Home Blog Page 83

“Isuzu Thailand Championship 2025” เฟ้นหาสุดยอดนักมวยไทยทั่วประเทศ ชิงถ้วยพระราชทาน พร้อมรางวัลรถปิกอัพอีซูซุ

0
อีซูซุ 1

อีซูซุเดินหน้าจัดการแข่งขัน “Isuzu Thailand Championship 2025” ต่อเนื่องหลังการปรับรูปแบบเมื่อปีที่แล้วจาก “ศึกอีซูซุคัพ” มวยไทยระดับตำนานถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ และยาวนานที่สุดของไทยมากกว่า 3 ทศวรรษ สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนมวยทั่วประเทศ ด้วยการค้นหานักมวยฝีมือดีจาก 6 ภูมิภาค เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันในรูปแบบทีม ผู้ชนะจะได้รับถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข็มขัดแชมป์ และรถปิกอัพ อีซูซุ ดีแมคซ์ สปาร์ค 2.2 Ddi MAXFORCE พลังใหม่…กำหนดโลก! ทั้งหมด 3 คัน มูลค่ารวมกว่า 1,785,000 บาท พร้อมสิทธิ์เป็นตัวแทนนักมวยจากประเทศไทยในการแข่งขันระดับโลก THAI FIGHT 2025

อีซูซุ 2
กลุ่มตรีเพชร โดย มร.ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “อีซูซุได้จัดการแข่งขันมวยรอบถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ และยาวนานที่สุดของไทยมากกว่า 3 ทศวรรษ จนได้ชื่อว่า “มวยไทยทางทีวีระดับตำนาน” สำหรับ “Isuzu Thailand Championship” ในปีที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ด้วย TV Rating สูงมาก และในปีนี้เราก็ได้ 18 นักมวยที่มีความสามารถจากทั่วประเทศ เพื่อชิงแชมป์ประเทศไทย ซึ่งนับเป็นการสร้าง “เลือดใหม่” ให้แก่วงการมวยไทยอีกครั้งหนึ่ง ผมขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายสำหรับการสนับสนุนอย่างดียิ่งมาโดยตลอด จนทำให้เกิดการแข่งขันในครั้งนี้”

อีซูซุ 3

การแข่งขันมวย Isuzu Thailand Championship เป็นการจัดแข่งขันมวยคาดเชือกโดยชกมวยแบบ “ยกทีมปะทะกัน” ซึ่งThai Fight International Boxing Association (TFIBA) หรือ สมาคมกีฬามวยไทยไฟท์นานาชาติ เป็นผู้รับรองการแข่งขัน ด้วยการนำนักมวยท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค จัดเป็นทีม ๆ ละ 3 คน เป็นตัวแทนของภูมิภาค โดยแบ่งเป็น 6 ภูมิภาค นักมวย 18 คน ดังนี้

อีซูซุ 4

1.ภาคเหนือ
พิกัด 61 กิโลกรัม : ขุนศึกเล็ก ศิษย์ผู้ใหญ่เทพ
พิกัด 63 กิโลกรัม : ธนูเงิน ภ.หลักบุญ
พิกัด 65 กิโลกรัม : เพชรลือชา ช.ห้าพยัคฆ์

2.ภาคอีสานเหนือ
พิกัด 61 กิโลกรัม : ขวัญ ส.เพลินจิตร
พิกัด 63 กิโลกรัม : ชัยบุรี ลูกสิงห์นําชัย
พิกัด 65 กิโลกรัม : เกียรติเพชร สวนอาหารปีกไม้

3.ภาคอีสานใต้
พิกัด 61 กิโลกรัม : จอมพล ส.กลิ่นมี
พิกัด 63 กิโลกรัม : พลอยพันล้าน กําปั้นมวยไทย
พิกัด 65 กิโลกรัม : สายน้ำเพชร มวยไทยแอคทีฟ

4.ภาคกลาง
พิกัด 61 กิโลกรัม : ฉัตรชัย ส.ตระกูลสิงห์
พิกัด 63 กิโลกรัม : ปราบปราม ส. สุวรรณารัณย์
พิกัด 65 กิโลกรัม : ดาวเหนือ เอ็นแอนด์พีบ๊อกซิ่งยิมส์

5.ภาคตะวันออก
พิกัด 61 กิโลกรัม : ปราบศึก ศิษย์แก้วประพล
พิกัด 63 กิโลกรัม : ซามูไร สีโอปอล
พิกัด 65 กิโลกรัม : ฟ้านิมิต ว. เทคโนหลวงปู่สรวง

6.ภาคใต้
พิกัด 61 กิโลกรัม : เบิกบาน ลูกเมืองเพชร
พิกัด 63 กิโลกรัม : ซุปเปอร์บอล น้องแพรลูกสาวกํานันกุ้ง
พิกัด 65 กิโลกรัม : พลเอก ภูตะลึงคาเฟ่

โดยในการแข่งขันรอบแรก วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2568 เป็นการพบกันระหว่างทีมภาคตะวันออกกับทีมภาคใต้ และทีมภาคเหนือกับทีมภาคอีสานใต้ โดยมีผลกรแข่งขันดังนี้

อีซูซุ 5

ผลการแข่งขันมวย Isuzu Thailand Championship 2025
•คู่ที่ 1 น้ำหนัก 61 กิโลกรัม รอบแรก
ปราบศึก ศิษย์แก้วประพล (ทีมภาคตะวันออก) เสมอ เบิกบาน ลูกเมืองเพชร (ทีมภาคใต้)
•คู่ที่ 2 น้ำหนัก 65 กิโลกรัม รอบแรก
ฟ้านิมิต ว.เทคโนหลวงปู่สรวง (ทีมภาคตะวันออก) แพ้น็อคยก 2 พลเอก ภูตะลึงคาเฟ่
(ทีมภาคใต้)
•คู่ที่ 3 น้ำหนัก 63 กิโลกรัม รอบแรก
ซามูไร สีโอปอล (ทีมภาคตะวันออก) ชนะคะแนน ซุปเปอร์บอล น้องแพรลูกสาวกำนันกุ้ง
(ทีมภาคใต้)
•คู่ที่ 4 น้ำหนัก 63 กิโลกรัม รอบแรก
ธนูเงิน ภ.หลักบุญ (ทีมภาคเหนือ) ชนะน็อคยก 2 พลอยพันล้าน กำปั้นมวยไทย
(ทีมภาคอีสานใต้)
•คู่ที่ 5 น้ำหนัก 65 กิโลกรัม รอบแรก
เพชรลือชา ช.ห้าพยัคฆ์ (ทีมภาคเหนือ) ชนะคะแนน สายน้ำเพชร มวยไทยแอคทีฟ
(ทีมภาคอีสานใต้)
•คู่ 5 น้ำหนัก 61 กิโลกรัม รอบแรก
ขุนศึกเล็ก ศิษย์ผู้ใหญ่เทพ (ทีมภาคเหนือ) ชนะคะแนน จอมพล ส.กลิ่นมี (ทีมภาคอีสานใต้)

อีซูซุ 7

 

สรุปรวมผลคะแนนรอบแรก
ภาคตะวันออก 3 คะแนน
ภาคใต้ 4 คะแนน
ภาคเหนือ 7 คะแนน
ภาคอีสานใต้ 0 คะแนน
รูปแบบการแข่งขัน
เป็นการแข่งขันชกในรูปแบบมวยคาดเชือก แข่งขันชกกัน 3 ยก จะมีทีมเข้าแข่งขัน 6 ทีม ตามภูมิภาคที่กำหนดไว้ และทำการแข่งขันแบบยกทีม ซึ่งนักมวยทั้ง 3 คน 3 รุ่นน้ำหนักของแต่ละทีม จะต้องแข่งขันชกเพื่อชัยชนะในการสะสมคะแนน ซึ่งทุกทีมจะแข่งขันแบบพบกันหมด ทั้ง 6 ทีม โดย ทุกทีมจะทำการแข่งขันในรอบแรก ทีมละ 5 ไฟท์ รวมการแข่งขันในรอบแรก และมีการเก็บคะแนนแบบระบบ League โดยกำหนดการให้คะแนน ดังนี้
•ชนะน็อค ได้ 3 แต้ม
•ชนะคะแนน ได้ 2 แต้ม
•เสมอ ได้ 1 แต้ม (เฉพาะการแข่งขันรอบแรก) (การแข่งขันรอบสอง ในกรณีแข่งขันชกครบ 3 ยก

ผลการตัดสินออกมา “เสมอ” จะทำการแข่งขันชกกันต่อในยกที่ 4 ซึ่งจะเป็นยกตัดสิน เพื่อหา ผู้ชนะ)
เมื่อทุกทีมแข่งขันครบทุกทีมแล้ว จะนำเอาทีมที่มีคะแนนรวมมากเป็นอันดับที่ 1 – 4 เข้ารอบสองต่อไป แล้วทำการแข่งขันกันต่อ เพื่อหาทีมที่ดีที่สุด

การแข่งขันรอบแรก จำนวน 6 ทีม นำมาแข่งขันแบบพบกันหมด โดยทุกทีมจะทำการแข่งขันในรอบแรก ทีมละ 5 ไฟท์ แล้วเอาทีมที่มีคะแนนเก็บมากที่สุด 4 อันดับแรก นำเข้าสู่รอบสอง (รอบ 4 ทีมสุดท้าย)

อีซูซุ 8

การแข่งขันรอบสอง จำนวน 4 ทีม นำมาแข่งขันแบบไขว้ทีม คือ ด้วยการนำเอาทีมที่มีคะแนนรวมมากเป็นอันดับที่ 1 มาแข่งขันกับทีมที่มีคะแนนรวมมากเป็นอันดับที่ 4 และนำทีมที่มีคะแนนรวมมากเป็นอันดับที่ 2 มาแข่งขันกับทีมที่มีคะแนนรวมมากเป็นอันดับที่ 3 ในกรณีที่ทีมมีคะแนนผลการแข่งขันรวมเท่ากัน ก็จะนำเอาผลการให้คะแนนย่อยในแต่ละยก ของแต่ละคู่ นำมารวมกันทั้ง 3 คู่ ออกมาเป็นคะแนนรวมตัดสิน ซึ่งจะทำการแข่งขันยกทีมเพียงแค่ 2 ไฟท์ ทีมใดแพ้จะตกรอบทันที และทีมที่ชนะจะได้เข้ารอบชิงชนะเลิศในสังเวียน THAI FIGHT และนักมวยทีมชนะเลิศ จะเป็นนักมวยในสังกัด THAI FIGHT

โดยทีมที่เป็นแชมป์จะได้รับถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข็มขัดแชมป์ รถปิกอัพ อีซูซุ ดีแมคซ์ สปาร์ค 2.2 Ddi MAXFORCE พลังใหม่…กำหนดโลก! คนละ 1 คัน รวมทั้งหมด 3 คัน มูลค่ารวมกว่า 1,785,000 บาท พร้อมสิทธิ์เป็นตัวแทนนักชกไทยในสังเวียนมวยโลก THAI FIGHT 2024 แฟนมวยสามารถติดตามรายการ “Isuzu Thailand Championship” ทุกวันอาทิตย์ ทางช่อง 8 และ YouTube ช่อง THAI FIGHT OFFICIAL ตั้งแต่เวลา 18.00 – 20.00 น. ถ่ายทอดสดจาก World Siam Stadium ตะวันนา บางกะปิ

ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

“ฮอนด้า” ประกาศก้าวสำคัญสู่เป้าหมายด้านความปลอดภัยตาม Honda Target 2050 ผสานความร่วมมือกับกองทุนความปลอดภัยทางถนนแห่งสหประชาชาติ (UNRSF) พร้อมสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกในโลก ที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยระดับสูงสุด 3 ดาว จากสหพันธ์ FIA

0
ฮอนด้า 1

ฮอนด้า ประกาศก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการดำเนินธุรกิจ ของฮอนด้า พ.ศ. 2593 (Honda Target 2050) ที่ประกอบด้วย 2 ทิศทางหลัก ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อมและด้านความปลอดภัย โดยในด้านความปลอดภัย ฮอนด้า มุ่งมั่นสร้างสังคมปลอดอุบัติเหตุสำหรับทุกคนที่ใช้รถใช้ถนนร่วมกันให้เกิดขึ้น และลดการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องจากการใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วโลกให้เป็นศูนย์ (Zero Traffic Collision Fatalities) ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

ฮอนด้าได้ประกาศความสำเร็จภายใต้ทิศทางดังกล่าวใน 2 ด้าน ประกอบด้วย
1)การร่วมมือครั้งสำคัญกับกองทุนความปลอดภัยทางถนนแห่งสหประชาชาติ (UNRSF: UN Road Safety Fund) โดยเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่ให้การสนับสนุนงบประมาณราว 3 ล้านเหรียญสหรัฐ
เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วโลก
2)การเป็นแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์รายแรกในโลก ที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยระดับสูงสุด 3 ดาว จากการจัดอันดับค่าดัชนีความปลอดภัย จากสหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (FIA)

สำหรับความร่วมมือกับกองทุนความปลอดภัยทางถนนแห่งสหประชาชาติ (UNRSF) ฮอนด้าถือเป็นแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่ให้การสนับสนุนงบประมาณมูลค่าราว 3 ล้านเหรียญสหรัฐ ในกรอบระยะเวลา 5 ปี เพื่อช่วยลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วโลก โดยแบ่งเป็น
•การมุ่งเน้นถึงการวิเคราะห์อุบัติเหตุบนท้องถนนในแต่ละประเทศ เพื่อมุ่งสู่เจตนารมณ์ในการลด
การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฮอนด้าและกองทุนฯ UNRSF
จะร่วมกันออกแบบระบบเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์จริงและช่วยวิเคราะห์สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ
ต่าง ๆ อีกทั้งติดตามผลของมาตรการความปลอดภัยในแต่ละประเทศ โดยกองทุนฯ UNRSF จะเป็นผู้ส่งมอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องของแต่ละประเทศ ผสานกับการนำประสบการณ์และเทคโนโลยีรวมถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ของฮอนด้าที่สั่งสมมาเป็นเวลายาวนาน มาประยุกต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการป้องกันเหตุ
ที่อาจจะเกิดขึ้น
•การให้การสนับสนุนนโยบายด้านความปลอดภัยบนท้องถนนในแต่ละประเทศ โดยใช้ประสบการณ์
ที่ครอบคลุมของฮอนด้าในการพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยและส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัย ทั้งนี้ ฮอนด้าและกองทุนฯ จะให้การสนับสนุนแก่ประเทศเกิดใหม่ ประเทศที่กำลังพัฒนาโดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งรวมถึง
การผลักดันให้มีกฎจราจร กฎหมายจำกัดความเร็วที่เหมาะสม การสวมอุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็น
(การสวมหมวกนิรภัย การใช้เข็มขัดนิรภัย) และระบบการออกใบขับขี่ รวมถึงการช่วยเสริมสร้างการบังคับใช้กฎจราจร การเสนอการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มกิจกรรมการที่ช่วยสร้างการตระหนักรู้
ด้านความปลอดภัยบนท้องถนน

สำหรับประเด็นที่ฮอนด้าได้รับการรับรองความปลอดภัยระดับสูงสุด 3 ดาว จากการจัดอันดับค่าดัชนีความปลอดภัยจากสหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (The FIA Road Safety: FIA RS) ในงาน “Challenge 2030: Achieving the Global Road Safety Goals” ณ เมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก ที่จัดขึ้นในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2568 นับเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งในประวัติศาสตร์ของฮอนด้า ในฐานะการเป็นผู้ผลิตรถยนต์
รายแรกในโลกที่ได้รับการรับรอง 3 ดาว* ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของฮอนด้า ในการสร้างสังคมปลอดอุบัติเหตุบนท้องถนนและลดการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วโลกให้เป็นศูนย์(Zero Traffic Collision Fatalities) ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนภายในปี พ.ศ. 2593 (Honda Target 2050)

ทั้งนี้ ดัชนีความปลอดภัย FIA RS ประกอบด้วยการจัดอันดับ 2 ประเภท ได้แก่ 1) การจัดอันดับห่วงโซ่อุปทาน
ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมองค์กรตั้งแต่การจัดหาชิ้นส่วน การพัฒนา และการผลิต รวมถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้า และ 2) การจัดอันดับผลิตภัณฑ์/บริการ ซึ่งประเมินด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์/บริการ

สำหรับการมุ่งสู่เป้าหมายการสร้างสังคมปลอดอุบัติเหตุภายในปี พ.ศ. 2593 (Honda Target 2050) ของฮอนด้า ประกอบด้วยการดำเนินการทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ภายใต้สโลแกน “ความปลอดภัยสำหรับทุกคน” (Safety for Everyone) โดยฮอนด้ามีความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน
ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วโลกลง 50% ภายในปี พ.ศ. 2573 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2563 เพื่อมุ่งไปสู่การบรรลุเป้าหมายลดการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วโลกให้เป็นศูนย์ในปี พ.ศ. 2593 รวมถึงเป็นผู้นำในการส่งเสริมการตระหนักรู้ถึงความปลอดภัยทางถนนทั่วโลก

 

“ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต สเปเชียล เอดิชัน” เสริมความดุดันสไตล์สปอร์ต มาพร้อมเทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะ ในราคาคุ้มค่า

0
Ford Everest 1

ฟอร์ด ประเทศไทย สร้างสีสันให้ตลาดรถยนต์อีกครั้ง ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ด้วยการเปิดตัวรุ่นย่อยใหม่ล่าสุด ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต สเปเชียล เอดิชัน ในราคา 1,619,000 บาท ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร เสริมความเข้มและดุดันยิ่งขึ้น ด้วยการตกแต่งโทนสีดำรอบคันสไตล์สปอร์ต พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม และเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่ขั้นสูง ตอบโจทย์ผู้ที่มองหารถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่ผสานสไตล์และสมรรถนะได้อย่างลงตัว พร้อมเปิดจองแล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ สัมผัสตัวจริงเป็นครั้งแรกได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 และโชว์รูมทั่วประเทศ พร้อมช่องทางการจองออนไลน์ผ่าน www.ford.co.th ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป

Ford Everest 2

“ฟอร์ดมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอผ่านการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างความตื่นเต้นและรุ่นพิเศษต่างๆ เห็นได้จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของส่วนแบ่งทางการตลาด โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา ฟอร์ด เอเวอเรสต์ มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 21.6% และในปีนี้ เรายังคงสานต่อความสำเร็จของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ด้วยการเปิดตัวรุ่นย่อยใหม่ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต สเปเชียล เอดิชัน ที่ผสานดีไซน์สปอร์ตเข้มดุดัน สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น และเทคโนโลยีล้ำสมัย ในราคาคุ้มค่า ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มองหารถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่ต้องการความคล่องตัว โฉบเฉี่ยวและมีสไตล์เพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ได้อย่างลงตัว” นายเมธัส ลิขิตสัจจากุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

Ford Everest 3

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต สเปเชียล เอดิชัน รุ่นย่อยใหม่ล่าสุดในตระกูลฟอร์ด เอเวอเรสต์ เป็นรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่ขับสนุก ผสานสมรรถนะที่พร้อมลุย ให้ความสะดวกสบาย ครบครันด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยในสไตล์ที่แตกต่าง ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตร

Ford Everest 4

ภายนอก ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต สเปเชียล เอดิชัน สะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่ด้วยความเข้ม ดุดันที่ชัดเจนเป็นเอกลักษณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการตกแต่งโทนสีดำรอบคันสไตล์สปอร์ต โดดเด่นด้วยหลังคาสีดำ สปอยเลอร์ท้ายสีดำ ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ สีดำ แอสฟัลท์ แบล็ก พื้นผิวด้าน คู่กับก้านสีแดงหนึ่งก้านและก้านสีดำเงาอีก 5 ก้าน พร้อมยาง 255/55 R20 แบบเดียวกับฟอร์ด เรนเจอร์ สตรอมแทรคและตัวอักษร EVEREST สีดำบนฝากระโปรงหน้า

Ford Everest 6
ภายในกว้างขวางสะดวกสบาย ตกแต่งโทนสีดำสปอร์ต อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวก อาทิ เบาะนั่งคนขับและผู้โดยสารปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง แท่นชาร์จไร้สาย เพลิดเพลินกับระบบการเชื่อมต่อแบบไร้สายบนหน้าจอแสดงผลจอสีแบบสัมผัสมัลติทัชขนาด 12 นิ้ว รองรับ Wireless Apple CarPlay® และ Android AutoTM ระบบเชื่อมต่อบลูทูธ และ SYNC® 4A และยังมีบริการแบบ ‘พร้อมเสมอ’ หรือ ‘Always-On’ ผ่านแอปพลิเคชันฟอร์ดพาส (FordPass™) ที่เชื่อมต่อกับฟีเจอร์อัจฉริยะต่างๆ ในรถ

Ford Everest 7

เพิ่มวิสัยทัศน์และความปลอดภัยในการขับขี่ด้วยกล้องมองรอบคัน 360 องศา มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะครบครัน อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Adaptive Cruise Control (Stop & Go) ระบบตรวจจับรถในจุดบอด และระบบตรวจจับขณะออกจากช่องจอด (BLIS with Cross Traffic Alert)

Ford Everest 8

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต สเปเชียล เอดิชัน มีสีภายนอกให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล และ สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก จำหน่ายในราคา 1,619,000 บาท มาพร้อมการรับประกันจากโรงงาน 5 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งในปีแรก

Ford Everest 9

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถฟอร์ดและเงื่อนไขแคมเปญพิเศษได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของฟอร์ด ประเทศไทย ทั้ง Facebook ฟอร์ด YouTube Ford Thailand TikTok Ford Thailand และ Line @FordThailand

“ปอร์เช่ ประเทศไทย” และ “Das Treffen” เชิญสัมผัสเสน่ห์ของปอร์เช่เปิดประทุน ในงาน ‘Mini Das Treffen: Roofless’ ที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ 9 มีนาคมนี้

0
ปอร์เช่ 1

เตรียมตัวพบกับปรากฏการณ์ครั้งใหม่ของแฟนๆ ปอร์เช่ และคนรักรถสปอร์ตเปิดประทุน ปอร์เช่ ประเทศไทย ร่วมกับ Das Treffen จัดงานป๊อปอัพสุดพิเศษ “Mini Das Treffen: Roofless” ที่ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ในวันที่ 9 มีนาคม 2025 เวลา 16.00-21.00 น.งานนี้จะเป็นการรวมตัวของรถปอร์เช่ (Porsche) เปิดประทุนระดับไอคอน ไม่ว่าจะเป็น คาบริโอเลต (Cabriolet), ทาร์ก้า (Targa), สไปเดอร์ (Spyder) และสปีดสเตอร์ (Speedster) ที่แต่ละรุ่นล้วนมีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมให้แฟน ๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

หนึ่งในไฮไลท์ของงานนี้คือการจัดแสดงยนตรกรรมระดับตำนานของปอร์เช่ (Porsche) ไม่ว่าจะเป็น 911 เทอร์โบ เอส คาบริโอเลต (911 Turbo S Cabriolet), 911 ทาร์ก้า 4เอส (911 Targa 4S), 911 สปีดสเตอร์ (911 Speedster) และ 718 บ็อกซเตอร์ จีทีเอส 4.0 (718 Boxster GTS 4.0) รวมถึงยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นล่าสุดอย่างไทคานน์ (Taycan) และมาคันน์ (Macan) ที่จะมาเติมเต็มบรรยากาศให้กับผู้เข้าชม งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การรวมตัวของรถสปอร์ตชั้นนำ แต่ยังเป็นโอกาสให้เหล่าผู้หลงใหลการขับขี่แบบเปิดประทุนได้พบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสัมผัสจิตวิญญาณของปอร์เช่ (Porsche) อย่างแท้จริง

ภายในงานยังมี กิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ดนตรีสด อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงสินค้าสุดพรีเมียมจาก Porsche Lifestyle ให้แฟน ๆ ได้เลือกซื้อ งานนี้คือโอกาสพิเศษสำหรับทุกคนที่หลงใหลในความเร็ว อิสระ และการขับขี่แบบ Roofless ที่ไม่ควรพลาด

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งการขับขี่แบบเปิดประทุนในงาน “Mini Das Treffen: Roofless” วันที่ 9 มีนาคม 2025 ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

 

 

“MOTOR EXPO” มอบรถให้ผู้โชคดี

0
MOTOR EXPO 1

“IMC สื่อสากล” ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์” มอบรางวัลรถยนต์ 3 คัน จักรยานยนต์ 1 คัน แก่ผู้โชคดีที่ร่วมกิจกรรมชิงรางวัลจากงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ดังนี้

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน มอบรางวัลรายการ “ซื้อรถ…ชิงรถ” THE KIA EV 5 รุ่น LIGHT มูลค่า 1,299,000 บาท ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ อิทธิชัย พรหมประเทือง จาก กรุงเทพฯ

ชไมพร ปภัสร์พงษ์ รองประธานจัดงาน ควบคุมงานด้านการตลาดสัมพันธ์ มอบรางวัลรายการ “ซื้อบัตร…ชิงรถ” MAZDA รุ่น NEW CX-3 BASE PLUS มูลค่า 830,000 บาท ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ ชมาพล ยิ้มน้อย จาก จ.ลพบุรี

วุฒิชัย ไทยวุฒิพงศ์ รองผู้อำนวยการกองพัฒนาธุรกิจ และการตลาด มอบรางวัลรายการ “ชมงานผ่าน MOTOR EXPO APP ชิงรางวัล” SUZUKI รุ่น SWIFT GL มูลค่า 567,000 บาท ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ แพงจันทร์ เภาตะนะ จาก จ.ร้อยเอ็ด

วราทิพย์ คำนึงคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอเตอร์ไซเคิล เอ็กซ์โป จำกัด มอบรางวัลรายการ “ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์” TRIUMPH รุ่น SCRAMBLER 1200 X มูลค่า 599,000 บาท ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ ไกรสร หนูด้วง จาก กรุงเทพฯ

พบกับงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม 2568 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ motorexpo.co.th และทุกสื่อในเครือ “IMC สื่อสากล”
co.th

“อีซูซุ” จัดใหญ่ ชูกลยุทธ์ “Isuzu Trusted Buddy” ตอกย้ำคุณค่าแบรนด์ เคียงข้างลูกค้า เคียงคู่สังคมไทย

0
อีซูซุ 1

ตลาดรถยนต์เมืองไทยได้รับผลกระทบจากการหดตัวอย่างรุนแรงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักเนื่องมาจากความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์ของบริษัทไฟแนนซ์ เพราะการเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย (NPL) และหนี้ครัวเรือนในระดับสูง อีกทั้งยังมีผู้เล่นใหม่ ๆ ในตลาดเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว อีซูซุ ผู้นำตลาดรถยนต์เมืองไทยทั้งด้านผลิตภัณฑ์ บริการหลังการขาย และกลยุทธ์การตลาดที่มัดใจลูกค้ามายาวนานเกือบ 7 ทศวรรษ มีวัตถุประสงค์จะรักษาฐานลูกค้าไว้ให้ได้อย่างมั่น จึงขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิดหลัก “Isuzu Trusted Buddy… อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” ขอเป็นเพื่อนคู่ใจที่ลูกค้าชาวไทยไว้วางใจได้เสมอในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนซื้อรถ ระหว่างการใช้รถ จนถึงการเปลี่ยนรถหรือซื้อซ้ำ โดยตั้งเป้าหมายที่จะสร้างความสุขแก่คนไทย และสร้างการรับรู้คุณค่าแบรนด์อีซูซุที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย ซึ่งได้เจริญเติบโตตลอดมาและพร้อมที่เคียงคู่ประเทศไทยต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืน

กลุ่มตรีเพชร โดย มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “Isuzu Trusted Buddy” คือ การสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนของแบรนด์อีซูซุจากแบรนด์อื่น ๆ ด้วยแนวคิดในการยกระดับแบรนด์อีซูซุ ที่ไม่เพียงเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าชาวไทยให้ความไว้วางใจ แต่ยังเป็นแบรนด์ที่มีคุณค่าสูงต่อสังคมไทยด้วย เริ่มจากผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง มั่นใจได้ตามแบบฉบับญี่ปุ่น ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับการใช้งานอย่างแท้จริงของคนไทย นั่นคือ ประหยัดน้ำมัน ทนทาน คุ้มค่าเงินสูงสุด รวมทั้งการยกระดับความสัมพันธ์กับลูกค้าให้แข็งแกร่งขึ้น ผ่านเครือข่ายการจำหน่ายและบริการที่ใหญ่และดีที่สุดแบรนด์หนึ่งของประเทศ โดยในปีนี้จะมีการยกระดับการดูแลลูกค้าใหม่ หรือ Isuzu Operation Standard (IOS) 4.0 หลังจากที่ได้ดำเนินการสำเร็จมาแล้ว 3 โปรเจกต์ คือ IOS1.0, Hearty Smile และ Omotenashi โดยจะสร้างมาตรฐานการดำเนินงานระดับสูงทั้งในด้านการขาย และบริการหลังการขาย เพื่อให้ลูกค้ามีความสุข วางใจแบรนด์อีซูซุตลอดการใช้งาน นอกจากนี้ บริษัทฯ จะตอกย้ำคุณค่าแบรนด์ต่อสังคมไทยที่อีซูซุยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด คือ การถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยี การส่งเสริมธุรกิจคนไทย การจ้างงาน ช่วยให้เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมประเทศไทยเจริญเติบโตมาด้วยกันตลอดเกือบ 70 ปี”

อีซูซุ 2

แคมเพจ์นการตลาด “Isuzu Trusted Buddy… อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” จะเริ่มสื่อสารผ่านการใช้ Music Marketing ด้วยเพลงและมิวสิควิดีโอ “อีซูซุคู่ไทย” ซึ่งมีคุณบอย ตรัย หนึ่งในนักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงของเมืองไทย เป็นผู้แต่งเนื้อร้องและทำนอง ขับร้องโดยคุณนภ พรชำนิ ศิลปินอบอุ่นเจ้าของเพลงรักมากมาย และ คุณมะปราง – อลิสา ขุนแขวง ดาราสาวดีกรีนักแข่งรถยนต์ทางเรียบ โดยสามารถรับชมมิวสิควิดีโอได้ที่ https://youtu.be/Vh6zSFoplC8 พร้อมร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ความผูกพันกับอีซูซุในกิจกรรม “ความทรงจำ ดี ๆ กับอีซูซุ” พร้อมติด #IsuzuTrustedStory ในแอปพลิเคชัน my-CIRCLE และ Facebook : All-New ISUZU D-Max, All-New ISUZU MU-X และ ISUZU Trucks Thailand

อีซูซุเริ่มธุรกิจในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ก่อตั้งโรงงานผลิตในปี 2506 และในปี 2545 อีซูซุได้ย้ายฐานการผลิตรถปิกอัพจากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทยเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก จวบจนปัจจุบันอีซูซุได้ผลิตรถในประเทศไทยแล้วมากกว่า 6 ล้านคัน โดยเป็นการส่งออกจำนวนกว่า 3 ล้านคัน ไปยัง 100 กว่าประเทศทั่วโลก ซึ่งการผลิตรถปิกอัพอีซูซุ ได้ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยมากกว่า 90 % นับเป็น Thai-made Vehicle อย่างแท้จริง ด้วยนโยบายสนับสนุนของรัฐบาลทำให้รถปิกอัพเป็น Product Champion ของไทย นอกจากจะสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างมากแล้ว ยังทำให้ประเทศไทยมีห่วงโซ่อุปทานทางด้านชิ้นส่วนยานยนต์ที่แข็งแกร่งระดับโลก โดยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์กว่า 2,500 บริษัท และมีพนักงานในอุตสาหกรรมนี้กว่า 850,000 คน

อีซูซุจะทยอยแนะนำกิจกรรมดี ๆ ภายใต้แนวคิด “Isuzu Trusted Buddy… อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” เพื่อลูกค้าและสังคมไทยตลอดทั้งปี ท่านที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai หรือรอพบกับบูธอีซูซุ งาน “Thailand International Bangkok Motor Show 2025” ณ อาคารชาเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568

 

“เอ็มจี” เสริมทัพ “NEW MG4” เสิร์ฟความสนุก เร้าใจ ครั้งใหม่ ที่ชาร์จไว และขับไกลมากยิ่งขึ้นกับ “LONG RANGE รุ่น D” ในราคาพิเศษเพียง 719,900 บาท

0
NEW MG4 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไปอีกขั้น ด้วยการเสริมทัพเติมทางเลือกยนตรกรรมในกลุ่มอีวี เปิดตัว NEW MG4 LONG RANGE รุ่น D เพื่อต่อยอดความสำเร็จของ NEW MG4 ที่ได้รับการยอมรับในฐานะโกลบอลอีวี การันตีด้วยรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปีทั้งในและต่างประเทศ NEW MG4 LONG RANGE รุ่น D มาพร้อมกับจุดเด่นของการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถวิ่งได้ไกลที่สุดในคลาสเดียวกัน ด้วยแบตเตอรี่ขนาดความจุ 64 kWh (NMC) ที่สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 540 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC และรองรับการชาร์จแบบเร็ว Quick Charge ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 140 kW พร้อมทั้งยังมีดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ความสนุกในการขับขี่และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน มุ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าที่มอบทั้งประสิทธิภาพการขับขี่เอาไว้ในคันเดียว พร้อมให้คนไทยเป็นเจ้าของได้ง่ายแบบสบายกระเป๋าด้วยราคาพิเศษเพียง 719,900 บาท จากราคาปกติ 769,900 บาท ทั้งยังเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวที่กล้าการันตีความมั่นใจด้วย LIFETIME WARRANTY ที่รับประกันคุณภาพ “ตลอดอายุการใช้งาน แบบไม่จำกัดปี ไม่จำกัดระยะทาง” ของแบตเตอรี่ พร้อมทั้งชุดมอเตอร์และชุดควบคุมขับเคลื่อน โดย เอ็มจี พร้อมทยอยส่งมอบรถ NEW MG4 LONG RANGE รุ่น D ให้แก่ลูกค้าตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 เป็นต้นไป

NEW MG4 2

สัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่ขับสนุกอย่างไร้ขีดจำกัด กับ NEW MG4 LONG RANGE รุ่น D ที่มอบทั้งความมั่นใจและความสะดวกสบายในทุกเส้นทาง

NEW MG4 เป็นรถแฮทช์แบ็คไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลังของ เอ็มจี โดยถือเป็นโกลบอลอีวีรุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นบน NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ซึ่งออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับรถอีวี มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “ICON” นิยามของการเป็นต้นแบบและมาตรฐานใหม่ของรถอีวีที่ขับสนุก ด้วยจุดเด่นที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การกระจายน้ำหนักแบบสมมาตร 50:50 ตัวถังที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ (Low Centre of Gravity) ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบอิสระ 5-Link Suspension ซึ่งทำให้รถรุ่นนี้มีสมรรถนะการขับขี่และการควบคุมที่ดีเยี่ยม เหนือกว่าด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (DYNAMIC REAR WHEEL DRIVE) พร้อมกับระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM 26 ระบบ โดย เอ็มจี ได้ต่อยอดความสำเร็จของของยนตรกรรมรุ่นนี้ และเพิ่มทางเลือกให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ด้วยการเปิดตัว NEW MG4 LONG RANGE รุ่น D ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นของ NEW MG4 ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นในทุกมิติ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้พละกำลังสูงสุด 170 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ Rubik’s Cube Battery ขนาดความจุ 64 kWh (NMC) ที่สามารถวิ่งได้ไกลที่สุดในคลาสเดียวกัน ด้วยระยะทางสูงสุดถึง 540 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC และรองรับการชาร์จแบบเร็ว Quick Charge ชาร์จไฟฟ้าจาก 10% – 80% ใช้เวลาเพียง 26 นาที ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 140 kW (ความเร็วในการชาร์จขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ และกำลังไฟของสถานีชาร์จนั้น ๆ)

NEW MG4 3

NEW MG4 LONG RANGE รุ่น D มีสีตัวถังให้เลือก 5 สี ได้แก่ คือ สีส้มหลังคาดำ (Fizzy Orange/ Black Top)
สีขาวหลังคาดำ (Arctic White/ Black Top) สีเทาหลังคาดำ (Andes Grey/ Black Top) สีดำ (Black Knight/ Black Top) และสีฟ้าหลังคาดำ (Sol Blue/ Black Top) ภายในมีสีดำล้วน

จัดจำหน่ายในราคาพิเศษเพียง 719,900 บาท จากราคาปกติ 769,900 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษ ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2568 นี้เท่านั้น

-พิเศษ! ดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์เริ่มต้นที่ 25%
-ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี
-รับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY)
-ฟรี! MG Home Charger พร้อมค่าติดตั้ง จำนวน 1 ชุด
-ฟรี! ชุดพรมปูพื้น

NEW MG4 ไม่เพียงแต่เป็นยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน แต่ยังมาพร้อมกับการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์สำคัญของแบรนด์ เอ็มจี ที่ช่วยคลายความกังวลใจของผู้บริโภคเกี่ยวกับความทนทานของระบบไฟฟ้า นอกจากนี้ NEW MG4 ยังได้รับการการันตีคุณภาพด้วยรางวัล THAILAND EV OF THE YEAR 2023 และรางวัล Best Family Car จาก UKCOTY
รวมถึงได้รับการยอมรับในระดับสากลจากเว็บไซต์ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์อีวี และยังเป็นโมเดลที่ผ่านการทดสอบความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก Euro NCAP (European New Car Assessment Programme) ด้วยเช่นเดียวกัน

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “เอ็มจี มุ่งมั่นในการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคไว้ได้ในทุกด้าน และสะท้อนถึงความตั้งใจในการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่ง NEW MG4 ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลภาคภูมิใจของแบรนด์ เอ็มจี ที่ประสบความสำเร็จ ด้วยยอดขายสะสมในประเทศไทยรวมแล้วกว่า 13,000 คัน และยอดขายสะสมทั่วโลกมากกว่า 200,000 คัน โดยการเพิ่ม NEW MG4 LONG RANGE รุ่น D เข้าสู่ตลาดอีวีไทยในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย แต่ยังเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงยังเป็น “การเพิ่มโอกาสและทางเลือกในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า” ให้กับลูกค้าชาวไทยที่มองหารถที่สามารถมอบทั้งการขับขี่ที่ขับสนุก ชาร์จได้ไว ขับได้ไกลแบบไม่ต้องกังวล สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมและทดลองขับ NEW MG4 LONG RANGE รุ่น D ได้ที่ศูนย์บริการคุณภาพของ เอ็มจีมากกว่า 140 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

Hashtag #MGThailand #MGCarsTH #PassionDrives #MGLifeTimeWarranty #NEWMG4ELECTRIC

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” ชวนลูกค้าร่วมปลูกปะการัง กับทริปสุดพิเศษ ‘THE EXCLUSIVE STORY – EP.4 D[R]IVE FOR REVIVAL’

0
มิตซูบิชิ 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ชวนลูกค้าร่วมปลูกปะการัง กับทริปสุดพิเศษ ‘THE EXCLUSIVE STORY – EP.4 D[R]IVE FOR REVIVAL’ ณ ปลายแหลมแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ตอกย้ำแนวคิด ‘Everyday Adventure’ เปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าได้สนุกกับทุกการเดินทาง พร้อมสะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมของแบรนด์

มิตซูบิชิ 2

นางสาวริสึโคะ คาเนะโคะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานบริหารประสบการณ์ลูกค้าและนวัตกรรมการบริการ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “กิจกรรมนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์พิเศษให้กับลูกค้าได้สนุกกับทุกการเดินทาง ด้วยรถยนต์คุณภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของเรา ที่เป็นเสมือนเพื่อนร่วมทาง พร้อมลุยไปกับคุณในทุกที่ มอบความปลอดภัยและความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เติมเต็มความสนุกเร้าใจให้กับการขับขี่ในทุกๆ วัน ภายใต้แนวคิด ‘Everyday Adventure’ และสอดคล้องกับแผนการดำเนินงานเพื่อสังคมของเราในด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย”

มิตซูบิชิ 3

กิจกรรมครั้งนี้เริ่มจากการบรรยายพิเศษ โดยผู้เชี่ยวชาญของค่ายวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการอนุรักษ์ เพื่อมอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชีววิทยาของปะการัง ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของแนวปะการัง และแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล พร้อมการฝึกอบรมการใช้อุปกรณ์ดำน้ำตื้นและเทคนิคการดำน้ำพื้นฐาน ก่อนออกเดินทางสู่ทะเลเพื่อร่วมกิจกรรมการปลูกและฟื้นฟูแนวปะการัง

มิตซูบิชิ 5

หลังเสร็จสิ้นกิจกรรม ผู้เข้าร่วมงานยังได้เพลิดเพลินไปกับเครื่องดื่มและของว่าง พร้อมชมวิวทะเลที่สวยงามที่ร้าน Palyn Cafe & Eatery Samaesarn คาเฟ่ชื่อดังในสัตหีบ ก่อนร่วมงานเลี้ยงรับประทานอาหารค่ำสุดพิเศษ พร้อมด้วยดนตรีสด และกิจกรรมความสนุกอีกมากมาย

มิตซูบิชิ 6

นายพีรภัทร ศรีประมาณ เจ้าของรถยนต์ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี กล่าวว่า “ถึงแม้จะเคยร่วมกิจกรรม CSR หลายครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนชาวมิตซูบิชิ รู้สึกประทับใจและสนุกมากครับ ผมให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว และก่อนตัดสินใจซื้อรถก็เคยเปรียบเทียบกับ EV แต่เนื่องจากไม่สะดวกที่จะติดตั้งที่ชาร์จ จึงมองว่ารถ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้มากกว่า ทั้งในเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความประหยัดน้ำมัน ชอบที่สามารถเลือกใช้โหมดการขับขี่ได้ โดยส่วนใหญ่ผมใช้ Normal กับ EV Mode ที่ช่วยให้การขับขี่ประหยัดพลังงานมากขึ้นครับ”

มิตซูบิชิ 7

นายศุภทิน รอดแก้ว อีกหนึ่งลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม เจ้าของรถยนต์ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต กล่าวว่า “ปกติผม เดินทางบ่อย ทั้งกลับบ้านที่ตรังและสุราษฎร์ รวมถึงเที่ยวทะเลแถวบางแสนและพัทยา ทริปนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมกิจกรรมกับมิตซูบิชิ มอเตอร์ส และประทับใจมาก ทีมงานดูแลดีและเป็นกันเองสุดๆ แสมสารเป็นทะเลอีกหนึ่งที่ ที่สวยงามมาก มีจุดดำน้ำและสามารถชมปะการังได้ นับเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับผม ส่วนตัวที่เลือกใช้รถ ปาเจโร สปอร์ต เพราะตอบโจทย์การเดินทางของครอบครัว และกำลังวางแผนจะมีลูก เลยต้องการรถที่มีพื้นที่กว้างขวางขึ้น อีกทั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลไทม์ ก็ช่วยให้ขับขึ้นเขาหรือเดินทางในหลากหลายสภาพถนนได้มั่นใจยิ่งขึ้น”

มิตซูบิชิ 2

ลูกค้าและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เพื่อร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH หรือติดต่อเพื่อขอทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 เปิดรับสายทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

 

MGC-ASIA ก้าวสู่ปีที่ 25 ยืนหนึ่งผู้นำ LIFESTYLE MOBILITY ครบวงจร อันดับ 1 ของประเทศ กางแผน Road Map 3 ปี สู่การพัฒนาธุรกิจเชิงรุก

0

บมจ.มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือ MGC-ASIA ก้าวสู่ปีที่ 25 เดินหน้าตอกย้ำการเป็นผู้นำ LIFESTYLE MOBILITY ครบวงจร พร้อมประกาศยุทธศาสตร์ 3 ปี (2568-2570) เร่งขับเคลื่อน 4 กลุ่มธุรกิจ สู่การพัฒนาแพลตฟอร์มตอบโจทย์ลูกค้า-พัฒนาบุคลากร-พัฒนาเทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อมุ่งสู่กลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้าน CEO ‘ดร.สัณหวุฒิ  ธรรมชวนวิริยะ’ เดินเกมรุกลุยธุรกิจ EV – Alpha X – Howden Maxi สร้างรายได้เพิ่มในอนาคต

ดร.สัณหวุฒิ  ธรรมชวนวิริยะ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม  บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ปี 2568 MGC-ASIA ก้าวสู่ปีที่ 25 ของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งขององค์กรและความสามารถในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในการเป็นผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้แบบครบวงจร โดยในปีนี้ บริษัทฯ วางกลยุทธ์การขับเคลื่อนทางธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโต 4 กลุ่มธุรกิจสู่ความยั่งยืน ผ่าน 3Ps ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักสู่ความสำเร็จ คือ PEOPLE : มุ่งพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถสูง มีทัศนคติที่มุ่งเน้นการให้บริการ และส่งเสริมศักยภาพองค์กรให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ PROCESS : พัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สร้างมาตรฐานการดำเนินงานที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ โดยมุ่งปรับขั้นตอนการทำงานในส่วนต่างๆ ให้เหมาะสม ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน ประหยัดทั้งเวลาและทรัพยากร เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานให้ทัดเทียมสากล และ PROFIT : ขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมุ่งสร้างผลกำไรให้บริษัทฯ ผ่านการจำหน่ายยานยนต์รุ่นใหม่ๆ รวมถึงบริการต่างๆ แบบครบวงจร ผสานกับบริการหลังการขาย รวมถึงศูนย์ซ่อมสีตัวถังและบริการดูแลรถยนต์ ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รถเช่า มีแผนนำเทคโนโลยีทันสมัย มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับฟลีตรถเช่า ทั้งระยะสั้น และระยะยาว รวมถึงเพิ่มจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าในฟลีตรถเช่าระยะยาว รองรับการเติบโตของลูกค้าองค์กร นำไปสู่การสร้างผลกำไรสูงสุด ท่ามกลางระบบนิเวศทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ”

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้วางยุทธศาสตร์การเติบโต ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

1. STRATEGIC GROWTH OBJECTIVES : โดยบริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจ ควบคู่กับแผนการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการสร้างความน่าเชื่อถือและรักษาการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความประทับใจกับกลุ่มลูกค้าในทุกครั้งที่เข้ามาใช้บริการ

  1. BUSINESS ECOSYSTEM SEGMENTS : สร้างแบรนด์ร่วม (Co-Branding) สู่การพัฒนา เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงแผนการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก โดยบริษัทฯ จะร่วมกับ XPENG และ ZEEKR ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีนเพื่อขยายตลาดและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ และ 3. SUSTAINABILITY AND INNOVATION : ก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยการลดปริมาณปล่อยคาร์บอน
    เพื่อต่อยอดสู่พลังงานหมุนเวียน
SIXT

ปี 2568 ทางบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายในการเพิ่มความได้เปรียบสูงสุด ให้ธุรกิจในกลุ่มการเงิน, ประกันภัย และยานยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงการแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อน MGC-ASIA สู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในอนาคต สอดรับกับกลยุทธ์การขับเคลื่อนใน 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. กลุ่มธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ (Mobility Retail) : บริษัทฯ ยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดรถพรีเมียม เพื่อครองอันดับ 1 โดยเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ดังอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเตรียมพัฒนา MGC-MOBILIFE แพลตฟอร์ม loyalty program ที่มอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับ โดยใช้ระบบ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและปรับแต่งให้ลงตัวกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า 2. กลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขาย (Aftersales Service) : ปีนี้ บริษัทฯ เตรียมขยายสาขา MMS Car Service & Tire ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร (One-Stop Service) เพิ่มอีก 6 สาขา จากเดิม 22 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อขยายการให้บริการซ่อมสีและตัวถังยานยนต์ไฟฟ้า Tesla Approved Body Shop (TAB) และเพิ่มบริการให้ครอบคลุมในหลากหลายพื้นที่ เพื่อสร้างอัตราการกลับมาใช้บริการของลูกค้าให้สูงขึ้น 3. กลุ่มธุรกิจให้บริการรถเช่าและพนักงานขับ ทั้งระยะสั้น ระยะยาว (Car Rental and Driver Services) : กลุ่มบริษัทฯ วางแผนในการดำเนินธุรกิจให้ครอบคลุมการเดินทางให้ครบวงจรทุกมิติ และปรับปรุงเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์การให้บริการตามการเติบโตของการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังเพิ่มสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มที่ให้บริการลูกค้าองค์กรมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจที่มุ่งเน้นพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ ‘MGC-ASIA Ecosystem’
เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง ให้ทุกกลุ่มธุรกิจ และ 4. กลุ่มธุรกิจอื่นๆ (Other Services) : สำหรับธุรกิจบริการทางการเงินอย่างครบวงจร บริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด ซึ่ง MGC-ASIA ร่วมทุนกับ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ในปีนี้ จะมุ่งเน้นการเติบโตจากการให้สินเชื่อ Wealth Lending ในอัตราที่เพิ่มขึ้น พร้อมปรับปรุงกระบวนการ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และควบคุมผลขาดทุนด้านเครดิต โดยการนำเสนอการแก้ปัญหาในการชำระหนี้ที่ยั่งยืนให้กับลูกค้าเพื่อสร้างผลกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนบริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด ผู้ให้บริการธุรกิจบริการประกันภัย ชั้นแนวหน้า กลุ่มบริษัทฯ วางแผนกลยุทธ์ในปีนี้ ที่จะขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้น ด้วยการเพิ่มผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมทุกความต้องการ รักษาการเป็นโบรกเกอร์ระดับชั้นนำ

อย่างไรก็ตาม จากแผนกลยุทธ์และเป้าหมายการเติบโตดังกล่าว สอดคล้องกับเป้าพันธกิจ 3 ปี (2568-2570) ของ MGC-ASIA ที่จะนำพาบริษัทฯ สู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ผ่านธุรกิจใหม่ อย่าง AI- Powered Solutions รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร ผ่านการทำ ESG อย่างเป็นระบบ พร้อมความมุ่งมั่นในการต่อยอดความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าปัจจุบัน สร้างประสบการณ์พิเศษแบบเฉพาะตัว ผ่านการบริการที่โดดเด่นและเหนือระดับ นำไปสู่ความพึงพอใจสูงสุด สำหรับลูกค้าทุกราย ภายใต้วิสัยทัศน์ ที่ต้องการเป็นผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้แบบครบวงจร ภายใต้ระบบนิเวศทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

สำหรับผลการดำเนินงานของ MGC-ASIA ในปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้รวม 20,334 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 145.60 ล้านบาท และ EBITDA ที่ระดับ1,631 ล้านบาท โดยไตรมาส 4/2567 (ตุลาคม-ธันวาคม 2567) บริษัทฯ มีความสามารถในการทำกำไรได้สูงสุด โดยมีรายได้รวม 5,977 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2567 ที่ผ่านมา(QoQ) และมีกำไรสุทธิ 95.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 888.40% (QoQ) ส่งผลให้มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) แตะ 468 ล้านบาท เติบโต 23% (QoQ)

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ในปีที่ผ่านมานับว่ามีความท้าทาย โดยหากอ้างอิงจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ มีอัตราส่วนลดลงประมาณ 26% เทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ MGC-ASIA รับมือกับสถานการณ์ได้น่าพอใจ โดยมีอัตราส่วนลดลงเพียง 10% เป็นผลมาจากรถยนต์ไฟฟ้าก็มีการเติบโตอย่างมีนัย ทั้งแบรนด์ XPENG และ ZEEKR ที่ได้การตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี และมียอดส่งมอบรถมากกว่า 1,000 คัน จากปีก่อนที่ภาพรวมการส่งมอบรถยนต์ใหม่และรถยนต์มือสองประมาณ 9,000 คัน นอกจากนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯ มีสินค้ารอส่งมอบ (Backlog) แบ่งเป็น, XPENG จำนวน 767 คัน, ZEEKR จำนวน 230 คัน, Rolls-Royce จำนวน 8 คัน, BMW จำนวน 42 คัน, MINI Cooper จำนวน 78 คัน, HONDA จำนวน 337 คัน, Harley-Davidson จำนวน 50 คัน และ BMW Motorrad จำนวน 41 คัน และในไตรมาส 1/2568 บริษัทฯ ยังเตรียมส่งมอบรถยนต์ XPENG X9 รถตู้ไฟฟ้าทรงสปอร์ตอัจฉริยะ พวงมาลัยขวาล็อตแรกของโลก เพื่อต่อยอดผลการดำเนินงานให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะแบรนด์ XPENG จำนวน 12 แห่งทั่วประเทศ และ ZEEKR by Z Mobility Plus อีก 2 สาขา คือ ศรีนครินทร์ และวิภาวดี ขณะที่ธุรกิจบริการหลังการขาย รวมถึงศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง Tesla Approved Body Shop (TAB) ที่ได้รับความไว้วางใจจาก TESLA ให้เป็นผู้บริการซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ไฟฟ้า TESLA ก็อยู่ในช่วงขยายตัวและมีกำไรต่อเนื่อง จากการเพิ่มจำนวนของรถยนต์ที่เข้ารับบริการ 19%

“ช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจาก คอนติเทนทอล ไทรส์ ผู้ผลิตยางรถยนต์ระดับโลกในการร่วมมือกันทำโครงการที่เอื้อประโยชน์ให้กับลูกค้า พร้อมตอบแทนสังคมอย่างยั่งยืน อีกทั้งมีการขยายธุรกิจสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่เราได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ CITY AUTO GROUP ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ เพื่อศึกษาโอกาสธุรกิจร่วมกัน ทั้งบริการ รถใหม่ รถมือสอง รถเช่า บริการทางการเงิน และประกันภัย เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจ และสร้างการเติบโตร่วมกันในไทยและเวียดนาม” ดร.สัณหวุฒิ กล่าวเสริม

ด้าน Alpha X ผู้ให้บริการทางการเงินให้กับกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง มีความชำนาญในด้านสินทรัพย์ที่เป็นยานพาหนะหรู ทั้งรถยนต์ เรือยอทช์ และเครื่องบิน ตลอดจน อสังหาริมทรัพย์ โดยร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ที่เป็นผู้นำในการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เพื่อให้บริการแบบครบวงจรโดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ เน้นการให้สินเชื่อเพื่อสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Lending) ซึ่งให้ผลตอบแทนในระดับสูง และมีความเสี่ยงที่ต่ำ ส่งผลให้พอร์ตการให้สินเชื่อเติบโตขึ้นกว่า 45% นอกจากนี้ มีการปรับลดขั้นตอนทำงาน และลดต้นทุนในการดำเนินงานลงได้กว่า 10% จากปีก่อนหน้า และลดการให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยง ส่งผลให้การลงทุนทางด้านเครดิตลดลงกว่า 50% เทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิเป็นปีแรก และปีนี้ บริษัทฯ ยังคงเน้นการเติบโตผ่านบริการ Wealth Lending ในอัตราที่เพิ่มขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วย AI พร้อมนำเสนอทางออกในการชำระหนี้ที่ยั่งยืนให้กับลูกค้า

ส่วน ธุรกิจบริการประกันภัย ที่บริหารงานโดย บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (Howden Maxi) ในปีงบประมาณช่วงเดือนตุลาคม 2566 ถึง กันยายน 2567 บริษัทฯ สามารถทำรายได้แตะระดับ 337 ล้านบาท เติบโต 2% และ มีกำไรสุทธิ 99 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งนี้เป็นผลมาจากการเติบโตของกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ รวมถึงการขยายพอร์ตไปยังกลุ่มลูกค้ารายใหม่มากขึ้น โดยทีมที่สามารถสร้างรายได้เข้าเป้า มาจากทีมอัญมณีเครื่องประดับ, ทีมงานศิลปะ และทีมงานโครงการพิเศษ  นอกจากนี้ ธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเฟื่องฟู ส่งผลให้ธุรกิจรถเช่า SIXT  มีรายได้เติบโต 11.10% ซึ่งถือว่ามีอัตราการเติบโตและผลกำไรที่น่าพอใจ ทั้งรถเช่าระยะสั้น และรถเช่าระยะยาว รวมถึงบริการพนักงานขับรถ

มาสด้าอัปสกิลจัดแข่งขัน MAZTECH THAILAND ประจำปี 2567 ยกระดับมาตรฐานการบริการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้า

0

มาสด้าเป็นมากกว่าแบรนด์ที่จำหน่ายรถยนต์ เป็นผู้ที่มีความรักในรถยนต์ และต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนที่รักรถ เพื่อส่งมอบความสุขในการขับขี่ให้กับลูกค้าทุกคน โดยมีเป้าหมายคือเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ลูกค้ารักและมองหา เป็นแบรนด์ที่สร้างความเชื่อมโยงทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก เพื่อมอบประสบการณ์ความสุขในการขับขี่จนพัฒนาเป็นความสุขในการใช้ชีวิต และกลายเป็น “ส่วนหนึ่งของชีวิตที่เติมเต็มความหมาย” มาสด้าจึงจัดการแข่งขันทักษะด้านการบริการลูกค้า หรือ MAZTECH Thailand ประจำปี 2567 เพื่อเฟ้นหาสุดยอดพนักงานฝ่ายบริการหลังการขายที่มีความเป็นเลิศใน 3 ประเภท คือ ประเภทช่างเทคนิค ที่ปรึกษาด้านการบริการ และเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งเป็นไปตามพันธกิจของแบรนด์มาสด้า เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการตามแนวทางการบริหารคุณค่าแบรนด์ (Mazda Brand Value Management) เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาทักษะและส่งเสริมศักยภาพความแข็งแกร่งให้บุคลากรของผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ ด้วยปณิธานที่มุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าตลอดระยะเวลาที่ครอบครองรถ โดยคัดเลือกสุดยอดบุคลากรจากทั่วประเทศด้วยการทดสอบที่เข้มข้นให้เหลือเพียง 30 คน เพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โดยการแข่งขันจัดขึ้น ณ ศูนย์ฝึกอบรมมาสด้า

นายศราวุฒิ บรรยงค์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) กล่าวเปิดงาน MAZTECH Thailand ว่าเป็นกิจกรรมที่มาสด้าจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีและต่อเนื่องมาเป็นเวลา 19 ปี โดยมีวัตถุประสงค์หลักสำคัญ คือ การยกระดับมาตรฐานการให้บริการตามแนวทางการบริหารคุณค่าแบรนด์มาสด้า Mazda Brand Value Management อันสะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาและแนวคิด PPV ประกอบด้วย Purpose เจตนารมณ์และเหตุผลในการดำรงอยู่ของมาสด้า Promise คำมั่นสัญญาจากแบรนด์ที่มีให้กับลูกค้า และ Values การสร้างคุณค่าของแบรนด์ให้เป็นมากกว่ายานพาหนะ ทั้งสามส่วนนี้คือแกนหลักในการส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า เพื่อสร้างประสบการณ์ความประทับใจและความพึงพอใจสูงสุดตลอดระยะเวลาครอบครองรถ จนกระทั่งกลับมาซื้อซ้ำหรือซื้อเพิ่มเติม อันเป็นเป้าหมายของแบรนด์ตามกลยุทธ์ Retention Business Model ที่มาสด้ามุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ในทุกกระบวนการของการทำงาน เพื่อส่งมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจ รวมถึงเติมเต็มคุณค่าในทุกเส้นทางและทุกการใช้ชีวิตของลูกค้า

ปัจจุบันมาสด้ามีผู้จำหน่ายทั้งหมด 84 โชว์รูม สามารถรองรับลูกค้าเข้ารับบริการได้ถึง 700,000 คันต่อปี หรือ 57,000 คันต่อเดือน โดยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีจำนวน 19 โชว์รูม สามารถรองรับปริมาณลูกค้าเข้ารับบริการได้ถึง 250,000 คนต่อปี หรือ มากกว่า 20,000 คันต่อเดือน ส่วนต่างจังหวัดมีผู้จำหน่ายอยู่ทั้งหมด 65 แห่ง สามารถรองรับปริมาณการบริการได้สูงสุด 450,000 คันต่อปี หรือ มากกว่า 37,000 คันต่อเดือน พร้อมรองรับความต้องการของลูกค้าที่จะมาเข้ารับบริการได้เพียงพอและครอบคลุมทั่วประเทศ

การจัดแข่งขัน MAZTECH Thailand ประจำปี 2567 จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรฝ่ายบริการของผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ได้มีโอกาสพัฒนาขีดความสามารถของตนเอง และเพิ่มศักยภาพในการให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และนำเอาองค์ความรู้ที่ได้รับจากการแข่งขันกลับไปดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด รวมถึงให้คำแนะนำและการช่วยเหลือลูกค้าให้เกิดความสบายใจไร้ความกังวลในทุกครั้งที่กลับเข้าศูนย์ฯ ด้วยคุณภาพการบริการที่ได้มาตรฐานและใส่ใจในทุกรายละเอียด อีกทั้งสามารถแก้ไขปัญหาได้ครบจบในครั้งแรก ที่สำคัญยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการเป็นตัวแทนจากประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันทักษะด้านบริการในระดับนานาชาติต่อไป โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา มีผู้ผ่านเข้าร่วมการแข่งขันรอบคัดเลือกทั้งหมด 188 คน จากบุคลากรของผู้จำหน่ายทั่วประเทศ โดยแบ่งออกเป็นช่างเทคนิค 66 คน ที่ปรึกษาด้านการบริการ 61 คน และเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ 61 คน ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดจำนวน 10 คน ในแต่ละประเภท จะได้เข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ณ ศูนย์ฝึกอบรมมาสด้า โดยผู้ที่ชนะเลิศในการแข่งขันแต่ละประเภทประจำปี 2567 มีดังต่อไปนี้

ประเภท ช่างเทคนิค

ชนะเลิศ:  นาย ภาณุพงษ์ คมขำ บริษัท มาสด้า ชลบุรี จำกัด (มหาชน) – ประดิษฐ์มนูธรรม

รองชนะเลิศ อันดับ 1:  นาย ณัฐนันต์ พวงทอง บริษัท นที ยูนิตี้ มอเตอร์ จำกัด – ราชพฤกษ์

รองชนะเลิศ อันดับ 2:  นาย อนุพงษ์ มูลอ้าย บริษัท 14 ออโตโมทีฟ จำกัด

ประเภท ที่ปรึกษาด้านบริการ

ชนะเลิศ:  นางสาว วรรนิสา นาคพลี บริษัท แอลบาทรอส ออโต้ จำกัด

รองชนะเลิศ อันดับ 1:  นางสาว สาวิตรี ไพรศรี บริษัท มาสด้าเชียงใหม่ จำกัด

รองชนะเลิศ อันดับ 2:  นางสาว วันวิสา เพ็ชรประเสริฐ บริษัท มาสด้า มหาราช จำกัด

ประเภท เจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์

ชนะเลิศ:  นางสาว ฐิติมา แสงรอด บริษัท วีเอ็มดี ออโต้เซลส์ จำกัด

รองชนะเลิศ อันดับ 1 :  นางสาว ศศิธร น้อยวิไล บริษัท 14 ออโตโมชั่น จำกัด

รองชนะเลิศ อันดับ 2 :  นางสาว จุฑามาศ รักธรรม บริษัท ดุสิตออโต้เซลส์ จำกัด

ผู้ชนะเลิศการแข่งขัน MAZTECH Thailand ประจำปี 2567
ผู้ที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศการแข่งขัน MAZTECH Thailand ประจำปี 2567

มร. ทาเคชิ มิคามิ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) กล่าวในพิธีมอบรางวัล MAZTECH Thailand ในปีนี้ว่า “มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ชนะเลิศและรองชนะเลิศการแข่งขัน MAZTECH Thailand ประจำปี 2567 ขอขอบคุณในความมุ่งมั่นเพื่อส่งมอบประสบการณ์บริการที่เป็นเลิศให้กับลูกค้าของเราเสมอมา รวมถึงผู้บริหารของผู้จำหน่ายฯ ที่ให้การสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ตามปณิธานของมาสด้า คือ การส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่นำมาซึ่งประสบการณ์ความสุขในการขับขี่ เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตในทุกมิติ โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางในทุกบริบท สำหรับทุกท่านที่ผ่านเข้ามาสู่รอบชิงชนะเลิศครั้งนี้ ผมชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ทุกคนมุ่งมั่นฝึกฝนพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นไม่ย่อท้อ เชื่อว่าทุกคนล้วนมีหัวใจรักในการบริการ เพราะเราล้วนมีสปิริตเดียวกัน นั่นคือ Challenger Spirit อันเป็นสิ่งหล่อหลอมให้พวกเราชาวมาสด้าเดินหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ ผนวกกับจิตวิญญาณการให้บริการที่เอาใส่ใจในทุกรายละเอียด ไม่เพียงแค่กระบวนการทำงานที่ได้มาตรฐานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการขยายครอบครัวมาสด้าให้เติบโตอย่างยั่งยืน อันเกิดจากความมุ่งมั่นที่แท้จริง แล้วเราจะประสบความสำเร็จในอนาคตไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน

“มาสด้าขอให้คำมั่นสัญญาว่า เราจะเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อส่งมอบการบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้ามาสด้าในทุก Touchpoint ยกระดับประสบการณ์ด้านการบริการให้กับลูกค้าทุกคน และมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการบริการให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าแบบครบวงจร นับแต่วันแรกที่แบรนด์มาสด้าได้มีโอกาสทำความรู้จักกับลูกค้า ตั้งแต่ก่อนที่ลูกค้าจะซื้อรถ ตลอดจนการบริการหลังการขาย หรือการกลับมาซื้อซ้ำในครั้งต่อๆ ไป เพื่อแทนคำขอบคุณที่ลูกค้าไว้วางใจและเลือกใช้รถยนต์มาสด้าเป็นรถยนต์คู่ใจของทุกคนในครอบครัว” มร. ทาเคชิ มิคามิ กล่าวเพิ่มเติม