Home Blog Page 486

MOTO GUZZI V85 TT สัมผัสเสน่ห์ตามแบบฉบับคลาสสิกเอ็นดูโร่

0

บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมชั้นนำ “พิอาจิโอ” และ “เวสป้า” พร้อมด้วยมอเตอร์ไซค์ระดับตำนาน “อาพริเลีย” และ “โมโต กุซซี่” สัญชาติอิตาเลี่ยนแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย นำเสนอ “โมโต กุซซี่ วี 85 ทีที (MOTO GUZZI V85 TT)” รถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกเอ็นดูโร่ที่มาพร้อมนิยามแห่งแบรนด์ทุกประการ กับที่สุดแห่งผลลัพธ์การออกแบบ พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์และสมรรถนะ เพื่อขับเคลื่อนไลฟ์สไตล์การขับขี่ในทุกวันของคุณให้ไม่จำเจอีกต่อไป

โมโต กุซซี่ วี 85 ทีที โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ V-Twin 90 องศา 2 วาล์วต่อกระบอกสูบกับขนาดความจุ 853 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 59 กิโลวัตต์ (80 แรงม้า) ที่ 7,750 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 80 นิวตัน-เมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที ระบายความร้อนด้วยอากาศ ส่งกำลังผ่านเกียร์ 6 สปีด โมโต กุซซี่ รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับโช้คอัพหน้าแบบ Hydraulic Telescopic ขนาด 41 มม. โช้คอัพหลังแบบสวิงอาร์มคู่พร้อมโช้คอัพเดี่ยวด้านขวา ส่วนระบบเบรกด้านหน้ามาพร้อมกับจานดิสก์เบรกสแตนเลสขนาด 320 มม. พร้อมคาลิปเปอร์เบรกจับยึดแบบเรเดียล 4 ลูกสูบวางตรงข้ามจาก Brembo และด้านหลังเป็นจานดิสก์เบรกสแตนเลสขนาด 260 มม. พร้อมคาลิปเปอร์แบบลอยตัว 2 ลูกสูบ นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับล้อแม็กแบบ Spoked wheels ขนาด 19″ ด้านหน้า และ 17″ ด้านหลัง 

ด้านดีไซน์ โมโต กุซซี่ วี 85 ทีที โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ LED คู่ พร้อมอุปกรณ์มาตรฐาน รวมถึงคันเร่งไฟฟ้า, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control) และหน้าจอแบบ TFT เชื่อมต่อการทำงานผ่านแอปพลิเคชัน MOTO GUZZI MIA ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์เข้ากับรถจักรยานยนต์เพื่อใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ของอุปกรณ์ให้สามารถทำงานได้มากยิ่งขึ้น และยังมีหลากหลายอุปกรณ์เสริมพิเศษให้เลือกใช้
MOTO GUZZI V85 TT
ผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่สไตล์คลาสสิกเอ็นดูโร่ไม่ควรพลาด มีวางจำหน่ายทั้งสีพิเศษกับ Moto Guzzi V85 TT Evocative Graphics ได้แก่ สี Giallo Sahara และ สี Rosso Kalahari ราคา 779,000 บาท และสี Grigio Atacama ราคา 759,900 บาท  หรือสอบถามได้ที่ Motoplex Bangkok โครงการ เอ สแควร์ สุขุมวิท 26

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มอบข้อเสนอสำหรับมอเตอร์ไซค์ GS พิเศษสุดถึง 3 ต่อ

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ชวนพิสูจน์จิตวิญญาณนักผจญภัย ตัวจริงใน GS Trophy Thailand Qualifier 2019 มอบข้อเสนอสำหรับมอเตอร์ไซค์ GS พิเศษสุดถึง 3 ต่อ
การแข่งขันรอบคัดเลือก GS Trophy Thailand Qualifier 2019 ณ คีรีมายา รีสอร์ท เขาใหญ่ วันที่ 2-3 สิงหาคม 2562 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จะได้ร่วมลุ้นกับบรรดานักบิด GS แถวหน้าของไทยที่เข้าร่วมชิงตำแหน่งแชมป์ในสุดยอดการผจญภัยออฟโรดระดับโลก International GS Trophy 2020 ณ ประเทศนิวซีแลนด์ และสำหรับสิงห์มอเตอร์ไซค์สายพันธุ์นักสู้ที่ฝ่ฝันเข้าร่วมในการแข่งขันรอบคัดเลือกที่จะถึงนี้ สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้นอกจากฝีมือการบิดและทักษะการเอาตัวรอดที่ยอดเยี่ยม คือมอเตอร์ไซค์ GS คู่ใจ โดยบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ได้กำหนดมอเตอร์ไซค์ในตระกูล GS ที่สามารถใช้ในการแข่งขันไว้มากถึง 18 รุ่น

บีเอ็มดับเบิลยู R 1200 GS และ R 1200 GS Adventure เป็นอีกตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบในการพานักบิดตะลุยผ่านสิ่งกีดขวางและด่านทดสอบต่าง ๆ  ด้วยเครื่องยนต์บ๊อกเซอร์สองสูบที่มีระบบหล่อเย็นด้วยอากาศและน้ำให้พละกำลังสูงสุดที่ 92 กิโลวัตต์ / 125 แรงม้าที่ 7,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 125 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที โลดแล่นด้วยความเร็วสูงสุดมากกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อีกทั้งยังโดดเด่นจากสมรรถนะในการขับขี่ ด้วยโหมดการขับขี่ “Rain”, “Road”, “Dynamic” และ “Enduro” โดยมีโหมดการขับขี่แบบ Pro อีกสองโหมด ได้แก่ “Dynamic Pro” และ “Enduro Pro” ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ พร้อมหน้าจอสีแสดงผลคุณภาพสูง TFT เพื่อการขับขี่แบบออฟโรดเต็มประสิทธิภาพ
บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย มอบข้อเสนอสุดพิเศษถึง 3 ต่อ สำหรับผู้ที่ซื้อบีเอ็มดับเบิลยู R 1200 GS และ R 1200 GS Adventure ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2562

  • ฟรีแพ็คเกจ BMW Motorrad Service Inclusive ระยะเวลา 3 ปี
  • ฟรี Aluminum Panniers 3 ใบ
  • ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งนาน 3 ปี


ร่วมทดสอบขีดจำกัดของพลังนักสู้และสร้างความทรงจำในการผจญภัยครั้งสำคัญของชีวิตในฐานะตัวแทนประเทศไทย กับการแข่งขันรอบคัดเลือก GS Trophy Thailand Qualifier 2019 ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th โดยสามารถสมัครร่วมแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้ – 1 กรกฎาคม 2562
 

บีอาร์จี อวดโฉม Porsche 911 Carrera S รุ่นล่าสุด พร้อมออฟชั่นจัดเต็ม

0

บริษัท เบนซ์รามคำแหง กรุ๊ป จำกัด (บีอาร์จี กรุ๊ป) นำเสนอรถ Supercar ที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุดอย่าง Porsche 911 Carrera S โฉมใหม่ล่าสุดในปี 2019 ซึ่งโฉมนี้ใช้รหัสตัวถัง 992 เน้นความหรูหราและดุดันมากยิ่งขึ้น พ่วงมาด้วยออฟชั่นที่มีความล้ำสมัยมากกว่ารุ่นก่อนหน้านี้อย่างมาก อีกทั้งยังพกแรงม้ามากถึง 450 แรงม้า ทำให้ยานยนต์รุ่นนี้โดดเด่นและเร้าใจเพิ่มมากขึ้น
Porsche 911 Carrera S
Porsche 911 Carrera S 2019 ถูกปรับปรุงใหม่ทั้งหมด เพิ่มมิติให้กับตัวรถมากกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ได้อย่างชัดเจน มาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์ 6 ลูกสูบวางแนวนอน ขนาด 3.0 ลิตร twin turbo พ่วงด้วยเกียร์ PDK 8 สปีด ให้พละกำลังสูงสุดถึง 450 แรงม้า (มากกว่า 991.2 ถึง 30 แรงม้า) แรงบิดมหาศาล 530 นิวตันเมตร ทำความเร็วได้สูงสุดที่ 307 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถทำอัตราเร่งสูงสุด 0-100 ภายในเวลาเพียง 3.5 วินาทีเท่านั้น

ด้านเทคโนโลยีความล้ำสมัยถูกอัดเเน่นมาอย่างเต็มที่ อาทิ ระบบท่อไอเสียที่สามารถปรับเสียงดังเบาจากภายในตัวรถได้ ระบบช่วงล่างไฟฟ้า PASM ที่ผู้ขับสามรถปรับความแข็งอ่อนของโช้คได้ตามสภาวะการขับขี่ พ่วงด้วยระบบ Lift ที่สามารถยกด้านหน้าของตัวรถให้สูงขึ้นเมื่อเจอสิ่งกีดขวาง โหมดการขับขี่ มีให้เลือกมากถึง 5 โหมด  Wet, Normal, Sport, Sport+ และ Individual
       
พวงมาลัยแบบมัลติฟังชั่น ล้อแม็กหน้าขนาด 20 นิ้ว และล้อแม็กหลังขนาด 21 นิ้วขนาดใหญ่พิเศษ เพื่อช่วยสร้างสมดุลในการทรงตัวได้เป็นอย่างดี สปอยเลอร์หลังระบบอัตโนมัติ ที่จะยกขึ้นเองในความเร็วที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยเพิ่มแรงกดในด้านท้ายขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง
        
เครื่องจอระบบสัมผัสด้านหน้าขนาดใหญ่ 10.2 นิ้ว ที่สามารถตั้งค่าต่างๆในตัวรถได้อย่างครบถ้วน เบาะนั่งที่สามารถปรับได้ถึง 18 ทิศทาง โอบรัดผู้ขับนี่ได้เป็นอย่างดี อัดแน่นมาด้วยระบบความปลอดภัย เช่น ระบบป้องกันล้อล็อก, ระบบป้องกันการลื่นไถล, ระบบช่วยในการออกตัว, ถุงลมนิรภัยรอบคัน, ไฟหน้าอัจฉริยะ, ระบบล็อคความเร็วและรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอัตโนมัติ
       
สามารถชม Supercar ตัวจี๊ดคันนี้ได้ที่โชว์รูม BRG GROUP ที่เปิดมายาวนานกว่า 40 ปี พร้อมเครื่องมือพิเศษเฉพาะทางสำหรับรถยนต์ทุกรุ่น หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ BRG Hotline: 0883776992

ฮุนได มอเตอร์ พัฒนาระบบการวิเคราะห์อุบัติเหตุอัจฉริยะ

0

ฮุนได มอเตอร์ พัฒนาระบบการวิเคราะห์อุบัติเหตุอัจฉริยะ เพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยด้านยานยนต์
ฮุนได มอเตอร์ จึงร่วมมือกับ MDGo บริษัทสัญชาติอิสราเอลที่เชี่ยวชาญด้านระบบเทคโนโลยีทางปัญญาประดิษฐ์ด้านการแพทย์ (เอไอ) ร่วมกันกำหนดรูปแบบระบบความปลอดภัยขั้นสูงของรถยนต์ในอนาคต และพัฒนาการเชื่อมต่อด้านบริการเพื่อให้เข้าถึงโลกแห่งสุขภาพและยานยนต์มากยิ่งขึ้น 
ยองโช จิ ประธานและหัวหน้างานฝ่ายนวัตกรรม ฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป กล่าวว่า “MDGo  เป็นเทคโนโลยีวิเคราะห์ปัญญาประดิษฐ์ที่ยอดเยี่ยม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยแก่ผู้ขับขี่ ด้วยนวัตกรรมนี้ เราคาดว่าจะช่วยปรับปรุงการให้บริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินของรถยนต์ได้ในระยะเวลาอันสั้น ในขณะที่จุดมุ่งหมายระยะยาวของเราคือการสรรหานวัตกรรมเพื่อประสบการณ์ของผู้โดยสาร ด้วยรถยนต์ที่ปลอดภัยพร้อมเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถตรวจสอบสภาพร่างกายได้แบบเรียลไทม์”
อิเท เบนกาด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MDGo กล่าวว่า “ฮุนไดได้แบ่งปันวิสัยทัศน์ของเราในการให้บริการช่วยชีวิตผู้คน ด้วยการใช้ข้อมูลรถยนต์ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องมาปรับปรุงด้านความปลอดภัยของผู้โดยสาร เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เป็นพันธมิตรกับหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลก เพื่อลดช่องว่างระหว่างรถยนต์และการแพทย์” 

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของ MDGo (เอไอ) จะตีความข้อมูลอุบัติเหตุและรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรถยนต์และเจ้าของรถยนต์ ภายในเวลา 7 วินาทีหลังเกิดเหตุ ระบบวิเคราะห์การบาดเจ็บอัจฉริยะ ใช้ขั้นตอนวิธีอย่างละเอียดในการวัดคุณลักษณะของผู้โดยสารแบบเรียลไทม์และแจ้งเตือนบริการฉุกเฉินเพื่อส่งข้อมูลวิเคราะห์รายละเอียดของการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น เชื่อมต่อผ่านคำศัพท์ทางการแพทย์ รวมถึงการช่วยเหลือทางการแพทย์ให้แก่ผู้ขับขี่ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ด้วยการตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในรถยนต์และเทคโนโลยี MDGo   
นวัตกรรมนี้ จะช่วยรักษาชีวิตและลดการบาดเจ็บของผู้ประสบอุบัติเหตุก่อนที่จะนำส่งถึงมือแพทย์ โดยฮุนได มอเตอร์ จะส่งข้อมูลที่สำคัญเบื้องต้นเพื่อให้บริการฉุกเฉิน อาทิ ข้อมูลระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บ รวมถึงช่วยประเมินความต้องการความช่วยเหลือจากแพทย์ และปรับใช้ทักษะของบุคลากรทางการแพทย์ให้เหมาะสมก่อนจะเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุ
วิสัยทัศน์ของฮุนได มอเตอร์ คือ “เสรีภาพในการขับเคลื่อน” ซึ่งคลอบคลุมถึงการลดอุบัติเหตุที่จะมีผลต่อลูกค้า และการร่วมมือกับพันธมิตรครั้งนี้ ฮุนไดได้สร้างนวัตกรรมล้ำสมัยด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยของรถยนต์ได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย
 

“ยามาฮ่า ฟีโน่125 ใหม่… The ORIGINAL” ออโตเมติกแฟชั่นกับดีไซน์ที่สวยงามครั้งใหม่

0

ยามาฮ่า ส่งรถออโตเมติกระดับพรีเมี่ยมที่ครองใจคนไทยทั้งประเทศ ยามาฮ่า ฟีโน่125 ใหม่… The ORIGINAL” เติมสีสันใหม่…ให้กับความออริจินัล ออโตเมติกแฟชั่นกับการดีไซน์ที่สวยงามครั้งใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยีความประหยัดที่เหนือชั้นกับเครื่องยนต์บลูคอร์ ขับขี่สบายคล่องตัวด้วยระบบหัวฉีด กำลังแรง 125 ซีซี พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะ Stop & Start System* ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น และเติมน้ำมันได้หลากหลายประเภทจนถึง E85**
“ยามาฮ่า ฟีโน่125 ใหม่... The ORIGINAL”
ออโตเมติกแฟชั่นกับการออกแบบและดีไซน์ที่สวยงามครั้งใหม่ สีสันสวยบาดใจ โฉบเฉี่ยวทุกการเคลื่อนไหว ด้วยไฟหน้า FULL LED สไตล์โปรเจคเตอร์ พร้อมไฟหรี่แบบ Diamond Cut Len ส่องสว่างชัดเจนทั้งกลางวัน และกลางคืน เรือนไมล์ DUO METER ดีไซน์แยกส่วนมองเห็นชัดทุกรายละเอียด พร้อมไฟหรี่แสดงการขับเคลื่อนแบบประหยัด
                
เหนือชั้นไปอีกขั้นกับความลงตัวด้วยระบบ ANSWER BACK SYSTEM กุญแจรีโมทอัจฉริยะเปิดช่องกุญแจอัตโนมัติพร้อมไฟเรืองแสง และส่งสัญญาณบอกตำแหน่งรถ MEGA BOX ที่เก็บของขนาดใหญ่จุใจถึง 8.2 ลิตร และล้อแม็กขนาด 14”* เทรนด์สปอร์ตสุดฮิต เฉพาะในยามาฮ่า ฟีโน่125 ใหม่ รุ่น Premium
“ยามาฮ่า ฟีโน่125 ใหม่... The ORIGINAL”
เทคโนโลยีอัจฉริยะใหม่ ช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันด้วยระบบ Stop & Start System (เฉพาะในยามาฮ่า ฟีโน่125 ใหม่ รุ่น Premium เท่านั้น) อีกทั้งยังมีระบบ FLEX FUEL เติมน้ำมันได้หลากหลายประเภทตั้งแต่น้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ทุกประเภท ไปจนถึง E85 (เฉพาะในยามาฮ่า ฟีโน่125 ใหม่ รุ่น Standard เท่านั้น) มีให้เลือก 2 รุ่น 4 สีสันใหม่ คือ รุ่น PREMIUM สีขาว  ราคาแนะนำ 51,900 บาท รุ่น STANDARD สีเขียว-ขาว, สีแดง-ขาว และสีดำ-ขาว  ราคาแนะนำ 46,400 บาท
       “ยามาฮ่า ฟีโน่125 ใหม่... The ORIGINAL”      “ยามาฮ่า ฟีโน่125 ใหม่... The ORIGINAL”
พบกับ “ยามาฮ่า ฟีโน่125 ใหม่… The ORIGINAL” ได้แล้วที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่าทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263-9999 พร้อมติดตามข้อมูลข่าวสารออนไลน์ได้ที่ www.yamaha-motor.co.th 

MG ZS EV เอสยูวีพลังไฟฟ้า ราคา Shock Price เพียง 1.19 ล้านบาท

0

MG ZS EV เปิดตัวเขย่าวงการด้วยราคาเพียง 1.19 ล้านบาท ที่มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor และแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 44.5 kWh ชาร์จไฟเต็ม 100 %ผ่าน Home Charge ด้วยเวลา 6.5 ชั่วโมง ได้ระยะทาง 337 กม. อัดประจุไฟฟ้าในรูปแบบ Quick Charge ในเวลา 30 นาที ได้พลังไฟฟ้าถึง 80% พิเศษสำหรับลูกค้า 1,000 คันแรก รับฟรี Home Charge พร้อมติดตั้ง ประกันชั้น 1 และฟรีบำรุงรักษา 8 ปีไม่จำกัดระยะทาง
MG ZS EV
บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทยเร่งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดตัว “NEW MG ZS EV” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของเอ็มจีอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ทั้งยังได้ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เพื่อติดตั้งสถานีชาร์จ EA anywhere ให้กับโชว์รูมของเอ็มจี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ถึง 107 แห่งทั่วประเทศ และกำลังจะขยายเป็น 130 แห่ง ภายในปีนี้ รวมถึงลงนามความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการติดตั้งที่ชาร์จ เพื่อเป็นการลดข้อจำกัดและคลายความกังวลของผู้บริโภคในการที่จะตัดสินใจใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า
MG ZS EV
MG ZS EV ได้รับการปรับปรุงใหม่ในหลายๆด้านตามแบบฉบับของรถยนต์ไฟฟ้า 100% แต่ในส่วนของมิติตัวรถยังเป็นรูปแบบเดิมตามขนาด ความยาว 4,314 มม. ความกว้าง 1,809 มม. ความสูง 1,624 มม. ฐานล้อ 2,585 มม. ความสูงจากใต้ท้องรถ 161 มม. เปิดตัวพร้อมสีตัวถังแบบพิเศษ “สีฟ้า Copenhagen Blue”
MG ZS EV
MG ZS EV
ความงดงามของรูปลักษณ์ในแบบฉบับของรถเอสยูวีเริ่มจากกระจังหน้าที่สามารถเปิดขึ้นเพื่อไว้ชาร์จไฟโดยเป็นแบบ Socket Type 2 โคมไฟหน้ารถใช้ไฟส่องสว่างแบบ Projector ซึ่งมี Daytime Running Light อยู่ในโคมเดียวกัน ล้ออัลลอยมากับดีไซน์เฉพาะรุ่นรูปแบบใหม่ขนาด 17 นิ้ว พร้อมยาง 215/50 R17 ด้านท้ายเสริมความสวยด้วยไฟท้าย LED และหลังคายังคงความเท่ด้วย panoramic sunroof ขนาดใหญ่
MG ZS EV
MG ZS EV
ภายในได้รับการปรับปรุงให้มีความโดดเด่น วัสดุที่ใช้ยังคงเป็นแบบ Soft Touch ตกแต่งให้หรูหราด้วยวัสดุสีเงินทั้งคอนโซล แผงข้าง และขอบของมาตรวัดซึ่งมีจอ Multi Funtion Display แสดงผลการใช้งานของระบบต่างๆพร้อมกราฟฟิคแบบทันสมัย
MG ZS EV
MG ZS EV
พวงมาลัยทรงสปอร์ตหุ้มหนังติดตั้งระบบมัลติฟังก์ชั่น ซึ่งสั่งการทำงานด้วยการเชื่อมต่อกับจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้วบริเวณคอนโซลกลาง เบาะนั่งหุ้มหนังในส่วนผุ้ขับขี่ปรับได้ด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง สำหรับผู้โดยสารตอนหน้าจะปรับได้ 4 ทิศทาง
MG ZS EV
MG ZS EV
MG ZS EV
ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอลอัพเกรดความทันสมัยและห่วงใยสุขภาพผู้ใช้งานด้วยการติดตั้งระบบกรองอากาศที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กได้ถึง PM 2.5 ในส่วนของระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ยกระดับการใช้งานโดย ใน 3 แกนหลักคือ การสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย หรือ SMART Command เชื่อมต่อผ่านหน้าจอภายในรถ หรือ SMART Connect และตรวจเช็ครถจากมือถือ หรือ SMART Check ทั้งยังสามารถเช็คระดับพลังงานคงเหลือของแบตเตอรี่ การเช็คสถานะและระยะเวลาของการชาร์จแบตเตอรี่ แบบเรียลไทม์ การค้นหาสถานีอัดประจุไฟฟ้าใกล้เคียง หรือสถานีชาร์จที่โชว์รูมทั่วประเทศ นอกจากนี้จะสามารถสั่งการ MG Home Charger สำหรับการชาร์จไฟที่บ้านได้อีกด้วย
MG ZS EV
MG ZS EV
NEW MG ZS EV ได้รับการติดตั้งระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ที่สามารถ ชาร์จพลังงานในระหว่างการขับขี่กลับเข้าแบตเตอรี่ (Regenerative) ที่สามารถเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับ ได้ถึง 3 ระดับ สำหรับการขับขี่สามารถเลือกได้ถึง 3 รูปแบบ ประกอบด้วยโหมด Eco Normal และ Sport
MG ZS EV
ด้านขุมพลังได้หยิบยกเครื่องยนต์สันดาปออกพร้อมติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ซึ่งได้รับการพัฒนาให้มีการส่งกำลังที่ดี และช่วยระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น แบตเตอรี่เป็นแบบ Lithium-ion ความจุ 44.5 kWh ซึ่งผ่านการพิสูจน์ความสามารถในการขับผ่านน้ำขังที่มีความสูงได้กว่า 40 เซนติเมตร ในขณะที่แบตเตอรี่ยังคงสามารถทำงานได้ตามปกติ
MG ZS EV
ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้านี้จะส่งมอบพละกำลังสูงสุดได้ถึง 150 แรงม้าแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร สามารถเร่งจาก 0-50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ด้วยระยะเวลาเพียง 3.1 วินาที และทำความเร็ว0-100 กม./ชม.ในเวลาแค่ 8.5 วินาทีเท่านั้น นอกจากนี้ระบบส่งกำลังเดิมที่เป็นคันเกียร์อัพเกรดให้มีความหรูหราโดยใช้การหมุนเลือกตำแหน่งเกียร์เข้าไปแทน
MG ZS EV
สำหรับการชาร์จ 1 ครั้งด้วย MG HOME CHARGE จะใช้เวลาอัดประจุไฟฟ้าเต็ม 100 % ในเวลาเพียง 6.5 ชั่วโมง ซึ่งสามารถขับเคลื่อนสูงสุดได้ระยะทาง 337 กิโลเมตร ในขณะที่ใช้ Quick Charge ตามสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า ใช้เวลาเพียง 30 นาที จะได้พลังงานกลับมาที่แบตเตอรี่ถึง 80 % ส่วนสายชาร์จติดรถนั้นทาง มอก.มีกำหนดมาตรฐานไว้ให้กำลังไฟไม่สูง หากอัดประจุไฟเต็ม 100%จะใช้เวลาเกิน 12 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัย
MG ZS EV
MG ZS EV ยังได้รับการติดตั้งระบบความปลอดภัยสูงสุดในรูปแบบ Advanced Synchronized Protection System ทั้งหมด 9 ระบบ และระบบเสริมความปลอดภัยในขณะขับขี่ Advanced Driver-Assistance Systems ได้แก่
– ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-Beam Control)
MG ZS EV
– ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
MG ZS EV
– ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
MG ZS EV
– ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)
– ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning)
– ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention)
– ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist)
– ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)
– ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)
– ระบบเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
นอกจากนี้ยังติดตั้งไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home Light) ระบบป้องกัน การไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold) ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake) พร้อมระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer ตลอดจนถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวม 6 จุด รวมถึงกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์
MG ZS EV
ทั้งหมดเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งมากับ MG ZS EV โดยมีการตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 1,190,000 บาท ซึ่งสำหรับลูกค้า 1,000 รายแรก ยังจะได้รับโปรโมชั่นพร้อมของแถมพิเศษได้แก่ MG Home Charge (มูลค่า 45,000 บาท) พร้อมติดตั้ง (มูลค่า 20,000 บาท) ฟรีประกันภัยชั่น 1 และ รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปีไม่จำกัดระยะทาง
MG ZS EV
ข้อมูลทางเทคนิค: MG ZS EV
ประเภทมอเตอร์ไฟฟ้า: แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor
ประเภทของแบตเตอรี่: Lithium-ion
กำลังสูงสุด (แรงม้า): 150
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร): 350
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ
ระบบขับเคลื่อน: ล้อหน้า
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง/ทอร์ชั่นบีมพร้อมเหล็กกันโคลง
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดิสก์
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,314×1,809×1,624
ขนาดล้อและยาง: 215/50R17
ราคา (บาท): 1,190,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC เสริมทัพเอสยูวีในประเทศด้วยราคาเร้าใจ 3.04 ล้านบาท

0

บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าเสริมทัพด้วยการนำเสนอ Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC รุ่นประกอบในประเทศใหม่ล่าสุด เอาใจครอบครัวที่ชื่นชอบรถยนต์ดีเซล ในราคา 3,040,000 บาท 
รถยนต์ในกลุ่มเอสยูวีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ มีกลุ่มเป้าหมายหลักคือคนรุ่นใหม่ และครอบครัวยุคใหม่ที่ชื่นชอบความท้าทายในทุกการขับขี่ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการความนุ่มนวลและสะดวกสบายด้วย ซึ่ง Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC ได้รับการออกแบบเพื่อเพิ่มความพลิ้วไหว และมอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่นุ่มนวลยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.2 ลิตร มีอัตราการปล่อยไอเสียที่ต่ำ และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่เฉลี่ยเพียง 5.9 ลิตร/100 กม. เท่านั้น ทำให้รถยนต์ SUV รุ่นนี้เหมาะสมกับการขับขี่ในทุกๆ วัน
     
ดีไซน์ภายนอก  ตกแต่งแบบ Exclusive exterior package ที่มาพร้อมขอบโครเมี่ยม และกระจังหน้าแบบสามมิติที่ลาดต่ำลงเพื่อความสวยงาม ประดับด้วยสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ขนาดใหญ่ตรงกลางบนลาย 2 แถบ มาพร้อมกับระบบไฟหน้าแบบ LED High Performance headlamps และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว 5 ก้าน ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมที่สุดที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ในตัวเมืองด้วยความนุ่มนวลและสะดวกสบาย
     
ดีไซน์ภายใน  ถูกออกแบบเน้นความหรูหรา ทันสมัย และกว้างขวางเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครอบครัวโดยเฉพาะ ตกแต่งด้วยลายไม้แบบ Open-pore brown ash wood พร้อมเบาะหนัง ARTICO สีดำแบบ Comfort ที่ง่ายต่อการดูแลรักษา และพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน ระบบวิทยุ-ซีดี MB Audio 20 พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Bluetooth นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายขนาด 550 ลิตร ที่สามารถบรรจุได้ถึง 1,600 ลิตรเมื่อพับเบาะที่นั่งด้านหลังลง 
GLC 220 d 4MATIC      GLC 220 d 4MATIC
ด้านเทคโนโลยี  มาพร้อมกับระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่ 5 แบบ คือ ECO ที่ช่วยปรับการขับขี่เข้าสู่ระบบประหยัดน้ำมัน, INDIVIDUAL ที่สามารถบันทึกรูปแบบการขับขี่ที่ผู้ขับขี่กำหนดไว้ได้, COMFORT ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, SPORT และ SPORT+ เน้นการเพิ่มความเร้าใจให้กับการขับขี่มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีระบบช่วยในการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติพร้อม PARKTRONIC เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่ อีกทั้ง ยังติดตั้งระบบกันสะเทือน AGILITY CONTROL ที่ช่วงล่างของรถยนต์เพื่อเสริมความนุ่มนวลในการขับขี่อีกด้วย
GLC 220 d 4MATIC
ด้านสมรรถนะ  เครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ และเกียร์อัตโนมัติ แบบ 9G-TRONIC ความจุกระบอกสูบ 2,143 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 170 แรงม้า ที่ 3,000 – 4,200 รอบ/นาที แรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ1,400 – 2,800 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 8.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. และชุดอุปกรณ์ปะยางฉุกเฉินแบบ TIREFIT เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ในยามคับขัน
GLC 220 d 4MATIC

Mazda MX-5 ฉลองครบรอบ 3 ทศวรรษ เผยโฉมรุ่นพิเศษ 3,000 คัน ทั่วโลก

0

มาสด้าเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี ของรถสปอร์ตโรดสเตอร์ระดับตำนาน Mazda MX-5 โดยเผยโฉม Mazda MX-5 รุ่นพิเศษ 30th ANNIVERSARY ในงาน Chicago Auto Show ประเทศสหรัฐอเมริกา ผลิตเพื่อจำหน่ายเพียง 3,000 คันทั่วโลก สำหรับแฟนชาวไทยจะได้เป็นเจ้าของเพียง 12 คนเท่านั้น
นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า Mazda MX-5 เจนเนอเรชั่นแรก หรือที่แฟนพันธุ์แท้เรียกว่า NA เปิดตัวในงาน Chicago Auto Show เมื่อปี 1989 โดยทีมพัฒนาและออกแบบของมาสด้า ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างรถสปอร์ตเปิดประทุน น้ำหนักเบา ให้ความสนุกสนานในการขับขี่ หรูหราสง่างาม ในราคาที่จับต้องได้ จึงทำให้ Mazda MX-5 เป็นรถเปิดประทุน สองที่นั่ง มาพร้อมกับเอกลักษณ์ไฟหน้าแบบ Pop-Up ได้รับความนิยมจากแฟนทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ยอดขายเติบโตขึ้นเกินคาด

ไม่เพียงเท่านี้ ทีมงานยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องจนถือกำเนิดเจนเนอเรชั่นที่ 2 (NB) เปิดตัวในงาน Tokyo Motor Show ในปี 1997 ด้วยรูปทรงไฟหน้าที่เปลี่ยนไป ต่อมาเจนเนอเรชั่นที่ 3 (NC) ได้เปิดตัวในงาน Geneva Motor Show ในปี 2005 โดยเพิ่มรุ่นหลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ (Retractable Hard Top) และเพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อ Mazda MX-5 การเปิดตัวของเจนเนอเรชั่นที่ 4 (ND) จึงเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งที่ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป ในปี 2014 เริ่มจากรุ่นหลังคาผ้า ต่อเนื่องด้วยเปิดตัวในรุ่นหลังคาแข็งแบบ Retractable Fastback เพิ่มเติม

Mazda MX-5 ได้รับความชื่นชอบจากแฟนๆ เป็นอย่างมาก อีกทั้ง ยังการันตีคุณภาพด้วยรางวัลระดับโลกมากมาย อาทิ รถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีประเทศญี่ปุ่น ประจำปี 2015-2016 (Japan Car of the Year) ต่อด้วยรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีประเทศอังกฤษ (2016 UK Car of the Year) รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมของโลก และรางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลกประจำปี 2016 (World Car of the Year, World Car Design of the Year) ความนิยมยังคงเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลกจนกระทั่งยอดผลิตของ Mazda MX-5 สูงถึง 1 ล้าน คัน ในปี 2016 และถูกบันทึกสถิติโดย Guinness World Records ในการเป็นโรดสเตอร์ที่ขายดีที่สุดในโลก
Mazda MX-5 รุ่นพิเศษ
โดยปกติแล้ว Mazda MX-5 จะผลิตรุ่นพิเศษในโอกาสครบรอบต่างๆ เพิ่มการตกแต่งด้วยชุดแต่ง และสีตัวถังพิเศษ เพื่อมอบเป็นของขวัญสุดพิเศษให้กับแฟนพันธุ์แท้ของ Mazda MX-5 ทั่วโลก สำหรับรุ่นพิเศษครบรอบ 30 ปีนั้น ได้ผลิตเพื่อจำหน่ายเพียง 3,000 คัน ทั่วโลกเท่านั้น ดีไซน์ภายนอกยังคงความเรียบง่าย แต่มีรสนิยมสไตล์รถสปอร์ตหรู โดดเด่น สะดุดสายตาด้วยสีส้มใหม่ Racing Orange ที่ปรุงแต่งต่อยอดจากสีเหลืองของ Mazda MX-5 เจนเนอเรชั่นแรก เสมือนแสงรุ่งอรุณของวันใหม่
        
เพิ่มเอกลักษณ์เฉพาะคันด้วยป้ายสัญลักษณ์ที่ระบุข้อความ 30th ANNIVERSARY ตามด้วยเลขเฉพาะของแต่ละคัน บ่งบอกถึงการมีเพียงหนึ่งเดียวในโลก ตกแต่งด้วยชุดแต่งคุณภาพสูง อาทิ คาลิปเปอร์ดิสค์เบรกหน้าแบรนด์ Brembo และเบรกหลังสีพิเศษ, ล้ออัลลอย RAYS (forged) ขนาด 17 นิ้ว สปอร์ตหรูยิ่งขึ้นด้วยหลังคาสีดำพิเศษ
       
ภายในห้องโดยสารให้อารมณ์การขับขี่สไตล์รถสปอร์ตอย่างเต็มเปี่ยมด้วยเบาะนั่งคู่หน้า RECARO เพิ่มผิวสัมผัส ALCANTARA ที่ตำแหน่งคอนโซลหน้าและแผงประตู อีกทั้งยังมีกรอบช่องแอร์สีพิเศษ พวงมาลัย หัวเกียร์ และแผงประตู ได้รับการตกแต่งด้วยด้ายสีพิเศษ และรองรับการใช้งาน Apple CarPlay
Mazda MX-5 รุ่นพิเศษ
สมรรถนะการขับขี่ยังคงรักษาจุดแข็งของความเป็นรถสปอร์ตโรดสเตอร์ที่ขับสนุกกับเครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี เบนซิน 2.0 ลิตร และอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้นคันทั้ง i-ACTIVSENSE และ MZD CONNECT ในราคาจำหน่ายประมาณ 3.1 ล้านบาท เชื่อว่าลูกค้า 12 คน ที่ได้ครอบครอง Mazda MX-5 รุ่นพิเศษ 30th ANNIVERSARY คงจะภาคภูมิใจไม่น้อย

Royal Enfield เผยโฉมสุดยอดมอเตอร์ไซค์คัสตอม ในเทศกาล Wheels and Waves 2019

0

Royal Enfield เผยโฉมทัพรถคัสตอมรุ่นใหม่นำโดย BAAK Motocyclette และ Nought Tea GT พร้อมด้วยสุดยอดรถคัสตอมอื่นๆ อีก 5 คัน ณ เทศกาล วีลส์ แอนด์ เวฟส์ ครั้งที่ 8 ประจำปี 2019 (Wheels and Waves 2019) 
งานเทศกาล Wheels and Waves 2019 จัดขึ้นที่เมืองเบียริกซ์ ประเทศฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในเทศกาลเพื่อการจัดแสดงรถมอเตอร์ไซค์ระดับไอคอนนิกของยุโรป เป็นศูนย์รวมความคลาสสิก การตกแต่งรถมอเตอร์ไซค์ ตลอดจนวัฒนธรรมในหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นงานดนตรี งานศิลปะ ตลอดจนรูปแบบการแสดงต่างๆ มากมาย ตอกย้ำให้เห็นว่า Royal Enfield เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการคัสตอมตกแต่ง ด้วยโครงสร้างที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน เปรียบดั่งผืนผ้าใบสำหรับการแสดงความสร้างสรรค์จากสำนักแต่งที่ดีที่สุดรอบโลก ทั้งนี้รถคัสตอมที่เข้าร่วมจัดแสดงในเทศกาลปีนี้ ได้แก่
1. BAAK Motocyclette
     คัสตอมจาก: รอยัล เอนฟิลด์ อินเตอร์เซปเตอร์ 650 (Interceptor 650)

Royal Enfield
รถคันนี้ถูกคัสตอมขึ้นภายใต้การร่วมมือของรอยัล เอนฟิลด์กับสำนัก BAAK Motocyclette โดยถูกรังสรรค์ขึ้นมาบนแนวทางใหม่ทั้งหมด การตกแต่งรถคันนี้บ่งบอกถึงฝีมือการตกแต่งและความใส่ใจรายละเอียด พร้อมกลิ่นไอจากอดีตด้วยครอบล้อซุ้มด้านท้ายทรง ‘อ่างน้ำ’ หรือ Bathtub ที่นำเสนอออกมาในรูปแบบโมเดิร์นเป็นเอกลักษณ์แต่คงความร่วมสมัย นับเป็นการรวมเอาสไตล์เก่าและใหม่ไว้ได้อย่างลงตัว สะท้อนเอกลักษณ์การคัสตอมของค่าย BAAK ได้เป็นอย่างดี ตลอดจนถ่ายทอดเอกลักษณ์ของอินเตอร์เซปเตอร์ 650 ดั้งเดิมอย่างครบถ้วน
2. Nought Tea GT
     คัสตอมจาก: รอยัล เอนฟิลด์ คอนติเนเนทัล จีที 650 (Continental GT 650)

Royal Enfield
คัสตอมตกแต่งขึ้นจากพื้นฐานของรถรุ่นคอนติเนเนทัล จีที 650 ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานมานี้ เป็นการผสมผสานสไตล์อันโดดเด่นกับฟังก์ชั่นการใช้งานอย่างลงตัว ตัวรถรังสรรค์ขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านแชสซี (Chassis) ของรถมอเตอร์ไซค์อย่างสำนักแต่ง Harris Performance ได้ยกระดับรถคอนติเนเนทัล จีที 650 ไปอีกขั้นสำหรับการแข่งขันในสนาม ชิ้นส่วนต่างๆ ถูกทำให้มีน้ำหนักเบา และเปลี่ยนช่วงล่างเป็นโช้คแต่งจาก Ohlins เพื่อเผยสมรรถนะที่แท้จริงของตัวรถ โดดเด่นด้วยลวดลายกราฟฟิกที่สื่อถึงอากาศที่ไหลผ่านตัวรถ
3. Two Smoking Barrels x Sinroja for the Sultans of Sprint
     คัสตอมจาก: รอยัล เอนฟิลด์ คอนติเนนทัล จีที 650 (Continental GT 650)

Royal Enfield
ผลงานจากการร่วมมือกับสำนักแต่ง Sinroja Motorcycles รังสรรค์ออกมาเป็นรถมอเตอร์ไซค์ทรงเพรียวลมที่ตัดทอนชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปทั้งหมด ทำให้น้ำหนักรถมอเตอร์ไซค์คันนี้เหลือเพียง 150 กิโลกรัม สำหรับการแข่งรถแบบเปลี่ยนเกียร์ทางตรงหรือแดรก (Drag Race) และออกแบบสำหรับการแข่งขันแรงม้าสูงโดยเฉพาะ ซึ่งรถ Two Smoking Barrels เปรียบดั่งพระเอกในการแข่งขันปีนี้
4. Mjr. Roach
     คัสตอมจาก: รอยัล เอนฟิลด์ หิมาลายัน (Himalayan)

   Royal Enfield      Royal Enfield
รถคัสตอม MJR Roach ออกแบบมาเพื่อลุยไปในทุกเส้นทาง รถคันนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวีดีโอเกมส์ คัสตอมจากพื้นฐานของรถรุ่นหิมาลายัน โดยติดตั้งล้อขนาดใหญ่เข้าไป เปลี่ยนสวิงอาร์มเป็นแบบอลูมิเนียมข้างเดียว และยังติดตั้งเทอร์โบชาร์จจาก Garrett MJR Roach เพิ่มเข้าไปอีกด้วย! ส่งผลให้มันเป็นรถที่พร้อมลุยไปทุกเส้นทางอย่างแท้จริง
5. Midas Royale (@ Art Ride)
     คัสตอมจาก: รอยัล เอนฟิลด์ คอนติเนเนทัล จีที 650 (Continental GT 650)

Royal Enfield 5
รถคันนี้เปรียบดั่งงานศิลปะที่รังสรรค์ขึ้นจากคาร์บอนและทองคำ รถ Midas Royale จากสำนักแต่ง Rough Crafts ยกระดับรถคอนติเนเนทัล จีที 650 ไปอีกขั้น ลดน้ำหนักด้วยการถอดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออก และเพิ่มชิ้นส่วนพิเศษที่เพิ่มสมรรถนะเข้าไป ตัวถังรถและขอบล้อเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด เสริมกับช่วงล่างที่ติดตั้งโช้คจาก Ohlins และแชสซีที่ทำขึ้นเป็นพิเศษโดยเฉพาะ ตกแต่งด้วยสีดำทองที่เปรียบเสมือนลายเซ็นของสำนักแต่ง Rough Crafts อันเป็นเอกลักษณ์บ่งชี้ว่ารถคันนี้คัสตอมขึ้นสำหรับราชาแห่งท้องถนน
6. Malle Rally Royale
     คัสตอมจาก: รอยัล เอนฟิลด์ อินเตอร์เซปเตอร์ 650 (Interceptor 650)

   Royal Enfield 6        Royal Enfield 6
รถคัสตอม 2 คันนี้ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อโชว์ประสิทธิภาพการขับขี่ทางไกลของ อินเตอร์เซปเตอร์ 650 โดยเฉพาะ และเพื่อเข้าร่วมการแข่งแรลลี่ Great Malle ปี 2019 การแข่งแรลลี่ขี่จากใต้สุดของเกาะอังกฤษขึ้นเหนือสุด โดยผู้โชคดีที่เข้าร่วมกิจกรรมกับนิตยสาร Iron and Air magazine จะมีโอกาสได้ขี่รถคันสีดำ ส่วนรถคัสตอมสีแดงจะทำหน้าที่เป็นรถสนับสนุนการขี่ตลอดทริป
ทั้งนี้ รถทั้ง 2 คันออกแบบมาให้มีช่วงล่างสูงเหมาะสำหรับการขี่ทางไกล แชสซีของทั้งสองคันทำขึ้นเป็นพิเศษโดยสำนักแต่ง Harris Performance ตลอดจนชิ่นส่วนต่างๆ ของตัวรถที่คัสตอมขึ้นเพื่อเป็นอินเตอร์เซปเตอร์ที่ดีที่สุดสำหรับการขับขี่ทางไกล
Royal Enfield
นอกจากนี้รถมอเตอร์ไซค์คัสตอมของรอยัล เอนฟิลด์ ยังเข้าร่วมในกิจกรรมการขับขี่ที่เทศกาล Wheels and Waves โดย รถ Two Smoking Barrels ที่ติดตั้งก๊าซไนตรัสสำหรับการโชว์สมรรถนะของเครื่องยนต์สูบคู่ 650 อย่างเต็มที่ ได้เข้าร่วมในการแข่งขัน ‘Punk’s Peak Race’ ซึ่งเป็นการแข่งขันเปลี่ยนเกียร์ทางตรงหรือแดรก (Drag Race) ในขณะที่รถคัสตอมรุ่นหิมาลายันเข้าร่วมลุยในการแข่งแรลลี่ ‘Swank Rally’ เช่นกัน
 

“Haval F7” พลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์รัสเซีย

0

Haval SUV แบรนด์รถเอสยูวีชั้นนำของจีน ประกาศเปิดตัวรถ Haval F7 ในตลาดรัสเซียในเดือนนี้ นับเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกของจีนที่เปิดตัวรถที่ผลิตและจำหน่ายในต่างประเทศครบวงจร
Haval F7 รุ่น 1.5T และ 2.0T ผลิตและประกอบครบวงจรในโรงงานแห่งใหม่ที่เมืองตูลา ประเทศรัสเซีย รถรุ่นนี้ได้การยอมรับจากกลุ่มผู้บริโภคชาวจีนมาแล้ว เนื่องจากผสมผสานเทคโนโลยียานยนต์อันทันสมัย คุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่ครอบคลุม ดีไซน์โฉบเฉี่ยวล้ำสมัย รวมถึงพื้นที่กว้างขวางและความสะดวกสบายขั้นสูงสุด ซึ่งถือเป็นการกำหนดนิยามใหม่ของการออกแบบและการผลิตรถเอสยูวีในอุตสาหกรรมยานยนต์จีน
Haval F7
คุณเจอโรม ไซกอต ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Haval Motor Rus LLC กล่าวว่า Haval F7 เป็นรถเอสยูวีอัจฉริยะ เปี่ยมด้วยนวัตกรรม โฉบเฉี่ยว และล้ำสมัย และจะเป็นเจ้าแห่งการเดินทางในเมืองต่างๆ ทั่วรัสเซีย เราได้ผสานเทคโนโลยีสำคัญไว้ในรถรุ่นนี้ ทั้งจอมอนิเตอร์ 360 องศาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ จอมัลติมีเดียขนาด 9 นิ้วพร้อม Apple Carplay และ Android Auto รวมถึงไฟหน้า LED เต็มรูปแบบ และคุณสมบัติเด่น ดังนี้

  • สมรรถนะที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพ ด้วยเครื่องยนต์ GDIT 1.5 หรือ 2.0, การเปลี่ยนเกียร์รวดเร็วเพียง 0.2 วินาที, อัตราทดเกียร์ 7, ประสิทธิภาพการส่งกำลัง 95%, ประหยัดน้ำมัน และเร่งความเร็วจากศูนย์ถึง 100 กิโลเมตรภายใน 8.8 วินาที
  • ตัวถังรถกว้างขวางที่สุดในรถประเภทเดียวกัน ด้วยความยาว 4,620 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,846 มิลลิเมตร และความสูง 1,690 มิลลิเมตร พร้อมฐานล้อกว้าง 2,725 มิลลิเมตร ที่ว่างเหนือศีรษะ 77 มิลลิเมตร และพื้นที่วางขาภายในห้องโดยสารกว้าง 830 มิลลิเมตร
  • สุดยอดความสะดวกสบาย ด้วยเบาะหน้าปรับได้ 6 ระดับ เบาะหลังปรับได้ 3 ระดับ และห้องโดยสารที่เงียบสงบเพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวล ด้วยความเร็วพัดลมต่ำเพียง 1,200-1,400 รอบต่อนาที
  • ดีไซน์อัจฉริยะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีอากาศยาน ด้วยลายเส้นโฉบเฉี่ยว รูปทรงปราดเปรียว ไฟหน้า LED แบบเมทริกซ์รูปดาว และล้อขนาดใหญ่ 19 นิ้ว
  • ระบบ 4WD อัจฉริยะสำหรับทุกสภาพถนน ด้วยโหมดการขับขี่ 6 แบบ ได้แก่ สแตนดาร์ด สปอร์ต โคลน ทราย หิมะ และประหยัดน้ำมัน ซึ่งโดยทั่วไปเป็นเทคโนโลยีที่สงวนไว้สำหรับรถ 4WD ระดับหรูเท่านั้น
  • คุณลักษณะด้านความปลอดภัยอันครบถ้วนตามมาตรฐาน 5 ดาว ด้วยถุงลมนิรภัย 6 ใบ ใช้เหล็ก 65% ของตัวถังทั้งหมด รวมถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติและระบบจดจำป้ายจราจร TSR

นอกจากนี้ ยังปรับปรุงHaval F7ให้เข้ากับตลาดรัสเซีย ทั้งในส่วนของดีไซน์และสมรรถนะ พร้อมทั้งพิจารณาความชอบของผู้บริโภคและตลาดรถยนต์ในประเทศรัสเซีย เพื่อส่งมอบรถเอสยูวีที่มีราคา คุณภาพ และสมรรถนะดีที่สุด มีราคาเริ่มต้นที่ 1.449 ล้านรูเบิลรัสเซีย สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.haval-global.com/