Home Blog Page 80

เอ็มจี จัดกิจกรรม MG WEEKEND CLUB ชวนลูกค้าเทสต์กลิ่นน้ำหอมแบบเอ็กซ์คลูซีฟ กับผู้เชี่ยวชาญแบรนด์ดังจากอังกฤษ JO MALONE พร้อมให้ทดลองขับ MG IM6 แบบใช้งานจริง

0
เอ็มจี 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย มอบประสบการณ์สุดพิเศษให้ลูกค้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟผ่านกิจกรรม MG WEEKEND CLUB ด้วย WORKSHOP เทสต์น้ำหอมกลิ่นเฉพาะตัวที่สะท้อนความเป็นตัวเอง โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก JO MALONE LONDON มาให้ความรู้อย่างใกล้ชิด อีกทั้งลูกค้ายังได้สัมผัส และทดลองขับ MG IM6 ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นล่าสุดบนถนนจริง ซึ่งได้รับความสนใจและเสียงชื่นชมจากลูกค้าเป็นอย่างดี ทั้งในด้านดีไซน์ที่โดดเด่นและเทคโนโลยีการขับขี่ล้ำสมัย โดยเฉพาะระบบช่วยขับอัจฉริยะ ONE TOUCH iAD ที่ยกระดับ e-SUV ให้เหนือกว่าเดิม ด้วยการควบคุมขับขี่ที่ง่าย สะดวกสบาย และปลอดภัยยิ่งขึ้น

เอ็มจี 2

MG IM6 ถูกวางให้เป็นโมเดลที่เข้ามาเพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์ด้วยเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ทั้งคัน
ซึ่งนอกจากสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมโดยรุ่นท็อปอย่าง Performance ขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ให้พละกำลังสูงสุด 778 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 802 นิวตัน-เมตร ชาร์จแบบเร็ว (Quick Charge) 10% – 80% ใช้เวลาน้อยกว่า 20 นาที* เท่านั้น นอกจากนี้ยังเพียบพร้อมไปด้วยฟีเจอร์อัจฉริยะ อาทิ ระบบอัจฉริยะแสดงผลในที่มืดและฝนตก (Intelligent Rainy Night Mode) ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ APA (Auto Park Assist) ฯลฯ อีกทั้งยังมอบความอุ่นใจระยะยาวด้วยการรับประกันแบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) ซึ่งลูกค้าที่ร่วมกิจกรรมฯ จะได้ทดลองขับในสถานการณ์จริงบนถนน

เอ็มจี 3

สำหรับกิจกรรม MG WEEKEND CLUB ครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ เอ็มจี ในการดูแลลูกค้า
หลังการขาย และสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างแท้จริง โดย เอ็มจี หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้จัดกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้อีกในอนาคต เพื่อสร้างความผูกพันและความสุขให้กับลูกค้า ตลอดปี 2568 นี้ เอ็มจีจะยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์กับลูกค้า และขยายต่อไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่สนใจยนตรกรรมเอ็มจี สามารถเข้าถึงและใกล้ชิดกับแบรนด์มากขึ้น ทั้งนี้ ผู้สนใจสนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นผ่านทาง www.facebook.com/MGcarsThailand หรือแอดไลน์ @MGThailand

เอ็มจี 4

เอ็มจี 5

*ระยะเวลาในการชาร์จ ขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่คงเหลือและกำลังของเครื่องอัดประจุไฟฟ้า

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจี ได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

 

“ไซลุน ไทร์” เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เดินหน้ารุกตลาดยางรถยนต์ไทย ชูเทคโนโลยี Ecopoint³  เอาใจสาวกสาย Performance พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อผู้บริโภคชาวไทย

0
Sailun 1

บริษัท ไซลุน ไทร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ได้ก่อตั้งเมื่อปี 2564 เพื่อเป็นสำนักงานขายในประเทศไทย ภายใต้บริษัท ไซลุน กรุ๊ป จำกัด  ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำในประเทศจีน มีหลักการที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ คือ การสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยอาศัยความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์และความน่าเชื่อถือในความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและผู้บริโภค ดำเนินธุรกิจในการนำเข้า “ยาง EcoPoint³ และ ยาง SAILUN” จากฐานการผลิตในประเทศเวียดนามและจีน นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ยางรถยนต์นั่ง และยางที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ซึ่งไซลุน ไทร์ มุ่งมั่นสร้างแบรนด์ยางอีโคพอยท์3 (EcoPoint³) และ ยางไซลุน (SAILUN) ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

Sailun 2

ปัจจุบัน บริษัท ไซลุน ไทร์ (ไทยแลนด์) จำกัด มีผลิตภัณฑ์ใน 6 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย 1.ยางรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถเอ็มพีวี 2.ยางรถอีวี 3.ยางรถเอสยูวี 4.ยางรถกระบะทั่วไป 5.ยางเรเดียลสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสาร และ 6.ยางเพื่อเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม  โดยผลิตภัณฑ์ใหม่และผลิตภัณฑ์เด่นของยาง EcoPoint³ และ ยาง SAILUN คือกลุ่มยางสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ครอบคลุมถึงรถยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ ERANGE PERFORMANCE, ATREZZO ERANGE, ERANGE PREMIUM, ATREZZO ZSR2  และในระยะต่อไป ไซลุน ไทร์ (ไทยแลนด์) จะนำตัวเลือกยางรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาให้คนไทยได้เลือกใช้บนท้องถนนอย่างต่อเนื่อง

Sailun 3

มร.บรูซ โจว รองประธานบริษัท ไซลุน กรุ๊ป และกรรมการบริหารภูมิภาคการขายเอเชีย (Mr.Bruce Zhou Vice President of Sailun Group and Executive Director of  Asia Sales Region) เปิดเผยว่า “ในปี 2567 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของไซลุน ไทร์ โดยมีรายได้รวมกว่า 4.436 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 22.42% ก้าวขึ้นสู่อันดับที่ 1 ของบริษัทผู้ผลิตยางที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของจีน และครองอันดับที่ 10 ของโลกในบรรดาบริษัทผู้ผลิตยางชั้นนำ อีกทั้ง ไซลุน ไทร์ ยังครองอันดับหนึ่งในด้านอัตราการเติบโตของรายได้และปริมาณยอดขาย สะท้อนถึงศักยภาพของแบรนด์และการยอมรับในตลาดโลก

การจัดอันดับของ Brand Finance ประจำปี 2025   ไซลุน ไทร์ เป็นบริษัทจีนเพียงหนึ่งเดียวที่ติดอันดับ Top 10 แบรนด์ยางที่มีมูลค่าสูงสุดของโลก  แสดงถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระดับสากล  นอกจากนี้  ในด้านการแข่งขันระดับนานาชาติ       ไซลุน ไทร์ ยังเป็นผู้จัดหายางอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน F4 และมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ FIA โดยจัดหายางสมรรถนะสูงสำหรับการแข่งขันในหลายประเทศ ถือเป็นการยกระดับเทคโนโลยียางของจีนในเวทีระดับโลกอีกด้วย

สำหรับเทคโนโลยียางรุ่น EcoPoint³  ที่เปิดตัวในวันนี้ เป็นผลลัพธ์ของการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเทคโนโลยียางสมรรถนะสูงที่พัฒนาขึ้น โดยยาง SAILUN มีคุณสมบัติเด่นทั้งด้านการควบคุมที่แม่นยำ การเบรกบนถนนเปียก ความต้านทานการหมุน และความเงียบขณะขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีอากาศร้อนชื้นและสภาพถนนที่หลากหลาย ยาง EcoPoint³ สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัย มั่นคงในทุกสภาพถนน รวมถึงประหยัดพลังงาน ตอบโจทย์แนวคิด “เทคโนโลยีเปลี่ยนการขับขี่”

Sailun

สำหรับประเทศไทยถือเป็นตลาดสำคัญในกลยุทธ์ของภูมิภาคเอเชีย โดยทาง ไซลุน ไทร์ (ไทยแลนด์) ได้ร่วมมือกับบริษัท เค พี เอส แอ็คเซสเซอรี่ส์  จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายยาง SAILUN อย่างเป็นทางการในประเทศไทย  ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการจับมือทางธุรกิจ แต่ยังเป็นการหลอมรวมแนวคิด เพื่อขยายความแข็งแกร่งในด้านผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย แบรนด์ และการบริการ  ในตลาดประเทศไทย  โดยในอนาคต ไซลุน ไทร์ จะยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น  พร้อมร่วมมือกับ บริษัท เค พี เอส แอ็คเซสเซอรี่ส์  จำกัด และพันธมิตรในการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง  มืออาชีพ และเข้าถึงได้”

มร.สตีฟ จาง ผู้อำนวยการทั่วไปประจำประเทศไทยและกัมพูชาของบริษัท ไซลุน ไทร์ (ไทยแลนด์) จำกัด (Mr.Steve Zhang General Manager of Thailand and Cambodia, Sailun Tire (Thailand) co., Ltd) กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดยางรถยนต์ที่มีความคึกคักที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไซลุน ไทร์ จึงได้จัดตั้งสำนักงานขายในประเทศไทย พร้อมสร้างเครือข่ายคลังสินค้าและโลจิสติกส์ครอบคลุมทั้งประเทศ และทีมบริการหลังการขายที่เป็นคนไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และใกล้ชิดยิ่งขึ้น

Sailun 7

ปัจจุบันธุรกิจของ ไซลุน ไทร์ (ไทยแลนด์) ครอบคลุมหลัก ๆ ใน 3 กลุ่ม ได้แก่

  • ยางรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (PCR) เป็นซัพพลายเออร์ให้กับโรงงาน BYD ในประเทศไทย
  • ยางรถบรรทุกและรถโดยสาร (TBR) ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม เช่น S690
  • ยางนอกถนน (OTR) ร่วมเป็นซัพพลายเออร์ให้กับลูกค้าหลักอย่าง EGAT และ SAHAKOLSailun 8

ไซลุน ไทร์  ให้บริการทั้งผู้บริโภคทั่วไป และลูกค้าเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม  ในฐานะที่เป็นผู้เล่นหลักในตลาดประเทศไทย เรายึดมั่นในแนวคิด “ลูกค้าคือศูนย์กลางเป็นอันดับแรก” เพราะเรามองว่าการเข้าใจตลาด เข้าถึงลูกค้า และตอบสนองอย่างรวดเร็ว คือกุญแจสำคัญของความสำเร็จ และภายในอีก 5 ปีข้างหน้า เราวางเป้าหมายที่จะมีส่วนแบ่งตลาดไม่น้อยกว่า 10% ในแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก และมุ่งมั่นที่จะทำให้ SAILUN เป็นแบรนด์ยางรถยนต์ชั้นนำที่น่าเชื่อถือในประเทศไทย โดยล่าสุดขอแนะนำผลิตภัณฑ์ยางอันเป็นผลลัพธ์จากการผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับความเข้าใจในตลาด รุ่น EcoPoint³ พัฒนาโดย ไซลุน ไทร์  เพื่อยกระดับการควบคุม ความปลอดภัย การประหยัดพลังงาน และความเงียบสบายในการขับขี่ ซึ่งเรามั่นใจว่า EcoPoint³  จะเป็นตัวเลือกคุณภาพสำหรับตลาดระดับกลางถึงบนของประเทศไทย”

ในอนาคตกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์นั่ง (PCR) เน้นพัฒนา 4 แนวทางหลัก ได้แก่

  • การพัฒนาผลิตภัณฑ์ : เพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ระดับสูง โดยเน้นยางรุ่น EcoPoint³ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของตลาดระดับกลางถึงบน
  • การขยายช่องทาง : เสริมสร้างความร่วมมือกับ บริษัท เค พี เอส แอ็คเซสเซอรี่ส์ จำกัด ผู้แทนจัดจำหน่าย เพื่อเพิ่มจำนวนร้านค้าที่ครอบคลุมทั่วประเทศ
  • การพัฒนาบริการ : ยกระดับการฝึกอบรมทีมงานและการตอบสนองหลังการขาย เพื่อมอบประสบการณ์บริการที่เป็นเลิศ
  • การสร้างแบรนด์ : ใช้กิจกรรมทดลองขับและการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีต่อแบรนด์

Sailun 9

นอกจากนี้ นวัตกรรมสำคัญที่สร้างชื่อให้กับแบรนด์คือ เทคโนโลยี Ecopoint³ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสารประกอบอย่างขั้นสูงที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก  ด้วยกระบวนการ “LPM (Liquid Phase Mixing)” หรือการผสมยางในสถานะของเหลว ซึ่งช่วยให้ยางธรรมชาติ ซิลิกา และสารเสริมแรงต่างๆ สามารถผสมผสานเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบในระดับโมเลกุล ส่งผลให้โครงสร้างเนื้อยางมีความสม่ำเสมอ แข็งแรง ยึดเกาะถนน ลดแรงต้านการหมุน ทำให้พร้อมรองรับสมรรถนะในทุกสภาวะการใช้งาน เพื่อยกระดับสมรรถนะยางใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ความปลอดภัยในการขับขี่ ด้านความทนทาน และประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงาน ซึ่งเหนือกว่ายางทั่วไป โดยยังคงรักษาความสมดุลในทุกด้านของสมรรถนะไว้อย่างครบถ้วน  และด้วยความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการวิจัยและกระบวนการผลิตที่ทันสมัย ครอบคลุมศูนย์วิจัยและเครือข่ายการผลิตทั้งเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ทุกเส้นยางล้วนได้รับการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด พร้อมด้วยสิทธิบัตรกว่า 3,500 รายการ  นับเป็นบทบาทสำคัญในการร่วมกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมยางระดับสากล

Sailun 10

 

สำหรับช่องทางจัดจำหน่ายยางรถยนต์ “ EcoPoint³ และ SAILUN” ปัจจุบัน ทางบริษัท เค พี เอส แอ็คเซสเซอรี่ส์  จำกัด เป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ สามารถติดตามข่าวสาร และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : kps-accessories / Facebook : SAILUN TIRE THAILAND และ Facebook : EcoPoint3 Thailand  หรือ โทร.02-751-1853

“GWM” ชำแหละเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนฯ ใหม่ล่าสุดของ GWM TANK 300 DIESEL เผย 7 นวัตกรรมการดีไซน์เครื่องยนต์ ที่สร้างความนิ่ง เงียบ และนุ่มนวลในทุกการเดินทาง

0
Tank 300 Deisel 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ตอกย้ำการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่องและความสำเร็จที่ก้าวไปอีกขั้นของ NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่ครองใจพี่น้องชาวไทยด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำที่ยกระดับเครื่องยนต์ดีเซลในประเทศไทยไปอีกขั้น ทั้งด้านพละกำลังและสมรรถนะ การใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์จากสื่อมวลชนหลายแขนงและลูกค้าผู้ใช้จริงกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ ที่มีการออกแบบให้ลดเสียงและแรงสั่นสะเทือน มอบประสบการณ์การขับขี่ที่นิ่ง เงียบ และนุ่มนวล แฟน ๆ ของ GWM เตรียมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟในงาน “GWM DIESEL TECH DAY” กับปรากฏการณ์ครั้งแรกในประเทศไทยที่เจาะลึกเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลเจนเนอชั่นใหม่ล่าสุด รวมถึงการรวมตัวของเหล่าผู้ใช้งาน GWM TANK 300 จากทั่วประเทศ ที่พร้อมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ไปด้วยกัน ในวันที่ 7 มิถุนายน 2568 ณ RARIN Bangkok Riverside Venue

Tank 300 Deisel 2

เผย 7 จุดเด่นของเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลของ GWM ที่ช่วยให้การขับขี่ NEW GWM TANK 300 DIESEL นิ่ง เงียบ นุ่มนวล กว่าที่เคย

•การออกแบบลดแรงสั่นสะเทือนของท่อเชื้อเพลิงแรงดันสูง (High-Pressure Fuel Pipe Vibration Damping Design) ทิศทางการเดินท่อน้ำมันแรงดันสูงได้รับการปรับให้เหมาะสม พร้อมตําแหน่งการยึดที่ได้รับการปรับปรุงให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเสียงสะท้อนความถี่และเสียงรบกวนที่ผิดปกติ ปกติแล้วท่อน้ำมันเชื้อเพลิงแรงดันสูงในเครื่องยนต์ดีเซลมักเกิดเสียงและแรงสั่นสะเทือนขณะทำงาน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของแรงดันน้ำมันในระบบอย่างรวดเร็วจากการเปิดปิดของหัวฉีดและปั๊มน้ำมันเครื่อง การออกแบบนี้ จะสามารถช่วยลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนของท่อน้ำมันเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความรู้สึกนิ่ง เงียบ สบาย ตลอดทั้งการเดินทาง

Tank 300 Deisel 3

•วัสดุดูดซับเสียงรอบระบบเชื้อเพลิง (Passive Noise Reduction) บริเวณหัวฉีดและปั๊มเชื้อเพลิงเป็นแหล่งกำเนิดเสียงที่สำคัญในเครื่องยนต์ดีเซล สามารถสังเกตได้จากเวลาสตาร์ทรถ ถ้าเป็นเครื่องยนต์ดีเซลแบบเดิม ๆ อาจมีเสียง “แกร๊กๆ” ชัดเจน แต่เครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนฯ ใหม่ล่าสุดของ GWM ใช้ฉนวนกันเสียงชั้นดีหุ้มบริเวณนี้ เพื่อดูดซับเสียงที่เกิดจากการฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูง และลดเสียงคล้ายการกระแทกเบา ๆ ที่อาจได้ยินจากห้องโดยสาร ให้เสียงที่เงียบไม่รบกวนทั้งสมาชิกในบ้านและเพื่อนบ้านรอบข้าง

•การออกแบบระบบไทม์มิ่งที่ปรับปรุงใหม่ (Optimized Timing System Design) GWM มีการออกแบบระบบไทม์มิ่งใหม่ทั้งความตึงสายพานและลูกรอกที่มีการปรับให้เหมาะสม เพื่อช่วยลดเสียงรบกวนของสายพานในขณะทำงาน นอกจากนี้ ฝาครอบเครื่องยนต์ที่ทาง GWM ใช้ ทำจากวัสดุผสมคือ ด้านบนทำจากพลาสติกที่มีความยืดหยุ่น และด้านล่างทำจากอะลูมิเนียมที่ช่วยดูดซับเสียงสะท้อน เหมาะกับการลดเสียงความถี่สูงที่อาจกระจายเข้าห้องโดยสาร เช่น เวลาขับในอุโมงค์หรือลานจอดรถใต้ดิน ด้วยการออกแบบพิเศษนี้ส่งผลให้ผู้ขับขี่ได้ยินแค่เสียงล้อกับถนน ไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์สะท้อนกวนใจในระหว่างขับขี่

Tank 300 Deisel 4

•เพลาลูกเบี้ยวแบบขนานพร้อมเฟืองพิเศษ ลดเสียงกระแทกของกลไกภายใน (Parallel Camshaft Coupling with Anti-Backlash Gears) กลไกของเครื่องยนต์ เช่น เพลาลูกเบี้ยว (Camshaft) ทำงานด้วยเฟืองที่อาจส่งเสียงขบหรือกระแทกหากออกแบบไม่ดี แต่เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ล่าสุดที่ใช้กับ GWM TANK 300 DIESEL ใช้เพลาขนานและเฟืองที่ออกแบบพิเศษ (Anti-Backlash Gears) เพื่อลดเสียงและแรงกระแทกภายใน จึงทำให้เสียงกลไกขณะเร่งเครื่องนุ่มนวลขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ในขณะที่กำลังเร่งแซงหรือขับขึ้นเขา เสียงเครื่องจะไม่ดังแหลมหรือรัวจนน่ารำคาญ แต่ให้ความรู้สึกที่เงียบและนุ่มนวลมากกว่าเครื่องยนต์ดีเซลแบบทั่วไป

•เพลาสมดุลแบบใหม่ ติดตั้งด้านท้ายเครื่องยนต์เพื่อลดแรงสะเทือนจากการหมุน (Rear-End Gear Drive for Balance Shaft) เครื่องยนต์ดีเซลมักมีแรงสั่นสะเทือนจากการหมุนของเพลาข้อเหวี่ยง ซึ่งอาจส่งไปถึงพวงมาลัยหรือพื้นรถ GWM แก้ปัญหานี้ด้วยการติดตั้งเฟืองเพลาสมดุล (Balance Shaft) ไว้ด้านท้ายของเพลาข้อเหวี่ยง เพื่อควบคุมแรงสั่นให้สมดุลมากที่สุด ทำให้พวงมาลัยนิ่งและจับถนัดมือมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเกร็งมือหรือขยับมือบ่อย ๆ

Tank 300 Deisel 6

•การออกแบบให้หลีกเลี่ยงการสั่นสะเทือนร่วมกันของชิ้นส่วน (Component Modal Frequency Avoidance)
NEW GWM TANK 300 DIESEL มีการออกแบบชิ้นส่วนเครื่องยนต์ให้หลีกเลี่ยงความถี่สั่นสะเทือนซ้ำซ้อน ชิ้นส่วนอย่างเสื้อสูบ ฝาสูบ และข้อเหวี่ยงได้รับการออกแบบให้มีค่าความถี่ที่ต่างกัน เพื่อลดโอกาสการเกิดเสียงหรือแรงสั่นสะเทือนที่เสริมกันจนเกิดเป็นเสียงรบกวนในห้องโดยสาร เมื่อขับทางไกลต่อเนื่องเป็นชั่วโมง เสียงเครื่องยนต์จะคงที่ ไม่เกิดเสียงสั่นที่ “แว่วๆ” ให้รู้สึกรำคาญหรือเวียนหัวได้

•ปั๊มน้ำมันเครื่องแบบขับเคลื่อนด้วยโซ่ภายใน (Internal Chain-Driven Oil Pump) หากเปิดกระจกขณะขับผ่านซอยเงียบ ๆ หรือจอดคุยกับเพื่อนบ้าน ผู้ขับขี่จะไม่รู้สึกถึงเสียงเครื่องยนต์แหลม ๆ หรือเสียงคล้ายนกหวีด เนื่องมาจากระบบส่งกำลังของปั๊มน้ำมันเครื่อง ใน NEW GWM TANK 300 DIESEL ถูกพัฒนาให้ใช้โซ่แบบภายในเครื่องยนต์แทนสายพานในการขับปั๊มน้ำมันเครื่อง และติดตั้งในตำแหน่งด้านล่างเครื่องยนต์ โดยโซ่จะจุ่มอยู่ในน้ำมันเครื่อง ทำให้ช่วยลดเสียงความถี่สูงที่มักจะได้ยินจากภายในห้องโดยสาร ทำให้การพูดคุยหรือฟังเพลงในรถแป็นไปอย่างสะดวกสบายและเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง

Tank 300 Deisel 7

ทั้งหมดนี้คือ 7 ไฮไลต์ จาก GWM ที่เฝ้าพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี สู่ผลสำเร็จของเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ล่าสุด 2.4T ใน GWM TANK 300 DIESEL เพื่อให้ทุกการเดินทางในทุก ๆ เส้นทางได้รับความสะดวกสบายมากกว่า และประสบการณ์ที่เหนือกว่าในทุก ๆ ด้านอย่างแท้จริง

Tank 300 Deisel 9

ร่วมเจาะลึกและเผยเบื้องหลังความสำเร็จของเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ที่อัดแน่นไปด้วยสมรรถนะอันโดดเด่นที่มาพร้อมความนิ่ง เงียบ นุ่มนวล และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมการแชร์ประสบการณ์จากผู้ใช้จริง รวมถึงการทดลองขับ GWM TANK 300 DIESEL ในงาน “GWM DIESEL TECH DAY” ในวันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน 2568 นี้ ณ RARIN Bangkok Riverside Venue สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GWM Contact Center หมายเลข 02-668-8888

วิริยะประกันภัย จับมือศิลปินไทย “Mackcha” สร้างสรรค์ “หมวกนิรภัยวัยใส” ยกระดับความปลอดภัย ภายใต้โครงการ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสวมหมวกนิรภัย 100%” ทั่วไทย

0
วิริยะประกันภัย 1

วิริยะประกันภัย ร่วมกับ มูลนิธิเมาไม่ขับ จับมือศิลปินไทย “Mackcha” เจ้าของคาแรกเตอร์ “Chalotte” ที่มีชื่อเสียงดังไกลถึงต่างประเทศ มาร่วมออกแบบ “หมวกนิรภัยวัยใส” ยกระดับความปลอดภัย ภายใต้โครงการ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสวมหมวกนิรภัย 100%” พร้อมเผยแรงบันดาลใจในการนำงานศิลปะ “Chalotte และผองเพื่อน” สู่การเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ความปลอดภัยบนท้องถนน ปลูกฝังพฤติกรรมเด็กในการโดยสารรถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

วิริยะประกันภัย 2

คุณอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจด้านประกันวินาศภัย และยืนหยัดเคียงคู่สังคมไทยมายาวนานกว่า 78 ปี ไม่เพียงมุ่งมั่นในการดูแลและบริหารความเสี่ยงให้กับผู้เอาประกันภัยเท่านั้น แต่บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทุกมิติของสังคม ทั้งด้านการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านศาสนาและวัฒนธรรม การช่วยเหลือภัยพิบัติฉุกเฉิน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความปลอดภัยบนท้องถนน ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลนิธิเมาไม่ขับ เป็นภาคีเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันมายาวนานกว่า 20 ปี

วิริยะประกันภัย 3

ด้วยตระหนักถึงคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะปัญหาการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการโดยสารรถจักรยานยนต์ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิเมาไม่ขับ จึงผนึกความร่วมมือในการดำเนินโครงการ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสวมหมวกนิรภัย 100%” ทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา

วิริยะประกันภัย 6

คุณอมร กล่าวว่า “การดำเนินโครงการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสวมหมวกนิรภัย 100% มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังพฤติกรรมการสวมหมวกนิรภัยและวินัยจราจรในกลุ่มเด็กเล็ก รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้แก่กลุ่มผู้ปกครอง ครู เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเด็ก ให้เกิดความตื่นตัวในการสวมหมวกนิรภัยให้กับเด็กเล็กและตนเองทุกครั้งเมื่อเดินทาง”

วิริยะประกันภัย 7

อีกหนึ่งความพิเศษของโครงการ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสวมหมวกนิรภัย 100%” ในปีนี้ คือ การคอลแลปส์กับศิลปิน Mackcha – ชรารัตติ์ สาระอาภรณ์ ศิลปินหญิงรุ่นใหม่ไฟแรง ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีผลงานศิลปะโด่งดังอย่างคาแรกเตอร์ “Chalotte” (ชาล็อต) ซึ่งเป็นที่รู้จักของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดย Mackcha ได้นำผลงาน “Chalotte และผองเพื่อน” ซึ่งมีคาแรกเตอร์ที่สดใสเป็นมิตร มาร่วมสร้างสรรค์และพัฒนาหมวกนิรภัยสำหรับเด็กในครั้งนี้

วิริยะประกันภัย 8

“ผลงาน Chalotte และผองเพื่อนของ Mackcha ถ่ายทอดความรู้สึกถึงมิตรภาพ และความอบอุ่น ด้วยคาแรกเตอร์ที่น่ารัก มีเสน่ห์เฉพาะตัว จึงสามารถดึงดูดให้คนทุกเพศทุกวัยชื่นชอบ บริษัทฯ จึงเล็งเห็นว่าความเป็นเพื่อนหรือความเป็นมิตรอันใกล้ชิดที่สะท้อนผ่านผลงานต่างๆ ของ Mackcha นี้ สามารถนำมาต่อยอดพัฒนาสร้างสรรค์ความพิเศษให้กับหมวกนิรภัยสำหรับเด็ก ภายใต้โครงการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสวมหมวกนิรภัย 100% รวมถึงขยายผลไปยังงานรณรงค์ความปลอดภัยต่างๆ เพื่อให้ชาล็อตเป็นสื่อกลางระหว่างเด็กเล็กกับการสวมหมวกนิรภัย โดยการคอลแลปส์ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ได้มีการเชิญศิลปินรุ่นใหม่มาร่วมขับเคลื่อนการรณรงค์ความปลอดภัยเพื่อเข้าถึงกลุ่มเด็กและเยาวชน และคาดหวังว่าน้องๆ ที่ได้รับหมวกนิรภัยรุ่นพิเศษนี้ จะให้ความรู้สึกเหมือนมีเพื่อนร่วมทาง ที่คอยห่วงใย เตือนให้น้องๆ สวมใส่หมวกนิรภัยทุกครั้งที่โดยสารรถจักรยานยนต์ร่วมกับผู้ปกครอง” คุณอมร กล่าว

วิริยะประกันภัย 9

Mackcha เผยถึงความร่วมมือกับ วิริยะประกันภัย และมูลนิธิเมาไม่ขับว่า “การคอลแลปส์เป็นเหมือนการทดลองที่ให้โอกาสได้ลองทำอะไรใหม่ๆ เพิ่มมุมมองที่ต่างออกไปในชีวิตปกติที่เคยทำมา ได้เห็นมุมมองที่แต่ละแบรนด์มีแนวคิดที่ต่างกันออกไปและได้เรียนรู้ชีวิต ส่วนการร่วมงานกับทางวิริยะประกันภัยและมูลนิธิเมาไม่ขับครั้งนี้ ต่างจากโปรเจกต์ที่ผ่านมาเช่นกันเพราะว่ามีโอกาสได้ใกล้ชิดกับเด็กๆ และมีเรื่องของความปลอดภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง เปิดโอกาสที่เราจะได้แบ่งปันการนำงานศิลปะมาใช้เป็นสื่อกลางในการรณรงค์ความปลอดภัยในเด็กเล็ก”

สำหรับแรงบันดาลใจของการนำผลงาน Chalotte และผองเพื่อน มาสร้างสรรค์บนหมวกนิรภัยเด็ก Mackcha กล่าวว่า “ชาล็อต” เปรียบเสมือนเพื่อนในจินตนาการที่เข้าใจเราในทุกความรู้สึก ไม่ว่าเราจะดีใจ เสียใจ เศร้าหรือเจอปัญหาอะไรในชีวิตก็ตาม จะมีชาล็อตที่คอยเข้าใจและอยู่ข้างๆ เสมอ ซึ่งที่ผ่านมาภาพที่ทุกคนเห็น ชาล็อตจะเป็นเด็กผู้หญิงที่อยู่กับทะเลมาตลอด เราจึงอยากให้ภาพจำนั้นที่ทุกคนคุ้นเคยเข้าไปอยู่ในสิ่งของที่จะได้ใช้ในชีวิตประจำวันด้วย อีกทั้งสีของทะเลซึ่งเป็นสีฟ้า สื่อถึงความสบายใจ เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ช่วยทำให้คนรู้สึกสบายใจที่จะหยิบสิ่งของนั้นขึ้นมาใช้ด้วยเช่นกัน การนำ Chalotte และผองเพื่อน มาร่วมในโครงการรณรงค์ครั้งนี้ จึงรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของเด็กๆ ดีใจที่งานศิลปะของเราทำอะไรได้มากกว่าที่เคยทำมา”

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะนำหมวกนิรภัยเด็กที่ออกแบบพิเศษโดย Mackcha ภายใต้โครงการ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสวมหมวกนิรภัย 100%” นำร่องไปยังเครือข่ายของมูลนิธิเมาไม่ขับ และจะขยายผลไปสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่กระจายอยู่ทั่วประเทศต่อไป

“บริษัทฯ ยึดมั่นอุดมการณ์แห่งการแบ่งปันและสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อสังคมไทยมาตลอด โดยเฉพาะการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมในอนาคต บริษัทฯ มุ่งหวังว่าเมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะเติบโตอย่างมีคุณภาพ เป็นต้นแบบด้านความปลอดภัยบนท้องถนน และเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในมิติต่างๆ ต่อไป” คุณอมร กล่าวในที่สุด

“เอ็มจี” เดินหน้าขยายสังคมยานยนต์ไฟฟ้าภาคการขนส่งสาธารณะ ส่งมอบ MG EP PLUS แล้วกว่า 400 คัน พร้อมตั้งเป้าสู่ 1,000 คัน ให้กับสหกรณ์บวรแท็กซี่ และสหกรณ์ราชพฤกษ์แท็กซี่

0
เอ็มจี 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เดินหน้าผลักดันการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะของประเทศไทย โดยมี นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (คนกลาง) และ มร. ทาเคชิ มิโนกุจิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซูมิโตโม มิตซุย ออโต้ ลิสซิ่ง แอนด์ เซอร์วิส (ไทยแลนด์) จำกัด (คนที่ 2 จากซ้าย) ผู้สนับสนุนด้านสินเชื่อรถยนต์ ร่วมส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า MG EP PLUS ให้แก่ นายฐาปกรณ์ อัศวเลิศกุล ตัวแทนรับมอบจากสหกรณ์บวรแท็กซี่ จำกัด (คนซ้ายสุด) ร่วมด้วย นางปิยะวรรณ อัศวเลิศกุล (คนที่ 2 จากขวา) และนายณัฏฐ์กิตติ์ อัศวเลิศกุล (คนขวาสุด) ตัวแทนรับมอบจากสหกรณ์ราชพฤกษ์แท็กซี่ จำกัด เพื่อใช้เป็นรถโดยสารไฟฟ้าสาธารณะ สร้างระบบการเดินทางและการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เอ็มจี 2

ด้วยคุณสมบัติเด่นหลายประการของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟที่ประหยัดกว่าการเติมน้ำมัน ค่าบำรุงรักษาต่ำกว่าเครื่องยนต์สันดาป อีกทั้งยังให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดี นั่งโดยสารสะดวกสบาย โดย MG EP PLUS ถือเป็นหนึ่งในยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นยอดนิยมของ เอ็มจี ที่นำมาใช้เป็นรถยนต์สาธารณะอย่างแพร่หลายด้วยคุณสมบัติด้านความทนทาน คุ้มค่า มีฟังก์ชันการใช้งานที่ง่าย ไม่ซับซ้อน และโดดเด่นด้วยการเป็นรถ STATION WAGON ห้องโดยสารจึงกว้างขวาง นั่งสบาย ท้ายรถจุของได้เยอะ อีกทั้งยังให้พละกำลังสูงสุด 163 แรงม้า ขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 380 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC และมีศูนย์บริการเอ็มจีให้บริการกว่า 140 แห่ง รวมถึงสถานี MG SUPER CHARGE ที่เปิดให้บริการแล้วกว่า 140 แห่ง ทั่วประเทศ ทำให้การใช้งานรถไฟฟ้าสะดวกสบายมากขึ้น

เอ็มจี 5

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การส่งเสริมให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาคการขนส่งสาธารณะ เป็นหนึ่งในแนวทางที่ เอ็มจี ดำเนินการ มาโดยตลอด ซึ่งปัจจุบันมีรถไฟฟ้า เอ็มจี ที่ถูกใช้เป็นรถโดยสารสาธารณะพร้อมให้บริการแล้วกว่า 2,000 คัน ความร่วมมือในครั้งนี้นอกจะช่วยส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ยังเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลที่มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย”

 

“ฮุนได มอเตอร์” ขึ้นแท่นพันธมิตรหลักศึกฟุตบอลอาเซียนอย่างเป็นทางการ ประเดิมทัวร์นาเมนต์ใหญ่ “ASEAN Hyundai Cup™”

0
ฮุนได มอเตอร์ 1

สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งอาเซียน (ASEAN Football Federation หรือ AFF) เคาะชื่อใหม่ศึกลูกหนังทีมชาติสุดยิ่งใหญ่ของภูมิภาค เปลี่ยนเป็น “ASEAN Hyundai Cup™” อย่างเป็นทางการ หลังจับมือ ฮุนไดมอเตอร์ (Hyundai Motor) ขึ้นแท่นพันธมิตรหลัก ผู้นำระดับโลกด้านสมาร์ทโมบิลิตี้

ฮุนได มอเตอร์ 2

ข้อตกลงครั้งนี้เกิดขึ้นโดยการดำเนินงานของ SPORTFIVE พันธมิตรเชิงพาณิชย์รายเดียวของ AFF โดย ฮุนไดไม่ได้หยุดแค่การเป็นสปอนเซอร์หลักของ ASEAN Hyundai Cup™ เท่านั้น แต่ยังขยายบทบาทควบอีก 3 รายการสำคัญ ได้แก่ ASEAN Club Championship Shopee Cup™, ASEAN Women’s MSIG Cup™ และ ASEAN U-23 Championship™ โดยทั้งหมดถูกรวมภายใต้แบรนด์ ASEAN United FC เพื่อขับเคลื่อนวงการลูกหนังภูมิภาคร่วมกัน

ฮุนได มอเตอร์ ก่อตั้งขึ้นในปี 1967 และปัจจุบันดำเนินธุรกิจในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก โดยมุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจสู่สมาร์ทโมบิลิตี้โซลูชัน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหุ่นยนต์ การเคลื่อนที่ทางอากาศ และยานยนต์ปลอดมลพิษ อาทิ รถยนต์ไฟฟ้าและเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน การสนับสนุนวงการฟุตบอลเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของแบรนด์มายาวนานตั้งแต่ปี 1999 ผ่านการเป็นพันธมิตรกับ FIFA ก่อนจะขยายบทบาทสู่ระดับทวีปผ่านการสนับสนุนศึก CONMEBOL Libertadores ในลาตินอเมริกา

Hyundai Cup™ ถือเป็นการจับมือครั้งแรกของฮุนได มอเตอร์ กับเวทีฟุตบอลอาเซียน ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์สำคัญในการขยายตลาดสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมุ่งสร้างการเติบโตในตลาดหลัก เพิ่มการรับรู้แบรนด์ และกระชับสายสัมพันธ์กับกลุ่มแฟนบอลอาเซียนที่ความหลงใหลในเกมลูกหนัง ศึกชิงแชมป์อาเซียนในปี 2024 พิสูจน์ความสำเร็จอีกครั้ง ด้วยสถิติผู้ชมถล่มทลายกว่า 541.5 ล้านคนทั่วโลก และยอดชมรวมทางโซเชียลมีเดียกว่า 12.66 พันล้านครั้ง ตอกย้ำสถานะของรายการนี้ในฐานะเวทีลูกหนังอันดับ 1 แห่งภูมิภาคอย่างแท้จริง
มร.ซันนี่ คิม ประธานบริษัท ฮุนได มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก สำนักงานใหญ่ กล่าวว่า “ฟุตบอลไม่ใช่แค่กีฬา แต่มันคือพลังแห่งการรวมใจและขับเคลื่อนชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน กว่า 26 ปีในฐานะพันธมิตรระดับโลก เราเห็นศักยภาพของภูมิภาคอาเซียน ดินแดนที่ฟุตบอลไม่เคยหลับใหล และแฟนบอลยังเปี่ยมไปด้วยแพสชัน การเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของ ASEAN Hyundai Cup™ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของแบรนด์หรือธุรกิจ แต่คือการเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ “Progress for Humanity” ที่มุ่งผลักดันด้านการศึกษา ความเท่าเทียม และการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านพลังของกีฬาฟุตบอล”

ฮุนได มอเตอร์ 3

ในฐานะศูนย์กลางสำคัญของฮุนไดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮุนได มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก เดินหน้าใช้เวที ASEAN Hyundai Cup™ เปิดตัวแนวคิด ‘Move the Game’ สื่อสารจุดยืนชัดเจนของแบรนด์ในการสนับสนุนผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งผลักดันอนาคตของการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน เพราะสำหรับฮุนได นวัตกรรมไม่ใช่แค่เรื่องของรถยนต์ แต่คือการสร้างผลกระทบเชิงบวกในสังคมผ่านโครงการต่าง ๆ อย่าง “Hyundai Kids Mobile Library” รถบัสพลังงานไฟฟ้าที่ดัดแปลงเป็นห้องสมุดเคลื่อนที่ เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ และเติมเต็มโอกาสในพื้นที่ห่างไกล ฮุนไดจึงไม่ได้เพียงแค่ “ขับเคลื่อนอนาคต” บนท้องถนน แต่ยังมุ่งมั่นที่จะสร้างความก้าวหน้าให้เกิดขึ้นจริงทั้งในและนอกสนาม

พล.ต. เคียฟ ซาเมธ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน กล่าวเสริมว่า “ในนามของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งอาเซียน (AFF) และสมาคมสมาชิก เราขอต้อนรับฮุนไดผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการเคลื่อนที่และนวัตกรรมอย่างเป็นทางการ ที่ยืนหยัดเคียงข้างวงการฟุตบอลมาโดยตลอด สู่บทบาท พันธมิตรหลักของการแข่งขัน ASEAN Hyundai Cup™ อย่างเป็นทางการ

ความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของฮุนไดที่มีต่อวงการฟุตบอลทั่วโลก สอดคล้องอย่างสมบูรณ์แบบกับพันธกิจของ AFF ในการผลักดันการเติบโตและพัฒนาฟุตบอลในอาเซียน ASEAN Hyundai Cup™ จึงไม่ใช่แค่ทัวร์นาเมนต์ แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งความฝันของนักเตะ แฟนบอล และทุกชาติในภูมิภาคนี้ วันนี้ AFF และฮุนได พร้อมร่วมกันเปิดฉากบทใหม่สุดเร้าใจ—บทที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจสำหรับคนรุ่นต่อไป เสริมสร้างพลังให้ชุมชน และส่งเสียงของอาเซียนให้กึกก้องบนเวทีโลก”

มร. ซีมัส โอไบรอัน ประธานและประธานกรรมการ SPORTFIVE ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “พันธมิตรของฮุนได ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของฟุตบอลอาเซียน โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ศึก ASEAN Championship กำลังเปลี่ยนผ่านจากรายการระดับภูมิภาค สู่เวทีระดับนานาชาติอย่างเต็มตัว ด้วยฐานแฟนบอลเหนียวแน่น และกระแสตอบรับที่เหนือความคาดหมาย ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ที่สายตาทั่วโลกเริ่มจับจ้องมาที่อาเซียน ภูมิภาคที่กำลังกลายเป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ของโลก”

“การเติบโตของทีมชาติอาเซียน เดินหน้าเคียงข้างกับบทบาทใหม่ของภูมิภาคในฐานะศูนย์กลางยานยนต์และการผลิตระดับโลก และ Hyundai Cup™ ก็เป็นฟันเฟืองสำคัญในกลยุทธ์ของฮุนได ที่ต้องการปักหมุดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นหัวใจของยอดขายทั่วโลก พร้อมไปกับการยกระดับแบรนด์ในเวทีฟุตบอลระดับสากล เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับฮุนไดและ AFF เพื่อยกระดับศึก Hyundai Cup™ ให้ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้น ครองแชมป์ด้านเรตติ้ง และในขณะเดียวกัน ก็สนับสนุนวิสัยทัศน์ของฮุนไดในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง”

การประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้มีขึ้นในการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการที่กรุงจาการ์ตา โดยมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมอย่างพร้อมหน้า ได้แก่ ได้แก่ พล.ต. เคียฟ ซาเมธ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน, มร. วินสตัน ลี เลขาธิการสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน, มร.ซันนี่ คิม ประธานบริษัท ฮุนได มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก สำนักงานใหญ่ และ มร. ซีมัส โอไบรอัน ประธานและประธานกรรมการ SPORTFIVE เอเชีย

ติดตามความเคลื่อนไหวทั้งหมดของการแข่งขันในเครือ ASEAN United FC ได้ที่ https://aseanutdfc.com และทุกช่องทางโซเชียล @aseanutdfc บน Instagram, Facebook, TikTok, YouTube, X และ LinkedIn

“ฮอนด้า” แถลงทิศทางธุรกิจ ปี 2025 เดินหน้าปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้ตอบรับสภาพแวดล้อมธุรกิจในปัจจุบัน

0
ฮอนด้า 1

บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด นำโดยนาย โทชิฮิโระ มิเบะ ผู้อำนวยการ ประธานกรรมการบริหาร และตัวแทนเจ้าหน้าที่บริหาร แถลงแนวทางการดำเนินธุรกิจของฮอนด้า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นที่การขับเคลื่อนด้วยยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีข้อสรุปดังนี้

1. การเปลี่ยนแปลงของตลาด EV และการปรับกลยุทธ์ทิศทางใหม่
ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ยังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง ผนวกกับความไม่แน่นอนทางธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชะลอตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากหลายปัจจัย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมที่เป็นพื้นฐานสำหรับการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งานอย่างแพร่หลาย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการค้าของประเทศต่าง ๆ ฮอนด้า จึงจำเป็นต้องสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ลูกค้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ผันผวน และไม่ใช่เพียงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า แต่ยังผนวกการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงด้วย เพื่อนำเสนอคุณค่าเหล่านั้นไปยังลูกค้าในวงกว้างได้มากยิ่งขึ้น พร้อมเข้าถึงได้ง่ายและจับต้องได้
โดย ฮอนด้า จะปรับกลยุทธ์ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้ 2 ทิศทาง คือ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ และเสริมรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง ผ่านการปรับพอร์ตโฟลิโอด้านระบบขับเคลื่อนใหม่ อีกทั้งเตรียมพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (ADAS) เจเนอเรชันใหม่ พร้อมผนวกความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ

รวมถึงปรับแผนเปิดตัวรถใหม่ เนื่องด้วยการชะลอตัวของตลาด EV ทั่วโลกที่ส่งผลให้เป้าหมายสัดส่วนยอดขาย EV ทั่วโลกของฮอนด้าในปี 2030 อาจต่ำกว่าเป้าหมาย 30% จากที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า โดยนับจากนี้จะเน้นขุมพลังไฮบริด เป็นหลักในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริด (HEV) เจเนอเรชันใหม่ที่จะเปิดตัวตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป พร้อมเร่งขยายไลน์อัปไฮบริดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการปรับแนวทางนี้ ฮอนด้า ตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขายในปี 2030 ให้มากกว่าระดับปัจจุบันที่ 3.6 ล้านคัน โดยมีเป้าหลักอยู่ที่ยอดขายรถยนต์ไฮบริด (HEV) ที่ 2.2 ล้านคัน
1-1 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของรถยนต์ ผ่านการพัฒนาและประยุกต์ใช้ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) เจเนอเรชันใหม่อย่างแพร่หลาย
●ฮอนด้า อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) เจเนอเรชันใหม่ ที่สามารถช่วยในการขับขี่ได้ เช่น การเร่งและการบังคับเลี้ยวตลอดเส้นทาง ตามจุดหมายที่ผู้ขับขี่ป้อนลงในระบบนำทาง
ไม่ว่าจะขับบนทางด่วนหรือถนนในเมือง ผ่านการต่อยอดองค์ความรู้ที่สั่งสมจากการพัฒนาเทคโนโลยี
การขับขี่อัตโนมัติ
●โดยฮอนด้ามีแผนในการติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) เจเนอเรชันใหม่ ในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถไฮบริด (HEV) รุ่นหลัก ๆ ที่เตรียมเปิดตัวในอเมริกาเหนือและญี่ปุ่น ในปี 2027
●สำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศจีนที่มีการเติบโตของเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างก้าวกระโดด ฮอนด้า มีแผนที่จะทำงานร่วมกับ Momenta Global Limited ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพของจีนที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ เพื่อพัฒนา ADAS รุ่นถัดไปที่เหมาะสมกับสภาพถนนในประเทศจีน และติดตั้งในรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นที่จะเปิดตัวในประเทศจีนในอนาคต
1-2 เสริมแกร่งกลยุทธ์ EV
●ฮอนด้า มุ่งพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบไฮบริด e:HEV ทั้งขนาดเล็กและขนาดกลาง ให้เป็นระบบ
ขับเคลื่อนที่มีความก้าวหน้าในแง่มุมต่าง ๆ โดยพัฒนาต่อยอดบนระบบไฮบริด 2 มอเตอร์เดิม ผนวกเข้ากับ
1) การพัฒนาแพลตฟอร์มเจเนอเรชันใหม่ที่ล้ำสมัย มีเสถียรภาพในการขับขี่และน้ำหนักที่ลดลง และ 2) ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนสี่ล้อ (Electric AWD) ที่พัฒนาใหม่ ที่มอบการควบคุมที่แม่นยำและการตอบสนองของมอเตอร์ที่ทันใจ
●ตั้งเป้าพัฒนาระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV เจเนอเรชันใหม่ ให้มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ดีขึ้น 10% รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนให้กับรถไฮบริด (HEV) ของฮอนด้า และปรับต้นทุนของระบบฯ ลง 50% เมื่อเทียบกับระบบไฮบริดที่ติดตั้งในรถยนต์ที่เปิดตัวรุ่นปี 2018 และลดลงกว่า 30% เมื่อเทียบกับระบบไฮบริดที่ติดตั้งในรถยนต์ที่เปิดตัวในปี 2023 ในรุ่นปัจจุบัน
●สำหรับตลาดอเมริกาเหนือที่เป็นตลาดหลักของรถไฮบริด (HEV) ฮอนด้า มีแผนที่จะพัฒนาระบบไฮบริดสำหรับรถขนาดใหญ่ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในตลาดนี้ โดยเตรียมที่จะติดตั้งในรถที่จะเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลังของทศวรรษ 2020
●มีแผนเปิดตัวรถไฮบริด (HEV) เจเนอเรชันใหม่ของฮอนด้า รวมทั้งหมด 13 รุ่นทั่วโลก ภายในระยะเวลา 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2027 เพื่อขยายไลน์อัปไฮบริด (HEV) ให้ครอบคลุมและตอบรับกับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

1-3 แนวคิดของฮอนด้า ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคแห่ง EV อย่างเต็มรูปแบบ
●ฮอนด้า คาดว่าเป้าหมายสัดส่วนยอดขาย EV ทั่วโลกของฮอนด้าในปี 2030 อาจลดลงต่ำกว่าเป้าที่ 30% ตามที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า เนื่องด้วยการชะลอตัวของตลาด EV ทั่วโลก
●โดยยังคงเชื่อมั่นในแนวคิดว่ายานยนต์ไฟฟ้า (EV) คือหนทางสำคัญในการมุ่งสู่การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ดังนั้นฮอนด้า จะยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการเตรียมรากฐานความพร้อมที่มั่นคง
เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต
●สำหรับไลน์อัป Honda 0 Series (ฮอนด้า ซีโร่ ซีรีส์) ที่นับเป็นเสาหลักของธุรกิจ EV ของฮอนด้าในอนาคต จะมีการเผยโฉมรถยนต์รุ่นแรกในไลน์อัปในปีหน้า ซึ่งฮอนด้า จะส่งมอบคุณค่า SDV (Software-Defined Vehicle) ที่ปรับแต่งให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานแต่ละคนผ่านฟังก์ชัน “ultra-personal optimization” ผ่านการทำงานร่วมกันของระบบปฏิบัติการยานยนต์ ASIMO OS และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่/ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (AD/ADAS) ที่ได้นำเสนอไปในงาน CES 2025
●นอกจากนี้ Honda 0 Series เจเนอเรชันถัดไป จะมาพร้อมสถาปัตยกรรมยานยนต์แบบ Centralized E&E Architecture เพื่อมอบระบบ AD/ADAS ที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น
1-4 บทสรุปการปรับกลยุทธ์ EV
●ฮอนด้า มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ ๆ ที่มีเอกลักษณ์ สอดรับกับยุคสมัยแห่งยานยนต์อัจฉริยะ และผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เพื่อส่งมอบความสนุกสนานในการขับขี่ (Joy of Driving) อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะรถยนต์ฮอนด้า
●เตรียมใช้โลโก้ H Mark ดีไซน์ใหม่ ในรถไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ของฮอนด้า ที่จะเริ่มเปิดตัว
สู่ตลาดในปี 2027 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้าในไลน์อัป Honda 0 Series ที่ได้เปิดตัวไปก่อนหน้า สะท้อนสัญญะแห่งการเปลี่ยนผ่านในธุรกิจยานยนต์ของฮอนด้า

1-5 ระบบการผลิตและการจัดสรรทรัพยากรด้านการผลิต
●มุ่งดำเนินงานตามกลยุทธ์ห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยเตรียมจัดทำระบบการผลิตที่มีความยืดหยุ่น ที่สามารถปรับการผลิตได้อย่างเหมาะสมตามความต้องการและเป้าการขายได้ ผ่านการสร้างสายการผลิตที่สามารถผลิตได้ทั้ง EV และ HEV เพื่อรองรับกับการเติบโตของการจำหน่ายรถไฮบริดอย่างต่อเนื่อง และเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าในระยะกลางถึงระยะยาว
●พร้อมจัดตั้งห่วงโซ่อุปทานในแนวคิด “ผลิตสินค้าให้ใกล้ชิดลูกค้า” ซึ่งเป็นแนวคิดของ “การผลิตในท้องถิ่นเพื่อการบริโภคในท้องถิ่น” เพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานให้แข็งแกร่งขึ้น และสามารถรองรับกับทุกการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดได้ในอนาคต

2. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในธุรกิจรถจักรยานยนต์

สำหรับปีงบประมาณล่าสุด ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2025 ที่ผ่านมา ฮอนด้า มียอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์รวมทั้งสิ้น 20.57 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของยอดขายรวมในตลาดรถจักรยานยนต์ทั่วโลก โดยความสำเร็จครั้งนี้ยังสร้างสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใน 37 ประเทศและภูมิภาคอีกด้วย ทั้งนี้ คาดว่าความต้องการในตลาดรถจักรยานยนต์จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดรถจักรยานยนต์ใหญ่ที่สุดในโลก อันเนื่องมาจากการขยายตัวของประชากรและระดับรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยคาดการณ์ว่า ยอดขายรวมของอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 50 ล้านคัน เป็น 60 ล้านคันภายในปี 2030
เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฮอนด้า ยังคงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าสนใจ ผ่านการออกแบบที่สอดคล้องกับความต้องการที่แตกต่างกันของผู้บริโภคทั่วโลก พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดหาวัตถุดิบและระบบการกระจายสินค้าที่ดีอีกด้วย นอกจากนี้ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่มีวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อม ฮอนด้า ได้เร่งการใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าในผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำมันในรุ่นเครื่องยนต์สันดาป (ICE) และการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ ที่รองรับเชื้อเพลิงทางเลือก

สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ฮอนด้า ได้เริ่มวางจำหน่ายรุ่น Active e: และ QC1 ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยได้มีการเปิดตัวครั้งแรกในประเทศอินเดียเมื่อปีก่อน ขณะเดียวกัน ฮอนด้ายังได้เริ่มจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก อย่างรุ่น CUV e: และ ICON e: ในประเทศอินโดนีเซียเป็นแห่งแรก และมีแผนขยายตลาดต่อไปยังเวียดนาม ไทย และฟิลิปปินส์

สำหรับรุ่น CUV e: ฮอนด้ามีกำหนดวางจำหน่ายในภูมิภาคยุโรปและประเทศญี่ปุ่นภายในปีนี้ โดยฮอนด้าจะดำเนินการพัฒนาโมเดลไฟฟ้า พร้อมทั้งจัดตั้งโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะที่มีประสิทธิภาพสูงในประเทศอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในปี 2028 ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างโครงสร้างธุรกิจจักรยานยนต์ไฟฟ้าให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยฮอนด้าวางแผนที่จะนำเสนอรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น พร้อมทั้งมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

เมื่อดำเนินการเช่นนี้แล้ว ฮอนด้าจะสามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความโดดเด่นและการพัฒนาระบบซัพพลายเชนที่ครอบคลุมทั้งในกลุ่มเครื่องยนต์สันดาป (ICE) และกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยในระยะยาว ฮอนด้าตั้งเป้าสร้างฐานธุรกิจที่มั่นคงด้วยส่วนแบ่งตลาดระดับโลกที่ 50% และอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (ROS) มากกว่า 15% ภายในปีงบประมาณ 2531 (ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2031)

3. กลยุทธ์ด้านการเงิน – การพัฒนากำไร การประเมินการลงทุนใหม่ และการจัดสรรการลงทุน

●ฮอนด้า คาดการณ์ว่าจะเพิ่มผลกำไรของบริษัทฯ ภายในปี 2030 ด้วยแนวทางดังนี้
1)การขยายธุรกิจรถจักรยานยนต์อย่างต่อเนื่อง
2)การลดต้นทุนในธุรกิจยานยนต์ที่เกี่ยวเนื่องกับการปรับใช้ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV เจเนอเรชันใหม่และแพลตฟอร์มใหม่
3)การเพิ่มยอดขายต่อหน่วยของรถไฮบริด (HEV) และจะยังคงมุ่งหน้าต่อไปเพื่อบรรลุเป้าหมาย ROIC (Return on Invested Capital) ของบริษัทที่ 10% สำหรับปีงบประมาณ 2031 (ปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2031)

●สำหรับแผนการลงทุนในกลยุทธ์ด้าน EV ที่ประกาศไว้เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่า 10 ล้านล้านเยนฮอนด้า ได้ปรับลดวงเงินลงทุนลง 3 ล้านล้านเยน เหลือ 7 ล้านล้านเยน ภายในปีงบประมาณ 2031 (ปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2031) โดยเป็นผลจากการตัดสินใจเลื่อนโครงการสร้าง value chain สำหรับ EV แบบครบวงจรในประเทศแคนาดา รวมถึงการยืดเวลาในการสร้างโรงงานที่จะผลิต EV เฉพาะออกไปก่อน

●สำหรับการเปลี่ยนแปลงการจัดสรรเงินทุนในช่วง 5 ปี นับจากปีงบประมาณ 2027 เป็นต้นไป ฮอนด้ามีเป้าหมายในการสร้างกระแสเงินสดรวมมากกว่า 12 ล้านล้านเยน โดยผสมผสานศักยภาพในการสร้างเงินสดอย่างมั่นคงจากธุรกิจรถจักรยานยนต์ควบคู่กับการเพิ่มยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าต่อหน่วย สำหรับการจัดสรรทรัพยากรจนถึงปีงบประมาณ 2031

●ลดการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ EV ลง 3 ล้านล้านเยน โดยฮอนด้า คาดว่าจะเพิ่มการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรถยนต์ไฮบริด (HEV) เพียงเล็กน้อย โดยในส่วนของผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ฮอนด้าจะยังคงรักษาเป้าหมายที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ และมุ่งมั่นให้ได้ผลกำไรให้มากกว่า 1.6 ล้านล้านเยน

เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่รวดเร็วและมีความผันผวน ฮอนด้าจะปรับปรุงการจัดสรรทรัพยากรอย่างยืดหยุ่นและทันการณ์ พร้อมทั้งจัดตั้งธุรกิจยานยนต์ที่พร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต และยังคงมุ่งเน้นการปรับปรุงผลกำไรอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างรายได้ที่มั่นคงจากธุรกิจรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนแม้ในสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ฮอนด้าได้ตัดสินใจนำอัตราส่วนเงินปันผลต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DOE) มาใช้ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการรักษาผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างสอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจ ด้วยวิธีการนี้ ฮอนด้าจะสามารถเสริมสร้างโครงสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมทั้งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงและต่อเนื่องแก่ผู้ถือหุ้นควบคู่กันไป

GWM (Thailand) คว้ารางวัล “บริการหลังการขายยอดเยี่ยม” จากเวที GWM Globalตอกย้ำมาตรฐานการบริการหลังการขายระดับสากล

0
GWM 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ล่าสุด GWM (Thailand) คว้ารางวัลบริการหลังการขายยอดเยี่ยม (Service Excellence Award) จากเวที Annual GWM Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยรางวัลนี้มอบให้กับประเทศที่มีผลงานด้านการให้บริการหลังการขายที่โดดเด่นในกลุ่มเครือข่าย GWM ทั่วโลก สะท้อนถึงมาตรฐานการบริการที่เป็นเลิศของ GWM (Thailand) และความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าชาวไทยเพื่อยกระดับประสบการณ์การบริการที่มีคุณภาพที่มากกว่าและเหนือกว่าในทุกมิติ ตามแนวคิด GWM Go With More

GWM 2

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “GWM ให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายมาโดยตลอด เพราะเราเชื่อว่า ‘การขายรถ’ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์กับลูกค้า แต่ ‘การบริการหลังการขาย’ คือสิ่งที่จะรักษาความสัมพันธ์นั้นให้ยั่งยืน GWM (Thailand) ไม่เคยมองว่าบริการหลังการขายเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ของการดำเนินธุรกิจ แต่เป็นหัวใจหลักของการสร้างความพึงพอใจและความไว้วางใจระยะยาวของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดประเทศไทย”

เกรทวอลล์ มอเตอร์ 1

แม้ว่ารางวัลนี้จะมาจากภายในองค์กร GWM Global แต่กระบวนการคัดเลือกอิงจากเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานจริงอย่างเข้มงวด และเทียบเคียงกันระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นระดับความพึงพอใจของลูกค้า การให้บริการตามมาตรฐานที่กำหนด การบริหารจัดการอะไหล่ การตอบสนองต่อข้อร้องเรียน และนวัตกรรมด้านบริการลูกค้า GWM (Thailand) ได้แสดงศักยภาพได้อย่างโดดเด่น ทั้งด้านการให้บริการลูกค้าผ่าน GWM SMART Service การบริหารจัดการอะไหล่ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การดูแลแก้ปัญหาลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส การรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง คุณภาพการบริการของพาร์ทเนอร์ สโตร์ ฯลฯ นอกจากนี้ รางวัลอันทรงเกียรตินี้ยังถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการที่ GWM (Thailand) เคยสร้างผลงานโดดเด่นในการเป็นแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนเพียงรายเดียวที่ติด Top 3 ในด้านความพึงพอใจบริการหลังการขาย ประจำปี 2567 จากผลการประเมินของ Differential บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยตลาดชั้นนำ ซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้ใช้รถยนต์จริงทั่วประเทศตลอดทั้งปีที่ผ่านมา โดยการประเมินครอบคลุมใน 5 มิติหลัก ได้แก่ 1) คุณภาพงานบริการ 2) ราคาและความคุ้มค่า 3) การบริการจากพนักงานและสิ่งอำนวยความสะดวกในศูนย์บริการ 4) การสื่อสารและความชัดเจน และ 5) ความสะดวก และความง่ายในการเข้าถึงบริการ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนถึงคุณภาพของ GWM ในการดูแลลูกค้าหลังการขายอย่างรอบด้าน โดยรางวัลบริการหลังการขายยอดเยี่ยม จากเวที Annual GWM Awards 2025 ในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องพิสูจน์ที่ตอกย้ำถึงความสำเร็จของ GWM (Thailand) ในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกมิติ

เกรทวอลล์ มอเตอร์ 6

 

หนึ่งในจุดแข็งของ GWM (Thailand) คือเครือข่ายบริการ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ ที่มีมากถึง 69 แห่งทั่วประเทศ และยังเดินหน้าขยายเพิ่มทั่วประเทศอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อมอบความอุ่นใจให้แก่ผู้ใช้งานรถยนต์ GWM โดยศูนย์บริการเหล่านี้ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ใช้งานทั่วประเทศ ถึงการบริการที่รวดเร็ว สะดวกสบาย และเป็นมากกว่าศูนย์บริการรถยนต์ทั่วไป

เกรทวอลล์ มอเตอร์ 5

“เราไม่ได้มองแค่ยอดขายในแต่ละปี แต่เรามองภาพรวมของความเชื่อมั่นและความพึงพอใจที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ และประสบการณ์ที่พวกเขาได้รับในทุกครั้งที่เข้ารับบริการ GWM (Thailand) จะเดินหน้าพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าทุกคนสัมผัสได้ถึงคุณค่าที่มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นก่อนการขาย ระหว่างการขาย และที่สำคัญที่สุด คือ ‘หลังการขาย’ ซึ่งเป็นจุดที่สร้างคุณค่าและสร้างความแตกต่างให้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเราอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม รางวัลนี้คือกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวไทยให้เหนือความคาดหมาย ตามแนวคิด GWM Go With More” เวยน์ โจว กล่าวเสริม

“มาสด้า” ส่งมอบ MX-5 รุ่นลิมิเต็ด ฉลอง 35 ปี มีเพียง 4 คัน ในประเทศไทย

0
Mazda 2

มาสด้าส่งมอบรถสปอร์ตโรดสเตอร์แบรนด์ไอคอนระดับตำนานเจ้าของรถยนต์ขับสนุกที่สุดในโลก สร้างสถิติเป็นรถสปอร์ตโรดสเตอร์ที่ขายดีที่สุดในโลกกว่า 1,200,000 คัน จนได้รับการบันทึกลงใน Guinness World Record สำหรับ New Mazda MX-5 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 35 ปี จำนวนสองคัน ให้กับ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาสโมสร และ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ประธานบริหารสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี โดยมี นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ พร้อมด้วย นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิตอล บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนฯ โดยรถรุ่นพิเศษนี้ผลิตขึ้นอย่างจำกัดจำนวน ทั่วโลกมีเพียง 2,559 คัน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี นับตั้งแต่รถมาสด้า MX-5 ได้เปิดตัวสู่สาธารณชนครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2532 และยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็นสปอร์ตโรดสเตอร์ยอดนิยมของมาสด้าไว้อย่างเต็มเปี่ยม พร้อมความพิเศษสุดในทุกจุดสัมผัสรอบตัวรถ รวมถึงสัญลักษณ์รุ่นพิเศษ 35th Anniversary Edition พร้อม serial number บ่งบอกความพิเศษลิมิเต็ดอิดิชั่นที่ถูกผลิตขึ้นจำนวนจำกัด และในประเทศไทยมีลูกค้าที่ได้ครอบครองเพียง 4 คัน เท่านั้น ซึ่งขณะนี้ได้ถูกครอบครองเป็นเจ้าของหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Mazda 2

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้าขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยที่ให้การตอบรับรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นด้วยดีเสมอมา เราให้คำมั่นสัญญาว่าจะมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ยานยนต์และการบริการที่ดีที่สุด เพื่อมอบประสบการณ์ความสุขและการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น เพราะมาสด้าเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า “ความสุขในการขับขี่รถยนต์” (Joy of Driving) จะนำไปสู่ “ความสุขในการใช้ชีวิต” (Joy of Living) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกครั้งที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์มาสด้าจะนำมาซึ่งคุณค่าและความสุขในการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า เพื่อสร้างการเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าในทุกมิติและสร้างสรรค์สังคมไทยให้ยั่งยืนตลอดไป อย่างไรก็ตามสำหรับลูกค้าที่ครอบครองรุ่นพิเศษนี้ไม่ทัน มาสด้ายังมีรุ่นปกติ New Mazda MX-5 สปอร์ตโรดสเตอร์ที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงใหม่ด้วยการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ล้ำสมัย ผนวกกับเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อการสื่อสารยุคดิจิตอลและเทคโนโลยี เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ วางราคาจำหน่าย 3,029,000 บาท

Mazda 4

 

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” มอบรางวัล “ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม ปี 2567” ยกย่องความเป็นเลิศด้านการขาย บริการหลังการขาย และการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า

0
.มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศผลรางวัลอันทรงเกียรติ “ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม ประจำปี 2567” (Mitsubishi Excellence Awards 2024) เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อยกย่องและแสดงความยินดีแก่ผู้จำหน่ายที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นและเป็นเลิศทั้งในด้านการขาย และบริการหลังการขาย ในปีงบประมาณ 2567 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่เน้นการให้ความสำคัญกับลูกค้า เพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุด พร้อมกับการพัฒนาคุณภาพการขายและการบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง

ผู้จำหน่ายที่ได้รับรางวัล “ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม ปี 2567” ได้แก่:
1. บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส ปากเกร็ด จำกัด (สำนักงานใหญ่) เขตกรุงเทพฯ
2. บริษัท แสงชัยมอเตอร์เซลส์ จํากัด เขตต่างจังหวัด กลุ่มจังหวัดขนาดใหญ่
3. บริษัท มิตซู ชูเกียรติยนต์ กระบี่ จำกัด เขตต่างจังหวัด กลุ่มจังหวัดขนาดกลาง
4. บริษัท มิตซูไทยยนต์กลการ จำกัด เขตต่างจังหวัด กลุ่มจังหวัดขนาดเล็ก
5. บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส ปากเกร็ด จำกัด (สาขานวนคร) ผู้จำหน่ายใหม่ยอดเยี่ยม เขตกรุงเทพฯ
6. บริษัท มิตซูไทยยนต์ นครศรี จํากัด (สํานักงานใหญ่) ผู้จำหน่ายใหม่ยอดเยี่ยม เขตต่างจังหวัด

นอกจากรางวัล “ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม ประจำปี 2567” มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังมอบรางวัลพิเศษจากการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ ให้กับผู้จำหน่าย ได้แก่
1. รางวัลยอดขายสูงสุด เขตกรุงเทพฯ อันดับที่ 1 ได้แก่ บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด
2. รางวัลส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด เขตต่างจังหวัด กลุ่มจังหวัดขนาดใหญ่ อันดับที่ 1 ได้แก่
บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด

3. รางวัลส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด เขตต่างจังหวัด กลุ่มจังหวัดขนาดกลาง อันดับที่ 1 ได้แก่
บริษัท ชูเกียรติยนต์ กระบี่ จำกัด
4. รางวัลส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด เขตต่างจังหวัด กลุ่มจังหวัดขนาดเล็ก อันดับที่ 1 ได้แก่
บริษัท มิตซูไทยยนต์กลการ จำกัด
5. รางวัลส่งเสริมการขายโครงการพิเศษ อันดับที่ 1 ได้แก่ บริษัท มิตซู พระนคร ออโต้ จำกัด

มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การแข่งขันในปีนี้มีความสูสีและเข้มข้นเป็นอย่างมาก ทำให้การคัดเลือกผู้จำหน่ายที่ได้รับรางวัลไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีเพราะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้จำหน่ายของเรา ในการพัฒนาและยกระดับการขายและการให้บริการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการดูแลลูกค้า ที่จะส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดและสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเราทุกคน ขอแสดงความยินดีกับผู้จำหน่ายที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ ในครั้งนี้”

“เกณฑ์การประเมินผลในปี 2567 มุ่งเน้นที่ความเป็นเลิศด้านการบริการ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย รวมถึงความสามารถในการรักษาและขยายส่วนแบ่งทางการตลาดในแต่ละพื้นที่ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความพึงพอใจของลูกค้า ผ่านการส่งมอบรถยนต์ที่มีคุณภาพ และการยกระดับมาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายของเราคือการเสริมสร้างความไว้วางใจในแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อต่อยอดความสำเร็จร่วมกับ
ผู้จำหน่ายทุกราย นำไปสู่การเติบโตร่วมกันอย่างมั่นคง และความสำเร็จที่ยั่งยืนในระยะยาว” มร. อินาบะ กล่าวเพิ่มเติม

นางสาว ชัญญาภัค ธนะคุณธนิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส ปากเกร็ด จำกัด (สำนักงานใหญ่) กล่าวว่า “ขอขอบคุณลูกค้าคนสำคัญทุกท่านที่ให้การสนับสนุน เอเบิล มอเตอร์ส ตลอด 20 ปี ที่ผ่านมา และ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย สำหรับรางวัลอันทรงเกียรติ รางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม เขตกรุงเทพฯ อันดับที่ 1 ที่ได้รับในวันนี้ ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้ เพราะครอบครัว เอเบิล มอเตอร์ส ทุกคนที่ให้ความทุ่มเท และคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ และขอขอบคุณครอบครัวและบุคคลสำคัญทุกท่าน ที่เป็นกำลังใจและแรงบันดาลใจให้กันในตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเราทุกคนที่ เอเบิล มอเตอร์ส ยึดมั่นในการให้บริการด้วยความเป็นมืออาชีพ อย่างมีมาตราฐานและเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ และเราจะยังคงพัฒนาด้านกระบวนการขายอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นสร้างผลการดำเนินงานที่ดียิ่งขึ้นต่อไปค่ะ”

.มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย  2

นางสาว เกษสุดา ปิติเจริญกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซู ชูเกียรติยนต์ กระบี่ จำกัด กล่าวว่า “ขอขอบคุณมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่มอบรางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม (กลุ่มจังหวัดขนาดกลาง) อันดับที่ 1 ให้กับ มิตซู ชูเกียรติยนต์ กระบี่ และจัดงานมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ให้กับพวกเราค่ะ และขอบคุณทีมงาน มิตซู ชูเกียรติยนต์ กระบี่ ที่ส่งกำลังใจมาร่วมลุ้นรางวัลไปด้วยกัน เพราะเราได้ร่วมกันก้าวผ่านทุกความท้าทายตลอดปีที่ผ่านมา รางวัลนี้ถือเป็นสิ่งย้ำเตือนถึงความสำเร็จและจุดแข็งที่พวกเราไม่เพียงมุ่งมั่นทำงานร่วมกันเป็นทีม แต่ยังติดตามการให้บริการหลังการขายอยู่เสมอ ทำให้เราได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า เราจะรักษามาตรฐานและพัฒนาการบริการให้ดียิ่งขึ้นต่อไปค่ะ”

.มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย  3

นอกจากรางวัลข้างต้น ยังมีรางวัลพิเศษอีก 2 รางวัล ที่มอบให้แก่ผู้จำหน่ายที่มีผลงานโดดเด่น และความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่
1.รางวัลยอดขายสูงสุดระดับประเทศ ปี 2567 ได้แก่ บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด
2.รางวัลยอดขายสูงสุดระดับประเทศติดต่อกันมากกว่า 3 ปี ได้แก่ บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด

นาย จักรพงษ์ ชัยตระกูลทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด กล่าวว่า “นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่มิตซูรุ่งเจริญได้รับเกียรติ คว้ารางวัลอันทรงคุณค่าหลายรางวัลในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รางวัลยอดขายสูงสุดในเขตกรุงเทพฯ อันดับที่ 1 รางวัลยอดขายสูงสุดระดับประเทศ และ รางวัลยอดขายสูงสุดระดับประเทศติดต่อกันมากกว่า 3 ปี ความสำเร็จนี้เกิดจากการสนับสนุนที่ดีของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย พร้อมด้วยความทุ่มเทของทีมงานมิตซูรุ่งเจริญ และที่สำคัญขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ไว้วางใจมิตซูรุ่งเจริญ เราจะไม่หยุดพัฒนาเพื่อตอบแทนความไว้วางใจของทุกท่าน เรายึดมั่นในปณิธานการส่งมอบบริการที่เหนือความคาดหมาย ด้วยความเชื่อว่า หัวใจแห่งความสำเร็จคือการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่องด้วยความเชื่อมั่น”

.มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย  5