Home Blog Page 82

“CHANG-AN” เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในต่างประเทศแห่งแรกในไทย ตอกย้ำความแข็งแกร่งระดับภูมิภาค พร้อมขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย EV Hub เต็มรูปแบบ

0
CHANG-AN 1

CHANG-AN Automobile ผู้นำเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะคาร์บอนต่ำ เปิดโรงงานฉางอาน ออโตโมบิล ระยอง (CHANG-AN Automobile Rayong Factory) ปักธงฐานการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ครบวงจรแห่งแรกในต่างประเทศ ที่จังหวัดระยอง ประเทศไทย มูลค่าการลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจระดับโลกและตอกย้ำความมุ่งมั่นระยะยาวต่อภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย โดยโรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์และจะเป็นศูนย์กลางการผลิตสำหรับตลาดอาเซียนและตลาดรถพวงมาลัยขวาทั่วโลก ยกระดับความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 CHANG-AN 2

ในโอกาสเดียวกันนี้ CHANG-AN ยังได้ฉลองการผลิตรถยนต์คันที่ 28.59 ล้าน ซึ่งเป็น DEEPAL S05 ประกาศความสำเร็จอีกครั้งของการดำเนินกลยุทธ์การขยายธุรกิจไปทั่วโลก โดยพัฒนาจาก “แบรนด์ที่ก้าวสู่ระดับสากล” สู่การเป็น “ผู้นำอุตสาหกรรมระดับโลก” อย่างแท้จริง

พิธีการเปิดโรงงานได้รับเกียรติจาก นายจู หัวหรง ประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล, นายหวัง ฮุย รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล, นายเคลาส์ ไซซิโอรา รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล, นายเติ้ง เฉิงหาว รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DEEPAL และ นายเซิน ซิงหัว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีส เอเชีย จำกัด และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายเจียง เว่ย อัครราชทูตฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย, นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และ นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง พร้อมด้วยพันธมิตรในอุตสาหกรรมภาคธุรกิจ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ตอกย้ำความสำคัญของการพัฒนาโรงงานแห่งนี้ที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างไทยและจีน

 CHANG-AN 4

โรงงานของ CHANG-AN ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 250 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่สำหรับดำเนินการผลิตอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น การเชื่อมประกอบตัวถัง, การพ่นสี, การประกอบเครื่องยนต์ และการประกอบแบตเตอรี่ มีกำลังการผลิตเริ่มต้น 100,000 คันต่อปี โดยใช้หุ่นยนต์ 39 ตัวในพื้นที่เชื่อมประกอบตัวถัง และใช้หุ่นยนต์ 29 ตัวสำหรับกระบวนการพ่นสีที่ต้องอาศัยความละเอียดสูงเพื่อให้สีบนตัวรถมีความทนทานมากกว่า 10 ปี พร้อมทั้งลดการปล่อยมลภาวะได้ถึง 40% นอกจากนี้ ยังใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบอัตโนมัติ 18 ระบบและแบบกึ่งอัตโนมัติ 125 ระบบ จึงสามารถผลิตรถยนต์หลายรุ่นที่ใช้ระบบส่งกำลังต่างกันได้พร้อมกัน ทั้งยังมีระบบดิจิทัลช่วยให้ดำเนินงานและจัดการผ่านออนไลน์ได้ 100% ลดระยะเวลาจากการสั่งซื้อถึงการส่งมอบจาก 21 วันเหลือเพียง 15 วัน โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 200,000 คันในเฟสที่สอง

 CHANG-AN 5

โรงงานแห่งนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงและกระบวนการทำงานที่ทันสมัยและปล่อยคาร์บอนต่ำ โดย CHANG-AN มีแผนที่จะติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 14 เมกะวัตต์ ซึ่งจะสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ถึง 45% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้ในโรงงาน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมด้วยส่วนประกอบที่ส่งเสริมความยั่งยืนอีกมากมาย อาทิ ระบบระบายอากาศหมุนเวียน, ระแนงระบายความร้อน, การใช้แสงธรรมชาติ, และระบบรีไซเคิลน้ำฝน คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนพลังงานลง 20% นอกจากนี้ การเปิดโรงงานยังจะสร้างโอกาสการจ้างงานมากกว่า 30,000 ตำแหน่งตลอดห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในพื้นที่อีกด้วย

นายจู หัวหรง ประธาน บริษัท CHANG-AN Automobile กล่าวว่า “การเปิดโรงงานแห่งนี้เป็นก้าวสำคัญสำหรับ CHANG-AN ที่ยกระดับจากการส่งออกรถยนต์สู่การสร้างระบบนิเวศในประเทศไทย ควบคู่ไปกับการเดินหน้า 3 แผนธุรกิจหลัก ได้แก่ Green CHANG-AN, Smart CHANG-AN และ Global CHANG-AN โดยจะเริ่มเดินสายการผลิตที่โรงงานในจังหวัดระยอง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในระยะยาวต่อประเทศไทยและปรัชญาที่มุ่งพัฒนาการดำเนินงานในท้องถิ่นให้สร้างประโยชน์ต่อชุมชน เราออกแบบโรงงานแห่งนี้โดยให้โดดเด่นด้านความยั่งยืนและนวัตกรรม ใช้กระบวนการผลิตที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด (Lean Manufacturing Processes) ระบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีล้ำสมัย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ CHANG-AN ต่ออนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมเป้าหมายของเราที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประตูสู่ภูมิภาคและตลาดรถพวงมาลัยขวาที่สำคัญ ครอบคลุมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เราจะยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์ ‘In Thailand, For Thailand’ พร้อมทั้งส่งมอบเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ให้ความสำคัญกับ AI, ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และยานพาหนะไฟฟ้าที่สามารถบินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่งได้ (eVTOL)”

นายเซิน ซิงหัว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีส เอเชีย จำกัด และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับตลาดประเทศไทย และรักษาความเป็นเลิศในการผลิตเพื่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อผู้บริโภคทั้งในไทยและทั่วภูมิภาค โรงงานที่จังหวัดระยองจึงเป็นตัวแทนของความสำเร็จสำหรับ CHANG-AN หลายด้าน ทั้งการเป็นโรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่แห่งแรก และโรงงานผลิตแบบครบวงจรแห่งแรก โดยมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพกว่า 90% เป็นระบบอัตโนมัติ ตอกย้ำความเป็นผู้นำของเราในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ทั้งยังช่วยให้เราสามารถขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ นำเสนอโซลูชันการเดินทางอันชาญฉลาดและรักษ์โลกได้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญ การเปิดโรงงานแห่งนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของรัฐบาลไทยที่ต้องการให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของภูมิภาค เราภาคภูมิใจที่จะได้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่โซลูชันด้านการคมนาคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น พร้อมทั้งร่วมพัฒนาเศรษฐกิจและเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้กับประเทศเพื่อสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าและชาวไทยทุกคน”

 CHANG-AN 8

ภายในงาน CHANG-AN ได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะพลิกโฉมวงการยานยนต์ไทยผ่านการจัดแสดงนวัตกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แบตเตอรี่ CTV, Super Integrated E-Drive และ เทคโนโลยี Range Extender รวมถึงยนตรกรรมหลากหลายรุ่นทั้งจากแบรนด์ DEEPAL (รุ่น S05, E07, S07, L07 และ G318) แบรนด์ AVATR (รุ่น 11, 12 และ 07) และรถยนต์บินได้ด้วยระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ EHang ให้สื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติได้สัมผัสโซลูชันล้ำสมัยมากมายที่ CHANG-AN กำลังนำเสนอสู่ตลาดประเทศไทย

 CHANG-AN 9

CHANG-AN มีแผนที่จะเปิดตัวรถใหม่อีก 12 รุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยทั้งหมดจะเป็นยานยนต์พลังงานใหม่เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น รวมถึงสร้างคลังอะไหล่สำหรับตลาดรถพวงมาลัยขวา โดยเมื่อแล้วเสร็จจะเก็บชิ้นส่วนได้ถึง 98% ของจำนวนอะไหล่ทั้งหมด และมีเป้าหมายในการจัดส่งอะไหล่ภายใน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังจะอัปเกรดแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศไทยที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อให้พร้อมมอบบริการได้แบบเรียลไทม์ผ่านระบบอัจฉริยะทั้งการควบคุมยานพาหนะ, การบำรุงรักษา, การตรวจสอบแบตเตอรี่ และการเช็คสภาพจากระยะไกล

CHANG-AN มียอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยในปี 2567 ที่ผ่านมามียอดขายถึง 2.68 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 5.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และในจำนวนดังกล่าวป็นรถยนต์พลังงานใหม่ถึง 735,000 คัน เพิ่มขึ้นประมาณ 52.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า CHANG-AN วางเป้าหมายที่จะมียอดขาย 5 ล้านคันต่อปีภายในปี 2573 โดยที่ 3 ล้านคันของจำนวนดังกล่าวจะเป็นยานยนต์พลังงานใหม่ การเปิดโรงงานที่จังหวัดระยองจึงไม่เพียงตอกย้ำความมุ่งมั่นของ CHANG-AN ที่มีต่อประเทศไทยและตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังจะช่วยส่งเสริมการเติบโตในภูมิภาคให้กับบริษัทอย่างยั่งยืน ตลอดจนช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย

“CHERY และ OMODA & JAECOO” เปิดตัวสุดยอดเทคโนโลยี Super Hybrid System ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์โลกสู่ยุคใหม่

0
CHERY 1

OMODA & JAECOO (โอโมด้า แอนด์ เจคู่) และ CHERY (เชอรี) ภายใต้บริษัท CHERY Automobile ผู้นำนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก ประกาศวิสัยทัศน์ทรงพลังในการนำประเทศไทยตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก ด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมสมรรถนะ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพพลังงานระดับสูงสุด เพื่อก้าวสู่ยุคใหม่แห่งพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการทำตลาดปีนี้ พร้อมประกาศความเคลื่อนไหวเชิงรุกของ CHERY และ OMODA & JAECOO ในไทย และเตรียมเปิดสายการผลิตในโรงงานไทยไตรมาส 3 พร้อมประกาศเปิดตัวรถใหม่ปีนี้ นอกจากนี้ CHERY Automobile ยังจับมือบริษัท คิง เจน จำกัด (มหาชน) หรือ KGEN ภายใต้นโยบายการสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และนโยบายการสนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศจากกระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมกันพัฒนาแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) สัญชาติไทย ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค พร้อมขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ยุคใหม่แห่งพลังงานสะอาด และนวัตกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน โดยมีท่านศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมเป็นเกียรติในงาน

 

เฉิน ชุนชิง รองประธาน เชอรี่ อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของ CHERY และ OMODA & JAECOO ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การประกาศความพร้อมและแผนการลงทุนในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่เรามีต่อตลาดไทย และเป็นก้าวสำคัญในวิสัยทัศน์ระยะยาวเพื่อสร้างฐานการผลิตที่แข็งแกร่งในภูมิภาค เรามีความพร้อมเต็มที่ในทุกมิติ ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำหน้า การพัฒนาด้านการขายและการบริการหลังการขายโดยร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ตลอดจนการพัฒนาฐานการผลิตในไทยที่ทันสมัยระดับโลก เรามั่นใจอย่างยิ่งว่ากลยุทธ์ธุรกิจของ CHERY และ OMODA & JAECOO จะตอบความต้องการของผู้บริโภคไทยและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน”ก้าวสู่อนาคตยานยนต์เทคโนโลยีไฮบริด CHS/SHS ล้ำสมัย

Chery 2

CHERY และ OMODA & JAECOO ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก ด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมสมรรถนะ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพพลังงานระดับสูงสุด เพื่อก้าวสู่ยุคใหม่แห่งพลังงานสะอาด ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีไฮบริด CHS (CHERY Hybrid System) / SHS (Super Hybrid System) ล้ำสมัย ที่โดดเด่นใน 4 ด้านหลัก
•ประสิทธิภาพพลังงานสูงสุด: เครื่องยนต์ไฮบริดเฉพาะทาง 1.5T GDI ให้ประสิทธิภาพทางความร้อนสูงถึง 44.5% สูงที่สุดในอุตสาหกรรม
•พลังขับเคลื่อนระดับโลก: ระบบส่งกำลัง DHT 230/280 สามารถให้กำลังสูงสุดถึง 280 กิโลวัตต์ และรอบเครื่องสูงสุดถึง 24,000 รอบ/นาที
•ความปลอดภัยเหนือมาตรฐาน: ระบบตัดพลังงานฉุกเฉินภายใน 2 มิลลิวินาที และการปกป้องในทุกสภาพอากาศ รวมถึงการลุยน้ำลึกถึง 700 มม.
•ความสามารถรอบด้าน (All Scenario): ระบบบริหารพลังงานล่วงหน้า (Predictive Energy Management) ลดการใช้พลังงานลง 15% และสามารถกู้คืนพลังงานจากเบรกได้ถึง 80%

OMODA & JAECOO เตรียมเปิดตัวรถอีกหลากหลายรุ่นภายใต้เทคโนโลยี SHS, BEV, HEV และ REEV ภายในปีนี้ และเตรียมพบกับ Mr.J เร็วๆ นี้

OMODA & JAECOO เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่นที่มาพร้อมเทคโนโลยี SHS (Super Hybrid System), เครื่องยนต์ BEV (Battery Electric Vehicle), HEV (Hybrid Electric Vehicle) และ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) เพื่อตอบโจทย์ ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยมีกำหนดการเปิดตัว JAECOO 5 EV และ JAECOO 6T EV ภายในไตรมาส 3 ตามมาด้วย OMODA C7 SHS และ OMODA C9 SHS ในไตรมาส 4 ของปีนี้ และเพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

Chery 6

ในขณะเดียวกัน ยังได้มีการปรับราคา OMODA C5 EV Long Range รุ่นใหม่ โดยยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะและฟังก์ชันเดิมอย่างครบถ้วน ได้แก่ OMODA C5 EV Long Range Dynamic ราคา 649,000 บาท และราคา OMODA C5 EV Long Range Max ราคา 699,000 บาท และยังมีโปรโมชันดาวน์เริ่มต้น 8,888 บาท ผ่อนนานสูงสุด 84 เดือน*
-ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี*
-บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง 5 ปี*
-โฮมชาร์ทเจอร์พร้อมติดตั้ง (เฉพาะ OMODA C5 EV Long Range Max)*
-การรับประกันครอบคลุมระยะเวลา 8 ปี หรือ ระยะทาง 200,000 กิโลเมตร*

สำหรับ JAECOO 6 EV 4WD มีโปรโมชันพิเศษภายในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายนนี้เท่านั้น โดยมอบส่วนลดสูงสุดมูลค่ากว่า 150,000 บาท สำหรับสี Forest Green และ Lunar Silver*
-ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี*
-บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง 5 ปี*
-โฮมชาร์ทเจอร์พร้อมติดตั้ง*
-การรับประกันครอบคลุมระยะเวลา 8 ปี หรือ ระยะทาง 200,000 กิโลเมตร*

ขณะเดียวกัน JAECOO 7 SHS ที่พิสูจน์ความสามารถด้วยสถิติการขับขี่ระยะทางไกลถึง 1,433 กิโลเมตร ด้วยน้ำมันเพียงหนึ่งถังและการชาร์จแบตเตอรี่เพียงหนึ่งครั้ง ซึ่งถือเป็นระยะทางขับขี่ที่ไกลที่สุดในประเทศไทย และติดอันดับ 5 ของโลกจากการแข่งขันระดับนานาชาติ JAECOO 7 SHS Global Super Hybrid Marathon นอกจากนั้น JAECOO ได้จัดแคมเปญ ECO Bonus มอบส่วนลดพิเศษ 10,000 บาท สำหรับลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์ประเภทเครื่องยนต์สันดาป (ICE) หรือ ไฮบริด (HEV) พร้อมฟรีค่าบำรุงรักษารถ (ค่าแรง และ ค่าอะไหล่) เป็นระยะเวลา 2 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) 2 ปี ฟรี Home Charger และ สายชาร์จ V-2-L สำหรับผู้จองและรับรถภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 เท่านั้น* รถแบรนด์ CHERY เดินหน้าบุกตลาดไทยเต็มกำลัง

CHERY ประกาศความคืบหน้าการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นตลาดสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีแผนการลงทุนและการพัฒนาธุรกิจระยะยาว พร้อมกลยุทธ์การวางตำแหน่งแบรนด์และผลิตภัณฑ์ในตลาดรถยนต์ไทยที่เน้นย้ำจุดเด่นด้านเทคโนโลยี คุณภาพ และความคุ้มค่า ในปีนี้ CHERY เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่น CHERY Tiggo 8, CHERY V23 (iCAR V23), CHERY Tiggo Cross และ CHERY Tiggo 7 ทาง CHERY ยังเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศไทย ให้ครบ 30 แห่ง ในประเทศไทย เพื่อให้บริการลูกค้าอย่างครอบคลุม มุ่งมั่นสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาดและมอบประสบการณ์การใช้งาน ที่เหนือระดับให้กับผู้บริโภคชาวไทยภายในปีนี้ เริ่มเดินสายการผลิตที่โรงงาน จ.ระยอง ไตรมาส 3 ปี 2568 ประเดิมด้วยรุ่น JAECOO 6 EV

Chery 8

CHERY และ OMODA & JAECOO ประกาศความคืบหน้าการก่อสร้างโรงงานในประเทศไทย ที่อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง บนพื้นที่ 104 ไร่ โดยมีมูลค่าการลงทุนที่วางแผนไว้ทั้งสิ้นราว 5,000 ล้านบาท พร้อมเริ่มเดินสายการผลิตที่โรงงานใน ไตรมาส 3 ปี 2568 ด้วยเป้าหมายกำลังการผลิตเป็น 80,000 คันต่อปีภายในปี 2571 โดยเริ่มการผลิต JAECOO 6 EV เป็นรุ่นแรกเพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกในเอเชีย โรงงานแห่งนี้จะเน้นการผลิตแบบ Completely Knocked Down (CKD) พร้อมติดตั้งหุ่นยนต์เชื่อมสำหรับ การเชื่อมอลูมิเนียมที่แม่นยำ นอกจากนี้ ในอนาคตยังมีแผนการลงทุนในการผลิตยานยนต์เพิ่มเติม ทั้งขยายกำลังการผลิตและโมเดลไฟฟ้าไฮบริด (HEV) รถยนต์รุ่นอื่นๆ ของ CHERY Group และการจัดตั้งโรงพ่นสีภายในปี 2570 รวมถึงการให้ความสำคัญในการจัดจ้างงานสำหรับการทำงานในโรงงานนี้โดยเริ่มต้นจะเป็นแรงงานไทย 150 คน สำหรับการทำงานกะเดียว และจะขยายโรงงานและอัตราการจ้างแรงงานไทยเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย

ฉี เจี๋ย ประธาน บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การเดินสายการผลิตที่โรงงานระยองนับเป็นก้าวสำคัญของเรา ไม่เพียงแสดงถึงความมุ่งมั่นในการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย แต่ยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของเราในศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค การเริ่มต้นด้วย JAECOO 6 EV คือการนำเสนอนวัตกรรมระดับโลกสู่ตลาดไทย และเราตั้งใจที่จะผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยของเรากับความเชี่ยวชาญของบุคลากรไทย เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั้งในประเทศและภูมิภาค นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันยาวไกล และเรามุ่งมั่นที่จะเติบโต
ไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยอย่างยั่งยืน”

และเร็วๆ นี้ CHERY Automobile ยังจับมือบริษัท คิง เจน จำกัด (มหาชน) หรือ KGEN ภายใต้นโยบายการสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และนโยบายการสนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศจากกระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนาแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาคอาเซียน โดยความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นพัฒนาแบรนด์ EV แห่งชาติของไทย ส่งเสริมขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี EV ภายในประเทศ และสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก โดยมุ่งเน้นการจำหน่ายในประเทศไทย โดยชูจุดเด่นด้านเทคโนโลยี EV และราคาที่เข้าถึงได้สำหรับผู้บริโภคไทย เพื่อสนับสนุนให้คนไทยสามารถเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ โครงการยังใช้ข้อได้เปรียบด้านภาษีในฐานะ “รถยนต์สัญชาติไทย” เพื่อสร้างระบบราคาที่เหมาะสม พร้อมกระตุ้นห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ ตั้งแต่การจัดหาชิ้นส่วน การจ้างงาน ไปจนถึงการพัฒนาเครือข่ายบริการหลังการขายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นในทุกภูมิภาค

Chery 9

งาน Next Era Mobility: TECH DAY by CHERY and OMODA & JAECOO จัดขึ้นที่ Movenpick BDMS Wellness Resort กรุงเทพฯ นับเป็นก้าวสำคัญของทั้ง CHERY และ OMODA & JAECOO ในการแสดงศักยภาพและความพร้อมของเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำในตลาดยานยนต์แห่งอนาคต

*เงื่อนไขแต่ละข้อเสนอพิเศษมีเนื้อหาและช่วงเวลาที่มีความแตกต่าง แต่ทั้งนี้เงื่อนไขทั้งหมดเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด และบางข้อเสนอพิเศษนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการโปรโมชันอื่นๆ ได้

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ WWW.OMODAJAECOO.CO.TH หรือสอบถามรายละเอียดได้ โทร. 02-020-8888 หรือที่ผู้จำหน่ายทั่วประเทศ

 

ฮอนด้า ผนึกกำลังดีลเลอร์ทั่วประเทศ ยกระดับความเป็นเลิศสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งไลน์อัป xEV พร้อมลุยปั้นแบรนด์ ชูแนวคิดส่งมอบประสบการณ์ดีเยี่ยมในทุกทัชพอยต์ (Touchpoint) ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

0
Honda 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดประชุมผู้จำหน่ายรถยนต์ ฮอนด้า ทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2568 ภายใต้แนวคิด “Redefining Excellence with Reliability and Trust – ยกระดับความเป็นเลิศ สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน” แถลงทิศทางการดำเนินธุรกิจและเป้าหมายสำคัญร่วมกับ ผู้จำหน่ายครอบคลุม 3 ทิศทางหลัก ทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการจำหน่าย การบริการ และการสร้างแบรนด์ ภายใต้แนวคิดสำคัญในการเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-centric approach) ด้วยการผนึกความร่วมมือกับผู้จำหน่าย เพื่อยกระดับประสบการณ์ที่น่าประทับใจแก่ลูกค้าในทุกทัชพอยต์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของฮอนด้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าและเติบโตเคียงคู่กับสังคมไทย พร้อมยกระดับสู่ความเป็นเลิศแห่งยนตรกรรมอย่างยั่งยืน

Honda 2

นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณผู้จำหน่ายทุกท่านสำหรับความร่วมมือและการสนับสนุนตลอดปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ฮอนด้า สามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญได้ สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้จะให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้า ผ่านการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจในทุกทัชพอยต์ โดยมีผู้จำหน่ายและบุคลากรของผู้จำหน่ายที่เปรียบเสมือนตัวแทนของแบรนด์ที่จะส่งมอบการบริการที่ยอดเยี่ยมไปสู่ลูกค้า เพื่อมอบคุณค่าที่เข้าถึงและผูกพันกับลูกค้าของเราอย่างยั่งยืนต่อไป”

Honda  3

ภายในงาน ฮอนด้า ได้ถ่ายทอดทิศทางการดำเนินธุรกิจและเป้าหมายสำคัญกับเครือข่ายผู้จำหน่าย เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการร่วมมือเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีเยี่ยมให้แก่ลูกค้า โดยผสานการต่อยอดพื้นฐานจุดแข็งปัจจุบันของฮอนด้า ทั้งด้านความเชื่อมั่นในแบรนด์ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ไลน์อัป e:HEV ที่โดดเด่น และด้านความ
พึงพอใจของลูกค้า สู่ทิศทางการดำเนินงาน 3 ด้านหลัก ครอบคลุมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการจำหน่าย การบริการ และการสร้างแบรนด์ ดังนี้

Honda  4

1.ด้านผลิตภัณฑ์และการจำหน่าย
●เน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า ควบคู่ไปกับการส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจในทุกเส้นทาง นำโดยไลน์อัปฟูลไฮบริด e:HEV ซึ่งได้รับการยอมรับและพิสูจน์อย่างกว้างขวางถึงความโดดเด่นทั้งด้านสมรรถนะทรงพลัง อัตราเร่งทันใจ การขับขี่ที่นุ่มนวล และอัตราประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม
●โดยฮอนด้ามีแผนขยายไลน์อัป e:HEV ให้หลากหลาย ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า ให้ได้สัมผัสกับรถยนต์ไฮบริดจากฮอนด้าอย่างเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น
●ตอกย้ำความเชื่อมั่นให้ลูกค้าสัมผัสประสบการณ์การใช้รถยนต์ไฟฟ้า 100% ของฮอนด้า ได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล โดยปัจจุบัน ฮอนด้า มีความพร้อมในการให้บริการและดูแลลูกค้ารถยนต์ Honda e:N1 ทั้งด้านศูนย์บริการที่ได้มาตรฐาน อะไหล่ และช่างผู้เชี่ยวชาญ ผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ สะท้อนรากฐานความพร้อมที่มั่นคงในการก้าวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

Honda 6

2.ด้านการบริการ
●ตั้งเป้าส่งมอบประสบการณ์ที่เป็นเลิศเน้นลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญแห่งการบริการ โดยมุ่งดูแลลูกค้าปัจจุบันเพื่อความพึงพอใจสูงสุด พร้อมสร้างความรู้สึกภูมิใจในการเลือกใช้รถยนต์ฮอนด้า ด้วยการส่งมอบคุณค่าที่เหนือกว่าตลอดการเป็นเจ้าของในทุกทัชพอยต์ อาทิ การบริการหลังการขายที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นผ่านประสบการณ์ในรูปแบบดิจิทัล การนำเสนอกิจกรรมสุดเอกซ์คลูซีฟให้เข้าร่วมตลอดปี รวมทั้งข้อเสนอพิเศษต่าง ๆ
●มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจในระยะยาว ด้วยจุดแข็งด้านเครือข่ายผู้จำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 222 แห่ง ที่พร้อมส่งมอบความประทับใจกับบริการหลังการขายภายใต้มาตรฐานเดียวกันโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ ให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าได้รับการบริการอย่างทั่วถึงและดีเยี่ยม และรู้สึกอุ่นใจที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวรถยนต์ฮอนด้า (Honda family)

Honda 6

3.ด้านการสร้างแบรนด์
●ในปีนี้ ฮอนด้า ได้เริ่มสื่อสารแบรนด์ภายใต้แนวคิด “Where The Drive Means More ขับเคลื่อนชีวิตไปให้สุดในแบบที่เป็นคุณ” ที่ผสานการสะท้อนความมีรสนิยมและมีชีวิตชีวา เพื่อถ่ายทอดให้เห็นว่ารถยนต์ฮอนด้า เป็นมากกว่ายานพาหนะ เปรียบเสมือนเพื่อนคู่ใจที่วางใจได้ พร้อมเคียงข้างและขับเคลื่อนแรง
บันดาลใจ เพื่อส่งมอบความสุขในทุกการเดินทางและทุกช่วงเวลาของชีวิต
●โดยจะโฟกัสการเสริมสร้างคุณค่าของแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของลูกค้าในทุกทัชพอยต์ ซึ่งการสื่อสารแบรนด์ดังกล่าว จะได้รับการถ่ายทอดผ่านกิจกรรมต่าง ๆ โดยผู้จำหน่ายจะร่วมเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงและส่งมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจไปยังลูกค้า ผ่านกิจกรรมสุด
เอกซ์คลูซีฟตลอดปี
นอกจากการถ่ายทอดทิศทางการดำเนินธุรกิจและเป้าหมาย ภายในงานยังได้มีพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติให้แก่
ผู้จำหน่ายสำหรับผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาที่ร่วมขับเคลื่อนธุรกิจของฮอนด้า และมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้แก่ลูกค้า ครอบคลุมทั้งรางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมประจำปี รวมถึงรางวัลด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านยอดขาย ด้านส่วนแบ่งการตลาด ด้านการบริการหลังการขาย และอื่น ๆ รวม 82 รางวัล

HONDA 8

การจัดประชุมผู้จำหน่ายในครั้งนี้ นับเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของฮอนด้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างไม่หยุดนิ่ง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้าไปอีกขั้น และสร้างความประทับใจตลอดการเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้า พร้อมเติบโตเคียงข้างคนไทยและสานต่อพันธกิจในการเป็นองค์กรที่สังคมต้องการให้ดำรงอยู่ตลอดไปอย่างยั่งยืน

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” ปล่อยแคมเปญล่าสุดจาก MB Tires กับข้อเสนอ “เปลี่ยนยางฯ 4 เส้น จ่ายเพียง 3 เส้น” พร้อมจองสิทธิ์ได้แล้ววันนี้ เพื่อรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมอีกหลายรายการ

0
Mercedes Benz 1

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เอาใจลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ต้องการเปลี่ยนยางรถยนต์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการขับขี่ในทุกเส้นทางตลอดช่วงหน้าฝนนี้ นำเสนอแคมเปญบริการหลังการขายของผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม MB Tires กับข้อเสนอสุดพิเศษ “เปลี่ยนยางฯ 4 เส้น จ่ายเพียง 3 เส้น*” สำหรับเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่น ทุกช่วงอายุรถยนต์ เมื่อเข้ารับบริการเปลี่ยนยางรถยนต์พร้อมกัน 4 เส้ณ ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ที่เข้าร่วมรายการสำหรับแคมเปญดังกล่าว จำนวน 38 แห่ง โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม MB Tires เป็นยางรถยนต์คุณภาพสูงที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ร่วมพัฒนากับผู้ผลิตยางระดับโลกหลากหลายแบรนด์ เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานในทุกรูปแบบการขับขี่สำหรับรถยนต์ ทุกเซกเมนต์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ที่ต้องการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นพร้อมกับความปลอดภัยขั้นสูงสุด

ลูกค้าที่สนใจข้อเสนอพิเศษจากแคมเปญ MB Tires สามารถจองสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ถึง 30 พฤษภาคม 2568 และเข้ารับบริการเปลี่ยนยางฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ถึง 31 สิงหาคม 2568 พร้อมรับสิทธิพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติม ดังนี้
•ฟรี! ค่าแรงเปลี่ยนยาง 4 เส้น*
•ฟรี! ชุดของขวัญพิเศษ MB Tires Gift set* (มูลค่า 3,146 บาท)
•ฟรี! ของขวัญจากผู้ผลิตฯ ยาง* (ยี่ห้อ Pirelli, Continental, Yokohama) สินค้ามีจำนวนจำกัด
•ฟรี! บัตรกำนัล มูลค่า 1,000 บาท* (สำหรับลูกค้าจองบริการเปลี่ยนยางล่วงหน้า)
•ฟรี! บริการสลับยาง 1 ครั้ง*
•การรับประกันยาง บาด บวม แตก ตำ 1 ปี* มีเฉพาะยี่ห้อที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้เท่านั้นและเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของผู้ผลิตฯ ยางรถยนต์แต่ละราย
•แบ่งชำระ 0% 10 เดือน* เมื่อมียอดค่าใช้จ่าย 30,000 บาทขึ้นไป ผ่านบัตรเครดิตยูโอบีเมอร์เซเดส

นัดหมายล่วงหน้าเพื่อจองสิทธิ์และเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เข้าร่วมรายการ คลิก https://mb4.me/OAB_2025 หรือ ติดต่อศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เข้าร่วมรายการใกล้บ้านคุณ

*เงื่อนไขและรายละเอียดเพิ่มเติม

•สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองสิทธิ์เปลี่ยนยางรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ จำนวน 4 เส้น เฉพาะยี่ห้อ Michelin, Pirelli, Continental, Goodyear, Bridgestone, Yokohama ที่ศูนย์
บริการฯ ที่เข้าร่วมโปรแกรม MB Tires ตั้งแต่ 20 พฤษภาคม 2568 – 30 พฤษภาคม 2568 และชำระค่าใช้จ่ายภายในระยะเวลาตั้งแต่ 20 พฤษภาคม 2568 – 31 สิงหาคม 2568
•ลูกค้าสามารถจองสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม – 30 พฤษภาคม 2568 (ศูนย์บริการยางฯ 38 แห่งทั่วประเทศ)
•สามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม – 31 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์บริการยางฯ ที่จองสิทธิ์ไว้เท่านั้น
•ยางที่แถมจะเป็นยางรุ่นและขนาดเดียวกันกับยางที่ลูกค้าชำระค่าใช้จ่าย และ/หรือยางที่ราคาขายแนะนำถูกที่สุด
•การสนับสนุน 1 สิทธิ์ สามารถใช้ได้เพียง 1 ครั้งต่อหมายเลขตัวถังเท่านั้น
•สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถแลกเปลี่ยน หรือทอนเป็นเงินสดได้
•เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด กรณีมีข้อโต้แย้ง การตัดสินของบริษัทฯ ถือเป็นที่สิ้นสุด
•โปรดตรวจสอบรายละเอียดแคมเปญได้ ณ ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ

สอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดผ่านช่องทางออนไลน์ที่ https://mb4.me/TH_CSSpecialOffers หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้าฯ โทร. 1250 ทั้งนี้ เงื่อนไขให้เป็นไปตามที่บริษัทฯ และศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการกำหนด

 

“GWM” ชูคุณภาพเครื่องยนต์ดีเซล ผ่านการวิจัยและพัฒนากว่า 30 ปี การันตีด้วยผู้ใช้งานเกือบ 2 ล้านคนทั่วโลก

0
GWM 1

GWM ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” มุ่งหน้าขับเคลื่อนทั้งตลาดในประเทศไทยและในระดับโลก ด้วยความสำเร็จในความก้าวหน้าของการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งเป็นขุมพลังที่ GWM ได้วิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยาวนานกว่า 30 ปี โดยเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของความสำเร็จของแบรนด์ที่ถือกำเนิดในประเทศจีน สู่การได้รับการยอมรับจากนานาชาติถึงคุณภาพ สมรรถนะ และประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ดีเซลในรถยนต์หลากหลายรุ่นของ GWM การันตีด้วยผู้ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเกือบ 2 ล้านคน ใน 170 ประเทศและทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศแอฟริกาใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และรัสเซีย รวมถึงในประเทศไทยที่มีการเปิดตัว NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ และได้รับการตอบรับที่ล้นหลามจากผู้บริโภคคชาวไทย ซึ่งเป็นอีกบทพิสูจน์คุณภาพของเครื่องยนต์ดีเซลของ GWM ในเวทีระดับโลก ที่พร้อมจะยกระดับประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเพื่อตอบโจทย์การเดินทางในทุกรูปแบบ

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 2

ในฐานะผู้นำตลาดรถกระบะและรถเอสยูวีออฟโรดจากจีน GWM ที่เริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่ปี 2527 และก้าวเข้าสู่วงการรถกระบะอย่างเต็มตัวในปี 2539 ด้วยการเปิดตัวรุ่น “Deer” ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่ทำให้ GWM ครองแชมป์ยอดขายรถกระบะอันดับ 1 ในประเทศจีนมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนขยายสู่ตลาดต่างประเทศในปี 2540 ความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งนำมาสู่การเปิดตัว “GWM POER” ในปี 2562 รถกระบะยุคใหม่ที่สร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดขายถล่มทลาย โดยเป็นรถกระบะเรือธงที่ครองความนิยมในประเทศจีนมาอย่างยาวนานถึง 26 ปี ด้วยสมรรถนะที่เหนือชั้น ความทนทานสูง และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการในหลากหลายตลาดทั่วโลก ทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกาใต้ และอเมริกาใต้ จนก้าวขึ้นเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในจีน และติด 1 ใน 3 แบรนด์รถกระบะยอดนิยมของโลก จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ สู่การเป็นผู้นำระดับโลก ความสำเร็จของ GWM สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่มองไกล และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลที่ได้พัฒนาและสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน สะท้อนแนวคิด “GWM Go With More” ที่ GWM ยึดถือ ไม่ใช่เพียงแค่การผลิตรถยนต์คุณภาพ แต่คือส่งการมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าในทุกมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความเชื่อมั่นในการเป็นแบรนด์ระดับโลก

เครื่องยนต์ดีเซล 2.4T ความเชี่ยวชาญระดับโลกที่พิสูจน์แล้ว

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 3

เครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชั่นใหม่ ของ GWM เป็นผลงานจากศูนย์วิจัยและพัฒนาที่ลงทุนไปแล้วกว่า 500 ล้านหยวน (ประมาณ 2,300 ล้านบาท) ซึ่งเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T ได้รับการพัฒนาโดยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวด โดยมีคุณสมบัติเด่นที่พิสูจน์แล้วในตลาดจริง ซึ่งมีจุดเด่น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

•ด้านสมรรถนะเหนือระดับ มอบพละกำลังสูงสุดถึง 135 กิโลวัตต์ หรือ 184 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดที่สูงถึง 260 นิวตันเมตร ในรอบเครื่องต่ำ และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตรแบบต่อเนื่องหรือแฟลตทอร์คที่ 1,500-2,500 รอบต่อนาที ทำให้การออกตัวและการขับขี่ในพื้นที่ที่มีความท้าทายเป็นไปได้อย่างง่ายดาย เหมาะสำหรับการขับขี่ทั้งในเมืองและออฟโรด

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 4

•ด้านประหยัดพลังงาน เครื่องยนต์ดีเซล 2.4T ใหม่นี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการเผาไหม้ที่ดีกว่า ทำให้การใช้พลังงานจากน้ำมันมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และลดการสูญเสียพลังงานที่ไม่จำเป็น โดยอัตราการบริโภคน้ำมันของ NEW GWM TANK 300 DIESEL อยู่ที่ 14 กิโลเมตรต่อลิตร (ตามมาตรฐานการทดสอบ Eco sticker ในประเทศไทย) สำหรับรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งน้ำมันหนึ่งถัง (ดีเซล B7) สามารถขับขี่ได้ระยะทางไกลมากกว่า 1,000 กิโลเมตร

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 5
•ด้านความเงียบและนุ่มนวลเหนือชั้น ด้วยการใช้เทคโนโลยีลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์และการพัฒนาเทคโนโลยีในการลดเสียงรบกวน NVH (Noise, Vibration, Harshness) ที่ยอดเยี่ยม จึงทำให้ห้องโดยสารมีระดับเสียงต่ำกว่า 68 เดซิเบลในช่วง idle speed ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบสงบ นิ่ง ไม่สั่น เทียบเคียงได้กับเครื่องยนต์เบนซิน
•ด้านความทนทานรับประกันคุณภาพยาวนานถึง 1 ล้านกิโลเมตร GWM มั่นใจในคุณภาพของเครื่องยนต์เซ็ตนี้ จึงกล้าสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้งานด้วยการมอบการรับประกันคุณภาพเครื่องยนต์ที่ยาวนานและครอบคลุมมากขึ้นถึง 1 ล้านกิโลเมตร (หรือ 8 ปี) สำหรับรถยนต์รุ่น NEW GWM TANK 300 DIESEL ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในคุณภาพของเครื่องยนต์

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 8

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “จากความสำเร็จของการเปิดตัว NEW GWM TANK 300 DIESEL GWM (Thailand) ยังคงเดินหน้าส่งมอบเทคโนโลยีอันล้ำสมัยนี้ให้กับแฟน ๆ ชาวไทย เราเชื่อมั่นว่าขุมพลังดีเซล 2.4T เจอเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดนี้ เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ มอบการขับขี่ที่เงียบและนุ่ม พร้อมมสมรรถนะ การประหยัดพลังงาน และความทนทาน ฉีกกฏของเครื่องยนต์ดีเซลแบบเดิม ๆ เรามุ่งมั่นตั้งใจที่จะนำเครื่องยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดนี้เข้ามาให้ชาวไทยได้สัมผัสเป็นประเทศแรก ๆ ในโลก ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของตลาดในประเทศไทยและการนำผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของคนไทยมาให้คนไทยได้เป็นเจ้าของ และในปีนี้เราจะมีรถยนต์รุ่นใหม่ของ GWM อีกหลากหลายรุ่นที่จะเข้าสร้างมาตรฐานใหม่แห่งสมรรถนะการขับขี่ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ความเอนกประสงค์ และความคุ้มค่าที่เหนือความคาดหมาย พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นของ GWM ในการเป็นแบรนด์ระดับโลกที่พัฒนายานยนต์เพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างแท้จริง”

Primus Group นำลูกค้าร่วมทริปรักษ์โลก ในงาน Eco-Exploration Trip เชียงใหม่-แพร่

0

เมื่อเร็วๆ นี้ “จิระพล รุจิวิพัฒน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัทในเครือ ไพรม์มัส กรุ๊ป ร่วมกับ 2 พันธมิตร นำโดย “อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านการตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ “สุโรจน์ แสงสนิท” นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) จัดโครงการ EcoExploration Trip” ครั้งที่ 3 เส้นทาง จ.เชียงใหม่ – จ.แพร่ เพื่อเปิดประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมล้านนา ด้วยยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสร้างการตระหนักรู้ด้านประโยชน์ของเทคโนโลยียานยนต์สะอาด ที่สำคัญ เพื่อส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งในงานนี้ มีลูกค้ารถยนต์ไฟฟ้าให้ความสนใจและเข้าร่วมกว่า 30 คัน

วันแรก เริ่มพิธีปล่อยขบวนคาราวานรถยนต์ไฟฟ้า ที่ “ช้างทอง เฮอริเทจ ปาร์ค” พิพิธภัณฑ์ต้นไม้โบราณแห่งแรกในเชียงใหม่ ที่รวมรวมพรรณไม้ดึกดำบรรพ์อายุกว่าร้อยปี ด้วยการกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการของผู้บริหาร ไพรม์มัส กรุ๊ป, ททท. และ EVAT พร้อมการชี้แจงรายละเอียดเส้นทางและกิจกรรมโดยรวมของทีมงาน ก่อนตีธงปล่อยคาราวานมุ่งหน้าสู่จังหวัดลำปาง แวะทานอาหารกลางวันที่ “ร้านแกงหอม” ร้านอาหารไทย-เหนือต้นตำรับสไตล์ฟิวชั่นในสวน ใจกลางเมืองลำปาง

ต่อด้วยการเดินทางสู่วัดพระธาตุช่อแฮ วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดแพร่ สักการะ “พระธาตุช่อแฮ” ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระเกศาธาตุ และพระศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า ที่ชาวล้านนาเชื่อว่า เป็นพระธาตุของผู้ที่เกิดปีขาล จะต้องมากราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคล ภายในวัด ยังมี หลวงพ่อช่อแฮ, พระพุทธโลกนารถบพิตร, ธรรมาสน์โบราณ, กู่อัฐิครูบาศรีวิชัย แผ่นศิลาจารึกและภาพจิตรกรรมฝาหนังที่สวยงาม

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง “บ้านมัดใจ” บ้านเรือนไม้โอบล้อมด้วยพันธุ์ต้นไม้น้อยใหญ่ ที่ใช้สอนย้อมฮ่อมและเป็นคาเฟ่สไตล์โฮมเมด โดยที่นี่เราได้ทำกิจกรรม Workshop ผ้ามัดย้อมฮ่อม หรือผ้ามัดย้อมคราว สไตล์เมืองแพร่  โดยรับฟังการอธิบายวิธีสร้างลายบนผ้าเบื้องต้น ด้วยการมัด หนีบ ด้วยหนังยาง และนำไปจุ่มในม่อฮ่อนสีน้ำเงิน

โดยเลือกสีอ่อน เข้มได้ ตามระยะเวลาในการจุ่มผ้า แม้เป็นกิจกรรมช่วงสั้นๆ แต่สร้างความสนุกสนานและตื่นเต้นกับการเห็นลวดลายบนผ้าในสไตล์ตัวเองที่มีผืนเดียวในโลก

ต่อด้วยการเดินทางสู่ที่พัก รร.คินโนเทล โรงแรมสไตล์ญี่ปุ่นใจกลางเมืองแพร่ เพื่อเช็คอินน์และพักผ่อนตามอัธยาศัย จากนั้นเข้าสู่โหมดงานเลี้ยงสรรค์ เริ่มด้วยการรับฟังการพูดคุยเกี่ยวกับทิศทางการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า จากผู้บริหารของภาครัฐและเอกชน พร้อมเพลินเพลินกับอาหาร และเสียงเพลงจากมินิคอนเสิร์ตของ “บิว” เดอะวอยซ์ ไทยแลนด์

วันรุ่งขึ้น หลังทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย นัดรวมพลอีกครั้ง เพื่อเดินทางสู่ “บ้านวงศ์บุรี” หรือ “คุ้มวงศ์บุรี”

เรือนไม้สักทอง ขนาดใหญ่ 2 ชั้น ทรงยุโรปประยุกต์ สีชมพูอ่อน อายุกว่า 100 ปี สร้างขึ้นโดยดำริของเจ้าแม่บัวถา ชายาองค์แรกของเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าหลวงองค์สุดท้ายของเมืองแพร่ เพื่อเป็นเรือนหอของหลวงพงษ์พิบูลย์ ผู้สืบเชื้อสายอดีตเจ้าหลวงนครแพร่ กับเจ้าสุนันตา วงศ์บุรี ธิดาพระยาบุรีรัตน์ โดยช่างชาวจีนกวางตุ้ง ที่ใช้เทคนิคการสร้างฐานอาคาร ด้วยวิธีเรียงท่อนไม้ซุงขนาดใหญ่ก่อนก่ออิฐเทปูนทับ และการเข้าลิ้นสลักไม้ ไม่ตอกตะปู เอกลักษณ์การสร้างเรือนแบบช่างไทยโบราณ มุงหลังคาด้วยไม้แป้นเกล็ด ภายในประดับตกแต่ง ด้วยลวดลายฉลุไม้ ที่เรียกว่า “ขนมปังขิง” เป็นลายพรรณพฤกษาและเครือเถาว์ จากสภาพที่สมบูรณ์ “คุ้มวงศ์บุรี” ทำให้ได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่น ปี 2536 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

พร้อมกันนี้ ได้ร่วมทานอาหารในแบบ “ขันโตก” ของชาวเหนือ ที่จัดเต็มกับเมนูอาหารที่หลากหลาย ควบคู่กับการรับฟังเสียงเพลงขับกล่อมในสไตล์ล้านนาอย่างแท้จริง จากนั้น ผู้บริหาร ไพรม์มัส กรุ๊ป, , ททท. และ EVAT ขึ้นกล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมกิจกรรม และถ่ายภาพหมู่กันอีกครั้ง ก่อนจบทริป Eco-Exploration Trip ครั้งที่ 3 อย่างเป็นทางการ ด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขและสนุกกับการท่องเที่ยวในแบบรักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยยานยนต์

Toyota Hilux Revo 10 เซียนประจัญบาน 2025 พร้อมระเบิดศึกออฟโรดยิ่งใหญ่ระดับอาเซียน

0

Toyota Hilux Revo 10 เซียนประจัญบาน เป็นการแข่งขันรถยนต์ออฟโรดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และได้รับการยอมรับว่าเป็นรายการที่มีเสน่ห์โดดเด่น จัดต่อเนื่องมาอย่างยาวนานถึง 23 ปี นับตั้งแต่จัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) โดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และ Grand Prix Motor Park ในเครือ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีจุดประสงค์ในการรวบรวมเหล่านักแข่งออฟโรดระดับแถวหน้าของประเทศจากทั่วทุกภูมิภาค รวมถึงนักแข่งชาวต่างชาติ เพื่อเข้าร่วมประลองฝีมือในสนามเดียวกันเพื่อเฟ้นหา 10 อันดับเซียนออฟโรดของประเทศ โดยในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–15 มิถุนายน 2568 ณ สนาม Grand Prix Motor Park อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี

default

Toyota Hilux Revo 10 เซียนประจัญบาน เดิมใช้ชื่อว่า “10 เซียนประจัญบาน” เมื่อได้รับการสนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการจากโตโยต้า จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “Toyota Hilux Vigo 10 เซียนประจัญบาน” ต่อมาเปลี่ยนชื่อรายการอีกครั้งเป็น “Toyota Hilux Revo 10 เซียนประจัญบาน” จนถึงปัจจุบัน  มีการพัฒนารูปแบบการแข่งขัน กฎ กติกา อย่างมีมาตรฐานสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนา และยกระดับการแข่งขันมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมก้าวสู่มาตรฐานในระดับสากล ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับอาเซียน มีนักแข่งเข้าร่วมในรายการมากกว่า 150 คน จาก 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย เมียนม่า กัมพูชา มาเลเซีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 4 รุ่น ได้แก่

  1. Toyota Hilux Revo 10 เซียนประจัญบาน 2025
  2. Super Open 10 เซียนประจัญบาน 2025
  3. เที่ยวป่า Open 10 เซียนประจัญบาน 2025
  4. Off Road Club Team 10 เซียนประจัญบาน 2025

สนามสุดโหด ที่วัดใจทั้งนักแข่ง รถแข่ง ทีมเซอร์วิส  บอกเลยว่าศึกนี้ไม่ได้วัดแค่พละกำลัง ความพร้อม ความอึด แต่คือบทพิสูจน์ของ “จิตวิญญาณนักแข่งออฟโรดตัวจริง” ใครจะเป็นหนึ่งในตำนาน 10 เซียนประจัญบาน 2025 ร่วมลุ้น ร่วมเชียร์ไปพร้อมกัน วันที่  12–15 มิถุนายน 2568  ณ สนาม Grand Prix Motor Park อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี  และคุณจะไม่พลาดทุกวินาทีของการแข่งขัน โดยชมการถ่ายทอดสดผ่านทางทีวีดิจิตอล และ Live Streaming กันสดๆ แบบเกาะติดขอบสนามจากกล้องหลากหลายมุมตลอดทั้ง 4 วันทาง Facebook : GRAND PRIX MOTOR PARK, Off Road Magazine รวมทั้งช่อง YouTube ของ GRAND PRIX MOTOR PARK  และสื่อพันธมิตรต่างๆ  

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย จัดงาน ‘XPENG ROADSHOW 2025’ เชิญชวนสัมผัสอนาคตแห่ง AI MOBILITY ผ่านยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ

0

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค ‘เอ็กซ์เผิง’ อย่างเป็นทางการ จัดงานใหญ่ ‘XPENG ROADSHOW 2025’ ให้ผู้สนใจได้สัมผัสอนาคตแห่ง AI MOBILITY กับ เอ็กซ์เผิง G6 และ X9 พร้อมจัดหนักข้อเสนอสุดพิเศษ เพิ่มโอกาสเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ณ ศูนย์การค้าชั้นนำในกรุงเทพมหานคร ตลอดช่วงเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม 2568

อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย กล่าวว่า “XPENG ROADSHOW ครั้งนี้ นับเป็นงานใหญ่ ที่ผู้สนใจนวัตกรรมแห่งอนาคต จะได้สัมผัส AI MOBILITY ผ่านยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค รุ่นยอดนิยม อย่าง เอ็กซ์เผิง G6 เจ้าของรางวัล Car of the year, BEST EV SUV (RWD) และ เอ็กซ์เผิง X9 เจ้าของรางวัล 2025 The Most Exciting MPV EV Award จากงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งล่าสุด พร้อมเพิ่มโอกาสเป็นเจ้าของรุ่นที่ใช่ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ ที่จัดสรรให้เพื่องานนี้โดยเฉพาะ”

งาน XPENG ROADSHOW 2025 จัดเต็มไฮไลท์ครบครัน ได้แก่ เอ็กซ์เผิง G6 รุ่น Standard Range และ Long Range พร้อมด้วย เอ็กซ์เผิง X9 รุ่น Luxury และ Premium โดดเด่นด้วยดีไซน์ ไฮเทคโนโลยีเปี่ยมสมรรถนะ

เริ่มจาก G6 ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ Ultra Smart Coupe SUV ที่ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบจากนักเขียนนิยายไซ-ไฟ (Sci-Fi) มาพร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ มอเตอร์เดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง แบ่ง 2 รุ่นย่อย คือ Standard Range ชาร์จไฟเต็ม ขับได้ไกลสุด 505 กิโลเมตร (NEDC) อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 6.9 วินาที และ Long Range ชาร์จไฟเต็ม ขับได้ไกลสุด 625 กิโลเมตร (NEDC)

X9 Luxury เบาะหนังแท้แนปป้า (Nappa) ผสาน Zero-gravity Seat หรูหรามีระดับ เบาะนั่งแถวสองปรับไฟฟ้า 18 ทิศทาง พร้อม Wireless Charger 50W เทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ รองรับความเร็วในการชาร์จสูงสุดถึง 317 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่ NCM ขนาด 101 กิโลวัตต์ ชาร์จไฟเต็มขับได้ไกลสุด 690 กิโลเมตร (NEDC)

X9 Premium รุ่นย่อยใหม่ของรถตู้ไฟฟ้าทรงสปอร์ตอัจฉริยะ เพิ่มความอเนกประสงค์ในการใช้งานมากยิ่งขึ้น กับ ‘Walkthrough Access’ ช่องทางเดินกลางห้องโดยสาร เบาะหนังพรีเมียม เบาะแถวสองปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง เทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ รองรับความเร็วในการชาร์จสูงสุดถึง 283 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่ LFP ขนาด 84 กิโลวัตต์ ชาร์จไฟเต็มขับได้ไกลสุด 580 กิโลเมตร (NEDC)

++ รับข้อเสนอพิเศษสุดคุ้ม เมื่อจองและรับรถ เอ็กซ์เผิง ภายในเดือนพฤษภาคมนี้

XPENG G6, SMART DEAL, SMART DRIVE

  • ฟรี ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด60 เดือน* (ดาวน์ขั้นต่ำ 25%)
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน3 ปี*
  • ฟรีWall Box Charger พร้อมติดตั้ง*

XPENG X9, ULTRA SMART COUPE MPV

  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งนาน 1 ปี*
  • ฟรีWall Box Charger พร้อมติดตั้ง*

ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ เอ็กซ์เผิง ทุกคัน มาพร้อมการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่ HV และมอเตอร์ขับเคลื่อน นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร*, รับประกันคุณภาพสินค้า 5 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร*
, บริการช่วยเหลือ ฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี*

++ มั่นใจกับเครือข่ายพาร์ทเนอร์ เพื่อส่งมอบบริการที่ดีที่สุด

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการทำตลาดในประเทศไทย ด้วยการเดินหน้าขยายเครือข่ายพาร์ทเนอร์จัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล ตลอดจนจังหวัดหลักในแต่ละภูมิภาค นำโดย เอ็กซ์เผิง รามคำแหง โชว์รูมต้นแบบอัจฉริยะ พร้อมศูนย์บริการครบวงจรต่อด้วย สุขุมวิท, ประดิษฐ์มนูธรรม, แจ้งวัฒนะ, ราชพฤกษ์, พัทยา, ขอนแก่น, อุบลราชธานี, เชียงใหม่, ภูเก็ต และที่จะเปิดดำเนินการในเร็วๆนี้ คือ วิภาวดี-รังสิต, ศรีนครินทร์ และ ตลิ่งชันรวมทั้งหมด 13 แห่ง โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพการบริการที่เป็นมาตรฐานผสานเครื่องมืออันทันสมัย และคลังเก็บอะไหล่ ‘XPENG Parts Center’ บริเวณถนนบางนา-ตราด ที่มีการจัดเก็บอะไหล่เพียบพร้อมและเป็นระบบ เพื่อประสิทธิภาพการให้บริการและความพึงพอใจของลูกค้า พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายพร้อมศูนย์บริการมาตรฐาน เพื่อการดูแลลูกค้าอย่างทั่วถึง

เชิญสัมผัสยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค ‘เอ็กซ์เผิง’ ในงาน XPENG ROADSHOW 2025ระหว่างวันที่ 8-14 พฤษภาคม ชั้น 1 โซน C เช็นทรัล ลาดพร้าว, วันที่ 11-17 มิถุนายน ชั้น 1 โซน P1F เซ็นทรัล เวสต์เกต, วันที่ 19-25 มิถุนายน ชั้น 1 โซน Mega Plaza เมกา บางนา และวันที่ 16-23 กรกฎาคมนี้ ชั้น 1 โซน B เซ็นทรัล ลาดพร้าว

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ : เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย  โทร. 1526
Facebook: xpeng thailand
www.xpeng.co.th

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

 

นายก สรยท. ประกาศแผนงานปี 2568 รุกกิจกรรมเสริมแกร่งวิชาชีพ หนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

0

สรยท.จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีนายสุรศักดิ์ จรินทร์ทอง นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thai Automotive Journalists Association : TAJA เป็นประธาน พร้อมเปิดแผนการทำงานของปีที่ 2 มุ่งยกระดับความเข้มข้นของทุกกิจกรรมขึ้นจากปีที่ผ่านมาให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ เดินหน้าจัดงานรถยนต์และรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2568 โดยทุกกิจกรรมล้วนยึดผลประโยชน์ที่ทางสมาคมฯ และสมาชิกของสมาคมฯ จะได้รับผ่านทางกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ อันหลากหลายเพื่อเสริมแกร่งทักษะวิชาชีพสื่อมวลชนสายยานยนต์ และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย พร้อมขอบคุณสมาชิกสมาคมที่เข้าร่วมประชุมคับคั่ง และให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่สมาคมจัดขึ้นมาโดยตลอด

นายสุรศักดิ์ จรินทร์ทอง นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย หรือ สรยท. เปิดเผยว่า “ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณสมาชิก ที่มองเห็นความสำคัญของการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ของทางสมาคมฯ ซึ่งในปีนี้ มีสมาชิกเข้าร่วมประชุมถึง 145 คน แน่นอนว่านอกเหนือจากการรายงานการทำงานของคณะกรรมการวาระปี 2567-2569 ในช่วงปีแรกแล้ว ในโอกาสเดียวกันสมาคมฯ ยังประกาศแผนในการทำงานของปีที่ 2 ออกมาอีกด้วย โดยยังยึดหลักในเรื่องที่ยึดผลประโยชน์ที่ทางสมาคมฯ และสมาชิกของสมาคมฯ จะได้รับผ่านทางกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ทั้งการสัมมนาเชิงวิชาการ และโปรเจกต์ฝึกอบรมต่างๆ ที่สมาคมฯ จะจัดขึ้นมาเพื่อเพิ่มพูนทักษะในหลายๆ ด้านให้กับสมาชิก ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจสื่อยุคปัจจุบัน” นายสุรศักดิ์ กล่าว

นอกจากนั้น ในเรื่องของการจัดงาน THAILAND CAR OF THE YEAR, THAILAND EV OF THE YEAR และ THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR ปี 2025 นั้น ทางสมาคมฯ ได้เร่งกระบวนการทำงานให้เร็วขึ้น พร้อมกับมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการคัดเลือกและตัดสินขึ้นมาทำงานจำนวน 26 ท่าน ในการพิจารณาถึงกฎและกติกาที่จะใช้ในการคัดเลือกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เข้าเกณฑ์ ซึ่งในปี 2025 นี้ ทางคณะอนุกรรมการมีความเห็นตรงกันในการพิจารณาถึงการปรับปรุงกฎระเบียบที่จะให้มีการครอบคลุมถึงรถที่ “ปรับโฉม” หรือ “Minor Change” ด้วย แต่จะต้องมีกรอบในการพิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งทั้งหมดกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

“ตลอดช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เราได้มองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดรถยนต์ไทย จำนวนรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่เป็นโมเดลเชนจ์ (Model change) ซึ่งทางสมาคมใช้เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา

นั้นเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน และบริษัทรถยนต์เริ่มขยายระยะเวลาในการทำตลาดรถยนต์รุ่นเดิมนานขึ้น ทำให้คณะอนุกรรมการทำงานในปีนี้มีความเห็นว่าน่าจะต้องนำหัวข้อนี้มาพิจารณาใหม่เพื่อรองรับกับความเปลี่ยนแปลงทั้งในปีนี้และในอนาคต”

วัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนแปลงกติกาในปี 2025 คือ

๏ เพื่อสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยในปัจจุบัน ซึ่งรถยนต์สันดาปภายใน และรถจักรยานยนต์มีรุ่นใหม่ๆ ที่เป็นการเปลี่ยนโฉมหรือ Model Change มีจำนวนลดลงเรื่อยๆ ในแต่ละปี และมีแนวโน้มว่าบริษัทรถยนต์จะยืดอายุในการทำตลาดผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้นานขึ้น

๏ เพื่อให้รถยนต์ที่เป็นแค่การปรับโฉม หรือ Minor Change แต่มาพร้อมกับการเพิ่มเติมด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือนวัตกรรมที่น่าสนใจได้มีโอกาสเข้าเป็นส่วนหนึ่งที่เข้าเกณฑ์ของการตัดสินในแต่ละปี

๏ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์ได้นำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าสนใจและมีความทันสมัยมาใช้กับรถยนต์ที่จำหน่ายในเมืองไทย ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังผู้บริโภคชาวไทยที่จะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้

“รถยนต์ใหม่ที่เป็นโมเดลเชนจ์ยังเข้าเกณฑ์เหมือนเดิม แต่เราคิดว่าจะต้องเพิ่มหัวข้อเพื่อเปิดโอกาสรถยนต์รุ่นปรับโฉมมีสิทธิ์ที่จะได้รับการพิจารณา แต่ทั้งนี้ในกรอบการพิจารณาจะมีความเข้มงวดกว่าด้วยการกำหนดให้รถยนต์รุ่นปรับโฉมจะต้องมีความเปลี่ยนแปลง 3 ใน 5 หัวข้อที่ทางอนุกรรมการตั้งเอาไว้ นั่นคือ ระบบขับเคลื่อน (Powertrain), ความเปลี่ยนแปลงภายนอกหรือภายใน (Exterior/Interior) ระบบความปลอดภัย (Safety System) นวัตกรรมที่น่าสนใจ (Innovation System) และระดับค่ามลพิษที่ลดลง-ความประหยัดน้ำมันที่เพิ่มขึ้น (Emission/Fuel Consumption) ซึ่งเกณฑ์ในแต่ละหัวข้อ ทางอนุกรรมการปีนี้กำลังเร่งทำงานในการกำหนดเป็นกรอบในการพิจารณา และจะมีการประกาศอีกครั้งในเร็วๆ นี้” นายสุรศักดิ์ กล่าวสรุป

ด้านนายสุรมิส เจริญงาม อุปนายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย กล่าวว่า การจัดงานรถยนต์และรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2568 หรือ THAILAND CAR EV & MOTORCYCLE OF THE YEAR 2025 ในปีนี้ยังยึดหลักการเดิมในการพิจารณาคัดเลือกตามที่เคยถือปฏิบัติมา แต่ในปีนี้คณะอนุกรรมการฯ ได้หยิบยกประเด็นพิจารณาถึงการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่จะให้มีการครอบคลุมถึงรถยนต์รุ่น “ปรับโฉม” (Minor Change) โดยเพิ่มหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกให้มีความเหมาะสมเป็นธรรมกับรถทุกรุ่น

“การคัดเลือกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2568 ยังยึดระยะเวลารถที่เปิดตัวในช่วง 1 ตุลาคม 2567 – 30 กันยายน 2568 พร้อมเปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการสู่ตลาด นอกจากนี้ต้องเป็นไปตามกติกาที่คณะอนุกรรมการกำหนด ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับแก้กติกาเงื่อนไขการคัดเลือก

รถที่จะเข้าร่วมรับรางวัลให้สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเข้ามามีบทบาทกับตลาดรถยนต์ในบ้านเราเป็นอย่างมาก” นายสุรมิส กล่าวในที่สุด

ซื้อฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมชุดแต่ง MS-RT วันนี้ รับฟรี! ทริปชมการแข่งรถ F1 ที่สิงคโปร์ สุดเร้าใจ

0

ฟอร์ด ประเทศไทย มอบประสบการณ์สุดเร้าใจสำหรับสาวกรถแข่งมอเตอร์สปอร์ต ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ ทริปชมการแข่งรถฟอร์มูล่า วัน สิงคโปร์ กรังด์ ปรีซ์ หรือ F1 ณ มารีน่า เบย์ สตรีท เซอร์กิต ประเทศสิงคโปร์ เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน เมื่อซื้อรถฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมชุดแต่ง MS-RT ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2568 จำนวนจำกัด!

“ฟอร์ดให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้า เราได้ร่วมกับพันธมิตรผู้ดัดแปลงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบโจทย์และสร้างความประทับใจสูงสุด สำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมชุดแต่ง MS-RT นี้ เราได้ปรับจูนช่วงล่างใหม่ ซึ่งยังคงให้สัมผัสการขับขี่ที่เร้าใจในแบบสปอร์ตและพร้อมรองรับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว” เมธัส ลิขิตสัจจากุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ฟอร์ด ประเทศไทย มอบข้อเสนอเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมชุดแต่ง MS-RT ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2568 ที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดที่ร่วมรายการ รับฟรี! แพ็กเกจทริปเดินทางชมการแข่งรถฟอร์มูล่า วัน สิงคโปร์ กรังด์ ปรีซ์ หรือ F1 เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม 2568 ที่ประเทศสิงคโปร์ รวมมูลค่ากว่า 58,834 บาท ในแพ็กเกจประกอบด้วย

  • ตั๋วเครื่องบินไป-กลับแบบฟูล เซอร์วิส พร้อมที่พัก 2 คืน
  • บัตรเข้าชมการแข่งขัน F1 สุดเร้าใจ ในวันที่ 4-5 ตุลาคม 2568
  • สิทธิ์เข้าชมคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังระดับโลกเอลตัน จอห์น

ฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมชุดแต่ง MS-RT มาพร้อมตัวเลือก 2 สี ได้แก่ สีเทา คอมมานด์ เกรย์ และสีดำ แอ็บโซลูท แบล็ก ราคา 1,754,000 บาท โดยฟอร์ดและอาร์เอ็มเอ กรุ๊ป พันธมิตรผู้ดัดแปลงรถยนต์ที่ได้รับการรับรอง Qualified Vehicle Modifier (QVM) จากฟอร์ด พร้อมมอบความอุ่นใจให้แก่ลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถฟอร์ด      เรนเจอร์ MS-RT ด้วยการรับประกันคุณภาพที่ครอบคลุมทั้งอะไหล่แท้จากฟอร์ดและชิ้นส่วนการดัดแปลงทั้งหมดจากอาร์เอ็มเอ ด้วยระยะเวลาการรับประกันสูงสุด 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน  (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด) และฟรีค่าแรงเช็กระยะ พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ford.co.th/buying/fleet/