Home Blog Page 540

MINI TRACK DAY (ภาพ+คลิปวีดีโอ) ลองให้รู้ที่มาของ “GO KART FEELING” ไปกับ MINI ครบรุ่น

0
มินิ ประเทศไทย จำกัด จัดเต็มกับการทดสอบรถยนต์ในกิจกรรม MINI TRACK DAY  โดยใช้สนามแก่งกระจาน เซอร์กิต จ.เพชรบุรี เป็นสถานที่ทดสอบสมรรถนะ โดยเชิญสื่อมวลชน และ ลูกค้าร่วมทดลองขับรถยนต์ MINI ทั้ง 5 รุ่น ซึ่งประกอบไปด้วย คูเปอร์ เอส คอนเวอร์ทิเบิลรุ่นใหม่ล่าสุด,คูเปอร์ เอส คลับแมน ไฮทริม,จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์, คูเปอร์ เอสดี ออลโฟร์ คันทรีแมน พาร์คเลน,คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู และ 5 ประตู มาดูกันว่าคำล่ำลือในรูปแบบ “GO KART FEELING” ของรถ MINI ทุกรุ่น จะให้ความสนุกสนานกับผู้ขับขี่มากน้อยเพียงไร

MINI ทั้ง 5 รุ่น ได้ประจำการในสนาม แก่งกระจาน เซอร์กิต รอการควบคุมจากสื่อมวลชนที่เข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ เริ่มแรกมีการกล่าวเปิดงานจากทีมผู้บริหาร แห่ง บริษัท มินิ ประเทศไทย จากนั้นเป็นการอบรมรูปแบบขับขี่จากอินสตรัคเตอร์ผู้ช่ำชองในวงการทดสอบรถยนต์ ก่อนที่จะให้สื่อมวลชนได้สัมผัมกับสมรรถนะอันเร้าใจ รถที่ได้นำมาเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้มีทั้งหมด 6 รุ่น ประกอบด้วย

MINI COOPER S CONVERTIBLE

MINI COOPER S CONVERTIBLE เป็นรถเปิดประทุนสปอร์ตล้ำสมัยและคงความสนุกในการขับขี่แบบโกคาร์ท มากับคอนเซ็ป “STAY OPEN”  ดีไซน์โดดเด่นทั้งภายนอกและภายใน มิติรถที่เพิ่มขึ้น พร้อมพื้นที่ภายในตัวรถกว้างขวางขึ้นเช่นเดียวกับมิติภายนอก เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน

รถคันนี้มากับรูปแบบเปิดประทุนตามสไตล์มินิ แผงหลังคารถหรือซอฟต์ท็อปผลิตจากวัสดุผ้าทอพิเศษ ด้วยวัสดุป้องเสียงหลายชั้น ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก มาพร้อมกับดีไซน์ลายธง UNION JACK ที่เป็นเอกลักษณ์ของมินิ ซึ่งสามารถเปิดและปิดอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้าภายในเวลาเพียง 20 วินาที และในขณะที่รถวิ่งอยู่ด้วยความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

MINI COOPER S CONVETABLE  ให้สมรรถนะการขับขี่แบบสปอร์ตด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์ MINI TwinPower Turbo ให้กำลัง 192 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 228 กม./ ชม.  ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.1 วินาที

นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ใหม่ต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ที่คุณสามารถกดเลือกได้ MINI HEAD-UP DISPLAY ที่สามารถเปิดปิดเพื่อแสดงข้อมูลสำคัญบนคอนโซลหน้าช่วยให้คนขับไม่ต้องละสายตาในขณะขับขี่  ปุ่มควบคุมความบันเทิง MINI Controller ที่ทำงานสามารถทำงานด้วยระบบสัมผัส หน้าจอแสดงผลคอนโซลกลางขนาด8.8  นิ้ว โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี LED ใหม่ล่าสุดที่ให้แสงไฟสีสันต่างๆ รอบวงแหวนซึ่งสามารถเปลี่ยนตามฟังก์ชั่นการใช้งาน นอกจากนี้ยังสามารถดาวน์โหลดแอป MINI Connected XL Journey Mate บนสมาร์ทโฟนทำการเชื่อมต่อกับตัวรถเพื่อใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนฝนตกขณะเปิดประทุน การบอกตำแหน่งจุดจอดรถล่าสุด

MINI COOPER S CLUB MAN HIGH TRIM

MINI COOPER S CLUB MAN HITRIM มากับความโดดเด่นด้วยความยาวที่เพิ่มขึ้น 27 เซนติเมตร กว้างขึ้น 9 เซนติเมตร และฐานล้อที่ยาวขึ้น 10 เซนติเมตรเมื่อเทียบกับ MINI HATCH 5 ประตู มินิ พร้อมตอบรับทุกการใช้งานด้วยช่องเก็บสัมภาระที่มีความจุมากถึง 360 ลิตร และยังสามารถขยายขนาดเพิ่มขึ้นเป็น 1,250 ลิตร

เมื่อทำการพับเบาะที่นั่งหลังซึ่งแยกกันที่ 60:40 ส่วนฝากระโปรงท้ายแบบบานพับสองข้างใช้วัสดุโลหะที่โดดเด่นสะดุดตา เป็นอีกจุดเด่นชวนมอง  เสากลางระหว่างบานกระจกซ้าย-ขวามีขนาดเล็กลงกว่าในรุ่นก่อนหน้า ซึ่งช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองด้านหลังให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังสะดวกสบายด้วยการเปิดประตูแบบไม่ต้องสัมผัส เพียงใช้เท้าจ่อบริเวณใต้กันชนท้ายเมื่อมีกุญแจรถอยู่กับตัวเท่านั้น

 

MINI COOPER S CLUB MAN HIGH TRIM ขับเคลื่อนด้วยพลังของเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด 3 รุ่น โดยขุมกำลังของมินิรุ่นนี้ ประกอบด้วยเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo ให้อารมณ์ในการขับขี่แบบโกคาร์ทโดยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ด้านต่างๆ ที่ดียิ่งขึ้น

MINI JOHN COOPER WORK

MINI JOHN COOPER WORK ผสมผสานความเร้าใจจากสนามแข่งกับความหรูหรา ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นแต่ยังคงเอกลักษณ์สุดคลาสสิกไว้อย่างครบครัน ต่อยอดจากรถยนต์ต้นแบบเพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ในระดับรถแข่งพันธุ์แท้

จัดเต็มขุมพลังสปอร์ต กับเครื่องยนต์ 4 สูบที่ติดตั้งแบบ transverse พร้อมอัพเกรดระบบส่งกำลังให้ทำงานราบรื่นด้วยเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo ให้คุณขับขี่ได้คล่องตัว รวดเร็ว พร้อมท้าทายทุกสนามแข่ง ขุมพลังใหม่ของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ถือเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดที่มินิเคยนำออกมาทำตลาด โดยมีกำลังสูงสุดถึง 231 แรงม้า

นอกจากนี้ MINI JOHN COOPER WORK ยังมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครด้วย พร้อมคอนเทนต์พิเศษในรุ่นนี้เฉพาะ หลังคาและกระจกมองข้างสีแดง Chili Red ล้อแม็กอัลลอยน้ำหนักเบา จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ขนาด 18 นิ้ว และแถบสีแต่งกระโปรงรถลาย JOHN COOPER WORK ส่วนระบบช่วงล่างทำงานสอดประสานกับเครื่องยนต์อย่างสมบูรณ์แบบ ควบคู่ไปกับเบรกระดับสปอร์ตรุ่นใหม่จากเบรมโบ ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ เซอร์โวทรอนิก ที่ใช้ทั้งระบบไฟฟ้าและกลไกผสมผสานกัน และเทคโนโลยี Dynamic Stability Control ที่มีทั้งคุณสมบัติ Dynamic Traction Control (DTC)  Electronic Differential Lock Control (EDLC) และ Dynamic Damper Control ติดตั้งมาในตัวเป็นมาตรฐาน

MINI COOPER SD ALL 4 COUNTRYMAN PARKLEN

MINI COOPER SD ALL 4 COUNTRYMAN PARK LANE เป็นรุ่นไฮเอนด์สุดคลาสสิกที่เปี่ยมความหรูหรา พร้อมด้วยดีไซน์และสีสันพิเศษสุดเฉพาะตัว ตัวถังสีเทาเมทัลลิก Earl Grey จับคู่กับหลังคาและกระจกมองข้างสีแดง Oak Red พร้อมแต่งด้วยแถบสีสไตล์สปอร์ตในสีเดียวกับกระโปรงรถ กันชนท้าย และส่วนข้างตัวรถ ขณะที่ไฟเลี้ยวติดตั้งในกรอบชุบโครเมียมที่แต่งด้วยสีแดง Oak Red เช่นกัน นอกจากนี้ ตัวรถยังเสริมความสปอร์ตด้วยล้อแม็กอัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้วสีเทาในดีไซน์ Turbo Fan Dark Grey พร้อมตกแต่งรอบตัวถังด้วยชิ้นส่วนกันชนและขอบประตูสีเงินในชุดแต่ง MINI ALL4 Exterior

MINI COOPER SD ALL 4 COUNTRYMAN PARK LANE ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังดีเซล MINI TwinPower Turbo ขนาด 2.0 ลิตร ซึ่งผลิตจากอลูมิเนียมทั้งบล็อก ให้กำลังสูงสุด 143 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 305 นิวตันเมตร

MINI COOPER S HATCH 3 DR

สุดยอดรถยนต์คอมแพคต์ขนาดกะทัดรัดระดับพรีเมี่ยม ที่ยังคงเอกลักษณ์สุดคลาสสิกไว้อย่างครบครันและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องภายหลังจากประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น

MINI COOPER S HATCH 3 DR พร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ 4 กระบอกสูบ สามารถเลือกเครื่องยนต์ได้ทั้งเบนซินและดีเซล นอกจากนี้เทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo เป็นหัวใจสำคัญที่มอบความคล่องแคล่วปราดเปรียวลงตัวระหว่างประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานและประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิง

MINI COOPER S HATCH 5 DR

MINI COOPER S HATCH 5 DR ถือเป็นรถที่ได้รับความนิยมอีกหนึ่งรุ่น ซึ่งมีการปรับปรุงที่เพิ่มขึ้นจากรุ่น 3 ประตู ด้วยการเน้นประสิทธิภาพการใช้งานจริงและความสะดวกสบายของห้องโดยสารเพิ่มมาจากฐานล้อที่ขยายยาวขึ้น ผู้โดยสารตอนหลังมีพื้นที่กว้างขวางขึ้นถึง 72 มิลลิเมตรสำหรับระยะวางขาเมื่อเทียบกับมินิ แฮทช์ รุ่น 3 ประตู

พื้นที่ที่เพิ่มขึ้นยังหมายถึงเบาะนั่งที่สามสำหรับผู้โดยสารตอนหลังอีกด้วย สำหรับประตูด้านหลังทั้งสองที่เพิ่มเข้ามาช่วยให้การขึ้น-ลงสะดวกสบาย

สำหรับ MINI COOPER S HATCH 3 DR และ 5 DR ที่นำมาให้ทดลองขับมาพร้อมชุดแต่ง JOHN COOPER WORK ทำให้รถดูสปอร์ตมากขั้น ปราดเปรียวสะกดทุกสายตา ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ตกแต่งแอโร-ไดนามิค ล้ออัลลอย Cup Spoke 2-tone ขนาด 18 นิ้ว ภายในมาพร้อมระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบ สเต็ปโทรนิค สปอร์ต ตกแต่งด้วยพวงมาลัยหนัง JCW หัวเกียร์หนัง ครบชุดแต่งในแบบฉบับจอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ทั้งขอบประตู แท่นเหยียบสแตนเลส สตีล และที่วางเท้า ช่วงล่างที่มีระบบ Dynamic Damper Control ไฟหน้าแบบ LED และสุดยอดระบบเครื่องเสียง Harman Kardon ที่ช่วยเพิ่มสุนทรียะแห่งการขับขี่

ในการทดสอบรถ MINI แต่ละรุ่น จะนั่งเป็นคู่ ได้ขับคันละ 3 รอบ เท่ากับภารกิจในวันนี้ จะใช้การขับขี่ทั้งสิ้นทะลุ 30 รอบ รูปแบบของสนามแก่งกระจานเซอร์กิต เป็นแทรคที่ค่อนข้างแคบ ไม่กว้างเท่าหลายๆสนามในเมืองไทย แถมยังมีโค้งลดหลั่นตามไหล่เขาซึ่งบางโค้งค่อนข้างอันตราย แต่ทีมงานได้มีไพล่อนวางไว้เพื่อเป็นจุดสังเกตสำหรับเลี้ยว และ เบรก ตามรุปแบบการขับขี่ในสไตล์เรซซิ่ง ที่นักแข่งรถใช้ขับกันประจำ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแถมยังได้เพิ่มเติมทักษะการขับรถไปอีกด้วย

กว่า 30 รอบที่ได้ทั้งลองนั่ง และ ขับผมมีรถในดวงใจอยู่ 1 คัน เพื่อนๆหลายคนโฟกัสไปยัง MINI JOHN COOPER WORK ซึ่งเป็นรถรุ่นใหม่ที่สุด แถมยังจัดเต็มกับสมรรถนะแบบส่งตรงจากสนามแข่ง รถรุ่นนี้ถือว่าเป็นรถที่ขับได้สนุก ดิบ โหด  เพราะขุมพลัง MINI TwinPower Turbo ระดับ 231 แรงม้า แถมเกียร์แบบสปอร์ต 6 จังหวะ ที่ผสานการทำงานของเทคโนโลยี Dynamic Stability Control ให้คุณสมบัติด้าน Dynamic Traction Control (DTC)   Electronic Differential Lock Control (EDLC) และระบบช่วงล่างแบบ Dynamic Damper Control ติดตั้งเป็นมาตรฐาน ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กับรถแข่ง ถ้าใครได้ลองคงหลงงอมแงม แต่สำหรับผม ในแทรคของสนามที่ค่อนข้างแคบ ต้องมีทักษะในการควบคุมรถพอสมควร อาจมีนิสัยดื้อๆไปนิด แต่ถ้ารู้ใจกับรถคันนี้เมื่อไหร่ สมรรถนะในรูปแบบสปอร์ต จะทำให้ผู้ขับขี่สนุกไปกับความเร็ว แรง ในรูปแบบรถที่กะทัดรัด และเท่อย่างมีสไตล์

สำหรับรถ MINI ที่ผมชอบสุดในกิจกรรมครั้งนี้ คือ MINI COOPER S 3 ประตู รูปลักษณ์ก็เหมือนๆกัน จะมีก็แต่ชุดแต่งภายนอกบางส่วน ซึ่งไม่ถือเป็นประเด็น และแม้ว่าขุมพลังของเครื่องยนต์เป็นบล๊อคเดียวกัน แต่ให้แรงม้าเพียง 193 แรงม้า และเกียร์ที่ติดตั้งเป็นแบบ 8 จังหวะ แน่นอนว่าในด้านสมรรถนะตกเป็นรองรุ่นไฮไลท์ สิ่งที่ทำให้ชื่นชอบมาจากการควบคุมรถที่ทำได้ง่าย การตอบโจทย์ของ “GO KART FEELING”  ง่ายต่อการควบคุม สมรรถนะในการยึดเกาะไม่ถึงกับแข็งสไตล์สปอร์ต แต่ก็ไม่นุ่มแบบรถสแตนดาร์ด ซึ่งในรูปแบบของการขับขี่บนเซอร์กิต ถือว่าเพียงพอ

มาถึงการใช้งานบนท้องถนน ยังรู้สึกได้ถึงความสบายไปกับระบบช่วงล่าง Dynamic Damper Control แถมยังซ่าได้เป็นบางโอกาสกับขุมพลังเกือบ 200 แรงม้า สิ่งที่ขาดไม่ได้คือระบบเครื่องเสียง Harman Kardon ซึ่งให้ระบบเสียงที่เสนาะหูเพิ่มสุนทรียะแห่งการขับขี่ได้เป็นอย่างดี

กิจกรรม “MINI TRACK DAY” ที่ว่าเป็นการทดสอบรถในรูปแบบ “GO KART FEELING”  ในสนาม แก่งกระจาน เซอร์กิต  ให้ความสนุกสุดมัน รถทั้ง 5 รุ่นตามที่บอกไว้มีสไตล์เฉพาะตัวอย่างชัดเจน แต่เมื่อได้ลองทางยาวๆ   MINI COOPER S 3 ประตู ทำให้ผมหลงรักเข้าอย่างจัง 2,990,000 บาท กับค่าตัวที่ตั้งไว้ ผมว่าคุ้มกับเงินที่เสียไป แถมยังเป็นรถที่มีสไตล์น่ารัก สมรรถนะเกินตัวอีกต่างหาก 

Mercedes-Benz GL-Class ภารกิจขับเอสยูวีหรูแบบฟูลเซ็กเมนต์ กว่า 800 กม. บนเส้นทางกรุงเทพ-พังงา

0
ถึงเวลาแห่งภารกิจขับรถหรูระยะทางไกลได้เวียนมาอีกครั้ง ปีนี้ บริษัท เมอร์เซเดส เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ใช้ชื่อว่า“Mercedes-Benz Star Charity” ซึ่งแน่นอนว่าเส้นทางที่ใช้เป็นแบบเดียวกับปีที่ผ่านมา เริ่มต้นจากกรุงเทพ ปลายทางจ.พังงา แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคือพาหนะในการเดินทาง ปีนี้ค่ายตราดาวได้จัดเตรียมรถในเซกเมนต์ GL-Class เพื่อให้สื่อมวลชนได้ลองขับอย่างจุใจกับเอสยูวีหรู 15 รุ่น 5 โมเดล ทั้ง GLS,GLE,GLE COUPE,GLC และ GLA ตลอดระยะเวลา 3 วันเต็ม

กิจกรรมสนุกๆแถมอิ่มบุญแบบนี้มีหรือที่จะพลาด ติดตามภารกิจทดลองขับรถเอสยูวีหรูระยะไกลไปกับwww.autoworldthailand.com ได้เลยครับ

ภารกิจนี้ใช้ชื่อว่า “Mercedes-Benz Star Charity” ซึ่งค่ายตราดาวจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี จริงๆแล้วจะเรียกว่าเป็นงานการกุศลประจำปีของค่ายฯก็ว่าได้ เพราะปลายทางจะเป็นการมอบทุนการศึกษา และเสริมด้วยกิจกรรมเล็กๆน้อยให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียน เยาววิทย์ แห่ง อ.กะปง จ.พังงา

ในส่วนของสื่อมวลชน ภารกิจหลักคือการทดสอบสมรรถนะของรถเอสยูวีหรูในเซกเมนต์ของ GL-Class รวมทั้งสิ้น 15 คัน 5 โมเดล ประกอบด้วย Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium, Mercedes-Benz GLE 350 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic, Mercedes-Benz GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic, Mercedes-Benz GLE 500 e 4MATIC Exclusive, Mercedes-Benz GLC 250 d 4MATIC AMG Dynamic, Mercedes-Benz GLC 250 d 4MATIC OFF-ROAD และ Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic ซึ่งทุกคนจะได้สัมผัสและทดลองขับกับรถรุ่นต่างๆอย่างจุใจ ตลอด 3 วันเต็ม บนเส้นทางกว่า 800 กม. จากกรุงเทพฯ โดยมีจุดหมายปลายทางที่จังหวัดพังงา

ก่อนออกเดินทาง สื่อมวลชนที่เข้าร่วมจะจับฉลากเพื่อเลือกรถทั้ง 15 คัน ว่าใครจะได้รถคันไหนไปครอบครอง โดยเป็นกติกาที่ใช้ตลอดการเดินทางทั้ง 3 วัน แบ่งออกเป็นช่วงเช้า และ ช่วงบ่าย เท่ากับ 1 วัน จะได้ขับคน 2 รุ่น และรถ 1 คัน จะมีสื่อมวลชนคันละ 2-3 คน เพื่อสลับผลัดเปลี่ยนกันขับ ซึ่งเปลี่ยนมือตามจุดพักรถที่ผู้จัดงานได้ตระเตรียมไว้ ระยะทางเฉลี่ยต่อวันร่วม 300 กม.

Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium

เอสยูวีรุ่นใหญ่ ขับสบาย โดดเด่นเรื่องขุมกำลังและระบบรองรับ

หลังผลการจับฉลากพาหนะช่วงแรกถือเป็นรุ่นใหญ่สุดในทริพ นั่นคือ Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium รถยนต์ในกลุ่มเอสยูวีของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ตระกูลเอสยูวีในฐานะที่เป็น “เอสยูวี ระดับเอส-คลาส”

Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium ถือเป็นพี่ใหญ่ประจำทริพ โดดเด่นด้วยการดีไซน์ที่ภูมิฐานมาพร้อมกับความสปอร์ต0kdชุดแต่ง AMG ประกอบด้วยกันชนหน้าและหลังแบบพิเศษ เสริมบันไดสำหรับเข้าออกห้องโดยสาร ติดตั้งล้ออัลลอยด์น้ำหนักเบาขนาด 21 นิ้ว

ออกแบบภายในกว้างขวาง โอ่อ่า ในรูปแบบของห้องโดยสารสำหรับ 7 ท่าน มากับแผงหน้าปัดของผู้ขับขี่แบบใหม่ซึ่งได้รับการออกแบบให้กลมกลืน พร้อมหน้าจอความบันเทิงขนาด 8 นิ้ว ควบคุมได้ด้วยระบบ Touch Pad แม้ว่าจะเป็นพี่ใหญ่ไซส์บิ๊ก แต่ก็มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างกล้องมองภาพรอบทิศทาง ช่วยในการจอดรถได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

GLS 350 d 4MATIC AMG Premium ใช้ขุมพลังจากเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบรูปตัววี ความจุกระบอกสูบ 2,987 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 258 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิด 620 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,400 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC อีกทั้งยังมากับคุณสมบัติเด่นอีกมากมาย เช่น นวัตกรรมระบบเกียร์ DYNAMIC SELECT ช่วยให้ผู้ขับขี่เลือกโหมดการทำงานของระบบเกียร์ได้ถึง  6 แบบ

 

จุดเด่นที่ต้องพูดถึงคือระบบกันสั่นสะเทือน AIRMATIC ช่วยลดความเหนื่อยล้าในการขับขี่ได้ดีมาก พอระบบทำงานร่วมกับ damping system ADS จะเพิ่มเสถียรภาพให้กับตัวรถขณะใช้งานได้อย่างชัดเจน ในขณะเข้าโค้งจะสัมผัสได้ถึงการยึดเกาะ ไม่โคลงหรือร่อนจากความสูง จึงทำให้การขับขี่คล่องตัวและรื่นรมย์ไปกับทุกสภาพเส้นทาง

สำหรับ Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium จากการทดลองขับตั้งแต่เริ่มต้นเดินทาง จนแตะมือผลัดกับเพื่อนสื่อที่ไปด้วยกันบริเวณปากน้ำปราณบุรี บทสรุปของรถคันนี้คือทัศน์วิสัยกว้างไกล อัตราเร่งดีเกินคาดทั้งที่เป็นรถเอสยูวีใหญ่สุดในเซกเมนต์ แต่สิ่งที่ผมโปรดปรานสุดคือเรื่องของระบบช่วงล่างแบบ AIRMATIC ทำให้ควบคุมรถได้มั่นใจทุกสภาพเส้นทาง เมื่อเปลี่ยนจากคนขับมาเป็นผุ้โดยสาร ความใหญ่อลังการของห้องโดยสารเป็นอะไรที่นั่งได้สบาย เสียงรบกวนจากภายนอกเร็ดรอดเข้ามาน้อยมากจนแทบไม่ได้ยิน แค่นี้ผมก็หลับสบายไปยันถึงปลายทางวันแรกที่จ.ชุมพรกันเลยทีเดียว 

Mercedes-Benz GLE 500 e 4MATIC Exclusive

เอสยูวีรุ่นเสียบปลั๊ก ได้ทั้งลุย และแรง แถมทางเลือกเพื่อประหยัด

เข้าสู่การเดินทางของวันที่ 2 หลังจากจับฉลากเลือกรถ ได้ไปตกที่ Mercedes-Benz GLE 500 e 4MATIC ยนตรกรรมกลุ่มเอสยูวีรุ่นแรกของทางค่ายที่ใช้เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งเป็นทางเลือกของการใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมัน จะเห็นผลอย่างชัดเจนเมื่อใช้งานในเมืองเป็นส่วนใหญ่

Mercedes-Benz GLE 500 e 4MATIC Exclusive ถึงแม้จะไม่ใช่รุ่นท๊อฟที่มาพร้อมการตกแต่งจาก AMG แต่ภาพรวม แทบจะมองไม่เห็นความแตกต่าง รูปลักษณ์โดดเด่นด้วยลายเส้นเฉียบคม สะดุดตา หลังคาออกแบบให้ลาดเอียงไปทางด้านท้ายเน้นการออกแบบเรียบหรู ล้ำสมัย ไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System กระจกมองข้างด้านผู้ขับขี่และกระจกส่องหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ มาพร้อมล้ออัลลอยลาย 5 ก้าน ขนาด 20 นิ้ว สี Himalayas grey

ห้องโดยสารเน้นความหรูหรา สง่างาม แต่แฝงกลิ่นอายความสปอร์ตเอาไว้ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นพร้อมระบบผ่อนแรงและปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ มาพร้อมระบบมัลติมีเดียอย่าง วิทยุซีดี MB Audio นอกจากนี้ในส่วนของเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ หากพื้นที่เก็บสัมภาระไม่เพียงพอ เบาะนั่งด้านหลังยังสามารถพับได้ทั้ง 1:3/2:3 เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บให้มากขึ้น

GLE 500 e 4MATIC Exclusive ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน วี 6 สูบ เทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2,996 ซีซี ให้กำลังแรงสูงสุด 333 แรงม้า และกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 116 แรงม้าที่ 5,250-6,000 รอบ/นาที แรงบิด 480 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,600-4,000 ต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ 7G-TRONIC PLUS แบบ DIRECT SELECT พร้อมด้วยการติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดความจุ 8.7 กิโลวัตต์ น้ำหนักประมาณ 114 กิโลกรัม ไว้ที่ใต้เพลาขับด้านหลังซึ่งมีระบบหล่อเย็นจากน้ำและฝาป้องกันการกระแทกที่ผลิตจากแผ่นโลหะปิดทับไว้อีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้รับความปลอดภัยสูงสุด แบตเตอรี่ชุดนี้สามารถชาร์ตไฟให้เต็มได้ภายในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมงส่งผลให้สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าหรือ EV เพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 30 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 130 กม./ชม.

ทีเด็ดอีกอย่างคือระบบความปลอดภัยแบบใหม่ ในชื่อ “Mercedes-Benz Intelligent Drive” เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมฟังก์ชัน Electronic Traction System 4ETS ระบบกันสะเทือนแบบ AIRMATIC ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE system, โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program – ESP),และ ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมมาปะทะด้านข้าง (Crosswind assist)

การใช้งานของพี่รองในรุ่น GLE 500 e 4MATIC Exclusive แน่นอนว่าเป็นรถที่มีขนาดมิติย่อมลงมาจากพี่ใหญ่ การลองของกับระบบปลั๊กอินไฮบริดทำได้ในระยะสั้นๆ เอาแค่พอรุ้ว่าทำความเร็วได้เกือบ 130 กม./ชม. และใช้รูปแบบการใช้งานของระบบปลั๊กอินได้อย่างไม่ยากเย็น เลือกการทำงานได้ถึง 4 แบบ คือ Hybrid, E-Mode, E-Save แต่อย่างที่บอก ระบบนี้หากชาร์จไฟเต็มจะทำระยะทางได้เพียง 30 กม. ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในเมือง แต่ในรุปแบบการเดินทางไกล ระบบนี้คงต้องมองข้ามไปก่อน

ระยะทางไม่กี่กิโลเมตร หลังจากได้ลองระบบปลั๊กอินไฮบริด ผมเลือกที่จะปรับการใช้งานให้มาอยู่ในโหมด Sport+ ซึ่งนอกจากจะปล่อยกำลังจากเครื่องยนต์ที่ซุ่มอยู่ ระบบช่วงล่างยังเฟริ์มขึ้นอีกเยอะ ออกเดินทางจากชุมพร โดยมีจุดหมายของวันที่จ.พังงา สภาพเส้นทางในรูปแบบโค้งลัดเลาะภูเขา แม้จะไม่อันตรายแบบถนนทางภาคเหนือ การที่ช่วงล่างยึดเกาะถนนมากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งทำให้ Mercedes-Benz GLE 500 e 4MATIC Exclusive มีสุนทรีย์แห่งการเดินทางเพิ่มขึ้นตามลำดับ

Mercedes-Benz GLC 250 d 4MATIC OFFROAD

หล่อ สันทัด สมรรถนะพร้อมลุย

ก่อนหน้าภารกิจล่องใต้จะเกิดขึ้นเพียง 1 วัน แฝดคนละฝาในรุ่น “GLC 250 d 4MATIC Coupé” แจ้งเกิดในบ้านเราได้อย่างสำเร็จ และรถรุ่นที่ 3 ที่มาตกอยู่ในความดูแลก็คือ  Mercedes-Benz GLC 250 d 4MATIC OFFROAD พละกำลังอาจตกเป็นรุ่นพี่ทั้ง 2 แต่ทีเด็ดของรถคันนี้ อยู่ที่การใช้งานเพื่อเดินทางในรูปแบบ OFF ROAD ตามชื่อรุ่น

Mercedes-Benz GLC 250 d 4MATIC มาในรูปลักษณ์สวยงามและเรียบง่าย ผสมผสานความดุดัน สะดวกสบาย และหรูหรา โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้อย่างลงตัว มาพร้อมไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System  และไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันที่ดีไซน์ได้สะดุดตาในรูปแบบ LED fibre- ส่วนตอนกลางคืนระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย (ALS – Active Light System) ช่วยให้การขับขี่ พร้อมระบบเพิ่มความส่‹องสว‹างขณะเลี้ยวโคŒง (cornering light) ช่วยให้การขับขี่ทำได้ง่ายขึ้น แอบโหดเล็กๆด้วยการติดตั้งบันไดข้างและปลายท่อไอเสียแบบ 2 ท่อ

ภายในห้องโดยสารดีไซน์ ทันสมัย ตกแต่งด้วยลายไม้แบบ Open-pore brown ash wood  เบาะนั่งคู่หน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ‡าพร้Œอมหน่‹วยบันทึกความจำ อีกหนึ่งฟังค์ชั่นที่ขาดไม่ได้สำหรับสะท้อนถึงคำว่า Off Road คือ ระบบนำทางใช้งานไม่ยากอย่างที่คิด พร้อมการประมวลผลและอัพเดทข้อมูลฉับไว ในส่วนดีไซน์และอุปกรณ์อย่างอื่นอาจไม่แตกต่างไปจากพี่น้องในตระกูล GL-Class สักเท่าไหร่

 

GLC 250 d 4MATIC OFFROAD ใช้กำลังจากเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียงแบบ 4 สูบ ขนาด 2,143 ซีซี ให้แรงม้าสูงสุดที่ 204 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600 -1,800 รอบต่อนาที  ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ แบบ 9G-TRONIC ระบบรองรับเป็นแบบคอมฟอร์ด ซึ่งมีนิสัยออกไปทางนุ่มนวลกว่ารถทั้ง 2 รุ่นที่ได้ทำการทดสอบมา

สำหรับการเดินทางบนถนนสายเพชรเกษม ฟิลลิ่งของระบบช่วงล่างอาจจะนุ่มไปสักนิด แต่สมรรถนะในการลุย อาจทำให้ลืมความหรูไปได้เลย ความประทับใจอมาจากการหาโลเคชั่นถ่ายภาพลุยๆ ซึ่งไปได้ข้างทางแถวทางเข้าสู่ตัวเมืองจ.กระบี่ รูปแบบเป็นตลิ่งที่มีทั้ง ดิน หิน และทราย ริมน้ำ ความนุ่มนวลในการขับขี่บนเส้นทางออฟโรด แม้เป็นแค่ช่วงสั้นๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้การสั่นสะเทือนส่งมาถึงท้องไส้ในกระเพาะอาหาร สำหรับผมคงมีไม่กี่ครั้งที่จะกล้านำรถหรูไปลองลุยขนาดนี้

Mercedes-Benz GLE 350 d 4MATIC Coupe AMG Dynamic

เอสยูวีในคราบสปอร์ต เร้าใจทุกการขับขี่

สำหรับ Mercedes-Benz GLE 350 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic เป็นรถคันสุดท้ายที่ได้ขับ แม้โดยรวมจะดูเป็นเอสยูวี แต่สมรรถนะค่อนช้างกระเดียดไปในรูปแบบของความสปอร์ตมากกว่าความอเนกประสงค์ ความเดิมเมื่อปีที่แล้ว ในครั้งที่ได้ทดสอบตอนทริพภุเก็ต ผมยังติดใจกับสมรรถนะของรถรุ่นเดียวกัน แต่ได้รับการตกแต่งมาแบบสุดขั้วในชื่อ GLE 450 AMG 4 MATIC Coupe มีแรงม้าติดตัวมาถึง 367 แรงม้า แต่ GLE 350 d 4MATIC Coupe AMG Dynamic จะมีกำลังเพียง 258 แรงม้า และออฟชั่นอีกหลายอย่างจะหายไป

รูปลักษณ์ภายนอกชี้ชัดได้ว่าเป็นเอสยูวีพันธุ์สปอร์ตได้เต็มตัว จากความปราดเปรียว ออกแบบลายเส้นโค้งเว้าให้ความรู้สึกพลิ้วไหว พร้อมความดุดันจากกระจังหน้าขนาดใหญ่ โดดเด่นด้วยชุดแต่ง AMG ซึ่งประกอบด้วย กันชนหน้า-หลัง ล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว ความลาดเอียงของหลังคาในแบบของรถสไตล์คูเป้แสดงถึงความเรียบหรูและล้ำสมัยพร้อมพาโนรามิคซันรูฟ ซึ่งสามารถเลื่อนเปิด-ปิดได้อัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า

GLE 350 d 4MATIC Coupe AMG Dynamic ตกแต่งภายในสไตล์หรู เลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงที่ยืดหยุ่นต่อการใช้งานและสามารถปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย เบาะนั่งด้านหลังแบบ 3 ที่นั่ง สามารถพับได้แบบ 1/3 : 2/3 ตามความต้องการเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บสัมภาระ รถรุ่นนี้ยังเติมความสะดวกและความบันเทิงด้วยระบบ COMAND Online และระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad

แม้ว่าเครื่องยนต์จะแรงเท่า GLE 450 AMG 4 MATIC Coupe ที่เคยลองไปเมื่อปีที่ผ่านมาไม่ได้ แต่ GLE 350 d 4MATIC Coupe AMG Dynamic ก็ไม่ได้มีสมรรถนะที่น้อยหน้า โดยเครื่องยนต์ที่ติดตั้งเป็นแบบดีเซล V6 เทอร์โบ ขนาดความจุ  2,987 ซีซี ให้กำลังแสูงสุดที่ 258 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิด 620 นิวตันเมตร ที่ 1,600 ต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาเพียง 7.0 วินาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า แบบ 9G-TRONIC ขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Permanent all-wheel drive

GLE 350 d 4MATIC Coupe AMG Dynamic มาพร้อมกับระบบ Dynamic Select เลือกสนุกได้กับโหมดการขับขี่  4 แบบ คือ Individual สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้ Comfort ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน Slippery เหมาะกับการวิ่งบนถนนลื่น Sport เน้นการเพิ่มสมรรถนะและความเร้าใจในการขับขี่ นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบอากาศพร้อมระบบควบคุมระดับ ADS (Adaptive Damping System) แบบเดียวกับพี่ใหญ่ GLS 350 d 4MATIC AMG Premium

Mercedes-Benz GLE 350 d 4MATIC Coupe AMG Dynamic เป็นรถคันสุดท้ายที่ต้องบอกไว้ก่อนว่าเป็นรุ่นที่ผมหมายปองอยากจะขับตั้งแต่เริ่มการเดินทาง แม้ว่าโอกาสมาถึงเป็นไม้สุดท้าย แต่ก็ถือเป็นไฮไลท์ของการเดินทางทริพนี้ เนื่องจากสภาพเส้นทางจากจ.กระบี่ ซึ่งใช้เป็นที่ค้างแรมในคืนวันที่ 2 และ 3 ของการเดินทาง หากมายังอ.กะปง จ.พังงา ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเยาววิทย์ ช่วงนี้สภาพเส้นทางค่อนข้างอันตราย จริงๆแล้วถ้าฝนไม่ตก จะเป็นเส้นทางที่ขับสนุกเนื่องจากมีทางโค้งแคบ และคดคี้ยว แต่ฝนเจ้ากรรมดันตกแบบไม่ยอมหยุด จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

2 ชั่วโมงเศษๆ จากกระบี่ มาถึงยัง โรงเรียนเยาววิทย์ เด็กนักเรียนที่รออยู่ให้การต้อนรับด้วยการแสดงรูปแบบต่างๆ พร้อมกับคณะผู้บริหารบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย มร. ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร เตรียมส่งมอบเงินจำนวน 500,000 บาท เพื่อใช้เป็นทุนการศึกษา สื่อมวลชนที่เข้าร่วมการเดินทางในทริพนี้ยังได้ร่วมกันปลูกต้นพริกไทยจำนวน 100 ต้น ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการด้านการเกษตรที่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กนักเรียนสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ ไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ในอนาคต และถือเป็นการจบการเดินทางที่สมบูรณ์พร้อมอิ่มบุญไปตามๆกัน

ถึงแม้ว่าการเดินทางทดสอบรถเอสยูวีหรูในครั้งนี้ มีความจำเป็นเรื่องเวลาที่ทำให้พลาดการทดลองขับ Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic  ไป 1 รุ่น แต่กับรถเอสยูวีในตระกูล GL-Class ที่ได้ลองขับทั้ง 4 รุ่น ก็ทำให้การเดินทางครั้งนี้ประทับใจไม่รู้ลืม ถ้าถามว่าชอบรุ่นไหน บอกได้เลยว่าทุกรุ่น ไม่ได้ตอบแบบเอาใจผู้จัด เพราะผมได้กล่าวโดยสรุปไว้ในแต่ละรุ่นว่ามีดีอะไร ไม่ดียังไง นอกจากเรื่องรถ สิ่งที่ชอบสุดคือรูปแบบของการจัดงาน เพราะกว่า 800 กม.ที่ได้ทำการทดสอบรถทั้งหมด 4 รุ่น ผมกล้าพูดว่าผู้จัดงานได้สร้างกิจกรรมในครั้งนี้ขึ้นมา นอกจากเป็นการเดินทางในรูปแบบคาราวานบุญ ยังเป็นทริพที่ผู้เข้าร่วมเดินทางทุกท่านมีความสุขกับการทดสอบรถหรูระยะทางไกลในทุกรูปแบบ

Chevrolet Trailblazer 2.5L VGT 4X2 AT LT พีพีวีระดับพรีเมี่ยม ปรับเปลี่ยนหน้าตา พร้อมสมรรถนะแกร่ง

0
ถึงเวลาแห่งการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงรถพีพีวีรุ่นธงแห่งค่ายโบว์ไทพ์สีทอง หลังจากได้มีการเปิดตัว COLORADO กระบะพันธุ์แกร่งไปเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา แน่นอนว่าก้าวต่อไปของโปรดักส์ใหม่แห่งค่ายนี้คือ Trailblazer ซึ่งใช้พื้นฐานเดียวกับกระบะร่วมค่าย แต่ได้รับการเติมเต็มความสะดวกสบายด้วยอุปกรณ์ทันสมัย และตกแต่งรูปลักษณ์ทั้งภายในและภายนอกให้มีความหรูหรา เพื่อยกระดับให้มีความ ”พรีเมียม” มากยิ่งขึ้น

มาดูกันว่า Chevrolet Trailblazer จะมีทีเด็ดอะไรบ้าง โดยการทดสอบในครั้งนี้ บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ใช้ระยะทางให้สื่อมวลชนร่วมสัมผัสกับรถคันนี้กว่า 700 กิโลเมตรเลยทีเดียว…ว่าแล้วก็เข้าเรื่องกันเลยครับ

Chevrolet Trailblazer ใช้เวทีแจ้งเกิดในงาน Big Motor Sale 2016 จนถือเป็นดาวเด่นในงานไปโดยปริยาย พีพีวีระดับพรีเมียมคันนี้มากับขนาดความยาว 4,887 มม.ความกว้าง 1,902 มม.ความสูง 1,852 มม. พร้อมยางรองแท่นเครื่องแบบใหม่ที่ลดเสียงและการสั่นสะเทือน สิ่งที่เด่นชัดมาพร้อมกับลุคใหม่ในส่วนของรูปลักษณ์ เน้นไปที่ส่วนหน้าของรถ ตั้งแต่กระจัง ฝากระโปรง และกันชน ความโดดเด่นยังมีเรื่องของชุดโคมไฟหน้าที่ปรับแต่งให้คมขึ้น พร้อมกับติดตั้งไฟกลางวันรวมไว้ในโคมเดียวกัน

สิ่งที่ทีมผู้ออกแบบได้เพิ่มเติมยังมีในด้านของแอโรไดนามิกซึ่งปรับปรุงให้ดีกว่าโมเดลเดิมถึง 12 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนลวดลายของล้อแมกมาเป็นขนาด 18 นิ้ว แต่ในส่วนของดีไซน์ท้ายรถยังคงไว้ในรูปแบบเดียวกับรุ่นก่อน

นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกใหม่ Chevrolet Trailblazer ได้ออกแบบห้องโดยสาร ตกแต่งแผงข้างประตูใหม่ รวมถึงลดเสียงรบกวนลงถึง 8 % จากการลดช่องว่างระหว่างประตูคู่หน้าและตัวถัง รวมถึงปรับการซีลกระจกหน้าและกระจกมองข้าง ทั้งยังเพิ่มความหนาให้กระจกประตูคู่หน้าอีก 10 %

จัดวางเบาะนั่งแถวที่สองและสามให้มีทัศนวิสัยกว้างไกลในรูปแบบของโรงภาพยนตร์ (theatre-style) เย็นสบายด้วยช่องปรับอากาศซึ่งแยกส่วนการควบคุม รวมถึงเพิ่มเติมในส่วนของช่องปรับอากาศของผู้โดยสารแถวที่สาม นอกจากนี้ยังสามารถพับเบาะให้แบนราบเพื่อขยายพื้นที่ให้มีความกว้างขวางมากขึ้นสำหรับการบรรทุกสัมภาระ

ภายในยกชุดคอนโซลมาจากกระบะร่วมค่าย  มาตรวัดสำหรับผู้ขับขี่เป็นภาษาไทย ปรับตำแหน่งสวิทช์ต่างๆเพื่อใช้งานง่าย ติดตั้งจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว(ขึ้นอยู่กับรุ่น)  พร้อมระบบอินโฟร์เทนเมนท์รุ่นล่าสุด รองรับการเชื่อมต่อแอปเปิล คาร์เพลย์ แสดงผลจากสมาร์ทโฟนขึ้นบนหน้าจอทัชสกรีนของตัวรถได้ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นสิริ อายส์ฟรี และซอฟต์แวร์สั่งงานด้วยเสียง ทำให้ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานด้วยเสียงโดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย และยังเป็นรถรุ่นแรกในเซกเมนต์ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นรีโมท สตาร์ท ซึ่งสั่งการได้จากระยะไกลเพื่อความสบาย

Chevrolet Trailblazer ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร ติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงรบกวนบริเวณหัวฉีด เพื่อทำงานเงียบขึ้น และปรับปรุงระบบเทอร์โบแปรผันหรือ VGT (Variable Geometry Turbocharger) โดยให้พละกำลังสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 440 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ควบคุมระบบการทำงานโดยกล่องควบคุมเครื่องยนต์ (ECU) ที่พัฒนาโดย General Motor  ส่วนระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีระบบบวก/ลบ ปรับตำแหน่งได้แบบเกียร์ธรรมดา

รายละเอียดยิบย่อยที่ทางทีมผู้ออกแบบไม่มองข้ามคือเรื่องของยางรองตัวถังและยางรองแท่นเครื่องยนต์ ได้ถูกเปลี่ยนมาใช้แบบใหม่ซึ่งช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ ทำให้มีระดับเสียงและแรงสั่นสะเทือนภายในห้องโดยสารลดลง ผลจากการทดสอบของค่ายผู้ผลิตแสดงให้เห็นว่าห้องโดยสารเงียบลง 2-4 เดซิเบลเลยทีเดียว

เทคโนโลยีและความปลอดภัยติดตั้งมาครบครัน ทั้งระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา (Side Blind Zone Alert) ระบบแจ้งเตือนการจราจรขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert) ระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร (Lane Departure Warning) ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Alert) ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและหลัง (Front & Rear Parking Assist) และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) ระบบรักษาเสถียรภาพขณะลากจูง (Trailer Sway Control) ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ (Anti-Rolling Protection)  และถุงลมนิรภัยปกป้องหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่

อุ่นเครื่องกันด้วยข้อมูลคร่าวๆ แล้วก็ถึงเวลาของการทดลองขับ เส้นทางที่ใช้เริ่มต้นจากโรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ และสิ้นสุดการเดินทางที่เกาะช้าง จ.ตราด ระยะทางที่ใช้ทดสอบทั้งสิ้นร่วมๆ 700 กม. การที่ได้สัมผัสกับพีพีวีรุ่นธงของค่ายนี้คงได้สนิทแนบชิดกันจนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

การทดสอบในครั้งนี้มีสื่อมวลชนจากหลายสำนักเข้าร่วม และแบ่งออกเป็นรถ 1 คัน ต่อสื่อฯ 3-4 คน โดยพาหนะประจำทริพของผมได้แก่ Chevrolet Trailblazer รุ่น 2.5L VGT 4X2 AT LT ช่วงแรกขอนั่งชิวในฐานะผู้โดยสาร สิ่งที่สัมผัสได้และขอชื่นชมคือ เรื่องของเสียงรบกวนที่เร็ดรอดเข้ามาในห้องโดยสาร ต้องบอกว่าเงียบขึ้นกว่ารุ่นเดิม และจะมีเสียงลมเร็ดรอดเข้ามาก็ต่อเมื่อใช้ความเร็วสูง แต่หากใช้วามเร็วปกติตามกฎหมายกำหนด สุนทรียแห่งการขับขี่และความเพลิดเพลินจากระบบความบันเทิงจะเพิ่มอรรถรสให้คุณขับรถคันนี้ได้สบายขึ้นแน่นอน ซึ่งทั้งหมดเป็นผลพวงมาจากการนำ ”โฟม” มาอุดรูทางเดินของลมปะทะ รวมถึงการซีลขอบประตูและกระจกที่ได้ประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม

แต่ในฐานะของผู้โดยสารผมเองรู้สึกว่าระบบช่วงล่างค่อนข้างแข็งกระด้างไปนิด ซึ่งเกิดความขัดแย้งเล็กน้อยจากเพื่อนสื่อที่เป็นผู้ขับและผู้โดยสารตอนหน้า ทัศนะของแต่ละคนอาจต่างกันซึ่งข้อสรุปมุ่งไปที่การเติมลมยาง เพราะเพื่อนๆที่นั่งในตำแหน่งแถวหน้าต่างบอกว่า ในส่วนนี้ไม่ถึงกับแข็งกระด้าง (ชักเริ่มมีการมองต่างมุม)

เมื่อถึงจุดสลับผู้ขับ ผมเปลี่ยนจากผู้โดยสารมาทำหน้าที่ควบคุมพวงมาลัย จริงอย่างที่เพื่อนสื่อว่าครับ ทำไมตำแหน่งนี้ให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากผู้โดยสารแถว 2 และเพื่อนสื่อฯที่สลับไปนั่งแถว 2 ก็มีคำตอบแบบที่ว่าคือทำไมถึงรู้สึกแข็งกระด้าง ความเห็นนี้เกิดจากการรวมหัวและมุ่งไปที่ส่วนของ ”ยาง” และ “ลมยาง” ก็จริงอย่างที่ว่า เพราะแรงดันลมยางพุ่งไปที่ 41 ปอนด์ คลายข้อสงสัยไปได้หนึ่งเปราะ

กลับมาถึงการเป็นผู้ขับขี่ เริ่มที่สมรรถนะของเครื่องยนต์ ถึงแม้ว่าขนาดความจุจะน้อยไปนิดตามเทรน เครื่องเล็ก แรงม้า เยอะ แต่ประหยัด ในจุดนี้ไม่ได้เป็นภาระของการแบกรับน้ำหนักตัว 2 ,142 กิโลกรัม แต่อย่างใด อัตราเร่งจากเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร พละกำลังสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 440 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบ ไต่ความเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่โดดเด่นคือเกียร์อัตโนมัติแบบ  6 จังหวะ มาพร้อมกับบวก/ลบ บริเวณคันเกียร์ ทำงานได้ราบลื่น ลดการสะดุดของรอยต่อเกียร์ซึ่งสัมผัสได้ชัดเจน

สรุปแบบรวมๆได้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยประมาณ 10-12 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งรูปแบบการขับขี่บางครั้งยังกดคันเร่งไปถึง 150-160 กม./ชม. สำหรับตัวเลขที่ระบบประมวลผลมายังมาตรวัด สำหรับผมถือว่าดีพอสำหรับรถอเนกประสงค์ที่มีน้ำหนักตัวกว่า 2 ตัน

รถคันใหญ่แบบนี้สตรีเพศคงมองว่าพวงมาลัยหนัก ขับลำบาก เล็งยาก ลืมเรื่องพวกนี้ไปก่อนแล้วมาปรับทัศนคติกันใหม่ ว่ากันด้วยเรื่องของระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ระบบนี้ช่วยให้คุณผู้หญิงขับขี่ได้ง่ายและเบามือโดยไม่ต้องออกแรงมาก เพราะระบบบังคับเลี้ยวจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นตามความเร็วในการขับขี่ ในช่วงความเร็วต่ำ น้ำหนักของพวงมาลัยค่อนข้างเบา จึงทำให้การบังคับเลี้ยวสะดวกสบาย ในกรณีที่ใช้ความเร็วสูง แม้ว่าน้ำหนักของพวงมาลัยจะเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ทั้งนี้เป็นเรื่องของการควบคุมที่ปลอดภัยและบังคับทิศทางได้แม่นยำ

ทีนี้มาลองฟังค์ชั่นเพื่อการชับขี่ที่ปลอดภัยกันบ้าง เรียกได้ว่ายกมาจาก Corolado แบบครบเซท จะไปติติงอะไรไม่ได้ครับ เพราะล้วนแต่เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้ Chevrolet Trailblazer เป็นพีพีวีระดับพรีเมียมได้อย่างเต็มภาคภูมิ

เริ่มกันที่รีโมทสตาร์ท ฟังค์ชั่นนี้ตอบโจทย์ให้กับผู้ใช้รถชาวไทยได้แน่นอน เพราะไม่ต้องทนร้อนตอนสตาร์ท แถมยังสามารถติดเครื่องยนต์พร้อมกับเปิดระบบปรับอากาศได้จากระยะไกลอย่างน้อย 20 ม. เพียงกดปุ่มล๊อค แล้วรอให้สัญญาณกระพริบ ต่อจากนั้นจึงกดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ พอจะเข้าไปยังห้องโดยสารก็กดปุ่มเปิดล๊อคอีกครั้ง แล้วค่อยกดปุ่ม Push Start แค่นี้ก็ได้ห้องโดยสารที่เย็นสบายพร้อมสรรพสำหรับเดินทาง

ระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา (Side Blind Zone Alert) หากผู้ขับขี่ขาดสมาธิเพียงน้อยนิด อาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุตามมาก็เป็นได้ ระบบนี้จะโชว์ไฟเตือนมาที่กระจกมองข้าง ในกรณีที่มีรถอยู่ในมุมอับสายตา เซนเซอร์จะทำการตรวจจับและแจ้งเตือนมาที่กระจกมองข้างได้อย่างทันท่วงที

ระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร (Lane Departure Warning) เมื่อเซนเซอร์ตรวจจับการขับขี่ที่เริ่มเบี่ยงออกนอกช่องทาง โดยใช้เรดาร์จับที่เส้นแบ่งถนน จะทำการแจ้งเตือนในรูปแบบของเสียง และมีสัญลักษณ์โชว์ที่จอเล็กๆในชุดมาตรวัด แต่ไม่มีการดึงพวงมาลัยกลับหรือช่วยเบรกแต่อย่างใด

ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Alert) ทำงานจากเซ็นเซอร์ที่อยู่หน้ารถประมวลผลและส่งสัญญาณเตือนมายังผู้ขับขี่เพื่อให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยสามารถตั้งระยะใกล้หรือไกลได้ตามขอบเขตที่ระบบที่จำกัดไว้ ทั้งนี้ฟังค์ชั่นที่ว่าเป็นเพียงการแจ้งเตือน แต่ไม่มีการช่วยเบรกอัตโนมัติ

ระบบแจ้งเตือนการจราจรขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert) ถือเป็นระบบสุดท้ายที่ได้ลองในการทดสอบครั้งนี้ เมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง(ในกรณีนำรถออกจากช่องจอด) ระบบจะใช้เรดาร์สแกนหาวัตถุเคลื่อนไหว ระยะทำการกว่า 20 ม. หากตรวจพบจะส่งสัญญาณเตือนมาที่ลำโพงด้านใดด้านหนึ่งตามทิศทางการตรวจจับ เพื่อแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่หยุดรถหรือเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

สำหรับ Chevrolet Trailblazer สรุปกันตรงนี้เลยว่า ในส่วนของรูปลักษณ์สะท้อนถึงการเป็น “พีพีวีระดับพรีเมี่ยม” ได้อย่างดี จะมีส่วนที่ขอติติงคือมุมมองด้านหลัง ยังคงรูปแบบเดิมๆไว้ น่าจะปรับแต่งอะไรสักเล็กน้อย จะทำให้ดูลงตัวมากกว่านี้

ในด้านของขุมพลังถึงแม้เครื่องยนต์จะมีขนาดความจุที่เล็กไปสักนิด แต่แรงม้าและแรงบิด มีมากพอจะพาร่างท้วมๆน้ำหนักตัวกว่า 2 ตันไปได้อย่างสบาย ความเร็วปลายทะลุ 160 กม./ชม.ในระยะเวลาไม่นานนัก ช่วงเริ่มแรกของการทดสอบ ระบบช่วงล่างอาจจะแข็งไปสักนิด แต่ก็มาถึงบางอ้อเพราะแรงดันลมยางเกินมาตรฐานไปเกือบ 10 ปอนด์เห็นจะได้ เมื่อปรับระดับแรงดันลมยางให้เข้าที่ สมรรถนะของระบบช่วงล่างได้สำแดงออกมาถึงความหนึบ และไม่แข็งกระด้างแบบในช่วงสัมผัสแรก  ที่โดดเด่นสุด คือเรื่องเสียงที่เร็ดรอดมาในห้องโดยสาร การบ้านนี้ทีมผู้ผลิตได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี และเงียบลงกว่ารุ่นก่อนอย่างชัดเจน

ฟังค์ชั่นที่ติดตั้งมากับตัวรถถือเป็นการยกระดับคำว่า”พรีเมียม”ได้เป็นอย่างดี แต่ทุกระบบที่ติดตั้งเป็นเพียงแค่การเตือนในรูปแบบของภาพและเสียง ถ้าจะให้ดีควรจะมีการช่วยเบรคแบบอัตโนมัติหรือควบคุมบังคับทิศทางตามเซ็นเซอร์ที่ตรวจจับและประมวลผลให้กล่องอีซียูเป็นผู้สั่งการ ทั้งนี้ถ้าจะเป็นไปตามใจอยากทุกอย่าง ราคาจำหน่ายของรถคันนี้คงพุ่งสูงไปกว่าที่ตั้งไว้  ซึ่งเริ่มที่ 1,244,000 บาท ในรุ่น 2.5L VGT 4X2 AT LT และไปจบที่ 1,479,000 บาท  ในรุ่นท๊อฟ 2.5L VGT 4X4 AT LTZ ถ้านำราคาของคู่แข่งแต่ละค่ายมาเทียบ Chevrolet Trailblazer ดุแล้วยังไงก็มีราคาที่เป็นต่อคู่แข่งอีกหลายค่าย รูปร่าง ประโยชน์ใช้สอย และฟังค์ชั่นที่ติดมากับรถ คำตอบทั้งหมดอยู่ที่ตัวคุณว่ามีความพอใจมากน้อยขนาดไหนกับ พีพีวีระดับพรีเมี่ยมในชื่อ Chevrolet Trailblazer แต่ถ้าเป็นในด้านของสมรรถนะ ผมสรุปไว้ได้เลยว่ารถคันนี้สอบผ่านอย่างไม่ต้องเป็นห่วง

Michelin Pilot Sport Experience 2016 กิจกรรมเรียนรู้ทักษะการขับขี่ พร้อมสัมผัสของจริงกับยางคุณภาพ

0
มหกรรม Michelin Pilot Sport Experience 2016(MPSE) เป็นกิจกรรมที่ให้ตัวแทนจำหน่าย สื่อมวลชน และผู้โชคดีจากแคมเปญ Michelin Driving Passion บนสื่อสังคมออนไลน์ที่เข้าถึงผู้บริโภค 70 ล้านคนทั่วทั้งภูมิภาค เข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและเพลิดเพลินบนสนามแข่งเซปัง เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย

ประสบการณ์ที่เร้าใจ จากการได้ลองขับรถแข่งระดับพรีเมี่ยม อาทิ Citroen DS3 R1,Renault Clio IV,Formula4 และAudi A6 ซึ่งรถแต่ละคันมีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกัน รวมถึงสัมผัสความร้อนแรงจาก Lamborghini GT3 และรถแข่งแบบ 2 ที่นั่ง Formula Le Mans 2-Seater ในแบบฉบับ Hots Lap จากนักแข่งมืออาชีพแบบเต็มสนามเซปัง เซอร์กิจ เลยทีเดียว รวมถึงทำความรู้จักกับยางใหม่ Michelin Pilot Sport 4 แบบเต็มอารมณ์อีกด้วย

ก่อนที่จะลงสนามจริงต้องมีการเตรียมพร้อม ทั้งเรื่องของทฤษฎีและการแต่งกาย เพื่อให้สมกับเป็นกิจกรรม MPSE อย่างแท้จริง ขั้นแรกปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเป็นชุดแข่งเต็มสูบ ตั้งแต่ชุดแข่งแบบนักแข่ง ถุงมือ ที่คลุมหัวพร้อมหมวกและรองเท้านักแข่ง ทั้งนี้เพื่อให้คุณปลอดภัยและใช้งานได้เต็มที่ รวมถึงสื่อสารกับครูฝึกที่โดยสารไปด้วย ทั้งหมดเหมือนเป็นนักแข่งสมัครเล่นที่พร้อมจะลงสังเวียน

บทเรียนแรก

เรื่องของทักษะและการเข้าไลน์ที่ถูกต้อง

เราใช้รถทัวริ่งคาร์ Renault Clio IV เป็นพาหนะในการทดสอบ ภายนอกดูไม่มีอะไรแต่ภายในครบเครื่อง เบาะนั่งแบบบั๊กเก็ทซีทพร้อมสายรัด 4 จุด ข้างในไม่มีอะไรนอกจากพวงมาลัยที่มีปุ่มเต็มไปหมด พร้อมแป้นเกียร์หลังพวงมาลัย มีคลัทซ์ เบรกและคันเร่งเหมือนรถทั่วไป แต่คลัทซ์จะพิเศษเพราะมีไว้ใช้สตาร์ทเครื่องยนต์กับการออกตัว วิธีสตาร์ทเครื่องยนต์ให้เราเหยียบคลัทซ์ พร้อมกดปุ่มสตาร์ทบนพวงมาลัย และดึงแป้นเกียร์พร้อมๆกัน จากนั้นดึงแป้นเกียร์ด้านขวาเพื่อเข้าเกียร์หนึ่ง ก่อนจะปล่อยคลัทซ์และเหยียบคันเร่งส่งรถเข้าสู่สนามต่อไป

ดูเหมือนจะง่ายแต่ก็งงเหมือนกันกับการสตาร์ทเครื่องยนต์ ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ออกตัวไปพร้อมกับครูฝึกที่นั่งไปด้วยกัน และค่อยแนะนำตลอดการขับขี่ เราใช้คลัทซ์เพียงครั้งเดียวในการออกตัว แต่ในจังหวะที่เปลี่ยนเกียร์ เราดึงแป้นเกียร์ได้เลยโดยไม่ต้องเหยียบคลัทซ์ ไม่ว่าจะเป็นการลดเกียร์หรือเพิ่มเกียร์ ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีพรน้อมกับความสนุกที่เร้าใจ เราขับขี่กัน 3 รอบแต่เหมือนได้ขับ 6 รอบ เพราะด้วยความแรงและดิบของรถ ทำให้เราต้องใช้ทักษะและความพร้อมอย่างมาก เพื่อควบคุมให้รถไปถูกทิศทาง ลืมบอกไปว่ารถคันนี้ 200 แรงม้านะครับ

บทเรียนที่สอง

การขับแบบแรลลี่

ย้ำว่าแรลลี่จริงๆเพราะรถที่ใช้เป็น Citroen DS3 R1 กำลัง 130 แรงม้า มาพร้อมยางแรลลี่ของจริง เราใช้สนามลูกรังเป็นเวทีประลอง การเริ่มสตาร์ททำเหมือนบทเรียนแรก ออกตัวได้เราเปลี่ยนเกียร์ทันที เจอโค้งเล็กๆสาดโค้งเข้าไป มีอาการท้ายปัดเล็กๆให้รู้สึก จากนั้นเป็นทางตรงสั้นๆต่อเนื่องถึงโค้ง ครูฝึกบอกไปเต็มๆและหมุนพวงมาลัยเล็กน้อย เป็นโค้งซ้ายเราสาดรถเข้าไป พร้อมหมุนพวงมาลัยไปทางขวาเล็ก ท้ายปัดแต่หน้ารถเข้าไลน์ เราเดินคันเร่งต่อเนื่อง ทุกอย่างไปได้สวยตามที่ต้องการ ทำแบบนี้อีกหลายรอบจนรู้สึกมึนและร้อน จึงขอจบบทแรลลี่ด้วยความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง ที่ไม่เหมือนการขับรถทั่วไป ได้อารมณ์มันที่ปลดปล่อยความรู้สึกได้สุดขั้วจริง

บทเรียนที่สาม

ว่ากันด้วยเรื่องของรถแข่งฟอร์มูล่า

แม้จะไม่ใช่เบอร์หนึ่งเป็นเพียงเบอร์ 4 แต่ก็ให้อารมณ์ใกล้เคียงกัน ด้วยรูปทรงและท่านั่งขับ ปรับท่านั่งในการเหยียบคันเร่งและเบรกเรียบร้อย ออกตัวแบบต้องแรงจริงๆ เสียงเครื่องยนต์ดังเอาเรื่อง เพราะมีของมากถึง 160 แรงม้ากับน้ำหนักตัวเพียง 470 กก. เราออกตัวตามไลน์ครูฝึกที่เป็นผู้นำทาง เข้าเกียร์2 ต่อด้วยเกียร์ 3 ด้วยแป้นเกียร์หลังพวงมาลัย จะมีแสงไฟคอยเตือนและบอกในจังหวะเปลี่ยนเกียร์แต่ละครั้ง เพื่อให้สัมพันธ์กับความเร็ว ไม่ต้องเหยียบคลัทซเหมือนเดิม อารมณ์ดิบๆไม่มีความสบายเลย แต่ได้ความร้อนแรงในทุกๆรอบของการขับขี่ เราขับขี่กัน 3 รอบสนามพอได้ความรู้สึกเร้าใจ พร้อมกับความเมื่อยล้าจากความคับแคบ และจำกัดท่านั่งในการควบคุม

บทเรียนสุดท้าย

การเปรียบมวย

เป็นเรื่องของดการนำยางคู่แข่งในตลาดมาประกบคู่กับยางใหม่ Michelin Pilot Sport 4 เพื่อให้ทราบถึงสมรรถนะของยางว่าเป็นอย่างไร เราใช้รถ Audi A6 เป็นพาหนะ โดยมีสถานีสลาลมเป็นด่านแรกในการทดสอบ และปิดท้ายด้วยการเบรกเพื่อหยุดในระยะทางที่ปลอดภัย ครั้งแรกกับยางคู่แข่งเราใส่กันแบบเต็มๆตามสามารถ ซึ่งเรารู้สึกได้ถึงอาการที่เกิดขึ้นกับตัวรถ มีอาการท้ายปัดให้เห็นอย่างชัดเจน รวมถึงการหยุดรถที่กินระยะทางพอสมควร หากแต่เมื่อมาขับในรถที่ใส่ยาง Michelin Pilot Sport 4 กลับเป็นความรู้สึกที่ตรงข้าม ด่านแรกทุกอย่างเป็นไปด้วยดี รถเกาะถนนอย่างมั่นคงโดยไม่มีอาการ และทำได้ดีกับการหยุดรถที่ปลอดภัยอีกด้วย เป็นการเปรียบเทียบที่ชัดเจน และให้ความรู้สึกถึงความแตกต่าง ระหว่างยาง Michelin Pilot Sport 4 กับยางคู่แข่งในตลาด

ไม่นึกเลยว่ากว่าจะมาเป็นยางแต่ละชนิด ต้องผ่านกรรมวิธีการผลิตและส่วนผสมที่สำคัญ เพื่อให้ได้ยางที่คุณภาพและเหมาะสมกับการขับขี่ บริษัท Michelin เป็นผู้ผลิตยางที่มีอายุมานานกว่า 121 ปี โดยผลิตยางให้บริษัทรถยนต์และวงการมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งในปี 2559 ได้แนะนำยางรุ่นใหม่ Michelin Pilot Sport 4 ที่พัฒนาเพื่อรถสปอร์ตและรถระดับพรีเมียม ด้วยคุณสมบัติที่ตอบสนองได้อย่างฉับไวและแม่นยำ มีสมรรถนะความปลอดภัยที่ดีเยี่ยมแม้บนถนนเปียก มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในแก้มยาง โดยมีขนาดให้เลือกตั้งแต่ 16-19 นิ้ว

กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วบนสนามเซปัง เซอร์กิต แต่ระยะเวลากว่า 127 ปีได้พิสูจน์แล้วว่า Michelin ก้าวข้ามความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ด้วยผลิตภัณฑ์อันเป็นที่ยอมรับทั่วโลก ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และการแข่งขันในวงการมอเตอร์สปอร์ต ทั้งหมดนี้การันตีถึงประสบการณ์และความตั้งใจของ Michelin อย่างแท้จริง         

New Mazda BT-50 PRO เติมเต็มความใหม่ ออฟชั่นและสมรรถนะไม่น้อยหน้าใคร

0
หลังจากทำการเปลี่ยนแปลงในลักษณะ Minor change ให้กับ Mazda BT-50 PRO ไปได้ไม่นาน โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงหน้าตาบางส่วน เติมแต่งความบึกบึน ดุดัน เพิ่มความสวยงามต่อจากพื้นฐานการออกแบบแนว Kodo Design และตืิดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มขึ้นอีกหลายรายการ ทำให้เป็นรถปิกอัพที่มีบุคลิกภาพของรถยนต์นั่งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ยังคงไว้ซึ่งรูปลักษณ์ ความทนทาน และแข็งแกร่งอันเป็นเอกลักษณ์ของรถปิกอัพเอาไว้ ล่าสุดเติมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพิ่มอีกสองรายการใหญ่คือ จอมัลติฟังค์ชั่นดีสเพลย์ พร้อมระบบนำทาง Navigation และ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ทำให้คอนโซลกลางดูเปลี่ยนแปลงมีความทันสมัยขึ้นมาทันที

รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงของ Mazda BT-50 PRO จากภายนอก ออกแบบด้านหน้ารถเปี่ยมไปด้วยมัดกล้าม สะท้อนผ่านกระจังหน้าและไฟหน้าที่ออกแบบใหม่ดู มั่นคง แข็งแรง และ แกร่งตามสไตล์รถปิกอัพ ยึดแนวการออกแบบตามแบบฉบับรถในตระกูลมาสด้า โดยเฉพาะกระจังหน้า Signature Wing อันเป็นเอกลักษณ์

ด้านหลังออกแบบไฟท้ายดีไซน์ใหม่บ่งบอกถึงความบึกบึนมากยิ่งขึ้นด้วยไฟท้ายเป็นสีแดง ล้ออัลลอยด์ขนาด 16 และ 17 นิ้ว ออกแบบให้รับกับเส้นสายของตัวถังได้อย่างลงตัว

การวางเลย์เอาท์ภายในให้ผู้ขับเป็นศูนย์กลาง (Wraparound driving environment) ช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ได้สูงสุด ตกแต่งโดยการเลือกใช้โทนดำเป็นสีหลัก ตัดกันด้วยชิ้นงานสีเทาดำ Gun Metal ประกอบด้วย ชิ้นงานตรงแผงประตู คอนโซลกลาง หัวเกียร์ ปุ่มกดที่เบรกมือ มือจับประตูด้านใน มาตรวัดความเร็ว และเข็มบอกความเร็ว โดยทำจากวัสดุหลากชนิด และเลือกใช้โทนสีที่แตกต่างกันตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของชิ้นงานนั้นๆ โดยเลือกใช้วัสดุที่ทำจากโครเมี่ยมให้ผิวสัมผัสที่ปราณีต และดูหรูหราไม่แยงสายตา

เบาะนั่งเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงมีให้เลือกถึง 3 แบบ ประกอบด้วยเบาะผ้าลายใหม่ 2 แบบทั้งแบบมาตรฐานและแบบสปอร์ตขึ้นอยู่กับระดับของรุ่นรถ และเบาะหนังสำหรับรุ่นระดับบน

ขุมพลังมีให้เลือก 2 ขนาด ทั้งแบบเครื่องยนต์ดีเซล Di-THUNDER PRO 2.2 ลิตร คอมมอนเรล ไดเรคอินเจคชั่น 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุดถึง 150 แรงม้า ที่ 3,700 รอบ แรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตรที่ 1,500-2,500 รอบ โดดเด่นด้วยการให้กำลังมากกว่าเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร ที่มีอยู่ในตลาด

อีกหนึ่งขนาดคือเครื่องยนต์ดีเซล Di-THUNDER PRO 3.2 ลิตร ครั้งแรกของมาสด้ากับเครื่องยนต์ 5 สูบ ที่ความจุกระบอกสูบขนาดใหญ่แต่มีขนาดกระทัดรัด ให้ประสิทธิภาพสูง และสมรรถนะที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถกระบะในท้องตลาด ด้วยกำลังถึง 200 แรงม้า ที่ 3,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดถึง 470 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบ อีกทั้งยังให้การประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยม

ทั้งเครื่องยนต์ดีเซล Di-THUNDER PRO 2.2 และ 3.2 ลิตร มาพร้อมเทอร์โบแปรผัน Variable-nozzle turbocharger สำหรับเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตรระดับกำลังสูง โดยสำหรับเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร จะใช้เทอร์โบแบบ Fixed-geometry turbocharger พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ขนาดใหญ่ รวมทั้งระบบการหมุนเวียนไอเสียไหลกลับที่มีประสิทธิภาพสูงช่วยลดอุณหภูมิการเผาไหม้และปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์

ระบบส่งกำลังและระบบขับเคลื่อนมีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด มาพร้อมสัญญาณเตือนให้เปลี่ยนเกียร์ Upshift Indicator แสดงที่มาตรวัดรอบความเร็วเครื่องยนต์ ช่วยให้หลีกเลี่ยงการลากรอบเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็นจึงช่วยให้ประหยัดน้ำมัน

ในขณะที่เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พรั่งพร้อมด้วยเทคโนโลยีล่าสุดในการควบคุมเกียร์ที่ใช้ในรถยนต์นั่งมาสด้า ประกอบด้วย Active Adaptive Shift Control (AAS) ช่วยควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ให้สอดคล้องกับการขับขี่ ซึ่งระบบจะเรียนรู้จากพฤติกรรมการขับขี่ในแต่ละสถานการณ์การขับขี่ และ Sequential Shift Control (SSC) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ทั้งโหมดธรรมดา โหมดเพอร์ฟอร์มานซ์ และโหมดแมนนวลซึ่งผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้แบบเกียร์ธรรมดา

Mazda BT-50 PRO รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อทุกรุ่นมีฟังค์ชั่นสวิทช์ Shift on-the-fly ควบคุมด้วยไฟฟ้า ช่วยเปลี่ยนระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ ในระหว่างขับขี่ได้โดยไม่ต้องหยุดรถ ทั้งยังมีระบบเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิป (Limited Slip Differential) ในรุ่น 2.2 Hi-Racer เพิ่มความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรด ป้องกันล้อหมุนฟรีขณะติดหล่ม สำหรับรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ได้รับการติดตั้งระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Dynamic Stablility Control: DSC)

หากเจอกับสถานการณ์ออฟโรดสามารถลุยน้ำได้สูงถึงระดับ 80 เซนติเมตร ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อแบบยกสูง Hi-Racer และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ และในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ลุยน้ำระดับ 60 เซนติเมตร โดยที่เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังของรถยังทำงานได้ตามปกติ เพราะวางตำแหน่งของอัลเทอเนเตอร์ (Alternator) ไว้สูงกว่ารถปิกอัพทั่วไป

Mazda BT-50 PRO ถูกออกแบบและพัฒนาให้ได้การขับขี่ที่นุ่มสบาย ควบคุมง่ายดั่งรถตรวจการอเนกประสงค์ หรือรถ SUV ระบบช่วงล่างด้านหน้าอิสระแบบปีกนกคู่ (Double-wishbone) และคอยด์สปริง ด้านหลังแบบคานแข็งและชุดแหนบ (Leaf-Spring) ให้ความนุ่มสบายในการขับขี่ทั้งเมื่อบรรทุกและไม่บรรทุก อีกทั้งมีคุณสมบัติความแข็งแกร่งที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมรถ

นอกจากนี้ระบบบังคับเลี้ยวแรคแอนพีเนียน (Rack-and-pinion Steering) ถูกนำมาใช้ใหม่เช่นเดียวกับในรถยนต์นั่ง มีโครงสร้างแบบ Rigid Mounting ให้ความรู้สึกตอบสนองได้ดี อัตราทดพวงมาลัยรวดเร็วและองศาการเลี้ยวที่เพิ่มมากขึ้น

ระบบเครื่องเสียงเล่นแผ่นและรองรับไฟล์DVD/VCD/CD/MP3/MPEG4/CD-R/WMA/JPEG พร้อมจอขนาด 7 นิ้วใหม่ ในแบบ Touch Screen (DVD Full Touch Operation) จอแบบ Anti-Glare Screen ลดแสงสะท้อนหน้าจอ ให้มุมมองคมชัด นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่น Auto-Dimmer ปรับลดความสว่างอัตโนมัติ เมื่อเปิดไฟหน้า พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB สำหรับเชื่อมต่อ iPod, iPhone สามารถควบคุมเครื่องเสียงได้อย่างสะดวกง่ายดายจากพวงมาลัย (เฉพาะรุ่น leather AT, 4×4)

ทั้งยังมีซีดีจำลอง Virtual discs CDC แบบมี Memory บันทึก CD ได้ถึง 6 แผ่น สามารถเล่นเพลงและวิดีโอ ขณะใช้งานระบบนำทาง โดยจะแยกเสียงนำทางดังที่ลำโพงหน้าขวาฝั่งคนขับ

กล้องมองหลังเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์มาตรฐานที่เพอชิ่มมาเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย โดยจอภาพจะอยู่ที่กระจกมองหลังที่สามารถปรับลดแสงได้โดยอัตโนมัติ

ระบบนำทางตั้งค่าเมนูได้ 3 ภาษา (ไทย, อังกฤษ และจีน) ให้คุณใช้งานได้สะดวกกว่าด้วยการตั้งค่าทางลัด สามารถเลือกไอคอนที่ใช้งานบ่อย สามารถแสดง/แจ้งเตือนเมื่อมีการตรวจจับจากกล้องจราจร และสามารถเพิ่มตำแหน่งกล้องจราจรได้เอง

หน้าจอระบบนำทางมาพร้อมมุมมอง Split และ Dual View ให้ขับขี่อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้นกับมุมมองพิเศษที่แสดงระหว่างขับขี่ เพิ่มความสะดวกสบาย ด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา โดยเปลี่ยนแผงควบคุมทั้งหมดให้ดูดีและทันสมัย

Mazda BT-50 PRO ยังคงไว้ด้วยสมรรถนะที่ต้องการตามแบบของรถปิกอัพ แต่ให้การขับขี่และการโดยสารแบบรถยนต์นั่ง ดังนั้นอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยจึงได้นำมาใช้อย่างครบครันเพื่อความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสารร่วมเดินทางเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น

นอกเหนือจากมาตรการต่างๆ เพื่อพัฒนาให้เป็นรถปิกอัพที่มีความปลอดภัยสูงสุด ถูกติดตั้งด้วยเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ทันสมัยเฉกเช่นเดียวกับในรถยนต์นั่งมาอย่างมากมาย สมรรถนะด้านความปลอดภัยเชิงป้องกัน ซึ่งมาสด้าให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเริ่มจากทัศนวิสัยที่ดีในทุกมุมมองของการขับขี่ ประสิทธิภาพในการควบคุมการขับขี่ สมรรถนะด้านการเบรก รวมทั้งเทคโนโลยีทันสมัยช่วยควบคุมการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบสำคัญๆ ได้แก่ เบรก ABS 4 ล้อ (Antilock Braking System, 4W-ABS), ระบบป้องกันการลื่นไถล (Traction Control System, TCS) และระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ (Dynamic Stability Control, DSC) และเสริมเพิ่มเติมด้วยระบบการทำงานดังต่อไปนี้

ระบบช่วยเพิ่มแรงเบรกฉุกเฉิน Emergency Brake Assist (EBA): เมื่อมีการเบรคฉุกเฉินระบบจะช่วยเพิ่มแรงเบรกให้มากพอในการหยุดรถ

ระบบ Brake Override System (BOS):  ระบบอัตโนมัติที่จะตัดการทำงานของคันเร่งในกรณีที่แป้นเบรกและคันเร่งถูกเหยียบในเวาลาเดียวกัน

ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉิน กะพริบเมื่อเบรกฉุกเฉิน Emergency Stop Signal (ESS): เมื่อมีการเบรกในสถานะการณ์ฉุกเฉินเมื่อใช้ความเร็วสูงสัญญาณไฟฉุกเฉินจะปรากฏขึ้น

ระบบควบคุมการทรงตัวเมื่อบรรทุก Load Adaptive Control (LAC): เมื่อมีการบรรทุกสัมภาระระบบจะทำการจับตำแหน่งและน้ำหนักของสัมภาระที่บรรทุกแล้วควบคุมการทำงานของระบบเบรก ABS 4 ล้อ (4W-ABS), ระบบป้องกันการลื่นไถล (Traction Control System, TCS) และระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ (Dynamic Stability Control, DSC) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรก การป้องกันการลื่นไถล เสถียรภาพและการทรงตัวของรถ รวมถึงการป้องกันรถพลิกคว่ำ

ระบบช่วยการทรงตัวลากจูง (TSM): ขณะลากจูงรถ เมื่อรถลากเริ่มที่จะส่ายออกด้านข้าง ระบบจะทำการปรับความเร็วของล้อทั้งด้านซ้ายและด้านขวาเพื่อรักษาตำแหน่งของรถลากให้เหมาะสม

ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ Roll-Over Mitigation (ROM): ระบบทำงานเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมของรถและควบคุมแรงเบรกในแต่ละล้อเพื่อป้องกันรถพลิกคว่ำ

ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Launch Assist (HLA): เมื่อรถต้องออกตัวจากการหยุดนิ่งบนถนนลาดชัน ในขณะที่ผู้ขับขี่ถอนเท้าจากแป้นเบรคเพื่อไปเหยียบคันเร่งระบบจะทำการหยุดรถเป็นเวลา 2 วินาทีเพื่อให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องกังวลต่อรถที่จะไถลเนื่องจากถนนลาดชัน

ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน Hill Descent Control (4WD only): ระบบจะเพิ่มแรงเบรกเพื่อรักษาความเร็วที่ใช้ให้คงที่อยู่ตลอดเวลา

ราคาจำหน่ายของรถปิกอัพ  Mazda BT-50 PRO

รุ่นสแตนดาร์ดแค็ป STD                  ราคา  562,000 บาท

รุ่นฟรีสไตล์แค็ป FSC                       ราคา  623,000 บาท

รุ่นฟรีสไตล์แค็ป FSC Hi-Racer       ราคา  682,000 บาท

รุ่นดับเบิ้ลแค็ป DBL                          ราคา  663,000 บาท

รุ่นดับเบิ้ลแค็ป DBL Hi-Racer          ราคา  773,000 บาท

รุ่นดับเบิ้ลแค็ป DBL 4×4 3.2             ราคา  1,030,000 บาท

New Honda Accord Hybrid Tech ตอบโจทย์สมรรถนะและประหยัด โดดเด่นไปกับเทคโนโลยี Honda Sensing

0
ซีดานหรูในกลุ่ม D-Segment อีกขั้นของเทคโนโลยีไฮบริดรุ่นล่าสุด Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) ให้สมรรถนะสูง 215 แรงม้า สนุกเร้าใจด้วยโหมดการขับขี่แบบสปอร์ต ในส่วนของการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode)ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 120 กม./ชม. มาพร้อมอัตราสิ้นเปลือง 23.8 กิโลเมตร/ลิตร พ่วงเทคโนโลยีความปลอดภัย Honda SENSING มั่นใจได้กับทุกการขับขี่

ปล่อยให้ค่ายรถยนต์จากฝั่งยุโรปนำกระแสไปกับยนตรกรรมไฟฟ้าระบบปลั๊กอิน มีหรือที่ค่ายญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่ในวงการอย่างฮอนด้าจะอยู่นิ่ง ล่าสุดได้พัฒนาระบบสปอร์ตไฮบริดพร้อมกับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยมาใส่ในซีดานรุ่นธงอย่าง Honda Accord Hybrid พร้อมจัดกิจกรรมการทดสอบและร่อนหมายเชิญให้สื่อมวลชนได้ร่วมทดลองขับ ยนตรกรรมเทคโนโลยีทันสมัยแบบนี้มีหรือที่ www.autoworldthailand.com จะพลาด รายงานผลการทดสอบพร้อมแล้วที่จะให้ทุกท่านได้รับชมครับ

เมื่อปลายเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ฮอนด้า ออโตโมบิลส์(ประเทศไทย) จำกัด ได้นำ New Honda Accord Hybrid เปิดตัวสู่สาธารณชนในเมืองไทยภายใต้คอนเซ็ปต์ “Change The World” ด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ New Honda Accord Hybrid ราคา 1,659,000 บาท และ รุ่นท๊อฟไลน์ New Honda Accord Hybrid Tech ในราคา 1,849,000 บาท ซึ่งวันนี้ถึงคิวของกิจกรรมการทดลองขับซึ่งจะเน้นไปที่เรื่องของการใช้งานระบบ Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) แบบ Full Hybrid และเรียนรู้ไปกับระบบ Honda Sensing ทั้งยังมีฟังค์ชั่นการใช้งานเพื่อความสะดวกสบายอัดแน่นเต็มพิกัด

พาหนะหลักในการทดสอบมีอยู่เพียงแค่หนึ่งรุ่นนั่นคือ New Honda Accord Hybrid Tech ซึ่งเป็นรุ่นท๊อฟ รูปลักษณ์ภายนอกยังคงความหรูหราสง่างามและเพิ่มความสปอร์ตด้วยไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน รวมถึงติดตั้งระบบไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (Active Cornering Light – ACL) ช่วยเพิ่ม มาพร้อมกระจังหน้าดีไซน์พิเศษแต่งด้วยเส้นสายสีฟ้า มุมมองด้านหลังโดดเด่นไปกับไฟท้ายดีไซน์ใหม่แบบ LED แต่งกรอบด้วยสีฟ้าเช่นกัน

 

นอกจากนี้ New Honda Accord Hybrid Tech สร้างความแตกต่างไปจากรุ่นปกติด้วยสปอยเลอร์หลังและล้ออัลลอยสไตล์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว พร้อมติดตั้งซันรูฟระบบ One Touch

ก่อนที่จะเข้าไปสู่ภายใน สามารถเพิ่มความเย็นสบายให้ห้องโดยสารได้จากระบบ Engine Remote Start ซึ่งเป็นการสั่งงานให้เครื่องยนต์พร้อมระบบปรับอากาศทำงานโดยที่ไม่ต้องเข้าไปด้านในรถ

เมื่อเข้าสู่ห้องโดยสารจะได้สัมผัสกับภายในที่กว้างขวาง เพิ่มความหรูด้วยเบาะหนังสีน้ำตาล พร้อมชุดแต่งภายในลายไม้และสีดำเปียโนแบล๊ค เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ ในส่วนของเบาะผู้ขับขี่ปรับได้ 8 ทิศทาง เบาะผู้โดยสารด้านหน้า 4 ทิศทาง

สะดวกสบายกับฟังก์ชั่นการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ หน้าจอแสดงข้อมูลอัจฉริยะ Multi-Information Display (i-MID) ขนาด 7.7 นิ้ว ซึ่งนอกจากจะแสดงข้อมูลการขับขี่ วิทยุ เพลง และนาฬิกา ยังสามารถแสดงภาพจากระบบ Honda LaneWatch และกล้องหลังซึ่งปรับมุมมองได้ถึง 3 ระดับ

บริเวณคอนโซลกลางยังมีระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเครื่องเสียง และตั้งค่าการแสดงผลได้ง่ายเพียงนิ้วสัมผัส รวมถึงรองรับ Apple CarPlay หรือเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านระบบ Mirror Link ให้ความเพลิดเพลิน สะดวกสบาย และทันสมัย ไปในขณะเดียวกัน

พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น มีสวิตซ์ควบคุมระบบเครื่องเสียง ปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ปุ่มควบคุมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบอัจฉริยะ i-MID พร้อมด้วยปุ่มควบคุมระบบ ACC และ ระบบ LKAS (ฟังค์ชั่นพิเศษเฉพาะในรุ่น Hybrid Tech) ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี Honda SENSING เพื่อให้ความสะดวกในการใช้งานขณะขับขี่

New Honda Accord Hybrid Tech มาพร้อมระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) ด้วยการทำงานของเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 145 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ แรงบิด 175 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ

นอกจากพละกำลังจากเครื่องยนต์ยังผสานการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน 1.3 กิโลวัตต์ ให้ประสิทธิภาพสูงในการชาร์จและจ่ายกระแสไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อนำทั้ง 2 ระบบมารวมกันจะสร้างกำลังได้ถึง 215 แรงม้า

โครงสร้างตัวถังเป็นอีกหนึ่งการพัฒนาเพื่อให้เป็นรถยนต์นั่งที่ตอบสนองการใช้งานได้อย่างลงตัว ชิ้นส่วนแชสซีส์ได้รับการออกแบบตามหลักวิศวกรรม เพื่อให้รถมีความเงียบ และตอบสนองการขับขี่ที่นุมนวลบนถนน รวมถึงระบบควบคุมเสียงรบกวน (Active Noise Control-ANC)พร้อมติดตั้งระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท โดยใช้ซับเฟรมหน้าผลิตจากอะลูมิเนียม ระบบกันสะเทือนหลังมีแขนยึด A-Arm ผลิตขึ้นรูปจากเหล็กที่มีความทนทานสูง พร้อมกับข้อต่อที่ผลิตจากอะลูมิเนียมเช่นกัน

อีกหนึ่งระบบที่ได้รับการพัฒนาคือ เซอร์โวเบรกไฟฟ้า ช่วยในเรื่องการชาร์จกระแสไฟฟ้า เพื่อความประหยัดน้ำมันสูงสุด ในรูปแบบระบบไฮดรอลิกเต็มระบบ ใช้หม้อลมเบรกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 นิ้ว ผู้ขับขี่สามารถสร้างแรงเบรกได้ตามต้องการ โดยที่แม่ปั๊มเบรกส่งผ่านแรงเบรกไปยังล้อทั้ง 4 ล้อ เหมือนกับระบบทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ การทำงานจะควบคุมด้วยไฟฟ้ามากกว่าการทำงานแบบกลไกเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยให้เกิดการชาร์จไฟจากมอเตอร์ในขณะที่ลดความเร็วหรือเบรก

สำหรับในด้านความปลอดภัยติดตั้งระบบถุงลม 6 ตำแหน่ง ประกอบด้วยถุงลมคู่หน้าอัจฉริยะ (Dual i-SRS) ถุงลมด้านข้างคู่หน้าอัจฉริยะ (i-Side Airbag) และม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags) เพื่อความปลอดภัยและช่วยลดอาการบาดเจ็บของทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

ข้อมูลของ New Honda Accord Hybrid Tech ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ อีกหลายระบบจะเป็นการสัมผัสผ่านเส้นทางทดสอบของภาคตะวันออกจากชลบุรีมุ่งหน้าสู่จันทบุรี ระยะทางไป-กลับประมาณ 300 กม. เพื่อให้ทุกอย่างเหมาะสม ผมแบ่งการทดสอบออกเป็น 2 ช่วง เพื่อลองของกับระบบ Sport Hybrid i-MMD และเทคโนโลยี HONDA SENSING ว่าแล้วก็ตามไปด้วยกันเลยครับ

Sport Hybrid i-MMD

ระบบแห่งประสิทธิภาพการขับขี่ที่ให้ทั้งสมรรถนะและความประหยัด

รถคันนี้สามารถเลือกโหมดขับขี่ได้หลายรูปแบบ ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกันทั้งหมด มาดูกันว่าการทำงานและประสิทธิภาพการใช้งานของเทคโนโลยี Sport Hybrid i-MMD มีอะไรบ้าง

EV Drive Mode

พลังไฟฟ้าเพื่อความประหยัด

โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) ที่สามารถขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ต่อเนื่อง และทำความเร็วได้สูงสุดถึง 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในขณะลดความเร็วจะเปลี่ยนพลังงานที่เกิดขึ้นกลับเป็นพลังงานไฟฟ้า และชาร์จไฟไปยังแบตเตอรี่ ทั้งยังสามารถกดสวิตช์ควบคุมเพื่อเข้าสู่โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยจะมีสัญลักษณ์ EV สีเขียวปรากฏขึ้นบนแผงหน้าปัด ซึ่งระบบจะทำงานและตัดเข้าสู่การทำงานในโหมดอื่นตามสภาพการขับขี่ที่เปลี่ยนไปในกรณีแบตเตอรี่เหลือน้อย และพฤติกรรมการขับขี่ที่เปลี่ยนแปลง

Hybrid Drive Mode

การทำงานแบบลูกผสมเพื่อประสิทธิภาพแห่งสมรรถนะ

ระบบขับเคลื่อนนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากเครื่องยนต์และพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ทำงานในรูปแบบผสมผสานเพื่อขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อให้ได้มาซึ่งแรงบิดสูงสุดในเวลารวดเร็ว ส่งผลให้มีอัตราเร่งที่ตอบสนองทันใจ และเมื่อถอนคันเร่งเครื่องยนต์จะหยุดทำงานทันทีและนำพลังงานที่เกิดขึ้นชาร์จไฟกลับยังแบตเตอรี่ เหมาะสมกับการขับขี่ในรูปแบบการเร่งความเร็วเพราะให้อัตราเร่งนุ่มนวลและทรงพลัง

Engine Drive Mode

จัดเต็มไปกับขุมพลังจากเครื่องยนต์

โหมดนี้จะใช้กำลังจากเครื่องยนต์โดยเฉพาะ โดยชุดล็อคอัพคลัตช์ที่ภายในเกียร์ E-CVT จะเชื่อมต่อเครื่องยนต์และส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อโดยตรง เพื่อให้การขับขี่มีประสิทธิภาพสูงฬนขณะที่มีแรงเสียดทานต่ำ เหมาะสมกับพฤติกรรมการขับด้วยความเร็วสูงคงที่ ในรูปแบบการเดินทางไกล การทำงานและทิศทางการไหลของพลังงานในระบบไฮบริดแสดงผลผ่านทางหน้าจอMulti-Information Display (MID) ที่อยู่กลางมาตรวัด

Sport Drive Mode

ซิ่งได้ ประหยัดด้วย

ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งทำความเร็วให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อน เข้ามาช่วยเครื่องยนต์ในการสร้างอัตราเร่งให้ดีขึ้น โดยสามารถสัมผัสการตอบสนองของอัตราเร่งในโหมดนี้ได้ชัดเจน มีสวิตช์ควบคุมเป็นปุ่ม Sport บริเวณคันเกียร์ เมื่อสั่งการสัญลักษณ์ SPORT สีเขียวจะปรากฏขึ้นบนแผงหน้าปัดทันที

Eco Assist

ตัวช่วยด้านความประหยัด

ปุ่มสีเขียวรูปใบไม้บริเวณคอนโซลหน้าข้างพวงมาลัย เมื่อใช้งาน ขอบมาตรวัดจะเรืองแสงทั้ง 2 ฝั่งจะสว่างขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นรูปแบบการขับขี่ว่ามีประสิทธิภาพในด้านการประหยัดน้ำมันหรือไม่ ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ช่วยผู้ขับขี่โดยใช้การเรืองแสงทั้ง 2 ฝั่งเป็นตัวบ่งบอกถึงลักษณะในการขับ ถ้าแสงเป็นสีขาว หมายถึง การขับในตอนนั้นไม่เอื้อต่อการประหยัดน้ำมัน ขณะเดียวกันถ้าเมื่อไหร่ที่แสงเริ่มเปลี่ยนมาเป็นโทนสีเขียวซึ่งหมายความว่าเริ่มมีความประหยัดน้ำมันมากขึ้นเรื่อยๆ การเปลี่ยนสีที่เรืองแสงออกมาจะขึ้นอยู่กับรูปแบบและพฤติกรรมการขับขี่เป็นสำคัญ

หากกล่าวโดยรวมของ “Sport Hybrid i-MMD” ถือว่าเป็นระบบ Full Hybrid ซึ่งให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง แต่ยังให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม โดยโรงงานผู้ผลิตเคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ถึง 23.8 กิโลเมตร/ลิตร พูดง่ายๆว่าหากน้ำมันเต็มถัง(ความจุ 60 ลิตร) รวมถึงมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ผลีผลาม หรือ ฉวัดเฉวียน ระยะทางที่ระบบได้ประมวลผลและแสดงมายังจอด้านบนคอนโซลกลางสามารถทำได้ทะลุ 1,000 กม.เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 99 กรัม/กิโลเมตร

HONDA SENSING

เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยมาตรฐานใหม่

New Honda Accord Hybrid Tech ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยภายใต้ชื่อ “Honda SENSING” ทำงานด้วยเรดาร์และกล้องด้านหน้า ตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนน มีหน้าที่แจ้งเตือนผู้ขับขี่หรือช่วยควบคุมรถในสถานการณ์เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน ซึ่งประกอบด้วยระบบต่างๆดังนี้

Adaptive Cruise Control (ACC)

ระบบควบคุมและปรับความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน

ใช่ว่าระบบนี้จะไม่เพียงแต่ช่วยควบคุมความเร็วของรถให้คงที่ตามการตั้งค่า ยังสามารถตั้งระยะห่างของรถคันหน้าได้อีกด้วย เมื่อรถคันหน้าลดความเร็ว ระบบจะสั่งการให้ปรับความเร็วลงอัตโนมัติและรักษาระยะห่างระหว่างรถคันหน้าได้อย่างเหมาะสม เมื่อมีรถมาแทรกระหว่างกลาง ระบบจะยกเลิกคำสั่งเดิมและทำการกำหนดเป้าหมายใหม่ โดยตรวจจับจากรถที่อยู่ด้านหน้าเท่านั้น ในส่วนของความเร็วสามารถกำหนดได้ตั้งแต่ 30-180 กม./ชม. และเมื่อใดที่ระบบหยุดทำงาน จะมีข้อความแจ้งเตือนไปที่จอแสดงผล MID ทันที

Collision Mitigation Braking System (CMBS)

ระบบเตือนการชนด้านหน้าและตรวจจับคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก

เมื่อไหร่ที่เปิดการใช้งาน เรดาร์และกล้องจะทำการประมวลผลในทันที หากมีรถอยู่ด้านหน้าในระยะไม่ปลอดภัย ระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลและสัญญาณเสียง รวมทั้งสั่นเตือนที่พวงมาลัย หากเข้าใกล้ระยะเสี่ยงต่อการชน ระบบจะทำการเสริมแรงเบรกโดยอัตโนมัติ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ฟังค์ชั่นนี้เป็นระบบที่พัฒนาใหม่ล่าสุด ซึ่งสามารถตรวจจับคนเดินถนนได้อีกด้วย

Lane Keeping Assist System (LKAS)

ระบบแจ้งเตือนและช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง

ระบบนี้เป็นการทำงานของกล้องด้านหน้าเพื่อการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ ซึ่งประมวลผลและสั่งการมาโดยวิธีการหน่วงพวงมาลัย ช่วยให้ผู้ขับควบคุมรถในช่องทางเดินรถได้ตลอดเวลา เริ่มทำงานตั้งแต่ความเร็ว 72-180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีสวิตช์ควบคุมอยู่ที่ด้านขวาของพวงมาลัย ระบบนี้ไม่ใช่ระบบอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นเมื่อใดที่ผู้ขับขี่ละมือจากพวงมาลัย ระบบจะหยุดการทำงานทันที

Road Departure Mitigation (RDM) with Lane Departure Warning (LDW)

ระบบแจ้งเตือนและช่วยเหลือเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ

ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปที่หน้าจอแสดงข้อมูลพร้อมสั่นพวงมาลัย ในกรณีที่รถออกนอกช่องทางมากขึ้น ระบบจะทำการหน่วงพวงมาลัย เพื่อช่วยดึงให้รถกลับเข้าสู่ช่องทาง หากรถยังคงเบี่ยงออกนอกช่องทางมากยิ่งขึ้น ระบบจะสั่งให้เบรกทำงานเพื่อชะลอความเร็วอย่างเหมาะสม

นอกจากระบบทั้งหมดที่สรุปคร่าวๆ คงเห็นถึงความมุ่งมั่นที่ทีมวิศวกรของฮอนด้าได้ร่วมพัฒนาเพื่อให้ New Honda Accord Hybrid เป็นรถในกลุ่ม D-Segment ที่ประหยัดและปลอดภัย ในด้านของสมรรถนะความแรงจากเครื่องยนต์ 2 ระบบ ถือว่ามีสมรรถนะที่ค่อนข้างตอบสนองต่อการใช้งานได้เป็นอย่างดี ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อใช้โหมด Sport Drive Mode จะสามารถทำให้ซิ่งได้ต่อเนื่องในระดับหนึ่ง ไม่มีอาการรอบตกให้เห็น ทั้งนี้คงเป็นผลดีของระบบเกียร์ E-CVT ที่แปรผันอัตราทดได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อถนนโล่ง ในช่วงทางตรงยาว ความเร็วปลายที่ 180 กม./ชม.สามารถทำได้สบายๆ แต่อาจมีเสียงจากเครื่องยนต์หวีดร้องรบกวนเข้ามาบ้างเล็กน้อย

การหยุดรถนอกจากระบบป้องกันล้อล๊อค ABS รวมถึงระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA ยังมีทีเด็ดในชื่อระบบว่า “เซอร์โวเบรกไฟฟ้า” ซึ่งอาจจะหนักเท้าไปสักนิดเมื่อเทียบกับ Accord Hybrid รุ่นที่ผ่านมา แต่ก็สร้างความคุ้นเคยได้ในเวลาไม่นานนัก เมื่อระบบทำงานสัมพันธ์กันแรงต้นที่ส่งไปยังสมองกล จะถูกลดทอนไป 10 % เพื่อการหยุดรถที่ดีในแนวราบ ซึ่งสมองกลยังสั่งให้มีแรงบิดในการเบรกเพิ่มขึ้นถึง 25 % ทำให้ไม่ต้องออกแรงมากและยังได้การเบรกที่มั่นใจยิ่งขึ้น

ช่วงล่างและการยึดเกาะเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เพราะในส่วนนี้ก็ได้รับการปรับปรุงมาเช่นกัน นอกจากโครงสร้างตัวถังนิรภัย และ ระบบควบคุมเสียงรบกวนที่ได้กล่าวถึงในช่วงแรก การพัฒนาภายในกระบอกโช๊คอัพและขดสปริง ส่งผลให้เกิดการขับขี่ที่มั่นใจ และให้การยึดเกาะถนนที่ดี แม้ว่าจะแข็งไปสักนิด หากมองจากตัวแปรเรื่องของสภาพเส้นทางที่ไม่เรียบสักเท่าไหร่และบางช่วงมีหลุมขรุขระ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการทดสอบครั้งนี้  ฟิลลิ่งที่สะท้อนมายังตำแหน่งผู้ขับขี่และผู้โดยสารกลับให้ความรู้สึกที่ หนึบ ไม่กระด้าง ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากน้ำหนักตัวรถที่ต้องแบกภาระทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่

บทสรุปของ New Honda Accord Hybrid Tech ถือเป็นเรือธงรุ่นท๊อฟที่เน้นไปในด้านความปลอดภัยจากเทคโนโลยี Honda Sensing ซึ่งตรวจจับได้ทั้งวัสดุโลหะรวมถึงสิ่งมีชีวิต โดยมีจุดประสงค์ที่จะช่วยในด้านความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน ในส่วนของความประหยัด หากมีน้ำมันเต็มถัง และพฤติกรรมการขับขี่ที่คงเส้นคงวา ในระดับความเร็ว 90-120 กม. รถคันนี้จะพาคุณไปไกลได้ในระยะทางทะลุ 1,000 กม.แน่นอน แต่หากคุณอยากซิ่งในช่วงถนนโล่ง Sport Drive Mode จะเป็นโหมดทางเลือกเพื่อตอบสนองการใช้งานซึ่งเป็นพลังงานลูกผสมของทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า

ความสะดวกสบายพร้อมหลากฟังค์ชั่นการใช้งานเหล่านี้น่าจะเป็นคำตอบของโจทย์ที่คุณได้ตั้งไว้แน่นอน ทางเลือกใหม่รุ่นล่าสุดจากค่ายฮอนด้าในนามว่า New Honda Accord Hybrid จึงถือเป็นรถที่สนองความต้องการทุกการใช้งานได้เป็นอย่างดีครับ

VOLVO XC90 T8 TWIN ENGINE MOMENTUM เอสยูวีแดนไวกิ้งมากับเครื่องยนต์แห่งอนาคตพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะ

0
รถเอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง มาพร้อมมิติตัวรถใหญ่สุดในเซกเมนต์ อัดแน่นด้านของความหรูหรา สะดวกสบาย แบบไม่มีกั๊ก พร้อมกับสุดยอดนวัตกรรมเครื่องยนต์ที่ผสมผสานทั้ง เทอร์โบ ซุเปอร์ชาร์จ และ มอเตอร์ไฟฟ้า เข้าไว้ด้วยกัน ทั้งยังจัดเต็มตัวช่วยการขับขี่ตามสโลกแกน “ทุกชีวิตปลอดภัยในวอลโว่”

“Volvo” รถยนต์จากฝั่งสแกนดิเนเวียที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นหนึ่งในค่ายรถซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความก้าวล้ำในโลกยานยนต์ และเป็นที่น่าดีใจที่ผู้บริโภคชาวไทยจะมีโอกาสได้ครอบครองสุดยอดนวัตกรรมเหล่านั้นในราคาที่สมเหตุสมผล โดยล่าสุด เอสยูวีที่ติดตั้งนวัตกรรมแห่งการขับขี่ ได้มาถึงประเทศไทย และวางจำหน่ายทุกโชว์รูมทั่วประเทศในชื่อรุ่น “XC 90” ซึ่งได้มีการจัดกิจกรรมทดสอบสุดยอดระบบขับเคลื่อนและตัวช่วยการขับขี่ไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา งานนี้มีหรือจะพลาด www.autoworldthailand.com พร้อมรายงานครับ

Volvo XC90 บทบัญญัติหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์ยนตรกรรมจากค่ายรถแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งถือเป็นการชี้นำทิศทางการดีไซน์ของรถยนต์ในอนาคตได้ชัดเจน ผนวกกับเทคโนโลยีทันสมัยที่เป็นตัวตนเฉพาะ และเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมบนแพลตฟอร์มใหม่ลิขสิทธิ์เฉพาะของ Volvo นั่นคือ Scalable Product Architecture หรือมีชื่อย่อว่า SPA นอกจากนี้ยังมีสถิติที่น่าสนใจคือรถล็อตแรกผลิตพิเศษเพียง 1,927 คัน (ตามปีก่อตั้งบริษัทผลิต) ขายหมดในเวลา 47 ชั่วโมง หลังเปิดให้สั่งจองผ่านทางอินเตอร์เน็ตเมื่อเดือนกันยายนปี 2014

เกริ่นนำคร่าวๆสำหรับที่มาที่ไปของ XC 90 ซึ่งก่อนหน้านี้ XC 90 D5 AWD ก็พึ่งจะจัดกิจกรรมทดสอบไปไม่กี่เดือนก่อน แต่ในครั้งนี้เป็นการทดสอบรุ่น “ XC 90 T8 TWIN ENGINE” ซึ่งประกอบมาจากประเทศมาเลเซีย ความเป็นจริงจะแตกต่างจากรุ่นท๊อปไลน์ที่ผลิตจากประเทศสวีเดนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

VOLVO XC 90 T8 TWIN ENGINE  เป็นรถในเซกเมนต์เอสยูวีหรูแบบ 7 ที่นั่ง ตามขนาดมิติความกว้าง 2,140 มม. ยาว 4,950 มม. และสูง 1,776 มม. ผสานการออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียอย่างมีรสนิยม และเป็นรถรุ่นแรกที่เผยโฉมด้วยเครื่องหมายการค้าแบบใหม่ ซึ่งออกแบบให้ส่วนของวงแหวนลูกศรสวยสง่างาม กระจังหน้าดูภูมิฐาน มาพร้อมกับไฟกลางวันรูปตัวที T-shaped Daytime-Running Lights ซ่อนรวมอยู่ในโคมไฟหน้าสี่เหลี่ยมคงหมูทรง “ค้อนศาสตราวุธเทพเจ้า ธอร์” หรือ Thor’s Hammer ที่โด่งดังจากภาพยนตร์เรื่อง “Norse God of Thunder Thor” 

ฝากระโปรงหน้าปั้มขึ้นรูปสอดรับกับเส้นสายที่คมชัดตลอดแนวยาวระดับหน้าต่าง ไฟท้ายรูปทรงใหม่ก็เป็นส่วนสำคัญอีกจุดหนึ่งที่สะท้อนเอกลักษณ์สำหรับรถยนต์แต่ละรุ่นของ Volvo

ในส่วนของล้ออัลลอยซึ่งถือว่าเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่จุดที่ต่างไปจากรุ่นท๊อปไลน์ มีชื่อเรียกว่า Turbine Silver ขนาด 19 นิ้วหน้ากว้าง 8  นิ้ว พร้อมยาง 235/55/R19 ในขณะที่รุ่นท๊อปเป็นแบบ 10 ก้านขนาด 20 นิ้ว

ภายในดีไซน์เรียบหรู แต่แฝงไว้ซึ่งเทคโนโลยีระดับสูง ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติที่งดงามของประเทศสวีเดน ผสมผสานวัสดุซึ่งได้รับการเลือกสรร เช่น หนัง Nappa พร้อมตกแต่งด้วยลายไม้ทั่วห้องโดยสาร โดดเด่นด้วยจอภาพควบคุมระบบสัมผัสจำลองแบบ tablet ขนาด 9 นิ้ว บริเวณคอนโซลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบควบคุมรถยนต์รุ่นใหม่

หัวเกียร์เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของทีมออกแบบและเป็นงานศิลปะชั้นเลิศ ทำจากแก้วเจียระไนของ Orrefors แบรนด์ดังของประเทศผู้ผลิต ใกล้กันปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ และปุ่มปรับระดับเสียงเครื่องเสียง

เบาะนั่งดีไซน์หรูเพิ่มเนื้อที่ในห้องโดยสารให้กับผู้โดยสารเบาะนั่งแถว 2 และ 3 มากขึ้น  ไม่มีการรองหนุนด้วยวัสดุหนานุ่ม แต่ทั้งหมดถูกกำหนดตามหลักสรีรวิทยาโดยเฉพาะ ปรับได้ทุกส่วนและทุกทิศทาง พร้อมปีกหนุนด้านข้าง ทั้งยังมีหมอนรองศีรษะปรับขึ้น/ลงด้วยไฟฟ้าซึ่งมีหน่วยความจำในตัว

ทั้งยังให้ความสำคัญกับเบาะรองนั่งสำหรับเด็ก ออกแบบให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับเบาะนั่งตัวกลาง รวมถึงแก้ไขปัญหาของเบาะแถว 3 เพื่อให้นั่งสบาย และไม่ต้องห่วงว่าผู้โดยสารที่มีส่วนสูง 170 เซนติเมตร จะอึดอัดหรือปวดเหมื่อยต้นคอ ทั้งยังสอดเท้าใต้เบาะนั่งแถวที่ 2 เพิ่มระยะวางเท้าได้อีกด้วย  ทุกที่นั่งติดตั้งเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดรัดพร้อมระบบปรับตึงอัตโนมัติ Pre-tensioners  ม่านนิรภัยหรือInflatable Curtain Airbags ครอบคลุมเบาะนั่งได้ทุกแถว สำหรับปกป้องกรณีถูกชนด้านข้างหรือรถพลิกคว่ำ

ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติกระจายความเย็น 4 ส่วน แยกปรับความเย็นได้อิสระระหว่างที่นั่งตอนหน้าและแถว 2 ส่วนระบบปรับอากาศสำหรับเบาะนั่งแถว 3 แยกอิสระ มาพร้อมระบบกรองอากาศอัจฉริยะ CleanZone air purification system ของ Volvo พัฒนาโดยเพิ่มกรองพิเศษให้ประสิทธิภาพในการดักจับอนุภาคเล็กจิ๋ว ละอองเกสร และฝุ่นผง ที่ปะปนมากับอากาศ ซึ่งลดความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจและโรคภูมิแพ้

สำหรับเครื่องเสียงเป็นแบบ High Performance ภาคขยายสัญญาณหกช่องเสียงจะส่งกำลัง 330 วัตต์ไปยังลำโพง 10 ตัว ควบคุมและสั่งการผ่านหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 9 นิ้ว มาพร้อมเทคโนโลยี Sensus ทำหน้าที่เป็นสมองกลอัจฉริยะควบคุมการสื่อสารและสั่งการรถยนต์ เชื่อมต่อกับสัญญาณดาวเทียม ไม่ว่าจะเป็นสถานีวิทยุผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ระบบนำทางผ่านดาวเทียม เพลงโปรด และอื่นๆ โดยปรากฏหน้าจอโทรศัพท์มือถือทั้งระบบ IOS  หรือ Android ซึ่งเชื่อมต่อโดย Hot Spot ได้สะดวก

Sensus ยังสามารถปรับข้อมูลในแอพลิเคชั่นต่างๆให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการจราจร แผนที่เส้นทาง Up-date ล่าสุดเพื่อใช้กับระบบนำทางผ่านดาวเทียม Sensus Navigation รวมถึงคลายเหงาด้วยฟังค์ชั่น Apple CarPlay

VOLVO XC 90 T8 TWIN ENGINE ใช้เครื่องยนต์ 2 ระบบ ซึ่งเครื่องยนต์หลักในรูปแบบ Drive-E Powertrain มีขนาดความจุเพียง 2,000 ซี.ซี. แถวเรียง 4 สูบ แต่เพิ่มกำลังโดยติดตั้งระบบอัดอากาศทั้งซุปเปอร์ชาร์จและเทอร์โบ ทำงานแบบผสมผสาน ทำให้มีแรงม้าสูงถึง 320 แรงม้า ที่   5,700   รอบต่อนาที

พละกำลังอีกหนึ่งรูปแบบคือ มอเตอร์ไฟฟ้า ติดตั้งไว้กับชุดเพลาขับทางด้านหลัง เรียกว่า  Electric Rear Axle Drive (ERAD) ให้กำลัง 87 แรงม้า สำหรับแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน มีขนาด 65 กิโลวัตต์ ติดตั้งไว้ที่เหนือเพลากลางซึ่งปลอดภัยจากการชน และมีการกระจายน้ำหนักที่ดี ขณะขับสามารถชาร์จไฟได้เช่นกัน แต่ได้สูงสุดเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะชาร์จให้แบตเตอรี่เต็ม ต้องชาร์จด้วยการเสียบปลั๊กเท่านั้น เมื่อนำ 2 ระบบมาผสมรวมกันทำให้รถคันนี้มีพละกำลังสูงถึง 407 แรงม้า พร้อมแรงบิด 640 นิวตันเมตร ทางบริษัทผู้ผลิตเคลมไว้ว่าอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 5.6 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 230 กม./ชม. พร้อมอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 45.5 กิโลเมตรต่อลิตร

ในส่วนของมอเตอร์ไฟฟ้าใช้ระยะเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่จากกระแสไฟฟ้า 13 แอมป์เพียง 2.5 ชั่วโมง กระแสไฟฟ้า 10 แอมป์ ใช้เวลา 3.5 ชั่วโมง และกระแสไฟฟ้า 6 แอมป์ใช้เวลาชาร์จ  6 ชั่วโมง ในกรณีที่ใช้งานโหมดไฟฟ้าล้วนจะได้ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร ทั้งนี้เกี่ยวกับกับสภาวะแวดล้อมและน้ำหนักบรรทุก

 

 

กำลังทั้งหมดถูกส่งผ่านมายังระบบเกียร์ทรอนิค   8 จังหวะ พัฒนาล่าสุดสอดรับการทำงานของระบบไฮบริดโดยเฉพาะ ด้วยเทคโนโลยีShift-by-Wire รวมถึงปั๊มน้ำมันเกียร์ขนาดใหญ่เพื่อลดปัญหาเกียร์สะดุดหรือเสียหาย โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนจากมอเตอร์ไฟฟ้ามาสู่เครื่องยนต์ ทำงานร่วมกับระบบ Crankshaft Integrated Starter Generator หรือ CISG มีหน้าที่เป็นไดชาร์จและสตาร์ทเตอร์ ติดตั้งบริเวณฟลายวีล ช่วยสตาร์ตเครื่องยนต์และชาร์จไฟกลับข้าแบตเตอรี่ ให้กำลัง 34 กิโลวัตต์ หรือ 46 แรงม้า ส่งผลให้สตาร์ทเครื่องยนต์ได้อย่างนุ่มนวล และช่วยเพิ่มกำลังในขณะออกตัวหรือเร่งแซง

ระบบกันสะเทือนหน้าอิสระในรูปแบบของปีกนก 2 ชั้น Double Wishbone และ ระบบกันสะเทือนหลังถูกออกแบบมาด้วยแขนกลต่างๆ ที่ทำงานสัมพันธ์กับเหล็กสปริงแบบแบนวางขวางลำตัวรถ หรือ Transverse Leaf Spring ใช้วัสดุคุณภาพสูงน้ำหนักเบาและทำให้ใช้พื้นที่สำหรับชุดกันกระเทือนหลังน้อยลง

ในด้านความปลอดภัย VOLVO XC 90 T8 TWIN ENGINE ถือว่าดำเนินไปตามสโลกแกน “ทุกชีวิตปลอดภัยในวอลโว่” อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดในเวลานี้ก็ว่าได้ โดยมีชื่อเรียกว่า City Safety หรือระบบป้องกันการชนพร้อมเซนเซอร์ตรวจจับรถยนต์ คนเดินถนน ผู้ขับขี่จักรยานและสัตว์ขนาดใหญ่พร้อมฟังก์ชั่นหยุดรถอัตโนมัติ City Safety and Auto Braking function ด้วยการแจ้งเตือนง่ายๆให้กับผู้ขับขี่และมีระบบเบรกคอยช่วยเหลือ หากใกล้จะชนและผู้ขับขี่เผลอเลอไม่สามารถบังคับควบคุมรถได้ ระบบก็จะเบรกให้รถหยุดโดยอัตโนมัติในทันที

และสิ่งที่ไม่ตกเทรนด์ซึ่งเป็นตัวช่วยการขับขี่อย่างระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Park Assist Pilot ซึ่งระบบจะช่วยในการถอยหลังและหมุนพวงมาลัยเอง ไม่ว่าจะเป็นซองขนานกับขอบถนน หรือ ถอยเข้าซองแถวเรียงหนึ่ง ผู้ขับขี่สามารถสังเกตุตรวจดูได้จากข้อมูลภาพกราฟฟิคตัวรถจากจอภาพที่คอนโซลกลาง

ถึงเวลาของการทดสอบ วอลโว่ ประเทศไทย จำกัด ได้เตรียมเส้นทางโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จ.ชลบุรี ระยะทางไป-กลับ 200 กม. โดยประมาณ ซึ่งสะท้อนการใช้งานจริงทุกรูปแบบ ทั้งถนนราดยางเพื่อการทดลองสมรรถนะของเครื่องยนต์ รวมถึงเส้นทางในสไตล์ออฟโรดสำหรับทดลองระบบช่วยเหลือต่างๆ มาดูกันเลยครับว่า VOLVO XC 90 T8 TWIN ENGINE มีทีเด็ดอะไรที่ซ่อนไว้อยู่บ้าง

หลังจากรับฟังคำบรรยายสรุปเกี่ยวกับข้อมูลรถและรูปแบบเส้นทางที่ใช้ในการทดสอบ ขบวนรถ VOLVO XC 90 T8 TWIN ENGINE ก็เริ่มทยอยออกเดินทางจากสำนักงานใหญ่ย่านหัวหมาก มุ่งหน้าสู่ทางด่วนลอยฟ้าบูรพาวิถี มาเริ่มต้นไปด้วยกันกับการใช้งานรูปแบบอื่นๆที่มีถึง 6 โหมดตัวช่วยการขับขี่ ซึ่งสามารถเลือกใช้งานจากปุ่มควบคุมบริเวณคอนโซลกลาง สรุปการทำงานตามรูปแบบต่างๆได้ดังนี้

Hybrid เป็นโหมดเริ่มต้น ซึ่งทำงานอัตโนมัติทุกครั้งที่สตาร์ทเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลังขับเคลื่อนผสานระหว่างเครื่องยนต์ กับมอเตอร์ไฟฟ้า โดยจะใช้แยกกันหรือควบคู่กันก็ได้ขึ้นอยู่กับความจุไฟฟ้าของแบตเตอรี่ เพื่อให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและลดมลภาวะไอเสียมากที่สุด

Pure เมื่อแบตเตอรี่ไฮบริดชาร์จไฟเต็ม รถยนต์จะใช้งานด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว และสามารถวิ่งได้เป็นระยะทางไกลถึง 40 กิโลเมตร ใช้งานไม่ยากเพียงรักษาคันเร่งและสังเกตุการทำงานได้ที่จอแดชบอร์ด ชาร์จพลังงานไฟฟ้าด้วยการเบรกแบบรีเจนเนอเรทีฟ (Regenerative Braking System) ผ่านมอเตอร์ไฟฟ้า

Power โหมดนี้เป็นการเลือกใช้พลังงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ประโยชน์ที่ได้จากการทำงานร่วมระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์ คือ ให้แรงบิดที่ดีกว่าขณะเครื่องยนต์ทำงานรอบต่ำ

AWD ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า  สั่งงานการขับเคลื่อนทุกล้อ เพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนน ส่วนใหญ่จะทำงานที่ความเร็วต่ำและบนถนนลื่น

Off-Road วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความสามารถในการยึดเกาะถนนให้ดีขึ้นเมื่อขับขี่บนพื้นผิวถนนแบบทุรกันดาร ระบบจะทำงานในความเร็วไม่เกิน 40 กม./ชม. หากเกินกว่านั้นจะเปลี่ยนเป็นโหมด AWD และไม่สามาถเข้าโหมด Off-Road ได้อีกแม้จะลดความเร็วต่ำกว่า 40 กม./ชม. ในโหมดนี้จะประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นของระบบช่วยในการลงที่ลาดชัน (Hill Descent Control) พร้อมกับบอกทิศทางด้วยเข็มทิศ

Individual เป็นโหมดเฉพาะของผู้ขับขี่ /เจ้าของรถสามารถปรับตั้งไว้กับตัวกุญแจรถรีโมทแต่ละดอกที่เกี่ยวกับโปรไฟล์ของผู้ขับขี่ได้ นอกจากนี้ยังมีออปชั่นให้เลือกปรับเปลี่ยนคุณลักษณะส่วนบุคคล เช่น เลือกการตอบสนองของพวงมาลัย ระบบบังคับเลี้ยว ความตื้นลึกของเบรก และการเลือก Drive Mode ที่ต้องการ

สำหรับการทดลองสมรรถนะของเครื่องยนต์ TWIN ENGINE ผมเลือกที่จะใช้โมหด Power ซึ่งพละกำลัง 407 แรงม้าถูกเรียกใช้งานเต็มรูปแบบ ซุเปอร์ชาร์จจะช่วยรีดแรงม้าในรอบต้นถึงรอบกลาง และเทอร์โบช่วยในรอบปลาย เกียร์ทรอนิค   8 จังหวะ รักษาความนุ่มนวลของรอยต่อแต่ละอัตราทดได้อย่างเป็นเลิศ สำหรับเรื่องที่น่าเสียดายคือแป้นแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย  ความสนุกในการขับขี่จึงถูกยั้งไว้เล็กน้อย แต่จุดนี้ถือว่ายอมรับได้ เพราะความแรงได้สะท้อนมาในรูปแบบ “หลังติดเบาะ” และทำให้อึ้งไปมากกว่านั้นกับตัวเลขที่แสดงบริเวณแดชบอร์ดซึ่งโชว์ความเร็วไว้อย่างน่าสนใจแตะๆ 200 กม./ชม.ในเวลาที่ไม่นานนัก

พอมาถึงบริเวณสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ยังมีกิจกรรมทดลองความปลอดภัยกับระบบ Adaptive Cruise Control ซึ่งติดตั้งฟังก์ชั่น Queue Assist รักษาระยะห่างจากคันหน้าอัตโนมัติ และรักษาช่องทางอัตโนมัติ ทั้งนี้ผู้ขับขี่ต้องจับที่พวงมาลัย ถ้าเซนเซอร์ตรวจพบว่าไม่มีแรงต้านที่พวงมาลัย ระบบจะตัดการทำงานทันที

อีกหนึ่งระบบที่ช่วยการขับขี่ในพื้นที่ทุรกันดานกับโหมด Off-Road ซึ่งทำงานร่วมกับระบบ Hill Start Assist ได้อย่างเหมาะเจาะ ระบบทั้งสองจะทำงานสัมพันธ์กันตลอดเวลาที่ใช้งาน ซึ่งช่วยออกตัวบนทางลาดชันหลังจากรถจอดนิ่ง และระบบ Hill Descent Control ใช้การกำลังของเครื่องยนต์มาช่วยลดแรงต้านในขณะขับรถลงทางชัน รวมถึงยังมีโหมดเกียร์ B เพราะถ้ารถกำลังขับเคลื่อนในโหมดไฟฟ้ากำลังของเครื่องยนต์ที่ถูกตัดการทำงานออกไปจะไม่มีแรงฉุด

เสร็จสิ้นภารกิจทดลองขับ ถึงเวลาแตะมือผลัดหน้าที่ ผมมีโอกาสนั่งสบายๆในฐานะผู้โดยสาร พลขับที่ขันอาสาเป็นเพื่อนสื่อฯด้วยกันนี่แหล่ะครับ ทีมผู้จัดงานไม่ระบุเส้นทาขากลับเอาไว้ เพราะฉะนั้นก็ไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย นั่นคือเส้นทางมอเตอร์เวย์  ความสนุกได้เปลี่ยนมือไปถึงเวลาของการนั่งชิวๆ

บางช่วงของเส้นทางนี้อย่างที่รู้กันอยู่ว่ามีสะพานอยู่หลายแห่ง บางแห่งออกแบบมาดี เรียบ ไร้รอยต่อบริเวณคอสะพาน แต่บางแห่งถึงกับทำให้รถลอยจากพื้นถนน และระบบที่ซ่อนไว้อย่าง Run-Off Protection ก็ได้ทำงานโดยไม่ทันตั้งตัว เซนเซอร์จะตรวจจับล้อทั้งสี่ หากมีการลอยจากพื้นถนน เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าจะทำการดึงให้ร่างกายกับเบาะนั่งแนบสนิทเป็นชิ้นเดียวกัน โดยจะเริ่มคลายตัวต่อเมื่อตัวรถกลับสู่พื้นถนนเต็มทั้ง 4 ล้อ เล่นเอาผมกับเพื่อนสื่อตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นและแสบเอวเล็กน้อย เนื่องจากการรั้งกลับมีความแรงพอสมควร แต่ถ้ามองในเชิงป้องกันอุบัติเหตุ สถานการณ์ที่หนักจะคลี่คลายเป็นเบาลงทันที

บทสรุปของรถคันนี้ แน่นนอนว่าความอัจฉริยะของระบบต่างๆจะทำให้ใครที่ได้สัมผัสต่างทึ่งไปตามๆกัน ทั้งนี้คงต้องสร้างความสนิทสนมกับระบบสักพักใหญ่ แล้วตัวช่วยต่างๆจะช่วยเติมเต็มความสะดวกสบาย ทั้งยังประหยัดต่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน รวมถึงยังตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้งานไม่ว่าจะเลือกซิ่ง หล่อ หรือจะเอาไปลุยในสถานที่ทุรกันดาน

สิ่งที่ผมเสียดายสุดๆคือระบบแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย หากติดตั้งมาด้วยละก็ จะช่วยให้รถคันนี้กลายเป็นเอสยูวีที่ขับสนุกยิ่งขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตามการตอบโจทย์สำหรับความเป็นรถในรูปแบบอเนกประสงค์ หลายคนคงไม่จำเป็นที่จะใช้งานระบบที่ผมอยากได้ เพราะที่มีอยู่ก็เรียกได้ว่าจัดหนักเพื่อทุกความต้องการของผู้ใช้รถใช้ถนนในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว

ทาทา ซูเปอร์เอซ มินท์ รถบรรทุกเล็กเพื่อการพาณิชย์ ขุมพลัง ดีเซล คอมมอนเรล

0
ทาทา ซูเปอร์เอซ มินท์ รถบรรทุกเล็กสำหรับงานขนส่งและการพาณิชย์ ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มของพ่อค้า แม่ขาย หน้าใหม่ นำไปดัดแปลงในรูปแบบของ FOOD TRUCK หนึ่งเดียวในตลาดที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ คอมมอนเรล  ขนาด 1.4ลิตร เกียร์ธรรมดา 5 สปีด  จำหน่ายในราคา 3.9 แสนบาท

กระแสแรงกับรถ Mini Truck ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากก้าวข้ามกฎหมายเรื่องเวลาการใช้ถนนสำหรับการขนถ่ายสินค้า รวมถึงนำไปดัดแปลงต่อยอดเพื่อดำเนินธุรกิจส่วนตัวของคนรุ่นใหม่ในรูปแบบ FOOD TRUCK ล่าสุด บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ค่ายรถแดนภารตะ จึงได้นำโปรดักส์ใหม่ ลงสังเวียนสู้ศึก หวังโกยยอดจำหน่ายในเซกเมนต์นี้ พร้อมชูจุดเด่นว่าเป็นเพียงค่ายรถแบรนด์เดียวที่ติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ ดีเซล เทอร์โบ คอมมอนเรล โดดเด่นในด้านความ แกร่ง ถึก ทน  แต่ทั้งหมดจะเป็นจริงอย่างที่ว่าหรือไม่www.autoworldthailand.com มีคำตอบครับ

ทาทา ซูเปอร์เอซ  มินท์ มากับมิติตัวรถที่โดดเด่นตามขนาด 4340 x 1565 x 1858 มิลลิเมตร ในรุปแบบของรถบรรทุกเพื่อการพาญิชย์แบบหัวเดียว ทั้งยังมีพื้นที่ในการบรรทุกใหญ่สุดในเซกเมนต์ตามขนาด 2630 x 1460 x 300 มิลลิเมตร  จุดเด่นนี้ทำขึ้นมาเพื่อบรรทุกสินค้าในพื้นที่ที่ต้องการความคล่องตัวสูง และสะดวกในการขนย้ายจากกระบะที่สามารถเปิดได้ทั้ง 3 ด้าน หรือจะต่อยอดเพื่อดัดแปลงในรูปแบบของ FOOD TRUCK ตามกระแสนิยมก็ทำได้อย่างสะดวกสบาย

ออกแบบภายในด้วยความเรียบง่าย ในสไตล์รถ 2 ที่นั่ง วัสดุที่ใช้ตกแต่งห้องโดยสารดูมีความพิถีพิถันมากขึ้น ด้วยคอนโซลพลาสติกปั๊มขึ้นรูป มีเครื่องเสียงระบบซีดี เอมพี 3 และสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศแบบมือหมุน ติดตั้งเบาะนั่งหุ้มหนัง พวงมาลัยเป็นแบบแร็คแอนด์พิเนียนพร้อมแกนพวงมาลัยแบบยุบตัวได้เพื่อความปลอดภัย หัวเกียร์จับถนัดมือ ใกล้กันจะมีที่วางแขนพร้อมช่องเสียบแก้วน้ำ

ทาทา ซูเปอร์เอซ  มินท์ มากับขุมพลังใหม่ ในรูปแบบของเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล ขนาด 1.4 ลิตร ไดคอร์ ยูโร 4 จ่ายเชื้อเพลิงผ่านหัวฉีดไดเรคอินเจคชั่น พร้อมระบบอัดอากาศ เทอร์โบชาร์จและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 70 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด140 นิวตันเมตร ที่รอบต่ำต่อเนื่อง ตั้งแต่ 1,400–2,750 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ

ในด้านความยึดเกาะถนน ระบบช่วงล่างด้านหน้าใช้แบบอิสระ พร้อมแหนบแผ่นซ้อนรูปวงรีที่ด้านหลัง ดีไซน์สำหรับการบรรทุกสัมภาระโดยเฉพาะ ส่วนระบบเบรก ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกพร้อมครีบระบายความร้อน ด้านหลังเป็นดรัมเบรกพร้อมวาล์วปรับแรงดัน

การทดสอบในครั้งนี้ได้จำลองการใช้งานจริงผ่านเส้นทางการจราจรหลากรูปแบบ พื้นที่ของห้องโดยสาร ที่สร้างขึ้นสำหรับการขับขี่แบบ 2 ที่นั่ง ประเด็นนี้ผ่านสบายๆ มีตัวช่วยอย่างพวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียน ไม่ต้องเหนื่อยและประหยัดแรงการควบคุมรถได้เยอะ คลัชค่อนข้างนิ่ม ทั้งนี้น่าจะมาจากการออกแบบเพื่อใช้งานสะดวกในสภาพการจราจรแออัด ส่งผลให้ผู้ขับขี่คลายความเมื่อยล้าได้ค่อนข้างดี แรงลมจากเครื่องปรับอากาศส่งความเย็นกระจายทั่วห้องโดยสารได้รวดเร็ว จนต้องปรับความแรงมาเหลือเพียงเบอร์ 1 และการไม่มีฝากระโปรงหน้าที่ยืดยาว ส่งผลให้ทัศน์วิสัยการขับขี่กว้างไกล ทำให้การเล็งทิศทางทำได้ง่ายและแม่นยำ

เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลขนาด 1.4 ลิตร แม้จะมีแรงม้าเพียง 70 แรงม้า แต่แรงบิดขนาด 140 นิวตันเมตร ในช่วง1,400–2,750 รอบ/นาที ก็สามารถนำพารถคันนี้ไปได้อย่างสบาย บางช่วงถนนโล่งๆ ลองเหยียบคันเร่งไปที่ความเร็วกว่า 100 กม./ชม. เข็มความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการสังเกตบริเวณแผงหน้าปัด เป็นสิ่งบ่งชี้ว่ารถคันนี้มีกำลังล้นเหลือ อย่างไรก็ตามการทดสอบในครั้งนี้มีเพียงนน.บรรทุกจากผู้ขับขี่และผู้โดยสารเพียง 2 ท่าน หากมีการบรรทุกสัมภาระตามการใช้งานจริง ฟิลลิ่งทั้งหมดอาจเปลี่ยนไป แต่ขณะที่ทดลองขับ หัวข้อนี้สอบผ่านครับ

การยึดเกาะถนน ถ้าวิ่งรถเปล่าอาจจะรู้สึกแข็งและโคลงบ้างเล็กน้อย ตามสไตล์ของระบบช่วงล่างแบบแหนบแผ่น แต่เมื่อใดที่มีน้ำหนักบรรมุกมากดทับ การยึดเกาะจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นตามมาแน่นอน จริงๆแล้ว ถ้าเปลี่ยนขนาดยางจาก 165 R14 มาเป็นหน้ายางที่กว้างกว่า หรือจะยกเซ็ททั้งล้อและยางให้เป็นขอบ 15 นิ้ว สมรรถนะด้านการยึดเกาะจะโดดเด่นขึ้นมาทันที

จุดขายสำคัญคือเรื่องของพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายที่ใหญ่สุดในเซกเมนต์ เพราะฉะนั้นการขนส่งสินค้าหรือดัดแปลงให้เป็น FOOD TRUCK รวมถึงรถบริการเคลื่อนที่ จะมีพื้นที่กว้างขวางกว่าคู่แข่ง และในส่วนของกระบะที่เปิดได้ถึง 3 ด้าน จะได้เปรียบเวลาขนย้ายสิ่งของแน่นอน

Testdrive: Ford Focus Eco Boost Turbo VS Honda Civic Vtec turbo คู่แข่งตัวแรง ในพิกัด 1.5 ลิตร เทอร์โบ

0
ถึงวาระที่จะได้ปฏิบัติการพิสูจน์ความแรงกับรถธงจาก 2 ค่ายผู้ผลิต ระหว่าง New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sportกับ ALL NEW HONDA CIVIC 1.5 Vtec Turbo พิกัดความแรงจากเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ของรถคันไหนมีสมรรถนะที่โดนใจคุณ คำตอบทั้งหมดพร้อมเสริ์ฟให้ทุกท่านได้รับชมครับ
 …

มาเริ่มที่ขนาดของรถธงฝั่งฮอนด้ากันก่อนครับ ALL NEW HONDA CIVIC 1.5 Vtec Turbo มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่รุ่นคือรุ่น Vtec Turbo และ Vtec Turbo RS ในรูปแบบของรถพรีเมี่ยมซีดาน ขนาดความยาว 4,630 มม. กว้าง 1,799 มม. และสูง 1,416 มม.

สำหรับรถธงจากค่ายฟอร์ด New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport  มาในรูปแบบของรถแฮทแบค 5 ประตู ขนาดความยาว 4,358 มม. กว้าง 1,823 มม. และสูง 1,469 มม.

Honda Civic Turbo จัดวางโครงสร้างโดยเน้นการออกแบบให้มีความสปอร์ตล้ำสมัย ด้วยรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวและหรูหราจากเส้นสายด้านข้างตัวรถคมชัด ดุดันด้วยกระจังหน้าวางตัวเป็นแนวยาวเต็มกรอบ เชื่อมต่อกับไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างในเวลากลางวันแบบ LED

Ford Focus Ecoboost เน้นการออกแบบที่ปราณีต กระโปรงหน้าดีไซน์ใหม่เชื่อมต่อไปหน้ากระจังแบบสี่เหลี่ยมคางหมูลวดลายรังผึ้งอันเป็นเอกลักษณ์ ไฟหน้ายาวกว่ารุ่นเดิมและเรียวขึ้น ติดตั้งไฟกลางวันรวมไว้ในโคมเดียวพร้อมไฟตัดหมอกที่มุมกันชนทั้ง 2 ฝั่ง

ด้านท้ายของ Honda Civic Turbo ได้รับการออกแบบให้โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยไฟท้ายรูปทรงตัว C แบบ LED ในรุ่น RS ติดตั้งสปอยเลอร์หลังบนฝากระโปรงพร้อมพร้อมโลโก้สีแดง ระบบคายไอเสียเป็นแบบท่อไอเสียคู่ที่ใช้งานได้จริงทั้งฝั่งซ้ายและขวา ล้ออัลลอยใช้ขนาด 17 นิ้ว หุ้มยางขนาด 215/50

ในส่วนของ Ford Focus Ecoboost ฝากระโปรงท้ายและไฟท้ายก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ทำให้ดีไซน์ดูแปลกตาไปกว่าเดิม ทั้งยังเติมแต่งความสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์หลังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ มาพร้อมล้ออัลลอยหุ้มยางขนาด 215/50R17

ห้องโดยสารของ Honda Civic Turbo เลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง ออกแบบเส้นสายในสไตล์สปอร์ตพรีเมี่ยม พื้นที่ภายในกว้างขวางสะดวกสบายใกล้เคียงกับรถยนต์ในระดับ D-Segment เน้นภายในสีดำและใช้วัสดุหุ้มเบาะนั่งเป็นหนังแท้ เบาะนั่งผู้ขับขี่สามารถปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง ส่วนผู้โดยสารตอนหน้าปรับได้ 4 ทิศทาง

Ford Focus Ecoboost ออกแบบห้องโดยสารให้ดูเรียบง่าย ติดตั้งวัสดุซับเสียงคุณภาพสูงเพื่อความเงียบ กระจกไฟฟ้าทุกบานเป็นแบบอัตโนมัติ ภายในตกแต่งด้วยสี Piano Black ทั้งแผงข้างและเบาะนั่งหุ้มหนังแท้ ในส่วนเบาะหลังปรับพับได้เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระ

ชุดแดชบอร์ดของ Honda Civic Turbo ดูทันสมัยด้วยระบบดิจิตอลในรูปแบบของมาตรวัดและจอแสดงข้อมูลแบบ TFT  พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นมีทั้งปุ่มควบคุมเครื่องเสียงซึ่งพิเศษด้วยการปรับระดับเสียงแบบ SWIPE ปรับลดเสียงได้ด้วยการสัมผัส ติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ในรุ่น RS มีแพดเดิลชิฟท์ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์

ในขณะที่ Ford Focus Ecoboost ติดตั้งระบบพวงมาลัยแบบมัลติฟังค์ชั่นที่มาพร้อมสวิตช์ควบคุมและสั่งการระบบต่างๆ อาทิ แพดเดิลชิพท์ และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ แต่ชุดแดชบอร์ดยังคงใช้แบบอนาลอค ในรูปแบบของมาตรวัดความเร็วแบบทรงกลม 2 ช่อง

Honda Civic Turbo ติดตั้งเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายด้วยการควบคุมเพียงปลายนิ้วสัมผัส อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch ควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิง พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) และช่องเชื่อมต่อ USB ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay

จุดเด่นของ Ford Focus Ecoboost อยู่ที่ระบบสั่งงานด้วยเสียงเวอร์ชั่นล่าสุด SYNC 3 พร้อมการเชื่อมต่อ Bluetooth และ Wi-fi รองรับแอพพลิเคชั่น Apple Car Play และ Siri Eyes Free สำหรับไอโฟน รวมถึง แอนดรอยด์ ออโต้ เพื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนระบบเอนดรอยด์ แสดงผลการทำงานผ่านจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว

ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องสมรรถนะ มาดูฟังค์ชั่นเด็ดที่ติดตั้งในรถ 2 คันนี้กันก่อนครับ เริ่มที่  Honda Civic Turbo ทั้งสองรุ่น ติดตั้งระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศจากกุญแจรีโมท หรือ Engine Remote Start เป็นฟังค์ชั่นใหม่ที่สั่งการได้จากระยะไกล เพื่อใช้สำหรับอุ่นเครื่องและปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารให้เย็นสบายล่วงหน้าก่อนออกเดินทางในขณะที่ประตูรถยังคงล็อกอยู่เช่นเดิม และรถจะไม่สามารถออกตัวได้จนกว่าผู้ขับจะเข้าไปสตาร์ทรถตามปกติ

Ford Focus Ecoboost ไม่มีระบบสตาร์ทเครื่องด้วยกุญแจรีโมท แต่ทดแทนด้วยระบบ Mykey ช่วยให้กำหนดค่าต่างๆ เช่นความเร็วสูงสุด และ ระดับความดังของเครื่องเสียง เพื่อหยุดความซ่าส์ของนักซิ่งภายในบ้าน พ่วงด้วยฟังค์ชั่นกุญแจอัจฉริยะที่ไม่ต้องเสียเวลาควานหาในกระเป๋า เพียงแค่กุญแจอยู่ในตัวก็สามารถเปิดรถเข้าออกได้ รวมถึงเหยียบเบรคพร้อมกดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที

ระบบเพื่อความปลอดภัยของ Honda Civic Turbo นอกจากเบรกมือไฟฟ้า Electric Parking Brake ระบบ Auto Brake Hold และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ สำหรับรุ่น Turbo RS มีฟังค์ชั่น HONDA LANE WATCH ที่บันทึกจากกล้องขนาดจิ๋วบริเวณกระจกมองข้างด้านซ้ายทุกครั้งเมื่อยกก้านไฟเลี้ยวซ้าย รวมถึงแสดงภาพเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลังเพื่อความปลอดภัยในการถอยจอด

Ford Focus Ecoboost จัดเต็มให้กับเทคโนโลยีในรูปแบบ Active Park Assist ได้แก่ ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะแบบ ถอยเข้าซอง และระบบช่วยจอดอัจฉริยะแบบเทียบข้าง ซึ่งผู้ขับขี่ไม่ต้องบังคับหรือควบคุมพวงมาลัย เพียงแค่กดสวิทช์ เข้าเกียร์และหยุดรถ ระบบจะทำการค้นหาช่องจอดให้อัตโนมัติพร้อมกับควบคุมพวงมาลัยเพื่อให้รถเข้าในพื้นที่จอดได้อย่างแม่นยำ รวมถึงมีระบบช่วยเบรกในความเร็วต่ำ Active City Stop ทำงานที่ความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งจะช่วยลดแรงบิดของเครื่องยนต์และทำการเบรกอัตโนมัติเพื่อชะลอการชนในกรณีที่รถเข้าใกล้รถคันหน้าเร็วเกินไป

ทีนี้ก็มาถึงในด้านของขุมพลัง Honda Civic Turbo ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO ใหม่ พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ ซึ่งทั้งเครื่องยนต์และระบบเกียร์ดังกล่าวได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 – 5,500 รอบต่อนาที ซึ่งให้กำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร แต่มีอัตราการประหยัดน้ำมันเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร พร้อมติดตั้งระบบรองรับด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังมัลติลิ้งค์มาพร้อมเหล็กกันโคลงเช่นกัน

Ford Focus Ecoboost ใช้เครี่องยนต์ Ecoboost Turbo ปรับปรุงระบบเทอร์โบชาร์จ หัวฉีดแบบไดเรคอินเจคชั่น และแคมชาฟท์แบบอิสระคู่ รวมถึงเสื้อสูบอลูมิเนียมช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มสมรรถนะ ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลัง 180 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที และ แรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตรที่ 1,600-5,000 รอบต่อนาที เปลี่ยนระบบส่งกำลังจาก Dual Cluth เป็นอัตโนมัติ Torque Converter แบบ 6 จังหวะ เน้นไปที่พละกำลังซึ่งเทียบเท่าได้กับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร มากับสมรรถนะด้านการยึดเกาะด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบอิสระคอนโทรลเบรด มัลติลิงค์และคอยล์สปริง

เปรียบเทียบทุกมุมมอง ทีนี้ก็มาถึงการทดลองขับ งานนี้หวดกันแบบไม่ยั้ง อยากรู้ว่าเทอร์โบในรถบ้านขนาดพิกัดเครื่องยนต์1.5 ลิตร จะมีดีขนาดไหนมาดูบททดสอบเพื่อนำไปเป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์เลยดีกว่าครับ

ในด้านของสมรรถนะ รถทั้ง 2 คันมีพิกัดเครื่องยนต์ที่เท่ากันคือ 1.5 ลิตร แต่ Focus เป็นต่อในด้านแรงม้าและแรงบิดอยู่เล็กน้อย คือ 180 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที และ แรงบิดสูงสุดที่ 240 นิวตันเมตรที่ 1,600-5,000 รอบต่อนาที ส่วน All-New Civic อยู่ที่ 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 – 5,500 รอบต่อนาที ทั้ง 2 คัน ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาประมาณ 9 วินาที

 

Ford Focus Ecoboost ขับสนุก

สาเหตุหลักที่ทำไมถึงเป็น Ford ต้องบอกว่าทั้งหมดต้องยกความดีความชอบให้กับระบบเกียร์ Torque Converter 6จังหวะ ตอบสนองต่ออัตราเร่งได้อย่างห้าวหาญ พร้อมสนุกสนานไปกับเล่นเกียร์แบบแพดเดิลชิพท์ซึ่งติดตั้งมาเพื่อแก้ไขในส่วนของการรอรอบ ถ้าใช้งานโหมด Sport เมื่อไหร่ รอบเครื่องยนต์จะรอการกระแทกคันเร่งให้รถพุ่งทะยานไปได้อย่างรุนแรงและรวดเร็ว ตรงนี้ยังมีข้อติติงเนื่องจากเสียงเครื่องยนต์ยังคำรามและรอบเครื่องยนต์ค่อนข้างสูง หากมีระบบเกียร์แบบ 7 จังหวะ ผมคิดว่าสิ่งที่ผมสัมผัสได้คงหายไปแน่นอน

ระบบช่วงล่างกลับไม่แมทช์กับความแรงเท่าที่ควร เพราะออกแบบมาเพื่อความนุ่มสบาย ทางแก้ของฟอร์ดจึงได้คิดค้นเทคโนโลยีที่มีชื่อว่าTorque Vectoring Control ทำงานโดยเบรคล้อด้านในอัตโนมัติขณะเข้าโค้ง เพื่อลดอาการ Under Steer ที่มักเกิดขึ้นกับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าทำหน้าที่ควบคู่ไปกับ Traction Control เสมือนนำมาอุดช่องโหว่ของระบบช่วงล่างที่ดูนุ่มนวลไปสักนิดเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะค่อนข้างสูง

การยึดเกาะถนน Honda Civic Turbo สบายใจหายห่วง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า Honda Civic Turbo จะไม่ใช่รถที่ขับสนุก ความคิดเห็นของผมคือระบบเกียร์แบบ CVT ที่ติดตั้งมากับเครื่องยนต์ Vtec Turbo ไม่ได้มีส่วนสนับสนุนให้รถคันนี้ซ่าส์ได้อย่างเมามัน กลับกลายเป็นความนุ่มนวลเข้ามาแทนที่ ด้วยเหตุนี้ทีมผู้ออกแบบจึงนำระบบแพดเดิลชิฟท์มาติดตั้ง เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้เพิ่มความสนุกซึ่งสามารถเลือกปรับและลดเกียร์ได้ตลอดเวลา แรงม้าที่ต่างกับ Focus เพียง 7 ตัว กับแรงบิดอีกเล็กน้อย ไม่ได้เป็นส่วนที่เสียเปรียบชนิดที่เรียกว่าคนละชั้น

“จุดเด่นกลับมาอยู่ที่ระบบช่วงล่าง” ขยายความในส่วนนี้กันสักนิด หลายคนคงรู้ว่านอกจากรุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ ยังมีในรุ่น 1.8 L ที่เป็นรูปลักษณ์เดียวกัน โดยรวมแล้วระบบช่วงล่างของ Honda Civic Turbo ทั้ง 2 รุ่น จะใช้แบบเดียวกันแต่ในรุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ ให้ความพิเศษไปที่โช๊คอัพและสปริงซึ่งได้รับการปรับแต่งเพื่อสนองกับความแรงของเครื่องยนต์ที่มีกำลังสูงขึ้น รวมถึงมีเหล็กแท่งยาวๆทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างโช๊คอัพทั้งด้านซ้ายและขวา หรือรู้จักกันในชื่อ “สตรัทบาร์” ฉะนั้นสมรรถนะของระบบช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่งใหม่จึงให้ความโดดเด่นไปที่ความหนึบ แน่น และไม่นุ่มนวลจนเกินไป

รถคันไหนคือคำตอบของคำว่า “ใช่” ในสไตล์คุณ

Ford Focus Ecoboost

เป็นรถที่ให้การขับขี่ที่สนุกสนาน เครื่องยนต์แรง อัตราเร่งมาไว ระบบเกียร์รองรับการขับขี่ในรูปแบบสปอร์ตได้อย่างตรงประเด็น รอบเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างสูงรอการกระแทกคันเร่งเพื่อพุ่งทะยานไปข้างหน้าแต่มองอีกมุมในด้านของความประหยัดสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงซึ่งแน่นอนว่ามีการบริโภคที่เป็นไปตามรอบเครื่องยนต์

จุดเด่นในด้านตัวช่วยเพื่อความสะดวกสบายในรูปแบบ Active Park Assist แต่ในข้อดีอาจกลายเป็นจุดด้อยเพราะต้องก้าวข้ามความกลัวและเชื่อมั่นในระบบอัตโนมัติหลากรูปแบบ ถ้าถามว่าระบบไหนใช้ประโยชน์ได้จริงจังคงเป็นในส่วนของ Active City Stop หรือระบบช่วยเบรกในความเร็วต่ำ ระบบนี้จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี เพราะหากเผลอ เหม่อลอย ในขณะขับขี่ในการจราจรที่พลุกพล่าน

Honda Civic Turbo

แม้ว่าจะตกเป็นรองในด้านขุมพลังเล็กน้อย อันที่จริงถ้ามีระบบเกียร์ที่ไม่ใช่ CVT อาจจะสูสีกับคู่แข่งอย่างชนิดที่ว่าแยกไม่ออก ตรงส่วนนี้ถ้าทำความเข้าใจว่าพื้นฐานของรถในรูปแบบ “พรีเมี่ยมซีดาน” ที่เน้นไปที่ความสะดวกสบาย หรูหรา จึงเลือกใช้ระบบเกียร์ที่ให้ความนามนวลเป็นหลัก แต่การขับขี่ในด้านสมรรถนะการยึดเกาะค่อนข้างทำมาดีและมั่นใจได้

ระบบช่วยเหลือเพื่อความสะดวกสบายอย่าง  ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศจากกุญแจรีโมท หรือ Engine Remote Start เป็นอะไรที่เหมาะสมกับการใช้งานในบ้านเรา เนื่องจากช่วยลดความร้อนสะสมทั้งยังไม่ต้องทนร้อนในขณะที่รถจอดตากแดดเป็นเวลานาน อีกหนึ่งระบบคือ HONDA LANE WATCH ซึ่งนอกจากช่วยลดุมมมองที่ไม่สามารถมองเห็นทั้งด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม จึงเป็นที่มาของการลดการเกิดอุบัติเหตุตามท้องถนนได้เป็นอย่างดี

ทิ้งท้ายในส่วนนี้ไว้เพื่อช่วยตัดสินใจ สิ่งที่ผมไม่ฟันธงว่าคันไหนมาเป็นเบอร์หนึ่ง เพราะทั้ง New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport และ ALL NEW HONDA CIVIC 1.5 Vtec Turbo ถือว่าเป็นคู่แข่งที่สมศักดิ์ศรี ทีนี้ขอให้การตัดสินใจทั้งหมดไปอยู่ที่ผู้อ่านซึ่งกำลังตัดสินใจเลือกซื้อตามสไตล์ความชอบของตัวเอง

หากยังไม่มั่นใจ ทั้ง ฮอนด้า และ ฟอร์ด ทุกโชว์รูมต่างมีรถให้ทดลองขับ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อไปลองขับกันสักนิด เพราะการลงทุนด้วยเม็ดเงินกว่า 1 ล้านบาท ควรจะได้มาเพื่อสิ่งที่ดีและถูกใจเป็นที่สุด

“Lamborghini Esperienza” กิจกรรมดับซ่าส์ฝูงกระทิงดุ ณ สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

0
คงมีไม่กี่ครั้งนักกับกิจกรรมการทดสอบรถที่ตราตรึงใจ เพราะสิ่งที่ได้ไปสัมผัสนั้นเป็น รถสปอร์ตในฝันที่ใครหลายคนถวิลหา เมื่อโอกาสมาถึง ผมก็ไม่พลาดที่จะน้อมรับเพื่อสัมผัสซุปเปอร์คาร์ในฝันกับกระทิงพันธุ์ดุ Lumborghini Huracan ที่บริษัท นิชคาร์  จำกัด เข้ามาจำหน่าย พร้อมชวนให้ผู้สื่อข่าวได้เข้าร่วมกับกิจกรรม Lamborghini Esperienza

แน่นอนว่ากิจกรรมนี้เป็นการทดสอบรถยนต์ที่ไม่ธรรมดาแถมยังจัดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย ซึ่งมีสาวกกระทิงดุและผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักเข้าร่วมสัมผัสกับรถสปอร์ตในฝันที่ติดตั้งสมรรถนะอันทรงพลังของเครื่องยนต์วี 10 สูบ ในพิกัดทะลุ 600 แรงม้า พร้อมฟังค์ชั่นการขับขี่หลากรูปแบบใน Lumboghini Huracan แบบไม่มีกั๊ก บนพื้นที่ของสนามแข่ง ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

Lamboghini Huracan LP 610-4 และ Huracan LP 580-2

2 พิกัดความแรง…พระเอกประจำงาน

ซุปเปอร์คาร์ที่เป็นพระเอกในงานนี้ถูกนำมาทดสอบสมรรถนะด้วยกันถึง 2 รุ่น ได้แก่ Huracan LP 610-4 และ Huracan LP 580-2 รหัสตัวเลขด้านหลังเป็นเรื่องของแรงม้าและระบบขับเคลื่อน อธิบายง่ายๆ คือ 610-4 ให้กำลัง 610 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่วน 580-2 มีกำลัง 580 แรงม้า และเป็นระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง

รถทั้ง 2 รุ่นมากับสัดส่วนอันน่าพิศมัย ด้วยความยาว  4,459 ม.ม. กว้าง 1,924 มม. สูง 1,165 มม. ออกแบบด้วยโครงสร้างแชสซีไฮบริดรูปแบบใหม่ที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่งด้วยการผสานวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์และอะลูมิเนียมเข้าด้วยกัน หากมองที่รูปลักษณ์ภายนอกและห้องโดยสารแทบไม่มีอะไรแตกต่างจากกันสักเท่าไหร่ Huracan LP 580-2 มีเพียงกันชนหน้าที่ใหญ่กว่า Huracan LP 610-4  จากการดีไซน์ช่องดักลมขนาดใหญ่เพื่อสร้างแรงกด พร้อมรับอากาศเพื่อช่วยในเรื่องแอโร่ไดนามิก มุมมองด้านหลังของทั้ง 2 รุ่นโชว์ท่อคู่ออกสองด้านสไตล์ดุดันพร้อมดิฟฟิวเซอร์แบบโหดดิบ

ล้ออัลลอยใช้ขนาด 19 นิ้ว พิเศษตรงที่ร่วมมือกับยางรถยนต์ชั้นนำยี่ห้อ Pirelli รุ่น Zero ซึ่งออกแบบและผลิตมาเพื่อ Lumboghini โดยเฉพาะ สังเกตได้จาก อักษร “L” บริเวณแก้มยาง

คอกพิทประดุจดังรถแข่งผสมกับเครื่องบินรบ เบาะนั่งทั้ง 2 เป็นแบบบักเกตซีทใช้โครงคาร์บอนไฟเบอร์ น้ำหนักเบา ชุดแดชบอร์ดพร้อมสวิตช์สั่งการระบบต่างๆ ถูกติดตั้งให้ใช้งานสะดวก ซึ่งรวมถึงแป้นแพดเดิลชิฟท์ขนาดใหญ่ที่อยู่หลังพวงมาลัย ที่เด็ดของเทคโนโลยีอยู่ที่โหมดขับขี่ที่ใช้ชื่อเรียกว่า “ANIMA” หรือ”จิตวิญญาณ” ซึ่งสามารถสั่งการได้จากพวงมาลัย แบ่งออกเป็น  3 รูปแบบ ได้แก่ Strada , Sport และ Corsa

ข้อมูลเทคนิคของ Lamborghini Huracan LP 610-4 ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Hydraulic multi-plate cluth ควบคุมอัตโนมัติ  มาพร้อมขุมพลังจากเครื่องยนต์ V10 ขนาดความจุ 5.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 610 แรงม้า ที่ 8,250 รอบ แรงบิดสูงสุด 560 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์คลัตช์คู่ LDF 7 สปีด ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 325 กม./ชม.

ส่วน Lamborghini Huracan LP 580-2 ใช้ระบบขับเคลื่อนสองล้อหลัง ใช้เครื่องยนต์บลอคเดียวกับ Huracan LP 610-4 มาพร้อมน้ำหนักตัวรถเพียง 1,389 กก. เบากว่ารุ่นขับ 4 ล้อถึง 33 กก. ให้กำลังสูงสุด 580 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ แรงบิดสูงสุด 540 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์คลัตช์คู่ LDF 7 สปีด  อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายใน 3.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุด  320 กม./ชม.

Lamborghini Esperienza”

การทดสอบรถยนต์ระดับอินเตอร์โดยผู้ฝึกสอนดีกรีนักแข่งระดับโลก

อย่างที่บอกไว้ในช่วงแรก กิจกรรมการทดลองขับที่ไม่ธรรมดาของการทดสอบ Lamborghini Huracan นอกจากเรียนรู้ถึงตัวรถและอุปกรณ์ต่างๆ ยังรวมไปถึงการขับขี่ในรูปแบบเรซซิ่งโปรแกรม ซึ่งถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ของวิทยากรที่เป็นนักแข่งดังชาวอิตาลี รวมถึงนักแข่งรถชื่อดังชาวไทย

การเรียนรู้ครั้งนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ส่งตรงจากวิทยากรที่มากด้วยความสามารถ เริ่มกันจากท่านั่งขับที่ถูกต้องปลอดภัยเพื่อให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนรายละเอียดต่างๆและเทคโนโลยีที่ติดมากับซุปเปอร์คาร์ทั้ง 2 รุ่น เมื่อเรียนรู้จนกระจ่าง ก็ถึงเวลาลงสนามพิสูจน์ความซ่าส์ของกระทิงดุ

Lamborghini Huracan LP 610-4 และ LP 580-2 จอดตระหง่านรุ่นละ 3 คันบริเวณพิทเลนส์ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คันนำจะเป็นการเปิดเส้นทางการขับขี่โดยวิทยากร ส่วนอีก 2 คันจะเป็นรถที่ผู้เข้าร่วมได้ทดลองโดยขับขี่ทั้งหมดรุ่นละ 3 รอบ เท่ากับว่าการทดลองขับครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมทุกท่านจะได้ขับ Huracan LP 610-4 แบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และ Huracan LP 580-2 ขับเคลื่อน 2 ล้อ รุ่นละ 3 รอบ รวม 6 รอบสนาม

รอบแรกก่อนขับเองจะเป็นการนั่งชมไลน์สนามโดยวิทยากรเป็นผู้ขับขี่ซึ่งนอกจากจะสอนวิธีการควบคุมรถ ยังบอกทริคต่างๆแบบหมดเปลือก ต่อจากนั้นจึงได้เวลาที่ผู้ขับร่วมกิจกรรมเป็นผู้ขับขี่ด้วยตนเอง

กำหลาบฝูงกระทิงในรูปแบบเรซซิ่งโปรแกรม

แรง เร้าใจ ในพิกัดความเร็วทะลุ 200 กม./ชม.

สำหรับการเข้าสู่ห้องโดยสารในฐานะผู้ขับ อาจจะดูลำบากไปสักนิด เพราะค๊อกพิทแบบ 2 ที่นั่งเป็นการออกแบบเฉพาะด้วยเบาะนั่งโอบกระชับ ไม่ต่างจากรถแข่งที่มีโรลบาร์เป็นสิ่งขวางกั้น แต่เมื่อเข้าไปภายในรวมถึงปรับท่านั่งให้เหมาะสมตามหลักสูตรการเรียนการสอนของคอร์สนี้ ทัศนวิสัยที่โล่งสบายและสามารถเล็งทิศทางได้อย่างแม่นยำทุกมุมมอง เป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อย ทั้ง 3 รอบในการขับแต่ละรุ่น ถือเป็นการพิสูจน์โหมดขับขี่ทั้ง 3 รูปแบบซึ่งแตกต่างกันคนละสไตล์

STRADA เป็นโหมดที่ควบคุมรถได้ง่ายตามการใช้งานบนท้องถนน ขุมพลังบิ๊กบลอคแบบ V10 สูบ ที่มีฝูงม้าซ่อนอยู่หลายร้อยตัวส่งเสียงคำรามลั่นสนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต สำหรับผู้ขับขี่ ไม่ต้องห่วงว่าเสียงที่เร้าใจจะทำให้อะดรีนารีนพุ่งเต็มร่างขนาดไหน หนำซ้ำเป็นเครื่องแบบวางกลางที่ติดตั้งอยู่หลังเบาะนั่ง เวลาแผดเสียงมันจะเข้าไปดังก้องอยู่ในโสตประสาท

เมื่อถึงเวลาเข้าโค้งจะชะลอรถด้วยเบรกก็อาจจะหาอารมณ์ดิบๆในสไตล์การขับบนสนามแข่งได้ยากอยู่ การลดตำแหน่งเกียร์เพื่อใช้เอนจิ้นเบรคซึ่งเป็นวิธีการชะลอรถได้อย่างปลอดภัย และแม่นยำ รวมถึงได้เบรกแบบเซรามิคสมรรถนะสูงแบบ 8 พอต มาช่วยหยุดความห้าวหาญของกระทิงดุได้อย่างชะงัก

ถึงคราวที่กระทิงดุสำแดงเดชบริเวณช่วงทางตรงที่ยาวที่สุดของสนามแห่งนี้ ระยะทางประมาณ 1 กม.เศษ ความเร็วบนแผงแดชบอร์ดโชว์อยู่ที่ประมาณ 210 กม./ชม. ความเร็วระดับนี้ถือว่าสูงสุดตั้งแต่ที่ผมเคยขับรถมา

รอบต่อมาถึงเวลาของโหมด SPOT คอมพิวเตอร์จะสั่งการให้เครื่องยนต์ตอบสนองได้ดีกว่าโหมด STRADA ทั้งเกียร์ที่สนองต่อการใช้งานและช่วงล่างที่แข็งขึ้น การบังคับควบคุมพวงมาลัยที่มีระยะฟรีน้อยลง ทำให้มั่นใจยิ่งกว่าเดิม การเข้าโค้งทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากปรับลดเกียร์เพื่อใช้เอนจิ้นเบรค รถอาจจะดึงจนทำให้ตกใจเล็กน้อย สาเหตุจากเครื่องที่วางกลาง การบาลานซ์ของรถจึงทำให้ผู้ขับต้องเรียนรู้ใหม่เพื่อปรับเข้ากับรถให้ได้ เมื่อทุกอย่างเริ่มคุ้นชิน กระทิงดุฝูงนี้ก็เชื่องขึ้นอย่างผิดวิสัย

โหมดนี้เริ่มดำเนินหลังจากที่ขับขี่มาได้สักระยะ จนพอจับอาการของรถได้ว่าเป็นอย่างไร โค้งสุดท้ายก่อนเข้าทางตรงยาว ผมตัดสินใจที่จะใช้ความเร็วในโค้งให้มากขึ้น พอรถเริ่มเข้าสู่ทิศทางที่ต้องการ คันเร่งถูกกระแทกจนจมผนัง ละสายตาจากพื้นถนนมาดูที่ความเร็ว ปาเข้าไปเกือบ 230 กม./ชม. สถิติในรอบแรกถูกทำลายไปอย่างราบคาบ

รอบที่ 3 สัมผัสกับโหมด CORSA ทุกอย่างไม่มีกลไกมาช่วยแต่อย่างใด เกียร์ต้องเปลี่ยนเอง ช่วงล่างแข็งแต่ให้ความยึดเกาะสูง อัตราเร่งมาไวขึ้นจนสัมผัสได้ พวงมาลัยหนักและแน่นขึ้นชัดเจน โหมดนี้ต้องอาศัยทักษะการควบคุมที่สูงมาก เรียกได้ว่าถ้าไม่มีสกิวการขับรถในสนามแข่ง อาจจะทำให้หมุนเป็นลูกข่างเวลาเข้าโค้ง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายกับรถในราคาเฉียด 30 ล้านได้แน่นอน ผมเองก็กล้าๆกลัวๆที่จะลองเพราะตระหนักถึงราคาค่าตัวของเจ้ากระทิงดุที่ได้ทำการปราบพยศอยู่

ปฎิบัติการดับซ่าส์กระทิงดุดำเนินไปในรูปแบบของการทดลองโหมดขับขี่ทั้ง 3 รูปแบบใน Lamborghini Huracan LP 610-4 ขับเคลื่อน 4 ล้อ และ LP 580-2 ขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งให้อารมณ์แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน 6 รอบสนามที่ได้ควบคุมบังเหียรบนระยะทางต่อรอบกว่า 4 กม. พูดได้เลยอารมณ์ของแต่ละโหมดนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เรื่องพละกำลังคงไม่ต้องพูดถึง เพราะความแรงระดับ 580 แรงม้า กับ 610 แรงม้า ที่ทางผู้ผลิตได้เคลมความเร็วสูงสูดไว้กว่า 320 กม./ชม. สำหรับผม 250 กม./ชม. เป็นตัวเลขที่ทำได้สูงสุดและจะเก็บไว้ในความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเคยมีลูกบ้าที่ทำให้ขับขี่ด้วยความเร็วขนาดนี้ แถมยังมีบุญได้ขับในสนามแข่งระดับโลกอีกต่างหาก

ความใจใหญ่ของทีมงานเป็นอะไรที่ได้ใจสื่อมวลชน เนื่องจากเวลายังพอมีเหลือ ทีมงานจึงให้ไปคะนองกับกระทิงต่ออีกคนละ 2 รอบ สำหรับผมนั้นเลือกแบบขับสองในรุ่น Huracan LP 580-2 ถึงแม้ว่าแรงม้าจะน้อยกว่า Huracan LP 610-4 แต่การบังคับควบคุมของรถขับหลัง ส่วนตัวผมว่าคิดว่าควบคุมง่ายกว่าเยอะ หากหลุดไลน์หรือเสียการทรงตัวยังพอจะแก้ไขกลับมาอยู่ในทิศทางที่ต้องการได้อย่างไม่ยากเย็น

2 รอบสุดท้ายที่ได้คะนองไปกับกระทิงดุ หลังจากสร้างความคุ้นเคยกันมาสักพักใหญ่ โหมด SPOT คือระบบที่ได้จัดเต็ม ความโหด ดิบ แต่พอความสนิทสนมเข้ามาแทนที่ ความสนุกสนานในฐานะผู้ขับขี่ก็ดำเนินไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยและไม่อยากให้กิจกรรมนี้ต้องสิ้นสุดลง