้ในระดับหนึ่ง และการทำงานร่วมระหว่างเครื่องยนต์กับแบตเตอรี่ไฟฟ้านั้นสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 120 กม./ชม.ช่วงล่างมีความนุ่มนวล และพวงมาลัยติดตั้งระบบแปรผันตามความเร็ว เมื่อใช้ความเร็วสูง น้ำหนักพวงมาลัยจะปรับหน่วงให้อัตโนมัติ

Toyota Corolla Cross 18

โครงสร้างตัวถังแบบใหม่ในชื่อ TNGA พัฒนาให้มีนน.เบา แต่ให้ความทนทานสูงจึงส่งผลซับแรงสั่นสะเทือน รวมถึงการติดตั้งวัสดุซับเสียงในหลายๆส่วน แต่ยังมีส่วนที่ให้ติติงนั่นคือเรื่องการเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร เพราะเสียงที่เร็ดรอดเข้ามาตั้งแต่ความเร็วยังไม่ถึง 100 กม./ชม. ต้นเหตุมาจากยางขอบประตูและผนังห้องเครื่องยนต์ ยิ่งถ้าเปิดม่านซันรูฟออก เสียงที่เร็ดรอดเข้ามาก็จะดังขึ้นอย่างชัดเจน การทดสอบในครั้งนี้ได้มีการวัดเสียงภายในห้องโดยสาร โดยตัวเลขออกมาอยู่ที่ 80 เดซิเบลเลยทีเดียว

Toyota Corolla Cross 19

มาถึงคิวของ 1.8 Sport กันบ้าง ด้านสมรรถนะการขับขี่ถือว่าเป็นต่อเรื่องอัตาเร่งที่จัดจ้านกว่า ถึงแม้ว่ายังให้อารมณ์ของเครื่องยนต์สันดาปแบบเดิมๆ แต่ก็ตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างทันใจ และสนุกสนานกับการขับขี่ได้ด้วยระบบส่งกำลังที่เลือกบวก ลบ อัตราทดได้ที่ตำแหน่งคันเกียร์ อัตราสิ้นเปลืองอยู่ในเกณฑ์ 15.4 กม./ลิตรตามอีโค่สติ๊กเกอร์

Toyota Corolla Cross 22

ช่วงล่างถึงแม้ว่าเป็นแบบเดียวกันกับรุ่นท๊อพ แต่พอมาทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร 140 แรงม้า ก็สามารถให้อารมณ์สปอร์ตได้ลงตัว ความเร็ว 100 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องยนต์ที่ 1,800 รอบ ความเร็ว 120 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 2,200 รอบ เทียบเท่าความเร็วกับรอบเครื่องยนต์จะอยู่ในคลาสของรถอีโค่คาร์ และที่สำคัญ ประเด็นเรื่องเสียงรบกวนจากภายนอกที่เงียบกว่ารุ่นท๊อพอยู่ประมาณ 5 เดซิเบล

Toyota Corolla Cross 23

ชุดมาตรวัดที่เป็นแบบอนาลอคไม่ได้ถือว่าตกยุค เพราะออกแบบมาในสไตล์สปอร์ต แต่ส่วนของจอ Multi Information Display ถึงแม้ว่ามีขนาดเล็กลงเหลือเพียง 4 นิ้ว แต่ก็มีการแสดงผลที่ครบถ้วนทั้งอัตราสิ้นเปลือง เวลาที่ใช้งาน ระยะทางและน้ำมันคงเหลือ แต่ออฟชั่นอย่างระบบช่วยเหลือการขับขี่ถูกยกออกหมด

ความแตกต่างของรถทั้งสองรุ่นก็เป็นไปตามที่ได้กล่าวไว้ และการทดสอบก็พอสรุปว่า แม้มวยรองอย่างรุ่น 1.8 Sport จะมีออฟชั่นน้อยกว่า และไม่หวือหวาเท่ากับรุ่นท๊อพ Hybrid Premium Safety แต่ความสนุกสนานต่อการขับขี่นั้นทำได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งรวมไปถึงการเก็บเสียงภายในห้องโดยสารก็เงียบกว่าชัดเจน

Toyota Corolla Cross 24

ราคาจำหน่ายในช่วงเปิดตัวจนถึงปลายเดือนกันยายนสำหรับรุ่น 1.8 Sport อยู่ที่ 959,000 บาท ซึ่งถ้าพ้นระยะเวลานี้ไปจะพุ่งขึ้นเป็น 989,000 บาท สำหรับผู้ที่มองหารถเอสยุวีครอสโอเวอร์คงไม่ต้องคิดหนัก ในขณะที่รุ่นท๊อพนั้นตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 1.2 ล้าน ทอน 1,000 บาท ถ้าหากเทียบเรื่องระบบช่วยเหลือที่เพิ่มเข้ามา รวมถึงฝาท้ายแบบ kick Sensor และ ซันรูฟ กับผลต่างของราคาที่ 250,000 บาทก็น่าคิดไม่น้อย

Toyota Corolla Cross 25

อย่างไรก็ตามยังมีการใช้ขุมพลังไฮบริดในรุ่น Hybrid Smart และ Hybrid Premium ที่ราคาถูกกว่ารุ่นท๊อพ โดยมีการหั่นระบบช่วยเหลือและออฟชั่นออกไปตามแต่ละรุ่น สำหรับผม 1.8 Sport ก็เพียงพอต่อความต้องการแถมยังขับสนุกกว่าอีกครับ

Toyota Corolla Cross 26
ข้อมูลเทคนิค Toyota Corolla Cross Hybrid Premium Safety
เครื่องยนต์: เบนซิน 4 สูบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,798
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 98/5,200
แรงบิดสูงสุด(นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 142/3,600
มอเตอร์ไฟ้ฟ้า (แรงม้า): 72
รวมกำลังขับ(แรงม้า): 122
ระบบส่งกำลัง: E-CVT
ระบบขับเคลื่อน: ล้อหน้า
เบรก (หน้า/หลัง): ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน
ระบบกันสะเทือน (หน้า/หลัง): อิสระแม็กเฟอร์สันสตรัท/ ทอร์ชั่นบาร์
ยาว/กว้าง/สูง (มม.): 4,460/ 1,825/ 1,620
ความจุถังน้ำมัน (ลิตร): 36
ราคาจำหน่าย (บาท): 1,199,000

ข้อมูลเทคนิค Toyota Corolla Cross 1.8 Sport
เครื่องยนต์: เบนซินแบบ 4 สูบ
ความจุกระบอกสูบ(ซี.ซี.): 1,798
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 140 /6,000
แรงบิดสูงสุด(นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 177/4,000
ระบบส่งกำลัง: CVT-7 จังหวะ
ระบบขับเคลื่อน: ล้อหน้า
เบรก (หน้า/หลัง): ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน
ระบบกันสะเทือน (หน้า/หลัง): อิสระแม็กเฟอร์สันสตรัท/ ทอร์ชั่นบาร์
ยาว/กว้าง/สูง (มม.): 4,460/ 1,825/ 1,620
ความจุถังน้ำมัน (ลิตร): 47
ราคาจำหน่าย (บาท): 959,000

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ประกาศแผนธุรกิจระยะกลาง ‘Small but Beautiful’ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ประกาศแผนธุรกิจระยะกลาง 3 ปี (ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 – 2565) ภายใต้แนวคิด ‘Small but Beautiful’ มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรในภูมิภาคอาเซียนและเทคโนโลยีล้ำสมัย แผนธุรกิจใหม่จะให้ความสำคัญกับการปรับปรุงต้นทุนให้มีความเหมาะสมและยกระดับความสามารถในการสร้างผลกำไร เพื่อการวางรากฐานการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่ง มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนเมื่อครบ 3 ปีของแผนธุรกิจ

แผนธุรกิจใหม่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อการลดต้นทุนคงที่ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต ทั้งนี้การปรับปรุงกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีภายใต้แผนธุรกิจใหม่นี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น จะให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย ที่เป็นตลาดที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ยังจะเพิ่มผลกำไรด้วยการส่งเสริมเทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์และโดดเด่น อาทิ ระบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ระบบไฮบริด (HEV) และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (S-AWC)

รวมถึงการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ที่ผลิตขึ้นจากความร่วมมือกันในกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีเหล่านี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น จึงมุ่งมั่นเปิดตัวยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาด้านสังคม ที่ซึ่ง มนุษย์ รถยนต์ และธรรมชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้เป็นหนึ่งเดียว

“เราต้องการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของเราจากการขยายธุรกิจแบบรอบด้านไปสู่กลยุทธ์ที่มุ่งเน้นและให้ความสำคัญแบบเฉพาะเจาะจง” มร. ทาคาโอะ คาโตะ ผู้แทนกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น กล่าว “สิ่งแรกที่เราต้องรีบดำเนินการ ได้แก่ การปฏิรูปเชิงโครงสร้างให้เสร็จสมบูรณ์ และเสริมความแข็งแกร่งในด้านที่เรามีความชำนาญ เพื่อสร้างโครงสร้างองค์กรที่มั่นคงและสามารถสร้างผลกำไรตามแผนธุรกิจระยะกลางนี้”

หลักการดำเนินงานตามแผนธุรกิจระยะกลาง มีดังนี้:

  • ลดต้นทุนคงที่ลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2562 และมุ่งเน้นการลงทุนในภูมิภาคหลักและเทคโนโลยีสำคัญเพื่อเพิ่มผลกำไร
  • ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการด้านทรัพยากรในภูมิภาคอาเซียน และเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดให้มากกว่าร้อยละ 11
  • พัฒนาธุรกิจในภูมิภาคแอฟริกา โอเชียเนีย และอเมริกาใต้ ให้เป็นอีกหนึ่งภูมิภาคหลักต่อจากภูมิภาคอาเซียน
  • เสริมความแข็งแกร่งด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า ภายในปีงบประมาณ 2565 พร้อมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ทั้งรถอเนกประสงค์ รถกระบะ และรถเอ็มพีวี ในภูมิภาคอาเซียน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 เป็นต้นไป

มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราได้ดำเนินงานให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจระยะกลาง ‘Small but Beautiful’ โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มุ่งมั่นเดินหน้าเพื่อสร้างการเติบโตในประเทศไทยด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ และการบริการที่เป็นเลิศอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น และยังเป็นที่ตั้งของศูนย์การผลิตรถยนต์ มิตซูบิชิ ขนาดใหญ่ที่สุดนอกประเทศญี่ปุ่น โดยเราจะยังคงมุ่งมั่นในการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดภายในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”

“หนึ่งในแผนงานที่สำคัญที่สุดของเราในระยะกลาง ได้แก่ การผลิต มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ที่ศูนย์การผลิตนอกประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเราจะสามารถเปิดตัวได้ตามแผนงานที่กำหนดไว้ พร้อมกันนี้ ภายใต้แผนธุรกิจระยะกลาง บริษัทฯ มีแผนที่จะแนะนำรถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน เจเนอเรชันใหม่ และยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย อีกหลากหลายรุ่น เรายังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการดำเนินงานเพื่อลูกค้าชาวไทย” มร. ชกกิ กล่าวเพิ่มเติม

 

ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะยังคงผลิตและจำหน่ายรถยนต์รุ่นปัจจุบันครบทุกรุ่นทั้ง มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มิตซูบิชิ ไทรทัน มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์  มิตซูบิชิ แอททราจ และ มิตซูบิชิ มิราจ ที่ยังคงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในปัจจุบันก่อนที่จะพัฒนาไปสู่ยานยนต์รุ่นใหม่ที่มีความยั่งยืนอย่างรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด 

โดยเมื่อต้นปี 2563 ที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้จัดพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างโรงพ่นสีแห่งใหม่และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โดยโรงพ่นสีแห่งใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนมูลค่า 7 พันล้านบาท เพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีและยกระดับขีดความสามารถของศูนย์การผลิตรถยนต์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ดำเนินงานมาอย่างยาวนานในประเทศไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในด้านการผลิตและยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากการก่อสร้างโรงพ่นสีแห่งใหม่นี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังมีแผนที่จะปรับปรุงพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อการยกระดับศูนย์การผลิตแหลมฉบังในอนาคต

ฟอร์ดจัดโปรแรงสุดคุ้ม ‘ฟอร์ด รียูเนียน’ ลดค่าอะไหล่ ค่าแรงสูงสุด 25%

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางหลังด้วยความมั่นใจหลังคลายล็อคดาวน์ให้กับลูกค้าครอบครัวฟอร์ด ด้วยแคมเปญสุดคุ้ม ‘ฟอร์ด รียูเนียน’ มอบส่วนลดและข้อเสนอพิเศษด้านบริการสุดเร้าใจสำหรับรถยนต์ฟอร์ดทุกรุ่นทุกช่วงอายุรถ พร้อมรับสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% นาน 10 เดือน เมื่อใช้จ่ายขั้นต่ำ 5,000 บาท ขึ้นไปต่อ 1 ใบเสร็จ ผ่านบัตรเครดิตของธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงศรีอยุธยาตามประเภทบัตรเครดิตที่กำหนด พร้อมส่วนลดค่าอะไหล่และค่าแรงสูงสุดถึง 25% โดยลูกค้าครอบครัวฟอร์ดสามารถรับสิทธิประโยชน์จากแคมเปญ ‘ฟอร์ด รียูเนียน’ ได้ตั้งแต่ 10 สิงหาคม 2563 ถึง 31 ตุลาคม 2563

ฟอร์ดมุ่งมั่นพัฒนาการบริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าครอบครัวฟอร์ดด้วยความใส่ใจ ให้ลูกค้ารู้สึกอุ่นใจทุกการเดินทางด้วยการดูแลและช่วยเหลือเคียงข้างเสมือนคนในครอบครัว

รายละเอียดการรับบริการในแคมเปญ ฟอร์ด รียูเนียน

  • เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง* ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 1,140 บาท โดยราคารวมไส้กรอง แหวนรอง ค่าแรงและภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แล้ว สำหรับรถยนต์ ฟอร์ดทุกรุ่นที่อายุเกิน 5 ปี หรือ 150,000 กม. แล้วแต่ระยะใดถึงก่อนเท่านั้น
  • เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 1,605 บาท โดยราคารวมค่าแรงและภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แล้ว
  • เปลี่ยนน้ำมันเบรกราคา 235 บาท โดยราคารวมค่าแรงและภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แล้ว
  • รถฟอร์ดทุกรุ่นที่มีอายุรถ 7 ปีขึ้นไป ไม่จำกัดระยะทาง รับส่วนลดค่าอะไหล่ทุกชิ้น ของเหลวและค่าแรง 20%
  • รถฟอร์ดทุกรุ่นที่มีอายุรถ 15 ปีขึ้นไป ไม่จำกัดระยะทาง รับส่วนลดค่าอะไหล่ทุกชิ้น ของเหลวและค่าแรง 25%
  • รถฟอร์ดทุกรุ่นที่มีอายุรถไม่เกิน 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง รับส่วนลดค่าอะไหล่และค่าแรง 15% สำหรับการเปลี่ยนอะไหล่ที่อยู่ในใบตรวจสอบสภาพรถยนต์ ยกเว้นน้ำมันเครื่อง เคมีภัณฑ์และยาง สำหรับแบตเตอรี่ฟอร์ดแท้และผ้าเบรก Ford Motorcraft จากแคมเปญฟอร์ดซูเปอร์เซฟราคาอะไหล่รวมค่าแรงจะได้รับส่วนลดเพิ่ม 15% จากราคาแคมเปญปัจจุบัน
  • ฟรี ตรวจเช็คสภาพรถ 30 รายการตามใบตรวจสอบสภาพรถยนต์
  • ฟรี บริการพ่นฆ่าเชื้อภายในรถยนต์
  • ลูกค้ารับสิทธิ์ผ่อน 0% 10 เดือนสำหรับลูกค้าที่มีค่าใช้จ่าย 5,000 บาทขึ้นไป ต่อ 1 ใบเสร็จ

ข้อกำหนดและเงื่อนไขการรับสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% นาน 10 เดือน

  1. ลูกค้าต้องใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของธนาคารกสิกรไทยหรือธนาคารกรุงศรีอยุธยา 5,000 บาทขึ้นไปต่อ 1 ใบเสร็จ
  2. บัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทยทุกประเภทร่วมรายการยกเว้นบัตรเครดิตนิติบุคคล, บัตร fleet card,บัตรเครดิตแฮปปี้ออนไลน์, บัตรเครดิตไทยเบฟและบัตรไชน่ายูเนี่ยนเพย์ กสิกรไทย
  3. บัตรเครดิตธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่ร่วมรายการ ได้แก่ บัตรเครดิตกรุงศรี วีซ่า/มาสเตอร์การ์ด, บัตรเครดิตเซ็นทรัลเดอะวันเครดิตคาร์ด, บัตรเครดิตกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์และบัตรเครดิตเทสโก้ โลตัสวีซ่า
  4. เงื่อนไขในการใช้บัตรเครดิตในการผ่อนชำระเป็นไปตามที่ทางธนาคารกำหนด
  5. โปรแกรม 0% 10 เดือนเฉพาะศูนย์บริการฟอร์ดที่ร่วมรายการ สามารถสอบถามรายละเอียดการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขายนี้ที่ศูนย์บริการฟอร์ดก่อนเข้ารับบริการ

 

อนึ่ง ลูกค้าฟอร์ดทุกท่านสามารถรับทราบรายละเอียดของ แคมเปญ ‘ฟอร์ด รียูเนียน’ และศึกษาเงื่อนไขการบริการเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ford.co.th/owner/fordreunion/

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ยืนหนึ่งในใจลูกค้า กวาดยอดจองแล้วกว่า 1,500 คัน ภายใน 1 เดือน

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยกระแสตอบรับที่ดีเกินคาดของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ กวาดยอดจองแล้วกว่า 1,500 คัน ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่เปิดตัว ตอกย้ำการเป็นยนตรกรรมเอสยูวีอันดับ 1 ในใจลูกค้า ด้วยความโดดเด่นด้านดีไซน์ที่มาพร้อมหลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof) พร้อมระบบเปิด-ปิดแบบ One-Touch สมรรถนะการขับขี่ และฟังก์ชันอำนวยความสะดวกสบายล้ำสมัยระดับพรีเมียม ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายได้อย่างดีเยี่ยม

เสริมความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) และนวัตกรรมเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) ที่ยกระดับความพรีเมียมของฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ไปอีกขั้น

มาพร้อม 2 ขุมพลังทางเลือก เครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO และเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC พร้อมระบบขับเคลื่อน 4WD มีให้เลือกทั้งแบบ 7 ที่นั่งและ 5 ที่นั่ง ราคาเริ่มต้นที่ 1,369,000 บาท อีกทั้งมอบข้อเสนอโดนใจ ดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% หรือข้อเสนอ Double Smile ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 18,000 บาท อีกทั้งฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมให้ลูกค้าสัมผัสหรือทดลองขับได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อทดลองขับล่วงหน้าได้ทาง www.honda.co.th/testdrive

หลังจากที่ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ได้เปิดตัวในประเทศไทยเป็นประเทศแรกของภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย และจัดแสดงอย่างเป็นทางการที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้า สวนกระแสตลาดและสถานการณ์โควิด-19 ด้วยยอดจองกว่า 1,500 คัน ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2563

ฮอนด้า ยังตอกย้ำตำแหน่งผู้บุกเบิกตลาดและผู้นำกลุ่มรถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์ที่มียนตรกรรมหลากหลายรุ่นที่พร้อมเติมเต็มความต้องการของลูกค้าในทุกเซกเมนต์ มาพร้อมข้อเสนอพิเศษในการเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าได้ง่ายขึ้น เมื่อจองและรับรถยนต์ตั้งแต่ 1 สิงหาคม – 31 สิงหาคม 2563 ได้แก่

  • ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ยนตรกรรมไอคอนเอสยูวีระดับพรีเมียม รับดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% หรือเลือกรับข้อเสนอ “Double Smile” ผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 18,000 บาท ทุกข้อเสนอมาพร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี
  • ฮอนด้า เอชอาร์-วี ยนตรกรรมสปอร์ตครอสโอเวอร์ระดับพรีเมียม รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% หรือ เลือกรับดอกเบี้ย 2.29% พร้อมฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 2,500 บาท นาน 12 เดือน ฟรีประกันภัย 1 ปี หรือ เลือกรับข้อเสนอ “Double Smile” ดาวน์ 0 บาท ผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 10,000 บาท ฟรีประกันภัย 1 ปี ทุกข้อเสนอมาพร้อมฟรีแพ็กเกจเช็กระยะค่าแรงค่าอะไหล่ 3 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) พร้อมด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Honda 24hr Roadside Assistance)
  • ฮอนด้า บีอาร์-วี ยนตรกรรมแอคทีฟสปอร์ตครอสโอเวอร์ รับดอกเบี้ยพิเศษ 0.59% หรือเลือกรับดอกเบี้ย 1.99% พร้อมฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 3,000 บาท นาน 12 เดือน ฟรีประกันภัย 1 ปี หรือเลือกรับข้อเสนอ “Double Smile” ผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 6,000 บาท ฟรีประกันภัย 1 ปี
    ทุกข้อเสนอมาพร้อมฟรีค่าแรงในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

พบกับยนตรกรรมเอสยูวีของฮอนด้าทั้ง 3 รุ่นได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ และที่งานมหกรรมยานยนต์เพื่อขายวิถีใหม่ (Big Motor Sale 2020) ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันศุกร์ที่ 21 – วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค พร้อมข้อเสนอเดียวกันทั้งที่โชว์รูมฮอนด้าและภายในงานฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ที่ปรึกษาการขายทั่วประเทศ หรือผ่าน Webchat ทาง www.honda.co.th/autoshow หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง (Honda Call Center) โทร. 02-341-7777 และลงทะเบียนเพื่อทดลองขับได้ทาง www.honda.co.th/testdrive

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ได้ที่ www.honda.co.th/crv

YAMAHA REVS CYCLING ชวนสื่อมวลชน ร่วมออกกำลังสร้างความแข็งแรง

0

นอกเหนือจากการดำเนินธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยมาอย่างยาวนาน บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ยังดำเนินนโยบายด้านกิจกรรมส่งเสริมสังคมมาอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน โดยมุ่งหวังยกระดับคุณภาพสังคมไล่เรียงไปถึงคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมด้วยเช่นกัน รวมถึงคุณภาพชีวิตของบุคลากรและสื่อมวลชน ซึ่ง ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ให้ความสำคัญและทำกิจกรรมร่วมกันผ่านการออกกำลังกายมาอย่างสม่ำเสมอ
โดยล่าสุด นางสรวงสุดา มนัสบุญเพิ่มพูล ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส ฝ่ายการตลาดกลุ่มรถออโตเมติก และตราสินค้า บริหารลูกค้าสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์ และสื่อดิจิทัล บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้ชวนสื่อมวลชนชั้นนำสายยานยนต์ร่วมปั่นจักรยานในกิจกรรม YAMAHA REVS CYCLING ณ อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี เพื่อออกกำลังกายและกระชับความสัมพันธ์ รวมถึงสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามและบรรยากาศยามเย็น

สำหรับกิจกรรมดังกล่าวเป็นหนึ่งในแนวทางของ ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยเชิญชวนสื่อมวลชนที่ชื่นชอบในกีฬาจักรยานมาร่วมออกกำลังกาย และเล่นกีฬานี้อย่างสม่ำเสมอ ภายใต้ชื่อกลุ่ม YAMAHA REVS CYCLING ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงหลังมาตรการปลดล็อควิกฤติโควิด-19 เมื่อเร็วๆ นี้

ฟอร์ดจัดการแข่งขันโครงการ Go Further Innovator Scholarship ปีที่ 6 ชิงทุนรวม 840,000 บาท

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมกับ ทีวีบูรพา และสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (Population and Community Development Association หรือ PDA) จัดโครงการ Go Further Innovator Scholarship 2020 เปิดเวทีการแข่งขันเพื่อเฟ้นหาสุดยอดโครงงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ระดับประเทศ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 หลังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีนับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ โดยเชิญชวนนักเรียนอาชีวศึกษาและนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ ส่งโครงงานสุดยอดนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ในหัวข้อ ‘เทคโนโลยี ROAD SAFETY เพื่อทุกชีวิตปลอดภัยบนท้องถนน ชิงทุนการศึกษารวม 840,000 บาท โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม – 15 กันยายน 2563

“ฟอร์ดมุ่งมั่นในการสนับสนุนเยาวชนไทยให้มีความคิดสร้างสรรค์ในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ผ่านโครงการ Go Further Innovator Scholarship ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยเรามุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนไทยให้มีความรู้เท่าทันเทคโนโลยี และสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เวทีแสดงผลงานที่เราจัดขึ้นจะเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้นำเสนอแนวคิดและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ในอนาคต” นางสาวกมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย และตลาดอาเซียน กล่าว

 

ทุนการศึกษา Go Further Innovator Scholarship ในปี 2563 มีมูลค่ารวม 840,000 บาท ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 ทุนการศึกษาระดับอาชีวศึกษา

  • รางวัลชนะเลิศ ระดับอาชีวศึกษา สำหรับนักเรียน 1 ทุน ทุนละ 100,000 บาท และสำหรับสถาบันการศึกษา 1 ทุน ทุนละ 50,000 บาท
  • รางวัลรองชนะเลิศ ระดับอาชีวศึกษา สำหรับนักเรียน 9 ทุน ทุนละ 20,000 บาท รวม 180,000 บาท และสำหรับสถาบันการศึกษา 9 ทุน ทุนละ 10,000 บาท รวม 90,000 บาท

ทุนการศึกษาระดับอุดมศึกษา

  • รางวัลชนะเลิศ ระดับอุดมศึกษา สำหรับนิสิตนักศึกษา 1 ทุน ทุนละ 100,000 บาท และสำหรับสถาบันการศึกษา 1 ทุน ทุนละ 50,000 บาท
  • รางวัลรองชนะเลิศ ระดับอุดมศึกษา สำหรับนิสิตนักศึกษา 9 ทุน ทุนละ 20,000 บาท รวม 180,000 บาท และสำหรับสถาบันการศึกษา 9 ทุน ทุนละ 10,000 บาท รวม 90,000 บาท

โครงการในปีนี้ มีกติกาตามรายละเอียดดังนี้

  1. ระดับอาชีวศึกษา ผู้ส่งโครงงานงานเข้าประกวดจะต้องเป็นนักเรียนอาชีวะที่กำลังศึกษาในระดับอาชีวศึกษา ทั้งระดับ ปวช. และ ปวส. จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ
    สำหรับระดับอุดมศึกษา ผู้ส่งโครงงานเข้าประกวดจะต้องเป็นนิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับอุดมศึกษา จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ
  2. ส่งโครงงานได้ทั้งรูปแบบเดี่ยว คู่ หรือเป็นทีม ทีมละไม่เกิน 4 คน (รวมอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว)
  3. โครงงานที่ส่งเข้าประกวดจะต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมดูแล และลงนามรับรองยืนยันลิขสิทธิ์ และต้องเป็นโครงงานสิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นขึ้นใหม่ หรือโครงงานสิ่งประดิษฐ์ที่มีการประยุกต์ต่อยอดและมีศักยภาพในการพัฒนาให้เกิดขึ้นจริงได้และต้องไม่ซ้ำกับผลงานที่ได้รับรางวัลในปีที่ผ่านมา
  4. ผู้ส่งโครงงานสามารถดาวน์โหลดใบสมัคร Go Further Innovator Scholarship 2020 ผ่านเว็บไซต์ http://tvburabha.com/news พร้อมกรอกข้อมูลรายละเอียดให้ครบถ้วน
  5. ส่งใบสมัครพร้อมเอกสารโครงงานสิ่งประดิษฐ์ (ที่ได้รับการตรวจสอบและการลงนามรับรองจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว) มาทางไปรษณีย์ที่ บริษัท ทีวีบูรพา จำกัด เลขที่ 246/8 ซอยโยธินพัฒนา แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240 วงเล็บมุมซอง (Go Further Innovator Scholarship 2020)  พร้อมส่งไฟล์ข้อมูลสำรองมาที่ event@tvburabha.com

 

โครงการ Go Further Innovator Scholarship 2020 เปิดรับเอกสารโครงงานสิ่งประดิษฐ์ ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคมถึง 15 กันยายน 2563 (โดยยึดตามตราประทับไปรษณีย์) คณะอนุกรรมการจะตรวจพิจารณาเอกสารและประกาศผลผู้เข้ารอบระดับละ 10 ทีม รวมจำนวน 20 ทีมในวันที่ 6 ตุลาคม 2563 ทางเว็บไซต์ www.tvburabha.com  ทีมที่ได้รับการคัดเลือกต้องติดต่อกลับผู้ประสานงานโครงการฯ เพื่อยืนยันสิทธิ์และยืนยันการร่วมส่งโครงงานสิ่งประดิษฐ์ภายในระยะเวลา 3 วัน โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการได้ทาง Facebook: ฟอร์ด Facebook: บริษัท ทีวีบูรพา จำกัด Facebook: สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน – PDA

ติดต่อผู้ประสานงานโครงการฯ คุณพิชญา จงวัฒนาพรชัย (จอย) โทรศัพท์ 0-2158-6122 ต่อ 624 หรือ 089-479-6214 โทรสาร 0-2158-6141 Email: pitchaya@tvburabha.com หรือ event@tvburabha.com

วันนำเสนอนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เพื่อชิงรางวัลทุนการศึกษาจะจัดขึ้นในวันศุกร์ ที่ 13 พฤศจิกายน 2563 ตั้งแต่เวลา 08.00 โดยจะมีการประกาศผลในเวลา 17.00 น. ณ ห้อง Grand Ballroom ชั้น 2 อาคาร E คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) ถนนประดิษฐ์มนูธรรม (เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา) กรุงเทพมหานคร