Home Blog Page 62

“เรนเจอร์ แร็พเตอร์” โชว์ผลงานคว้า 2 โพเดียมในศึก TRRC สนามที่ 2 พร้อมนำลูกค้าและสื่อมวลชนลุยกิจกรรม ‘แร็พเตอร์ แทร็ค เอ็กซ์พีเรียนซ์’

0
ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ 1

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมกับทีมฟีลลิค อินโนเวชัน มอเตอร์สปอร์ต ตอกย้ำความ ‘แกร่งจริงทุกคัน ดุดันทุกสถานการณ์’ โชว์ผลงานยอดเยี่ยมต่อเนื่องในรายการไทยแลนด์ แรลลี่ เรด แชมเปี้ยนชิพ 2568 หรือ TRRC (Thailand Rally Raid Championship) สนามที่ 2 โดยรถแข่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 5 คว้าอันดับ 2 ในคลาส T2 และอันดับ 5 Overall ซึ่งเป็นรุ่นสำหรับรถที่พัฒนาจากโรงงานในประเทศไทย

เรนเจอร์ แร็พเตอร์” 2

การแข่งขันครั้งนี้ยังนับเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ดส่งทีมลงแข่งถึง 2 คัน โดยรถแข่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 5 ขับโดยไมเคิล ฟรีแมน และไชยยา ชมมาลี คู่หูนักแข่งและผู้นำทางที่ร่วมงานกันมาอย่างยาวนาน สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ในขณะเบลีย์ โคล นักแข่งรถออฟโรดระดับโลก ลงแข่งด้วยรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 21 ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยมีผู้นำทางเป็นเนวิเกเตอร์มากประสบการณ์ชาวไทย เพื่อน-ศิณพพงษ์ ไตรรัตน์ ร่วมกันประเดิมเก็บประสบการณ์จากสนามแข่งที่เต็มไปด้วยความท้าทายอย่างทางโคลนจากสภาพฝนตกช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามถัดไป

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ 2

นอกจากการส่งรถเข้าแข่งขันแล้ว ฟอร์ดยังจับมือกับผู้จัดงานไทยแลนด์ แรลลี่ เรด แชมเปี้ยนชิพ จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ‘แร็พเตอร์ แทร็ค เอ็กซ์พีเรียนซ์ (Raptor Track Experience)’ เป็นครั้งที่ 2 ของปี 2568 โดยนำลูกค้ารถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ พร้อมผู้ที่ชื่นชอบรถฟอร์ด และสื่อมวลชน รวม 20 คัน สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในเส้นทางที่ใช้แข่งจริงเสมือนนักแข่ง บนทางที่เต็มไปด้วยพื้นผิวสุดท้าทายหลายรูปแบบ โดยมีผู้เชี่ยวชาญร่วมนำทางและคอยช่วยเหลือเพื่อความปลอดภัยอย่างเข้มงวดตลอดระยะทางกว่า 7 กิโลเมตรในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ ยังมีลูกค้าและผู้สนใจอีกกว่า 85 ท่านร่วมกิจกรรมทดสอบขับรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ภายในงาน

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ 3

สำหรับกิจกรรมในวันที่ 31 พฤษภาคม ลูกค้า แฟนรถฟอร์ด และสื่อมวลชน ได้พบกับกิจกรรมที่คอออฟโรด และผู้ชื่นชอบกีฬามอเตอร์สปอร์ตรอคอยมากมาย ได้แก่

•กิจกรรมพบปะทีมแข่งและสมาชิกใหม่เป็นครั้งแรก กระทบไหล่ทีมฟีลลิค อินโนเวชัน มอเตอร์สปอร์ต นำโดยนักขับมากด้วยประสบการณ์ ไมเคิล ฟรีแมน และผู้นำทาง ไชยยา ชมมาลี ที่จะขับ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 5 รวมถึงคู่หูใหม่ เบลี่ย์ โคล นักแข่งรถออฟโรดระดับโลก และ เพื่อน-ศิณพพงษ์ ไตรรัตน์ เนวิเกเตอร์ผู้คร่ำหวอดชาวไทย ที่จะควบคุม ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 21

•กิจกรรมเชียร์และปล่อยตัวทีมแข่ง ร่วมส่งขบวนรถแข่งขณะออกตัว และร่วมเชียร์ทีมแข่งติดขอบสนาม

•กิจกรรม แร็พเตอร์ แทร็ค เอ็กซ์พีเรียนซ์ นำรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ร่วมขับแบบคาราวานบนสนามแข่งจริงเป็นระยะทางกว่า 7 กิโลเมตร ซึ่งตลอดเส้นทาง ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ขับขี่บนเส้นทางที่พิสูจน์สมรรถนะอันดุดันของรถ และได้ใช้โหมดขับขี่ต่างๆ ที่เหมาะสมตามสภาพพื้นผิว ตั้งแต่ โหมดถนนลื่น โหมดสปอร์ต โหมดปกติ และโหมดบาฮา ที่ช่วยให้การขับขี่บนเส้นทางสมบุกสมบันผ่านไปอย่างง่ายดาย

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ 5

•กิจกรรม ทดสอบขับ นอกจากกิจกรรมการขับจริงบนสนามแข่งออฟโรดแล้ว ฟอร์ดยังร่วมมือกับผู้จำหน่ายจัดกิจกรรมทดสอบรถเรนเจอร์ แร็พเตอร์ แก่ผู้ที่กำลังมองหารถกระบะสมรรถนะสูง ให้ได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ และใช้โหมดขับขี่ต่างๆ ได้แก่ โหมดสปอร์ต โหมดถนนลื่น โหมดโคลน/ร่อง โหมดปีนทางกรวด โหมดถนนลื่น และโหมดบาฮา ที่ออกแบบมาเพื่อทุกสภาพถนนและการใช้งาน

การแข่งขันไทยแลนด์ แรลลี่ เรด แชมเปี้ยนชิพ นับเป็นหนึ่งในรายการแข่งรถยนต์ประเภทแรลลี่ครอสคันทรีรายการใหญ่ของประเทศไทย รับรองรายการแข่งโดยราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ชิงแชมป์ประเทศไทยถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ด้วยความตั้งใจให้เป็นสุดยอดศึกทดสอบสมรรถนะรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อในประเทศไทยที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเผชิญกับการแข่งขันในพื้นที่ที่มีความท้าทาย ซึ่งจะพิสูจน์ทักษะการขับขี่ของนักแข่ง การปรับแต่งเครื่องยนต์ของวิศวกร ไปจนถึงสมรรถนะของรถแข่ง

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” ต้อนรับกลางปีด้วยส่วนลดค่าอะไหล่30%* กับแคมเปญ “Shining in June” สำหรับลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่มีอายุการใช้งาน 5 ปีขึ้นไป

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ 1

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ให้ความสำคัญในการดูแลลูกค้าที่ใช้รถยนต์มากกว่า 5 ปี ให้คงสภาพการใช้งานให้เหมือนวันแรกที่ใช้งาน เพื่อตอบแทนความไว้วางใจของลูกค้าที่เข้ารับบริการอย่างต่อเนื่อง ด้วยแคมเปญ “Shining in June” มอบสิทธิพิเศษให้กับเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่น (รวมถึงรถ Van) ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 5 ปี (นับจากวันส่งมอบรถยนต์ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2563) รับส่วนลดค่าอะไหล่ 30%* จากราคาขายแนะนำปกติ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เมื่อนำรถเข้ารับบริการหลังการขาย ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2568 เพื่อมอบความมั่นใจให้กับลูกค้าคนสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในทุกการเดินทาง

รายละเอียดบริการที่เข้าร่วมรายการตามเงื่อนไขสำหรับลูกค้า ดังนี้

•ลูกค้าที่เข้ารับบริการทุกประเภทงาน ได้แก่ งานเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง รวมถึงงานซ่อมทั่วไป เฉพาะรายการที่ลูกค้าเป็นผู้ชำระเงินค่าอะไหล่/ค่าแรงและค่าบริการด้วยตนเองเท่านั้น

หมายเหตุ: ไม่รวมลูกค้างานรับประกันคุณภาพ (Warranty-วารันตี), งานภายใต้แพ็กเกจ MBSP, การซื้อแพ็กเกจ MBSP, งาน Internal, งานเคลมประกันภัย และงานซ่อมสี/ตัวถัง, การซื้ออะไหล่หน้าร้าน และผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ทุกประเภท, งานบริการหรืองานซ่อมสำหรับรถยนต์ที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ (Fleet))

*เงื่อนไขเพิ่มเติม:

1.สิทธิพิเศษลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่น (รวมรถ Van) ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 5 ปีขึ้นไป (โดยนับจากวันส่งมอบรถยนต์ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2563) ที่เข้ารับบริการ ณ ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2568 – 30 มิถุนายน 2568 และชำระค่าใช้จ่ายภายในระยะเวลาที่กำหนด
2.สิทธิพิเศษนี้เฉพาะงานที่ลูกค้าที่ชำระเงินค่าอะไหล่, ค่าแรงและค่าบริการด้วยตนเองเท่านั้น (ไม่รวมลูกค้างานรับประกันคุณภาพ (Warranty-วารันตี), งานภายใต้แพ็กเกจ MBSP, การซื้อแพ็กเกจ MBSP, งาน Internal, งานเคลมประกันภัย และงานซ่อมสี/ตัวถัง, การซื้ออะไหล่หน้าร้าน และผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ทุกประเภท, งานบริการหรืองานซ่อมสำหรับรถยนต์ที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ (Fleet))
3.สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถแลก เปลี่ยน หรือทอนเป็นเงินสดได้
4.ส่วนลดดังกล่าวไม่รวมค่าแรง
5.เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด กรณีมีข้อโต้แย้ง การตัดสินของบริษัทฯ ถือเป็นที่สิ้นสุด
6.โปรดตรวจสอบรายละเอียดแคมเปญได้ ณ ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ

สอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ https://mb4.me/TH_CSSpecialOffers หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้าฯ โทร. 1250
ทั้งนี้ เงื่อนไขให้เป็นไปตามที่บริษัทฯ และศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการกำหนด

“มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นปี 2025” ลุคใหม่ เข้มเต็มขั้น! ดุดันในทุกมิติ กับเอกลักษณ์ที่มีสไตล์ พร้อมฟังก์ชันจัดเต็ม

0
มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นปี 2025 1

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เผยโฉม มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นปี 2025 ที่ได้รับการพัฒนาทั้งรูปลักษณ์ที่สะท้อนความดุดันมากยิ่งขึ้น ด้วยชิ้นส่วนสีดำเงารอบคัน ให้ความรู้สึกทรงพลัง โดดเด่น มีสไตล์ เพิ่มระบบอำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีที่ช่วยในการขับขี่ เพื่อยกระดับสมรรถนะการขับขี่ให้สนุก เร้าใจ และเหนือชั้นกว่าเคย

มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นปี 2025 2

มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นปี 2025 ไม่ได้เป็นเพียงรถกระบะสมรรถนะสูง แต่ยังเป็นรถที่มีดีไซน์การออกแบบที่โฉบเฉี่ยว จากการรับฟังความคิดเห็นของลูกค้า เรามีการปรับปรุงทั้งดีไซน์ภายนอก และเพิ่มระบบอำนวยความสะดวกภายในมาอย่างครบครัน เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยมากยิ่งขึ้น ทั้งในรูปแบบการใช้งานในชีวิตประจำวัน และวันหยุดพักผ่อนในวันสุดสัปดาห์”

มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นปี 2025 3

 

“นอกจากการพัฒนารถให้ตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยเพิ่มมากขึ้นในทุกมิติแล้ว มิตซูบิชิ ยังมอบความสบายใจให้กับลูกค้า ด้วยบริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม จากเครือข่ายผู้จำหน่ายที่มีศักยภาพ กระจายอยู่กว่า 190 แห่งทั่วประเทศไทย เพื่อให้บริการลูกค้าทุกท่านได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ด้วยมาตรฐานสูงสุด” มร.อินาบะ กล่าวเพิ่ม

มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นปี 2025 ปรับโฉมใหม่ และเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ในรุ่น มิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ล แค็บ พลัส อัลตร้า (รุ่น 4 ประตูยกสูง) ตกแต่งด้วยชิ้นส่วนสีดำเงารอบคัน เพื่อเพิ่มความเข้ม เท่ และดุดันมากกว่าเดิม ด้วยไดนามิก ชิลด์สีดำเงา กรอบไฟตัดหมอกสีดำเงา กระจกมองข้างสีดำเงา มือเปิดประตูด้านนอกสีดำเงา มือเปิดกระบะท้ายสีดำเงา กันชนหลังสีดำตกแต่งด้วยสีไทเทเนียมรมดำ บันไดข้างสีดำ ตกแต่งสีไทเทเนียมรมดำ และล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 18 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นปี 2025 4

ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ล แค็บ พลัส อัลตร้า (รุ่น 4 ประตู ยกสูง) เพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันมากยิ่งขึ้น อาทิ ระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control: ACC) ผู้ขับขี่สามารถตั้งค่าความเร็วตามที่กำหนด และระบบจะใช้เรดาห์ในการคำนวณเพื่อรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าตามที่เหมาะสม และสามารถชะลอความเร็วของรถให้เองโดยอัตโนมัติจนถึงจุดหยุดนิ่ง เพิ่มเติมจากเทคโนโลยีความปลอดภัย ไดมอนด์ เซนส์ (Diamond Sense)

มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นปี 2025 5

และยังยกระดับความพรีเมียมไปอีกขั้น ด้วยระบบฟอกอากาศ nanoeTMX ที่ติดตั้งอยู่กับระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกอิสระ ซ้าย-ขวา มีคุณสมบัติในการสร้างอากาศบริสุทธิ์ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ให้ความสดชื่น และลดอาการอ่อนเพลียในการเดินทาง มาพร้อมเบาะที่นั่งหนังสังเคราะห์ มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อน (Heat Guard) ให้ความสะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ขับขี่เร้าใจไปกับเครื่องยนต์ คลีนดีเซล เทอร์โบ ไฮเปอร์พาวเวอร์ (Hyper Power) ให้พละกำลังที่เหนือกว่าและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ด้วยกำลังสูงสุดที่ 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร ผสานช่วงล่างใหม่และแชสซีส์เมกาเฟรมใหม่ที่ใหญ่ขึ้นและแข็งแรงขึ้น เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มสบายเหนือระดับ คล่องตัวทั้งในเมืองและขณะเดินทางไกล

มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นปี 2025 6

ทั้งนี้ สำหรับรถกระบะรุ่นเรือธง มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD) เพิ่มความสะดวกสบายในห้องโดยสารขึ้นกว่าเดิม ด้วยระบบฟอกอากาศ nanoeTMX สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ตลอดการเดินทาง นอกเหนือจากรูปลักษณ์ภายนอกที่สะดุดตา สปอร์ต ดุดัน ในแบบที่เป็นเอกลักษณ์และไม่ซ้ำกับใคร การันตีด้วยรางวัลด้านการออกแบบระดับโลก iF Design Award 2024 แรงขึ้นไปอีกขั้น ด้วยเครื่องยนต์ “ไฮเปอร์ พาวเวอร์ เอ็กซ์ ทู (Hyper Power X2)” เครื่องยนต์คลีนดีเซล เทอร์โบสองสเตจ (Two-Stage Turbo) ผสานขุมพลังด้วยกำลังสูงสุดที่ 204 แรงม้า โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Super Select 4WD II ที่มีชื่อเสียงของมิตซูบิชิ สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการส่งกำลังของเครื่องยนต์ และระบบขับเคลื่อนให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง

นอกจาก สองรุ่นข้างต้น มิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ล แค็บ (รุ่น 4 ประตู) มาในลุคใหม่ เข้มเต็มขั้นยิ่งกว่าเดิม ด้วยไฟหน้า และไฟเดย์ไทม์ LED แบบใหม่ พร้อมเสริมความเข้ม ด้วยชิ้นส่วนตกแต่งสีดำเงา ไดนามิก ชิลด์สีดำเงา และกรอบไฟตัดหมอกสีดำเงา กระจกมองข้างสีดำเงา มือเปิดประตูด้านนอกสีดำเงา มือเปิดกระบะท้ายสีดำเงา และกันชนหลังสีดำตกแต่งด้วยสีไทเทเนียมรมดำ ขับสนุกด้วยกำลังสูงสุดที่ 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 330 นิวตันเมตร

มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นปี 2025 มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 722,000 บาท สำหรับรุ่น มิตซูบิชิ ดับเบิ้ล แค็บ พลัส (รุ่น 4 ประตูยกสูง) มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 914,000 บาท และ มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD) มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1,299,000 บาท สามารถนัดหมายเพื่อทดลองขับ และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ผู้จำหน่ายรถยนต์ มิตซูบิชิทั่วประเทศ หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

โปรโมชั่นพิเศษ

มิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ล แค็บ พลัส รุ่นปี 2025

มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นปี 2025 7
-เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% นาน 48 เดือน
-เลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) มูลค่าสูงสุด
28,300 บาท พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี มูลค่า 8,950 บาท
-รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี มูลค่าสูงสุด 19,100 บาท
-รับประกันคุณภาพนาน 5 ปี พร้อมฟรีค่าแรงเช็กระยะนาน 5 ปี มูลค่าสูงสุด 5,196 บาท
-ครอบครัวมิตซูบิชิรับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน M-Drive

มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ขับเคลื่อน 4 ล้อ รุ่นปี 2025

มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นปี 2025 8
-เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% นาน 48 เดือน
-เลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) มูลค่าสูงสุด
28,300 บาท พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี มูลค่า 8,950 บาท
-รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี มูลค่าสูงสุด 22,100 บาท
-รับประกันคุณภาพนาน 5 ปี พร้อมฟรีค่าแรงเช็กระยะนาน 5 ปี มูลค่าสูงสุด 5,196 บาท
-ครอบครัวมิตซูบิชิรับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน M-Drive

เงื่อนไขและรายละเอียดเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด หลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

*รางวัล iF DESIGN AWARD ถือเป็นหนึ่งในรางวัลด้านการออกแบบอันทรงเกียรติระดับโลก ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาอย่างยาวนานกว่า 70 ปี ได้รับการก่อตั้งโดยสถาบัน iF International Forum Design GmbH ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ เมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี ภายใต้ 5 หลักเกณฑ์การพิจารณา ได้แก่ แนวคิด (idea) รูปทรง (form) การใช้งาน (function) ความโดดเด่นและแตกต่าง (differentiation) และ กระแสตอบรับ (impact)

“คาราสติ” พลิกโฉมวงการยานยนต์ในไทยด้วยโมเดล Car Subscription แบบครบวงจร พร้อมผนึกพันธมิตรเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ

0
Carasti 1

คาราสติ (Carasti) ผู้นำบริการ Car Subscription ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลในเอเชีย เปิดตัวโซลูชันที่มุ่งยกระดับการเดินทางในประเทศไทยด้วยโมเดลการสมัครสมาชิกแบบครบวงจร (All-Inclusive Subscription) ที่พร้อมพลิกโฉมรูปแบบการใช้งานรถยนต์ของผู้บริโภคในไทย ผ่านทางเลือกที่สะดวก คุ้มค่า และยืดหยุ่นกว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์แบบเดิม

Carasti 2

คาราสติ เปิดบริการ Car Subscription ที่จะมาพลิกโฉมตลาดยานยนต์ไทย

คาราสติได้สร้างฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในตลาดยานยนต์ที่มีการแข่งขันสูงในตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด สะท้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคที่มองหาทางเลือกการเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ยืดหยุ่นและปราศจากภาระหนี้สินระยะยาว

Carasti 3

รายงานของ McKinsey บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 รายได้ราว 30% ของอุตสาหกรรม
ยานยนต์ทั่วโลกจะมาจากบริการรูปแบบการสมัครสมาชิก (Subscription) และการใช้รถร่วมกัน (Shared Mobility) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้ผู้คนมองหาทางเลือกใหม่ที่คุ้มค่าและยืดหยุ่นมากขึ้น (ที่มา: Automotive revolution – perspective towards 2030)

นายคิม จอนส์สัน กรรมการผู้จัดการ เอเชีย, คาราสติ เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่และเติบโตเร็วที่สุดของบริษัท โดยมีแรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มหาตัวเลือกใหม่ ๆ แทนการแบกภาระหนี้จากสินเชื่อรถยนต์ระยะยาว

Carasti 4

“เรากำลังพลิกโฉมวิธีการเข้าถึงรถยนต์ของทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วเอเชียและตะวันออกกลาง โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเติบโต ภารกิจของเราคือทำให้การขับรถใหม่เป็นเรื่องง่าย ด้วยบริการสมัครสมาชิกแบบครบวงจรที่ทั้งสะดวกสบาย ปรับได้ตามต้องการ และไม่จุกจิก โดยไม่ต้องมีการขอสินเชื่อหรือวางเงินดาวน์”

ปัจจุบัน คาราสติ ยังคงเดินหน้าขยายจำนวนรถในระบบ พร้อมยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานเพื่อตอบโจทย์ทั้งกลุ่มคนทำงาน ชาวต่างชาติ และภาคธุรกิจ ขณะเดียวกัน บริษัทก็เร่งเสริมความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาด Car Subscription ระดับภูมิภาค พร้อมมองหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อผลักดันการเติบโตในประเทศไทย

ผนึกกำลังพันธมิตรเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

คาราสติ ประกาศความร่วมมือกับ ชุนหลี ปราจีนบุรี ตัวแทนจำหน่ายฟอร์ดอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาแผนการตลาดแบบบูรณาการ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่ได้วางแผนเป็นเจ้าของรถยนต์

นายนิรันดร์ ตั้งกงพานิช เจ้าของและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชุนหลี ปราจีนบุรี จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ คาราสติ ช่วยให้ชุนหลีปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ด้วยการนำเสนอบริการเข้าถึงรถยนต์ฟอร์ดรุ่นใหม่โดยไม่ต้องลงทุนสินทรัพย์ล่วงหน้า (Zero Capex) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยรักษามูลค่าของแบรนด์ แต่ยังเป็นทางเลือกขยายช่องทางธุรกิจให้เติบโต”

Carasti 5

นายนิรันดร์ ยังระบุอีกว่า โมเดล Car Subscription กำลังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจของผู้บริโภคและผู้จำหน่ายรถยนต์ เพราะสถานการณ์ตลาดยานยนต์ไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายปัจจัย ดังนี้

•ยอดขายรถใหม่ที่ลดลงในปี 2567 สะท้อนความกังวลของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยข้อมูลของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รายงานว่ายอดจำหน่ายรถยนต์ ในปี 2567 อยู่ที่ 572,675 คัน ลดลงจากปี 2566 ร้อยละ 26.18
•นโยบายปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นจากปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากประสบความยากลำบากในการขอสินเชื่อ
•อุปสรรคด้านกำลังซื้อ เช่น เงินดาวน์สูง การอนุมัติสินเชื่อยากขึ้น ทำให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ SME หันมามองหาทางเลือกที่เข้าถึงง่ายกว่าเดิม

Carasti 6

“ในสภาวะที่ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากยอดขายที่ชะลอตัว บริการ Car Subscription ถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ายุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานรุ่นใหม่ ชาวต่างชาติ หรือผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการความยืดหยุ่นโดยไม่มีภาระผูกพันทางการเงินระยะยาว”

คาราสติ ไม่ใช่แค่ช่องทางขยายโอกาสทางธุรกิจ แต่เป็นการเปิดประสบการณ์ที่ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น พร้อมความสะดวกสบายที่เหนือกว่า” นายนิรันดร์ กล่าว

คาราสติ พลิกโฉมการเข้าถึงรถยนต์รูปแบบใหม่ด้วยแพลตฟอร์มอัจฉริยะ

คาราสติพลิกโฉมการเข้าถึงรถยนต์ด้วยแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่เชื่อมต่อระหว่างผู้บริโภคกับพันธมิตรรถยนต์ สู่ทางเลือกการใช้รถที่ยืดหยุ่นผ่านระบบนิเวศแบบครบวงจร ด้วยการผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านปฏิบัติการเชิงลึก และบริษัทได้พัฒนาโมเดลการเข้าถึงรถยนต์ที่ชาญฉลาด ยืดหยุ่น ตอบสนองต่อความต้องการด้านรถยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แพลตฟอร์มอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ประสบการณ์ใช้งาน มีดังนี้

•ตัวเลือกรถใหม่จำนวนมากที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
•ประสบการณ์การใช้งานแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ
•ให้บริการรวดเร็วและไม่ยุ่งยาก
•ระบบจัดสรรรถที่ยืดหยุ่นและชาญฉลาด

โมเดลการสมัครสมาชิกแบบครบวงจรของคาราสติเป็นทางเลือกใหมที่คุ้มค่า ผู้ใช้สามารถจองรถผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมบริการส่งรถถึงหน้าบ้าน โดยชำระค่าบริการเป็นรายเดือน ผู้ใช้งานจะได้รับความคุ้มครองแบบครบวงจร ทั้งประกันภัย ภาษี การบำรุงรักษา และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน โดยไม่ต้องแบกรับภาระทางการเงินระยะยาวจากสินเชื่อรถยนต์แบบเดิม

เลือกและจองรถยนต์ผ่านแอปพลิเคชันของคาราสติ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.carasti.com

เติ้น-ทัศนพล ฝ่าเรซสุดหิน ในศึก FIA Formula 3 Championship 2025 สนาม 3 และ 4

0
AAS Motorsport 1

หลังจบเกมการแข่งขันดวลความเร็วระดับเวิล์ดคลาสในศึก FIA Formula 3 Championship 2025 สนามที่ 3 และ 4 ของ “เติ้น-ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์” นักขับดาวรุ่งแห่งวงการมอเตอร์สปอร์ตเมืองไทย จาก AAS Motorsport ภายใต้สังกัดทีมคัมโปส เรซซิ่ง (Campos Racing) โดยเริ่มเปิดฉากที่สนามเอาโตโดรโม เอนโซ เอ ดิโน เฟอร์รารี หรืออิโมลาเซอร์กิต ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 16-18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ด้วยการพารถสูตรหมายเลข 11 ลงสนามเทสเต็มระบบในรอบซ้อม (Practice) แต่ต้องมาพบกับอุปสรรคใหญ่ในรอบคัดเลือก (Qualifying) ส่งผลให้ต้องออกสตาร์ทจากท้ายกริดทั้งสองเรซ

AAS Motorsport 2

เข้าสู่การแข่งขันรอบสปริ้นต์ เรซ (Sprint Race) ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นใจ เมื่อ “เติ้น-ทัศนพล” ต้องออกสตาร์ทจากท้ายแถว (P30) แต่ด้วยหัวใจสู้ก็ไม่ขอยอมแพ้ รวบรวมสมาธิแก้สถานการณ์คุมเกมความเร็วอย่างมุ่งมั่น โชว์พลังแซงคู่แข่งจนไต่ขยับอันดับขึ้นมาได้ถึง 11 คัน ทำผลงานในรอบนี้ได้ดีเกินคาด รับธงหมากรุกไปในอันดับที่ 19 (P19) อย่างเป็นทางการ

AAS Motorsport 5

ลุยกันต่อในรอบฟีเจอร์เรซ (Feature Race) ที่ “เติ้น-ทัศนพล” ยังคงเดินหน้ารับมือกับความท้าทายของสนามอิโมลาที่เต็มไปด้วยความเข้มข้น หลังออกสตาร์ทเพียงไม่กี่นาที ก็โชว์ฟอร์มแกร่งไล่แซงดุเดือดขึ้นมาถึง 5 คันรวด ก่อนงัดทุกสกิลเหยียบเต็มสปีดทะลุ “Top 20” ทะยานขึ้นสู่อันดับที่ 17 (P17) จนครบ 22 รอบของการแข่งขัน ถึงแม้ว่าจะพลาดแต้มคะแนนเก็บในเรซนี้ไป แต่ต้องนับเป็นอีกสนามที่นักแข่งไทยได้แข่งขันกับตัวเองอย่างยอดเยี่ยม

AAS Motorsport 7

สำหรับการแข่งขันล่าสุดสนามที่ 4 ณ เซอร์กิต เดอ โมนาโก ประเทศโมนาโก เมื่อวันที่ 22-25 พฤษภาคมที่ผ่านมา เริ่มจากรอบการซ้อม (Practice) ที่ เติ้น ทำเวลาอยู่ในอันดับ 22 (1:27:248) ก่อนตามไปลุ้นอันดับออกสตาร์ทต่อในรอบคัดเลือก (Qualifying) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามเบอร์รถ โดยนักแข่งไทยจะทำการควอดิฟายใน Group B ซึ่งสามารถทำเวลาดีที่สุด 1:26.209 จัดอยู่ลำดับที่ 9 (P9) ของ Group B เมื่อรวมกับ Group A ทำให้อันดับในการออกสตาร์ทอยู่ในอันดับที่ 18 (P18)

AAS Motorsport 8

ทันทีที่การแข่งขันรอบสปริ้นต์ เรซ (Sprint Race) มาถึงกับ สตรีท เซอร์กิต ที่สวยงามและท้าทายที่สุดสนามหนึ่งของโลก และขึ้นชื่อเรื่องข้อจำกัดทั้งในการทำความเร็วและการหาจังหวะขึ้นแซง ทำให้เกมนี้ “เติ้น-ทัศนพล” เข้าเส้นชัยไปในอันดับที่ 18 (P18) ทำได้เพียงรักษาอันดับเท่ากับลำดับออกสตาร์ท แต่ภายหลังโดนพิจารณาโทษปรับบวกเวลา 30 วินาที ทำให้อันดับตกไปอยู่ที่ 23 อย่างน่าเสียดาย…

AAS Motorsport 9

ส่วนผลงานในรอบฟีเจอร์เรซ (Feature Race) ต้องขอยอมรับในความใจสู้ของ “เติ้น-ทัศนพล” ที่กดสปีดความเร็วใส่ไม่ยั้งตั้งแต่เริ่มเกม พยายามต่อสู้ไต่อันดับขึ้นมาได้อย่างไม่ลดละและรักษาอันดับเอาไว้ได้ ก่อนปิดเกมสนามโมนาโก ไปด้วยอันดับที่ 13 แต่ภายหลังคณะกรรมการตัดสินให้ Ivan Domingues (นักแข่งทีม Van Amersfoort Racing) โดนปรับโทษ 10 วินาที เนื่องจากทำผิดกติกาลัดสนามแซงรถแข่งหมายเลข 11 ของเติ้น-ทัศนพล ส่งผลให้นักแข่งไทยขยับขึ้นมาจบอันดับ 12 อย่างเป็นทางการ… แม้ว่าจะยังไม่สามารถเก็บคะแนนสะสมในสนามนี้ได้ แต่สิ่งที่แฟนๆ ได้เห็นในสัปดาห์นี้ คือความมุ่งมั่นที่จะผลักดันตัวเองและสร้างผลงานที่ดีขึ้นในทุกๆ เรซ

AAS Motorsport 10

ทั้งนี้โปรแกรมการแข่งขัน Formula 3 – สนามที่ 5 #SpanishGrandPrix จะจัดขึ้นสัปดาห์ถัดไป ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 1 มิถุนายนนี้ ณ สนามเซอร์กิต เดอ บาร์เซโลนา-กาตาลุนญ่า ประเทศบาร์เซโลน แฟนความเร็วและ Fc. เติ้น ทัศนพล เตรียมปักหมุดติดตามเชียร์นักแข่งไทย และเพื่อไม่พลาดทุกข่าวสารรายงานความมันส์ส่งตรงจากทางเพจก่อนใคร กดติดตามและถูกใจ ได้ที่แฟนเพจ Facebook & Instagram : AAS Motorsport และเว็บไซต์หลัก https://www.aasautoservice.com/

 

เอ็มจี จัดกิจกรรม MG WEEKEND CLUB ชวนลูกค้าเทสต์กลิ่นน้ำหอมแบบเอ็กซ์คลูซีฟ กับผู้เชี่ยวชาญแบรนด์ดังจากอังกฤษ JO MALONE พร้อมให้ทดลองขับ MG IM6 แบบใช้งานจริง

0
เอ็มจี 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย มอบประสบการณ์สุดพิเศษให้ลูกค้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟผ่านกิจกรรม MG WEEKEND CLUB ด้วย WORKSHOP เทสต์น้ำหอมกลิ่นเฉพาะตัวที่สะท้อนความเป็นตัวเอง โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก JO MALONE LONDON มาให้ความรู้อย่างใกล้ชิด อีกทั้งลูกค้ายังได้สัมผัส และทดลองขับ MG IM6 ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นล่าสุดบนถนนจริง ซึ่งได้รับความสนใจและเสียงชื่นชมจากลูกค้าเป็นอย่างดี ทั้งในด้านดีไซน์ที่โดดเด่นและเทคโนโลยีการขับขี่ล้ำสมัย โดยเฉพาะระบบช่วยขับอัจฉริยะ ONE TOUCH iAD ที่ยกระดับ e-SUV ให้เหนือกว่าเดิม ด้วยการควบคุมขับขี่ที่ง่าย สะดวกสบาย และปลอดภัยยิ่งขึ้น

เอ็มจี 2

MG IM6 ถูกวางให้เป็นโมเดลที่เข้ามาเพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์ด้วยเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ทั้งคัน
ซึ่งนอกจากสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมโดยรุ่นท็อปอย่าง Performance ขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ให้พละกำลังสูงสุด 778 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 802 นิวตัน-เมตร ชาร์จแบบเร็ว (Quick Charge) 10% – 80% ใช้เวลาน้อยกว่า 20 นาที* เท่านั้น นอกจากนี้ยังเพียบพร้อมไปด้วยฟีเจอร์อัจฉริยะ อาทิ ระบบอัจฉริยะแสดงผลในที่มืดและฝนตก (Intelligent Rainy Night Mode) ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ APA (Auto Park Assist) ฯลฯ อีกทั้งยังมอบความอุ่นใจระยะยาวด้วยการรับประกันแบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) ซึ่งลูกค้าที่ร่วมกิจกรรมฯ จะได้ทดลองขับในสถานการณ์จริงบนถนน

เอ็มจี 3

สำหรับกิจกรรม MG WEEKEND CLUB ครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ เอ็มจี ในการดูแลลูกค้า
หลังการขาย และสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างแท้จริง โดย เอ็มจี หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้จัดกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้อีกในอนาคต เพื่อสร้างความผูกพันและความสุขให้กับลูกค้า ตลอดปี 2568 นี้ เอ็มจีจะยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์กับลูกค้า และขยายต่อไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่สนใจยนตรกรรมเอ็มจี สามารถเข้าถึงและใกล้ชิดกับแบรนด์มากขึ้น ทั้งนี้ ผู้สนใจสนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นผ่านทาง www.facebook.com/MGcarsThailand หรือแอดไลน์ @MGThailand

เอ็มจี 4

เอ็มจี 5

*ระยะเวลาในการชาร์จ ขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่คงเหลือและกำลังของเครื่องอัดประจุไฟฟ้า

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจี ได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

 

“ไซลุน ไทร์” เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เดินหน้ารุกตลาดยางรถยนต์ไทย ชูเทคโนโลยี Ecopoint³  เอาใจสาวกสาย Performance พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อผู้บริโภคชาวไทย

0
Sailun 1

บริษัท ไซลุน ไทร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ได้ก่อตั้งเมื่อปี 2564 เพื่อเป็นสำนักงานขายในประเทศไทย ภายใต้บริษัท ไซลุน กรุ๊ป จำกัด  ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำในประเทศจีน มีหลักการที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ คือ การสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยอาศัยความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์และความน่าเชื่อถือในความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและผู้บริโภค ดำเนินธุรกิจในการนำเข้า “ยาง EcoPoint³ และ ยาง SAILUN” จากฐานการผลิตในประเทศเวียดนามและจีน นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ยางรถยนต์นั่ง และยางที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ซึ่งไซลุน ไทร์ มุ่งมั่นสร้างแบรนด์ยางอีโคพอยท์3 (EcoPoint³) และ ยางไซลุน (SAILUN) ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

Sailun 2

ปัจจุบัน บริษัท ไซลุน ไทร์ (ไทยแลนด์) จำกัด มีผลิตภัณฑ์ใน 6 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย 1.ยางรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถเอ็มพีวี 2.ยางรถอีวี 3.ยางรถเอสยูวี 4.ยางรถกระบะทั่วไป 5.ยางเรเดียลสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสาร และ 6.ยางเพื่อเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม  โดยผลิตภัณฑ์ใหม่และผลิตภัณฑ์เด่นของยาง EcoPoint³ และ ยาง SAILUN คือกลุ่มยางสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ครอบคลุมถึงรถยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ ERANGE PERFORMANCE, ATREZZO ERANGE, ERANGE PREMIUM, ATREZZO ZSR2  และในระยะต่อไป ไซลุน ไทร์ (ไทยแลนด์) จะนำตัวเลือกยางรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาให้คนไทยได้เลือกใช้บนท้องถนนอย่างต่อเนื่อง

Sailun 3

มร.บรูซ โจว รองประธานบริษัท ไซลุน กรุ๊ป และกรรมการบริหารภูมิภาคการขายเอเชีย (Mr.Bruce Zhou Vice President of Sailun Group and Executive Director of  Asia Sales Region) เปิดเผยว่า “ในปี 2567 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของไซลุน ไทร์ โดยมีรายได้รวมกว่า 4.436 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 22.42% ก้าวขึ้นสู่อันดับที่ 1 ของบริษัทผู้ผลิตยางที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของจีน และครองอันดับที่ 10 ของโลกในบรรดาบริษัทผู้ผลิตยางชั้นนำ อีกทั้ง ไซลุน ไทร์ ยังครองอันดับหนึ่งในด้านอัตราการเติบโตของรายได้และปริมาณยอดขาย สะท้อนถึงศักยภาพของแบรนด์และการยอมรับในตลาดโลก

การจัดอันดับของ Brand Finance ประจำปี 2025   ไซลุน ไทร์ เป็นบริษัทจีนเพียงหนึ่งเดียวที่ติดอันดับ Top 10 แบรนด์ยางที่มีมูลค่าสูงสุดของโลก  แสดงถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระดับสากล  นอกจากนี้  ในด้านการแข่งขันระดับนานาชาติ       ไซลุน ไทร์ ยังเป็นผู้จัดหายางอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน F4 และมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ FIA โดยจัดหายางสมรรถนะสูงสำหรับการแข่งขันในหลายประเทศ ถือเป็นการยกระดับเทคโนโลยียางของจีนในเวทีระดับโลกอีกด้วย

สำหรับเทคโนโลยียางรุ่น EcoPoint³  ที่เปิดตัวในวันนี้ เป็นผลลัพธ์ของการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเทคโนโลยียางสมรรถนะสูงที่พัฒนาขึ้น โดยยาง SAILUN มีคุณสมบัติเด่นทั้งด้านการควบคุมที่แม่นยำ การเบรกบนถนนเปียก ความต้านทานการหมุน และความเงียบขณะขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีอากาศร้อนชื้นและสภาพถนนที่หลากหลาย ยาง EcoPoint³ สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัย มั่นคงในทุกสภาพถนน รวมถึงประหยัดพลังงาน ตอบโจทย์แนวคิด “เทคโนโลยีเปลี่ยนการขับขี่”

Sailun

สำหรับประเทศไทยถือเป็นตลาดสำคัญในกลยุทธ์ของภูมิภาคเอเชีย โดยทาง ไซลุน ไทร์ (ไทยแลนด์) ได้ร่วมมือกับบริษัท เค พี เอส แอ็คเซสเซอรี่ส์  จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายยาง SAILUN อย่างเป็นทางการในประเทศไทย  ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการจับมือทางธุรกิจ แต่ยังเป็นการหลอมรวมแนวคิด เพื่อขยายความแข็งแกร่งในด้านผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย แบรนด์ และการบริการ  ในตลาดประเทศไทย  โดยในอนาคต ไซลุน ไทร์ จะยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น  พร้อมร่วมมือกับ บริษัท เค พี เอส แอ็คเซสเซอรี่ส์  จำกัด และพันธมิตรในการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง  มืออาชีพ และเข้าถึงได้”

มร.สตีฟ จาง ผู้อำนวยการทั่วไปประจำประเทศไทยและกัมพูชาของบริษัท ไซลุน ไทร์ (ไทยแลนด์) จำกัด (Mr.Steve Zhang General Manager of Thailand and Cambodia, Sailun Tire (Thailand) co., Ltd) กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดยางรถยนต์ที่มีความคึกคักที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไซลุน ไทร์ จึงได้จัดตั้งสำนักงานขายในประเทศไทย พร้อมสร้างเครือข่ายคลังสินค้าและโลจิสติกส์ครอบคลุมทั้งประเทศ และทีมบริการหลังการขายที่เป็นคนไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และใกล้ชิดยิ่งขึ้น

Sailun 7

ปัจจุบันธุรกิจของ ไซลุน ไทร์ (ไทยแลนด์) ครอบคลุมหลัก ๆ ใน 3 กลุ่ม ได้แก่

  • ยางรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (PCR) เป็นซัพพลายเออร์ให้กับโรงงาน BYD ในประเทศไทย
  • ยางรถบรรทุกและรถโดยสาร (TBR) ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม เช่น S690
  • ยางนอกถนน (OTR) ร่วมเป็นซัพพลายเออร์ให้กับลูกค้าหลักอย่าง EGAT และ SAHAKOLSailun 8

ไซลุน ไทร์  ให้บริการทั้งผู้บริโภคทั่วไป และลูกค้าเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม  ในฐานะที่เป็นผู้เล่นหลักในตลาดประเทศไทย เรายึดมั่นในแนวคิด “ลูกค้าคือศูนย์กลางเป็นอันดับแรก” เพราะเรามองว่าการเข้าใจตลาด เข้าถึงลูกค้า และตอบสนองอย่างรวดเร็ว คือกุญแจสำคัญของความสำเร็จ และภายในอีก 5 ปีข้างหน้า เราวางเป้าหมายที่จะมีส่วนแบ่งตลาดไม่น้อยกว่า 10% ในแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก และมุ่งมั่นที่จะทำให้ SAILUN เป็นแบรนด์ยางรถยนต์ชั้นนำที่น่าเชื่อถือในประเทศไทย โดยล่าสุดขอแนะนำผลิตภัณฑ์ยางอันเป็นผลลัพธ์จากการผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับความเข้าใจในตลาด รุ่น EcoPoint³ พัฒนาโดย ไซลุน ไทร์  เพื่อยกระดับการควบคุม ความปลอดภัย การประหยัดพลังงาน และความเงียบสบายในการขับขี่ ซึ่งเรามั่นใจว่า EcoPoint³  จะเป็นตัวเลือกคุณภาพสำหรับตลาดระดับกลางถึงบนของประเทศไทย”

ในอนาคตกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์นั่ง (PCR) เน้นพัฒนา 4 แนวทางหลัก ได้แก่

  • การพัฒนาผลิตภัณฑ์ : เพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ระดับสูง โดยเน้นยางรุ่น EcoPoint³ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของตลาดระดับกลางถึงบน
  • การขยายช่องทาง : เสริมสร้างความร่วมมือกับ บริษัท เค พี เอส แอ็คเซสเซอรี่ส์ จำกัด ผู้แทนจัดจำหน่าย เพื่อเพิ่มจำนวนร้านค้าที่ครอบคลุมทั่วประเทศ
  • การพัฒนาบริการ : ยกระดับการฝึกอบรมทีมงานและการตอบสนองหลังการขาย เพื่อมอบประสบการณ์บริการที่เป็นเลิศ
  • การสร้างแบรนด์ : ใช้กิจกรรมทดลองขับและการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีต่อแบรนด์

Sailun 9

นอกจากนี้ นวัตกรรมสำคัญที่สร้างชื่อให้กับแบรนด์คือ เทคโนโลยี Ecopoint³ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสารประกอบอย่างขั้นสูงที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก  ด้วยกระบวนการ “LPM (Liquid Phase Mixing)” หรือการผสมยางในสถานะของเหลว ซึ่งช่วยให้ยางธรรมชาติ ซิลิกา และสารเสริมแรงต่างๆ สามารถผสมผสานเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบในระดับโมเลกุล ส่งผลให้โครงสร้างเนื้อยางมีความสม่ำเสมอ แข็งแรง ยึดเกาะถนน ลดแรงต้านการหมุน ทำให้พร้อมรองรับสมรรถนะในทุกสภาวะการใช้งาน เพื่อยกระดับสมรรถนะยางใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ความปลอดภัยในการขับขี่ ด้านความทนทาน และประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงาน ซึ่งเหนือกว่ายางทั่วไป โดยยังคงรักษาความสมดุลในทุกด้านของสมรรถนะไว้อย่างครบถ้วน  และด้วยความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการวิจัยและกระบวนการผลิตที่ทันสมัย ครอบคลุมศูนย์วิจัยและเครือข่ายการผลิตทั้งเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ทุกเส้นยางล้วนได้รับการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด พร้อมด้วยสิทธิบัตรกว่า 3,500 รายการ  นับเป็นบทบาทสำคัญในการร่วมกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมยางระดับสากล

Sailun 10

 

สำหรับช่องทางจัดจำหน่ายยางรถยนต์ “ EcoPoint³ และ SAILUN” ปัจจุบัน ทางบริษัท เค พี เอส แอ็คเซสเซอรี่ส์  จำกัด เป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ สามารถติดตามข่าวสาร และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : kps-accessories / Facebook : SAILUN TIRE THAILAND และ Facebook : EcoPoint3 Thailand  หรือ โทร.02-751-1853

“GWM” ชำแหละเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนฯ ใหม่ล่าสุดของ GWM TANK 300 DIESEL เผย 7 นวัตกรรมการดีไซน์เครื่องยนต์ ที่สร้างความนิ่ง เงียบ และนุ่มนวลในทุกการเดินทาง

0
Tank 300 Deisel 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ตอกย้ำการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่องและความสำเร็จที่ก้าวไปอีกขั้นของ NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่ครองใจพี่น้องชาวไทยด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำที่ยกระดับเครื่องยนต์ดีเซลในประเทศไทยไปอีกขั้น ทั้งด้านพละกำลังและสมรรถนะ การใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์จากสื่อมวลชนหลายแขนงและลูกค้าผู้ใช้จริงกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ ที่มีการออกแบบให้ลดเสียงและแรงสั่นสะเทือน มอบประสบการณ์การขับขี่ที่นิ่ง เงียบ และนุ่มนวล แฟน ๆ ของ GWM เตรียมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟในงาน “GWM DIESEL TECH DAY” กับปรากฏการณ์ครั้งแรกในประเทศไทยที่เจาะลึกเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลเจนเนอชั่นใหม่ล่าสุด รวมถึงการรวมตัวของเหล่าผู้ใช้งาน GWM TANK 300 จากทั่วประเทศ ที่พร้อมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ไปด้วยกัน ในวันที่ 7 มิถุนายน 2568 ณ RARIN Bangkok Riverside Venue

Tank 300 Deisel 2

เผย 7 จุดเด่นของเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลของ GWM ที่ช่วยให้การขับขี่ NEW GWM TANK 300 DIESEL นิ่ง เงียบ นุ่มนวล กว่าที่เคย

•การออกแบบลดแรงสั่นสะเทือนของท่อเชื้อเพลิงแรงดันสูง (High-Pressure Fuel Pipe Vibration Damping Design) ทิศทางการเดินท่อน้ำมันแรงดันสูงได้รับการปรับให้เหมาะสม พร้อมตําแหน่งการยึดที่ได้รับการปรับปรุงให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเสียงสะท้อนความถี่และเสียงรบกวนที่ผิดปกติ ปกติแล้วท่อน้ำมันเชื้อเพลิงแรงดันสูงในเครื่องยนต์ดีเซลมักเกิดเสียงและแรงสั่นสะเทือนขณะทำงาน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของแรงดันน้ำมันในระบบอย่างรวดเร็วจากการเปิดปิดของหัวฉีดและปั๊มน้ำมันเครื่อง การออกแบบนี้ จะสามารถช่วยลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนของท่อน้ำมันเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความรู้สึกนิ่ง เงียบ สบาย ตลอดทั้งการเดินทาง

Tank 300 Deisel 3

•วัสดุดูดซับเสียงรอบระบบเชื้อเพลิง (Passive Noise Reduction) บริเวณหัวฉีดและปั๊มเชื้อเพลิงเป็นแหล่งกำเนิดเสียงที่สำคัญในเครื่องยนต์ดีเซล สามารถสังเกตได้จากเวลาสตาร์ทรถ ถ้าเป็นเครื่องยนต์ดีเซลแบบเดิม ๆ อาจมีเสียง “แกร๊กๆ” ชัดเจน แต่เครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนฯ ใหม่ล่าสุดของ GWM ใช้ฉนวนกันเสียงชั้นดีหุ้มบริเวณนี้ เพื่อดูดซับเสียงที่เกิดจากการฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูง และลดเสียงคล้ายการกระแทกเบา ๆ ที่อาจได้ยินจากห้องโดยสาร ให้เสียงที่เงียบไม่รบกวนทั้งสมาชิกในบ้านและเพื่อนบ้านรอบข้าง

•การออกแบบระบบไทม์มิ่งที่ปรับปรุงใหม่ (Optimized Timing System Design) GWM มีการออกแบบระบบไทม์มิ่งใหม่ทั้งความตึงสายพานและลูกรอกที่มีการปรับให้เหมาะสม เพื่อช่วยลดเสียงรบกวนของสายพานในขณะทำงาน นอกจากนี้ ฝาครอบเครื่องยนต์ที่ทาง GWM ใช้ ทำจากวัสดุผสมคือ ด้านบนทำจากพลาสติกที่มีความยืดหยุ่น และด้านล่างทำจากอะลูมิเนียมที่ช่วยดูดซับเสียงสะท้อน เหมาะกับการลดเสียงความถี่สูงที่อาจกระจายเข้าห้องโดยสาร เช่น เวลาขับในอุโมงค์หรือลานจอดรถใต้ดิน ด้วยการออกแบบพิเศษนี้ส่งผลให้ผู้ขับขี่ได้ยินแค่เสียงล้อกับถนน ไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์สะท้อนกวนใจในระหว่างขับขี่

Tank 300 Deisel 4

•เพลาลูกเบี้ยวแบบขนานพร้อมเฟืองพิเศษ ลดเสียงกระแทกของกลไกภายใน (Parallel Camshaft Coupling with Anti-Backlash Gears) กลไกของเครื่องยนต์ เช่น เพลาลูกเบี้ยว (Camshaft) ทำงานด้วยเฟืองที่อาจส่งเสียงขบหรือกระแทกหากออกแบบไม่ดี แต่เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ล่าสุดที่ใช้กับ GWM TANK 300 DIESEL ใช้เพลาขนานและเฟืองที่ออกแบบพิเศษ (Anti-Backlash Gears) เพื่อลดเสียงและแรงกระแทกภายใน จึงทำให้เสียงกลไกขณะเร่งเครื่องนุ่มนวลขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ในขณะที่กำลังเร่งแซงหรือขับขึ้นเขา เสียงเครื่องจะไม่ดังแหลมหรือรัวจนน่ารำคาญ แต่ให้ความรู้สึกที่เงียบและนุ่มนวลมากกว่าเครื่องยนต์ดีเซลแบบทั่วไป

•เพลาสมดุลแบบใหม่ ติดตั้งด้านท้ายเครื่องยนต์เพื่อลดแรงสะเทือนจากการหมุน (Rear-End Gear Drive for Balance Shaft) เครื่องยนต์ดีเซลมักมีแรงสั่นสะเทือนจากการหมุนของเพลาข้อเหวี่ยง ซึ่งอาจส่งไปถึงพวงมาลัยหรือพื้นรถ GWM แก้ปัญหานี้ด้วยการติดตั้งเฟืองเพลาสมดุล (Balance Shaft) ไว้ด้านท้ายของเพลาข้อเหวี่ยง เพื่อควบคุมแรงสั่นให้สมดุลมากที่สุด ทำให้พวงมาลัยนิ่งและจับถนัดมือมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเกร็งมือหรือขยับมือบ่อย ๆ

Tank 300 Deisel 6

•การออกแบบให้หลีกเลี่ยงการสั่นสะเทือนร่วมกันของชิ้นส่วน (Component Modal Frequency Avoidance)
NEW GWM TANK 300 DIESEL มีการออกแบบชิ้นส่วนเครื่องยนต์ให้หลีกเลี่ยงความถี่สั่นสะเทือนซ้ำซ้อน ชิ้นส่วนอย่างเสื้อสูบ ฝาสูบ และข้อเหวี่ยงได้รับการออกแบบให้มีค่าความถี่ที่ต่างกัน เพื่อลดโอกาสการเกิดเสียงหรือแรงสั่นสะเทือนที่เสริมกันจนเกิดเป็นเสียงรบกวนในห้องโดยสาร เมื่อขับทางไกลต่อเนื่องเป็นชั่วโมง เสียงเครื่องยนต์จะคงที่ ไม่เกิดเสียงสั่นที่ “แว่วๆ” ให้รู้สึกรำคาญหรือเวียนหัวได้

•ปั๊มน้ำมันเครื่องแบบขับเคลื่อนด้วยโซ่ภายใน (Internal Chain-Driven Oil Pump) หากเปิดกระจกขณะขับผ่านซอยเงียบ ๆ หรือจอดคุยกับเพื่อนบ้าน ผู้ขับขี่จะไม่รู้สึกถึงเสียงเครื่องยนต์แหลม ๆ หรือเสียงคล้ายนกหวีด เนื่องมาจากระบบส่งกำลังของปั๊มน้ำมันเครื่อง ใน NEW GWM TANK 300 DIESEL ถูกพัฒนาให้ใช้โซ่แบบภายในเครื่องยนต์แทนสายพานในการขับปั๊มน้ำมันเครื่อง และติดตั้งในตำแหน่งด้านล่างเครื่องยนต์ โดยโซ่จะจุ่มอยู่ในน้ำมันเครื่อง ทำให้ช่วยลดเสียงความถี่สูงที่มักจะได้ยินจากภายในห้องโดยสาร ทำให้การพูดคุยหรือฟังเพลงในรถแป็นไปอย่างสะดวกสบายและเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง

Tank 300 Deisel 7

ทั้งหมดนี้คือ 7 ไฮไลต์ จาก GWM ที่เฝ้าพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี สู่ผลสำเร็จของเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ล่าสุด 2.4T ใน GWM TANK 300 DIESEL เพื่อให้ทุกการเดินทางในทุก ๆ เส้นทางได้รับความสะดวกสบายมากกว่า และประสบการณ์ที่เหนือกว่าในทุก ๆ ด้านอย่างแท้จริง

Tank 300 Deisel 9

ร่วมเจาะลึกและเผยเบื้องหลังความสำเร็จของเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ที่อัดแน่นไปด้วยสมรรถนะอันโดดเด่นที่มาพร้อมความนิ่ง เงียบ นุ่มนวล และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมการแชร์ประสบการณ์จากผู้ใช้จริง รวมถึงการทดลองขับ GWM TANK 300 DIESEL ในงาน “GWM DIESEL TECH DAY” ในวันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน 2568 นี้ ณ RARIN Bangkok Riverside Venue สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GWM Contact Center หมายเลข 02-668-8888

วิริยะประกันภัย จับมือศิลปินไทย “Mackcha” สร้างสรรค์ “หมวกนิรภัยวัยใส” ยกระดับความปลอดภัย ภายใต้โครงการ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสวมหมวกนิรภัย 100%” ทั่วไทย

0
วิริยะประกันภัย 1

วิริยะประกันภัย ร่วมกับ มูลนิธิเมาไม่ขับ จับมือศิลปินไทย “Mackcha” เจ้าของคาแรกเตอร์ “Chalotte” ที่มีชื่อเสียงดังไกลถึงต่างประเทศ มาร่วมออกแบบ “หมวกนิรภัยวัยใส” ยกระดับความปลอดภัย ภายใต้โครงการ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสวมหมวกนิรภัย 100%” พร้อมเผยแรงบันดาลใจในการนำงานศิลปะ “Chalotte และผองเพื่อน” สู่การเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ความปลอดภัยบนท้องถนน ปลูกฝังพฤติกรรมเด็กในการโดยสารรถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

วิริยะประกันภัย 2

คุณอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจด้านประกันวินาศภัย และยืนหยัดเคียงคู่สังคมไทยมายาวนานกว่า 78 ปี ไม่เพียงมุ่งมั่นในการดูแลและบริหารความเสี่ยงให้กับผู้เอาประกันภัยเท่านั้น แต่บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทุกมิติของสังคม ทั้งด้านการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านศาสนาและวัฒนธรรม การช่วยเหลือภัยพิบัติฉุกเฉิน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความปลอดภัยบนท้องถนน ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลนิธิเมาไม่ขับ เป็นภาคีเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันมายาวนานกว่า 20 ปี

วิริยะประกันภัย 3

ด้วยตระหนักถึงคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะปัญหาการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการโดยสารรถจักรยานยนต์ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิเมาไม่ขับ จึงผนึกความร่วมมือในการดำเนินโครงการ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสวมหมวกนิรภัย 100%” ทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา

วิริยะประกันภัย 6

คุณอมร กล่าวว่า “การดำเนินโครงการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสวมหมวกนิรภัย 100% มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังพฤติกรรมการสวมหมวกนิรภัยและวินัยจราจรในกลุ่มเด็กเล็ก รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้แก่กลุ่มผู้ปกครอง ครู เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเด็ก ให้เกิดความตื่นตัวในการสวมหมวกนิรภัยให้กับเด็กเล็กและตนเองทุกครั้งเมื่อเดินทาง”

วิริยะประกันภัย 7

อีกหนึ่งความพิเศษของโครงการ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสวมหมวกนิรภัย 100%” ในปีนี้ คือ การคอลแลปส์กับศิลปิน Mackcha – ชรารัตติ์ สาระอาภรณ์ ศิลปินหญิงรุ่นใหม่ไฟแรง ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีผลงานศิลปะโด่งดังอย่างคาแรกเตอร์ “Chalotte” (ชาล็อต) ซึ่งเป็นที่รู้จักของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดย Mackcha ได้นำผลงาน “Chalotte และผองเพื่อน” ซึ่งมีคาแรกเตอร์ที่สดใสเป็นมิตร มาร่วมสร้างสรรค์และพัฒนาหมวกนิรภัยสำหรับเด็กในครั้งนี้

วิริยะประกันภัย 8

“ผลงาน Chalotte และผองเพื่อนของ Mackcha ถ่ายทอดความรู้สึกถึงมิตรภาพ และความอบอุ่น ด้วยคาแรกเตอร์ที่น่ารัก มีเสน่ห์เฉพาะตัว จึงสามารถดึงดูดให้คนทุกเพศทุกวัยชื่นชอบ บริษัทฯ จึงเล็งเห็นว่าความเป็นเพื่อนหรือความเป็นมิตรอันใกล้ชิดที่สะท้อนผ่านผลงานต่างๆ ของ Mackcha นี้ สามารถนำมาต่อยอดพัฒนาสร้างสรรค์ความพิเศษให้กับหมวกนิรภัยสำหรับเด็ก ภายใต้โครงการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสวมหมวกนิรภัย 100% รวมถึงขยายผลไปยังงานรณรงค์ความปลอดภัยต่างๆ เพื่อให้ชาล็อตเป็นสื่อกลางระหว่างเด็กเล็กกับการสวมหมวกนิรภัย โดยการคอลแลปส์ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ได้มีการเชิญศิลปินรุ่นใหม่มาร่วมขับเคลื่อนการรณรงค์ความปลอดภัยเพื่อเข้าถึงกลุ่มเด็กและเยาวชน และคาดหวังว่าน้องๆ ที่ได้รับหมวกนิรภัยรุ่นพิเศษนี้ จะให้ความรู้สึกเหมือนมีเพื่อนร่วมทาง ที่คอยห่วงใย เตือนให้น้องๆ สวมใส่หมวกนิรภัยทุกครั้งที่โดยสารรถจักรยานยนต์ร่วมกับผู้ปกครอง” คุณอมร กล่าว

วิริยะประกันภัย 9

Mackcha เผยถึงความร่วมมือกับ วิริยะประกันภัย และมูลนิธิเมาไม่ขับว่า “การคอลแลปส์เป็นเหมือนการทดลองที่ให้โอกาสได้ลองทำอะไรใหม่ๆ เพิ่มมุมมองที่ต่างออกไปในชีวิตปกติที่เคยทำมา ได้เห็นมุมมองที่แต่ละแบรนด์มีแนวคิดที่ต่างกันออกไปและได้เรียนรู้ชีวิต ส่วนการร่วมงานกับทางวิริยะประกันภัยและมูลนิธิเมาไม่ขับครั้งนี้ ต่างจากโปรเจกต์ที่ผ่านมาเช่นกันเพราะว่ามีโอกาสได้ใกล้ชิดกับเด็กๆ และมีเรื่องของความปลอดภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง เปิดโอกาสที่เราจะได้แบ่งปันการนำงานศิลปะมาใช้เป็นสื่อกลางในการรณรงค์ความปลอดภัยในเด็กเล็ก”

สำหรับแรงบันดาลใจของการนำผลงาน Chalotte และผองเพื่อน มาสร้างสรรค์บนหมวกนิรภัยเด็ก Mackcha กล่าวว่า “ชาล็อต” เปรียบเสมือนเพื่อนในจินตนาการที่เข้าใจเราในทุกความรู้สึก ไม่ว่าเราจะดีใจ เสียใจ เศร้าหรือเจอปัญหาอะไรในชีวิตก็ตาม จะมีชาล็อตที่คอยเข้าใจและอยู่ข้างๆ เสมอ ซึ่งที่ผ่านมาภาพที่ทุกคนเห็น ชาล็อตจะเป็นเด็กผู้หญิงที่อยู่กับทะเลมาตลอด เราจึงอยากให้ภาพจำนั้นที่ทุกคนคุ้นเคยเข้าไปอยู่ในสิ่งของที่จะได้ใช้ในชีวิตประจำวันด้วย อีกทั้งสีของทะเลซึ่งเป็นสีฟ้า สื่อถึงความสบายใจ เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ช่วยทำให้คนรู้สึกสบายใจที่จะหยิบสิ่งของนั้นขึ้นมาใช้ด้วยเช่นกัน การนำ Chalotte และผองเพื่อน มาร่วมในโครงการรณรงค์ครั้งนี้ จึงรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของเด็กๆ ดีใจที่งานศิลปะของเราทำอะไรได้มากกว่าที่เคยทำมา”

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะนำหมวกนิรภัยเด็กที่ออกแบบพิเศษโดย Mackcha ภายใต้โครงการ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสวมหมวกนิรภัย 100%” นำร่องไปยังเครือข่ายของมูลนิธิเมาไม่ขับ และจะขยายผลไปสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่กระจายอยู่ทั่วประเทศต่อไป

“บริษัทฯ ยึดมั่นอุดมการณ์แห่งการแบ่งปันและสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อสังคมไทยมาตลอด โดยเฉพาะการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมในอนาคต บริษัทฯ มุ่งหวังว่าเมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะเติบโตอย่างมีคุณภาพ เป็นต้นแบบด้านความปลอดภัยบนท้องถนน และเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในมิติต่างๆ ต่อไป” คุณอมร กล่าวในที่สุด

“เอ็มจี” เดินหน้าขยายสังคมยานยนต์ไฟฟ้าภาคการขนส่งสาธารณะ ส่งมอบ MG EP PLUS แล้วกว่า 400 คัน พร้อมตั้งเป้าสู่ 1,000 คัน ให้กับสหกรณ์บวรแท็กซี่ และสหกรณ์ราชพฤกษ์แท็กซี่

0
เอ็มจี 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เดินหน้าผลักดันการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะของประเทศไทย โดยมี นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (คนกลาง) และ มร. ทาเคชิ มิโนกุจิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซูมิโตโม มิตซุย ออโต้ ลิสซิ่ง แอนด์ เซอร์วิส (ไทยแลนด์) จำกัด (คนที่ 2 จากซ้าย) ผู้สนับสนุนด้านสินเชื่อรถยนต์ ร่วมส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า MG EP PLUS ให้แก่ นายฐาปกรณ์ อัศวเลิศกุล ตัวแทนรับมอบจากสหกรณ์บวรแท็กซี่ จำกัด (คนซ้ายสุด) ร่วมด้วย นางปิยะวรรณ อัศวเลิศกุล (คนที่ 2 จากขวา) และนายณัฏฐ์กิตติ์ อัศวเลิศกุล (คนขวาสุด) ตัวแทนรับมอบจากสหกรณ์ราชพฤกษ์แท็กซี่ จำกัด เพื่อใช้เป็นรถโดยสารไฟฟ้าสาธารณะ สร้างระบบการเดินทางและการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เอ็มจี 2

ด้วยคุณสมบัติเด่นหลายประการของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟที่ประหยัดกว่าการเติมน้ำมัน ค่าบำรุงรักษาต่ำกว่าเครื่องยนต์สันดาป อีกทั้งยังให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดี นั่งโดยสารสะดวกสบาย โดย MG EP PLUS ถือเป็นหนึ่งในยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นยอดนิยมของ เอ็มจี ที่นำมาใช้เป็นรถยนต์สาธารณะอย่างแพร่หลายด้วยคุณสมบัติด้านความทนทาน คุ้มค่า มีฟังก์ชันการใช้งานที่ง่าย ไม่ซับซ้อน และโดดเด่นด้วยการเป็นรถ STATION WAGON ห้องโดยสารจึงกว้างขวาง นั่งสบาย ท้ายรถจุของได้เยอะ อีกทั้งยังให้พละกำลังสูงสุด 163 แรงม้า ขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 380 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC และมีศูนย์บริการเอ็มจีให้บริการกว่า 140 แห่ง รวมถึงสถานี MG SUPER CHARGE ที่เปิดให้บริการแล้วกว่า 140 แห่ง ทั่วประเทศ ทำให้การใช้งานรถไฟฟ้าสะดวกสบายมากขึ้น

เอ็มจี 5

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การส่งเสริมให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาคการขนส่งสาธารณะ เป็นหนึ่งในแนวทางที่ เอ็มจี ดำเนินการ มาโดยตลอด ซึ่งปัจจุบันมีรถไฟฟ้า เอ็มจี ที่ถูกใช้เป็นรถโดยสารสาธารณะพร้อมให้บริการแล้วกว่า 2,000 คัน ความร่วมมือในครั้งนี้นอกจะช่วยส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ยังเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลที่มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย”