Home Blog Page 76

“GWM” เอาใจสาวกเจ้าเหมียวไฟฟ้าสายสปอร์ต กับ GWM ORA Good Cat ในลุคใหม่สุดเท่ “สีขาวหลังคาสีดำ พร้อม Black Package” ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายได้อย่างลงตัว

0
GWM ORA Good Cat 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users) ล่าสุด GWM เดินหน้าขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ เปิดตัว GWM ORA Good Cat ลุคสปอร์ตใหม่ กับรุ่นย่อย “สีขาวหลังคาสีดำ พร้อมชุดแต่ง Black Package” ครั้งแรกในประเทศไทย ที่ยังคงความโดดเด่นของดีไซน์ Retro Futuristic อันเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ผสมผสานกับคู่สีขาว-ดำ มอบความคลาสสิกเหนือกาลเวลาได้อย่างลงตัว สะท้อนบุคลิกและตัวตนของผู้ขับขี่ได้อย่างชัดเจนในทุกมิติ สีสันใหม่ล่าสุดนี้เปิดตัวในระดับโลกครั้งแรกที่ประเทศไทย ไม่เพียงแค่เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า แต่ยังเป็นการตอบรับกับการเติบโตของตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยอีกด้วย

GWM ORA Good Cat 2

GWM ORA Good Cat รุ่นย่อย สีขาวหลังคาสีดำ มาพร้อมชุดตกแต่งพิเศษ “Black Package” ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มองหาความแตกต่างอย่างมีสไตล์ ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยการตกแต่งด้วยโทนสีดำในหลายจุด ถ่ายทอดอารมณ์สปอร์ตและพรีเมียมได้อย่างกลมกลืน เสริมลุคเฉียบคมด้วยล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว ผสานกับคาลิเปอร์เบรกสีเหลืองที่ตัดกันอย่างลงตัว พร้อมกรอบกันชนหน้าตกแต่งสีดำที่เสริมภาพลักษณ์ให้ตัวรถดูโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น

GWM ORA Good Cat 4

ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีดำเรียบหรู สะท้อนความทันสมัยและเสน่ห์ที่แตกต่าง ตอบสนองผู้ขับขี่ที่มีความมั่นใจและต้องการแสดงตัวตนผ่านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มาพร้อมดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์

GWM ORA Good Cat 3

GWM ORA Good Cat สีขาวหลังคาสีดำ พร้อมชุดตกแต่ง Black Package มาพร้อมกับ 2 รุ่นย่อย ในราคาที่เท่ากับรุ่นปกติทั่วโป โดยไม่มีการบวกราคาเพิ่มเติม ดังนี้
•GWM ORA Good Cat สีขาวหลังคาสีดำ พร้อมชุดแต่ง Black Package รุ่น PRO ราคาเพียง 599,000 บาท*
•GWM ORA Good Cat สีขาวหลังคาสีดำ พร้อมชุดแต่ง Black Package รุ่น ULTRA ราคาเพียง 699,000 บาท*
* ราคานี้เป็นราคาหลังหักส่วนลดเงินสดแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมาพร้อมกับโปรโมชันอีกมากมาย อาทิ ฟรี! ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 นาน 1 ปีเต็ม ฟรี! ฟิล์มกรองแสง ลามิน่า รุ่น CM ONE และค่าจดทะเบียน ฟรี! บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 5 ปี ฟรี! บริการระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเทอร์เน็ต* (Telematic Service) พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet in Vehicle) ระยะเวลา 3 ปี และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ารวมมูลค่าข้อเสนอสุดพิเศษ สูงสุดกว่า 304,900 บาท ด้านการรับประกัน GWM มอบการรับประกันคุณภาพรถใหม่ ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร** (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และการรับประกันแบตเตอรี่ EV เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร** (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) มอบความอุ่นใจให้ผู้ขับขี่ตลอดระยะเวลาการใช้งานได้อย่างครอบคลุม

GWM ORA Good Cat 5

* เนื่องจากสถานการณ์ดอกเบี้ยลอยตัวในปัจจุบัน บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ เฉพาะเมื่อจองและส่งเอกสารทำสัญญาตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนดเท่านั้น หลังจากช่วงเวลาดังกล่าว อัตราดอกเบี้ยพิเศษจะเป็นไปตามที่บริษัทฯ และสถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด
** เงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูรายละเอียดได้ที่ GWM Thailand – Service

หลังจากการเปิดตัว GWM ORA Good Cat “สีฟ้า So Blue” ในงาน Motor Show 2025 ที่ผ่านมา GWM ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟน ๆ ทั่วประเทศ และรุ่นย่อยใหม่ “สีขาวหลังคาสีดำ พร้อมชุดตกแต่ง Black Package” คันนี้ สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า GWM ยังคงเดินหน้าสร้างความตื่นเต้นและทางเลือกใหม่ให้กับตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าผ่านการนำเสนอสีสันและรุ่นย่อยใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง GWM ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดไทย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าต่อภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน

GWM ORA Good Cat 7

GWM ORA Good Cat มีสีให้เลือกมากถึง 5 เฉดสี ได้แก่ สีใหม่ สีขาวหลังคาสีดำ พร้อมชุดแต่ง Black Package, สีฟ้า So Blue, สีเขียว Pistachio Green, สีเบจหลังคาสีน้ำตาล และสีเขียวหลังคาสีขาว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้ขับขี่ชาวไทยได้อย่างลงตัว สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ NEW GWM ORA Good Cat สีใหม่ สีขาวหลังคาสีดำ พร้อมชุดแต่ง Black Package สามารถจับจองได้ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป ผ่าน GWM application และเว็บไซต์ www.gwm.co.th รวมถึงที่ GWM Partner Store ทั้ง 70 สาขาทั่วประเทศ

“GEELY RIDDARA ประเทศไทย” ตอกย้ำนโยบาย “One Price Policy” ในงานประชุมผู้จำหน่ายปี 2025

0
GEELY 1

GEELY RIDDARA ประเทศไทย” จัดการประชุมผู้จำหน่ายประจำปี “2025 GEELY RIDDARA Dealer Conference” สรุปผลงานและยืนยันพันธกิจสร้างการเติบโตที่มั่นคงในตลาดเมืองไทย ยืนยันไม่เข้าร่วมสงครามราคา แต่จะเน้นกลยุทธ์ที่มอบประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า รวมถึงการเสริมความแข็งแกร่งด้านงานบริการหลังการขาย และเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

การประชุมผู้จำหน่ายในครั้งนี้นอกจากจะเป็นโอกาสสำคัญในการสรุปภาพรวมของการดำเนินงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาและการเปิดกลยุทธ์ของ GEELY RIDDARA ในประเทศไทยแล้ว แต่ยังเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความร่วมมืออันดีระหว่างบริษัทฯ กับผู้จำหน่ายทั่วประเทศที่มีส่วนร่วมในการเติบโตของ GEELY RIDDARA ในประเทศไทย โดยบริษัทฯ ได้แสดงความมุ่งมั่นเพื่อเดินหน้าเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในประเทศไทยไปพร้อมกับพันธมิตรผู้จำหน่ายทั่วประเทศและพัฒนาแนวทางของการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งด้านการขายและการบริการหลังการขายเพื่อมอบประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า

ยิ่งไปกว่านั้น มร. จาง ชง ผู้จัดการทั่วไป GEELY RIDDARA ประเทศไทย ได้ตอกย้ำนโยบาย “One Price Policy” ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่มุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพทางการตลาด หลีกเลี่ยงสงครามราคา และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของการดำเนินงานในทุกมิติ เน้นการส่งมอบความคุ้มค่าและความโปร่งใสให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง “นโยบาย ‘One Price Policy’ คือหัวใจสำคัญในวิสัยทัศน์ระยะยาวของเรา เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและความโปร่งใสสำหรับลูกค้า พร้อมทั้งช่วยให้ผู้จำหน่ายของเรามุ่งเน้นไปที่การส่งมอบสินค้าและการบริการที่ยอดเยี่ยมเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้าของเราทุกคน” มร. จาง ชง กล่าว

 

“เติมความอร่อยที่ พีที สเตชั่น” แจกฟรีขนม Roll-mi โรล-มี ข้าวอบ อร่อยครบ ไม่ต้องทอด สนับสนุนโดย Want Want Thailand

0
พีที สเตชั่น 1

บริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด จับมือกับ บริษัท วอนท์ วอนท์ คอร์ปอเรชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด ร่วมเดินหน้าสนับสนุนผู้เดินทางในช่วงเปิดเทอม ผ่านความร่วมมือกับสถานีบริการน้ำมัน พีที สเตชั่น มอบประสบการณ์ของว่างสุดอร่อยให้กับผู้เดินทางทั่วประเทศ ด้วยผลิตภัณฑ์ “โรล-มี” ข้าวอบกรอบสอดไส้ครีม ที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวก ความอร่อย และคุณค่าทางอาหาร กับกิจกรรม “เติมความอร่อยที่ พีที สเตชั่น” แจกฟรีขนม Roll-mi โรล-มีข้าวอบกรอบสอดไส้ครีม จำนวนกว่า 240,000 ชิ้น สำหรับสมาชิก PT Max Card ที่เติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ครบ 300 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ รับฟรีทันที ขนม Roll-mi 1 ชิ้น (มูลค่า 6 บาท) ณ สถานีบริการน้ำมันพีทีที่ร่วมรายการในพื้นที่ กรุงเทพปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่วันที่ 15 – 30 มิถุนายน 2568 หรือจนกว่าของจะหมด

พีที สเตชั่น 2

ดร.ธีจุฑา ประสาทแก้ว ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจที่เราต้องการตอบแทนลูกค้า PT Max Card พร้อมสร้างรอยยิ้มให้ผู้ใช้บริการในช่วงเปิดเทอม ด้วยของว่างอร่อย ๆ ของแบรนด์ยอดนิยมจากไต้หวัน”

ด้านตัวแทนฝ่ายการตลาด คุณปุณยนุช เจสกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท วอนท์ วอนท์ คอร์ปอเรชั่น (ไทยแลนด์) กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมดี ๆ แบบนี้กับทาง PT เนื่องจากผลิตภัณฑ์ ‘โรล-มี’ ของเราสามารถพกพาทานสะดวก โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งรีบ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศ นักเดินทาง หรือกลุ่มนักเรียนนักศึกษา และยังเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ปกครองที่มองหาของว่างให้กับน้อง ๆ นักเรียนระหว่างเดินทาง เป็นการเติมเต็มความสุขง่าย ๆ ที่มีคุณค่าทางอาหารสำหรับทุกวัย”

ร่วมเติมเต็มพลังและความอร่อยระหว่างเดินทางได้ที่สถานีบริการน้ำมัน พีที สเตชั่น ที่ร่วมรายการ แล้วอย่าลืมโชว์ PT Max Card ทุกครั้งที่เติมน้ำมัน!

เชื่อมต่อทุกมิติการขับขี่ สู่ประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบโจทย์ทุกการเดินทาง จาก “บีเอ็มดับเบิลยู” และ “มินิ”

0
My BMW App 1

ในโลกยุคดิจิทัล การเดินทางไม่ได้เริ่มต้นเมื่อก้าวขึ้นรถและจบลงเมื่อถึงจุดหมาย บีเอ็มดับเบิลยู และมินิ เข้าใจถึงความต้องการนี้ จึงพัฒนาระบบนวัตกรรมดิจิทัลที่เชื่อมต่อทุกช่วงเวลาของการเป็นเจ้าของรถยนต์เข้าด้วยกัน ตั้งแต่การวางแผนการเดินทาง การขับขี่ ไปจนถึงการดูแลรักษา ด้วยระบบ BMW ConnectedDrive และ MINI Connected Services บน My BMW App และ MINI App ที่ผสานเทคโนโลยีดิจิทัลในรถยนต์เข้ากับการใช้ชีวิตประจำวัน ช่วยให้การจัดการทุกอย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้ว ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบสถานะรถ การนัดหมายเข้าศูนย์บริการ หรือแม้แต่การวิเคราะห์สภาพรถจากระยะไกล นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงอำนวยความสะดวก แต่ยังช่วยให้การดูแลรถเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

My BMW  2

เมื่อชีวิตในยุคดิจิทัลหมุนไปอย่างรวดเร็ว โลกแห่งการขับขี่จึงต้องพัฒนาให้ทันกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลง บีเอ็มดับเบิลยูและมินิจึงสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ทำให้ทุกการเดินทางของลูกค้าง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และเชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของแต่ละคนได้อย่างลงตัว

ผู้ใช้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิอาจคุ้นเคยกับ BMW ConnectedDrive ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้การขับขี่และควบคุมรถยนต์สะดวกสบายและง่ายดายยิ่งขึ้น ครอบคลุมทั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ต่าง ๆ ไปจนถึงการใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่นสมาร์ทโฟน ซึ่งได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนในตอนนี้ BMW ConnectedDrive ได้กลายมาเป็นเสมือนผู้ช่วยดิจิทัลที่จะทำให้รถยนต์เป็นมากกว่าเพียงแค่ยานหานะ แต่เป็นเพื่อนร่วมทางที่สร้างความสุนทรียภาพได้ในทุกเส้นทาง โดย BMW ConnectedDrive มีบริการพื้นฐานต่าง ๆ เช่น

My BMW App 3

•ระบบการนำทาง BMW Maps ที่สามารถแสดงแผนที่อย่างละเอียดพร้อมสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ สามารถคำนวณระยะเวลาในการเดินทางแบบแปรผันตามการจราจร พร้อมฟังก์ชั่นระบบนำทางแบบเรียนรู้ได้ ซึ่งจะทำให้ BMW Maps เรียนรู้ลักษณะนิสัยของผู้ขับขี่และคาดการณ์จุดหมายปลายทางต่อไปได้ และสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ยังสามารถคำนวณระยะทางและแนะนำสถานีชาร์จที่ใกล้ที่สุดได้ นอกจากนี้ยังรองรับการสั่งงานด้วยเสียงผ่าน BMW Intelligent Personal Assistant เพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

My BMW App 4

•ระบบช่วยเหลือการขับขี่ Driving Assistant เช่น ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องจราจร Lane Departure Warning และระบบช่วยจอด Parking Assistant

•การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอป My BMW หรือ MINI App ที่ช่วยให้การควบคุมรถยนต์จากระยะไกลง่ายดายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
oสตาร์ทรถยนต์ ล็อคและปลดล็อคประตูรถยนต์ เปิด-ปิดไฟหน้ารถ หรือเปิด-ปิดระบบปรับอากาศจากระยะไกล
oเช็คสถานะและตำแหน่งของรถยนต์
oส่งพิกัดจุดหมายปลายทางจากมือถือไปยังระบบนำทาง BMW Maps ในรถ
oเปลี่ยนสมาร์ทโฟนคู่ใจให้กลายเป็นกุญแจอัจฉริยะ BMW/MINI Digital Key และ Digital Key Plus ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปลดล็อครถยนต์และสตาร์ทรถได้โดยไม่จำเป็นต้องพกกุญแจรถ แม้กระทั่งการแชร์กุญแจดิจิทัลให้เพื่อนก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงส่งแค่ลิงก์เดียว ซึ่งปัจจุบัน สามารถใช้ได้ทั้งในระบบ iOS และ Android บนมือถือ Samsung ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่ง ที่สำคัญ Digital Key Plus จะช่วยเพิ่มเติมการใช้งานฟังก์ชั่นสุดล้ำอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น Remote Control Parking* ที่ช่วยให้ควบคุมการเคลื่อนที่ของรถยนต์ผ่านแอป My BMW ได้ ในกรณีที่ต้องจอดรถในที่แคบ

*สำหรับรุ่นที่รองรับ Parking Assistant Plus จะต้องอัปเกรดเป็น Parking Assistant Professional เพื่อใช้ Remote Control Parking

My BMW App 5
ยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลสู่ความพรีเมียมที่เหนือกว่า นอกจากบริการพื้นฐานดังกล่าวต่าง ๆ แล้ว สำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์ดิจิทัลที่ก้าวล้ำยิ่งขึ้น ยังสามารถเลือกอัปเกรดบริการดิจิทัลต่าง ๆ ด้วย BMW Digital Premium* ผ่าน BMW ConnectedDrive Store ด้วยการสมัครสมาชิกรายเดือนหรือรายปี เพื่อเข้าถึงฟีเจอร์ระดับพรีเมียมที่มอบความสะดวกสบายยิ่งกว่า รวมถึงแอปพลิเคชันจากพาร์ทเนอร์ชั้นนำที่คัดสรรมาอย่างดี เติมเต็มประสบการณ์ขับขี่ให้เหนือระดับไปอีกขั้น โดยจะครอบคลุมการอัปเกรดต่าง ๆ เช่น
•เสริมประสิทธิภาพ BMW Maps ให้สามารถแสดงผลการจราจรในเส้นทางอื่น ๆ นอกเหนือจากเส้นทางที่นำทางอยู่ การแสดงภาพแบบสีทั้งแผนที่ (แม้จะไม่เปิดใช้การนำทาง) การแสดงภาพอาคารและทิศทางการขับขี่แบบ 3 มิติ
•เพิ่มการปรับแต่งฟังก์ชั่นต่าง ๆ เช่น My Modes เพิ่มเติม รวมถึงเกมส์ต่าง ๆ บริการเพลง พ็อดคาสท์ และผู้ให้บริการแอปอื่นๆ ให้เลือกอย่างใช้จุใจ

My BMW App 7

ประสบการณ์ดิจิทัลที่เป็นคุณ สู่การเดินทางที่สมบูรณ์แบบ นวัตกรรมดิจิทัลเหล่านี้สะท้อนความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู และมินิ ในการรับฟังและตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ขับขี่ยุคใหม่ โดยผสานเทคโนโลยีเข้ากับไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางที่ไม่เพียงสมบูรณ์แบบ แต่ยังบ่งบอกความเป็นตัวคุณได้อย่างแท้จริง

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมของรถทุกรุ่นและนวัตกรรมดิจิทัลอันล้ำสมัยได้ที่ www.bmw.co.th และ www.mini.co.th หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูและมินิทั่วประเทศ

ครอบครัวฮอนด้า รับส่วนลดจัดเต็ม 30% เพียงโชว์กุญแจรถยนต์ฮอนด้า ที่สวนน้ำ วานา นาวา หัวหิน ให้ลูกค้า สุข สนุก เที่ยวได้ยาว ๆ ไม่ต้องรอซัมเมอร์ !

0
ฮอนด้า 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้มให้กับลูกค้าครอบครัว ฮอนด้า ทุกท่าน จัดเต็มส่วนลด 30% เพียงโชว์กุญแจรถยนต์ฮอนด้ารุ่นใดก็ได้ สำหรับบัตรเข้าสวนน้ำ วานา นาวา หัวหิน (Vana Nava Hua Hin) โดยราคาบัตรผู้ใหญ่พร้อมผ้าเช็ดตัว จากปกติราคา 1,500 บาท ลดเหลือเพียง 1,050 บาท ที่จุดจำหน่ายบัตรหน้าสวนน้ำ (1 กุญแจ ต่อ 4 สิทธิ์ ต่อวัน) ลูกค้าสามารถรับสิทธิ์ผ่านโปรโมชันนี้ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 – 31 มีนาคม 2569

อย่าพลาด! โอกาสสัมผัสกับเครื่องเล่นสวนน้ำมาตรฐานโลกกว่า 19 เครื่องเล่น และสไลเดอร์มากมาย ในบรรยากาศสวนน้ำสไตล์ป่าเขตร้อนแห่งแรกของเอเชียที่สวนน้ำ วานา นาวา หัวหิน ด้วยสิทธิพิเศษสำหรับครอบครัวฮอนด้าโดยเฉพาะ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 – 31 มีนาคม 2569

หากสนใจรับสิทธิพิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับครอบครัวฮอนด้า สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมที่น่าสนใจที่เว็บไซต์ www.honda.co.th และทางโซเชียลมีเดีย Honda Thailand ทุกช่องทาง หรือเพิ่มเราเป็นเพื่อนผ่าน LINE Honda Thailand Official Account (Line ID: @honda-thailand) หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777

“โรลส์-รอยซ์ แบล็คแบจ สเปกเตอร์’ ยนตรกรรมไฟฟ้าทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของ โรลส์-รอยซ์ เข้าไทยแล้ว กับค่าตัวเริ่มต้น 41.5 ล้านบาท

0
โรลสลอยร์ แบล็คแบจ สเปกเตอร์ 1

โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์คาร์ส แบงคอก ผู้จำหน่ายรถยนต์ โรลส์-รอยซ์ อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เปิดตัว ‘แบล็คแบจ สเปกเตอร์’ ยนตรกรรมไฟฟ้าที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของ โรลส์-รอยซ์

โรลส์-รอยซ์ แบล็คแบจ สเปกเตอร์ 2

“โรลส์-รอยซ์ แบล็คแบจ สเปกเตอร์ คือ อัครยนตรกรรมที่ทรงพลังมากสุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ พัฒนาขึ้นจากข้อมูลการขับ นับแสนกิโลเมตร จากกลุ่มผู้ครอบครอง แบล็คแบจ โรลส์-รอยซ์ ทำให้รถยนต์คันนี้เป็นเสมือนจุดสูงสุดของตลาดรถยนต์ และวันนี้ ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วม ในการเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นสำคัญให้กับลูกค้าในประเทศไทยและเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญ สำหรับการก้าวไปสู่โลกของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตของ โรลส์-รอยซ์” ฉัตรชัย แก้วผ่องศรี ผู้จัดการทั่วไป โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก กล่าว

โรลส์-รอยซ์ แบล็คแบจ สเปกเตอร์ 8

แบล็คแบจ สเปกเตอร์ ได้รับการปรับปรุงเชิงวิศกรรม เพื่อรองรับกับพละกำลังที่สูงขึ้น ด้วยการเพิ่มน้ำหนักของพวงมาลัย เพิ่มความมั่นใจในการควบคุมและรับรู้ถึงสภาพถนนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมปรับแต่งตัวถังและช่วงล่างพลานาร์ เพื่อลดการโยนตัว และลดอาการหน้าเชิดหรือหน้าทิ่ม ขณะเร่งหรือเบรกเต็มแรง โดยยังคงรักษาความสะดวกสบายในการโดยสารดุจพรมวิเศษ ‘Magic Carpet Ride’ ไว้ได้อย่างครบถ้วน

โรลส์-รอยซ์ แบล็คแบจ สเปกเตอร์ 4สะดุดตากับสัดส่วนที่ลงตัวในสไตล์รถยนต์ฟาสแบคสองประตู สัญลักษณ์นางฟ้าบริเวณหน้ารถ (Spirit of Ecstacy) ชุบโครเมียมรมดำ กระจังหน้าเรืองแสงได้รับแรงบันดาลใจจากเสาของวิหารแพนธีออน (Illuminated Pantheon grille) เพิ่มลูกเล่นด้วยการพ่นสีด้านใน ประตูยาว 1.5 เมตร แบบไร้เสากลาง เชื่อมด้วยเลเซอร์ ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ โรลส์-รอยซ์ ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ไฟท้ายออกแบบให้ปราศจากสีสันโดยสิ้นเชิง ลงตัวกับสีตัวถังที่มีให้เลือกไม่จำกัด ล้ออะลูมินัมฟอร์จขนาด 23 นิ้ว ลายใหม่ 5 ก้าน เลือกได้ทั้งสีดำล้วน หรือกึ่งปัดเงาการตกแต่ง สร้างประสบการณ์ขับที่พิเศษยิ่งขึ้น อาทิ กระจังหน้าแพนธีออนเรืองแสง เพิ่มลูกเล่นด้วยการพ่นสีด้านในได้ตามต้องการของผู้ครอบครอง (Illuminated Pantheon Grille)

โรลส์-รอยซ์ แบล็คแบจ สเปกเตอร์ 5

ห้องโดยสารประดับลวดลาย Technical Fibre และ แดชบอร์ดเรืองแสง (Illuminated Fascia) มาตรวัดหน้าผู้ขับมีให้เลือก 5 สี คือ Vivid Grellow, Neon Nights, Cyan Fire, Ultraviolet and Synth Wave แดชบอร์ดเรืองแสง (Illuminated Fascia) บริเวณฝั่งผู้โดยสาร ฉลุเป็นลวดลายของปีกนางฟ้า พร้อมเพิ่มสัญลักษณ์อินฟินิตี้ ล้อมรอบด้วยประกายดาวมากกว่า 5,500 ดวง บนพื้นหลังสีดำเปียโนแบล็ค สะท้อนความมืดมิดของท้องฟ้ายามค่ำคืน ตกแต่งตามจุดต่างๆด้วยลวดลาย Technical Fibre ที่มีส่วนประกอบของเส้นใยคาร์บอนและโลหะ พร้อมขัดแต่งอย่างประณีต

โรลส์-รอยซ์ แบล็คแบจ สเปกเตอร์ 7

ประตูดาว (Starlight Doors) ส่องแสงเป็นประกายระยิบระยับแผ่นกันรอยกาบบันได พร้อมโลโก้ ‘Black Badge’ เรืองแสง ส่วนเบาะคู่หลัง ขั้นกลางด้วยสัญลักษณ์อินฟินิตี้ สื่อถึงพลังและศักยภาพไร้ขีดจำกัด

โรลส์-รอยซ์ แบล็คแบจ สเปกเตอร์ 10
16×9

แบล็คแบจ สเปกเตอร์ นับเป็นยนตรกรรมที่ทรงพลังที่สุด ในประวัติศาสตร์ของ โรลส์-รอยซ์ แพลตฟอร์มสถาปัตยกรรมแห่งความหรูหรา (Architecture of Luxury) รองรับขุมพลังไฟฟ้าอย่างลงตัว อีกทั้งเพิ่มความแข็งแกร่งของสเปซเฟรม 30% ขับเคลื่อนด้วย 2 มอเตอร์ SSM (Separately Excited Synchronous Motors) ปรับแต่งพิเศษ ทำได้ 659 แรงม้า (HP) แรงบิด 1,075 นิวตันเมตร ขับได้ไกลสุดถึง 530 กิโลเมตร (WLTP) อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 4.3 วินาที พร้อมโหมด ‘Infinity’ ที่ปรับเปลี่ยนบุคลิกของรถให้ดุดันเต็มพิกัดได้แรงบันดาลใจจากคุณสมบัติการปลดปล่อยพลังสำรองในช่วงสั้นๆ ของเครื่องยนต์ โรลส์-รอยซ์ เมอร์ลิน (Rolls-Royce Merlin) ที่ใช้กับเครื่องบินรบหลายรุ่น ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

โรลส์-รอยซ์ แบล็คแบจ สเปกเตอร์ 3

โรลส์-รอยซ์ แบล็คแบจ สเปกเตอร์ ตั้งราคาจำหน่ายรุ่นมาตรฐานไว้ที่ 41.5 ล้านบาท สำหรับลูกค้าและผู้ที่สนใจ สามารถทำการนัดหมายมาที่ คุณธนิดา ชาร์เลอมาร์ตี้ โทร. 087-566-4567 เพื่อมาสัมผัส โรลส์-รอยซ์ แบล็คแบดจ์ สเปกเตอร์ ระหว่างวันที่ 18-22 มิถุนายน 2568 บริเวณแฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

 

 

 

“GWM” จับมือ TANK 300 Camp Travel Thailand Club พาเหล่า TANKER สายลุย เสริมทักษะการขับขี่ออฟโรด โชว์สมรรถนะและประสิทธิภาพสุดล้ำของ GWM TANK 300

0
GWM Thailand 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ล่าสุด ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับเหล่าผู้ใช้งานจริงของ GWM TANK 300 หรือ TANKER จากกลุ่ม TANK 300 Camp Travel Thailand Club ที่จัดขึ้นอย่างอบอุ่น รวมกลุ่มคนรัก GWM TANK 300 กว่า 64 TANKER และ GWM TANK 300 ทั้งรุ่นไฮบริดและดีเซล กว่า 32 คัน ณ The Canyon เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เปิดประสบการณ์ท้าทายท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาต์ที่ตื่นตาตื่นใจและสายฝนที่พร่างพราย รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิคเห็นจากการใช้งาน GWM TANK 300 อย่างเป็นกันเอง โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์จาก GWM ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่ช่วยในการขับขี่ออฟโรดอย่างเต็มประสิทธิภาพให้บรรดา TANKER โดยกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้สะท้อนให้เห็นถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชุมชนชาว TANKER ภายใต้ GWM TANKER CLUB THAILAND คอมมูนิตี้ของผู้ใช้งาน TANK ที่ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในประเทศไทยล่าสุดนี้ เพื่อเป็นชุมชนสำหรับผู้ใช้ ดำเนินงานโดยผู้ใช้ และเพื่อผู้ใช้ เพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์การขับขี่ที่อบอุ่น แข็งแกร่ง และเหนียวแน่น

สำหรับกิจกรรมการฝึกทักษะการขับขี่ออฟโรดนี้ บรรดา TANKER ต่างแสดงให้เห็นถึง TANKER SPIRIT หรือจิตวิญญาณเดียวกัน ทั้งความโดดเด่น แตกต่าง และไม่เหมือนใคร รักอิสระ ชอบผจญภัย เต็มไปด้วยพลังงานที่สร้างสรรค์และพร้อมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยตลอดทั้งกิจกรรมนี้ TANKER ต่างได้เปิดประสบการณ์บนเส้นทางที่ท้าทายทั้งออนโรดและออฟโรด รวมตัวกันตั้งแต่เช้าตรู่ย่านคลองหนึ่ง ถนนรังสิตนครนายก มุ่งหน้าสู่เขาใหญ่เพื่อร่วมทดสอบสมรรถนะรถ GWM TANK 300 ที่แท้จริง พร้อมรับฟังการบรรยายภาคทฤษฎีของระบบรถยนต์และภาคปฏิบัติจากทีมงานและผู้เชี่ยวชาญของ GWM สู่การลง 2 ฐานกิจกรรมจริงภายในสนาม The Canyon

เกรทวอลล์ 3

เกรทวอลล์ 5

ฐานที่ 1 “พื้นที่เหมือง” มุ่งเน้นไปที่การทดสอบพลังการขึ้น–ลงทางลาดชัน เพื่อพิสูจน์ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะของ GWM TANK 300 พร้อมฟีเจอร์สำคัญอย่างระบบล็อกเฟือง (Electric Differential Lock), ระบบควบคุมความเร็วแบบออฟโรด (Off-road Cruise Control), ระบบช่วยออกตัวทางชัน (HSA) และระบบช่วยลงทางลาดชัน (HDC)

เกรทวอลล์ 5

เกรทวอลล์ 6

ฐานที่ 2 “สวน 7 ไร่” เน้นการทดสอบการขับขี่ผ่านเส้นทางธรรมชาติที่มีพื้นผิวที่หลากหลาย ทั้งหิน โคลน และร่องลึก โดยใช้การขับขี่แบบ 4L ระบบล็อกเฟือง ระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ (Body Transparent) ระบบกลับรถในที่แคบ (TANK TURN) และกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นทุกอุปสรรคได้อย่างแม่นยำ พร้อมพละกำลังและแรงบิดของตัวรถที่เหลือเฟือ จึงทำให้การขับขี่ในพื้นที่ท้าทาย ลื่น เป็นไปได้อย่างตื่นเต้นและสนุกสนาน กิจกรรมจบลงอย่างอบอุ่นและประทับใจ พร้อมเตรียมตัวสำหรับการเดินทางสู่การผจญภัยในทริปหน้า ที่รอให้บรรดา TANKER ได้มาเผชิญและสัมผัสไปพร้อมกัน

เกรทวอลล์ 8

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “GWM ขอขอบคุณเหล่า TANKER ทุกท่านที่ได้มอบความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับ GWM TANK 300 เรารู้สึกยินดีและอบอุ่นใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกิจกรรมนี้ GWM TANK 300 เป็นรถยนต์อีกคันหนึ่งที่เราภาคภูมิใจ ที่มอบทั้งสมรรถนะการขับขี่ เทคโนโลยีระดับสูง และความปลอดภัย เหมาะกับการขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมือง สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้หลากหลาย ด้านการขับขี่ออฟโรด รถยนต์คันนี้มีเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือการขับขี่มากมาย ช่วยให้การขับขี่ในพื้นที่และเส้นทางที่ยากลำบากเป็นไปได้อย่างง่ายดาย ในขณะเดียวกัน เราได้ใช้โอกาสนี้รับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่มีประโยชน์จากผู้ใช้งานจริงต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของ GWM ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป สู่การตอบโจทย์และความต้องการของลูกค้าชาวไทยอย่างครบถ้วนและตรงจุด”

เกรทวอลล์ 9

“ในอนาคต GWM จะยังคงเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรมของบรรดา TANKER ภายใต้ GWM TANKER CLUB THAILAND รวมถึง GWM Family ในทุกรุ่น เราเชื่อว่าชุมชนที่ดี อบอุ่น และสร้างสรรค์จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนและการสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้นของรถยนต์คุณภาพจาก GWM ตามปรัชญาการดำเนินธุรกิจของเรา “In Thailand, For Thailand” สะท้อนความมุ่งมั่นของ GWM ในการเข้าใจ เข้าถึง และเติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภคชาวไทย พาร์ทเนอร์ในประเทศไทย และสังคมไทยอย่างยั่งยืน สู่การมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีกว่าและเหนือกว่าในทุกด้านอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด GWM Go With More” เวย์น โจว กล่าวปิดท้าย

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” เปิดฉาก StarFest 2025 “The Hidden Season” พบกับดีลสุดพิเศษ ที่ MBCC บางนา กม.19 วันที่ 12 – 15 มิ.ย. และตัวแทนจำหน่ายฯ วันที่ 16 – 22 มิ.ย. รับส่วนลดมากกว่า 1,000,000* บาท

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ 1

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เดินหน้าเปิดประสบการณ์การเป็นเจ้าของยนตรกรรมระดับลักชัวรีผ่านแคมเปญส่งเสริมการขายรับกลางปี 2568 กับงาน Mercedes-Benz StarFest 2025 “The Hidden Season” เทศกาลที่รวมทุกข้อเสนอพิเศษจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ หลากหลายรุ่น นำโดย GLC, CLS, E-Class และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในไลน์อัปของ EQS และ EQE ทั้งรุ่น Sedan, SUV, และรุ่นสมรรถนะสูงจาก Mercedes-AMG พร้อมข้อเสนอที่มอบความคุ้มค่าสูงสุดด้วยส่วนลดพิเศษมากกว่า 1,000,000 บาท* สำหรับลูกค้าที่เข้ามาที่งาน StarFest 2025 “The Hidden Season” ณ ศูนย์ MBCC ถนนบางนาตราด กม.19 ระหว่างวันที่ 12 – 15 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 20.00 น. และที่ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ที่เข้าร่วมแคมเปญ ระหว่างวันที่ 16 – 22 มิถุนายน 2568

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 2

พบกับไฮไลต์สุดพิเศษที่ศูนย์ MBCC กับ Mercedes-Benz Certified รถผู้บริหารไมล์น้อยคุณภาพสูง มากกว่า 50 คัน ราคาเริ่มต้นเพียง 1.69 ล้านบาท* พร้อมประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี

สัมผัสยนตรกรรมจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยและการออกแบบที่ให้ทั้งความสะดวกสบายในการขับขี่และการโดยสารที่เหนือระดับ โดยมีรุ่นที่ร่วมรายการกว่า 6 รุ่น ได้แก่ GLC 220 d 4MATIC Avantgarde, GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic, C 350 e AMG Dynamic (Night Edition), E 350 e Exclusive, E 220 d AMG Line และ E 350 e AMG Dynamic ที่มาพร้อมข้อเสนอพิเศษอีกมากมาย

ในส่วนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% มีรุ่นที่ร่วมรายการทั้งหมด 9 รุ่น ได้แก่ EQE 300, Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+, EQE 350 4MATIC SUV Electric Art, EQE 350 4MATIC SUV AMG Line, EQE 350 4MATIC SUV AMG Dynamic, EQS 450+ AMG Dynamic, EQS 500 4MATIC AMG Premium, EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic และ EQS 500 4MATIC SUV AMG Dynamic โดยมาพร้อมข้อเสนอพิเศษ Worry-Free ดังนี้

•เงินชำระครั้งแรก 0%
•ชาร์จพลังงานไฟฟ้าแบบ DC ไม่จำกัดจำนวนครั้ง นาน 1 ปี
•รับฟรี Wallbox พร้อมติดตั้ง

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด เฉพาะรุ่นและสีรถที่ร่วมรายการ

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของงาน Mercedes-Benz StarFest 2025 “The Hidden Season” ได้ที่ https://mb4.me/5eBG6svR ติดตามข้อมูลข่าวสารจากเมอร์เซเดส-เบนซ์
ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

 

 

“Stellantis” ประกาศแต่งตั้ง “มร. อันโตนิโอ ฟิโลซา” ผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 25 ปี ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่

0
สตราเลนติส 2

Stellantis N.V. ประกาศว่า คณะกรรมการบริษัท ได้มีมติเป็นเอกฉันท์แต่งตั้ง มร. อันโตนิโอ ฟิโลซา (Antonio Filosa) เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของบริษัท ภายหลังจากกระบวนการสรรหาทั้งจากบุคลากรภายในและภายนอก โดยคณะกรรมการเฉพาะกิจที่มี มร. จอห์น แอลคานน์ (John Elkann) เป็นประธานกรรมการบริหาร

สตราเลนติส 3

 

ทั้งนี้ บริษัทจะจัดการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในเร็วๆ นี้ เพื่อเสนอชื่อ มร. อันโตนิโอ ฟิโลซา เข้ารับการแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารของบริษัท ขณะเดียวกัน เพื่อให้เขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเปลี่ยนผ่านสู่บทบาทใหม่อย่างราบรื่น คณะกรรมการได้มอบอำนาจหน้าที่ในฐานะ CEO โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2025 เป็นต้นไป

คณะกรรมการตัดสินใจเลือก มร. อันโตนิโอ ฟิโลซา เข้ารับตำแหน่ง CEO ด้วยเหตุผลจากผลงานที่พิสูจน์แล้วตลอดกว่า 25 ปีในอุตสาหกรรมยานยนต์ ประสบการณ์อันลึกซึ้งทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ความรู้ความเข้าใจในบริษัทเป็นอย่างดี รวมถึงภาวะผู้นำที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง

มร. อันโตนิโอ ฟิโลซา เคยดำรงตำแหน่งสำคัญใน Stellantis ทั้งในอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในบทบาทประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการภูมิภาคอเมริกาใต้ เขาได้ผลักดัน แบรนด์ FIAT ขึ้นเป็นผู้นำตลาด และส่งเสริมการเติบโตของแบรนด์ Peugeot, Citroën, Ram และ Jeep® อย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้ Stellantis กลายเป็นผู้นำตลาดที่ชัดเจนในภูมิภาคดังกล่าว นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโรงงาน Pernambuco ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ และเป็นจุดเริ่มต้นของ แบรนด์ Jeep® ในประเทศบราซิล ซึ่งกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์นอกสหรัฐอเมริกา

Stellantis 1

ในฐานะ CEO ของแบรนด์ Jeep® เขายังขยายการเติบโตของแบรนด์ในระดับโลก โดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งมีรถรุ่นต่างๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เช่น Jeep Avenger และเมื่อเดือนธันวาคม 2024 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการภูมิภาคอเมริกา และได้ดำเนินการฟื้นฟูธุรกิจในสหรัฐฯ ผ่านการลดปริมาณสินค้าคงคลังของตัวแทนจำหน่ายที่มากเกินไป การปรับโครงสร้างทีมผู้บริหาร การเร่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์และระบบขับเคลื่อนใหม่ รวมถึงการสื่อสารที่ใกล้ชิดมากขึ้นกับดีลเลอร์ สหภาพแรงงาน และซัพพลายเออร์

มร. จอห์น แอลคานน์ จะยังคงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของ Stellantis ต่อไป หลังจาก มร. อันโตนิโอ ฟิโลซา เข้ารับตำแหน่ง CEO อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 23 มิถุนายน ซึ่งในวันเดียวกันนั้น เขาจะประกาศรายชื่อทีมผู้นำชุดใหม่ของบริษัทอีกครั้ง

“อันโตนิโอ มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อบริษัทของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของบุคลากรซึ่งเขามองว่าเป็นทรัพยากรหลัก และยังเข้าใจอุตสาหกรรมของเราอย่างถ่องแท้ เขาคือผู้เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำพา Stellantis ก้าวสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ” กล่าวโดย มร. จอห์น แอลคานน์, ประธานกรรมการบริหาร Stellantis “เราทุกคนยินดีต้อนรับอันโตนิโอในบทบาท CEO คนใหม่ของเราความสามารถในการนำองค์กรของเขาในช่วงหลายปีที่ผ่านมารวมถึงความเข้าใจในธุรกิจและความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์คือเหตุผลที่เขาเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด”

มร. โรเบิร์ต เปอโยต์, รองประธานกรรมการ Stellantis กล่าวว่า “การแต่งตั้ง มร. อันโตนิโอ ฟิโลซา เป็นการเปิดฉากบทใหม่ที่สำคัญของ Stellantis ในช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก เขามีทั้งความรู้ ประสบการณ์ และศักยภาพที่จะพาบริษัทไปสู่ความสำเร็จอีกขั้น”

มร. นิโกลาส์ ดูฟูร์ค, CEO, Bpifrance กล่าวว่า “ผมรู้สึกขอบคุณท่านประธาน มร. จอห์น แอลคานน์ และคณะกรรมการบริษัทสำหรับความเป็นผู้นำในช่วงที่ผ่านมาและสำหรับความเชื่อมั่นที่มีต่อผมในการนำพาบริษัทผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ผมได้รับแรงบันดาลใจจากความสามารถ ความมุ่งมั่นและความหลงใหลของเพื่อนร่วมงานที่ Stellantis มาโดยตลอด เรามีแบรนด์ที่ดีที่สุดและทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์และมีมรดกแห่งนวัตกรรมยาวนานกว่า 100 ปี ความมุ่งมั่นของเราที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ผู้บริโภคชื่นชอบจะยังคงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จต่อไป”

Ford Everest Titanium+ รถอเมริกันพันธุ์แท้ มีอยู่จริง

0
default

Ford ตระกูล Everest SUV หรือ PPV ที่มาจาก Platform เดียวกับ Ranger มีอยู่ด้วยกัน 6 รุ่น ไล่เรียงแต่รุ่นล่างไปบนคือ Trend , Sport , Titanium , Wildtrak และ บนสุดคือ Platinum แตกต่างกันที่เครื่องยนต์ และชุดแต่งรวมถึงอุปกรณ์มาตรฐานที่ใส่มาให้

Trend และ Sport ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร 1,996 ซีซี พ่วงระบบอัดอากาศ VG Turbocharged พร้อม Intercooler กำลังสูงสุด 170 แรงม้า (PS) ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,250 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลัง
Titanium และ Wildtrak ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร 1,996 ซีซี พ่วงระบบอัดอากาศ Bi-Turbocharged พร้อม Intercooler กำลังสูงสุด 210 แรงม้า (PS) ที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลัง และขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Part-time 4WDพร้อมระบบเลือกโหมดการขับขี่ 6 โหมด : Normal, Eco, Tow/Haul, Slippery, Mud/Ruts and Sand รองรับมาตรฐาน EURO5 + AdBlue
Platinum ใช้เครื่องยนต์ดีเซล V6 TDI สูบ ขนาด 3.0 ลิตร 2,993 ซีซี. พ่วงเทอร์โบ กำลังสูงสุด 250 แรงม้า ที่ 3,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,250 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ SelectShift ขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-Time 4A-4WD Terrain Management System

Ford Everest Titanium ที่นำมาแนะนำนี้มีด้วยกัน 2 ระดับคือ แบบ ขับเคลื่อน 4 ล้อ และ ขับเคลื่อน 2ล้อหลัง มีอุปกรณ์มาตรฐานทั้งระบบอำนวยความสะดวกและระบบช่วยเหลือ ป้องกันเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานระดับเดียวกัน จัดว่าเติมเทคโนโลยี่เข้ามาให้แบบเต็มๆ ตามรูปแบบของ Ford Everest ที่จะต้องใส่มามากกว่ารถ PPV ทุกแบรนด์ในตลาดเป็นจุดเด่นของเขามาโดยตลอด ถึงแม้ราคาจะสูงกว่าแบรนด์อื่น แต่ก็ได้รับมาตอบสนองจากตลาดด้วยดี

เรานำ Ford Everest Titanium 4×4 มาทดลองใช้งานครั้งนี้ เครื่องยนต์ 210 แรงม้าตอบสนองได้เป็นอย่างดี มีกำลังเพียงพอ เราใช้งานในMode ขับเคลื่อน 2 ล้อ 2 H ตลอดเพราะไม่ได้มีภารกิจ offroad อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10.4 กม./ลิตร เป็นที่น่าพอใจแล้ว ที่ชอบคือถึงแม้จะเป็นรถที่ใหญ่โต แต่ก็ขับง่ายพวงมาลัยผ่อนแรงดีในความเร็วต่ำ และหนักมือขึ้นในความเร็วที่สูงขึ้น ไม่เป็นปัญหาในการเข้าจอดเพราะมีมุมมองจาก กล้อง 360 องศามาช่วย จอดแล้วถ้าดับเครื่องลงรถไปเลยแต่ลืมว่าเกียร์ยังอยู่ที่ตำแหน่ง D เขาก็จะเลื่อนไปที่ P ให้เองโดยอัตโนมัติ เหมาะสำหรับกรณีหลงลืม เป็นหนึ่งในฟังค์ชั่นช่วยเหลือที่มีมาให้มากมายตามสไตล์ Everest ที่ชอบมาอีกอย่างหนึ่งคือ ระบบกันสะเทือนที่ set มาให้ครั้งนี้ดีถึงดีมากที่สุด นุ่มนวล ยึดเกาะดี ไม่แข็งกระด้างเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ ถ้าขับทางไกลจะใช้ Mode ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ 4H จะช่วยให้ยึดเกาะเข้าโค้งไม่มั่นใจยิ่งขึ้นอีก เอาเป็นว่า Ford Everest Titanium น่าจะเป็นรุ่นที่ลงตัวมากที่สุด ข้าวของครบ พละกำลังดี มีตัวช่วยมากมาย เหมือนเป็นกัปตันอเมริกาในรูปแบบรถ SUV คันยักษ์ กล้ามใหญ่ที่มาช่วยให้เดินทางได้อย่างอบอุ่น สะดวกสบายปลอดภัย เป็นที่สุด ราคาอยู่ด้านล่างของรายการ แต่บอกได้ว่า ชั่วโมงนี้ข้อเสนอน่าตกใจมาให้ที่โชว์รูมฟอร์ด แบบว่าถ้าชอบแล้วได้ราคาคุ้มสุดๆแน่นอน มาดูรายการอุปกรณ์และระบบต่างๆที่เขามีมาให้

Screenshot

ระบบกันสะเทือน
ด้านหน้า เป็นแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น พร้อมคอยล์สปริง ช็อกอัพ Twin-tube และเหล็กกันโคลง
ด้านหลัง เป็นแบบ Watt-link พร้อมคอยล์สปริง ช็อกอัพ Twin-tube และเหล็กกันโคลง

ระบบห้ามล้อ
ด้านหน้า เป็นจานเบรก แบบมีครีบระบายความร้อน (Ventilated Discs)
ด้านหลัง เป็นจานเบรก แบบ Solid ธรรมดา
ล้อ อัลลอย 20″ พร้อมยางขนาด 255/55 R20

อุปกรณ์ภายนอก
ไฟหน้าแบบ Matrix LED พร้อมระบบปรับมุมลำแสงไฟอัตโนมัติ และระบบป้องกันไฟแยงตา และระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ,ไฟวิ่งกลางวันแบบ LED รูป C-Clamp ,ไฟตัดหมอกหน้า LED,ไฟท้ายแบบ LED Signature,ไฟส่องสว่างข้างตัวรถ,หลังคา Panoramic Moonroof,ประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้า

อุปกรณ์ภายในและความสะดวกสบาย
แท่นชาร์จไร้สาย, เบาะนั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ,เบาะแถวที่ 3 พับไฟฟ้า,หน้าจอแสดงผลบนหน้าปัดแบบสีขนาด 12.4 นิ้ว ,ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา,ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง, ช่องต่อไฟ 12V 3 ช่อง พร้อมช่องต่อไฟ 230V (400W) 1 ช่อง ,กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ พร้อมช่องต่อ USB ,ระบบเปิด-ปิดกระจกสัมผัสเดียวทุกบาน ,กุญแจรีโมทอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ

ระบบเครื่องเสียงและการเชื่อมต่อ
หน้าจอแสดงผลจอสีแบบสัมผัส Multi-Touch ขนาด 12 นิ้ว, รองรับ WirelessApple CarPlay® และ Android AutoTM,ระบบเชื่อมต่อบลูทูธ และ ระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4A,ระบบ FordPass Connect,ช่องต่อ USB 4 ตำแหน่ง ,ลำโพง 8 ตำแหน่ง

อุปกรณ์ความปลอดภัย
ถุงลมนิรภัย 7 จุด คู่หน้า / ด้านข้าง / ม่านถุงลมนิรภัย / และถุงลมบริเวณหัวเข่า ,ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน,สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้าและด้านหลัง,ระบบป้องกันล้อล็อก ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD,เบรกมือไฟฟ้า,ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP และ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี,ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน HLA และระบบลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ ROM ,ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา HDC

เทคโนโลยีช่วยในการขับขี่
ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ ,กล้องมองรอบคัน 360 องศา ,ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ พร้อมระบบ Stop&Go และระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง,ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน,ระบบเตือนการชนด้านหน้า,ระบบช่วยควบคุมรถหลังจากชน,ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง,ระบบตรวจจับรถในจุดบอด และระบบตรวจจับขณะออกจากช่องจอด,ระบบป้องกันการชนเมื่อถอยหลัง,ระบบช่วยการหักพวงมาลัยเพื่อเลี่ยงการปะทะ และระบบตรวจเช็กลมยาง

Ford Everest Titanium+ 4×2 ราคาพิเศษ 1,679,000 บาท (จากราคาปกติ 1,767,000 บาท) พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง
Ford Everest Titanium+ 4×4 ราคา 1,917,000 บาทพร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง