Home Blog Page 94

OMODA & JAECOO เผยโฉมยนตรกรรมสุดล้ำ JAECOO 7 SHS (Super Hybrid System) พร้อมประกาศแผนเตรียม Chery บุกตลาดไทย

0

OMODA & JAECOO (อ่านว่า โอโมด้า แอนด์ เจคู่) ภายใต้บริษัท Chery Automobile ผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำระดับโลก เตรียมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้วงการยานยนต์ไทยด้วยการเปิดตัวยนตรกรรมสุดล้ำของ JAECOO 7 SHS (Super Hybrid System) นวัตกรรม Super HEV + EV เอสยูวีสุดล้ำที่มาพร้อมดีไซน์ทันสมัย ไปจนถึงภาพรวมการตลาดของ OMODA & JAECOO และแผนการนำ Chery แบรนด์ชั้นนำระดับโลกมาการทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “NEW ENERGY, NEW ECO, NEW ERAสะท้อนความมุ่งมั่นในการร่วมสร้างระบบนิเวศพลังงานใหม่ที่เปลี่ยนแปลงโลกอย่างยั่งยืน พร้อมยกทัพเทคโนโลยียนตรกรรมสุดล้ำและดีไซน์ทันสมัยจากโมเดลใหม่ล่าสุดหลากหลายรุ่นทั้งจาก OMODA & JAECOO และ Chery มาจัดแสดงให้ทุกท่านได้สัมผัส รวมถึงข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน Bangkok International Motor Show 2025 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี บูธ OMODA & JAECOO หมายเลข A23

OMODA & JAECOO มุ่งเน้นที่การสร้างการรับรู้แบรนด์ที่แข็งแกร่งและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยอย่างตรงจุด โดยได้นำเสนอยนตรกรรมที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ และมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล อย่าง OMODA C5 EV และ JAECOO 6 EV (หรือ iCAR 03 ในประเทศจีน) จากความสำเร็จของ OMODA & JAECOO ในตลาดไทยที่ผ่านมา ได้เป็นแรงผลักดันสำคัญให้บริษัทแม่อย่าง Chery Automobile ตัดสินใจเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเต็มตัว โดยจะเข้ามาเพิ่มฐานลูกค้าและเครือข่ายการตลาดที่ OMODA & JAECOO สร้างไว้ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อครอบคลุมกลุ่มลูกค้า
ที่กว้างขึ้น

“จากความสำเร็จของ OMODA & JAECOO ในตลาดไทยที่ผ่านมา ทำให้เรามีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดรถยนต์ในประเทศไทยซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจเตรียมนำแบรนด์ Chery ที่เป็นแบรนด์แม่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบในปีนี้ เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอรถยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle) ที่มีคุณภาพสูงและเทคโนโลยียานยนต์ล้ำสมัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยในทุกกลุ่ม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับลูกค้าผ่านการบริการที่เป็นเลิศและเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุม การเข้ามาของ Chery ในครั้งนี้จะถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเราพร้อมที่จะนำประสบการณ์จากการเป็นผู้นำการส่งออกรถยนต์อันดับ 1 ของจีน มาปรับใช้เพื่อสร้างความสำเร็จในตลาดไทยอย่างยั่งยืน รวมถึงโรงงานการผลิตที่จังหวัดระยองที่เริ่มรันการผลิตได้ภายในไตรมาส 3 ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในประเทศไทย” ฉี เจี๋ย ประธานบริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) กล่าว

โดยในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งนี้ Chery จะนำรถยนต์รุ่นใหม่ 3 รุ่นมาจัดแสดงเป็นครั้งแรก ได้แก่ Chery Arrizo 8L รถซีดานปลั๊กอินไฮบริดสุดลักชัวรี่, Chery Tiggo 9 เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดสำหรับครอบครัว และ Chery Tiggo Cross คอมแพคเอสยูวีไฮบริดสำหรับคนรุ่นใหม่ การขยายตลาดในประเทศไทยของ Chery นี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ผ่านหลักการ “Green, Technology, Family, Companionship” และให้ความสำคัญกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก

เปิดตัว JAECOO 7 SHS (Super Hybrid System) อย่างยิ่งใหญ่อลังการด้วยออเครสตราจากวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ

ภายในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ OMODA&JAECOO ได้เปิดตัว JAECOO 7 SHS อย่างอลังการด้วยบทเพลงบรรเลงออเครสตราจากวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ สมศักดิ์ศรีแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำ ด้วยนิยาม Classic Beyond Classic สร้างความตื่นตาตื่นใจและเป็นไฮไลท์สำคัญของงานได้อย่างน่าชื่นชม

JAECOO 7 SHS (Super Hybrid System) ) นวัตกรรม Super HEV + EV รถปลั๊กอินไฮบริดเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำและดีไซน์ทันสมัย เครื่องยนต์ 1.5TDGI เจเนอเรชั่นที่ 5 ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 3 ของ Chery Automobile ตอบสนองทุกความต้องการด้วยสมรรถนะและคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยม ที่พลิกโฉมการทำงานของระบบ Plug in Hybrid ให้เปลี่ยนไปจากเดิม ประหยัดกว่าด้วยค่าบำรุงรักษาที่คุ้มค่า เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน ด้วยระบบซูเปอร์อิเล็กทริกไฮบริด DHT (Super Electric Hybrid DHT System) ทำให้การทำงานระหว่างระหว่าง EV และ HEV เป็นไปอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนได้ที่ความเร็วสูงสุดถึง 120 กม./ชม. เมื่อมีแบตเตอรี่มากกว่า 25% พละกำลังสูงสุด 347 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 525 นิวตัน-เมตร ที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพเชิงความร้อนสูง (Thermal Efficiency) ช่วยให้เครื่องยนต์ยังคงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้ในสภาวะการใช้งานหนัก และมอบอัตราการประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยมมากกว่า 21.28 กิโลเมตรต่อลิตร ด้วยระบบที่สามารถปรับการจ่ายเชื้อเพลิงให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่แบบเรียลไทม์ ทำให้การใช้พลังงานทุกหยดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยคุณสมบัติทั้งหมด ที่กล่าวมา ทำให้ JAECOO 7 SHS มอบสมรรถนะและระยะทางการขับขี่ที่ไกลกว่า 1,300 กิโลเมตร โดยมีระยะทางขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วน 106 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) และแบตเตอรี่ของ JAECOO 7 SHS มีความปลอดภัยสูงด้วยระบบป้องกันแบตเตอรี่รอบด้าน ทั้งการทนทานต่อความร้อน แรงกระแทก และกันน้ำ พร้อมระบบป้องกันด้วยการปิดเครื่องภายใน 0.002 วินาทีหลังเกิดการชน ช่วยตัดแหล่งจ่ายไฟได้อย่างรวดเร็วเพื่อความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่ได้ในกรณีฉุกเฉิน ด้วยการปล่อยประจุไฟฟ้าภายนอกได้ 3.3 กิโลวัตต์ รองรับการใช้งานที่หลากหลาย

พิชญุตม์ วงศ์พัฒนาสิน รองประธานบริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “JAECOO 7 SHS เป็นยนตรกรรมที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของรถปลั๊กอินไฮบริดทั่วไป เรามอบประสบการณ์การขับขี่ที่ผสานจุดเด่นของทั้งรถไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดไว้ในคันเดียว ไม่ว่าผู้ใช้จะต้องการความเงียบและประหยัดพลังงานสำหรับการเดินทางในเมือง หรือสมรรถนะอันทรงพลังสำหรับการเดินทางไกล JAECOO 7 SHS พร้อมตอบสนองทุกความต้องการอย่างลงตัว นี่คือตัวอย่างชัดเจนของปรัชญาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เน้นนวัตกรรมล้ำสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ในราคาที่จับต้องได้ นอกจากนี้ เรายังใส่ใจไปจนถึง After sale service ด้วยค่าบำรุงรักษาระยะยาวที่มีค่าใช้จ่ายเข้าถึงได้ง่ายกว่าแบรนด์อื่นๆ ในตลาด”

 

OMODA & JAECOO นำเสนอยนตรกรรมใหม่ล่าสุดภายในงาน (เฉพาะวันที่ 24-25 มีนาคมเท่านั้น)

นอกจากนี้ภายในงาน แบรนด์ยังได้นำเสนอ JAECOO 5 EV ที่มาพร้อมกับการออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด “จุดกำเนิดจากธรรมชาติ” ผสานความแข็งแกร่งและความสวยงามในทุกเส้นสาย โดดเด่นด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ที่มาพร้อมกับนวัตกรรม “Human – Pet Friendly Travel” สร้างความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้ทั้งผู้โดยสารและสัตว์เลี้ยง โดยมีระบบกันสะเทือนอิสระที่ติดตั้งมาด้วยความเข้าใจถึงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแท้จริง พร้อมซันรูฟพาโนรามาขนาด 1.45 ตารางเมตร และจอแสดงผลอัจฉริยะ 13.2 นิ้ว ช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ในทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะโลดแล่นบนถนนในเมืองใหญ่ หรือผจญภัยในเส้นทางธรรมชาติ
JAECOO 5 EV จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มองหายานยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์ที่ผสานนวัตกรรมและการออกแบบอย่างลงตัว (สเปคนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อนำเข้ามาในประเทศไทย) อีกรุ่นที่นำมาจัดแสดงได้แก่ OMODA C7 SHS การออกแบบภายใต้แนวคิด “Global Co-creation, Unlimited Enjoyment” ที่จะนำผู้บริโภคก้าวสู่ยุคใหม่ของการออกแบบยนตรกรรมแห่งยุค ด้วยการร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่ข้ามพรมแดนตลอดจนแรงบันดาลใจจากอนาคตอย่างไร้ขีดจำกัด โดยยึดหลักปรัชญา “ART IN MOTION” ผสมผสานความนิ่งสงบของงานศิลป์และพลังแห่งการเคลื่อนไหวเข้าด้วยกัน ผลงานดีไซน์ของ C7 สะท้อนความคมชัดในทุกมุม ด้วยแนวหน้าตะแกรง X-shaped ที่แตกต่างอย่างโดดเด่น ด้วยการเล่นแสงเงาอย่างลงตัวจากเส้นโค้งและพื้นผิวที่ถูกสลักอย่างประณีต รวมถึงระบบไฟจังหวะอัจฉริยะที่ค่อยๆ ส่องประกาย เปรียบเสมือนพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา นวัตกรรมเหล่านี้สื่อถึงการเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย New LOHAS ผู้ที่รักแฟชั่นล้ำสมัยและเทคโนโลยีแห่งอนาคต OMODA C7 SHS  ไม่เพียงเปลี่ยนมาตรฐานความงามของ SUV เท่านั้น แต่ยังเปิดประสบการณ์การขับขี่ที่ผสานความสะดวกสบาย เทคโนโลยีและสไตล์เข้าด้วยกันอย่างลงตัวกว่าใคร

 

OMODA & JAECOO ขยายกลุ่มผู้บริโภคให้เข้าถึงรถ JAECOO 6 EV ด้วยรถรุ่นเริ่มต้น

หลังจากที่ได้ส่งมอบ JAECOO 6 EV ให้ทุกคนเป็นเจ้าของตั้งแต่สิงหาคม 2567 และได้รับการตอบรับอย่างดี ในปีนี้ได้ JAECOO ได้นำเสนอรุ่นเริ่มต้น JAECOO 6 EV Long Range 2WD PRO เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนในเมืองที่หลงใหลในรูปทรง One Box Style และต้องการขับรถที่ลดมลภาวะทางอากาศ ด้วยราคาคาดการณ์ 899,000 บาท และสีใหม่ Cyber Yellow ที่สร้างความโดดเด่นสะดุดตาบนท้องถนน

 

OMODA & JAECOO เตรียมมอบข้อเสนอสุดพิเศษให้กับลูกค้าที่จองรถยนต์ภายในงาน Motor Show 2025 

OMODA C5 EV Model Year 2025 รถไฟฟ้าที่ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่โลกอนาคต สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขต ผสมผสานการออกแบบที่ทันสมัยและเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว มาพร้อมกับส่วนลดสูงสุด 220,000 บาท (จำนวนจำกัด)

OMODA C5 EV Long Range Ultimate Model Year 2025 ราคาหลังหักส่วนลด 729,000 บาท (จาก 949,000 บาท)

OMODA C5 EV Long Range Plus Model Year 2025 ราคาหลังหักส่วนลด 679,000 บาท (จาก 899,000 บาท)

พร้อมรับข้อเสนออื่นๆ เพียงจอง ตั้งแต่ 24 มีนาคม – 6 เมษายน และออกรถ OMODA C5 EV ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2568

โปรโมชั่นพิเศษ Motor Show Deal สำหรับ JAECOO J6 EV (หรือ iCAR 03 ในจีน) รถพลังงานไฟฟ้าสไตล์ออฟโรดโดดเด่นด้วยดีไซน์ “ONE BOX STYLE” ควบคู่ไปกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่ทันสมัย ทำให้ได้รับรางวัล “BEST OFF ROAD EV” มาพร้อมกับส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท

 

JAECOO 6 EV มีให้เลือก 2 รุ่น

  • รุ่น Long Range 4WD: สมรรถนะ 279 แรงม้า ระยะทางขับขี่ 418 กม. (NEDC) พร้อม 9 โหมดการขับขี่ (Eco, Normal, Sport, Custom, All road, Slippery, Beach, Muddy, Bumpy) ราคาหลังส่วนลด 1,149,000 บาท (จาก 1,249,000 บาท)
  • รุ่น Long Range 2WD: สมรรถนะ 184 แรงม้า ระยะทางขับขี่ 426 กม. (NEDC) พร้อม 4 โหมดการขับขี่ (Eco, Normal, Sport, Custom) ราคาหลังส่วนลด 999,000 บาท (จาก 1,099,000 บาท)
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 ระยะเวลา 1 ปี*
  • ฟรี! Home Charger พร้อมติดตั้ง มูลค่า 25,000 บาท*

เพียงจองและออกรถ JAECOO 6 EV (หรือ iCAR 03 ในจีน) ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2568

พร้อมรับข้อเสนออื่นๆ

*หมายเหตุ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

*เงื่อนไขทั้งหมดเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด และบางข้อเสนอพิเศษนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการโปรโมชันอื่นๆ ได้

จากคอนเซปต์ ONE BOX TRENDY ที่ได้รับความสนใจจากลูกค้ามากมาย JAECOO ได้จัดแคมเปญ “ONE BOX DESIGN” Contest สำหรับแฟนๆ ผู้ชื่นชอบแต่งรถ JAECOO 6 EV ร่วมประกวดชุดแต่งที่ถูกใจมหาชนมากที่สุด ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของผู้ใช้งาน โดยมีรางวัลที่ 1 มูลค่า 100,000 บาท, รางวัลที่ 2 มูลค่า 50,000 บาท, รางวัลที่ 3 มูลค่า  25,000 บาท และ รางวัลที่ 4-10 อีก 7 รางวัล มูลค่า 10,000 บาท ต่อรางวัล โดยเริ่มส่งรูปเข้าประกวดตั้งแต่ 24 มีนาคม – 31 กรกฎาคม 2568 และ เริ่ม Vote วันที่ 1-26 สิงหาคม 2568 ประกาศผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของ OMODA & JAECOO ในวันที่ 27 สิงหาคม

และเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ และตอกย้ำวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในการขับเคลื่อนอนาคตยานยนต์ที่ยั่งยืน OMODA & JAECOO จึงนำเสนอแคมเปญใหม่ล่าสุด “Eco Bonus” Campaign โดยมอบเงินสนับสนุน 10,000 บาท เพียงนำเล่มจดทะเบียนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปหรือ HEV มาแสดงเมื่อซื้อรถไฟฟ้ารุ่น OMODA C5 EV หรือ JAECOO 6 EV ตั้งแต่ 24 มีนาคม – 30 เมษายนนี้ และ JAECOO 7 SHS ตั้งแต่ 24 มีนาคม – 6 เมษายนนี้  ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์พิเศษสำหรับลูกค้าในงานมอเตอร์โชว์เท่านั้น

“การเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ไม่เพียงแค่นำเสนอยานยนต์รุ่นใหม่สู่ตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำพันธกิจของเราในการผลักดันประเทศไทยสู่ยุคแห่งการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ฉี เจี๋ย ประธานบริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) กล่าว “เรามุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ด้วยเทคโนโลยียานยนต์ล้ำสมัยที่ไม่เพียงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ แต่ยังร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน”

พบกับกองทัพยนตรกรรมสุดล้ำและโปรโมชั่นพิเศษจาก OMODA & JAECOO ได้ที่บูธหมายเลข A23 ในงาน Bangkok International Motor Show 2025 ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 และที่ผู้แทนจำหน่าย 34 แห่งทั่วประเทศ

ZEEKR ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมลักชูรีสุดล้ำ พร้อมเปิดรับจองสิทธิ์ ZEEKR 7X และ ZEEKR 009 รุ่นมอเตอร์เดี่ยว 7 ที่นั่ง เป็นครั้งแรก ที่งาน Motor Show 2025

0

ZEEKR แบรนด์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี นำทัพยานยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำ อวดโฉมในงาน Bangkok International Motor Show 2025 รวมไฮไลต์ทั้ง ZEEKR X The Best SUV EV รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองยุคใหม่ ZEEKR 009 The Most Luxury MPV EV ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “Every Journey Shines, Every Seat Matters” นำทัพด้วยรุ่น 6 ที่นั่ง รถเอ็มพีวีลักชูรีที่ทลายกรอบแนวคิดความหรูหราเดิม สร้างประสบการณ์การเดินทางที่ครบครัน ทั้งความหรูหรา นวัตกรรมล้ำสมัย และความปลอดภัยสูงสุดในคันเดียว ตามด้วยรุ่น 7 ที่นั่ง รถเอ็มพีวีลักชูรีที่ออกแบบเพื่อที่สุดแห่งประสบการณ์การเดินทางแก่ผู้โดยสารทุกที่นั่ง เพื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัว พร้อมเปิดรับจองสิทธิ์รถยนต์สองรุ่นใหม่ ZEEKR 7X รถเอสยูวีลักชูรีที่ผสานความหรูหราและความสะดวกสบาย ตอบโจทย์ทุกการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างลงตัว และ ZEEKR 009 รุ่นมอเตอร์เดี่ยว 7 ที่นั่ง รถเอ็มพีวีไฟฟ้าสุดหรูที่รองรับทุกการเดินทางอย่างสมบูรณ์แบบ รวมถึงเผยโฉม ZEEKR 001 FR ที่มาพร้อมพลังขับเคลื่อนเหนือจินตนาการ และ Concept Car ครั้งแรกภายใต้ชื่อ ZEEKR Group พร้อมกิจกรรมสุดพิเศษ และโปรโมชันสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่ตลาดยานยนต์ระดับโลก ด้วยยอดขายมากกว่า 440,000 คันทั่วโลก พบกับความลักชูรีที่ผสานกับนวัตกรรมเหนือชั้น และความปลอดภัยขั้นสูงระดับพรีเมียมที่จะมาสร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งยานยนต์ไฟฟ้าสู่ผู้บริโภคไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืนนี้ได้ที่บูธ ZEEKR หมายเลข A4 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ – 6 เมษายน 2568

ZEEKR ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี เผยโฉมนวัตกรรมล้ำหน้าแห่งยุคในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 หรือ Bangkok International Motor Show 2025 ด้วยการเปิดรับจองสิทธิ์กับยานยนต์สองรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ZEEKR 7X รถเอสยูวีไฟฟ้า 5 ที่นั่งสุดลักชูรีสำหรับครอบครัวยุคใหม่ ที่เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ด้วยฟังก์ชันระบบความปลอดภัยขั้นสุดพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่สะดุดตา และ ZEEKR 009 รุ่น 7 ที่นั่ง มอเตอร์เดี่ยว รถเอ็มพีวีลักชูรีที่คงความสะดวกสบายระดับเฟิร์สคลาส นวัตกรรมสุดล้ำ และความปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้โดยสารทุกที่นั่งเพื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัว รวมถึงการจัดแสดงสุดยอดยานยนต์ไฟฟ้าแห่งยุค อย่าง ZEEKR X พรีเมียม คอมแพค เอสยูวี ที่พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคใหม่ ZEEKR 009 รุ่น 6 ที่นั่ง รถเอ็มพีวีที่สุดแห่งความลักชูรี ที่ครบครันทั้ง ความหรูหรา นวัตกรรมอัจฉริยะ สมรรถนะที่เหนือชั้น และความปลอดภัยขั้นสูงสุด ZEEKR 009 รุ่น 7 ที่นั่ง มอร์เตอร์คู่ รถเอ็มพีวีลักชูรีที่ผสานความสะดวกสบายระดับเฟิร์สคลาส นวัตกรรมสุดล้ำ และความปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้โดยสารทุกที่นั่งเพื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัว ZEEKR 001 FR รถยนต์ Shooting Brake พร้อมขุมพลังความเร็ว แรง เป็นอีกหนึ่งขั้นของสมรรถนะ ที่จะมาเปลี่ยนทุกเส้นทางให้เต็มไปด้วยความเร้าใจ เพื่อผู้ที่ต้องการทั้งความเร็วและเทคโนโลยีขั้นสูง และ เผยโฉม Concept Car ภายใต้ชื่อ ZEEKR Group เป็นครั้งแรกหลังการประกาศควบรวมกิจการ โดยการนำเสนอกองทัพยานยนต์ไฟฟ้าในครั้งนี้ ถือเป็นการนำเสนอที่สุดแห่งนวัตกรรมที่สะท้อนถึงเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคไทยจาก ZEEKR

นาย แฟรงค์ ลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ซีเคอร์ กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “เรามุ่งมั่นเดินหน้าสู่ตลาดยานยนต์ระดับโลก จากการส่งมอบรถยนต์มากกว่า 440,000 คัน ทั่วโลกและความสำเร็จในการควบรวมกิจการ และก่อตั้ง ZEEKR Group เมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่เรามีความมั่นใจว่าเทคโนโลยี และการออกแบบของเราจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ครั้งนี้เราได้นำรถยนต์ไฮบริดต้นแบบมาจัดแสดงในงานนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเราในการรองรับความต้องการของตลาดระดับโลกให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ทั้งตลาดยานยนต์ขุมพลังไฟฟ้าแบบไฮบริด และขุมพลังไฟฟ้า 100% พร้อมตั้งเป้าการส่งมอบรถยนต์ภายใต้ ZEEKR Group 710,000 คัน ภายในปีนี้ และมากกว่า 1 ล้านคัน ภายในปี 2569 เพื่อเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำด้านโซลูชันการขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานใหม่ระดับแนวหน้าของโลก”

ตั้งแต่มีนาคมปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ZEEKR Thailand ได้ดำเนินกิจกรรมและเปิดตัวยานยนต์ที่ครอบคลุมหลากหลายตลาด ภายใต้แนวคิดของแบรนด์ “Imagine Beyond” หรือ “จินตนาการเหนือขีดจำกัด” ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่ยังมุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากเสียงตอบรับอย่างอบอุ่นของลูกค้า ด้วยยอดส่งมอบมากกว่า 1,800 คัน สะท้อนถึงการเติบโตและการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคไทยในทุกเซกเมนต์ และตอกย้ำความเชื่อมั่นในแบรนด์ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นาย อเล็กซ์ เป่า กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ZEEKR ไม่ได้เป็นแบรนด์ที่มอบเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำในการพัฒนาอนาคตของการขับขี่อย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด Imagine Beyond
ที่จะช่วยสร้างโลกใหม่ที่ดีกว่า สำหรับวันนี้และในอนาคต โดยยืนหยัดที่จะคงไว้ซึ่งมาตรฐานระดับพรีเมียม ประสบการณ์ที่เหนือชั้น และความสบายใจในการใช้งาน”

ภายในบูธของ ZEEKR ที่งาน Motor Show 2025 ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่จะมุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมนำเสนอรถยนต์ที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่รถยนต์ที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ไปจนถึงรถที่รองรับครอบครัวใหญ่ พร้อมให้ทุกท่านได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด โดยไฮไลต์ของรถยนต์ที่เปิดรับจองสิทธิ์

มีดังนี้

ZEEKR 009 รุ่นมอเตอร์เดี่ยว 7 ที่นั่ง
  • ZEEKR 009 รุ่นมอเตอร์เดี่ยว 7 ที่นั่ง รถเอ็มพีวีลักชูรีที่มาพร้อมกับแนวคิด “Premium Mobility”
    ที่มอบความหรูหราผสานกับการขับขี่ที่สะดวกสบาย พร้อมสำหรับทุกการเดินทาง โดดเด่นด้วยสมรรถนะ
    พร้อมกำลังวิ่งสูงสุด 250 kW หรือ 335 HP แรงบิดสูงสุด 373 Nm และความจุแบตเตอรี่ 116 kWh ที่สามารถขับขี่ได้ไกลสูงสุด 712 กิโลเมตรต่อหนึ่งการชาร์จ ตามมาตรฐาน NEDC
ZEEKR 7X
  • ZEEKR 7X รถเอสยูวีลักชูรีที่ผสมผสานความหรูหราและความสะดวกสบายได้อย่างลงตัว
    พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งานในชีวิตประจำวัน มีให้เลือกสรรทั้งรุ่นมอเตอร์เดี่ยว ความจุแบตเตอรี่ 100 kWh ที่สามารถขับขี่ได้สูงสุด 600 กิโลเมตรต่อหนึ่งการชาร์จตามมาตรฐาน WLTC และรุ่นมอเตอร์คู่ ที่มาพร้อมความจุแบตเตอรี่ 100 kWh ด้วยระยะการขับขี่สูงสุด 500 กิโลเมตร ต่อหนึ่งการชาร์จตามมาตรฐาน WLTC

นอกจากนี้ ภายในบูธยังแบ่งพื้นที่พิเศษออกเป็นโซนต่าง ๆ ที่รังสรรค์ขึ้นที่นำเสนอประสบการณ์เหนือระดับในทุกโสตสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นโซน Celestial Dawn ที่ถ่ายทอดมุมพักผ่อนในวันสบาย ๆ กับครอบครัวอันอบอุ่น Ascending Sun โซนกิจกรรมสุดคูล ไม่ว่าจะเป็นการจัดดอกไม้ Exclusive Workshop น้ำหอม DIY by Jo Malone กิจกรรมเพ้นท์เล็บ และกิจกรรมทำน้ำหอมแขวนรถในโซน Sensorial Bar มุมพักผ่อนพร้อมของว่างและเครื่องดื่มที่ ZEEKR Dawn Exclusive Lounge ที่สะท้อนความเรียบหรูด้วยการตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อสะท้อนแนวคิดในด้านการยกระดับความสุขในทุกรูปแบบการเดินทางตั้งแต่ก้าวแรกที่ได้สัมผัส ผ่านการออกแบบประสบการณ์อย่างลงตัวด้วยแนวคิดการสร้างยานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมลักชูรีที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านทุก Touchpoint

เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า ZEEKR ยังได้มอบโปรโมชันพิเศษสำหรับผู้ที่จองรถยนต์ภายในงานตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 6 เมษายน 2568 สำหรับท่านที่สนใจเป็นเจ้าของ ZEEKR 009 รับข้อเสนอพิเศษ ดังนี้

ZEEKR 009 รุ่น 6 ที่นั่ง

ข้อเสนอพิเศษสำหรับ ZEEKR 009 รุ่น 6 ที่นั่ง

  • รับฟรี Wallbox ขนาด 11 kW พร้อมแพ็กเกจติดตั้ง*
  • รับฟรี สายชาร์จฉุกเฉิน*
  • ประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี พร้อม พ.ร.บ คุ้มครองนาน 1 ปี*
  • ค่าจดทะเบียนรถยนต์*
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี*
  • ค่าอะไหล่ และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง สูงสุดไม่เกิน 6 ครั้ง ภายในระยะเวลา 6 ปี หรือระยะทาง 120,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
  • การรับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
  • การรับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปีหรือ 180,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ข้อเสนอพิเศษสำหรับ ZEEKR 009 รุ่น 7 ที่นั่ง มอเตอร์คู่

  • รับฟรี Wallbox ขนาด 11 kW พร้อมแพ็กเกจติดตั้ง*
  • รับฟรี สายชาร์จฉุกเฉิน*
  • ประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี พร้อม พ.ร.บ คุ้มครองนาน 1 ปี*
  • ค่าจดทะเบียนรถยนต์*
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี*
  • ค่าอะไหล่ และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง สูงสุดไม่เกิน 3 ครั้ง ภายในระยะเวลา 3 ปี หรือระยะทาง 60,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
  • การรับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
  • การรับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปีหรือ 180,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

และสำหรับทุกท่านที่สนใจเป็นเจ้าของ ZEEKR X ตั้งแต่วันนี้ – 6 เมษายน 2025 รับข้อเสนอพิเศษดังนี้

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% ต่อปี นานสูงสุด 60 เดือน*
  • รับฟรี Wallbox ขนาด 7 kW พร้อมแพ็กเกจติดตั้ง*
  • รับฟรี สายชาร์จฉุกเฉิน*
  • ประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี พร้อม พ.ร.บ คุ้มครองนาน 1 ปี*
  • ค่าจดทะเบียนรถยนต์*
  • การรับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • การรับประกันมอเตอร์ และแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ยานยนต์สุดล้ำ ที่พร้อมจุดประกายอนาคตของการขับขี่อย่างยั่งยืน พร้อมจับจองสิทธิ์เป็นเจ้าของ กับ ZEEKR 7X และ ZEEKR 009 รุ่นมอเตอร์เดี่ยว 7 ที่นั่ง ได้ที่งาน Bangkok International Motor Show 2025 ที่บูธ ZEEKR หมายเลข A4 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ – 6 เมษายน 2568

มาสด้าสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สื่อสารภาพลักษณ์ใหม่ ภายใต้ปรัชญา “JOY DRIVES LIVES” ความสุขขับเคลื่อนชีวิต

0

มาสด้ามุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์เพื่อส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าทุกคน เพราะมาสด้าเชื่อว่าความสุขในการขับขี่จะสามารถเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต แรงบันดาลใจ และสร้างความสุขให้ผู้ขับขี่และเจ้าของได้ ดังนั้น มาสด้าจึงยกระดับการสื่อสารภาพลักษณ์และสร้างคุณค่าแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเสนอปรัชญาใหม่ “JOY DRIVES LIVES” หรือ ความสุขขับเคลื่อนชีวิต โดยสื่อสารถึงรายละเอียดความสุขเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางและมีส่วนสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับแบรนด์ และมีรถยนต์มาสด้าเป็นส่วนหนึ่งของทุกประสบการณ์การใช้ชีวิต มาสด้าเชื่อว่าในทุกรายละเอียดของชีวิต มีความสุขขับเคลื่อนเราเสมอ พร้อมออกเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ เคียงข้างกัน เติมเต็มชีวิตทุกเส้นทางเพื่อให้ผู้คนได้ค้นพบความสุขในแบบของตัวเอง นำมาซึ่งการสื่อสารภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ เพื่อสานต่อพันธกิจสำคัญ คือการส่งมอบประสบการณ์ความสุขและการใช้ชีวิตในทุกด้านของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางในทุกบริบท ตามพันธกิจที่มุ่งมั่นผลักดันองค์กรก้าวสู่การเติบโตที่ยั่งยืนตลอดไป

นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นอกเหนือจากการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์และยกระดับการบริการหลังการขาย เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุดแล้ว มาสด้ายังให้ความสำคัญและมุ่งมั่นพัฒนาการสื่อสารภาพลักษณ์และคุณค่าของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2543 มาสด้าเริ่มสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วยสโลแกน ZOOM-ZOOM ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกและความทรงจำในวัยเด็กออกมาเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ ต่อมาในปี 2558 มาสด้าได้สื่อสารภาพลักษณ์ใหม่อีกครั้ง ภายใต้สโลแกน “FELL THE DRIVE” โดยเริ่มจากการสื่อสารปรัชญาและแนวคิดหลักของแบรนด์  การให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า ผ่านความสนุกในการขับขี่ไปจนถึงคุณค่าทางด้านอารมณ์ความรู้สึกโดยมีมาสด้าเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพราะมาสด้าเชื่อว่าความสุขไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การมีรอยยิ้มเท่านั้น แต่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากภายใน เป็นความรู้สึกที่เติมเต็มและมีความหมาย สะท้อนคุณค่าทางอารมณ์ที่เกิดจากความเข้าใจพื้นฐานของมนุษย์

ในปี 2568 เป็นต้นไป มาสด้าพร้อมเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ และต่อยอดพันธกิจในการส่งมอบประสบการณ์ความสุขและการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น เพราะมาสด้าเชื่อว่า “ความสุขในการขับขี่รถยนต์” (Joy of Driving) จะนำไปสู่ “ความสุขในการใช้ชีวิต” (Joy of Living) สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า มาสด้าจึงนำเสนอปรัชญาใหม่ของแบรนด์ “JOY DRIVES LIVES”  หรือ ความสุขขับเคลื่อนชีวิต เพื่อนำมาใช้ในการสร้างและพัฒนา ประสบการณ์ลูกค้าในรูปแบบใหม่ให้ดียิ่งขึ้น โดยมีลูกค้าลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา เพื่อให้มั่นใจว่าทุกครั้งที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์จะนำมาซึ่งคุณค่าและความสุขที่แท้จริง

ด้วยเหตุนี้ มาสด้าจึงเดินหน้าสื่อสารปรัชญาใหม่โดยถ่ายทอดภาพยนต์โฆษณาทางสื่อออนไลน์ ภายใต้สโลแกนใหม่ “JOY DRIVES LIVES” เพื่อให้ลูกค้ามาสด้า และบุคคลทั่วไป ตระหนักถึงรายละเอียดของความสุขเล็ก ๆ รอบตัว ตลอดจนมีส่วนร่วมและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ โดยมีรถยนต์มาสด้าเป็นส่วนหนึ่งของทุกประสบการณ์ในการใช้ชีวิต โดยสื่อสารผ่านแคมเปญ 2 ช่วง เริ่มจากการสร้างความตระหนักถึงการค้นหาความสุขที่แท้จริงในชีวิต พร้อมสร้างความเชื่อมโยงการสื่อสารคุณค่าและภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ผ่าน Joy หรือ รายละเอียดของความสุขที่ขับเคลื่อนชีวิต โดยเชิญชวนลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายร่วมค้นหารายละเอียดของชีวิตผ่านแบบทดสอบ Mazda Joy Quiz เพื่อรับรู้ถึงความสุขของตัวเองในรูปแบบต่าง ๆ ตามด้วยการสร้างการรับรู้ในความหมายใหม่ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผ่านการสื่อสาร “JOY DRIVES LIVES” อย่างเต็มรูปแบบในทุกช่องทาง สิ่งเหล่านี้จะเป็นนิยามใหม่ของภาพลักษณ์แบรนด์มาสด้า เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ความสุขให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของลูกค้า โดยมีมาสด้าเป็นหัวใจหลักในการสร้างความเชื่อมโยง

การสื่อสารภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ภายใต้สโลแกน “JOY DRIVES LIVES” ตอกย้ำถึงการเดินหน้าสู่มิติใหม่ของการส่งมอบประสบการณ์ลูกค้า ที่มาสด้าตั้งใจยกระดับให้ดียิ่งขึ้นในทุกบริบท เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าในรูปแบบใหม่ และนำมาพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าในทุก ๆ ขั้นตอน รวมถึงการเริ่มต้นปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย (Business Transformation) โดยมุ่งเน้นและให้ความสำคัญสูงสุดกับลูกค้า เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกครั้งที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ จะนำมาซึ่งคุณค่าและความสุขในการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า

ภาพยนต์โฆษณาภายใต้สโลแกน “JOY DRIVES LIVES”

ปอร์เช่เผยโฉมนิทรรศการ Electrifying Past. Present. Future. ณ Curvistan Bangkok สะท้อนวิวัฒนาการแห่งยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า

0

ปอร์เช่เปิดตัวนิทรรศการสุดพิเศษ “Electrifying Past. Present. Future.”Curvistan Bangkok พื้นที่สำหรับพบปะสังสรรค์เพื่อร่วมเฉลิมฉลองความหลงใหลในรถยนต์ ศิลปะ และการออกแบบไว้ในที่เดียว นำเสนอประสบการณ์อินเทอร์แอคทีฟที่สะท้อนมุมมองอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ต่อโลกแห่งยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า (Electromobility) ถ่ายทอดผ่านการเชื่อมโยง อดีตอันทรงคุณค่ากับปัจจุบันที่เต็มไปด้วยพลัง และ อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2024 Curvistan Bangkok ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของชุมชนคนรักปอร์เช่และผู้ที่หลงใหลในวัฒนธรรมยานยนต์อย่างแท้จริง ล่าสุด ปอร์เช่เดินหน้านำเสนอประสบการณ์ใหม่ผ่านนิทรรศการ  Electrifying Past. Present. Future. ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสนวัตกรรมล้ำสมัยที่ปฏิวัติวงการยนตรกรรมไฟฟ้าสมรรถนะสูง (High-Performance Electrification) ของแบรนด์รถสปอร์ตระดับตำนานจากเยอรมนี โดยนิทรรศการครั้งนี้พร้อมต้อนรับผู้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม – 18 สิงหาคม 2025

นิทรรศการครั้งนี้สะท้อน จิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกของปอร์เช่ โดยย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นในปี 1900 เมื่อ เฟอร์ดินานด์ ปอร์เช่ (Ferdinand Porsche) ได้สร้างสรรค์ “Lohner-Porsche System” ซึ่งถือเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งบริเวณดุมล้อคันแรกของโลก และนำเสนอสิ่งประดิษฐ์อันล้ำหน้านี้ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก ณ งาน Paris Exposition ภายใน Palace of Electricity

กว่า 100 ปีต่อมา ปอร์เช่ยังคงเป็นผู้นำในโลกของยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า และหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการ Electrifying Past. Present. Future.  ครั้งนี้คือการจัดแสดง 918 Spyder ไฮเปอร์คาร์ไฮบริดระดับตำนานที่สะท้อนถึงความก้าวล้ำทางวิศวกรรม ผสานเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้าเข้ากับ DNA มอเตอร์สปอร์ตของปอร์เช่อย่างสมบูรณ์แบบ มอบทั้งสมรรถนะอันเหนือชั้นและประสิทธิภาพที่โดดเด่น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการคือ ปอร์เช่ 919 ไฮบริด (Porsche 919 Hybrid) ตำนานรถแข่งไฮบริดที่สร้างชื่อให้ปอร์เช่ในยุคของยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า รถแข่งคันนี้คว้าชัยชนะ 24 Hours of Le Mans การแข่งขันในสนามเอนดูรานซ์ระดับโลก ถึง 3 ปีซ้อน ในปี 2015, 2016 และ 2017 ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จสูงสุดของปอร์เช่ในสนามแข่งระดับโลก ในเวอร์ชัน “919 Evo” ซึ่งถูกปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎการแข่งขัน รถคันนี้ได้สร้างสถิติเวลาต่อรอบ 5:19.55 นาที บนสนามแข่งระดับตำนาน Nürburgring Nordschleife โดยมี ทิโม่ แบร์นฮาร์ด (Timo Bernhard) นักขับโรงงานของปอร์เช่เป็นผู้ควบคุมพวงมาลัย ซึ่งสถิตินี้ยังคงไร้ผู้โค่นล้มมาจนถึงปัจจุบัน

นิทรรศการนี้เป็นโอกาสพิเศษสำหรับผู้ที่หลงใหลในยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ได้สัมผัสนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนวงการมาตลอดศตวรรษ และเรียนรู้ถึงแนวทางที่ปอร์เช่กำลังมุ่งสู่อนาคตของ สมรรถนะพลังงานไฟฟ้าแรงสูง (High-Performance Electrification) อย่างแท้จริง

Porsche 919 Hybrid ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะในสนามแข่ง แต่ยังมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของปอร์เช่ ในฐานะรถแข่งที่ปูทางสู่การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากโลกของมอเตอร์สปอร์ตสู่ยนตรกรรมบนท้องถนน เทคโนโลยีที่ถูกทดสอบและพิสูจน์สมรรถนะภายใต้สภาวะการแข่งขันอันเข้มข้น ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าสมรรถนะสูงของปอร์เช่ในปัจจุบัน หนึ่งในนวัตกรรมสำคัญที่ได้รับการพัฒนาจากสนามแข่ง คือ เทคโนโลยีระบบไฟฟ้าแรงดัน 800 โวลต์ (800-Volt Technology) ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วภายใต้สภาวะการแข่งขันที่เข้มข้น และถูกนำมาปรับใช้ในยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่สำหรับการขับขี่จริง หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ปอร์เช่ ไทคานน์ (Taycan) รุ่นใหม่ ที่ได้รับการปรับโฉมอย่างครอบคลุม เสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้สูงสุด พร้อมส่งมอบสมรรถนะที่โดดเด่นในทุกการขับขี่ นวัตกรรมที่ถือกำเนิดจากสนามแข่งสู่ท้องถนนนี้ ตอกย้ำแนวทางของปอร์เช่ในการพัฒนา ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าสมรรถนะสูง (High-Performance Electrification) ที่ไม่เพียงมอบประสบการณ์การขับขี่เร้าใจ แต่ยังสะท้อนถึงความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีที่ผสานจิตวิญญาณของมอเตอร์สปอร์ตเข้ากับยนตรกรรมแห่งอนาคตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

ทดลองขับยนตรกรรมแห่งอนาคต* : สัมผัสประสบการณ์ยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่พลังไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

บทสรุปที่สมบูรณ์แบบรอคอยผู้เข้าชมที่ได้ร่วมเดินทางผ่านเรื่องราว แห่งการพัฒนาเทคโนโลยีไฟฟ้าของปอร์เช่ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สำหรับผู้หลงใหลในปอร์เช่และผู้สนใจในยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า
คุณจะได้รับโอกาสพิเศษในการสัมผัสอนาคตของโลกยานยนต์ไฟฟ้าอย่างใกล้ชิด ผ่านประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจ ที่สะท้อนจิตวิญญาณของปอร์เช่อย่างแท้จริง

Porsche BEV Experience จัดขึ้นควบคู่ไปกันนิทรรศการใหม่ล่าสุดที่ Curvistan Bangkok มอบโอกาสพิเศษให้แขกผู้เข้าชมได้ทดลองขับ* ยนตรกรรรมสปอร์ตปอร์เช่พลังไฟฟ้าเต็มรูปแบบ พร้อมสัมผัสสมรรถนะระดับตำนานในแบบปอร์เช่ ผ่านรุ่นเด่นอย่างไทคานน์ (Taycan) รุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับโฉมอย่างครอบคลุมและมาคันน์ (Macan) รถสปอร์ต SUV ไฟฟ้ารุ่นแรกของปอร์เช่ แขกทุกท่านจะได้สัมผัส ความแรง ความแม่นยำ และนวัตกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ในสถานการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ

*สอบถามและนัดหมายการทดลองขับได้ที่โชว์รูมปอร์เช่อย่างเป็นทางการทุกสาขา

Curvistan Bangkok พื้นที่แห่งวัฒนธรรมยานยนต์ ศิลปะ และการออกแบบ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 – 22:00 น.ตั้งอยู่บนถนน สุขุมวิท 38 ติดกับสถานีรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ เดินทางสะดวก ใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมต้อนรับผู้เข้าชมสู่โลกของยนตรกรรมสปอร์ตระดับตำนาน

นิทรรศการใหม่ล่าสุด Electrifying Past. Present. Future. นำเสนอวิวัฒนาการของยนตรกรรมไฟฟ้าสมรรถนะสูงในแบบปอร์เช่ ถ่ายทอดผ่านประสบการณ์สุดพิเศษที่ผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และจิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ต  นิทรรศการนี้เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม – 18 สิงหาคม 2025 ร่วมสัมผัสอนาคตแห่งยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าได้แล้ววันนี้ที่ Curvistan Bangkok

(,มีคลิปวีดีโอ) พา “TANK 300 HEV” เที่ยว “TIM Island” เกาะลับกลางน้ำเจ้าพระยา ขับทดลองระบบไฮบริด นอนที่พักสุดฮิพ ที่เมืองนก…ชัยนาท

0
GWM Tank 300 HEV 1

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้อยู่หลังพวงมาลัยของ Tank 300 HEV อ๊อฟโรด BoxyvShape.รูปทรงเรโทรโมเดริ์น ขุมพลังไฮบริดจากเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ได้พละกำลังเหลือ 350 แรงม้า พร้อมแรงบิด 616 นิวตันเมตร ซึ่งเคยนำไปลองลุยทางโหดมาแล้วหลากหลายสถานการณ์ ตัวช่วยในเส้นทางอ๊อฟโรดล้นคัน อาทิ Tank Turn หรือ การกลับรถในที่แคบซึ่งล้อหลังจะเลี้ยวกลับด้านกับล้อหน้า Offroad Monitor ทำหน้าที่เก็บภาพจากรอบคันแสดงที่จอกลางขนาดใหญ่ ยังไม่รวมไปถึงโหมดลุย ทั้งหิมะ โคลน ทราย กรวด หญ้า และ ดิฟเฟอเรนเชียลล๊อคทั้งหน้าและหลัง สายลุย สายอ๊อฟโรดยิ่งไม่ควรมองข้าม เพราะราคาใหม่เริ่มต้นเพียง 1.299 ล้านบาท

แอบเชียร์อีกเรื่องคือ บ้านพักกลางน้ำในรูปแบบโฮมสเตย์ที่ผสมผสานกลิ่นอายการตกแต่งให้นึกย้อนวันวานสมัยคุณพ่อ คุณแม่ยังวัยเยาว์ กับบ้านไม้ยกใต้ถุน มีแปลงเกษตรแบบสวนผสม ฟาร์มไก่ ฟาร์มควาย และ เต่ามาดาร์กัสกา แต่ที่สำคัญและตรงทางกับไลฟ์สไตล์ที่ผมถนัด นั่นคือ กิจกรรมตกปลา เนื่องจากความสมบูรณ์ของสัตว์น้ำนานาชนิด พร้อมกับบรรยากาศเงียบ และ สงบ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าระยะทางจากกรุงเทพ เพียงไม่ถึง 200 กิโลเมตร หรือจะใช้ความทันสมัยจากเทคโนโลยีก็เซริ์ทหาในกูเกิลแมพตามชื่อ “TIM Island” โฮมเสตย์บนเกาะลับกลางแม่น้ำเจ้าพระยาก็รอให้ทุกท่านได้ไปเยือน

GWM Tank 300 HEV 2

TANK 300 HEV มากับมิติตัวรถยาว 4,760 มิลลิเมตร กว้าง 1,930 มิลลิเมตร สูง 1,903 มิลลิเมตร และ ยาวฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร ระยะตำ่สุดใต้ท้องรถ Ground Clearance 224 มิลลิเมตร เอสยูวีทรงกล่องแนวโมเดริ์นติดตั้งความทันสมัยไว้ครบครัน ไฟหน้าแบบฟูลแอลอีดี ซุ้มล้อขนาดใหญ่มากับบันไดข้าง ล้อ 17 นิ้วใส่ยางออเทอร์เรนขนาด 265/75

GWM Tank 300 HEV 3

ไฟท้ายแนวตั้งโดดเด่นด้วย Vertical Led มีซันรูฟไฟฟ้าสั้งปิดได้จากแอพ ฝาท้ายติดตั้งระบบไฟฟ้า ควบคุมการเปิด/ปิดให้สะดวกยิ่งขึ้น ฝาท้ายติดตั้งยางอะไหล่พร้อมฝาครอบ

เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า ส่วนของคนขับปรับได้ 8 ทิศมีนวดและระบบเป่าลม ทั้ง 5 ที่นั่งหุ้มหนัง Nappa ห้องโดยสารกว้างในรูปแบบ 5 ที่นั่ง หน้าจอต่อกันรวมแล้วมีความยาวถึง 24.6 นิ้ว ใช้งานและสั่งการในรูปแบบทัชสกรีน ฟีเจอร์มอนิเตอร์ออฟโร๊ดทำหน้าที่เป็นดวงตารอบทิศทางในขณะที่เข้าพื้นที่ทุรกันดาร มีไวเลทชาร์จพร้อมช่องเสียบยูเอสบีซี ไฟในห้องโดยสารปรับแต่งได้หลายเฉดสี หากอยากเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้าย ทำได้ง่ายๆเพียงพับเบาะ

GWM Tank 300 HEV 6

ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฮบริดที่เน้นพลังแรง โดยใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร 1,998 ซีซี เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 244 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 106 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 268 นิวตันเมตร มีแบตเตอรี่ ความจุ 1.7 kWh กำลังรวมสูงสุดทั้งระบบ 350 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 616 นิวตันเมตร

GWM Tank 300 HEV 7

ระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9HAT พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD Dual Speedซึ่งติดตั้งตัวดิฟเฟอเรนเชียลล๊อค ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มาพร้อมกับ 7โหมดการขับขี่ ได้แก่ Normal,Sport, Eco, Mud, Sand, Snow, และ 4L

ในส่วนของระบบรองรับด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ Double Cross Arm ด้านหลังเป็นแบบคานแข็ง พร้อม Multi-link ระบบความปลอดภัยมีครบทั้งเบรคอัตโนมัต ควบคุมความเร็วตามรถคันหน้า ระบบช่วยจอดพร้อมจดจำเส้นทางอัตโนมัติ เรียกได้ว่า ADAS เต็มระบบ

GWM Tank 300 HEV 8

การเดินทางในครั้งนี้จากรามอินทรา มุ่งสู่ทางหลวงมอเตอร์เวย์บางปอิน ก่อนตัดเข้าถนนสายเอเซียเพื่อไปต่อยังจุดหมายปลาทางที่เมืองนก จังหวัดชัยนาท

GWM Tank 300 HEV 9

ทางชิวๆ ไม่สมบุกสมบัน ไม่มีลองระบบลุยใดใด ขุมพลังๆเหลือจากระบบไฮบริดที่โดดเด่นในด่านสมรรถนะ แต่ถ้าเมื่อไหร่ จะเรียกแรง เค้นสมรรถนะ ก็มาเร็วทันใจ และพอได้สนุกกับการเปลี่ยนเกียร์ที่มี + และ – หรือหากปรัยไปที่โหมด Sport รอบเครื่องยนต์คำรามรอการเหยีบตันเร่งขึ้นมาทันที

GWM Tank 300 HEV 10

ระบบช่วงล่างปรับเซ็ทมาค่อนข้างนุ่ม ไม่กระด้าง และการที่ใชช่วงล่างอิสระ ทำให้การสั่นสะเทือนจากสภาพพื้นผิวถนน ถุกทอนไปยังระบบรองรัยเพื่อให้ได้มาซึ่งความนุ่มนวลแม้ในเส้นทางลุย

“Tim Island” คือจุดหมายปลายทางของทริพ ในรูปแบบชองบ้านพักโฮมเสตย์พร้อมแปลงเพาะปลูกแบบผสมผสาน รวมถึงฟาร์มไก่ และควายไทยพื้นบ้าน ที่สุขพลานามัยสมบูรณ์ ก็ถือเป้นกิจกรรมที่คอยต้อนรับเด้กๆ ให้เพลิดเพลินได้ตามใจชอบ

GWM Tank 300 HEV  11

GWM Tank 300 HEV 13

GWM Tank 300 HEV 13

GWM Tank 300 HEV 14

ในพื้นที่ทำเลทองที่รายล้อมไปด้วยน้ำในรูปแบบของเกาะกลางน้ำที่มีบ้านคนอาศัยอยู่ประปราย สถานที่แห่งนี้ถือเป็นที่ชาร์จพลังได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งทัศนียภาพที่รื่นรม ยิ่งใครที่ชื่นชอบกีฬาทางน้ำ หรือ กิจกรรมตกปลา ที่นี่จะทำให้คุณโดนสะกดจนลืมวันลืมคืน พร้อมสำหรับการพักผ่อนที่เต็มอิ่ม นอนเต็มตื่น เพลิดเพลินกับความเป็นไทย ในสไตล์บ้านพักริมน้ำ ที่มีกิจกรรมหลายหลาย Tim Island นั้นรอคอยบริการให้ผู้มาเยือนทุกท่าน

เปิดสเปกเต็ม NEW GWM TANK 300 DIESEL ขุมพลังดีเซล 2.4T พร้อมการรับประกันเครื่องยนต์ถึง 1,000,000 กิโลเมตร! จ่อคิวเปิดราคาในงาน Motor Show 2025

0
TANK 300 DIESEL 1

GWM (Thailand) ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้ดียิ่งกว่าเดิม กับ NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่พร้อมให้ชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดและจับจองในงาน มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 โดย NEW GWM TANK 300 DIESEL พร้อมเผยจุดเด่นหลากหลายด้าน ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุด ฉีกกฏเครื่องยนต์ดีเซลทั่วไป ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่นิ่ง เงียบ และนุ่มนวลกว่าเคย แต่ยังคงพละกำลังและสมรรถนะสูงในทุกการรขับขี่ พร้อมประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีมากขึ้น และการรับประกันคุณภาพเครื่องยนต์ที่ยาวนานถึง 1,000,000 กิโลเมตร (หรือ 8 ปี) มอบประสบการณ์การขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมือง ออนโรดและออฟโรดได้อย่างยอดเยี่ยม ผสานความหล่อ เท่ ได้อย่างโดดเด่นทุกเส้นทางด้วยรูปทรงสไตล์ Premium Boxy อันเป็นเอกลักษณ์

Tank  2

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าว “GWM (Thailand) ภูมิใจนำเสนอนวัตกรรมล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีที่เป็นความเชี่ยวชาญของเรา ที่เฝ้าพัฒนามายาวนานกว่า 30 ปี กับเครื่องยนต์ดีเซลของ GWM ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานทั่วโลก เราตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่คนไทยจะได้สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ที่มาจากการรับฟังเสียงของผู้บริโภค สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ชาวไทยมากยิ่งขึ้น เพื่อประการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งกว่าในทุกมิติ สอดคล้องกับแนวคิดในการดำเนินธุรกิจ GWM Go With More และกลยุทธ์ User-Centric โดย NEW GWM TANK 300 DIESEL กับเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุดนี้ มาพร้อมกับ 3 รุ่นย่อย เพื่อตอบโจทย์สายลุยพร้อมโชว์ความหล่อทั้งในเมืองนอกเมือง ให้ได้เลือกรุ่นที่ใช่ ทั้ง NEW GWM TANK 300 DIESEL รุ่น 2.4T PRO, รุ่น 2.4T ULTRA และ รุ่น 2.4T ULTRA 4WD เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รถยนต์คันนี้จะมาสร้างนิยามใหม่ของรถเอสยูวีเครื่องยนต์ดีเซล และจะได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากแฟน ๆ ชาวไทย”

Tank  3

NEW GWM TANK 300 DIESEL ทั้ง 3 รุ่น มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T และระบบคอมมอนเรลแรงดันสูง 2,000 บาร์ เทอร์โบแปรผัน (VGT) ท่อร่วมไอดีแบบคู่ที่ฝาสูบ Exhaust Gas Recirculation (EGR) และระบบปั้มน้ํามันเครื่องแบบแปรผัน ทำให้เครื่องยนต์สร้างพละกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเผาไหม้ที่สมบูรณ์ยิ่งขี้น ช่วยลดการปล่อย์ไอเสีย NOx และประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง โดยอัตราการบริโภคน้ำมันของ NEW GWM TANK 300 DIESEL อยู่ที่ 14 กิโลเมตรต่อลิตร (ตามมาตรฐานการทดสอบ Eco sticker ในประเทศไทย) สำหรับรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ) ซึ่งน้ำมันหนึ่งถัง (ดีเซล B7) สามารถขับขี่ได้ระยะทางไกลมากกว่า 1,000 กิโลเมตร อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์และการพัฒนาเทคโนโลยีในการลดเสียงรบกวน NVH (Noise, Vibration, Harshness) ที่ยอดเยี่ยม ระดับเสียงภายในห้องโดยสารต่ำกว่า 68 เดซิเบลในช่วง idle speed ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบสงบ นิ่ง ไม่สั่น ช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกสบายในทุกสภาพถนน จากเทคโนโลยีและโครงสร้างการออกแบบที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงาน ลดเสียงและการสั่นสะเทือน ทำให้เครื่องยนต์รุ่นนี้มีความทนทานสูง GWM มั่นใจในคุณภาพของเครื่องยนต์เซ็ตนี้ จึงกล้าสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าด้วยการมอบการรับประกันคุณภาพที่ยาวนานและครอบคลุมมากขึ้นถึง 1 ล้านกิโลเมตร (หรือ 8 ปี)

Tank 5

NEW GWM TANK 300 DIESEL ทั้ง 3 รุ่น มอบพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ หรือ 184 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดถึง 480 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่อง 1,500 – 2,500 รอบต่อนาที พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด (9AT) มอบการตอบสนองที่รวดเร็วทันใจ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบไดเร็คอินเจคชั่นแบบคอมมอนเรลแรงดันสูง 2,000 บาร์ กระบอกสูบที่ให้ความจุมาถึง 2,370 ซีซี และถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ถึง 78 ลิตร มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่า ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่มองหารถเอสยูวีที่มีประสิทธิภาพการขับขี่และความคุ้มค่าที่มากขึ้น

Tank  6

•NEW GWM TANK 300 DIESEL ได้รับการปรับแต่งช่วงล่างใหม่ทั้งหมดเพื่อตอบโจทย์ความชื่นชอบในการขับขี่ของคนไทยมากยิ่งขึ้น ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระ ดับเบิ้ล วิชโบน (Double wishbone) และระบบกันสะเทือนหลังแบบมัลติลิงค์
•NEW GWM TANK 300 DIESEL ในรุ่น 2WD มาพร้อมโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ โหมดปกติ โหมดสปอร์ต โหมดประหยัด ในรุ่น 4WD มาพร้อมโหมดการขับขี่ 9 โหมด ได้แก่ โหมดขับเคลื่อน 2 ล้อ (2H) และโหมดการขับขี่แบบออฟโรด ได้แก่ โหมดการขับเคลื่อน 4 ล้อ (4H) โหมดการขับเคลื่อน 4 ล้อแบบอัตราทดเกียร์ต่ำ (4L) โหมดพื้นหิมะ โหมดพื้นหิน โหมดพื้นทราย โหมดภูเขา โหมดพื้นหลุมบ่อ และโหมดผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง 3 รุ่นติดตั้งระบบแสดงภาพ 540 องศา (ระบบกล้องรอบคัน 360 องศา และระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ (Body transparent)) ระบบ Intelligent Start-Stop และโหมดช่วยผ่อนแรงพวงมาลัยมาอีก 3 โหมด ได้แก่ โหมดเบา โหมดสบาย และโหมดสปอร์ต ที่ช่วยให้สามารถปรับความหนักเบาของพวงมาลัยให้เหมาะสมกับการขับขี่ในแต่ละสภาพการใช้งาน และตอบสนองได้ตามความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้
•NEW GWM TANK 300 DIESEL ทั้ง 3 รุ่น ยังมาพร้อมกับ ระบบเบรกหน้าและหลังแบบดิสก์เบรก ที่มีครีบระบายความร้อนสี่ล้อ ซึ่งช่วยให้การทำงานของเบรกมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
•NEW GWM TANK 300 DIESEL รุ่น 2.4T ULTRA 4WD ยังมาพร้อมระบบล็อกเฟืองขับด้านหลังแบบไฟฟ้า (Rear electric differential lock) พร้อมระบบช่วยกลับรถในพื้นที่แคบ (TANK TURN) และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบ Off-road ช่วยให้ทุกการผจญภัยเต็มอิ่มไปด้วยความสนุกสนาน

Tank 6

NEW GWM TANK 300 DIESEL ให้ภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและไม่เหมือนใครตั้งแต่หน้ารถจรดท้ายรถ ด้วยมิติตัวรถ 1,930 x 4,760 x 1,903 มม. (กว้าง x ยาว x สูง) ที่มาพร้อมระยะฐานล้อ 2,750 มม. กระจังหน้าแบบ Rectangle ตัดขอบสีดำเงาที่รวมการจัดเรียงของไฟหน้าทรงกลมตัด DRL ทรงเหลี่ยมผสานเข้ากับตัวรถ รับด้วยช่องระบายอากาศสีดำเงาและโลโก้ TANK เสริมความเท่ด้วยกันชนดีไซน์ออฟโรดร่วมสมัย บังโคลนขนาดใหญ่ และบันไดข้าง รับดีไซน์หลังแบบออฟโรดด้วยประตูท้ายแบบ Horizontal ไฟหน้า LED อัจฉริยะ พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ และฟังก์ชันหน่วงเวลาไฟส่องทางหลังดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home) ร่วมกับระบบไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED และระบบไฟท้ายแบบ Vertical LED กระจกมองข้างปรับและพับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว (เฉพาะ NEW GWM TANK 300 DIESEL รุ่น 2.4T ULTRA และ 2.4T ULTRA 4WD ที่มาพร้อมระบบจดจำตำแหน่ง) ใน NEW GWM TANK 300 DIESEL รุ่น 2.4T ULTRA 2WD และ ULTRA 4WD มาพร้อมหลังคาซันรูฟแบบ เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า เพิ่มความหรูหรา พร้อมราวหลังคาถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มพื้นที่วางของบนหลังคารถ อีกทั้งเสริมลุคแกร่งด้วย ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วสีดำเปียโนแบล็ค พร้อมยาง H/T ขนาด 265/65 R17 พร้อมกับล้ออะไหล่ติดตั้งที่ประตูท้าย มอบความเท่ ผสานกับดีไซน์ภายนอกของตัวรถได้เป็นอย่างดี

Tank  8

ให้ผู้ขับขี่เพลิดเพลิน มั่นใจ และปลอดภัยในทุกการเดินทาง ไปกับพวงมาลัยพร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงและสวิตช์ควบคุมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ เกียร์แบบ Electronic Shifter ชุดเกียร์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับดีไซน์เรียบหรูบริเวณคอนโซลกลาง พร้อมระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ (Paddle shift) และระบบเบรกมือไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชันหยุดอัตโนมัติขณะรถหยุดนิ่ง (Auto Brake Hold) อีกทั้งยังมีกุญแจ Smart Key และระบบ Push start system ช่วยให้ผู้ขับขี่สตาร์ทเครื่องยนต์ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น รวมถึงการเสริมความปลอดภัยและความสะดวกสบายในทุกการขับขี่

Tank  8

เบาะนั่งภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุสุดพรีเมียม ด้วยวัสดุหุ้มเบาะหนังสังเคราะห์ สามารถปรับเบาะคนขับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง สำหรับ NEW GWM TANK 300 DIESEL รุ่น 2.4T ULTRA ทั้ง 2 รุ่น จะเป็นเบาะหนัง Nappa และหนังสังเคราะห์ะให้สัมผัสที่หรูหราและสบายกว่าที่เคย เบาะคนขับปรับไฟฟ้าได้ถึง 8 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง ระบบ welcome seat ควบคู่ไปกับระบบระบายอากาศ พร้อมดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทางและระบบนวดไฟฟ้า นอกจากความสะดวกสบายที่ผู้ขับขี่ได้รับแล้ว ใน NEW GWM TANK 300 DIESEL ทั้ง 3 รุ่น ยังมอบความสะดวกสบายให้ทุกที่นั่งไม่แพ้กัน ด้วยระบบปรับพนักพิง และพนักพิงเบาะพับได้แบบ 60:40 ที่มาพร้อมกับที่พักแขนตอนกลาง พร้อมที่วางแก้ว

NEW GWM TANK 300 DIESEL มาพร้อมหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ร่วมกับหน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว ที่รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมให้สัมผัสกับความบันเทิงอีกขั้น ด้วยลำโพงถึง 6 ตำแหน่ง สำหรับ NEW GWM TANK 300 DIESEL รุ่น 2.4T PRO และลำโพง 8 ตำแหน่ง พร้อมซับวูฟเฟอร์ Online Music และ Online Radio ในรุ่น 2.4T ULTRA และ 2.4T ULTRA 4WD ให้คุณภาพเสียงระดับสูงและรอบทิศทาง

NEW GWM TANK 300 DIESEL รุ่น 2.4T ULTRA ทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติด้านหน้าแยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมกับระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย ระบบนำทาง ระบบสั่งการด้วยเสียง (Voice Command) ระบบตรวจจับ PM 2.5 Ionizer และที่กรองอากาศชนิด N95 พร้อมช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและหลัง และช่องต่อ USB สำหรับกล้องบันทึกภาพ พร้อมช่องจ่ายไฟสำรอง (12V) และช่องจ่ายไฟสำรอง (220V)

ความปลอดภัยต้องมาอันดับหนึ่ง NEW GWM TANK 300 DIESEL มาพร้อมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะจำนวน 25 รายการ ทั้งที่เป็น Active Safety และ Passive Safety เพื่อให้ทุกการเดินทางของผู้ขับขี่และผู้โดยสารเต็มไปด้วยความปลอดภัยและมั่นใจสูงสุด อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ ถุุงลมนิรภัยจำนวน 6 จุด ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลนหรือออกนอกเลน ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน การแจ้งเตือนการขับรถเร็วเกินกำหนด ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการชนครั้งที่ 2 ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก ระบบช่วยเตือนและเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX และระบบล็อกป้องกันเด็ก และอื่น ๆ อีกมากมาย (โปรดศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นเพิ่มเติม)

Tank  10

เตรียมพิสูจน์นวัตกรรมแห่งเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุด ใน NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่พร้อมจะปฎิวัติรถยนต์ SUV กับเครื่องยนต์ดีเซลรูปแบบเดิมๆ ในประเทศไทยไปตลอดกาล เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ดียิ่งขึ้นในทุกมิติ จากทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ NEW GWM TANK 300 DIESEL รุ่น 2.4T PRO, NEW GWM TANK 300 DIESEL รุ่น 2.4T ULTRA และ NEW GWM TANK 300 DIESEL รุ่น 2.4T ULTRA 4WD พร้อมเผยราคาอย่างเป็นทางการภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ในวันที่ 25 มีนาคม 2568 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GWM application และ https://www.gwm.co.th/ หรือ GWM Contact Center 02-668-8888

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัว ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถยนต์ฟูลไฮบริด

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดด้วยการเปิดตัว ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี สู่ตลาดประเทศไทยเป็นครั้งแรก รถคอมแพ็กต์เอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุด ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ เร้าใจกับสมรรถนะ ครบครันด้วยความสะดวกสบาย และเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย จากอีกขั้นของการพัฒนา MITSUBISHI e:MOTION ที่ผสาน 3 เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพที่ยอดเยี่ยม ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี จะผลิตที่โรงงานมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และจัดจำหน่ายผ่านทางเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ได้รับแต่งตั้งอย่างเป็นทางการกว่า 190 แห่งทั่วประเทศ เปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศอินโดนีเซียในเดือนสิงหาคม 2566 ในรุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายใน และขยายตลาดสู่เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ละตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่น ๆ ในปี 2567 มีความสำคัญในฐานะรถยนต์เชิงกลยุทธ์ระดับโลกของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส

ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี จะมาเสริมทัพกลุ่มรถยนต์ฟูลไฮบริดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ต่อยอดความสำเร็จจาก มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ที่เปิดตัวในประเทศไทย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา รถคอมแพ็กต์เอสยูวีรุ่นใหม่นี้ เป็นรถที่จะสร้างความน่าดึงดูดใจให้กับทุกท่าน เพราะมาพร้อมระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รับการถ่ายทอดและพัฒนาจากระบบขับเคลื่อนแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) อันเลื่องชื่อของมิตซูบิชิ โดดเด่นด้วยอัตราการประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอัตราเร่งที่ทรงพลัง พร้อมโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7-Drive Mode) ผสานการทำงานระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) แบบ All-Wheel Control  ที่จะช่วยคำนวณการส่งกำลังจากระบบขับเคลื่อนและแรงเบรกลงสู่แต่ละล้อ เพื่อให้ล้อทั้งคู่หน้า-คู่หลัง ทำงานอย่างสัมพันธ์กัน ให้ประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาสมดุลของตัวรถขณะเข้าโค้ง เพื่อความปลอดภัย และมั่นใจได้ในทุกเส้นทาง

นี่เป็นครั้งแรกที่ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ได้รับการติดตั้งระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุดของเรา และเราภาคภูมิใจ ที่รถยนต์รุ่นนี้ ผลิตที่ประเทศไทย ณ โรงงานแหลมฉบังของเรา เราใช้เวลาหลายเดือน ในการทดสอบรถยนต์รุ่นนี้ รวมระยะทางทั้งหมดกว่า 100,000 กิโลเมตร ทั่วประเทศไทย ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เพื่อประเมินความทนทาน และสมรรถนะในการขับขี่ ทีมทดสอบของเราได้รวบรวมข้อมูล และความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่างๆ ซึ่งวิศวกรฝ่ายวิจัยและพัฒนาของเรา ได้นำไปใช้ในการปรับแต่ง และพัฒนารถรุ่นนี้ ให้ดียิ่งขึ้น ขั้นตอนสุดท้าย คือการทดสอบความทนทานของรถ และปรับแต่งระบบกันสะเทือนที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานบนสภาพถนนที่หลากหลายของประเทศไทย ให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เราให้ความสำคัญสูงสุดกับคุณภาพ และประสบการณ์การขับขี่เสมอมา และเราไม่เคยลดทอนมาตรฐานเหล่านี้เลยครับ เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี จะเป็นโมเดลที่สร้างความตื่นเต้น และน่าประทับใจ พร้อมกับได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวไทย” มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

คุณสมบัติเด่นของ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี  สามารถแบ่งได้เป็น 4 แกนสำคัญ อันประกอบไปด้วย
ดีไซน์  สมรรถนะ ระบบความปลอดภัย  และ ความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร

ดีไซน์

  • รูปลักษณ์ภายนอก ออกแบบภายใต้คอนเซปต์ Silky and Solid แนวคิดการออกแบบใหม่จากมิตซูบิชิ เรียบหรู แต่ทรงพลัง สะท้อนผ่านรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว โดดเด่น เปรียบสมือนไอคอนนิคแห่งยุค ด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้าย LED สี Smoked จัดเรียงเป็นรูปตัวที เสริมให้เห็นถึงความกว้างและความรู้สึกมั่นคงของตัวรถ
  • ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ 18 นิ้ว ดีไซน์สวยงามที่คำนึงถึงแอโรไดนามิค เสริมด้วยซุ้มล้อที่เลือกใช้วัสดุ และ
    สีที่ตัดกับสีรถ ทำให้ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี มีบุคลิกของรถเอสยูวีอย่างชัดเจน
  • รูปลักษณ์ภายใน ออกแบบโดยใช้วัสดุที่ให้ความรู้สึกหรูหรา ประณีตในทุกรายละเอียด คอนเซปต์ตามแนวคิด “Horizontal Axis” มอบทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม ภายในห้องโดยสารสีทูโทน พร้อมการตกแต่งด้วยผ้าแบบพิเศษกันน้ำ และคราบสิ่งสกปรก มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จะช่วยสร้างสุนทรียภาพให้คุณตลอดการเดินทาง

สมรรถนะ

  • ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี มาพร้อมประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ MITSUBISHI e:MOTION ซึ่งเป็นการผสานสามเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดของมิตซูบิชิ ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจนเนอเรชันใหม่ล่าสุดโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (AYC)
  • ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ทำงานผ่านมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงและแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษสำหรับรถยนต์ไฮบริด โดยใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 ลิตร DOHC 16 วาล์ว MIVEC เป็นการพัฒนาต่อยอดจากรถยนต์ฟูลไฮบริดรุ่นแรก สู่ระบบที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อให้มีประสิทธิภาพการส่งกำลังที่ดียิ่งขึ้น มาพร้อมกับระบบส่งกำลัง 2-Speed Transaxle ใหม่ ปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติตามการขับขี่และสภาพถนน ให้อัตราเร่งที่ดี และนุ่มนวล อีกทั้งยังเพิ่มกลไกตัดการเชื่อมต่อของมอเตอร์ ช่วยลดการสูญเสียพลังงาน ส่งผลให้รถมีอัตราประหยัดน้ำมันขั้นสูงสุด 24.4 กิโลเมตร/ลิตร1 มีระยะทางการขับขี่ยาวที่สุดในคลาสต่อน้ำมันหนึ่งถัง  ทำงานเงียบและมีอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมทั้งในการขับขี่ บนไฮเวย์ และในเส้นทางที่เป็นเนินลาดชัน
  • โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7-Drive Mode) ไม่ว่าเส้นทางแบบไหนก็ไม่เป็นอุปสรรคด้วยโหมดการขับขี่
    7 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Normal (ถนนทั่วไป) Wet (ถนนเปียก) Gravel (ถนนลูกรัง) Tarmac (ถนนลาดยาง) Mud (ถนนโคลน) และอีก 2 ทางเลือกพลังงานทั้ง Charge (โหมดการชาร์จ) และ EV Priority (โหมดพลังงานไฟฟ้า 100%) โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกเปลี่ยนโหมดการขับขี่ด้วยตนเองตามสภาพถนน สภาพภูมิอากาศ หรือรูปแบบการใช้งานที่ต้องการ
  • ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง หรือ AYC (Active Yaw Control) เทคโนโลยีจากรถแข่งแรลลี่คาร์ของมิตซูบิชิ ทำงานโดยคำนวณการส่งกำลังลงที่ล้อซ้าย-ล้อขวา ให้หมุนสัมพันธ์กัน ขณะที่รถเข้าโค้ง เพื่อสร้างสมดุลให้กับตัวรถ ทำให้สามารถขับผ่านทางโค้งได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัย และมั่นใจในทุกสถานการณ์
  • ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ยังใช้ ช่วงล่าง ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ ให้เหมาะกับทุก
    สภาพถนนในประเทศไทย ซึ่งผ่านการทดสอบมาแล้วกว่า 100,000 กิโลเมตร

ระบบความปลอดภัย

  • เทคโนโลยีความปลอดภัย Diamond Sense จัดเต็มด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ หรือ ADAS ที่จะตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบตัวรถแบบ 360 องศา ทำงานอย่างแม่นยำผ่านการทำงานของกล้อง เรดาห์ และเซนเซอร์ ไม่ว่าจะเป็น
    • กล้องมองภาพรอบคันพร้อมเส้นกะระยะ และระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว (MAM with MOD)
    • ระบบเตือนเมื่อรถด้านหน้าออกตัวหรือเคลื่อนที่ไปด้านหน้า (LCDN)
    • ระบบเตือนจุดอับสายตา และระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน (BSW with LCA)
    • ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM)
    • ระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติถึงจุดหยุดนิ่ง (ACC)
    • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (AHB)
    • ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA)

ระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก ระบบเสริมแรงเบรก และถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

ความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร 

ยกระดับการเดินทางของคุณ ให้รู้สึกผ่อนคลายในแบบพรีเมียมด้วย

  • ห้องโดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในรถระดับเดียวกัน พื้นที่เหนือศีรษะ พื้นที่หัวไหล่ และพื้นที่วางขาที่กว้าง ทำให้สามารถเดินทางได้พร้อมกันถึง 5 คน โดยไม่รู้สึกอึดอัด เบาะนั่งตอนหลังสามารถพับปรับแบบ 40:20:40 และปรับเอนได้ถึง 8 ระดับ พร้อมด้วยวัสดุหุ้มเบาะ “Heat Guard” ที่ช่วยสะท้อนความร้อนจากแสงแดด
  • ไดนามิค ซาวด์ ยามาฮ่า พรีเมียม (Dynamic Sound Yamaha Premium Sound System) เครื่องเสียงและระบบเสียงคุณภาพ พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง ซึ่งได้รับการพัฒนาร่วมกับ ยามาฮ่า คอร์เปอเรชั่น ให้เสียงใส คมชัดในทุกมิติ ให้คุณเพลิดเพลินกับเพลงโปรดได้เสมือนฟังดนตรีแบบแยกชิ้น
  • ระบบฟอกอากาศ nanoeTM X ที่จะช่วยสร้างอากาศบริสุทธิ์ และยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ลดอากาศเหนื่อยล้า สร้างความสดชื่นให้คุณตลอดการเดินทาง
  • ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร (Ambient Light) บริเวณคอนโซลหน้าและแผงประตูด้านหน้า 

ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี มีจำหน่าย 3 รุ่นย่อย ได้แก่

  • รุ่น Ignite ราคาเริ่มต้น 899,000 บาท
    มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาวมุก White Diamond สีเงิน Blade Silver และ สีเทา Graphite Grey
  • รุ่น Ultimate ราคาเริ่มต้น 1,039,000 บาท

มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาวมุก White Diamond หลังคาดำ สีเงิน Blade Silver สีเทา Graphite Gray  และสีดำ Jet Black Mica

  • รุ่น Ultimate X ราคาเริ่มต้น 1,089,000 บาท

มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีขาวมุก White Diamond หลังคาดำ สีเทา Graphite Gray หลังคาดำ  สีเหลือง Energetic Yellow หลังคาดำ  สีแดง Spirit Red  หลังคาดำ และสีดำ Jet Black Mica

มาพร้อมการรับประกันระบบไฮบริดเป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดนานสูงสุดถึง
10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง หมดกังวลกับเรื่องอะไหล่และบริการหลังการขาย เพราะเป็นรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศ จึงสามารถจัดส่งอะไหล่ได้อย่างรวดเร็ว และพร้อมดูแลด้วยช่างเทคนิคที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างเชี่ยวชาญกระจายอยู่กับเครือข่ายผู้จำหน่ายของมิตซูบิชิที่แข็งแกร่งทั่วประเทศ

พิเศษสำหรับลูกค้าที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี โดยจองภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 และรับรถภายใน 31 กรกฎาคม 2568 จะได้รับสิทธิพิเศษภายใต้แคมเปญ Early Bird Offers2  เฉพาะช่วงเปิดตัวเท่านั้น  โดยลูกค้าจะได้รับบัตรของขวัญที่พักโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา มูลค่า 10,000 บาท และรับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง เป็นเวลา 1 ปี  พร้อมการรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน) ฟรีค่าแรงเช็กระยะนาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน)

พร้อมทั้งข้อเสนอพิเศษที่สามารถเลือกรับอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 0.99% (เมื่อดาวน์ 25% และผ่อนชำระ 48 เดือน)2 กับสถาบันการเงินที่กำหนด และ สามารถเลือกรับแพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี และสำหรับลูกค้าครอบครัว มิตซูบิชิ หรือลูกค้าเก่ามิตซูบิชิ รับส่วนลดเพิ่มสูงสุดถึง 30,000 บาท ผ่านแอฟพลิเคชัน M-Drive

ลูกค้าสามารถสัมผัสออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ได้ที่งานโรดโชว์ทั่วประเทศ และ ที่บูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (A9) ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ 1 – 3 เมืองทองธานี พร้อมพบกับรถยนต์รุ่นอื่น ๆ ของมิตซูบิชิ ที่ได้รับรางวัลการันตีคุณภาพมากมาย 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของรถยนต์มิตซูบิชิได้ทางเว็บไซต์ www.mitsubishi-motors.co.th และทุกช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค  MitsubishiMotorsTH

 

1 ทดสอบตามมาตรฐาน NEDC อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ระบุในแคตตาล็อกคำนวณตามวิธีที่กำหนด และอาจแตกต่างจากอัตรา
สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในสภาพการขับขี่จริง

2 สำหรับรุ่น Ultimate และ Ultimate X

อีซูซุเดินหน้าจัดการแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายประจำปี 2567 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า

0

อีซูซุตอกย้ำความเป็นผู้นำวงการรถยนต์เมืองไทย เดินหน้าพัฒนาบุคลากรมืออาชีพ จัดกิจกรรมการแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายประจำปี 2567 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 1,320,000 บาท  ให้บุคลากรได้แข่งขันเเละโชว์ทักษะความรู้ความสามารถทั้งส่วนงานขายและบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี โดยอีซูซุได้จัดกิจกรรมนี้ต่อเนื่องมากกว่า 30 ปี

ทั้งนี้ภายในงานยังมีการร่วมแสดงความยินดีกับช่างอีซูซุซึ่งเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันทักษะระดับนานาชาติ หรือ I-1 Grand-Prix ประเภทรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ หรือ CV Division ประจำปี 2024 ซึ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศ จากผู้เข้าแข่งขันรวมทั้งสิ้น 35 ประเทศ ได้แก่ คุณณัฐวุฒิ พลฤทธิ์  พนักงานช่างยนต์ รถบรรทุกขนาดกลาง-ใหญ่ จากบริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด และ คุณณัฐพงศ์ วังเขียว  พนักงานช่างยนต์ รถบรรทุกขนาดกลาง-ใหญ่ บริษัท ธาราลำพูนอีซูซุเซลส์ จำกัด

มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า เพื่อการเติบโตภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทายในปัจจุบัน เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพงานบริการทั้งในด้านการขายและบริการหลังการขาย โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้าตลอดการใช้งานของรถอีซูซุ นอกจากนี้การเตรียมความพร้อมด้านความรู้และทักษะที่เหมาะสมของบุคลากรยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความเชี่ยวชาญของผู้จำหน่าย เพื่อให้กลายเป็น “Trusted Buddy” ที่ลูกค้าสามารถพึ่งพาได้ทุกเมื่อ การแข่งขัน ทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมทุกท่านได้แสดงความรู้และทักษะ เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการของอีซูซุให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น

การแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2567 รอบชิงชนะเลิศนี้  ผู้เข้าแข่งขันต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มข้นตามมาตรฐานการปฏิบัติงานแต่ละด้าน ประกอบด้วยการแข่งขัน 6 ประเภท สำหรับรอบชิงชนะเลิศนี้มีเจ้าหน้าที่ผ่านเข้ารอบทั้งสิ้น 107 คน จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 617 คน

ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดต้องผ่านการคัดเลือกทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติในรอบคัดเลือก และสำหรับการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศนั้น  ผู้เข้าแข่งขันต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มข้นตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน แต่ละด้าน ซึ่งทุกด้านของการแข่งขันล้วนมีส่วนสำคัญเพื่อเพิ่มศักยภาพของการขายและการบริการหลังการขาย โดยมีคณาจารย์จากสถาบันการศึกษาชั้นนำให้เกียรติร่วมเป็นกรรมการตัดสินในครั้งนี้ด้วย โดยผลการแข่งขันมีดังนี้

  • รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขาย รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ได้แก่ คุณณัฐพล พึ่งประชา  จาก บริษัท อีซูซุนครหลวง จำกัด
  • รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขาย รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ได้แก่ คุณมงคลชัย วงศ์มหาศิริกุล  จาก บริษัท อีซูซุนครหลวงมอเตอร์ จำกัด
  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ได้แก่ คุณสุวัฒน์ จันทร  จาก บริษัท ชลบุรีอีซูซุเซลส์ จำกัด
  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ได้แก่ คุณชัยวัฒน์ ศรีจันทร์  จาก บริษัท อึ้งง่วนไต๋อีซูซุเซลส์ จำกัด
  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานมัลติฟังก์ชัน (ที่ปรึกษางานบริการและเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์) ได้แก่ คุณธงชัย เย็นรักษา จาก บริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด
  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานอะไหล่ ได้แก่ คุณมงคล พลฤทธิ์  จาก บริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด

รู้สึกดีใจแบบบรรยายความรู้สึกไม่หมดจริง ๆ ครับ ก่อนแข่งรอบนี้ผมเตรียมตัวโดยการทบทวนความรู้ ทั้งความรู้เก่า และความรู้ใหม่ รวมถึงฝึกซ้อมที่ตัวรถจริงด้วย การแข่งเป็นการจำลอง แต่การทำงานคือการแก้ปัญหาจริง แค่การทำงานจริงจะไม่จำกัดเวลาเท่านั้นเอง ส่วนตัวมองว่าระหว่างการแข่งขันถ้าเราทำได้ในเวลาที่จำกัด การทำงานจริงก็จะถือว่าไม่ยากอีกต่อไป ผมจะเอาขั้นตอนและความรู้การแข่งขันตรงนี้ไปปรับใช้ และแนะนำน้อง ๆ ในทีมต่อไปคุณสุวัฒน์ จันทร รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ จาก บริษัท ชลบุรีอีซูซุเซลส์ จำกัด

การแข่งขันครั้งนี้ ทำให้เราได้ความรู้ รวมถึงเทคนิคในส่วนงานต่างๆมาประยุกต์ใช้ได้ดีมากเลยทีเดียวครับ อยากเชิญเพื่อน ๆ ที่มีความพร้อมเข้ารวมการแข่งขันเพื่อแสดงศักยภาพ และนำความรู้ไปต่อยอดครับ ผมหวังไว้เต็มร้อยว่าต้องได้รางวัลกลับไป และก็ได้จริง ๆ ครับ คุณธงชัย เย็นรักษารางวัลชนะเลิศ พนักงานมัลติฟังก์ชัน (ที่ปรึกษางานบริการและเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์) จาก บริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด

ผมเก็บประสบการณ์รวมครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 3 แล้วครับ และครั้งนี้ผมก็ทำได้สมความตั้งใจที่เตรียมตัวมาอย่างดี ประสบการณ์ที่สะสมมาจะนำไปส่งต่อให้ที่ปรึกษาการขายคนอื่น ๆ ต่อไป การแข่งขันคือการพัฒนาตัวเอง ถ้าเพื่อน ๆ มีโอกาสก็อยากให้มาเข้าลองร่วมการแข่งขันดูครับคุณมงคลชัย วงศ์มหาศิริกุล รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขาย รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ จากบริษัท อีซูซุนครหลวงมอเตอร์ จำกัด กล่าวทิ้งท้าย

ร่วมติดตามและอัพเดทข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่  www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

เอ็มจี คว้า 4 รางวัล CAR OF THE YEAR 2025

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย นำยานยนต์ไฟฟ้า และยานยนต์พลังงานทางเลือก คว้า 4 รางวัล CAR OF THE YEAR 2025 นำโดย

  • ALL NEW MG 3 HYBRID+ รับรางวัล  BEST HYBRID HATCHBACK UNDER 1,500 c.c.
  • NEW MG4 ELECTRIC รับรางวัล  BEST CKD HATCHBACK EV (RWD)
  • NEW MG CYBERSTER รับรางวัล  BEST ROADSTER EV
  • NEW MG MAXUS 7 รับรางวัล  BEST MID-SIZE MPV EV

สะท้อนภาพลักษณ์การเป็นแบรนด์ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์พลังงานทางเลือกที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และพบกับข้อเสนอพิเศษสำหรับรถยนต์ทั้ง 4 รุ่น ได้ที่ งาน บางกอกอินเตอร์แนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า
“กว่า 10 ปี ที่เอ็มจีเป็นหนึ่งในผู้เล่นของตลาดยานยนต์ไทย เรามุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย จึงเกิดเป็นมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งรถที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ล้วนอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ของเอ็มจี ไม่ว่าจะเป็น ALL NEW MG3 HYBRID+ รถไฮบริดรุ่นล่าสุดของเอ็มจีกับรางวัล BEST HYBRID HATCHBACK UNDER 1,500 c.c. จากจุดเด่นที่สามารถมัดรวมทุกข้อดีของเทคโนโลยีไฮบริดไว้ในคันเดียว ทั้งสมรรถนะการขับขี่ที่ขับสนุกเสมือนขับรถ EV การตอบสนองที่ดีเยี่ยม และความประหยัดน้ำมัน

สำหรับรุ่น NEW MG4 ELECTRIC กับรางวัล BEST CKD HATCHBACK EV (RWD) ด้วยคุณสมบัติการเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรอง “Made in Thailand (MiT)” จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้มาครอง โดยโมเดลนี้อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีด้านการขับขี่ อีกทั้งรถรุ่นนี้ยังครองตำแหน่งรถไฟฟ้ารุ่นนิยม ที่สร้างยอดขายเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มรถอีวีของ เอ็มจี อีกด้วย

อีกรุ่นกับ NEW MG CYBERSTER ที่รับรางวัล BEST ROADSTER EV ที่เข้ามายกระดับตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของไทยด้วยสปอร์ตโรดสเตอร์ไฟฟ้าแบบเปิดประทุน 2 ที่นั่ง นอกจากจะโดดเด่นในแง่ของดีไซน์ และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยแล้ว ยังได้สร้างประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ให้กับลูกค้าด้วยพละกำลัง 544 แรงม้า แรงบิด 725 นิวตันเมตร ระยะ 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 3.2 วินาที เท่านั้น

สุดท้ายกับ NEW MG MAXUS 7 รับรางวัล BEST MID-SIZE MPV EV รถ e-MPV พลังงานไฟฟ้า 100% แบบ 7 ที่นั่ง ที่ตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ที่มีสมาชิกหลากหลายเจนเนอเรชั่น ให้สามารถใช้เวลาร่วมกันได้อย่างมีคุณค่าได้เป็นอย่างดี โดยทั้งรถไฟฟ้าทั้ง 3 รุ่นนี้ มาพร้อมการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ตลอดอายุการใช้งาน เพิ่มความอุ่นใจให้กับผู้ขับขี่ตลอดอายุการใช้งาน และหลังจากนี้ เอ็มจี จะยังคงเดินหน้าคิดค้น พัฒนายานยนต์ยุคใหม่ที่จะตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์คนไทยอย่างไม่สิ้นสุด” โดยลูกค้าที่สนใจสามารถชมและทดลองขับรถทั้งสี่รุ่นนี้ พร้อมข้อเสนอพิเศษ ได้ที่บูธ เอ็มจี ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม จนถึงวันที่ 6 เมษายนนี้

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

GEELY RIDDARA เตรียมแนะนำ RIDDARA RD6 รุ่นใหม่ วิ่งไกล 503 กิโลเมตร ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2025

0

GEELY RIDDARA เชิญทุกท่านมาสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า RIDDARA RD6 รถกระบะพลังงานไฟฟ้า 100% ที่ผสานความสะดวกสบายระดับ SUV ตอบโจทย์ทุกการใข้งานแบบรถกระบะได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2568 – 6 เมษายน 2568 วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.00 – 22.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 11.00 – 22.00 น.

โดยภายในงาน GEELY RIDDARA ได้เตรียมเปิดตัวรถกระบะพลังงานไฟฟ้า RIDDARA RD6 รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 86kWh ซึ่งให้ระยะทางในการขับขี่ที่สูงถึง  503  กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ระยะทางไกลได้มากขึ้นและยังคงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายระดับ SUV พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครันของรถกระบะ พร้อมการันตีค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่น้อยกว่ารถกระบะสันดาปทั่วไป ทำให้ผู้ใช้งานรถกระบะในประเทศไทยได้รับทางเลือกการเดินทางที่คุ้มค่าและประหยัดมากยิ่งขึ้น  นอกจากนี้จะเปิดตัวหลังคาซันรูฟ (Sunroof) เป็นตัวเลือกพิเศษ สำหรับ RIDDARA RD6 รุ่น 86kWh ขับเคลื่อน 4 ล้อ เพื่อเพิ่มประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบเอาท์ดอร์ได้อย่างลงตัว โดยจะเปิดเผยราคารถรุ่นใหม่พร้อมกันภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์นี้

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถชมและทดลองขับ RIDDARA RD6 ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี หรือ ที่ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า RIDDARA Call Center  ที่หมายเลข 02-039-5777

ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ RIDDARA ได้ที่