Home Blog Page 91

แรงเกินต้าน! NEW GWM TANK 300 DIESEL ยอดจองทะลุเป้ากว่า 800 คันในเพียง 5 วัน พร้อมเอาใจแฟน ๆ ขยายระยะเวลาของราคาแนะนำจนจบงานมอเตอร์โชว์ฯ นี้เท่านั้น!

0

ล่าสุด GWM (Thailand) สร้างปรากฏการณ์ในเดือนมีนาคม จุดพลุฉลองปิดไตรมาสแรกของปี กับยอดจองทะลุเพดาน หลังเปิดตัวเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุดทั้ง 2 รุ่น ได้แก่ NEW GWM TANK 300 DIESEL และ ALL NEW GWM HAVAL H6 ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 โดยได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟน ๆ GWM ทั่วประเทศ ด้วยยอดจองพุ่งเกินคาด หลังเปิดตัวและประกาศราคาเพียงไม่ถึงสัปดาห์ โดย NEW GWM TANK 300 DIESEL ทำยอดจองได้ถล่มทลายเกินกว่า 800 คันเลยทีเดียว

ปาร์คเกอร์ ฉี ประธาน GWM ตลาดต่างประเทศ กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณจากใจสำหรับการตอบรับอย่างท่วมท้นต่อ NEW GWM TANK 300 DIESEL รุ่นใหม่ และ ALL NEW GWM HAVAL H6 ที่เราได้รับในงานมอเตอร์โชว์ 2025 การสนับสนุนของลูกค้าชาวไทยทุกท่านนั้นมีความหมายกับพวกเราเป็นอย่างมาก ทุก ๆ ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นของท่านเป็นแรงบันดาลใจให้เรามุ่งมั่นพัฒนารถยนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัย ประสิทธิภาพสูง และความปลอดภัยเพื่อคนไทยทุกคน ขณะนี้ GWM TANK 300 DIESEL รุ่นใหม่ มียอดจองมากกว่า 800 คันภายในเวลาเพียง 5 วัน และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อการสนับสนุนของทุกท่าน ผมขอประกาศขยายระยะเวลาโปรโมชันราคาพิเศษของทั้ง 2 รุ่น ไปจนถึงสิ้นสุดงานมอเตอร์ โชว์ หรือถึงวันที่ 6 เมษายน 2568 นี้ ผมขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับความไว้วางใจของท่านที่มีให้กับ GWM เราจะนำรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของเราเข้ามาให้คนไทยได้สัมผัสอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ GWM ขอขยายระยะเวลาของการใช้ราคาแนะนำช่วงเปิดตัวสำหรับ NEW GWM TANK 300 DIESEL และ ALL NEW GWM HAVAL H6 ตามคำเรียกร้องของผู้บริโภคชาวไทย ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 6 เมษายน 2568 โดยแฟน ๆ ยังสามารถซื้อรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ได้ในราคาแนะนำสุดคุ้ม ดังต่อไปนี้

NEW GWM TANK 300 DIESEL มี 3 รุ่นย่อย ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมสีภายนอกให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ สีเทา สีดำ สีขาว และสีส้ม ในราคา

  • NEW GWM TANK 300 DIESEL 4T รุ่น PRO ราคา 999,000 บาท
  • NEW GWM TANK 300 DIESEL 4T รุ่น ULTRA ราคา 1,149,000 บาท
  • NEW GWM TANK 300 DIESEL 4T ULTRA 4WD ราคา 1,249,000 บาท

ALL NEW GWM HAVAL H6 รถยนต์เอสยูวีสำหรับครอบครัวรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ มาพร้อมกับสีภายนอกถึง 3 สี ได้แก่ สีเทา สีดำ และสีขาว ใน 3 รุ่นย่อย มอบความคุ้มค่าคุ้มราคาอย่างแท้จริง โดย

  • ALL NEW GWM HAVAL H6 Hybrid SUV รุ่น PRO ราคา 929,000 บาท
  • ALL NEW GWM HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV รุ่น PRO ราคา 1,049,000 บาท
  • ALL NEW GWM HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV รุ่น ULTRA ราคา 1,149,000 บาท

ด้วยความโดดเด่นของ NEW GWM TANK 300 DIESEL รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชั่นล่าสุดในราคาเริ่มต้นที่ 999,000 บาท มีจุดเด่นในด้านความแข็งแกร่งและสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น พร้อมด้วยการรับประกันความทนทานของเครื่องยนต์ดีเซลสูงสุดถึง 1 ล้านกิโลเมตร (หรือ 8 ปี) ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงและเป็นที่นิยมในกลุ่มลูกค้าที่มองหารถยนต์ที่มีสมรรถนะสูง ครอบคลุมทั้งการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ทั้งแบบออนโรดและออฟโรดที่ทรงพลัง ในขณะเดียวกันก็ยังมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นิ่ง เงียบ นุ่มนวลกว่าเคย และประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดียิ่งขึ้น ตามเสียงเรียกร้องจากผู้ใช้งานจริง

ขณะที่ ALL NEW GWM HAVAL H6 ซึ่งถือเป็น SUV ไฮบริดและปลั๊กอิน-ไฮบริด ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ ก็ได้รับการแสตอบรับเป็นอย่างดีเยี่ยม การปรับโฉมใหม่และอัปเกรดแบบเต็มพิกัดในราคาแนะนำที่ยากจะปฏิเสธถึงความคุ้มค่า ซึ่งเริ่มต้นที่ 929,000 บาท โดยทั้ง 2 เครื่องยนต์มีจุดเด่นที่น่าสนใจที่มุ่งเน้นในการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีกว่าในทุกมิติ ทั้งการปรับช่วงล่างใหม่ให้ตอบรับกับความนิยมของคนไทยที่มีต่อรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด ในขณะเดียวกัน รุ่นปลั๊กอิน-ไฮบริด ยังมอบระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้มากถึง 150 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) อีกด้วย พร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัยมากมาย ตอบโจทย์ทุกความต้องการของครอบครัวได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย

เชิญชวนผู้สนใจสัมผัสประสบการณ์เทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะที่บูธ GWM A10 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2568 – 6 เมษายน 2568 โดยเปิดให้เข้าชมในวันธรรมดาเวลา 12.00 – 22.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ รวมถึงวันหยุดราชการเวลา 11.00 – 22.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แอปพลิเคชัน GWM เว็บไซต์ https://www.gwm.co.th/ หรือ GWM Contact Center หมายเลข 02-668-8888

“Grandprix Runbike Championship Partnership with R.C.S.” ประเดิมพรี-อีเวนต์ 2 สนาม ในงานมอเตอร์โชว์ฯ

0

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดยคุณอโณทัย เอี่ยมลำเนา กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ สายงานการผลิต สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ด้วยการร่วมมือกับ R.C.S ประเทศญี่ปุ่น จัดการแข่งขันจักรยานทรงตัวรายการดังระดับโลก Runbike Championship Series (R.C.S) ประเทศญี่ปุ่น ในการนำกีฬาสำหรับเด็กด้วยรูปแบบการแข่งขันจักรยานเด็กในรายการ “Grandprix Runbike Championship Partnership With R.C.S.”  ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับเกียรติในการจัดงานแข่งขันสุดยิ่งใหญ่ครั้งนี้

Runbike หรือจักรยานทรงตัว เป็นจักรยานที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเด็กเล็กเรียนรู้การทรงตัวและพัฒนาทักษะ การขี่จักรยานก่อนที่จะเริ่มใช้จักรยานแบบมีบันไดปั่น (Pedal Bike) โดยทั่วไปจักรยานทรงตัวจะไม่มีบันได โซ่ หรือเบรก เพื่อให้เด็กใช้ขาในการถีบพื้นและดันตัวเองไปข้างหน้ารวมถึงช่วยการเบรกเมื่อต้องการหยุด เหมาะสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 1.5-13 ปี และนี่จึงเป็นหนึ่งในการสร้างพื้นฐานสำคัญในการเสริมสร้างบุคลิก การเคลื่อนไหวที่สมดุลอย่างคล่องแคล่ว รวมถึงเป็นการปลูกฝังความมั่นใจ และใช้กีฬาเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัว”

ซึ่งหลังจากเราได้รวบรวมข้อมูลและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเกมกีฬาประเภทนี้จนเป็นที่แน่ใจแล้วว่า เราพร้อมที่จะนำกีฬา “Runbike” เข้ามาจัดในประเทศไทย และโดยปีนี้เราได้วางเป้าหมายในการจัดการแข่งขัน ภายใต้ความร่วมมือของ R.C.S. โปรโมเตอร์การแข่งขันจากประเทศญี่ปุ่น มาสนับสนุนและซัพพอร์ตเพื่อให้งานและการแข่งขันเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักสากล

คุณอโณทัย เอี่ยมลำเนา กล่าวว่า “ในส่วนของกรังด์ปรีซ์ เราจะมีการจัดพรี-อีเวนต์ ขึ้น 2 สนาม ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2025 โดยมีถ้วยรางวัลพิเศษที่จัดทำขึ้นเพื่องานนี้เฉพาะ มอบให้แก่ผู้ชนะที่แบ่งตามรุ่นการแข่งขัน อีกทั้งงานนี้ยังเป็นช่วยโปรโมตการแข่งขัน Grandprix Runbike Championship Series ให้เด็กๆ และครอบครัวผู้ที่สนใจได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าวอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะมีการจัดการแข่งขันประจำซีซั่น 2025 เพื่อเก็บคะแนนสะสม “โดยผู้ชนะแต่ละรุ่นของการแข่งขัน Grandprix Runbike Championship Series 2025 จะได้สิทธิพิเศษในการเข้าร่วมแข่งขัน Runbike World Championship (R.W.C 2026) ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยต้องผ่านเข้าสู่ Semi-Final โดยอัตโนมัติ” ซึ่งการแข่งขันจะแบ่งออกเป็น สนามที่ 1 วันที่ 12-13 เมษายน ณ สวนกีฬากมล, สนามที่ 2 วันที่ 12-13 กรกฎาคม ณ บางกอก อารีนา, สนามที่ 3 วันที่ 4-5 ตุลาคม ณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และสนามสุดท้ายแข่งขันกันที่สวนกีฬากมล ในวันที่ 8-9 พฤศจิกายน

สำหรับการแข่งขัน Grandprix Runbike Championship Series จะแบ่งรุ่นการแข่งขันออกเป็น รุ่นอายุ 2-3 ปี, รุ่นอายุ 3.1-3.6 ปี. รุ่น 3.7-4 ปี, รุ่น 4.1-4.6 ปี, รุ่น 4.7-5 ปี, รุ่น 3.1-5 ปี หญิง, รุ่น 5.1-5.6 ปี, รุ่น 5.7-6 ปี, รุ่น 6.1-6.6 ปี, รุ่น 6.7-7 ปี, รุ่น 5.1-7 ปีหญิง, รุ่น 7.1-8 ปี, รุ่น 8.1-9 ปี, รุ่น 7.1-9 ปี หญิง, รุ่นโอเพ่นจูเนียร์ 3.1-5 ปี, รุ่นโอเพ่นซีเนียร์ 5.1-7 ปี, รุ่นโอเพ่นโปร 7.1-13 ปี, แบบวิ่งผลัด (Relay Race), รุ่น Small 15 (อายุรวมไม่เกิน 15 ปี), รุ่น Big 20 (อายุรวมไม่เกิน 20 ปี), รุ่น Extra 25 (อายุรวมไม่เกิน 25 ปี) และสิ่งที่นักกีฬาเด็กๆ จะได้รับเมื่อสมัครเข้าแข่งขัน นั่นก็คือ 1.เสื้อนักแข่ง Limited Edition 2.เหรียญรางวัล Finisher 3.คู่มือการแข่งขัน 4.ของที่ระลึกจากสปอนเซอร์

นอกจากการแข่งขันที่เข้มข้นแล้ว ยังมีกิจกรมมต่างๆ สำหรับเด็กให้ร่วมสนุก อาทิ โซนกิจกรรม Face And Body Painting, โซนกิจกกรม Photo Booth ตู้ Kios และบูธสปอนเซอร์ และร้านขายของอีกมากมายภายในงาน ให้เด็กๆ และผู้ปกครองได้ร่วมทำกิจกรรมร่วมกันนอกเหนือจากเกมการแข่งขันในงาน

“ซึ่งซีรีส์การแข่งขันนี้ เราได้ตั้งใจที่จะนำเสนอให้เด็กๆ และผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมในการใช้เวลาร่วมกัน ผ่านการแข่งขันกีฬา Grandprix Runbike เพื่อพัฒนาทักษะทางด้านร่างกาย ก่อนจะต่อยอดไปสู่การเป็นนักกีฬาในอนาคต และเราได้เป้าหมายว่าการแข่งขันรายนี้ จะสามารถดึงดูดผู้เข้าแข่งขันทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศได้มากกว่า 400 คน และผู้เข้าร่วมทั้งหมดมากกว่า 2,000 คน”

“การนำการแข่งขัน R.C.S. มาจัดในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างชื่อเสียงของไทยในเวทีระดับโลก พร้อมผลักดันวงการกีฬาเยาวชนและกีฬาเพื่อครอบครัวในประเทศไทยให้ก้าวไปอีกระดับ เรามุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน โดยตั้งใจให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมกีฬาระดับนานาชาติในภูมิภาคเอเชียให้ได้ในอนาคต”

การร่วมมือกับ R.C.S. ถือได้ว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับวงการกีฬาบ้านเรา รวมถึงเป็นการเปิดโลกธุรกิจใหม่ที่นอกเหนือจากธุรกิจเดิมๆ ที่เคยทำมาของกรังด์ปรีซ์ฯ โดยคุณยูกิ ทากาฮิระ ประธานจัดการแข่งขันรายการ R.C.S กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างที่ได้ร่วมมือกับกรังด์ปรีซ์ฯ องค์กรที่มากด้วยประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญในการจัดการแข่งขันชั้นนำมาแล้วมากมาย ในการนำการแข่งขัน Runbike Championship Series มาสู่ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีความพร้อมทั้งด้านสถานที่จัดงาน และการจัดงานในมาตรฐานระดับมืออาชีพ เราเชื่อว่าปี 2025 จะเป็นปีที่พิเศษและสร้างความตื่นเต้นให้กับนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันจากทั่วทุกมุมโลก”

“การแข่งขันรายการที่จัดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สนามประลองความเร็วสำหรับเด็กๆ แต่ยังเป็นเวทีที่สะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างรากฐานกีฬาเยาวชน รวมถึงการพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ร่างกาย เราหวังว่าซีรีส์การแข่งขันนี้ จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจใหม่ให้กับวงการกีฬาและครอบครัวทั่วโลก โดยประเทศไทยพร้อมเปิดบ้านต้อนรับนักกีฬาและผู้ชมจากทุกมุมโลกสู่สนามแข่งขันที่เปี่ยมไปด้วยพลังและความสนุกสนาน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ GP Motorsport และช่องทางโซเชียลมีเดียในเครือกรังด์ปรีซ์ฯ”

อีซูซุคว้า 2 รางวัลเกียรติยศ “สุดยอดองค์กรแห่งปี” (Thailand Top Company Awards 2025) และรางวัล “แบรนด์น่าเชื่อถือสูงสุดแห่งปี” (2025 Thailand’s Most Admired Brand)

0

กลุ่มตรีเพชรโดย คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด รับมอบรางวัลเกียรติยศ “สุดยอดองค์กรแห่งปี 2025”  (Thailand Top Company Awards 2025) ต่อเนื่องมายาวนานเป็นปีที่ 11 จากนิตยสาร BUSINESS+ โดยอีซูซุได้รับรางวัลในฐานะองค์กรที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดของประเทศ ประเภท “อุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์” ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ราชประสงค์

นอกจากนี้ คุณสมคิด แสงอารยะกุล กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ยังเป็นผู้แทนบริษัท รับรางวัล “แบรนด์รถปิกอัพที่น่าเชื่อถือสูงสุดประจำปี 2568” (2025 Thailand’s Most Admired Brand) ซึ่งเป็นผลจากการสำรวจและวิจัยความน่าเชื่อถือและไว้วางใจจากผู้บริโภค       ทั่วประเทศ โดยนิตยสาร BrandAge ซึ่ง “แบรนด์อีซูซุ” ได้รับคะแนนความน่าเชื่อถือเป็น อันดับ 1 ในหมวดยานยนต์ กลุ่มรถกระบะบรรทุก 1 ตัน ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ผู้นำที่เคียงคู่สังคมไทยมายาวนาน

ร่วมติดตามและอัปเดตข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่  www.isuzu-tis.com   หรือ LINE: @isuzuthai

วิริยะประกันภัย ร่วมคณะกรรมการกลางอิสลามฯ ลงนาม MOU ส่งเสริมประกันภัยตะกาฟุลในไทย

0

พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และ นายวิชัยยุทธ เหลืองสุวรรณ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) ภายใต้ “โครงการความร่วมมือส่งเสริมประกันภัยตามหลักศาสนาอิสลาม (ตะกาฟุล) ให้กับกลุ่มพี่น้องมุสลิมและสนับสนุนกิจการด้านศาสนา” เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์วิริยะตะกาฟุล ให้กับพี่น้องมุสลิม และประชาชนทั่วไป ได้เข้าถึงประกันวินาศภัยที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม ทั้งนี้ กองทุนตะกาฟุลส่วนหนึ่ง จะถูกนำไปสนับสนุนกิจการด้านศาสนา เพื่อพัฒนาสังคมต่อไป โดยพิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมสำนักจุฬาราชมนตรี ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ เขตหนองจอก กรุงเทพฯ

สำหรับ “วิริยะตะกาฟุล” เป็นผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัย ที่ถูกต้องตามหลักการของศาสนาอิสลาม ครอบคลุมการดูแลทั้งด้านตะกาฟุลรถยนต์ ตะกาฟุลสำหรับบ้านและทรัพย์สิน และตะกาฟุลสำหรับธุรกิจและความรับผิด โดยมี คณะกรรมการชะรีอะฮ์วิริยะตะกาฟุล ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลการบริหารจัดการด้านการเงินและการลงทุน  ให้สอดคล้องกับหลักการศาสนาอย่างเคร่งครัด อีกทั้ง บริษัทฯ ยังได้จัดโครงการอบรมความรู้ให้กับบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์วิริยะตากาฟุลให้สามารถรองรับกับความต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้น รวมถึงส่งเสริมตะกาฟุลในประเทศไทยให้มีความเจริญก้าวหน้า อันจะนำไปสู่การส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมระหว่างกลุ่มประเทศอิสลามต่อไปในอนาคต

(มีคลิปวีดีโอ) ถึงเวลา NISSAN SERENA e-POWER ตัวใหญ่…ใช้ง่าย…ขับสนุก ?!?

0
Nissan Serena e-Power 15

เมื่อปลายปีที่แล้ว (2567) ในงานมอเตอร์เอกซ์โป ไฮไลท์ที่โดดเด่นของบูธ Nissan คือการเปิดตัว MPV ชื่อ Serena เปิดตัวพร้อมขาย ประเดิมด้วยรุ่นไฮบริด เครื่องยนต์ เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 150 แรงม้า ทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่กำลัง 2.6 แรงม้า เกียร์แบบ CVT อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 14.2 กม./ลิตร ขายที่ราคา 1,469,000 บาท ได้รับความสนใจจากตลาดมียอดขายเป็นที่น่าพอใจ ด้วยคุณสมบัติหลักคือความเป็นรถ MPV ภายใต้แนวคิด “Big. Easy. Fun.”ตัวใหญ่ใช้ง่ายขับสนุก ซึ่งในตลาดมีรถ MPV ไซด์นี้ ราคาประมาณนี้ ให้เลือกน้อย Serenaมานำเสนอเป็นตัวเลือก จึงจัดว่าโดนพอสมควร แต่ก็ยังมีติบ้างเรื่อง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และกำลังเครื่องยนต์ไม่สมดุลกับขนาดรถ คือ Big ได้ Easy ได้ แต่ยังไม่ Fun เท่าที่อยากได้

ตัวเลือก e-Power ที่นำเสนอไปพร้อมกัน แต่ยังไม่ขายในช่วงแรกจึงต้องมาแล้วในเวลานี้!!!

Nissan Serena e-Power ใหม่ MPV 7 ที่นั่ง มาด้วยดีไซน์แบบ Next Generation V-Motion กันชนหน้า และหลังออกแบบให้เป็นสเกิร์ตล่างในตัว ไฟหน้า และหลัง เป็นแบบ Full LED ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว สีทูโทน มีสปอยเลอร์หลังคา และสปอยเลอร์ด้านข้างดีไซน์สปอร์ตในตัว ประตูสไลด์อัตโนมัติแบบแฮนด์ฟรีทั้ง 2 ด้าน โดยสามารถควบคุมการเปิด-ปิด ได้จากสวิตช์ควบคุมในตำแหน่งต่างๆ อาทิ เซนเซอร์แฮนด์ฟรีที่เพียงยื่นเท้าไปที่เซ็นเซอร์บริเวณเสากลาง ประตูรถจะเลื่อนเปิดอัตโนมัติ หรือ จากสวิตช์ที่บริเวณแถวที่นั่งแถวสามก็ได้ฟังค์ชั่นนี้เพิ่มเติมขึ้นมาให้ใช้งานสะดวกขึ้น ส่วนฝาท้ายอเนกประสงค์แบบ Dual Back Door ยังคงมีอยู่เช่นเดิม

Nissan Serena e-Power 2

Nissan Serena e-Power 3

 

 

Nissan Serena e-Power 3

 

ภายในห้องโดยสาร ออกแบบให้ผู้ขับขี่มองเห็นด้านหน้าได้ชัดเจนมากที่สุด กระจกบานใหญ่ด้านหน้าด้านข้างก็เป็นจุดเด่นที่ช่วยให้ทัศนวิสัยดีมากทั้งผู้ขับผู้โดยสาร มีหน้าจอแสดงผลแบบ TFT ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว ความละเอียดสูง แสดงผลได้ 2 รูปแบบ สามารถเลือกโฮมสกรีนในรูปแบบที่ต้องการได้ มีปุ่ม Camera สำหรับระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง หรือ Intelligent Around View Monitoring (IAVM) รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto การปรับเบาะที่นั่งภายในรถทำได้ถึง 13 รูปแบบ อาทิ โหมดขนกระเป๋า หรือสัมภาระชิ้นยาวอย่างถุงกอล์ฟ โหมดเพิ่มพื้นที่ช่วงขา โดยปรับเลื่อนที่นั่งแถว 2 และ 3 ไปด้านหลัง เพิ่มพื้นที่ขา เช่น โหมด “travel-to-the-sea” ที่บรรจุสัมภาระและอุปกรณ์ ด้วยการเลื่อนเบาะแถว 2 และ 3 เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับวางสัมภาระขนาดใหญ่ได้สะดวก โหมดปรับเบาะที่นั่งแถว 2 และ 3 ราบ ให้กลายเป็นที่นั่งราบเหมือนห้องนั่งเล่นก็ทำได้

Nissan Serena e-Power 4

Nissan Serena e-Power 7

Nissan Serena e-Power 10

จุดเด่นที่สำคัญคือการเติมเต็ม FUN ด้วย เทคโนโลยี e-Power ประกอบด้วยชุดขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลัง 163 แรงม้า ให้แรงบิด 315 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 1.77 kWH ช่วยให้ขับได้เหมือน รถยนต์ไฟฟ้า 100% เช่นเดียวกับ Nissan Kicks e-Power ส่วนเครื่องยนต์สันดาปสำหรับสร้างกระแสไฟฟ้านั้น เป็นเครื่องยนต์ใหม่รหัส HR14DDe ขนาดความจุ 1,400 ซีซี 3 สูบ แบบหัวฉีดไดเร็กอินเจ็กชั่น รองรับน้ำมัน E10ได้ เป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับชุดมอเตอร์ไฟฟ้าโดยเฉพาะและนำมาใช้กับ Serena e-Power ใหม่นี้เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ เดินได้เรียบและเงียบมากขึ้น มีรูปแบบการขับขี่ 3 โหมดหลัก ได้แก่ Standard Mode ให้ทั้งความแรงและประหยัด Sport Mode ที่ ขับสนุกสไตล์สปอร์ต และEco Mode ที่เน้นการประหยัดพลังงาน มี ฟังก์ชัน B เพิ่มแรงหน่วง หรือ ช่วยเบรก และเพิ่มการฟื้นฟูพลังงาน หรือ Regenerative รวมถึง EV Mode ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้รถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เหลือภายในแบตเตอรี่

Nissan Serena e-Power 11

โดยเครื่องยนต์จะไม่ทำงานจนกระทั่งแบตเตอรี่อยู่ในระดับต่ำ เป็นการตอบโจทก์ FUN ที่ยังคาใจอยู่ ด้วยการขับสนุกขึ้นและ ความประหยัดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงดีขึ้นเป็น 18.2 กม./ลิตร !!! เปิดราคาที่ 1,690,000 บาท Yes..Nissan กันมั้ยครับ

มาสด้าปรับโฉม NEW MAZDA2 ESSENTIAL ราคาสุดคุ้มเริ่มต้น 5 แสนเครื่องยนต์คลีนดีเซล 1.5 แรงสุด ประหยัดสุด เทคโนโลยีสกายแอคทีฟล้นคัน

0

มาสด้าเปิดตัว New Mazda2 Essential รถยนต์นั่งสปอร์ตซิตี้คาร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากลูกค้าชาวไทย พร้อมแนวคิด Nothing Else เลือกแล้วว่าใช่ ก็ไม่ต้องการอะไรอีก ด้วยดีไซน์ใหม่ล่าสุดบ่งความเป็นตัวตนที่ชัดเจน พร้อมฟังก์ชั่นที่เติมเต็มกับทุกไลฟ์สไตล์ในการขับขี่ เจาะกลุ่มเจนเนอเรชั่น Z ที่กำลังมองหารถยนต์คันแรกสำหรับการใช้งานที่ให้ความคุ้มค่ามากที่สุด และตอบโจทย์ความเป็นตัวของตัวเอง มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซินและสกายแอคทีฟคลีนดีเซล ใน 4 ทางเลือกใหม่ กับรุ่น PRIME, ULTRA และ SIGNATURE ทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และแฮตช์แบค 5 ประตู เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์ความสะดวกสบายและความปลอดภัยครบครัน เปิดราคาจำหน่ายที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นเริ่มต้นเพียง 529,000 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษออกรถเริ่มต้นเพียง 26,450 บาท1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 พิเศษสุดสำหรับลูกค้าครอบครัวมาสด้า รับฟรีบัตรน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท* เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้ามุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นในทุกบริบท ตามแนวทางที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อถ่ายทอดปรัชญาของแบรนด์ Joy Drives Lives ความสุขขับเคลื่อนชีวิต เพื่อเป็นแบรนด์ที่อยู่ในทุกช่วงเวลาการใช้ชีวิตของลูกค้า และเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการส่งมอบการบริการที่ดีที่สุด รวมถึงการมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมยานยนต์อันล้ำสมัย ทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะการขับขี่ คุณภาพระดับพรีเมี่ยม ครบครันในเรื่องความสะดวกสบายและเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับโลก ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกยุคสมัย ด้วยเหตุนี้ มาสด้าจึงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความสดใหม่อยู่เสมอ ด้วยการปรับโฉมและเปิดตัวสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ของมาสด้าจะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดีที่สุด

การปรับโฉมและกลยุทธ์การตลาดและผลิตภัณฑ์ของมาสด้า2 ครั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับรถยนต์นั่งรุ่นยอดนิยมของมาสด้า และเพื่อให้ตรงต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ภายใต้ชื่อใหม่ที่เรียกว่า New Mazda2 Essential มาพร้อมแนวคิด Nothing Else เลือกแล้วว่าใช่ ก็ไม่ต้องการอะไรอีก ถ่ายทอดดีไซน์ที่บ่งความเป็นตัวตนที่ชัดเจน และฟังก์ชั่นที่เติมเต็มกับทุกไลฟ์สไตล์ในการขับขี่ คงความโดดเด่นด้วยการออกแบบที่สง่างามทั้งภายนอกและภายใน ภายใต้ปรัชญา Kodo- Soul of Motion ที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มเจเนอเรชั่น Z ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของมาสด้า และยังคงให้ความคุ้มค่า คุ้มราคามากที่สุดในเซ็กเม้นต์นี้ ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหารถยนต์คันแรกในการใช้ชีวิต

เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ New Mazda2 Essential จึงได้มีการวางกลยุทธ์ทางผลิตภัณฑ์ใหม่ ด้วยการปรับชื่อรุ่นย่อยใหม่และปรับโฉมให้โดดเด่นเข้าถึงกลุ่มลูกค้า พร้อมทั้งมีราคาจำหน่ายที่เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นรถยนต์มาสด้าในหลาย ๆ ด้านไว้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งการออกแบบที่สง่างาม ความประณีตของภายในห้องโดยสาร รวมถึงการออกแบบโดยเน้นหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อมอบความสนุกสนานในการขับขี่ ตามปรัชญา จินบะ-อิไต มาพร้อมกับทางเลือกของ 4 รุ่นใหม่ มีให้เลือกทั้งในรูปแบบตัวถังแบบซีดาน 4 ประตู และแบบแฮตช์แบ็ค 5 ประตู ประกอบด้วย

  • รุ่น PRIME มอบความ ”คุ้มสุด” เป็นรุ่นเริ่มต้นที่มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 3 ลิตร ตอบโจทย์ทุกความต้องการให้ใช้ชีวิตได้แบบคุ้มค่าตั้งแต่เริ่มต้น มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน โดดเด่นด้วยไฟหน้าโปรเจกเตอร์แบบ LED พร้อมการตกแต่งเพิ่มความสปอร์ตด้วยกระจังหน้าสีดำ วางราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นเพียง 529,000 บาท
Mazda2 Essential Ultra
  • รุ่น ULTRA มอบความ “สบายสุด” มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 3 ลิตร ครบครันด้วยเทคโนโลยีความสะดวกสบาย พร้อมฟังก์ชั่นที่รู้ใจและตอบโจทย์กับทุกมิติของการใช้ชีวิต ทั้งระบบ Entertainment และความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร อาทิ Mazda Connect ที่รองรับ Apple CarPlay® และ Android AutoTM พร้อมหน้าจอ Center Display แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่ควบคุมผ่าน Center Commander ตกแต่งภายในอย่างมีเอกลักษณ์ด้วยแผงคอนโซลหน้าไบโอพลาสติกแบบสี ผลิตจากวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย i-Activsense อาทิ ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance พร้อมกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง ราคาจำหน่าย 589,000 บาท
Mazda2 Essential Signature
  • รุ่น SIGNATURE มอบความ “พร้อมสุด” โดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์แบบ Sport Design พร้อมฟังก์ชั่นทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยและความสะดวกสบายครบครัน ควบคู่กับสมรรถนะการขับขี่ที่สนุก มาพร้อมสองทางเลือกที่ดีที่สุด กับรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 3 ลิตร ในรุ่น 1.3 Signature ภายนอกตกแต่งด้วยกระจังหน้าแบบ Sport Design กระจกมองข้างสีดำ ภายในตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังสีดำ และผ้า Grand Luxe Suede® พร้อมกรอบช่องแอร์สีแดง วางราคาจำหน่าย 659,000 บาท และทางเลือกที่สองกับเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร ในรุ่น XDL Signature มาพร้อมหลังคาสีดำ ล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว สี Black Machining และดิสก์เบรกหลัง ประหยัดน้ำมันสูงสุด 26.3 กม./ลิตร พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย i-Activsense หลายระบบ วางราคาจำหน่าย 749,000 บาท

New Mazda2 Essential ยังคงโดดเด่นด้วยสมรรถนะการขับขี่ของเครื่องยนต์สกายแอคทีฟอันเลื่องชื่อ โดยมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 ลิตร ที่ให้สมรรถนะการขับขี่และการประหยัดน้ำมันสูงสุด 22.3 กม./ลิตร และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ลิตร ที่ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยมและประหยัดน้ำมันสูงสุด 26.3 กม./ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระแบบแมนนวลโหมด Activematic นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบคววบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง หรือ G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) เทคโนโลยีเฉพาะของมาสด้า ที่ช่วยควบคุมสมรรนะการขับขี่ให้แม่นยำ สมดุล และมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ให้ทั้งความสะดวกสบายในการใช้งานที่คุ้มค่าตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว

New Mazda2 Essential มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบป้องกันล้อล็อค 4W-ABS ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC รวมถึงระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HLA เป็นต้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบ i-Activesense มากมายหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
  • ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance (Advanced Smart City Brake Support)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ HBC (High Beam Control)
  • ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control)
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ SBS (Smart Brake Support)

New Mazda2 Essential มีให้เลือกทั้งหมด 8 สี ประกอบด้วย

  • สีแดง โซลเรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
  • สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
  • สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)
  • สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
  • สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ (Platinum Quartz)
  • สีเทา โพลีเมทัล เกรย์ (Polymetal Gray)
  • สีฟ้า แอร์ สตรีม บลู (Air Stream Blue)
  • สีเทา แอโร เกรย์ (Aero Gray)

Mazda2 Essential Ultra

Mazda2 Essential Signature

สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ New Mazda2 Essential สามารถชมรถคันจริงได้ภายในงานมอเตอร์ โชว์ 2025 ระหว่างวันที่ 26 มี.ค. – 6 เม.ย. 68 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี หรือที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษในช่วงเปิดตัว ออกรถเริ่มต้นเพียง 26,450 บาท1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 และพิเศษสำหรับลูกค้าครอบครัวมาสด้า รับฟรีบัตรน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท*

หมายเหตุ:

1 ออกรถเริ่มต้น 26,450 บาท คำนวณจากเงินดาวน์ 5% รุ่น 1.3 PRIME/1.3 PRIME SPORTS ราคา 529,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

2 ฟรี ประกันภัยชั้น 1 โดยผู้จำหน่าย และบริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4) บมจ. แอกซ่าประกันภัย

AP Racing เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมนำเบรกคุณภาพระดับโลกเสิร์ฟคนรักการอัพเกรดรถ

0

สิ้นสุดการรอคอย เมื่อ AP Racing เบรกคุณภาพระดับโลก อายุกว่า 100 ปี จากประเทศอังกฤษ ประกาศเปิดตัวแทนจำหน่าย AP Racing อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้การนำเข้าและจัดจำหน่ายโดย KCC Motorsport ผู้เชี่ยวชาญสินค้ามอเตอร์สปอร์ตระดับไฮเอนด์

คุณโชคสถิตย์ เบญจรัตนาภรณ์, ประธานกรรมการ บริษัท เคซีซี แมชชีนเนอรี่ จำกัด กล่าวว่า “เรามีความภูมิใจมากที่ได้เป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายเบรก AP Racing อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย หลังจากต้องผ่านด่านการคัดเลือกหลายรอบจาก AP Racing ประเทศอังกฤษ โดยเป้าหมายของเราคือต้องการให้คนชอบการอัพเกรดรถในประเทศไทยได้สัมผัสถึงเทคโนโลยีเบรกระดับสูงจากสนามแข่ง ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ ให้มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุดในการใช้ยานยนต์ ภายใต้การดูแลจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ที่พร้อมให้การบริการและคำแนะนำจากวิศวกรทั้งไทยและโรงงานที่ประเทศอังกฤษเพื่อเลือกคาลิเปอร์และจานเบรกให้เหมาะสมกับรถ รวมถึงการติดตั้งที่ถูกต้องได้มาตรฐาน มีอะไหล่ซัพพอร์ต เพราะทุกวินาทีของความเร็วคือประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด”

Mr.James Coyne, Key Account Manager AP Racing จากประเทศอังกฤษ กล่าวว่า “ผมมีความยินดีที่ได้ทาง KCC Motorsport มาเป็น Authorized Dealer ในประเทศไทย จากที่เราได้คัดเลือกจากหลายบริษัทที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เราเห็นถึงศักยภาพในการจัดจำหน่ายและการดูแลลูกค้าของ KCC Motorsport ที่ตั้งใจจะมอบสินค้าและบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในประเทศไทย ผมเชื่อมั่นว่านอกจากที่ลูกค้าจะได้ใช้เบรกมาตรฐานคุณภาพระดับโลกจากสนามแข่งแล้ว ยังเชื่อมั่นได้ว่าจะได้รับการบริการที่ดีจากตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการคัดเลือกจาก AP Racing อีกด้วย”

สำหรับ เบรก AP Racing เป็นเบรกมาตรฐานสูงระดับไฮเอนด์จากประเทศอังกฤษ ที่มุ่งเน้นเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัยขั้นสูงสุดสำหรับรถยนต์ ทั้งในระดับผู้ใช้ทั่วไปและในรายการแข่งระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น รายการแข่งฟอร์มูล่าวัน, NASCAR, Super GT, World Touring และ World Rally ล้วนให้ความไว้วางใจระบบเบรกและคลัชจาก AP Racing ซึ่งในปี 2025 รายการแข่งฟอร์มูล่า1 ฤดูกาลแรกที่จะจัดขึ้นที่ประเทศออสเตรเลียในเดือนมีนาคมนี้ AP Racing ได้เป็นผู้ผลิตระบบเบรกและคลัชให้กับรถแข่งถึง 8 ใน 10 ทีม

FORGED 10

ด้วยการออกแบบที่ทันสมัยและเทคโนโลยีที่ผ่านการทดสอบจากสนามแข่งจริง AP Racing ได้นำเบรกจากสนามแข่งมาสู่การขับขี่บนท้องถนน เช่น Pro 5000R, Radical-ll ในปี 2025 นี้ AP Racing เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่มากมายเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างคอบถ้วน ตั้งแต่ รุ่น Forged 10 คาลิเปอร์เบรกขนาด 10 Pistons ซึ่งตอบโจทย์รถกลุ่ม Sport Car และ Super Car โดยเฉพาะ

นอกจากนี้สำหรับกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะสูง AP Racing ถือเป็นแบรนด์แรกที่ได้ผลิตเบรกระดับไฮเอนด์ที่เพื่อการUpgradeรถ ออกแบบเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ในรุ่น AP Racing MONO-E และ Radical-E ที่สามารถหยุดรถได้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เงียบและหนักแน่น พร้อมทั้งยืดระยะทางการวิ่งของรถไฟฟ้าให้ได้มากขึ้นอีกด้วย

Mono R – 6 Pot

พร้อมกันนี้ในกลุ่มรถกระบะ และรถเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ AP Racing ได้ออกรุ่น Radical X ที่มาพร้อมคาลิเปอร์ขนาด 6 POTS ซึ่งสามารถรองรับน้ำหนักรถที่มากได้ เหมาะสำหรับรถที่ใช้งานหนัก สไตล์แอดเวนเจอร์ โดยมีเทคโนโลยี Forged Steel

นอกจากนี้ AP Racing ยังเปิดตัวคาลิเปอร์สีใหม่ คือ คาลิเปอร์สีใหม่ คือ สีขาว และ สีเหลือง อีกด้วย

“สุดท้ายนี้อยากเชิญชวนคนที่รักการอัพเกรดรถ ให้เข้ามาสัมผัสเบรกคุณภาพระดับโลกจาก AP Racing โดยผู้นำเข้าและจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านได้สิ่งที่ดีที่สุด สำหรับรถคันโปรดของคุณ” คุณโชคสถิตย์ กล่าวปิดท้าย

เรเว่จัดกิจกรรม BYD Lab เป็นครั้งแรกของไทย ตอกย้ำการเป็นผู้นำ ด้านนวัตกรรมยานยนต์แห่งโลกอนาคต

0

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD และ DENZA อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ จัดกิจกรรม BYD Lab เป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 5 เมืองทองธานี โดยผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสกับ นวัตกรรมล่าสุดมากมายจาก BYD ผ่านกิจกรรมที่น่าตื่นตาหลายรูปแบบรวมถึง การทดลองขับรถยนต์ภายในอาคาร ผ่านสถานีจำลองที่มีความท้าทาย, นิทรรศการแสดงเทคโนโลยีผ่านสื่อหลายรูปแบบ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่สำคัญ กิจกรรม BYD Lab เปิดให้เข้าชมฟรี ทั้งยังมีสิทธิพิเศษมากมายให้กับลูกค้าของเรเว่ที่มาร่วมกิจกรรม ทั้งลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าที่จองรถในงานมอเตอร์โชว์

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “BYD เป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ เรเว่จึงได้ร่วมมือกับสำนักงานใหญ่ของ BYD เพื่อจัดกิจกรรม BYD Lab ขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งรูปแบบของกิจกรรมผ่านการปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการ ของผู้บริโภคชาวไทย ให้ทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ เทคโนโลยียานยนต์แห่งโลกอนาคต ที่ติดตั้งในรถยนต์ BYD เรามั่นใจว่างานนี้ควรค่าแก่การเยี่ยมชม เนื่องจากมีกิจกรรมตื่นตาหลายรูปแบบ ซึ่งอัดแน่นอยู่บนพื้นที่จัดแสดงขนาด 5,000 ตร.ม.”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “งาน BYD Lab มีกิจกรรมที่เป็นไฮไลท์มากมายรวมถึง ครั้งแรกของไทยกับการสาธิตระบบขับเคลื่อนรถยนต์เหนือน้ำในกรณีฉุกเฉิน หรือ Emergency Floating Function ซึ่งติดตั้งมาใน Yangwang U8 ทั้งยังมีสาธิตระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อแบบ Crab Walk ใน DENZA Z9 GT อีกด้วย นอกจากนั้น ยังมีรถยนต์ BYD และ DENZA ให้สัมผัสในงาน ทั้งรถยนต์จัดแสดงและรถยนต์ทดลองขับ หากคุณคือผู้ที่สนใจเทคโนโลยียานยนต์ล่าสุด BYD Lab คืองานที่คุณไม่ควรพลาด”

BYD Lab แบ่งออกเป็น 5 ส่วนหลักด้วยกัน ประกอบด้วย Creation-Lab, Tech-Lab, Vision-Lab, Simulation-Lab และ Test-Lab โดยแต่ละสถานีผ่านการพัฒนาและออกแบบมาภายใต้สามแนวคิดหลัก เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ สังเกต (Observing), เรียนรู้ (Learning) และ ทดสอบ (Testing) จุดเริ่มต้นของกิจกรรมอยู่ที่จุดลงทะเบียน ซึ่งทุกท่านจะได้รับ e-passport ไว้สะสม e-stamp หลังจากที่เข้าร่วมกิจกรรมจนเสร็จสิ้นในแต่ละส่วน ซึ่งจะมีของที่ระลึกจาก BYD Lab มอบให้กับผู้เข้าเยี่ยมชมงานที่สะสม e-stamp จนครบตามที่กำหนดด้วย

แต่ละส่วนของ BYD Lab ล้วนมีไฮไลท์อยู่ ซึ่งทั้งหมดรวบรวมอยู่บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 5,000 ตร.ม. โดยส่วนแรกของกิจกรรมนั้นคือ Creation-Lab ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ค้นพบนวัตกรรม และเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าจาก BYD ผ่านนิทรรศการที่มีสื่อหลากหลายรูปแบบ รวมถึงรถยนต์จัดแสดง ในสถานีถัดไปเป็น Tech-Lab ให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าผ่านการจัดแสดง E-Platform

ส่วนที่สามของ BYD Lab คือ Vision-Lab ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสกับ Yangwang U8 คันจริงร่วมกับการใช้กล้อง interactive AR เพื่อศึกษาเทคโนโลยีในรถยนต์ผ่านภาพเสมือนจริง ในส่วนถัดไปเป็น Simulation-Lab ให้ผู้เข้าร่วมงานชมศักยภาพของ Yangwang U8 ที่สามารถขับเคลื่อนได้ในสระน้ำความลึก 1.5 เมตร ในส่วนสุดท้าย ผู้เข้าร่วมงานจะได้ทดลองขับรถยนต์ BYD รุ่นที่ชื่นชอบผ่านสถานีจำลองรูปแบบต่างๆ ในส่วน Test-Lab

ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีคอนเสิร์ตจากนักร้องชื่อดังที่งาน BYD Lab อีกด้วย พิเศษสำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์ BYD หรือ DENZA ในงานมอเตอร์โชว์ จะได้รับ BYD Card เพื่อรับสิทธิ์เข้าใช้บริการใน BYD Exclusive Lounge สำหรับลูกค้าปัจจุบันของเรเว่ เพียงโชว์ BYD App ที่หน้างาน สามารถเข้าร่วมงาน พร้อมรับสิทธิ์ใช้บริการในพื้นที่พิเศษ ซึ่งมีอาหารและเครื่องดื่มไว้ให้บริการโดยเฉพาะ

เชิญพบกับนวัตกรรมยานยนต์แห่งโลกอนาคตจาก BYD ได้ที่ BYD Lab ซึ่งเปิดให้เข้าชมฟรีที่ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 5 เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ในวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 พร้อมพบกับทัพนตรกรรม BYD และ DENZA ที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตได้ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี บูทหมายเลข A20 สำหรับ BYD และ A18 สำหรับ DENZA ซึ่งจัดคู่ขนานกับงาน BYD Lab และไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว เพียงติดตาม Official Facebook Page: BYD REVER Thailand ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมของรถยนต์ BYD ทุกรุ่นได้ที่ reverautomotive.com

XPENG ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัจฉริยะ โชว์วิสัยทัศน์แห่งอนาคต ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 พร้อมเปิดตัว X9 Premium

0

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA เขย่าเวที มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึง 6 เมษายน 2568 ด้วยการโชว์วิสัยทัศน์ผู้นำเทคโนโลยีการขับเคลื่อนแห่งโลกอนาคต และเปิดตัว ‘X9 Premium’ รุ่นย่อยของรถตู้ไฟฟ้าทรงสปอร์ตอัจฉริยะ เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าที่ต้องการใช้พื้นที่ในห้องโดยสารอย่างอเนกประสงค์ ในราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น และข้อเสนอสุดพิเศษแห่งปีสำหรับ G6

มร. เจมส์ วู รองประธาน เอ็กซ์เผิง มอเตอร์ส กล่าวว่า “เอ็กซ์เผิง กำลังเดินหน้าปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเน้นการพัฒนาทางด้านซอฟต์แวร์เป็นหลัก ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี AI แบบครบวงจร รวมถึงการพัฒนาชิปอัจฉริยะรุ่นล่าสุด ‘Turing Chip’ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการขับอัตโนมัติโดยเฉพาะ และ AI ที่เรียนรู้จากพฤติกรรมของผู้ขับ ทำให้ตัวรถมีศักยภาพในการพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบ OTA (Over The Air) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รถ เอ็กซ์เผิง ทุกคันฉลาดขึ้นอยู่ตลอดเวลา”

 

++ Turing AI Chip – ขุมพลังแห่งอนาคตของการขับอัตโนมัติ

ภายในงานนี้ เอ็กซ์เผิง เปิดตัว Turing AI Chip โปรเซสเซอร์ 40 คอร์ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ การขับอัตโนมัติระดับ 4 อย่างแท้จริง ด้วยความสามารถในการประมวลผล 3 หมื่นล้านพารามิเตอร์ โดยไม่ต้องพึ่งพาคลาวด์ เพิ่มแบนด์วิดท์การสื่อสาร 33 เท่า และประมวลผลภาพจากกล้องเร็วขึ้น 12 เท่า ชิปนี้ให้พลังประมวลผลเหนือกว่าถึง 3 เท่า หรือเทียบเท่า 3 ชิป NVIDIA Orin-X โดยทาง เอ็กซ์เผิง เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่น Ultra ที่ใช้ Turing AI Chips หลายตัว รวมพลังประมวลผลสูงถึง 3,000 TOPS ปูทางสู่อนาคตของ EV หุ่นยนต์ และยานยนต์บินได้ ตามคอนเซปต์ ‘หนึ่งสถาปัตยกรรมสร้างเทคโนโลยีไร้ขีดจำกัด’

นอกจากการแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีล้ำสมัย เอ็กซ์เผิง ยังนำเสนออีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ XPENG X9 รถตู้ไฟฟ้าทรงสปอร์ตอัจฉริยะที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม นับตั้งแต่เปิดตัวช่วงปลายปีที่ผ่านมา ด้วยยอดจองสะสมกว่า 700 คัน และได้เริ่มทยอยส่งมอบรถพวงมาลัยขวาล็อต 300 คันแรกของโลก ให้กับลูกค้าแล้วตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา ในขณะที่ยอดจองยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันลูกค้าบางส่วนต้องรอรับรถถึงเดือนมิถุนายน

อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย กล่าวว่า “เราขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่จองสิทธิ์ล่วงหน้า และเฝ้ารอการมาของ X9 รวมทั้งกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยม จนทำให้ X9 เป็นที่ต้องการอย่างล้นหลาม นอกจากนี้ เรายังขอขอบคุณ XPENG Global ที่ให้ความสำคัญกับตลาดไทย ด้วยการพัฒนา X9 พวงมาลัยขวาสำหรับประเทศไทยเป็นแห่งแรกของโลก และในวันนี้ เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัว X9 Premium อีกหนึ่งรุ่นย่อยใหม่ เพื่อมอบทางเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า”

 ++ X9 – Ultra Smart Coupe MPV รถตู้ไฟฟ้าทรงสปอร์ตอัจฉริยะระดับแฟลกชิป

ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ Sic Architecture โครงสร้างตัวถังสถาปัตยกรรม SEPA2.0 ที่พัฒนาโดย เอ็กซ์เผิง รูปลักษณ์ได้แรงบันดาลใจจากยานอวกาศ (Starship) ห้องโดยสารกว้างขวางมีพื้นที่ใช้สอยมากถึง 7.7 ตารางเมตร เบาะแถว 3 สามารถพับแบนราบด้วยระบบไฟฟ้า ปรับเปลี่ยนการโดยสารเป็นแบบ 4 หรือ 7 ที่นั่ง ติดตั้งจอภาพขนาด 21.4 นิ้ว รองรับความบันเทิงเต็มรูปแบบขับกล่อมด้วยลำโพง Xopera 23 ตำแหน่ง ติดตั้งชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 8295 เด่นด้วยระบบเลี้ยว 4 ล้ออัตโนมัติ ช่วยให้วงเลี้ยวแคบเพียง 5.4 เมตร คล่องตัวสูงสุดเทียบกับรถกลุ่มเดียวกัน มาพร้อมช่วงล่างถุงลม Dual-Chamber ปรับสูง-ต่ำและความหนืดอัตโนมัติ เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายและมีประสิทธิภาพสูงสุด

X9 Luxury

XPENG X9 มาพร้อม 2 ทางเลือก

X9 Luxury – เบาะหนังแท้แนปป้า (Nappa) ผสาน Zero-gravity Seat หรูหรามีระดับ เบาะนั่งแถวสองปรับไฟฟ้า 18 ทิศทาง พร้อม Wireless Charger 50w เทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ รองรับความเร็วในการชาร์จสูงสุดถึง 317 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่ NCM ขนาด 101 กิโลวัตต์ ชาร์จไฟเต็มขับได้ไกลสุด690 กิโลเมตร (NEDC)

ราคา 2,749,000 บาท

X9 PremiumX9 Premium รุ่นย่อยใหม่ของรถตู้ไฟฟ้าทรงสปอร์ตอัจฉริยะ ที่สุดแห่งความอเนกประสงค์

เพิ่มความอเนกประสงค์ในการใช้งานมากยิ่งขึ้น กับ ‘Walkthrough Access’ ช่องทางเดินกลางห้องโดยสาร เบาะหนังพรีเมียม เบาะนั่งแถวสองปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง เทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ รองรับความเร็วในการชาร์จสูงสุดถึง 283 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่ LFP ขนาด 84 กิโลวัตต์ ชาร์จไฟเต็มขับได้ไกลสุด 580 กิโลเมตร (NEDC)

ราคา 2,399,000 บาท

โดย X9 Premium จะเริ่มส่งมอบได้ตั้งแต่เดือนเมษายนนี้

จอง เอ็กซ์เผิง X9 ทั้งสองรุ่นรับข้อเสนอพิเศษมากมายภายในงานฯ และที่โชว์รูมทั่วประเทศ

– Wall Box พร้อมติดตั้ง*
– เครื่องชาร์จไฟรถยนต์แบบพกพา (Portable Charger)*
– ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี*
– บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง (Premium Roadside Assistance) 5 ปี*
– รับประกันคุณภาพสินค้า 5 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร*
– รับประกันคุณภาพแบตเตอรี่ และมอเตอร์ขับเคลื่อน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร*
พิเศษ! คะแนนสะสม MOBILIFE 9,000 คะแนน สำหรับผู้ที่จองภายใน 24 มีนาคม ถึง 6 เมษายน
และรับรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2568*

++ อีกหนึ่งไฮไลต์ในงาน คือ G6 เอสยูวีไฟฟ้าทรงสปอร์ตอัจฉริยะ ที่มาพร้อมข้อเสนอ
สุดพิเศษแห่งปี

G6 เป็นยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ Ultra Smart Coupe SUV ที่ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบจากนักเขียนนิยายไซ-ไฟ (Sci-Fi) มาพร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ มอเตอร์เดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง แบ่ง 2 รุ่นย่อย คือ Standard Range ชาร์จไฟเต็ม ขับได้ไกลสุด 505 กิโลเมตร (NEDC) อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 6.9 วินาที และ Long Range ชาร์จไฟเต็ม ขับได้ไกลสุด 625 กิโลเมตร (NEDC) อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 6.7 วินาที ความเร็วสูงสุดเท่ากันที่ 202 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รองรับ Super-fast charge โดยชาร์จไฟจาก 10-80% ใช้เวลาเพียง 20 นาที มาพร้อมระบบ ADAS เต็มรูปแบบ ขณะที่เทคโนโลยีการติดตั้งแบตเตอรี่แบบ Cell Integrated Body รวมเป็นส่วนเดียวกับโครงสร้างตัวถัง ก็เป็นที่ยอมรับว่าดีที่สุดในปัจจุบัน และการขึ้นรูปตัวถังแบบ Die-cast Structure ทำให้ตัวถังมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นถึง 83% พร้อมได้รับมาตรฐานความปลอดภัย Euro-NCAP ระดับ 5 ดาว และล่าสุด เอ็กซ์เผิง G6 เพิ่งคว้ารางวัล Best SUV EV (RWD) จากงาน Thailand Car Of The Year 2025

ข้อเสนอสุดพิเศษแห่งปี เมื่อจอง เอ็กซ์เผิง G6 ในงานและที่โชว์รูมทั่วประเทศ

– ดอกเบี้ย 0% สำหรับผ่อนไม่เกิน 60 เดือน (ดาวน์ขั้นต่ำ 25%)*
– ช่วยผ่อนเดือนละ 5,000 บาท นาน 9 เดือน*
– ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 2 ปี (ปีที่ 2 ไม่รวม พรบ.)*
– คะแนนสะสม MobiLife 6,000 คะแนน สำหรับผู้ที่จองภายใน 24 มีนาคม ถึง 6 เมษายน และรับรถ
ภายในวันที่ 30 เมษายน 2568*

ข้อเสนอนี้ยังมาพร้อม

– Wall Box 7 kW พร้อมติดตั้ง*
– เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบพกพา (Portable Charger)*
– บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง (Premium Roadside Assistance) 5 ปี*
– รับประกันคุณภาพสินค้า 5 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร*
– รับประกันคุณภาพแบตเตอรี่ และมอเตอร์ขับเคลื่อน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร*

 

++ เอ็กซ์เผิง เปิดตัว ‘XPENG ASEAN Borderless Warranty’ – มาตรฐานการรับประกัน
ไร้พรมแดน

สร้างความเชื่อมั่นด้านการบริการหลังการขาย สำหรับลูกค้าที่ซื้อยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ เอ็กซ์เผิง ในประเทศไทย โดยสามารถเข้ารับบริการและใช้สิทธิ์การรับประกันคุณภาพ เมื่อเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งระยะแรก โปรแกรมนี้จะครอบคลุม มาเลเซีย และ สิงคโปร์ เพื่อให้เจ้าของรถ เอ็กซ์เผิง สามารถเดินทางข้ามพรมแดนได้อย่างมั่นใจ โดยจะเริ่มให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 เป็นต้นไป

ราคาของรถยนต์ เอ็กซ์เผิง ทุกรุ่น

X9 Luxury ราคา 2,749,000 บาท*

X9 Premium ราคา 2,399,000 บาท*

G6 (Long Range) ราคา 1,599,000 บาท*

G6 (Standard Range) ราคา 1,439,000 บาท*

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ: เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย โทร. 1526
Facebook: xpeng thailand
www.xpeng.co.th

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ฮุนไดปล่อยดีลแรงแห่งปี “HYUNDAI SPARK OFFER” กับส่วนลดสูงสุด 330,000 บาทหรือผ่อน 0% นาน 84 เดือน ในงาน BANGKOK INTERNATIONAL MOTOR SHOW 2025

0

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ขนทัพยนตรกรรมที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ จัดใหญ่กับข้อเสนอสุดร้อนแรงแห่งปี “HYUNDAI SPARK OFFER” ให้คุณเป็นเจ้าของนวัตกรรมแห่งอนาคตได้ง่ายขึ้นด้วยส่วนลดสูงสุดถึง 330,000 บาท หรือเลือกดอกเบี้ย 0% ผ่อนสบายๆ นานสูงสุด 84 เดือน พิเศษ! เฉพาะลูกค้าที่จองและรับรถในงาน MOTOR SHOW 2025 ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 เท่านั้น

รถยนต์ไฟฟ้า IONIQ – นวัตกรรมการเดินทางยุคใหม่กับข้อเสนอสุดเร้าใจ

สัมผัส IONIQ 5 รถยนต์ไฟฟ้ารางวัล Car of The Year ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์เรโทรสวยล้ำ วิ่งไกลสุดถึง 481 กม. รับส่วนลด 300,000 บาท สำหรับรุ่น Premium เหลือเพียง 1,399,000 บาท (จาก 1,699,000 บาท) หรือส่วนลด 330,000 บาทสำหรับรุ่น Exclusive เหลือเพียง 1,499,000 บาท (จาก 1,829,000 บาท) หรือเลือกรับดอกเบี้ย 0% (ปลายงวด) เมื่อวางดาวน์ 25% ผ่อนนาน 84 เดือน

IONIQ 6 ซีดานไฟฟ้าสุดโฉบเฉี่ยว วิ่งไกลสุด 545 กม. มาพร้อมระบบชาร์จเร็ว 400V และ 800V เติมพลัง 80% ได้ในเวลาเพียง 18 นาที ราคาพิเศษที่ 1,899,000 บาท สำหรับรุ่น Exclusive พร้อมข้อเสนอดอกเบี้ยพิเศษ 0% (ปลายงวด) เมื่อวางดาวน์ 25% และผ่อนนาน 36 เดือน

IONIQ 5 N Line และ IONIQ 5 N ยกระดับความสปอร์ตและสมรรถนะของรถยนต์ไฟฟ้าให้เร้าใจกว่าที่เคย โดย IONIQ 5 N Line มาพร้อมแบตเตอรี่ 84.0 kWh วิ่งไกล 530 กม. ด้วยพลัง 225 แรงม้า และแรงบิด 350 นิวตันเมตร เสนอในราคา 1,988,000 บาท ส่วน IONIQ 5 N ขุมพลัง 601 แรงม้า เสริมประสิทธิภาพด้วยโหมด N Grin Boost มอบประสบการณ์ขับขี่ระดับสนามแข่งด้วยพลังงานไฟฟ้า ในราคา 3,790,000 บาท พร้อมข้อเสนอดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% (ปลายงวด) เมื่อวางเงินดาวน์ 25% และผ่อนสูงสุด 48 เดือน

สิทธิพิเศษที่เหนือกว่าและคุ้มค่าสูงสุด! ลูกค้า IONIQ ที่เลือกเงื่อนไขผ่อน 0% ในงาน MOTOR SHOW 2025 จะได้รับแพ็กเกจประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กม. และประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กม.พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และฟรีค่าแรงเช็กระยะ 10 ครั้ง ภายใน 10 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

Hyundai PALISADE – เป็นเจ้าของสุดยอดสมรรถนะ D-SUV ด้วยข้อเสนอที่พิเศษสุดๆ

สร้างนิยามใหม่ของพรีเมียมเอสยูวีด้วยระบบเครื่องดีเซล 197 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร นำเสนอเปิดตัว 2 รุ่นย่อย ได้แก่รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ Prestige ราคาพิเศษ 2,499,000 บาท และรุ่นขับเคลื่อนสองล้อ Exclusive ราคาพิเศษ 2,299,000 บาท พร้อมสิทธิประโยชน์ทางการเงิน เลือกรับส่วนลดเงินสด 20,000 บาท หรือบัตรของขวัญ Central Magic Gift Card 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% (ปลายงวด) ดาวน์ 25% และผ่อนสูงสุด 48 เดือน พิเศษ! รับ Digital Car Key ฟรี สำหรับทุกรุ่นย่อย พร้อมแพ็กเกจ Hyundai Smart Care ครอบคลุมค่าบำรุงรักษา 4 ปี หรือ 40,000 กม. การรับประกันคุณภาพรถยนต์ 7 ปี หรือ 150,000 กม. และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

Hyundai SANTA FE – เอสยูวีสเปกแรง พร้อมข้อเสนอที่แรงไม่แพ้กัน

เอสยูวี 7 ที่นั่งผสานพลังและสไตล์ที่หรูหราเพื่อตอบโจทย์ทุกกิจกรรมของครอบครัว ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบชาร์จ 1.6 ลิตร พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 227 แรงม้าเพื่อช่วยประหยัดน้ำมัน นำเสนอราคาเริ่มต้น 1,699,000 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษ ส่วนลดเงินสด 280,000 บาท หรือดอกเบี้ย 0% (ปลายงวด) เมื่อวางเงินดาวน์ 25% และผ่อนนานสูงสุด 84 เดือน มั่นใจทุกเส้นทางด้วยประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กม. และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

Hyundai CRETA Alpha – ตอบโจทย์คนรักคอมแพ็กเอสยูวีในราคาที่คุ้มค่า

มอบสมรรถนะที่ลงตัวด้วยเครื่องยนต์ 113 แรงม้า แรงบิด 144 นิวตันเมตร ในราคาเพียง 929,000 บาท พร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 0% (ปลายงวด) เมื่อวางเงินดาวน์ 25% และผ่อนสูงสุด 48 เดือน พิเศษ! ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 3 ปี หรือ 60,000 กม. พร้อมประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กม. และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี

Hyundai STARIA – MPV ระดับพรีเมียมที่ให้มากกว่าความคุ้ม

มอบประสบการณ์การเดินทางสุดพรีเมียมด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล CRDi 2.2 ลิตร กำลัง 175 แรงม้า แรงบิด 431 นิวตันเมตร พร้อมลดเงินสด 200,000 บาท สำหรับรุ่น Premium, Premium with Sunroof, Premium with Power Side Step และ Premium with Sunroof and Power Side Step หรือเลือกโปรช่วยผ่อน 20,000 บาท จำนวน 3 งวด (รวม 60,000 บาท) สำหรับ STARIA (Euro 5) รุ่น Trend S และ Style S พร้อมดอกเบี้ยพิเศษ 0% (ปลายงวด) ดาวน์ 25% ผ่อนสูงสุด 48 เดือน สำหรับรุ่น Trend S, Style S, Premium, Premium with Sunroof, Premium with Power Side Step และ Premium with Sunroof and Power Side Step พร้อมรับแพ็กเกจ Hyundai Smart Care ดูแลบำรุงรักษา 4 ปี หรือ 80,000 กม. สำหรับรุ่น Premium, Premium with Sunroof, Premium with Power Side Step และ Premium with Sunroof and Power Side Step หรือดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% (ปลายงวด) สำหรับรุ่น Elite และ Elite Plus

Hyundai STARGAZER – MPV ฟังก์ชันครบในราคาดีที่สุด

รถยนต์ MPV ขนาดกลางที่ออกแบบเพื่อการใช้งานที่หลากหลายของครอบครัว นำเสนอทั้งแบบ 6 และ 7 ที่นั่งในรุ่น STARGAZER X6, X7, Style 6 และ Smart 6 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร มอบสมรรถนะที่ลงตัวและประหยัดน้ำมัน พร้อมส่วนลดเงินสด 130,000 บาท หรือเลือกรับโปรช่วยผ่อน 10,000 บาท จำนวน 4 งวด (รวม 40,000 บาท) พร้อมดอกเบี้ยพิเศษ 0% (ปลายงวด) ดาวน์ 25% ผ่อนสูงสุด 60 เดือน พิเศษ! ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 2 ปี หรือ 40,000 กม. พร้อมการรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กม. และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี

อย่าพลาด! โอกาสสำคัญที่คุณจะได้สัมผัสนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตก่อนใคร และสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าและเอสยูวีสุดล้ำจากฮุนไดด้วยข้อเสนอสุดคุ้มค่าแห่งปี พบกันที่บูธฮุนได อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 6 เมษายน 2568