Home Blog Page 96

“เอ็มจี” เปิดวิสัยทัศน์ขึ้น ท็อป 5 ในทศวรรษที่ 2 พร้อมเปิดตัว NEW MG IM6 ชาร์จไว ฟังก์ชันครบ แรงสุดในรุ่น รับประกันแบตเตอรี่ Lifetime Warranty

0
MG IM6 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยทิศทางและแผนการดำเนินธุรกิจในไทยตั้งเป้าปีนี้ ครองส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 5% และมุ่งก้าวสู่ ท็อป 5 ในตลาดยานยนต์ไทย ภายในทศวรรษที่ 2 ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก เตรียมส่งรถยนต์ไฟฟ้า และ ไฮบริด รุ่นใหม่ เพิ่มเติมพอร์ตโฟลิโอภายในปี 2026 เพื่อขับเคลื่อนแบรนด์สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน เติมเต็มพรีเมียมอีวี NEW MG IM6 เข้าเสริมทัพ ชูจุดเด่น The First-ever Premium Intelligent e-SUV ที่มาพร้อมกับความสามารถในการชาร์จเร็วที่สุดในประเทศไทย ณ เวลานี้ ฟังก์ชันครบถ้วน พร้อมแรงม้าสูงถึง 778 แรงม้า สะท้อนภาพยนตรกรรมที่ล้ำสมัย มอบความตื่นเต้นให้ลูกค้า พร้อมส่งมอบในช่วงเมษายนนี้

MG IM6  2

เอ็มจี ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญในวงการยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเสนอยนตรกรรมคุณภาพสูงที่ครอบคลุมทุกรูปแบบการขับเคลื่อนในหลากหลายเซกเมนต์ด้วยจุดเด่นของฟีเจอร์ที่ครบถ้วนและราคาที่เข้าถึงง่าย ด้วยยอดขายสะสม ณ ปัจจุบันรวมกว่า 220,000 คัน ทั้งยังมียอดการส่งออกรถยนต์จากฐานการผลิตในไทยไปยังภูมิภาคอาเซียนแล้วมากกว่า 32,000 คัน ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จที่ได้รับความเชื่อมั่นไม่เพียงแค่ ตลาดภายในประเทศ แต่ยังขยายไปสู่การเติบโตในระดับภูมิภาคได้อย่างมั่นคง ในทศวรรษที่ 2 เอ็มจี ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดย เอ็มจี มีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ และรถไฮบริด เพิ่มเติมภายในปี 2026 เริ่มต้นด้วย NEW MG IM6 ยนตรกรรมไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นเรือธง ที่จะเติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์พรีเมียมอีวี และ B-SUV ไฟฟ้าล้วน อย่าง NEW MG S5 EV ที่จะเปิดตัวในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 พร้อมเสริมทัพแผนการขยายผลิตภัณฑ์ ในกลุ่มพลังงานทางเลือกตามเทรนด์โลก และมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

1) การตอกย้ำความเป็นผู้บุกเบิกด้านยานยนต์ไฟฟ้าในไทยด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง
เอ็มจี มุ่งมั่นในการนำเสนอเทคโนโลยีที่ทันสมัยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าที่เน้นสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัยและคุ้มค่าโดยภายในปี 2026 เอ็มจี เตรียมขยายไลน์อัพรถไฟฟ้าใหม่ ทั้ง SUV และ MPV นอกจากนี้ เอ็มจี ยังเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวที่มอบการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์สำคัญของแบรนด์ เพื่อคลายความกังวลเกี่ยวกับความทนทานของระบบไฟฟ้าและเพิ่มมูลค่าให้กับรถมือสอง ทั้งยังให้ความสำคัญกับการยกระดับโรงงานผลิตแบตเตอรี่ เพื่อให้พร้อมต่อการขยายตัวในการใช้รถอีวี

2) การพัฒนายานยนต์พลังงานทางเลือก เพื่อเสริมประสิทธิภาพและยกระดับประสบการณ์การขับขี่
เอ็มจี เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีไฮบริดภายใต้แนวคิด “Global Quality, Local Relevance” ด้วยการนำเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันที่ 2 จาก SAIC MOTOR CORPORATION มาชูจุดเด่นด้านสมรรถนะที่ดีขึ้น การประหยัดน้ำมันที่เหนือกว่า และการขับขี่ที่นุ่มนวล พร้อมคงความคุ้มค่าในการใช้งาน พร้อมกันนี้ เอ็มจี ยังเตรียมขยายไลน์อัพรถยนต์ไฮบริดอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนเปิดตัวรุ่นใหม่ภายในปี 2026 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ชาวไทยทั้งในกลุ่มครอบครัวและกลุ่มที่มองหาความประหยัดเป็นหลัก

3) สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าในทุกด้าน
สำหรับ เอ็มจี เรามุ่งมั่นยกระดับบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการพัฒนา E-Workshop ระบบบริการดิจิทัล ที่ให้ลูกค้าติดตามงานซ่อมได้แบบเรียลไทม์ สะดวก และมั่นใจได้ในทุกขั้นตอน นอกจากนี้ เรายังตั้งเป้าอัตรา การจัดหาอะไหล่ 99% เพื่อให้บริการได้รวดเร็ว ลดระยะเวลารอคอย พร้อมเสริมด้วยบริการ ช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง และการดูแลแบบใส่ใจรายบุคคล เพราะที่ เอ็มจี เราเชื่อว่า ลูกค้าทุกคนคือคนสำคัญ และเราพร้อมดูแลตลอดการเดินทาง

4) การขับเคลื่อนแบรนด์สู่ความยั่งยืน พร้อมเคียงข้างสังคมไทย
ในปีนี้ เอ็มจี จะยังคงเดินหน้าพันธกิจนำแบรนด์สู่ความยั่งยืน โดยบูรณาการความร่วมมือกับทั้งลูกค้า พาร์ทเนอร์ และหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนาองค์กรและสังคมไปพร้อมกัน ทั้งยังสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม และมุ่งถ่ายทอดทักษะด้านนวัตกรรมในการพัฒนาเทคโนโลยี NEV ด้วยเผยการขยายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาทักษะในอนาคตและสร้างบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ

และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญภายในงานกับการเปิดตัว NEW MG IM6 ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ของแบรนด์ เอ็มจี ซึ่ง NEW MG IM6 ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ “ขับเคลื่อนตัวตน บนความเป็นตัวเอง” (I’M WHO I’M) โดยนำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับเติมเต็มทั้งความหรูหราและการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มองหารถเอสยูวีคูเป้ไฟฟ้าที่ไม่เพียงแค่มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม แต่ยังสะท้อนถึงตัวตนของผู้ขับขี่ผ่านการออกแบบที่โดดเด่นและแตกต่างอย่างมีสไตล์ ซึ่งยนตรกรรมรุ่นนี้ได้รับรางวัล 2024 Red Dot Product Design Award ด้วยดีไซน์ภายนอกที่เรียบหรู ภายใต้คอนเซ็ปต์ Gentle Sculpture ทั้งยังคำนึงถึงการใช้หลักอากาศพลศาสตร์ หรือ Aero Dynamics ในการออกแบบเพื่อช่วยเสริมสมรรถนะและเพิ่มประสิทธิภาพของตัวรถได้อย่างลงตัว ผสานกับการออกแบบภายในที่เน้นความสะดวกสบาย ด้วยเบาะ POPO Sofa รูปทรงขนมปังที่มอบความนุ่มนวล ไม่ว่า เส้นทางไหนก็นั่งสบายตลอดทาง เสริมความบันเทิงด้วยหน้าจออัจฉริยะระบบสัมผัส Intelligent Immersive Touch Screens จำนวน 2 จอขนาดใหญ่ ประกอบด้วย หน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิทัลขนาด 26.3 นิ้ว และหน้าจอกลางแบบสัมผัสขนาด 10.5 นิ้ว ที่รองรับระบบสั่งการอัจฉริยะ IM OS ที่ได้รับการพัฒนาโดย Alibaba Group ซึ่งระบบดังกล่าวยังได้รับรางวัล Red Dot Design Award สาขา Brand & Communication Design รวมถึงระบบลำโพงรอบทิศทาง 20 ตำแหน่ง ให้ลูกค้าได้เต็มอิ่มกับเครื่องเสียงรอบทิศทางขณะการเดินทาง

MG IM6  3

NEW MG IM6 ยังเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่โดดเด่นทั้งด้านสมรรถนะและเทคโนโลยีระดับสูง ด้วยแชสซีดิจิทัลอัจฉริยะ IM Digital Chassis ที่มอบความสมดุลและประสิทธิภาพการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor ให้กำลังสูงสุดที่ 778 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 802 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 100 kWh ที่รองรับแรงดันไฟฟ้าสูงถึง 875 โวลต์ ทำให้สามารถวิ่งได้ระยะทาง 634 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC มาพร้อมระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้ออัจฉริยะ (Intelligent Four-Wheel Steering System) ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเลนในความเร็วสูงเสถียรและการกลับรถในที่แคบได้อย่างง่ายดาย รวมถึงระบบ One Touch iAD ที่ช่วยในการถอยจอดด้านข้าง (One Touch Side Parking) รวมถึงการจอดและออกจากช่องจอดรถในพื้นที่จำกัด (One Touch Escape) และการถอยหลังอัตโนมัติเมื่อขับเจอ ซอยตัน (One Touch Reverse) สะดวกสบายด้วยฟังก์ชัน Crab Mode เพื่อปรับมุมทั้ง 4 ล้อ ในมุมเดียวกัน เพื่อทำการเคลื่อนรถออกจากพื้นที่จำกัด นอกจากนี้ยังมีระบบ Cooling System เจเนอเรชันใหม่ที่สามารถระบายความร้อนถึง 15 องศาเซลเซียส ภายในเวลาเพียง 30 วินาที และมอบความขั้นกว่าด้วยสถาปัตยกรรม 800V Dual SiC Platform ที่ทำให้ NEW MG IM6 เป็นรถที่ชาร์จไฟได้เร็วที่สุดในคลาสเดียวกันและยังสามารถเพิ่มระยะทาง การขับขี่ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุ่นใจกับการใช้รถไฟฟ้าด้วยการรับประกันแบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) ปลอดภัยในทุกการเดินทาง ด้วยระบบ ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM และ ADAS รวมถึงระบบอำนวยความสะดวกช่วยควบคุมการขับขี่ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ที่ผ่านการทดสอบและรับรองมาตรฐานระดับ 5 ดาว จาก China NCAP พร้อมดีไซน์ระบบให้รองรับ EURO-NCAP ต่อไป นอกจากนี้ NEW MG IM6 ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้เหนือกว่าทุกมาตรฐาน ด้วยระบบช่วยจอดอัตโนมัติ APA (Auto Park Assist) ที่ทำให้การจอดรถเป็นเรื่องง่ายดายแม้ในพื้นที่จำกัด และระบบอัจฉริยะแสดงผลในที่มืดและฝนตก (Intelligent Rainy Night Mode) ที่ช่วยให้การขับขี่ในสภาพอากาศที่ยากลำบากยังคงมีความชัดเจน อีกทั้งยังมีระบบช่วงล่างถุงลมอัจฉริยะ (Intelligent Air Suspension) ที่ไม่เพียงแต่ช่วยลดแรงกระแทกต่อพื้นถนนถึงห้องโดยสาร แต่ยังสามารถปรับระดับความสูงของช่วงล่างได้ถึง 3 ระดับ ตามลักษณะการขับขี่เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความมั่นคงในทุกการเดินทาง

MG IM6  4

นาย ซู๋ว์ หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด กล่าวว่า “แม้ในปีที่ผ่านมา เอ็มจี จะต้องเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เรามุ่งมั่นที่จะเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้น โดยการพัฒนาแบรนด์ในทุกมิติ ทั้งในด้านประสิทธิภาพการผลิต การขยายเครือข่ายบริการหลังการขาย และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานต่าง ๆ สำหรับการเปิดตัวและประกาศราคา NEW MG IM6 ครั้งนี้ เรามุ่งหวังที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยและยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการเติบโตของแบรนด์ เอ็มจี นอกจากนี้ เรายังคงมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในสังคมไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาตอบสนองความต้องการของลูกค้าและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ระดับสากล โดยในปีนี้ เอ็มจี ตั้งเป้าหมายที่จะ เพิ่มส่วนแบ่งตลาด เป็น 5% พร้อมเดินหน้าแผนธุรกิจอย่างเข้มข้นเพื่อผลักดันสู่หมุดหมายใหญ่ในการขึ้นเป็นแบรนด์ “ท็อป 5” ภายในทศวรรษที่ 2 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย”

MG IM6 7

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

Hashtag #MGThailand #MGCarsTH #PassionDrives #EVPIONEER #NEWMGIM6

ปอร์เช่ ประเทศไทย คว้าสองรางวัลอันทรงเกียรติจากงาน Car of the Year 2025

0

ปอร์เช่ ประเทศไทย ได้รับเกียรติคว้าสองรางวัลอันทรงเกียรติจากงาน Car & Bike of the Year 2025 Award Ceremony ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านสมรรถนะยนตรกรรม การออกแบบ และนวัตกรรมในอุตสาหกรรมยานยนต์

รางวัลนี้จัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งเป็นการยกย่องยนตรกรรมและจักรยานยนต์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย โดยพิจารณาจากเกณฑ์ต่างๆ เช่น สมรรถนะ ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย นวัตกรรม ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการออกแบบ ยิ่งไปกว่านั้น รถแต่ละคันต้องผ่านการทดสอบการขับขี่อย่างเข้มข้นในสนามปิด เพื่อประเมินคุณสมบัติที่จำเป็น เช่น การควบคุมพวงมาลัย สมรรถนะของระบบกันสะเทือน กำลังเครื่องยนต์ และอัตราเร่ง

รถที่เข้าร่วมประกวดจะถูกทดสอบและประเมินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งประกอบด้วยนักข่าวสายยานยนต์จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์ไทย คณะกรรมการจากสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ สถาบันวิจัยชั้นนำจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญอิสระ 

ภายในงาน Car & Bike of the Year 2025 แบรนด์รถสปอร์ตระดับตำนานจากเยอรมนีอย่างปอร์เช่ ได้รับการยกย่องในกลุ่มรถยนต์ซีดานระดับหรู โดย พาราเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) รุ่นใหม่ล่าสุด คว้ารางวัลชนะเลิศในหมวด Best Plug-in Hybrid Sport Sedan ด้วยระบบไฮบริดอันล้ำสมัยที่ผสานการทำงานอย่างชาญฉลาดกับเกียร์อัตโนมัติ PDK และเครื่องยนต์เบนซิน V6 บิทวินเทอร์โบ ขนาด 2.9 ลิตร ซึ่งได้รับการพัฒนาใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ 

ในหมวด Sport Sedan EV ซึ่งมีการแข่งขันที่ดุเดือด ไทคานน์ (Taycan) รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่สามารถเอาชนะคู่แข่งและคว้ารางวัลไปครอง ด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่า ทั้งพลังขับเคลื่อนที่มากขึ้น ระยะทางวิ่งที่ไกลขึ้น อัตราเร่งที่เร็วขึ้น และระบบชาร์จที่รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมเสถียรภาพที่ดียิ่งกว่าเดิม อีกทั้งไทคานน์ (Taycan) ทุกรุ่นยังมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันและระบบ Porsche Driver Experience รุ่นล่าสุด

รางวัลทั้งสองนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของปอร์เช่ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผสานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เข้ากับสมรรถนะเหนือระดับ และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจในกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงระดับลักซ์ชัวรี นอกจากนี้ โครงการระดับภูมิภาคอย่าง Porsche x Shell High Performance Charging Network ยังช่วยให้ลูกค้าชาวไทยสามารถเดินทางไกลด้วยรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างไร้กังวล ตั้งแต่ประเทศไทยไปจนถึงสิงคโปร์ 

คุณไมเคิล เวตเตอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในงาน Car & Bike of the Year Award Ceremony ในปีนี้ ปอร์เช่มุ่งมั่นพัฒนาและผลักดันขีดจำกัดของยนตรกรรมอยู่เสมอ โดยผสมผสานนวัตกรรมเข้ากับมรดกอันทรงคุณค่า เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ รางวัลนี้เป็นสิ่งยืนยันถึงความทุ่มเทของเราในการนำเสนอรถยนต์สมรรถนะสูงที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และตอบโจทย์ลูกค้าในประเทศไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต” 

คุณชุลีภรณ์ เอื้อดิลกกุลธร ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ความสำเร็จของปอร์เช่ในงาน Car of the Year 2025 ตอกย้ำความสามารถของเราในการกำหนดนิยามใหม่ให้กับความหรูหราและสมรรถนะในกลุ่มรถยนต์ไฮบริดและไฟฟ้า ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์มุ่งไปสู่การขับเคลื่อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปอร์เช่ยังคงเป็นผู้นำในการมอบนวัตกรรมล้ำสมัยและประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจให้กับลูกค้า

 

อีซูซุเปิดศึกเจ้าแห่งความเร็วใน ISUZU ONE MAKE RACE 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 16

0

กลุ่มตรีเพชร โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ฟาอีส ยูไนเต็ด มอเตอร์สปอร์ต จำกัด บริษัท ต.สยาม คอมเมอร์เชียล จำกัด บริษัท ไพโอเนียร์ เอ็นจิเนียริ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัท ริซไวส์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และบริษัท​ บี.เจ.มอเตอร์พาร์ท​ จำกัด ร่วมกันระเบิดศึกอีซูซุ ดีแมคซ์ รวม 19 คัน เพื่อชิงตำแหน่งเจ้าแห่งความเร็วในการแข่งขัน ISUZU ONE MAKE RACE 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 ชิงรางวัลถ้วยประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่น สุทธนารีนาถ พร้อมเงินรางวัลรวม 200,000 บาท

มร. ทาคาชิ  ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “การแข่งขัน ISUZU ONE MAKE RACE เป็นการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง โดยเราได้จัดการแข่งขันกันมายาวนาน และต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 ซึ่งการแข่งขันในทุกปีที่ผ่านมานั้นได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้ชมที่ติดตามการแข่งขัน และนักแข่งที่เลือกใช้ “อีซูซุ ดีแมคซ์” เป็นรถคู่ใจในการลงสนามประลองความเร็ว ในปีนี้จะมีการแข่งขันแยกเป็น 2 รุ่น ได้แก่ ISUZU ONE MAKE RACE 3.0 PRODUCTION GROUP “N” จำนวน 12 คัน ซึ่งใช้เครื่องยนต์ที่ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5 และ ISUZU ONE MAKE RACE 3.0 SUPER FULL RACE จำนวน 7 คัน รวม 19 คัน โดยมีนักดนตรีและนักแข่งอย่าง “โดม ราชนันทร์ คุณาริยานุกูล” และการกลับมาอีกครั้งของนักแสดงและนักแข่งชื่อดัง “แอนดรูว์ โคนินทร์” เข้าร่วมการแข่งขันในรุ่น ISUZU ONE MAKE RACE 3.0 PRODUCTION GROUP “N” สำหรับไฮไลท์ในปีนี้พิเศษกว่าทุกครั้งเนื่องจากการแข่งขันจัดขึ้นในรูปแบบ “CITY STREET CIRCUIT” ถือเป็นครั้งแรกของ ISUZU ONE MAKE RACE ที่จะนำรถไปวิ่งแข่งขันในสนามเฉพาะกิจกลางเมืองจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยการแข่งขันจะจัดขึ้น อีก 2 สนาม คือ สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี และสนามแก่งกระจานเซอร์กิต จังหวัดเพชรบุรี พบกันครั้งแรกกับรถ Safety Car ISUZU 2.2 Ddi MAXFORCE ใหม่! ขับเคลื่อนด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ที่ปรับแต่งความแรงแบบไร้ควัน ให้แรงม้าสูงสุด 250 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 515 นิวตันเมตร นอกจากนี้ขอแสดงความยินดีกับ คุณสุรชัย เพ็งผ่อง จากการคว้าแชมป์ ในรุ่น  ISUZU ONE MAKE RACE 3.0 UNLIMIT และคุณปกรณ์ ธรรมโชติ ที่คว้าแชมป์ในรุ่น ISUZU ONE MAKE RACE 3.0 PRODUCTION GROUP “N” รับถ้วยประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท จากการแข่งขัน ISUZU ONE MAKE RACE 2024 ด้วย”

ร่วมพิสูจน์ความมันส์และความแรงสะใจในรายการ “ISUZU ONE MAKE RACE 2025” เพื่อชิงรางวัลถ้วยประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ พร้อมเงินรางวัลรวมมูลค่า 200,000 บาท เริ่มการแข่งขันสนามแรกในวันที่ 28 – 30 มีนาคม 2568 ณ สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี และจะทำการแข่งขันแบบออนทัวร์เพื่อเก็บคะแนนในแต่ละสนาม และจัดลำดับผู้เข้าแข่งขันในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศอีกครั้งหนึ่ง เพื่อค้นหาที่สุดเจ้าแห่งความเร็วในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบแห่งปี 2025

สำหรับกำหนดการแข่งขันทั้ง  6 สนาม ดังนี้

สนามที่ 1 วันที่ 28 – 30 มีนาคม 2568    สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี

สนามที่ 2 วันที่ 2 – 4  พฤษภาคม 2568  สนามเฉพาะกิจ สนามกีฬาพระยาพิชัยดาบหัก อุตรดิตถ์

สนามที่ 3 วันที่ 20 – 22 มิถุนายน 2568  สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี

สนามที่ 4 วันที่ 22 – 24 สิงหาคม 2568   สนามแก่งกระจานเซอร์กิต เพชรบุรี

สนามที่ 5 วันที่ 3 – 5 ตุลาคม 2568         สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี

สนามที่ 6 วันที่ 12 – 14 ธันวาคม 2568   สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี

ติดตามข้อมูลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ “ISUZU ONE MAKE RACE 2025” ได้ที่ www.isuzu-tis.com และ www.facebook.com/allnewisuzudmax ชิงรางวัลถ้วยประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ พร้อมเงินรางวัลรวม 200,000 บาท และสามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง FACEBOOK และ YOUTUBE ช่อง RACING CAR THAILAND CHANNEL และ AUTO SPICY CHANNEL  เวลา 14.00 น. ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ของทุกสนามที่ทำการแข่งขัน

รูปแบบการแข่งขัน ISUZU 3.0 PRODUCTION GROUP “N” 2025 รุ่นใหม่

การแข่งขันแบบ GROUP “N” ตามกติกาสากล บังคับให้ใช้เครื่องยนต์ที่เป็นมาตรฐานเดิมจากโรงงานผู้ผลิต แต่สามารถปรับเปลี่ยนช่วงล่าง เพิ่มเติมความสวยงาม เช่น ติดตั้งสปอยเลอร์หน้า เปลี่ยนฝากระโปรงแบบ VACUUM ซึ่งช่วยสร้างหลักอากาศพลศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ในส่วนของการเสริมประสิทธิภาพของระบบช่วงล่างและเบรก เปลี่ยนเบรกทั้งคันเป็นแบบ DISC BRAKE 4 ล้อ ล้อหน้าเป็นคาลิปเปอร์แบบ 8 POT เปลี่ยนข8นาดล้อและยาง โช้คอัพ สปริงหน้าและแหนบ เพื่อให้เหมาะกับการแข่งขัน ทั้งหมดนี้เป็นการเน้นให้เห็นถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ที่ให้ความแรงมาตรฐานโรงงาน ปรับแต่งเพียงแค่ช่วงล่างและเบรก แต่ส่งผลให้รถแข่งมีสมรรถนะสูง ความเร็วต่อรอบเทียบเท่ารถแข่งที่มีแรงม้าสูง

รูปแบบการแข่งขัน “ISUZU ONE MAKE RACE 2025”

การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ “ISUZU ONE MAKE RACE 2025” แต่ละสนามจะแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ การควอลิฟายด์, การแข่งขัน RACE 1 และการแข่งขัน RACE 2

การควอลิฟายด์

จะมีขึ้นในวันเสาร์เช้า เป็นการจับเวลาแบบ HOT LAP โดย แข่งขันแยกเป็น 2 รุ่น 2 เรซ คือ ISUZU ONE MAKE RACE 3.0 PRODUCTION GROUP “N” และ ISUZU ONE MAKE RACE 3.0 SUPER FULL RACE การจับเวลาและแบ่งกลุ่มจะทำให้นักแข่งสามารถแข่งขันในรุ่นของตนเองได้เต็มที่ ทำให้การแข่งขันเข้มข้นเร้าใจในทุกช่วงเวลา

การแข่งขัน RACE 1

จะมีขึ้นในวันเสาร์ช่วงบ่าย ลำดับ START ตามผลการจัดลำดับเวลา และผลการแข่งขันใน RACE 1 จะเป็นการจัดอันดับออก START ใน RACE 2 ของวันอาทิตย์ จะมีคะแนนเก็บให้ตามลำดับที่เข้าแข่งขัน

การแข่งขัน RACE 2

จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ ลำดับ START จะเป็นแบบ Reverse Grid ผลการแข่งขันยังคงรับถ้วยตามกลุ่มการควอลิฟายด์ RACE 2 นี้จะเป็นการตัดสินในการรับถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัล (เงินรางวัลรับตามอันดับ OVERALL)

หมายเหตุ

  • รถแข่งทุกคัน จะต้องจอดรวมอยู่ในสถานที่ที่จัดไว้ให้เท่านั้น
  • หลังจบการแข่งขันทุกครั้ง รถที่มีตำแหน่งจะถูกตรวจสภาพ
  • กรณีที่ซีลและมาร์คเครื่องหมายต่าง ๆ หลุดลอก จะต้องทำการตรวจสภาพใหม่ทั้งหมด

 

ายชื่อนักแข่ง ISUZU ONE MAKE RACE 2025

ลำดับที่ หมายเลข ชื่อนักแข่ง รุ่นที่แข่ง 
1 4 สิริพงศ์ ปภังกรพิทักษ์ GROUP “N”  
2 11 ปาณัสม์ อารีรัตนศักดิ์ GROUP “N”  
3 13 ภูดิท ธุวะชาวสวน GROUP “N”  
4 15 ปกรณ์ ธรรมโชติ GROUP “N”  
5 18 วศิน สินเจริญกุล GROUP “N”  
6 77 วีร์ธรรศ ลิลิตชัยกุล GROUP “N”  
7 30 ราชนันทร์ คุณาริยานุกูล GROUP “N”  
8 33 ชาตรี วงษ์น้อย GROUP “N”  
9 45 อวิโรธน์ ศิรินทร์วรชัย GROUP “N” FULL RACE
10 78 แอนด์ดรูว์ โคร์นิน GROUP “N”  
11 88 จักรณัฎฐ์ มากสัมพันธ์ GROUP “N”  
12 99 ฐณะวัฒน์ ตั้งจิตรมณีศักดา GROUP “N”  
13 0 สัญญา พลเยี่ยม   FULL RACE
14 9 สมร มะปะเข   FULL RACE
15 89 สุรชัย เพ็งผ่อง   FULL RACE
16 68 พัทธดนย์ แซ่เตียว   FULL RACE
17 75 สุนันท์ เหงี่ยมผักแว่น   FULL RACE
18 22 อิทธิพงษ์ ลิลิตชัยกุล   FULL RACE

หมายเหตุ: ข้อมูลรายชื่อนักแข่ง ณ วันที่ 10 มีนาคม 2568 ซึ่งจะมีการปรับเพิ่มเติมระหว่างการแข่งขัน รวม 19 คัน

“GWM” เปิดสเปกจัดเต็มใน ALL NEW GWM HAVAL H6 เอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุด! ยกเครื่องอัปเกรดรอบด้าน ดีไซน์ล้ำ สมรรถนะเร้าใจ วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ไกลที่สุดในเซกเมนต์ เตรียมเปิดราคาในงาน Motor Show 2025

0
Haval H6 2025 1

GWM (Thailand) พร้อมยกระดับการเดินทางสู่มาตรฐานใหม่ ด้วยนวัตกรรมเพื่อการเดินทางรุ่นใหม่ล่าสุด ใน ALL NEW GWM HAVAL H6 ที่พร้อมเปิดราคาและเผยโฉมอย่างเป็นทางการให้ชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดในมหกรรมยานยนต์แห่งปี มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 นี้ โดย GWM (Thailand) ได้เปิดสเปกอย่างเต็มรูปแบบของ ALL NEW GWM HAVAL H6 ให้แฟน ๆ ชาวไทยได้ทำความรู้จักก่อนสัมผัสคันจริงปลายเดือนมีนาคมนี้ โดยผ่านการอัปเกรดแบบรอบด้าน เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งกว่า สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ปลอดภัยและคุ้มค่ายิ่งกว่าในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งดีไซน์อันล้ำสมัย ผสานการพัฒนาซอฟต์แวร์สุดไฮเทค พร้อมด้วย User Experience (UX) และ User Interface (UI) อันเหนือระดับ ร่วมกับระบบอินโฟเทนเมนต์เต็มรูปแบบ และสมรรถนะที่เร้าใจยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการตอบรับเสียงของผู้บริโภคผ่านการพัฒนาช่วงล่างใหม่ให้ตอบโจทย์ความต้องการด้านการขับขี่ของชาวไทยมากยิ่งขึ้น พร้อมไฮไลต์สำคัญกับการเป็นรถยนต์เอสยูวีปลั๊กอิน-ไฮบริดที่มีระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้า 100% ที่ไกลที่สุดในเซกเมนต์ ถึง 150 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) เดินหน้าสู่การเป็นรถยนต์เอสยูวีอเนกประสงค์สำหรับครอบครัวยุคใหม่ที่มองหานวัตกรรมสุดล้ำเพื่อการเดินทางแห่งอนาคต ALL NEW GWM HAVAL H6 รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ มาพร้อมกับ 3 รุ่นย่อย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการขับขี่ที่หลากหลายของชาวไทยด้วยรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด (HEV) 1 รุ่นย่อย รุ่น PRO และรุ่นเครื่องยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริด (PHEV) 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น PRO และ รุ่น ULTRA โดยมีไฮไลต์สเปกที่อัปเกรดมาแบบรอบด้าน ดังนี้

Haval H6 2025 2

ปรับโฉมดีไซน์ใหม่ให้ล้ำสมัยยิ่งกว่า ดึงดูดทุกสายตาด้วยสุนทรียศาสตร์รอบคันในทุกมุมมอง

ALL NEW GWM HAVAL H6 ในทั้ง 3 รุ่นย่อย มาพร้อมกับการอัปลุคใหม่ให้ดูทันสมัยยิ่งกว่า เพิ่มความสปอร์ตและความสมาร์ตในทุกองศา ทั้งกระจังหน้าและกันชนหน้า สี Smoke Chrome ร่วมกับไฟหน้า LED อัจฉริยะแบบรมดำ รวมถึงระบบไฟ Signature Light แบบ Waterfall สะท้อนเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างชัดเจน อีกทั้งคิ้วประตู คิ้วฝาท้าย หน้าต่าง ด้านข้างของรถ และราวหลังคาแบบสีเปียโนแบล็ก ระบบไฟท้ายแบบ LED Light Strip แบบรมดำ

Haval H6 2025 4

ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว รมดำลายสปอร์ต พร้อมคาลิเปอร์เบรกสีแดง (เฉพาะ PHEV รุ่น ULTRA) มอบลุคสปอร์ตทันสมัยในทุกการขับขี่ พร้อมปรับเปลี่ยนโลโก้ใหม่จากคำว่า “HAVAL” เป็น “GWM” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แบรนด์ภายใต้ “ONE GWM” เหมือนกันทั่วโลก

Haval H6 2025 4

อัปเกรดเต็มพิกัดกับระบบปฏิบัติการสุดล้ำ กับ User Experience (UX) และ User Interface (UI) ที่เหนือระดับและความสะดวกสบายที่ยิ่งกว่า

Haval H6 2025 9

ALL NEW GWM HAVAL H6 มาพร้อมการออกแบบภายในที่ให้ประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น และความบันเทิงที่ครบครันยิ่งกว่าสำหรับทุกคนในครอบครัว

•เพิ่มอรรถรสในการเดินทางด้วย หน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสที่ใหญ่ขึ้นกับขนาด 14.6 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay* และ Android Auto* (* ระบบจะเปิดให้ใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป) ให้ทุกคนในครอบครัวเพลิดเพลินไปกับความบันเทิงเต็มรูปแบบ พร้อมระบบเครื่องเสียง Amor luxury hifi system ลำโพงจำนวน 8 ตำแหน่ง และในรุ่น ULTRA มาพร้อม Sub-Woofer ให้คุณภาพเสียงคมชัดทั่วถึงทั้งคัน
•สัมผัสประสบการณ์ใหม่กับ User Experience (UX) และ User Interface (UI) โฉมใหม่ทั้งหมด ผ่าน Coffee OS 3.0 + QUALCOMM Snapdragon 8155 ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะจาก GWM ที่ให้การใช้งานและการสั่งการเป็นไปได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และลื่นไหลในทุกการขับขี่ ควบคุมทุกฟังก์ชันผ่านหน้าจอ ทั้งประตูท้ายรถ หลังคาซันรูฟ และอื่น ๆ อีกมากมาย ยกระดับประสบการณ์การขับขี่และการใช้งานภายในรถให้ล้ำสมัย ครบครัน ระบบนำทางของ Huawei Petal Map ช่วยให้การค้นหาเส้นทางแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมพาทุกครอบครัวไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ ยังสามารถปรับเปลี่ยนหน้าจอสั่งการได้ตามความต้องการ พร้อมสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใหม่ ๆ เข้ามาใช้งานเพิ่มเติมจาก GWM app store ได้อีกด้วย

Haval H6 2025 5
•หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัล ขนาด 10.25 นิ้ว มาพร้อมระบบนำทางและระบบสั่งการด้วยเสียง (Voice Command) เพิ่มความสะดวกและลดการสัมผัสปุ่มขณะขับขี่ ระบบล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อถึงความเร็วที่กำหนด ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมตัวกรองอากาศ CN95 และช่องแอร์ด้านหลัง ช่วยให้ทุกการเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น ทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อไวไฟและระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย (Wireless Charger) สูงถึง 50W
•พวงมาลัยหุ้มหนังแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมเกียร์แบบ Electronic Shifter ชุดเกียร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งบริเวณหลังพวงมาลัยง่ายต่อการใช้งาน
•ประตูหลังเปิด-ปิดไฟฟ้า เพิ่มความสะดวกสบายในการเปิดและปิดประตูไฟฟ้าให้เป็นไปได้อย่างง่ายดาย ยิ่งไปกว่านั้น ยังมาพร้อมกับระบบแฮนด์ฟรี* และหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามิกเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า* (* เฉพาะใน PHEV รุ่น ULTRA)
•อำนวยความสะดวกในการใช้งานอุปกรณ์เสริมตลอดทั้งเส้นทาง ด้วยช่องต่อ USB Type A และ C สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและหลังรวม 5 จุด และช่องต่อ USB สำหรับกล้องบันทึกภาพ 1 จุด และจุดชาร์จไฟ 12V 1 จุด

Haval H6 2025 7

สมรรถนะที่เร้าใจ มอบระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้า 100% ไกลที่สุดในเซกเมนต์ พร้อมการปรับระบบช่วงล่างจากการรับฟังเสียงของผู้บริโภค

ALL NEW GWM HAVAL H6 มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า มอบพละกำลังสูงสุด 179 กิโลวัตต์ หรือ 243 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 530 นิวตันเมตร (รุ่น HEV) และพละกำลังสูงสุด 240 กิโลวัตต์ หรือ 326 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 530 นิวตันเมตร (รุ่น PHEV) มีระบบเกียร์ DHT (Dedicated Hybrid Transmission) ซึ่งระบบเกียร์ดังกล่าวมีจุดเด่นที่สามารถสลับการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างราบรื่น ช่วยให้การขับขี่เป็นไปได้อย่างนุ่มนวลและมีประสิทธิภาพในทุกความเร็ว พร้อมระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท และระบบกันสะเทือนหลังแบบมัลติลิงค์ ช่วยลดแรงสั่นสะเทือน มอบความนุ่มนวลในทุกเส้นทาง รองรับทุกสถานการณ์และทุกสภาพถนนสำหรับครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

•ALL NEW GWM HAVAL H6 รุ่น PHEV มีระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ไกลที่สุดในเซกเมนต์ ถึง 150 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน NEDC) มาพร้อมกับแบตเตอรี่ Lithium Ion กับความจุแบตเตอรี่ที่ให้มาถึง 27.54 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ไม่ต้องชาร์จบ่อย ทำให้ยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ อีกทั้งยังมาพร้อมกับหัวชาร์จประเภท CCS Type 2 combo ซึ่งรองรับการชาร์จแบบ DC ได้สูงถึง 41 กิโลวัตต์ รวดเร็วทันใจในการชาร์จกว่ารถยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริดในเซกเมนต์เดียวกัน

•ALL NEW GWM HAVAL H6 รุ่น HEV เสริมสมรรถนะการขับขี่ด้วยการปรับเซ็ตระบบช่วงล่างใหม่ที่ถูกพัฒนาจากการรับฟังเสียงของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ตอบโจทย์ความต้องการขับขี่ของชาวไทยมากยิ่งขึ้น มอบการขับขี่ที่มั่นคง มั่นใจ แต่ยังคงไว้ซึ่งความสบายในทุกสถานการณ์

•ALL NEW GWM HAVAL H6 ทั้ง 3 รุ่น มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ถึง 4 โหมด ได้แก่ โหมดปกติ โหมดสปอร์ต โหมดประหยัด และพื้นหิมะ โดยรุ่น PHEV ยังสามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้อีก 2 ระบบ ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (น้ำมัน + ไฟฟ้า) และโหมดการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนอีกด้วย

•ALL NEW GWM HAVAL H6 มีมิติตัวรถที่มีความยาว 4,703 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,886 มิลลิเมตร ความสูง 1,730 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,738 มิลลิเมตร ระยะความสูงใต้ท้องรถ 170 มิลลิเมตร ระยะห่างของล้อคู่หน้าและหลัง 1,631 / 1,640 มิลลิเมตร (HEV / PHEV) อีกทั้งยังมาพร้อมกับความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิงที่ให้มาถึง 61 ลิตร ในรุ่น HEV และ 55 ลิตร ในรุ่น PHEV มอบประสบการณ์ที่เหนือระดับด้วยมิติตัวรถที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้อย่างลงตัว

เหนือชั้นไปอีกระดับกับกล้อง 540 องศา ทั้งครอบครัวอุ่นใจ มอบความปลอดภัยยิ่งกว่า

ALL NEW GWM HAVAL H6 ทั้ง 3 รุ่น พร้อมเสริมความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะกว่า 31 รายการ อาทิ กล้องแสดงภาพความละเอียดสูงรอบทิศทาง 540 องศา (กล้องรอบคันและด้านใต้ท้องรถ) ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK) และอื่น ๆ อีกทั้งยังมีระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน (ELK) ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน (LCA) ระบบช่วยเตือนจุดอับสายตา (BSD) ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA) ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTB) และอื่น ๆ (โปรดศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นเพิ่มเติม)

เตรียมพิสูจน์อย่างใกล้ชิดกับมาตรฐานใหม่ของรถยนต์เอสยูวีอเนกประสงค์ กับ ALL NEW GWM HAVAL H6 ทั้ง 3 รุ่น พร้อมเผยราคาอย่างเป็นทางการภายใน มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ที่กำลังจะถึงนี้ สอสบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GWM application, www.gwm.co.th หรือ GWM Contact Center 02-668-8888

 

Kid D Project ค่ายลมหายใจไร้มลทิน ประจำปี 2568

0
มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน 1

มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน ร่วมมือกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) จัดโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Kid D Project ภายใต้กิจกรรมค่ายลมหายใจไร้มลทิน ประจำปี 2568 ด้วยแนวคิด “ซื่อสัตย์ สร้างรับผิดชอบ รักษาสิ่งแวดล้อม” เพื่อขยายเครือข่ายเด็ก และเยาวชน โดยมีผู้ร่วมกิจกรรมรวมกว่า 60 คน ณ M2 de Bangkok Hotel เมื่อวันที่ 14-15 มีนาคม 2568

มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน 2

มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน  3

มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน 5

มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน 5

มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน 6

ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ได้ที่ lomhaijai.org dcy.go.th และ facebook.com/LomhaijaiFoundation

“PORSCHE PANAMERA” และ “PORSCHE TYCAN” คว้าสองรางวัลอันทรงเกียรติจากงาน Car of the Year 2025

0
ปอร์เช่ 1

ปอร์เช่ ประเทศไทย ได้รับเกียรติคว้าสองรางวัลอันทรงเกียรติจากงาน Car & Bike of the Year 2025 Award Ceremony ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านสมรรถนะยนตรกรรม การออกแบบ และนวัตกรรมในอุตสาหกรรมยานยนต์

ปอร์เช่ 2

รางวัลนี้จัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งเป็นการยกย่องยนตรกรรมและจักรยานยนต์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย โดยพิจารณาจากเกณฑ์ต่างๆ เช่น สมรรถนะ ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย นวัตกรรม ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการออกแบบ ยิ่งไปกว่านั้น รถแต่ละคันต้องผ่านการทดสอบการขับขี่อย่างเข้มข้นในสนามปิด เพื่อประเมินคุณสมบัติที่จำเป็น เช่น การควบคุมพวงมาลัย สมรรถนะของระบบกันสะเทือน กำลังเครื่องยนต์ และอัตราเร่ง

ปอร์เช่ 3

รถที่เข้าร่วมประกวดจะถูกทดสอบและประเมินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งประกอบด้วยนักข่าวสายยานยนต์จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์ไทย คณะกรรมการจากสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ สถาบันวิจัยชั้นนำจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญอิสระ

ภายในงาน Car & Bike of the Year 2025 แบรนด์รถสปอร์ตระดับตำนานจากเยอรมนีอย่างปอร์เช่ ได้รับการยกย่องในกลุ่มรถยนต์ซีดานระดับหรู โดย พาราเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) รุ่นใหม่ล่าสุด คว้ารางวัลชนะเลิศในหมวด Best Plug-in Hybrid Sport Sedan ด้วยระบบไฮบริดอันล้ำสมัยที่ผสานการทำงานอย่างชาญฉลาดกับเกียร์อัตโนมัติ PDK และเครื่องยนต์เบนซิน V6 บิทวินเทอร์โบ ขนาด 2.9 ลิตร ซึ่งได้รับการพัฒนาใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ

ปอร์เช่ 4

ในหมวด Sport Sedan EV ซึ่งมีการแข่งขันที่ดุเดือด ไทคานน์ (Taycan) รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่สามารถเอาชนะคู่แข่งและคว้ารางวัลไปครอง ด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่า ทั้งพลังขับเคลื่อนที่มากขึ้น ระยะทางวิ่งที่ไกลขึ้น อัตราเร่งที่เร็วขึ้น และระบบชาร์จที่รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมเสถียรภาพที่ดียิ่งกว่าเดิม อีกทั้งไทคานน์ (Taycan) ทุกรุ่นยังมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันและระบบ Porsche Driver Experience รุ่นล่าสุด

ปอร์เช่ 6

รางวัลทั้งสองนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของปอร์เช่ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผสานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เข้ากับสมรรถนะเหนือระดับ และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจในกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงระดับลักซ์ชัวรี นอกจากนี้ โครงการระดับภูมิภาคอย่าง Porsche x Shell High Performance Charging Network ยังช่วยให้ลูกค้าชาวไทยสามารถเดินทางไกลด้วยรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างไร้กังวล ตั้งแต่ประเทศไทยไปจนถึงสิงคโปร์

คุณไมเคิล เวตเตอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในงาน Car & Bike of the Year Award Ceremony ในปีนี้ ปอร์เช่มุ่งมั่นพัฒนาและผลักดันขีดจำกัดของยนตรกรรมอยู่เสมอ โดยผสมผสานนวัตกรรมเข้ากับมรดกอันทรงคุณค่า เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ รางวัลนี้เป็นสิ่งยืนยันถึงความทุ่มเทของเราในการนำเสนอรถยนต์สมรรถนะสูงที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และตอบโจทย์ลูกค้าในประเทศไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

ปอร์เช่ 7

คุณชุลีภรณ์ เอื้อดิลกกุลธร ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ความสำเร็จของปอร์เช่ในงาน Car of the Year 2025 ตอกย้ำความสามารถของเราในการกำหนดนิยามใหม่ให้กับความหรูหราและสมรรถนะในกลุ่มรถยนต์ไฮบริดและไฟฟ้า ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์มุ่งไปสู่การขับเคลื่อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปอร์เช่ยังคงเป็นผู้นำในการมอบนวัตกรรมล้ำสมัยและประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจให้กับลูกค้า

ปอร์เช่ 9

“มาสด้า”เปิดตัวรถสปอร์ตโรดสเตอร์แบรนด์ไอคอน NEW MAZADA MX-5 รุ่นลิมิเต็ด ฉลองครบรอบ 35 ปี

0
มาสด้า 1

มาสด้าแนะนำรถสปอร์ตโรดสเตอร์แบรนด์ไอคอนเจ้าของตำนานความสนุกสนานในการขับขี่ New Mazda MX-5 35th Anniversary Edition ที่ผลิตขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ของ MX-5 ได้รับการตกแต่งอย่างประณีต มอบความสปอร์ตสไตล์คลาสสิก แฝงด้วยความสปอร์ตทุกรายละเอียด มาพร้อมความพิเศษกับสีภายนอก Artisan Red Premium เอกสิทธิ์เฉพาะมาสด้า ภายในตกแต่งด้วยหนังสีพิเศษ Sports Tan สะท้อนความพิเศษยิ่งขึ้นด้วยสัญลักษณ์รุ่นพิเศษ 35th Anniversary Edition พร้อม Serial number บ่งบอกความพิเศษที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัด วางราคาจำหน่าย 3,069,000 บาท และแคมเปญพิเศษช่วงเปิดตัว ฟรีประกันชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance และฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี หรือ Mazda Ultimate Service พร้อมเปิดโอกาสให้แฟนพันธุ์แท้ชาวไทยจับจองเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้

 

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้า MX-5 คือรถสปอร์ตโรดสเตอร์เปิดประทุนหลังคาไฟฟ้าที่มีน้ำหนักเบา เจ้าของตำนานความสนุกสนานในการขับขี่ แบรนด์ไอคอนของมาสด้าที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าทั่วโลก โดยมาสด้า MX-5 เจนเนอเรชั่นแรก เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2532 ในงาน Chicago Auto Show ด้วยการเป็นรถสปอร์ตโรดสเตอร์น้ำหนักเบา ถือเป็นแบรนด์รถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคนั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2541 เจนเนอเรชั่นที่สองก็ได้ถูกเปิดตัว สร้างชื่อเสียงกระหึ่มไปทั่วโลกจนได้รับการบันทึกลงในหนังสือ Guinness World Records ให้เป็นรถสปอร์ตโรดสเตอร์แบบสองที่นั่งที่ขายดีที่สุดในโลก ต่อมาในปี พ.ศ. 2548 MX-5 เจนเนอเรชั่นที่สามก็ได้เปิดตัวขึ้น และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โรดสเตอร์ที่มาพร้อมหลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ด้วยระบบไฟฟ้าที่เร็วที่สุดในโลกเพียง 13 วินาที จนกระทั่งในปี 2558 จนถึงปัจจุบัน MX-5 เจนเนอเรชั่นที่สี่ ได้มีการพลิกโฉมอีกครั้ง โดยมาพร้อมกับดีไซน์ที่เฉียบคมและพริ้วไหว ตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ ทำให้ได้ภาพลักษณ์ที่มีความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวอย่างชัดเจน และยังคงสร้างกระแสความนิยมในกลุ่มแฟน ๆ อย่างไม่เสื่อมคลาย ทำให้การผลิตในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 1.2 ล้าน คันทั่วโลก

มาสด้า 3

“การแนะนำ New Mazda MX-5 รุ่นพิเศษครบรอบ 35 ปี ครั้งนี้ ถือเป็นการร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อม ๆ กับแฟนมาสด้าทั่วโลก นับตั้งแต่รถรุ่นนี้ได้เปิดตัวสู่สาธารณชนครั้งแรก และยังคงเป็นรถในเจนเนอเรชั่นที่สี่ ที่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของความเป็นสปอร์ตโรดสเตอร์ยอดนิยมของมาสด้าไว้อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบที่พรีเมี่ยมสง่างาม ขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา มีไดนามิกในการขับขี่ที่ดี พร้อมการควบคุมที่แม่นยำ มาพร้อมกับเครื่องยนต์วางหน้า และขับเคลื่อนล้อหลัง กระจายน้ำหนักหน้า-หลังแบบ 50:50 มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ พัฒนาโดยยึดหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ตามปรัชญา จินบะ-อิไต โดยผลิตจำนวนจำกัดเพื่อให้แฟน ๆ ทั่วโลก และนักสะสมชาวไทยได้ครอบครอง เชื่อว่ารถรุ่นนี้จะเป็นรถอีกโมเดลที่จะมาสร้างความสนุกสนานในการขับขี่ ทำให้แฟน ๆ สปอร์ตโรดสเตอร์ได้ภูมิใจที่ได้ครอบครองอย่างแน่นอน“ นายธีร์ กล่าว

Mazda MX-5 รุ่นพิเศษ ครบรอบ 35 ปี ได้รับการตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์เพื่อถ่ายทอดความพิเศษในทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น สีภายนอกพิเศษ Artisan Red Premium ที่ได้รับผสมผสานตามแนวทาง ทาคุมิ-นูริ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการพ่นสีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า โดยเน้นแสงเงาและความมีมิติ ช่วยเพิ่มความสวยงามของตัวถังภายนอกให้โดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมความพิเศษด้วยสัญญลักษณ์รุ่นพิเศษ 35th Anniversary Edition พร้อม Serial Number ที่บริเวณด้านข้างตัวถัง บ่งบอกถึงความพิเศษที่มีจำนวนจำกัด รวมถึงหลังคาหลังคาแข็งที่สามารถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า และกระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ พร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สี Bright ที่ถ่ายทอดภาพลักษณ์สปอร์ตพรีเมี่ยมและความพิเศษได้อย่างมีเอกลักษณ์

มาสด้า 3

ภายในห้องโดยสารของ New Mazda MX-5 รุ่นพิเศษ ครบรอบ 35 ปี มาพร้อมความสปอร์ตพรีเมี่ยมที่พิเศษแตกต่างจากรุ่นปกติ ด้วยเบาะหุ้มหนังสีพิเศษ Sports Tan พร้อมสัญลักษณ์รุ่นพิเศษ 35th Anniversary Edition ที่บริเวณพนักพิงศีรษะ เบาะนั่ง และพรมปูพื้นห้องโดยสาร มาพร้อมพวงมาลัย หัวเกียร์ และเบรกมือหุ้มหนังสีดำ พร้อมด้ายสีพิเศษ Sports Tan กรอบช่องแอร์ตกแต่งด้วยสีพิเศษ Artisan Red Premium แผงคอนโซลและแผงประตูหุ้มด้วยหนังสีพิเศษ Sports Tan มอบความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ ด้วย Apple CarPlay® และ Mazda Connect ที่สามารถแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display ขนาด 8.8 นิ้ว พร้อมมอบสุนทรียภาพในการขับขี่ด้วยระบบเสียงคุณภาพ Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพงถึง 9 ตำแหน่ง

มาสด้า 5

New Mazda MX-5 รุ่นพิเศษ ครบรอบ 35 ปี ยังคงเอกลักษณ์ของมาสด้าด้านความสนุกสนานในการขับขี่ไว้อย่างเต็มเปี่ยม ตามหลักปรัชญา จินบะ-อิไต (Jinba-Ittai) ที่ถ่ายทอดความรู้สึกความเป็นหนึ่งอันเดียวกันระหว่างคนกับรถ มาพร้อมเครื่องยนต์ SKYACTIV-G 2.0 เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้สมรรถนะความแรงสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 205 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมี่ยมอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นถุงลมนิรภัยคู่หน้าและด้านข้าง ระบบสัญญาณเตือนกันขโมย และระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 จุด นอกจากนั้น รถรุ่นนี้ยังมาพร้อม ระบบความปลอดภัยสุดล้ำ i-Activsense มากมายหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็น

มาสด้า 6

•ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
•ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
•ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps)
•ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ แบบ Advance (Advanced Smart Brake Support)
•ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
•ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SBS-R (Smart Brake Support-Reverse)
•ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Attention Alert)
•ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง SBS-RC (Smart Brake Support- Rear Crossing)

New Mazda MX-5 รุ่นพิเศษ ครบรอบ 35 ปี มาพร้อมสีภายนอก Artisan Red Premium โดยวางราคาจำหน่ายที่ 3,069,000 บาท พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับแฟน ๆ MX-5 ที่สนใจร่วมเป็นหนึ่งกับความภาคภูมิใจไปพร้อมกับแฟนมาสด้าทั่วโลกที่จะได้ครอบครองรถสปอร์ตโรดสเตอร์รุ่นพิเศษนี้ สอบถามรายละเอียดได้ที่ผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

มาสด้า 8

รายการตกแต่งพิเศษใน New Mazda MX-5 รุ่นพิเศษ ครบรอบ 35 ปี
1.พวงมาลัย หัวเกียร์ และเบรค มือหุ้มหนัง พร้อมด้ายสีพิเศษ Sports Tan
2.เบาะหนังหุ้มด้วยหนังสีพิเศษ Sports Tan พร้อมสัญลักษณ์รุ่นพิเศษ 35th Anniversary
3.กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ (สีแดง อาร์ทิซาน เรด)
4.กรอบช่องแอร์ตกแต่งด้วยสีพิเศษ (สีแดง อาร์ทิซาน เรด)
5.แผงคอนโซล และแผงประตูหุ้มด้วยหนังสีพิเศษ Sports Tan
6.ล้ออัลลอย ขนาด 17 นิ้ว สี Bright ใหม่
7.สัญลักษณ์รุ่นพิเศษ 35th Anniversary Edition พร้อม Serial Number
8.พรมปูพื้นห้องโดยสาร พร้อมสัญลักษณ์รุ่นพิเศษ 35th Anniversary Edition
9.สีภายนอก สีพิเศษ Artisan Red Premium
10.หลังคา Hardtop

ติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย
เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial: Facebook/YouTube/Instagram/LINE

“มาสด้า” ต่อเติมเสริมฝันเยาวชนเปิดรับสมัครร่วมแข่งขันกอล์ฟ ปีที่ 2เพื่อคว้าทุนการศึกษาและร่วมแข่งขันกอล์ฟในประเทศสหรัฐอเมริกา

0
Mazda 1

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากการจัดแข่งขันกอล์ฟเยาวชนเมื่อปีที่ผ่านมา มาสด้าเดินหน้าต่อเติมความฝันเยาวชนเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ประกาศความร่วมมือกับ The Agency Recruit ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดหาทุนการศึกษาด้านกีฬาให้กับเยาวชน จัดกิจกรรม MAZDA U.S. COLLEGE PREP THAILAND JUNIOR CHAMPIONSHIP 2025 เปิดรับสมัครเยาวชนกอล์ฟชายและหญิง อายุระหว่าง 12-19 ปี ที่เป็นลูกค้าครอบครัวมาสด้า เพื่อสมัครเข้าร่วมการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ระดับโลกในประเทศไทย โดยเตรียมจัดการแข่งขันขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 เม.ย. 68 ณ สนามกอล์ฟ Phoenix Gold Golf & Country Club จังหวัดชลบุรี

ทั้งนี้ มาสด้าเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสรับสิทธิ์เพื่อคว้าทุนการศึกษาจากโรงเรียน และมหาวิทยาลัยชื่อดัง และก้าวสู่การแข่งขันกอล์ฟทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมคว้าตั๋วเครื่องบินไปกลับระหว่างเอเชียถึงสหรัฐอเมริกา มูลค่าสูงสุด 1,200 USD รวมถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆ อีกมากมาย อาทิ ได้เข้าร่วมการแข่งขันโดยไม่ต้องผ่านรอบคัดเลือก และส่วนลดค่าสมัคร 125 USD จากค่าสมัคร 350 USD และฟรี เสื้อกอล์ฟ Adidas มูลค่า 1,690 บาท โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. 68 เวลา 08:00 น. จนถึงวันที่ 1 เม.ย. 68 เวลา 17:30 น. และประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ ในวันศุกร์ที่ 4 เม.ย. 68 เวลา 15:00 น. ผ่านช่องทางเว็บไซต์ www.mazda.co.th ในหัวข้อกิจกรรมและอีเวนต์

นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการ MAZDA U.S. COLLEGE PREP THAILAND JUNIOR CHAMPIONSHIP 2025 เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่างมาสด้า กับ The Agency Recruit ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดหาทุนการศึกษาด้านกีฬาสำหรับเยาวชน เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยทั้งชายและหญิงที่มีอายุระหว่าง 12-19 ปี และมีใจรักในกีฬากอล์ฟ ได้มีโอกาสเดินตามความฝันในการเป็นนักกอล์ฟอาชีพ ด้วยการมอบโอกาสเพื่อคว้าทุนการศึกษาจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยชื่อดัง และสิทธิ์ในการเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งโครงการฯ เป็นส่วนหนึ่งของเอกสิทธิ์พิเศษที่ทางมาสด้ามอบให้กับลูกค้า Mazda Family โดยเฉพาะ เพื่อแทนคำขอบคุณที่เลือกใช้รถยนต์มาสด้าเป็นยานพาหนะคู่ใจให้กับครอบครัว และเพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสุขในการชีวิตให้กับลูกค้า (Joy Drives Lives) นอกเหนือจากประสบการณ์ที่ดีจากการขับขี่รถยนต์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าจะมีความสุข และได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากแบรนด์มาสด้า

Mazda 2

สำหรับโครงการฯ ในปี 2568 นี้ มาสด้าจัดขึ้นเป็นปีที่สองติดต่อกัน หลังจากโครงการในปีแรกประสบความสำเร็จอย่างสูงและได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม โดยมีเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าที่ได้สัมผัสกับแบรนด์มาสด้า ก่อให้เกิดความรักความผูกพันอย่างแน่นแฟ้น สำหรับการแข่งขันในปีนี้ มาสด้าจะทำการคัดเลือกเยาวชนทั้งหมด 24 คน จากผู้สมัครทั้งหมด เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันฯ โดยมีเกณฑ์การรับสมัครดังรายละเอียดต่อไปนี้

เกณฑ์การรับสมัครเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟ
•เยาวชนชายและหญิงที่มีอายุระหว่าง 12-19 ปี
•ผู้ปกครองของเยาวชนผู้สมัครเข้าร่วมแข่งขันต้องเป็นลูกค้าและครอบครัวมาสด้า
•ผู้สมัครเข้าร่วมการแข่งขันหรือผู้ปกครอง ต้องสามารถแสดงเอกสารความเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า
•สามารถร่วมกิจกรรมพร้อมลงทะเบียนในวันพฤหัสบดีที่ 24 เม.ย. 68
•สามารถเข้าร่วมการแข่งขันในวันศุกร์ที่ 25 เม.ย. 68 จนถึงวันอาทิตย์ที่ 27 เม.ย. 68
รางวัลและสิทธิพิเศษสำหรับเยาวชนที่ชนะการแข่งขัน
•เยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ จำนวนทั้งหมด 24 คน จะได้รับของที่ระลึกพิเศษจากมาสด้า
•ผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่ติดอันดับท็อป 50% แรกของแต่ละประเภทการแข่งขัน จะได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมาย รวมถึงสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันในระดับสูงต่อไป
•ผู้ที่ทำอันดับดีที่สุดจากการแข่งขันในแต่ละประเภท เยาวชนชาย 6 คน เยาวชนหญิง 6 คน รวม 12 คน จะได้รับตั๋วเครื่องบินไป-กลับ จากเอเชียไปสหรัฐอเมริกา และได้รับสิทธิ์เข้า
ร่วมการแข่งขัน Junior World Cup Invitational Kingsmill ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 15-17 ก.ค. 68 ที่รัฐเวอร์จิเนียร์

ทั้งนี้ เยาวชนที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ สามารถสมัครผ่านช่องทาง www.mazda.co.th ในหัวข้อกิจกรรมและอีเวนต์ และจะประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ ในวันศุกร์ที่ 4 เม.ย. 68 เวลา 15:00 น. ซึ่งการแข่งขันจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 เม.ย. 68 ณ สนามกอล์ฟ Phoenix Gold Golf & Country Club จังหวัดชลบุรี พร้อมประกาศผลและมอบรางวัลผู้ชนะเลิศในวันที่ 27 เม.ย. 68 ด้วยเช่นกัน

“มาสด้าเชื่อในสปิริตของความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค (Challenger Spirit) เพราะนี่คือสิ่งที่ผลักดันให้แบรนด์มาสด้าอันมีต้นกำเนิดมาจากเมืองฮิโรชิม่าประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างมั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น นอกเหนือจากการส่งมอบเทคโนโลยียานยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแล้ว เราจึงได้ริเริ่มโครงการต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะด้านกีฬา เพื่อเยาวชน และสังคมไทย เพื่อผลักดันผู้คนให้ออกเดินทางตามความฝัน และสามารถนำเอาสิ่งเหล่านี้มาต่อยอดในการประกอบอาชีพได้ สำหรับครั้งนี้ มาสด้าขอเชิญชวนเยาวชนชายและหญิงที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด สมัครเข้าร่วมโครงการฯ เพราะนอกจากจะเป็นก้าวแรกของเยาวชนในการได้ทำในสิ่งที่รักแล้ว ยังเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการเดินหน้าสู่การเป็นนักกีฬากอล์ฟอาชีพในระดับสากลอีกด้วย” นายภพนิพิฐ กล่าวเพิ่มเติม

หมายเหตุ: ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.mazda.co.th ในหัวข้อและกิจกรรมอีเวนต์ หรือกดลิงก์เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมกอล์ฟเยาวชน m.mazda.co.th/43wKSl0

“นิสสัน” สนับสนุน “นาวารา PRO-4X” ร่วมภารกิจดับไฟป่าต่อเนื่องปีที่ 4

0
Nissan 1

นิสสัน ประเทศไทย ร่วมภารกิจดับไฟป่าของทีม “เหยี่ยวไฟ” จังหวัดเชียงใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ในช่วงฤดูกาลที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาหมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 สนับสนุน “นิสสัน นาวารา PRO-4X” กระบะสมรรถนะสูง เพื่อใช้ปฏิบัติภารกิจในที่สถานการณ์ฝุ่นละอองมีความรุนแรง พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนการทำงานที่จำเป็น และเสริมศักยภาพของทีมปฏิบัติการในการดับไฟป่าให้แก่อาสาสมัครในพื้นที่

Nissan 2

อัจจิมา วรรณพินทุ รองประธานสายงานการตลาด นิสสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ปัญหาไฟป่า และผลกระทบจากไฟป่า โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 เป็นประเด็นใหญ่ที่ไม่ได้ส่งผลต่อพื้นที่หรือชุมชนรอบๆ เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปทั้งในประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบรรเทาความรุนแรง นิสสันได้มีส่วนร่วมในภารกิจพิชิตไฟป่ามาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสนับสนุนยานยนต์สมรรถนะสูงอย่างนิสสัน นาวารา พร้อมอุปกรณ์ที่จำเป็น สามารถช่วยให้ผู้ที่อยู่ด่านหน้าเข้าถึงปัญหา และช่วยภารกิจพิชิตไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ธวัชชัย ธนะโรจน์รุ่งเรือง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าเชียงใหม่ และหัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษเหยี่ยวไฟเชียงใหม่กล่าวว่า “ขอบคุณนิสสัน ประเทศไทย ที่มองเห็นความสำคัญของทีมงาน และสนับสนุนกลุ่มชุดปฎิบัติการเหยี่ยวไฟ ผู้ปฏิบัติภารกิจนี้มาโดยตลอด 4 ปี เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครเป็นคนกลุ่มแรกที่ต้องเผชิญกับไฟป่า เสี่ยงชีวิต ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมต่างๆ การได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน และสังคม คือ กำลังใจที่ดี”

สำหรับ นิสสัน นาวารา PRO-4X เป็นรถกระบะที่มีสมรรถนะสูง มีความแข็งแกร่ง ทนทาน ที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นของกระบะนิสสัน สามารถบุกตะลุยไปตามเส้นทางทุรกันดารที่ปกติจะเข้าถึงได้ยากลำบาก ซึ่งในปฏิบัติการที่ผ่านมาช่วยให้ทีมเหยี่ยวไฟ และอาสาสมัครของหมู่บ้านในพื้นที่การดูแลของทีมเหยี่ยวไฟเข้าถึงจุดที่เกิดไฟไหม้ ดับไฟได้อย่างสะดวก ตลอดจนช่วยอำนวยความสะดวกในการขนย้ายเครื่องมือ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อภารกิจต่างเข้าสู่พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมศักยภาพในการปฏิบัติการให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี

นิสสัน นาวารา PRO-4X ล่าสุดมาพร้อมภายในดีไซน์ใหม่ที่สปอร์ตหรู เต็มสมรรถนะด้วยเครื่องยนต์ YS23DDTT แบบ 4 สูบ DOHC เทอร์โบคู่ ความจุ 2.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า (Ps) และแรงบิดสูงสุดถึง 450 นิวตันเมตร (Nm) ภายใต้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมสูงสุด Euro5 พร้อมเกียร์ออโตเมติก 7 สปีด ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบธรรมดา (M mode) ได้เพื่อการขับขี่ที่ควบคุมได้ดังใจ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เทคโนโลยีช่วยการขับขี่ และความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน เต็มที่กับการบรรทุกหนัก และการใช้งานที่ต้องการความแข็งแกร่งด้วยโครงสร้างแชสซีทำจากเหล็กกล้า มีพื้นที่บรรทุกสัมภาระไปอย่างปลอดภัย และสะดวกสบาย

Nissan 3

นอกจากมอบรถกระบะนิสสัน นาวาร่า สำหรับปฏิบัติงานในช่วงที่ปัญหาไฟป่า และฝุ่นมีความรุนแรงเป็นเวลากว่า 90 วัน นิสสัน ประเทศไทย ยังได้มอบการสนับสนุนอื่นๆ ทั้ง เครื่องมือ อุปกรณ์สำหรับปฏิบัติภารกิจ รวมถึง ชุดยาเวชภัณฑ์ และอาหารแห้ง ให้กับเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครที่เป็นกำลังหลักในการป้องกันไฟป่า

 

 

“นิสสัน” เปิดตัวเทคโนโลยีไร้คนขับขั้นสูง มุ่งสู่การบริการการสัญจร และเคลื่อนที่ด้วยการขับขี่อัตโนมัติ (Autonomous Drive – AD) มาใช้ในเชิงพาณิชย์

0
นิสสัน 1

นิสสัน มอเตอร์ จัดแสดงเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous Drive – AD) ล่าสุด บริเวณย่านมินาโตะมิไร เมืองโยโกฮามา ซึ่งเป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น ที่รถทดสอบไม่มีผู้ขับสามารถเดินทางไปตามถนนสาธารณะในสภาพแวดล้อมเมืองที่ซับซ้อน*¹ นิสสันได้พัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะนี้สำหรับให้บริการการเดินทาง โดยวางแผนจะเปิดตัวในประเทศญี่ปุ่น

นิสสัน 2

การเปิดเผยผลการทดสอบนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมศักยภาพการเดินทางสัญจรเพื่อแก้ไขปัญหาด้านบริการขนส่งที่ท้องถิ่นต้องเผชิญ อาทิ ปัญหาการขาดแคลนผู้ขับขี่อันเป็นผลจากประชากรสูงอายุ ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ นิสสันจะสามารถให้บริการใหม่ๆ ที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยให้สามารถเดินทางสัญจรได้อย่างอิสระ

นิสสัน 3

นิสสันกำลังใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสร้าง และตรวจสอบความปลอดภัยของเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติที่เหมาะกับสภาพการจราจรที่แตกต่างกันทั่วโลก เพื่อดำเนินการดังกล่าว นิสสันได้ใช้ข้อมูลเชิงลึกและเทคโนโลยีที่ได้รับจากการวิจัยในญี่ปุ่น การวิจัยในซิลิคอนวัลเลย์ที่ดำเนินการโดยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีขั้นสูงของนิสสัน และการมีส่วนร่วมในโครงการ evolvAD ของสหราชอาณาจักร

นิสสัน 4

รถทดสอบรุ่นล่าสุดนั้นใช้ นิสสัน เซเรน่า (Serena) รถมินิแวนยอดนิยมที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่นเป็นพื้นฐาน โดยการประกอบกล้อง 14 ตัว เรดาร์ 9 ตัว และเซ็นเซอร์แบบ LiDAR 6 ตัว เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งบนหลังคาช่วยให้ตรวจจับได้กว้างขึ้นอย่างมากโดยใช้ประโยชน์จากความสูงของตัวถังของเซเรน่า และช่วยให้ตรวจจับสภาพแวดล้อมได้แม่นยำยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับรถทดสอบรุ่นก่อนหน้า นอกจากนี้ การใช้ AI ยังช่วยปรับปรุงการจดจำ การคาดการณ์พฤติกรรม และการตัดสินใจ ตลอดจนการควบคุมต่างได้อย่างดี ให้การทำงานราบรื่นในสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน และหลากหลาย

นิสสัน 6

และเพื่อให้มั่นใจถึงความปลอดภัยสูงสุดสำหรับการสาธิตรถทดสอบ วิศวกรนิสสันได้ตรวจสอบสถานการณ์ที่เป็นไปได้มากมายตลอดเส้นทางการขับขี่ ด้วยการเพิ่มฟังก์ชันหยุดทันทีสำหรับกรณีฉุกเฉิน

นิสสัน 8

โดยตั้งแต่ปีงบประมาณ 2017 นิสสันได้สาธิต และทดสอบเทคโนโลยีระบบขับเขี่อัตโนมัติ ซึ่งปัจจุบันนิสสันกำลังวางแผนทดสอบบริการ สาธิตโดยใช้รถยนต์ประมาณ 20 คัน ในโยโกฮาม่า ระหว่างปีงบประมาณ 2025 ถึง 2026 และกำลังสร้างกรอบการทำงาน และระบบนิเวศของการบริการร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยอาศัยผลการทดสอบ ในปีงบประมาณ 2027 นิสสันตั้งเป้าที่จะให้บริการการขับเคลื่อนอัตโนมัติร่วมกับเทศบาล และผู้ประกอบการขนส่งพร้อมการตรวจสอบระยะไกล

นิสสัน 9

ความคิดริเริ่มนี้ได้รับการส่งเสริมจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยว กระทรวงอื่นๆ ของรัฐบาล และเมืองโยโกฮาม่า นอกจากนี้ กระทรวงต่างๆ จะส่งเสริมความคิดริเริ่มในการสร้างบริการการขับขี่อัตโนมัติใหม่ๆ ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการขับเคลื่อนระดับ 4

นิสสัน 10

นิสสันจะพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปในขณะที่เริ่มบริการในโยโกฮาม่า โดยอ้างถึงผลการพัฒนา และการตรวจสอบทั้งในญี่ปุ่น และต่างประเทศ

*1 จากการวิจัยของนิสสัน การทดสอบนี้ดำเนินการโดยใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติ (Autonomous Drive – AD) ระยะไกลเทียบเท่ากับระบบอัตโนมัติ SAE ระดับ 2 สอดคล้องกับแนวทางของญี่ปุ่นในการอนุมัติการยกเลิกกฎระเบียบสำหรับยานยนต์ที่ติดตั้งระบบขับขี่อัตโนมัติระยะไกล และเกณฑ์ในการอนุญาตให้ใช้ถนนในการทดสอบสาธิตการขับขี่อัตโนมัติบนถนนสาธารณะ รถยนต์จะได้รับการตรวจสอบจากระยะไกล และผู้ขับขี่จากระยะไกลสามารถควบคุม และขับรถได้ตามความจำเป็น