Home Blog Page 86

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตอกย้ำความสำเร็จแห่งปี 2567 คว้า 14 รางวัลคุณภาพทั่วโลก การันตีสมรรถนะการขับขี่เหนือระดับ คุ้มค่าทุกมิติ

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ผู้นำตลาดรถยนต์ระดับโลก พร้อมยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ล่าสุดประกาศความสำเร็จระดับโลกตลอดทั้งปี 2567 คว้า 14 รางวัลคุณภาพชั้นนำจากทั่วโลก การันตีถึงความสำเร็จของแบรนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถยนต์กลุ่มเซกเมนต์เอสยูวีและกระบะพรีเมียม ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกมิติ ทั้งด้านสมรรถนะที่ทรงพลัง เหนือชั้น และมีประสิทธิภาพรวม 8 รางวัล และด้านความคุ้มค่าแบบรอบด้าน 4 รางวัล รวมถึงรางวัลที่สะท้อนด้านความปลอดภัยอีก 2 รางวัล ซึ่งทุกรางวัลได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญและสื่อชั้นนำในวงการยานยนต์ระดับโลก ซึ่งล้วนเป็นเครื่องหมายยืนยันถึงความสำเร็จของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการพัฒนายานยนต์คุณภาพที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมล้ำหน้าที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกได้อย่างรอบด้าน สู่การมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมในทุกการขับขี่

สมรรถนะเปี่ยมประสิทธิภาพและทรงพลังที่การันตีโดย 8 รางวัลแห่งความภาคภูมิจากกว่า 3 ทวีป

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้รับการยอมรับจากหลากหลายองค์กรและสื่อยานยนต์ชั้นนำทั่วโลก โดยเฉพาะในด้านสมรรถนะที่โดดเด่นของรถยนต์แต่ละรุ่น ซึ่งสามารถคว้ารางวัลสำคัญ ได้แก่

  • GWM HAVAL H6 คว้ารางวัล Best Hybrid 2024 จากนิตยสาร Autoesporte และ Best Hybrid of Top Car TV Premio ในประเทศบราซิล ซึ่งรางวัล Best Hybrid of Top Car TV Premio เป็นรางวัลด้านยานยนต์เพียงรางวัลเดียวในบราซิลที่รวบรวมนักข่าวจากโทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต วิทยุ/พอตแคสต์ หนังสือพิมพ์ และสื่อสิ่งพิมพ์เข้าด้วยกัน ทั้ง 2 รางวัลนี้ยืนยันถึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีไฮบริดอัจฉริยะที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค
  • GWM POER SAHAR กวาดถึง 4 รางวัล จากเวที NAMPO Cape exhibition ในเมือง Bredasdorp ประเทศแอฟริกาใต้ ได้แก่ 4×4 Winner 2024, Pickup Truck of the Year 2024, Towing Winner 2024 และ Category Winner 161KW+ สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง สมรรถนะออฟโรดที่เหนือชั้น และความสามารถในการลากจูงที่โดดเด่น
  • GWM ORA 07 LONG RANGE ได้รับรางวัล Best EV SEDAN จากเวที Thailand Car of The Year 2024 โดย Grandprix International ประเทศไทย ตอกย้ำถึงศักยภาพของรถยนต์ไฟฟ้าที่มอบระยะทางวิ่งที่เหนือกว่าพร้อมประสบการณ์การขับขี่ที่ล้ำสมัย
  • GWM TANK 300 HEV ได้รับรางวัล BEST HYBRID 4×4 OFFROAD จากเวที Thailand Car of The Year 2024 โดย Grandprix International ประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถรอบด้านของ GWM TANK 300 HEV ในฐานะ รถออฟโรดไฮบริดที่มีทั้งพละกำลัง ประสิทธิภาพ และความล้ำสมัย พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ที่ต้องการ ความทนทาน ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีล้ำหน้า ในการเดินทางทั้งบนถนนและเส้นทางออฟโรดที่ท้าทาย

ความคุ้มค่าแบบรอบด้าน ที่ได้รับการยอมรับจาก 4 รางวัลสำคัญ

นอกจากสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมแล้ว เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังได้รับการยอมรับด้านความคุ้มค่าคุ้มราคาจากหลากหลายสื่อและองค์กรชั้นนำ ได้แก่

  • GWM HAVAL H6 คว้า 2 รางวัลจากประเทศบราซิลอย่าง Award of Lowest Cost Ownership และ 2024 “Best Buy” Category by Quatro Rodas แสดงให้เห็นถึงความประหยัดทั้งในด้านการบำรุงรักษาและต้นทุนการใช้งานในระยะยาว สะท้อนความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพและราคา
  • GWM ORA ได้รับรางวัล 2024 “Best Buy” Category by Quatro Rodas จากประเทศบราซิล ตอกย้ำถึงความคุ้มค่าในแง่ของคุณสมบัติ ฟังก์ชัน และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย
  • GWM POER SAHAR ได้รับรางวัล The Best Commercial HEV Award จากการประกาศรางวัล Thailand Car of The Year 2024 โดย Grandprix International ประเทศไทย ยืนยันถึงสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และความสามารถในการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย

 

ความปลอดภัยระดับ 5 ดาวที่ได้รับการรับรองจากประเทศออสเตรเลีย

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะและความคุ้มค่า แต่ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยระดับสูงสุด โดยพัฒนารถยนต์ทุกคันให้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดระดับโลก โดยในปี 2024 เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก Australasian New Car Assessment Program (ANCAP) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

  • GWM POER SAHAR และ GWM TANK 500 ผ่านมาตรฐาน Five-star Certification in Australia จาก ANCAP ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่ง ระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ รวมถึงฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยเชิงป้องกันที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบความปลอดภัยให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ไม่เพียงแต่ผ่านมาตรฐานในปัจจุบัน แต่ยังพัฒนาเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety) และระบบความปลอดภัยเชิงแก้ไข (Passive Safety) ให้ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับการปกป้องสูงสุดในทุกเส้นทาง

นอกเหนือจากความสำเร็จในการคว้ารางวัลระดับโลก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังประกาศความสำเร็จด้านยอดขายทั่วโลกในปี 2567 ด้วยยอดขายสะสมทะลุ 14.9 ล้านคัน โดยเฉพาะในเดือนธันวาคมเพียงเดือนเดียว มียอดขายเติบโตสูงถึง 20.25% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตอกย้ำการเติบโตที่แข็งแกร่งและการขยายตลาดในระดับสากล ในกลุ่มรถยนต์เอสยูวี GWM HAVAL ยังคงครองตำแหน่งผู้นำด้วยยอดขายตลอดปีที่ 706,234 คัน และยอดขายสะสมทั่วโลกกว่า 9.46 ล้านคัน ขณะที่ GWM TANK รถยนต์ออฟโรดระดับพรีเมียมทำยอดขาย 231,001 คัน เพิ่มขึ้น 42.12% จากปีก่อน และ GWM WEY ในกลุ่มรถ MPV หรู มียอดขาย 54,728 คัน เพิ่มขึ้น 31.55% จากปีก่อน ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนถึงความสามารถของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการพัฒนาเทคโนโลยีอัจฉริยะ การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกเซกเมนต์ และการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

มาสด้าปักหมุดประเทศไทยทุ่มลงทุนกว่า 5,000 ล้าน สร้างฐานการผลิต xEVs เตรียมผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคอมแพ็คเอสยูวี 100,000 คันต่อปี

0

มาสด้าประกาศแนวทางการดำเนินธุรกิจครั้งประวัติศาสตร์ขึ้นในประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ดีลเลอร์ และพันธมิตรทางธุรกิจ นำทัพโดย มร. มาซาฮิโร โมโร ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น พร้อมด้วย นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญสุดในรอบทศวรรษ เพื่อเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อการก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน ภายใต้ธีม The Future, Crafted by the Joy of Driving ชูวิสัยทัศน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ล่าสุด เพื่อส่งมอบความสุขในการขับขี่ตามแนวทาง Multi-solution ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าควบคู่กับแผนเปิดตัวรถยนต์ใหม่ 5 รุ่น ภายใน 3 ปี เชื่อมั่นระบบเศรษฐกิจและศักยภาพของประเทศไทยประกาศทุ่มเงินลงทุนอีกกว่า 5,000 ล้านบาท ผลักดันโรงงานผลิตรถยนต์ในไทยขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตและพัฒนารถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบ หรือ xEVs นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านไปยังรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบในอนาคต โดยทำการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคอมแพ็ค  เอสยูวี 100,000 คันต่อปี เพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปทั่วโลก

มร. มาซาฮิโร โมโร ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์รอบด้านจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่มาสด้ายังคงยึดมั่นในแนวทางที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง นั่นคือ การพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพสูง เพื่อมอบความสุขในการขับขี่และการใช้ชีวิตทุกด้านให้กับลูกค้าทุกคน เพราะมาสด้าเป็นแบรนด์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากเมืองฮิโรชิมาซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ เราจึงต้องการมอบความสุข สร้างรอยยิ้ม และช่วยยกระดับความเป็นอยู่ให้กับผู้คนในสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการดำเนินธุรกิจของเรา แม้ว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของพลังงานไฟฟ้าก็ตาม

  • ภาพรวมมาสด้าทั่วโลกเพื่อก้าวสู่ยุคพลังงานไฟฟ้า ด้วยแนวทาง Multi-solution และ Intentional Follower

ภาพรวมของมาสด้าทั่วโลก เป้าหมายของเราคือการนำเสนอรถยนต์ที่มาพร้อมพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2573 รวมถึงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่มาพร้อมพลังงานไฟฟ้า มาสด้าคาดว่ายอดจำหน่ายของรถ BEVs อยู่ที่ประมาณ 25-40% ของยอดจำหน่ายทั่วโลก ซึ่งมาสด้ากำลังเดินหน้าตามแนวทาง Multi-Solution Strategy เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ควบคู่กับการใช้แนวทาง Intentional Follower Approach โดยทำการศึกษาตลาดอย่างใกล้ชิดและรับฟังข้อคิดเห็นจากลูกค้า เพื่อให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ดีที่สุด คาดว่าภายในปี พ.ศ. 2573 มาสด้าจะมียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นองค์ประกอบในการขับเคลื่อน 100% ของยอดจำหน่ายรวมทั้งหมด แต่ในระหว่างนี้ เรากำลังเดินหน้าตามแผนพัฒนา xEVs ประกอบด้วยแผนกลยุทธ์ 3 เฟส ประกอบด้วย เฟสที่ 1 เป็นการเตรียมความพร้อม เฟสที่ 2 การเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจาก HEV, PHEV และ BEV จนถึงเฟสที่ 3 เป็นการแนะนำรถไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ

มาสด้าพร้อมเดินหน้าส่งมอบเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ตามแนวทาง Multi-solution ซึ่งรวมถึง MHEVs, HEVs, PHEVs, BEVs, R-EVs และรถยนต์ที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและตรงกับความต้องการมากที่สุด เราเชื่อว่าแนวทางนี้จะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วที่สุด

  • แผนกลยุทธ์การนำเสนอผลิตภัณฑ์เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในไทย

สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นตลาดหลักที่สำคัญอันดับต้น ๆ มาสด้าตระหนักถึงกระแสตอบรับที่ดีและความต้องการรถไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มาสด้าจึงเร่งแผนในการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าให้เร็วขึ้น เพื่อตอบสนองกับความต้องการของลูกค้า โดยวางแผนในการแนะนำรถไฟฟ้าในประเทศไทยเป็นไปตามกลยุทธ์ 3 เฟส เช่นเดียวกัน ซึ่งเฟส 2 จะเป็นการนำเสนอรถพลังงานไฟฟ้าในไทย โดยมาสด้าจะทำการเปิดตัวแนะนำเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ทั้ง BEV, PHEV, HEV ระหว่างปี พ.ศ. 2568 – 2570 โดยเริ่มจากการเปิดตัวแนะนำรถยนต์ไฟฟ้า BEV รุ่น Mazda6e ในปีนี้ ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างมาสด้าและพาร์ทเนอร์ในประเทศจีน

  • สร้างไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์พลังงานไฟฟ้า คอมแพ็คเอสยูวี ตั้งเป้าการผลิต 100,000 คันต่อปี

มร. มาซาฮิโร โมโร ประธานกรรมการบริหาร & ซีอีโอ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวถึงแผนธุรกิจว่า มาสด้าในประเทศไทยมีประวัติศาสตร์อันยาวนานมากกว่า 70 ปี ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ มาสด้า เซลส์ และผู้จำหน่ายมาสด้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรงงานผลิตรถยนต์ที่จังหวัดระยอง AutoAlliance (AAT) ที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ทำการผลิตรถยนต์นั่งและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ รวมทั้ง โรงงานผลิตเครื่องยนต์และเกียร์อัตโนมัติ Mazda Powertrain Manufacturing Thailand (MPMT) ที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2558 ทั้งสองโรงงานนี้คือรากฐานสำคัญที่ส่งเสริมให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดศูนย์กลางในการผลิตรถยนต์มาสด้าและชิ้นส่วน เพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกยังตลาดต่างประเทศทั่วโลก วันนี้ มาสด้าได้เตรียมความพร้อมไปอีกขั้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สำคัญในการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้า xEVs ด้วยการเพิ่มเงินลงทุนเป็นจำนวนกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าคอมแพ็คเอสยูวี โดยมุ่งเน้นไปที่การประกอบรถยนต์ การผลิตเครื่องยนต์ เกียร์ และแบตเตอรี่ พร้อมวางเป้ากำลังการผลิตอยู่ที่ 100,000 คันต่อปี นี่คือจุดเริ่มต้นและก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ต่อการลงทุนเพิ่มเติมสำหรับประเทศไทยเพื่อผลิตรถพลังงานไฟฟ้าของมาสด้าและเป็นก้าวสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ไม่เพียงเท่านี้  มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่สุด รวมทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการประกอบรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามายังประเทศไทย ควบคู่กับการพัฒนาทักษะช่างฝีมือประกอบรถยนต์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทยจะเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับมาสด้าทั่วโลก และพร้อมสำหรับการเป็นศูนย์กลางในการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า xEVs ในอนาคตอันใกล้นี้ต่อไป

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหาร & ซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเกี่ยวกับทิศทางและแผนการดำเนินธุรกิจมาสด้าในประเทศไทยว่า สำหรับประเทศไทยนั้น มาสด้ามุ่งมั่นที่จะปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อเดินหน้าสู่ความสำเร็จไปพร้อมกันทั้งองค์กร ตามแนวทาง Management Policy ประกอบด้วย ผู้จำหน่าย พนักงาน และที่สำคัญสูงสุด คือ ลูกค้า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ (Customer-Centric) สำหรับการเปลี่ยนแปลงของมาสด้าที่กำลังจะเกิดขึ้น แบ่งออกเป็น 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

กลยุทธ์ที่ 1: การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรด้วย “ผู้คน”

  • สร้างการเปลี่ยนแปลงองค์กร โดยมีเป้าหมายในการเป็นองค์กรที่ Agile และ Insight-Driven คล่องตัว ยืดหยุ่น และขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูลเชิงลึก ในปัจจุบัน กลุ่มมิลเลนเนียล หรือ Gen-Y มีประมาณ 70% ของพนักงานทั้งหมด กลุ่มคนเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี มีการศึกษาสูง ปรับตัวได้ดี มีเป้าหมายชัดเจน มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเราจะใช้จุดแข็งและพลังของกลุ่มมิลเลนเนียลผสานการทำงานร่วมกับ Gen-X และ Gen-Z เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้า
  • สนับสนุนการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ด้วยโปรแกรม “Career@Mazda” ที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมของพนักงานทั้งที่ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และผู้จำหน่าย เพื่อพัฒนาทักษะ และส่งเสริมการสร้างความผูกพันของพนักงานกับแบรนด์และเพื่อนร่วมงาน
  • สร้างโปรแกรม “Mazda Signature Services” ซึ่งเป็นโปรแกรมที่อยู่บนพื้นฐานของการส่งมอบคุณค่าอันมีเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า 3 ประการ ได้แก่—“Radically Human,” การให้ความสำคัญกับมนุษย์ “Challenger Spirit,” สปิริตที่ไม่ย่อท้อ และ “Omotenashi” ให้การดูแลเช่นเดียวกับคนในครอบครัว เพื่อให้มั่นใจว่าคุณค่าของแบรนด์จะถูกถ่ายทอดไปยังลูกค้าในทุก ๆ touchpoint ของการบริการ

กลยุทธ์ที่ 2: ยกระดับการบริการและการสื่อสารกับลูกค้าด้วยข้อมูลเชิงลึก

ทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ และสื่อสารกับลูกค้าด้วยข้อมูลเชิงลึก ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์ม VOF หรือ “Voice of Fans” เพื่อช่วยวิเคราะห์ความคิดเห็นของลูกค้าแบบเรียลไทม์ พร้อมนำความคิดเห็นมาจัดเก็บเป็นข้อมูล วิเคราะห์ และตอบกลับอย่างทันท่วงที ทั้งในช่องทาง Digital และผ่านพนักงาน เพื่อปรับปรุงการบริการและสร้างความพึงพอใจสูงสุด

นอกจากนี้ มาสด้ากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง รวมถึงคลังข้อมูลที่สามารถให้ข้อมูลลูกค้าอย่างครบถ้วน อาทิ การสร้างระบบ Data Warehouse และการบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าแบบ SCV (Single Customer View) 360 องศา รวมถึงการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือ Social Listening เพื่อรับข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ นำมาออกแบบ พัฒนา และปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้า เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่นำเสนอนั้นตรงกับความต้องการและความรู้สึกของลูกค้าอย่างแท้จริง

กลยุทธ์ที่ 3: การสร้างประสบการณ์ลูกค้าแบบไร้รอยต่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์

ด้านออนไลน์: มีการพัฒนาเว็บไซต์องค์กรใหม่ โดยเปลี่ยนให้เป็น Mazda NEXTperience Hub ซึ่งแพลตฟอร์มนี้ได้รับการออกแบบเพื่อให้เกิดความสะดวกมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยี รวมถึงข่าวสารและการให้บริการต่าง ๆ ไม่ว่าลูกค้าต้องการลงทะเบียนจองคิวรถเพื่อทดลองขับ หรือนัดหมายเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ ซึ่งจะช่วยให้การมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์เป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และไร้รอยต่อ

นอกจากนั้น ยังมีการพัฒนาแพลตฟอร์ม “Mazda SkyJourney” ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการมาตรฐานที่ผู้จำหน่ายมาสด้าทุกแห่งใช้ในการดำเนินงาน ระบบนี้ถูกการออกแบบมาเพื่อให้กระบวนการทำงานเป็นไปอย่างแม่นยำและมีมาตรฐานสูง เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่นและสะดวกสบายในทุกขั้นตอน

ด้านออฟไลน์: มีการนำ “Mazda BASICS” แนวทางใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินธุรกิจของผู้จำหน่าย โดยมีพื้นฐานมาจากปรัชญาและคุณค่าของแบรนด์ ซึ่งเกิดจากแนวทางที่มุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และสปิริตของ Omotenashi หรือปรัชญาด้านการบริการแบบญี่ปุ่น คุณค่าเหล่านี้จะถ่ายทอดผ่านการพัฒนาบุคลากร และการดำเนินงานของผู้จำหน่ายทั่วประเทศ

นอกจากนี้ เพื่อให้การดำเนินงานของมาสด้าในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับแผนพัฒนาธุรกิจในอนาคต มาสด้ามีแนวทางในการดำเนินงานด้านอื่น ๆ ดังต่อไปนี้

  • ด้านการปรับโครงสร้างและพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย

ปัจจุบัน ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มาสด้ามีผู้จำหน่ายทั้งหมด 19 โชว์รูม สามารถรองรับลูกค้าที่มาเข้ารับการบริการได้ถึง 250,000 รายต่อปี หรือมากกว่า 20,000 คันต่อปี ซึ่งเพียงพอกับลูกค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน  ในส่วนต่างจังหวัด มาสด้ากำลังเพิ่มศักยภาพของผู้จำหน่ายที่มีอยู่ทั้งหมด 65 แห่ง ให้พร้อมรองรับต่อความต้องการของลูกค้าที่จะเข้ามารับบริการ ด้วยกลยุทธ์ PMA ใหม่ ที่กำหนดขอบเขตให้ผู้จำหน่ายที่มีศักยภาพสูงมีพื้นที่ในการดูแลลูกค้าเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน สามารถรองรับปริมาณงานซ่อมได้สูงสุด 450,000 คันต่อปี หรือมากกว่า 37,000 คันต่อเดือน สำหรับภาพรวมทั่วประเทศ ปัจจุบันเรามีลูกค้า 250,000 คัน ที่อยู่ในระบบของเรา ซึ่งเครือข่ายผู้จำหน่ายของเราทั้งหมด 84 โชว์รูม สามารถส่งมอบการบริการที่ดีที่สุดได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ เรายังนำ Mazda BASICS มาใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ผู้จำหน่ายสามารถส่งมอบงานด้านการขายและการบริการที่มีมาตรฐานสูงสุดได้

  • กลยุทธ์ด้านการสร้างแบรนด์

มาสด้าในประเทศไทยมีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานถึง 70 ปี เรามีพันธกิจสำคัญคือการยกระดับประสบการณ์และการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าทุกคน เพราะเราเชื่อว่า “ความสุขในการขับขี่รถยนต์” นำมาซึ่ง “ความสุขในการใช้ชีวิต” สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า เพราะความสุขไม่ได้หมายถึงแค่เพียงการมีรอยยิ้ม แต่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากภายใน คือความหมายและการเติมเต็มการใช้ชีวิต สะท้อนการสร้างคุณค่าทางอารมณ์ความรู้สึก มีต้นกำเนิดจากความเข้าใจพื้นฐานของมนุษย์ และได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “Omotenashi” หรือปรัชญาแนวคิดการบริการแบบญี่ปุ่น

หลังจากนี้ มาสด้าจะผลักดันธุรกิจด้วยการนำเสนอปรัชญาใหม่ของแบรนด์ นั่นคือ “Joy Drives Lives” หรือ ความสุขที่ขับเคลื่อนชีวิต เพื่อนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนประสบการณ์ลูกค้า และสร้าง Customer Journey รูปแบบใหม่ และพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าในทุก ๆ ขั้นตอน รวมถึงการเริ่มต้นปรับรูปแบบธุรกิจในประเทศไทย (Business Transformation) โดยมุ่งให้ความสำคัญกับลูกค้าในทุกสิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกครั้งที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์มาสด้าจะนำมาซึ่งคุณค่าและความสุขของการเป็นเจ้าของรถมาสด้า

  • กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีในไทย

มาสด้ากำลังเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ Multi-solution โดยจะทำการเปิดตัวรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบ ถึง 5 รุ่น ระหว่างปี พ.ศ. 2568 – 2570 เพื่อสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า รวมถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV 2 รุ่น รถ PHEV 1 รุ่น และรถ HEV 2 รุ่น โดยรุ่นแรกที่ลูกค้าได้สัมผัสในเร็ว ๆ นี้ คือ รถยนต์ไฟฟ้า BEV รุ่น Mazda6e

mazda6e
  • กลยุทธ์ด้านการผลิต

มาสด้ายังคงเดินหน้าผลักดันการผลิตที่โรงงานในประเทศไทย ทั้งที่โรงงาน AAT และ MPMT เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากโรงงานทั้งสองแห่ง และสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางในการผลิตและจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคอมแพ็คเอสยูวี ทั้งการจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศทั่วโลก โดยโรงงานผลิตทั้งสองแห่งมีคุณภาพมาตรฐานเทียบเท่าระดับโลก นี่คือรากฐานที่มั่นคงที่จะช่วยเสริมสร้างให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน และเป็นศูนย์กลางที่สำคัญในการผลิตรถ xEVs ในอนาคต

ทั้งหมดนี้ คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับมาสด้าทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดประเทศไทย ที่ทางมาสด้าออกมาประกาศเดินหน้าเต็มขุมกำลัง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแห่งสำคัญสุดของมาสด้าในการผลิตและส่งออก เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งพนักงาน ผู้จำหน่าย โดยเฉพาะลูกค้าชาวไทย เพราะลูกค้าคือหัวใจสำคัญที่สุดของการดำเนินธุรกิจของมาสด้า ดังนั้น เราจึงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเรา ซึ่งเราจะดำเนินการควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและมั่นคงกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสุขและการใช้ชีวิต เพื่อให้แบรนด์มาสด้าเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคงไปพร้อม ๆ กับการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย ” นายธีร์ กล่าว

Mercedes-Benz Sprinter ฉลองครบรอบ 30 ปีแห่งความสำเร็จ พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับแฟน ๆ ทั่วโลก

0

ครบรอบ 30 ปีแห่งความสำเร็จของ Mercedes-Benz Sprinter รถแวนระดับพรีเมียมที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดย Sprinter ได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 2538 และได้ปฏิวัติวงการรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (Light Commercial Vehicle – LCV) จนกลายเป็นต้นแบบของรถในเซกเมนต์นี้ ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา Sprinter ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพและนวัตกรรมอันเหนือระดับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ สะท้อนผ่านความนิยมและความเชื่อมั่นจากลูกค้าทั่วโลก ซึ่งวัดได้จากอัตราการซื้อซ้ำในระดับที่สูง โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Sprinter ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องคือ ความยืดหยุ่นในการปรับแต่งเพื่อนำไปใช้งานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้กลายเป็นตัวเลือกหลักของผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญด้านการดัดแปลงยานยนต์ ปัจจุบัน กว่า 75% ของ Sprinter ที่จำหน่ายทั่วโลกได้รับการดัดแปลงให้เหมาะกับการใช้งานเฉพาะทาง

ล่าสุด เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดฉากการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีของ Sprinter ในระดับสากล ด้วยการเปิดตัวรุ่น Special Edition พร้อมจัดแสดง Sprinter รุ่นแรก ควบคู่ไปกับรุ่นล่าสุด และรุ่นไฟฟ้าอย่าง  eSprinter ณ พิพิธภัณฑ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในเมืองสตุทท์การ์ดต ภายใต้แคมเปญ

An Icon for 30 Years” ตอกย้ำบทบาทของ Sprinter ในฐานะต้นแบบของกลุ่มรถแวนพาณิชย์ และการเป็นมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์กว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา

Klaus Rehkugler, หัวหน้าฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แวน กล่าวว่า “Mercedes-Benz Sprinter คือรถแวนระดับไอคอนิกที่อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเรามาเป็นเวลากว่า 30 ปี โดย Sprinter ได้สร้างประวัติศาสตร์แห่งความสำเร็จที่ไม่เคยมีมาก่อน และถูกจำหน่ายไปทั่วโลกในจำนวนมหาศาล เราคาดว่าจะมียอดขาย 5 ล้านคันภายในสิ้นปีนี้ ตลอดสามทศวรรษ ที่ผ่านมา Sprinter ได้เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของผู้คน และช่วยขับเคลื่อนโลกให้เดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นด้านหน่วยงานฉุกเฉิน บริการขนส่ง งานช่างฝีมือ หรือไซต์ก่อสร้าง
และ Sprinter ได้พิสูจน์ว่าเป็นรถแวนสำหรับพันธมิตรทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ โดยในช่วงห้าปีที่ผ่านมา Sprinter ยังได้รับการพัฒนาให้เป็นรถแวนพลังงานไฟฟ้า 100% ที่สามารถใช้งานได้โดยปราศจากการปล่อยก๊าซ CO₂ ในระดับท้องถิ่นอีกด้วย”

30 ปี แห่งความสำเร็จของ Mercedes-Benz Sprinter

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา Mercedes-Benz Sprinter ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับรถยนต์บนท้องถนนทั่วโลก และเป็นสัญลักษณ์แห่งสมรรถนะอันเหนือระดับ ปัจจุบัน Sprinter ได้เปิดไลน์การผลิตใน 3 ทวีป ได้แก่ อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และยุโรป โดยผ่านหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความเป็นตำนานในโลกยานยนต์ ดังนี้

ปี 2538: จุดเริ่มต้นสู่ยุคใหม่ของรถแวน

Mercedes-Benz Sprinter เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2538 และได้รับการขึ้นทะเบียนให้ใช้แผ่นป้ายทะเบียนพิเศษ หรือ H-Plate ในประเทศเยอรมนี โดย Sprinter ได้เข้ามาสืบทอดตำนานต่อจาก Mercedes-Benz T1/TN และกลายเป็นรถแวนรุ่นแรกของแบรนด์ที่ใช้ชื่อแทนรหัสตัวเลขและตัวอักษรแบบเรียบ ๆ ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการตั้งชื่อในรุ่นก่อนหน้า แม้จะนำแนวคิดพื้นฐานทางเทคนิคมาจากรุ่นก่อน แต่ Sprinter ได้รับการออกแบบและการพัฒนาใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่โครงสร้างตัวถังไปจนถึงระบบวิศวกรรม โดยนำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ไม่เคยมีมาก่อนในตลาดรถแวน ณ เวลานั้น ซึ่งประกอบด้วย โครงสร้างตัวถังแบบ Self-supporting Body ระบบขับเคลื่อนล้อหลังที่ให้แรงยึดเกาะถนนสูง (High-traction Rear-wheel Drive) ระบบช่วงล่างสมัยใหม่ พร้อมระบบกันสะเทือนแบบอิสระด้านหน้า (Independent Front Suspension) และเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ทำให้ Sprinter กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานอย่างครบครันกว่ารถแวนรุ่นอื่น ๆ โดย Sprinter รุ่นแรกมาพร้อมดิสก์เบรกทั้งสี่ล้อ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอัตโนมัติ (Automatic Brake Differential) เข็มขัดนิรภัยแบบสามจุดที่สามารถปรับระดับได้ และตัวล็อกเข็มขัดที่ติดตั้งอยู่กับเบาะ พร้อมทั้งถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับเป็นอุปกรณ์เสริมที่สามารถเลือกติดตั้งได้ และมีตัวถังให้เลือกหลายรูปแบบ ได้แก่ Chassis, Flatbed และ Tipper ครอบคลุมทั้งแบบ Crewcab หรือ Single Cab, Panel Van และ Crewbus รองรับผู้โดยสาร 5 หรือ 9 ที่นั่ง, หลังคาแบบเตี้ยและหลังคาแบบสูง นอกจากนี้ Sprinter ยังมาพร้อมฐานล้อที่มีขนาดตั้งแต่ 3,000 ถึง 4,025 มิลลิเมตร และรองรับน้ำหนักรวมได้ตั้งแต่ 2,590, 2,800 หรือ 3,500 กิโลกรัม

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในปี 2543 ด้วยการอัปเกรดระบบความปลอดภัยให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับ (Driver’s Airbag) ถูกเพิ่มเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และยังมีตัวเลือกถุงลมนิรภัยฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า (Front Passenger Airbag) ซึ่งได้รับการออกแบบให้ปกป้องผู้โดยสารที่นั่งบริเวณเบาะคู่ด้านหน้า นอกจากนี้ ตั้งแต่ช่วงกลาง ปี 2543 เป็นต้นไป ถุงลมนิรภัยแบบม่าน (Windowbags) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (ASR – Acceleration Skid Control) ได้ถูกเพิ่มเป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อยกระดับความปลอดภัยของตัวรถ ในปี 2545 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้เพิ่มระบบ ESP® (Electronic Stability Program) ในรถ Sprinter ซึ่งถือเป็นมาตรฐานใหม่ของระบบความปลอดภัยแบบ Active Safety และช่วยเสริมประสิทธิภาพการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น

ปี 2549: เทคโนโลยีและความปลอดภัยอันล้ำสมัยของ Sprinter เจเนอเรชันที่สอง

Sprinter เจเนอเรชันที่สอง เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2549 พร้อมมอบทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า โดยสามารถเลือกฐานล้อได้ 3 ขนาด ความยาวตัวถัง 4 ขนาดความสูงหลังคา 3 ระดับ และรองรับน้ำหนักรวมตั้งแต่ 3.0 ถึง 5.0 ตัน นอกจากนี้ระบบ ESP® (Electronic Stability Program) ยังได้ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สำหรับรุ่นตัวถังทึบที่มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 3.5 ตัน

ในปี 2551 ระบบ ESP® ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรูปแบบตัวถังที่มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 3.5 ตัน และยังมีการเพิ่มระบบกันสะเทือนแบบถุงลม (Air Suspension System) เป็นอุปกรณ์เสริม เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการขับขี่ อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญเกิดขึ้นในปี 2552 เมื่อเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้นำเสนอเทคโนโลยี BlueEFFICIENCY ซึ่งมาพร้อมกับเกียร์ธรรมดา 6 สปีดแบบใหม่ และระบบ Automatic Start-Stop System ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่และลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ต่อมาในปี 2556 Sprinter ได้เปิดตัวระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมมาปะทะด้านข้าง (Crosswind Assist) ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยใหม่ล่าสุดในกลุ่มรถแวน ช่วยให้รถทรงตัวได้ดีขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับแรงลมขณะขับขี่ และตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา Sprinter ได้รับการพัฒนาให้รองรับน้ำหนักรวมสูงสุดถึง 5.5 ตัน เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่ต้องการพื้นที่ในการบรรทุกมากขึ้น

ปี 2561/2562: ยกระดับระบบการเชื่อมต่อ พร้อมนำเสนอตัวเลือกที่หลากหลาย ใน Sprinter เจเนอเรชันที่สาม

Mercedes-Benz Sprinter เจเนอเรชันที่สาม เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2561 โดยนอกจากจะรักษารูปแบบของตัวถังที่มีอยู่เดิมแล้ว เจเนอเรชันนี้ยังมาพร้อมทางเลือกที่มากขึ้น ด้วยการเปิดตัวระบบขับเคลื่อนล้อหน้า (Front-Wheel Drive) ซึ่งนำไปสู่การพัฒนารุ่นตัวถังแบบ Traction Head Variant โดย Sprinter รุ่นปี 2561 ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในด้านระบบอินโฟเทนเมนต์และการเชื่อมต่อ ด้วยการนำระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) มาใช้เป็นครั้งแรกในกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ ทำให้ Sprinter สามารถรับคำสั่งเสียง และรองรับบริการ Fleet Management, ข้อมูลยานพาหนะ, ข้อมูลผู้ขับขี่ และตำแหน่งที่ตั้ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านระบบความปลอดภัย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ยกระดับ Sprinter ไปอีกขั้น ด้วยการเพิ่มเทคโนโลยีช่วยขับขี่ขั้นสูง เช่น DISTRONIC Active Distance Assist ที่ช่วยควบคุมระยะห่างจากรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ

ถัดมาในปี 2562 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดตัว eSprinter Panel Van รุ่นแรก ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในเชิงพาณิชย์ นับเป็นก้าวสำคัญในการนำเสนอการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า พร้อมนำเสนอทางเลือกที่ช่วยให้ธุรกิจด้านการค้า โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้สามารถดำเนินงานได้โดยปราศจากการปล่อยก๊าซ CO₂

ปี 2567: การต่อยอดความอเนกประสงค์ให้เหนือระดับกว่าที่เคย

Mercedes-Benz eSprinter รุ่นปัจจุบัน ถูกพัฒนาให้เป็นรถแวนอเนกประสงค์ที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ผสานทั้งสมรรถนะ  ระยะทางขับขี่ และพื้นที่บรรทุกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดย eSprinter รุ่นล่าสุดเปิดตัวเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา และในปี 2568 จะมาพร้อม 2 รูปแบบตัวถัง 2 ความยาว และ 3 ขนาดแบตเตอรี่ รองรับระยะทางขับขี่สูงสุดถึง 478 กิโลเมตร[1] (ตามมาตรฐาน WLTP) รถรุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มแบบโมดูลาร์ที่ประกอบด้วย 3 โมดูลหลัก ซึ่งช่วยให้สามารถปรับแต่งให้เข้ากับตัวถังรุ่นต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญด้านการดัดแปลงยานยนต์สามารถพัฒนารูปแบบตัวถังเฉพาะทาง เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น ด้วยพื้นที่บรรทุกสูงสุด 14 ลูกบาศก์เมตร และน้ำหนักรวมสูงสุด 4.25 ตัน eSprinter ยังพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความสามารถในการใช้งานเทียบเท่ากับรุ่นเครื่องยนต์สันดาปในทุกมิติ

ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อัปเกรด eSprinter และ Sprinter รุ่นเครื่องยนต์สันดาปให้ล้ำหน้ายิ่งขึ้น ด้วยการติดตั้งระบบมัลติมีเดีย MBUX เวอร์ชันล่าสุด เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมเสริม Digital Extras รุ่นใหม่ นอกจากนี้ ระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่ ยังได้รับการอัปเกรดฟังก์ชันเพิ่มเติมและเสริมด้วยฟังก์ชันใหม่บางส่วน โดยบางฟังก์ชันติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น Active Brake Assist ที่มาพร้อม Cross-Traffic Function ซึ่งการอัปเกรดล่าสุดยังติดตั้งเครื่องชาร์จ AC ที่มีกำลัง 22 kW และแพ็กเกจระบบช่วยเหลือการขับขี่ เข้ามาเป็นอุปกรณ์เสริม โดยแพ็กเกจนี้จะรวมถึง Active Distance Assist DISTRONIC

รุ่นพิเศษ “30 Years Sprinter” ฉลองครบรอบ 30 ปีแห่งความสำเร็จ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เฉลิมฉลอง 30 ปีแห่งความสำเร็จของ Sprinter ในระดับสากล ด้วยการเปิดตัวรุ่นพิเศษ “30 Years Sprinter” ซึ่งจะพร้อมจำหน่ายตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยรุ่นพิเศษนี้สะท้อนถึงศักยภาพอันเหนือระดับของ Sprinter ด้วยอุปกรณ์เสริมที่ครบครัน และการออกแบบที่เน้นความ พรีเมียมยิ่งขึ้น เสริมด้วยแพ็กเกจระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รุ่นใหม่ รวมถึงฟีเจอร์เพื่อความสะดวกสบายอื่น ๆ พร้อมข้อเสนอสุดคุ้มค่าให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดจาก Sprinter

นิทรรศการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ พิพิธภัณฑ์เมอร์เซเดส-เบนซ์

ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ถึง 30 มีนาคม พิพิธภัณฑ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในเมืองสตุทท์การ์ดต เปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของตระกูล Sprinter โดยภายในนิทรรศการจะมีการจัดแสดง Sprinter รุ่นแรก ควบคู่ไปกับ Sprinter และ eSprinter รุ่นปัจจุบัน อีกทั้งผู้เยี่ยมชมกลุ่มแรกยังมีโอกาสได้รับของที่ระลึกพิเศษฉลองครบรอบ 30 ปี Sprinter เมื่อลงทะเบียนซื้อบัตรเข้าชม นอกจากนี้ ยังมีโซนพิเศษภายในร้านค้าของพิพิธภัณฑ์ ที่นำเสนอสินค้าและของสะสมสำหรับแฟน ๆ Sprinter โดยเฉพาะ

 

[1] ค่าที่ระบุได้รับการทดสอบตามขั้นตอนการวัดมาตรฐาน WLTP (Worldwide Harmonised Light Vehicles Test Procedure) ที่กำหนด โดยค่าดังกล่าวอ้างอิงจากตลาดเยอรมนี ทั้งนี้ ระยะทางขับขี่จริงอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ ลักษณะการขับขี่ของแต่ละบุคคล, สภาพถนนและการจราจร, อุณหภูมิภายนอก, การใช้ระบบปรับอากาศหรือเครื่องทำความร้อน และปัจจัยอื่น ๆ

NEW MG MAXUS9 รุ่น V จำนวนจำกัด 100 คัน ราคา 2.199 ล้าน และ 2.229 ล้าน บาท

0

ข้อเสนอพิเศษ สำหรับ NEW MG MAXUS 9 รุ่น V รถ Display car จำนวนจำกัด 100 คันเท่านั้น ราคา 2,199,000 บาท และ 2,229,000 บาท สำหรับสีเทา 2-Tone พร้อมประกันแบตเตอรี่ และมอเตอร์ ไม่จำกัดอายุการใช้งาน และ

EXCLUSIVE PACKAGE

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี

– ฟรี MG Home Charger พร้อมบริการติดตั้ง

– ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี

– ฟรี ค่าบริการ i-SMART 5 ปี

– รับประกันแบตเตอรี่ ชุดควบคุม และมอเตอร์ “ตลอดอายุการใช้งาน” (สำหรับลูกค้าประเภทบุคคล)

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

“สื่อสากล” รับมอบโล่สนับสนุน “ร.ย.ส.ท.” ปี 2024

0

พฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกสมาคม และคณะกรรมการบริหาร ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา มอบโล่ผู้สนับสนุนการแข่งขัน RAAT 2024 แก่ ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด เพื่อขอบคุณที่สนับสนุนการแข่งขันกีฬายานยนต์ ในงาน RAAT NIGHT OF CHAMPIONS 2024 ณ ESC PARK HOTEL เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568

“เกรท วอลล์ มอเตอร์” ทุ่มงบกว่า 250 ล้านบาท ลงทุนใน GWM Sunergy Space หลังคาลานจอดรถจากแผงโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย พร้อมติดตั้งโซลูชันพลังงานสะอาดจากบ้านปู เน็กซ์

0
GWM 1

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ประกาศก้าวสำคัญรับปี 2568 มุ่งเน้นการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนแบบรอบด้าน ทุ่มงบการลงทุนกว่า 250 ล้านบาท เปิดตัวโครงการ GWM Sunergy Space นวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาลานจอดรถ (Solar Carport) ณ โรงงานอัจฉริยะของ GWM จังหวัดระยอง ซึ่งระบบโซลาร์นี้มีขนาด 8 เมกะวัตต์ และมีกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ปีละกว่า 10 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ติดตั้งโดยบ้านปู เน็กซ์ ผู้ให้บริการ Net Zero Solutions ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อผลักดันการใช้พลังงานทดแทนและลดการพึ่งพาพลังงานจากระบบหลักในทุกกิจกรรมของบริษัท โดยมุ่งเน้นประโยชน์ 4 ด้านเพื่อความยั่งยืน ได้แก่ การส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทน การลดการใช้ไฟฟ้าจากระบบหลัก การป้องกันความร้อนจากแสงแดดที่ตกลงบนรถยนต์ของ GWM ทุกรุ่น สู่การกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพไปยัง GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ กว่า 70 สาขาทั่วประเทศ และการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ทั้งนี้ โครงการ GWM Sunergy Space จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกสู่บรรยากาศได้มากกว่า 5,000 ตันต่อปี และยังเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจเพื่อผลักดันการใช้พลังงานใหม่ในประเทศไทยอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนเคียงข้างชาวไทย

เกรทวอลล์  3

ไมเคิล ฉง กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การลงทุนในโครงการ GWM Sunergy Space ครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของวิสัยทัศน์ของเราในการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์อันล้ำสมัยและการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตและการกระจายสินค้าสู่ตลาด ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนธุรกิจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ระดับโลกที่ตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับ บ้านปู เน็กซ์ ในการพัฒนาโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่จอดรถที่ครอบคลุมเป็นบริเวณกว้างในโรงงานของเราที่จังหวัดระยอง ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานจากระบบไฟฟ้าหลัก อีกทั้งยังป้องกันความร้อนจากแสงแดดสำหรับรถที่เพิ่งออกจากสายการผลิตไปพร้อมกัน โครงการ “GWM Sunergy Space” ถือเป็นหนึ่งในความร่วมมือที่สำคัญระหว่างทั้งสองบริษัท ในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและสร้างความยั่งยืนให้กับการดำเนินงานในอนาคต ซึ่งสะท้อนถึงการเดินหน้าเข้าสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานสะอาดในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยและในภูมิภาค”

เกรทวอลล์ 2

GWM Sunergy Space ถือเป็นโครงการที่มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บริเวณที่จอดรถที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีกำลังการผลิตขนาด 8 เมกะวัตต์ และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละกว่า 10 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง โครงการดังกล่าว มีประโยชน์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
•การผลิตพลังงานทดแทน – ระบบโซลาร์บนหลังคาลานจอดรถจะเปลี่ยนแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าช่วยผลิตพลังงานสะอาดที่สามารถนำมาใช้ในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
•การลดการใช้ไฟฟ้าจากระบบหลัก – การใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานทดแทนจะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากระบบไฟฟ้าหลักในพื้นที่ ๆ ช่วยประหยัดต้นทุนในการผลิตและประหยัดพลังงานในระยะยาว
•การป้องกันความร้อนจากแสงแดด – แผงโซลาร์เซลล์จะช่วยป้องกันความร้อนจากแสงแดดที่ตกลงบนรถยนต์ GWM ที่ผลิตออกมาและเตรียมส่งมอบให้กับลูกค้าในอนาคต ซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานและรักษาความคงทนของวัสดุอุปกรณ์ของตัวรถที่มีความเซ็นซิทีฟกับแสงและความร้อน
•การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด – โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในภาคการผลิต ยังช่วยสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการใช้พลังงานสะอาดในภาคธุรกิจต่าง ๆ และสังคมโดยรวม เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกสู่สิ่งแวดล้อม

เกรทวอลล์  5

นายสมิทธิพร เศรษฐปราโมทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด กล่าวเสริมว่า “บ้านปู เน็กซ์ มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ส่งมอบบริการ Net Zero Solutions โดยติดตั้งระบบโซลาร์บนหลังคาลานจอดรถที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยให้กับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ซึ่งคาดว่าตลอดอายุสัญญาการติดตั้งโซลาร์ฯ 20 ปีนี้ จะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้กว่า 600 ล้านบาทและลดการปล่อยคาร์บอนได้ประมาณ 100,000 ตัน โซลูชันของเราเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และสะท้อนถึงศักยภาพในการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในอุตสาหกรรม รวมถึงช่วยขับเคลื่อนการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย เราตั้งใจที่จะพัฒนา Net Zero Solutions แบบครบวงจรให้เหมาะสมกับธุรกิจลูกค้ามากที่สุด เพื่อการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้กับธุรกิจได้มากขึ้นในระยะยาว”

เกรทวอลล์  6

ในอนาคต เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งเป้าขยายพื้นที่ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาลานจอดรถเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ พร้อมตอกย้ำความพร้อมที่จะพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังมุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง ในฐานะการเป็นบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) โดยเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย รองรับการเติบโตของระบบนิเวศและอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน พร้อมตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคชาวไทยและยกระดับศักยภาพของประเทศให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล

 

“สื่อสากล” รับมอบโล่สนับสนุน “ร.ย.ส.ท.” ปี 2024

0
สื่อสากล 1

พฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกสมาคม และคณะกรรมการบริหาร ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา มอบโล่ผู้สนับสนุนการแข่งขัน RAAT 2024 แก่ ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด เพื่อขอบคุณที่สนับสนุนการแข่งขันกีฬายานยนต์ ในงาน RAAT NIGHT OF CHAMPIONS 2024 ณ ESC PARK HOTEL เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568

“นิสสัน” ส่งมอบ นาวารา จำนวน 64 คัน ให้กับ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม

0
Nissan 1

นิสสัน ประเทศไทย โดย วฤทธิ์ ภักดียิ่งยง รองประธานสายงานขาย ร่วมกับ พิสิทธิ์ จันทรเสรีกุล กรรมการผู้จัดการ สยามนิสสัน กรุงไทย ส่งมอบรถกระบะ นิสสัน นาวารา รุ่น คาลิเบอร์ จำนวน 64 คัน ให้กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม โดยมี วิสุทธิ์ เลิศไกร ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาระบบการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นผู้รับมอบ

Nissan 1
วิสุทธิ์ เลิศไกร กล่าวว่า “สำนักงานฯ เลือกใช้ นิสสัน นาวารา ด้วยความมั่นใจทั้งด้านสมรรถนะ คุณภาพ และการบริการหลังการขายของนิสสันที่เชื่อถือได้ ขณะที่นิสสัน นาวารา เป็นรถกระบะที่ตอบโจทย์การใช้งานในกิจการภายในต่างๆ ของทางสำนักงานฯ ได้เป็นอย่างดี”

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ มีหน้าที่จัดการจัดการที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร และเพิ่มศักยภาพให้แก่พื้นที่เกษตรกรรมให้เกษตรกรสามารถทำกินบนพื้นที่นั้นได้

Nissan 2

“นิสสัน นาวารา เป็นรถกระบะที่โดดเด่นในด้านสมรรถนะ ความทนทาน และการบรรทุกหนัก พร้อมทั้งความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร และระบบความปลอดภัยที่ให้มาแบบครบครัน จึงได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการ หรือเอกชน” วฤทธิ์ ภักดียิ่งยง รองประธานสายงานขาย นิสสัน ประเทศไทย กล่าวเสริม

นิสสัน นาวารา รถกระบะที่ “ทน พร้อม ลุย” ตอบโจทย์ทุกความต้องการในการใช้งาน ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าที่ต้องการรถกระบะใช้งานหนัก และวางใจได้ ด้วยโครงสร้างแชสซีทำจากเหล็กกล้า รองรับทุกการบรรทุกหนักได้อย่างจุใจ ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ YS23DDTT แบบ 4 สูบ DOHC เทอร์โบคู่ ความจุ 2.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 hp (Ps) แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร (Nm) เกียร์ออโตเมติก 7 สปีด สามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบแมนนวล (M mode) ได้เพื่อความสนุกสนาน ควบคุมได้ดังใจ ให้ประโยชน์ใช้สอย และความสะดวกเต็มพิกัดกับฝาท้ายที่ช่วยผ่อนแรงในการเปิด-ปิด และขนของที่กระบะได้สะดวก ตอบโจทย์การบรรทุกสัมภาระทั้งขนาดใหญ่ และเล็ก

 

พีที สเตชั่น ชวนสัมผัสประสบการณ์ความแรง กับของพรีเมียมสุดพิเศษ! “พวงกุญแจ ThaiGP 2025”

0
PT 1

นายสุทธิพงษ์ วรรณวานิช (กลาง) กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยผู้บริหาร บริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันพีที ในกลุ่ม บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (PTG) ขอเชิญชวนลูกค้าทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก หรือ โมโตจีพี 2025 ซึ่งประเทศไทยได้รับโอกาสครั้งสำคัญในการเป็นเจ้าภาพ สนามที่ 1 ในการเปิดฤดูกาลการแข่งขันประจำปีนี้ ภายใต้ชื่อรายการ “PT Grand Prix of Thailand 2025” การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกที่ได้รับความนิยมจากแฟน ๆ ชาวไทยและทั่วโลก

พีที สเตชั่น ได้จัดแคมเปญมอบของพรีเมียมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “พวงกุญแจ ThaiGP 2025” ให้กับสมาชิกบัตร PT Max Card ได้เก็บสะสมเป็นที่ระลึก เพียงเติมน้ำมันกลุ่มเบนซินทุกชนิด ครบ 1,000 บาท หรือ เมื่อเติมน้ำมันดีเซล ครบ 1,200 บาท รับทันทีพวงกุญแจ ThaiGP 2025 จำนวน 1 ชิ้น (มูลค่า 159 บาท) ที่สถานีบริการน้ำมัน   พีทีที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 ถึง 9 มีนาคม 2568 หรือจนกว่าของจะหมด

“เอเอเอสฯ” ชวนสัมผัสยนตรกรรมสปอร์ตไฟฟ้าแห่งอนาคต “มาคันน์ใหม่” ใน “AAS Joins the FTI EXPO 2025” มหกรรมสุดยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีภาคอุตสาหกรรมไทยแห่งปี โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

0
ปอร์เช่ มาร์คันน์ 1

เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแห่งแรกในประเทศไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานสุดยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย FTI EXPO 2025 ที่นำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตที่สะท้อนแนวคิดของงานในปีนี้อย่างลงตัว โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 12–15 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 10:00 – 18:00 น. ณ บูธ C4 ฮอลล์ 5–8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

ปอร์เช่ มาร์คันน์  2

โดยเอเอเอสฯ นำเสนอยนตรกรรมสปอร์ตไฟฟ้ารุ่นล่าสุด มาคันน์ใหม่ (The New All-Electric Macan – Macan 4) ที่ยกระดับการขับขี่ด้วย E-Performance ซึ่งมอบสมรรถนะที่เปรียบเทียบได้กับรถสปอร์ตที่สามารถขับได้ในทุกสภาพถนนและการใช้งานในชีวิตประจำวัน มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าใหม่ล่าสุดแบบ PSM (Permanent Magnet Synchronous Motor) ที่ให้พละกำลังสูงสุด 300 กิโลวัตต์ (408 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตร สามารถเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 5.2 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุดที่ 220 กม./ชม. อีกทั้งพิสัยการเดินทางสูงสุดถึง 612 กิโลเมตรในมาตรฐาน WLTP

ปอร์เช่ มาร์คันน์  3

โดยใช้แพลตฟอร์มไฟฟ้าพรีเมียม 800 โวลต์ที่รองรับการชาร์จเร็ว DC ถึง 270 กิโลวัตต์ ทำให้สามารถชาร์จจาก 10% ถึง 80% ภายใน 21 นาที นอกจากนี้ยังสามารถชาร์จด้วยกระแสสลับ AC ได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ผ่านเครื่องชาร์จที่บ้าน และยังสามารถชาร์จไฟกลับสู่แบตเตอรี่ระหว่างการขับขี่ได้สูงสุด 240 กิโลวัตต์

ปอร์เช่ มาร์คันน์  4

มาคันน์ใหม่ (The New All-Electric Macan – Macan 4) คันนี้ มีการออกแบบตัวถังสีซิกเนเจอร์อย่างสีม่วง Provence พร้อมเส้นสายที่เฉียบคมและลวดลายแบบคูเป้ โดยมีความยาว 4,784 มิลลิเมตร กว้าง 2,152 มิลลิเมตร และสูง 1,622 มิลลิเมตร ห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้สะดวกสบายด้วยการจัดวางที่นั่งที่ลดต่ำลงและเพิ่มพื้นที่วางขา พร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ที่รองรับการเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัด รวมถึงระบบ Augmented Reality Head-Up Display (AR-HUD) บนกระจกหน้ารถเพื่อให้ประสบการณ์การขับขี่ที่สมจริงยิ่งขึ้น โดยสามารถเป็นเจ้าของได้ในราคาเริ่มต้นที่ 5.39 ล้านบาท

ปอร์เช่ มาร์คันน์  6

นอกเหนือจากความโดดเด่นของดีไซน์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่สะท้อนถึงสมรรถนะและวิสัยทัศน์ของปอร์เช่ในการขับเคลื่อนอนาคตของ มาคันน์ใหม่ (The New All-Electric Macan – Macan 4) แล้ว ภายในบูธของ เอเอเอสฯ ยังนำเสนอสินค้า Porsche Lifestyle ให้เหล่าผู้หลงใหลในแบรนด์ปอร์เช่ได้เลือกช้อป ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย แอคเซสซอรี่ และของสะสมสุดพรีเมียมที่สะท้อนเอกลักษณ์ของยนตรกรรมสปอร์ตระดับโลก

เอเอเอสฯ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษภายในงาน และค้นพบอนาคตแห่งยนตรกรรมสปอร์ตจากปอร์เช่ที่บูธของเรา ผู้ที่ทำการจองรถยนต์จะได้รับของขวัญสุดพิเศษจากทางเอเอเอสฯ โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.eventtech.ai/events/fti-expo2025