Home Blog Page 77

“กระทรวงอุตสาหกรรม” เตือนภัยหลังตรวจพบมียางรถยนต์ไม่ได้มาตรฐานจำหน่ายในตลาด

0
กระทรวงอุตสาหกรรม 1

กระทรวงอุตสาหกรรม สั่งปูพรม ตรวจเข้มโรงงานผลิตยางล้อและร้านจำหน่าย เตือนประชาชนเลือกซื้อยางรถให้ดู ECO sticker หลังพบยางตกเกรด, ไม่มี มอก., ไม่ได้มาตรฐาน และเสื่อมสภาพ ลักลอบวางจำหน่ายในตลาดจำนวนมาก ย้ำผู้ใช้ยางดังกล่าวโดยไม่ได้สังเกตแหล่งที่มาและสัญลักษณ์ที่บ่งบอกมาตรฐานของยางรถยนต์ที่กล่าวเบื้องต้นอาจจะได้รับผลกระทบกับความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ถ้าพบเห็นโปรดแจ้งเบาะแสร้านจำหน่ายยางรถยนต์ที่ไม่มี มอก. ผ่านแอปพลิเคชั่น “แจ้งอุต”

กระทรวงอุตสาหกรรม 2

กระทรวงอุตสาหกรรมได้สั่งการให้ชุดสุดซอยตรวจปูพรมโรงงานผลิตยางล้อรถยนต์ทุกโรงงาน และตรวจร้านจำหน่ายยางทั่วประเทศเนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของประชาชนที่เลือกซื้อยางล้อรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันได้รับรายงานว่า มีการลักลอบนำยางรถยนต์เสื่อมสภาพตกเกรดวางจำหน่ายในท้องตลาดในหลายพื้นที่ อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนอย่างร้ายแรง รวมทั้งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผลิตภัณฑ์ยางล้อที่ผลิตหรือจำหน่ายในประเทศ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ตลอดจนภาพลักษณ์การลงทุนของประเทศอย่างร้ายแรง

กระทรวงอุตสาหกรรม 3

จากกรณีที่ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สั่งปิด “บริษัท ปริ๊งซ์ เฉิงซาน ไทร์ จำกัด” โรงงานผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา เหตุลักลอบผลิตยางรถยนต์และรถบรรทุกไม่ได้มาตรฐาน มีการลบวันที่ผลิตยางและลบตราสัญลักษณ์ยี่ห้อที่แก้มยาง อีกทั้ง ยังพบยางที่ไม่แสดงเครื่องหมาย มอก. จำนวนมาก ซึ่งยางรถยนต์และยางรถบรรทุกเป็น มอก.บังคับ ผู้ผลิตต้องได้รับใบอนุญาตและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ สมอ.กำหนด อีกทั้ง บริษัทฯ ยังมีการขนกากของเสียอันตรายกว่า 65.94 ตัน ออกนอกโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังทำผิดกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในอีกหลายประเด็น ซึ่งมีพฤติกรรมที่จงใจกระทำผิดซ้ำซากมาโดยตลอด เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดอันตรายและความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

กระทรวงอุตสาหกรรม 5กระทรวงอุตสาหกรรม 4

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตรวจพบกองยางรถยนต์หลายขนาด ซึ่งถูกลบวันที่ผลิตยางและลบตราสัญลักษณ์ยี่ห้อที่แก้มยางกว่า 74,504 เส้น มูลค่ารวมกว่า 223 ล้านบาท ภายในป่า จ.ระยอง ซึ่งมีการปิดล้อมด้วยรั้วสังกะสีในลักษณะตั้งใจปกปิดการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหากยางรถยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐานดังกล่าวถูกส่งวนกลับไปจำหน่ายให้กับผู้บริโภค อาจส่งผล กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างร้ายแรง และจะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง

จากสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้สั่งการให้ ชุดสุดซอย ของกระทรวงอุตสาหกรรม และ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) ปูพรมตรวจโรงงานผลิตยางล้อรถยนต์ในประเทศทุกโรงงาน และตรวจร้านจำหน่ายยางทั่วประเทศ เพื่อกำกับดูแลไม่ให้เกิดการลักลอบผลิตยางรถยนต์ที่ตกเกรดเสื่อมสภาพไม่ได้มาตรฐาน ที่อาจส่งผลกระทบกับความปลอดภัยและชีวิตทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน

กระทรวงอุตสาหกรรม 6

นอกจากนี้ อยากเน้นย้ำพี่น้องประชาชนที่กำลังเลือกซื้อยางล้อรถยนต์ ให้สังเกตป้าย ECO sticker ที่ติดบนยางล้อรถยนต์ ซึ่งยางรถยนต์ที่ได้ มอก. จะต้องติดป้าย ECO sticker ทุกเส้น หากพบยางรถยนต์ที่ไม่มีป้าย ECO sticker ขอให้สันนิษฐานว่า เป็นยางรถยนต์ที่ไม่มี มอก. ตกเกรด และเสื่อมสภาพ และขอให้ช่วยแจ้งเบาะแสร้านจำหน่ายยางรถยนต์ที่ไม่มี มอก. ผ่านแอปพลิเคชั่น “แจ้งอุต” เพื่อกระทรวงจะได้ดำเนินการตรวจจับดำเนินคดีทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดต่อไป

การเลือกซื้อยางล้อรถยนต์ ที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย
•สังเกตป้าย ECO sticker ที่ติดบนยางรถยนต์ ทุกเส้น
•ป้าย, ยี่ห้อ, ขนาด, ผลิตโดย.. ที่ป้าย ECO sticker ตรงกับที่ยาง
•มีระบุ วัน, เดือน, ปี ที่ผลิตชัดเจน
•สังเกตเครื่องหมาย มอก. เลขที่ รับรอง คู่กับ QR Code ที่สามารถสแกน เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาของยางเส้นนั้นได้

** หากพบยางรถยนต์ที่ไม่มีป้าย ECO sticker ขอให้สันนิษฐานว่า เป็นยางรถยนต์ที่ไม่มี มอก. ตกเกรด และเสื่อมสภาพ ช่วยแจ้งเบาะแส ร้านจำหน่ายยางรถยนต์ที่ไม่มี มอก. ผ่านแอปพลิเคชั่น “แจ้งอุต”

 

“คนไทยไม่เคยทิ้งกัน” MOTOR EXPO ส่งกำลังใจทหารไทย

0
Motor Expo 1

ชไมพร ปภัสร์พงษ์ กรรมการบริหาร บริษัท สื่อสากล จำกัด ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์” หรือ “Thailand International Motor Expo” สนับสนุนโครงการร่วมแบ่งปันน้ำใจเพื่อพี่น้องชาวไทย ซึ่งจัดโดยศูนย์การค้า ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ที่เป็นสื่อกลางแห่งน้ำใจ ส่งมอบสิ่งของจำเป็นให้แก่กองทัพบกไปช่วยเหลือทหาร และพี่น้องประชาชน ณ พื้นที่ชายแดน

Motor Expo 2

Motor Expo 3

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ทดสอบสมรรถนะรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ เตรียมความพร้อมสู้ศึกเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2025 พร้อมตั้งเป้าคว้าแชมป์การแข่งขันแบบโอเวอร์ออลในรอบสามปี!

0
ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 1

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศความพร้อมของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ในการแข่งขันรายการเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2025 (AXCR 2025) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-16 สิงหาคมนี้ในประเทศไทย1 ภายใต้การสนับสนุนด้านเทคนิคจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศญี่ปุ่น) โดยทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต จะส่งรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์2 ลงสนามจำนวน 3 คัน พร้อมประกาศเป้าหมายสุดท้าทายในการคว้าแชมป์รายการแข่งขันแบบโอเวอร์ออล (Overall) อีกครั้งในรอบ 3 ปี    

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต  2

เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ตได้จัดการทดสอบสมรรถนะรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ภายใต้การจำลองสภาวะที่ใกล้เคียงกับการแข่งขันจริงบนเส้นทางออฟโรดรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยการทดสอบครอบคลุมระยะทางมากกว่าระยะทางการแข่งขันจริงในรอบ Special Stage ที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเน้นการทดสอบความแข็งแกร่งและความทนทานของเครื่องยนต์และตัวถัง รวมถึงการปรับจูนระบบกันสะเทือนและช่วงล่างให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ในวันที่ 5 สิงหาคม ซึ่งเป็นเวลา 3 วันก่อนการแข่งขัน ทีมยังได้ดำเนินการทดสอบภาพรวมของรถ (Shakedown) เพื่อตรวจสอบส่วนประกอบของรถแต่ละคันให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ 100% พร้อมโชว์สมรรถนะในการแข่งขันปีนี้อย่างเต็มที่

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต  3

มร. ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต กล่าวว่า “การพัฒนาสมรรถนะด้านการขับขี่ครั้งใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้รถแข่งไทรทันได้รับการยกระดับประสิทธิภาพอย่างมากในปีนี้ ทั้งในด้านแรงบิดและความทนทานที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ เรายังได้ปรับแต่งแชสซีส์เพื่อเพิ่มสมรรถนะของรถทั้งในด้านการควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น เมื่อต้องเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง และเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนบนพื้นโคลน โดยการแข่งขันปีนี้จะจัดขึ้นที่ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ซึ่งเต็มไปด้วยพื้นที่เกษตรกรรมและถนนลูกรังทางเรียบ คาดว่าจะเป็นการแข่งขันที่ใช้ความเร็วสูง ซึ่งผมมั่นใจว่าช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่งนี้จะแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ หนึ่งในรถแข่งของเราที่ใช้เป็นรถสนับสนุน ยังได้รับการติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ (AT) แบบใหม่ เพื่อทดสอบความทนทานและความแม่นยำของรถ ภายใต้สภาวะที่ท้าทายของการแข่งขัน เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกสำหรับการพัฒนายานยนต์ใหม่ๆ ในอนาคต ซึ่งเรามั่นใจว่าทุกคนจะได้เห็นถึงความแข็งแกร่งและจิตวิญญาณอันห้าวหาญในแบบฉบับ Mitsubishi Motors-ness เพื่อการคว้าชัยชนะอีกครั้งในรอบ 3 ปีของเรา”

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต  4

การแข่งขัน “เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2025”

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต  5

การแข่งขัน “เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2025” นับเป็นการครบรอบการแข่งขันครั้งที่ 30 ซึ่งในปีนี้มีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมจำนวนรถที่เข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 93 คัน แบ่งเป็นประเภทรถยนต์ (Auto) 47 คัน ประเภทรถมอเตอร์ไซค์ (Moto) 44 คัน และประเภทรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง (Sidecar) 2 คัน โดยพิธีปล่อยตัวตีธงเปิดการแข่งขันกำหนดจัดขึ้น ณ เมืองพัทยา แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลชื่อดังของไทยจะเริ่มการแข่งขัน Leg 1 จากพัทยาสู่จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ราว 130 กิโลเมตร โดย Leg 2 จะมุ่งหน้าจากปราจีนบุรีไปยังเขาใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของไทย และ Leg 3 จะจัดขึ้นภายในพื้นที่ของเขาใหญ่ทั้งหมด หลังจากนั้นใน Leg 4 จะย้อนกลับมายังปราจีนบุรี ซึ่งจะเป็นฐานการแข่งขันต่อเนื่องใน Leg 5 และ 6 โดยการแข่งขัน Leg 7 จะนำผู้เข้าแข่งขันกลับมาสู่จุดเริ่มต้นที่เมืองพัทยาอีกครั้ง ซึ่งเป็นวันสุดท้ายจะสิ้นสุดการแข่งขัน Leg 8 ณ ท่าเรือแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา

รถสนับสนุนของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต  6

สำหรับการแข่งขันปีนี้ รถเดลิกา ดี:5 (Delica D:5) จำนวน 4 คัน จะรับหน้าที่เป็นรถสนับสนุนให้กับทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ตอีกครั้ง โดยวิศวกรของทีมจะประจำตามจุด Passage Control บนเส้นทางการแข่งขัน เพื่อคอยตรวจเช็กและซ่อมบำรุงรถแข่งที่กลับมาจากช่วง Special Stage ดังนั้น รถสนับสนุนที่รับส่งทีมงานและผู้อำนวยการทีมจะต้องสามารถเข้าถึงทุกจุดหมายได้อย่างไร้ปัญหา ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับสภาพถนนแบบใดก็ตาม

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต  7

รถเดลิกา ดี:5 เป็นรถมินิแวนสมรรถนะรอบด้าน โครงสร้างตัวถังแข็งแกร่งแบบ Rib-bone Frame ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจในทุกเส้นทางและสภาพอากาศ โดยรถเดลิกา ดี:5 ถูกใช้เป็นรถสนับสนุนของทีมในการแข่งขัน AXCR มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 และในครั้งนี้ มร.ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการทีม ยังคงใช้ในการตรวจสอบเส้นทางการแข่งขันอีกด้วย ตัวรถยังได้รับการติดตั้งแผงอลูมิเนียมกันกระแทกป้องกันเครื่องยนต์และยกสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 20 มม. พร้อมติดตั้ง
ระบบกันสะเทือนใหม่ทั้งหน้าและหลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่บนเส้นทางสุดทรหดโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ รถสนับสนุนทั้ง 4 คันจะถูกตกแต่งด้วยลวดลายเดียวกับรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ โดยเน้นโทนสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของทีม เสริมด้วยกราฟิกรูปพายุทรายสไตล์ดิจิทัล สื่อถึงฝุ่นทรายที่พัดพาแรงบันดาลใจแห่งสนามแข่ง ครอบคลุมตั้งแต่บริเวณด้านหน้าจรดกลางตัวรถ พร้อมประทับโลโก้ “Ralliart” ทั้งสองด้าน สะท้อนถึงจิตวิญญาณที่พุ่งทะยานสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของทีม

การรายงานผลการแข่งขันประจำวัน
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะรายงานความเคลื่อนไหวของการแข่งขันเป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่วันแรกของการแข่งขัน วันที่ 9 สิงหาคม ไปจนถึงการแข่งขันช่วงสุดท้ายในวันที่ 16 สิงหาคม ทาง Facebook อย่างเป็นทางการ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

ติดตามข่าวสารการแข่งขันของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ได้ที่ช่องทางอินสตาแกรมอย่างเป็นทางการ
https://www.instagram.com/ralliart.official/

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของรายการเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่
https://www.mitsubishi-motors.com/en/brand/ralliart/axcr/axcr2025/

1.เนื่องจากการปิดพรมแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ทางผู้จัดงานจึงจัดการแข่งขันภายในประเทศไทยเท่านั้น
2.จัดจำหน่ายด้วยชื่อรุ่น L200 ในตลาดบางประเทศ

“เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย” เปิดตัว XPENG X9 รุ่น ‘Executive’ ราคา 2.499 ล้านบาท ฟังก์ชันครบ ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มผู้บริหาร และครอบครัว

0
XPENG X9 รุ่น ‘Executive’ 1

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค เอ็กซ์เผิง อย่างเป็นทางการ จัดงานเปิดตัว เอ็กซ์เผิง X9 ‘Executive’ รถตู้ไฟฟ้าทรงสปอร์ตอัจฉริยะ Ultra Smart Coupe MPV รุ่นล่าสุด มาพร้อมเบาะแถวที่สองแบบเฟิร์สคลาส ฟังก์ชัน Zero Gravity ซึ่งมอบความสบายผ่อนคลายสูงสุด พร้อมช่องทางเดินระหว่างเบาะแถวที่สอง (Walk-through Access) ผสานออปชั่นระดับพรีเมียมอย่างครบครัน ตอบโจทย์การใช้งานและความคุ้มค่าสูงสุด

XPENG X9 รุ่น ‘Executive’ 2

อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย กล่าวว่า “เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ที่ได้มอบความไว้วางใจ และให้การสนับสนุนทางบริษัทฯ ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ เอ็กซ์เผิง เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ส่งผลให้ปัจจุบันมียอดจำหน่ายร่วม 3,000 คัน โดยเฉพาะรุ่น X9 รถตู้ไฟฟ้าพรีเมียมทรงสปอร์ตอัจฉริยะ ‘Ultra Smart Coupe MPV’ ที่ขึ้นแท่นรถตู้ไฟฟ้าอันดับ 1 ในตลาดพรีเมียม MPV (ยอดจดทะเบียนประจำเดือนกรกฎาคม) และวันนี้ เราพร้อมนำเสนอ เอ็กซ์เผิง X9 ‘Executive’ ที่จะมาตอบโจทย์ครบทุกกลุ่ม ทุกความต้องการมากยิ่งขึ้น”

XPENG X9 รุ่น ‘Executive’ 3

XPENG X9 ‘Executive’ ตอบโจทย์ครบทุกกลุ่ม ทุกความต้องการ

X9 ‘Executive’ รถตู้ไฟฟ้าทรงสปอร์ตอัจฉริยะ ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานสำหรับทุกกลุ่ม ครั้งแรกกับเบาะนั่งแถวที่สองแบบ Zero Gravity ระดับเฟิร์สคลาส ปรับไฟฟ้าได้ 14 ทิศทาง ที่มาพร้อมช่องทางเดินระหว่างเบาะแถวที่สอง (Walk-through Access) และที่ชาร์จแบบไร้สาย เพื่อความสะดวกสบายสูงสุดสำหรับผู้โดยสาร โดยเบาะแถวที่สาม สามารถพับแบนราบด้วยระบบไฟฟ้า ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ SiC Platform ขนาด 101.5 กิโลวัตต์-ชั่วโมง

XPENG X9 รุ่น ‘Executive’ 4

XPENG X9 รุ่น ‘Executive’ 7

มีระยะทางวิ่งสูงสุด 690 กิโลเมตรต่อหนึ่งการชาร์จ ตามมาตรฐาน NEDC รองรับความเร็วในการชาร์จสูงสุดถึง 317 กิโลวัตต์ แพลตฟอร์มโครงสร้างตัวถสถาปัตยกรรม SEPA2.0 พัฒนาโดย เอ็กซ์เผิง รูปลักษณ์ได้แรงบันดาลใจจากยานอวกาศ (Starship) ห้องโดยสารกว้างขวาง มีพื้นที่ใช้สอยมากถึง 7.7 ตารางเมตร ติดตั้งจอภาพขนาด 21.4 นิ้ว รองรับความบันเทิงเต็มรูปแบบ ขับกล่อมด้วยลำโพง XOPERA 23 ตำแหน่ง ติดตั้งชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 8295 เด่นด้วยระบบเลี้ยว 4 ล้อ ช่วยให้วงเลี้ยวแคบเพียง 5.4 เมตร คล่องตัวสูงสุดเทียบกับรถกลุ่มเดียวกัน มาพร้อมช่วงล่างถุงลม Dual-Chamber สามารถปรับสูง-ต่ำและความหนืดได้ เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายและมีประสิทธิภาพสูงสุด

XPENG X9 รุ่น ‘Executive’9

XPENG X9 รุ่น ‘Executive’ 6

มั่นใจกับเครือข่ายพาร์ทเนอร์ เพื่อส่งมอบบริการที่ดีที่สุด

ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการทำตลาดในประเทศไทย ผ่านยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ‘เอ็กซ์เผิง’ ที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำอนาคต ช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตยุคใหม่ และเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่มากยิ่งขึ้น ได้แต่งตั้งพาร์ทเนอร์จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการกลุ่มแรกในประเทศไทย ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล ตลอดจนจังหวัดหลักในแต่ละภูมิภาคจำนวน 15 สาขา แบ่งเป็นกรุงเทพฯ คือ รามคำแหง, แจ้งวัฒนะ, ประดิษฐ์มนูธรรม, ราชพฤกษ์, สุขุมวิท, ตลิ่งชัน, วิภาวดี-หลักสี่, ศรีนครินทร์ และต่างจังหวัด คือ เชียงใหม่, ขอนแก่น, อุบลราชธานี, พัทยา, ภูเก็ต, สุราษฎร์ธานี และหาดใหญ่

โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพการบริการที่เป็นมาตรฐาน ผสานเครื่องมืออันทันสมัย และคลังเก็บอะไหล่ ‘XPENG Parts Center’ บริเวณถนนบางนา-ตราดที่มีการจัดเก็บอะไหล่เพียบพร้อม และเป็นระบบ เพื่อประสิทธิภาพการให้บริการและความพึงพอใจของลูกค้า รวมถึงการมุ่งขยายเครือข่ายพร้อมศูนย์บริการมาตรฐาน เพื่อการดูแลลูกค้าอย่างทั่วถึง

XPENG X9 ‘Executive’ มาพร้อมแพ็กเกจ
•Wallbox 7 kW พร้อมติดตั้ง*
•ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อมพรบ. นาน 1 ปี*
•Portable Charger 1 ชุด*
•Vehicle Warranty 5 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร*
•Battery and Drive Motor with Intelligent Power Unit Warranty 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร*
•บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน นาน 5 ปี

XPENG X9 รุ่น ‘Executive’ 6

เขิญสัมผัสและทดลองขับ NEW XPENG X9 EXECUTIVE ได้ที่งาน XPENG ELEGANCE EXPERIENCE ณ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ชั้น G ระหว่างวันที่ 7-12 สิงหาคม และโชว์รูม เอ็กซ์เผิง 15 สาขาทั่วประเทศ

“เติ้น ทัศนพล” โชว์ฟอร์มแรงต่อเนื่องจาก ซิลเวอร์สโตน ถึง ฮังกาโรริง ผงาดคว้าชัยครั้งที่ 2 ใน FIA – F3 ตอกย้ำความสำเร็จระดับเวิล์ดคลาส!!!

0
AAS Motorsport 1

“การประสบความสำเร็จว่ายากแล้ว แต่การรักษาความสำเร็จไว้นั้นยิ่งยากกว่า” เพราะต้องคงมาตรฐานเดิมไว้และในขณะเดียวกันก็ต้องอาศัยวินัยเพื่อพัฒนาตัวเองให้มากยิ่งขึ้นขึ้น คำกล่าวนี้ไม่ได้เกินจริงเลย เมื่อ “เติ้น” ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์ นักแข่งฟอร์มูล่าทรีชาวไทยเดินหน้าคว้าชัยชนะ (Winner) เป็นสนามที่ 2 มาให้แฟนความเร็วในวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยได้ชื่นชม Go left จากศึกความเร็วในรายการฮังการีกรังด์ปรีซ์ สนามที่ 9 ในรายการแข่งขัน FIA Formula 3 Championship 2025 ณ สนามฮังกาโรริง เมืองบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย “เติ้น ทัศนพล” นักแข่งดาวรุ่งสายเลือดไทย จาก AAS Motorsport ลงแข่งขันภายใต้สังกัดทีมคัมโปส เรซซิ่ง (Campos Racing) กับรถสูตรหมายเลข 11 ที่โชว์ผลงานให้ได้เห็นถึงพัฒนาการในการขับแข่งตั้งแต่รอบซ้อม (Practice) เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งรถ ทีม และนักแข่ง ซึ่ง เติ้น ทัศนพล สามารถทำความเร็วในรอบนี้อยู่ในอันดับที่ 4 ของทัพนักแข่งจาก 30 คัน นั่นทำให้การลงสนามเข้าสู่รอบคัดเลือก (Qualifying) เป็นไปอย่างราบรื่นโดย เติ้น ทัศนพล สามารถทำเวลาดีสุดอยู่ที่ 1:32.894 ซึ่งจัดอยู่ในอันดับ 12 เรียกว่านอกจากทักษะความสามารถแล้ว ดูเหมือนสนามฮังกาโรริง จะใจดีกับนักแข่งไทย เพราะอันดับจากรอบคัดเลือกส่งผลให้ เติ้น ทัศนพล ได้สิทธ์ออกสตาร์ทตำแหน่งผู้นำ (Pole Position) ในรอบสปรินต์เรซตามกติกา “รีเวิร์ส กริด” (Reverse Grid) เปิดโอกาสให้นักแข่งไทยลุ้นทำโพเดียมที่ 2 ของฤดูกาล

AAS Motorsport 2

เมื่อนาทีแห่งการแข่งขันในรอบสปรินท์เรซ (Sprint Race) เริ่มต้นขึ้น “เติ้น ทัศนพล” ได้เปิดเกมออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยม รักษาตำแหน่งผู้นำพร้อมคว้า “Holeshot” ในโค้งแรกไว้ได้อย่างสวยงาม แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะตลอด 19 รอบนั้นเต็มไปด้วยความท้าทายในฐานะจ่าฝูงที่ต้องเผชิญความกดดันจากคู่แข่งทุกวินาทีอย่างดุเดือด

AAS Motorsport 3

สิ่งหนึ่งที่การแข่งขันในสนามนี้ทำให้เราได้เห็นถึงศักยภาพของนักแข่งขวัญใจชาวไทยอย่างเด่นชัด คือ สมาธิ และการจัดการกับความกดดันโดยไม่หลุดจากเป้าหมายที่กำลังมุ่งทะยานไปข้างหน้า ประกอบกับการบริหารยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นอีกหัวใจสำคัญของการต่อสู้ในสนามความเร็วระดับฟอร์มูล่า และนี่คือการตอกย้ำถึงสุดยอดความสำเร็จ เมื่อ เติ้น ทัศนพล วิ่งนำเข้ารับธงตราหมากรุกเป็นคันแรก ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ธงไตรรงค์ขึ้นโบกสะบัดพร้อมเสียงเพลงชาติไทยที่ดังกึกก้องขึ้นอีกครั้งบนเวทีความเร็วระดับโลก คว้าถ้วยแชมป์อันดับ 1 ในรอบสปริ้นท์เรซ (P1) FIA Formula 3 Championship 2025 ณ สนามฮังกาโรริง, ฮังการี มาครองได้อย่างสง่างาม นับเป็นชัยชนะครั้งที่ 2 ของฤดูกาล สร้างความภาคภูมิใจให้กับแฟนมอเตอร์สปอร์ตไทยทั่วประเทศ

AAS Motorsport 4

ต่อด้วยการแข่งขันในรอบฟีเจอร์ เรซ (Feature Race) ที่เริ่มเกมความเร็วด้วยสภาพอากาศที่สร้างความท้าทายให้กับทัพนักแข่ง กับการแข่งขันแบบ Wet Race สุดหินบนสภาพสนามฮังกาโรริงที่ชุ่มฉ่ำและเต็มไปด้วยละอองน้ำ โดยในเรซนี้ “เติ้น ทัศนพล” ออกสตาร์ทจากกริดที่ 12 เดินเกมรุกฝ่าสายฝนอย่างเต็มกำลังจนสามารถ
ขึ้นสู่อันดับ 11 ก่อนจะเสียจังหวะกลางเกมร่วงลงมาอยู่ที่ 12 แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความพยายามของนักแข่ง F3 ชาวไทยยังคงดุดันอย่างต่อเนื่อง เหยียบคันเร่งแซง หลุยส์ ชาร์ป (จากทีม Rodin Motorsport) หมายเลข 24 กลับขึ้นมายืนอันดับที่ 11 ได้อีกครั้ง และเมื่อเข้าสู่รอบที่ 14 เติ้น ทัศนพล ก็ไม่ปล่อยโอกาสให้สูญเปล่าหาช่องแซงคืน เจมส์ วอห์ตัน (จากทีม ART Grand Prix) หมายเลข 9 ได้สำเร็จ จนสามารถขึ้นมารั้งอันดับ 10 และรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้จนจบเกมโหดสุดสัปดาห์นี้ เก็บเพิ่มอีก 1 แต้มสำคัญ ทำให้คะแนนสะสมของเติ้นในตอนนี้อยู่ที่ 49 คะแนน รั้งอันดับที่ 13 อย่างเป็นทางการ นับเป็นก้าวสำคัญในการประกาศให้โลกความเร็วได้เห็นถึงพลังความสามารถ และความมุ่งมั่นของนักแข่งไทย

AAS Motorsport 6

สำหรับสุดยอดการแข่งขันระดับโลกกับบทสรุปสุดท้ายกำลังมาถึง! แฟนความเร็วและกองเชียร์ชาวไทยเตรียมส่งกำลังใจให้กับ เติ้น ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์ ทำผลงานสนามปิดฤดูกาล F3 ณ สนามออโตโดรโม นาซิโอนาเล ดิ มอนซา ประเทศอิตาลี ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 กันยายนนี้ เพื่อไม่พลาดทุกข่าวสารรายงานความมันส์ และภาพบรรยากาศสุดเร้าใจส่งตรงจากทางเพจก่อนใคร เพียงกดติดตามและถูกใจ ได้ที่ Facebook & Instagram : AAS Motorsport และเว็บไซต์หลัก https://www.aasautoservice.com/

“นิสสัน ประเทศไทย” เปิดตัวแคมเปญช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

0
นิสสัน ประเทศไทย 1

จากสถานการณ์ฝนตกหนัก และน้ำท่วมในหลายพื้นที่ในประเทศไทย นิสสัน ประเทศไทย ได้เปิดตัวโครงการพิเศษ “Nissan Cares: Flood Relief Support Campaign” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการสนับสนุนชุมชนไทย และลูกค้านิสสันในช่วงเวลาวิกฤต

แคมเปญนี้จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือลูกค้านิสสันที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์ด้วยตนเอง เนื่องจากความเสียหายดังกล่าวไม่อยู่ในความคุ้มครองของบริษัทประกันภัย โดยแคมเปญจะดำเนินตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ลูกค้าที่มีสิทธิ์จะได้รับส่วนลด 30% สำหรับอะไหล่ เคมีภัณฑ์ น้ำมันหล่อลื่น และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์

คุณทาคาอากิ ยานางิ รองประธานอาวุโส นิสสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “นิสสันให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรก น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถนิสสันจำนวนมาก และเราต้องการมีส่วนช่วยเหลือในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่ารถยนต์ของพวกเขาจะได้รับการซ่อมแซมและดูแลอย่างเหมาะสมที่ศูนย์บริการของนิสสัน โดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้บริการด้วยความใส่ใจ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดี ราบรื่น และไร้กังวลในทุกขั้นตอนระหว่างการรับบริการ”

นิสสันยังคงยึดมั่นในการยืนหยัดเคียงข้างลูกค้าและชุมชน ไม่เพียงผ่านผลิตภัณฑ์ และบริการที่ล้ำสมัย แต่ยังรวมถึงงานด้านการบริการที่ใส่ใจ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดี พร้อมมอบความอุ่นใจ และความสะดวกสบายในการเป็นเจ้าของรถยนต์นิสสันอย่างแท้จริง

“เอ็มจี” ปรับรุ่นย่อย ชูจุดเด่น “เรื่องความคุ้มค่า” NEW MG S5 EV รุ่น D+ ในราคาพิเศษ 699,900 บาท

0
เอ็มจี 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ปรับรุ่นย่อยใหม่ให้กับรถไฟฟ้าอเนกประสงค์ (B – SUV) ที่ตอบโจทย์ลูกค้ายุคใหม่ที่เน้นความคุ้มค่า กับ NEW MG S5 EV D+ มาพร้อมเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่ และมาตรฐานความปลอดภัยที่จำเป็น สร้างมาตรฐานใหม่ของ “ความคุ้มค่า” ที่ทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมความมั่นใจกับการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) รองรับทุกจังหวะของการเดินทางในทุกเส้นทางได้อย่างลงตัว ด้วยราคาพิเศษเพียง 699,900 บาท

เอ็มจี 2

NEW MG S5 EV คือยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุดที่ถูกพัฒนาอย่างรอบด้านบนแพลตฟอร์ม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ที่ล้ำสมัย เพื่อรองรับทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง โดย รุ่น V ให้กำลังสูงสุดถึง 245 แรงม้า (180 กิโลวัตต์) และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร สำหรับรุ่น D+ และ X ให้พละกำลังสูงสุดที่ 170 แรงม้า (125 กิโลวัตต์) และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบ ขับเคลื่อนล้อหลัง (Rear-Wheel Drive) ผสานกับช่วงล่างแบบ 5-Link Suspension ที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อมอบการควบคุมที่แม่นยำ นุ่มนวล และมีเสถียรภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือโค้งแคบ ก็พร้อมให้ความมั่นใจในทุกจังหวะของการขับขี่ ทั้งยังเสริมความมั่นใจในการขับขี่ด้วยระบบ One Pedal ที่ช่วยควบคุมความเร็วได้ง่ายขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น NEW MG S5 EV ยังได้รับการรับรองความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดและได้รับการยอมรับมากที่สุดในยุโรป ด้วยจุดเด่น “ขับสนุก วิ่งไกล ชาร์จไว นั่งสบาย พร้อม Lifetime Warranty” ทำให้ NEW MG S5 EV กลายเป็น e-SUV ขวัญใจมหาชนที่ตอบโจทย์ครบทุกด้าน ทั้งสมรรถนะ การใช้งาน และความคุ้มค่า เสริมความมั่นใจด้วยการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งคำมั่นจาก เอ็มจี ในการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องทั้งก่อนและหลังการขาย เพื่อส่งมอบ “ความมั่นใจ” ที่มาพร้อม “ความคุ้มค่า” ในรถคันเดียวอย่างแท้จริง

ปรับรุ่นย่อยที่ลงตัว ตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ ใส่ใจความคุ้มค่า
NEW MG S5 EV D+ ถูกรังสรรค์ขึ้นจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่ ที่ต้องการพาหนะที่สร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำในทุกกิจกรรม รุ่นย่อย D+ จึงมาพร้อมกับการออกแบบที่ลงตัว ไม่มากไปไม่น้อยไป แต่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในทุกด้าน ทั้งดีไซน์ภายนอกและภายใน ชูจุดเด่นของการเป็นรถไฟฟ้าอเนกประสงค์ที่คุ้มค่า เหมาะสำหรับผู้ที่มองหายานยนต์ที่มีคุณภาพ ในงบประมาณที่เข้าถึงได้ NEW MG S5 EV D+ มาพร้อมล้ออัลลอยด์สีดำขนาด 17 นิ้ว เสริมความดุดันและล้ำสมัย

ภายในห้องโดยสารใหญ่โตและสะดวกสบาย
NEW MG S5 EV D+ ห้องโดยสารกว้างใหญ่สัมภาระด้านท้ายจุของได้เยอะ พร้อมการตบแต่งที่เน้นความเรียบง่าย พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังแท้ ปรับได้ 4 ทิศทาง มอบสัมผัสที่นุ่มนวลพร้อมปุ่มควบคุม เครื่องเสียงและโทรศัพท์ที่ปลายนิ้ว เพื่อให้ทุกการขับขี่เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย ผสานความทันสมัยของเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่

เอ็มจี  3

รายละเอียดที่ครบถ้วน…ความสมบูรณ์แบบของความสบายในทุกมิติ
ให้ทุกการขับขี่ราบรื่นไร้กังวล ด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางเพื่อรองรับสรีระอย่างสมบูรณ์แบบทุกองศา พร้อมด้วยระบบเสียงรอบทิศทางจากลำโพง 4 จุด ช่วยเติมเต็มการเดินทางให้มีสีสัน กล้องมองหลัง (Rear View Camera) และระบบเตือนการชนด้านหลัง (Rear Collision Warning) เพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้นในทุกเส้นทาง

เอ็มจี  4

NEW MG S5 EV D+ จัดจำหน่ายในราคาพิเศษเพียง 699,900 บาท จากราคาปกติ 749,900 บาท พร้อมส่งมอบภายในเดือนกันยายน 2568 เป็นต้นไป

ข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัวช่วงเปิดตัว ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2568
•ราคาพิเศษ 699,900 บาท จากราคาปกติ 749,900 บาท
•ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.99% ระยะเวลาผ่อนชำระนาน 48 เดือน
•ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี มูลค่า 19,900 บาท
•ฟรี ค่าจดทะเบียน และกรอบป้ายทะเบียน และชุดพรมปูพื้น มูลค่า 7,500 บาท
•ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนนาน 5 ปี มูลค่า 7,500 บาท
•รับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
•รับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน

เอ็มจี  5

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอ็มจี ยุคใหม่ได้มีการปรับเปลี่ยนรุ่นย่อยให้ตอบโจทย์สิ่งที่ลูกค้าต้องการ เรารับฟังเสียงจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่ต้องการรถคันใหญ่ ในราคาที่คุ้มค่า NEW MG S5 EV D+ ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างการปรับรุ่นย่อยที่เติมความต้องการในด้านพลังขับเคลื่อนและความสะดวกสบาย และยังสะท้อนความมุ่งมั่นของ เอ็มจี ในการสร้างมาตรฐานใหม่ของยนตรกรรมไฟฟ้าในตลาดประเทศไทย โดยยอดส่งมอบ NEW MG S5 EV ตั้งแต่เปิดตัวจนถึงปัจจุบัน กว่า 1,500 คัน ถือเป็นเครื่องตอกย้ำการเป็น “อีวีมหาชน” ที่ครบทุกมิติและสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง เอ็มจี ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งเสริมความปลอดภัยขั้นสูงสุด พร้อมทั้งนำเสนอความคุ้มค่าที่น่าประทับใจ เพื่อให้ลูกค้าของเราได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่ครบถ้วนทุกด้าน ในราคาที่สมเหตุสมผลและเข้าถึงได้ง่าย ”

โดย NEW MG S5 EV D+ พร้อมส่งมอบประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือระดับพร้อมให้ทุกคนเป็นเจ้าของและทดลองขับได้ที่โชว์รูม เอ็มจี ทั่วประเทศ หรือสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/4iuRaXc

เอ็มจี  6

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

“พันธุ์ไทย” เดินหน้าขยายตลาด สปป.ลาว ผุด ปันคาเฟ่ สาขาใหม่ ดันยอดขายโต 2 เท่า ตั้งเป้าเปิดอีก 4 สาขาในปีนี้

0
พันธุ์ไทย 1

บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ผนึกกำลังกับ บริษัท มัลติเพล็กซ์ จำกัด สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้ได้รับสิทธิ์บริหารร้านกาแฟแบรนด์ “ปันคาเฟ่” ภายใต้การบริหารของ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เดินหน้าขยาย 2 สาขาใหม่ในสะหวันนะเขต และบ้านฮ่องแก ด้วยกลยุทธ์สร้างพื้นที่ Community Hub ในคอนเซปป์ Café & Restaurant หลังยอดขายสาขาแรกที่สถานีรถไฟความเร็วสูงเวียงจันทน์ เติบโตขึ้น 2 เท่า ตั้งเป้าขยายอีก 4 สาขา ภายในปี 2568 นี้

พันธุ์ไทย 2
คุณจุไรวรรณ หยวน ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “คนรุ่นใหม่ในลาวเริ่มนิยมดื่มกาแฟ เครื่องดื่มที่มีแบรนด์ และให้ความสำคัญกับบรรยากาศร้านและคุณภาพอาหารมากขึ้น กลุ่มเป้าหมายที่เติบโตมากคือวัยทำงาน มีรายได้ปานกลางขึ้นไป รวมถึงนักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่เข้ามาทำธุรกิจทั้งชาวจีน ชาวเกาหลี และแม้คนลาวส่วนใหญ่ยังนิยมทำอาหารที่บ้าน แต่เทรนด์ทานอาหารนอกบ้าน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และเขตเศรษฐกิจ ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ในขณะที่แบรนด์ไทยเองก็มีจุดแข็งด้านภาพลักษณ์และบริการในตลาดลาวเช่นกัน ทั้งนี้ ปันคาเฟ่ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพ ความเอาใจใส่ และหัวใจของการบริการที่เป็นมิตร จนได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สาขาแรกที่เปิดให้บริการภายในสถานีรถไฟความเร็วสูงเวียงจันทน์ และสาขาสองที่สะหวันเขต ต่อเนื่องถึงสาขาล่าสุดในวันนี้ สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของกาแฟพันธุ์ไทย ที่ต้องการส่งมอบคุณภาพและประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภคในทุกภูมิภาค ไม่เพียงแต่ในประเทศไทย แต่ยังขยายความสุขสู่ประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย”

พันธุ์ไทย 3

คุณอิงคลดา ไชเจริญทรัพย์ กรรมการ บริษัท มัลติเพล็กซ์ จำกัด ผู้ได้รับสิทธิ์บริหารแบรนด์ ปันคาเฟ่ ใน สปป.ลาว กล่าวว่า “การเปิดสาขาใหม่ที่บ้านฮ่องแกไม่ใช่แค่การขยายธุรกิจ แต่เป็นการบุกเบิกตลาดด้วยความใส่ใจและเข้าใจความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ โดยสถานีรถไฟความเร็วสูงเวียงจันทน์ รองรับกลุ่มคนทำงาน กลุ่มนักท่องเที่ยว ที่ต้องการความสะดวกสบายกับอาหารและเครื่องดื่มที่อร่อยและเข้าถึงง่าย หรือสาขา 2 ที่สะหวันนะเขต ตั้งอยู่ใกล้ริมแม่น้ำโขง ใจกลางแหล่งชุมชน และสถานที่ราชการ เช่น ธนาคารการค้าต่างประเทศ และสาขาล่าสุด บ้านฮ่องแก ที่มาพร้อมคอนเซปป์ Café & Restaurant เสิร์ฟความอร่อยด้วยเมนูที่หลากหลายตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ด้วยกลยุทธ์หลักคือการสร้าง Community Hub เปิดพื้นที่ให้ลูกค้าได้แบ่งปันทั้งความสุขและความอร่อย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ด้วยห้องประชุมส่วนตัว พร้อมปลั๊กชาร์จไฟ และบริการ WiFi ฟรี ด้วยบรรยากาศทันสมัยและเมนูหลากหลาย บนทำเลศักยภาพใจกลางถนนกำแพงเมือง ใกล้ศูนย์การค้า และสถานที่ราชการมากมาย เราตั้งเป้าหมายขยาย ปันคาเฟ่ ให้ครอบคลุมในหลากหลายเมือง ภายในปีนี้มีแพลนจะเปิดให้บริการอีก 4 สาขา โดยสาขาต่อไปจะปักหมุดที่บ้านหนองบอน นครเวียงจันทน์ บนทำเลที่มีลูกค้าหน่วยงานราชการ และโรงเรียนนานาชาติ ในรูปแบบ Stand Alone พร้อมมีระบบครัวกลาง ช่วยควบคุมคุณภาพอาหารให้ได้มาตรฐาน เพิ่มความคล่องตัวในการขยายสาขาได้ดีขึ้น เพื่อแบ่งปันคุณภาพและรสชาติที่ดี ส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้บริโภคใน สปป.ลาว ได้มากขึ้น”

พันธุ์ไทย 4
ปันคาเฟ่ สาขาบ้านฮ่องแก ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพใจกลางเมือง พร้อมให้บริการความอร่อยทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00 –20.00 น. ด้วยเมนูหลากหลายครอบคลุมทั้งเครื่องดื่มซิกเนเจอร์จากพันธุ์ไทย อาหารเช้าที่สามารถทานได้ทั้งวัน อย่างไข่กระทะ เบเกอรี แซนวิช อาหารทานเล่น เมนูยำต่าง ๆ อาหารจานหลักอย่างเมนูข้าว สปาเกตตี้ และเมนูที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น อย่างเส้นข้าวเปียก ก็พร้อมเสิร์ฟเร็ว ๆ นี้ รวมไปถึงสินค้าพรีเมียม เช่น แก้วทัมเบลอร์ กระเป๋าหลากสไตล์ ที่เหมาะสำหรับซื้อเป็นของฝากได้ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกของลูกค้าและนักท่องเที่ยว

พันธุ์ไทย 5

ทางร้านจัดได้ทำสื่อประชาสัมพันธ์หลายภาษา ทั้งภาษาลาว ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ภายในร้านตกแต่งโทนอบอุ่น ทันสมัย สามารถรองรับลูกค้าได้มากกว่า 40 ที่นั่ง ทั้งโซนในร่มและกลางแจ้ง รวมถึงมีห้องประชุมขนาด 8 ที่นั่ง สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีที่จอดรถสะดวกสบาย พร้อมบริการฟรี Wi-Fi และในอนาคต ปันคาเฟ่ ยังวางแผนขยายบริการจัดอาหารว่างหรือสแน็คบ๊อกซ์สำหรับหน่วยงานราชการและลูกค้าที่จัดงานเลี้ยงหรือประชุม รวมถึงบริการออกบูธนอกสถานที่อีกด้ว

 

 

GWM (Thailand) เดินหน้าเต็มสูบ ส่งมอบ NEW GWM TANK 500 DIESEL ล็อตแรกอย่างเป็นทางการ ให้กับกลุ่มลูกค้าชาวไทย

0

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ประกาศเริ่มส่งมอบรถยนต์รุ่นล่าสุดอย่าง NEW GWM TANK 500 DIESEL เครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ 5 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นการส่งมอบที่รวดเร็วและใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยบรรยากาศของกิจกรรมส่งมอบ เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของลูกค้า รวมถึงคณะผู้บริหารระดับสูงของ GWM (Thailand) ที่ได้ทำการส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าด้วยตนเอง พร้อมกับผู้บริหารของทางพาร์ทเนอร์ สโตร์ นับเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จขั้นต้น และเป็นก้าวสำคัญอีกขั้นในการบุกตลาดรถยนต์ SUV ระดับพรีเมียมในประเทศไทย ด้วยยนตรกรรมที่รวมความพรีเมียม เทคโนโลยีล้ำสมัย และสมรรถนะอันทรงพลังไว้อย่างครบถ้วน พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่ของผู้นำยุคใหม่

GWM (Thailand) 2

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าว “ขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านที่มอบความไว้วางใจให้กับ GWM และขอต้อนรับลูกค้าทุกท่านที่ได้รับการส่งมอบ NEW GWM TANK 500 DIESEL เข้าสู่ครอบครัว GWM ตั้งแต่วันแรกที่เรามุ่งมั่นพัฒนา NEW GWM TANK 500 DIESEL เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่ารถยนต์ SUV พรีเมียมรุ่นนี้จะเข้ามาเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การเดินทาง ทั้งเพื่อธุรกิจ การเดินทางกับครอบครัว หรือทริปผจญภัย โดยปัจจัยความสำเร็จนี้มาจากเสียงของลูกค้าชาวไทยที่ต่างมองหา SUV 7 ที่นั่งที่มอบความพรีเมียมเหนือระดับเทียบเท่ารถหรูจากยุโรปภายใต้ความความคุ้มค่าในทุกด้านอย่างแท้จริง และยังรวมถึงกระแสตอบรับเป็นอย่างดีถึงคุณภาพและสมรรถนะที่ดีเยี่ยมของครื่องยนต์ดีเซล 2.4T ที่เป็นเอกสิทธิ์หนึ่งเดียวที่พัฒนาขึ้นโดย GWM ด้วยพละกำลังสูงสุด 184 แรงม้า และแรงบิด 480 นิวตันเมตร ซึ่งไม่เพียงแค่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดไทยที่ยังคงนิยมเครื่องยนต์ดีเซล แต่ยังเหนือกว่าเครื่องยนต์ดีเซลทั่วไปในท้องตลาดด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือน เสียง และความกระด้าง (NVH) ทำให้การขับขี่นิ่ง เงียบ นุ่มนวล และมั่นใจในทุกสภาพถนน ยิ่งไปกว่านั้น คือความเชื่อมั่นในงานบริการหลังการขายคุณภาพของ GWM ที่มีเครือข่ายกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ การันตีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการบริการภายใต้มาตรฐานระดับสากล”

GWM (Thailand) 4

สำหรับลูกค้ากลุ่มแรกของ NEW GWM TANK 500 DIESEL ได้รับประสบการณ์ส่งมอบที่น่าประทับใจ ณ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ 5 แห่ง ได้แก่ GWM ซีซีซี ออโต้ วัชรพล GWM 168 กาญจนาภิเษก GWM ลาดกระบัง GWM ไอคอนิก รามอินทรา GWM ธารา หัวหิน พร้อมกิจกรรมพิเศษและการแนะนำการใช้งานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เจ้าของรถมั่นใจในการใช้งานตั้งแต่วันแรกที่รับรถ สำหรับก้าวสำคัญในการส่งมอบ NEW GWM TANK 500 DIESEL ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งและความสำเร็จขั้นต้นของ GWM ภายใต้กลยุทธ์ “User-Centric” ที่ให้ความสำคัญกับเสียงของผู้บริโภคในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ตอบโจทย์ชีวิตของลูกค้าอย่างแท้จริง สะท้อนได้จาก NEW GWM TANK 500 DIESEL ที่ไม่เพียงโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานความสง่างามและความแข็งแกร่งอย่างลงตัว แต่ยังมาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ที่เป็นที่ชื่นชอบของคนไทย ที่ให้ทั้งสมรรถนะจัดเต็ม ความหรูหราเหนือระดับ พร้อมการขับขี่ที่นิ่ง เงียบ นุ่มนวล และราบรื่น ผสานเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ที่เปลี่ยนเกียร์สูงได้แม้ในความเร็วต่ำ ผลลัพธ์คือการส่งกำลังที่ลื่นไหล ตอบสนองทันใจ พร้อมรองรับการใช้งานได้อย่างมั่นใจในทุกการเดินทาง

อุ่นใจด้วยการรับประกันเครื่องยนต์ดีเซลถึง 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี นอกจากนี้ ยังมีการปรับจูนช่วงล่างให้เหมาะสมกับถนนเมืองไทย เพิ่มความสบายให้กับเบาะนั่งของผู้โดยสารด้านหลัง และการย้ายตำแหน่งยางงอะไหล่ไปไว้ใต้ท้องรถเพื่อความสะดวกสบายในการจอดรถและเปิด-ปิดประตูอีกด้วย นอกจากนี้ GWM กำลังเร่งกระบวนการส่งมอบรถยนต์ผ่านพาร์ทเนอร์สโตร์ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ลูกค้าที่ได้ทำการจองรถไว้แล้ว โปรดติดตามข่าวสารได้เร็ว ๆ นี้!

 

NEW GWM TANK 500 DIESEL วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการใน 3 รุ่นย่อย ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมสีภายนอก 3 สี ได้แก่ สีขาว สีเทา และรุ่นตกแต่งพิเศษ Black Warrior (เฉพาะรุ่น 2.4T ULTRA และ 2.4T ULTRA 4WD) ในราคาแนะนำในช่วงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ดังนี้
•NEW GWM TANK 500 DIESEL 2.4T PRO ราคา 1,399,000 บาท
•NEW GWM TANK 500 DIESEL 2.4T ULTRA* ราคา 1,499,000 บาท
•NEW GWM TANK 500 DIESEL 2.4T ULTRA 4WD* ราคา 1,599,000 บาท
(*ทั้ง ULTRA และ ULTRA 4WD มาพร้อมสีพิเศษ Black Warrior ซึ่งจะมีราคาเพิ่มจากรุ่นปกติ 30,000 บาท)

สัมผัสประสบการณ์ที่เหนือกว่าในทุกมิติอย่างใกล้ชิด ทดลองขับ NEW GWM TANK 500 DIESEL ได้ที่ GWM Partner Store ทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GWM Application, www.gwm.co.th หรือ GWM Contact Center 02-668-8888

“เติ้น ทัศนพล” โชว์ฟอร์มแรงต่อเนื่องจาก ซิลเวอร์สโตน ถึง ฮังกาโรริง ผงาดคว้าชัยครั้งที่ 2 ใน FIA – F3 ตอกย้ำความสำเร็จระดับเวิล์ดคลาส!!!

0

“การประสบความสำเร็จว่ายากแล้ว แต่การรักษาความสำเร็จไว้นั้นยิ่งยากกว่า” เพราะต้องคงมาตรฐานเดิมไว้และในขณะเดียวกันก็ต้องอาศัยวินัยเพื่อพัฒนาตัวเองให้มากยิ่งขึ้นขึ้น คำกล่าวนี้ไม่ได้เกินจริงเลย เมื่อ “เติ้น” ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์ นักแข่งฟอร์มูล่าทรีชาวไทยเดินหน้าคว้าชัยชนะ (Winner) เป็นสนามที่ 2 มาให้แฟนความเร็วในวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยได้ชื่นชม Go left จากศึกความเร็วในรายการฮังการีกรังด์ปรีซ์ สนามที่ 9 ในรายการแข่งขัน FIA Formula 3 Championship 2025 ณ สนามฮังกาโรริง เมืองบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย “เติ้น ทัศนพล” นักแข่งดาวรุ่งสายเลือดไทย จาก AAS Motorsport ลงแข่งขันภายใต้สังกัดทีมคัมโปส เรซซิ่ง (Campos Racing)  กับรถสูตรหมายเลข 11 ที่โชว์ผลงานให้ได้เห็นถึงพัฒนาการในการขับแข่งตั้งแต่รอบซ้อม (Practice) เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งรถ ทีม และนักแข่ง ซึ่ง เติ้น ทัศนพล สามารถทำความเร็วในรอบนี้อยู่ในอันดับที่ 4 ของทัพนักแข่งจาก 30 คัน นั่นทำให้การลงสนามเข้าสู่รอบคัดเลือก (Qualifying) เป็นไปอย่างราบรื่นโดย เติ้น ทัศนพล สามารถทำเวลาดีสุดอยู่ที่ 1:32.894 ซึ่งจัดอยู่ในอันดับ 12 เรียกว่านอกจากทักษะความสามารถแล้ว ดูเหมือนสนามฮังกาโรริง จะใจดีกับนักแข่งไทย เพราะอันดับจากรอบคัดเลือกส่งผลให้ เติ้น ทัศนพล ได้สิทธ์ออกสตาร์ทตำแหน่งผู้นำ (Pole Position) ในรอบสปรินต์เรซตามกติกา  “รีเวิร์ส กริด” (Reverse Grid) เปิดโอกาสให้นักแข่งไทยลุ้นทำโพเดียมที่ 2 ของฤดูกาล

เมื่อนาทีแห่งการแข่งขันในรอบสปรินท์เรซ (Sprint Race) เริ่มต้นขึ้น “เติ้น ทัศนพล” ได้เปิดเกมออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยม รักษาตำแหน่งผู้นำพร้อมคว้า “Holeshot” ในโค้งแรกไว้ได้อย่างสวยงาม แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะตลอด 19 รอบนั้นเต็มไปด้วยความท้าทายในฐานะจ่าฝูงที่ต้องเผชิญความกดดันจากคู่แข่งทุกวินาทีอย่างดุเดือด แต่สิ่งหนึ่งที่การแข่งขันในสนามนี้ทำให้เราได้เห็นถึงศักยภาพของนักแข่งขวัญใจชาวไทยอย่างเด่นชัด คือ สมาธิ และการจัดการกับความกดดันโดยไม่หลุดจากเป้าหมายที่กำลังมุ่งทะยานไปข้างหน้า ประกอบกับการบริหารยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นอีกหัวใจสำคัญของการต่อสู้ในสนามความเร็วระดับฟอร์มูล่า และนี่คือการตอกย้ำถึงสุดยอดความสำเร็จ เมื่อ เติ้น ทัศนพล วิ่งนำเข้ารับธงตราหมากรุกเป็นคันแรก ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ธงไตรรงค์ขึ้นโบกสะบัดพร้อมเสียงเพลงชาติไทยที่ดังกึกก้องขึ้นอีกครั้งบนเวทีความเร็วระดับโลก คว้าถ้วยแชมป์อันดับ 1 ในรอบสปริ้นท์เรซ (P1) FIA Formula 3 Championship 2025 สนามฮังกาโรริง, ฮังการี มาครองได้อย่างสง่างาม นับเป็นชัยชนะครั้งที่ 2 ของฤดูกาล สร้างความภาคภูมิใจให้กับแฟนมอเตอร์สปอร์ตไทยทั่วประเทศ

ต่อด้วยการแข่งขันในรอบฟีเจอร์ เรซ (Feature Race) ที่เริ่มเกมความเร็วด้วยสภาพอากาศที่สร้างความท้าทายให้กับทัพนักแข่ง กับการแข่งขันแบบ Wet Race สุดหินบนสภาพสนามฮังกาโรริงที่ชุ่มฉ่ำและเต็มไปด้วยละอองน้ำ โดยในเรซนี้ “เติ้น ทัศนพล” ออกสตาร์ทจากกริดที่ 12 เดินเกมรุกฝ่าสายฝนอย่างเต็มกำลังจนสามารถ

ขึ้นสู่อันดับ 11 ก่อนจะเสียจังหวะกลางเกมร่วงลงมาอยู่ที่ 12 แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความพยายามของนักแข่ง F3 ชาวไทยยังคงดุดันอย่างต่อเนื่อง เหยียบคันเร่งแซง หลุยส์ ชาร์ป (จากทีม Rodin Motorsport) หมายเลข 24 กลับขึ้นมายืนอันดับที่ 11 ได้อีกครั้ง​ และเมื่อเข้าสู่รอบที่ 14 เติ้น​ ทัศนพล ก็ไม่ปล่อยโอกาสให้สูญเปล่าหาช่องแซงคืน เจมส์ วอห์ตัน (จากทีม ART Grand Prix) หมายเลข 9 ได้สำเร็จ จนสามารถขึ้นมารั้งอันดับ 10 และรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้จนจบเกมโหดสุดสัปดาห์นี้ เก็บเพิ่มอีก 1 แต้มสำคัญ​ ทำให้คะแนนสะสมของเติ้นในตอนนี้อยู่ที่ 49 คะแนน รั้งอันดับที่ 13 อย่างเป็นทางการ นับเป็นก้าวสำคัญในการประกาศให้โลกความเร็วได้เห็นถึงพลังความสามารถ และความมุ่งมั่นของนักแข่งไทย

สำหรับสุดยอดการแข่งขันระดับโลกกับบทสรุปสุดท้ายกำลังมาถึง! แฟนความเร็วและกองเชียร์ชาวไทยเตรียมส่งกำลังใจให้กับ เติ้น ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์ ทำผลงานสนามปิดฤดูกาล F3 ณ สนามออโตโดรโม นาซิโอนาเล ดิ มอนซา ประเทศอิตาลี ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 กันยายนนี้ เพื่อไม่พลาดทุกข่าวสารรายงานความมันส์ และภาพบรรยากาศสุดเร้าใจส่งตรงจากทางเพจก่อนใคร เพียงกดติดตามและถูกใจ ได้ที่ Facebook & Instagram : AAS Motorsport และเว็บไซต์หลัก https://www.aasautoservice.com/