Home Blog Page 487

Honda Accord 1.5 Turbo EL ซีดานสปอร์ตหรู เครื่องเล็กแต่แรงตามสั่ง ทั้งยังคงความประหยัด (มีคลิปวีดีโอ)

0

Honda Accord 1.5 Turbo EL ซีดาน D Segment ที่มาพร้อมความหรูหราสไตล์สปอร์ต โดดเด่นด้วยขุมพลังในรูปแบบ Downsising ขนาด 1.5 ลิตร เทอร์โบ เร็วและแรงได้ดั่งใจทั้งยังคงความประหยัดไว้ที่อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 16.4 กม./ลิตร ช่วงล่างปรับใหม่เพิ่มความมั่นใจสไตล์แน่น หนึบ ติดตั้งระบบเพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบายอย่างครบครัน

All New Honda Accord โชว์ตัวล่อตาผู้บริโภคไปเมื่องานมหกรรมยานยนต์ปลายปีที่ผ่านมา จนทำให้ยอดจำหน่ายของคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกันนั้นชะงักไปชั่วขณะ จากงานโชว์ตัวจวบจนถึงเวลาจำหน่ายอย่างเป็นทางการเมื่องานมอเตอร์โชว์ มีการสะสมยอดจองไปแล้วกว่า 2,800 คัน ตกเป็นของรุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบซึ่งเป็นเรือธงไปกว่า 50 % การมาพร้อมกับขุมพลังในรูปแบบ Downsising ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ขนาดเล็ก แต่มีสมรรถนะสูงกว่าเครื่องยนต์ 2.4 เดิมและประหยัดเชื้อเพลิงกว่ารุ่น 2.0 ลิตร นั้นถือเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย และการพิสูจน์ความน่าสนใจพร้อมจุดเด่นต่างๆของรถรุ่นนี้จะเป็นเช่นไร ติดตามได้จากรายงาน
Honda Accord 1.5 Turbo EL
หลังจากเจนเนอเรชั่นที่ 9 ทำตลาดในเมืองไทยด้วยเวลารวม 6 ปีเต็ม การพัฒนาตามคอนเซ็ปต์ “ก้าวข้ามทุกข้อจำกัดด้วยการท้าทายความเชื่อและขอบเขตเดิม” ไม่ถือเป็นเรื่องง่ายที่ผู้ออกแบบจะแก้ไข ปรับปรุง และเติมเต็ม เพื่อยังคงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแห่งยนตรกรรมยุคใหม่ ซึ่งหากนำมาเปรียบกับเจนเนอเรชั่นที่ผ่านมา นั้นมีการเปลี่ยนในรูปแบบของคำว่า “All New” ในทุกมิติ
Honda Accord 1.5 Turbo EL
Honda Accord 1.5 Turbo EL มากับการออกแบบที่นับเป็นการปฏิวัติดีไซน์จากทุกรุ่นที่ผ่านมาอย่างชัดเจน ด้วยการผสานความหรูหราสง่างามกับความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยรูปแบบที่เรียบง่ายแต่ประณีต มีเส้นสายที่ปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยว สะท้อนความหรูหรา สปอร์ตมากกว่าเดิม และเป็นครั้งแรกกับการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ที่เรียกว่า Laser Blaze ในการออกแบบตัวถัง เพื่อลดรอยต่อบริเวณหลังคารถและตัวถัง ทั้งยังยกระดับการเก็บเสียงด้วยการใช้สเปย์โฟมถึง 10 จุด พร้อมติดตั้งระบบควบคุมเสียงรบกวน (Active Noise Control-ANC)
Honda Accord 1.5 Turbo EL
มิติตัวรถนั้นถูกปรับขนาดใหม่หมดด้วยความยาว 4,920 มม. กว้าง 1,860 มม. และสูง 1,450 มม. ส่วนระยะฐานล้อ 2,830 มม. ซึ่งหากนำมาเทียบกันจะมีตัวถังที่สั้นลง 36 มม. แต่กว้างขึ้น 12 มม. และเตี้ยลง 15 มม. รวมถึงมีระยะฐานล้อเพิ่มขึ้น 55 มม.
Honda Accord 1.5 Turbo EL
Honda Accord 1.5 Turbo EL มาพร้อมกระจังหน้าโครเมียมที่เชื่อมต่อกับไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) แบบ LED โดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ แบบ LED พร้อมด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ตขนาด 17 นิ้ว
Honda Accord 1.5 Turbo EL
Honda Accord 1.5 Turbo EL
สำหรับห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายนั้นมีการขยายความจุให้เป็น 573 ลิตร เพิ่มขึ้นจากเจนเนอเรชั่นที่ 9 ถึง 123 ลิตร ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการย้ายแบตเตอรี่ไฮบริดไปไว้ใต้เบาะ จึงทำให้มีพื้นที่ในการเก็บสัมภาระมากยิ่งขึ้น
Honda Accord 1.5 Turbo EL
ห้องโดยสารใช้โครงสร้างเป็นเส้นแนวนอน เพื่อทำให้บริเวณคอนโซลกลางโปร่งโล่ง ซึ่งจะมอบทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่ ผสมผสานความสปอร์ตและพรีเมียมไว้ได้อย่างลงตัว มาพร้อมสีภายในห้องโดยสาร 2 สี ได้แก่ สีไอวอรี่เบจ และสีดำ ซึ่งขึ้นอยู่กับสีตัวรถภายนอก และเบาะนั่งผู้ขับขี่ปรับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง ซึ่งมีหน่วยความจำที่จะปรับอัตโนมัติขณะสตาร์ทเครื่องยนต์
Honda Accord 1.5 Turbo EL
Honda Accord 1.5 Turbo EL
Honda Accord 1.5 Turbo EL
พวงมาลัยจับกระชับมือดีไซน์สปอร์ตมีการติดตั้งระบบมัลติฟังค์ชั่นซึ่งสามารถควบคุมระบบความเร็วอัตโนมัติ และยังมีการใช้งานรูปแบบของหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้วซึ่งในส่วนของมาตรวัดรอบเครื่องยนต์สามารถเปลี่ยนรูปแบบการแสดงระบบต่างๆอย่าง Trip Meter,Driver Attention,การสั่งการระบบเครื่องเสียง รวมถึงการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน
Honda Accord 1.5 Turbo EL
Honda Accord 1.5 Turbo EL
Honda Accord 1.5 Turbo EL
Honda Accord 1.5 Turbo EL
Honda Accord 1.5 Turbo EL
ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง ทั้งยังเป็นจอแสดงภาพของกล้องมองหลังที่เปลี่ยนมุมมองได้ 3 รูปแบบ และระบบ Honda Lane Watch ที่จะแสดงภาพทุกครั้งเมื่อเปิดไฟเลี้ยวซ้าย
Honda Accord 1.5 Turbo EL
บริเวณคอนโซลเกียร์จะมีช่องวางแก้วน้ำและช่องเก็บของ รวมถึงมีสวิตช์สั่งการโหมดขับขี่แบบ Econ และ Sport รวมถึงเบรกมือเป็นแบบไฟฟ้าและสวิตช์สั่งการระบบ Brake Hold ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน สำหรับเบาะนั่งตอนหลังมีการติดตั้งช่องแอร์บริเวณหลังคอนโซลกลางเพื่อกระจายความเย็นให้ทั่วถึง
Honda Accord 1.5 Turbo EL
Honda Accord 1.5 Turbo EL
Honda Accord 1.5 Turbo EL ใช้ขุมพลังในรูปแบบของ “Downsizing” ซึ่งมีคุณสมบัติของเครื่องเล็ก แรง และ ประหยัด จากเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Di VTEC TURBO บล๊อคเดียวกับ Honda Civic แต่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า พร้อมแรงบิด 243 นิวตันเมตร เทคโนโลยีไดเรคอินเจคชัน (Direct Injection) และเทอร์โบชาร์จเจอร์ (Turbocharger)
Honda Accord 1.5 Turbo EL
ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT ซึ่งถ้าใช้งานระบบแพดเดิลชิฟท์จะแบ่งอัตราทดให้เป็น 7 จังหวะ พร้อมเคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ที่ 16.4 กม./ลิตร ซึ่งเมื่อเทียบกับ Accord Gen 9 เครื่องยนต์นี้จะมีคุณสมบัติที่ให้สมรรถนะดีกว่าขุมพลัง 2.4 ลิตร แต่ประหยัดมากกว่าเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตรในรุ่นเดิม โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรองรับน้ำมัน E85 ได้อีกด้วย
Honda Accord 1.5 Turbo EL
ระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท ได้รับการพัฒนาจากปีกนกรูปตัว A ให้เป็น L เพื่อการยึดเกาะถนนที่ดียิ่งขึ้น สำหรับช่วงล่างด้านหลังนั้นเป็นแบบอิสระมัลติลิงค์ ซึ่งช่วงล่างหน้าและหลังได้รับการติดตั้งเหล็กกันโคลง และมีการปรับปรุงในส่วนของโช๊คอัพและคอยล์สปริงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ตัวช่วยด้านความปลอดภัยมีมาให้ครบครัน ทั้งระบบเบรกเอบีเอสและระบบกระจายแรงเบรคแบบอีบีดี ถุงลมนิรภัย ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง ระบบเพิ่มความคล่องตัวขณะขับขี่ และ ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน หรือ Hill Start Assist รวมถึงให้ความสะดวกสบายด้วยระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมสั่งการเปิดเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Engine Remote Start)
Honda Accord 1.5 Turbo EL
การทดสอบสมรรถนะของ Honda Accord 1.5 Turbo EL เกิดขึ้นที่จ.เชียงใหม่ โดยใช้ระยะทางกว่า 150 กม. จากตัวเมืองไปยังดอยสะเก็ดซึ่งเป็นรูปแบบของเส้นทางที่มีความหลากหลาย ทั้งทางขึ้นลงเขา และทางโค้งในรูปแบบต่างๆ ซึ่งการพิสูจน์สมรรถนะในรูปแบบเส้นทางเช่นนี้ถือเป็นการพิสูจน์สมรรถนะของเครื่องยนต์ในรูปแบบ Downsising ได้เป็นอย่างดี
Honda Accord 1.5 Turbo EL
เริ่มต้นการทดสอบกับการจราจรที่พลุกพล่านในอ.เมือง เชียงใหม่ ระบบ Brake Hold จะช่วยให้การขับขี่ในรูปแบบรถติดที่เคลื่อนตัวตามสัญญานไฟนั้นจะมีบทบาทสำคัญขึ้นมาทันที หากเปิดการทำงานจะมีสัญลักษณ์รูป Brake Hold แสดงบริเวณแดชบอร์ด ซึ่งจะทำงานทันทีหลังจากที่รถเบรกสนิท โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตำแหน่งจาก D มาเป็น N ระบบนี้จะทำงานโดยการเบรกค้างไว้ถึง 15 นาที หากไม่มีการเคลื่อนตัว จะตัดการทำงานมาที่เบรกมืออัตโนมัติ ซึ่งจะทำงานทุกสภาพเส้นทางไม่ว่าจะเป็นช่วงรถติดตอนขึ้นหรือลงสะพานก็ตามที ต่างจากอีกหนึ่งตัวช่วยอย่าง Hill Start Assist ซึ่งจะทำการเบรกค้างไว้เพียง 3 วินาที
Honda Accord 1.5 Turbo EL
Honda Accord 1.5 Turbo EL
อีกหนึ่งระบบที่โดดเด่นสำหรับการใช้งานในเมืองอย่าง Honda Lane Watch ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะ มุมมองบางจุดที่ไม่สามารถมองเห็นหรือที่เรียกกันว่าจุดบอด ต้องยอมรับว่ารถทุกคันนั้นมีหมด ในกรณีบ้านเราเป็นรถพวงมาลัยขวา จุดบอดนั้นจะอยู่ซ้ายมือบริเวณหลังที่นั่งแถว 2 ระบบนี้จะนำภาพจากกล้องที่ติดตั้งบริเวณกระจกมองข้างฝั่งซ้าย มาแสดงที่จอทัชกรีนบริเวณคอนโซล ซึ่งจะช่วยลดจุดบอดได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันหากจอดรถสนิท สามารถกดปุ่มที่ปลายก้านไฟเลี้ยวเพื่อมองระยะห่างของรถกับฟุตบาทได้อีกด้วย
Honda Accord 1.5 Turbo EL
ในการลองสมรรถนะของขุมพลัง Downsising เริ่มสัมผัสอย่างจริงจังเมื่อออกนอกเมือง สิ่งแรกที่ชื่นชอบคือการเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร จากเทคโนโลยีของ Laser Blazing รวมถึงสเปย์โฟมที่อุดรูต่างๆซึ่งเป็นที่มาของเสียงที่เร็ดรอดมายังห้องโดยสารนั้นเงียบสนิท จะมีมาให้ได้ยินก็ต่อเมื่อใช้ความเร็วสูงเท่านั้น
Honda Accord 1.5 Turbo EL
เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Di VTEC TURBO ที่เป็นไฮไลท์ของ Honda Accord เจนเนอเรชั่นที่ 10 ที่หากไม่ได้สัมผัสก็จะมีการสบประมาทว่าเครื่องยนต์พิกัดเพียงเท่านี้จะแบกภาระของน้ำหนักรถเกือบ 1,500 กก.ได้ไหวหรือไม่ แต่เครื่องยนต์รุ่นนี้ก็สอบผ่านได้อย่างไร้ข้อกังขา
Honda Accord 1.5 Turbo EL
แม้จะเป็นเครื่องยนต์แบบเดียวกับ Honda Civic Turbo ซึ่งมีพิกัดความจุเพียงแค่ 1.5 ลิตร แต่พละกำลัง 190 แรงม้าที่มีมากกว่า Civic Turbo ถึง 17 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่สูงกว่าถึง 23 นิวตันเมตร พละกำลังที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากการปรับบูสต์เทอร์โบจาก 1.0-1.1 บาร์ เป็น 1.2-1.4 บาร์ และพัฒนาด้านของลูกสูบรวมถึงโปรแกรมภายในกล่องอีซียูใหม่ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ในเวลาไม่เกิน 10 วินาที และความเร็วสูงสุดนั้นสามารถทำได้เกิน 200 กม./ชม.แน่นอน
Honda Accord 1.5 Turbo EL
รูปแบบของเกียร์อัตโนมัติซีวีทีที่เป็นระบบส่งกำลังหลักอาจจะตอบสนองต่อสายซิ่งไม่มากนัก เนื่องจากระบบเกียร์นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อลดรอยต่อของแต่ละเกียร์และมีการปรับอัตราทดที่ให้ความนุ่มนวล แต่หากต้องการความสนุกสนาน และเร้าใจ ลองปรับมาใช้งานในโหมด Sport ซึ่งรอบเครื่องยนต์จะดีดตัวไปอยู่ที่ 2,000-2,500 รอบ ถ้ายังเร้าใจไม่พอ ให้ลองใช้แป้นแพดเดิลชิพท์ที่พวงมาลัย เพราะระบบได้ถูกสั่งการในรูปแบบของการปรับอัตราทดได้ถึง 7 จังหวะเลยทีเดียว
Honda Accord 1.5 Turbo EL
สมรรถนะช่วงล่างถ้าเปรียบเป็นชายหนุ่มที่เล่นกล้ามก็ไม่ถือว่าผิด เพราะความแน่นหนึบในการยึดเกาะถนนทำได้อย่างน่าประทับใจ ทุกโค้งเขาที่ได้ขับทดสอบ บางช่วงใช้ความเร็วสูง บางช่วงก็จะใช้ความเร็วต่ำ ระบบช่วงล่างอิสระแมคเฟอร์สันตรัท พร้อมเหล็กกันโคลงนั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Honda Accord 1.5 Turbo EL
ปีกนกที่เป็นชิ้นส่วนหลักได้ปรับเปลี่ยนจากรูปตัว A มาเป็นรูปตัว L รวมถึงปรับค่าความหนืดของโช๊คอัพและปรับค่า K สปริงใหม่ เพียงเท่านี้ก็สามารถบังคับและควบคุม Honda Accord 1.5 Turbo EL ได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น รวมถึงระบบปรับความหนืดของพวงมาลัย หากใช้ความเร็วต่ำ พวงมาลัยจะเบา แต่พอใช้ความเร็วสูง พวงมาลัยก็จะปรับความหนืดเพื่อการควบคุมที่แม่นยำนั่นเอง
Honda Accord 1.5 Turbo EL
การทดสอบในครั้งนี้พอสรุปได้ว่า Honda Accord 1.5 Turbo EL นอกจากรูปลักษณ์ที่ดูหรูหราและสปอร์ตมากยิ่งขึ้น การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารนั้นก็โดดเด่นไม่แพ้กัน การใช้เลเซอร์เชื่อมต่อตัวถังและสเปย์โฬมที่อุดรอยต่างๆไว้ถึง 10 จุดนั้นส่งผลให้ห้องโดยสารเงียบ เสียงรบกวนจากภายนอกก็เล็ดรอดเข้ามาในห้องโดยสารได้น้อยลงแม้ในขณะความเร็วสูงก็ตาม

ไฮไลท์ในเรื่องเครื่องยนต์แบบ Downsising พิกัด 1.5 ลิตรเทอร์โบนั้น ถ้าใช้คำขนานนามว่าเล็กแต่แรงก็คงไม่ผิดไปจากที่ได้สัมผัส หากอยากสนุกกับการขับขี่ โหมด Sport และ แพดเดิลชิพท์จะช่วยตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบช่วงล่างก็ให้การยึดเกาะถนนในรูปแบบแน่น หนึบ มั่นใจได้ในทุกย่านความเร็ว ด้านสนนราคาค่าตัวที่ 1,475,000 บาท ก็ถือเป็นราคาที่สมน้ำสมเนื้อ ตัวช่วยในด้านความสะดวกสบายและปลอดภัยมีมาให้เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี
Honda Accord 1.5 Turbo EL
ข้อมูลทางเทคนิค: Honda Accord 1.5 Turbo EL
เครื่องยนต์: 4 สูบ 16 วาล์ว I-VTEC TURBO
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,498
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 190/5,500
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 243 /1,500-5,500
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติซีวีทีพร้อมแพดเดิลชิฟท์
ระบบขับเคลื่อน: ล้อหน้า
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง/มัลติลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลง
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดิสก์
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,894 x1,862×1,450 มม
ขนาดล้อและยาง: 225/50R17
ราคา (บาท): 1,475,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เสริมไลน์อี-คลาส เปิดตัว E 220 d Sport พร้อม E 350 e ปลั๊กอินไฮบริด

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เสริมทัพรถยนต์อี-คลาสรุ่นประกอบในประเทศ เปิดตัว E 220 d Sport พร้อมแนะนำรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด E 350 e รุ่นเพิ่มอุปกรณ์ในราคาใหม่ พร้อมฟีเจอร์ ‘Mercedes me connect’ 
มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จากความนิยมของรถยนต์ในตระกูลอี-คลาส บริษัทฯจึงเปิดตัวรุ่นประกอบในประเทศ ประกอบด้วย E 220 d Sport ซึ่งใช้เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ OM 654 Common-rail แบบ 4 สูบ ที่ทรงพลังกว่าเดิม ประหยัดน้ำมันและปล่อยไอเสียน้อยกว่าเมื่อเทียบกับรุ่น 651

นอกจากนี้ ยังเปิดตัวรถยนต์กลุ่มปลั๊กอินไฮบริด (EQ Power) ได้แก่รุ่น E 350 e Avantgarde E 350 e Exclusive และ E 350 e AMG Dynamic ที่ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ และนำเสนอในราคาใหม่ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น และอีกความพิเศษของตระกูลอี-คลาสรุ่นประกอบในประเทศในครั้งนี้ คือ การเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ‘Mercedes me connect’ ที่สามารถเชื่อมโยงบริการต่างๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส” 

E 220 d Sport
ดีไซน์ภายนอก ได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปท์ Sensual Purity สง่างามด้วยกระจังหน้า สีเงินเสริมโครเมียม พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียม 2 ท่อ ล้ออัลลอยแบบ 5 ก้าน ขนาด 18 นิ้ว สี tremolite grey ไฟหน้าแบบ LED High Performance ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน แบบ LED fibre-optic กระจกมองข้างด้านผู้ขับขี่และกระจกส่องหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ
         
ดีไซน์และห้องโดยสารภายใน ที่จะมอบความหรูหราและความสะดวกสบายให้คุณตลอดการเดินทาง ด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO โดยเบาะคู่หน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยความจำสำหรับตำแหน่งที่นั่งพวงมาลัย และกระจกมองข้าง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง nappa ซึ่งเป็นพวงมาลัยนิรภัยพร้อมเพาเวอร์ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า และปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ ปุ่มควบคุมแบบสัมผัส (Touch Control button) แผงหน้าปัดแบบ Analogue ระบบ Audio 20 GPS พร้อมจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมเพิ่มสุนทรียภาพในการโดยสารด้วย ระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สีอีกด้วย
       
ระบบความปลอดภัย และเทคโนโลยี ของ E 220 d มาพร้อมกับระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE® system) โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hill-Start Assist ระบบรักษาความเร็ว (cruise control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC) ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC) ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) และกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ รวมถึงระบบปรับรูปแบบการขับขี่ DYNAMIC SELECT 

บริการ ‘Mercedes me connect’ ที่มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่อันโดดเด่นมากมาย อาทิ

  • Mercedes-Benz emergency call system บริการที่จะคอยช่วยเหลือคุณจากสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือในขณะที่คุณได้รับอุบัติเหตุ รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์จะทำการติดต่อไปยัง Emergency Customer Contact Center ศูนย์บริการฉุกเฉิน ที่จะช่วยประสานงานด้านความปลอดภัย เพื่อช่วยเหลือให้คุณได้รับความปลอดภัยสูงสุด
  • ระบบวิเคราะห์สภาพรถยนต์ Telediagnostics ด้วยบริการ Remote Retrieval of Vehicle Status ที่จะคอยรายงานสถานะของรถยนต์ไปยัง Mercedes me และด้วยบริการ Telediagnostics ที่จะคอยส่งข้อมูลและสถานะของรถยนต์ไปยังศูนย์บริการที่คุณเลือกเมื่อตรวจพบความเสียหายเพื่อให้คุณได้รับการซ่อมบำรุงที่รวดเร็วและแม่นยำที่สุด
  • ระบบตั้งค่ารถยนต์ (Pre-installation for Vehicle Set-up) และระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเปิดระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารด้วยโทรศัพท์มือถือ (Remote Engine Start for Pre-entry Climate Control) ระบบ Remote Door Lock/Unlock ที่ช่วยให้คุณ สามารถล็อกรถได้จากทุกที่ทั่วโลก ระบบ Parked Vehicle Locator ที่ช่วยแสดงตำแหน่งของรถยนต์ภายในรัศมี 5 กิโลเมตร รวมไปถึง Vehicle Tracker ระบบที่ติดตามตำแหน่งรถยนต์ผ่าน GPS และยังมีระบบ Geofencing ฟังก์ชันที่ช่วยจำกัดพื้นที่การขับขี่ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่ารถยนต์ของคุณจะปลอดภัยและอยู่ในการควบคุมของคุณ
  • Vehicle status ที่จะบอกสถานะความพร้อมของอะไหล่รถยนต์ และคอยประสานงานแจ้งเตือนทั้งทางลูกค้าและโชว์รูม

รุ่น

เครื่องยนต์ปริมาตรกระบอกสูบ (ซีซี)แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/รอบต่อนาที)แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตร
ที่ความเร็วรอบ
ต่อนาที)
อัตราเร่ง
0-100
กม./ชม.
(วินาที)
ความเร็วสูงสุดโดยประมาณ (กม./ชม.)
E 220 d Sport                   ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ พร้อมเทอร์โบ
และอินเตอร์คูลเลอร์
1,950194 / 3,800400 / 1,600 – 2,8007.3240

Mercedes-Benz E 220 d Sport รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 3,330,000 บาท

E 220 d Sport         
รายละเอียดอุปกรณ์และราคาขายใหม่ของ Mercedes-Benz E 350 e

รถยนต์รุ่น E 350 e Avantgarde รุ่นประกอบในประเทศ จำหน่ายในราคาใหม่ที่ 3,540,000 บาท

พร้อมอุปกรณ์เพิ่มเติม

  • ระบบกันสะเทือนแบบ Agility Control
  • หน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบ Digital widescreen cockpit
  • ฟีเจอร์ใหม่ของ ‘Mercedes me connect’

รถยนต์รุ่น E 350 e Exclusive รุ่นประกอบในประเทศ จำหน่ายในราคาใหม่ที่ 3,790,000 บาท
พร้อมอุปกรณ์เพิ่มเติม

  • ระบบกันสะเทือนแบบ Agility Control
  • ระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO
  • ระบบช่วยปิดประตู (power closing for front and rear doors)
  • ฟีเจอร์ใหม่ของ ‘Mercedes me connect’

รถยนต์รุ่น E 350 e AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ จำหน่ายในราคา 4,190,000 บาท 
พร้อมอุปกรณ์เพิ่มเติม

  • ฟีเจอร์ใหม่ของ ‘Mercedes me connect’

 

YAMAHA MT-15 ดึง “โต้ง TWOPEE” นั่งแท่นเอ็นดอสเซอร์คนล่าสุด

0

ปลุกดีเอ็นเอสายพันธุ์เนกเก็ต สปอร์ตไบค์ได้สนั่นวงการอีกครั้ง เมื่อ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ พร้อมคว้าตัวแร็ปเปอร์สุดฮอต โต้ง TWOPEE มานั่งแท่นเป็น เอ็นดอสเซอร์คนล่าสุด ของ YAMAHA ALL NEW MT-15 (ยามาฮ่า เอ็มที – หนึ่ง ห้า) และนำเสนอ Music Video เพลง “We come alive” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สำหรับบางคน แสงสว่างไม่ได้มาจากพระอาทิตย์ กลางวันจึงต้องการกลางคืนไว้ขับเคลื่อน” สะท้อนมุมมองชีวิตของไนท์ไบค์เกอร์ ซึ่งตรงกับคำนิยามของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า รุ่น MT-15 ซึ่งก็คือ “Born of Darkness” 

นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร และผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า สำหรับตลาด Naked Sports การเปิดตัว M-SLAZ ในช่วงปลายปี 2558 ทำให้ยามาฮ่าได้เป็นผู้นำตลาดกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงกลางปี 2560 ที่เริ่มมีคู่แข่งเข้ามาทำตลาดในกลุ่มนี้ เรายังคงรักษาความเป็นผู้นำโดยมี Market Share 41% ในปี 2561 และในปลายปีนั้นเอง ยามาฮ่าได้เปิดตัว MT-15 ใหม่ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในกลุ่มตลาด Naked 150 CC จึงทำให้ Market Share ในตลาดกลุ่มนี้ ของยามาฮ่าสูงขึ้นเป็น 45% ในปี 2562 (มกราคม – พฤษภาคม)
YAMAHA ALL NEW MT-15
นายวราธร เจนจรัสสกุล ผู้จัดการทั่วไป การตลาดกลุ่มสินค้ารถสปอร์ต บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เผยว่า “สำหรับแคมเปญนี้ เริ่มต้นจากกลุ่มลูกค้ายามาฮ่า รุ่น MT-15 ชื่นชอบการขับขี่ในยามค่ำคืน เราเลยดึงจุดนี้มาเป็นคอนเซ็ปต์หลักในการสื่อสารการตลาด ยามาฮ่าตั้งใจถ่ายทอดไลฟ์สไตล์ แนวคิดทัศนคติที่ดีของคนกลุ่มนี้ และมาลงตัวกับคุณโต้ง TWOPEE หรือ คุณพิทวัส พฤกษกิจ ซึ่งมีไลฟ์สไตล์ และแนวคิดที่ตรงกัน มาเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ โดยสื่อสารออกมาเป็นบทเพลง พร้อมกับมิวสิควิดีโอ สำหรับไนท์  ไบค์เกอร์ทุกคน”
     
และสำหรับผู้ที่สนใจรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า MT-15 มีโปรโมชั่นพิเศษ บัตรกำนัลมูลค่า 3,000 บาท สามารถใช้สิทธิ์ได้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์มาฮ่าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2562 นี้
YAMAHA ALL NEW MT-15      
ติดตามชมภาพยนตร์โฆษณา YAMAHA ALL NEW MT-15 และ Music Video ผลงานของแรพเปอร์สุดฮอต โต้ง TWOPEE ได้แล้วที่ www.yamaha-motor.co.th หรือ www.facebook.com/yamahasocietythailand หรือ www.youtube.com/THAIYAMAHAOFFICIAL และทางสื่อทุกช่องทาง
 

“Mission Possible” ภารกิจเพื่อน้อง กับ Ford Ranger

0

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกกับการเดินทางกับ Ford Ranger ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นสุดพิเศษอย่าง Rapter หรือ Wildtrack หรือ แม้แต่ Everest ก็ตาม แต่ครั้งนี้เป็นการเดินทางครั้งแรกโดยมีภารกิจพิเศษ “Mission Possible” ให้ต้องทำให้สำเร็จไปด้วย นั่นไม่ใช่เพียงแต่จะได้ทดสอบสมรรถนะของ ฟอร์ด เรนเจอร์เท่านั้น แต่ภารกิจสุดท้าทายครั้งนี้ คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ณ ห้องเรียนสาขาบ้านแม่เป่งทะ โรงเรียนแม่อมกิ ในอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก เป็นภารกิจที่เราจะนำความเจริญในด้านการเรียนรู้ไปมอบให้เด็กๆที่อยู่พื้นที่ห่างไกล ไม่มีแม้แต่….ไฟฟ้า
Mission Possible  Mission Possible
ภารกิจครั้งนี้เริ่มขั้นหลังจากเดินทางมาถึงท่าอากาศยานอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ขบวน ฟอร์ด เรนเจอร์ ตั้งแถวรอรับคณะของเราไว้เป็นที่เรียบร้อยจำนวน 10 คันด้วยกัน ต่างคนต่างเลือกรถตามที่ได้กำหนดกันไว้แล้ว ทั้งหมดเป็นแรนเจอร์รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เมื่อได้รถแล้วการเดินทางจุดแรกคือ จับจ่ายและเลือกซื้อสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นสำหรับกิจกรรมที่จะเข้าไปร่วมพัฒนาชุมชนในเขตพื้นที่ทุรกันดาร ไม่ว่าจะเป็นอาหาร แท้งก์น้ำ เครื่องปั่นไฟ โซลาร์เซลล์ และวัสดุก่อสร้างเพื่อใช้ในการบูรณะระบบไฟฟ้าและการสื่อสารของโรงเรียน ซึ่งล้วนมีน้ำหนักมากจัดการบรรทุกใส่ท้ายรถ
     
ซึ่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ นั้นได้รับการออกแบบให้สามารถรองรับการใช้งานบรรทุกได้กว่า 961 กิโลกรัม และลากจูงได้สูงถึง 3,500 กิโลกรัม สำหรับรุ่นไวล์ดแทรค และรุ่นลิมิเต็ด มีพื้นที่ท้ายกระบะกว้างและฝาท้ายแบบผ่อนแรง Easy Lift Tailgate ช่วยลดการออกแรงและเพิ่มความสะดวกในการปิดเปิดฝาท้าย เราบรรทุกกันไปประมาณ 300 กก. รวมน้ำหนักผู้โดยสารในรถ 3 คนและสัมภาระอีกประมาณ 200 กก. รวมแล้วแค่ 500 กก.เศษ ไม่ใช้เรื่องยากสำหรับการเดินทางแน่นอน

จากนั้นคณะจึงออกเดินทางพร้อมสัมภาระหนักต่างๆ เพื่อพิสูจน์สมรรถนะและความทนทานของ ฟอร์ด เรนเจอร์ กันต่อ ด้วยช่วงล่างที่แข็งแกร่งและโครงสร้างพิเศษที่เชื่อมต่อด้วย Ford Smart Mount  ช่วยกระจายน้ำหนักไปทั่วท้ายกระบะ รวมทั้งระบบพวงมาลัยไฟฟ้าและระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว จึงช่วยให้การควบคุมรถ ตลอดเส้นทางเกือบ 200  กิโลเมตร จากอำเภอแม่สอดไปยังอุทยานแห่งชาติแม่เงาบนเส้นทางหมายเลข 105 ซึ่งเป็นทางหลางที่ได้รับการปรับปรุงสภาพผิวจราจรอย่างดี ถึงแม้จะเป็น เลนสวน แต่รถไม่ได้มากมาย ขับชมวิวทิวทัศน์ที่แสนสวยงามเพราะเส้นทางนี้จะข้ามเขาหลายลูก ทางลาดทางชัน ไต่ขอบเขามีเป็นระยะ แต่การเดินทางก็เป็นไปอย่างง่ายดาย สะดวกสบาย และปลอดภัย

ในวันถัดมา คณะของเราออกเดินทางสู่ห้องเรียนสาขาบ้านแม่เป่งทะ โรงเรียนแม่อมกิ อำเภอท่าสองยาง ซึ่งอยู่ห่างจากอุทยานแม่เงาที่พักแรมของเราไปอีก ประมาณ 15 กม. แต่เราต้องใช้เวลาเดินทางนับชั่วโมง เนื่องจากโรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่ชายป่าใกล้ชายแดนพม่า ตำบลแม่วะหลวง ห่างจากตัวอำเภอท่าสองยางถึง 100 กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาสูงตามแนวทิวเขาถนนธงชัย การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบากโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน
         
รถฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นไวล์ดแทรค และรุ่นใหม่ลิมิเต็ด ที่ใช้ในการเดินทาง ต้องขับขี่ด้วยระบบ 4×4 ทั้งโหมด 4H และ 4L ในบางช่วง ในระหว่างการเดินทางจึงถือเป็นการทดสอบอัตราเร่งและสมรรถนะของเครื่องยนต์และเกียร์ ทั้งเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ และเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ที่ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้กำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร สำหรับรุ่นไวล์ดแทรค และกำลังสูงถึง 180 แรงม้า และแรงบิด 420 นิวตันเมตร สำหรับรุ่นลิมิเต็ด ทำให้การเดินทางบนเส้นทางที่ยากลำบากและทุรกันดารเป็นเรื่องง่ายดาย
         
นอกจากนี้ ในเส้นทางต้องเผชิญกับแม่น้ำที่ขวางหน้า ฟอร์ด เรนเจอร์ ก็สามารถผ่านไปได้ด้วยความสามารถในการลุยน้ำได้สูงถึง 800 มิลลิเมตร รวมทั้งระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน (HLA) และระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา (HDC) ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดแบบสมบุกสมบันได้เป็นอย่างดี เอาตัวรอดในสภาพผิวถนนแย่ๆได้ตลอดรอดฝั่ง 

ในที่สุดก็มาถึง ห้องเรียนสาขาบ้านแม่เป่งทะ โรงเรียนแม่อมกิ ห้องเรียนแห่งนี้เปิดขึ้นเพื่อรองรับเยาวชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อขยายโอกาสให้กับเยาวชนในถิ่นทุรกันดารให้ได้รับการศึกษา อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอีกมากมายให้กับสังคม ตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ในจุดนี้เราได้ร่วมแรงร่วมใจทำภารกิจหลัก เพื่อพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับครูและนักเรียน ห้องเรียนสาขาแม่เป่งทะ โรงเรียนแม่อมกิ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเรือนล้างจานและบริจาคอ่างล้างจาน บริจาคโทรทัศน์ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์
            
รวมถึงจุดรับสัญญาณโทรศัพท์เพิ่มเติม อีกทั้งยังรวมถึงร่วมแรงร่วมใจกันบูรณะกระเบื้องหลังคาโรงเรียนที่ชำรุด โดยอุปกรณ์ต่างๆ นั้นก็ได้บรรทุกเข้ามากับฟอร์ด เรนเจอร์ทั้ง 10 คันที่เราขับกันเข้ามานั้นเอง  
     
เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน คณะของเราได้ร่วมทำอาหาร และรับประทานอาหารกลางวันกับน้องๆ นักเรียนห้องเรียนสาขาแม่เป่งทะ แล้วลงมือปฏิบัติภารกิจต่อในช่วงบ่ายจนสำเร็จลุล่วง
       

เป็นภารกิจที่สร้างรอยยิ้มให้เกิดขึ้นทั้งผู้ทำให้และผู้รับ ก่อนที่จะได้จากลากันไปอย่างมีความสุข เป็นการปิดท้ายภารกิจพิเศษ “Mission Possible” ครั้งนี้
       
 

Vespa Primavera 150 i-Get ABS ขับเคลื่อนความคลาสสิกให้โลดแล่นอีกครั้ง

0

ขับเคลื่อนความคลาสสิกให้โลดแล่นอีกครั้งกับ เวสป้า พรีมาเวร่า 150 ไอ-เก็ท เอบีเอส (Vespa Primavera 150 i-Get ABS) สีใหม่ บลู เอ็นเนอร์เจีย (Blue Energia)
“เวสป้า พรีมาเวร่า 150 ไอ-เก็ท เอบีเอส” ดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “เวสป้า พรีมาเวร่า (Vespa Primavera)” ต้นฉบับปี 1968 ผสานความทันสมัยของรถสกู๊ตเตอร์เวสป้าต้นแบบ “เวสป้า 946 (Vespa 946)” จึงทำให้ “เวสป้า พรีมาเวร่า 150 ไอ-เก็ท เอบีเอส” เป็นรถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยม ที่มีดีไซน์สุดคลาสสิก ปราดเปรียว และเต็มเปี่ยมด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ลงตัวทุกการขับขี่ในเมือง ที่สำคัญยังคงขี่สนุกตามแบบฉบับเวสป้าเช่นเคย
ล่าสุด มาพร้อมกับเฉดสีใหม่ “บลู เอ็นเนอร์เจีย (Blue Energia)” ที่ดึงจิตวิญญาณของความเท่ น่าค้นหาและลึกลับ สะท้อนอัตลักษณ์แห่งความหรูหราโดดเด่น มาพร้อมฟีเจอร์ที่จะสะกดทุกสายตาด้วยไฟหน้าและไฟท้าย LED สามารถตอบโจทย์ทุกการขับขี่ รวมถึงการใช้งานในเมืองได้เป็นอย่างดี ด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยมจากเครื่องยนต์ i-Get ลูกสูบเดี่ยว 4 จังหวะ 150 ซีซี พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ปลอดภัยด้วยระบบเบรก ABS และประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดด้วยระบบฉีดน้ำมันอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Fuel Injection) และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“เวสป้า พรีมาเวร่า 150 ไอ-เก็ท เอบีเอส: บลู เอ็นเนอร์เจีย (Vespa Primavera 150 i-Get ABS: Blue Energia)” จัดจำหน่ายในราคาคันละ 122,400 บาท สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสตัวจริงและเป็นเจ้าของได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเวสป้าทั่วประเทศ
ติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ของเวสป้าได้ที่ www.vespa.co.th เฟซบุ๊ก Official Vespa Society Thailand และอินสตาแกรม @vespathailand

New Toyota Commuter รูปลักษณ์ทันสมัย เติมเต็มความปลอดภัย ขานรับนโยบายภาครัฐ

0

New Toyota Commuter รถตู้รูปลักษณ์ทันสมัย กว้างขวาง ห้องโดยสารติดตั้งวัสดุซับเสียงเพื่อลดเสียงรบกวน ขานรับนโยบายภาครัฐด้านความปลอดภัยโดยเพิ่มทางออกฉุกเฉินและฝาท้ายเปิดได้จากภายในรถ เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร 163 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมติดตั้งดิสเบรคทั้ง 4 ล้อ ราคาจำหน่ายเริ่มต้นอยู่ที่ 999,000 บาท
New Toyota Commuter
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถตู้ คอมมิวเตอร์ใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร พร้อมทั้งตอบสนองนโยบายภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยบนท้องถนน โดยรถตู้ “คอมมิวเตอร์” ใหม่นี้ เน้นถึงความปลอดภัยสูงสุดด้วยระบบมาตรฐานความปลอดภัยที่ครบครัน พร้อมกับความสะดวกสบายที่มากยิ่งขึ้น
New Toyota Commuter
New Toyota Commuter ได้กลับคืนสู่ตลาดเมืองไทยอีกครั้งโดยเป็นการพัฒนาเข้าสู่เจนเนอเรชั่นที่ 6 โดยเริ่มเข้ามาสร้างยอดจำหน่ายในเมืองไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ในรูปแบบของรถตู้นำเข้าจากแดนอาทิตย์อุทัยซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ซึ่งได้ถูกนำมาใช้ในกิจการต่างๆ อาทิเช่น การรับส่งพนักงานในนิคมอุตสาหกรรม รถรับ-ส่งผู้โดยสารระหว่างจังหวัด รถรับ-ส่งสนามบิน และรถให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติ
สำหรับเจนเนอเรชั่นที่ 6 นี้ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่หมดรอบคันตามคอนเซ็ปต์ “ขับความปลอดภัย นั่งสบายในทุกเส้นทาง” พร้อมขานรับนโยบายของภาครัฐในด้านความปลอดภัยด้วยการพัฒนาโครงสร้างแบบวงแหวน (Ring frame) ที่มีความแข็งแรง ลดการสั่นสะเทือนและทำให้ขับขี่สบายยิ่งขึ้น
New Toyota Commuter
มิติตัวรถนั้นใหญ่กว่าเดิมในทุกสัดส่วน ด้วยความยาว 5,915 มม. กว้าง 1,950 มม. และสูง 2,280 มม.(สำหรับรุ่นหลังคาสูง) ในขณะที่ฐานล้อนั้นมีความกว้าง 3,860 มม. กับน้ำหนักตัว 2,325 กก. พร้อมจุน้ำมันได้ถึง 70 ลิตร
New Toyota Commuter
รูปลักษณ์ได้รับการพัฒนาให้มีความหรูหรามากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการย้ายตำแหน่งเครื่องยนต์มาด้านหน้า ส่งผลให้ฝากระโปรงมีความยาวมากยิ่งขึ้น กระจังหน้าแต่งด้วยโครเมียม พร้อมกับความโดดเด่นจากไฟหน้ามัลติรีเฟล็กเตอร์ รวมถึงกระจกมองข้างและกระจกมองล้อด้านหลัง
New Toyota Commuter
New Toyota Commuter
New Toyota Commuter
New Toyota Commuter ได้รับการติดตั้งล้อกระทะที่มากับฝาครอบลายใหม่ในขนาด 235/65R16 ฝากระโปรงท้ายมีไฟเบรก 3 ดวง และยังสามารถเปิดได้จากภายในตัวรถเพื่อเติมเต็มความปลอดภัย
New Toyota Commuter
New Toyota Commuter
ภายในกว้างขวาง พัฒนาโครงสร้างมาในรูปแบบ Annular Frame Structure เพื่อช่วยป้องกันการยุบตัวเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ทั้งยังได้รับการติดตั้งถุงลมนิรภัย 3 ตำแหน่งสำหรับผู้โดยสารและผู้ขับขี่ ชุดคอนโซลได้รับออกแบบใหม่เพื่อการใช้งานที่ง่ายและสะดวก
New Toyota Commuter
New Toyota Commuter
พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้าน มากับมาตรวัดพร้อมจอแสดงข้อมูล MID ในขณะที่ห้องโดยสารกว้างขวางและใหญ่โตกว่าเดิม ระบบปรับอากาศก็ได้รับการติดตั้งให้กับทุกที่นั่ง
New Toyota Commuter
New Toyota Commuter
New Toyota Commuter
ห้องโดยสารเป็นแบบรถตู้อเนกประสงค์ 15 ที่นั่ง ซึ่งในส่วนของเบาะนั่งผุ้โดยสารแถวหน้านั่นสามารถพับเพื่อเป็นที่วางแก้ว ส่วนการจัดวางเบาะผุ้โดยสารอีก 12 ที่นั่งนั้นเป็นการตอบรับนโยบายของภาครัฐด้วยการออกแบบเบาะนั่งให้มีทางออกฉุกเฉิน
New Toyota Commuter
ขุมพลังมาจาก Toyota Hilux Revo ในรูปแบบของเครื่องดีเซลเทอร์โบ ขนาด 2.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้าที่ 3,600 รอบ และแรงบิด 420 นิวตันเมตรที่ 1,600-2,200 รอบ โดยมีระบบส่งกำลังให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ 6 จังหวะ ซึ่งเครื่องยนต์นี้ได้รับการพัฒนาให้รองรับกับเชื้อเพลิงไบโอดีเซลบี 20 ได้อีกด้วย
New Toyota Commuter
ช่วงล่างก็ได้รับการพัฒนาด้วยเช่นกันเนื่องจากทางทีมออกแบบได้มีการย้ายตำแหน่งของเครื่องยนต์มาไว้ด้านหน้ามากยิ่งขึ้น ระบบรองรับด้านหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท ส่วนด้านหลังเป็นแบบ Leaf Spring ซึ่งพัฒนาเพื่อซับแรงสั่นสะเทือนและรองรับแรงกระแทกจากพื้นถนน
New Toyota Commuter
New Toyota Commuter ยังได้รับการพัฒนาในด้านขององศาล้อที่สามารถหมุนได้มากขึ้นเพื่อเพื่มความคล่องตัวขณะกลับรถและถอยจอด สำหรับในด้านความปลอดภัยนั้นนอกจากติดตั้งถุงลมนิรภัย 3 ตำแหน่ง ด้านของระบบเบรกนั้นยังเป็นดิสเบรกทั้ง 4 ล้อ รวมถึงติดตั้งระบบควบคุมการทรงตัว VSC ระบบป้องกันการลื่นไถล TRC ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC ระบบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบเบรก ABS ระบบเสริมแรงเบรก BA และระบบควบคุมเฟืองท้าย LSD
New Toyota Commuter
New Toyota Commuter มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีขาว – White และ สีเงินเมทัลลิค – Silver Mica Metallic ซึงมีจำหน่ายด้วยกันถึง 4 รุ่น ได้แก่
New Toyota Commuter หลังคาสูง เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ราคา 1,299,000 บาท
New Toyota Commuter หลังคาสูง เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ราคา 1,269,000 บาท
New Toyota Hiace GL หลังคาเตี้ย เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ราคา 1,079,000 บาท
New Toyota Hiace หลังคาสูง Eco ตู้ทึบ เกียร์ธรรมดา 6 สปีด (มีเฉพาะสีขาว) ราคา 999,000 บาท
*ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน
*สีเงินเมทัลลิค ราคาเพิ่ม 6,000 บาท
New Toyota Commuter
สำหรับ New Toyota Commuter ทั้ง 2 รุ่น จะขึ้นโชว์ตัวพร้อมจำหน่ายที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนเป็นต้นไป แต่สำหรับ All New Toyota Hiace GL หลังคาเตี้ย และ All New Toyota Hiace หลังคาสูง Eco ตู้ทึบ จะจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนสิงหาคมนี้
New Toyota Commuter
New Toyota Commuter
ด้านรายการส่งเสริมการขาย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทยได้จัดข้อเสนอทางการเงิน เพื่อง่ายต่อการซื้อรถ โดยร่วมมือกับ Toyota Leasing (Thailand) ในการสนับสนุนแพคเกจการขาย เริ่มดาวน์แค่เพียง 10% หรือผ่อนนาน 84 เดือน

Mercedes-Benz C 300 e ปลั๊กอินไฮบริดเจนฯ 3 เปิดตัว 2 รุ่นย่อย เคาะราคาเริ่มต้น 2.699 ล้านบาท

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (EQ Power) เจนเนอเรชั่นที่ 3 ภายใต้แบรนด์ EQ อย่าง Mercedes-Benz C 300 e รุ่นประกอบในประเทศ โดยนำเสนอในสองรุ่นย่อย ได้แก่ The C 300 e AMG Dynamic ราคา 3,215,000 บาท และ The C 300 e Avantgarde ราคา 2,699,000 บาท
มร. ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “Mercedes-Benz C 300 e รุ่นประกอบในประเทศ คือ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (EQ Power) เจนเนอเรชั่นที่ 3 โดดเด่นในเรื่องสมรรถนะจากเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดผสานกับพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า ควบคู่กับประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นของแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชนิดใหม่ที่สามารถประจุไฟฟ้าได้มากกว่าเดิม ส่งผลให้ระยะทางสูงสุดสำหรับการขับขี่โดยใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวเพิ่มขึ้นจากเจนเนอเรชั่นก่อนหน้าถึง 30% และช่วยให้อัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในโหมดไฮบริดเพิ่มขึ้นอีกด้วย

Mercedes-Benz C 300 e-1
C 300 e AMG Dynamic

นอกจากนี้ยังมาพร้อมดีไซน์หรูหรา ปราดเปรียวในสไตล์ของรถยนต์ตระกูล C-Class และผสานด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเทียบเท่ารถยนต์ตระกูล S-Class อีกทั้งยังมาพร้อมกับบริการ ‘Mercedes me connect’ ที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งเทคโนโลยีนี้สามารถเลือกปรับเพิ่มบริการและฟังก์ชันต่างๆ ตามต้องการได้ผ่านแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน

  • Vehicle status บอกสถานะความพร้อมของอะไหล่รถยนต์ และคอยประสานงานแจ้งเตือนทั้งทางลูกค้าและโชว์รูม
  • Remote Service ฟังก์ชันที่ช่วยให้การใช้รถของคุณสะดวกสบายมากขึ้น โดยคุณสามารถเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศทำความเย็นล่วงหน้า หรือการสั่งเปิด หรือล็อกประตูรถจากระยะไกล เป็นต้น
  • Accident Recovery and break down management ปุ่มรูปโทรศัพท์ เพื่อช่วยเหลือผู้ขับขี่ได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ปลายนิ้ว ทั้งในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ เหตุฉุกเฉิน รถเสีย หรือสอบถามข้อมูลทั่วไปผ่านคอลเซ็นเตอร์

Mercedes-Benz C 300 e-2
C 300 e AMG Dynamic

Mercedes-Benz C 300 e รุ่นประกอบในประเทศ นำเสนอทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่ C 300 e Avantgarde และ C 300 e AMG Dynamic เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี ที่ให้ พละกำลังสูงถึง 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที และมีแรงบิด 350 นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบ 1,200 – 1,400 ต่อนาที ซึ่งเมื่อผสานพลังกับมอเตอร์ประสิทธิภาพสูง 122 แรงม้า ทำให้ได้ System Output สูงสุดถึง 320 แรงม้าที่ 4,500 – 5,500 รอบ/นาที และมีแรงบิดถึง 700 นิวตันเมตร นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบผสมที่ต่ำกว่า 45 กรัม ต่อกิโลเมตรเท่านั้น
ในรถรุ่นนี้ ยังใช้แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนรุ่นใหม่ที่มีขนาดความจุมากกว่าเดิมถึง 111% ผสานกับประสิทธิภาพของเซลล์แบตเตอรี่ชนิดใหม่ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากความจุ 10% จนเต็ม 100% ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาที และยังมาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะแบบใหม่ (9G-TRONIC) ที่ช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้มากยิ่งขึ้น 
Mercedes-Benz C 300 e-3
C 300 e Avantgarde

ด้านระบบเทคโนโลยี และระบบความปลอดภัย  มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รุ่นล่าสุดสำหรับตระกูล The C-Class ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับระบบที่ใช้ในรถยนต์ The S-Class อาทิ

  • โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program – ESP®)
  • ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-lock braking system – ABS)
  • ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light)
  • ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA (Active Brake Assist system)
  • ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC)
  • ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST Service interval indicator)
  • ระบบเตือนแรงดันลมยาง (Tyre pressure loss warning system)
  • ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST)
  • เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC)
  • ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดแบบอัตโนมัติ (Active Parking Assist)
  • ระบบ DYNAMIC SELECT คือ แบบ Sport Sport+ และ Comfort และ
  • ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ Bluetooth

นอกจากนี้ ยังมีระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Distance Pilot DISTRONIC) กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround view camera) ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® surround sound system และระบบแผนที่นำทางที่ติดตั้งเฉพาะในรุ่น C 300 e AMG Dynamic และกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ (Reversing camera) ที่มีเฉพาะในรุ่น C 300 e Avantgarde อีกด้วย

Mercedes-Benz C 300 e -4
C 300 e Avantgarde

 

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตรกระบอกสูบ (ซีซี)แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/
รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตร)
อัตราเร่ง
0-100 กม./ชม.(วินาที)
ความเร็วสูงสุด
โดยประมาณ
(กม./ชม.)
C 300 e Avantgardeเบนซิน 4 สูบ   แถวเรียง1,991320 /
4,500-5,500
7005.4250
C 300 e
AMG Dynamic
เบนซิน 4 สูบ   แถวเรียง1,991320 /
4,500-5,500
7005.4250

C 300 e Avantgarde รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 2,699,000 บาท

C 300 e AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 3,215,000 บาท

สำหรับลูกค้าผู้ที่สนใจรถยนต์ Mercedes-Benz C 300 e รุ่นประกอบในประเทศ สามารถเยี่ยมชม พร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 33 แห่ง ทั่วประเทศ

Porsche 911 Carerra เจ้าชายกบรุ่นใหม่กับความเร็ว 0-100 กม./ชม.ด้วยระยะทางไม่ถึง 30 ม.(ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0

Porsche 911 Carerra เจ้าชายกบคันล่าสุดกับครั้งแรกของการปรับแต่งขุมพลังที่สามารถทำความเร็ว 0-100 กม./ชม.ด้วยระยะทางไม่ถึง 30 ม. มากับไฟท้ายแบบ Light Bar ที่คาดยาวตลอดแนว โดดเด่นด้วยหน้าจอสัมผัส Porsche Communication Management ขนาด 10.9 นิ้ว แสดงผลและสั่งการระบบต่างๆได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย 

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่ อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จัดกิจกรรม “Porsche 911 Carrera S Driving Experience 2019” โดยเชิญสื่อมวลชนร่วมทดสอบสมรรถนะยนตรกรรมสปอร์ตเรือธงระดับตำนานกับ ปอร์เช่ 911 รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche 911)
Porsche 911 Carerra
Porche 911 Carerra รถสปอร์ตระดับตำนานได้รับการปรับปรุงจวบจนถึงเจนเนอเรชั่นที่ 8 โดยใช้รหัสตัวถังคือ 992 และเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยทั้ง รุ่น 911 Carerra s (ขับเคลื่อนล้อหลัง) และ 911 Carerra 4S (ขับเคลื่อนสี่ล้อ) โดยได้รับการพัฒนาด้านตัวถังให้มีความกว้างขึ้นกว่ารุ่นก่อน สำหรับด้านหน้านั้นขยายกว้างขึ้นอีก 45 มม.ส่วนด้านหลัง 44 มม. ทั้งยังได้ปรับขนาดล้อและยางให้ให้ด้านหลังมีหน้าสัมผัสมากกว่าด้านหน้าด้วยการใช้ล้อหน้าใช้ยางขนาด 245/35R20 ส่วนคู่หลังขนาด 305/30 R21
Porsche 911 Carerra
โคมไฟหน้าเป็นแบบ Matrix LED ได้รับการติดตั้งระบบไฟหน้า Porsche Dynamic Light System Plus (PDLS Plus) ประตูติดตั้งระบบมือเปิดแบบ electrical pop-out handles เมื่อคลายล๊อค มือเปิดประตูจะยื่นออกมา และเมื่อปิดประตูหรือกดล๊อคมือเปิดประตูจะหดตัวกลับเข้าไปด้านใน แผงไฟท้ายออกแบบใหม่แบบ light bar คาดยาวตลอดแนวตัวถัง ทั้งยังมีสปอยเลอร์ที่ปรับได้หลายระดับ นอกจากจะช่วยกดอากาศตามหลักแอโรไดนามิค ยังช่วยระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์อีกด้วย
Porsche 911 Carerra
Porsche 911 Carerra
Porsche 911 Carerra
Porsche 911 Carerra
Porsche 911 Carerra ได้รับการตกแต่งห้องโดยสารแบบ 2+2 ที่นั่ง สำหรับในส่วนของเบาะหลังนั้นคงไม่มีเจ้าของรถท่านใดอยากให้ใครไปนั่ง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ เบาะแถว 2 ก็สามารถเป็นที่นั่งได้ชั่วคราวเพราะมีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก เบาะคู่หน้ามาในสไตล์บัคเกตซีท โครงเบาะออกแบบใหม่และมีนน.ลดลงถึง 3 กก.
Porsche 911 Carerra
Porsche 911 Carrera ยังคงเอกลักษณ์ของรถสปอร์ตในตำนานไว้หลายๆแห่ง บนคอนโซลมีนาฬิกาแบบเข็มสไตล์คลาสสิค ที่ยังคงไว้ในรูปแบบเข็ม ชุดแดชบอร์ดดีไซน์ทรงกลม 5 ช่อง บริเวรคอนโซลกลางมีหน้าจอสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 10.9 นิ้ว พร้อมติดตั้งระบบ Porsche Communication Management ที่สั่งการและควบคุมระบบต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
Porsche 911 Carerra
Porsche 911 Carerra

ด้านล่างของจอทัชสกรีนมีสวิตช์ควบคุมระบบ ไฟฉุกเฉิน ท่อไอเสีย ช่วงล่าง และระบบการขับขี่ต่างๆ แยกออกมาเพื่อการใช้งานที่สะดวก ไล่ลงมาจะเป็นระบบปรับอากาศที่แยกการควบคุมอุณหภูมิได้ทั้งฝั่งซ้ายและขวา บริเวณคอนโซลเกียร์มีหัวเกียร์ขนาดใหญ่กว่ากล่องไม้ขีดเพียงเล็กน้อยและแยกส่วนการสั่งงานเกียร์ P ออกมาเฉพาะ
Porsche 911 Carerra
พวงมาลัยจับกระชับติดตั้งระบบแพดเดิลชิฟท์ที่ใช้งานถนัดมือ และไม่ลืมที่จะติดตั้งระบบมัลติฟังค์ชั่นที่คอยควบคุมและสั่งการระบบต่างๆ รวมถึงติดตั้งสวิตช์ควบคุมระบบล๊อคความเร็วอัตโนมัติหรือครูสคอนโทรล ทั้งยังมีแป้นควบคุมทรงกลมที่คอยสั่งการระบบ DRIVE นั้น ซึ่งเป็นโหมดการขับขี่ต่างๆอาทิ NORMAL/ SPORT/ SPORT PLUS รวมถึงการปรับค่าความหนืดของช่วงล่างได้อีกด้วย
Porsche 911 Carerra
Porsche 911 Carerra
Porsche 911 Carerra ใช้ขุมพลังแบบ 6 สูบนอน เทอร์โบคู่ ขนาดความจุ 3.0 ลิตรให้กำลังสูงสุด 450 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ ปรับเพิ่มจากรุ่นก่อน 30 แรงม้าและแรงบิด 530 นิวตันเมตรที่ /2,300-5,000 รอบ สุงกว่ารุ่นเดิม 30 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ 8 จังหวะ ทำความเร็ว 0-100 กม./ชม.ด้วยระยะทางไม่ถึง 30 ม.ในเวลาเพียง 3.7 วินาทีในรุ่น Carerra S และ 3.6 วินาทีในรุ่น 4S ซึ่งทั้ง 2 รุ่นทำความเร็วสูงสุดได้ทะลุ 300 กม./ชม. ส่วนอัตราสิ้นเปลือง Carerra S อยู่ที่11.2 กม./ลิตร ส่วน Carerra 4S อยู่ที่ 11 กม./ลิตร
Porsche 911 Carerra
ในด้านของช่วงล่างด้านหน้าเป็นอิสระแมคเฟอร์สันและด้านหลังใช้แบบมัลติลิงค์ ซึ่งมีตัวช่วยการขับขี่อย่างโหมด Drive คอยควบคุมให้เหมาะสมกับการใช้งานและปรับค่าความหนืดของโช๊คอัพไฟฟ้าจากบิลสไตน์ และพวงมาลัย รวมถึงที่เด็ดที่ได้พัฒนามาเป็นพิเศษกับ Wet Mode ที่ใช้ในการขับขี่ขณะสภาพพื้นผิวที่เปียก ลื่น หรือขับขี่ขณะฝนตก
Porsche 911 Carerra
มาถึงการทดสอบ ณ สนามปทุมธานีสปีดเวย์ ซึ่งผู้จัดงานได้เตรียมรูปแบบของการขับขี่แบ่งออกเป็น 3 สถานีโดยใช้รถทดสอบเพียงรุ่นเดียวนั่นคือ 911 Carerra S
Porsche 911 Carerra
ประเดิมสถานีแรก Braking เปิดโหมด Sport โดยการปรับแป้นหมุนบริเวณพวงมาลัย รูปแบบของสถานีนี้จะเป็นทางตรงยาวพร้อมกับเบรคและหักหลบไพลอนพร้อมควบคุมรถไปตามช่องทางที่ควบคุมไว้ ความเร็วจากจุดสตาร์ทมาถึงบริเวณช่องทางที่หักหลบ 911 Carerra S สามารถทำความเร็วได้เกือบ 150 กม./ชม.กับระยะทางเพียง 100 ม. กับสุ้มเสียงท่อไอเสียที่โหด ดิบ พร้อมกับแรงG ที่ส่งผ่านมายังท้องน้อยจนรู้สึกหวิว พอมาถึงจุดเบรกที่ต้องหักหลบ รถคันนี้ไม่มีเสียอาการแต่อย่างใด เบรกกะทันหันและลดความเร็วลงมาได้อย่างมั่นใจจากเบรคหน้าแบบ 6 Pot หลัง 4 Pot ในขณะที่จานเบรกทั้ง 4 ล้อเป็นขนาด 350 มม.
Porsche 911 Carerra
Porsche 911 Carerra
ต่อด้วยสถานี Hadling โหมดการขับขี่ถูกปรับมาที่ Normal เพราะการควบคุมรถสปอร์ตอย่าง 911 นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆซึ่งต้องอาศัยทักษะการควบคุมรถและความคุ้นเคยกับรถในระดับหนึ่ง หากยังอยู่ในโหมด Sport นั้นอาจจะควบคุมยากไปสักนิด
Porsche 911 Carerra
ในโหมด Normal กับการใช้แพดเดิลชิฟท์คอยช่วยปรับลดความเร็วนั้นก็สามารถสยบความห้าวหาญของเจ้าชายกบคันนี้ได้ไม่ยาก ด้วยเอกลักษณ์ของรถขับเคลื่อนล้อหลังอาจมีอาการท้ายออกบ้างเล็กน้อยแต่ Tracktion Control ก็จะเข้ามามีบทบาทเพื่อช่วยควบคุมรถและลดความเร็วให้เหมาะสมกับการเข้าโค้งในย่านความเร็วต่างๆได้อย่างเหมาะสม ระบบช่วงล่างที่ผู้ออกแบบได้จัดการหมวดหมู่ดการขับขี่ไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การขับขี่ที่ต้องควบคุมรถผ่านทางโค้งหลากรูปแบบเป็นเรื่องง่ายๆที่ใครก็สามารถควบคุมได้
Porsche 911 Carerra
สุดท้ายเป็นการขับขี่ในรูปแบบ Slalom เพื่อสัมผัสฟิลลิ่งช่วงล่างของรถอย่างเต็มประสิทธิภาพ โหมดการขับขี่ถูกปรับอีกครั้งซึ่งขอเลือกซ่าไปกับ Sport Plus สิ่งที่ปรับเปลี่ยนตั้งแต่ยังไม่เคลื่อนรถออกจากจุดปล่อยตัวนั่นคือน้ำหนักของพวงมาลัยซึ่งหนืดขึ้นอย่างชัดเจน
Porsche 911 Carerra
หลังจากเหยียบคันเร่งออกตัว เสียงท่อก็ดุดันขึ้นพร้อมมีเสียง Back Fire ขณะถอนคันเร่งเป็นบางครั้ง ช่วงล่างแน่นขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ควบคุมรถได้ง่ายและแม่นยำตามทิศทางที่ต้องการ ซึ่งเป็นฟิลลิ่งของรถสปอร์ตที่ไม่โหด ดิบ เหมือนหลายสถานีที่ผ่านไป สืบเนื่องจากความเร็วที่ใช้นั้นไม่ได้สูงมากนักอยุ่ที่ประมาณไม่เกิน 60 กม./ชม.
Porsche 911 Carerra
ตัวช่วยการขับขี่ที่ได้สัมผัสเรียกได้ว่าเกือบครบทุกโหมดยกเว้นเพียงโหมดเดียวนั่นคือ Wet Mode เนื่องจากในขณะที่ทดสอบนั้นไม่มีฝนตกและสภาพพื้นผิวของสนามทดสอบที่แห้ง แต่การทำงานของโหมดนี้คือระบบจะช่วยในการถ่ายเทแรงบิดไปยังล้อและปรับความหนืดของโช๊คอัพของล้อฝั่งที่เปียกน้ำ ซึ่งเป็นเพียงโหมดการขับขี่ที่ไม่ได้ลองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
Porsche 911 Carerra
การทดสอบในครั้งนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ได้สัมผัสกับรถสปอร์ตระดับตำนานในตระกูล 911 อย่าง 911 Carerra S ที่ผ่านมาเคยได้ยินผู้มีประสบการณ์หลายคนบอกว่าการขับรถแบรนด์นี้ควรจะเรียนรู้การขับขี่จากผู้มีประสบการณ์หรือครูฝึกก่อน เพราะความโหด ดิบ ของพละกำลังที่ไม่ธรรมดา อาจทำให้เจ้าชายกบคันนี้กลายเป็นรถที่เกรี้ยวกราด
Porsche 911 Carerra
รูปแบบการทดสอบที่อยู่ในสถานที่ปิดอาจไม่ได้สัมผัสกับขุมพลังความแรงมากนักแต่ก็พอที่จะสรุปโดยสังเขปได้ว่า Porsche 911 Carerra S นั้นไม่ได้ควบคุมยากอย่างที่คิด แต่ในด้านขุมพลังความแรงนั้นเจอบนถนนก็อย่าไปเปรี้ยวใส่เจ้าชายกบคันนี้ก็แล้วกันครับ ไม่งั้นคงได้ดมแต่กลิ่นควันของท่อไอเสียก็เป็นได้
ภาพเพิ่มเติ่มจาก Netcarshow.com
ข้อมูลทางเทคนิค: Porsche 911 Carerra S
เครื่องยนต์: เบนซิน 6 สูบนอน เทอร์โบคุ่
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 2,981
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 450/6,500
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 530 /2,300-5,000
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 8 จังหวะ PDK
ระบบขับเคลื่อน: ล้อหลัง
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง/อิสระมัลติลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลง
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดิสก์
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,519 x1,852×1,300 มม
ราคา (บาท): 11,800,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด

ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่ เสริมแกร่ง แต่งภายในทูโทน เปิดตัวพร้อมแคมเปญรับแลกรถเก่า

0

ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่ สปอร์ตครอสโอเวอร์ปรับลุคแกร่ง เสริมความสปอร์ต ภายในแต่งสไตล์ทูโทน เครื่องยนต์ i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร 117 แรงม้าเกียร์ CVT รองรับเชื้อเพลิงอี 85 มาพร้อมฟังค์ชั่นเพื่อความปลอดภั้ยครบครัน เปิดตัวพร้อมแคมเปญ “เปลี่ยนคันเก่าเป็นคันใหม่ ให้พร้อมลุยทุกเส้นทาง”
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ได้รับการปรับโฉมแบบไมเนอร์เชนจ์ มาพร้อมดีไซน์สปอร์ต แข็งแกร่ง กระจังหน้าได้รับการออกแบบใหม่ในสไตล์โครเมียม ติดตั้งล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
ภายในเรียบหรูมีเอกลักษณ์ โดดเด่นด้วยเบาะโดยสารดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ต ห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบายในทุกอิริยาบถ สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อการใช้งานที่หลากหลาย โดยมีให้เลือก 2 รุ่น
 
รุ่น SV มาพร้อมไฟหน้าโปรเจคเตอร์พร้อมไฟหรี่และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้าดีไซน์ใหม่ เพิ่มอารมณ์สปอร์ตระดับพรีเมียมด้วยเสาอากาศแบบครีบฉลาม (Shark Fin) เบาะนั่งแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีทูโทนดำ-แดงสไตล์สปอร์ต
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
เบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถพับแยกแบบ 60:40 หรือพับตลบจังหวะเดียว (One Motion) พร้อมปรับเลื่อนหน้า-หลัง เพื่อช่วยให้ผู้โดยสารแถวที่ 3 เข้า-ออกได้สะดวกยิ่งขึ้น และพนักพิงปรับเอนได้ถึง 3 ระดับ
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
เบาะนั่งแถวที่ 3 มีพื้นที่วางขาที่กว้างขวาง พนักพิงสามารถพับแยกแบบ 50:50 หรือพับตลบไปด้านหน้า 2 จังหวะ เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้าย มาพร้อมระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลังเพื่อกระจายความเย็นได้อย่างทั่วถึง
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
รุ่น V มาพร้อมไฟหน้าโปรเจคเตอร์ เบาะนั่ง 2 แถว 5 ที่นั่ง เบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถพับแยกแบบ 60:40 พร้อมพับตลบจังหวะเดียว (One Motion) เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้มากยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ด้วยพื้นที่อเนกประสงค์ด้านท้ายขนาดใหญ่ มาพร้อมถาดรองสัมภาระท้ายรถและกล่องอเนกประสงค์ใต้เบาะนั่งแถวที่ 2
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ SOHC i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว 117 แรงม้า และระบบเกียร์ CVT ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม รองรับพลังงานทางเลือก E20 และ E85 ได้รับการติดตั้งฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียมครบครัน ได้แก่ มาตรวัดเรืองแสงสีขาว พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID ไฟแสดงผลการขับขี่แบบประหยัด และเทคโนโลยีทันสมัย ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส เช่น ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่รองรับระบบปฏิบัติการ iOS และ Android
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
 
ควบคุมง่ายขึ้นอีกขั้นด้วยปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย เชื่อมต่อภาพและเสียงผ่านช่องเชื่อมต่อ HDMI, USB และ AUX พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth)
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่
สีแดงแพสชั่น (มุก) ใหม่
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
สีขาวแพลทินัม (มุก) ใหม่
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
 
สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก)
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
 
สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก)
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
 
สีดำคริสตัล (มุก)
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
สีขาวทาฟเฟต้า
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ รุ่น V ราคา 765,000 บาท รุ่น SV ราคา 835,000 บาท
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
ในช่วงเปิดตัว ฮอนด้า ออโตโมบิลส์ ประเทศไทย จำกัด จัดแคมเปญ “เปลี่ยนคันเก่าเป็นคันใหม่ ให้พร้อมลุยทุกเส้นทาง” เมื่อนำรถยนต์รุ่นใดก็ได้มาขายเพื่อเปลี่ยนเป็น ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ลุ้นรับทันที BR-V Journey Set มูลค่า 4,590 บาท ประกอบด้วยบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 3,000 บาท และชุดโต๊ะปิกนิกแบบพับได้ 4 ที่นั่ง มูลค่า 1,590 บาท ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2562 – 31 สิงหาคม 2562
ฮอนด้า บีอาร์วี ใหม่
รวมถึงข้อเสนอสุดพิเศษ “Double Smile” ดาวน์ 0 บาท หรือเลือกผ่อนสบายเริ่มต้น 9,000 บาท* ให้แก่ลูกค้าที่จอง ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ตั้งแต่ 6 มิถุนายน 2562 – 30 มิถุนายน 2562 ณ โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ
นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมทดลองขับ “Happy Day Happy Drive” เพื่อเปิดประสบการณ์ความสุขให้กับลูกค้าที่สนใจได้ทดลองขับรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น โดยเฉพาะฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ยนตรกรรมแอคทีฟสปอร์ตครอสโอเวอร์ สามารถลงทะเบียนเพื่อร่วมกิจกรรมทดลองขับได้ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2562 – 31 สิงหาคม 2562 พร้อมรับของสมนาคุณกระเป๋าเก็บอุณหภูมิ Happy Bag มูลค่า 499 บาท ฟรีทันที
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 02 341 7777 หรือดูข้อมูลทางเว็บไซต์ www.honda.co.th/testdrive

สำนักงาน กปร. เชื่อมั่น SPIRIT 4×4 ส่งเจ้าหน้าที่อบรมขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ

0

“สำนักงาน กปร.” เชื่อมั่น “SPIRIT 4x4” ส่งเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ส่งเจ้าหน้าที่เข้าฝึกอบรมกับ “SPIRIT 4×4” เพิ่มทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อที่ถูกต้อง เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ ไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่พิเศษ พาผู้แทนพระองค์ไปตรวจงานตามโครงการพระราชดำริในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย
สุกานดา ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการ โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อนสี่ล้อ (Spirit of the 4×4 Driving School) เผยว่า “โรงเรียนฯ ก่อตั้งมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ฝึกอบรมผู้สนใจการขับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ อย่างถูกวิธีไปแล้วกว่า 130 รุ่น และเมื่อวันที่ 30-31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้ส่งเจ้าหน้าที่จำนวน 13 ท่าน เข้ารับการฝึกอบรมการขับรถขับเคลื่อน 4 ล้อขั้นพื้นฐาน (Basic Part Time) ณ สนาม Spirit Adventure Ground จังหวัดนครนายก”
    SPIRIT 4x4
ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้วิธีการใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Part Time อย่างถูกต้องทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ ในสนามจำลอง 15 สถานี และสนามจริง โดยมีครูฝึกมากประสบการณ์ดูแลให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด
หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน หรือผู้ที่สนใจเข้าร่วมฝึกอบรมการขับรถขับเคลื่อน 4 ล้ออย่างถูกวิธี สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อนสี่ล้อ spirit4x4.imc.co.th หรือ facebook.com/Spirit4x4 และโทรศัพท์ 0-2641-8444 ต่อ 404-405