Home Blog Page 76

GWM เปิดราคา NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่ 0.999-1.249 ล้านบาท ในงาน Motor Show 2025

0

GWM (Thailand) ปลุกจิตวิญญาณสายลุยทั้งผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ในเมืองและนอกเมืองด้วย การเปิดตัวและการประกาศราคาอย่างเป็นทางการของ NEW GWM TANK 300 DIESEL รถยนต์เอสยูวีสไตล์ Premium Boxy อันเป็นเอกลักษณ์ ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ที่จะปฏิวัติวงการยานยนต์ด้วยขุมพลังใหม่ เครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุด ที่พร้อมฉีกทุกกฎเกณฑ์เครื่องยนต์ดีเซลในรูปแบบเดิม สู่การมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นิ่ง เงียบ และนุ่มนวลกว่าเคย แต่ยังคงพละกำลังและสมรรถนะสูงในทุกการขับขี่ พร้อมประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีมากขึ้น และการรับประกันคุณภาพเครื่องยนต์ที่ยาวนานถึง 1,000,000 กิโลเมตร (หรือ 8 ปี)

NEW GWM TANK 300 DIESEL พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการใน 3 รุ่นย่อย ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมสีภายนอกให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ สีเทา สีดำ สีขาว และสีส้ม ในราคาแนะนำในช่วงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ดังนี้

  • NEW GWM TANK 300 DIESEL 4T รุ่น PRO ราคา 999,000 บาท
  • NEW GWM TANK 300 DIESEL 4T รุ่น ULTRA ราคา 1,149,000 บาท
  • NEW GWM TANK 300 DIESEL 4T ULTRA 4WD ราคา 1,249,000 บาท

โดยราคาแนะนำในช่วงเปิดตัวสุดพิเศษนี้ สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถ 800 คันแรกเท่านั้น พิเศษยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่จอง NEW GWM TANK 300 DIESEL รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปีเต็ม ฟรี บริการระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเทอร์เน็ต* (Telematic Service) พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet in Vehicle) ระยะเวลา 3 ปี ฟรี ค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทางภายในระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน และไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง) ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี พร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่ ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร** (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และการรับประกันเครื่องยนต์ดีเซล 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

** เงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูรายละเอียดได้ที่ GWM Thailand – Service  

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าว “การเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการของ NEW GWM TANK 300 DIESEL ในประเทศไทย เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของ GWM ที่มุ่งมั่นส่งมอบนวัตกรรมคุณภาพและเทคโนโลยีอันล้ำหน้าที่ครอบคลุมทุกพลังงาน และทุกเซกเมนต์ เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเครื่องยนต์ดีเซลที่เราได้ลงทุนพัฒนาอย่างต่อเนื่องกว่า 3 ทศวรรษ และเป็นความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งของเรา ทั้งนี้ การมาถึงของ NEW GWM TANK 300 DIESEL ในครั้งนี้ ยังถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงการดำเนินธุรกิจของเราภายใต้แนวคิด GWM Go With More เพื่อให้ชาวไทยได้รับประสบการณ์การขับขี่ดียิ่งกว่า เหนือกว่า และคุ้มค่ากว่าในทุกมิติ สอดคล้องกับกลยุทธ์ User-Centric ที่รับฟังเสียงของผู้บริโภคชาวไทย เพื่อปรับปรุงและพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์และบริการของ GWM ให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า NEW GWM TANK 300 DIESEL จะสร้างนิยามใหม่ของรถเอสยูวีเครื่องยนต์ดีเซล และจะได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากแฟน ๆ ชาวไทย”

NEW GWM TANK 300 DIESEL มอบจุดเด่น 3 ประการ ทั้งด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลที่ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า ด้านดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ โดดเด่นสะดุดตาเกินใคร และด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะที่มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม มั่นใจมากกว่า

จุดเด่นแรกใน NEW GWM TANK 300 DIESEL ทั้ง 3 รุ่น มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุด ที่ GWM ได้ลงทุนพัฒนาเครื่องยนต์รุ่นนี้กว่า 200 ล้านหยวน (ประมาณ 1 พันล้านบาท)  จึงมั่นใจได้ว่าเครื่องยนต์นี้จะสร้างพละกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเผาไหม้ที่สมบูรณ์ยิ่งขี้น โดยอัตราการบริโภคน้ำมันของ NEW GWM TANK 300 DIESEL อยู่ที่ 14 กิโลเมตรต่อลิตร (ตามมาตรฐานการทดสอบ Eco sticker ในประเทศไทย สำหรับรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ) ซึ่งน้ำมันหนึ่งถัง (ดีเซล B7) สามารถขับขี่ได้ระยะทางไกลมากกว่า 1,000 กิโลเมตร อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์และการพัฒนาเทคโนโลยีในการลดเสียงรบกวน ระดับเสียงภายในห้องโดยสารเพียง 40 เดซิเบลในช่วง idle speed ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบสงบ นิ่ง ไม่สั่น เทียบเคียงได้กับเครื่องยนต์เบนซินทั่วไป นอกจากนี้ GWM ได้ทำการทดสอบเครื่องยนต์นี้ในสภาพอากาศหนาวและร้อนสุดขั้ว ความเร็วรอบสูงสุด และในสภาพถนนและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันถึง 76 รูปแบบทั่วโลก โดยมีระยะทางรวม 6 ล้านกิโลเมตร ทำให้เครื่องยนต์ดีเซล 2.4T รุ่นนี้มีความทนทานสูง จึงกล้ามอบการรับประกันคุณภาพที่ยาวนานและครอบคลุมมากขึ้นถึง 1 ล้านกิโลเมตร (หรือ 8 ปี) สำหรับ ด้าน สมรรถนะของ NEW GWM TANK 300 DIESEL มอบพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ หรือ 184 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดถึง 480 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่อง 1,500 – 2,500 รอบต่อนาที พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ให้การตอบสนองที่รวดเร็วทันใจ นอกจากนี้ กระบอกสูบที่ให้ความจุมาถึง 2,370 ซีซี และถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ถึง 78 ลิตร มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่า ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่มองหารถเอสยูวีที่มีประสิทธิภาพการขับขี่และความคุ้มค่าที่มากขึ้น

จุดเด่นที่ 2 ของ NEW GWM TANK 300 DIESEL กับดีไซน์โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร และเท่ทุกมุมมอง สไตล์ Premium Boxy ด้วยมิติตัวรถ 1,930 x 4,760 x 1,903 มม. (กว้าง x ยาว x สูง) ที่มาพร้อมระยะฐานล้อ 2,750 มม. เพิ่มความแตกต่างด้วยกระจังหน้าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเปียโนแบล็ก ผสมผสานกับไฟหน้า LED ทรงกลมสุดอัจฉริยะ กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้าทรงเหลี่ยม อีกทั้งเสริมลุคแกร่งด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วสีดำเปียโนแบล็ค พร้อมยาง H/T ขนาด 265/65 R17 พร้อมกับล้ออะไหล่ติดตั้งที่ประตูท้ายแบบแนวนอนพร้อมสปอยเลอร์ในตัว และไฟท้าย LED แนวตั้งคู่ ช่วยเสริมดีไซน์ด้านท้ายให้ดูโดดเด่นสะดุดตา ภายในตัวรถออกแบบมาในโทนสีดำสุดหรู ผสมผสานระหว่างหนังแท้ สีดำ สีเงิน และวัสดุสัมผัสอ่อนนุ่ม ให้ความรู้สึกพรีเมียมตั้งแต่แรกสัมผัส เพิ่มความคลาสสิกมากยิ่งขึ้นด้วยช่องแอร์ทรงกระบอกดีไซน์วินเทจ มาพร้อมหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ร่วมกับหน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว แผงควบคุมและพวงมาลัยทรงกลม พร้อม Paddle Shift มอบการตอบสนองที่ฉับไว คันเกียร์อิเล็กทรอนิกส์กระชับมือ พร้อมปุ่มควบคุมการขับขี่จากคอนโซลกลาง ทำให้เปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย  NEW GWM TANK 300 DIESEL มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว ดำ เทา และสีส้ม อีกทั้งยังเหมาะอย่างยิ่งกับการนำมาตกแต่งเพิ่มเติมตามสไตล์ที่ต้องการ ทั้งรูปแบบการแต่งหล่อเพื่อขับในเมือง หรือแต่งสไตล์ดุดันเพื่อขับออฟโรด ในอนาคต GWM จะมีแพกเกจการตกแต่งให้ลูกค้าได้เลือกสรรตามความชื่นชอบ ณ GWM Partner Store หรือตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

จุดเด่นที่ 3 กับเทคโนโลยีอัจฉริยะด้านความปลอดภัย สู่ความมั่นใจยิ่งกว่า ปลอดภัยยิ่งขึ้น NEW GWM TANK 300 DIESEL เป็นรถเอสยูวีที่ยกระดับมาตรฐานรถยนต์ในเซกเมนต์ SUV-D หรือ PPV ในด้านความสะดวกสบายและความปลอดภัย ทั้งจาก Active Safety และ Passive Safety ที่มีระบบช่วยเหลือการขับขี่ Autonomous Level 2 มาพร้อมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะจำนวน 25 รายการ เพื่อให้ทุกการเดินทางของผู้ขับขี่และผู้โดยสารเต็มไปด้วยความปลอดภัยและมั่นใจสูงสุด อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ ถุุงลมนิรภัยจำนวน 6 จุด  ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลนหรือออกนอกเลน ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน การแจ้งเตือนการขับรถเร็วเกินกำหนด ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการชนครั้งที่ 2 และอื่น ๆ อีกมากมาย (โปรดศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นเพิ่มเติม)

NEW GWM TANK 300 DIESEL ทั้ง 3 รุ่นย่อย พร้อมให้ทดลองขับ (ลงทะเบียนเพื่อทดลองขับ) และจับจองเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ (ลงทะเบียนเพื่อจอง) โดยพร้อมส่งมอบทั่วประเทศในเดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป สัมผัสประสบการณ์อันล้ำสมัยไปกับเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะแห่งอนาคตมากมาย ได้ที่บูธ GWM A10 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2568 – 6 เมษายน 2568 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GWM application และ https://www.gwm.co.th/ หรือ GWM Contact Center 02-668-8888

เอ็มจี เปิดตัว NEW MG S5 EV ตอบโจทย์ SUV มหาชน ชูจุดเด่น คุ้มค่า พร้อมความมั่นใจ ใช้ยาว ไร้กังวล

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย นำเสนอทางเลือกที่คุ้มค่าให้กับผู้บริโภค พร้อมเติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์อีวี เปิดตัวโกลบอลโมเดลรุ่นที่ 2 ของปี ด้วย NEW MG S5 EV บุกตลาดและสร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่ม B-SUV ไฟฟ้า กับจุดเด่น “ขับสนุก วิ่งไกล ชาร์จไว นั่งสบาย พร้อม Lifetime Warranty” ตอกย้ำการเป็น e-SUV ที่คุ้มค่าและครบครัน ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนไทย ด้วยยนตรกรรมไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบ

NEW MG S5 EV นับเป็น e-SUV รุ่นแรกที่พัฒนาบน NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่รองรับรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายเซกเมนต์ ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยเริ่มใช้งานครั้งแรกใน NEW MG4 ELECTRIC และได้รับการพัฒนาช่วงล่างให้เหมาะกับรูปแบบ SUV มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกและมั่นใจในทุกเส้นทาง ภายใต้แนวคิด “Make Anywhere Possible” ที่เข้ามายกระดับมาตรฐานรถ e-SUV ในประเทศไทยให้ก้าว ไปอีกขั้น ซึ่งรถรุ่นนี้ถือเป็นอีกหนึ่ง “โกลบอลโมเดล” ที่จะทำตลาดในหลายประเทศทั่วโลก รถรุ่นนี้ยังเป็นยนตรกรรมรุ่นล่าสุดที่ เอ็มจี ได้เริ่มเดินสายการผลิตในประเทศไทย (CKD) ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล รองรับทั้งตลาดในประเทศและแผนการส่งออกในอนาคตอีกด้วย

NEW MG S5 EV มาพร้อมสมรรถนะที่เหนือชั้น ด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (DYNAMIC REAR WHEEL DRIVE) ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าให้พละกำลังสูงสุดที่ 245 แรงม้า (180 กิโลวัตต์) และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร กับอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในเวลาเพียง 6.1 วินาที ถือเป็น e-SUV ที่มีการตอบสนองที่ฉับไวขับสนุก นุ่มนวล ทั้งยังให้การควบคุมที่แม่นยำด้วยระบบพวงมาลัย Dual Pinion ที่ทำให้การควบคุมการขับขี่มีความคล่องตัว ผสานการทำงานของระบบช่วงล่างอิสระแบบแมคเฟอร์สันสตรัทด้านหน้า และ 5-Link Suspension ด้านหลัง ที่ปรับจูนมาเป็นพิเศษ ทำให้เกาะถนนดียิ่งขึ้น  ลดแรงสั่นสะเทือนระหว่างการขับขี่ พร้อมเข้าโค้งได้อย่างเฉียบคมแม้ในความเร็วสูง มีการออกแบบให้ กระจายน้ำหนักที่สมดุลระหว่างล้อหน้าและล้อหลังในอัตรา 50:50 ควบคู่กับจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ (Low Centre of Gravity) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนน ลดอาการโคลง และเสริมความมั่นคงขณะเข้าโค้ง สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยระบบ One Pedal ที่ให้คุณเร่งและชะลอความเร็วได้ในแป้นคันเร่งเดียว มาพร้อมระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i–SMART 3.0 ซึ่งเป็นเวอร์ชันล่าสุด ช่วยการใช้งานสั่งการต่าง ๆ ภายในรถเป็นเรื่องง่าย และยังมีจุดเด่นที่ขับได้ไกลยิ่งขึ้น ด้วยแบตเตอรี่ NMC ขนาดความจุ 64 kWh ให้ระยะทางการขับขี่ 550 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC) ที่สำคัญ รถรุ่นนี้ ยังมาพร้อมความมั่นใจในการใช้งานในระยะยาวด้วยการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน ทั้งหมดนี้ ทำให้ NEW MG S5 EV เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการ e-SUV ที่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน และสามารถตอบสนองทุกความต้องการได้อย่างดีเยี่ยม

 

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “NEW MG S5 EV ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญของ เอ็มจี ในการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะ เทคโนโลยี และความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภคชาวไทย โดย เอ็มจี มีกำหนดส่งมอบรถให้ลูกค้าภายในเดือนเมษายน 2025 เป็นต้นไป และเนื่องจากรถรุ่นนี้เป็น “โกลบอลโมเดล” หลังจากที่เปิดตัวและประกาศราคาที่ประเทศไทย จะมีการทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่องในสหราชอาณาจักร ประเทศต่าง ๆ ในสหภาพยุโรป เป็นต้น การเข้ามาทำตลาดของ NEW MG S5 EV รุ่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ เอ็มจี ที่ต้องการให้คนไทยได้เป็นเจ้าของยนตรกรรมคุณภาพมาตรฐานระดับโลก ควบคู่กับการสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของ เอ็มจี ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการที่ตรงจุดให้กับผู้บริโภคชาวไทยและยกระดับยนตรกรรมไฟฟ้าให้มีทางเลือกที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งยังตอกย้ำถึงภาพความเอาจริงเอาจังของ เอ็มจี ในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ที่ไม่เพียงแต่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังให้ความพร้อมในเรื่องระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าและดูแลลูกค้าในระยะยาว”

NEW MG S5 EV ประกอบด้วย 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น D รุ่น X และรุ่น V โดยมีสีตัวถังให้เลือก 4 สี ได้แก่ สี CHAMPAGNE TITANIUM สี ANDES GREY สี BLACK KNIGHT และ สี ARCTIC WHITE และมีราคาดังนี้

รุ่น D ราคา 739,900 บาท พิเศษช่วงแนะนำ ราคา 719,900 บาท

รุ่น ราคา 829,900 บาท พิเศษช่วงแนะนำ ราคา 779,900 บาท

และรุ่น V ราคา 949,900 บาท พิเศษช่วงแนะนำ ราคา 899,900 บาท

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมและทดลองขับเพื่อสัมผัสกับประสบการณ์ e-SUV ในมุมมองใหม่ กับ NEW MG S5 EV ได้ที่บูธ เอ็มจี ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2568 ถึงวันที่ 6 เมษายน 2568 หรือ ที่โชว์รูมและศูนย์บริการคุณภาพของ เอ็มจี ทั้ง 140 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เปิดยิ่งใหญ่ “บางกอกมอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 46 ยกทัพ 54 แบรนด์ อัดแน่นเต็มพื้นที่ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และ ฟอรั่ม ฮอลล์ 4

0

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) รวมกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 54 แบรนด์ดัง จัดงาน “บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 46 ภายใต้ธีม “The Talk of Sensuous  Automotive” หรือ “สนทนาภาษายานยนต์” ชูไฮไลต์พื้นที่โซนใหม่จัดแสดงอะไหล่รถอีวีและสันดาป หลังปิดดีลเครือข่ายผู้ผลิตและจำหน่ายจากประเทศจีน โดยงานจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน พ.ศ.2568 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และ ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 เมืองทองธานี

ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน “บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 46 กล่าวว่า “สำหรับงานมอเตอร์โชว์ในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้ธีม “The Talk of Sensuous  Automotive” หรือ “สนทนาภาษายานยนต์” สื่อถึงปรัชญาแนวทางการออกแบบในโลกยานยนต์ที่สื่อสารเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมด้วยพลัง ความปรารถนา แรงบันดาลใจ สื่อสารเป็นภาษาของยานยนต์ เพื่อสะท้อนแนวคิด การสร้างสรรค์พัฒนา และประสบการณ์สุนทรียภาพทางอารมณ์อย่างที่คุณค่า”

นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงาน “บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 46 “โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการยานยนต์จากยุโรปและเอเชียตอบรับเข้าร่วมออกบูธภายในงานฯ แล้ว 54 ราย แยกเป็นรถยนต์ 41 บริษัท และจักรยานยนต์ 13  สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมออกงานอย่างเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังได้รับการตอบรับการเข้าร่วมออกงานฯของกลุ่มลูกค้ารายใหม่ที่เป็นแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า ที่เพิ่งเข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย อาทิ ZEEKR, OMODA&JAECOO, CHERY, KINGGEN, JUNEYAO , RIDDARA และ GEELY รวมถึงเทคโนโลยีระบบนำทางภายในรถยนต์ HUAWEI นอกจากนี้ยังมีแบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า YADEA ที่มาเปิดตัวครั้งแรกภายในงานฯ โดยในปีนี้มีผู้ประกอบการจากประเทศจีนเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 14 ราย”

“ส่วนในไฮไลต์ของการจัดงานฯ ปีนี้ นอกจากมีการเปิดตัวรถยนต์และรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ๆ ทั้งรถสันดาปและรถอีวีของผู้ประกอบการยานยนต์แล้ว บริษัทฯ ได้จัดเตรียมพื้นที่ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 พื้นที่กว่า 9,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับการออกบูธอุปกรณ์ตกแต่งรถโดยเฉพาะ โดยในปีนี้ได้ขยายฐานผู้ออกบูธแสดงสินค้าสู่กลุ่มผู้ผลิตและจำหน่ายอะไหล่รถอีวีและสันดาปที่ต้องการขยายตลาดในประเทศไทย เนื่องจากเห็นโอกาสและศักยภาพของงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่เป็นงานจัดแสดงยานยนต์ระดับสากล”

“จึงได้รับความร่วมมือจาก บริษัท หนานจิง ฉ่วงฉี เอ็กซิบิชั่น จากประเทศจีน ได้นำสินค้าอุปกรณ์อะไหล่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จากประเทศจีน มาจัดแสดงเพื่อให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยที่สนใจเป็นร่วมตัวแทนจำหน่ายอีกด้วย นับได้ว่า เป็นครั้งแรกของการจัดงานแสดงรถยนต์เพื่อผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์โดยตรง เป็นการเชื่อมโยงทางธุรกิจ และการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ บนพื้นที่กว่า 3,800 ตารางเมตรภายในฟอรั่ม ฮอลล์ 4 ระหว่างวันที่ 24 – 30 มีนาคม 2568 มั่นใจได้ว่า จะได้สินค้าที่ตรงตามคุณภาพ ราคาจากผู้ประกอบการโดยตรง”

นอกจากนี้ ยังมีการออกบูธจัดแสดง USED CAR หรือรถมือสองระดับลักชัวรี่ รวมถึง สินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น สินค้ามูเตลู การแข่งขันชิงรางวัล พร้อมกิจกรรมสนุกๆอีกมากมาย ภายในฮอลล์

และอีก 1 งานที่แต่งเติมสีสันให้ล้อกันไปกับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งนี้ คือ MU-NIVERSE “เปิดจักรวาลมูเตลูไทย สู่คนรุ่นใหม่” เป็นอีเวนต์ที่รวบรวม เรื่องราวมูเตลูของเมืองไทยในแบบที่เข้าถึงง่าย เชื่อมโยง ความเชื่อม ศิลปะ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ระหว่าง วันที่ 2-6 เมษายน 2568 ที่บริเวณฟอรั่ม ฮอลล์ 4 พบปะกับอ.ลักษณ์ โหราธิบดี และแขกรับเชิญสายมูชื่อดังมากมาย พร้อมกิจกรรมดูดวง ปรึกษาฤกษ์ออกรถ ป้ายทะเบียนมงคล สินค้าเครื่องรางวัตถุมงคล กิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลของดีของสะสมสายมู พร้อมรับสติ๊กเกอร์เสริมดวงรุ่นพิเศษเฉพาะงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เท่านั้น

นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่สายการผลิต บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “สำหรับกิจกรรมในปีนี้ นอกจากกิจกรรม E-Racing ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์การแข่งขันรถยนต์เสมือนจริงผ่านเครื่องเล่น Simulator แล้ว ทางผู้จัดยังได้รับความร่วมมือจาก R.C.S. (Runbike Championship Series) ประเทศญี่ปุ่น จัดกิจกรรมการแข่งขันจักรยานทรงตัวรายการ “Grandprix Runbike Championship With R.C.S.” ขึ้นภายในงาน โดยเป็นการจัด Pre-Event จำนวน 2 สนาม ซึ่งการจัดการแข่งขันดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันวงการกีฬาสำหรับเยาวชนในประเทศไทย รวมถึงบูธแสดงสินค้าเกี่ยวกับเด็ก กีฬา และไลฟ์สไตล์ ตลอดจนโซนกิจกรรมสำหรับครอบครัวอีกด้วย”

นายพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ที่ผ่านมาบริษัทฯ ในฐานะผู้จัดงาน ได้มีการพัฒนารูปแบบการให้บริการใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ทั้งผู้เข้าร่วมงาน และผู้เข้าชมงานได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี digital transformation เข้ามาอำนวยความสะดวกในการเข้าชมงาน”

“เราได้พัฒนาบัญชี LINE Official Account หรือ Line OA ขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกใช้ในการลงทะเบียน และยังเป็นการเพิ่มช่องทางการสื่อสารระหว่างบริษัทฯ กับผู้บริโภคในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และรูปแบบการให้บริการใหม่ๆ ทั้งกลุ่ม Auto และ กลุ่ม Lifestyle ที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นมา เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ”

“นอกจากนี้ เรายังได้จัดทำโปรแกรม Fullloop ที่สามารถเก็บข้อมูลฟีดแบ็กจากผู้เข้าชมได้ในรูปแบบที่สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ผู้เข้าชมสามารถกรอกแบบสอบถามสั้นๆ เพื่อประเมินการจัดงาน ช่วยให้ผู้จัดงานสามารถรวบรวมข้อมูลได้ทันทีและวิเคราะห์ผลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการเก็บฟีดแบ็กจากผู้เข้าชมในงานมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้จัดงานสามารถปรับปรุงการจัดงานในหลายๆ ด้าน และตอบสนองต่อความต้องการของผู้เข้าชมได้ดียิ่งขึ้น”

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการจัดงานฯ ปีนี้จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา  ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ปีนี้คาดว่าจะทรงตัว เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนและเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน ประกอบกับสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากภาวะหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าผู้บริโภคยังมีความต้องการซื้อรถใหม่และรถมือสอง

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ผู้จัดงานฯ มีการปรับเพิ่มวันสำหรับสื่อมวลชน หรือ Press day เป็น วันที่ 24 มีนาคม 2568 สือมวลชนสามารถเข้าภายในบริเวณงานได้ตั้งแต่เวลา 7:30 น. โดยรอบนำเสนอของบริษัทแรกจะเริ่มในเวลา 8:00 – 21:00 น. ซึ่งเป็นไปตามมติที่ประชุมจากแบรนด์ที่ร่วมออกงานฯ โดยสื่อมวลชนที่ไม่ได้ลงทะเบียนล่วงหน้า สามารถลงทะเบียนได้ที่กองอำนวยการ ได้ตั้งแต่เวลา 7:00 น.

ในวันที่ 25 มีนาคม 2568 พิธีเปิดการจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 อย่างเป็นทางการ จะเริ่มในเวลา 9:00 – 10:00 น. และ เปิดรอบสำหรับ VIP ตั้งแต่เวลา 10:00 น.- 18:00 น.

การจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 นี้ มีความคืบหน้าเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ มั่นใจว่า การจองรถยนต์ ภายในงานครั้งนี้ จะได้รับข้อเสนอที่คุ้มค่า เข้าถึงเทคโนโลยีล่าสุด และสิทธิพิเศษมากมาย ถือเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการตัดสินใจ!  และ สร้างความตื่นตาตื่นใจไม่แพ้การจัดงานในอดีตที่ผ่านมา

 

แคมเปญแจกรถรางวัล สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ เรามี 4 แคมเปญด้วยกัน ดังนี้

  1. ซื้อบัตรเข้าชมงาน ตอบแบบสอบถาม ลุ้นรับรางวัลรถยนต์รถยนต์ไฟฟ้า JAECOO 6 EV (2WD) และ รถจักรยานยนต์ 2 รางวัล จากแบรนด์ YAMAHA และ HONDA
  2. จองรถยนต์ ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ลุ้นรับรถยนต์ไฟฟ้า NETA V-II smart หรือ จองรถจักรยานยนต์ภายในงานฯ ลุ้นรางวัล รถจักรยานยนต์ KAWASAKI W230
  3. ร่วมกิจกรรมลงทะเบียนบัตรอภินันทนาการ ลุ้นรับรางวัลรถจักรยานยนต์ SUZUKI BURGMAN ได้ที่ ฟอรั่ม ฮอลล์ 4
  4. กิจกรรม Shopping มูลค่า 1,000 บาทขึ้นไปภายใน ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 ร่วมลุ้นรางวัล E-Scooter YADEA MODERN

สำหรับบัตรเข้าชมงานฯ มีจำหน่ายบริเวณด้านหน้างาน และ ทางออนไลน์ ผ่านไลน์แอปพลิเคชั่น ทั้งนี้นอกจากสิทธิประโยชน์จากการร่วมลุ้นรางวัลรถยนต์และรถจักรยานยนต์แล้ว สามารถนำบัตรเข้าชมงานแบบซื้อที่ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว มาร่วมกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลต่างๆมากมายได้ที่ บูธกิจกรรมพิเศษ ภายในอาคารฟอรั่ม ฮอลล์4 และ สำหรับการจัดงานฯ ครั้งนี้ ผู้จัดงานฯ ได้จัดเตรียมรถshuttle ไว้อำนวยความสะดวก สำหรับผู้ที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS สายสีชมพู สามารถลงที่สถานีศรีรัช แล้วต่อรถ shuttle ที่ผู้จัดงานฯได้เตรียมไว้ เพื่อเข้าสู่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 เส้นทางศรีรัช  – ACTIVE HALL 4 โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่ประการใด

มาร่วมสัมผัสนวัตกรรมแห่งยานยนต์ AI ที่จะตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และคุณภาพชีวิตใหม่ของทุกคนได้ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 นี้  วันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และ ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 เมืองทองธานี งานแสดงเทคโนโลยียานยนต์ อันดับ 1 ของเมืองไทย

ฟอร์ดเผยโฉม เอเวอเรสต์ สปอร์ต สเปเชียล เอดิชัน ตัวจริงครั้งแรก จัดแคมเปญสุดคุ้มและสตูดิโอไลฟ์สดสุดเอ็กซ์คลูซีฟในงานมอเตอร์โชว์

0

ฟอร์ดเตรียมจัดแสดงฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต สเปเชียล เอดิชัน อย่างเป็นทางการครั้งแรกในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46  บูธ A2 อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึง 6 เมษายน 2568 พร้อมนำทัพรถยนต์รุ่นยอดนิยมมาจัดแสดงกับข้อเสนอสุดพิเศษ จัดเต็มไลน์อัพฟอร์ด เอเวอเรสต์ และฟอร์ด เรนเจอร์​ หลากหลายรุ่น ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านรถกระบะ 4 ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อ ตัวจริงด้านความแกร่งและดุดันในทุกเส้นทาง พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ด้วย ‘Ford Live Studio’ สตูดิโอไลฟ์สดสำหรับเหล่าครีเอเตอร์นักสร้างสรรค์คอนเทนต์

“ฟอร์ดมุ่งมั่นรับฟังเสียงตอบรับจากลูกค้าเพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง การเปิดตัวรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต สเปเชียล เอดิชัน ช่วยตอกย้ำความตั้งใจนี้ ผ่านการผสมผสานทั้งสไตล์และสมรรถนะที่รองรับไลฟ์สไตล์อันหลากหลาย นอกจากนี้ เรายังได้นำฟอร์ด เรนเจอร์ สปอร์ต กระบะ 4 ประตู พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ กลับมาอีกครั้งตามเสียงเรียกร้องเพื่อตอบโจทย์ทั้งการใช้งานแบบสมบุกบันและการขับขี่ในเมือง ในราคาที่คุ้มค่า ภายในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 46 นี้ นับเป็นหนึ่งในโอกาสที่ดีที่สุดแห่งปีที่ลูกค้าจะได้เป็นเจ้าของรถฟอร์ดด้วยข้อเสนอสุดพิเศษพร้อมให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

 

รถยนต์ฟอร์ดที่นำมาจัดแสดงในงาน

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต สเปเชียล เอดิชัน รถยนต์นั่งอเนกประสงค์รุ่นพิเศษที่โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตเข้มดุดัน ตกแต่งโทนสีดำรอบคัน มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตร พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะและฟีเจอร์อำนวยความสะดวกครบครัน มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล และสีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก ราคา 1,619,000 บาท มาพร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

ภายในงาน ลูกค้ายังจะได้พบกับกองทัพรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ แบบ 4 ประตูขับเคลื่อน 4 ล้อ รถยนต์ในฝันของหลายๆ คนที่สะท้อนภาพความแกร่งและดุดันในทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานบนทางเรียบหรือเส้นทางออฟโรด อาทิ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ สุดยอดรถกระบะสมรรถนะสูงอัดแน่นด้วยดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค พร้อมขุมพลังเครื่องยนต์วี 6 อันทรงพลัง ฟอร์ด เรนเจอร์ สตอร์มแทรค โดดเด่นด้วยชุดแต่งสุดเท่ ฟอร์ด เรนเจอร์ สปอร์ต กระบะ 4 ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อ ตอบโจทย์ทุกการใช้งานทั้งสายลุยและการใช้งานในเมือง มาพร้อมราคาพิเศษ 1,049,000 บาท จากราคาปกติ 1,089,000 บาท และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

 

นอกจากนี้ เตรียมพบกับแคมเปญพิเศษส่งท้ายไตรมาสแรก มอบข้อเสนอสุดคุ้มสำหรับรถฟอร์ดรุ่นยอดนิยม ทั้งที่บูธฟอร์ดในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 และที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ โดยมีไฮไลท์ดังนี้

  • ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS กระบะ 4 ประตูยกสูง เกียร์อัตโนมัติ ราคาพิเศษ 799,000 บาท จากราคาปกติ 924,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค เครื่องยนต์ 0 ลิตร วี 6 ดอกเบี้ยพิเศษ 0% ฟรี เงินสนับสนุนอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่า 50,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เครื่องยนต์ดีเซล 0 ลิตร ราคาพิเศษ 1,699,000 บาท จากราคาปกติ 1,804,000 บาท
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เทรนด์ ราคาพิเศษ 1,249,000 บาท จากราคาปกติ 1,397,000 บาท
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ดอกเบี้ยพิเศษ 99% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง พิเศษ! ลูกค้าเก่ารับฟรี โปรแกรม Ford Care Gold+ อุ่นใจในการขับขี่ตลอด 7 ปี สำหรับลูกค้าใหม่ สามารถซื้อโปรแกรม Ford Care Gold+ ได้ในราคา 36,050 บาท จากราคาปกติ 66,050 บาท

รถฟอร์ดทุกรุ่นยังมาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่จากโรงงาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และพิเศษ เมื่อจองรถฟอร์ดรุ่นใดก็ได้ในงาน รับฟรีกระเป๋าเดินทางฟอร์ดดีไซน์หรู มูลค่า 3,900 บาท

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด ฟอร์ดจัดเตรียมเปิดพื้นที่ ‘Ford Live Studio’ สตูดิโอไลฟ์สดสุดล้ำเพื่อให้เหล่าครีเอเตอร์มาร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ตลอดระยะเวลาการจัดงาน

ผู้สนใจดูข้อมูลและเงื่อนไขข้อเสนอพิเศษของแคมเปญส่งเสริมการขายจากฟอร์ดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของฟอร์ด ประเทศไทย ทั้ง Facebook ฟอร์ด YouTube Ford Thailand TikTok Ford Thailand และ Line @FordThailand

ปอร์เช่ ประเทศไทย เปิดตัว 911 GTS ใหม่ พร้อมเทคโนโลยี T-Hybrid ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

0

ปอร์เช่ ประเทศไทย เตรียมยกระดับมาตรฐานใหม่แห่งประสบการณ์งานแสดงยนตรกรรม ในงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ด้วยบูธจัดแสดงสุดล้ำสมัย ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมเปิดตัว Porsche 911 GTS รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมเทคโนโลยี T-Hybrid เป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมาพร้อมระบบขับเคลื่อนที่ได้รับการพัฒนาใหม่ เพื่อยกระดับสมรรถนะการขับขี่อย่างเหนือชั้น

ปอร์เช่ ประเทศไทย ยกระดับประสบการณ์เหนือระดับภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ด้วยการนำ Curvistan Bangkok พื้นที่ไลฟ์สไตล์มัลติฟังก์ชันชื่อดังจากย่านทองหล่อ มาจัดแสดงภายในบูธอย่างเต็มรูปแบบ ถ่ายทอดบรรยากาศของปอร์เช่ คอมมูนิตี้ที่เปี่ยมด้วยความหรูหราและรสนิยม พร้อมสร้างสรรค์พื้นที่เสมือนห้องนั่งเล่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่อบอวลด้วยเสน่ห์ของยนตรกรรมระดับตำนาน เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสสมรรถนะ ความประณีต และมรดกแห่งแบรนด์ปอร์เช่อย่างใกล้ชิดในบรรยากาศอันเป็นกันเอง

นอกจาก 911 GTS แล้ว บูธปอร์เช่ยังนำเสนอไลน์อัปรถยนต์รุ่นเด่นอีกหลากหลายรุ่น ภายใต้บรรยากาศไลฟ์สไตล์สุดพิเศษ อาทิ ปอร์เช่ ไทคานน์ 4 ครอส ทัวริสโม่ (Taycan 4 Cross Turismo) ที่ติดตั้งแร็คจักรยาน (Bicycle Rack) สะท้อนภาพลักษณ์ของยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าที่ผสานประโยชน์ใช้สอยเข้ากับสมรรถนะอันเร้าใจอย่างลงตัว

ขณะที่ คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นประกอบในภูมิภาค ก็มาพร้อมชุดเต็นท์หลังคา (Porsche Roof Tent) ที่สะท้อนถึงความอเนกประสงค์สำหรับไลฟ์สไตล์สายผจญภัยอย่างเต็มรูปแบบ

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ 718 เคย์แมน สไตล์ อิดิชั่น (718 Cayman Style Edition) ที่มาพร้อมดีไซน์สะดุดตา, พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) ที่ผสานความหรูหราเข้ากับพลังขับเคลื่อนไฮบริด และ มาคันน์ (Macan) ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ ที่โดดเด่นทั้งด้านสมรรถนะและความสะดวกสบายในการใช้งานจริง

ทุกรุ่นล้วนสะท้อนปรัชญาการออกแบบของปอร์เช่ ที่ผสานมรดกแห่งยนตรกรรม ความล้ำสมัยด้านเทคโนโลยี และความหรูหราสไตล์สปอร์ตไว้อย่างลงตัว

นายไมเคิล เวตเตอร์ (Michael Vetter) กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย เปิดเผยว่า “เป้าหมายของเราคือการยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าชมงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ผ่านความร่วมมือกับ Curvistan Bangkok พื้นที่ไลฟ์สไตล์มัลติฟังก์ชันชื่อดังจากย่านทองหล่อ ที่เข้ามาเติมเต็มบรรยากาศของ Porsche Community ภายในบูธให้มีความอบอุ่นและเป็นกันเอง เราต้องการเชิญชวนแขกผู้เข้าชมให้ได้สัมผัสกับแบรนด์ปอร์เช่ในมุมมองที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เสมือนนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นที่สามารถแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความประทับใจกับเพื่อน ๆ ได้อย่างสบายใจ ในขณะเดียวกัน 911 GTS ใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยี T-Hybrid ก็ได้กลับขึ้นสู่จุดสูงสุดของกลุ่มรถสปอร์ตสมรรถนะสูงอีกครั้ง ด้วยการยกระดับสมรรถนะผ่านระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ที่เป็นหัวใจของ 911 ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายในการขับขี่ในชีวิตประจำวัน การควบคุมที่เฉียบคม และอารมณ์ความรู้สึกที่ได้รับจากการขับขี่อย่างแท้จริง เรารอคอยที่จะได้ต้อนรับแฟน ๆ ปอร์เช่ทุกคนในงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งนี้”

911 GTS ใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยี T-Hybrid เพื่อสมรรถนะที่เหนือชั้น

ปอร์เช่ เผยโฉม 911 GTS ใหม่ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี T-Hybrid เป็นครั้งแรก เพื่อยกระดับสมรรถนะสู่มาตรฐานใหม่ โดยนับเป็นการอัปเกรดครั้งสำคัญของตระกูล 911 อันเป็นเอกลักษณ์ กับการติดตั้งระบบขับเคลื่อนไฮบริดสำหรับการใช้งานบนท้องถนนเป็นครั้งแรกในรุ่น 911 Carrera GTS ระบบไฮบริดสมรรถนะสูงใหม่นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีมอเตอร์สปอร์ต ช่วยเพิ่มทั้งพละกำลังและประสิทธิภาพการขับขี่อย่างมีนัยสำคัญ โดยยังสามารถควบคุมน้ำหนักตัวรถให้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ยังคงไว้ซึ่งบาลานซ์และความคล่องตัวตามแบบฉบับของ 911 ได้อย่างลงตัว

911 GTS ใหม่ มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 3.6 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาใหม่อย่างเต็มรูปแบบ โดยผสานการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัว เทอร์โบชาร์จเจอร์ และแบตเตอรี่แรงดันสูงขนาดกะทัดรัด เพื่อมอบสมรรถนะระดับสูงควบคู่กับการควบคุมน้ำหนักที่แม่นยำ มอเตอร์ไฟฟ้าตัวแรกถูกติดตั้งภายในเทอร์โบชาร์จเจอร์ ทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า สามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 20 กิโลวัตต์  (27 แรงม้า) และยังช่วยให้เทอร์โบตอบสนองได้อย่างฉับไว ลดอาการรอรอบ (turbo lag) เพื่อการเร่งที่ลื่นไหลในทุกช่วงความเร็ว

มอเตอร์ไฟฟ้าอีกตัวถูกติดตั้งอยู่ในระบบเกียร์อัตโนมัติ Porsche Doppelkupplung (PDK)  8 จังหวะ ทำหน้าที่ช่วยเสริมแรงบิดของเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ได้สูงสุดถึง 300 นิวตันเมตร และเพิ่มกำลังขับเคลื่อนอีก 40 กิโลวัตต์ ส่งผลให้การตอบสนองของรถแม่นยำและเร้าใจยิ่งขึ้น มอเตอร์ไฟฟ้าทั้งสองตัวทำงานร่วมกับแบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 1.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักรวมของตัวรถให้คงไว้ซึ่งความสมดุลอันเป็นเอกลักษณ์ของ 911

นอกจากนี้ ปอร์เช่ยังได้ติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดเล็กสำหรับระบบไฟฟ้าขนาด 12 โวลต์ แทนที่แบตเตอรี่ทั่วไป เพื่อลดน้ำหนักโดยรวมและเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายกำลังไฟฟ้าภายในระบบของรถอย่างเหมาะสมที่สุด ถือเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีมอเตอร์สปอร์ตเข้ากับยนตรกรรมสำหรับการใช้งานจริงได้อย่างลงตัว

แม้ในขณะที่ไม่มีการช่วยเสริมจากระบบไฟฟ้า เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 3.6 ลิตรของ 911 GTS ใหม่ ยังคงให้พละกำลังสูงถึง 357 กิโลวัตต์ (485 แรงม้า) และแรงบิด 570 นิวตันเมตร อย่างไรก็ตาม เมื่อทำงานร่วมกับระบบ T-Hybrid สมรรถนะโดยรวมของรถจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ด้วยพละกำลังรวมสูงสุด 398 กิโลวัตต์ (541 แรงม้า) และแรงบิด 610 นิวตันเมตร ส่งผลให้รถสามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 3.0 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 312 กม./ชม.

นอกเหนือจากการยกระดับด้านขุมพลัง ปอร์เช่ยังได้ปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์และระบบช่วงล่างของ 911 GTS ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม โดยมาพร้อมระบบกันสะเทือน Porsche Active Suspension Management (PASM) ที่ปรับระดับความสูงของตัวรถให้ต่ำลง 10 มิลลิเมตร เสริมด้วยระบบเลี้ยวล้อหลัง (Rear-Axle Steering) ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น GTS ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในความเร็วสูงและความคล่องตัวในความเร็วต่ำ ขณะเดียวกัน ระบบควบคุมช่วงล่าง Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) ยังได้รับการผสานเข้ากับระบบไฮบริดโดยตรง เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการเข้าโค้งและการทรงตัวในทุกสภาพถนน

ด้านดีไซน์และสมรรถนะทางอากาศ 911 GTS ใหม่ติดตั้งช่องระบายอากาศแบบแอคทีฟ พร้อมดิฟฟิวเซอร์ด้านหน้าที่สามารถปรับการไหลเวียนของอากาศโดยอัตโนมัติเพื่อเพิ่มแรงกดและลดแรงต้าน ช่วยเสริมประสิทธิภาพและการยึดเกาะถนนในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง ปิดท้ายด้วยชุดแอโรไดนามิกเสริม และล้อดีไซน์ใหม่ ที่ไม่เพียงช่วยเพิ่มความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ แต่ยังยกระดับการตอบสนองและเสถียรภาพของรถในทุกสภาวะการขับขี่อย่างแท้จริง

ภายนอกของปอร์เช่ 911 GTS ใหม่ ได้รับการปรับดีไซน์ให้ทันสมัยและทรงพลังยิ่งขึ้น ด้วยชุดไฟหน้าแบบ Matrix LED ดีไซน์ใหม่ กันชนหน้าที่ได้รับการออกแบบให้มีมิติและความโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น พร้อมส่วนท้ายที่เสริมเส้นสายให้ดูแข็งแกร่ง แถบไฟท้ายดีไซน์ใหม่พร้อมโลโก้ ‘PORSCHE’ แบบฝังในตัว สะท้อนความประณีตในทุกรายละเอียด และช่วยเพิ่มความรู้สึกของความกว้างและความดุดันให้กับตัวรถ สำหรับรุ่น คาเรร่า จีทีเอส (Carrera GTS) ยังมาพร้อมระบบไอเสียสปอร์ตแบบเฉพาะตัวที่ออกแบบมาเพื่อมอบเสียงเครื่องยนต์ที่เร้าใจยิ่งขึ้น

ภายในห้องโดยสาร ปอร์เช่ได้พลิกโฉมการออกแบบภายในของ 911 GTS ใหม่สู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยเปลี่ยนจากการใช้กุญแจแบบหมุนสตาร์ทมาเป็นปุ่มกด พร้อมติดตั้งแผงหน้าปัดแบบดิจิทัลขนาด 12.6 นิ้ว ซึ่งสามารถปรับแต่งการแสดงผลได้ตามความต้องการของผู้ขับขี่ ระบบ Porsche Communication Management (PCM) ได้รับการอัปเกรดให้รองรับการใช้งาน Apple CarPlay® อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้สามารถเข้าถึงและควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ของรถผ่านอุปกรณ์ Apple ได้โดยตรง นอกจากนี้ ยังเสริมความสะดวกสบายด้วยช่องชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย ระบบช่วยขับขี่ที่พัฒนาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และฟีเจอร์การสตรีมวิดีโอเพื่อเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางในทุกมิติ”

911 GTS T-Hybrid ใหม่ เปิดให้สั่งจองอย่างเป็นทางการแล้วในประเทศไทย โดยมีให้เลือกครบทั้งตัวถังแบบคูเป้ (Coupé), คาบริโอเลต (Cabriolet) และทาร์กา (Targa) พร้อมระบบขับเคลื่อนทั้งแบบล้อหลังและขับเคลื่อนสี่ล้อ ทุกรุ่นมาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ Porsche Doppelkupplung (PDK) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สำหรับรุ่น 911 คาร์เรร่า จีทีเอส (911 Carrera GTS) ราคาเริ่มต้นที่ 17.4 ล้านบาท

ปอร์เช่ ประเทศไทย ขอเชิญผู้ที่สนใจร่วมสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับภายในบูธปอร์เช่ หมายเลข A15 ในงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 โดยภายในบูธได้รวบรวมยนตรกรรมรุ่นล่าสุดที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ทั้งระบบขับเคลื่อนไฮบริดประสิทธิภาพสูง และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ พร้อมมอบประสบการณ์ที่ทั้งเร้าใจและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่หลงใหลในการขับขี่อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ผู้เข้าชมยังจะได้พบกับข้อเสนอและแคมเปญสุดพิเศษสำหรับรถยนต์ปอร์เช่หลากหลายรุ่นภายในงาน ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ใกล้ชิดกับยนตรกรรมระดับตำนาน พร้อมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการขับขี่ที่ปอร์เช่นำเสนอได้อย่างสมบูรณ์แบบ อย่าพลาดโอกาสพิเศษนี้! งานจัดแสดงตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 6 เมษายน 2568

นิสสัน เปิดตัว “เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ใหม่” ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ กับเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ตอบโจทย์ครอบครัวนักเดินทางทุกไลฟ์สไตล์

0

นิสสัน ประเทศไทย เปิดตัว “นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ใหม่” รถยนต์เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ เอกสิทธิ์ของนิสสัน มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ราบรื่น ตอบสนองทันใจแบบรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จ พร้อมฟีเจอร์ต่างๆ ครบครันตามคอนเซ็ปต์ “Big. Easy. Fun.” ที่จะมอบ “ความสนุกที่ใช่ ความสบายที่ชอบ” ให้แก่ครอบครัวนักเดินทาง  นิสสันเปิดให้จองนิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ใหม่ ได้ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี และโชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ ในราคา 1,690,000 บาท และพร้อมส่งมอบตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 เป็นต้นไป

โทชิฮิโระ ฟูจิคิ ประธานนิสสัน ประเทศไทย และนิสสัน อาเซียน กล่าวว่า “นิสสันเป็นฟันเฟืองที่สำคัญที่สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมานานกว่า 72 ปี และเรายังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอยานยนต์รุ่นใหม่ๆ และนวัตกรรมของยานยนต์อย่างต่อเนื่องสู่ตลาดของประเทศไทย เพื่อยกระดับการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคม การเปิดตัว นิสสัน เซเรน่า เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ทั้งนี้การเปิดตัว นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ใหม่ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ในวันนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์สำหรับประเทศไทย ที่นิสสันมองเห็นถึงความต้องการที่กำลังเพิ่มขึ้นของรถยนต์แบบ MPV ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มครอบครัว และผู้ที่ต้องการเดินทางเป็นหมู่คณะ ด้วยยานยนต์ที่ให้ความสนุกสนาน สอดรับกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่”

“นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ใหม่ เป็นรถยนต์รุ่นที่ 2 ของประเทศไทยที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ต่อจาก คิกส์ อี-พาวเวอร์  ซึ่งหลังจากนี้  นิสสันมีแผนที่จะนำรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ รุ่นอื่นๆ เข้าสู่ตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง” โทชิฮิโระ ฟูจิคิ กล่าวเสริม

นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ใหม่ ได้รับการยอมรับด้วยการเป็น รถยนต์เอนกประสงค์แบบเอ็มพีวี (MPV) ขนาดกลางอันดับ 1 ของญี่ปุ่น การเปิดตัวสู่ตลาดของประเทศไทยในครั้งนี้ สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการรถเอ็มพีวีในประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการใช้เวลาคุณภาพร่วมกับครอบครัวหรือกลุ่มคนที่รัก ควบคู่ไปกับความต้องการยานยนต์ที่ล้ำสมัย การเปิดตัว นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ จึงไม่เพียงสะท้อนวิสัยทัศน์ของนิสสันในการขับเคลื่อนการเดินทางแห่งอนาคต  แต่ยังเป็นตอบสนองไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างตรงใจ

รูปโฉมภายนอก ทันสมัย ปราดเปรียว สง่างาม

นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ใหม่ มาพร้อมกับโฉมใหม่ดูทันสมัย ปราดเปรียว มีระดับมากขึ้น กระจังหน้าดีไซน์ Next Generation V-Motion สะท้อนถึงพลัง ให้ความรู้สึกถึงการพุ่งทะยานไปข้างหน้า สวยงาม และโฉบเฉี่ยว กันชนหน้า และหลัง ดีไซน์สปอร์ตพร้อมสเกิร์ตในตัว ไฟหน้า และหลัง แบบ Full LED ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วสีทูโทน พร้อมสปอยเลอร์หลังคา และด้านข้าง ที่ช่วยลดเสียงรบกวนขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง กระจกรอบคันขนาดใหญ่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง กระจกบานหน้า และหน้าต่างประตูคู่หน้า เป็นแบบ Acoustic Glass หนา 2 ชั้น ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในห้องโดยสารใหม่ หรูหรา ทันสมัย และสะดวกสบายทุกการเดินทาง

ภายในห้องโดยสารของ นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ใหม่ ทันสมัยสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิทัลมากขึ้น ด้วยหน้าจอ TFT 12.3 นิ้ว ความละเอียดสูงให้ภาพคมชัด พร้อมกราฟิกเคลื่อนไหว 3 มิติ สามารถเลือกการแสดงผลหน้าจอตามต้องการ การออกแบบอุปกรณ์ และปุ่มกดต่างๆ บนแผงหน้าปัดคำนึงถึงการใช้งานที่สะดวก เอื้อมถึงได้ง่าย และปลอดภัยไปในตัว นอกจากนี้ หน้าจอทัชสกรีน 12.3 นิ้ว เลือกแสดงผลเป็นภาษาไทยได้ พร้อมระบบ NissanConnect ยังรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย รวมทั้งยังมีปุ่ม Camera สำหรับระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitoring : IAVM) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นภาพรอบตัวรถครบทุกทิศทาง เพิ่มความปลอดภัยขณะจอดหรือเคลื่อนตัวในช่วงความเร็วต่ำ

เบาะนั่งหุ้มหนังสีดำทั้ง 3 แถวที่ใช้โครงสร้าง Zero Gravity นั่งสบายแม้เดินทางไกล เบาะแถว 2 แบบ Captain Seat สามารถปรับแยกได้อย่างอิสระ พร้อมโต๊ะอเนกประสงค์แบบพับได้ ส่วนเบาะแถว 3 สามารถปรับเอน และพับเก็บได้ ภายในยังเพิ่มความสะดวกสบายมากมาย อาทิ พื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่พร้อมช่องเก็บของใต้พื้นที่ด้านหลัง ที่วางแก้วมากถึง 17 จุด  ช่องชาร์จ USB-C ทุกแถวที่นั่ง รวมทั้งยังมีช่องชาร์จแบบ Type A ในที่นั่งแถวหน้า และรองรับการชาร์จแบบไร้สาย อีกทั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติ 3 โซน พร้อมระบบฟอกอากาศ Plasmacluster ที่ช่วยลดฝุ่น PM2.5 ภายในห้องโดยสารได้อีกด้วย

ยกระดับประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ แรง สนุก ประหยัด

เทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ของนิสสัน ที่ติดตั้งในนิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ใหม่ ประกอบด้วยชุดขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ให้พลังสูงถึง 163 แรงม้า ให้แรงบิด 315 นิวตันเมตร สามารถออกตัวได้เร็ว เร่งแซงได้อย่างทันใจ มั่นใจ โดยไม่ต้องรอรอบ เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า 100%  พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 1.77 kWH ขณะที่ชุดเครื่องยนต์สำหรับสร้างกระแสไฟฟ้า เป็นเครื่องยนต์สันดาปภายในใหม่ รหัส HR14DDe ขนาดความจุ 1.4 ลิตร 3 สูบ แบบหัวฉีดไดเร็กอินเจ็กชั่น รองรับน้ำมัน E10 โดยพัฒนามาสำหรับเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ โดยตรง ให้ประสิทธิภาพสูงในการสร้างกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยี Mirror Bore Coating ที่ช่วยลดแรงเสียดทาน และลดเสียงจากการสั่นสะเทือน ส่งผลให้เครื่องยนต์เดินได้เรียบ และเงียบมากขึ้น ทำให้การเดินทางที่ราบรื่น นุ่มนวล มีเสียงรบกวนจากภายนอกน้อย และให้ความเงียบในห้องโดยสารเงียบกว่ารถยนต์เครื่องสันดาปภายในแบบเดิม

นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ใหม่ ยังมาพร้อมระบบคันเร่งอัจฉริยะ อี-เพดัล สเต็ป (e-Pedal Step) ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกเปิดการใช้งานระบบนี้ได้อย่างอิสระตามต้องการ ให้ความสะดวกในการเร่ง และชะลอความเร็วได้ในคันเร่งเดียว สะดวกสบายเมื่อต้องขับขี่ในเมือง หรือในช่วงการจราจรคับคั่ง ในขณะเดียวกันการขับขี่ด้วย อี-เพดัล สเต็ป สามารถช่วยเพิ่มการฟื้นฟูพลังงานด้วยการชาร์จกระแสไฟฟ้ากลับเข้าแบตเตอรี่ได้ดีมากยิ่งขึ้น 

หนึ่งในฟีเจอร์ใหม่ที่เสริมประสบการณ์ในการขับขี่ นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ใหม่ ให้สะดวกสบาย และง่ายยิ่งขึ้น ได้แก่ ปุ่มกดสำหรับเลือกตำแหน่งเกียร์ ที่ให้ผู้ขับขี่เปลี่ยนเกียร์ด้วยการกดปุ่มแทนการปรับคันเกียร์ ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่าย สะอาดตา ใช้งานง่าย มีไฟเรืองแสงช่วยให้เห็นชัดเจนแม้อยู่ในที่มืด รวมถึง N Hold Mode ที่ทำให้สามารถเข็นรถได้ง่าย ให้ความสะดวกเมื่อต้องจอดซ้อนคัน รวมถึง เบรกมือไฟฟ้า พร้อม Auto Brake Hold ที่เสริมความสะดวกในการใช้งาน

นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ใหม่ มีรูปแบบการขับขี่ 3 โหมดหลัก ได้แก่ Standard mode ที่ให้ทั้งความแรงและประหยัด, Sport mode ที่เน้นการตอบสนองรวดเร็ว ขับสนุกสไตล์สปอร์ต และ Eco Mode ที่เน้นการประหยัดพลังงาน ให้การขับขี่นุ่มนวล โดยมี ฟังก์ชัน B ที่เพิ่มแรงหน่วง หรือ ช่วยเบรก และเพิ่มการฟื้นฟูพลังงาน หรือ Regenerative รวมถึง EV mode ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้รถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เหลือภายในแบตเตอรี่ โดยเครื่องยนต์จะไม่ทำงานจนกระทั่งแบตเตอรี่อยู่ในระดับต่ำ สัมผัสถึงความเงียบและอีกขั้นของความประหยัด

 

BIG. EASY. FUN. แนวคิดที่เป็นเอกลักษณ์ของ เซเรน่า

นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ใหม่ ยังคงแนวคิดที่เป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ คือ Big. Easy. Fun. ได้อย่างโดดเด่น ด้วยความใหญ่ (Big) จากห้องโดยสารที่กว้างที่สุดในกลุ่มรถแบบเดียวกัน กระจกบานใหญ่รอบคันให้ทัศนวิสัยดีเยี่ยม มอบความรู้สึกโปร่ง โล่ง ช่วยลดอาการเมารถได้  มาพร้อมความง่ายในทุกการใช้งาน (Easy) จากประตูสไลด์อัตโนมัติแบบแฮนด์ฟรีทั้ง 2 ด้าน และฝาท้ายอเนกประสงค์แบบ Dual Back Door หนึ่งเดียวในตลาดรถยนต์เอ็มพีวี ที่เปิดได้ทั้งแบบเต็มบาน และครึ่งบาน รวมถึงความสนุก (Fun) จากความอเนกประสงค์ในการปรับที่นั่งได้ถึง 13 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโหมดขนกระเป๋า โหมดเพิ่มพื้นที่
ช่วงขา โหมดปรับเบาะแถว 2 และ 3 ราบเป็นห้องนั่งเล่น ตอบโจทย์ทุกความต้องการของครอบครัว

เทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง

นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ใหม่ มีเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน 360° Nissan Safety Shield พร้อมระบบป้องกัน และปกป้องเมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ครบครัน อาทิ ระบบเตือนก่อนการชนด้านหน้า หรือ Intelligent Forward Collision Warning (IFCW) ที่สามารถตรวจจับรถยนต์ด้านหน้าได้ถึง 2 คัน กระจกมองหลังอัจฉริยะ Intelligent Rear View Mirror (IRVM) ที่ได้รับความชื่นชอบจากลูกค้าจากความเหมาะสมสำหรับรถยนต์แบบ MPV  ระบบสัญญาณแจ้งหยุดฉุกเฉินอัตโนมัติ ขณะเบรกกะทันหัน  (Emergency Stop Signal – ESS) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ (Intelligent Cruise Control – ICC) ที่สามารถปรับเปลี่ยนความเร็วตามรถคันหน้าจนถึงหยุดนิ่ง ระบบป้องกันการชนรถในจุดอับสายตา (Intelligent Blind Spot Intervention – IBSI) ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning – LDW) ที่ทำงานคู่กับระบบควบคุมรถเมื่อออกนอกช่องทาง (Intelligent Lane Intervention – ILI) และอื่นๆ  นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ให้การปกป้องเมื่อไม่สามารถเลี่ยงอุบัติเหตุได้ เช่น ถุงลมนิรภัย SRS 6 ใบ บริเวณคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย และระบบที่ให้ความสะดวก และปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่ เช่น ระบบล็อกรถอัตโนมัติ Walk-Away Door Lock พร้อมระบบปลดล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทเข้าใกล้ตัวรถ เป็นต้น

นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ใหม่ มี 1 เกรด คือ Highway Star โดยมีสีตัวถังภายนอกให้เลือก 6 สี* ได้แก่     สีฟ้าเทอร์ควอยซ์บลู หลังคาดำ สีขาวปริซึมไวท์ หลังคาดำ สีขาวปริซึมไวท์ สีดำไดมอนด์แบล็ค สีเทากันเมทาลิก และสีเงินบริลเลียนท์ ซิลเวอร์

นอกจากนี้ นิสสัน ยังเพิ่มความอุ่นใจในการขับขี่อย่างไร้กังวลด้วยการรับประกันตัวรถ 5 ปีหรือ 150,000 กิโลเมตร** การรับประกันระบบขับเคลื่อน อี-พาวเวอร์ นาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร** และการรับประกัน 10 ปี สำหรับแบตเตอรี่กำลังสูงในระบบ อี-พาวเวอร์ โดยไม่จำกัดระยะทาง***

รถยนต์ไฮไลต์และโปรโมชั่นพิเศษ

นอกจากการเปิดตัว นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ใหม่ นิสสันยังคงนำรถยนต์รุ่นหลักคุณภาพเยี่ยมที่ได้รับรางวัล Car of The Year มากมายมาจัดแสดงในงาน ได้แก่ นิสสัน เซเรน่า ที่ได้รางวัล Car of The Year ประเภท รถยนต์ เอ็มพีวี ขนาดกลาง (Best mid-size MPV) นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ “คันเดียวที่ใช่ ทั้งแรงทั้งประหยัด” ที่ได้รางวัล Car of The Year ประเภท รถยนต์ เอสยูวีเครื่องยนต์ไฮบริด ขนาดความจุเครื่องยนต์ต่ำกว่า 1.300 ซีซี (Best Hybrid SUV under 1,300 cc)  นิสสัน นาวารา “ทน พร้อม ลุย” ที่ได้รางวัล Car of The Year ประเภท รถยนต์กระบะยกสูงขนาดความจุเครื่องยนต์ต่ำกว่า 2,500 ซีซี (Best high-lift Pickup under 2,500cc)  นิสสัน อัลเมร่า “แรงจริง จัดให้” และ นิสสัน เทอร์ร่า “คันเดียวจบครบเกินคุ้ม” รถยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัว

พร้อมโปรโมชั่นพิเศษตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2568  ที่จะทำให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์คุณภาพเยี่ยมได้ง่ายยิ่งขึ้นกับแคมเปญ SAY YES! ที่หลากหลายสำหรับรถยนต์แต่ละรุ่นให้ลูกค้าเลือกได้ตามความต้องการของตนเอง ตั้งแต่ดอกเบี้ยต่ำ 0% ไปจนถึงผ่อนนาน 96 เดือน และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

ผู้ที่สนใจ สามารถแวะมาเยี่ยมชมบูธนิสสันในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ได้ระหว่างวันที่ 26  มีนาคม6 เมษายน 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี และโชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ

‘* สีฟ้าเทอร์ควอยซ์บลูหลังคาดำ และ สีขาวปริซึมไวท์หลังคาดำ เพิ่ม 20,000- บาท สีขาวปริซึมไวท์ เพิ่ม 12,000 บาท

‘** แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน 

‘*** เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

GWM ประกาศราคาแนะนำในช่วงเปิดตัว “ALL NEW GWM HAVAL H6” เริ่มต้น 0.929 ล้านบาท พร้อมเผยโฉม “NEW GWM ORA Good Cat” เฉดสีใหม่ So Blue ในงาน Motor Show 2025

0

GWM (Thailand) เดินหน้าตอกย้ำการเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานอย่างต่อเนื่อง ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 กับไฮไลต์สำคัญเปิดตัวและประกาศอย่างเป็นทางการของนวัตกรรมรุ่นใหม่ล่าสุด ALL NEW GWM HAVAL H6 กับการปรับโฉมใหม่และอัปเกรดแบบเต็มพิกัด มาพร้อม 3 รุ่นย่อยในราคาแนะนำในช่วงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการสุดคุ้มระหว่าง 929,000 – 1,149,000 บาท ทั้งรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริดที่มีการปรับเซ็ตระบบช่วงล่างใหม่จากการรับฟังเสียงของผู้บริโภค และรุ่นปลั๊กอิน-ไฮบริด ที่มอบระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้มากถึง 150 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) ไกลที่สุดในเซกเมนต์ ตอบโจทย์ทุกความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างครบครัน และ NEW GWM ORA Good Cat กับเฉดสีใหม่ So Blue ที่เพิ่มลุคสปอร์ตแต่แฝงความน่ารักเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ร่วมด้วยทัพรถยนต์ครอบคลุมทุกพลังงาน ในหลากหลายเซกเมนต์ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าในทุกมิติ ภายใต้แนวคิด “GWM Go With More” ร่วมกับกลยุทธ์การมีผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง
(User-Centric) ผู้ที่สนใจสามารถแวะเวียนเข้าสัมผัสนวัตกรรมรุ่นใหม่รวมถึงทัพรถยนต์พลังงานใหม่ทุกรุ่นของ GWM ได้อย่างใกล้ชิด พร้อมรับข้อเสนอพิเศษสุดคุ้ม ณ บูธ GWM A10 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2568 – 6 เมษายน 2568 นี้

ALL NEW GWM HAVAL H6 รถยนต์เอสยูวีสำหรับครอบครัวรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ มาพร้อมกับสีภายนอกถึง 3 สี ได้แก่ สีเทา สีดำ และสีขาวพร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการใน 3 รุ่นย่อย ในราคาแนะนำในช่วงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ดังนี้

  • ALL NEW GWM HAVAL H6 Hybrid SUV รุ่น PRO ราคา 929,000 บาท
  • ALL NEW GWM HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV รุ่น PRO ราคา 1,049,000 บาท
  • ALL NEW GWM HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV รุ่น ULTRA ราคา 1,149,000 บาท

โดยราคาแนะนำในช่วงเปิดตัวสุดพิเศษนี้ มอบให้สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถ 800 คันแรกเท่านั้น พิเศษยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่จอง ALL NEW GWM HAVAL H6 รับ ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปีเต็ม ฟรี โฮมชาร์จเจอร์ (สำหรับรุ่นปลั๊กอิน-ไฮบริด) ฟรี บริการระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเทอร์เน็ต* (Telematic Service) พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet in Vehicle) ระยะเวลา 3 ปี ฟรี ค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทางภายในระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน และไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง) ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี พร้อมการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่ไฮบริด ระยะเวลา 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง** การรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่ปลั๊กอิน-ไฮบริด ระยะเวลา 8 ปี และหรือระยะทาง 180,000 กิโลเมตร** พร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่ ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร** (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

** เงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูรายละเอียดได้ที่ GWM Thailand – Service  

สำหรับน้องเหมียวไฟฟ้าขวัญใจชาวไทย NEW GWM ORA Good Cat เฉดสีใหม่ So Blue เอาใจคนรุ่นใหม่อัปลุคสปอร์ตยิ่งขึ้นในโทนสีฟ้า-ดำ พร้อมชุดแต่ง Black Package ล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 18 นิ้ว พร้อมคาลิเปอร์เบรกสีเหลือง และฝาครอบตกแต่งกันชนหน้าสีดำ ภายในตกแต่งด้วยสีเขียวและเทา โดยรุ่น PRO มีสนนราคาที่ 599,000 บาท และรุ่น ULTRA ที่ 699,000 บาท ซึ่งเป็นราคาเดียวกับ NEW GWM ORA Good Cat สีอื่น ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย (โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม) โดยชื่อสี “So Blue” นี้ ได้รับคะแนนการโหวตสูงสุดจากแฟน ๆ ที่เข้ามาร่วมกิจกรรมการโหวตตั้งชื่อสีใหม่ของน้องเหมียวไฟฟ้าถึง 7,356 ราย ตอกย้ำการรับฟังเสียงของผู้บริโภคของ GWM อย่างต่อเนื่อง ซึ่งชื่อสี So Blue นี้ จะใช้อย่างเป็นทางการในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของ GWM ต่อไป นอกจากนี้ NEW GWM ORA Good Cat มีความโดดเด่นด้านความปลอดภัยมากมาย มุ่งเน้นปกป้องตลอดทุกการเดินทางจากทุกสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ทั้งโครงสร้างตัวถังรถที่แข็งแกร่ง แบตเตอรี่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านความปลอดภัยสุดอัจฉริยะ ระบบความปลอดภัยเชิงแก้ไข (Passive Safety) และเชิงป้องกัน (Active Safety) ที่จัดเต็ม รวมถึงการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจากเวทีระดับโลก ทำให้ NEW GWM ORA Good Cat ถูกขนานนามว่าเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงเมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ในเซกเมนต์เดียวกัน

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณลูกค้าคนไทยทุกท่านที่ให้การสนับสนุน GWM เป็นอย่างดีเสมอมา ปี 2568 นี้ GWM ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 อย่างมั่นคงในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ความท้าทายและการแข่งขันที่เข้มข้นนี้ GWM มองเห็นความต้องการของลูกค้าชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการในรถยนต์เอสยูวีที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการดำเนินงานของ GWM ที่รับฟังเสียงของผู้บริโภคเป็นสำคัญตามกลยุทธ์ User-Centric สู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ล่าสุดใน ALL NEW GWM HAVAL H6 เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่ดีมากขึ้นสำหรับครอบครัวยุคใหม่ ทั้งด้านสมรรถนะ เทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยในทุกการเดินทาง คุ้มค่ายิ่งกว่าในทุก ๆ ด้านแก่ผู้ใช้งาน นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและรับฟังเสียงของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ ผ่านกิจกรรมการตั้งชื่อสีใหม่ ของเจ้าเหมียวไฟฟ้า 100% ขวัญใจคนไทยรุ่นย่อยล่าสุด NEW GWM ORA Good Cat สี So Blue ที่จะเข้ามาเติมเต็มความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายยิ่งขึ้น โดย GWM หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รถยนต์ที่เรานำมาเปิดตัวใหม่นี้ จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากจากแฟน ๆ ในงาน Motor Show 2025 ครั้งนี้”

 

สำหรับ ALL NEW GWM HAVAL H6 ที่ GWM นำมาเปิดตัวใหม่นี้ มีการอัปเกรดและพัฒนาขึ้นจากข้อคิดเห็นและคำแนะนำจากผู้ใช้งานจริง ตอบโจทย์ความต้องการที่โดดเด่นใน 4 ด้าน เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีและสุนทรียภาพเต็มรูปแบบ มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้กับเหล่าครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างครอบคลุม

  • ดีไซน์ภายนอกฉายความสปอร์ตได้ยิ่งขึ้น กับกระจังหน้าและกันชนหน้า สี Smoke Chrome ร่วมกับไฟหน้า
    LED อัจฉริยะแบบรมดำ พร้อมระบบไฟ Signature Light แบบ Waterfall นอกจากนี้ คิ้วประตู คิ้วฝาท้าย หน้าต่าง ด้านข้างของรถ และราวหลังคายังมาพร้อมกับสีเปียโนแบล็ก อีกทั้งยังมี ระบบไฟท้ายแบบ LED Light Strip แบบรมดำ ผสานล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว รมดำลายสปอร์ต พร้อมคาลิเปอร์เบรกสีแดง (เฉพาะเครื่องยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริด
    รุ่น ULTRA) ผนวกรวมกันเป็นความสง่างามอันไร้ที่ติ สะท้อนเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างชัดเจน
  • ภายในอัปเกรดใหม่ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ตื่นตาตื่นใจมากกว่าเดิมในทุกการขับขี่ กับการตกแต่งด้วยโทนสีดำ-เงิน มาพร้อมหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 25 นิ้ว Head-up display และระบบอินโฟเทนเมนต์ในหน้าจอขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว ทำงานร่วมกับ User Experience (UX) และ User Interface (UI) โฉมใหม่ทั้งหมด พร้อมระบบปฏิบัติการอัจฉริยะจาก GWM Coffee OS 3.0 และชิปเซ็ต QUALCOMM Snapdragon 8155 ที่มีอยู่ในรถยนต์ระดับพรีเมียมของ GWM เท่านั้น ให้ทุกการใช้งานและการสั่งการเป็นไปได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และลื่นไหลในทุกการขับขี่ พร้อมระบบนำทางของ Huawei Petal Map แผนที่อัจฉริยะที่ช่วยให้การนำทางแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พวงมาลัยดีไซน์ใหม่ D shape ร่วมกับเกียร์แบบ Electronic Shifter ที่คอพวงมาลัย สู่การขับขี่ที่สะดวกและคล่องตัว สำหรับด้านสุนทรียภาพในการขับขี่ รถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมระบบเสียง Amor luxury hifi system ให้คุณภาพเสียงเต็มอารมณ์ทั่วทั้งคัน พร้อมระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย 50 วัตต์ มอบความสะดวกสบายให้กับทั้งครอบครัวได้อย่างรอบด้าน
  • สมรรถนะที่เร้าใจแบบเกินต้าน ALL NEW GWM HAVAL H6 มาพร้อมเครื่องยนต์ 5 ลิตรเทอร์โบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า มอบพละกำลังสูงสุด 179 กิโลวัตต์ หรือ 243 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 530 นิวตันเมตร (รุ่นไฮบริด) และพละกำลังสูงสุด 240 กิโลวัตต์ หรือ 326 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 530 นิวตันเมตร (รุ่นปลั๊กอิน-ไฮบริด) รุ่นเครื่องยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริด มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 27.54 กิโลวัตต์ชั่วโมง มอบระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ได้ถึง 150 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งไกลที่สุดในเซกเมนต์ อีกทั้งยังมาพร้อมกับหัวชาร์จประเภท
    CCS Type 2 combo รองรับการชาร์จแบบ DC 41 กิโลวัตต์ รวดเร็วกว่ารถยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริดในเซกเมนต์ ทำให้ไม่ต้องรอนานระหว่างแวะชาร์จ
  • ระบบความปลอดภัยที่จัดเต็มเกินพิกัด ALL NEW GWM HAVAL H6 โดดเด่นด้านความปลอดภัย พร้อมปกป้องครอบครัวในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะกว่า 31 รายการ ทั้งที่เป็น First-in-class และ Best-in-class ในกลุ่มรถยนต์คอมแพคเอสยูวี อาทิ กล้องแสดงภาพความละเอียดสูงรอบทิศทาง 540 องศา (กล้องรอบคันและด้านใต้ท้องรถ) ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK) และอื่น ๆ อีกทั้งยังมีระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน (ELK) ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน (LCA) ระบบช่วยเตือนจุดอับสายตา (BSD) ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA) ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTB) และอื่น ๆ (โปรดศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นเพิ่มเติม) ให้ทั้งครอบครัวได้อุ่นใจ ไร้กังกล ตลอดทุกเส้นทาง

ความตื่นเต้นยังไม่หมดเพียงเท่านี้! เตรียมพลิกโฉมวงการและฉีกทุกกฎของเครื่องยนต์ดีเซลแบบเดิม ๆ กับการเผยโฉมพร้อมการประกาศราคาขายและวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ NEW GWM TANK 300 DIESEL ในวันที่ 25 มีนาคม 2568 นี้ เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป สัมผัสประสบการณ์อันล้ำสมัยไปกับเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะแห่งอนาคต ได้ที่บูธ GWM A10 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2568 – 6 เมษายน 2568 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GWM application และ https://www.gwm.co.th/ หรือ GWM Contact Center 02-668-8888

เอ็มจี จัดใหญ่ กับ 3 ไฮไลท์ในกลุ่มรถอีวี พร้อมแคมเปญสุดพิเศษครบทุกรุ่น ในงานมอเตอร์โชว์ 2025

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ชู 3 ไฮไลท์กลุ่มยนตรกรรมอีวีในงานมอเตอร์โชว์ 2025 กับโมเดลใหม่อย่าง NEW MG IM6 สู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการ และการเพิ่มสีสันใหม่กับอีวีรุ่นยอดนิยมอย่าง NEW MG4 ELECTRIC ด้วยสีใหม่ SOL BLUE เพิ่มความพรีเมียมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเตรียมขยายไลน์อัพใหม่กับ NEW MG S5 EV ที่จะมาเติมความร้อนแรงให้กับตลาด B-SUV ด้วยจุดเด่น “ขับสนุก ชาร์จไว วิ่งไกล นั่งสบายพร้อม Lifetime Warranty” นอกจากนี้ยังมียนตรกรรมหลากหลายขุมพลังขับเคลื่อนที่มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของอย่างคุ้มค่าที่สุด ณ บูธ เอ็มจี หมายเลข A08 อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับงานมอเตอร์โชว์ในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งเวทีสำคัญที่จะทำให้ เอ็มจี เดินหน้าสู่เป้าหมายส่วนแบ่งทางการตลาด 5% ภายในปีนี้ โดย เอ็มจี มาพร้อมกับ3 ความใหม่” ของยนตรกรรมในกลุ่มอีวี ที่จะยกระดับมาตรฐานและเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค”

สัมผัสกับยานยนต์อัจฉริยะที่ทำให้การขับขี่รถอีวีก้าวสู่อีกระดับ

สัปดาห์ที่ผ่านมา เอ็มจี ได้สร้างสีสันในแวดวงยานยนต์ไฟฟ้าอีกครั้งด้วยการส่ง NEW MG IM6 เข้าสู่ตลาดอีวีระดับพรีเมียม ชูจุดเด่นของการเป็น The First-ever Premium Intelligent e-SUV ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “ขับเคลื่อนตัวตน บนความเป็นตัวเอง” (I’M WHO I’M) จึงทำให้โมเดลนี้เหนือชั้นด้วยเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่มอบประสบการณ์การควบคุมขับขี่ที่ง่าย และสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ระบบช่วงล่างถุงลมอัจฉริยะ สามารถปรับระดับความสูงของช่วงล่างได้ถึง 3 ระดับ ระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้ออัจฉริยะ ช่วยให้การเปลี่ยนเลนมีเสถียรภาพมากขึ้น สามารถกลับรถในที่แคบได้สบายๆ ฟังก์ชัน Crab Mode ช่วยให้การเคลื่อนรถออกจากพื้นที่ที่มีข้อจำกัดเป็นเรื่องง่าย ระบบ One Touch iAD ตัวช่วยในการถอยจอดหลากรูปแบบ ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสระบบอัจฉริยะแสดงผลในที่มืดและฝนตก และ NEW MG IM6 ยังมีจุดเด่นด้านสมรรถนะการขับขี่กับพละกำลังสูงสุด 778 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 802 นิวตัน-เมตร มาพร้อมมอเตอร์คู่ขับเคลื่อน 4 ล้อ
อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. เพียง 3.48 วินาที เท่านั้น แบตเตอรี่ขนาดความจุ 100 kWh วิ่งได้ระยะทางสูงสุด
634 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ชาร์จไฟได้รวดเร็ว Quick Charge ชาร์จไฟฟ้าจาก 10% – 80% ใช้เวลาน้อยกว่า 20 นาที* ด้วยแรงดันไฟฟ้า 800 โวลต์ รองรับการชาร์จ
แบบกระแสตรงสูงสุด 396 kW  

*ระยะเวลาในการชาร์จ ขึ้นอยู่กับจำนวนแบตเตอรี่ที่เหลือ และกำลังไฟของสถานีชาร์จ

“เพิ่มสีใหม่” ในรุ่นอีวียอดนิยม นำเสนอทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภค

NEW MG4 ELECTRIC อีวีรุ่นยอดนิยมของ เอ็มจี สร้างสีสันครั้งใหม่ด้วยสี SOL BLUE ให้กลิ่นอาย
ความพรีเมียมกับรถแฮทช์แบคไฟฟ้าดีไซน์สปอร์ตรุ่นนี้สะท้อนภาพลักษณ์ความสุขุม นุ่มลึกของผู้ขับขี่ โดยสีใหม่นี้
มีในรุ่น STANDARD RANGE รุ่น D, LONG RANGE รุ่น D และรุ่น V ราคาเริ่มต้น 709,900 บาท

เตรียม “ขยายไลน์อัพใหม่” มอบความคุ้มค่าด้วย e-SUV ที่ครบเครื่อง

สำหรับบิ๊กเซอร์ไพรส์ที่จะเกิดขึ้นในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ (วันที่ 25 มีนาคม 2568 เวลา 13.00 น. – 14.00 น. ณ บูธ เอ็มจี หมายเลข A08) กับการเปิดตัวและประกาศราคา NEW MG S5 EV “โกลบอลอีวี” ที่มีมาตรฐานคุณภาพเดียวกันทั่วโลก เป็นหนึ่งในโมเดลยุทธศาสตร์ของ เอ็มจี ในปีนี้ และเป็นรถไฟฟ้าแบรนด์ เอ็มจี อีกรุ่นที่ผลิตในประเทศไทย และจะพลิกโฉมวงการยานยนต์ไฟฟ้าในไทย ด้วยการเป็น e-SUV ที่ “ขับสนุก ชาร์จไว วิ่งไกล นั่งสบายพร้อม Lifetime Warranty”

เป็นเจ้าของยนตรกรรมหลากหลายรูปแบบการขับเคลื่อนได้อย่างคุ้มค่า

นอกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่แล้วนั้น เอ็มจี เพิ่มโอกาสให้คนไทยได้เป็นเจ้าของยนตรกรรมคุณภาพได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วยข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองซื้อรถในงานฯ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 6 เมษายน 2568 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

กลุ่มรถยนต์สันดาป

NEW MG5 PRO

  • ดาวน์เริ่มต้น 31,499 บาท หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 7,156 บาท
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี
  • ฟรี ชุดพรมปูพื้น

NEW MG ZS

  • ดาวน์เริ่มต้น 10%
  • เลือกรับ เอ็มจี ช่วยผ่อนเดือนละ 3,000 บาท นาน 9 เดือน
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี
  • ฟรี ชุดพรมปูพื้น

NEW MG EXTENDER

  • ดาวน์เริ่มต้น 5% ผ่อนสูงสุด 84 งวด
  • รับประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี
  • ฟรี ชุดพรมปูพื้น

กลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก

ALL NEW MG3 HYBRID+

  • ดาวน์เริ่มต้น 8,888 บาท หรือ ผ่อนเริ่มต้น 6,516 บาท
  • รับประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี
  • ฟรี ชุดพรมปูพื้น

NEW MG VS HEV

  • ดาวน์เริ่มต้น 10%
  • เลือกรับ เอ็มจี ช่วยผ่อนเดือนละ 3,000 บาท นาน 9 เดือน
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี
  • ฟรี ชุดพรมปูพื้น

NEW MG HS PHEV

  • รับสิทธิ์ช่วยผ่อนสูงสุด 5,000 บาท นาน 20 เดือน หรือ เลือกรับบัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุด 5,000 บาท นาน 20 เดือน (เลือกอยากใดอย่างหนึ่ง และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้)
  • รับประกันคุณภาพรถยนต์นาน 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี
  • ฟรี ชุดพรมปูพื้น

 

กลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

NEW MG IM6 มาพร้อม PRIME PACKAGE มูลค่ารวมกว่า 150,000 บาท*

  • MG SHIELD ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 2 ปี มูลค่า 72,000 บาท
  • ฟรี รับ IM MAG HUB SET PACKAGE มูลค่า 17,380 บาท
  • ฟรี MG HOME CHARGER พร้อมติดตั้ง มูลค่า 38,500 บาท
  • ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนระดับพรีเมียม นาน 5 ปี มูลค่า 12,500 บาท
  • ฟรี ค่าบริการระบบปฏิบัติการ i-SMART นาน 5 ปี มูลค่า 7,450 บาท
  • ฟรี บริการค่าจดทะเบียน กรอบป้ายทะเบียน และชุดพรมปูพื้น มูลค่า 8,385 บาท
  • สิทธิพิเศษ การบริการ MG PREMIUM FAST LANE
  • สิทธิพิเศษ การบริการ MG PREMIUM CALL CENTRE
  • ดอกเบี้ยพิเศษ 99% นาน 48 เดือน
  • รับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน
  • รับประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

*หมายเหตุ: PRIME PACKAGE นี้ สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถ NEW MG IM6 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2568

NEW MG4 ELECTRIC

  • ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% ผ่อนนานสูงสุด 60 เดือน
  • รับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี
  • ฟรี MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด พร้อมค่าติดตั้ง
  • ฟรี ชุดพรมปูพื้น

NEW MG ZS EV

  • ราคาพิเศษ 699,000 ในรุ่น X
  • เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.88% ดาวน์เริ่มต้นที่ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน
  • รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี
  • ฟรี MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด พร้อมค่าติดตั้ง
  • ฟรี อุปกรณ์จ่ายกระแสไฟ V2L จำนวน 1 ชุด
  • ฟรี ชุดพรมปูพื้น

NEW MG MAXUS 9

  • รับประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • รับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการ
    ใช้งาน
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี
  • ฟรี MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด พร้อมค่าติดตั้ง
  • ฟรี ชุดพรมปูพื้น

NEW MG MAXUS 7

  • รับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • รับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการ
    ใช้งาน
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี
  • ฟรี MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด พร้อมค่าติดตั้ง
  • ฟรี อุปกรณ์จ่ายกระแสไฟ V2L จำนวน 1 ชุด
  • ฟรี ชุดพรมปูพื้น

NEW MG CYBERSTER

  • รับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน
  • รับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี
  • ฟรี MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด พร้อมค่าติดตั้ง
  • ฟรี อุปกรณ์จ่ายกระแสไฟ V2L จำนวน 1 ชุด
  • ฟรี ชุดพรมปูพื้น
  • ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 5 ปี

NEW MG EP PLUS

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 99%
  • รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี
  • ฟรี MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด พร้อมค่าติดตั้ง
  • ฟรี ชุดพรมปูพื้น

NEW MG ES

  • ราคาพิเศษ 899,000 บาท
  • หรือ ดอกเบี้ยพิเศษ 99% เมื่อดาวน์เริ่มต้นที่ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน
  • รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี
  • ฟรี MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด พร้อมค่าติดตั้ง
  • ฟรี อุปกรณ์จ่ายกระแสไฟ V2L จำนวน 1 ชุด
  • ฟรี ชุดพรมปูพื้น

หมายเหตุ : เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนดเท่านั้น

ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสและทดลองขับยนตรกรรมทุกรุ่น พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษของ เอ็มจี ได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 6 เมษายน นี้ ณ บูธ เอ็มจี หมายเลข A08 อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และที่โชว์รูม เอ็มจี ทั้ง 140 แห่งทั่วประเทศ

มาสด้าโชว์สุดยอดเทคโนโนโลยีแห่งอนาคต Multi-solution นำรถต้นแบบ Mazda Iconic SP และรถไฟฟ้า Mazda6e จัดแสดงครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่แน่นบูธ

0

มาสด้าสร้างเซอร์ไพรส์ใหญ่ให้ชาวไทยได้สัมผัสเป็นครั้งแรก โชว์สุดยอดเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต ตามแนวทาง Multi-solution จัดแสดงนวัตกรรมใหม่ 2 รุ่น นำโดย Mazda Iconic SP คอนเซ็ปต์คาร์ของรถสปอร์ตคอมแพ็ค ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า รองรับการใช้พลังงานสะอาดหลากหลายรูปแบบ และ Mazda6e รถยนต์ไฟฟ้า 100% BEV รุ่นแรกจากมาสด้า ตอกย้ำจุดยืนในการส่งมอบเทคโนโลยียานยนต์ที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมเปิดตัวรถยนต์นั่งรุ่นยอดนิยม New Mazda2 Essential โดดเด่นเรื่องความคุ้มค่าและดีไซน์ที่ตอบโจทย์ ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังแนะนำ New Mazda MX-5 35th Anniversary Edition รถสปอร์ตโรดสเตอร์รุ่นพิเศษที่เฉลิมฉลองการครบรอบ 35 ปี แบรนด์ไอคอนเจ้าตำนานความสนุกสนานในการขับขี่มาอวดโฉมพร้อมเปิดให้จองเป็นเจ้าของ ควบคู่กับรถยนต์มาสด้าครบทุกรุ่น ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ อาทิ ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ผ่อนนานสูงสุด 72 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance ฟรีบัตรน้ำมันสำหรับเจ้าของรถมาสด้าและครอบครัว มูลค่าสูงสุด 30,000 บาท และฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ MUS นานสูงสุด 7 ปี ณ บูธมาสด้า ในงาน มอเตอร์ โชว์ 2025 ระหว่างวันที่ 26 มี.ค. 68 – 6 เม.ย. 68 นี้ ที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี หรือรับข้อเสนอเดียวกันนี้ได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มาสด้าได้มุ่งมั่นเพื่อยกระดับประสบการณ์ในการขับขี่ให้กับลูกค้าของเรา เพราะเราเชื่อว่าความสุขในการขับขี่รถยนต์ จะนำมาซึ่งความสุขในการใช้ชีวิต และในปีนี้ มาสด้าพร้อมที่จะถ่ายทอดวิสัยทัศน์นี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยการนำกลยุทธ์การบริหารงานโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางในทุกบริบท และแนวคิดที่เชื่อว่าในทุกรายละเอียดของชีวิต มีความสุขขับเคลื่อนเราเสมอ หรือ “Joy Drives Lives” มาใช้ในการสร้างประสบการณ์ลูกค้าในทุก ๆ ขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าจะได้รับความสุขและได้รับประสบการณ์ที่ดีจากแบรนด์มาสด้า ควบคู่กับการมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าของเราทั้งในวันนี้และในอนาคต

เปลืยานยนต์ที่มาพร้อมพลังงานทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้าทั่วโลก รวมถึงลูกค้าในประเทศไทย ซึ่งในขณะนี้ เราอยู่ในช่วงเฟสที่ 2 ระหว่างปี 2025-2027 ซึ่งเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานไฟฟ้า ด้วยการนำเสนอทั้งรถยนต์ ประเภท xEVs, Hybrid, Plug-in Hybrid และรถไฟฟ้า BEV เข้าสู่ตลาด เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและสร้างความยั่งยืนให้กับโลก สังคม และผู้คน เพื่อส่งมอบให้กับผู้คนในเจนเนอเรชั่นถัดไป

สำหรับไฮไลท์สำคัญของบูธมาสด้าในงานมอเตอร์โชว์ 2025 นี้ มาสด้าได้นำยนตรกรรมที่ได้รับการพัฒนาตามแนวทาง Multi-solution เพื่อนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ที่มาพร้อมพลังงานทางเลือกที่หลากหลาย มาให้ลูกค้าได้รับชมและสัมผัสเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ประกอบไปด้วย

  • MAZDA ICONIC SP ยานยนต์ต้นแบบสปอร์ตคอมแพ็คคาร์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า โดยใช้เครื่องยนต์โรตารี่ อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาสด้า แบบ 2 โรเตอร์ ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ รองรับการใช้พลังงานหลากหลายรูปแบบ อาทิ พลังงานไฮโดรเจน และพลังงานสะอาดหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะพลังงานที่ได้จากธรรมชาติ อาทิ สาหร่ายขนาดเล็ก เป็นต้น ซึ่งยังคงถ่ายทอดเอกลักษณ์แบรนด์มาสด้าไว้อย่างเต็มเปี่ยม มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ น้ำหนักเบา กระจายน้ำหนัก 50:50 พร้อมการออกแบบตามแนวทาง Kodo Design รวมถึงการขับขี่ที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับรถ ตามปรัชญา จินบะ-อิไต ที่พัฒนาขึ้นโดยยึดหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อมอบประสบการณ์ความสนุกสนานในการขับขี่ พร้อมได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับยุคของพลังงานไฟฟ้า เพื่อถ่ายทอดปณิธานความสุขในการขับขี่ของมาสด้า โดยรถต้นแบบคันนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนา เพื่อฟื้นตำนานรถสปอร์ตเครื่องยนต์โรตารี่ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และนำเสนอพลังงานทางเลือกหลากหลายรูปแบบให้กับลูกค้า

สีภายนอก “VIOLA RED” ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นตามความปรารถนาของมาสด้าที่จะ “เชิดชูสีแดง” และสอดคล้องกับปรัชญาในการ “ยกระดับประสบการณ์ความสุขในการขับขี่ และการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าทุกคน” โดยมุ่งเน้นไปที่สีสันที่สดใส แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความสง่างามของมิติของตัวรถที่เกิดจากแสงและเงาที่ตกกระทบลงบนตัวรถ 

ข้อมูลจำเพาะเบื้องต้นของ MAZDA ICONIC SP

ความยาว x ความกว้าง x ความสูง (มม.)4,180 × 1,850 × 1,150
ระยะฐานล้อ (มม.)2,590
อัตราส่วน แรงม้า น้ำหนัก3.9
แรงม้าสูงสุด (PS)370
น้ำหนัก (กก.)1,450

 

  • Mazda6e รถยนต์ไฟฟ้า 100% BEV รุ่นแรกที่มาสด้าพัฒนาขึ้นตามแนวทาง Multi-solution Technology สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะมาสด้าไว้อย่างชัดเจนในทุกองค์ประกอบ ทั้งดีไซน์ภายนอกที่สง่างามตามแนวคิด Kodo Design – Soul of Motion โดยผสานความงดงามตามสไตล์รถไฟฟ้ายุคใหม่ ให้ภาพลักษณ์แบบสปอร์ตในรูปแบบตัวถังพิเศษแบบ Fastback แต่ยังคงมีความโฉบเฉี่ยวสไตล์รถซีดาน และเอกลักษณ์ของสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมวิศวกรของมาสด้าที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด กระจายน้ำหนัก 50:50 มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 80 กิโลวัตต์ ให้ระยะการขับขี่ได้ไกลสุดถึง 552 กม. มาพร้อมเทคโนโลยี FAST CHARGE สามารถชาร์จไฟจาก 30%-80% ได้เร็วสูงสุดภายใน 15 นาที มอบความสนุกสนานในการขับขี่ตามปรัชญา จินบะ-อิไต และเน้นหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้าเฉกเช่นเดียวกับรถยนต์รุ่นอื่น ๆ ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าทั่วโลก

“มาสด้าเชื่อว่า ยนตรกรรมทั้งสองรุ่นนี้ จะทำให้ลูกค้าเห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ต่อการเดินหน้าตามแนวทาง Multi-solution ของมาสด้า เพื่อนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตที่ตอบโจทย์การใช้งานลูกค้าที่มีความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้รถยนต์ของมาสด้าสามารถส่งมอบความสุขในการขับขี่และการใช้ชีวิตในทุก ๆ ด้านให้กับลูกค้าและครอบครัว นับตั้งแต่แรกที่เริ่มใช้งานจนถึงในระยะยาว อันเป็นปณิธานที่มาสด้ามุ่งมั่นเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าทุกคน” นายธีร์ กล่าว

นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า นอกเหนือจากยนตรกรรมที่นำมาจัดแสดงตามแนวทาง Multi-solution แล้ว มาสด้ายังได้นำรถยนต์นั่งยอดนิยมที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ล่าสุด New Mazda2 Essential มาเปิดตัวภายในงานฯ โดยมาพร้อมแนวคิด Nothing Else เลือกแล้วว่าใช่ ก็ไม่ต้องการอะไรอีก ที่ดีไซน์บ่งความเป็นตัวตนที่ชัดเจน และฟังก์ชั่นที่เติมเต็มกับทุกไลฟ์สไตล์ในการขับขี่ เจาะกลุ่มเจนเนอเรชั่น Z ที่กำลังมองหารถยนต์คันแรกสำหรับการใช้งานที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด และตอบโจทย์ความเป็นตัวของตัวเอง มาพร้อมทางเลือก 4 รุ่นใหม่ ได้แก่

  • รุ่น PRIME มอบความ ”คุ้มสุด” ของรุ่นเริ่มต้นที่มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 ลิตร ตอบโจทย์ทุกความต้องการให้ใช้ชีวิตได้คุ้มตั้งแต่เริ่มต้น มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน พร้อมการตกแต่งเพื่อเพิ่มความสปอร์ตด้วยกระจังหน้าสีดำ วางราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นเพียง 529,000 บาท
  • รุ่น ULTRA มอบความ “สบายสุด” มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 ลิตร ครบครันด้วยเทคโนโลยีความสะดวกสบาย พร้อมกับฟังก์ชั่นที่รู้ใจและตอบโจทย์กับทุกมิติของการใช้ชีวิต ทั้งระบบ Entertainment และความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร อาทิ Mazda Connect ที่รองรับ Apple CarPlay® และ Android AutoTM พร้อมหน้าจอ Center Display แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่ควบคุมผ่าน Center Commander ตกแต่งภายในอย่างมีเอกลักษณ์ด้วยแผงคอนโซลหน้าไบโอพลาสติกแบบสี ผลิตจากวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย i-Activsense อาทิ ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance พร้อมกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง ราคาจำหน่าย 589,000 บาท
  • รุ่น SIGNATURE มอบความ “พร้อมสุด” โดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์แบบ Sport Design พร้อมฟังก์ชั่นทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยและความสะดวกสบาย ควบคู่กับสมรรถนะการขับขี่ที่สนุก มาพร้อมสองทางเลือก กับรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร ในรุ่น 1.3 Signature ภายนอกตกแต่งด้วยกระจังหน้าแบบ Sport Design และกระจกมองข้างสีดำ ภายในตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังสีดำ และผ้า Grand Luxe Suede® พร้อมกรอบช่องแอร์สีแดง วางราคาจำหน่าย 659,000 บาท และทางเลือกที่สองกับเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร ในรุ่น XDL Signature มาพร้อมหลังคาสีดำ ล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว สี Black Machining และดิสก์เบรกหลัง ประหยัดน้ำมันสูงสุด 26.3 กม./ลิตร พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย i-Activsense หลายระบบ วางราคาจำหน่าย 749,000 บาท

ไม่เพียงเท่านี้ มาสด้ายังได้นำยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุด แบรนด์ไอคอนยอดนิยม New Mazda MX-5 35th Anniversary Edition หรือ รุ่นพิเศษครบรอบ 35 ปี เปิดตัวเพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองการครบรอบ 35 ปี นับตั้งแต่ MX-5 ได้เปิดตัวเป็นครั้งแรก มาจัดแสดงให้แฟน ๆ ในประเทศไทยได้ชมและครอบครองเป็นเจ้าของ โดยมาพร้อมการตกแต่งพิเศษที่แตกต่างจากรุ่นทั่ว ๆ ไป เพื่อถ่ายทอดความพิเศษในทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น สีภายนอกพิเศษ Artisan Red Premium สัญลักษณ์รุ่นพิเศษ 35th Anniversary Edition พนักพิงศีรษะ และพรม พร้อม Serial Number ที่บริเวณด้านข้างตัวถัง เพื่อบ่งบอกถึงบอกถึงความพิเศษในฐานะรุ่นลิมิเต็ด รวมถึงเบาะหนังสีพิเศษ Sports Tan หลังคาแข็งเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ พร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สี Bright ถ่ายทอดภาพลักษณ์สปอร์ตพรีเมี่ยมและความพิเศษได้อย่างมีเอกลักษณ์ วางจำหน่ายในจำนวนจำกัด ในราคา 3,069,000 บาท

ลูกค้าที่สนใจชมยนตรกรรรมจากมาสด้า สามารถเข้าชมได้ที่บูธรถยนต์มาสด้าในงานมอเตอร์ โชว์ 2025 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2568 – 6 เมษายน 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมรับข้อเสนอพิเศษมากมาย เมื่อจองซื้อรถยนต์มาสด้า อาทิ ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* ผ่อนนานสูงสุด 72 เดือน* ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance* ฟรีบัตรน้ำมันสำหรับเจ้าของรถมาสด้าและครอบครัว มูลค่าสูงสุด 30,000 บาท* ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ MUS นานสูงสุด 7 ปี* และฟรีเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ SHARP รุ่น IG-NX2B มูลค่า 3,990 บาท** ภายในงานฯ และที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

เงื่อนไข

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ที่ปรึกษาการขายมาสด้าในงานมอเตอร์โชว์ หรือที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

**สำหรับลูกค้าที่จองซื้อรถยนต์มาสด้าทุกรุ่น 3,000 บาท และออกรถภายใน 30 เมษายน 2568

อีซูซุ ส่งทัพยนตรกรรมขุมพลังใหม่ “2.2 Ddi MAXFORCE” พร้อม “ISUZU DRAGONMAX” ร่วมโชว์ในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46”

0

ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ ตอกย้ำแบรนด์อีซูซุที่ผู้ใช้ชาวไทยไว้วางใจตลอด 68 ปีที่ผ่านมา ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ISUZU Trusted Buddy…อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” จัดทัพยนตรกรรมครบรุ่น ทั้งโมเดลมาตรฐานยอดนิยมที่โดดเด่นด้วยขุมพลังดีเซลแห่งอนาคต “ใหม่! 2.2 Ddi MAXFORCE…The FORCE of FUTURE พลังใหม่…กำหนดโลก” และโมดิฟายคาร์ หลากรุ่น ครบทุกไลฟ์สไตล์ รวมทั้งสิ้น 15 คัน แน่นเต็มพื้นที่จัดแสดง

กลุ่มตรีเพชร โดย มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “อีซูซุภูมิใจนำเสนอบูธในงาน Bangkok International Motor Show 2025 ในคอนเซ็ปต์ “Isuzu Trusted Buddy… อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อตอกย้ำแบรนด์อีซูซุที่ผู้ใช้ชาวไทยไว้วางใจตลอด 68 ปีที่ผ่านมา ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงตามแบบฉบับญี่ปุ่น สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ชาวไทยอย่างแท้จริง คือ ประหยัดน้ำมันที่สุด ทนทานที่สุด คุ้มค่าเงินสูงสุด พร้อมการบริการดูแลและสร้างความพอใจแก่ผู้ใช้ตลอดอายุการใช้งาน อีกทั้งอีซูซุยังให้ความสำคัญต่อคุณค่าทางสังคมไทย ด้วยการผลิตรถที่เน้นการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ เช่น รถปิกอัพที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ใช้ชิ้นส่วนไทยมากกว่า 90% ก่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ที่แข็งแกร่งของไทยในระดับโลก เกิดการจ้างงาน และส่งเสริมอุตสาหกรรม เศรษฐกิจไทยตลอดมา… นอกจากนี้อีซูซุได้ยกขบวน   ยนตรกรรมโชว์ขุมพลังดีเซลแห่งอนาคต “ใหม่! 2.2 Ddi MAXFORCE…The FORCE of FUTURE พลังใหม่…กำหนดโลก” ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมานั้น ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากโดยในระยะเวลา 3 เดือนนี้ มีลูกค้ามากกว่า 22,000 คนทั่วประเทศ ได้ทดสอบรถยนต์รุ่นใหม่นี้แล้วทั้ง อีซูซุดีแมคซ์ และ อีซูซุมิว-เอ็กซ์ ลูกค้าต่างพอใจกับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของทั้งเครื่องยนต์ใหม่ 2.2 Ddi MAXFORCE และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดใหม่ ในด้านพละกำลัง ความเร็ว และความนุ่มนวลในการขับขี่ ร่วมจัดแสดงภายในบูธ รวมทั้งสิ้น 15 คัน ทั้งรุ่นมาตรฐานยอดนิยม จำนวน 8 คัน และตกแต่งพิเศษหลากสไตล์ จำนวน 7 คัน และ 1 ในรถตกแต่งพิเศษนั้นคือ “ISUZU DRAGONMAX” โดดเด่นในคอนเซ็ปต์ “Restomod” ซึ่งมีที่มาจากคำว่า “Restoration” และ “Modernization” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย และอีซูซุยังมอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้าที่จองรถในงานได้ร่วมลุ้นรับบัตรกำนัลมูลค่า 22,000 บาท ทุกวัน รวมมูลค่า 1,232,000 บาท อีกด้วย”

สำหรับยนตรกรรมที่อีซูซุนำมาจัดแสดงภายในงาน Bangkok International Motor Show 2025 รวมทั้งสิ้น 15 คัน ดังนี้

 ยนตรกรรมอีซูซุ รุ่นมาตรฐาน รวม 8 คัน ได้แก่

  • NEW! MU-X “THE NEXT PEAK” รุ่น RS 4×2 สีเทา ไอเกอร์ โอเพค (Eiger Gray Opaque) ไลน์อัพใหม่ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 Ddi MAXFORCE และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมการออกแบบที่โดดเด่น และสปอร์ตเหนือระดับ
  • NEW! MU-X “THE NEXT PEAK” รุ่น ULTIMATE 4×2 สีขาวมุก โดโลไมท์ (Dolomite White Pearl) 2.2 Ddi MAXFORCE และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พลิกโฉมสู่ความ พรีเมี่ยม
  • NEW! MU-X “THE NEXT PEAK” รุ่น ELEGANT 4×2 สีเงินโบฮีเมียน เมทัลลิก (Bohemian Silver Metallic) 2.2 Ddi MAXFORCE และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด กระจังหน้าดีไซน์ Dynamic Grille หรูหราด้วยวัสดุสีดำ Titanium Carbide โฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้าและไฟท้าย Dynamic Blade เพิ่มความสปอร์ตของชุดไฟท้าย
  • NEW! ISUZU D-MAX HI-LANDER 4 ประตู รุ่น M สีใหม่ เทาเอลบรุส โอเพค (Elbrus Grey Opaque) 2.2 Ddi MAXFORCE และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ปลดล็อกนิยามใหม่แห่งปิกอัพยกสูงระดับ TOP CLASS ที่ผสมผสานความหรูหราอย่างลงตัว ด้วยดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยวก้าวล้ำไปสู่เทคโนโลยีอนาคตแฝงด้วยศาสตร์แห่งวิศวกรรมการขับเคลื่อน
  • NEW! ISUZU D-MAX HI-LANDER 4 ประตู รุ่น Z สีดำบาวาเรียน (Bavarian Black Mica) 2.2 Ddi MAXFORCE ปิกอัพยกสูงเหนือระดับ ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่โดดเด่น และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่คุ้มค่า
  • NEW! ISUZU D-MAX CAB4 รุ่น Z สีใหม่ เทาเอลบรุส โอเพค (Elbrus Grey Opaque) 2.2 Ddi MAXFORCE เกียร์ธรรมดา 6 สปีด อัตราทดใหม่ ภายนอกภูมิฐาน ไฟหน้าดีไซน์เน้นความโฉบเฉี่ยว ISUZU Vision Bi-LED พร้อม Multifunctional Daylight กระจังหน้าแบบ 3-Dimension สี Silky Silver และ Dark Grey พร้อม Air Curtain ที่กันชนหน้า
  • NEW! ISUZU D-MAX SPACECAB รุ่น L สีเงินโบฮีเมียน เมทัลลิก (Bohemian Silver Metallic) 2.2 Ddi MAXFORCE และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด รถปิกอัพอเนกประสงค์ที่มาพร้อมกับความคุ้มค่า ประหยัดน้ำมัน
  • ISUZU X-SERIES รุ่น HI-LANDER 2 ประตู 9 Ddi Blue Power AT สีขาวมุกโดโลไมท์ (Dolomite White Pearl) ปิกอัพสปอร์ตยกสูง มาพร้อมล้ออัลลอย 17 นิ้ว สี Gloss Black ห้องโดยสารโทนดำ-เทา คอนโซลดีไซน์แบบ Iron Structure เพิ่มความเท่อย่างมีสไตล์

ยนตรกรรมอีซูซุโมดิฟายคาร์ รวม 7 คัน ได้แก่.

  • รถปิกอัพในตำนาน “ISUZU DRAGONMAX” สร้างขึ้นใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Restromod” (Restoration & Modernization) เพื่อตอกย้ำแนวคิด “Isuzu Trusted Buddy… อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” โดยนำรถปิกอัพอีซูซุยอดนิยม รุ่น TFR ปี 1988 มาปรับลุคใหม่ เสริมสไตล์สปอร์ต ทันสมัย โดดเด่นภายนอกจดภายใน ใหม่หมดทุกมุมมอง ดีไซน์กันชนหน้า กระจังหน้า ฝากระโปรงหน้าใหม่ ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ใหม่แบบ LED พร้อมไฟ DRL ที่กันชนหน้า ชุดสเกิร์ตข้างดีไซน์ใหม่แบบ Muscle Line ที่ซุ้มล้อ ฝากระบะท้ายพร้อมสปอยเลอร์ Duck Tail ดีไซน์ใหม่ ดุดันยิ่งขึ้นด้วยโป่งล้อที่แก้มหน้าและกระบะท้ายแบบ Wide Body กระจกมองข้าง  ปรับไฟฟ้า สะกดสายตาด้วยชุดไฟท้าย LED ใหม่ ทันสมัยกับสีตัวรถ Katana Matte Silver เปลี่ยนระบบช่วงล่างพร้อมระบบบังคับเลี้ยวใหม่ ด้วยชุดแร็คพวงมาลัย ปีกนก คอม้า และ     เพลาท้ายใหม่ ชุดโช้กอัพ Profender รุ่น Queen Series & Piggy Back ล้อแม็กซ์ Bradley-V ขนาด 8×17 นิ้ว ยาง Yokohama Advan Fleva V701 ขนาด 225/50/17 ชุดจานดิสก์เบรกหน้า-หลัง Brembo พร้อมจานเบรกขนาด 340 และ 320 มม. ภายในเพิ่มความหรูหราแฝงรสนิยมขั้นสุดกับห้องโดยสารด้วยคอนโซลหน้า เบาะและชุดแต่งอาคันทาร่ายกเซต เสริมความสปอร์ตด้วยเบาะ Recaro Premium Classic Seat หุ้มอาคันทาร่า พร้อมมาตรวัด AIM MXT ขนาด 10 นิ้ว อ่านค่าความเร็ว วัดรอบเครื่องยนต์ วัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิง วัดความร้อนเครื่องยนต์ ติดตั้งจอกลางแบบ Android ขนาด 8 นิ้ว วัดค่าฟังก์ชั่นต่าง ๆ จากกล่องพ่วงเพิ่มแรงม้า ECU Shop Ultra Boost เช่น วัดบูสต์เทอร์โบ วัดแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิง และอุณหภูมิภายนอก ผสานเข้ากับที่สุดของขุมพลังดีเซลแห่งอนาคต “ใหม่! 2.2 Ddi MAXFORCE…The FORCE of FUTURE พลังใหม่…กำหนดโลก” ห้องเครื่องสร้างใหม่โดย BRD เพิ่มความแรงเต็มสปีด แรงไร้ควันด้วยกล่องพ่วงเพิ่มแรงม้า ECU SHOP Ultra Boost ปรับจูน 220 แรงม้า แรงบิด 550 นิวตัน-เมตร และคันเร่งไฟฟ้า Boost Speed Next
  • NEW! ISUZU MU-X THE NEXT PEAK รุ่น RS เครื่องยนต์ 0 Ddi MAXFORCE ขับเคลื่อน 4 ล้อ ตกแต่งสำหรับสายท่องเที่ยวแคมป์ปิ้ง สไตล์ Overland เริ่มจากบันไดข้างจาก TJM พร้อมชุดกันกระแทกด้านข้างตัวถัง เต๊นท์บนหลังคาจาก TJM รุ่น ALLORA ALUMINIUM ROOFTOP TENT เพิ่มความสว่างในยามค่ำคืนด้วยชุดไฟ TJM รุ่น SEEKER LIGHT BAR และชุดไฟ SEEKER SIDE SHOOTER บริเวณฝากระโปรงหน้า ลุยได้มากยิ่งขึ้นด้วยชุดช่วงล่างจาก TJM โช้คอัพรุ่น XGS ROAMER จับคู่กับคอยล์สปริงรุ่น XGS พร้อมปีกนกปรับองศา ล้อ Lenso รุ่น MX รุ่น Cezar พร้อมยาง BRIDGESTONE DUELER AT002 ขนาด 285/60 R18
  • NEW! ISUZU V-CROSS 4 ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ 0 Ddi MAXFORCE รุ่น M แต่งพิเศษ เอาใจสายลุยตัวจริงตามแบบฉบับออฟโรดจากประเทศออสเตรเลีย ที่มีสภาพภูมิประเทศสุดโหด ต้องการรถขับเคลื่อน 4 ล้อที่มีสมรรถนะสูงพร้อมเผชิญหน้ากับอุปสรรคทุกรูปแบบ ตกแต่งด้วยชุดแต่งจาก TJM รอบคัน เริ่มจาก ชุดกันชนหน้ารุ่น CHASER BAR พร้อมรอกไฟฟ้ารุ่น TORQ 9500LB ชุดกันชนหลังรุ่น RB6 ชุดบันไดข้างรุ่น MODULAR SIDE BAR STEP ชุดกันกระแทกใต้ท้องรถ ชุดยกช่วงล่าง TJM โช้คอัพรุ่น XGS RUGGED คอยล์สปริง และชุดแหนบรุ่น XGS และล้อขนาด 18 นิ้วรุ่น KONG จาก TJM ให้คุณสามารถออกไปใช้ชีวิตได้เต็มที่ ด้วยชุดเต๊นท์บนหลังคา และยังเพิ่มความอเนกประสงค์ด้วยชุดกระบะลอยและตู้หลังกระบะที่สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นในการบรรทุกได้หลายรูปแบบ ติดตั้งระบบสำรองกำลังไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ควบคุมและบาลานซ์กำลังไฟด้วย TJM 25A 3 STAGE DC SOLAR BATTERY CHARGER สามารถแปลงไฟเพื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับสายแคมป์ปิ้ง
  • NEW! ISUZU MU-X THE NEXT PEAK รุ่น ACTIVE เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE 163 แรงม้า แต่งด้วย CONCEPT SPORT SUV ด้วยชุดแต่งบอดี้พาร์ทรอบคันสไตล์สปอร์ตจาก AKC เสริมสมรรถนะด้วยชุดโหลดช่วงล่าง 3.5 นิ้วจาก Profender รุ่น Tune Series พร้อมปีกนกปรับองศา เสริมลุคให้สปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยล้อ LENSO รุ่นใหม่ล่าสุด JAGER AJAX พร้อมยาง YOKOHAMA ADVAN SPORT ขนาด 265/50 R20 เสริมสมรรถนะระบบเบรกด้วยเบรกหน้า CALIPER แบบ 6 POT รุ่น R8 พร้อมจานเบรกขนาด 355 มม. CALIPER เบรกหลังแบบ 4 POT รุ่น R3 พร้อมจานเบรกขนาด 355 มม. จาก Run Stop ตกแต่งด้วยลวดลายกราฟฟิกพิเศษ ให้ดูโดดเด่น สะกดทุกสายตา
  • NEW! ISUZU MU-X THE NEXT PEAK รุ่น RS เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE 163 แรงม้า ขับเคลื่อน 2 ล้อ ตกแต่งให้เป็นรถที่ตอบสนองกับกิจกรรมกลางแจ้ง ด้วยชุดอุปกรณ์ยึดจับ SUP BOARD บนหลังคารถจาก THULE รุ่น SUP TAXI XT เพิ่มความโดดเด่นด้วยล้อ LENSO รุ่น JAGER ZETA พร้อมยาง BRIDGESTONE DUELER AT002 ขนาด 265/50 R20
  • NEW! ISUZU D-MAX HI-LANDER เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE 163 แรงม้า รุ่น M ให้คุณใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ตอบสนองต่อทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยชุดอุปกรณ์ยึดจับจักรยานในกระบะรุ่น BED RIDER 822 XTR พร้อมจักรยาน Trek แบบ Mountain & City Bike
  • NEW! ISUZU D-MAX SPARK เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE 163 แรงม้า รุ่น S แต่งเอาใจสายซิ่งด้วยชุดแต่งบอดี้พาร์ทรอบคันสไตล์สปอร์ตจาก FORTE จัดทรงด้วยชุดโหลดช่วงล่างจาก Profender รุ่น Mono Tube พร้อมล้อ MK SPORT รุ่น N-5SRR Limited และยาง NITTO รุ่น NT420SD ขนาด 255/50R18

อีกทั้งยังมีกิจกรรม ISUZU Time Traveler อีซูซุ คู่หูคู่ใจ ให้ AI พาข้ามเวลา” ให้ทุกคนได้ร่วมสนุกกับ AI ที่จะพาคุณเดินทางผ่านช่วงเวลาต่างๆ ไปกับคู่หู ISUZU ผ่านทาง https://bit.ly/41HwKmo  พร้อมลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษมากมาย อีกทั้งยังสามารถร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ความผูกพันกับอีซูซุในกิจกรรม “ความทรงจำดี ๆ กับอีซูซุ”  ภายใต้แคมเพจ์นพิเศษ Isuzu Trusted Buddy… อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” พร้อมติด #IsuzuTrustedStory ในแอปพลิเคชัน my-ISUZU และ Facebook : All-New ISUZU D-Max, All-New ISUZU MU-X และ ISUZU Trucks Thailand

เชิญสัมผัสและทดลองขับยนตรกรรมอีซูซุหลากรุ่นได้ที่บูธอีซูซุ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568

หรือติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com  หรือ LINE: @isuzuthai