Home Blog Page 67

ยกระดับยนตรกรรม SUV ไฟฟ้าไปอีกขั้น ZEEKR ประเทศไทย ส่ง ZEEKR 7X ลุยตลาด SUV ภายใต้แนวคิด Indulge Every Journey เมื่อการเดินทางของนวัตกรรมขั้นสุดสอดรับกับความลักชูรีอย่างลงตัว

0
ZEEKR 7X 1

การมาถึงของ ZEEKR 7X ยนตรกรรม SUV ไฟฟ้า 5 ที่นั่ง ไม่เพียงแต่เป็นการประกาศความพร้อมในการบุกตลาด EV ในเซกเมนต์ SUV ของแบรนด์ ZEEKR แต่ยังถือเป็น การสร้างปรากฏการณ์ “ขั้นกว่า” ของการขับขี่ที่ให้ความรู้สึกดื่มด่ำ “ขั้นสุด” ตลอดทุกเส้นทาง ทุกช่วงเวลา ทุกผู้โดยสารภายใน ซึ่งสอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ Indulge Every Journey โดย ZEEKR 7X พร้อมแล้วที่จะประกาศเปิดตัวสู่สายตาชาวไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 สิงหาคมนี้

ZEEKR 7X 2

จากการเติบโตของตลาด SUV ที่กลายเป็นเมกะเทรนด์ทั่วโลก โดยเฉพาะ SUV ไฟฟ้าที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์และรูปแบบการใช้ชีวิตที่ผู้คนเริ่มแสวงหา Work Life Balance และการทำกิจกรรมที่สะท้อนตัวตนผ่านการออกเดินทางสู่ปลายทางหลายรูปแบบเพื่อหาแรงบันดาลใจ ซึ่ง ZEEKR ประเทศไทยได้มีการแนะนำยนตรกรรม SUV ไฟฟ้าในรุ่น ZEEKR 7X เรียกความสนใจมาแล้วจากกลุ่มลูกค้าที่มายลโฉมภายในงานมอเตอร์โชว์ 2025 เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ในแง่ของการเดินทางระยะไกล ไปได้ทุกสภาพถนน ใช้งานได้อเนกประสงค์ พร้อมรองรับได้ทุกกิจกรรม อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงาน

ZEEKR 7X 3

ZEEKR 7X ฉายภาพความงดงามโดยมีจุดเริ่มต้นจากแนวคิด Hidden Energy Design Concept โดดเด่นด้วยปรัชญาการออกแบบที่ลึกซึ้ง ด้วยการนำ Golden Ratio หรืออัตราส่วนทองคำซึ่งเป็นหลักคณิตศาสตร์แห่งความสมบูรณ์แบบมาประยุกต์ใช้ในการกำหนดสัดส่วนทุกองค์ประกอบของรถยนต์ ทำให้ได้รูปลักษณ์ที่สมดุลอย่างที่สุดและสร้างความประทับใจแรกเห็น โดยจุดเด่นที่สะดุดตาคือ ZEEKR Stargate หน้าจอ LED พาดยาวจรดซ้ายไปขวาขนาดใหญ่ 93 นิ้ว ที่ประกอบด้วยไฟ LED ถึง 1,831 ดวง ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกทางศิลปะ แต่ยังสื่อสารได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถแสดงตัวตนและอารมณ์ได้ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วยนวัตกรรมการแสดงลวดลายพิเศษเลือกได้ตามเอกลักษณ์ของผู้ขับขี่

ZEEKR 7X

ความสะดวกสบายระดับลักชูรีเริ่มต้นตั้งแต่การเข้าออกรถยนต์ด้วย Automatic Doors ระบบประตูเปิด-ปิดอัตโนมัติทั้ง 4 บาน ที่ไม่เพียงแต่เพิ่มความสะดวก แต่ยังสร้างความประทับใจให้กับทุกคนที่ได้ลอง ทำให้การใช้รถในชีวิตประจำวันกลายเป็นประสบการณ์ที่หรูหราและไม่ธรรมดา ล้อ Forged Wheel ขนาด 21 นิ้วที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีการตีขึ้นรูปให้ได้น้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง ไม่เพียงแต่ช่วยลดน้ำหนักรถเพื่อประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีขึ้น แต่ยังช่วยให้การขับขี่นุ่มนวลและควบคุมได้แม่นยำมากขึ้น เมื่อคู่กับระบบเบรก Akebono Caliper สมรรถนะสูง ทำให้มั่นใจได้ในทุกการหยุดรถ แม้ในความเร็วสูงหรือสภาพถนนที่ท้าทาย

ZEEKR 7X  5

ห้องโดยสารที่เรียบหรู…ให้ทุกดีเทลบ่งบอกรสนิยมระดับมาสเตอร์คลาส
ภายในห้องโดยสาร ZEEKR 7X คือพื้นที่แห่งการผ่อนคลายขั้นสูง มอบความสบายด้วยเบาะหนัง Nappa ที่มีชื่อเสียงในด้านความนุ่มและหรูหรา ไม่เพียงแต่ให้ความสบายในการนั่ง แต่ยังสื่อถึงรสนิยมระดับสูงของเจ้าของรถ ระบบนวดและเป่าลมในเบาะคู่หน้าจะช่วยคลายความเมื่อยล้าหลังจากวันทำงานที่หนักหน่วง ทำให้การขับรถระยะไกลไม่ใช่ภาระ แต่กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูพลังงาน สำหรับเบาะหลังที่ปรับเอนด้วยระบบไฟฟ้าช่วยให้ผู้โดยสารสามารถปรับองศาการนั่งให้เหมาะกับกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การพักผ่อน หรือการชมภาพยนตร์ ทำให้ห้องโดยสารหลังเปลี่ยนเป็นห้องนั่งเล่นส่วนตัวที่สมบูรณ์แบบซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดทุกมิติกับการออกแบบภายในที่คำนึงทุกอิริยาบถของผู้โดยสาร และการผ่อนคลายที่เหนือระดับ ในส่วนของระบบสารสนเทศและบันเทิงของ ZEEKR 7X นำเสนอด้วยหน้าจอกลาง Mini LED ขนาด 16 นิ้วที่มีความละเอียด 3.5K ให้ภาพที่คมชัด หน้าจอ AR HUD ขนาด 36.21 นิ้ว จะฉายข้อมูลสำคัญขึ้นมาบนกระจกหน้ารถทำให้ผู้ขับขี่สามารถติดตามข้อมูลต่างๆ โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน เพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกในการขับขี่ หน้าจอ Cluster ขนาด 13.02 นิ้ว ทำหน้าที่แสดงข้อมูลการขับขี่ทั้งหมดในรูปแบบที่สวยงามและเข้าใจง่าย การทำงานของหน้าจอทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8295 Processor เทคโนโลยี 5nm Process Technology ที่ให้การประมวลผลรวดเร็วและราบรื่น ทำให้การใช้งานฟังก์ชันต่างๆ บนหน้าจอทำได้อย่างสะดวกสบายไร้รอยต่อ ตอบสนองคำสั่งการได้ทันทีทันใด และระบบเสียง ZEEKR Sound Pro ที่มาพร้อมลำโพงคุณภาพระดับสตูดิโอจำนวน 21 จุดรอบคัน สร้างมิติเสียงรอบทิศทางเสมือนโฮมเธียเตอร์เคลื่อนที่ ช่วยสร้างประสบการณ์ความรู้สึกดื่มด่ำในสุนทรียภาพของเสียง

ZEEKR 7X  7

ทลายทุกขีดจำกัดของความเป็นไปได้
ในแง่ของสมรรถนะขุมพลังเหนือชั้นของ ZEEKR 7X คือระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่สร้างกำลังสูงสุด 637 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 710 นิวตันเมตร ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ ด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 3.8 วินาที ทำให้การออกตัวจากสัญญาณไฟแดงหรือการแซงเป็นเรื่องง่ายดาย ระบบขับเคลื่อน Intelligent AWD Lightning Switch สามารถปรับกำลังขับอัตโนมัติทันทีตามสภาพถนน ส่วนช่วงล่างถุงลม (Air Suspension) สามารถปรับระดับตามสภาพถนนเพื่อให้การขับขี่มีความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น ในโหมด Off-Road สามารถยกความสูงตัวรถได้ถึง 230 มิลลิเมตร รองรับทุกเส้นทาง โดย ZEEKR 7X ใช้ระบบไฟฟ้า 800V ทั้งระบบซึ่งรองรับการชาร์จเร็วแบบ 4C fast charging ได้อย่างรวดเร็วเพียง 16 นาทีจาก 10% – 80% (ขึ้นอยู่กับปริมาณไฟคงเหลือ กำลังไฟของตู้ชาร์จ และรูปแบบการใช้งาน เป็นต้น) ทำให้การเดินทางระยะไกลไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป และด้วยระยะทางวิ่งที่มากกว่า 700 กิโลเมตรต่อการชาร์จ (มาตรฐาน NEDC) ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไปถึงจุดหมายอย่างไร้กังวล

ZEEKR 7X  8

ความปลอดภัย..PRIORITY
ZEEKR 7X สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม SEA (Sustainable Experience Architecture) ที่ออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดและได้รับการรับรองด้วยมาตรฐาน Euro NCAP 5 ดาว โดยได้คะแนน 91% สำหรับการปกป้องผู้โดยสารผู้ใหญ่ และ 90% สำหรับการปกป้องผู้โดยสารเด็ก ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจในความปลอดภัยของทุกคนในครอบครัว ส่วนโครงสร้างตัวรถแบบ Dome-Shaped และโครงสร้างตัวถังหลังแบบ Single Piece Die-Cast แบบชิ้นเดียวไร้รอยต่อ เพิ่มความปลอดภัยและน้ำหนักเบา ส่งผลให้ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ดียิ่งขึ้น สำหรับระบบช่วยขับขี่ ZEEKR AD ทำงานร่วมกับ Dual Mobileye Chips เพิ่มความแม่นยำและปลอดภัย

ZEEKR 7X 10

Indulge Every Journey ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
ZEEKR 7X มีรุ่นย่อยทั้งหมด 2 รุ่น คือ ZEEKR 7X RWD Long Range และ ZEEKR 7X AWD Performance วันนี้ ZEEKR พร้อมเปิดประตูสู่อนาคตด้วย ZEEKR 7X ยนตรกรรม SUV ไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรีที่จะมาสร้างปรากฏการณ์ยานยนต์ไฟฟ้าเมืองไทยภายใต้คอนเซ็ปต์ “Indulge Every Journey” ที่ไม่เพียงแค่มุ่งเน้นจุดหมายปลายทาง แต่ยังยกระดับทุกวินาทีของการเดินทางให้กลายเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจและดื่มด่ำไปด้วยความสุขสมบูรณ์แบบ

สามารถจองสิทธิ์เป็นเจ้าของได้ที่ ZEEKR House ทั้ง 13 สาขา ทั่วประเทศได้แล้ววันนี้ และร่วมเคานต์ดาวน์ไปด้วยกันกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ ZEEKR 7X ในวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ZEEKR Call Centre โทร 02-086-9999

“ซูซูกิ” ประกาศแผนรุกตลาดครึ่งปีหลัง เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่กันยายนนี้ เพื่อบรรลุเป้าขาย 8,000 คัน เติบโต 41% ชูจุดแข็งด้านคุณภาพสินค้าและงานบริการ

0
ซูซูกิ มอเตอร์ 1

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดการประชุมผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิจากทั่วประเทศ เพื่อประกาศกลยุทธ์สำคัญสำหรับช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 โดยมีแผนเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในเดือนกันยายนนี้ เพื่อบรรลุเป้าขาย 8,000 คัน ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโต 41% เมื่อเทียบจากยอดขายในปีทีผ่านมา พร้อมเดินหน้ายกระดับงานบริการหลังการขาย เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดสำคัญอย่างยิ่งของซูซูกิ และสร้างความเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การจัดงานประชุมผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมและสื่อสารให้ผู้จำหน่ายได้รับทราบถึงกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและแข็งแกร่ง พร้อมบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

ซูซูกิ มอเตอร์  2

หัวข้อสำคัญที่ได้มีการประกาศให้ผู้จำหน่ายได้รับทราบ คือ แผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่จะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยภายใต้กลยุทธ์สำคัญอย่าง Global Model

ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ซูซูกิมุ่งมั่นที่จะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของตลาดในประเทศไทยอย่างชัดเจน นอกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว ยังมีการเตรียมแผนงานเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคคลากรของผู้จำหน่ายอย่างรอบด้าน เพื่อรองรับแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากการดูแลด้วยความจริงใจอย่างแท้จริง

ซูซูกิ มอเตอร์  6

“กลยุทธการนำเข้ารถยนต์ Global Model คือ หนึ่งในแผนงานที่เราได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งนอกจากการนำเข้ารถยนต์ที่ผลิตในประเทศอินโดนีเซียมาเป็นผลิตภัณฑ์หลักสำหรับจำหน่ายให้แก่ลูกค้าชาวไทย เรายังเตรียมนำเข้ารถยนต์รุ่นที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจากภูมิภาคอื่นมาจำหน่ายอีกด้วย โดยจะยังคงรักษาจุดแข็งในเรื่องความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่มีให้ลูกค้าได้เลือกใช้งานตามไลฟ์สไตล์และความต้องการ” นายทาดาโอะมิ กล่าว

การประชุมครั้งนี้ยังตอกย้ำถึงความพร้อมของซูซูกิ ในการเดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง ด้วยการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดในเชิงรุก ทั้งการโฆษณาออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียและกิจกรรมส่งเสริมการขายอื่น ๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศเพื่อผลักดันยอดขายให้บรรลุเป้าหมายที่ 8,000 คันภายในปีนี้ ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโต 41% เมื่อเทียบจากยอดขายในปีทีผ่านมา และสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตของซูซูกิในประเทศไทยต่อไป

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงแผนการดำเนินธุรกิจว่า สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือการรักษาความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากผู้บริโภค ทั้งในด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์และงานบริการหลังการขาย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญของซูซูกิ

ซูซูกิ มอเตอร์  3

ซูซูกิมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพงานบริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำนวัตกรรม S-Solution มาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้เต็มรูปแบบ ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและมั่นใจในการใช้บริการผ่านระบบ Dealer Management System (DMS) รวมถึงการนำเสนอแคมเปญ “SUZUKI WORRY FREE” ที่มอบสิทธิพิเศษมากมายให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้ยังได้ตอกย้ำพันธกิจในการมอบประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าผ่านการยกระดับการให้บริการหลังการขาย ด้วยการขยายเครือข่ายศูนย์บริการมาตรฐาน 2S (Service & Spare Parts) เพื่อให้บริการควบคู่ไปกับศูนย์บริการหลักประเภท 3S (Sales, Service & Spare Parts) เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนั้นยังมีแผนงานจะเพิ่มศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันมีให้บริการแล้วจำนวน 44 แห่ง อีกทั้งยังได้ สนับสนุนให้ผู้จำหน่ายขยายบริการ “Mobile Service” หรือบริการดูแลรถยนต์นอกสถานที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้รับการดูแลรถยนต์โดยไม่ต้องเดินทางไปยังศูนย์บริการ โดยทีมช่างผู้ชำนาญการพร้อมให้บริการพื้นฐานที่จำเป็น อาทิ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ตรวจเช็กระบบเบื้องต้น เช่น ระบบเบรก แบตเตอรี่ หรือยาง และบริการบำรุงรักษาตามรอบระยะ เป็นต้น

นายวัลลภ กล่าวตอนท้ายว่า ซูซูกิได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของผู้จำหน่ายทุกรายตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้สามารถรองรับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซูซูกิ มอเตอร์ 4

“ความพร้อมในวันนี้คือสิ่งสำคัญที่จะตอกย้ำให้ลูกค้าเห็นถึงความมุ่งมั่นของซูซูกิในการยึดมั่นในแนวทาง ‘SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ’ ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์คุณภาพตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าและชุมชนในทุกช่วงเวลา”

“เอ็มจี” คว้ารางวัลอีวีขวัญใจคนไทย Marketeer No.1 Brand Thailand 4 ปีซ้อน ยืนหยัดการเป็นยานยนต์ไฟฟ้าที่ผู้บริโภคเชื่อมั่น

0
MG Thailand 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2025 ในหมวดรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ถือเป็นเสียงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อแบรนด์เอ็มจี พร้อมเดินหน้าพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต เข้าถึงง่าย ควบคู่กับการผนึกกำลังผู้จำหน่ายกว่า 125 แห่งทั่วประเทศ สร้างประสบการณ์ที่ดี และความเชื่อมั่นใจในการใช้งานรถไฟฟ้า ด้วยบริการหลังการขายที่มีคุณภาพ อะไหล่ที่พร้อมจัดส่ง และการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY)

MG Thailand 2

ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปี (นับตั้งแต่ปี พ.ศ 2562) ที่ริเริ่มทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เอ็มจี เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมอีวีในทุกมิติทั้งด้านผลิตภัณฑ์ ด้วยการขยายไลน์อัพรถอีวีให้มีหลากหลายเซ็กเมนต์เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าคนไทยได้ตรงจุดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสไตล์ HATCHBACK 5 ประตู อย่าง NEW MG 4 ELECTRIC หนึ่งเดียวในตลาดที่มีรถไฟฟ้าสไตล์ STATION WAGON กับ NEW MG EP PLUS และ NEW MG ES สำหรับกลุ่ม SUV มี 2 ตัวเลือกกับ NEW MG ZS EV โมเดลบุกเบิกตลาดอีวีของ เอ็มจี และ NEW MG S5 EV อีวีมหาชนรุ่นล่าสุด นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม EV PREMIUM ซึ่งจะมี e-MPV ขนาด 7 ที่นั่งที่มีให้เลือกทั้งรุ่น NEW MG MAXUS 9 และ NEW MG MAXUS 7 อีกรุ่นที่ถือเป็นสีสันให้กับตลาดอีวีเมืองไทยอย่าง NEW MG CYBERSTER และโมเดลล่าสุดกับ NEW MG IM6 อีกทั้งยังเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่มีโมเดล MADE IN THAILAND อย่าง NEW MG 4 ELECTRIC และ NEW MG S5 EV ทำให้ผู้บริโภคคนไทยเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าง่ายมากขึ้น ในขณะที่ด้านการบริการหลังการขายยังคงได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง เพื่อมอบความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในทุกพื้นที่ผ่านโชว์รูมและศูนย์บริการเอ็มจีกว่า 125 แห่ง และสถานีชาร์จเร็ว MG SUPER CHARGE อีกกว่า 125 แห่งทั่วประเทศ

MG Thailand 4

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แนวทางการทำตลาดของ เอ็มจี เราให้ความสำคัญกับการศึกษา ทำความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคให้ลึกซึ้ง และรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายเซ็กเมนต์เพื่อให้สอดรับกับการใช้งาน นำเสนอราคาที่สมเหตุสมผล คุ้มค่า และทลายข้อกังวลใจในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การมอบความสบายใจตลอดการขับขี่ด้วย “การรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY)” โดย รางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand ในหมวดรถยนต์ไฟฟ้า ที่ เอ็มจี ได้รับติดต่อกันเป็นปีที่ 4 จากนิตยสาร Marketeer จึงเป็นหนึ่งในเครื่องหมายแห่งความสำเร็จของแนวทาง การทำตลาดของ เอ็มจี หลังจากนี้ เราจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง”

MG Thailand 4

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

GWM ตอกย้ำกลยุทธ์ “User-Centric” นำทีมผู้บริหารระดับสูงจากประเทศจีนรับฟังเสียงลูกค้าชาวไทย

0
GWM (Thailand) 1

 ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” นำทีมผู้บริหารระดับสูง ปาร์คเกอร์ ฉี ประธาน GWM ตลาดต่างประเทศ นิโคล วู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยี และ เจมส์ หยาง รองประธาน GWM ตลาดต่างประเทศ เดินสายรับฟังเสียงของลูกค้าและพาร์ทเนอร์ชาวไทย รวมถึงร่วมส่งมอบรถยนต์ NEW GWM TANK 300 DIESEL ให้กับลูกค้าคนสำคัญ ระหว่างวันที่ 22 และ 23 กรกฎาคม 2568 ณ GWM One เทพารักษ์ GWM Iconic รามอินทรา GWM สุวรรณภูมิ ลาดกระบัง GWM 168 กาญจนาภิเษก GWM พรีเมียร์ ศรีนครินทร์ GWM Motormall พระราม 2 GWM อมร รัชดา และ GWM ปลวกแดงระยอง รวมทั้งสิ้น 8 แห่ง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมาย และยกระดับความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ใช้ในระยะยาว

GWM (Thailand) 2

ปาร์คเกอร์ ฉี ประธาน GWM ตลาดต่างประเทศ กล่าวว่า “ขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านที่ไว้วางใจและเลือกเดินทางไปกับ GWM เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ส่งมอบรถยนต์ NEW GWM TANK 300 DIESEL ให้กับลูกค้าด้วยตัวเองในวันนี้ ประสบการณ์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การส่งมอบรถยนต์ แต่คือการส่งมอบคำสัญญาในการดูแลลูกค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในแบรนด์ GWM ให้แก่ลูกค้าชาวไทย ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของความมุ่งมั่นจาก GWM ที่ต้องการส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่า และพร้อมเดินเคียงข้างลูกค้าชาวไทยในระยะยาว เราสัญญาว่าจะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อตอบแทนความไว้วางใจที่ทุกท่านมีต่อ GWM”

GWM (Thailand) 3

นอกจากการส่งมอบรถยนต์แล้วนั้น ผู้บริหารระดับสูงทุกท่านยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังลูกค้าถึงความประทับใจและเหตุผลที่เลือก NEW GWM TANK 300 DIESEL มาเป็นพาหนะคู่ใจ รวมถึงพบปะพาร์ทเนอร์เพื่อพูดคุยถึงการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ปัญหาที่พบเจอ การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขายและบริการหลังการขายให้ดี พร้อมทั้งนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุง พัฒนาทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด GWM ให้ความสำคัญกับแนวคิด “User-Centric” หรือการนำผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง โดยยึดมั่นในหลักการรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และความต้องการของลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาปรับใช้ในการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ ๆ รวมถึงยกระดับคุณภาพการบริการหลังการขายให้ครอบคลุม ตรงจุด และสร้างประสบการณ์ความพึงพอใจสูงสุดในทุกขั้นตอนของการเป็นเจ้าของรถยนต์ GWM

GWM (Thailand) 4

NEW GWM TANK 300 DIESEL ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวไทยอย่างรวดเร็ว ด้วยจุดเด่นด้านดีไซน์สไตล์ Premium Boxy แตกต่าง และแข็งแกร่ง พร้อมสมรรถนะการขับขี่ทั้งออนโรดและออฟโรด, เทคโนโลยีอัจฉริยะ และฟีเจอร์ความปลอดภัยระดับพรีเมียม ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานสายลุยและคนเมืองยุคใหม่ ด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนใหม่ล่าสุด ที่ให้ทั้งสมรรถนะจัดเต็ม ประหยัดน้ำมัน พร้อมการขับขี่ที่เงียบ นุ่มนวล และราบรื่น พร้อมรองรับการใช้งานได้อย่างมั่นใจในทุกการเดินทาง อุ่นใจด้วยการรับประกันเครื่องยนต์ดีเซลถึง 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี

GWM (Thailand) 5

สัมผัสประสบการณ์จริงเพื่อคนสายลุย ทดลองขับ NEW GWM TANK 300 DIESEL ได้ที่ GWM Partner Store ทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GWM Application, www.gwm.co.th หรือ GWM Contact Center 02-668-8888

เอช เซม แหล่งเรียนรู้ ดูงาน ด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร

0

ฝ่ายบริหารโรงงานพร้อมทีมวิศวกรของ บริษัท เอช เซม มอเตอร์ จำกัด (สำนักงานใหญ่) ต้อนรับคณาจารย์และนักศึกษา ปวช. ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาช่างยนต์ จำนวน 170 คนและนักศึกษา ปวช. ชั้นปีที่ 1-3 สาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 145 คนจากวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและศึกษางานด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ระบบโรงงานของ เอช เซม รวมถึงการใช้งานระบบสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ MOVE EV X เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำไปต่อยอดทั้งในด้านวิชาการและการลงมือปฏิบัติจริงในอนาคต ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท เอช เซม มอเตอร์ จำกัด อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 17 และ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

พร้อมแล้ว..เต็ม 100..งานใหญ่สิงหาคมนี้

0

จรวย  ขันมณี  และ วิลักษณ์  โหลทอง  ร่วมกันนำ 2 งานใหญ่แห่งปี BIG MOTOR SALE และ BANGKOK AUTO SALON ออกแสดงให้ประชาชนเลือกชม รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ และอุปกรณ์ตกแต่ง 22-31 สิงหาคม 2568 ไบเทค บางนา

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/bigmotorsale.yanyont

มาสด้าตอกย้ำเอกลักษณ์ยนตรกรรมที่สร้างความสำเร็จทั่วโลก

0

เมื่อเอ่ยถึงแบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่มีเรื่องราวความเป็นมามากกว่า 100 ปี ผ่านร้อน ผ่านหนาว และฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ แต่ยังคงยืนหยัดอย่างสง่างามท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก นั่นคือแบรนด์ “มาสด้า” มาเจาะรายละเอียดว่ากว่าจะเดินทางมาไกลจนถึงวันนี้ มีอะไรที่มาสด้าได้รังสรรให้กับมวลมนุษยชาติไว้อย่างน่าสนใจ

มาสด้า เป็นแบรนด์รถยนต์ที่สร้างตำนานและถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ไว้มากมาย สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์นอกเหนือจากปรัชญาที่มุ่งเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาแล้ว ยังคงมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีกมากที่ทำให้รถมาสด้าได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั่วโลก กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จและเป็นแบรนด์ที่ดำรงอยู่มากกว่า 100 ปี องค์ประกอบหลายสิ่ง ได้ถูกถ่ายทอดลงในรถยนต์ของมาสด้าทุกเจเนอเรชั่น แต่สิ่งที่มาสด้าแตกต่างอย่างชัดเจนเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง คือการมาพร้อมเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ด้วยภาพลักษณ์ใหม่กับรถยนต์มาสด้าเจเนอเรชั่นใหม่ ด้วยแนวทางการออกแบบที่เสริมให้รถยนต์โดดเด่นยิ่งขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่ช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างง่ายดายและปลอดภัย โดยเฉพาะการขับขี่เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างรถกับผู้ขับขี่ ตามปรัชญา Jinba-ittai โดยให้รถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตามความตั้งใจของผู้ขับขี่ เพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจมากขึ้น

มาสด้าพัฒนารถยนต์เจเนอเรชั่นใหม่เพื่อให้เป็น “สิ่งที่เป็นปรารถนาในระดับสากล” การสร้างรถยนต์ที่ทำให้เกิดความปรารถนาของผู้คนนั้น ต้องสร้างคุณค่าใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มาสด้ามุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ โดยใช้หลักปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลางในการยกระดับคุณค่าผลิตภัณฑ์ในทุกด้าน ได้แก่ การออกแบบ สมรรถนะการขับขี่ การลดแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนน ความนุ่มนวลในการขับขี่ เป็นมิตต่อสิ่งแวดล้อม และความรู้สึกถึงคุณภาพอันประณีต เพื่อให้การขับขี่เป็นธรรมชาติมากที่สุดสำหรับทุกคน มาสด้าได้ออกแบบและเชื่อมโยงองค์ประกอบทุกอย่างเข้าด้วยกัน เพื่อดึงความสามารถโดยธรรมชาติของมนุษย์ในการรักษาสมดุล ผลลัพธ์ที่ได้คือ SKYACTIV-Vehicle Architecture เป็นเทคโนโลยีโครงสร้างตัวถังชุดใหม่ที่ทำให้การขับขี่เป็นธรรมชาติมากขึ้น

สมรรถนะอันทรงพลังจากเทคโนโลยี SKYACTIV สร้างชื่อเสียงกระหึ่มไปทั่วโลก

รถยนต์มาสด้าได้รับการพัฒนาขุมพลังด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟ โดยมอบสมรรถนะอันทรงพลังที่มาจากโครงสร้างตัวถังใหม่ SKYACTIV-Vehicle Architecture และปรับให้เข้ากับการรับความรู้สึกของมนุษย์ เพื่อมอบความรู้สึกในการขับขี่ที่เป็นธรรมชาติ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างรถยนต์และผู้ขับขี่ พร้อมผสานทุกฟังก์ชันตามปรัชญา Human Centric ทำให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง องค์ประกอบเหล่านี้คือเหตุผลที่ทำให้รถยนต์มาสด้าให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากรถยนต์คันอื่น โดยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟของมาสด้า มีดังต่อไปนี้

  • เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน SKTYACTIV-G ให้สมรรถนะความแรงและประหยัดน้ำมัน โดยฉีดเชื้อเพลิงโดยตรงเข้าสู่ห้องเผาไหม้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีอัตราส่วนการอัดสูงที่สุดในโลก คืออัตรา 14.0:1 ช่วยให้ประหยัดนํ้ามัน มีแรงบิดดีขึ้น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล SKYACTIV-D พัฒนาให้สามารถทำงานตอบสนองผู้ขับได้ดียิ่งขึ้น จากอัตราส่วนกำลังการบีบอัดที่สมบูรณ์ ทำให้ได้เครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง แรง รอบจัด และยังสะอาด จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • เกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ-ไดร์ฟ (Skyactiv-Drive)  เกียร์อัตโนมัติที่ตอบสนองอย่างรวดเร็วทันใจ มอบความสนุกสนานในการขับขี่ ออกตัวแรง เปลี่ยนเกียร์ได้ราบรื่น และเร่งแซงได้อย่างนุ่มนวล พร้อมทั้งประหยัดนํ้ามันเชื้อเพลิง
  • สกายแอคทีฟ-บอดี้ (Skyactiv-Body) โครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟ ที่ผลิตจากเหล็กกล้าคุณภาพสูง High Tensile Steel น้ำหนักเบาและแข็งแกร่ง ให้การควบคุมรถที่มั่นคง ช่วยลดแรงสะเทือนจากถนน และกระจายแรงปะทะที่เข้าสู่ห้องโดยสารในกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน
  • สกายแอคทีฟ-แชสซี (Skyactiv-Chassis) ช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวสกายแอคทีฟ ระบบช่วงล่างที่เกาะถนนมั่นคงและให้ความนุ่มนวลแก่ห้องโดยสาร พร้อมระบบบังคับเลี้ยวที่ช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัยและประหยัดน้ำมัน
Skyactiv-Chassis

สมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ ทรงพลัง ทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน

เพื่อมอบความปลอดภัยให้ครอบคลุม เครื่องยนต์ SKYACTIV-G รุ่นล่าสุดยังสามารถควบคุมความเร็วได้อย่างทันท่วงทีในทุกสถานการณ์การขับขี่ รวมถึงยังมีระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง G-Vectoring Control Plus สร้างความมั่นใจให้กับการขับขี่ในทุกสภาพถนน ด้วยการเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมรถ ลดแรงเหวี่ยงในขณะเข้าโค้ง ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ ห้องโดยสารยังมีความเงียบสงบผ่านการพัฒนาเรื่องการลดเสียงรบกวน การสั่นสะเทือน และความกระด้าง ให้ความเพลิดเพลินและความสบาย จากคุณสมบัติที่ครบถ้วนเหล่านี้สามารถมอบความอุ่นใจให้ผู้โดยสารทุกคนได้ผ่อนคลายและสุนทรียภาพในการขับขี่

เทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่รื่นรมย์

รถยนต์มาสด้าทุกรุ่น มาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน เพื่อช่วยผู้ขับขี่และช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน จุดประสงค์พื้นฐานความปลอดภัยเชิงป้องกันของมาสด้า คือการสร้างความมั่นใจในการขับขี่และการขับขี่ที่สนุกสนานให้กับผู้โดยสารทุกคน ตั้งแต่ตำแหน่งคนขับ รูปแบบแป้นเหยียบและทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดี เทคโนโลยี i-Activsense รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงป้องกันที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้โดยสารในกรณีที่เกิดการชนปะทะ นอกจากนี้ รถยนต์มาสด้าเจเนอเรชั่นใหม่ ยังมาพร้อมไฟหน้าแอลอีดีแบบปรับได้ (ALH) เพิ่มทัศนวิสัยให้กับกับผู้ขับขี่ในเวลากลางคืน

ในส่วนของความปลอดภัยเชิงปกป้อง เป้าหมายคือเพื่อปกป้องผู้โดยสารและคนเดินเท้าในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ  ด้วยการใช้เหล็กกล้าทนแรงดึงสูงพิเศษที่มีความแข็งแรงสูง และโครงสร้างสร้างตัวถังที่สามารถดูดซับแรงจากการกระแทกได้ดีขึ้น ไม่เพียงเท่านี้ การตกแต่งภายในยังใช้โครงสร้างป้องกันที่พัฒนาขึ้นตามลักษณะทางกายภาพของมนุษย์เพื่อลดการบาดเจ็บ พร้อมปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ด้วยถุงลมนิรภัยครบทุกจุด ไม่ว่าจะเป็น ด้านหน้า ม่านนิรภัย ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และถุงลมนิรภัยที่หัวเข่า* (ในบางรุ่น*)

การออกแบบตามหลักปรัชญาของมาสด้า

Nagare Design

จาก นากาเร่ ดีไซน์ (Nagare’) สู่ โคโดะ ดีไซน์ ที่ถูกรังสรรขึ้นจากเส้นสายความพลิ้วไหวตามธรรมชาติ การเคลื่อนที่อย่างคล่องแคล่ว แข็งแรง ดั่งนักกีฬา การพัฒนาปรัชญาการออกแบบ นากาเร่ มีความหมายว่า ความต่อเนื่อง ไหลลื่น เป็นธรรมชาติ โดยนำเอาความสวยงามของธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งในธรรมชาติในหลากหลายลักษณะ ความพิถีพิถันการออกแบบเส้นสายที่ลื่นไหลต่อเนื่องของธรรมชาติผสมผสานเข้ากับการขึ้นรูปของตัวรถ การไหลอย่างต่อเนื่องของสรรพสิ่งในธรรมชาติ อาทิ กระแสลม น้ำ การเปลี่ยนรูปของทรายบนเนินทรายที่เกิดจากกระแสลม สายธาร ลาวา เป็นต้น มาสด้าได้นำเอาความสวยงามจากภาพของความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องไหลลื่น เหล่านั้น มาประยุกต์ใช้เป็นการยกระดับของงานดีไซน์ ภายใต้แนวทางการออกแบบ นากาเร่ มาสด้าได้ออกแบบรถต้นแบบทั้งสิ้น 7 คัน หลังจากนั้นได้นำมาใช้กับการออกแบบรถมาสด้าและเป็นรถที่ผลิตเพื่อการจำหน่ายจริง

ความคิดสร้างสรรค์และแนวทางของมาสด้าได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง มาสด้าได้นำปรัชญาการออกแบบสำหรับยนตรกรรมและถูกถ่ายทอดมาถึงยุคปัจจุบัน คือการผสมผสานความสวยงามและพลังเข้าไว้ด้วยกัน เป็นสิ่งที่มองเห็นและสัมผัสได้ในการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต ทั้งมนุษย์และสัตว์ เป็นช่วงจังหวะของการเคลื่อนไหวที่กำลังจะเริ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น ช่วงจังหวะที่เสือซีต้าห์กำลังกระโจนเข้าตะครุบเหยื่อ หรือศิลปะการป้องกันตัวในอดีตของญี่ปุ่น ในจังหวะที่ดาบ “เคนโด้” กำลังจะถูกฟาดเพื่อเข้าจู่โจม ทั้งหมดคือช่วงเวลาขณะที่พละกำลังถูกรวบรวมเอาไว้เพื่อใช้งาน ได้ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว เป็นการแสดงออกถึงความสมดุลของความแข็งแกร่ง และความปราดเปรียว ในจังหวะเข้าจู่โจมนั้นต้องใช้สมาธิและการช่วงชิงจังหวะ ทำให้รับรู้ได้ถึง พละกำลัง ความเร็ว กล้ามเนื้อ และรูปทรงที่มีความแข็งแรง ทั้งหมดเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นความสวยงามอย่างประณีต มีเสน่ห์อย่างไม่น่าเชื่อ

มาสด้าได้ผสมผสานคุณสมบัติทั้งสามอย่างเพื่อเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขึ้นรูปของ โคโดะ ดีไซน์ จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวที่งดงาม ‘KODO – Soul of Motion’ ประกอบด้วย

  • ความรวดเร็ว (Speed): การขึ้นรูปที่บ่งบอกถึงความรวดเร็ว ให้ภาพของรถยนต์ที่มีการปลุกเร้าสัญชาตญาณของสรรพสิ่งที่มีชีวิตให้เกิดความต้องการในการควบคุมเครื่องจักรอันนี้ เป็นเครื่องจักรที่มีความเร็วและทรงพลัง
  • ทรงพลัง (Tense): การขึ้นรูปที่ก่อให้เกิดความพิถีพิถันของความแข็งแกร่งมีพละกำลัง ในจังหวะการเริ่มต้นของการเคลื่อนที่เข้าจู่โจม เป็นการขึ้นรูปที่ประณีต ที่มีรากฐานของความเรียบง่ายด้วยสปิริตของชาวญี่ปุ่น
  • ความงดงาม (Alluring): คุณภาพที่สามารถสัมผัสได้ ถ่ายทอดอย่างลึกซึ้ง เหนือระดับ ด้วยความประณีต และการเลือกสรรอย่างมีคุณค่า  รู้สึกได้ถึงศิลปะของผลิตภัณฑ์ที่ทำจากมือของมนุษย์อย่างประณีต
Mazda Shinari&Minagi

มาสด้าได้กำหนดการเคลื่อนไหวโดยฉับพลันแบบนี้ ที่เต็มเปี่ยมด้วยพละกำลัง ความรวดเร็ว แสดงออกอย่างน่าเกรงขาม ให้เป็นแนวทางของการขึ้นรูปงานดีไซน์ และเป็นการให้คำนิยามของ โคโดะ ‘KODO’ ที่มาสด้าใช้ในการออกแบบรถยนต์มาสด้าให้มีภาพลักษณ์ของความเร็ว ความทรงพลัง รวมถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ทำให้ดูมีชีวิตชีวา แสดงออกถึงจิตวิญญาณ ‘KODO – Soul of Motion’ เป็นภาษาการออกแบบใหม่ที่เป็นตัวแทนของรถมาสด้าเจนเนอเรชั่นใหม่ มาสด้า ชินาริ (Shinari) คือรถต้นแบบที่ออกแบบด้วยความบริสุทธิ์งดงาม เป็นต้นแบบของรถ 4 ประตู และรถสปอร์ต 2 ประตู 4 ที่นั่ง ในภาษาญี่ปุ่น ชินาริ หมายถึงรูปลักษณ์ที่อ่อนโยนสวยงามแต่เต็มเปี่ยมด้วยพลัง พร้อมกับคุณสมบัติของความยืดหยุ่น สามารถรักษารูปทรงของตัวเองได้ถึงแม้จะได้รับแรงดึง ยืด หรือบิดตัวอย่างรุนแรง คล้ายกับคุณสมบัติธรรมชาติในเหล็กและไม้ไผ่ ชินาริ ยังหมายถึงตัวตนของบุคคลหรือสิ่งมีชีวิตที่พร้อมจะเคลื่อนไหวอย่างอิสระได้ด้วยความรวดเร็วฉับไว ภายใต้การเคลื่อนไหวดังกล่าว นักออกแบบมาสด้าจึงได้ค้นพบศักยภาพที่แท้จริง

เพื่อนำแนวคิดมาพัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นจริง รถยนต์มาสด้าทุกคันถูกพัฒนาขึ้นอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การขึ้นรูปโมเดลจากดินเหนียว ก่อนเติมความโฉบเฉี่ยวผสมผสานเส้นสายที่เรียบง่ายด้วยแนวคิดการออกแบบ KODO Design ที่เรียบง่ายแต่งดงาม ช่วยสร้างความสมบูรณ์แบบให้กับรถยนต์ ด้วยสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น ที่พัฒนายนตรกรรมให้มีความสง่างามเสมือนงานศิลปะชิ้นเอก ดึงดูดใจผู้พบเห็น ทีมออกแบบและวิศวกรได้ทำงานร่วมกันเพื่อเนรมิตรถยนต์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลายหลาย ด้วยห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวาง ในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งรูปลักษณ์ที่สวยงามทั้งภายนอกและภายใน

ความสำเร็จจากการออกแบบภายใต้ โคโดะ ดีไซน์ ไม่ได้ถูกจำกัดในบางประเทศเท่านั้น แต่ยังได้รับรางวัลการันตีความสำเร็จมากมายมาแล้วทั่วโลก รางวัล 2020 World Car Design of the Year, 2021 Canadian Car of the Year, 2010 Red Dot “Best of the Best” จากประเทศเยอรมนี ในรถยนต์ All New Mazda3 และ รางวัลอีกมาย อาทิ รางวัล 2020 Red Dot award ประเภท Product design จากประเทศเยอรมนี รางวัล 2020 Design trophy ประเภท SUV และประเภท Champion of all classes จากประเทศเยอรมนี และยังเป็นรถยนต์ญี่ปุ่นเพียงแบรนด์เดียวที่เข้ารอบ 3 คันสุดท้ายเพื่อชิงรางวัล 2020 World Car of the Year และ World car design of the Year ในรถยนต์ All-New Mazda CX-30

สิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงปัจจัยบางส่วนที่ทำให้มาสด้าประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก มาสด้าเป็นแบรนด์รถยนต์เล็กๆ ที่มีต้นกำเนิดจากการเป็นผู้ผลิตจุกไม้ค็อกจากเมืองฮิโรชิม่า ได้ก้าวผ่านความท้าทายในหลายยุคหลายสมัยจนสามารถครองใจผู้คนในระดับโลก และมีฐานแฟนคลับอย่างแน่นหนาในหลายประเทศ มาสด้าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ส่งมอบประสบการณ์ความสุขในการขับขี่ และการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้า ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนให้กับ โลก สังคม และผู้คน อันเป็นพันธกิจของเราตลอดไป

“นิสสัน” ร่วมพัฒนาทักษะเยาวชน บริจาคเครื่องยนต์ อี-พาวเวอร์ เพื่อการศึกษา ให้แก่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านสิรินธร

0
นิสสัน 1

นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย และกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน บริจาคเครื่องยนต์ อี-พาวเวอร์ ให้แก่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านสิรินธรสำหรับใช้ในการเรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะวิชาชีพ

ความร่วมมือดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อสังคมที่นิสสันดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เยาวชนได้มีประสบการณ์ตรง และพัฒนาทักษะความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยียานยนต์อันทันสมัย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพต่อไป

ทาคาอากิ ยานางิ รองประธานอาวุโส นิสสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ที่นิสสัน มอเตอร์ เรามีวิสัยทัศน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านนวัตกรรม และมีความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมไทย เราได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการพัฒนาทักษะของเยาวชน นิสสันเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่าการมอบโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนคือการลงทุนที่มีคุณค่าที่สุด เราหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างทักษะที่จำเป็น และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เป็นกำลังสำคัญของประเทศไทยในอนาคต”

เครื่องยนต์ระบบขับเคลื่อน อี-พาวเวอร์ ของนิสสันที่ส่งมอบให้แก่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านสิรินธรครั้งนี้ เป็นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบพิเศษที่ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและเงียบเหมือนรถไฟฟ้า โดยไม่ต้องชาร์จไฟ เครื่องยนต์ดังกล่าว ติดตั้งในรถรุ่นหลักๆ ของนิสสัน ได้แก่ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ และนิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ รวมถึงรุ่นอื่น ๆ ที่กำลังจะเปิดตัวในอนาคต

เครื่องยนต์ อี-พาวเวอร์ ถือเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยและสอดคล้องกับแนวโน้มเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน

นิสสัน ได้เริ่มให้การสนับสนุนศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านสิรินธรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 โดยได้บริจาคเครื่องยนต์หลากหลายประเภท อาทิ เครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อให้เยาวชนได้ใช้ในการเรียนและฝึกฝนทักษะ ตลอดจนได้มีการจัดเวิร์คช็อปสำหรับครูผู้สอน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ รวมถึงเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ของนิสสัน

ความร่วมมือที่ได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยนี้ ยังตอกย้ำความสัมพันธ์อันใกล้ชิดที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างประเทศญี่ปุ่นและไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะส่งเสริมการพัฒนาชุมชนและสังคมในระยะยาว ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาผ่านการศึกษาและนวัตกรรม

“เอ็มจี” ชวนร่วมสนุกกับกิจกรรม #MG3SAVESAVE ซีซั่น 2 ท้าพิสูจน์ความประหยัดของ ALL NEW MG3 HYBRID+

0
MG 3 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ท้าพิสูจน์ความประหยัดของสุดยอดเทคโนโลยี HYBRID+ โดยผู้ใช้จริงผ่านกิจกรรม #MG3SAVESAVE ซีซั่น 2 ชวนเจ้าของรถ ALL NEW MG3 HYBRID+ และผู้ที่สนใจร่วมสัมผัสกับความแรงที่มาพร้อมความประหยัดของ ALL NEW MG3 HYBRID+ ด้วยการถ่ายภาพโชว์ตัวเลขอัตราการสิ้นเปลืองบนระยะทาง 100 กิโลเมตร ขึ้นไป และ 500 กิโลเมตร ขึ้นไป และเพียงโพสต์ความประทับใจหรือรีวิวรถ ALL NEW MG3 HYBRID+ ผ่าน FACEBOOK และแชร์ในกลุ่มสาธารณะ MG3 Hybrid Club Thailand พร้อมติดแฮชแท็ก #MG3SAVESAVE ลุ้นรับรางวัล LUCKY DRAW และ CONTENT CREATOR ยอดเยี่ยม ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 – 6 ตุลาคม 2568

MG 3 2

จากความสำเร็จของกิจกรรม #MG3SAVESAVE ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2567 ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งเจ้าของรถตัวจริง และผู้ที่สนใจทดลองขับ ALL NEW MG3 HYBRID+ ร่วมท้าประลองความประหยัดตลอดระยะเวลาแคมเปญ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรื่องราวและประสบการณ์ในการขับขี่ ALL NEW MG3 HYBRID+ รวมถึงเทคนิคการขับขี่อย่างไรให้ประหยัดน้ำมันจากลูกค้าตัวจริงบนโลกออนไลน์ รับชมวีดีโอคลิก
: https://bit.ly/3F4uNcp ความน่าสนใจของกิจกรรมนี้ คือ การใช้เสียงจากลูกค้าเป็นผู้ยืนยันคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และถ่ายทอดไปยังผู้ที่สนใจ หรือกำลังตัดสินใจซื้อ

MG 3 3

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ท่ามกลางกระแสความนิยมของรถยนต์พลังงานทางเลือกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ALL NEW MG3 HYBRID+ จึงเป็นโกลบอลโมเดลที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ด้วยจุดเด่นของการเป็น “รถแฮทช์แบ็กไฮบริดที่ประหยัด ขับสนุก และเร้าใจ” ผู้ขับขี่จะสัมผัสได้ถึงสมรรถนะที่ใกล้เคียงกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าโดยไม่ต้องเสียบชาร์จ ไฟ ด้วยขุมพลัง HYBRID+ ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 102 แรงม้า (75 กิโลวัตต์) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 136 แรงม้า (100 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 8 วินาที เท่านั้น น้ำมันหนึ่งถังสามารถเดินทางได้ไกลกว่า 800 กิโลเมตร พร้อมระบบความปลอดภัยรอบคันที่ให้ความมั่นใจตลอดการเดินทาง ผู้ที่สนใจร่วมกิจกรรมสามารถคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mgcars.com/th/news/MG3-SAVESAVE-2”

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนดเท่านั้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

 

(,มีคลิปวีดีโอ)“GWM” เปิดตัว “NEW GWM TANK 500 DIESEL” เคาะราคาพิเศษ 500 คันแรก เริ่มต้น 1.399 – 1.599 ล้านบาท

0
NEW GWM TANK 500 DIESEL 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ได้ฤกษ์เปิดม่านเผย NEW GWM TANK 500 DIESEL อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุด พร้อมขับเคลื่อนส่วนผสมที่ลงตัวทั้ง “ความพรีเมียมและความสมาร์ต” แบบเต็มขั้นในยนตรกรรมพรีเมียม PPV 7 ที่นั่ง ตอบไลฟ์สไตล์ทุกด้านของผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เพื่อรับประสบการณ์การขับขี่ที่ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1.) ความพรีเมียมตั้งแต่ภายนอกสู่ภายใน 2.) ความสบายเหนือระดับด้วยฟังก์ชันอำนวยความสะดวกมากมาย 3.) เทคโนโลยีอัจฉริยะอันล้ำสมัย และ 4.) ความปลอดภัยที่อัดแน่นสร้างความมั่นใจให้ในทุกเส้นทาง โดยมีราคาแนะนำช่วงเปิดตัวเริ่มต้นที่ 1.399 – 1.599 ล้านบาท สำหรับลูกค้าที่ออกรถ 500 ท่านแรก พร้อมข้อเสนอพิเศษสู่การเดินทางที่เหนือระดับ

และยังสร้างความต่างอย่างมีสไตล์ สะท้อนความต้องการบาลานซ์ระหว่าง “งาน ชีวิต ไลฟ์สไตล์” ของผู้ใช้งานชาวไทย ผ่าน “ป้อง ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์” ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ มุ่งตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การเดินทาง ทั้งเพื่อธุรกิจ การเดินทางกับครอบครัว และทริปผจญภัย สู่การนิยามมาตรฐานใหม่ของรถ PPV 7 ที่นั่ง ระดับโลกอย่างแท้จริง

NEW GWM TANK 500 DIESEL 2

NEW GWM TANK 500 DIESEL พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการใน 3 รุ่นย่อย ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมสีภายนอก 2 สี ได้แก่ สีขาว สีเทา และรุ่นตกแต่งพิเศษ Black Warrior (เฉพาะรุ่น 2.4T ULTRA และ 2.4T ULTRA 4WD) ส่วนภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีดำสุดพรีเมียม ในราคาแนะนำในช่วงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ดังนี้

NEW GWM TANK 500 DIESEL 3
•NEW GWM TANK 500 DIESEL 2.4T PRO ราคา 1,399,000 บาท
•NEW GWM TANK 500 DIESEL 2.4T ULTRA* ราคา 1,499,000 บาท
•NEW GWM TANK 500 DIESEL 2.4T ULTRA 4WD* ราคา 1,599,000 บาท

(*ทั้ง ULTRA และ ULTRA 4WD มาพร้อมสีพิเศษ Black Warrior ซึ่งจะมีราคาเพิ่มจากรุ่นปกติ 30,000 บาท)

โดยราคาแนะนำในช่วงเปิดตัวสุดพิเศษนี้ สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถ NEW GWM TANK 500 DIESEL 500 คันแรกเท่านั้น พิเศษยิ่งขึ้น รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปีเต็ม ฟรี บริการระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเทอร์เน็ต* (Telematic Service) พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet in Vehicle) ระยะเวลา 3 ปี ฟรี ค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทางภายในระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน และไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง) ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี พร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่ ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร** (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และการรับประกันเครื่องยนต์ดีเซล 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
** เงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูรายละเอียดได้ที่ GWM Thailand – Service

NEW GWM TANK 500 DIESEL 4

ปาร์คเกอร์ ฉี ประธาน GWM ตลาดต่างประเทศ กล่าวว่า “วันนี้นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ GWM ในการสานต่อกลยุทธ์ระดับโลก All scenario, All powertrain, All users ด้วยการเปิดตัว NEW GWM TANK 500 DIESEL อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เรามั่นใจว่า NEW GWM TANK 500 DIESEL จะได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริโภคชาวไทย และจะเป็นอีกหนึ่งก้าวย่างสำคัญที่ร่วมยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่เวทีโลกไปพร้อมกับเรา”

NEW GWM TANK 500 DIESEL 6

“ในปีนี้ GWM เฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปี ด้วยเครือข่ายที่ครอบคลุมกว่า 170 ประเทศทั่วโลก และในช่วงต้นปีนี้ GWM ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 15 ล้านคน สำหรับปีที่ผ่านมา ยอดขายในตลาดต่างประเทศทะลุ 450,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 44.61% นี่เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลกที่มีต่อแบรนด์ GWM ความสำเร็จนี้เกิดจากยุทธศาสตร์ 4 เสาหลักของโลกาภิวัตน์ คือ ผลิตในพื้นที่ ดำเนินการในพื้นที่ เติบโตในระดับโลก และบูรณาการห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแนวคิด ‘In Local, For Local’ ที่ให้ความสำคัญกับผู้บริโภคในแต่ละประเทศเป็นศูนย์กลางของทุกการพัฒนา ไม่เพียงเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ที่สุด แต่ยังส่งเสริมการจ้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตในชุมชนท้องถิ่น ภายในปี 2030 เราตั้งเป้ายอดขายในต่างประเทศกว่า 1 ล้านคันต่อปี โดยมากกว่า 30% จะเป็นรถยนต์พรีเมียม และประเทศไทยคือหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ในฐานะศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาเพื่อรองรับตลาดระดับภูมิภาค และระดับโลก” ปาร์คเกอร์ ฉี กล่าวเสริม

NEW GWM TANK 500 DIESEL 8

NEW GWM TANK 500 DIESEL มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.4T แบบ VGT ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า และแรงบิด 480 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด (9AT) เหนือกว่าด้วย 4 จุดเด่นหลักที่ยกระดับมาตรฐานวงการ PPV ได้แก่

NEW GWM TANK 500 DIESEL 10

1.) ความพรีเมียมตั้งแต่ภายนอกสู่ภายใน ถ่ายทอดผ่านดีไซน์ทรงพลัง ลำโพง 12 ตัว และระบบ surround sound system กระจก 2 ชั้น แบบ Double layer laminated glass

NEW GWM TANK 500 DIESEL 13

2.) ความสบายเหนือระดับจากห้องโดยสารกว้างขวาง เบาะหนัง Nappa ปรับไฟฟ้า พร้อมระบบจดจำตำแหน่ง นวด และระบายอากาศ และพาโนรามาซันรูฟ ม่านบังแดดสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

NEW GWM TANK 500 DIESEL 14

3.) เทคโนโลยีอัจฉริยะล้ำสมัย เช่น กล้องมองรอบคัน 540 องศา (กล้อง 360 องศาพร้อมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ), Head-up Display, ระบบสั่งงานด้วยเสียง และหน้าจอ Smart Dual Screen ระบบจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ ระบบการควบคุมรถจากทางไกลผ่าน GWM application สุดท้าย

NEW GWM TANK 500 DIESEL 15

4.) ความปลอดภัยที่อัดแน่นด้วยชุดระบบ GWM Intelligent Driving Assistance (L2+) และระบบความปลอดภัยเชิงรุกและเชิงรับมากมาย

NEW GWM TANK 500 DIESEL 16

(ผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นมีข้อมูลอุปกรณ์และฟังก์ชั่นที่แตกต่างกัน โปรดศึกษารายละเอียดของผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม)