Home Blog Page 86

“GEELY EX5” คว้าคะแนนความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจากทั้ง Euro NCAP และ ANCAP พร้อมส่งมอบความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้าทั่วโลก

0
Geely EX5 1

บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด บริษัทในเครือกลุ่มธนบุรี และ GEELY มีความยินดีอย่างยิ่งในการประกาศว่า GEELY EX5 รถยนต์ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ล่าสุดได้รับคะแนนความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จากทั้ง Euro NCAP (European New Car Assessment Programme) และ ANCAP (Australasian New Car Assessment Program) ซึ่งถือเป็นความสำเร็จระดับสากลที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ GEELY ในการคิดค้นพัฒนายานยนต์ที่มีความปลอดภัยสูง พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เพื่อส่งมอบความคุ้มค่าที่เหนือความคาดหมายให้แก่ลูกค้าทั่วโลก

GEELY EX5 2

ทั้ง Euro NCAP และ ANCAP ถือเป็นองค์กรระดับโลกด้านการประเมินความปลอดภัยของยานยนต์ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยดำเนินการทดสอบการชนและการประเมินด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ครอบคลุมตั้งแต่การปกป้องผู้โดยสารทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ตลอดจนผู้ร่วมใช้ถนน และประสิทธิภาพของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (ADAS) โดย GEELY EX5 ได้รับคะแนนความปลอดภัยในระดับสูงสุด 5 ดาวจากทั้งสององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคะแนนระดับความปลอดภัย 5 ดาว ของ ANCAP ยังครอบคลุมทุกรุ่นย่อยที่วางจำหน่ายในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อีกด้วย

GEELY EX5 ได้รับการพัฒนาบนแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (GEA) พร้อมติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะระดับ 2 (L2 ADAS) ที่ติดตั้งฟังก์ชันความปลอดภัยที่ล้ำสมัย 16 รายการ อาทิ ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB), ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC), และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (LKA) โดยระบบความปลอดภัยเหล่านี้ได้รับการออกแบบเพื่อปกป้องความปลอดภัยให้ทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ร่วมใช้ถนน เพื่อให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจสูงสุดในทุกการขับขี่

พร้อมกันนี้ ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีโครงสร้างตัวถังที่เสริมความแข็งแรงในระดับสูง ผสานกับเทคโนโลยีการกระจายแรงกระแทกแบบ “Cloverleaf” ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ GEELY โดยระบบดังกล่าวสามารถช่วยดูดซับและกระจายแรงกระแทกจากการชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยปกป้องห้องโดยสารและลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บของผู้โดยสารในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมั่นใจ

GEELY EX5  3

ความสำเร็จในครั้งนี้ยังได้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ GEELY ในฐานะผู้นำด้านระบบความปลอดภัยและนวัตกรรมเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะระดับโลก เสมือนเป็นตัวแทนของแบรนด์ GEELY ในการสะท้อนศักยภาพและขีดความสามารถในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงสู่เวทีสากลที่เพียบพร้อมด้วยมาตรฐานระดับโลกในทุกมิติ

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-081-9999 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.thonburineustern.com และ เฟสบุ๊ค Geely Thonburi Thailand

 

“ซูซูกิ” เปิดศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานเพิ่ม 3 แห่ง ยกระดับบริการแบบ S-SOLUTION ครบครัน มุ่งสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้า พร้อมตั้งเป้าขยายครบ 50 แห่ง ในปี 2568

0
ซูซูกิ 1

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซูซูกิยังคงยึดมั่นในปรัชญา “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาและยกระดับงานบริการอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันทางธุรกิจ แต่ซูซูกิก็ยังคงรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการไว้ได้อย่างมั่นคง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคมาโดยตลอด

ซูซูกิ 2

ในช่วงปีที่ผ่านมา ซูซูกิได้ร่วมมือกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศพัฒนาแนวทางการบริการแบบ S-Solution โดยมุ่งหวังที่จะยกระดับประสบการณ์การบริการลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความมั่นใจให้กับลูกค้าในการใช้บริการ ทั้งในด้านการจัดการข้อมูลลูกค้าแบบ Real-Time ผ่านระบบ Dealer Management System (DMS) ซึ่งช่วยให้ผู้จำหน่ายสามารถตรวจสอบประวัติการเข้ารับบริการและประเมินค่าใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชัน Hello Suzuki เพื่อเชื่อมต่อการบริการระหว่างลูกค้าและศูนย์บริการได้อย่างราบรื่น ครอบคลุมตั้งแต่การนัดหมายเข้ารับบริการ การติดตามสถานะ ไปจนถึงการตรวจสอบข้อมูลรถ พร้อมทั้งมอบสิทธิพิเศษผ่านระบบสะสมคะแนนจากการเข้ารับบริการที่ศูนย์ซูซูกิทั่วประเทศ

อีกหนึ่งความสำคัญคือการเดินหน้าขยายศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น พร้อมยกระดับมาตรฐานการบริการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยในปีนี้ ซูซูกิเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ถึง 2 รุ่น และเพื่อรองรับความคาดหวังของลูกค้า จึงเร่งเพิ่มศักยภาพการบริการในทุกมิติ

ซูซูกิ 3

“ล่าสุดเราขยายศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานเพิ่มอีก 3 แห่ง และมีแผนจะทยอยเปิดเพิ่มในปีนี้ เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่บริการทั่วประเทศ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของซูซูกิในการให้บริการที่ได้มาตรฐานสูงสุด และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างยั่งยืน” นายทาดาโอะมิ กล่าว

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การขยายงานบริการศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานซูซูกิ ถือเป็นหนึ่งในแผนงานสำคัญที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เราเชื่อมั่นว่าความใส่ใจในงานบริการและการดูแลลูกค้าอย่างจริงใจ ผ่านความร่วมมือกับผู้จำหน่ายซูซูกิทั่วประเทศ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงมาตรฐานการบริการที่ดีเยี่ยม

ซูซูกิ  4

เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าในหลายจังหวัดได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ซูซูกิได้จัดพิธีแต่งตั้งศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานซูซูกิอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2568 ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต ได้แก่

ซูซูกิ 6

ลำดับ ชื่อบริษัทผู้จำหน่าย บริหารงานโดย จังหวัด ภูมิภาค
1 บริษัท ซูซูกิสุโขทัย ออโต้โมบิล จำกัด (สำนักงานใหญ่) คุณธนพร ซองเหลี่ยม สุโขทัย ภาคเหนือ
2 บริษัท ซูซูกิสุโขทัย ออโต้โมบิล จำกัด (สาขาสวรรคโลก) คุณธนพร ซองเหลี่ยม สุโขทัย ภาคเหนือ
3 บริษัท ซูซูกิเจียงอุดร จำกัด คุณกิตติพงษ์ สกุลคู อุดรธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

ทั้งนี้ ผู้จำหน่ายทั้ง 3 แห่งผ่านการรับรองมาตรฐานงานบริการจากบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ส่งผลให้ปัจจุบันซูซูกิมีศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานรวมทั้งสิ้น 44 แห่งทั่วประเทศ โดยทุกศูนย์ที่ผ่านมาตรฐานจะต้องมี 5 จุดแข็งสำคัญ ดังนี้

อะไหล่แท้ซูซูกิ – เชื่อมั่นในคุณภาพของอะไหล่แท้ที่ได้รับรองมาตรฐานของซูซูกิ

บริการอย่างมืออาชีพ : มั่นใจในบริการและการให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพเป็นมิตรและใส่ใจทุกรายละเอียดการซ่อมโดยช่างผู้มีความชำนาญที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการอบรมในการซ่อมรถยนต์ซูซูกิ

เครื่องมือมาตรฐานซูซูกิ : ใช้เครื่องมือเฉพาะทางที่ได้รับการรับรองจากซูซูกิ ช่วยให้การซ่อมมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมั่นใจในคุณภาพงานซ่อม

สีซ่อมรถยนต์ที่ได้รับรองมาตรฐานซูซูกิ : ใช้สีซ่อมรถยนต์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานของซูซูกิ ทำให้สีรถสวยงามและทนทาน เหมือนใหม่จากโรงงาน

ซูซูกิ 7

การรับประกันงานซ่อม : รับประกันงานซ่อมว่ามีคุณภาพและมาตรฐานสร้างความอุ่นใจและความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า โดยจะรับประกันงานซ่อม 1 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และอะไหล่รับประกัน 1 ปี หรือ 20,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

นายวัลลภยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ซูซูกิมีแผนขยายศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานให้ครบ 50 แห่งภายในปี 2568 เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ และมุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์การบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า โดยยึดถือคุณภาพและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ ทั้งในด้านงานขายและหลังการขาย เพื่อขอบคุณและตอบแทนความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้กับซูซูกิอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ซูซูกิยังเดินหน้าสานต่อปรัชญา “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์คุณภาพ เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านมั่นใจว่าซูซูกิมุ่งหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าและชุมชนในทุกช่วงเวลาอีกด้วย

“ฟอร์ด” แนะ 5 จุดเช็กสำคัญหลังเดินทางไกล พร้อมโปรแกรมดูแลรถสุดคุ้ม เพื่อให้รถพร้อมลุยต่อทุกเส้นทาง

0
ฟอร์ด 1

เทศกาลสงกรานต์จบลงแล้ว แต่ภารกิจของคนรักรถยังไม่จบ หลังจากรถพาคุณ ครอบครัวและคนสนิทลุยเส้นทางไกล สร้างความทรงจำดีๆ มาแล้ว ก็ถึงเวลาที่คุณจะตอบแทนรถคันโปรดด้วยการดูแลอย่างถูกวิธี เพื่อให้พร้อมใช้งานได้เต็มสมรรถนะในทุกการเดินทางครั้งต่อไป

ฟอร์ด 2

ฟอร์ด แนะนำ 5 จุดเช็กสำคัญที่เจ้าของรถไม่ควรมองข้ามหลังเดินทางไกล พร้อมนวัตกรรมและแพ็กเกจบริการหลังการขายที่ช่วยมอบความอุ่นใจเรื่องค่าใช่จ่ายที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว ตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว

5 จุดสำคัญที่ควรตรวจสอบหลังการเดินทางไกล ได้แก่
1.อย่ามองข้ามน้ำมันเครื่อง: สภาพอากาศร้อนและการเดินทางต่อเนื่องหลายชั่วโมง ทำให้ระบบเครื่องยนต์ทำงานหนัก ควรตรวจสอบทั้งปริมาณและคุณภาพของน้ำมันเครื่อง เพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์
2.ของเหลวต่างๆ ต้องพร้อม: ตรวจสอบและเติมน้ำยาหล่อเย็น น้ำมันเบรก และน้ำฉีดกระจกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งหน้า
3.เช็กเบรกให้มั่นใจ: ตรวจสอบผ้าเบรกและน้ำมันเบรก โดยเฉพาะหากขับผ่านเส้นทางขึ้นเขาหรือการจราจรที่คับคั่ง ทั้งนี้การขับขี่ที่ใช้เบรกบ่อยหรือขับรถเร็ว อาจทำให้ผ้าเบรกหรือยางสึกหรอเร็วกว่าปกติ
4.ช่วงล่างต้องพร้อมลุย: ตรวจสอบโช้คอัพและชิ้นส่วนช่วงล่างหลังผ่านเส้นทางขรุขระหรือการบรรทุกสัมภาระหนัก
5.เช็กลมยางและดอกยาง: เช็คความดันลมยางและสภาพดอกยาง เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่และช่วยประหยัดเชื้อเพลิง

ฟอร์ด 4

เทคโนโลยีการตรวจสอบรถยนต์ฟอร์ดอัจฉริยะเพื่อให้ลูกค้าวางแผนเข้ารับบริการได้อย่างแม่นยำและเหมาะสม
การตรวจเช็ก 5 จุดข้างต้นหลังการเดินทางไกลจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้วยเครื่องมือมาตรฐาน เจ้าของรถฟอร์ดสามารถมั่นใจในมาตรฐานการบริการจากศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ ด้วยทีมช่างที่มีความเชี่ยวชาญและผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานระดับโลก และอุปกรณ์วิเคราะห์ที่ทันสมัยและมีความแม่นยำ โดยฟอร์ดมีระบบ Intelligent Oil-Life Monitor (IOLM) ที่คอยตรวจวัดคุณภาพน้ำมันเครื่องแบบเรียลไทม์ ซึ่งหากระบบแจ้งเตือนที่ระดับ 5% เจ้าของรถควรนำรถเข้าตรวจเช็กภายใน 2 สัปดาห์ หรือ 800 กิโลเมตร ช่วยให้ลูกค้ารถฟอร์ดวางแผนการเข้ารับบริการได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมีแอปพลิเคชัน FordPass ที่ให้ลูกค้าตรวจสอบสถานะของรถยนต์ได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือได้อย่างง่ายดาย

ฟอร์ด 5

คุ้มค่ากว่า ด้วยโปรแกรมดูแลรถที่คิดมาเพื่อเจ้าของรถตัวจริง
รถยนต์ฟอร์ดมีระยะการเข้าศูนย์บริการที่นานกว่ารถทั่วไป โดยกำหนดไว้ที่ทุก 15,000 กิโลเมตรหรือ 12 เดือน พร้อมโปรแกรม ‘น้ำมันเครื่องสุดคุ้ม (Oil Save Pack – OSP)’ ที่ช่วยประหยัดเพิ่มขึ้นถึง 11% เมื่อซื้อเป็นแพ็กเกจสำหรับการเข้ารับบริการเช็กระยะที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ พร้อมใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับรถที่หมดระยะรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่แล้ว ฟอร์ดยังมอบข้อเสนอสุดคุ้มด้วยโปรแกรม ‘ชุดน้ำมันเครื่องราคาประหยัด (Eco OSP)’ เพิ่มทางเลือกน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ แพ็กเกจ 3 ครั้ง เริ่มต้นเพียง 4,007 บาท พร้อมไส้กรองและค่าแรง

ฟอร์ด 6

พิเศษ! โปรแกรมเด็ดต้อนรับหน้าร้อน ฟอร์ดจัดแคมเปญส่วนลดชุดน้ำมันเครื่องสูงสุด 400 บาท และส่วนลดโปรแกรมบำรุงรักษาตามระยะสูงสุด 700 บาท พร้อมโปรโมชั่นยางรถยนต์ ซื้อ 3 แถม 1 พร้อมบริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี 30 รายการ และสำหรับลูกค้าที่มีใช้จ่าย 5,000 บาทขึ้นไป รับฟรีเก้าอี้สนาม รุ่น ฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ โปรโมชั่นพิเศษนี้ถึง 30 มิถุนายน 2568

Ford Care มั่นใจยิ่งขึ้นในระยะยาว
Ford Care คือ โปรแกรมขยายระยะการรับประกันคุณภาพรถยนต์ ที่ช่วยให้คุณวางแผนการถือครองรถในระยะยาวได้อย่างอุ่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาหลังหมดระยะรับประกันจากโรงงาน มีระยะความคุ้มครองที่หลากหลาย ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้รถและความต้องการของลูกค้า โดยมีให้เลือก 2 แพ็กเกจ
•โกลด์ แพ็กเกจ (Gold Package) ครอบคลุมชิ้นส่วนอะไหล่ตัวรถกว่า 1,000 รายการ
•ไดร์ฟไลน์ แพ็กเกจ (Driveline Package) เน้นความคุ้มครองในส่วนเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง

นายสุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ฟอร์ดให้ความสำคัญกับประสบการณ์ลูกค้าในทุกช่วงเวลาการใช้งาน เรามุ่งมั่นสร้างความคุ้มค่าในการถือครองรถระยะยาว ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันทันสมัยที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้สะดวก และวางแผนการดูแลรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมด้วยแพ็คเกจต่างๆ ที่ออกแบบเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าอย่างแท้จริง ทำให้การเป็นเจ้าของรถฟอร์ดนั้นมีความคุ้มค่าและแข่งขันได้ในตลาด สะท้อนความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัวและมอบความอุ่นใจตลอดการใช้งาน”

ผู้สนใจดูข้อมูลและเงื่อนไขข้อเสนอพิเศษของแคมเปญส่งเสริมการขายจากฟอร์ดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของฟอร์ด ประเทศไทย ทั้ง Facebook ฟอร์ด YouTube Ford Thailand TikTok Ford Thailand และ Line @FordThailand

“OMODA” & “JAECOO” ผนึกกำลังจัดทัพผู้บริหารระดับแนวหน้า พร้อมนำแบรนด์ “Chery” มุ่งสู่การแข่งขันในตลาดไทยอย่างเต็มตัว

0
Omada & Jaecco 1

ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต OMODA & JAECOO (อ่านว่า โอโมด้า แอนด์ เจคู่) ภายใต้บริษัท Chery Automobile ผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำระดับโลก ประกาศความพร้อมเต็มร้อยในการนำทัพยนตรกรรมชั้นนำมาสู่ตลาดประเทศไทย ด้วยวิสัยทัศน์จากผู้บริหารระดับแนวหน้า นำโดย นายฉี เจี๋ย ประธานบริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมเปิดตัวทีมผู้บริหารใหม่อย่างเป็นทางการ เตรียมผลักดันแบรนด์ OMODA & JAECOO และ Chery สู่การแข่งขันอย่างเต็มตัว

หลังจากที่ได้ประกาศความพร้อมในการขยายเข้าสู่ตลาดรถยนต์ประเทศไทย ในงาน Bangkok International Motor Show 2025 ที่ผ่านมา ล่าสุด OMODA & JAECOO และ Chery ได้ผนึกกำลังโดยทีมผู้บริหารระดับแนวหน้า ร่วมขับเคลื่อนแบรนด์สู่การแข่งขันอย่างเต็มศักยภาพ นำทัพโดย ฉี เจี๋ย ประธาน บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและประสบการณ์มากมายในการขยายตลาดยานยนต์ไปยังประเทศในภูมิภาคต่างๆ พร้อมด้วย พิชญุตม์ วงศ์พัฒนาสิน รองประธาน บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด ขุนพลคู่ใจที่จะเข้ามาร่วมวางกลยุทธ์การตลาดและกำหนดทิศทางของแบรนด์ เสริมกำลังด้วย บิล จาง ผู้อำนวยการ แบรนด์ โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) ผู้นำที่ได้สั่งสมประสบการณ์ในวงการยานยนต์ในประเทศจีนมาอย่างยาวนาน และ จิม ลี ผู้อำนวยการ แบรนด์ เชอรี ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ผู้เพียบพร้อมด้วยประสบการณ์การทำงานกับ Chery International มาอย่างยาวนาน

Chery Automobile คือตัวอย่างที่แท้จริงของการพัฒนานวัตกรรมยนตกรรมอย่างไร้ขีดจำกัด จากการก่อตั้งในปีค.ศ. 1997 จนกลายเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก บริษัทฯไม่เพียงแต่ผลิตรถยนต์ หากแต่สร้างสรรค์อนาคตด้วยปรัชญาที่มุ่งเน้นนวัตกรรม ความยั่งยืน และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยพนักงานกว่า 25,000 คน กับการดำเนินงานใน 110 ประเทศ และผู้ใช้มากกว่า 15 ล้านคน Chery ได้พิสูจน์แล้วว่า รถยนต์สัญชาติจีนสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดและสร้างอิทธิพลในระดับสากลได้อย่างแท้จริง การันตีด้วยความสำเร็จจากการส่งมอบรถยนต์ 2.6 ล้านคันทั่วโลกในปีพ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา โดยสำหรับประเทศไทย Chery Automobile ได้ส่งมอบนวัตกรรมผ่านแบรนด์ลูกอย่าง OMODA และ JAECOO เพื่อบุกเบิกตลาดเป็นการนำร่อง โดยเฉพาะการเปิดตัว OMODA C5 EV, JAECOO 6 EV (หรือ iCAR 03 ในประเทศจีน) ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างเกินความคาดหมาย ตลอดจน JAECOO 7 SHS (Super Hybrid System) ที่เปิดตัวล่าสุดในงาน Motor Show 2025 นับเป็นยนตรกรรมที่จะมาพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งภูมิภาค ซึ่งในช่วงระหว่างงาน Bangkok Motor Show 2025 ที่ผ่านมา OMODA & JAECOO ได้รับการสนับสนุนและไว้วางใจ ด้วยยอดจองถึง 2,568 คัน ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวความสำเร็จ ตามที่แบรนด์ได้รับยกย่องว่า OMODA & JAECOO เป็นแบรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก การเสริมทีมผู้บริหารระดับแนวหน้า

ในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า การก้าวเข้าสู่ประเทศไทยของ OMODA & JAECOO ไม่เพียงแต่เป็นการขยายตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการกรุยทางให้ Chery กลับมาทำตลาดในไทยอีกครั้ง ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นสร้างอนาคตแห่งการขับเคลื่อนอย่างล้ำสมัยและยั่งยืน

“วันนี้ เราไม่เพียงแค่รวมตัวกัน แต่เรากำลังปฏิวัติอนาคตแห่งยานยนต์ OMODA, JAECOO และ Chery เชื่อในพลังของการทำงานร่วมกัน จึงได้รวบรวมนักคิด นวัตกร และผู้เชี่ยวชาญหลากหลายแขนงจากทั่วโลกมาร่วมบุกเบิกอนาคต หลอมรวมความคิด พลังสร้างสรรค์ และวิสัยทัศน์ เราเชื่อในพลังของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการท้าทายขีดจำกัดเดิมๆ เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เราพร้อมที่จะสร้างประสบการณ์การเคลื่อนที่แห่งอนาคตที่ไร้ขีดจำกัด ด้วยความมุ่งมั่น นวัตกรรม และความกล้าที่จะคิดนอกกรอบ เราพร้อมพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า OMODA, JAECOO และ Chery ไม่ใช่แค่แบรนด์ แต่เป็นขุมพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง” ฉี เจี๋ย ประธาน บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) กล่าว

การผนึกกำลังครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของ OMODA & JAECOO และ Chery ในการขยายตลาดสู่ประเทศไทย พร้อมนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลก ด้วยความสำเร็จที่ผ่านมา บริษัทมุ่งหวังที่จะสร้างความประทับใจและมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ไทยอย่างแท้จริง

“GWM” รุกตลาดส่งออกเต็มพิกัด สู่อาเซียน ลาตินอเมริกา และออสเตรเลีย เพิ่มกำลังการผลิตในไตรมาสสอง เดินหน้าผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลก

0
เกรทวอลล์ ไทยแลนด์ 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ล่าสุด เดินหน้าขับเคลื่อนแผนการผลิตรถยนต์หลากหลายรุ่นครอบคลุมทุกประเภทพลังงานจากโรงงานอัจฉริยะ (GWM Smart Factory) ในจังหวัดระยอง เพื่อขยายการส่งออกสู่ตลาดโลก โดยในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 นี้ GWM (Thailand) เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อส่งออกไปยังกลุ่มประเทศต่าง ๆ ทั้งในอาเซียน ออสเตรเลีย และลาตินอเมริกา โดยจะส่งรถยนต์เอสยูวีระดับพรีเมียม GWM TANK 500 HEV ไปยังประเทศมาเลเซีย ในขณะที่จะยังคงส่งออกรถยนต์ GWM TANK 300 HEV สู่ประเทศอินโดนีเซีย และ GWM HAVAL H6 HEV รวมถึงเจ้าสิงโตอารมณ์ดี GWM HAVAL JOLION HEV ไปรุกตลาดในประเทศเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนเมษายนนี้ GWM (Thailand) เตรียมส่งออกเจ้าเหมียวไฟฟ้า NEW GWM ORA Good Cat รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกที่ผลิตในประเทศไทยสู่ตลาดโลกเป็นครั้งแรก โดยจะส่งออกไปยังประเทศบราซิล ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อีกด้วย ก่อนหน้านี้ GWM (Thailand) ได้มีการส่งออกรถยนต์เอสยูวีไปยังประเทศอินโดนีเซียและเวียดนามมาแล้ว โดยได้ส่งออกรถยนต์รุ่น GWM TANK 300 HEV, GWM TANK 500 HEV และ GWM HAVAL H6 HEV ไปยังประเทศอินโดนีเซีย ในขณะที่ประเทศเวียดนาม ได้ส่งออกรถยนต์ทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ GWM HAVAL H6 HEV และ GWM HAVAL JOLION HEV ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากประเทศดังกล่าว ทั้งหมดนี้ คือ การสะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจของ GWM (Thailand) ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการผลิตและส่งออกรถยนต์ที่ครอบคลุมทุกพลังงานสู่ตลาดโลก สร้างงาน สร้างรายได้ และนำความภาคภูมิใจกลับมาสู่คนไทย ด้วยการผลิตรถยนต์คุณภาพที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่ผลิตในประเทศไทย โดยคนไทย สู่การมอบประสบการณ์เพื่อการเดินทางที่ “เหนือกว่า” ให้แก่ผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ผ่านกลยุทธ์ “GWM Go With More”

เกรทวอลล์ ไทยแลนด์ 2

เจมส์ หยาง รองประธาน GWM ตลาดต่างประเทศ กล่าวว่า “GWM และทีมงานชาวไทยทุกคนล้วนภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมสร้างการเติบโตให้แก่เศรษฐกิจประเทศไทยด้วยการผลิตและส่งออกรถยนต์ GWM หลากหลายรุ่น ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานสู่ผู้ใช้งานทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และลาตินอเมริกา ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะที่เป็นฐานการผลิตประจำภูมิภาคอาเซียน โดยการส่งออกรถยนต์ GWM ในไตรมาส 2/2568 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการผลิตและมาตรฐานระดับโลกของโรงงานของเราที่จังหวัดระยอง โดยผลิตภัณฑ์ภายใต้ GWM TANK ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคในประเทศอินโดนีเซีย ส่วน GWM HAVAL ก็ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากประเทศเวียดนาม ที่สำคัญในปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่เราจะส่งออก NEW GWM ORA Good Cat ซึ่งถือเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจจากโรงงานผลิตขนาดใหญ่ของเรา โดยโรงงานที่จังหวัดระยองถือเป็นโรงงานการผลิตเต็มรูปแบบแห่งที่ 2 ของ GWM นอกประเทศจีน (ถัดจากประเทศรัสเซีย) ทั้งนี้ GWM จะมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ระดับโลกของ GWM เราพร้อมเติบโตไปในระยะยาวกับลูกค้ารวมถึงพาร์ทเนอร์ชาวไทย และสังคมไทยอย่างยั่งยืน”

เกรทวอลล์ ไทยแลนด์ 3

ปัจจุบัน โรงงานอัจฉริยะของ GWM ในจังหวัดระยองสามารถรองรับกำลังการผลิตสูงสุดถึง 80,000 คันต่อปี โดย GWM (Thailand) ได้เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับการจำหน่ายในประเทศและการส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยรถยนต์ทุกรุ่นและทุกคันที่จำหน่ายในประเทศไทยล้วนผลิตจากโรงงานในประเทศไทยโดยฝีมือคนไทยทั้งสิ้น (ยกเว้นรุ่น GWM ORA 07 ที่นำเข้าจากประเทศจีน) โดยล่าสุด ALL NEW GWM HAVAL H6 ทั้งรุ่นไฮบริด และปลั๊กอิน-ไฮบริด และ NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่เพิ่งเปิดตัวที่งานมอเตอร์โชว์ 2025 เมื่อปลายเดือนมีนาคม ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟน ๆ ชาวไทยและเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าชาวไทยไปแล้วนั้น ก็ผลิตจากสายการผลิตที่โรงงาน GWM จังหวัดระยองเช่นเดียวกัน โดยมีพนักงานผู้มีความเชี่ยวชาญกว่า 1,100 คน ซึ่งปฏิบัติงานภายใต้มาตรฐานการผลิตระดับสากล พร้อมทั้งใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) ในสัดส่วนประมาณ 45 – 50% ซึ่งในอนาคต GWM (Thailand) ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการบริหารจัดการซัพพลายเชน รวมถึงการบริหารจัดการอะไหล่สำหรับการบริการหลังการขายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าทั่วทุกมุมโลกได้สามารถเข้าถึงยนตรกรรมอัจฉริยะในทุกรูปแบบพลังงานของ GWM ได้ง่ายขึ้น คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น พร้อมรับประสบการณ์การเดินทางที่เหนือกว่าในทุกด้านอย่างแท้จริง

เกรทวอลล์ ไทยแลนด์  5

GWM (Thailand) เดินหน้าอย่างมั่นคงและต่อเนื่องในการผลิตรถยนต์ที่ครอบคลุมทุกพลังงานในหลากหลายเซกเมนต์จากหลากหลายตระกูล ครอบคลุม GWM TANK, GWM HAVAL และ GWM ORA เพื่อจำหน่ายในประเทศไทยและส่งออกสู่ตลาดโลก และจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะ และระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั่วโลก และส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่เวทีระดับโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

“เอเอเอสฯ” สร้างปรากฏการณ์ขับขี่แห่งปี 2025 ทุบสถิติความเร้าใจใน ‘Porsche Driving Experience’ พร้อมเสริมสร้างความมั่นใจใน ‘Porsche Driver’s Safety Training’ ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์

0
Porsche Experience 1

เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแห่งแรกในประเทศไทย จัดกิจกรรม ‘Porsche Experience’ ครั้งแรก ประจำปี 2025 เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับแบบปอร์เช่ โดยกิจกรรมสุดยิ่งใหญ่นี้ประกอบไปด้วย กิจกรรมทดลองขับ ‘Porsche Driving Experience’ และกิจกรรมฝึกการขับขี่อย่างปลอดภัย ‘Porsche Driver’s Safety Training’ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-9 มีนาคม 2568 ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์

Porsche Experience 2

เปิดหัวงานอย่างเร้าใจด้วยกิจกรรมทดลองขับ ‘Porsche Driving Experience’ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2568 โดยในกิจกรรมนี้ ผู้เข้าร่วม หรือว่าที่สมาชิกครอบครัวเอเอเอสฯ ได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในหลากหลายสถานีที่ทดสอบสมรรถนะอันเหนือชั้นของรถยนต์ปอร์เช่ อาทิ การทดสอบการควบคุมรถและการทรงตัวที่สถานี Handling, การทดสอบระบบเบรกที่สถานี Braking และการทดสอบความแม่นยำในการหลบสิ่งกีดขวางที่สถานี Slalom โดยได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง Porsche Instructor และ Porsche Pro เพื่อให้ผู้เข้าร่วมทุกท่านได้คำตอบว่ายนตรกรรมปอร์เช่นั้น ตอบโจทย์ในทุกมิติมากเพียงใด และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวปอร์เช่ของเอเอเอสฯ ‘AAS The Name You Can Trust’

Porsche Experience 3

ในครั้งนี้ เอเอเอสฯ ได้นำทัพปอร์เช่ครบทุกรุ่นมาให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองขับ ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์ ไม่ว่าจะเป็น 718 เคย์แมน สไตล์ เอดิชั่น (718 Cayman Style Edition), 911 คาร์เรร่า โมเดล 992.2 (911 Carrera), 911 คาร์เรร่า เอส (911 Carrera S), ไทคานน์ 4 เอส (Taycan 4S), พานาเมร่า 4 อี ไฮบริด เจเนอเรชันที่ 3 (Panamera 4 E-Hybrid), พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด แพลทตินั่ม อิดิชั่น (Panamera 4 E-Hybrid Platinum Edition), มาคันน์ เอส (Macan S), คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupe) และไฮไลท์อย่าง มาคันน์ 4 (Macan 4) และ ไทคานน์ จีทีเอส (Taycan GTS) ที่ยังไม่เคยเปิดโอกาสให้ทดลองขับในสนามมาก่อน

Porsche Experience 4

ต่อเนื่องด้วยกิจกรรมฝึกการขับขี่อย่างปลอดภัย ‘Porsche Driver’s Safety Training’ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 มีนาคม 2568 โดยในกิจกรรมนี้ ผู้เข้าร่วม หรือสมาชิกครอบครัวเอเอเอสฯ ได้รับการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง Porsche Instructor และ Porsche Pro เริ่มต้นจากการปรับท่านั่งขับขี่ที่ถูกต้อง (Seating Position) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการขับขี่อย่างปลอดภัย และเสริมสร้างทักษะการขับขี่ใน 3 สถานีหลักเดียวกับในกิจกรรม ‘Porsche Driving Experience’ ไปกับรถยนต์ปอร์เช่คู่ใจ เพื่อเปิดเผยประสิทธิภาพของตัวรถและความสามารถในการขับขี่เฉพาะตัว อีกทั้งยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีต่าง ๆ และวิธีการควบคุมรถในสถานการณ์และสภาพถนนที่แตกต่างกัน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการขับขี่ประจำวันได้อย่างมั่นใจ เอเอเอสฯ ยังได้มีการมอบรางวัลสำหรับผู้ที่ทำเวลาได้ดีที่สุดในสถานี Slalom และผู้ที่มีสไตล์การขับขี่ที่ดีและโดดเด่นที่สุด พร้อมทั้งการมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทุกท่านอีกด้วย

Porsche Experience 5

กิจกรรมในครั้งนี้ เอเอเอสฯ ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าบนเส้นทางสู่ความยั่งยืน โดยมอบเสื้อโปโลจากเส้นใยรีไซเคิลให้แก่สมาชิกครอบครัวทุกท่านได้สวมใส่ตลอดกิจกรรม ‘Porsche Driver’s Safety Training’ เสื้อโปโลนี้ผลิตจากขวดน้ำพลาสติกของปอร์เช่ที่ให้บริการในโชว์รูมของเอเอเอสฯ ซึ่งมีทั้งหมด 4 สาขา ได้แก่ Porsche Centre Bangkok, Porsche Centre Pattanakarn, Porsche Studio Siam Paragon และ Porsche Studio Bangkok ICONSIAM เพื่อนำมาทำเป็นเส้นใยพลาสติกรีไซเคิลและถักทอร่วมกับเส้นใยผ้า โดยเสื้อโปโล 1 ตัว ใช้ขวดน้ำพลาสติกจำนวน 15 ขวด ภายในงานยังได้จัดจุดรับบริจาคขวดน้ำเพื่อให้ทุกคนภายในงานมีส่วนร่วมในการก้าวสู่ความยั่งยืนไปกับครอบครัวเอเอเอส-กรุ๊ป

Porsche Experience 7

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงยนตรกรรมปอร์เช่ อาทิ 911 จีที 3 (911 GT3), 911 คาร์เรร่า เอส (911 Carrera S) และ ไทคานน์ เทอร์โบ (Taycan Turbo) อีกทั้งอัครยนตรกรรม เบนท์ลีย์ ฟลายอิ้ง สเปอร์ สปีด (Flying Spur Speed) เนื่องจากเอเอเอสฯ ยังเป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการเพียงผู้เดียวในประเทศไทย พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมมือกับบริษัท เอเอเอส โมโต คลับ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายมอเตอร์ไซค์ฮาร์ลีย์-เดวิดสันในเครือเอเอเอส-กรุ๊ป ในการจัดแสดง ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน สตรีท ไกลด์ (Street Glide) เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการนอกเหนือจากสปอร์ตคาร์ และแสดงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์อีกด้วย

Porsche Experience 8

หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมสุดท้าทายในสนาม และชมรถยนต์ที่จัดแสดงแล้ว ผู้เข้าร่วมทุกท่านยังได้เพลิดเพลินไปกับอาหารและเครื่องดื่มสุดพรีเมียม รวมถึงบูธมากมาย อาทิ สินค้าลิขสิทธิ์แท้ ปอร์เช่ ไลฟ์สไตล์ (Porsche Lifestyle) และ เบนท์ลีย์ คอลเลกชั่น (Bentley Collection) พร้อมส่วนลดพิเศษเฉพาะในงานนี้, AAS Auto Detailing Centre ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ดูแลและทำความสะอาดรถยนต์ระดับพรีเมียมจากประเทศอังกฤษ ออโต้กริม (Autoglym) และผลิตภัณฑ์เคลือบเซรามิกแท้จากประเทศญี่ปุ่น อูโก้ (ULGO), ปราชญา เวลเนส (Prachya Wellness) ตำนานแห่งศาสตร์การแพทย์แผนไทย-จีน ที่นำเครื่องดื่มชามาบริการลูกค้าภายในงาน, โอซิม (OSIM) ผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ที่นำเก้าอี้นวดมามอบความผ่อนคลายให้แก่ผู้เข้าร่วม, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทพลังงานไทยที่ดำเนินงานเคียงคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมพรีเมียมแก๊สโซฮอล์สูตรที่ดีที่สุดจากบางจาก (Hi Premium 97), เติมความสดชื่นตลอดงานด้วยเครื่องดื่ม est (เอส) และเครื่องดื่มสุขภาพสกัดจากเคล Vital Health (ไวทัล เฮลท์) นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ชั้นนำที่ช่วยเสริมความยิ่งใหญ่ อาทิ โมบิลวัน (Mobil1) น้ำมันเครื่องสูตรสังเคราะห์แท้ขั้นสูง และ ไมดาส (Midas) ฟิล์มกรองแสงและฟิล์มปกป้องสีรถระดับพรีเมียมนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

Porsche Experience 10

เอเอเอสฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟและยิ่งใหญ่แห่งปีนี้จะยิ่งเติมเต็มประสบการณ์ในทุกมิติให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน อีกทั้งยังสะท้อนความเป็นครอบครัวเอเอเอส-กรุ๊ปที่มุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับที่เปี่ยมไปด้วยความเอาใจใส่ สมกับการเป็นผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย และผู้ให้บริการหลังการขายในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้รับการยอมรับอย่างภาคภูมิ

“GWM (Thailand) “ เริ่มส่งมอบ “NEW GWM TANK 300 DIESEL” และ “ALL NEW GWM HAVAL H6” ให้ลูกค้าชาวไทยกลุ่มแรกทั่วประเทศแล้ววันนี้

0
GWM Thailand 1

GWM (Thailand) พร้อมยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users) หลังกวาดยอดจองสูงถึง 4,959 คัน ภายในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟน ๆ ชาวไทย ล่าสุด จัดกิจกรรมส่งมอบ NEW GWM TANK 300 DIESEL รถเอสยูวีขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนฯ ใหม่ที่มีความโดดเด่นเหนือใคร และ ALL NEW GWM HAVAL H6 รถเอสยูวีอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างครบครัน ณ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ ทั้ง 69 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นการส่งมอบที่รวดเร็วและใช้เวลาเพียง 15 วันหลังจากที่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ นับเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของทั้ง “นวัตกรรมอัจฉริยะและเปี่ยมด้วยคุณภาพเพื่อการเดินทางแห่งอนาคต” ที่ตอบรับกับความต้องการของคนไทยได้อย่างแท้จริง และ “ความเชื่อมั่นของลูกค้าชาวไทย” ที่มีต่อ GWM แสดงถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ และความพร้อมในการส่งมอบและยกระดับประสบการณ์ที่ “เหนือกว่า” ในทุกด้าน ผ่านกลยุทธ์ระดับโลกอย่าง “GWM Go With More” โดยบรรยากาศของกิจกรรมส่งมอบ เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของลูกค้าและพนักงาน GWM

GWM Thailand 2

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าว “ขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านที่มอบความไว้วางใจให้กับ GWM และขอต้อนรับลูกค้าทุกท่านที่ได้รับการส่งมอบ NEW GWM TANK 300 DIESEL และ ALL NEW GWM HAVAL H6 เข้าสู่ครอบครัว GWM เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่ารถยนต์เอสยูวีของเราทั้งสองรุ่นนี้ จะเข้ามาเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ และตอบสนองไลฟ์สไตล์ของทุกท่านด้วยความโดดเด่นที่มากกว่าในทุกด้านอย่างแท้จริง สืบเนื่องจากการรับฟังความคิดเห็นของผู้ใช้งานทั่วประเทศ จนนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโทจย์ความต้องการของคนไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ ทั่วประเทศ เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าที่สั่งจองรถยนต์ NEW GWM TANK 300 DIESEL รวมถึงรุ่นอื่น ๆ จะได้รับรถและการบริการหลังการขายที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพและเปี่ยมด้วยมาตรฐานระดับสากล ในขณะเดียวกัน เรากำลังเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อให้สามารถตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าที่มีเข้ามาอย่างล้นหลามและเกินความคาดหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่มียอดจองสูงถึง 2,786 คัน โดยในเดือนเมษายนนี้ เราจะทำการส่งมอบรถยนต์ได้ประมาณ 300 คัน และในเดือนพฤษภาคมนี้อีกมากกว่า 1,000 คัน”

GWM Thailand 3

นอกจากนี้ GWM (Thailand) ยังจัดให้มีกิจกรรมพิเศษ เพื่อให้ลูกค้าร่วมแชร์ประสบการณ์และการเดินทางกับ GWM TANK 300 รถเอสยูวีสไตล์ Premium Boxy คู่ใจ ทั้งรุ่นไฮบริดและดีเซล ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขง่าย ๆ ตามนี้ เพียงแชร์ภาพความประทับใจขณะใช้รถ GWM TANK 300 ในการท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ เป็นโมเมนต์แห่งความสุขที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคุณและรถคู่ใจ หรือเป็นภาพที่มีรถ GWM TANK 300 พร้อมผู้คนในโมเมนต์แห่งความสุข ลุ้นรับรางวัล บัตรกำนัล Starbucks มูลค่า 1,000 บาท ประกาศผลผู้โชคดีในวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 นี้ โดยสามารถร่วมกิจกรรมได้แล้วตั้งแต่วันที่ 11 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2568

GWM Thailand 6

GWM (Thailand) พร้อมด้วยยนตรกรรมเพื่อการเดินทางแห่งอนาคตที่ครอบคลุมทุกพลังงาน ทุกเซกเมนต์ ทุกความต้องการ ทั้ง GWM TANK, GWM HAVAL, GWM ORA และ GWM POER รอต้อนรับผู้ขับขี่ชาวไทยทุกท่าน ให้ได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าในทุกมิติอย่างใกล้ชิด พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษมากมายได้แล้ววันนี้! ณ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ ทั้ง 69 แห่งทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แอปพลิเคชัน GWM เว็บไซต์ https://www.gwm.co.th/ หรือ GWM Contact Center หมายเลข 02-668-8888

 

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชัน” เริ่มจัดส่ง ‘ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี’ ในประเทศไทย กวาดยอดจองกว่า 1,800 คัน ภายใน 3 สัปดาห์

0
มิตซูบิชิ 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชัน (ต่อไปนี้เรียกว่า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ได้เริ่มจัดส่ง รถคอมแพ็กต์เอสยูวี ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี แบบไฮบริด (HEV) เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา โดยรถรุ่นดังกล่าวผลิตที่โรงงานแหลมฉบังของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี เป็นรถยนต์แบบไฮบริด (HEV) รุ่นที่สองของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ถัดจากรุ่น มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์  ที่เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยได้รับกระแสตอบรับที่ดีเกินคาด ด้วยยอดจองกว่า 1,800 คัน ภายหลังจากการเปิดตัวเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา

ลูกค้าของมิตซูบิชิที่สั่งจองรถรุ่นนี้ ต่างประทับใจในการออกแบบของตัวรถที่ดูทันสมัยและทรงพลัง ตอบโจทย์การใช้งานของรถเอสยูวีได้อย่างเต็มรูปแบบ ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง รองรับผู้โดยสารได้ถึง 5 คนอย่างสะดวกสบายแม้จะเป็นรถคอมแพ็กต์เอสยูวี พร้อมด้วยสมรรถนะของรถที่ให้อัตราเร่งที่ทรงพลังและทำงานเงียบ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์แบบไฮบริด (HEV) และโดดเด่นด้วยอัตราการประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยมในรถยนต์ระดับเดียวกันอีกด้วย โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะทยอยส่งมอบ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ให้กับลูกค้าได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป

มร. ทาคาโอะ คาโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวในภาคกลางของประเทศเมียนมาเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า  “ผมขอแสดงความเคารพต่อผู้ที่เสียชีวิตในภัยพิบัติครั้งนี้ และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตด้วยครับ”

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปีแล้ว ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย ทำให้เราได้มีส่วนร่วมในการสร้างความก้าวหน้าให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ และเราจะยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยต่อไป พร้อมเดินหน้าดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทยอย่างจริงจังครับ” มร. คาโตะ กล่าว

 

 

 

“บางจากฯ” จัดโปรพิเศษเฉพาะน้ำมันกลุ่มไฮพรีเมียม ลดลิตรละ 5 บาท ทั่วประเทศ รับการเดินทางช่วงสงกรานต์ 11 – 13 เม.ย. 68 นี้ เท่านั้น !

0
บางจาก 1

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดโปรโมชันพิเศษเฉพาะน้ำมันกลุ่มไฮพรีเมียม ลดลิตรละ 5 บาท ทั้งไฮพรีเมียม 97 และไฮพรีเมียม ดีเซล S ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 11 – วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน 2568 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ด้วยน้ำมันคุณภาพสูง ช่วยเพิ่มสมรรถนะที่ดีเต็มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ ให้เครื่องยนต์สะอาด ขับขี่มั่นใจ ปลอดภัยทุกเส้นทาง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bangchakmarketplace.com

บางจาก 2

น้ำมันบางจากกลุ่มไฮพรีเมียม ทั้งน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ไฮพรีเมียม 97 และน้ำมันดีเซล ไฮพรีเมียมดีเซล S เป็นน้ำมันพรีเมียมคุณภาพสูงเหนือมาตรฐาน ด้วยการคัดเนื้อน้ำมันพิเศษ ผ่านกระบวนการผลิตจากโรงกลั่นระดับโลก ทำให้ได้ค่าออกเทนและซีเทนสูงกว่าน้ำมันพรีเมียมทั่วไป และมีสารเพิ่มคุณภาพสูตรพิเศษที่ผลิตและทดสอบจากประเทศสหรัฐอเมริกา ให้เครื่องยนต์ทำงานเต็มสมรรถนะ เร่งแรง เดินลื่นไม่สะดุด พร้อมทั้งช่วยทำความสะอาดหัวฉีดได้อย่างหมดจด และปกป้องการสึกหรอชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องยนต์ เป็นพลังสะอาด แรง พร้อมปกป้องเครื่องยนต์ 100% ในทุกจังหวะการขับขี่

บางจาก 3

“ลามิน่าฟิล์ม” แบรนด์ที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นสูงสุดในประเทศไทย

0

ลามิน่าฟิล์ม”  ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคารอันดับ 1 รับรางวัล 2025 Thailand’s Most Admired Brand แบรนด์ที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นสูงสุดในประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11  จากผลวิจัยด้านแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากนักการตลาดและผู้บริโภค จัดโดยนิตยสารแบรนด์เอจ

บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า” จากสหรัฐอเมริกา โดย นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รับรางวัล Thailand’s Most Admired Brand ด้วยคะแนนโหวตสูงสุดอันดับ 1 ในหมวดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ และเป็นฟิล์มกรองแสงเพียงยี่ห้อเดียวที่ได้รับรางวัลนี้อย่างต่อเนื่อง นอกจากรักษาตำแหน่งฟิล์มกรองแสงรถยนต์คุณภาพระดับพรีเมียมที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ของเมืองไทยมาอย่างยาวนานแล้ว ยังเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคนึกถึงเป็นแบรนด์แรก

งานวิจัย 2025 Thailand’s Most Admired Brand ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำวิจัยให้สอดคล้องกับการสื่อสารปัจจุบัน เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่ถูกต้องและแม่นยำที่สุด อีกทั้งสอดคล้องกับพฤติกรรมจริงในการบริโภคปัจจุบันที่มีความหลากหลาย ด้วยการพัฒนาแบบสอบถามสำหรับจัดเก็บข้อมูลวิจัยร่วมกับคณาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ รวมถึงนำหลักการ ESG เข้าไปทุกแพลตฟอร์ม โดยยังคงเน้นเรื่องความถูกต้องแม่นยำตามหลักวิชาการ

การจัดเก็บข้อมูลวิจัยดังกล่าวเริ่มดำเนินการจากการทำ Pre-Test ในพื้นที่วิจัยในภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง กรุงเทพและปริมณฑล และเก็บตัวอย่างจริงในแต่ละพื้นที่จำนวน 1,600 ชุด ซึ่งใช้เวลาในการจัดเก็บข้อมูลประมาณ 1 – 2 เดือน สำหรับ 12 หมวดสินค้า รวม 95 ผลิตภัณฑ์ และทีมวิจัยยังได้เพิ่มหมวดสินค้าบริการเพื่อให้สอดคล้องกับความสนใจและสถานการณ์ทางการตลาดปัจจุบันอีกด้วย

สำหรับ “ลามิน่าฟิล์ม” ในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญฟิล์มกรองแสงตัวจริงมาตลอด 3 ทศวรรษ ให้น้ำหนักการสื่อสารทางออนไลน์ให้เข้าถึงง่าย โดนใจ ตรงจุด รวดเร็ว และเป็นฟิล์มกรองแสงหนึ่งเดียวที่ยืนยันค่า TSER FACT ซึ่งได้รับการรับรองจาก 8 สถาบันระดับโลก เป็นค่าวัดประสิทธิภาพการป้องกันความร้อนจากแสงแดดรวมที่ถูกต้อง  ไม่โอเวอร์สเปคเกินจริง หรือตบตาใช้ค่าอินฟราเรด (IR) ซึ่งลามิน่าได้สร้างให้ TSER FACT เป็นบรรทัดฐานแสดงถึงฟิล์มคุณภาพตัวจริง ที่พร้อมมอบความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้รถและผู้บริโภคชาวไทยมาตลอด 30 ปี

นอกจากนี้บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ในฐานะผู้จัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูงมืออาชีพระดับเอเชียแปซิฟิค ยังนำเข้าผลิตภัณฑ์ด้านยานยนต์อีกมากมาย อาทิ อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระธูเล่ (Thule) จากประเทศสวีเดน ผลิตภัณฑ์ฟิล์มนิรภัยปกป้องสีรถลูมาร์ (LLumar) จากสหรัฐอเมริกา และผลิตภัณฑ์ดูแลรักษายานยนต์ครบวงจรแอลลักซ์ (LLux) คุณภาพเยี่ยมจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

อีกทั้ง นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ยังได้รับพระราชทานปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  สาขาการตลาด จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ประจำปีการศึกษา 2566 จากผลงานและความสำเร็จในการประกอบสัมมาชีพอันเป็นที่ประจักษ์