Home Blog Page 90

สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยคาดการณ์ตลาดยานยนต์ยังทรง พร้อมวอนรัฐออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง

0

สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (The Thai Automotive Industry Association : TAIA) ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (The Thai Automotive Journalists Association : TAJA) จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสื่อมวลชน (TAIA Meets the Press) ในหัวข้อ “ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” โดยมองแนวโน้มตลาดยานยนต์ปี   พ.ศ. 2568 มีแนวโน้มการเติบโตใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยอาจจะดีขึ้นหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เผยว่า “ในปี พ.ศ. 2568 คาดการณ์การผลิตรถยนต์ของไทยโดยรวมที่ 1.5 ล้านคัน เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 2.1% โดยแบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 5 แสนคัน และผลิตเพื่อส่งออก 1 ล้านคัน และสำหรับตัวเลขรถจักรยานยนต์ คาดการณ์ยอดผลิตที่ 2.1 ล้านคัน เติบโตจากปีที่ผ่านมาประมาณ 11.2%

ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปี 2568 แบ่งเป็น 2 ด้าน

  1. ปัจจัยสนับสนุน
  • การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2568 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากปัจจัยสนับสนุนด้านการเพิ่มขึ้นของการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะในโครงการสำคัญต่างๆ เช่น การก่อสร้างสาธารณูปโภค การก่อสร้างรถไฟสายต่างๆ โดยจะทำให้มีเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 3 ล้านล้านบาท
  • การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ที่ใกล้เคียงระดับก่อนโควิด-19 โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มกลับเข้าสู่ระดับปกติมากขึ้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ในขณะที่ภาครัฐจัดกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง
  1. ปัจจัยเสี่ยง
  • สถานการณ์หนี้ครัวเรือนและหนี้เสียยังอยู่ในระดับน่ากังวล โดยหนี้ครัวเรือน ถึงแม้จะปรับตัวลดลงเหลือระดับ 89% ต่อ GDP แต่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อทั้งหมดมากถึง 22% ส่งผลให้อำนาจการซื้อของประชาชนลดลง
  • อัตราส่วนหนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือนของสินเชื่อรถยนต์ยังอยู่ในระดับสูงมาก ส่งผลให้สถาบันการเงินยังคงนโยบายเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงในการกลายเป็นเป็นหนี้เสีย
  • นโยบายกีดกันการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ที่เน้นการลดการเสียเปรียบด้านการค้ากับประเทศคู่ค้า โดยการเพิ่มภาษีสินค้าที่นำเข้าไปในสหรัฐฯ ส่งผลให้สินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนได้รับผลกระทบ เช่น รถยนต์นั่ง ยางรถยนต์ อะไหล่และอุปกรณ์ยานยนต์ต่างๆ รวมถึงความเสี่ยงทางอ้อมที่อาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งระบายสินค้าจากประเทศที่ถูกกีดกันการค้าสูงกว่ามากขึ้น นำไปสู่การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากภาวะอุปทานเกินขนาด

นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยานยนต์ในปีนี้ ได้แก่

  • โครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้ารถยนต์ใหม่ ที่จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป โดยมีการกำหนดเกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ต่ำกว่าปัจจุบัน เพื่อให้ได้อัตราภาษีในอัตราต่ำลง รวมถึงสนับสนุนยานยนต์สมัยใหม่ เช่น PHEV กำหนดให้มีการติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS และกำหนดเงื่อนไขการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ
  • การบังคับใช้มาตรฐานมลพิษจากรถยนต์ ระดับยูโร 6 โดยรถยนต์เครื่องยนต์เบนซิน  เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ส่วนรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของภาครัฐ
  • ข้อตกลง FTA ในปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 17 ฉบับ 24 ประเทศคู่ค้า และอยู่ระหว่างการเจรจาอีก 4 ฉบับ โดยมีฉบับสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคต เช่น การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป
  • มาตรฐานประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับรถยนต์ใหม่ (New Vehicle Efficiency Standard : NVES) ของประเทศออสเตรเลีย โดยจะมีการกำหนดเกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รถยนต์ที่นำเข้าไปยังประเทศออสเตรเลีย ทั้งรถยนต์นั่งและรถกระบะ ที่จะเริ่มบังคับใช้พร้อมบทลงโทษตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป

จากสถานการณ์ยอดขายรถยนต์ที่ซบเซาในปัจจุบัน สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เสนอมาตรการต่อภาครัฐ ดังนี้

มาตรการกระตุ้นยอดขายในประเทศระยะสั้น

  • มาตรการด้านภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การนำค่าใช้จ่ายในการซื้อหรือค่าบำรุงรักษารถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผลิตในประเทศมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • มาตรการด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล การนำค่าใช้จ่ายในการซื้อ หรือเช่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผลิตในประเทศมาลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ รวมถึงขยายเพดานค่าใช้จ่ายที่หักได้ให้เพิ่มมากขึ้น
  • มาตรการด้านสินเชื่อ การผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อสำหรับกู้ซื้อรถ โดยอนุญาตให้สามารถกู้ร่วมและพิจารณารายได้รวมของทั้งครอบครัวในการประเมินการปล่อยสินเชื่อได้ รวมถึงมาตรการค้ำประกันสินเชื่อในการซื้อรถยนต์
  • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การใช้จ่ายงบประมาณประจำปีของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

มาตรการกระตุ้นยอดขายและส่งออกในระยะกลาง – ยาว

  • รักษาการเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ ICE ที่สำคัญของโลก และส่งเสริมการผลิต Future ICE เพื่อรักษา Economy of Scale ให้สามารถแข่งขันได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ด้วยการเร่งเจรจา FTA กับกลุ่มประเทศที่ยังมีความต้องการรถยนต์สันดาปภายในอยู่ รวมถึงหามาตรการส่งเสริมการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนในกลุ่ม Future ICE เช่น Product Champion, HEV หรือ PHEV เป็นต้น
  • ยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ยานยนต์สมัยใหม่ผ่านกลไกการ Matching บริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยกับต่างชาติ เพื่อเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ และต่อยอดสู่ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (Power Electric Parts) รวมทั้งฝึกอบรมแรงงาน เพื่อเข้าสู่ยานยนต์สมัยใหม่เพื่อเพิ่มทักษะและองค์ความรู้ต่างๆ
  • ขยายการส่งออกยานยนต์ประเภท ZEV (Zero Emission Vehicle) ไปยังประเทศที่มีศักยภาพ พร้อมเร่งรัดการเจรจาข้อตกลง FTA โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศที่มีนโยบายส่งเสริมการใช้ยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อมีสิ่งแวดล้อม

โดยคาดหวังว่ามาตรการเหล่านี้ จะสามารถกระตุ้นตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ปีนี้ และปีต่อๆไป ให้ฟื้นตัวไปสู่ระดับปกติ และดียิ่งขึ้นต่อไป”

บางจาก บลูมมิ่ง เทลส์ @พุทธมณฑลสาย 3 เปิดโครงการ ACT Shuttle Bus ลดปัญหาการจราจร

0

สถานีบริการน้ำมันบางจาก บลูมมิ่ง เทลส์ @พุทธมณฑลสาย 3 สนับสนุนโครงการรถโดยสารกึ่งสาธารณะ ACT Shuttle Bus เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณรอบโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี เปิดโครงการอย่างเต็มรูปแบบ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชนในพื้นที่

โครงการ ACT Shuttle Bus บริการรับ – ส่งนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ให้บริการผู้ปกครองส่งนักเรียนบริเวณใกล้เคียง โดยไม่ต้องเข้าเขตพื้นที่ที่เป็นปัญหาจราจร ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือในการใช้พื้นที่ของสถานีบริการน้ำมันบางจาก บลูมมิ่ง เทลส์ @พุทธมณฑลสาย 3 ด้วยรถตู้บริการที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยตามที่โรงเรียนกำหนด มีตารางเวลาเดินรถ และมาตรการดูแลความปลอดภัยครบถ้วน

ภารดา ดร.ศักดา สกนธวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี กล่าวถึงวัตถุประสงค์โครงการ เพื่อลดจำนวนรถที่เข้าสู่โรงเรียนในช่วงเวลาเร่งด่วน ก่อนและหลังเลิกเรียน รวมถึงเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ปกครอง ประหยัดทั้งเวลา พลังงานและค่าใช้จ่าย สุดท้ายเพื่อลดปัญหาจราจรอันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

นางสาวจันทร์นภา สายสมร กรรมการบริหาร บริษัท บลูมมิ่ง เทลส์​ จำกัด เปิดเผยว่า ทางสถานีได้ให้ความร่วมมือด้วยการเปิดให้มีการตั้งสถานีบริการสำหรับรถโดยสารในโครงการ ACT Shuttle Bus ขึ้นภายในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงบางจาก บลูมมิ่ง เทลส์ @พุทธมณฑลสาย 3 ซึ่งเป็นโครงการที่มีการทำงานร่วมกันมาสักระยะหนึ่ง

“ด้วยความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี สถานีตำรวจและชุมชนที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาการจราจรที่เกิดขึ้นรอบโรงเรียน จากการที่โรงเรียนเป็นคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนมากกว่า 5,500 คน ซึ่งสถานีบริการน้ำมันบางจาก บลูมมิ่ง เทลส์ @พุทธมณฑลสาย 3 ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาดังกล่าวให้กับชุมชนโดยรอบพื้นที่ร่วมกันในครั้งนี้”

โครงการ ACT Shuttle Bus เริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2567 ที่ผ่านมา ด้วยความร่วมมือของ ภราดา ดร.ศักดา สกนธวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี นายส่องแสง ปทะวานิช นายกสมาคมผู้ปกครองและครู รวมถึงผู้บริหารบางจาก บลูมมิ่ง เทลส์  นำโดย นางสาวจันทร์นภา สายสมร กรรมการบริหาร และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี นำมาซึ่งการเปิดโครงการอย่างเป็นทางการในที่สุด

และภายในงานได้รับเกียรติจาก นายเสรี อนุพันธนันท์  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด นำทีมผู้บริหารบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมงาน พร้อมทั้งผู้แทนคณะทำงานจากสถานีตำรวจพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงโรงพยาบาล กลุ่มชุมชนโดยรอบ และสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยาน

สถานีบริการน้ำมันบางจาก บลูมมิ่ง เทลส์ @พุทธมณฑลสาย 3 บนเนื้อที่กว่า 6 ไร่ติดถนน 6 เลนบนถนนพุทธมณฑลสาย 3 เชื่อมต่อเพชรเกษม-บรมราชชนนี และถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 ใจกลางแหล่งที่อยู่อาศัยไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ และสถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่ง นอกจากให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว ยังพรั่งพร้อมด้วยร้านค้า ร้านอาหารอร่อย และบริการอื่นๆ มากมายครบครัน อำนวยความสะดวกให้ผู้รับบริการ รวมถึงห้องน้ำสะอาด Blooming Toilet ได้รับป้ายมาตรฐาน  HAPPY TOILET   จากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

“อินฟินิท ออโตโมบิล” ปฏิวัติวงการยานยนต์ไทยด้วย DEEPAL S05 ยกทัพยานยนต์ไฟฟ้านวัตกรรมล้ำสมัย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2025

0
อินฟินิท ออโตโมบิล 1

อินฟินิท ออโตโมบิล ผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์พลังงานสะอาด ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแบรนด์ DEEPAL และ AVATR ร่วมกับ ฉางอาน ออโต้ เซลส์ เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการยานยนต์ไทย ด้วยการเปิดตัว DEEPAL S05 อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2025 โดดเด่นด้วยการผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับดีไซน์สปอร์ตหรูหรา พร้อมระบบขับเคลื่อนประสิทธิภาพสูงที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

อินฟินิท ออโตโมบิล 2

ภายในงานมีการจัดแสดงนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบจากแบรนด์ DEEPAL ประกอบด้วย DEEPAL E07 เอสยูวีไฟฟ้าสมรรถนะสูง, DEEPAL S07 และ L07 ที่ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายรูปแบบ, LUMIN รถยนต์ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดสำหรับการเดินทางในเมือง, DEEPAL Hunter K50 รถกระบะพลังงานไฟฟ้า REEV และ AVATR 11 ที่เปิดตัวสีใหม่ Liquid Caramel เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า

อินฟินิท ออโตโมบิล 3

DEEPAL S05 นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับทุกการเดินทาง

DEEPAL S05 ยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดที่ผสมผสานเทคโนโลยีทันสมัยกับการออกแบบที่โฉบเฉี่ยว มาพร้อมทางเลือก 2 รูปแบบ ทั้งรุ่น BEV ที่ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 470 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และรุ่น REEV ที่ตอบโจทย์การเดินทางไกลโดยไร้ความกังวล

อินฟินิท ออโตโมบิล 4

สำหรับรุ่น REEV โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าพร้อมตัวช่วยขยายระยะทาง มอบอิสระในการเดินทางด้วยแบตเตอรี่ขนาด 27.28 kWh ที่ให้ระยะทางวิ่งไฟฟ้า 170 กิโลเมตร เพียงพอสำหรับการใช้งานในเมือง และเมื่อต้องการเดินทางไกล เครื่องยนต์ Range Extender ขนาด 1,497 ซีซี จะทำงานเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ ช่วยให้วิ่งได้รวมกว่า 1,000 กิโลเมตรจากการเติมน้ำมันเพียง 44.9 ลิตร

DEEPAL S05 จึงเป็นคำตอบสำหรับผู้ที่ต้องการก้าวเข้าสู่โลกยานยนต์ไฟฟ้า โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การเดินทาง

นายอนุวัชร อินทรภูวศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร อินฟินิท ออโตโมบิล เปิดเผยว่า “ในงานนี้เรายังได้ประกาศราคา DEEPAL S05 ที่เริ่มต้นเพียง 799,000 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่คุ้มค่าอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีและคุณภาพที่ลูกค้าจะได้รับ นอกจากนี้ ในวันที่ 28 มีนาคม 2568 เรายังได้เปิดตัว DEEPAL Hunter K50 อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขยายไลน์อัพผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าของเรา”

DEEPAL Hunter K50 กระบะไฟฟ้าพันธุ์ใหม่หัวใจ REEV

รถกระบะไฟฟ้าที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับสมรรถนะอันแข็งแกร่ง มาพร้อมเทคโนโลยี REEV ที่มอบระยะทางให้เดินทางไกลได้อย่างไร้กังวล ชาร์จเต็ม 1 ครั้ง และน้ำมัน 1 ถังสามารถวิ่งไกล มากกว่า 900 กิโลเมตร

อินฟินิท ออโตโมบิล 6

รายละเอียดราคา DEEPAL Hunter K50

DEEPAL Hunter K50 REEV PLUS AWD: 1,099,000 บาท

เติมเต็มไลฟ์สไตล์ให้โดดเด่นด้วย AVATR 11 สีใหม่ Liquid Caramel

รถยนต์ไฟฟ้า SUV สุดหรูหราที่โดดเด่นด้วยดีไซน์แนว Futuristic ที่ไม่ซ้ำใคร มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะและความสะดวกสบายที่เข้าใจความต้องการของลูกค้าในกลุ่ม Luxury อย่างแท้จริง ในโอกาสนี้ยังได้รับเกียรติจากคุณณิชา – ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ นักแสดง นางแบบ และไอคอนสายแฟชั่นชื่อดัง ร่วมงานเปิดตัวและถ่ายภาพแฟชั่นกับ AVATR 11 Liquid Caramel ณ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2025

“เป็นรถที่ให้ฟังก์ชันมาเยอะมากๆ แล้วก็มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ออปชันเยอะสุดๆ ไปเลย รวมถึงดีไซน์ที่รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ใหม่และไม่ซ้ำใคร รู้สึกว่าคุ้มที่สุดเท่าที่จะคุ้มได้” คุณณิชากล่าวในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Harper’s BAZAAR และเมื่อกล่าวถึงสีใหม่ Liquid Caramel ยังเสริมอีกว่า “รู้สึกว่าน่ารัก รู้สึกว่าเป็นสีที่ไม่ feminine เกินไป แล้วก็ไม่ masculine เกินไป คือรู้สึกว่าเป็น unisex มากๆ น่าจะใช้ได้ทุกเพศทุกวัย ใครที่แมตช์กับสไตล์นี้ ณิชาว่าน่าสนใจเลย”

นอกจากนี้ นายอนุวัชรยังกล่าวถึงการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ DEEPAL และ LUMIN โดยคาดการณ์กระแสตอบรับ DEEPAL S05 ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกจะเป็นด้านบวก และเตรียมขยายศูนย์บริการพร้อมบุคลากรที่ได้รับการอบรมจากฉางอาน ออโต้ เซลส์ โดยตรงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีสำหรับลูกค้ารถยนต์ DEEPAL, LUMIN และ AVATR ภายใต้เครือข่ายของอินฟินิท ออโตโมบิล

อินฟินิท ออโตโมบิล 5

ปัจจุบันบริษัท อินฟินิท ออโตโมบิล จำกัด ได้จัดจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากบริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นจำนวน 7 รุ่น ได้แก่

  1. AVATR 11 ผ่านโชว์รูม AVATR Siam Paragon และโชว์รูม AVATR พระราม 3
  2. DEEPAL E07
  3. DEEPAL S07
  4. DEEPAL L07
  5. DEEPAL S05
  6. DEEPAL Hunter K50
  7. LUMIN

โดย DEEPAL และ LUMIN จัดจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายในเครืออินฟินิท ออโตโมบิล ทั้ง 30 แห่งทั่วประเทศ

“SUZUKI CARRY” ตอบรับมาตรการรัฐ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” พร้อมอัดส่วนลดสูงสุด 20,000 บาท ดอกเบี้ย 1.99% ผ่อนเริ่มต้นวันละ 222 บาท 

0
ซูซูกิ แครี่ 1

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตามที่บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เดินหน้าสนับสนุนธุรกิจ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย ด้วยมาตรการ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อ “บสย. SMEs PICK-UP” ช่วยให้ผู้ที่ต้องการรถกระบะเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพสามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เกษตรกร ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ขนส่งสินค้า ค้าขาย หรือฟู้ดทรักมอบโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมตัวช่วยค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ

ซูซูกิ แครี่ 2

สำหรับซูซูกิ เรามีผลิตภัณฑ์ SUZUKI CARRY รถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์ ที่พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจ SMEs สอดรับกับมาตรการสนับสนุนดังกล่าว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราเป็นผู้นำในตลาดรถบรรทุกอเนกประสงค์เพื่อธุรกิจ SMEs ถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นในการใช้งานรวมถึงรูปลักษณ์ที่พร้อมจะนำไปดัดแปลง พัฒนาต่อยอดให้เข้ากับหลากหลายธุรกิจ ตั้งแต่การขนส่งสินค้า การให้บริการเคลื่อนที่ไปจนถึงการสร้างโอกาสธุรกิจใหม่ๆ จนได้รับการขนานนามว่า Goods Truck และ Service Truck สามารถต่อยอดไปสู่การทำธุรกิจอื่นๆ ได้อีกมากมาย ภายใต้แนวคิด “Carry Your Dream เคียงข้างทุกเส้นทางฝัน”  SUZUKI CARRY จึงเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผลักดันยอดขายของซูซูกิได้เป็นอย่างดี โดยมียอดขายสะสมภายในประเทศกว่า 61,973 คัน (ปี 2553-มีนาคม 2568)

ซูซูกิ แครี่ 3

โครงการ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” เปิดรับคำขอตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน -30 ธันวาคม 2568 ครอบคลุมกลุ่ม SMEs ทั้งแบบนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่จะขอสินเชื่อเพื่อซื้อรถกระบะใหม่เพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ ด้วยสิทธิประโยชน์ ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก โดยรัฐบาล กระทรวงการคลังเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมค้ำประกันให้ ส่วนปีที่ 4-7 คิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันต่ำเพียง 1.5% ต่อปี  พร้อมค้ำประกันนานสูงสุด 7 ปี หรือ 84 งวด วงเงินค้ำประกันสูงสุด 1.5 ล้านบาทต่อราย ภายใต้วงเงินค้ำประกันในระยะแรกจำนวน 5,000 ล้านบาท

“มาตรการดังกล่าวของทางกระทรวงการคลัง และ บสย. เชื่อว่านอกจากจะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยังคงมีแนวโน้มทรงตัวให้มีความคึกคักมากยิ่งขึ้นแล้วนั้น จะยังมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกด้วย เพราะกลุ่มธุรกิจ SMEs และ ผู้ประกอบการรายย่อยเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยมาโดยตลอด ” นายวัลลภ กล่าว

ซูซูกิ แครี่ 4

โดยในช่วงเวลาของการดำเนินมาตรการดังกล่าว ซูซูกิได้ร่วมกับพันธมิตรทางสถาบันการเงินในการสนับสนุนให้กลุ่มลูกค้า SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย สามารถเป็นเจ้าของรถกระบะอเนกประสงค์ SUZUKI CARRY เพื่อนำไปใช้ในการประกอบธุรกิจได้ง่ายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมอบข้อเสนอพิเศษส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 20,000 บาท พิเศษมากยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าองค์กรธุรกิจและเกษตรกรขึ้นทะเบียน รับส่วนลดเพิ่มสูงสุดอีก 15,000 บาท หรือเลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 1.99% นาน 60 เดือน  หรือรับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นวันละ 222 บาท และ ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก

โดยเรามีที่ปรึกษาการขายพร้อมบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการออกแบบและตกแต่ง SUZUKI CARRY ในทุกโชว์รูมรถยนต์ซูซูกิ 90 แห่งทั่วประเทศ  นอกจากนั้น ซูซูกิยังได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินชั้นนำเช่น ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และสถาบันการเงินอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมทีมงานให้คำปรึกษาทางด้านสินเชื่อเพื่ออำนวยความสะดวกในการดูแลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายให้สามารถเป็นเจ้าของ SUZUKI CARRY ได้โดยง่ายอีกด้วย

ซูซูกิ แครี่ 6

ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่มองหาแนวทางในการต่อยอดธุรกิจ ซูซูกิได้นำเสนอแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ผ่านการจัดแสดง SUZUKI CARRY ในรูปแบบพิเศษภายใต้แนวคิด “ซูเปอร์มาร์เก็ตเคลื่อนที่” นั่นคือการแปลงโฉม SUZUKI CARRY ให้กลายเป็น ร้านสะดวกซื้อเคลื่อนที่ ซึ่งสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ชุมชนที่ห่างไกล หรือซอยเล็กๆ ในเมืองใหญ่ เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว

SUZUKI CARRY ไม่เพียงแต่เป็นรถบรรทุกอเนกประสงค์ แต่ยังเป็น “พาหนะสร้างโอกาส” ที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตและขยายตัวได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ภายใต้แนวคิด “Carry Your Dream เคียงข้างทุกเส้นทางฝัน” ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าชมงาน

ซูซูกิ แครี่ 7

SUZUKI CARRY รถกระบะอเนกประสงค์ มาพร้อมเครื่องยนต์ K15B ขนาด 1.5 ลิตร มั่นใจทุกเส้นทางกับขุมกำลังเครื่องยนต์ ประหยัดน้ำมันและให้พลังการขับเคลื่อนสูง มีพื้นที่กระบะบรรทุกแบบเรียบขนาดใหญ่ สามารถเปิดได้ทั้ง 3 ด้าน เพิ่มความสะดวกในการขนถ่ายสัมภาระขึ้น-ลงเป็นเรื่องง่าย ด้วยระยะความสูงจากพื้นถึงท้ายกระบะ 750 มม. รองรับการบรรทุกสูงสุดมากถึง 945 กิโลกรัม ช่วงล่างแข็งแกร่ง ภายในห้องโดยสาร สะดวกสบายกับความกว้าง พร้อมระบบปรับอากาศ เครื่องเล่นวิทยุ และ MP เพลิดเพลินตลอดการเดินทาง SUZUKI CARRY มีราคาจำหน่ายเพียง 395,000 บาท

 

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดแคมเปญพิเศษได้ที่บูธรถยนต์ซูซูกิ ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ณ อาคาร อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 6 เมษายน 2568 หรือสอบถามเพิ่มเติมที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 90 แห่ง

 

 

ช่องทางการติดต่อ

www.suzuki.co.th  

www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand

SUZUKI Cause We Care: 1800-600-900

GWM (Thailand) จับมือ HUAWEI Services (Hong Kong) ลงนาม MOU ปฏิวัติการเดินทางด้วย Petal Maps นำร่องใน ALL NEW GWM HAVAL H6

0

GWM (Thailand) หนึ่งในผู้นำด้านรถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยที่มีเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก ล่าสุดลงนามในข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญกับ HUAWEI Services (Hong Kong) ยกระดับประสบการณ์ด้านการขับขี่ให้ล้ำหน้ายิ่งขึ้น นำโดย เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ และ นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาด GWM (ประเทศไทย) พร้อมด้วย อีริค ทัน ประธานฝ่ายธุรกิจและโซลูชันบริการคลาวด์สำหรับผู้บริโภค HUAWEI และ เรเชล โจว ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและดำเนินงานระบบนิเวศบริการคลาวด์สำหรับผู้บริโภค HUAWEI ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ นำไปสู่การติดตั้งระบบนำทางอัจฉริยะ Petal Maps ครั้งแรกใน ALL NEW GWM HAVAL H6 รถยนต์เอสยูวีพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งรุ่นไฮบริด และปลั๊กอิน-ไฮบริด มอบระบบนำทางสุดล้ำที่แสดงภาพเสมือนจริงแบบสามมิติ คมชัดทุกมุมมอง พร้อมความแม่นยำระดับเลนต่อเลน ช่วยให้การขับขี่คล่องตัว ปลอดภัย และสะดวกสบายยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่ในทุกด้าน สะท้อนการดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิด “GWM Go With More” เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าในทุกมิติแก่ผู้ใช้งานชาวไทยทั่วประเทศ

ALL NEW GWM HAVAL H6 ก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วย Petal Maps ระบบนำทางอัจฉริยะที่ได้รับการพัฒนาเพื่อตลาดประเทศไทยโดยเฉพาะ ช่วยให้การเดินทางแม่นยำและปลอดภัยยิ่งกว่า รองรับการนำทางทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ด้วย 3 ไฮไลท์ฟีเจอร์ ได้แก่ 1.) การนำทางแบบสมจริงระดับเลน (Immersive Lane-Level Navigation Experience) ที่ให้ข้อมูลเส้นทางแบบละเอียดระดับเลน พร้อมมุมมองสามมิติและภาพขยายทางแยกแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้ขับขี่ตัดสินใจในทุกการขับขี่ได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้นแม้ในเส้นทางที่ซับซ้อน เสริมประสิทธิภาพด้วย 2.) การแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์สุดอัจฉริยะ (Real-Time Online & Smart Reminders) ระบบอัปเดตข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์ พร้อมแจ้งเตือนจุดสำคัญในทุกท้องถนน อาทิ การจำกัดความเร็ว พื้นที่ที่การจราจรติดขัด จุดพักรถ ที่จอดรถ และเส้นทางลัดที่ช่วยให้ผู้ขับขี่เดินทางได้รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมาพร้อม 3.) การค้นหาที่รวดเร็วและชัดเจน (Quick Search and View) ฟังก์ชันค้นหาสถานที่สำคัญได้อย่างแม่นยำ พร้อมแสดงข้อมูลได้อย่างชัดเจนและเข้าถึงได้ง่าย สู่ประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายยิ่งกว่าในทุกเส้นทาง ตอบโจทย์ทุกความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ได้ดียิ่งขึ้น โดยทั้ง 3 ฟีเจอร์นี้ ใน Petal Maps ของ ALL NEW GWM HAVAL H6 นี้ สามารถนำทางได้อย่างแม่นยำ ราบรื่น และปลอดภัยยิ่งขึ้น ผ่านการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการระบุตำแหน่งช่องทางจราจรได้อย่างแม่นยำจากการตรวจจับเครื่องหมายบนพื้นถนนทั้งเส้นทึบและเส้นประ ร่วมกับการอัปเดตแผนที่แบบเรียลไทม์ ที่ช่วยให้การขับขี่ผ่านทางแยกที่ซับซ้อนเป็นไปอย่างราบรื่น อีกทั้ง เมื่อรถยนต์เข้าใกล้ทางแยก มุมมองทางแยกในระบบนำทางจะถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นผนวกกับแผนที่ความละเอียดสูงระดับ 4K ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นทางได้อย่างชัดเจน แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีทัศนวิสัยจำกัด ลดข้อผิดพลาดในการนำทาง และเมื่อรถยนต์เข้าสู่ถนนคู่ขนาน ผู้ขับขี่สามารถเลือกเปลี่ยนเส้นทางนำทางระหว่างถนนหลักและถนนคู่ขนานตามความต้องการได้ด้วยตนเอง เพื่อเพิ่มความแม่นยำของระบบนำทางในสภาพเส้นทางที่มีความซับซ้อน

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) กล่าวว่า “GWM ในฐานะแบรนด์ผู้ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการเดินทางระดับโลก มีความยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Huawei บริษัทนวัตกรรมอัจฉริยะชั้นนำระดับโลก โดยความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการผสมผสานความเชี่ยวชาญจากทั้งสองอุตสาหกรรมชั้นนำที่มีความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันล้ำสมัย เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม Petal Maps มาช่วยยกระดับระบบนำทางให้กับรถยนต์พลังงานใหม่ใน ALL NEW GWM HAVAL H6 เป็นครั้งแรก เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ล้ำหน้า สะดวกสบายยิ่งกว่า ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นให้กับผู้ขับขี่ชาวไทยทั่วประเทศ โดยในอนาคต ทั้ง GWM และ HUAWEI HMS for Car จะขับเคลื่อนและสานต่อความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบนวัตกรรมอัจฉริยะเพื่อการเดินทางและเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยให้แข็งแกร่งและมั่นคง โดยทุกท่านสามารถเข้ามาสัมผัส ALL NEW GWM HAVAL H6 ร่วมกับระบบนำทาง Petal Maps ได้แล้วในงาน Motor Show 2025 นี้”

ทั้ง GWM และ HUAWEI ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจระยะยาวต่างได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในหลากหลายด้าน ทั้งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม การทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์ และการพัฒนาระบบนิเวศอัจฉริยะ สู่การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของยานยนต์อันล้ำสมัย โดยในเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา GWM และ HUAWEI ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านระบบนิเวศอัจฉริยะ ผ่านการติดตั้ง Petal Maps ในรถยนต์พลังงานใหม่ของ GWM ที่จะทยอยเปิดตัวในประเทศบราซิล ไทย และตลาดอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงการเปิดตัว ALL NEW GWM HAVAL H6 พร้อมระบบนำทาง Petal Maps อย่างเป็นทางการ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ที่กำลังดำเนินอยู่ ณ ขณะนี้

ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนให้ก้าวเข้าสู่ตลาดโลก HUAWEI ได้ยกระดับโซลูชัน HMS for Car MAAN 3.0 ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะสำหรับยานยนต์โดยเฉพาะ โดยมุ่งเน้น 4 นวัตกรรมอันเหนือระดับ ได้แก่ Map Box, AI Box, App Box และ Net Box ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 โดยระบบ AI Box ได้มีการผสานโมเดลปัญญาประดิษฐ์  (AI) ด้านเสียงขั้นสูง ช่วยให้การสั่งงานด้วยเสียงทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยมีความเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เสริมประสิทธิภาพของระบบโต้ตอบระหว่างมนุษย์และเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี ขณะที่ App Box ได้ร่วมมือกับแอปพลิเคชันชั้นนำในประเทศไทยและมาเลเซีย เพื่อมอบประสบการณ์ความบันเทิงที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ในแต่ละประเทศได้อย่างตรงจุด ในอนาคต GWM และ HUAWEI เตรียมขยายความร่วมมือผ่านการนำแอปพลิเคชันใหม่ ๆ มาใช้งานมากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศ พร้อมยกระดับรถยนต์พลังงานใหม่ของ GWM ให้ตอบโจทย์ตลาดโลกอย่างเต็มศักยภาพ อีกทั้ง HMS for Car ของ HUAWEI จะยังคงเดินหน้าสร้างความแตกต่างทางการแข่งขันให้กับผู้ผลิตรถยนต์ พร้อมขับเคลื่อนความสำเร็จในเวทีระดับโลก

ในอนาคต GWM และ HUAWEI HMS for Car เตรียมขยายความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องผ่านการนำแอปพลิเคชันอัจฉริยะใหม่ ๆ มาเสริมในระบบนิเวศ พร้อมขยายขีดความสามารถของรถยนต์ที่ครอบคลุมทุกพลังงานของ GWM สู่ประสบการณ์การเดินทางเพื่ออนาคตที่เหนือกว่าในทุก ๆ ด้าน  สัมผัสระบบนำทางสุดล้ำจาก HUAWEI ใน ALL NEW GWM HAVAL H6 ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ได้ที่บูธ GWM A10 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2568 – 6 เมษายน 2568 และ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ ทุกสาขาทั่วประเทGWM Thai

NEW MAZDA CX-5 ครอสโอเวอร์เอสยูวีเพื่อครอบครัวยุคใหม่ คว้ารางวัลสุดยอดสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมแห่งปี 2568

0

มาสด้าสุดปลื้มเมื่อรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวี NEW MAZDA CX-5 คว้ารางวัล BUSINESS+ PRODUCT INNOVATION AWARDS 2025 ตอกย้ำความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีด้วยยนตรกรรมล้ำสมัยและการบริการที่เป็นเลิศ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในทุกบริบท ตามแนวทางการเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ในการดำเนินธุรกิจ โดยมี นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ารับมอบรางวัลอันทรงเกียรติจาก ฯพณฯ นุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี พร้อมด้วย นายบุญเลิศ นราไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) และ รศ. ดร. ปรารถนา ปุณณกิติเกษม คณบดี วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยผู้มีเกียรติจากบริษัทชั้นนำที่ให้เกียรติเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ราชประสงค์

NEW MAZDA CX-5 เป็นรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์มาสด้า ที่ได้รับการปรับโฉมและเปิดตัวสู่ตลาดเมื่อช่วงปลายปี 2567 ที่ผ่านมา โดยเป็นครอสโอเวอร์สำหรับครอบครัวยุคใหม่ มาพร้อมทางเลือกของ 2 เครื่องยนต์ ทั้งสกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร และสกายแอคทีฟคลีนดีเซล 2.2 ลิตร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มอบสมรรถนะความแรงและประหยัดน้ำมันอันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะมาสด้า ครบครันทั้งดีไซน์สง่างามและความสะดวกสบายมากมาย มาพร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยในการขับขี่และระบบความปลอดภัยระดับโลก รวมถึงดีไซน์การออกแบบที่สง่างาม ตามแนวคิด Kodo design – Soul of Motion เรียบง่ายแต่งดงาม ตอบโจทย์ทุกการเดินทางและการใช้ชีวิตของครอบครัวในยุคปัจจุบัน โดยมีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1,219,000 บาท

นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ยนตรกรรม NEW MAZDA CX-5 ได้รับลงคะแนนเสียงจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริโภคให้เป็นสุดยอดนวัตกรรมสินค้าและบริการแห่งปี 2568 ซึ่งมาสด้าให้คำมั่นสัญญาว่าจะมุ่งมั่นพัฒนายนตรกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อส่งมอบนวัตกรรมยานยนต์อันล้ำสมัยที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายให้กับลูกค้า ปัจจุบันมาสด้าได้เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีนานยนต์ตามแนวทาง Multi-solution Technology ในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่มีเอกลักษณ์ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า และนำมาซึ่งความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อให้รถยนต์มาสด้าสามารถมอบความสุขในการขับขี่ และมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนความสุขในการใช้ชีวิตของลูกค้า ตามปรัชญา  Joy Drives Lives เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกครั้งที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์จะนำมาซึ่งคุณค่าและความสุขที่แท้จริง

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เสริมความแข็งแกร่ง แต่งตั้ง 2 ผู้บริหารระดับสูง

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรอย่างแข็งแกร่ง เสริมทัพคณะผู้บริหารสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยประกาศแต่งตั้ง 2 ผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ มร. มิโนะรุ คิโนะชิตะ ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการบริษัท ต่อจาก มร. โนโบรุ สึจิ – และ มร. โนบุฮิโกะ โคอิซูมิ ดำรงตำแหน่ง กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ผู้แทนโรงงาน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ต่อจาก มร. เออิจิ โอกาวะ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

มร. มิโนะรุ คิโนะชิตะ เริ่มต้นทำงานกับมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ในปี 2533 และสั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจยานยนต์ในตลาดต่างประเทศมาอย่างยาวนาน อาทิ จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และ ไทย รวมถึงได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบตลาดในหลากหลายประเทศ ในภูมิภาคอาเซียนและโอเชียเนีย (ASEAN & Oceania) ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ (Assistant Executive Vice President) มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ในปี 2567 ในสายงานกลยุทธ์การตลาดสากล (Global Market Strategy) และ กลยุทธ์การขาย (Sales Strategy) ก่อนเดินทางมารับตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการบริษัท (Chairman of the Board) มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

ขณะที่ มร. โนบุฮิโกะ โคอิซูมิ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ผู้แทนโรงงาน (Executive Vice President, LCB Representative) มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เริ่มต้นทำงานกับมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ตั้งแต่ปี 2534  และได้ทำงานอยู่ในสายงานผลิตจนเชี่ยวชาญ โดยมีประสบการณ์การทำงานในสายงานผลิต ในโรงงานที่ประเทศญี่ปุ่น เมืองนาโงยะ (Nagoya) และเมืองโอกาซากิ (Okazaki) รวมถึงในประเทศไทยด้วย จนในปี 2568 ด้วยความเชี่ยวชาญในสายงานผลิตในระดับสูง จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็น ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส (Senior Vice President) สายงานผลิต ที่มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในเดือนมีนาคม ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้มารับตำแหน่ง กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ผู้แทนโรงงาน ในเดือนเมษายนนี้

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ให้ความสำคัญกับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนในฐานะตลาดที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ การเสริมทัพผู้บริหารในครั้งนี้จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทฯ และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ระดับภูมิภาคและระดับโลก ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นหัวใจสำคัญสู่ยุทธศาสตร์แห่งการเติบโตของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น และเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ ที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศญี่ปุ่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น โดยมีโรงงานผลิตรถยนต์ 3 แห่ง โรงงานผลิตเครื่องยนต์ 1 แห่ง พร้อมด้วย
สนามทดสอบรถยนต์แห่งแรกที่ตั้งอยู่นอกประเทศญี่ปุ่น การที่ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ จึงส่งผลให้มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลาง
การปฏิบัติงานที่สำคัญทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมีการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกจากไทยไปยังกว่า
120 ประเทศทั่วโลก

ครึ่งทาง “บางกอก มอเตอร์โชว์” ผู้บริโภคแห่ตอบรับรถ xEV ดันยอดจองโต 29%

0

สัปดาห์แรกของการจัดงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 46 ค่ายรถที่เข้าร่วมงานกวาดยอดจองไปแล้วมากกว่า 2.4 หมื่นคัน มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 29.1 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุมาจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และการเปิดตัวรถยนต์ในกลุ่ม xEV รุ่นใหม่ๆ ของค่ายรถ

นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ และ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ขณะนี้งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ได้ผ่านมาถึงครึ่งทางของการจัดงาน โดยยังคงได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้บริโภคเข้ามาร่วมชมงานเป็นจำนวนมาก เหตุผลสำคัญมาจากการที่ภายในงานปีนี้มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม xEV ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการแข่งขันในตลาดกันค่อนข้างสูงในปัจจุบัน

สัปดาห์แรกของการจัดงาน มีรายงานตัวเลขจากค่ายรถที่นำรถ เข้ามาร่วมจัดแสดงภายในงาน พบว่ามีตัวเลขยอดจองรถยนต์ 24,744 คัน คิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 29.1 เปอร์เซ็นต์ (ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมยอดจองจากบางแบรนด์ที่ของส่งยอดในวันสุดท้าย)

ทั้งนี้ ตัวเลขยอดจองรถยนต์ภายในงานเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายที่ทางคณะผู้จัดงานฯ คาดการณ์ไว้ ส่วนหนึ่งเพราะในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ปีนี้ มีผู้จำหน่ายรถยนต์ xEV เข้ามาร่วมงานหลายแบรนด์ และยังมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีกหลายรุ่น แต่คงต้องรอดูตัวเลขยอดจองหลังจบงานอีกครั้งในสัปดาห์หน้า ว่าจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมามากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลาที่เหลือของการจัดงาน อยากเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้ามาเลือกชม เลือกซื้อรถภายในงาน เพราะนอกจากเป็นการรวมรถยนต์ทุกค่ายไว้ในงานเดียวแล้ว ผู้เข้าชมงานยังมีโอกาสได้สัมผัสกับนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำและประสิทธิภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เปิดประสบการณ์ใหม่ของการขับขี่แห่งอนาคต นอกจากนี้ ผู้เข้าชมงานยังมีโอกาสลุ้นรับรางวัลต่างๆ มากมายอีกด้วย

มาร่วมสัมผัสนวัตกรรมแห่งยานยนต์ AI ที่จะตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และคุณภาพชีวิตใหม่ของทุกคนได้ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46  วันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และ ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 เมืองทองธานี

“เอ็มจี” เผยยอดจอง NEW MG S5 EV และ NEW MG IM6 ในงานมอเตอร์โชว์กว่า 1,200 คัน พร้อมทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าในเดือนเมษายน

0
MG S5 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยความสำเร็จของรถยนต์ไฟฟ้าสองรุ่นล่าสุด โดย NEW MG S5 EV มียอดจองกว่า 700 คันทั่วประเทศ และ NEW MG IM6 มียอดจองกว่า 500 คัน เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังการเปิดตัวในงาน มอเตอร์โชว์ 2025 สะท้อนถึงกระแสตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากผู้บริโภคชาวไทย พร้อมเตรียมทยอยส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าในช่วงต้นเดือน เมษายนนี้ เป็นต้นไป

MG S5 5

 

 

หลังจากการเปิดตัว NEW MG IM6 และ NEW MG S5 EV อย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสความสนใจจากลูกค้าและผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้า 100% ในกลุ่ม SUV พุ่งสูงเกินความคาดหมาย โดย NEW MG S5 EV รถพลังงานไฟฟ้า 100% ในกลุ่ม B-SUV โดดเด่นด้วยคอนเซปต์ “ขับสนุก วิ่งไกล ชาร์จไว นั่งสบาย พร้อม Lifetime Warranty” ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการรถอเนกประสงค์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว และใช้งานได้อย่างครอบคลุมในชีวิตประจำวัน โดยมียอดจองรวมกว่า 700 คัน ซึ่งจะเริ่มทยอยส่งมอบให้แก่ลูกค้าตั้งแต่เดือน เมษายน เป็นต้นไป

MG S5 3

ในขณะเดียวกัน NEW MG IM6 รถพรีเมียมอีวีอัจฉริยะ (Premium Intelligent e-SUV) ที่ได้รับการยอมรับในฐานะ “The First-ever Premium Intelligent e-SUV” โดดเด่นด้วยความสะดวกสบาย เทคโนโลยีล้ำสมัย และพื้นที่ภายใน ที่กว้างขวาง ตอบโจทย์การใช้งานของครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างครบถ้วน ด้วยคุณสมบัติที่เหนือกว่า ทำให้ NEW MG IM6 มียอดจองรวมกว่า 500 คัน โดยการส่งมอบรถให้แก่ลูกค้ากลุ่มแรกจะเริ่มขึ้นในช่วงต้นเดือน เมษายน และคาดว่าจะสามารถส่งมอบรถได้ทั้งหมดภายในเดือน พฤษภาคมนี้

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริษัทฯ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าชาวไทย ความสำเร็จที่ NEW MG S5 EV และ NEW MG IM6 มียอดจองที่ดีภายในระยะเวลาอันสั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ เอ็มจี และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า สำหรับ NEW MG S5 EV บริษัทฯ มีแผนการผลิตจำนวนกว่า 1,000 คัน ภายในช่วงสามเดือนแรก เพื่อให้สามารถส่งมอบรถให้ลูกค้าได้ตามปริมาณความต้องการ ในส่วนของ NEW MG IM6 บริษัทฯ ได้เตรียมแผนนำเข้ารถเพิ่ม เพื่อให้สามารถส่งมอบรถให้ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องภายในเดือนพฤษภาคมนี้ นอกจากนี้ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เอ็มจี ยังสามารถครองตำแหน่งยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นอันดับที่ 3 ในอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัทฯ ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความสนใจและไว้วางใจในแบรนด์ เอ็มจี เราพร้อมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ล้ำสมัย และมุ่งมั่นเดินหน้าสู่อนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างมั่นคง”

MG S5 2

ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสและทดลองขับยนตรกรรมทุกรุ่น พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษของ เอ็มจี ได้ที่งานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 6 เมษายน นี้ ณ บูธ เอ็มจี หมายเลข A08 อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และที่โชว์รูม เอ็มจี ทั้ง 140 แห่งทั่วประเทศ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

Primus Group จับมือ 2 พันธมิตร “ททท.-ส.ยานยนต์ไฟฟ้าไทย” เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวรักษ์โลก ในงาน “Eco-Exploration Trip”

0

เมื่อเร็วๆ นี้ นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทในเครือ ไพรม์มัส กรุ๊ป พร้อม นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ให้เกียรติร่วมกล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ Eco-Exploration Trip ครั้งที่ 2  เส้นทางกรุงเทพฯ – จังหวัดจันทบุรี อย่างเป็นทางการ ณ โชว์รูมและศูนย์บริการ Mercedes-Benz ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ สาขาเลียบด่วน-เอกมัยรามอินทรา

สำหรับโครงการ Eco-Exploration Trip เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยรถยนต์ไฟฟ้า ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสร้างการตระหนักถึงประโยชน์ของเทคโนโลยียานยนต์สะอาด ทั้งเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย ที่สำคัญ เพื่อเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่และส่งเสริมการท่องเที่ยวแนวรักษ์โลก ด้วยยานยนต์ไฟฟ้าให้แก่ลูกค้ารถยนต์ ในเครือไพรม์มัส กรุ๊ป โดยกิจกรรมครั้งนี้ มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเข้าร่วมกว่า 40 คัน

ในวันแรก เริ่มต้นด้วยการนัดสมาชิกรวมพลกันที่โชว์รูม “เบนซ์ไพรม์มัส”  สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา เพื่อลงทะเบียนรับ Snack Box เติมพลังก่อนเดินทางสู่จังหวัดจันทบุรี พร้อมเริ่มเข้าสู่พิธีการ ด้วยการเชิญผู้บริหารจาก ไพรม์มัส กรุ๊ป, ททท. และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้า กล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ ต่อด้วยการชี้แจงเส้นทางและรายละเอียดของกิจกรรม จากนั้นผู้บริหารทั้ง 3 ท่าน ร่วมพิธีเปิดโครงการ และตีธงปล่อยขบวนคาราวานรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ

จุดแรก มุ่งหน้าสู่อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส ชมเรือรบหลวงและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของราชนาวีไทยในการเข้าร่วมสงครามเกาหลี พร้อมสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามโดยรอบของแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสัญลักษณ์ของชุมชนแห่งนี้  นอกจากเพลินเพลินกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดแล้ว เรายังได้ร่วมทานอาหารในแบบบุฟเฟ่ต์กับร้านอาหารทะเล “ริมเล” ร้านอาหารชื่อดังของปากน้ำประแส จัดเต็มด้วยเมนูอาหารทะเลที่คัดสรรวัตถุดิบ กุ้ง หอย ปู ปลา มาจากชาวประมงโดยตรง มาพร้อมรสชาดอาหารจัดจานชนิดที่ต้องยกนิ้วให้กันทีเดียว

หลังจากอิ่มหน่ำสำราญกันเรียบร้อย เราได้ออกเดินทางอีกครั้งกับเส้นทางสายสั้นๆ เพื่อมุ่งหน้าสู่ “ทุ่งโปรงทอง” ป่าชายเลน ที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของเทศบาลและชาวบ้าน ในการฟื้นฟูต้นไม้และระบบนิเวศ จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ยอดนิยมของจังหวัดระยอง โดยเปลี่ยนจากขับรถมานั่งรถพวงข้าง เพื่อเดินทางไปยังท่าเรือแสมผู้ นั่งเรือหางยาวล่องไปตามคลองแสมผู้ ที่มีความยากว่า 3 กม.สัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านริมลอง ก่อนลัดเลาะไปตามป่าชายเลน ชมทัศนียภาพที่สวยงามแปลกตาของต้นโกงกาง ต้นแสม ต้นลำพู ที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเล กุ้ง หอย ปู ปลาตีน ทั้งสัมผัสธรรมชาติของท้องทะเลอ่าวไทย

จากนั้น เรือได้แล่นวกกลับสู่ท่าเรือ แวะสักการะศาลเจ้าพ่อแสมผู้ และเดินลัดเลาะไปยังสะพานไม้ที่ทอดยาวกว่า 2 กม. พาดผ่านกลางทุ่งโปรง ที่มีสีทองอร่ามกว้างใหญ่แบบสุดลูกหูลูกตา และป่าโกงกาง ที่มีต้นโกงกาง ตะบูน ลำพู และแสม พร้อมเดินขึ้นไปที่หอชมวิว มีความสูงไม่มากนัก สามารถปีนขึ้นไปได้อย่างสบายๆ เมื่อขึ้นไปชั้นบนสุด จะได้เห็นภาพมุมสูงของคลองแสมผู้และป่าโกงกางที่สวยงามตระการตาในแบบพาโนรามา ก่อนมุ่งหน้าเดินทางสู่ที่พักริมทะเล “เป๊กกี้ โคฟ รีสอร์ท : Peggy’s Cove Resort” ที่ตกแต่งสไตล์หมู่บ้านชาวประมง บนหาดคุ้งวิมาน เพื่อเช็คอินน์ แยกย้ายสู่ห้องพัก เล่นน้ำและพักผ่อนตามอัธยาศัย

ในงานเลี้ยงยามค่ำคืน บรรยากาศเต็มไปด้วยสีสันสไตล์ Pool Party ทางทีมผู้บริหารของภาครัฐและเอกชน ได้พูดคุยและเสวนาเรื่องยานยนต์ไฟฟ้าในไทย จากนั้นเข้าสู่โหมดความสนุกสนานกับมินิคอนเสิร์ตจาก 3 หนุ่มสาวเอเนอร์จีแรงส์ “ออน-เอ๊ะ-แมน” ของวงละอองฟอง ที่สร้างความครึกครื้น และเพลิดเพลินด้วยเพลงในสไตล์ต่างๆ พร้อมชวนผู้ร่วมทริปร้องเพลงและเต้นตามกันแบบไม่มีใครยอมใคร จนต้องยกกล้องขึ้นถ่ายรูปเพื่อเก็บเป็นที่ระลึก ก่อนที่จะปิดงานกันแบบมีความสุขและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

วันรุ่งขึ้น หลังจากเต็มอิ่มกับอาหารเช้าจาก เป๊กกี้ โคฟ รีสอร์ท ได้นัดรวมพลและเริ่มเดินทางกันอีกครั้ง สู่ “อู่ต่อเรือพระเจ้าตากสิน” บ้านเสม็ดงาม เพื่อกราบสักการะขอพรพระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระเจ้าตากสิน และชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งสันนิฐานว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการกอบกู้แผ่นดินกรุงศรีอยุธยา โดยหลังจากที่พระเจ้าตากสิน ตีเมืองจันทบุรีสำเร็จแล้ว ได้ใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นอู่ต่อเรือร่วม 100 ลำ เพื่อยกทัพไปตีพม่าและกอบกู้เอกราชของชาติไทย เมื่อ พ.ศ.2310

ทั้งยังเป็นย่านการค้าทางทะเลและเป็นแหล่งต่อเรือสำเภาที่สำคัญของไทยในอดีต เมื่อกรมศิลปากร ได้ขุดค้นพบไม้ตะเคียนทอง เรือสำเภาโบราณ ที่มีลักษณะคล้ายเรือสำเภาจีน “ฟูเจี้ยน” และเรือขุดโบราณ พร้อม

เศษภาชนะ ขวานเหล็ก ถ้วยชามจีนต่างๆ โดยนำมาเก็บรวบรวมและจัดแสดงไว้ที่ “พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอู่ต่อเรือพระเจ้าตาก”

จากนั้นได้ร่วมทานอาหาร ที่ “ร้านครัวเจ๊ต้อย” เป็นอีกหนึ่งร้านอาหารที่ขึ้นชื่อของจันทบุรี ที่มีเมนูให้เลือกหลากหลาย พร้อมคัดสรรแต่ละเมนูด้วยอาหารทะเลที่สดใหม่ และรสชาติอร่อยในสไตล์คนเมืองจันทร์ ท่ามกลางบรรยากาศที่โปร่งสบาย ติดริมแม่น้ำจันทบุรี ก่อนเดินทางกลับและจบทริปการท่องเที่ยว Eco-Exploration Trip ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ – จันทบุรี ด้วยความประทับใจและสุขใจกับการท่องเที่ยวกับยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม…