Home Blog Page 77

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ชวนสัมผัสยนตรกรรมฟูลไฮบริดสุดล้ำสมัย 2 รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมแคมเปญพิเศษ ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ชวนลูกค้าสัมผัสความล้ำสมัย พร้อมดีไซน์สุดโฉบเฉี่ยว กับครั้งแรกของการจัดแสดงรถยนต์ฟูลไฮบริด 2 รุ่นใหม่ล่าสุด ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์ ร่วมด้วยแคมเปญพิเศษ ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46  พร้อมเดินหน้าประกาศความพร้อม ส่งทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต เตรียมลงสู้ศึกการแข่งขันรายการเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ (เอเอ็กซ์ซีอาร์) 2025 ด้วยรถแข่ง ไทรทัน แรลลี่คาร์ และตอกย้ำความสำเร็จด้วยการคว้า 5 รางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี 2568 หรือCar of the Year 2025’

มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จากที่เราได้เปิดตัวรถ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย ในวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา งานนี้จึงถือเป็นครั้งแรกที่ลูกค้าจะได้ชมการจัดแสดงรถ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ที่หลายๆ คนรอคอย รวมถึงรถ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์ ซึ่งเป็นรถรุ่นพิเศษ จำนวนจำกัด โดยรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการพัฒนารถยนต์ฟูลไฮบริด พร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ดีไซน์ที่โดดเด่น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

“นอกจากนี้ เรายังมีข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองซื้อรถ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม และรับมอบรถภายในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ กับแคมเปญ “Early Bird Offers เฉพาะช่วงเปิดตัวเท่านั้น” โดยลูกค้าจะได้รับบัตรของขวัญที่พักโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา มูลค่า 10,000 บาท รวมถึงโปรโมชั่นอื่นๆ อีกมากมายสำหรับรถยนต์ทุกร่น” มร. อินาบะ กล่าวเพิ่มเติม

ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ได้รับการพัฒนาร่วมกับทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาวไทยและมีฐานการผลิตที่โรงงานมิตซูบิชิ มอเตอร์ส แหลมฉบัง จ.ชลบุรี มั่นใจได้ในคุณภาพรถยนต์และบริการหลังการขายที่ครบครัน
แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย ได้แก่ อิกไนท์ (Ignite) อัลทิเมท (Ultimate) และรุ่นท็อป อัลทิเมท เอ็กซ์ (Ultimate X) พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น ภายใต้แนวคิด ซิลก์กี แอนด์ โซลิด (Silky & Solid) สะท้อนความเรียบหรูแต่ทรงพลังในทุกมิติอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกกว่าในทุกการเดินทาง ผสานการทำงานของ 3 สุดยอดเทคโนโลยี ในแบบ MITSUBISHI e:MOTION ที่เหนือระดับไปอีกขั้น ด้วยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด Generation ใหม่ ให้อัตราเร่งที่ยอดเยี่ยม แต่ประหยัดน้ำมันมากขึ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 24.4 กิโลเมตร/ลิตร*  มาพร้อมกับ โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ หรือ 7 Drive Mode ให้ความปลอดภัย ลุยได้ในทุกสภาพถนน และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เพื่อการขับขี่ที่มั่นใจสูงสุดขณะเข้าโค้ง พร้อมช่วงล่างและระบบกันสะเทือนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ให้เหมาะกับทุกสภาพถนนในประเทศไทย จากการทดสอบจริงบนถนนของเมืองไทยกว่า 100,000 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ยังโดดเด่นและเหนือกว่าด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน ไดมอนด์ เซนส์ (Diamond Sense)  แบบครบครัน ซึ่งรวมถึง กล้องมองภาพรอบคัน (Multi Around Monitor: MAM) พร้อมระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว (Moving Object Detection: MOD) ถุงลม 6 ตำแหน่ง และอีกมากมาย พร้อมมอบความสะดวกสบายสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ด้วยห้องโดยสารกว้าง พื้นที่เก็บของหลากหลาย ตอบสนองไลฟ์สไตล์ทุกรูปแบบ โดยในรุ่นท็อป อัลทิเมท เอ็กซ์ (Ultimate X) ยังมาพร้อมระบบเสียงไดนามิค ซาวน์ ยามาฮา พรีเมียม (Dynamic Sound Yamaha Premium) และลำโพง 8 จุด เพื่อคุณภาพเสียงเหนือระดับอีกด้วย

อีกหนึ่งไฮไลต์ภายในงาน ได้แก่ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี เพลย์ รุ่นพิเศษ จำนวนจำกัด ที่ตอกย้ำความสำเร็จในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์ครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่งขนาดเล็ก ของรถจากซีรีส์ ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์’ ที่มีการติดตั้งชุดแต่งจากโรงงานในโทนสีดำ ให้บุคลิกใหม่ที่โดดเด่น มีสไตล์ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับในแบบ MITSUBISHI e:MOTION ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นในสไตล์สปอร์ตพรีเมียม ห้องโดยสารกว้างขวาง เบาะนั่งปรับพับได้หลากหลายรูปแบบและมีพื้นที่จัดเก็บสัมภาระที่ปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ ตอบโจทย์ทุกความต้องการ และรองรับไลฟ์สไตล์สุดแอ็กทีฟของครอบครัวยุคใหม่

ภายในงานยังจัดแสดง มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ไพร์ม ใหม่ มาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ครบครันมากยิ่งขึ้น ในราคาจำหน่ายเท่าเดิม เพิ่มความคุ้มค่าด้วยการยกระดับความสะดวกสบายและความปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน ไดมอนด์ เซนส์ (Diamond Sense) เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น ภายในห้องโดยสารสะดวกสบาย สะท้อนความหรูหราและทันสมัย

ปิดท้ายด้วย มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฮเปอร์ พาวเวอร์ เอ็กซ์ทู (Hyper Power X2) กำลังสูงสุด 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 470 นิวตันเมตร ตอบสนองไลฟ์สไตล์สปอร์ตพรีเมียมด้วยรูปลักษณ์โดดเด่นมีสไตล์ สะกดทุกสายตา ห้องโดยสารสะดวกสบายทุกจุด ผสานดีไซน์ภายในสีทูโทน เหนือกว่าด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะรอบคัน ‘Diamond Sense’ พร้อมระบบพวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฟฟ้า (Electric Power Steering: EPS) และระบบขับเคลื่อน ซูเปอร์ซีเล็คต์ โฟร์วีลไดร์ฟ ทู (Super Select 4WD II) เอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งสามารถเปลี่ยนโหมดเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4H) ได้ทันทีแม้ในขณะขับขี่ด้วยความเร็ว (Shift-on-the-Fly) ทั้งยังสามารถขับเคลื่อน 4 ล้อฟูลไทม์ (Full-Time All Wheel Control) เสริมความปลอดภัยให้ขับขี่คล่องตัวพร้อมตะลุยทุกสภาพอากาศและพื้นผิวถนนทุกรูปแบบด้วย 7 โหมดการขับขี่ และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC)

นอกจากการขนทัพสุดยอดยนตรกรรมมาจัดแสดงแล้ว มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังประกาศความพร้อมเตรียมส่งทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ลงสู้ศึกเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ หรือ เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2025 ด้วยรถแข่ง ไทรทัน แรลลี่คาร์ โฉมใหม่*  เพื่อกลับมาทวงตำแหน่งแชมป์อีกครั้ง พร้อมประกาศความสำเร็จที่ได้คว้า 5 รางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี 2568 หรือCar of the Year 2025’ จากบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ สมรรถนะ และความพึงพอใจของลูกค้า รางวัลอันทรงเกียรติเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในการพัฒนาด้านวิศวกรรม นวัตกรรม และเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในทุกกลุ่มยานยนต์ โดยรถมิตซูบิชิ ที่ได้รับรางวัลนปีนี้ ประกอบด้วย

  • มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี : รางวัลรถอเนกประสงค์ไฮบริดขนาดเล็ก เครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,600 ซีซี ยอดเยี่ยม
  • มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท : รางวัลรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ต่ำกว่า 2,500 ซีซี ยอดเยี่ยม
  • มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท : รางวัลรถอเนกประสงค์ ขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ต่ำกว่า 2,500 ซีซี ยอดเยี่ยม
  • มิตซูบิชิ แอททราจ : รางวัลรถยนต์อีโคคาร์ 4 ประตู ราคาคุ้มค่า ยอดเยี่ยม
  • มิตซูบิชิ มิราจ : รางวัลรถยนต์อีโคคาร์ ประหยัดน้ำมัน ยอดเยี่ยม

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดบ้านรับคอมมูนิตี้ “Friend with Benz” พร้อมแนะนำ 3 เพื่อนใหม่ จากครอบครัว Mercedes-AMG ให้ทุกคนมาทำความรู้จักกันในงาน Motor Show 2025

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เดินหน้าต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และกลุ่มลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นการทำการตลาดที่มีความหมายผ่านการเชิญชวนคนที่มี Passion for Benz มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในคอมมูนิตี้ “Friend with Benz” และเข้ามาแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจที่มีต่อแบรนด์ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 โดยมี 3 ยนตรกรรมเพื่อนใหม่จาก Mercedes-AMG มาเผยโฉมสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก นำโดย Mercedes-AMG G 63, Mercedes-AMG SL 55 4MATIC+ และ Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+ พร้อมประเดิมการเปิดตัวของ MANUFAKTUR Exclusive โปรแกรมปรับแต่งรถยนต์ที่เข้ามารองรับกลุ่มลูกค้าระดับ Top-End Luxury ให้สามารถร่วมออกแบบรถยนต์ของตัวเองได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ยังจัดแสดงยนตรกรรมหลากหลายรุ่นจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษอีกมากมาย พบกันที่บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ หมายเลข A17 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี หรือที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นแบรนด์รถยนต์ลักชัวรีที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน การสร้างความสัมพันธ์และตอกย้ำถึงจุดร่วมระหว่างแบรนด์และลูกค้าจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากผู้เล่นอื่นในตลาด หากย้อนกลับไปในงาน Motor Show 2024 เราได้ชวนทุกคนมาหาคำตอบเบื้องหลังของผู้ที่มีชื่อเดียวกับแบรนด์ ผ่านหนังโฆษณา “The Meaning of Benz” ซึ่งทำให้ชาวไทยมีความรู้สึกร่วมไปกับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี ในปีนี้ เราจึงต้องการต่อยอดไปสู่สร้างคอมมูนิตี้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และทำให้พวกเราใกล้กันมากยิ่งขึ้น ด้วยการชวนคนที่มี Passion for Benz มาเป็น “Friend with Benz” ด้วยกันกับเรา โดยนอกจากการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ที่มี Passion เหมือนกัน มาพบเจอกันที่บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกคนยังสามารถทำความรู้จักกับยนตรกรรมทุกรุ่นของเราที่นำมาจัดแสดงแบบครบทุกเซกเมนต์ โดยเฉพาะ 3 เพื่อนใหม่ในตระกูล Mercedes-AMG ที่เราเปิดตัวไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ เราอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับโปรแกรม MANUFAKTUR Exclusive ที่จะเข้ามาสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการปรับแต่งรถยนต์ระดับลักชัวรีในประเทศไทย ภายใต้คอนเซปต์ “MADE TO MEASURE” โดยเปิดให้ลูกค้าในกลุ่ม Top-End Luxury ครอบคลุมทั้งโมเดล S-Class จนไปถึงไลน์อัพระดับ Flagship ของแบรนด์ Mercedes-AMG และ Mercedes-Maybach รวมถึงโมเดลต้นกำเนิดของ MANUFAKTUR อย่าง G-Class ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวจะทำให้ลูกค้าสามารถปรับแต่งรถยนต์ของตัวเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสีตัวถังเพิ่มเติมได้มากขึ้นถึง 50 แบบ และออปชันสีภายในอีกกว่า 20 แบบ รวมถึงแพ็กเกจ MANUFAKTUR optional extra ที่ให้คุณตกแต่งรถยนต์รอบคันทั้งภายในและภายนอกได้ตามที่ต้องการ โดยถ้าให้พูดถึงโปรแกรม MANUFAKTUR สำหรับ G-Class คุณจะสามารถออกแบบรถยนต์ของคุณให้มีความแตกต่างกันได้มากถึง 1 ล้านแบบ ซึ่งนั่นทำให้ G-Class ทุกคันที่อยู่บนถนนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ที่สะท้อนถึงเจ้าของรถได้อย่างชัดเจน”

และเพื่อตอกย้ำแนวคิดของแคมเปญ “Friend with Benz” ที่อยากให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้เดียวกันกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทางแบรนด์ได้นำเสนอโปรโมชั่นสุดพิเศษอย่าง “Friend get Friend” ด้วยเงื่อนไขการรับข้อเสนอเพียงอย่างเดียวคือการชวนเพื่อนมาซื้อรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่งาน Motor Show 2025 หรือที่ตัวแทนจำหน่ายฯ ทั่วประเทศ โดยลูกค้าจะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมที่มีเฉพาะในช่วงเวลานี้เท่านั้น

 

ทำความรู้จัก 3 เพื่อนใหม่จากครอบครัว Mercedes-AMG

Mercedes-AMG G 63

“Mercedes-AMG G 63” เพื่อนใหม่สายลุย เจ้าของตำแหน่งพี่ใหญ่แห่งเส้นทาง Off-Road
มาพร้อมส่วนผสมที่ลงตัวทั้งความแข็งแกร่ง สมรรถนะที่ทรงพลัง และเอกลักษณ์เฉพาะที่เหนือกาลเวลา โดยติดตั้งเครื่องยนต์ V8 Bi-Turbo ขนาด 4.0 ลิตร ที่ออกแบบโดย AMG และเกียร์แบบใหม่ AMG SPEEDSHIFT TCT 9-SPEED SPORTS TRANSMISSION พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ลื่นไหลและแม่นยำ มอบพละกำลังสูงสุด 585 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ทำให้สามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ภายใน 4.5 วินาที พร้อมยกระดับสมรรถนะด้วยระบบ Mild Hybrid ที่ผสานการทำงานเข้ากับพื้นฐานเครื่องยนต์ V8 ภายใต้แนวคิด “One Man, One Engine” เสริมพลังการออกตัวที่เฉียบคม และตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

Mercedes-AMG G 63 วางจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 18,800,000 บาท

Mercedes-AMG SL 55 4MATIC+

“Mercedes-AMG SL 55 4MATIC+” เพื่อนใหม่สายสปอร์ตที่ผสานเสน่ห์ของยนตรกรรมเปิดประทุนสุดหรูรถยนต์กับความเป็นที่สุดในทุกด้านจาก Mercedes-AMG มาพร้อมเครื่องยนต์อันทรงพลังในแบบฉบับ AMG ประกอบขึ้นโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเพียงผู้เดียว ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายแบบ “One Man, One Engine” ด้วยเครื่องยนต์แบบ V8 ขนาด 4.0 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบ Bi-Turbo มอบพละกำลังสูงสุด 476 แรงม้าที่ 2,250-4,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตรที่ 5,500-6,500 รอบต่อนาที ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 3.9 วินาที และความเร็วสูงสุด 295 กิโลเมตร/ชั่วโมง มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ AMG Performance 4MATIC+ แบบ all-wheel drive ซึ่งถูกปรับแต่งให้สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการขับขี่บนถนนปกติและในสนามแข่ง


Mercedes-AMG SL 55 4MATIC+
วางจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 14,900,000 บาท

Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+

“Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+” เพื่อนใหม่สายทรงพลัง ยนตรกรรมตระกูล GT เจเนอเรชันที่ 2 ของแบรนด์ Mercedes-AMG ครั้งนี้กลับมาเปิดตัวในประเทศไทยด้วยรหัสตัวถัง C192 ออกแบบภายใต้แนวคิด “One Man, One Engine” ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบ Bi-Turbo และติดตั้งในตำแหน่งอันเป็นเอกลักษณ์แบบ hot inside “V” ทำให้เครื่องยนต์สามารถสร้างพละกำลังได้สูงถึง 585 แรงม้า แรงบิดสูงสุดถึง 800 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 3.2 วินาที และความเร็วสูงสุดถึง 315 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยรถรุ่นนี้ได้ถูกปรับแต่งระบบควบคุมเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มสมรรถนะและการตอบสนองของเครื่องยนต์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยการควบคุมระบบอัดอากาศให้เหมาะสมตามการขับขี่ และตกแต่งฝาครอบเครื่องยนต์ด้วยลายเซ็นของผู้ประกอบที่บ่งบอกถึงสัญลักษณ์ของ AMG

Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+ วางจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 15,900,000 บาท

 

สามารถรับข้อเสนอพิเศษเดียวกันกับงาน Motor Show 2025 ได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 33 แห่ง ทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 และสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

ฮอนด้า จัดเต็ม! ไลน์อัปผลิตภัณฑ์หลากหลาย ที่จะพาทุกชีวิตขับเคลื่อนไปข้างหน้า พร้อมเสิร์ฟหนัก! ด้วยแคมเปญและข้อเสนอพิเศษสุดปัง ในงาน Motor Show 2025

0

ฮอนด้า โดยบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ผนึกกำลังต่อเนื่อง จัดเต็มไลน์อัปผลิตภัณฑ์ ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ (Power Products) ในงาน Motor Show 2025 ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ที่อยู่เคียงข้างสังคมไทย ที่พร้อมสร้างความสุขและขับเคลื่อนการใช้ชีวิตอย่างอิสระในหลากหลายรูปแบบผ่านผลิตภัณฑ์และบริการ ภายในบูทมีการแบ่งโซนการจัดแสดงออกเป็น 3 โซนหลัก เพื่อความสะดวกในการเข้าชม แบ่งเป็น

  • Product Zone ในส่วนของผลิตภัณฑ์รถยนต์ นำโดยHonda City Hatchback DRIVAL” รุ่นพิเศษ ที่ได้รับ การอัปเกรดดีไซน์ เพิ่มเติมความสปอร์ตสุดเท่ ดุดัน เร้าใจ พร้อมสะกดทุกสายตา ในส่วนของผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ นำโดย “New Honda Forza750” บิ๊กสกู๊ตเตอร์เรือธงที่มาพร้อมสุดยอดเทคโนโลยี และสมรรถนะที่เหนือคลาส และ New Honda CB1000 Hornet SP” ซูเปอร์ Naked ไบค์ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ พร้อมเทคโนโลยีการขับขี่ที่ครบครัน ตามด้วยโมเดลพิเศษ “New Honda Monkey Chrome Legacy” รุ่น Limited Edition ที่ได้รับการออกแบบพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีไทยฮอนด้า รวมถึง “New Honda Scoopy x Kuromi” ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรก พร้อมให้แฟน ๆ ได้จับจอง 2,000 คันเท่านั้น
  • Innovative Zone จัดแสดงผลิตภัณฑ์ขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า 100% โดยไฮไลต์ของโซนนี้ นำโดย
    Honda e:N1″ รถ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของฮอนด้า พร้อมเปิดให้จองและจำหน่ายอย่างเป็นทางการให้ลูกค้าทั่วไปได้เป็นเจ้าของ และสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับไปกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
    “New Honda CUVe:” ที่จะมาสร้างนิยามใหม่ของความทันสมัยทั้งด้านดีไซน์และประสิทธิภาพ
  • Lifestyle Zone โซนโชว์เคสผลิตภัณฑ์ฮอนด้า ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในหลายมิติ ทั้งรถ SUV รถจักรยานยนต์ที่ตอบโจทย์สายลุยอย่างสไตล์แอดเวนเจอร์และสไตล์เทรล

ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าชมและสัมผัสประสบการณ์ได้ที่บูทฮอนด้า (A26) งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 (The 46th Bangkok International Motor Show) อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2568 – 6 เมษายน 2568 พร้อมด้วยหลากหลายข้อเสนอพิเศษในการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ฮอนด้า ทั้งภายในงานฯ และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ 

นายฮิเดโอะ คาวาซากะ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การผนึกกำลังอย่างต่อเนื่องของกลุ่มบริษัทฮอนด้าประเทศไทยในปีนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งในฐานะ แบรนด์ที่ส่งมอบความสุขและอิสระในการขับเคลื่อนผ่านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ที่ให้ความไว้วางใจและการสนับสนุนฮอนด้าเป็นอย่างดีมาโดยตลอด จนทำให้เราบรรลุความสำเร็จในการผลิตรถยนต์นั่งครบ 4 ล้านคันในประเทศไทย ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของฮอนด้า อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน เพื่อต่อยอดความสำเร็จในครั้งนี้ไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า ในปีนี้เราจะยกระดับการนำเสนอคุณค่าของแบรนด์พร้อมเดินหน้าในการส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้าในทุกทัชพอยต์ ภายใต้แนวคิด “Where The Drive Means More ฮอนด้า ขับเคลื่อนชีวิต…ไปให้สุดในแบบที่เป็นคุณ” เพื่อถ่ายทอดให้เห็นว่า รถยนต์ของเราเป็นมากกว่ายานพาหนะ เปรียบเสมือนเพื่อนคู่ใจที่วางใจได้ ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างและขับเคลื่อนแรงบันดาลใจ เพื่อมอบความสุขในทุกการเดินทางและทุกช่วงเวลาของชีวิต ขอให้ทุกท่านติดตามทิศทางการเปลี่ยนแปลงของฮอนด้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไปด้วยกัน”

โดยไฮไลต์ของบูทฮอนด้าในปีนี้ ประกอบด้วย

  • Honda City Hatchback DRIVAL ซิตี้คาร์ 5 ประตูสไตล์สปอร์ตแฮทช์แบ็กสุดเท่ รุ่นพิเศษ เปิดให้จองและจำหน่ายในราคา 829,000 บาท มาพร้อมสีภายนอก สีขาวแพลทินัม (มุก) พร้อมหลังคาสีดำ (ทูโทน) และมีให้เลือกในรุ่นย่อย e:HEV RS จำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันเท่านั้น! มาพร้อม 2 ข้อเสนอพิเศษ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) เมื่อจองตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568 – 7 เมษายน 2568 และรับรถตั้งแต่ 24 มีนาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2568
    • ทางเลือกที่ 1:ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อนได้ตามสไตล์ที่คุณชอบ ค่างวดเริ่มต้น 8,108 บาท (คำนวณจากรถยนต์ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ไดรฟ์วัล ใหม่ เงื่อนไขดาวน์ 20% ผ่อน 7 ปี) หรือเลือกดาวน์ต่ำเพียง 10% พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี และรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี
      ไม่จำกัดระยะทาง
      *
    • ทางเลือกที่ 2: ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 2%* สำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty)  และดอกเบี้ย 2.35%* สำหรับลูกค้าทั่วไป พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี และรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*

และข้อเสนอพิเศษรถเก่าแลกซื้อรถใหม่ (Honda Happy Trade-in) เมื่อนำรถยนต์ฮอนด้ามาขายและออกรถฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ไดรฟ์วัล ใหม่ ที่โชว์รูมฮอนด้า รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 20,000 บาท หรือเมื่อนำรถยนต์คันเดิมยี่ห้อใดก็ได้มาขายและออกรถ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ไดรฟ์วัล ใหม่ ที่โชว์รูมฮอนด้า รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท เมื่อจองตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568 – 7 เมษายน 2568 และรับรถตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568 – 30 เมษายน 2568 

Honda City Hatchback DRIVAL มาพร้อมกับการอัปเกรดดีไซน์เพิ่มเติมความสปอร์ตสุดเท่ ดุดัน เร้าใจ สะกดทุกสายตา ด้วยชุดแต่งภายนอกรอบคันใหม่ สุดพิเศษ ใครเห็นก็ต้องบอกว่าทำถึง! ไม่ว่าจะเป็น

  • สเกิร์ตหน้าทูโทน และสเกิร์ตหลังทูโทน (Front & Rear Under Spoiler)
  • คิ้วตกแต่งกันชนหน้าด้านล่าง (Front Center Garnish)
  • ชุดตกแต่งไฟตัดหมอก (Front Fog Garnish)
  • คิ้วตกแต่งกันชนหลังด้านล่าง (Extend Rear Bumper Garnish)
  • หลังคาสีดำ (Roof Black Paint)
  • โลโก้รุ่นย่อยพิเศษ DRIVAL เห็นเด่นชัดด้านท้าย
  • โลโก้ H-Mark สีดำทั้งด้านหน้าและด้านหลัง (H-mark Front-Rear)
  • โลโก้รุ่นรถสีดำ (City Emblem)
  • ล้ออัลลอยสีดำ (Black Alloy Wheel)
  • สปอยเลอร์หลังสีดำ (Black Tailgate Spoiler)
  • สเกิร์ตข้าง (Side Under Spoiler R/L)
  • มือจับประตูสีดำ (Black Door Handle)
  • ชุดตกแต่งสปอยเลอร์หลัง (Tailgate Spoiler Garnish)

Honda City Hatchback e:HEV พร้อมทะยานไปกับขุมพลังขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ด้วยกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ผสานกับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Atkinson Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว และเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ที่จะทำให้คุณสัมผัสได้ถึงความเร้าใจตั้งแต่ออกตัว ด้วยแรงบิดมอเตอร์ถึง 253 นิวตัน-เมตร ให้อัตราประหยัดน้ำมันสูงสุดที่ 27.8 กม./ลิตร เพิ่มความมั่นใจไปกับ Honda SENSING ที่มาพร้อมฟังก์ชันระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC) พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (with Low-Speed Follow: with LSF) และฟีเจอร์เพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยครบครัน เช่น ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-Angle Rearview Camera) เป็นต้น ภายในกว้างขวาง มาพร้อมวัสดุเบาะหนังแท้และหนังสังเคราะห์ตกแต่งด้วยแถบสีแดง พร้อมเบาะนั่งอัลตราซีท (ULTR) แยกพับ 60:40 ที่สามารถปรับพับเพื่อเพิ่มสเปซการใช้งานอเนกประสงค์ได้ดั่งใจ

  • Honda e:N1 ยนตรกรรมไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของฮอนด้า ที่จะมาเสริมความแข็งแกร่งให้กับไลน์อัป
    ยนตรกรรม xEV ของฮอนด้าอย่างเต็มรูปแบบ
    พร้อมเปิดให้จองและจำหน่ายอย่างเป็นทางการให้กับลูกค้าทั่วไปได้เป็นเจ้าของ ในราคา 1,199,000 บาท สำหรับสีดำคริสตัล (มุก) และสำหรับสีขาวแพลทินัม (มุก) ในราคา 1,203,000 บาท สัมผัสประสบการณ์ใหม่อย่างเชื่อมั่น ด้วยการรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าทั้งระบบ 8 ปี หรือ 160,000 กม.* (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) พร้อมรับข้อเสนอเมื่อจองตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568 – 7 เมษายน 2568 และรับรถตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2568 – 31 กรกฎาคม 2568 รับดอกเบี้ยพิเศษ 69%* (ส่วนลดดอกเบี้ย 0.3%) สำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty) สำหรับลูกค้าทั่วไปรับดอกเบี้ย 1.99%* พร้อมรับ

    • ฟรี ประกันภัย 1 ปี*
    • ฟรี โฮมชาร์จเจอร์ พร้อมบริการติดตั้ง และสายชาร์จแบบพกพา*
    • ฟรี รับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง
      เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือ 140,000 กม.
      * (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
    • และรับเพิ่มแพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง และค่าอะไหล่ ตามตารางการบำรุงรักษาที่ระบุไว้ในสมุดรับประกัน 5 ปี หรือ 100,000 กม.* (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

อุ่นใจไร้กังวลตลอดการใช้งานด้วยเครือข่ายศูนย์บริการครอบคลุมทั่วประเทศ Honda e:N1 มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ บ่งบอกความเป็นยนตรกรรมไฟฟ้าด้วยโลโก้ H Mark ใหม่ สไตล์พรีเมียม
มินิมอล
ภายในกว้างขวางนั่งสบาย พร้อมไฟสร้างบรรยากาศสีฟ้า เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังสามารถพับได้แบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระด้านท้าย เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ด้วยฟังก์ชันล้ำสมัย ที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ตอบโจทย์ทุกความต้องการ อาทิ

  • ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 1 นิ้วแบบ Advanced Touch ที่รองรับ Apple CarPlay
    แบบไร้สาย และ Android Auto
  • อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย
  • ช่องเชื่อมต่อ USB 4 ตำแหน่ง
  • มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 25 นิ้ว

ขับสนุก เร่งแรง แต่ยังคงความนุ่มนวลในทุกจังหวะ ด้วยขุมพลังขับเคลื่อนไฟฟ้า 100% จากการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ 3-in-1 (Motor, Power Drive Unit และ Gearbox) ให้กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ หรือ 204 แรงม้า (PS) มอบแรงบิดสูงสุด 310 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ความจุ 68.8 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ระยะทางต่อการชาร์จ 1 ครั้ง สูงสุด 500 กม. (มาตรฐาน NEDC) มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING และเทคโนโลยีความปลอดภัยอื่น ๆ อย่างครบครัน ให้คุณมั่นใจตลอดการเดินทาง เช่น

  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM)
  • กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera)
  • เซนเซอร์กะระยะ 8 จุด (8-position Parking Sensors)
  • ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors) เป็นต้น

นอกจากนี้ ในบริเวณโซนจัดแสดง Product Zone ฮอนด้ายังมาพร้อมรถยนต์หลากหลายรุ่นครบทุกเซกเมนต์และครอบคลุมทุกไลน์อัปให้ทุกคนได้สัมผัส เริ่มต้นที่

<ไลน์อัประบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV> เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการใช้งานจริงในปัจจุบัน มอบความแรงเกินคาด ประหยัดเกินใคร ให้คุณใช้ชีวิตได้อิสระ และพาคุณไปได้ไกลกว่าด้วยน้ำมัน 1 ถัง และมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่น นำโดย

  • The new Honda HR-V e:HEV สปอร์ตพรีเมียมเอสยูวียอดนิยม ที่ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง
    อัปลุคดีไซน์สปอร์ตใหม่รอบคัน ขับสนุกและประหยัดด้วยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ที่ผสานพลังขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวกับเครื่องยนต์ขนาด 5 ลิตร ให้แรงบิดสูงสุด 253
    นิวตัน-เมตร และประหยัดน้ำมันถึง 25.6 กม./ลิตร
    พาคุณไปได้ไกลกว่า 900 กม. ด้วยน้ำมันเพียง 1 ถัง** ครบครันด้วยฟังก์ชันเพื่อการขับขี่และอำนวยความสะดวก*** ที่รองรับกับไลฟ์สไตล์
    ที่หลากหลายของผู้ใช้งาน อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ราคาเริ่มต้น 949,000 บาท

  • Honda Accord e:HEV โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมียม มอบสมรรถนะที่ดีในทุกการขับขี่ด้วยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ที่ผสานพลังขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง 2 ตัวในระบบเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ให้แรงบิดมอเตอร์สูงสุด 335 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันถึง 25 กม./ลิตร สามารถขับไปได้ไกลกว่า 900 กม.ด้วยน้ำมัน 1 ถัง** มาพร้อมหลากหลายเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก
    อันล้ำสมัยและเทคโนโลยีการขับขี่อื่น ๆ*** อาทิ Google built-in ปุ่ม Experience Selection Dial
    ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารแบบปรับเฉดสีได้ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง และระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-up Display: HUD) ด้วยราคาเริ่มต้น
    1,529,000 บาท 
  • Honda CR-V e:HEV ยนตรกรรมพรีเมียมเอสยูวี 5 ที่นั่ง มาพร้อมดีไซน์ที่แข็งแกร่งในทุกมิติ พร้อมระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ผสานการทำงานอันทรงพลังของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 0 ลิตร Direct Injection Atkinson Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนประสิทธิภาพสูง ให้การตอบสนองได้แรงทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 335 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมสูงสุดถึง 20.8 กม./ลิตร (รุ่น e:HEV ES) สามารถขับไปได้ไกลกว่า 900 กม. ด้วยน้ำมัน 1 ถัง** ครบครันด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกสบายและความปลอดภัยระดับพรีเมียม*** พร้อมเติมเต็มทุกความอเนกประสงค์และตอบโจทย์การใช้ชีวิตทั้งไลฟ์สไตล์ในเมืองและนอกเมืองอย่างลงตัวในราคาเริ่มต้นที่ 1,589,000 บาท (รุ่น e:HEV ES) 
  • City Series ไลน์อัป e:HEV นำโดย Honda City e:HEV ซิตี้คาร์ซีดานยอดนิยมสำหรับคนรุ่นใหม่ และ Honda City Hatchback e:HEV อีกหนึ่งทางเลือกของรถซิตี้คาร์สไตล์สปอร์ต 5 ประตู ที่มาพร้อมพื้นที่อเนกประสงค์กับเบาะนั่งอัลตราซีท (ULTR) อันเป็นเอกลักษณ์จากฮอนด้าทั้งสองรุ่น มาพร้อมกับ
    ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ที่ผสานพลังขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์
    ขนาด 5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติ E-CVT และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ตอบสนองดั่งใจด้วยแรงบิดมอเตอร์สูงสุด 253 นิวตัน-เมตร มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังให้ทั้งอัตราเร่งแรง
    เร้าใจ ประหยัดน้ำมันสูงสุด 27.8 กม./ลิตร พร้อมพาคุณเดินทางสู่ทุกจุดหมายและไปได้ไกลกว่า
    800 กม. ด้วยน้ำมันเพียง 1 ถัง**
    ในราคาเริ่มต้นเพียง 599,000 บาท

<ไลน์อัปขุมพลังเทอร์โบ> มอบประสบการณ์ขับสนุก อัตราเร่งเร้าใจ สไตล์สปอร์ต แต่ยังคงความประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดี มั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่น นำโดย

  • The New Honda Civic ไอคอนยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดาน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าและ
    กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ และไฟท้ายแบบ LED รมดำ ภายในห้องโดยสารกว้างสบาย ให้ความรู้สึกเท่ สปอร์ต ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างคล่องตัว เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ด้วยฟังก์ชันและฟีเจอร์เพื่อการขับขี่และอำนวยความสะดวกที่ครบครัน*** มาพร้อมขุมพลัง VTEC TURBO 1.5 ลิตร มอบความแรงเร้าใจด้วยกำลังสูงสุด 178 แรงม้า ให้อัตราการประหยัดน้ำมัน 2 กม./ลิตร โดยรุ่น EL+ ราคา 1,039,000 บาท
  • City Series ไลน์อัป TURBO นำโดย Honda City ซิตี้คาร์ยอดนิยม โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอก
    ที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยว และภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย และ Honda City Hatchback
    มาพร้อมเบาะนั่งอัลตราซีท (ULTR Seat) อันเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า ทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมขุมพลัง VTEC TURBO 1.0 ลิตร ที่มอบกำลังสูงสุด 122 แรงม้า ขับสนุกพร้อมตอบสนองทุกการเดินทาง
    ครบครันด้วยหลากหลายฟังก์ชันการใช้งาน*** สำหรับ City Turbo ประหยัดน้ำมันสูงถึง 8 กม./ลิตร และ City Hatchback Turbo ประหยัดน้ำมันสูงถึง 23.3 กม./ลิตร ด้วยราคาเริ่มต้น 599,000 บาท

 

สำหรับแฟนฮอนด้าสายสปอร์ต ห้ามพลาด! พบกับรถยนต์ฮอนด้ารุ่นยอดนิยม ที่ได้รับการเสริมความสปอร์ตโดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยอุปกรณ์ตกแต่งสุดพรีเมียมจากโมดูโล (Modulo) ที่คัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งสายแต่งรถ และสายอเนกประสงค์โดยมีให้เลือกทั้งรูปแบบไอเท็มและแพ็กเกจรอบคัน นำโดย

  • CR-V (รุ่น e:HEV RS) กับชุดแต่ง Modulo ในคอนเซ็ปต์ Vibrant SUV ที่จะมาเสริมความพรีเมียมที่ลงตัวให้กับ Honda CR-V e:HEV มากกว่าที่เคยเป็น ด้วย
  • ชุดแต่งรอบคันแบบพรีเมียมสปอร์ต แพ็กเกจ (RS) ซึ่งประกอบด้วยกันชนหน้าแบบสปอร์ต
    ชุดตกแต่งกันชนด้านหลัง คิ้วตกแต่งกระจังหน้าแบบโครเมียม บันไดข้าง และชุดตกแต่งฝาท้ายคิ้วโครเมียม ในราคา 45,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ตกแต่งภายใน อย่างไฟส่องสว่างประตูคู่หน้าแบบ LED โลโก้ CR-V ราคา 4,350 บาท
และใหม่ล่าสุด! เสริมลุคสปอร์ต พร้อมเพิ่มความโดดเด่นด้วยชุดโลโก้สีดำ ในราคา 1,500 บาท

  • The New Honda HR-V e:HEV (รุ่น e:HEV EL) กับชุดแต่ง Modulo ในคอนเซ็ปต์ More premium, More sporty ที่จะมายกระดับความพรีเมียมด้วย
  • แพ็กเกจ Modulo Urban Shark Grey พร้อมเติมเต็มลุค Everyday Sport อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยชุดแต่งรอบคันประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า สเกิร์ตหลัง และสเกิร์ตข้างสี Shark Grey ในราคา 21,000 บาท
  • แพ็กเกจ Utility พร้อมเสริมความอเนกประสงค์ในการใช้งานประกอบด้วย ม่านบังแดดผู้โดยสาร
    ตอนหลัง และแผ่นกั้นห้องสัมภาระท้ายรถ ในราคา 4,800 บาท

อีกทั้งยังเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานด้วยชุดไฟส่องสว่างบริเวณฝาท้ายรถในราคา 2,500 บาท

 

และพิเศษสุด! เอาใจสาวกฮอนด้า ด้วยชุดแต่งรอบคันจาก มูเกน (MUGEN) ที่ได้รับการติดตั้งมาใน
The New Honda HR-V e:HEV (รุ่น e:HEV EL) จัดเต็มมอเตอร์สปอร์ต DNA พร้อมฉีกทุกกฎเกณฑ์เเห่ง
อัตลักษณ์อันไร้ขีดจำกัด และสร้างความโดดเด่นแบบ Aggressive Sport ด้วยชุดแต่งรอบคัน อาทิ

  • สปอยเลอร์หน้า ราคา 22,400 บาท
  • สเกิร์ตข้าง ราคา 32,000 บาท
  • สปอยเลอร์หลัง ราคา 22,600 บาท
  • สปอยเลอร์วิงหลัง ราคา 34,000 บาท
  • สปอยเลอร์วิงหลัง (ตรงกลาง) ราคา 34,000 บาท
  • เพิ่มความโดดเด่น ดุดันด้วยล้ออะลูมิเนียม MDW 18x5J สีดำ ในราคารวมสี่ล้อที่ 54,360 บาท

โดยจัดจำหน่ายผ่านโชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ พร้อมรับประกันอุปกรณ์ตกแต่งนาน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร กรณีติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งพร้อมรถยนต์ใหม่

สามารถดูรายละเอียดอุปกรณ์ตกแต่ง MUGEN เพิ่มเติมได้ที่ https://www.mugenpower-thailand.com/hrv/index.html
สามารถดูรายละเอียดอุปกรณ์ตกแต่ง Modulo สำหรับ The new HR-V e:HEV เพิ่มเติมได้ที่

https://hondaaccess.co.th/products/hrv

และดูรายละเอียดอุปกรณ์ตกแต่ง Modulo สำหรับ CR-V เพิ่มเติมได้ที่ https://hondaaccess.co.th/products/crv

พร้อมเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าได้ง่าย ๆ ด้วยแคมเปญพิเศษ “ฮอนด้า โปรฮอต รุ่นฮิต” สำหรับแต่ละรุ่น!* ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 0% พร้อมรับฟรี ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)* และฟรีประกันภัย 1 ปี หรือเลือก ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส**** ดาวน์ต่ำ ผ่อนสบาย และเสริมความมั่นใจไปกับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และพิเศษยิ่งขึ้นไปกับแคมเปญ “Honda Happy Trade-in” เมื่อนำรถยนต์ฮอนด้าหรือรถยนต์ยี่ห้ออื่นคันเก่ามาขายและออกรถยนต์ฮอนด้าคันใหม่ รับเพิ่มฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่าสูงสุด 40,000 บาท* สำหรับลูกค้าที่จองตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2568 – 7 เมษายน 2568 และรับรถตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2568 – 30 เมษายน 2568

ลูกค้าที่สนใจ ห้ามพลาด! พบกันที่บูทฮอนด้า (A26) ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2025 อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษเดียวกันทั้งในงานและโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศกว่า 224 แห่ง โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมทั้งในงานฯ และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชตกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777

ซูซูกิยกระดับธุรกิจเคลื่อนที่! พบ CARRY ซูเปอร์มาร์เก็ต SWIFT สปอร์ตแฮทช์แบ็กรุ่นยอดนิยม ในงานบางกอกมอเตอร์โชว์

0

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26 มีนาคม-6 เมษายน 2568 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์  เมืองทองธานี ยังคงเป็นอีกหนึ่งในงานจัดแสดงยนตกรรมสำคัญของประเทศไทย ที่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในช่วงต้นปีได้เป็นอย่างดี

ในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค แต่ยังมีผลกระทบต่อลักษณะการใช้งานของยานยนต์ในชีวิตประจำวันอีกด้วย การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลนี้ และได้เปลี่ยนแปลงวิธีการที่ผู้บริโภคเลือกและใช้งานรถยนต์ในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่เพียงแค่เลือกซื้อรถยนต์ตามประสิทธิภาพหรือราคา แต่พวกเขายังให้ความสำคัญกับฟีเจอร์ที่สามารถช่วยให้การขับขี่มีความสะดวกสบาย ปลอดภัย และตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองที่ต้องการความคล่องตัว หรือการเดินทางไกลที่ต้องการความสะดวกสบายและมั่นใจในความปลอดภัย

สำหรับซูซูกิ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน แต่ยังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้การขับขี่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ซูซูกินำเสนอจะช่วยให้การขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมืองเป็นไปอย่างราบรื่น โดยให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ลดมลพิษ และช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจและปลอดภัยในทุกการเดินทาง

โดยในปีนี้ ซูซูกิพร้อมที่จะขับเคลื่อนตลาดด้วยรถยนต์ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันและสามารถปรับตัวให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภค ทั้งในด้านความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความคุ้มค่าของการใช้งาน ซึ่งรถยนต์จากซูซูกิไม่เพียงแค่เป็นการตอบสนองต่อความต้องการที่มีอยู่ แต่ยังเป็นการนำเสนอประสบการณ์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้ขับขี่ในหลายๆ ด้าน

ด้วยเป้าหมายยอดขาย 8,000 คันในปี 2568 เป็นเป้าที่จะเติบโตขึ้นถึง 41% เมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายในปีที่ผ่านมา การเติบโตนี้เกิดจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในด้านผลิตภัณฑ์และการบริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าผ่านการให้บริการที่มีคุณภาพสูงเพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับการเข้าร่วมงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ซูซูกินำรถยนต์ทุกรุ่นเข้าร่วมแสดง ภายใต้แนวคิด “Fill your life with vibrant colors” โดยต้องการสื่อสารถึงความสุข ความสนุกสนาน และความคิดสร้างสรรค์ ด้วยการออกแบบบูธให้มีสีสัน เต็มไปด้วยพลังที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ รวมถึงการมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยสีสันและความสุข

โดยในบูธแบ่งพื้นที่การจัดแสดงออกเป็นรถยนต์รุ่นมาตรฐานทั้ง SUZUKI SWIFT , SUZUKI CELERIO, SUZUKI XL7, SUZUKI CARRY และ SUZUKI JIMNY และพื้นที่สำหรับจัดแสดงรถตกแต่งพิเศษซึ่งแต่ละคันจะมีแนวคิดการตกแต่งที่แตกต่างกันออกไป เพื่อนำเสนอเป็นแนวทางสำหรับลูกค้าของซูซูกิ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งเพื่อความสปอร์ตเร้าใจในการขับขี่ หรือเพื่อนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์จากรถคันโปรดของตัวเองได้อย่างแท้จริง

นอกจากการนำเสนอสินค้าในรุ่นมาตรฐานที่มาพร้อมกับโปรโมชันที่น่าสนใจในงานครั้งนี้ รถรุ่นไฮไลต์ที่สำคัญนำโดย SUZUKI SWIFT สปอร์ตแฮทช์แบ็กยอดนิยมของคนไทย มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส K12M ขนาด 1.2 ลิตร หัวฉีดคู่ DUALJET ช่วยลดมลพิษและประหยัดน้ำมันถึง 23 กิโลเมตรต่อลิตร ด้วยดีไซน์ภายในห้องโดยสารสีดำ ตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินสไตล์สปอร์ต จอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว  พร้อมฟังก์ชันการใช้งานอย่างครบครัน รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Apple CarPlay, Android Auto และ Bluetooth และเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เติมเต็มความบันเทิงในการขับขี่ ทำให้ไม่พลาดทุกการติดต่อตลอดการเดินทาง ในราคาเริ่มต้นเพียง 567,000 บาท SUZUKI SWIFT สปอร์ตแฮทช์แบ็กอีโคคาร์รุ่นยอดนิยม   คือหนึ่งในไฮไลต์ที่สำคัญในงานนี้ ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์มีความล้ำสมัยด้วยรูปทรงที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน บ่งบอกตัวตนที่โดดเด่นไม่เหมือนใครได้อย่างชัดเจน รวมถึงสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ มาพร้อมอัตราบริโภคเชื้อเพลิงที่ประหยัดคุ้มค่า ภายใต้ราคาที่จับต้องได้อย่างแท้จริง

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สำคัญคือการนำรถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์ SUZUKI CARRY มาตกแต่งบนพื้นฐานการใช้งานจริงภายใต้แนวคิด “ซูเปอร์มาร์เก็ตเคลื่อนที่” แนวคิดของการนำร้านของสะดวกซื้อมาไว้บนรถ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่อยู่อาศัยห่างไกล ไปจนถึงตามตรอกซอกซอยในเมืองใหญ่ มีกลุ่มลูกค้าทั้งในหมู่บ้านอย่างผู้สูงอายุ แม่บ้าน กลุ่มลูกค้าในโรงงานและไซต์งานก่อสร้าง หรือสถานที่อื่นๆ การบริการในรูปแบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าแต่ยังเป็นการขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกด้วย

SUZUKI CARRY รถกระบะอเนกประสงค์ที่ถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นในการใช้งานรวมถึงรูปลักษณ์ที่พร้อมจะนำไปดัดแปลงและพัฒนาต่อยอดให้เข้ากับทุกแนวทางของการดำเนินชีวิต และสามารถดัดแปลงให้เหมาะสมกับหลากหลายธุรกิจ ตั้งแต่การขนส่งสินค้า การให้บริการเคลื่อนที่ ไปจนถึงการสร้างโอกาสธุรกิจใหม่ๆ จนถูกเรียกว่า Goods Truck และ Service Truck สามารถต่อยอดในการทำธุรกิจอื่นๆ เสมือนดั่งพาร์ทเนอร์คนสำคัญ ที่พร้อมจะสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนอยู่เคียงข้างผู้ใช้ด้วยความจริงใจ อีกทั้งซูซูกิยังมุ่งหวังให้เป็นไอเดียต้นแบบ สร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจที่แตกต่าง จุดประกายแนวทางใหม่ให้ผู้ประกอบการ ตอกย้ำแนวคิด “Carry Your Dream เคียงข้างทุกเส้นทางฝัน” ได้อย่างชัดเจน ซึ่งเรามีเป้าหมายที่จะปรับเปลี่ยนรถกระบะบรรทุกให้เป็นรถขนส่งความสุขเคียงข้างทุกเส้นทางฝันทั้งในด้านธุรกิจและการใช้ชีวิตส่วนตัว รวมถึงการช่วยเหลือสังคมเหมาะสมกับการเป็นรถที่ครองใจผู้ประกอบการตัวจริง

SUZUKI CARRY กระบะบรรทุกพร้อมสู้งานทุกธุรกิจในฝัน มาพร้อมเครื่องยนต์ K15B ขนาด 1.5 ลิตร มั่นใจทุกเส้นทางกับขุมกำลังเครื่องยนต์ ประหยัดน้ำมันและให้พลังการขับเคลื่อนสูง มีพื้นที่กระบะบรรทุกแบบเรียบขนาดใหญ่ สามารถเปิดได้ทั้ง 3 ด้าน เพิ่มความสะดวกในการขนถ่ายสัมภาระขึ้น-ลงเป็นเรื่องง่าย ด้วยระยะความสูงจากพื้นถึงท้ายกระบะ 750 มม. รองรับการบรรทุกสูงสุดมากถึง 945 กิโลกรัม ช่วงล่างแข็งแกร่ง ภายในห้องโดยสาร สะดวกสบายกับความกว้าง พร้อมระบบปรับอากาศ เครื่องเล่นวิทยุ และ MP เพลิดเพลินตลอดการเดินทาง SUZUKI CARRY มีราคาจำหน่ายเพียง 395,000 บาท  ตอบโจทย์ธุรกิจในฝันได้อย่างคุ้มค่า ให้ผู้ประกอบการต่อยอดและขยายธุรกิจได้อย่างง่ายดาย ด้วยโปรแกรมผ่อนเริ่มต้นเพียงวันละ 222 บาท

ด้านของผลิตภัณฑ์รุ่นอื่นๆ SUZUKI JIMNY รถยนต์ออฟโรดขนาดคอมแพ็คกับการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของซูซูกิ ที่มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องของดีไซน์และสมรรถนะเกินตัวกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Part-time 4WD   พร้อมใช้งานในทุกสภาพการขับขี่และภูมิประเทศที่หลากหลาย ตอบโจทย์การใช้งานอย่างมืออาชีพ เติมเต็มประสบการณ์ตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ตอบสนองความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตสไตล์ออฟโรด  โดยมีสีโมโนโทนให้เลือกเป็นสีเขียว /Solid Jungle Green สีดำ/Pearl Bluish Black สีเทา/Solid Medium Gray และสีขาว /Superior White และสีขาว/Metallic Chiffon Ivory ในราคาเดิมที่ 1,760,000 บาท และ สีทูโทน เป็นสีเหลืองกับหลังคาสีดำ/Solid Kinetic Yellow with Pearl Bluish Black และสีขาวกับหลังคาสีดำ/ Metallic Chiffon Ivory with Pearl Bluish Black ในราคาเดิมที่ 1,790,000 บาท

SUZUKI CELERIO รุ่นที่เคยสร้างกระแสความคุ้มค่า ที่มาพร้อมความโดดเด่นทุกด้าน ในสไตล์ CITY CAR มาพร้อมกับการปรับปรุงเพื่อตอบรับทุกการใช้งานที่ครบครัน ด้วยจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว พร้อมเครื่องเล่นวิทยุ MP3 และ WMA พร้อม Apple CarPlay และ Android Auto รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth และ USB ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 319,900 บาท

SUZUKI XL7 HYBRID  ดีไซน์กระจังหน้าโครเมียมมาพร้อมกับไฟหน้า LED รีเฟล็กเตอร์ และ Daytime Running Light  ลงตัวกับไฟท้าย LED แบบ Light Guides  ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง กับเบาะนั่งแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง มาพร้อมด้วยเทคโนโลยี Smart Hybrid จากซูซูกิ  ซึ่งเป็นการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ISG พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ION  ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมัน และเสริมประสิทธิภาพการออกตัวได้อย่างนุ่มนวลและรวดเร็วด้วยกำลังส่งจากการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า อีกทั้งยังบำรุงรักษาง่ายไม่แตกต่างจากเครื่องยนต์เบนซินสามารถใช้งานได้อย่างไร้กังวล พร้อมตอกย้ำความมั่นใจด้วยการรับประกันแบตเตอรี่นาน 5 ปีเต็ม ราคา 799,000 บาท

ซูซูกิ เตรียมข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าทุกท่านให้สามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิได้ง่ายยิ่งขึ้น เพียงจองรถและรับรถภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 รับสิทธิพิเศษไม่ว่าจะเป็น SUZUKI WORRY FREE PROGRAM”  ที่เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถรองรับการดูแลลูกค้าด้วยคุณภาพและมาตรฐานของซูซูกิได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งข้อเสนอพิเศษส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท หรือเลือกผ่อนสบายนานสูงสุด 99 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง โดยติดต่อสอบถามรายละเอียดแคมเปญพิเศษของรถแต่ละรุ่นได้ที่บูธรถยนต์ซูซูกิ หรือที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 90 แห่ง

ซูซูกิยังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยตามแผนที่วางไว้ในเชิงรุกด้วยรถรุ่นใหม่ๆ  โดยมีเป้าหมายเพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานในวงกว้างมากขึ้น รวมถึงเรายังมีแผนที่จะยกระดับงานบริการในทุกด้าน เพื่อดูแลลูกค้าของซูซูกิด้วยความจริงใจ และสามารถมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าซูซูกิได้รับความพึงพอใจอย่างสูงสุด

เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) มอบข้อเสนอสุดเซอร์ไพรส์งาน Motor Show 2025 ดอกเบี้ย 0% 6 ปี สำหรับลูกค้า The Kia EV5 และดอกเบี้ย 0% 5 ปี สำหรับ The Kia Carnival

0

เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) มอบข้อเสนอสุดเซอร์ไพรส์ ภายใต้แคมเปญ “Join The Kia Family”
ในงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ 2025 ครั้งที่ 46 ด้วยโปรโมชันอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 6 ปี (โดยคำนวณจากราคาขายปกติ) สำหรับ The Kia EV5 (ยกเว้นรุ่น The Kia EV5 GT-Line AWD) และอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 5 ปี (โดยคำนวณจากราคาขายปกติ) สำหรับ The Kia Carnival ทุกรุ่นย่อย หรือเลือกรับข้อเสนอราคาพิเศษสุดเร้าใจ ครอบคลุมยนตรกรรมทั้ง 4 รุ่นหลัก ได้แก่
The Kia Carnival กับราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 1,599,000 บาท* มีให้เลือกทั้งแบบ 7 ที่นั่ง และ 11 ที่นั่ง The Kia EV5 มาพร้อมราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 1,099,000 บาท* The Kia Sorento เอสยูวีพลังไฟฟ้าที่มาพร้อมตัวเลือกขุมพลังแบบ Plug-in Hybrid และ Hybrid กับราคาสุดเร้าใจเริ่มต้นที่ 1,699,000 บาท* และ The Kia EV9 ที่มาพร้อมแพ็กเกจคุ้มครองแบบจัดเต็มด้วยโปรแกรมบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรงและค่าอะไหล่) ต่อเนื่องนาน 10 ปี* นอกจากนี้รถยนต์เกียทุกรุ่นยังมาพร้อมแพ็กเกจคุ้มครองสุดคุ้ม ด้วยการรับประกันคุณภาพตัวรถนาน 7 ปี สำหรับ The Kia EV5, The Kia EV9, The Kia Sorento และรับประกันคุณภาพตัวรถนาน 5 ปี สำหรับ The Kia Carnival ให้ลูกค้าและเจ้าของรถเกียทุกคนสบายใจไร้กังวล เชิญสัมผัสยนตรกรรมเกียทั้ง SUV และ MPV หลากหลายรุ่นได้ ณ บูทเกีย หมายเลข A12 อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 หรือรับข้อเสนอเดียวกันได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายเกียทั่วประเทศ ถึง 30 เมษายน 2568

นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า “เรายังคงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น และขยายการรับรู้แบรนด์เกียผ่านแคมเปญการตลาดต่าง ๆ เพื่อสร้างครอบครัวเกียของเราให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้น และสำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ 2025 ครั้งที่ 46 บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำรถยนต์ SUV และ MPV มาจัดแสดงอย่างครบครัน พร้อมมอบข้อเสนอราคาสุดพิเศษ ข้อเสนอสุดเซอร์ไพรส์ และหลากหลายโปรโมชัน ภายใต้แคมเปญ ‘Join The Kia Family’ ให้ลูกค้าได้เลือกข้อเสนอที่ตรงใจ ซึ่งครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ รวมถึงโปรแกรมบำรุงรักษาตามระยะฟรี 10 ปี สำหรับ The Kia EV9”

* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.kia.com/th

 

ข้อเสนอจาก เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) 

ข้อเสนอสุดเซอร์ไพรส์งานมอเตอร์โชว์ สำหรับ The Kia Carnival วันที่ 24 มีนาคม 2568 ถึง 30 เมษายน 2568

โปรโมชันสำหรับ The Kia Carnival LX (11 ที่นั่ง)

ราคาพิเศษ 1,599,000 ล้านบาท (ราคาจำหน่ายปกติ 1,892,000 บาท หักส่วนลดมูลค่า 293,000 บาท)

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลานาน 1 ปี [1]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]

หรือเลือกรับข้อเสนอสุดเซอร์ไพรส์

  • อัตราดอกเบี้ย 0% 5 ปี โดยคำนวณจากราคาขายปกติ [6]
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลานาน 1 ปี [1]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]

โปรโมชันสำหรับ The Kia Carnival EX (11 ที่นั่ง)

ราคาพิเศษ 1,999,000 บาท (ราคาจำหน่ายปกติ 2,234,000 บาท หักส่วนลดมูลค่า 235,000 บาท)

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลานาน 1 ปี [1]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]

หรือเลือกรับข้อเสนอสุดเซอร์ไพรส์

อัตราดอกเบี้ย 0% 5 ปี โดยคำนวณจากราคาขายปกติ [6]

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลานาน 1 ปี [1]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]

 โปรโมชันสำหรับ The Kia Carnival SXL (11 ที่นั่ง)

ราคาพิเศษ 2,349,000 บาท (ราคาจำหน่ายปกติ 2,594,000 บาท หักส่วนลดมูลค่า 245,000 บาท)

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลานาน 1 ปี [1]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]

หรือเลือกรับข้อเสนอสุดเซอร์ไพรส์

อัตราดอกเบี้ย 0% 5 ปี โดยคำนวณจากราคาขายปกติ [6]

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลานาน 1 ปี [1]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]
The Kia Carnival SXL Luxury (7-seater)

โปรโมชันสำหรับ The Kia Carnival SXL Luxury (7 ที่นั่ง)

ราคาพิเศษ 2,699,000 บาท (ราคาจำหน่ายปกติ 2,990,000 บาท หักส่วนลดมูลค่า 291,000 บาท)

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลานาน 1 ปี [1]
  • ฟรี จอบนพนักพิงเบาะผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า [4]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]

หรือเลือกรับข้อเสนอสุดเซอร์ไพรส์

อัตราดอกเบี้ย 0% 5 ปี โดยคำนวณจากราคาขายปกติ [6]

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลานาน 1 ปี [1]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]

หมายเหตุ:

[1] ประกันภัยชั้น 1 และ ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เป็นระยะเวลา 1 ปี สำหรับรุ่น LX, EX, SXL และ SXL Luxury โดยจำกัดเฉพาะ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

[2] เงื่อนไขการบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (ตามเงื่อนไขของฝ่ายบริการหลังการขาย) โดยไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

[3] เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย

[4] จอบนพนักพิงเบาะผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า ตามรุ่นที่บริษัทฯ กำหนด โดยรับประกันคุณภาพระยะเวลา 1 ปี

[5] สิทธิประโยชน์ข้อ [1],[2] และ [4] มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 90,000 บาท เฉพาะรุ่น SXL Luxury และ 50,000 บาทสำหรับรุ่นอื่นๆ ทั้งนี้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

[6 ] อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% 5 ปี (โดยคำนวณจากราคาขายปกติ) สำหรับทุกรุ่น เฉพาะการจัดเช่าซื้อกับธนาคารที่เข้าร่วมรายการ ได้แก่ บริษัท กสิกรลีสซิ่ง จํากัด หรือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือ ธนาคารไทยธนชาต พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 60 เดือน สำหรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% 5 ปี (โดยคำนวณจากราคาขายปกติ) สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568 ถึง 30 เมษายน 2568

 

ข้อเสนอสุดเซอร์ไพรส์งานมอเตอร์โชว์ สำหรับ The Kia EV5 วันที่ 24 มีนาคม 2568 ถึง 30 เมษายน 2568

โปรโมชันสำหรับลูกค้า The Kia EV5 Light

ราคาพิเศษ 1,099,000 บาท (ราคาจำหน่ายปกติ 1,299,000 บาท หักส่วนลดมูลค่า 200,000 บาท)

  • อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่สถาบันการเงินกำหนด
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [4]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร [5]
  • ชุดพรมปูพื้นรถยนต์ [6]

หรือเลือกรับข้อเสนอสุดเซอร์ไพรส์

อัตราดอกเบี้ย 0% 6 ปี โดยคำนวณจากราคาขายปกติ [8]

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [4]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร [5]
  • ชุดพรมปูพื้นรถยนต์ [6]
The Kia EV5 Air

โปรโมชันสำหรับลูกค้า The Kia EV5 Air

ราคาพิเศษ 1,229,000 บาท (ราคาจำหน่ายปกติ 1,399,000 บาท หักส่วนลดมูลค่า 170,000 บาท)

  • ส่วนลดพิเศษมูลค่า 170,000 บาท
  • อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่สถาบันการเงินกำหนด
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [4]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร [5]
  • ชุดพรมปูพื้นรถยนต์ [6]

หรือเลือกรับข้อเสนอสุดเซอร์ไพรส์

อัตราดอกเบี้ย 0% 6 ปี โดยคำนวณจากราคาขายปกติ [8]

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [4]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร [5]
  • ชุดพรมปูพื้นรถยนต์ [6]
The Kia EV5 Earth Long Range

โปรโมชันสำหรับลูกค้า The Kia EV5 Earth Long Range

ราคาพิเศษ 1,429,000 บาท (ราคาจำหน่ายปกติ 1,599,000 บาท หักส่วนลดมูลค่า 170,000 บาท)

  • ส่วนลดพิเศษมูลค่า 170,000 บาท
  • อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่สถาบันการเงินกำหนด
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [4]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร [5]
  • ชุดพรมปูพื้นรถยนต์ [6]

หรือเลือกรับข้อเสนอสุดเซอร์ไพรส์

อัตราดอกเบี้ย 0% 6 ปี โดยคำนวณจากราคาขายปกติ [8]

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [4]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร [5]
  • ชุดพรมปูพื้นรถยนต์ [6]

โปรโมชันสำหรับลูกค้า The Kia EV5 Earth Exclusive AWD

ราคาพิเศษ 1,629,000 บาท (ราคาจำหน่ายปกติ 1,799,000 บาท หักส่วนลดมูลค่า 170,000 บาท)

  • ส่วนลดพิเศษมูลค่า 170,000 บาท
  • อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่สถาบันการเงินกำหนด
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [4]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร [5]
  • ชุดพรมปูพื้นรถยนต์ [6]

หรือเลือกรับข้อเสนอสุดเซอร์ไพรส์

อัตราดอกเบี้ย 0% 6 ปี โดยคำนวณจากราคาขายปกติ [8]

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [4]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร [5]
  • ชุดพรมปูพื้นรถยนต์ [6]

โปรโมชันสำหรับลูกค้า The Kia EV5 GT-Line AWD

  • อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 0% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน [1]
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [4]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร [5]

หมายเหตุ:

[1] อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 0% สำหรับรุ่น GT-Line AWD เฉพาะการจัดเช่าซื้อกับธนาคารที่เข้าร่วมรายการ ได้แก่ บริษัท กสิกรลีสซิ่ง จํากัด หรือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือ 1.99% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน เฉพาะการจัดเช่าซื้อกับธนาคารที่เข้าร่วมรายการ ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด หรือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือธนาคารไทยธนชาต

[2] ประกันภัยชั้น 1 และ ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยจำกัดเฉพาะ บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

[3] เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย)

[4] เงื่อนไขการบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (ตามเงื่อนไขของฝ่ายบริการหลังการขาย)

[5] เงื่อนไขการรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย)

[6] ชุดพรมปูพื้นรถยนต์

[7] สิทธิประโยชน์ข้อ [2], [4] และ [6] มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 50,000 บาท ทั้งนี้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

[8] อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% 6 ปี (โดยคำนวณจากราคาขายปกติ) สำหรับทุกรุ่น (ยกเว้นรุ่น GT-Line AWD) เฉพาะการจัดเช่าซื้อกับธนาคารที่เข้าร่วมรายการ ได้แก่ บริษัท กสิกรลีสซิ่ง จํากัด หรือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือ ธนาคารไทยธนชาต พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 72 เดือน สำหรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% 6 ปี (โดยคำนวณจากราคาขายปกติ) สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568 ถึง 30 เมษายน 2568

The Kia EV9 GT-Line AWD

 โปรโมชันสำหรับลูกค้า The Kia EV9 GT-Line AWD

  • อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 99% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน [1]
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [2]
  • ฟรี Kia Home Charger 1 ชุด และ ค่าติดตั้ง Kia Home Charger ให้กับลูกค้า [3]
  • ฟรี ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรง และค่าอะไหล่) ตลอด 10 ปีหรือ 150,000 กิโลเมตร [4]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [5]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [6]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร [7]

หมายเหตุ:

[1] อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 1.99% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน เฉพาะการจัดเช่าซื้อกับธนาคารที่เข้าร่วมรายการ ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร

[2] ประกันภัยชั้น 1 และ ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยจำกัดเฉพาะ บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

[3] Kia Home Charger 1 ชุด พร้อมค่าติดตั้ง ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

[4] เงื่อนไข ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรง และค่าอะไหล่) ตลอด 10 ปีหรือ 150,000 กิโลเมตร ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย)

[5] เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย)

[6] เงื่อนไขการบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (ตามเงื่อนไขของฝ่ายบริการหลังการขาย)

[7] เงื่อนไขการรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย)

[8] สิทธิประโยชน์ข้อ [2], [3], [4], และ [6] มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 136,000 บาท สำหรับรุ่น EV9 ทุกรุ่น ทั้งนี้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

โปรโมชันสำหรับลูกค้า The Kia Sorento Premium Plus PHEV

ราคาพิเศษ 1,899,000 บาท (ราคาจำหน่ายปกติ 2,099,000 บาท หักส่วนลดมูลค่า 200,000 บาท)

  • อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 99% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน [1]
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [4]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร [5]

โปรโมชันสำหรับลูกค้า The Kia Sorento Premium HEV:

ราคาพิเศษ 1,699,000 บาท (ราคาจำหน่ายปกติ 1,959,000 บาท หักส่วนลดมูลค่า 260,000 บาท)

  • อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 99% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน [1]
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [4]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร [5]

หมายเหตุ:

[1] อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 1.99% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน เฉพาะการจัดเช่าซื้อกับธนาคารที่เข้าร่วมรายการ ได้แก่ จํากัด ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร

[2] ประกันภัยชั้น 1 และ ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยจำกัดเฉพาะ บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

[3] เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย) โดยไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

[4] เงื่อนไขการบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (ตามเงื่อนไขของฝ่ายบริการหลังการขาย) โดยไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

[5] เงื่อนไขการรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย) โดยไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

[6] สิทธิประโยชน์ข้อ [2 และ [4] มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 50,000 บาท ทั้งนี้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

  • ข้อกำหนดและเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลงทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบริษัทฯ
  • สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568 ถึง 30 เมษายน 2568
  • โปรโมชันสำหรับการซื้อผ่านผู้จำหน่าย Kia อย่างเป็นทางการทั่วประเทศไทย
  • ไม่รวมรถแท็กซี่, รถเช่า, รถที่ขายภายใต้เงื่อนไขพิเศษ, และลูกค้ารถเช่า
  • ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงจะทำการแจ้งผ่านช่องทางสื่อประชาสัมพันธ์ของบริษัทฯ
  • สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อผู้จำหน่าย Kia ใกล้ท่าน หรือ เยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.kia.com/th

 

GEELY RIDDARA เดินหน้าแผนกลยุทธ์ในประเทศไทย เพิ่มทางเลือกรถกระบะไฟฟ้าที่มอบความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษในงาน Bangkok International Motor Show 2025

0

GEELY RIDDARA แบรนด์รถกระบะพลังงานไฟฟ้าในเครือ GEELY AUTO GROUP เปิดแผนกลยุทธ์ดันประเทศไทยเป็นตลาดหลัก พร้อมแนะนำ  RIDDARA RD6 รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 86kWh ซึ่งให้ระยะทางในการขับขี่ที่สูงถึง  503  กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง เป็นทางเลือกการเดินทางที่คุ้มค่าและประหยัดมากยิ่งขึ้น  พร้อมแนะนำฟังก์ชันหลังคาซันรูฟ (Sunroof) เป็นตัวเลือกพิเศษ สำหรับ RIDDARA RD6 รุ่น 86kWh ขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมเชิญทุกท่านมาสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของ GEELY RIDDARA  พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ ดอกเบี้ยพิเศษ 0.59%* หรือเลือกผ่อนเริ่มต้นเพียง 8,888 บาท และข้อเสนอพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อจอง RIDDARA RD6  ทุกรุ่นในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” หรือที่ผู้จำหน่าย GEELY RIDDARA ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึง 6 เมษายน 2568​​

 

ประเทศไทยขับเคลื่อนกลยุทธ์ระดับสากลของ GEELY RIDDARA

มร. จาง ชง ผู้จัดการทั่วไป GEELY RIDDARA ประเทศไทย เปิดเผยว่าหลังจาก GEELY RIDDARA ได้เปิดตัว RIDDARA RD6 รถกระบะไฟฟ้า 100% คันแรกอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาด้วยแนวติด  Drive Like An SUV, Function Like A Pickup : สะดวกสบายระดับ SUV ตอบโจทย์ทุกการใข้งานแบบกระบะ “ ด้วยการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ประกอบกับประสิทธิภาพในการขับขี่อัจฉริยะที่โดดเด่น ทำให้ RIDDARA RD6 ได้รับความสนใจรวมทั้งการชื่นชอบอย่างกว้างขวางจากผู้บริโภคและสื่อมวลชนในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว   อีกทั้งยังได้รับรางวัล “รถกระบะไฟฟ้ายอดเยี่ยม : Best Pickup EV” จากเวที Car Of The Year 2025 ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ และภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งของแบรนด์ GEELY RIDDARA

ปัจจุบัน GEELY RIDDARA มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของตลาดรถกระบะไฟฟ้า100%ในประเทศจีน โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่าร้อยละ 50 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจไปยังกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทั้งตะวันออกกลาง เอเชียแปซิฟิก อเมริกากลาง อเมริกาใต้  และยุโรปตะวันออก

ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในกลยุทธ์ระดับสากลของ GELLY RIDDARA ซึ่งบริษัทฯ จะมุ่งเน้น 4 ด้านหลักเพื่อสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครอบคลุมทั้ง การพิจารณาการลงทุนสร้างโรงงานประกอบในประเทศไทยเพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับตลาดในประเทศและรองรับตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ; การพัฒนาและผสานเครือข่ายผู้จำหน่ายของ GEELY RIDDARA ให้เกิดการเสริมศักยภาพซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยตั้งเป้ามีโชว์รูมและศูนย์บริการ 40 แห่ง ทั่วประเทศ ;  การแนะนำรถกระบะพลังงานไฟฟ้าที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ครอบคลุม และขยายทางเลือกด้านพลังงานใหม่ให้มีความหลากหลาย  รวมไปถึงการพัฒนาระบบบริการหลังการขายเพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อบริการของ GEELY RIDDARA ผ่านการขยายเครือข่ายศูนย์บริการให้ครอบคลุมทั่ววประเทศเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นพร้อมจัดเตรียมอะไหล่สำรองให้เพียงพอและสามารถจัดส่งอะไหล่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุดมร. จาง ชง กล่าว

ไฮไลท์ของ GEELY RIDDARA ในงาน Bangkok International Motor Show

ในงาน Bangkok International Motor Show 2025 นี้ นอกเหนือจากการนำ RIDDARA RD6 รถกระบะพลังงานไฟฟ้ามาจัดแสดงและจำหน่ายครบทุกรุ่นแล้ว   GEELY RIDDARA ได้แนะนำรถกระบะพลังงานไฟฟ้า RIDDARA RD6 รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 86kWh ซึ่งให้ระยะทางในการขับขี่ที่สูงถึง  503  กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ระยะทางไกลได้มากขึ้นอีกทั้งยังมีค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่น้อยกว่ารถกระบะสันดาปทั่วไป จึงเป็นทางเลือกการเดินทางที่คุ้มค่าและประหยัดมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการแนะนำหลังคาซันรูฟ (Sunroof) เป็นตัวเลือกพิเศษ สำหรับ RIDDARA RD6 รุ่น 86kWh ขับเคลื่อน 4 ล้อ เพื่อเพิ่มประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบเอาท์ดอร์ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ GEELY RIDDARA ยังมีชุดอุปกรณ์ตกแต่งรอบคันของ RIDDARA  RD 6 มาแสดงและจัดจำหน่าย

ข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับลูกค้าที่จอง RIDDARA RD6

GEELY RIDDARA มอบข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองรถกระบะพลังงานไฟฟ้า RIDDARA RD6 ในงาน Bangkok International Motor Show หรือที่ผู้แทนจำหน่าย GEELY RIDDARA อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ถึง 6 เมษายน 2568

  • ดอกเบี้ยพิเศษ 59%* หรือเลือกผ่อนเริ่มต้นเพียง 8,888 บาท**​ (เมื่อดาวน์ 30% นาน 48 เดือน​)
  • ​รับประกันคุณภาพรถใหม่ 6ปี หรือ150,000 กม.
  • รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 200,000 กม.
  • ฟรี RIDDARA โฮมชาร์เจอร์พร้อมติดตั้ง
  • ฟรี ประกันภัยรถยนต์ ชั้น1
  • ฟรี ค่าอะไหล่และค่าแรงบํารุงรักษา 6 ครั้งแรก
  • ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 6 ปี
  • ฟรี แพ็คเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet usage) 2 GB นาน 1 ปี
  • ฟรี สายชาร์จเคลื่อนที่
  • ฟรี ค่าจดทะเบียน มูลค่า 5,000 บาท

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

**เมื่อคำนวณจากรุ่น RD6 2WD63 kWh ราคา 899,000 บาท​

RIDDARA RD6: 

Drive Like An SUV, Function Like A Pickup: สะดวกสบายระดับ SUV ตอบโจทย์ทุกการใข้งานแบบกระบะ

RIDDARA RD6   โดดเด่นด้วยนวัตกรรม M.A.P (Multiplex Attached Platform) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแพลตฟอร์มรถยนต์ที่พัฒนาเอาจุดเด่นของรถกระบะและรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาผสมผสานกัน ทำให้ RIDDARA RD6 มีความโดดเด่นทั้งในด้านของการออกแบบ สมรรถนะและความอัจฉริยะในแบบฉบับของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ด้วยโครงสร้างตัวถังขนาดใหญ่และมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งยังมอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย และติดตั้งระบบความปลอดภัยและระบบช่วยในการขับขี่ที่ครบครัน พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่รองรับทั้งการเดินทาง และการทำกิจกรรมแบบเอาท์ดอร์ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่น้อยกว่ารถกระบะสันดาปทั่วไป

RIDDARA RD6 ให้สมรรถนะที่โดดเด่นด้วยอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.5 วินาที และแรงบิดสูงสุด 595 นิวตันเมตร มาพร้อมช่องจ่ายกระแสไฟตามมาตรฐานยุโรปขนาด 6KW ที่กระบะท้าย รวมไปถึงการเชื่อมต่อและควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือทำให้สามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในรถจากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน

RIDDARA RD6 มอบความสะดวกสบายระดับ SUV ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ที่เงียบสงบด้วยเทคโนโลยี Pure Electric NVH Silent พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ถึง 14.6 นิ้ว ที่ชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สายขนาด 50W ระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone ที่มาพร้อมระบบกรองอากาศ CN95 filter ที่สามารถกรองฝุ่นPM2.5และไอเสียจากภายนอกห้องโดยสารได้ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เบาะหนังคุณภาพสูงดีไซน์เอกลักษณ์สามารถปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบระบายอากาศที่เบาะโดยสาร เบาะหน้าเอนราบได้แบบ 180 องศา พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกครบครัน

RIDDARA RD6 ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 แบบอัตโนมัติ โดยมีโหมดการขับขี่ 7 โหมด สำหรับสภาพถนนที่แตกต่างกัน (Sand / Mud / Off-road / Wading / Economy / Comfort / Sport) อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยความสามารถในการลุยน้ำลึกได้สูงสุด 815 มิลลิเมตร มีพื้นที่บรรทุกกระบะท้ายขนาด 1,200 ลิตร ช่องเก็บของใต้ฝากระโปรงหน้าขนาด 70 ลิตร และพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมใต้เบาะผู้โดยสารด้านหลังอีก 48 ลิตร อีกทั้งยังมีความสามารถในการลากจูงได้สูงสุดถึง 3,000 กิโลกรัม

RIDDARA RD6 มีระบบความปลอดภัยรอบคัน ซึ่งรวมถึงระบบช่วยในการขับขี่ ADAS (Advanced Driving Assistance Systems) สูงสุด 14 ระบบ และกล้องมองภาพรอบทิศทาง 540 องศา รวมไปถึงถุงลมนิรภัย 6 จุดช่วยปกป้องทั่วทั้งห้องโดยสาร ยิ่งไปกว่านั้นตัวรถสร้างขึ้นจากเหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงสูงซึ่งคิดเป็นกว่า 70% ของโครงสร้างรถ

RIDDARA RD6 มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยมีราคาจำหน่ายดังนี้

  • RIDDARA RD6 2WD 63kWh ราคา 899,000 บาท
  • RIDDARA RD6 2WD 73.9 kWh ราคา 999,000 บาท
  • RIDDARA RD6 4WD 73.9 kWh ราคา 1,149,000 บาท
  • RIDDARA RD6 4WD 86kWh ราคา 1,299,000 บาท
  • RIDDARA RD6 2WD 86kWh ราคา 1,159,000 บาท
  • RIDDARA RD6 4WD 86kWh (Sunroof) ราคา 1,335,000 บาท

ร่วมสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของ GEELY RIDDARA ได้ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.00 – 22.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 11.00 – 22.00 น.  หรือที่ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า GEELY RIDDARA Call Center  ที่หมายเลข 02-039-5777

OMODA & JAECOO เผยโฉมยนตรกรรมสุดล้ำ JAECOO 7 SHS (Super Hybrid System) พร้อมประกาศแผนเตรียม Chery บุกตลาดไทย

0

OMODA & JAECOO (อ่านว่า โอโมด้า แอนด์ เจคู่) ภายใต้บริษัท Chery Automobile ผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำระดับโลก เตรียมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้วงการยานยนต์ไทยด้วยการเปิดตัวยนตรกรรมสุดล้ำของ JAECOO 7 SHS (Super Hybrid System) นวัตกรรม Super HEV + EV เอสยูวีสุดล้ำที่มาพร้อมดีไซน์ทันสมัย ไปจนถึงภาพรวมการตลาดของ OMODA & JAECOO และแผนการนำ Chery แบรนด์ชั้นนำระดับโลกมาการทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “NEW ENERGY, NEW ECO, NEW ERAสะท้อนความมุ่งมั่นในการร่วมสร้างระบบนิเวศพลังงานใหม่ที่เปลี่ยนแปลงโลกอย่างยั่งยืน พร้อมยกทัพเทคโนโลยียนตรกรรมสุดล้ำและดีไซน์ทันสมัยจากโมเดลใหม่ล่าสุดหลากหลายรุ่นทั้งจาก OMODA & JAECOO และ Chery มาจัดแสดงให้ทุกท่านได้สัมผัส รวมถึงข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน Bangkok International Motor Show 2025 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี บูธ OMODA & JAECOO หมายเลข A23

OMODA & JAECOO มุ่งเน้นที่การสร้างการรับรู้แบรนด์ที่แข็งแกร่งและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยอย่างตรงจุด โดยได้นำเสนอยนตรกรรมที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ และมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล อย่าง OMODA C5 EV และ JAECOO 6 EV (หรือ iCAR 03 ในประเทศจีน) จากความสำเร็จของ OMODA & JAECOO ในตลาดไทยที่ผ่านมา ได้เป็นแรงผลักดันสำคัญให้บริษัทแม่อย่าง Chery Automobile ตัดสินใจเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเต็มตัว โดยจะเข้ามาเพิ่มฐานลูกค้าและเครือข่ายการตลาดที่ OMODA & JAECOO สร้างไว้ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อครอบคลุมกลุ่มลูกค้า
ที่กว้างขึ้น

“จากความสำเร็จของ OMODA & JAECOO ในตลาดไทยที่ผ่านมา ทำให้เรามีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดรถยนต์ในประเทศไทยซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจเตรียมนำแบรนด์ Chery ที่เป็นแบรนด์แม่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบในปีนี้ เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอรถยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle) ที่มีคุณภาพสูงและเทคโนโลยียานยนต์ล้ำสมัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยในทุกกลุ่ม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับลูกค้าผ่านการบริการที่เป็นเลิศและเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุม การเข้ามาของ Chery ในครั้งนี้จะถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเราพร้อมที่จะนำประสบการณ์จากการเป็นผู้นำการส่งออกรถยนต์อันดับ 1 ของจีน มาปรับใช้เพื่อสร้างความสำเร็จในตลาดไทยอย่างยั่งยืน รวมถึงโรงงานการผลิตที่จังหวัดระยองที่เริ่มรันการผลิตได้ภายในไตรมาส 3 ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในประเทศไทย” ฉี เจี๋ย ประธานบริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) กล่าว

โดยในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งนี้ Chery จะนำรถยนต์รุ่นใหม่ 3 รุ่นมาจัดแสดงเป็นครั้งแรก ได้แก่ Chery Arrizo 8L รถซีดานปลั๊กอินไฮบริดสุดลักชัวรี่, Chery Tiggo 9 เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดสำหรับครอบครัว และ Chery Tiggo Cross คอมแพคเอสยูวีไฮบริดสำหรับคนรุ่นใหม่ การขยายตลาดในประเทศไทยของ Chery นี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ผ่านหลักการ “Green, Technology, Family, Companionship” และให้ความสำคัญกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก

เปิดตัว JAECOO 7 SHS (Super Hybrid System) อย่างยิ่งใหญ่อลังการด้วยออเครสตราจากวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ

ภายในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ OMODA&JAECOO ได้เปิดตัว JAECOO 7 SHS อย่างอลังการด้วยบทเพลงบรรเลงออเครสตราจากวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ สมศักดิ์ศรีแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำ ด้วยนิยาม Classic Beyond Classic สร้างความตื่นตาตื่นใจและเป็นไฮไลท์สำคัญของงานได้อย่างน่าชื่นชม

JAECOO 7 SHS (Super Hybrid System) ) นวัตกรรม Super HEV + EV รถปลั๊กอินไฮบริดเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำและดีไซน์ทันสมัย เครื่องยนต์ 1.5TDGI เจเนอเรชั่นที่ 5 ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 3 ของ Chery Automobile ตอบสนองทุกความต้องการด้วยสมรรถนะและคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยม ที่พลิกโฉมการทำงานของระบบ Plug in Hybrid ให้เปลี่ยนไปจากเดิม ประหยัดกว่าด้วยค่าบำรุงรักษาที่คุ้มค่า เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน ด้วยระบบซูเปอร์อิเล็กทริกไฮบริด DHT (Super Electric Hybrid DHT System) ทำให้การทำงานระหว่างระหว่าง EV และ HEV เป็นไปอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนได้ที่ความเร็วสูงสุดถึง 120 กม./ชม. เมื่อมีแบตเตอรี่มากกว่า 25% พละกำลังสูงสุด 347 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 525 นิวตัน-เมตร ที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพเชิงความร้อนสูง (Thermal Efficiency) ช่วยให้เครื่องยนต์ยังคงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้ในสภาวะการใช้งานหนัก และมอบอัตราการประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยมมากกว่า 21.28 กิโลเมตรต่อลิตร ด้วยระบบที่สามารถปรับการจ่ายเชื้อเพลิงให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่แบบเรียลไทม์ ทำให้การใช้พลังงานทุกหยดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยคุณสมบัติทั้งหมด ที่กล่าวมา ทำให้ JAECOO 7 SHS มอบสมรรถนะและระยะทางการขับขี่ที่ไกลกว่า 1,300 กิโลเมตร โดยมีระยะทางขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วน 106 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) และแบตเตอรี่ของ JAECOO 7 SHS มีความปลอดภัยสูงด้วยระบบป้องกันแบตเตอรี่รอบด้าน ทั้งการทนทานต่อความร้อน แรงกระแทก และกันน้ำ พร้อมระบบป้องกันด้วยการปิดเครื่องภายใน 0.002 วินาทีหลังเกิดการชน ช่วยตัดแหล่งจ่ายไฟได้อย่างรวดเร็วเพื่อความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่ได้ในกรณีฉุกเฉิน ด้วยการปล่อยประจุไฟฟ้าภายนอกได้ 3.3 กิโลวัตต์ รองรับการใช้งานที่หลากหลาย

พิชญุตม์ วงศ์พัฒนาสิน รองประธานบริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “JAECOO 7 SHS เป็นยนตรกรรมที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของรถปลั๊กอินไฮบริดทั่วไป เรามอบประสบการณ์การขับขี่ที่ผสานจุดเด่นของทั้งรถไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดไว้ในคันเดียว ไม่ว่าผู้ใช้จะต้องการความเงียบและประหยัดพลังงานสำหรับการเดินทางในเมือง หรือสมรรถนะอันทรงพลังสำหรับการเดินทางไกล JAECOO 7 SHS พร้อมตอบสนองทุกความต้องการอย่างลงตัว นี่คือตัวอย่างชัดเจนของปรัชญาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เน้นนวัตกรรมล้ำสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ในราคาที่จับต้องได้ นอกจากนี้ เรายังใส่ใจไปจนถึง After sale service ด้วยค่าบำรุงรักษาระยะยาวที่มีค่าใช้จ่ายเข้าถึงได้ง่ายกว่าแบรนด์อื่นๆ ในตลาด”

 

OMODA & JAECOO นำเสนอยนตรกรรมใหม่ล่าสุดภายในงาน (เฉพาะวันที่ 24-25 มีนาคมเท่านั้น)

นอกจากนี้ภายในงาน แบรนด์ยังได้นำเสนอ JAECOO 5 EV ที่มาพร้อมกับการออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด “จุดกำเนิดจากธรรมชาติ” ผสานความแข็งแกร่งและความสวยงามในทุกเส้นสาย โดดเด่นด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ที่มาพร้อมกับนวัตกรรม “Human – Pet Friendly Travel” สร้างความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้ทั้งผู้โดยสารและสัตว์เลี้ยง โดยมีระบบกันสะเทือนอิสระที่ติดตั้งมาด้วยความเข้าใจถึงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแท้จริง พร้อมซันรูฟพาโนรามาขนาด 1.45 ตารางเมตร และจอแสดงผลอัจฉริยะ 13.2 นิ้ว ช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ในทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะโลดแล่นบนถนนในเมืองใหญ่ หรือผจญภัยในเส้นทางธรรมชาติ
JAECOO 5 EV จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มองหายานยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์ที่ผสานนวัตกรรมและการออกแบบอย่างลงตัว (สเปคนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อนำเข้ามาในประเทศไทย) อีกรุ่นที่นำมาจัดแสดงได้แก่ OMODA C7 SHS การออกแบบภายใต้แนวคิด “Global Co-creation, Unlimited Enjoyment” ที่จะนำผู้บริโภคก้าวสู่ยุคใหม่ของการออกแบบยนตรกรรมแห่งยุค ด้วยการร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่ข้ามพรมแดนตลอดจนแรงบันดาลใจจากอนาคตอย่างไร้ขีดจำกัด โดยยึดหลักปรัชญา “ART IN MOTION” ผสมผสานความนิ่งสงบของงานศิลป์และพลังแห่งการเคลื่อนไหวเข้าด้วยกัน ผลงานดีไซน์ของ C7 สะท้อนความคมชัดในทุกมุม ด้วยแนวหน้าตะแกรง X-shaped ที่แตกต่างอย่างโดดเด่น ด้วยการเล่นแสงเงาอย่างลงตัวจากเส้นโค้งและพื้นผิวที่ถูกสลักอย่างประณีต รวมถึงระบบไฟจังหวะอัจฉริยะที่ค่อยๆ ส่องประกาย เปรียบเสมือนพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา นวัตกรรมเหล่านี้สื่อถึงการเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย New LOHAS ผู้ที่รักแฟชั่นล้ำสมัยและเทคโนโลยีแห่งอนาคต OMODA C7 SHS  ไม่เพียงเปลี่ยนมาตรฐานความงามของ SUV เท่านั้น แต่ยังเปิดประสบการณ์การขับขี่ที่ผสานความสะดวกสบาย เทคโนโลยีและสไตล์เข้าด้วยกันอย่างลงตัวกว่าใคร

 

OMODA & JAECOO ขยายกลุ่มผู้บริโภคให้เข้าถึงรถ JAECOO 6 EV ด้วยรถรุ่นเริ่มต้น

หลังจากที่ได้ส่งมอบ JAECOO 6 EV ให้ทุกคนเป็นเจ้าของตั้งแต่สิงหาคม 2567 และได้รับการตอบรับอย่างดี ในปีนี้ได้ JAECOO ได้นำเสนอรุ่นเริ่มต้น JAECOO 6 EV Long Range 2WD PRO เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนในเมืองที่หลงใหลในรูปทรง One Box Style และต้องการขับรถที่ลดมลภาวะทางอากาศ ด้วยราคาคาดการณ์ 899,000 บาท และสีใหม่ Cyber Yellow ที่สร้างความโดดเด่นสะดุดตาบนท้องถนน

 

OMODA & JAECOO เตรียมมอบข้อเสนอสุดพิเศษให้กับลูกค้าที่จองรถยนต์ภายในงาน Motor Show 2025 

OMODA C5 EV Model Year 2025 รถไฟฟ้าที่ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่โลกอนาคต สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขต ผสมผสานการออกแบบที่ทันสมัยและเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว มาพร้อมกับส่วนลดสูงสุด 220,000 บาท (จำนวนจำกัด)

OMODA C5 EV Long Range Ultimate Model Year 2025 ราคาหลังหักส่วนลด 729,000 บาท (จาก 949,000 บาท)

OMODA C5 EV Long Range Plus Model Year 2025 ราคาหลังหักส่วนลด 679,000 บาท (จาก 899,000 บาท)

พร้อมรับข้อเสนออื่นๆ เพียงจอง ตั้งแต่ 24 มีนาคม – 6 เมษายน และออกรถ OMODA C5 EV ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2568

โปรโมชั่นพิเศษ Motor Show Deal สำหรับ JAECOO J6 EV (หรือ iCAR 03 ในจีน) รถพลังงานไฟฟ้าสไตล์ออฟโรดโดดเด่นด้วยดีไซน์ “ONE BOX STYLE” ควบคู่ไปกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่ทันสมัย ทำให้ได้รับรางวัล “BEST OFF ROAD EV” มาพร้อมกับส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท

 

JAECOO 6 EV มีให้เลือก 2 รุ่น

  • รุ่น Long Range 4WD: สมรรถนะ 279 แรงม้า ระยะทางขับขี่ 418 กม. (NEDC) พร้อม 9 โหมดการขับขี่ (Eco, Normal, Sport, Custom, All road, Slippery, Beach, Muddy, Bumpy) ราคาหลังส่วนลด 1,149,000 บาท (จาก 1,249,000 บาท)
  • รุ่น Long Range 2WD: สมรรถนะ 184 แรงม้า ระยะทางขับขี่ 426 กม. (NEDC) พร้อม 4 โหมดการขับขี่ (Eco, Normal, Sport, Custom) ราคาหลังส่วนลด 999,000 บาท (จาก 1,099,000 บาท)
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 ระยะเวลา 1 ปี*
  • ฟรี! Home Charger พร้อมติดตั้ง มูลค่า 25,000 บาท*

เพียงจองและออกรถ JAECOO 6 EV (หรือ iCAR 03 ในจีน) ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2568

พร้อมรับข้อเสนออื่นๆ

*หมายเหตุ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

*เงื่อนไขทั้งหมดเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด และบางข้อเสนอพิเศษนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการโปรโมชันอื่นๆ ได้

จากคอนเซปต์ ONE BOX TRENDY ที่ได้รับความสนใจจากลูกค้ามากมาย JAECOO ได้จัดแคมเปญ “ONE BOX DESIGN” Contest สำหรับแฟนๆ ผู้ชื่นชอบแต่งรถ JAECOO 6 EV ร่วมประกวดชุดแต่งที่ถูกใจมหาชนมากที่สุด ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของผู้ใช้งาน โดยมีรางวัลที่ 1 มูลค่า 100,000 บาท, รางวัลที่ 2 มูลค่า 50,000 บาท, รางวัลที่ 3 มูลค่า  25,000 บาท และ รางวัลที่ 4-10 อีก 7 รางวัล มูลค่า 10,000 บาท ต่อรางวัล โดยเริ่มส่งรูปเข้าประกวดตั้งแต่ 24 มีนาคม – 31 กรกฎาคม 2568 และ เริ่ม Vote วันที่ 1-26 สิงหาคม 2568 ประกาศผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของ OMODA & JAECOO ในวันที่ 27 สิงหาคม

และเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ และตอกย้ำวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในการขับเคลื่อนอนาคตยานยนต์ที่ยั่งยืน OMODA & JAECOO จึงนำเสนอแคมเปญใหม่ล่าสุด “Eco Bonus” Campaign โดยมอบเงินสนับสนุน 10,000 บาท เพียงนำเล่มจดทะเบียนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปหรือ HEV มาแสดงเมื่อซื้อรถไฟฟ้ารุ่น OMODA C5 EV หรือ JAECOO 6 EV ตั้งแต่ 24 มีนาคม – 30 เมษายนนี้ และ JAECOO 7 SHS ตั้งแต่ 24 มีนาคม – 6 เมษายนนี้  ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์พิเศษสำหรับลูกค้าในงานมอเตอร์โชว์เท่านั้น

“การเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ไม่เพียงแค่นำเสนอยานยนต์รุ่นใหม่สู่ตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำพันธกิจของเราในการผลักดันประเทศไทยสู่ยุคแห่งการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ฉี เจี๋ย ประธานบริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) กล่าว “เรามุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ด้วยเทคโนโลยียานยนต์ล้ำสมัยที่ไม่เพียงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ แต่ยังร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน”

พบกับกองทัพยนตรกรรมสุดล้ำและโปรโมชั่นพิเศษจาก OMODA & JAECOO ได้ที่บูธหมายเลข A23 ในงาน Bangkok International Motor Show 2025 ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 และที่ผู้แทนจำหน่าย 34 แห่งทั่วประเทศ

ZEEKR ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมลักชูรีสุดล้ำ พร้อมเปิดรับจองสิทธิ์ ZEEKR 7X และ ZEEKR 009 รุ่นมอเตอร์เดี่ยว 7 ที่นั่ง เป็นครั้งแรก ที่งาน Motor Show 2025

0

ZEEKR แบรนด์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี นำทัพยานยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำ อวดโฉมในงาน Bangkok International Motor Show 2025 รวมไฮไลต์ทั้ง ZEEKR X The Best SUV EV รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองยุคใหม่ ZEEKR 009 The Most Luxury MPV EV ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “Every Journey Shines, Every Seat Matters” นำทัพด้วยรุ่น 6 ที่นั่ง รถเอ็มพีวีลักชูรีที่ทลายกรอบแนวคิดความหรูหราเดิม สร้างประสบการณ์การเดินทางที่ครบครัน ทั้งความหรูหรา นวัตกรรมล้ำสมัย และความปลอดภัยสูงสุดในคันเดียว ตามด้วยรุ่น 7 ที่นั่ง รถเอ็มพีวีลักชูรีที่ออกแบบเพื่อที่สุดแห่งประสบการณ์การเดินทางแก่ผู้โดยสารทุกที่นั่ง เพื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัว พร้อมเปิดรับจองสิทธิ์รถยนต์สองรุ่นใหม่ ZEEKR 7X รถเอสยูวีลักชูรีที่ผสานความหรูหราและความสะดวกสบาย ตอบโจทย์ทุกการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างลงตัว และ ZEEKR 009 รุ่นมอเตอร์เดี่ยว 7 ที่นั่ง รถเอ็มพีวีไฟฟ้าสุดหรูที่รองรับทุกการเดินทางอย่างสมบูรณ์แบบ รวมถึงเผยโฉม ZEEKR 001 FR ที่มาพร้อมพลังขับเคลื่อนเหนือจินตนาการ และ Concept Car ครั้งแรกภายใต้ชื่อ ZEEKR Group พร้อมกิจกรรมสุดพิเศษ และโปรโมชันสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่ตลาดยานยนต์ระดับโลก ด้วยยอดขายมากกว่า 440,000 คันทั่วโลก พบกับความลักชูรีที่ผสานกับนวัตกรรมเหนือชั้น และความปลอดภัยขั้นสูงระดับพรีเมียมที่จะมาสร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งยานยนต์ไฟฟ้าสู่ผู้บริโภคไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืนนี้ได้ที่บูธ ZEEKR หมายเลข A4 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ – 6 เมษายน 2568

ZEEKR ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี เผยโฉมนวัตกรรมล้ำหน้าแห่งยุคในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 หรือ Bangkok International Motor Show 2025 ด้วยการเปิดรับจองสิทธิ์กับยานยนต์สองรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ZEEKR 7X รถเอสยูวีไฟฟ้า 5 ที่นั่งสุดลักชูรีสำหรับครอบครัวยุคใหม่ ที่เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ด้วยฟังก์ชันระบบความปลอดภัยขั้นสุดพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่สะดุดตา และ ZEEKR 009 รุ่น 7 ที่นั่ง มอเตอร์เดี่ยว รถเอ็มพีวีลักชูรีที่คงความสะดวกสบายระดับเฟิร์สคลาส นวัตกรรมสุดล้ำ และความปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้โดยสารทุกที่นั่งเพื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัว รวมถึงการจัดแสดงสุดยอดยานยนต์ไฟฟ้าแห่งยุค อย่าง ZEEKR X พรีเมียม คอมแพค เอสยูวี ที่พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคใหม่ ZEEKR 009 รุ่น 6 ที่นั่ง รถเอ็มพีวีที่สุดแห่งความลักชูรี ที่ครบครันทั้ง ความหรูหรา นวัตกรรมอัจฉริยะ สมรรถนะที่เหนือชั้น และความปลอดภัยขั้นสูงสุด ZEEKR 009 รุ่น 7 ที่นั่ง มอร์เตอร์คู่ รถเอ็มพีวีลักชูรีที่ผสานความสะดวกสบายระดับเฟิร์สคลาส นวัตกรรมสุดล้ำ และความปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้โดยสารทุกที่นั่งเพื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัว ZEEKR 001 FR รถยนต์ Shooting Brake พร้อมขุมพลังความเร็ว แรง เป็นอีกหนึ่งขั้นของสมรรถนะ ที่จะมาเปลี่ยนทุกเส้นทางให้เต็มไปด้วยความเร้าใจ เพื่อผู้ที่ต้องการทั้งความเร็วและเทคโนโลยีขั้นสูง และ เผยโฉม Concept Car ภายใต้ชื่อ ZEEKR Group เป็นครั้งแรกหลังการประกาศควบรวมกิจการ โดยการนำเสนอกองทัพยานยนต์ไฟฟ้าในครั้งนี้ ถือเป็นการนำเสนอที่สุดแห่งนวัตกรรมที่สะท้อนถึงเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคไทยจาก ZEEKR

นาย แฟรงค์ ลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ซีเคอร์ กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “เรามุ่งมั่นเดินหน้าสู่ตลาดยานยนต์ระดับโลก จากการส่งมอบรถยนต์มากกว่า 440,000 คัน ทั่วโลกและความสำเร็จในการควบรวมกิจการ และก่อตั้ง ZEEKR Group เมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่เรามีความมั่นใจว่าเทคโนโลยี และการออกแบบของเราจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ครั้งนี้เราได้นำรถยนต์ไฮบริดต้นแบบมาจัดแสดงในงานนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเราในการรองรับความต้องการของตลาดระดับโลกให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ทั้งตลาดยานยนต์ขุมพลังไฟฟ้าแบบไฮบริด และขุมพลังไฟฟ้า 100% พร้อมตั้งเป้าการส่งมอบรถยนต์ภายใต้ ZEEKR Group 710,000 คัน ภายในปีนี้ และมากกว่า 1 ล้านคัน ภายในปี 2569 เพื่อเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำด้านโซลูชันการขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานใหม่ระดับแนวหน้าของโลก”

ตั้งแต่มีนาคมปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ZEEKR Thailand ได้ดำเนินกิจกรรมและเปิดตัวยานยนต์ที่ครอบคลุมหลากหลายตลาด ภายใต้แนวคิดของแบรนด์ “Imagine Beyond” หรือ “จินตนาการเหนือขีดจำกัด” ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่ยังมุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากเสียงตอบรับอย่างอบอุ่นของลูกค้า ด้วยยอดส่งมอบมากกว่า 1,800 คัน สะท้อนถึงการเติบโตและการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคไทยในทุกเซกเมนต์ และตอกย้ำความเชื่อมั่นในแบรนด์ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นาย อเล็กซ์ เป่า กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ZEEKR ไม่ได้เป็นแบรนด์ที่มอบเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำในการพัฒนาอนาคตของการขับขี่อย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด Imagine Beyond
ที่จะช่วยสร้างโลกใหม่ที่ดีกว่า สำหรับวันนี้และในอนาคต โดยยืนหยัดที่จะคงไว้ซึ่งมาตรฐานระดับพรีเมียม ประสบการณ์ที่เหนือชั้น และความสบายใจในการใช้งาน”

ภายในบูธของ ZEEKR ที่งาน Motor Show 2025 ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่จะมุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมนำเสนอรถยนต์ที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่รถยนต์ที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ไปจนถึงรถที่รองรับครอบครัวใหญ่ พร้อมให้ทุกท่านได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด โดยไฮไลต์ของรถยนต์ที่เปิดรับจองสิทธิ์

มีดังนี้

ZEEKR 009 รุ่นมอเตอร์เดี่ยว 7 ที่นั่ง
  • ZEEKR 009 รุ่นมอเตอร์เดี่ยว 7 ที่นั่ง รถเอ็มพีวีลักชูรีที่มาพร้อมกับแนวคิด “Premium Mobility”
    ที่มอบความหรูหราผสานกับการขับขี่ที่สะดวกสบาย พร้อมสำหรับทุกการเดินทาง โดดเด่นด้วยสมรรถนะ
    พร้อมกำลังวิ่งสูงสุด 250 kW หรือ 335 HP แรงบิดสูงสุด 373 Nm และความจุแบตเตอรี่ 116 kWh ที่สามารถขับขี่ได้ไกลสูงสุด 712 กิโลเมตรต่อหนึ่งการชาร์จ ตามมาตรฐาน NEDC
ZEEKR 7X
  • ZEEKR 7X รถเอสยูวีลักชูรีที่ผสมผสานความหรูหราและความสะดวกสบายได้อย่างลงตัว
    พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งานในชีวิตประจำวัน มีให้เลือกสรรทั้งรุ่นมอเตอร์เดี่ยว ความจุแบตเตอรี่ 100 kWh ที่สามารถขับขี่ได้สูงสุด 600 กิโลเมตรต่อหนึ่งการชาร์จตามมาตรฐาน WLTC และรุ่นมอเตอร์คู่ ที่มาพร้อมความจุแบตเตอรี่ 100 kWh ด้วยระยะการขับขี่สูงสุด 500 กิโลเมตร ต่อหนึ่งการชาร์จตามมาตรฐาน WLTC

นอกจากนี้ ภายในบูธยังแบ่งพื้นที่พิเศษออกเป็นโซนต่าง ๆ ที่รังสรรค์ขึ้นที่นำเสนอประสบการณ์เหนือระดับในทุกโสตสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นโซน Celestial Dawn ที่ถ่ายทอดมุมพักผ่อนในวันสบาย ๆ กับครอบครัวอันอบอุ่น Ascending Sun โซนกิจกรรมสุดคูล ไม่ว่าจะเป็นการจัดดอกไม้ Exclusive Workshop น้ำหอม DIY by Jo Malone กิจกรรมเพ้นท์เล็บ และกิจกรรมทำน้ำหอมแขวนรถในโซน Sensorial Bar มุมพักผ่อนพร้อมของว่างและเครื่องดื่มที่ ZEEKR Dawn Exclusive Lounge ที่สะท้อนความเรียบหรูด้วยการตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อสะท้อนแนวคิดในด้านการยกระดับความสุขในทุกรูปแบบการเดินทางตั้งแต่ก้าวแรกที่ได้สัมผัส ผ่านการออกแบบประสบการณ์อย่างลงตัวด้วยแนวคิดการสร้างยานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมลักชูรีที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านทุก Touchpoint

เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า ZEEKR ยังได้มอบโปรโมชันพิเศษสำหรับผู้ที่จองรถยนต์ภายในงานตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 6 เมษายน 2568 สำหรับท่านที่สนใจเป็นเจ้าของ ZEEKR 009 รับข้อเสนอพิเศษ ดังนี้

ZEEKR 009 รุ่น 6 ที่นั่ง

ข้อเสนอพิเศษสำหรับ ZEEKR 009 รุ่น 6 ที่นั่ง

  • รับฟรี Wallbox ขนาด 11 kW พร้อมแพ็กเกจติดตั้ง*
  • รับฟรี สายชาร์จฉุกเฉิน*
  • ประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี พร้อม พ.ร.บ คุ้มครองนาน 1 ปี*
  • ค่าจดทะเบียนรถยนต์*
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี*
  • ค่าอะไหล่ และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง สูงสุดไม่เกิน 6 ครั้ง ภายในระยะเวลา 6 ปี หรือระยะทาง 120,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
  • การรับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
  • การรับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปีหรือ 180,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ข้อเสนอพิเศษสำหรับ ZEEKR 009 รุ่น 7 ที่นั่ง มอเตอร์คู่

  • รับฟรี Wallbox ขนาด 11 kW พร้อมแพ็กเกจติดตั้ง*
  • รับฟรี สายชาร์จฉุกเฉิน*
  • ประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี พร้อม พ.ร.บ คุ้มครองนาน 1 ปี*
  • ค่าจดทะเบียนรถยนต์*
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี*
  • ค่าอะไหล่ และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง สูงสุดไม่เกิน 3 ครั้ง ภายในระยะเวลา 3 ปี หรือระยะทาง 60,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
  • การรับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
  • การรับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปีหรือ 180,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

และสำหรับทุกท่านที่สนใจเป็นเจ้าของ ZEEKR X ตั้งแต่วันนี้ – 6 เมษายน 2025 รับข้อเสนอพิเศษดังนี้

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% ต่อปี นานสูงสุด 60 เดือน*
  • รับฟรี Wallbox ขนาด 7 kW พร้อมแพ็กเกจติดตั้ง*
  • รับฟรี สายชาร์จฉุกเฉิน*
  • ประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี พร้อม พ.ร.บ คุ้มครองนาน 1 ปี*
  • ค่าจดทะเบียนรถยนต์*
  • การรับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • การรับประกันมอเตอร์ และแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ยานยนต์สุดล้ำ ที่พร้อมจุดประกายอนาคตของการขับขี่อย่างยั่งยืน พร้อมจับจองสิทธิ์เป็นเจ้าของ กับ ZEEKR 7X และ ZEEKR 009 รุ่นมอเตอร์เดี่ยว 7 ที่นั่ง ได้ที่งาน Bangkok International Motor Show 2025 ที่บูธ ZEEKR หมายเลข A4 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ – 6 เมษายน 2568

มาสด้าสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สื่อสารภาพลักษณ์ใหม่ ภายใต้ปรัชญา “JOY DRIVES LIVES” ความสุขขับเคลื่อนชีวิต

0

มาสด้ามุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์เพื่อส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าทุกคน เพราะมาสด้าเชื่อว่าความสุขในการขับขี่จะสามารถเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต แรงบันดาลใจ และสร้างความสุขให้ผู้ขับขี่และเจ้าของได้ ดังนั้น มาสด้าจึงยกระดับการสื่อสารภาพลักษณ์และสร้างคุณค่าแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเสนอปรัชญาใหม่ “JOY DRIVES LIVES” หรือ ความสุขขับเคลื่อนชีวิต โดยสื่อสารถึงรายละเอียดความสุขเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางและมีส่วนสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับแบรนด์ และมีรถยนต์มาสด้าเป็นส่วนหนึ่งของทุกประสบการณ์การใช้ชีวิต มาสด้าเชื่อว่าในทุกรายละเอียดของชีวิต มีความสุขขับเคลื่อนเราเสมอ พร้อมออกเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ เคียงข้างกัน เติมเต็มชีวิตทุกเส้นทางเพื่อให้ผู้คนได้ค้นพบความสุขในแบบของตัวเอง นำมาซึ่งการสื่อสารภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ เพื่อสานต่อพันธกิจสำคัญ คือการส่งมอบประสบการณ์ความสุขและการใช้ชีวิตในทุกด้านของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางในทุกบริบท ตามพันธกิจที่มุ่งมั่นผลักดันองค์กรก้าวสู่การเติบโตที่ยั่งยืนตลอดไป

นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นอกเหนือจากการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์และยกระดับการบริการหลังการขาย เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุดแล้ว มาสด้ายังให้ความสำคัญและมุ่งมั่นพัฒนาการสื่อสารภาพลักษณ์และคุณค่าของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2543 มาสด้าเริ่มสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วยสโลแกน ZOOM-ZOOM ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกและความทรงจำในวัยเด็กออกมาเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ ต่อมาในปี 2558 มาสด้าได้สื่อสารภาพลักษณ์ใหม่อีกครั้ง ภายใต้สโลแกน “FELL THE DRIVE” โดยเริ่มจากการสื่อสารปรัชญาและแนวคิดหลักของแบรนด์  การให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า ผ่านความสนุกในการขับขี่ไปจนถึงคุณค่าทางด้านอารมณ์ความรู้สึกโดยมีมาสด้าเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพราะมาสด้าเชื่อว่าความสุขไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การมีรอยยิ้มเท่านั้น แต่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากภายใน เป็นความรู้สึกที่เติมเต็มและมีความหมาย สะท้อนคุณค่าทางอารมณ์ที่เกิดจากความเข้าใจพื้นฐานของมนุษย์

ในปี 2568 เป็นต้นไป มาสด้าพร้อมเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ และต่อยอดพันธกิจในการส่งมอบประสบการณ์ความสุขและการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น เพราะมาสด้าเชื่อว่า “ความสุขในการขับขี่รถยนต์” (Joy of Driving) จะนำไปสู่ “ความสุขในการใช้ชีวิต” (Joy of Living) สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า มาสด้าจึงนำเสนอปรัชญาใหม่ของแบรนด์ “JOY DRIVES LIVES”  หรือ ความสุขขับเคลื่อนชีวิต เพื่อนำมาใช้ในการสร้างและพัฒนา ประสบการณ์ลูกค้าในรูปแบบใหม่ให้ดียิ่งขึ้น โดยมีลูกค้าลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา เพื่อให้มั่นใจว่าทุกครั้งที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์จะนำมาซึ่งคุณค่าและความสุขที่แท้จริง

ด้วยเหตุนี้ มาสด้าจึงเดินหน้าสื่อสารปรัชญาใหม่โดยถ่ายทอดภาพยนต์โฆษณาทางสื่อออนไลน์ ภายใต้สโลแกนใหม่ “JOY DRIVES LIVES” เพื่อให้ลูกค้ามาสด้า และบุคคลทั่วไป ตระหนักถึงรายละเอียดของความสุขเล็ก ๆ รอบตัว ตลอดจนมีส่วนร่วมและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ โดยมีรถยนต์มาสด้าเป็นส่วนหนึ่งของทุกประสบการณ์ในการใช้ชีวิต โดยสื่อสารผ่านแคมเปญ 2 ช่วง เริ่มจากการสร้างความตระหนักถึงการค้นหาความสุขที่แท้จริงในชีวิต พร้อมสร้างความเชื่อมโยงการสื่อสารคุณค่าและภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ผ่าน Joy หรือ รายละเอียดของความสุขที่ขับเคลื่อนชีวิต โดยเชิญชวนลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายร่วมค้นหารายละเอียดของชีวิตผ่านแบบทดสอบ Mazda Joy Quiz เพื่อรับรู้ถึงความสุขของตัวเองในรูปแบบต่าง ๆ ตามด้วยการสร้างการรับรู้ในความหมายใหม่ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผ่านการสื่อสาร “JOY DRIVES LIVES” อย่างเต็มรูปแบบในทุกช่องทาง สิ่งเหล่านี้จะเป็นนิยามใหม่ของภาพลักษณ์แบรนด์มาสด้า เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ความสุขให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของลูกค้า โดยมีมาสด้าเป็นหัวใจหลักในการสร้างความเชื่อมโยง

การสื่อสารภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ภายใต้สโลแกน “JOY DRIVES LIVES” ตอกย้ำถึงการเดินหน้าสู่มิติใหม่ของการส่งมอบประสบการณ์ลูกค้า ที่มาสด้าตั้งใจยกระดับให้ดียิ่งขึ้นในทุกบริบท เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าในรูปแบบใหม่ และนำมาพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าในทุก ๆ ขั้นตอน รวมถึงการเริ่มต้นปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย (Business Transformation) โดยมุ่งเน้นและให้ความสำคัญสูงสุดกับลูกค้า เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกครั้งที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ จะนำมาซึ่งคุณค่าและความสุขในการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า

ภาพยนต์โฆษณาภายใต้สโลแกน “JOY DRIVES LIVES”

ปอร์เช่เผยโฉมนิทรรศการ Electrifying Past. Present. Future. ณ Curvistan Bangkok สะท้อนวิวัฒนาการแห่งยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า

0

ปอร์เช่เปิดตัวนิทรรศการสุดพิเศษ “Electrifying Past. Present. Future.”Curvistan Bangkok พื้นที่สำหรับพบปะสังสรรค์เพื่อร่วมเฉลิมฉลองความหลงใหลในรถยนต์ ศิลปะ และการออกแบบไว้ในที่เดียว นำเสนอประสบการณ์อินเทอร์แอคทีฟที่สะท้อนมุมมองอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ต่อโลกแห่งยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า (Electromobility) ถ่ายทอดผ่านการเชื่อมโยง อดีตอันทรงคุณค่ากับปัจจุบันที่เต็มไปด้วยพลัง และ อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2024 Curvistan Bangkok ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของชุมชนคนรักปอร์เช่และผู้ที่หลงใหลในวัฒนธรรมยานยนต์อย่างแท้จริง ล่าสุด ปอร์เช่เดินหน้านำเสนอประสบการณ์ใหม่ผ่านนิทรรศการ  Electrifying Past. Present. Future. ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสนวัตกรรมล้ำสมัยที่ปฏิวัติวงการยนตรกรรมไฟฟ้าสมรรถนะสูง (High-Performance Electrification) ของแบรนด์รถสปอร์ตระดับตำนานจากเยอรมนี โดยนิทรรศการครั้งนี้พร้อมต้อนรับผู้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม – 18 สิงหาคม 2025

นิทรรศการครั้งนี้สะท้อน จิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกของปอร์เช่ โดยย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นในปี 1900 เมื่อ เฟอร์ดินานด์ ปอร์เช่ (Ferdinand Porsche) ได้สร้างสรรค์ “Lohner-Porsche System” ซึ่งถือเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งบริเวณดุมล้อคันแรกของโลก และนำเสนอสิ่งประดิษฐ์อันล้ำหน้านี้ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก ณ งาน Paris Exposition ภายใน Palace of Electricity

กว่า 100 ปีต่อมา ปอร์เช่ยังคงเป็นผู้นำในโลกของยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า และหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการ Electrifying Past. Present. Future.  ครั้งนี้คือการจัดแสดง 918 Spyder ไฮเปอร์คาร์ไฮบริดระดับตำนานที่สะท้อนถึงความก้าวล้ำทางวิศวกรรม ผสานเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้าเข้ากับ DNA มอเตอร์สปอร์ตของปอร์เช่อย่างสมบูรณ์แบบ มอบทั้งสมรรถนะอันเหนือชั้นและประสิทธิภาพที่โดดเด่น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการคือ ปอร์เช่ 919 ไฮบริด (Porsche 919 Hybrid) ตำนานรถแข่งไฮบริดที่สร้างชื่อให้ปอร์เช่ในยุคของยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า รถแข่งคันนี้คว้าชัยชนะ 24 Hours of Le Mans การแข่งขันในสนามเอนดูรานซ์ระดับโลก ถึง 3 ปีซ้อน ในปี 2015, 2016 และ 2017 ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จสูงสุดของปอร์เช่ในสนามแข่งระดับโลก ในเวอร์ชัน “919 Evo” ซึ่งถูกปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎการแข่งขัน รถคันนี้ได้สร้างสถิติเวลาต่อรอบ 5:19.55 นาที บนสนามแข่งระดับตำนาน Nürburgring Nordschleife โดยมี ทิโม่ แบร์นฮาร์ด (Timo Bernhard) นักขับโรงงานของปอร์เช่เป็นผู้ควบคุมพวงมาลัย ซึ่งสถิตินี้ยังคงไร้ผู้โค่นล้มมาจนถึงปัจจุบัน

นิทรรศการนี้เป็นโอกาสพิเศษสำหรับผู้ที่หลงใหลในยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ได้สัมผัสนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนวงการมาตลอดศตวรรษ และเรียนรู้ถึงแนวทางที่ปอร์เช่กำลังมุ่งสู่อนาคตของ สมรรถนะพลังงานไฟฟ้าแรงสูง (High-Performance Electrification) อย่างแท้จริง

Porsche 919 Hybrid ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะในสนามแข่ง แต่ยังมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของปอร์เช่ ในฐานะรถแข่งที่ปูทางสู่การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากโลกของมอเตอร์สปอร์ตสู่ยนตรกรรมบนท้องถนน เทคโนโลยีที่ถูกทดสอบและพิสูจน์สมรรถนะภายใต้สภาวะการแข่งขันอันเข้มข้น ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าสมรรถนะสูงของปอร์เช่ในปัจจุบัน หนึ่งในนวัตกรรมสำคัญที่ได้รับการพัฒนาจากสนามแข่ง คือ เทคโนโลยีระบบไฟฟ้าแรงดัน 800 โวลต์ (800-Volt Technology) ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วภายใต้สภาวะการแข่งขันที่เข้มข้น และถูกนำมาปรับใช้ในยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่สำหรับการขับขี่จริง หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ปอร์เช่ ไทคานน์ (Taycan) รุ่นใหม่ ที่ได้รับการปรับโฉมอย่างครอบคลุม เสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้สูงสุด พร้อมส่งมอบสมรรถนะที่โดดเด่นในทุกการขับขี่ นวัตกรรมที่ถือกำเนิดจากสนามแข่งสู่ท้องถนนนี้ ตอกย้ำแนวทางของปอร์เช่ในการพัฒนา ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าสมรรถนะสูง (High-Performance Electrification) ที่ไม่เพียงมอบประสบการณ์การขับขี่เร้าใจ แต่ยังสะท้อนถึงความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีที่ผสานจิตวิญญาณของมอเตอร์สปอร์ตเข้ากับยนตรกรรมแห่งอนาคตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

ทดลองขับยนตรกรรมแห่งอนาคต* : สัมผัสประสบการณ์ยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่พลังไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

บทสรุปที่สมบูรณ์แบบรอคอยผู้เข้าชมที่ได้ร่วมเดินทางผ่านเรื่องราว แห่งการพัฒนาเทคโนโลยีไฟฟ้าของปอร์เช่ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สำหรับผู้หลงใหลในปอร์เช่และผู้สนใจในยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า
คุณจะได้รับโอกาสพิเศษในการสัมผัสอนาคตของโลกยานยนต์ไฟฟ้าอย่างใกล้ชิด ผ่านประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจ ที่สะท้อนจิตวิญญาณของปอร์เช่อย่างแท้จริง

Porsche BEV Experience จัดขึ้นควบคู่ไปกันนิทรรศการใหม่ล่าสุดที่ Curvistan Bangkok มอบโอกาสพิเศษให้แขกผู้เข้าชมได้ทดลองขับ* ยนตรกรรรมสปอร์ตปอร์เช่พลังไฟฟ้าเต็มรูปแบบ พร้อมสัมผัสสมรรถนะระดับตำนานในแบบปอร์เช่ ผ่านรุ่นเด่นอย่างไทคานน์ (Taycan) รุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับโฉมอย่างครอบคลุมและมาคันน์ (Macan) รถสปอร์ต SUV ไฟฟ้ารุ่นแรกของปอร์เช่ แขกทุกท่านจะได้สัมผัส ความแรง ความแม่นยำ และนวัตกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ในสถานการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ

*สอบถามและนัดหมายการทดลองขับได้ที่โชว์รูมปอร์เช่อย่างเป็นทางการทุกสาขา

Curvistan Bangkok พื้นที่แห่งวัฒนธรรมยานยนต์ ศิลปะ และการออกแบบ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 – 22:00 น.ตั้งอยู่บนถนน สุขุมวิท 38 ติดกับสถานีรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ เดินทางสะดวก ใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมต้อนรับผู้เข้าชมสู่โลกของยนตรกรรมสปอร์ตระดับตำนาน

นิทรรศการใหม่ล่าสุด Electrifying Past. Present. Future. นำเสนอวิวัฒนาการของยนตรกรรมไฟฟ้าสมรรถนะสูงในแบบปอร์เช่ ถ่ายทอดผ่านประสบการณ์สุดพิเศษที่ผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และจิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ต  นิทรรศการนี้เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม – 18 สิงหาคม 2025 ร่วมสัมผัสอนาคตแห่งยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าได้แล้ววันนี้ที่ Curvistan Bangkok