Home Blog Page 55

(มีคลิปวีดีโอ) ใช้งานจริง “LEAPMOTOR C10” รถอเนกประสงค์ไฟฟ้าที่กล้าพูดว่าขับดีที่สุดเท่าที่เคยลองมา

0
Leap Motor C10 1

เป็นอีกครั้งที่ได้สัมผัสกับยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นใหม่ ในนาม “Leap Motor C10” หลังจากที่ได้ลองในสนามทดสอบเพียงไม่กี่รอบสนาม แต่ครั้งนี้จัดเต็มและใช้งานจริง ในชีวิตจริง และเป็นสเป็ครถจริงสำหรับจำหน่ายในไทย กลุ่มพระนครยนตรการ หรือ (PNA) ตั้งราคาค่าตัวเพียง 1,089,000 บาท ซึ่งความเนี๊ยบจากช่วงล่าง ที่ทีมออกแบบจากอดีตวิศวกรค่ายตรีศูล Maserati พอมาได้ใช้งานจริง ยิ่งประทับใจ พละกำลังขับเคลื่อน ไม่ได้บ้าพลังแบบรถจีนหลายๆค่าย แต่ 218 แรงม้า กับ แรงบิด 320 นิวตันเมตร ก็จี๊ดจ๊าดไม่ใช่น้อย 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 7.5 วินาที สำหรับแบตเตอรี่ ชาร์จไฟเต็มทำระยะทางการใช้งานได้ 424 กม. ตามาตรฐาน WLTP

ความโดดเด่นของรถไฟฟ้าลูกครึ่ง จีน-ยุโรป ยังมีให้สาธยายอีกพอสมควร เฉพาะระบบความปลอดภัย ADAS ที่ติดตั้งมาให้ถึง 16 ฟีเจอร์ ก็มากโข และเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความทันสมัยนี้เองที่ทำให้เป็นดาบสองคม แต่ก็ยังดีที่สามารถเลือกเปิด และ ปิด ฟีเจอร์เหล่านี้ได้ เกริ่นมาพอสังเขป มาตามติดเรื่องราวของการทดสอบ Leap Motor C10 กันต่อได้จากรายงาน

Leap Motor C10 2

ชื่อเสียงของ Leap Motor คนไทยอาจจะไม่รู้จักสักเท่าไหร่ แต่ความยิ่งใหญ่ของ Stallentis ในฐานะบริษัทแม่ หลายคนอาจคุ้นหู ยักษ์ใหญ่วงการอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นการถือครองแบรนด์รถยนต์สัญชาติ จีน ยุโรป และ สหรัฐอเมริกามากกว่า 10 ยี่ห้อ อาทิ Alfa Fiat Peugeot Citroen RAM Jeep  Maserati และอีกหลายแบรนด์ รวมถึง Leap Motor

Leap Motor C10 3

Leap Motor C10 เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทีมวิศวกรทั้งจีน และ ยุโรป เพื่อให้ได้ยนตรกรรมไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งาน คงความปลอดภัย และ ขับสนุก ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงจากตัวเลขยอดจำหน่ายของชาติต้นทาง ทั้งจีน และ ยุโรปอีกหลายประเทศ

Leap Motor C10 4

รูปลักษณ์ตามสไตล์รถตรวจการณ์ในเวกเมนต์ C-SUV อัตลักษณ์ของ Leap Motor ที่จะส่งจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อความจดจำของสายตารอบด้าน และ สไตล์ เฉพาะตัว หลังคาพาโนรามิคขนาดใหญ่เคลือบกันแสงยูวี กินพื้นที่ร่วม 90% ของหลังคาทั้งหมด รอบๆรถติดตั้งเซนเซอร์ 12 จุด และกล้องประมวลผลทั้งด้านหน้าและหลัง ล้อขนาด 20 นิ้ว ฝาท้ายมีระบบไฟฟ้า แต่ไม่มีแฮนด์ฟรี และ คิ๊ก เซนเซอร์ มีปุ่มเปิดปิดที่ซ่อนบริเวณไฟท้าย แอบเท่อีกนิดกับที่ปัดน้ำฝนหลัง ซ่อนไว้ใต้สปอยเลอร์

Leap Motor C10 5

ห้องโดยสารกว้างมาก เบาะแถวหน้าติดตั้งระบบนวด และพับได้ระนาบเดียวกับแถว 2 เผื่อสำหรับการทำเป็นที่นอน กรณีที่ต้องนอนในรถ และที่สำคัญ วัสดุที่ใช้หุ้มเบาะทำมาจากวัสดุเดียวกับที่ใช้ผลิตจุกนมเด็ก นุ่มนวลทุกสัมผัส

Leap Motor C10 6

Leap Motor C10 7

ปุ่มกดใช้งานหายเกลี้ยง ย้ายเข้าไปไว้ในจอทัชสกรีนที่รวบรวมทุกการใช้งานไว้ในตัว แม้แต่กระทั่งปรับทิศทางระบบปรับอากาศ ซึ่งควรทำความเข้าใจและรู้ก่อนว่าระบบที่จะใช้งาน อยุ่ในส่วนการควบคุมไหน เพราะหากขับไปเซ็ทระบบไป บอกไว้ตรงนี้เลยว่าค่อนข้างอันตราย และถ้าคุณไม่ควบคุมและสั่งการ ระบบ ADAS จะทำหน้าที่ทุกครั้งหากไม่ปิด เช่น ระบบเตือนและดึงกลับกลางช่องทาง ระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบๆรถ และอีกมากมาย ซึ่งจะเปิด หรือ ปิด การใช้งานก้ทำได้ตามสะดวก ยกเว้นในส่วนของระบบตรวจจับม่านตา ซึ่งจะเตือนตลอดเวลา หากสายตาคุณไม่มุ่งมั่นกับถนน หรือขาดสมาธิในการขับขี่ ระบบจะส่งเสียงเตือนเป็นระยะ

Leap Motor C10 6

โหมดการขับชี่มีให้เลือกหลากหลาย ตรงนี้ปรับเซ็ทมาดี เพราะการหน่วงพลังงานกลับไปสะสมยังแบตเตอรี่ ไม่ดึงหนักจนหัวทิ่มเหมือนในอดีตที่รถไฟฟ้าเคยเป็น

การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง 2 ระบบ รวมถึงทำหน้าที่เป็น E SIM ปล่อยสัญญาณอินเตอร์เนทได้จากตัวรถ ซึ่งทำให้แอพพลิเคชั่นเพื่อความบันเทิงหลากหลาย ติดตั้งในรถคันนี้ ทั้ง JOOX TIKTOK Youtube Spotify ลำโพง 12 ตำแหน่งจัดวางรูปแบบโฮมเธีนเตอร์ 7.1 Channel

ขุมพลังมาจากมอเตอรืไฟฟ้าติดตั้งที่ล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 218 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 ใช้เวลา 7.5 วินาที ทำความเร็วสุงสุด 170 กม./ชม. และแบตเตอรี่ติดตั้งไว้ในโครงสร้างตัวถัง ขนาด 69.9 กิโลวัตต์ ชาร์จไฟเต็มสามารถใช้งานได้ 424 กม.ตามาตรฐาน WLTP ชาร์จไฟกระแสตรง DC 84 kW จาก 30 – 80% ภายในเวลา 30 นาที

Leap Motor C10 9

 

ระบบช่วงล่างถือเป้นทีเด็ดที่ส่งตรงจากอดีตทีมออกแบบของ Maserati ด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สัน ด้านหลังเป็นมัลติลิงค์ ซึ่งกวาดรางวัลจากฝั่งยุโรปมาแล้วมากมาย ออกแบบให้มีความยีดหยุ่นและรับการกระแทกได้อย่างมั่นคง รอยต่อถนน คอสะพาน เก็บรายละเอียดดีมาก แถมน้ำหนักที่มายังพวงมาลัย ไม่หนักจนเกินไป ออกแนวกระฉับกระเฉง

Leap Motor C10 9

การ์ด NFC หัวใจสำคัญในการใข้งานรถยนต์ ทำหน้าที่แทนกุญแจ เพียงเอาไปนาบกับเซ็นเซอร์ที่ฝังไว้ที่กระจกมองข้างฝั่งคนขับ ก็จะสามารถเปิด และ ปิด รถคันนี้ หากแต่การขับเคลื่อน ต้องนำการ์ดไปวางไว้ที่ตำแหน่งเดียวกับ Wiress Charger เท่ากับเป็นการเปิดระบบทั้งหมด หรือคือการสตาร์ทรถนั่นเอง

Leap Motor C10 10

อนาคตอันใกล้ การ์ด NFC จะทำงานเพิ่มขึ้นอีกรูปแบบ นั่นคือควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งหลังจากระบบใช้งานได้ หลักใหญ่ใจความของการขับขี่ Leap Motor C10 จะสะดวกสบายยิ่งขึ้น เพราะควบคุมผ่านสมาร์ทโฟนนั่นเอง

Leap Motor C10 11

ประเด็นต่างๆที่ได้นำเสนอเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทดสอบ ฟิลลิ่งการขับขี่ รวมถึงวิธีการใช้งานระบบต่างๆ ของ Leap Motor C10 สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้จากคลิปวีดีโอ

“ลามิน่า” ผนึกกำลัง โจนส์สลัด เปิดตัวแคมเปญ “ลามิน่า แชะโดนๆ ไปกับ โจนส์สลัด” เอาใจสายคลีน คนรักสุขภาพ

0
ลามิน่า 1

บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า” จับมือ โจนส์สลัด (Jones’ Salad) ร้านจำหน่ายเมนูอาหารสุขภาพ เปิดตัวแคมเปญ “ลามิน่า แชะโดนๆ ไปกับ โจนส์สลัด” เอาใจคนไทยสายรักสุขภาพ ชวนคนไทยใส่ใจสุขภาพ ด้วยแนวคิด “สุขภาพดี เริ่มได้จากฟิล์มที่ใช่ และอาหารที่เลือก” ได้ทุกที่ทุกเวลาจากสภาพอากาศที่ร้อนระอุ การเลือกติดตั้งฟิล์มกรองแสงคุณภาพดี และป้องกันความร้อนจากแสงแดดสูงอย่าง “ลามิน่าฟิล์ม” จึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ อีกทั้งท่ามกลางการใช้ชีวิตที่รีบเร่งของคนทำงานยุคใหม่ การใส่ใจดูแลสุขภาพ กลายเป็นเทรนด์ที่มาแรงในปัจจุบัน เมนูอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพได้รับความนิยมสูงขึ้น จึงเป็นที่มาของแคมเปญพิเศษระหว่าง “ลามิน่าฟิล์ม” และ “โจนส์สลัด” ในวันนี้

ลามิน่า 2

โดยลามิน่าฟิล์ม และโจนส์สลัด เล็งเห็นความสำคัญของการเลือกติดฟิล์มกรองแสงคุณภาพดี เพื่อช่วยปกป้องสุขภาพจากอันตรายของความร้อนจากแสงแดดและรังสี UV รวมถึงการเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ก็ช่วยเสริมสร้างสุขภาพกายและใจให้ดีควบคู่กัน จึงได้จัดกิจกรรม “ลามิน่า แชะโดนๆ ไปกับ โจนส์สลัด” ชวนลูกค้าที่ติดตั้งฟิล์มลามิน่า รับเครื่องดื่มฟรี! ที่ร้านโจนส์สลัด (Jones’ Salad)

ลามิน่า 3

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ง่ายๆ แค่ ถ่ายภาพสติ๊กเกอร์ ลามิน่า (Lamina) บนกระจกท้ายรถ แล้วโพสต์เป็นสาธารณะใต้โพสต์ “Lamina แชะโดนๆ ไปกับ Jones’ Salad” พร้อมคอมเมนต์อวดรุ่นฟิล์มที่ท่านติดตั้ง บนเฟซบุ๊ก Laminafilms และติดแฮชแท็ก #Lamina #JonesSalad #LaminaXJonesSalad เพียงเท่านี้ท่านจะได้รับโค้ดเครื่องดื่มฟรี! ท่านละ 1 แก้ว/ท่าน/สิทธิ์ จาก Jones’ Salad จำนวน 550 แก้ว ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2568 (หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด)

ลามิน่า 4

พิเศษสุดกับ 4 เมนูสุดสดชื่นจากโจนส์สลัดที่จัดเตรียมไว้ ประกอบด้วย Jones’ Salad Cloud on the Farm ราคา 199 บาท (จำนวน 300 แก้ว) Jones’ Salad Mighty Blue ราคา 169 บาท (จำนวน 100 แก้ว) Jones’ Salad Pun ราคา 159 บาท (จำนวน 50 แก้ว) และ Jones’ Salad Watermelon Splash ราคา 99 บาท (จำนวน 100 แก้ว) โค้ดที่ได้รับสามารถใช้ได้ถึง 30 กันยายน 2568 ที่ร้าน Jones’ Salad ทุกสาขา (ยกเว้นสาขาศิริราช และระบบ Delivery)

ลามิน่า 6

โบนัสสุดพิเศษฉลองเดือนเกิดลามิน่าฟิล์มครบ 30 ปี สำหรับทุกท่านที่ร่วมกิจกรรม Lamina แชะโดนๆ ไปกับ Jones’ Salad มีสิทธิ์รับบัตรเติมน้ำมันพีที 500 บาท รวม 30 ท่าน ฟรี! จากการคัดเลือกภาพถ่าย “สติ๊กเกอร์ติดท้ายรถลามิน่า” สวยโดนใจกรรมการ มีความสร้างสรรค์ในการถ่ายภาพ และสื่อถึงแบรนด์ลามิน่าฟิล์มได้อย่างชัดเจน โดยประกาศผลผู้ได้รับโบนัสพิเศษวันที่ 3 กันยายน 2568 ทางเฟซบุ๊ก Laminafilms (เงื่อนไขการคัดเลือกเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด)

“GWM” โชว์วิสัยทัศน์แสดงจุดยืนผู้นำ NEV ในอาเซียน บนเวที International NEV Summit 2025ประกาศพลิกเกมขับเคลื่อนสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี Hi-4

0
GWM 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios)
ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ได้เข้าร่วมแสดงศักยภาพและวิสัยทัศน์ในฐานะหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ระดับภูมิภาคในงาน International NEV Summit 2025 ครั้งที่ 3 โดย นายชาญศักดิ์ หลายเจริญโชคชัย ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ GWM (Thailand) ได้บรรยายพิเศษในประเด็น “เจาะลึกเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนของรถยนต์พลังงานใหม่และแนวโน้มในอาเซียน” (Insight into NEV Powertrain Technology and Trends in ASEAN) โดยเปิดมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบส่งกำลัง (Powertrain) และแนวโน้มยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในอาเซียน ร่วมวิเคราะห์ทิศทางของอุตสาหกรรม โอกาส ความท้าทาย และพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทย รวมถึงภูมิภาคอาเซียนพร้อมชูเทคโนโลยีระบบส่งกำลังอัจฉริยะ Hi-4 ที่มอบประสิทธิภาพการขับขี่ระดับสูงและพลิกโฉมประสบการณ์การขับขี่ โดยผสานระหว่างสมรรถนะและความประหยัดพลังงานอย่างชาญฉลาด ตอบโจทย์ตลาดในภูมิภาคอาเซียนที่ต้องการทั้งความแรง ประหยัด และคุ้มค่า โดยงาน International NEV Summit 2025 ครั้งที่ 3 ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 26 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องบอลรูม โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ

ในงานนี้เป็นการประชุมที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาร่วมอภิปรายในหลายประเด็นทั้งนโยบายเชิงพาณิชย์ เทคโนโลยี และการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนบทบาทของยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) และโอกาสในการดำเนินธุรกิจในกลุ่มของรถยนต์พลังงานใหม่ที่เกี่ยวข้องทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายชาญศักดิ์ หลายเจริญโชคชัย ​​ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ GWM (Thailand) วิเคราะห์ข้อมูลตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ทั้งในไทยและในภูมิภาคอาเซียนว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคอาเซียนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีทั้งแรงผลักจากนโยบายโลกร้อน แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ การพัฒนาด้วยเทคโนโลยีและระบบขับเคลื่อน และความคุ้มค่าด้านต้นทุนพลังงาน รวมถึงบทเรียนสำคัญจากประเทศจีน โดยเฉพาะนโยบาย ที่ใช้ทั้ง  New Energy Vehicle Credit (NEV) และ Passenger Vehicle Corporate Average Fuel Consumption Credit (CAFC) ในการกระตุ้นการผลิตรถยนต์ BEV, PHEV และ FCEV อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้จีนกลายเป็นผู้นำในด้าน NEV และเป็นต้นแบบที่อาเซียนสามารถเรียนรู้และปรับใช้ได้ และคาดว่าภายในปี 2573 สัดส่วนของ BEV และ PHEV ในตลาดจีนจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดย GWM มุ่งมั่นที่จะนำเสนอโซลูชันที่ไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค แต่ยังช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะยาว จากข้อมูลล่าสุดในปี 2567 ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในกลุ่มประเทศอาเซียน-5 ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 14% เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ประมาณ 5% โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็น รถยนต์ไฮบริด (HEV) 6.5%, รถยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริด (PHEV) 0.5%, และรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (BEV) 7% พบว่า รถยนต์ไฮบริด (HEV) ยังครองสัดส่วนในตลาดหลักอย่างไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (BEV) กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในเวียดนาม ไทย และฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวียดนามที่สัดส่วนของรถ BEV มากกว่า HEV ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายการสนับสนุนของรัฐบาลในการพัฒนาและผลิตแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ ทั้งนี้ GWM คาดการณ์ว่า ภายในปี 2569 ตลาดอาเซียนจะมีส่วนแบ่งการตลาดของยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เพิ่มขึ้นเป็น 21% หรือประมาณ 1 ใน 4 ของตลาดรถยนต์ทั้งหมดในภูมิภาคนี้ โดยรถยนต์ไฮบริดจะมีสัดส่วนมากที่สุดประมาณ 10% ตามมาด้วยรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ 9% และรถยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริด 2% สำหรับในประเทศไทย GWM เล็งเห็นว่ารถยนต์พลังงานใหม่จะเติบโตจาก 35% ในปี 2567 ไปอยู่ที่ 45% ของตลาดรถยนต์รวม ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนของภูมิภาคอาเซียน โดยแบ่งเป็น รถยนต์ไฮบริด 23% รถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ 18% และรถยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริด 4%”

GWM 2

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญจาก GWM ในการแสดงวิสัยทัศน์ครั้งนี้ คือการนำเสนอเทคโนโลยี Hi-4 (Hybrid Intelligent 4WD) ที่ได้รับการวิจัยพัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกเพื่อปฏิวัติมาตรฐานการขับเคลื่อนยุคใหม่ โดย GWM ได้ออกแบบให้ระบบสามารถถ่ายทอดแรงบิดสู่ล้อหน้าและหลังอย่างสมดุล เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ในแต่ละสถานการณ์ พร้อมระบบ ITVC (Intelligent Torque Vectoring Control) ที่สามารถปรับแรงบิดของล้อแต่ละข้างได้ภายในเวลาเพียง 0.01 วินาที เพิ่มทั้งความปลอดภัยและสมรรถนะในการขับขี่ทุกสถานการณ์ รองรับการขับขี่ถึง 9 โหมด ครอบคลุมทั้ง EV Mode, Series Range-Extending Mode, Parallel 4WD Mode และโหมดการฟื้นพลังงานจากเพลาหน้า-หลัง โดยใช้พลังงานจากเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งคู่หน้าและหลัง ให้กำลังรวมสูงสุด และการตอบสนองที่นุ่มนวลแม้ในเส้นทางที่ท้าทาย พร้อมยกระดับการขับเคลื่อนแบบ 4WD ด้วยต้นทุนพลังงานเท่ากับรถ 2WD อย่างแท้จริง

GWM 5

GWM Hi4 Technology System หรือกลยุทธ์การออกแบบระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบไฮบริดที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์การใช้งาน ครอบคลุมตั้งแต่รถครอบครัวในชีวิตประจำวัน รถ SUV ขนาดใหญ่ รถออฟโรดอัจฉริยะ ไปจนถึงรถลุยสายโหดพร้อมระบบขับเคลื่อนขั้นสูงสุด โดย Hi4 Technology แบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามระดับสมรรถนะ และรูปแบบการใช้งาน ดังนี้

  • Hi4 ระบบไฮบริดขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะแบบไฟฟ้า ใช้เครื่องยนต์ไฮบริด มอเตอร์คู่ และโครงสร้างไฮบริดแบบ DHT หลายเกียร์ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบแยกอิสระ (Decoupled Four-Wheel Drive) และระบบล็อกเฟืองขับ (Electric differential lock) โดยมีโหมดการขับเคลื่อน 3 รูปแบบ ได้แก่ โหมดขยายระยะทาง (Range Extension), โหมดขับเคลื่อนแบบขนาน (Parallel), และโหมดขับเคลื่อนโดยตรง (Direct Drive) ซึ่งสามารถสลับใช้งานได้อย่างชาญฉลาด จึงเหมาะกับทุกสภาพการขับขี่ มอบทั้งความปลอดภัย อัตราสิ้นเปลืองที่ต่ำ อัตราเร่งที่ทรงพลัง สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และโซลูชันอัจฉริยะในทุกมิติ เหมาะสำหรับรถครอบครัวยุคใหม่ ใช้ในรุ่น GWM HAVAL H7, GWM Haval Xiaolong MAX และ GWM HAVAL Menglong และ GWM WEY 80
  • Hi4-Z ระบบไฮบริดที่ออกแบบเพื่อรองรับการขับขี่แบบออฟโรด เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการขับขี่ที่ให้ระยะทางการใช้งานที่ยาวนานเป็นพิเศษ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ไฮบริดพละกำลังสูง มอเตอร์คู่ด้านหน้าและด้านหลังกําลังสูงที่วางในแนวตรง ปรับความเร็วได้ 3 ระดับ (Longitudinal 3-speed dual-motor) แบตเตอรี่เฉพาะออฟโรดความจุขนาดใหญ่ และโครงสร้างตัวถังบนเฟรม (Body on Frame) ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการระบบขับเคลื่อนที่ให้พลังต่อเนื่องยาวนาน การตอบสนองที่รวดเร็ว สมรรถนะในการเร่งที่ยอดเยี่ยม รองรับทุกการเดินทางได้อย่างมั่นใจในทุกสภาพเส้นทาง และระยะทางในการขับขี่ที่ไกลเพียงพอสำหรับการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ใช้ในรุ่น GWM TANK 500 Hi4-Z
  • Hi4-T ระบบไฮบริดขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับการขับขี่ออฟโรดแบบฮาร์ดคอร์ แบบ Mechanical 4WD พร้อมล็อกเฟืองขับ 3 จุด (หน้า กลาง และ หลัง) มีให้เลือกทั้งขุมพลัง0T และ 3.0T มอเตอร์ด้านหน้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9HAT พัฒนาขึ้นสำหรับยานยนต์พลังงานใหม่สายออฟโรด บนพื้นฐานของแพลตฟอร์ม TANK โดยเน้นจุดเด่นด้าน พลังขับเคลื่อนที่แรงต่อเนื่อง การจัดการพลังงานอัจฉริยะที่แม่นยำ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่เชื่อถือได้ สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลกว่า 100 กิโลเมตร พร้อมโหมดการขับขี่แบบออฟโรดมากถึง 16 รูปแบบ รองรับทุกสภาพภูมิประเทศ ใช้ในรุ่น GWM TANK 300 Hi4-T, GWM TANK 500 Hi4-T, GWM TANK 400 Hi4-T และ GWM TANK 700 Hi4-T
  • GWM 6

การเข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของ GWM ในการยกระดับนวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ให้ก้าวไกลสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “GWM Go With More” ที่ไม่หยุดอยู่แค่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่เดินหน้าสร้างคุณค่าที่มากกว่า ทั้งในด้านสมรรถนะ ความปลอดภัย และความยั่งยืนในระยะยาว GWM เชื่อว่าเทคโนโลยี Hi-4 คืออีกก้าวสำคัญที่จะพลิกโฉมประสบการณ์การขับขี่ยานยนต์พลังงานใหม่ให้เหนือกว่าที่เคย และนิยามอนาคตแห่งการเดินทางยุคใหม่อย่างแท้จริง

 

 

“ซูซูกิ” รุกขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการ 2S เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าทั่วไทยครอบคลุมทุกพื้นที่ 93 แห่ง เตรียมพร้อมเปิดตัวรถยนต์ใหม่ในปีนี้

0
ซูซูกิ 1

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอกย้ำพันธกิจในการมอบประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าทุกคน ผ่านการยกระดับการให้บริการหลังการขาย ด้วยการขยายเครือข่ายศูนย์บริการมาตรฐานซูซูกิ 2S (Service & Spare Parts) อย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการที่ได้มาตรฐานเดียวกัน พร้อมสร้างความพึงพอใจและความเชื่อมั่นในการดูแลรถยนต์ซูซูกิได้อย่างยั่งยืน โดยแนวคิดของการจัดตั้งศูนย์บริการ 2S คือ ในปัจจุบันการสั่งซื้อรถยนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น การมุ่งเน้นการให้บริการหลังการขายในเชิงคุณภาพแก่ลูกค้าที่อยู่นอกพื้นที่ศูนย์บริการหลัก (3S: Sales, Service & Spare Parts) เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานและลดความกังวลของลูกค้าในพื้นที่ห่างไกล ตั้งเป้าหมายภายในปีนี้จะมีเครือข่ายศูนย์บริการมาตรฐาน 95 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรองรับแผนการเปิดตัวจำหน่ายรถยนต์รุ่นใหม่ในเดือนกันยายน ที่จะถึงนี้

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ สนับสนุนให้ผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิรายเดิมเพิ่มศักยภาพการให้บริการหลังการขายผ่าน “ศูนย์บริการ 2S” (Service & Spare Parts) ในพื้นที่ที่ยังไม่มีโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้ารับบริการของลูกค้าในแต่ละภูมิภาค ให้สามารถเข้าถึงบริการมาตรฐานได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น ศูนย์บริการ 2S จะให้บริการงานซ่อมบำรุงทั่วไป งานบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะ ซึ่งจะดำเนินการโดยช่างผู้ชำนาญการที่ผ่านการอบรมจากบริษัทฯ พร้อมด้วยเครื่องมือมาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและคุณภาพในการใช้งานรถของลูกค้า เช่น การตรวจเช็กและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ตรวจเช็กระบบเบรก ผ้าเบรก และน้ำมันเบรก ตรวจเช็กและเปลี่ยนกรองอากาศ/กรองแอร์ ตรวจสอบระบบช่วงล่าง ยางรถ ระบบไฟ และแบตเตอรี่ เปลี่ยนหลอดไฟ/ใบปัดน้ำฝน/แบตเตอรี่ เป็นต้น นอกเหนือจากนั้น ศูนย์บริการ 2S มีการจัดจำหน่ายและติดตั้งอะไหล่แท้ของซูซูกิ (Genuine Suzuki Spare Parts Supply) ที่ผลิตตามมาตรฐานเดียวกับชิ้นส่วนที่ใช้ในสายการผลิตจากโรงงาน ซึ่งมีคุณภาพและความทนทานสูงผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ มีระบบสำรองอะไหล่และกระจายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการอย่างรวดเร็ว

ซูซูกิ 2

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการ  บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ซูซูกิยังคงกำหนดให้ศูนย์บริการแบบ 3S (Sales, Service, Spare Parts) เป็นศูนย์หลักของผู้จำหน่ายในการให้บริการอย่างครบวงจร โดยล่าสุด ได้เปิดโชว์รูมมาตรฐาน 3S ให้บริการเพิ่มอีก 1 แห่งคือบริษัท ซูซูกิ ออโต้ เชียงใหม่ จำกัด สาขาดอนจั่น จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบริหารงานโดยคุณประวิตร พันธ์สายเชื้อ ตำแหน่งกรรมการบริหาร ขณะเดียวกัน ศูนย์บริการ 2S จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขยายขีดความสามารถของเครือข่ายบริการ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น โดยให้การสนับสนุนผู้จำหน่ายในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารการจัดการ การฝึกอบรมบุคลากร ระบบเทคโนโลยี รวมถึงการสื่อสารภาพลักษณ์ที่เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วประเทศ เช่น ป้ายสัญลักษณ์ SUZUKI การออกแบบและจัดหาอุปกรณ์ตกแต่งภายใน เพื่อให้ศูนย์บริการ 2S สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ความพึงพอใจของลูกค้าได้อย่างสูงสุด

ซูซูกิ 3

ปัจจุบัน ศูนย์บริการ 2S เปิดให้บริการแล้วในจังหวัดพัทลุง มหาสารคาม และปราจีนบุรี รวมถึงจังหวัดแพร่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพร้อมเปิดบริการในเดือนสิงหาคม 2568  มีรายละเอียดดังนี้

ชื่อบริษัทผู้จำหน่ายพื้นที่จังหวัดที่ให้บริการบริหารงานโดยตำแหน่ง
บริษัท เอ.ซี.ออโตโมบิล (2002) จำกัดพัทลุงคุณยุวดี ชคทิศกรรมการบริหาร
บริษัท อาร์เฮงวัฒนา จำกัดมหาสารคามคุณชยธร อุเทนพัฒนันท์กรรมการบริหาร
บริษัท เอส ซี เอ็น ออโต กรุ๊ป จำกัดปราจีนบุรีคุณนิรันดร์ ตั้งกงพานิชกรรมการบริหาร
บริษัท แพร่ยนตรการ เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัดแพร่คุณแมน นิตยเมฆินทร์กรรมการบริหาร

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า ซูซูกิมีแผนที่จะเพิ่มศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานซึ่งปัจจุบันมี 44 แห่ง รวมถึงขยายจำนวนศูนย์บริการ 2S (Service & Spare Parts) เพื่อให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศอย่างต่อเนื่องในอนาคต นอกเหนือจากนี้ ซูซูกิได้สนับสนุนให้ผู้จำหน่ายขยายบริการ “Mobile Service” หรือบริการดูแลรถยนต์นอกสถานที่ ช่วยให้ลูกค้าได้รับการดูแลรถโดยไม่ต้องเดินทางไปยังศูนย์บริการ โดยทีมช่างผู้ชำนาญการพร้อมให้บริการพื้นฐานที่จำเป็น อาทิ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ตรวจเช็กระบบเบื้องต้น เช่น ระบบเบรก แบตเตอรี่ หรือยาง และบริการบำรุงรักษาตามรอบระยะ เป็นต้น

ซูซูกิยังคงเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการอย่างเป็นระบบ เพื่อมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิที่ดีที่สุด สอดคล้องกับการพัฒนาแนวทางการบริการแบบ S-Solution โดยมุ่งหวังที่จะยกระดับประสบการณ์การบริการลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความมั่นใจให้กับลูกค้าในการใช้บริการ ทั้งในด้านการจัดการข้อมูลลูกค้าแบบ Real-Time ผ่านระบบ Dealer Management System (DMS) ซึ่งช่วยให้ผู้จำหน่ายสามารถตรวจสอบประวัติการเข้ารับบริการและประเมินค่าใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

ซูซูกิพร้อมยึดมั่นในแนวทาง “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์คุณภาพตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านมั่นใจว่า ซูซูกิมุ่งหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าและชุมชนในทุกช่วงเวลาอีกด้วย

 

 

“ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” และ “911 Carrera ใหม่” สัมผัสสมรรถนะเร้าใจทุกโค้ง บนเส้นทางสุดท้าทายกลางธรรมชาติที่เชียงใหม่

0
ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid”

ปอร์เช่ (Porsche) พลิกโฉมรถสปอร์ตระดับตำนาน 911 ครั้งใหญ่ ด้วยขุมพลังไฮบริดสมรรถนะสูง น้ำหนักเบาเป็นพิเศษ โดยระบบขับเคลื่อนใหม่ล่าสุดผสานเทอร์โบไฟฟ้าเข้ากับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 6 สูบนอนรุ่นใหม่ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและทรงพลังยิ่งขึ้น

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 2

ปอร์เช่ เอเชีย แปซิฟิก (Porsche Asia Pacific) จัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะ 911 GTS T-Hybrid และ 911 Carrera ใหม่ เชิญสื่อมวลชนและ KOL จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ขับขี่บนเส้นทางภูเขาสุดท้าทายในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อถ่ายทอดความโดดเด่นของขุมพลังและการควบคุมที่เหนือชั้น

นายไมเคิล เวตเตอร์ (Michael Vetter) กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวว่า
“เส้นทางบนภูเขาในจังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการทดสอบสมรรถนะของ 911 GTS T-Hybrid และ 911 Carrera โดยเราพัฒนาระบบไฮบริดที่เหมาะสมอย่างแท้จริงกับ 911 พร้อมนำเสนอแนวคิดการขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งช่วยยกระดับสมรรถนะโดยรวมได้อย่างชัดเจน และในฐานะก้าวสำคัญของวิวัฒนาการ 911 รุ่นใหม่นี้ยังคงมอบทั้งสมรรถนะที่เหนือกว่า ประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น และถ่ายทอดจิตวิญญาณความเร้าใจในแบบฉบับปอร์เช่ไว้อย่างครบถ้วน สำหรับลูกค้าในประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ความยั่งยืน และความพิเศษ 911 GTS T-Hybrid คือคำตอบที่ลงตัว”

สำหรับ 911 Carrera GTS รุ่นใหม่ วิศวกรของปอร์เช่ได้นำองค์ความรู้จากสนามแข่งมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบ T-Hybrid รุ่นล่าสุด ซึ่งโดดเด่นด้วยน้ำหนักเบาและสมรรถนะอันทรงพลัง โดยติดตั้งเทอร์โบชาร์จไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ผสานมอเตอร์ไฟฟ้าไว้ระหว่างใบพัดอัดอากาศ (compressor) และกังหันไอเสีย (turbine wheel) ช่วยเร่งการทำงานของเทอร์โบทันทีและสร้างแรงดันอากาศ (boost pressure) ได้แบบฉับไว นอกจากนี้ มอเตอร์ไฟฟ้าในเทอร์โบชาร์จยังทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 11 กิโลวัตต์ (15 แรงม้า) จากพลังงานความร้อนของไอเสีย ระบบเทอร์โบชาร์จแบบไฟฟ้าที่ไม่ต้องใช้เวสต์เกต (wastegate-free) นี้ ยังช่วยให้สามารถใช้เทอร์โบเพียงตัวเดียว แทนที่การใช้สองตัวในรุ่นก่อนหน้า ส่งผลให้การตอบสนองของเครื่องยนต์รวดเร็วและเร้าใจยิ่งขึ้น

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 2

ระบบขับเคลื่อนยังประกอบด้วยมอเตอร์ซิงโครนัสแบบแม่เหล็กถาวร ซึ่งติดตั้งรวมไว้ภายในเกียร์คลัตช์คู่ 8 จังหวะ (PDK) รุ่นใหม่ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น มอเตอร์ไฟฟ้านี้สามารถให้แรงบิดเสริมสูงสุดถึง 150 นิวตันเมตร แม้ในขณะรอบเดินเบา และเพิ่มกำลังได้สูงสุดถึง 40 กิโลวัตต์ ปอร์เช่ (Porsche) เชื่อมต่อมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งสองตัวเข้ากับแบตเตอรี่แรงดันสูงที่มีน้ำหนักเบาและขนาดกะทัดรัด โดยแบตเตอรี่นี้มีขนาดและน้ำหนักใกล้เคียงกับแบตเตอรี่สตาร์ท 12 โวลต์แบบทั่วไป แต่สามารถกักเก็บพลังงานได้สูงสุดถึง 1.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง (ค่ารวม) และทำงานที่แรงดันไฟฟ้า 400 โวลต์ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพน้ำหนักโดยรวมที่ดีที่สุด ปอร์เช่ (Porsche) จึงเลือกใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนน้ำหนักเบาสำหรับระบบไฟฟ้า 12 โวลต์ภายในรถอีกด้วย

หัวใจของระบบขับเคลื่อน T-Hybrid คือเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 6 สูบ ขนาด 3.6 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ระบบไฟฟ้าแรงสูงช่วยให้คอมเพรสเซอร์แอร์สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยไม่ต้องใช้สายพาน ส่งผลให้มีพื้นที่ในห้องเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นจากชุดสายพานที่หายไป ทำให้เครื่องยนต์มีขนาดกะทัดรัดมากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่เหนือเครื่องยนต์สำหรับติดตั้งตัวแปลงกระแส (pulse inverter) และตัวแปลงไฟฟ้ากระแสตรง (DC-DC converter)

แม้ไม่ใช้พลังงานไฟฟ้า เครื่องยนต์นี้ก็ให้กำลังสูงถึง 357 กิโลวัตต์ (485 แรงม้า) และแรงบิด 570 นิวตันเมตร เมื่อรวมกับระบบไฮบริด กำลังรวมของระบบจะเพิ่มเป็น 398 กิโลวัตต์ (541 แรงม้า) และแรงบิด 610 นิวตันเมตร ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 45 กิโลวัตต์ (61 แรงม้า)

ระบบไฮบริดสมรรถนะสูงนี้ให้การขับขี่ที่เร้าใจและคล่องตัว พร้อมช่วยลดการปล่อย CO2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรถปลั๊กอินไฮบริดทั่วไป น้ำหนักเพิ่มจากรุ่นก่อนหน้าเพียง 50 กิโลกรัมเท่านั้น

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 3

911 Carrera ยังคงใช้เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบคู่ โดยเครื่องยนต์นี้ได้รับการปรับปรุงใหม่อย่างครอบคลุม หนึ่งในจุดเด่นคือการนำอินเตอร์คูลเลอร์จากรุ่น Turbo มาใช้ ซึ่งติดตั้งอยู่ใต้ช่องระบายอากาศที่ฝากระโปรงท้ายเหนือเครื่องยนต์ ขณะที่เทอร์โบชาร์จใน 911 Carrera รุ่นใหม่นี้ เคยเป็นอุปกรณ์เฉพาะในรุ่น GTS ของเจเนอเรชันก่อนหน้า

การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ช่วยให้ปอร์เช่ (Porsche) สามารถลดการปล่อยไอเสียลงพร้อมเพิ่มสมรรถนะ โดยให้กำลังสูงสุด 290 กิโลวัตต์ (394 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร 911 Carrera Coupé ใหม่สามารถเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ได้ในเวลา 4.1 วินาที (3.9 วินาทีเมื่อมาพร้อมชุด Sport Chrono) และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 294 กม./ชม. ซึ่งเร็วกว่าเดิม 0.1 วินาที และเพิ่มความเร็วสูงสุดอีก 1 กม./ชม. เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า

ระบบช่วงล่างของ 911 Carrera GTS ได้รับการปรับปรุงใหม่อย่างครอบคลุม โดยในรุ่นนี้เป็นครั้งแรกที่มีการติดตั้งระบบเลี้ยวล้อหลัง (rear-axle steering) มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ที่ความเร็วสูง และลดรัศมีวงเลี้ยวให้แคบลง ปอร์เช่ (Porsche) ยังได้รวมระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) เข้ากับระบบไฟฟ้าแรงสูงของระบบไฮบริดสมรรถนะสูง ทำให้สามารถใช้ระบบควบคุมแบบอิเล็กโทร-ไฮดรอลิก ซึ่งช่วยให้การตอบสนองมีความยืดหยุ่นและแม่นยำยิ่งขึ้น ช่วงล่างแบบสปอร์ตที่มาพร้อมระบบควบคุมโช้คอัพแบบปรับระดับได้ (PASM) และความสูงจากพื้นลดลง 10 มิลลิเมตร ช่วยมอบฟีลลิ่งการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น GTS อย่างแท้จริง

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 5

สำหรับ 911 รุ่นใหม่ มีดีไซน์ล้อให้เลือกทั้งหมด 7 แบบ โดยมีขนาดให้เลือกเป็นแบบ 19/20 นิ้ว หรือ 20/21 นิ้ว ในรุ่น 911 Carrera GTS จะมาพร้อมล้อหลังขนาด 21 นิ้ว ความกว้าง 11.5 นิ้ว สวมยางขนาด 315/30 ZR 21 เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนล้อหน้าใช้ขนาด 20 นิ้ว ความกว้าง 8.5 นิ้ว พร้อมยางขนาด 245/35 ZR 20 ร่องยางด้านหลังที่กว้างขึ้นนี้ช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านไดนามิกการขับขี่และการยึดเกาะถนนของ 911 Carrera GTS ใหม่ ได้อย่างยอดเยี่ยม

ปอร์เช่ (Porsche) ปรับดีไซน์ภายนอกของ 911 ใหม่ให้โฉบเฉี่ยวและลู่ลมยิ่งขึ้น ด้วยการอัปเกรดเส้นสายอย่างตรงจุด มุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพด้านแอโรไดนามิกส์และสมรรถนะโดยรวมของตัวรถ โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือกันชนหน้าและหลังดีไซน์ใหม่เฉพาะแต่ละรุ่น ซึ่งไม่เพียงเสริมภาพลักษณ์ความสปอร์ตและความทันสมัย แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการควบคุมทิศทางลมและช่วยระบายความร้อนของระบบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 5

เป็นครั้งแรกที่ ปอร์เช่ (Porsche) ที่ได้ รวมฟังก์ชันไฟทั้งหมดไว้ในไฟหน้า Matrix LED ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน 911 รุ่นใหม่ โดยออกแบบให้มีกราฟิกสี่จุดอันเป็นเอกลักษณ์ ช่วยให้สามารถตัดไฟ Daylight แบบดั้งเดิมออกไป และเปิดพื้นที่บริเวณกันชนหน้าเพื่อรองรับช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ในรุ่น 911 Carrera GTS ใหม่ ปอร์เช่ติดตั้งช่องระบายอากาศด้านหน้าแบบแอคทีฟจำนวนห้าชิ้นในแนวตั้ง ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากภายนอก เสริมด้วยช่องระบายอากาศซ่อนสำหรับควบคุมการปิดเปิดของช่องบายพาสทั้งสองด้าน นับเป็นครั้งแรกในรถยนต์ 911 ที่มีการติดตั้งดิฟฟิวเซอร์ด้านหน้าแบบแอคทีฟใต้ท้องรถ ซึ่งทำงานร่วมกับระบบระบายอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านแอโรไดนามิกส์ได้อย่างเหนือชั้น

ระบบระบายอากาศดังกล่าวจะควบคุมทิศทางการไหลของอากาศให้เหมาะสมตามสถานการณ์การขับขี่ โดยในช่วงที่ไม่ต้องการใช้กำลังมาก ช่องระบายอากาศจะปิดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านแอโรไดนามิกส์ ขณะที่ในสถานการณ์ที่ต้องการกำลังสูง เช่น การขับบนสนามแข่ง ระบบจะเปิดช่องระบายอากาศเพื่อส่งลมจำนวนมากเข้าสู่หม้อน้ำเพื่อช่วยระบายความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมติดตั้งเซ็นเซอร์ระบบช่วยเหลือต่าง ๆ ไว้อย่างกลมกลืนใต้แผ่นป้ายทะเบียนหน้า

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 6

นอกจากนี้ ปอร์เช่ (Porsche) ยังมีตัวเลือกไฟหน้าแบบ HD Matrix LED ที่มีความละเอียดมากกว่า 32,000 Pixel ไฟสูงประสิทธิภาพสูงนี้สามารถส่องสว่างถนนได้ไกลกว่า 600 เมตร และมาพร้อมฟังก์ชันเสริมล้ำสมัย เช่น ไฟเลี้ยวแบบไดนามิกตามโหมดการขับขี่ ไฟส่องสว่างช่องทางเดินรถ ไฟสำหรับพื้นที่ก่อสร้างและจุดแคบ รวมถึงไฟสูงที่ไม่ทำให้รถคันอื่นตาพร่า ที่มีความแม่นยำระดับพิกเซล

ด้านท้ายของ 911 ใหม่โดดเด่นด้วยแถบไฟท้ายดีไซน์ใหม่ทรงโค้ง (arc) พร้อมโลโก้ ‘PORSCHE’ ที่ช่วยเสริมมิติความกว้างและความลึกให้ตัวรถอย่างชัดเจน กระจังหลังออกแบบใหม่ด้วยครีบแนวตั้งห้าชิ้นต่อด้าน เชื่อมต่อกับกระจกหลังอย่างกลมกลืน ไล่สายตาลงสู่สปอยเลอร์แบบพับเก็บได้ด้านล่าง โดยตำแหน่งป้ายทะเบียนถูกยกให้สูงขึ้นเพื่อเน้นความชัดเจนของกันชนหลังซึ่งมาในดีไซน์ใหม่ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ท่อไอเสียแบบเฉพาะรุ่นได้รับการออกแบบให้ผสานเข้ากับครีบดิฟฟิวเซอร์อย่างลงตัว โดยรุ่น 911 Carrera จะมีระบบท่อไอเสียสปอร์ตให้เลือกเป็นออปชัน ขณะที่รุ่น 911 Carrera GTS ติดตั้งระบบท่อไอเสียสปอร์ตเฉพาะรุ่น GTS เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ในรุ่นตัวถังคูเป้ (Coupé) ปอร์เช่ (Porsche) ได้ออกแบบห้องโดยสารของ 911 ใหม่ให้เป็นแบบสองที่นั่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยสามารถเลือกแบบที่นั่ง 2+2 ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ภายในห้องโดยสารปอร์เช่ (Porsche) ผสานเอกลักษณ์การออกแบบอันเป็นดีเอ็นเอของ 911 เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยใช้แนวคิด Porsche Driver Experience ซึ่งจะเน้นให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง และสามารถใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ องค์ประกอบควบคุมที่สำคัญต่างๆ ถูกจัดวางไว้บนหรือรอบๆ พวงมาลัยโดยตรง ซึ่งรวมถึงสวิตช์เลือกโหมดการขับขี่ (Driving Mode Switch) ที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน คันควบคุมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ และที่เป็นครั้งแรกใน 911 ที่ปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ที่อยู่ทางด้านซ้ายของพวงมาลัย

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 8

ในช่องเก็บของบริเวณคอนโซลกลางของ 911 รุ่นใหม่ มีช่องเก็บสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมระบบระบายความร้อน และฟังก์ชันชาร์จแบบไร้สาย (Inductive Charging)

และเป็นครั้งแรกของ 911 ที่มีการติดตั้งชุดหน้าปัดแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยจอแสดงผลแบบโค้งขนาด 12.6 นิ้วนี้ได้รับการออกแบบให้กลมกลืนกับการแสดงผลรูปแบบใหม่อย่างลงตัว และสามารถปรับแต่งการแสดงผลได้หลากหลายตามต้องการ โดยมีให้เลือกมากถึง 7 รูปแบบ รวมถึงโหมด Classic สุดพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากหน้าปัดทรงห้าหลอดอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ (Porsche)

ระบบ Porsche Communication Management (PCM) ยังคงควบคุมผ่านหน้าจอสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 10.9 นิ้วที่บริเวณกึ่งกลางคอนโซล อีกทั้งในรุ่นใหม่นี้ยังได้รับการปรับปรุงให้ผู้ขับสามารถปรับตั้งโหมดการขับขี่ และใช้งานระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ได้อย่างง่ายดายและยืดหยุ่นมากขึ้น

นอกจากนี้ Apple CarPlay® ยังผสานเข้ากับตัวรถได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยสามารถแสดงข้อมูลผ่านหน้าปัดดิจิทัล และควบคุมฟังก์ชันบางอย่างของรถได้โดยตรงภายในระบบ Apple® เช่น การสั่งงานผ่านผู้ช่วยเสียง Siri®

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 9

กิจกรรมทดสอบสมรรถนะ 911 GTS T-Hybrid และ 911 Carrera ใหม่ ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ โดยมีสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์จากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าร่วม พร้อมงานแถลงข่าวเปิดตัวในบรรยากาศสบาย ๆ ท่ามกลางกลิ่นอายวัฒนธรรมภาคเหนือ ทั้งสองรุ่นถูกนำเสนอในฐานะรถสปอร์ตที่รวมสมรรถนะอันทรงพลังเข้ากับความแม่นยำในการควบคุมได้อย่างลงตัว ก่อนจะเข้าสู่ช่วงทดลองขับบนเส้นทางที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อทดสอบขีดความสามารถของรถอย่างแท้จริง

ทันทีที่ขบวนรถออกจากตัวเมือง เครื่องยนต์ก็ดังขึ้นพร้อมกัน มุ่งหน้าสู่เส้นทางชนบทและเส้นทางขึ้นภูเขาไปยังสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เส้นทางทดสอบผสมผสานทั้งทางตรง วิวธรรมชาติ และโค้งท้าทาย เปิดโอกาสให้ผู้ขับได้สัมผัสสมรรถนะด้านการควบคุมและการยึดเกาะถนนของรถสปอร์ตทั้งสองรุ่นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 9

จากนั้น ขบวนรถมุ่งหน้าสู่จันตราคีรี รีสอร์ทหรูบนยอดเขาเหนือระดับเมฆ ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของธรรมชาติ โดยผู้ร่วมกิจกรรมได้สัมผัสช่วงเวลาผ่อนคลายพร้อมมื้อกลางวันสุดพิเศษ ก่อนออกเดินทางต่อสู่จังหวัดลำพูน ปลายทางสุดคลาสสิกที่อบอวลด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรม แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบวัดเก่าแก่สีอิฐที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสวนเมืองลำพูน เป็นบทสรุปของเส้นทางการขับขี่ที่ผสานความเร้าใจเข้ากับความงดงามได้อย่างกลมกลืน

ปอร์เช่ 911 ทั้งสองรุ่นที่ได้รับการอัปเดตครั้งสำคัญนี้ ไม่เพียงสะท้อนความเป็นรถสปอร์ตสมรรถนะเยี่ยม แต่ยังพิสูจน์บทบาทของยนตรกรรมคู่ใจสำหรับการเดินทางบนเส้นทางที่ทั้งงดงามและท้าทายที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

911 Carrera รุ่นใหม่สามารถสั่งซื้อได้แล้ววันนี้ในตัวถังแบบคูเป้ และคาบริโอเลต สำหรับ 911 Carrera GTS มีตัวเลือกระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และตัวถังแบบทาร์กา (Targa) ซึ่งมีให้เฉพาะในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น ทั้งสองรุ่นมาพร้อมเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ Porsche Doppelkupplung (PDK) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ปอร์เช่ ประเทศไทย เปิดราคาจำหน่าย 911 Carrera รุ่นใหม่ ตัวถังคูเป้ เริ่มต้นที่ราคา 12.69 ล้านบาท ส่วนรุ่น 911 Carrera GTS คูเป้ เริ่มต้นที่ราคา 17.79 ล้านบาท

“เอ็มจี” เดินหน้าทดสอบซอฟต์แวร์ NEW MG IM6 รวมถึงติดตั้งระบบตรวจจับความละเอียด ADAS เสริมศักยภาพรถ e-SUV อัจฉริยะ และยกระดับประสบการณ์ขับขี่ของลูกค้าให้ดีขึ้น

0
เอ็มจี 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทยเดินหน้าทดสอบฟังก์ชันสำคัญอย่างเข้มข้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการอัปเกรดระบบซอฟต์แวร์ครั้งสำคัญของ “NEW MG IM6” ที่มีกำหนดเปิดตัวภายในเดือนกันยายนนี้ โดยการอัปเกรดดังกล่าวจะเป็นตัวยกระดับฟังก์ชันของรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ตอบโจทย์การเป็น “Premium Intelligent e-SUV” อย่างเต็มรูปแบบ

เอ็มจี 2

NEW MG IM6 คันนี้ ได้รับการดูแลโดยทีม Product Engineer จาก IM Motors ประเทศจีนและ SAIC MOTOR-CP โดยได้ติดตั้งอุปกรณ์เฉพาะสำหรับทดสอบระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) และระบบบันทึกข้อมูล (Data Recorder) เพื่อดำเนินการทดสอบภายใต้สภาพแวดล้อมจริงในประเทศไทย การทดสอบครั้งนี้ครอบคลุมการปรับปรุงระบบสั่งการอัจฉริยะ หรือ IM OS และฟังก์ชันการเชื่อมต่ออัจฉริยะให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นกว่าช่วงเปิดตัว โดยรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งาน ทั้งด้านการพัฒนาระบบเดิม และความต้องการฟีเจอร์ใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันโดยได้มีการทดสอบเบื้องต้นตามหัวข้อหลัก ดังนี้

เอ็มจี 3

1.Advanced Driver Assistance System (ADAS) ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะที่ตรวจจับสภาพถนนและป้ายจราจรในประเทศไทย เสริมความเสถียรในการควบคุมรถ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

เอ็มจี 5

2.Intelligent Computing Domain ระบบประมวลผลอัจฉริยะที่ครอบคลุมการทำงานของระบบข้อมูลและความบันเทิงภายในรถ (Infotainment & Entertainment System)

เอ็มจี 5

3.Overall Engineering Performance Function ฟังก์ชันการทำงานด้านสมรรถนะทางวิศวกรรมโดยรวม

เอ็มจี 8

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การอัปเกรดซอฟต์แวร์ของ NEW MG IM6 ในเดือนกันยายนนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ เอ็มจี ในการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์ทั่วไปสู่ ‘รถยนต์ที่พัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง’ ผ่านระบบซอฟต์แวร์อัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยยกระดับสมรรถนะโดยรวม พร้อมเพิ่มความแม่นยำ และการตอบสนองที่รวดเร็ว ตรงกับพฤติกรรมผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น สำหรับการทดสอบระบบในครั้งนี้ เอ็มจีถือเป็นหนึ่งในแบรนด์แรก ๆ และอาจเป็นเพียงแบรนด์เดียวที่ดำเนินการทดสอบระบบในลักษณะนี้อย่างจริงจัง สำหรับ NEW MG IM6 ถือเป็น The First-ever Premium intelligent e-SUV จากเอ็มจี ที่มาพร้อมระบบสั่งการอัจฉริยะ IM OS โดยได้รับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจากบริษัทแม่ในประเทศจีน เพื่อให้รถยนต์รุ่นนี้ตอบโจทย์ความเป็นพรีเมียมอีวีอย่างสมบูรณ์แบบ”

เอ็มจี 7

ณ ปัจจุบัน เอ็มจี ได้ส่งมอบรถให้แก่ลูกค้ากลุ่มแรกแล้วกว่า 1,000 คัน โดยจุดเด่นที่ทำให้รถรุ่นนี้โดดเด่นเหนือคู่แข่งในตลาด คือ ระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้ออัจฉริยะ (Intelligent Four-Wheel Steering System) ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเลนในความเร็วสูงเสถียรและการกลับรถในที่แคบได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีระบบช่วงล่างถุงลมอัจฉริยะ (Intelligent Air Suspension) ที่ไม่เพียงแต่ช่วยลดแรงกระแทกต่อพื้นถนนถึงห้องโดยสาร แต่ยังสามารถปรับระดับความสูงของช่วงล่างได้ถึง 3 ระดับ ตามลักษณะการขับขี่เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความมั่นคงในทุกการเดินทาง รวมถึงระบบ One Touch iAD ที่ช่วยในการถอยจอดด้านข้าง (One Touch Side Parking) การจอดและออกจากช่องจอดรถในพื้นที่จำกัด (One Touch Escape) และการถอยหลังอัตโนมัติเมื่อขับเจอซอยตัน (One Touch Reverse) สะดวกสบายด้วยฟังก์ชัน Crab Mode เพื่อปรับมุมทั้ง 4 ล้อ ในมุมเดียวกันเพื่อทำการเคลื่อนรถออกจากพื้นที่จำกัด นอกจากนี้ NEW MG IM6 ยังมาพร้อมระบบระบายความร้อน Cooling System เจเนอเรชันใหม่ ที่สามารถลดอุณหภูมิได้ถึง 15 องศาเซลเซียส ภายในเวลาเพียง 30 วินาที พร้อมขับเคลื่อนด้วยสถาปัตยกรรม 800V Dual SiC Platform ที่ช่วยให้ชาร์จไฟได้เร็วที่สุดในคลาสเดียวกัน และมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยการรับประกันแบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) เพื่อมอบประสบการณ์การใช้รถไฟฟ้าที่เหนือระดับและไร้กังวล

 

“PTG” ก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ รับมอบประกาศนียบัตร Carbon Footprint ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “อยู่ดี มีสุข”

0
PTG 1

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนด้วยการรับมอบประกาศนียบัตรเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization หรือ CFO) โดยมี นายธีรพันธ์ ดิษบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการเงินและความยั่งยืนของ PTG เป็นตัวแทนเข้ารับมอบจาก ดร. วิจารย์ สิมาฉายา ประธานกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) พิธีอันทรงเกียรตินี้จัดขึ้นโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) แจ้งวัฒนะ

PTG 2

การได้รับประกาศนียบัตร CFO ในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจของ PTG ในการดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ที่ต้องการสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกคน “อยู่ดี มีสุข”

PTG พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและสนับสนุนประเทศไทยให้ก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ และสร้างอนาคตที่ดียิ่งขึ้นสำหรับทุกคน

 

 

เปิดตำนาน 25 ปี Hyundai SANTA FE เตรียมเผยโฉม 5th Gen “Born in BOXY” ฉีกวงการ SUV สู่ดีไซน์เซ็กซี่แบบใหม่!

0
Hyundai SANTA FE 1

ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) พร้อมสร้างแรงสั่นสะเทือนตลาด SUV ครั้งใหญ่ในไทย เตรียมเผยโฉม 5th Generation Hyundai SANTA FE พลิกภาพจำเดิม ๆ ด้วยดีไซน์ใหม่หมดจด ตั้งแต่ภายนอกจรดภายใน สะท้อนแนวคิดดีไซน์ใหม่ “Born in BOXY” ที่กล้าแตกต่าง และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ใส่ใจเรื่องดีไซน์อย่างลงตัว

SANTA FE คือหนึ่งใน SUV แถวหน้าของ Hyundai ที่ครองใจผู้ใช้ทั่วโลกมานานกว่า 25 ปี โดดเด่นทั้งดีไซน์ การใช้งานแบบอเนกประสงค์ ความทนทาน และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย โดยในปี 2025 นี้ ฮุนไดเตรียมเปิดตัว SANTA FE 5th Generation รถยนต์ SUV ที่จัดเต็มทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะการขับขี่เหนือชั้น พร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ชีวิตขั้นสุดในทุกด้าน

เจาะลึกวิวัฒนาการ SANTA FE สุดยอด SUV ที่ปรับเปลี่ยนดีไซน์ตามยุคสมัย
Gen 1 (2001–2006): จุดเริ่มต้นแห่งความเชื่อมั่น
Hyundai SANTA FE รุ่นแรก เปิดตัวในนิวซีแลนด์ช่วงปลายปี 2000 ตัวรถโดดเด่นด้วยดีไซน์โค้งมน พร้อมความแข็งแกร่ง และมีขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน หลังจากได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยมจากลูกค้าทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ จึงเพิ่มกำลังการผลิตในปี 2001 ต่อมาในปี 2003 มีการปรับเครื่องยนต์ให้ทรงพลังขึ้น พร้อมเสริมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ซึ่งถือเป็นการสร้างรากฐานความเชื่อมั่นที่ทำให้ SANTA FE ก้าวขึ้นมาเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของรถ SUV ในยุคนั้น

Gen 2 (2007–2012): ก้าวสู่ความพรีเมียม
SANTA FE Gen 2 เปิดตัวครั้งแรกในงาน North American International Motor Show ปี 2006 พร้อมการปรับปรุงใหม่ทั้งดีไซน์ และสมรรถนะที่คล่องตัวและเหมาะกับทุกสภาพอากาศ ยกเครื่องรูปลักษณ์ภายนอกใหม่หมดโดยปรับดีไซน์สู่ความสุขุม เรียบหรู พร้อมเพิ่มเบาะแถวสาม รองรับผู้โดยสารสูงสุดถึง 7 คน โดยยกระดับความไฮเอนด์ด้วยห้องโดยสารด้วยลายไม้ เบาะหนัง และวัสดุสัมผัสแบบ soft-touch ตอบสนองรสนิยมคนเมือง และนำนวัตกรรมระบบนำทางมาใช้ในรุ่นนี้เป็นครั้งแรก

Gen 3 (2012–2018): ยกระดับทุกด้าน สู่ SUV ยุคใหม่
การมาถึงของ Gen 3 ถือเป็นก้าวกระโดดสำคัญ ด้วยการยกระดับทั้งคุณภาพ ความสบาย สมรรถนะ และเทคโนโลยี โดยใช้แนวทางการออกแบบ “Storm Edge” ที่เน้นเส้นสายเฉียบคมและรูปลักษณ์ที่หรูหราแต่แข็งแกร่ง แพลตฟอร์มใหม่ของเจเนอเรชันนี้แสดงตัวตนของความเป็น “รถครอบครัวครบเครื่อง” อย่างชัดเจนนำเสนอทั้งรุ่น 5 ที่นั่ง (Sport) และ 7 ที่นั่ง (LWB) เพื่อให้ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย

Gen 4 (2019–2023): ผสานความหรู ความแกร่ง และเทคโนโลยี
Gen 4 เปิดตัวในปี 2018 ต่อยอดความสำเร็จด้วยการอัปเกรดดีไซน์ และนวัตกรรมความปลอดภัยแบบก้าวกระโดด ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้า Cascading Grille อันเป็นเอกลักษณ์ ภายในมอบห้องโดยสารที่กว้างที่สุดในประวัติศาสตร์ของ SANTA FE แนะนำพร้อม Hyundai SmartSense ระบบความปลอดภัยอัจริยะ และรางวัลมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจากทั้ง Euro NCAP และ ANCAP ทำให้ SANTA FE เจนเนอเรชั่นนี้เป็นหนึ่งใน SUV ที่ปลอดภัยที่สุดในคลาส เป็นอีกบทพิสูจน์ของพัฒนาการที่ไม่หยุดนิ่งของฮุนได

ในปี 2025 เตรียมพบกับ SANTA FE Generation ที่ 5 โดดเด่นด้วยทรงเหลี่ยม กล้าแตกต่างด้วยแนวคิด “Born in BOXY”

ฮุนไดพลิกแนวทางดีไซน์ ด้วยคอนเซ็ปต์ “Born in BOXY” รูปทรงเหลี่ยมที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสานการออกแบบแห่งอนาคต เตรียมตื่นตากับงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้ แล้วคุณจะรู้ว่าทำไม Hyundai SANTA FE Gen 5 ของฮุนไดจะมาพลิกโฉมตลาดรถ SUV ในประเทศไทยไปอย่างสิ้นเชิง

“ฟาสต์ ออโต โชว์ 2025” ชี้แนะปัจจัยเลือกรถคันที่ใช่ “รถใหม่ป้ายแดง หรือ รถมือสอง”

0
ฟาสต์ ออโต โชว์ 2025 1

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” มหกรรมจำหน่ายรถยนต์ครบวงจรที่มากระตุ้นตลาดรถยนต์ช่วงกลางปี มีรถครบทุกเซ็กเมนต์จาก 10 แบรนด์รถใหม่ป้ายแดงกับโปรโดนใจ และ 5 ผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วชั้นนำที่มาพร้อมการรับประกันไมล์แท้ แต่ก่อนจะไป “เลือกคันที่ชอบ ถอยคันที่ใช่” สำหรับใครที่ยังลังเลเลือกไม่ได้ว่าควรซื้อ “รถใหม่ป้ายแดง” หรือ “รถมือสองสภาพดี” พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ประธานจัดงานฯ และกูรูสายรถยนต์ ได้ชี้แนะปัจจัยในการเปรียบเทียบเพื่อตัดสินใจ ดังนี้

ฟาสต์ ออโต โชว์ 2025 2

•งบประมาณ – ถ้ามีงบประมาณที่แน่นอน มีกำลังในการผ่อนชำระที่ชัดเจน ต้องการโปรโมชั่นเยอะๆ ควรเลือกซื้อรถใหม่ป้ายแดงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการต่าง ๆ อย่างลงตัว แต่ถ้ามีงบประมาณจำกัด การเลือกซื้อรถมือสองเป็นทางเลือกที่ช่วยแบ่งเบาภาระได้มากกว่า เพราะราคาที่เข้าถึงได้ง่าย และมีตัวเลือกหลากหลายตามงบประมาณ
•สภาพรถ – รถป้ายแดงเป็นรถใหม่ที่ไม่ผ่านการใช้งานมาก่อน มาพร้อมกับเทคโนโลยีและฟังก์ชันล่าสุด สะดวกสบายในการใช้งาน ส่วนรถมือสองจะมีสภาพตามอายุการใช้งาน และมีตัวเลือกมากกว่าเมื่อเทียบกับมือหนึ่งในราคาเท่ากัน หากมีความรู้เรื่องการเลือกรถมือสอง อาจจะได้รถสภาพดีเหมือนใหม่ หรือตัวท็อปในราคาที่ถูกลง ดังนั้นควรมีการตรวจสอบสภาพรถยนต์ให้ถี่ถ้วนก่อนซื้อ และเลือกซื้อรถยนต์มือสองที่มีการตรวจประวัติและสภาพรถที่เชื่อถือได้
•ดอกเบี้ย – ดอกเบี้ยรถใหม่มักจะต่ำกว่าดอกเบี้ยรถมือสอง แต่อาจต้องขึ้นอยู่กับเงินดาวน์ของราคารถเพื่อให้ได้เงื่อนไขที่ดี ส่วนรถมือสองหากผู้ซื้อมีประวัติดีสามารถที่รับเงื่อนไขในการซื้อที่ดีและอาจจะไม่ต้องใช้เงินดาวน์ หรือถ้าราคารถไม่สูงมาก สามารถซื้อเงินสดได้เลย ทำให้ไม่เสียดอกเบี้ยและไม่เป็นภาระในระยะยาว
•การรับประกัน – รถใหม่จะมีการรับประกันเต็มรูปแบบ แต่ควรเลือกผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงดีด้านบริการหลังการขาย ทำธุรกิจมายาวนาน มีศูนย์บริการครอบคลุม เชื่อถือได้ สำหรับรถมือสองควรเลือกซื้อกับผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้ ตรงไปตรงมา และมีการระบุเงื่อนไขการรับประกันคุณภาพหรือข้อตกลงต่าง ๆ ไว้ในสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน เพื่อความมั่นใจ
•ค่าบำรุงรักษา – รถใหม่มีค่าบำรุงรักษาน้อยกว่าในช่วงแรกที่มีการรับประกันและฟรีค่าบำรุงดูแลรักษาตามที่บริษัทกำหนด ส่วนค่าบำรุงรักษารถมือสองขึ้นอยู่กับสภาพของรถและประวัติการซ่อม ดังนั้นการตรวจสอบสภาพรถก่อนซื้อจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะการได้รถมือสองสภาพดีจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้
•ค่าเสื่อมราคา – รถป้ายแดงจะสูญเสียมูลค่าทันทีหลังออกจากโชว์รูม ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อ จากนั้นค่าเสื่อมราคาจะลดลงตามความต้องการของตลาด ส่วนค่าเสื่อมราคาของรถมือสองจะลดลงตามอายุการใช้งาน ซึ่งราคาขายต่อจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ยี่ห้อและรุ่นของรถยนต์ สภาพรถยนต์ ระยะทางการใช้งาน และความต้องการของตลาดรถมือสอง ณ เวลานั้น ๆ

ดังนั้นจึงควรศึกษาข้อมูลของรถทั้งสองแบบ เพื่อให้ได้รถคุณภาพดีที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการ งบประมาณ และตอบโจทย์ในการใช้งานมากที่สุด ซึ่งในงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” มีทั้ง “รถใหม่โปรโดนใจ รถมือสองไมล์แท้รับประกันซื้อคืน” ให้ได้เปรียบเทียบคุณภาพและราคา โดยเฉพาะรถมือสองที่คัดเกรดมาเป็นอย่างดีพร้อมรับประกันซื้อคืน 100% หากไม่ตรงตามเงื่อนไข 5 ข้อ คือ ไม่ไฟไหม้ ไม่จมน้ำ ไม่ตัดต่อ ไม่ชนหนัก จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และเงื่อนไขข้อที่ 6 ล่าสุด “รับประกันไมล์แท้” ทุกคัน

ฟาสต์ ออโต โชว์ 2025 3

พร้อมขอฝากกิจกรรมสำหรับนักซิ่งฟันน้ำนม กับการแข่งขันจักรยานขาไถ “Strider Racing @Fast Auto Show Thailand 2025” บนสนามแข่งมาตรฐาน สำหรับเยาวชนอายุ 2 – 4 ปี จัดแข่ง 2 รุ่น คือ รุ่น Enjoy และรุ่น Racing รวม 14 รุ่น เพื่อชิงถ้วยและเหรียญรางวัล ในวันเสาร์ที่ 5 และวันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม สมัครออนไลน์ได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน ศกนี้ ติดตามรายละเอียดได้ที่ https://form.jotform.com/251512312965453 หรือสมัครหน้างานในวันแข่งขัน

พบความครบเครื่องเรื่องรถในงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” ระหว่างวันที่ 2 – 6 กรกฎาคม ศกนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ฮอลล์ 102-103

“Lamborghini Temerario” เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่ของขุมพลังไฮบริด V8 ทวินเทอร์โบ พละกำลัง 920 แรงม้า ค่าตัวเริ่มต้น 23.76 ล้านบาท

0
Lamborghini Temerario 1

เรนาสโซ มอเตอร์ ผู้จำหน่ายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย เผยโฉม “Temerario” (เทเมราริโอ) ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นล่าสุดจากแบรนด์ซูเปอร์สปอร์ตคาร์หรูสัญชาติอิตาลี สุดยอดยนตรกรรมหนึ่งเดียวที่มาพร้อมขุมพลังไฮบริด V8 ทวินเทอร์โบใหม่ล่าสุด ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว มอบสมรรถนะการเร่งรอบเครื่องยนต์ได้สูงสุดถึง 10,000 รอบต่อนาที พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ทั้งด้านประสิทธิภาพอันทรงพลัง ประสบการณ์ขับขี่ที่เร้าใจ และสุนทรีย์แห่งการเดินทางอย่างเหนือชั้น

Lamborghini Temerario 2

Temerario โดดเด่นอย่างเหนือชั้นในฐานะยนตรกรรมรุ่นที่สองในกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง (High Performance Electrified Vehicle: HPEV) ของลัมโบร์กินี ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นแห่งประวัติศาสตร์อย่าง Revuelto (เรเวลโต้) ซึ่งมาพร้อมเครื่องยนต์ V12 แบบไร้ระบบอัดอากาศ ผสานกับชุดเกียร์ดับเบิลคลัชต์ 8 สปีด และมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ในขณะที่ Temerario ได้เปิดศักราชใหม่ด้วยขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด V8 ทวินเทอร์โบสุดล้ำ ถือเป็นการเติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฮบริดของลัมโบร์กินีอย่างสมบูรณ์แบบ หลังจากการเปิดตัว Urus SE (อูรุส เอสอี) ซูเปอร์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกของแบรนด์เมื่อปีที่ผ่านมา

งานเปิดตัวในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารระดับสูงของ ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี นำโดย มร.สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มร.เฟเดอริโก ฟอสชินี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด และ มร.ฟรานเชสโก้ สกาดาโอนิ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

Lamborghini Temerario 3

มร. สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี เผยว่า “การเปิดตัวของ Temerario ได้สร้างตำนานบทใหม่ในฐานะผู้บุกเบิกเซกเมนต์ที่นำเสนอไลน์อัปรถยนต์ไฮบริดเต็มรูปแบบเป็นรายแรก Temerario คือยนตรกรรมที่เปี่ยมไปด้วยความโดดเด่นอย่างเหนือชั้น ด้วยขุมพลังไฮบริด V8 ทวินเทอร์โบ 920 แรงม้า ที่มอบทั้งสมรรถนะและความสะดวกสบายในระดับสูงสุด เพื่อประสบการณ์ขับขี่ที่ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ เครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด ณ ฐานการผลิตของเราใน Sant’Agata Bolognese ซึ่งเป็นศูนย์กลางที่มุ่งผลักดันความยั่งยืนและสร้างสรรค์เทคโนโลยี โดยผสานนวัตกรรมล้ำสมัยเข้ากับงานฝีมือชั้นสูงแบบอิตาเลียนอย่างลงตัว เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัว Lamborghini Temerario อย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยพลังงานอันมีชีวิตชีวา และได้ร่วมฉลองความสำเร็จครั้งนี้ไปพร้อมกับกลุ่มคนผู้รักลัมโบร์กินีอย่างแท้จริง”

Lamborghini Temerario 4

ด้าน มร.ฟรานเชสโก้ สกาดาโอนิ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “Temerario ได้สะท้อนถึงดีเอนเอแบรนด์สัญชาติอิตาเลียนของเรา ทั้งดีไซน์อันโดดเด่น เทคโนโลยียานยนต์ไฮบริดสุดล้ำ และสมรรถนะระดับสูงสุด ที่มอบสุนทรีย์ในการขับขี่อย่างแท้จริง พร้อมเสียงเครื่องยนต์อันทรงพลังที่บ่งบอกความเป็นลัมโบร์กินีอย่างชัดเจน ความพิเศษอันเหนือชั้นของรถคันนี้ ไม่จำกัดเพียงในด้านสมรรถนะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสบายและพื้นที่ใช้สอยด้วย นับเป็นซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่ปลดปล่อยศักยภาพได้อย่างเต็มที่ทั้งในสนามแข่งและบนถนนจริง ขณะเดียวกันยังมอบพื้นที่สำหรับผู้โดยสารและสัมภาระได้มากกว่ารถรุ่นอื่นๆ ในเซกเมนต์เดียวกัน เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอยนตรกรรมอันโดดเด่นรุ่นนี้สู่ประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้”

Temerario ปรากฏโฉมในสีน้ำเงิน Blu Marinus พร้อมผิวสัมผัสแบบแมตต์ที่โดดเด่น สะกดทุกสายตาผู้ร่วมงาน ซึ่งเป็นแขกกลุ่มแรกที่ได้ยลโฉมและสัมผัสความพิเศษจากความร่วมมือระหว่างลัมโบร์กินีและแบรนด์พันธมิตร อย่างบริดจสโตน (Bridgestone) พร้อมเปิดประสบการณ์การปรับแต่งรถในแบบฉบับเฉพาะตัวผ่านโปรแกรม Ad Personam ของลัมโบร์กินี ที่นำเสนอตัวเลือกสีตัวถังภายนอกมากกว่า 400 เฉดสี การตกแต่งภายในที่เข้าชุดอย่างลงตัว และออปชันพิเศษอีกหลากหลายรายการ

 

Temerario มาพร้อมขุมพลังใหม่ล่าสุด ด้วยเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ ขนาด 4.0 ลิตร ที่สามารถเร่งรอบเครื่องยนต์ได้สูงสุดถึง 10,000 รอบต่อนาที ซึ่งนับเป็นรอบเครื่องยนต์สูงสุดสำหรับรถซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่ผลิตออกจำหน่ายจริง ให้กำลังสูงสุด 800 แรงม้า และแรงบิด 730 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว โดยติดตั้งที่เพลาหน้า 2 ตัว และในชุดเกียร์ดับเบิลคลัตช์ 8 สปีด อีก 1 ตัว มอบกำลังรวมสูงสุดถึง 920 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่ตอบสนองทันที การยึดเกาะถนนที่เหนือกว่า และประสบการณ์การขับขี่ที่ไร้คู่แข่ง ที่ยังคงไว้ซึ่งดีเอ็นเอของลัมโบร์กินีอย่างชัดเจน

สมรรถนะอันโดดเด่นนี้เกิดขึ้นจากการผสานเทคโนโลยีไฮบริดอย่างเต็มรูปแบบ โดย Temerario สามารถเร่งเครื่องยนต์จาก 0–100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.7 วินาที และจาก 0–200 กม./ชม. ภายใน 7.4 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุดที่ 343 กม./ชม. ขณะเดียวกัน มอเตอร์ไฟฟ้าบนเพลาหน้ายังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อน และทำให้ Temerario สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO₂ ได้สูงสุดถึง 50% เมื่อเทียบกับรุ่น Huracán

Lamborghini Temerario 11

 

Temerario ได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อให้บรรลุประสิทธิภาพการขับขี่สูงสุด โดยมุ่งเน้น 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ เสถียรภาพที่ระดับความเร็วสูง การระบายความร้อนที่ดีขึ้น และประสิทธิภาพการเบรกขั้นสูงสุด ทุกองค์ประกอบได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างแม่นยำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของอากาศ อาทิ ดวงไฟ DRL ทรงหกเหลี่ยมด้านหน้าที่มาพร้อมแผงปรับทางลมและช่องรับลม ไปจนถึงอุปกรณ์สร้างการหมุนเวียนของลมใต้ท้องรถ ล้วนส่งผลให้แรงกดด้านท้ายเพิ่มขึ้นถึง 103% เมื่อเทียบกับรถรุ่น Huracán EVO (ฮูราแคน อีโว) และสามารถเพิ่มได้สูงสุดถึง 158% เมื่อติดตั้งชุดวัสดุ Alleggerita Pack อีกทั้ง ช่องกลางหลังคาที่เชื่อมต่อกับสปอยเลอร์หลังยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการไหลของอากาศ ในขณะที่ขอบฝากระโปรงเครื่องยนต์ด้านข้างที่มีดีไซน์โค้งมนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แนวคิดใหม่ในการระบายความร้อนระบบเบรกยังเข้ามาช่วยยกระดับสมรรถนะโดยรวม ด้วยการระบายความร้อนที่คาลิเปอร์เพิ่มขึ้นถึง 50% และระบายความร้อนจานเบรกได้ดีขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับรุ่น Huracán EVO แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดอย่างแท้จริง

การออกแบบห้องโดยสารภายในของ Temerario สะท้อนแนวคิด ‘Feel like a pilot’ (ความรู้สึกเสมือนเป็นนักบิน) ของลัมโบร์กินีได้อย่างชัดเจน ผ่านตำแหน่งเบาะนั่งที่ต่ำ แดชบอร์ดดีไซน์เพรียวบาง และพวงมาลัยที่เอียงในองศาที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ผู้ขับขี่เข้าถึงสไตล์การขับขี่ได้อย่างเต็มที่ เบาะนั่งสปอร์ตปรับไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มอบความสบายสูงสุด หรือสามารถเลือกเบาะนั่งแบบคาร์บอนไฟเบอร์ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์และปรับแต่งได้หลากหลาย ทั้งระบบทำความร้อน การระบายอากาศ และสีสันที่แตกต่างกัน

Lamborghini Temerario 8

ภายในห้องโดยสารสะท้อนดีไซน์ภายนอกอันโดดเด่น โดยผสมผสานประสบการณ์ดิจิทัลเข้ากับประสาทสัมผัสได้อย่างลงตัว โดยลัมโบร์กินีเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงสุด อาทิ คาร์บอน หนัง และไมโครไฟเบอร์ Dinamica® Corsatex Suede ทั่วทั้งห้องโดยสาร พร้อมกันนี้ องค์ประกอบการตกแต่งภายใน เช่น คอนโซลกลาง ช่องระบายอากาศ แผงประตู แดชบอร์ด พวงมาลัย และคอพวงมาลัย ยังมีให้เลือกใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาเป็นออปชันเสริมอีกด้วย

นอกจากนี้ ห้องโดยสารของ Temerario ยังสะท้อนประสบการณ์ดิจิทัลที่ล้ำสมัยที่สุดของลัมโบร์กินี ด้วยการจัดวางจอแสดงผล 3 หน้าจอ ได้แก่ แดชบอร์ดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจอสัมผัสกลางขนาด 8.4 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารขนาด 9.1 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลรถแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์และฟังก์ชันเสริมประสบการณ์ร่วมขับเสมือนเป็นผู้ช่วยนักบิน ผู้ขับสามารถเข้าถึงกล้องติดรถ ธีมอินเทอร์เฟซที่เปลี่ยนตามโหมดการขับขี่ และฟังก์ชันขั้นสูงอย่าง Telemetry 2.0 ได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านทั้งแดชบอร์ดโฉมใหม่และบริเวณเบาะที่นั่ง ตามปรัชญา “Feel like a pilot” อย่างแท้จริง ช่องระบายอากาศทรงหกเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์และคอนโซลกลางช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บเพื่อความสะดวกสบายสูงสุด พวงมาลัยติดตั้งปุ่มควบคุมโหมดการขับ ฟังก์ชันยกตัวรถ ปุ่ม “Race Start” ไฟเลี้ยว และ Launch Control เพื่อมอบสมาธิสูงสุดในทุกการขับขี่

Temerario มอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลายถึง 13 รูปแบบ ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและความเร้าใจบนสนามแข่ง ด้วยความสามารถรอบด้านของซูเปอร์สปอร์ตคาร์คันนี้ ผู้ขับสามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบไดนามิกผ่านระบบ ANIMA (Adaptive Network Intelligent Management) ของลัมโบร์กินีได้ 5 โหมดหลัก ได้แก่ Città, Strada, Sport, Corsa และ Corsa Plus แต่ละโหมดจะปรับการส่งกำลัง ระบบช่วงล่าง อากาศพลศาสตร์ และประสิทธิภาพของระบบไฮบริดให้เหมาะสมกับทุกสภาพการขับขี่ ตั้งแต่การขับขี่ในเมืองไปจนถึงการเร่งเต็มพิกัดบนสนามแข่ง

Lamborghini Temerario 10

นอกจากนี้ ยังมีโหมดจัดการพลังงานไฮบริดอีก 3 โหมด ได้แก่ Recharge, Hybrid และ Performance ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการชาร์จไฟจากแรงเบรก เสริมด้วยโหมดใหม่ล่าสุดอย่าง Drift Mode ที่สามารถควบคุมและปรับแรงบิดได้ 3 ระดับ ช่วยให้การควบคุมการหักเลี้ยวแบบโอเวอร์สเตียร์เป็นไปได้อย่างแม่นยำ มอบประสบการณ์ที่ทั้งเร้าใจและควบคุมได้อย่างมั่นใจ

Temerario เปิดตัวด้วยสองสีพิเศษใหม่ ได้แก่ สีฟ้า Blu Marinus และสีเขียว Verde Mercurius พร้อมมอบอิสระให้ลูกค้าปรับแต่งรถเพื่อสะท้อนตัวตนได้อย่างไม่รู้จบผ่านโปรแกรม Ad Personam ของลัมโบร์กินี ที่นำเสนอสีตัวถังกว่า 400 เฉด รวมถึงลวดลายพิเศษ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมล้อแมกรุ่นใหม่ถึง 3 ดีไซน์และวัสดุที่แตกต่างกัน พร้อมออปชันคาร์บอนไฟเบอร์สำหรับตกแต่งทั้งภายในและภายนอกหลากหลายชิ้นส่วน ไม่ว่าจะต้องการสื่อถึงความสปอร์ต ความหรูหรา หรือทั้งสองอย่างในแบบเฉพาะตัว ทุกการคัสตอมคือภาพสะท้อนบุคลิกและไลฟ์สไตล์ของเจ้าของอย่างแท้จริง

ในฐานะพันธมิตรอันยาวนานของลัมโบร์กินี ผู้ผลิตยางรถยนต์แต่เพียงผู้เดียวสำหรับ Temerario บริดจสโตนได้พัฒนาไลน์อัปยางครบวงจรเพื่อดึงสมรรถนะสูงสุดของซูเปอร์สปอร์ตคาร์คันนี้ ทั้งในและนอกสนามแข่งตลอดทั้งปี พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ขับขี่

บริดจสโตนเลือกใช้ยางสมรรถนะสูงระดับไอคอนจากตระกูล Potenza โดยนำเสนอยางรุ่น Potenza Sport และ Potenza Race ที่ออกแบบขึ้นเฉพาะสำหรับ Temerario เพื่อการขับขี่บนถนนและในสนามแข่งขัน ยาง Potenza Sport รุ่นพิเศษนี้มาพร้อมลายดอกยางที่ออกแบบมาเพื่อเสริมประสิทธิภาพการควบคุมบนถนนแห้ง การยึดเกาะบนถนนเปียก และสมรรถนะในความเร็วสูง ยกระดับความเร้าใจในการขับขี่สไตล์สปอร์ตให้ถึงขีดสุด

Lamborghini Temerario 6ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจากซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่ล่าสุดได้ที่ “ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ” โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ถนนวิภาวดีรังสิต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-512-5111