Home Blog Page 96

“อีซูซุ” ชูคอนเซ็ปต์บูธ “Trusted Buddy” ตอกย้ำรถคุณภาพ “ดีแมคซ์ ดีจริง” พร้อมจัดแคมเพจ์นจุใจ ในงาน “FAST AUTO SHOW THAILAND 2025”

0
อีซูซุ 1

อีซูซุจัดทัพรถโชว์ในคอนเซ็ปต์ “ISUZU Trusted Buddy…อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” โดยรถปิกอัพคุณภาพ “ดีแมคซ์ ดีจริง” และบริการหลังการขายสู่ Digital Experience เต็มรูปแบบ พร้อมแจกจริงกับแคมเพจ์นใหญ่แห่งปี ในงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” ระหว่างวันที่ 2-6 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา

อีซูซุ 1

กลุ่มตรีเพชร โดย มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ในงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” อีซูซุได้นำรถหลากรุ่นหลากสไตล์ รวม 8 คัน นำโดย รถอเนกประสงค์สุดหรู NEW! ISUZU MU-X “THE NEXT PEAK” 4 คัน แบ่งเป็นรถมาตรฐานโรงงาน 2 คัน และรถตกแต่งพิเศษ 2 คัน โดยแต่งแนวแคมป์ปิ้งตอบรับสายท่องเที่ยว และแต่งหล่อรอบคันสำหรับสายเท่สปอร์ต ส่วนอีก 4 คันเป็นรถปิกอัพ NEW! ISUZU D-MAX ที่มาในคอนเซ็ปต์ “ดีแมคซ์ ดีจริง” ปิกอัพที่รวมทุกความต้องการไว้ครบ ทั้งในเรื่องความแรง ความประหยัดน้ำมัน ความทนทาน การเกาะถนน และความคุ้มค่า พร้อมกันนี้ยังได้ตอกย้ำแนวคิด “ISUZU Trusted Buddy…อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” สะท้อนความจริงใจในการดำเนินธุรกิจของอีซูซุในประเทศไทยตลอด 68 ปี โดยไม่เพียงพร้อมบริการดูแลและสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้รถตลอดอายุการใช้งานเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงการพัฒนาไปข้างหน้าของสังคมไทยควบคู่กันไปด้วย ทั้งในฐานะผู้ผลิตที่มั่นใจในการวางรากฐานการผลิตรถปิกอัพในไทยเพื่อส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกโดยใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากกว่า 90% และร่วมกับคู่ค้าธุรกิจชิ้นส่วนในประเทศสร้างห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ที่แข็งแกร่งของไทยในระดับโลก ซึ่งก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศไทยทั้งในด้านการผลิตและบริการอย่างครบวงจร และในปี 2568 นี้ ประสบการณ์เข้าศูนย์บริการอีซูซุจะเปลี่ยนแปลงไป ด้วยการยกระดับสู่ Digital Experience เต็มรูปแบบ เพื่อให้ทุกการเข้าศูนย์ฯ ของลูกค้า ง่าย ชัดเจน และสะดวกยิ่งกว่าที่เคย ตั้งแต่การนัดหมาย ที่ลูกค้าสามารถเลือกวัน-เวลาที่สะดวกได้ด้วยตนเอง การเสนองานซ่อมด้วยภาพถ่ายจริงเพื่อให้ง่ายในการตัดสินใจ พร้อมแอปพลิเคชัน my-ISUZU ที่แสดงผลการตรวจสภาพรถ และประวัติการซ่อมย้อนหลัง เพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นในทุกครั้งที่เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการอีซูซุ ตามสโลแกน “ศูนย์บริการอีซูซุ วางใจได้ ตลอดการใช้งาน”

อีซูซุ 3

สำหรับยนตรกรรมอีซูซุที่มาพร้อมพละกำลังอันยอดเยี่ยมของเครื่องยนต์ดีเซลแห่งอนาคต 2.2 และ 3.0 Ddi MAXFORCE… The FORCE of FUTURE พลังใหม่…กำหนดโลก ตอบสนองความเร้าใจสไตล์ High Performance Diesel ตอบโจทย์ความเร็ว ความแรง แต่ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้นำมาจัดแสดงจำนวน 8 คัน ได้แก่

อีซูซุ 5

• NEW! ISUZU MU-X “THE NEXT PEAK” รุ่น RS 4×4 สีขาวมุกโดโลไมท์ (Dolomite White Pearl) เครื่องยนต์ 3.0 Ddi MAXFORCE เกียร์อัตโนมัติ ตกแต่งสำหรับสายท่องเที่ยวแคมป์ปิ้ง สไตล์ Overland เริ่มจากบันไดข้างจาก TJM พร้อมชุดกันกระแทกด้านข้างตัวถัง เต๊นท์บนหลังคาจาก TJM รุ่น ALLORA ALUMINIUM ROOF TOP TENT เพิ่มความสว่างในยามค่ำคืนด้วยชุดไฟ TJM รุ่น SEEKER LIGHT BAR และชุดไฟ SEEKER SIDE SHOOTER บริเวณฝากระโปรงหน้า ลุยได้มากยิ่งขึ้นด้วยชุดช่วงล่างจาก TJM โช้คอัพรุ่น XGS ROAMER จับคู่กับคอยล์สปริงรุ่น XGS พร้อมปีกนกปรับองศา ล้อ Lenso รุ่น MX รุ่น Cezar พร้อมยาง BRIDGESTONE DUELER AT002 ขนาด 285/60R18

อีซูซุ 6

• NEW! ISUZU MU-X “THE NEXT PEAK” รุ่น ACTIVE 4×2 สีขาวมุกโดโลไมท์ (Dolomite White Pearl) เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด แต่งด้วยคอนเซ็ปต์ SPORT SUV ด้วยชุดแต่งบอดี้พาร์ทรอบคันสไตล์สปอร์ตจาก AKC เสริมสมรรถนะด้วยชุดโหลดช่วงล่าง 3.5 นิ้วจาก Profender รุ่น Tune Series พร้อมปีกนกปรับองศา เสริมลุคให้สปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยล้อ LENSO รุ่นใหม่ล่าสุด JAGER AJAX พร้อมยาง YOKOHAMA ADVAN SPORT ขนาด 265/50R20 เสริมสมรรถนะระบบเบรกด้วยเบรกหน้า CALIPER แบบ 6 POT รุ่น R8 พร้อมจานเบรกขนาด 355 มม. CALIPER เบรกหลังแบบ 4 POT รุ่น R3 พร้อมจานเบรกขนาด 355 มม. จาก Run Stop ตกแต่งด้วยลวดลายกราฟฟิกพิเศษ ให้ดูโดดเด่น สะกดทุกสายตา

อีซูซุ 7

• NEW! MU-X “THE NEXT PEAK” รุ่น RS 4×2 สีเทาไอเกอร์ โอเพค (Eiger Gray Opaque) ไลน์อัพใหม่ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดแบบ REV TRONIC โดดเด่นและสปอร์ตเหนือระดับด้วยชุดแต่ง RS Design ที่มาพร้อมสัญลักษณ์ RS เน้นความสปอร์ต หรูหรา พวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) กล้อง 360 องศา (360° Surround View Camera) มั่นใจเหนือกว่าด้วยมุมมองใต้ท้องรถ พร้อมอัปเกรดระบบความปลอดภัยให้เหนือไปอีกขั้นกับ ADAS Generation ล่าสุด!

อีซูซุ 8

• NEW! MU-X “THE NEXT PEAK” รุ่น ELEGANT 4×2 สีดำบาวาเรียน ไมก้า (Bavarian Black Mica) เครื่องยนต์ 3.0 Ddi MAXFORCE เกียร์อัตโนมัติ กระจังหน้าดีไซน์ Dynamic Grille หรูหราด้วยวัสดุสีดำ Titanium Carbide โฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้าและไฟท้าย Dynamic Blade เพิ่มความสปอร์ตของชุดไฟท้าย ยกระดับความหรูภายในห้องโดยสารให้ Modern Luxe กว่าเดิม ด้วยโทนสี Truffle Brown – Black ให้ความรู้สึกอบอุ่น High Class และใหม่! Infotainment Display ขนาด 9 นิ้ว แบบสัมผัส รองรับ Wireless Android Auto & Wireless Apple CarPlay

• ISUZU V-CROSS 4×4 เกรด M 4 ประตู สีเทาไอลาย์ โอเพค (Islay Gray Opaque) เครื่องยนต์ 3.0 Ddi เกียร์อัตโนมัติ ปิกอัพสุดแกร่งแบบฉบับสปอร์ตออฟโรด ด้วย ISUZU V-CROSS Package ชุดแต่งสีเทาดำรอบคัน ไม่เพียงให้อารมณ์สปอร์ตแต่สะท้อนความเป็นผู้นําที่กล้าท้าทายทุกอุปสรรค พร้อมสมรรถนะที่พร้อมลุยในทุกเส้นทางด้วยพลังเต็มแมคซ์ ทลายทุกข้อจํากัด ภายในหรูสะดวกสบายสไตล์พรีเมียมภายใต้แนวคิด High-Class & Sophisticated เพื่อสร้างประสบการณ์พิเศษในทุกการเดินทาง พิเศษ! ให้คุณโดดเด่นไม่เหมือนใคร เสริมความเท่แบบพิเศษด้วยชุดแต่ง Bold Body Set พร้อมด้วยล้อแต่งแท้ จาก LENSO

• ISUZU D-MAX HI-LANDER 4 ประตู เกรด M สีขาวมุกโดโลไมท์ (Dolomite White Pearl) 3.0 Ddi เกียร์อัตโนมัติ ปลดล็อกนิยามใหม่แห่งปิกอัพยกสูงที่มาพร้อมกับความแรง แต่ประหยัดแบบฉบับอีซูซุ ให้คุณโดดเด่นไม่เหมือนใคร เสริมความพรีเมี่ยมแบบพิเศษด้วยชุดแต่ง Bold Body Set พร้อมด้วยล้อแต่งแท้ จาก LENSO

• NEW! ISUZU D-MAX HI-LANDER 4 ประตู เกรด M สีใหม่ เทาเอลบรุส โอเพค (Elbrus Grey Opaque) 2.2 Ddi MAXFORCE และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ปลดล็อกนิยามใหม่แห่งปิกอัพยกสูงระดับ TOP CLASS ที่ผสมผสานความหรูหราอย่างลงตัว ด้วยดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยวก้าวล้ำไป สู่เทคโนโลยีอนาคตแฝงด้วยศาสตร์แห่งวิศวกรรมการขับเคลื่อน

• NEW! ISUZU D-MAX CAB4 เกรด Z สีใหม่ เทาเอลบรุส โอเพค (Elbrus Grey Opaque) 2.2 Ddi MAXFORCE เกียร์ธรรมดา 6 สปีด อัตราทดใหม่ ดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ห้องโดยสารพรีเมียมด้วยแนวคิด High-Class & Sophisticated ประณีตทุกสัมผัส โดดเด่นด้วย Miura Design พร้อมการออกแบบตามหลัก Usability Design สะดวกสบายเต็มรูปแบบไปกับเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่แบบฉบับปิกอัพอีซูซุ

อีซูซุ 9

นอกจากนี้ อีซูซุยังได้จัดแคมเพจ์น “ดีแมคซ์ ดีจริง ลุ้นทองทุกสัปดาห์” สำหรับลูกค้าที่ซื้อและรับรถอีซูซุดีแมคซ์ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2568 ลุ้นรับรางวัลจี้ทองคำน้ำหนัก 2 สลึง มูลค่า 26,051.39 บาท จับรางวัลทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 22 รางวัล จำนวน 9 สัปดาห์ รวม 198 รางวัล คิดเป็นมูลค่ารวม 5,158,175.17 บาท (การลุ้นรางวัลจะถูกแบ่งตามรอบการจับรางวัล โดยผู้โชคดีมีสิทธิ์ได้รับรางวัลเพียงครั้งเดียวเท่านั้น)

มาร่วม “เลือกคันที่ชอบ ถอยคันที่ใช่” กับ “อีซูซุ” ยนตรกรรมคุณภาพเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย สัมผัสความพีคในด้านอรรถประโยชน์ที่เหนือกว่าของรถอเนกประสงค์สุดหรู NEW! MU-X “THE NEXT PEAK” และรถปิกอัพตัวจริง NEW! ISUZU D-MAX ที่พร้อมเติมเต็มความคุ้มค่าดีจริงครบด้านทั้งแรงจัด ประหยัดจัด ทนจัด เกาะถนนจัด และคุ้มจัด พร้อมเปิดประสบการณ์การขับขี่รถอีซูซุด้วยตัวท่านเอง ได้ในงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” ระหว่างวันที่ 2-6 กรกฎาคม 2568 ฮอลล์ 102-103 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

 

มิตซูบิชิ จัดเต็ม ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี พร้อมทัพยนตรกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัย และข้อเสนอดอกเบี้ยพิเศษ ณ งานฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025

0
มิตซูบิชิ 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ขนทัพยนตรกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัย มาจัดแสดง ณ งานฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025 ตอกย้ำความเป็นที่สุดแห่งดีเอ็นเอของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (Mitsubishi Motors-ness) ด้วยการนำเสนอรถยนต์ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบฟูลไฮบริด พัฒนาขึ้นเพื่อมอบสมรรถนะอันทรงพลัง เทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสกับ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี พร้อมด้วย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์ และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี เพลย์ โดดเด่นด้วยประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ ภายใต้นิยาม Mitsubishi e:MOTION ผสาน 3 เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ภายในงานยังมาพร้อมแคมเปญส่งเสริมการขาย ดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมรับแพ็กเกจบำรุงรักษาฟรี 5 ปี และอื่น ๆ อีกมากมายภายในงาน

Mitsubishi 1

มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “Mitsubishi Motors-ness หรือความเป็นที่สุดแห่งดีเอ็นเอของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คือหัวใจสำคัญของรถยนต์ทุกรุ่นของเราซึ่งได้รับการพัฒนาเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ สร้างแรงบันดาลใจในการออกผจญภัย มอบความมั่นใจ และความอุ่นใจในทุกเส้นทาง รถยนต์ของเราได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของเทคโนโลยีล้ำสมัย ความน่าเชื่อถือด้านวิศวกรรม ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า และเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาในความไว้วางใจจากลูกค้า ดังเช่นความสำเร็จของ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ที่มียอดจองมากกว่า 5,000 คัน ภายใน 3 เดือนหลังจากการเปิดตัว และเรายังคงมุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่สร้างแรงบันดาลใจและมีความปลอดภัยสู่ทุกจุดหมายของลูกค้า”

Mitsubishi 3

ไฮไลต์สำคัญภายในงาน ได้แก่ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี รถยนต์คอมแพกต์เอสยูวี ไฮบริดรุ่นล่าสุด
จากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ด้วยแนวคิด ”Xperience the Force” โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะการขับขี่เหนือระดับ มอบความสะดวกสบายสูงสุด และเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ในเมืองให้สนุกเร้าใจยิ่งขึ้น  ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี มาพร้อม 3 สุดยอดเทคโนโลยี ภายใต้แนวคิด MITSUBISHI e:MOTION ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) โดยรถยนต์รุ่นนี้มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจแต่ยังคงความนุ่มนวลเหนือระดับ พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มยานยนต์ไฮบริดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส และตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดยานยนต์ไฮบริด

Mitsubishi4

อีกหนึ่งไฮไลต์ คือ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์ และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี เพลย์ รุ่นพิเศษ จำนวนจำกัด ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม มีการติดตั้งชุดแต่งจากโรงงานในโทนสีดำให้บุคลิกใหม่ที่โดดเด่น ผสานสมรรถนะอันทรงพลัง เทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย สะท้อนตัวตนของครอบครัวรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความทันสมัยและไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟ สะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมียม มาให้ชมอีกด้วย

Mitsubishi 6

ผู้สนใจสามารถชมรถยนต์ มิตซูบิชิ หลากหลายรุ่น พร้อมรับสิทธิประโยชน์จากแคมเปญพิเศษมากมาย อาทิ ข้อเสนอผ่อนชำระดอกเบี้ยพิเศษ และ ครอบครัวมิตซูบิชิรับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive ได้ที่บูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย (B1) ในงานฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025 ระหว่างวันที่ 2 – 6 กรกฎาคม 2568 ที่ฮอลล์ EH 102 – 103 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

Mitsubishi 8

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และนัดหมายทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 เปิดรับสายทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และติดตามข้อมูลข่าวสารของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สุดยอดยนตรกรรมมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่จัดแสดง ณ งานฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025

รุ่นรถยนต์ ข้อเสนอพิเศษ
ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ·         เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษ 0.99%*

·         รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี*

·         รับฟรี ประกันคุณภาพนาน 5 ปี  หรือ 100,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
พร้อมค่าแรงเช็กระยะนาน 5 ปี*

·         รับฟรี ประกันแบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และ ระบบไฮบริดทั้งระบบ รับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*

·         รับฟรี บัตรน้ำมัน มูลค่า 5,000 บาท*

·         เลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี*

·         ครอบครัวมิตซูบิชิรับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive*

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์

และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี เพลย์

·         เลือกรับ ดอกเบี้ย 0.99%*

·         รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี*

·         รับฟรี ประกันคุณภาพนาน 5  ปี หรือ 100,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
พร้อมค่าแรงเช็กระยะนาน 5 ปี*

·         รับฟรี ประกันแบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และ ระบบไฮบริดทั้งระบบ รับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*

·         รับฟรี แพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี*

·         ครอบครัวมิตซูบิชิรับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive*

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต รุ่นปี 2025 ·         เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษ 1.09%*

·         รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี*

·         รับฟรี ประกันคุณภาพนาน 5 ปี หรือ 100,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
พร้อมค่าแรงเช็กระยะนาน 5 ปี*

·         เลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี*

·         ครอบครัวมิตซูบิชิรับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive*

มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ·         เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษ 0.99%*

·         รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี*

·         รับฟรี ประกันคุณภาพนาน 5 ปี หรือ 100,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
พร้อมค่าแรงเช็กระยะนาน 5 ปี*

·         เลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา 5  ปี หรือ 100,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี*

·         ครอบครัวมิตซูบิชิรับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive*

ทุกรุ่น

(ยกเว้น ไทรทัน เมกา แค็ป ตัวเตี้ย)

·         กลุ่มอาชีพพิเศษ บุคลากรทางการแพทย์ ครู ข้าราชการ เกษตรกร และ อื่นๆ รับส่วนลดเพิ่ม 15,000 บาท*

*เงื่อนไขและรายละเอียดเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด หลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

 

เปิดฉาก “ฟาสต์ ออโต โชว์ 2025” จุดพลุเติมพลังกระตุ้นตลาดรถยนต์กลางปี หนุนยอดขาย-สร้างความคึกคัก ทั้งตลาดรถยนต์ใหม่และรถยนต์ใช้แล้ว 2-6 ก.ค. ณ ไบเทค

0
ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025 1

“ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” (Fast Auto Show Thailand 2025) เปิดฉากตอกย้ำบทบาทสำคัญในฐานะเวทีขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ช่วงกลางปี ด้วยจุดแข็งในการรวมค่ายรถยนต์ชั้นนำและรถยนต์ใช้แล้วคุณภาพดีไว้ในที่เดียว พร้อมข้อเสนอพิเศษที่กระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคในคอนเซ็ปต์ “รถใหม่โปรโดนใจ รถมือสองไมล์แท้รับประกันซื้อคืน” เปิดพื้นที่คุณภาพช่วยผลักดันยอดขายช่วงครึ่งปีหลัง ด้วยโปรโมชั่นแรงจาก 10 แบรนด์รถใหม่ และ 5 ผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วชั้นนำ เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย 10 โมงเช้า – 3 ทุ่ม วันที่ 2 – 6 กรกฎาคม 2568 นี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา จองรถยนต์ใหม่หรือรถยนต์ใช้แล้วทุก 100,000 บาท รับคูปองชิงรางวัลใหญ่ ในกิจกรรม “ซื้อรถ ลุ้นรับ” และร่วมลุ้นรับโชคประจำวันอื่น ๆ ตลอดงาน 5 วันเต็ม มูลค่ารวมกว่าสี่แสนบาท โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน

Fast Auto Show Thailand 2025 2

นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ประธานจัดงาน “ฟาสต์ ออโตโชว์ ไทยแลนด์ 2025” เผยว่า “ฟาสต์ ออโต โชว์” เป็นมหกรรมจำหน่ายรถยนต์งานเดียวในประเทศไทยที่มีทั้งรถยนต์ใหม่ป้ายแดง และรถยนต์ใช้แล้วในงานเดียวกันแบบครบครัน ซึ่งเป็นดีเอ็นเอ (DNA) ของงานตั้งแต่การจัดงาน. ครั้งแรก จนปีนี้เป็นครั้งที่ 13 แม้ว่าจะเป็นงานที่มีระยะเวลาจัดงานเพียง 5 วัน แต่ก็มุ่งมั่นทำหน้าที่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และตลาดรถยนต์เมืองไทยให้เกิดการตื่นตัวในช่วงกลางปีอย่างเต็มกำลัง โดยมั่นใจว่าด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคครัวเรือนจะก่อให้เกิดการขับเคลื่อนไปข้างหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ให้พร้อมก้าวสู่เศรษฐกิจยานยนต์ยุคใหม่ และเป็นหนึ่งในพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนนโยบายไทยสู่ศูนย์กลางยานยนต์ระดับโลก

Fast Auto Show Thailand 2025 3

“ผมขอขอบคุณพันธมิตรทั้งค่ายรถยนต์ใหม่ ผู้ประกอบการรถใช้แล้ว และสปอนเซอร์ที่ร่วมสนับสนุนตอบรับเข้าร่วมงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” และให้ความไว้วางใจว่างานของเราจะช่วยผลักดันยอดขาย สร้างความคึกคัก และสร้างโอกาสให้ตลาดรถยนต์ไทยได้ฟื้นตัวอย่างแข็งแรงตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป โดยปีนี้เราจัดงานภายใต้แนวคิด “รถใหม่โปรโดนใจ รถมือสองไมล์แท้รับประกันซื้อคืน” ด้วยสโลแกน “เลือกคันที่ชอบ ถอยคันที่ใช่” และในครั้งนี้มีบริษัทร่วมจัดแสดงรถยนต์ในงาน ประกอบด้วย

1. กลุ่มรถยนต์ใหม่ จำนวน 10 แบรนด์ ได้แก่ อีซูซุ (Isuzu) โตโยต้า (Toyota) ฮอนด้า (Honda) มิตซูบิชิ (Mitsubishi) วอลโว่ (Volvo) และแบรนด์ในเครือ ไพรม์มัส กรุ๊ป ซึ่งมี เมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz) เอ็มจี (MG) ซีกเกอร์ (Zeekr) ดีพอล (Deepal) และ ไอออน (Aion) ครบทุกเซ็กเมนต์ ครอบคลุมทุกทางเลือกด้านพลังงาน โดยมาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษที่โดนใจ

Fast Auto Show Thailand 2025 5

2. กลุ่มรถยนต์ใช้แล้ว มีผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วชั้นนำ จำนวน 5 ราย คือ DDS คาร์เซ็นเตอร์ ดา ศรีนครินทร์ โย รัชดา Mercedes Benz Certified by Benz Keng Hong Thong (เบนซ์ เค้งหงษ์ทอง) และ Volvo Selekt Approved Used Cars ที่นำรถยนต์สภาพนางฟ้า รุ่นใหม่ เลขไมล์น้อย ครบทุกเซ็กเมนท์มานำเสนอ พร้อมราคาพิเศษที่เป็นเจ้าของได้ง่ายและยังมีการรับประกันให้ด้วย เรียกว่า คุ้มค่าเกินราคา

หนึ่งในภาพจำและความสำเร็จของงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์” คือการเป็นงานแรกและงานเดียวในประเทศที่รับประกันรถยนต์ใช้แล้วที่ซื้อจากงาน ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจและตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น แม้ว่าจะดูรถไม่เป็นเลยก็ตาม นับเป็นความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานของตลาดรถยนต์ใช้แล้ว และทำให้ผู้ประกอบธุรกิจรถยนต์มือสองต้องตั้งมาตรฐานตาม โดยในปีนี้ได้เพิ่มเงื่อนไขการรับประกันจาก 5 ข้อเดิม คือ ไม่ไฟไหม้ ไม่จมน้ำ ไม่ตัดต่อ ไม่ชนหนัก และจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายได้ โดยเพิ่มข้อที่ 6 คือ การันตีไมล์แท้ หากผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง รับประกันซื้อคืน 100%” นายพัฒนเดช กล่าว

พบกับไฮไลท์ต่าง ๆ ของงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” ประกอบด้วย

●บูธรถยนต์ใหม่ป้ายแดงมากคุณภาพจาก 10 แบรนด์ชั้นนำที่ขนทัพรถยนต์รุ่นยอดนิยม และรุ่นพิเศษมานำเสนอ มาพร้อมกับดีลโปรโมชั่นสุดเร้าใจ ครอบคลุมทุกทางเลือกด้านพลังงาน ทั้งเครื่องยนต์สันดาป ไฟฟ้า และไฮบริด

●พบกับ “The New Volvo EX30 Cross Country” เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยในงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” ยนตรกรรมไฟฟ้าเต็มรูปแบบ SUV ขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่อให้ชีวิตคนเมืองเต็มไปด้วยพลังและสีสัน ก้าวข้ามกรอบเดิม ๆ อย่างมีสไตล์ พร้อมให้จับจองได้แล้ววันนี้

Fast Auto Show Thailand 2025 6

●โซนรถยนต์ใช้แล้วสภาพนางฟ้า เลขไมล์น้อย คุ้มจัดประหยัดจริงเกินราคา แถมพ่วงการรับประกันจาก 5 ผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วชั้นนำ โดยมาครบทุกเซ็กเมนต์ พร้อมยกระดับมาตรฐานการรับประกันรถยนต์ใช้แล้วทุกคันในงานจากผู้จัดงาน เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดแก่ผู้บริโภค ด้วยเงื่อนไขการรับประกัน 6 ข้อ คือ ไม่ไฟไหม้ ไม่จมน้ำ ไม่ตัดต่อ ไม่ชนหนัก สามารถจดทะเบียนได้ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นงานแรกที่รับประกัน “ไมล์แท้” หากผิดเงื่อนไขใน 6 ข้อ รับซื้อคืน 100% พร้อมการออกหนังสือรับประกันคุณภาพรถยนต์ใช้แล้ว (Used Car Warranty) ซึ่งจะระบุคุณภาพเกรดของรถยนต์ใช้แล้วทุกคันภายในงาน

●เพลิดเพลินกับบรรยากาศชิคแอนด์คูล มีโซนรถตกแต่งพิเศษ สวย เท่ห์ ใช้งานได้จริง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ใช้รถที่ต้องการแต่งรถที่เป็นสไตล์ของตัวเอง เปิดโซนใหม่! พื้นที่จัดแสดงรถดัดแปลงเพื่อประกอบธุรกิจอิสระหลากหลายรูปแบบ นำเสนอเป็นไอเดียให้กับผู้ที่กำลังมองหาโอกาสเริ่มต้นธุรกิจใหม่หรือต่อยอดธุรกิจเดิม และเพื่อความสุขของผู้รักสัตว์เลี้ยง ปีนี้ งานฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025 เปิดเป็นพื้นที่ PET Friendly ให้ผู้เข้าชมงานสามารถนำสัตว์เลี้ยงที่ได้รับอนุญาตตามข้อกำหนดเข้ามาชมงานได้ โดยอยู่ในความดูแลของเจ้าของตลอดเวลาที่อยู่ในงาน

Fast Auto Show Thailand 2025 9

●ใหม่! กิจกรรมสำหรับเด็กเล็กและครอบครัว การแข่งขันจักรยานทรงตัว หรือ Balance Bike Racing สำหรับนักซิ่งรุ่นจิ๋ววัย 2- 4 ปี โดยร่วมกับพันธมิตร Strider Thailand จัดการแข่งขัน “Strider Racing @Fast Auto Show Thailand 2025” ด้วยการยกสนามแข่งขันมาตรฐานมาไว้ในงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” จัดแข่งขันให้ลุ้นและเชียร์กันให้สนั่นในวันเสาร์ที่ 5 และวันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม แบ่งการแข่งขันเป็น 2 รุ่น คือ รุ่น Enjoy และรุ่น Racing รวม 14 รุ่นเพื่อชิงถ้วยและเหรียญรางวัล

●ปรึกษาด้านการประกันภัยกับกรุงเทพประกันภัย พร้อมรับข้อเสนอประกันภัยดี ๆ ที่คุ้มค่า เหมาะสมกับการใช้งานของรถยนต์ทุกประเภท

●พิเศษสุด! งานเดียวที่ให้ดอกเบี้ยรถมือสองและเงื่อนไขที่ดีที่สุด ต่ำสุดถึง 1.99% 

●ลุ้นเป็นผู้โชคดีเมื่อซื้อรถในงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” กับกิจกรรม “ซื้อรถ ลุ้นรับ” โดยผู้จองรถและซื้อรถในงาน ทุก 100,000 บาท รับคูปอง 1 ใบ ได้สิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่ “เก้าอี้นวดไฟฟ้ารุ่น ROBO 8989 Massage Chair” จาก เอแม็กซ์ (Amaxs) มูลค่า 279,000 บาท จำนวน 1 รางวัลหลังจบงาน สำหรับผู้จองรถในงานได้สิทธิ์ร่วมกิจกรรม “จองรถ ลุ้นรับ” เพื่อลุ้นรับรางวัลประจำวัน “สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า Segway รุ่น Ninebot KickScooter D18W” มูลค่า 16,900 บาท จาก MONOWHEEL วันละ 1 รางวัล รวม 5 รางวัล และร่วมลุ้นรับบัตรของขวัญจาก Lotus’sวันละ 4 รางวัล รางวัลละ 1,000 บาท รวม 20 รางวัล หรือแค่แวะมาชมงานและร่วมสนุกกับกิจกรรม “แชร์มา รับไป” เพื่อรับของที่ระลึกจากผู้จัดงาน รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่าสี่แสนบาท

Fast Auto Show Thailand 202513

แวะมา “เลือกคันที่ชอบ ถอยคันที่ใช่” แบบไม่ต้องรอ ทั้งรถยนต์ใหม่ป้ายแดงและรถยนต์ใช้แล้วคุณภาพเยี่ยมในงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” หนึ่งในกลไกที่ช่วยผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและมีพลังในช่วงครึ่งปีหลัง ตั้งแต่วันนี้ – 6 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ฮอลล์ 102-103 ตั้งแต่ 10.00 – 21.00 น. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/FASTAUTOSHOW หรือ www.fastautoshow.com

รถโบราณร่วมขบวน Love Pride Parade 2025

0
สมาคมรถโบราณฯ 1

สมาคมรถโบราณฯ ส่งรถโบราณนับสิบคัน สร้างสีสันในงาน “LOVE PRIDE ♡ PARADE, BANGKOK 2025”

สมาคมรถโบราณฯ 2

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2568 บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จากัด และบริษัทในเครือ ในนามตัวแทนภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ ได้จัดงาน “LOVE PRIDE ♡ PARADE, BANGKOK 2025” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลระดับโลก “WORLD PRIDE 2025”

สมาคมรถโบราณฯ 3

งานนี้ สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ได้จัดรถโบราณ และรถคลาสสิคเข้าร่วมขบวนพาเหรด นำโดย MG TB ปี 1939, Chevrolet EI Camino ปี 1959, Ford Mustang ปี1965, Ford Mustang ปี1967, Volkswagen Karmann Ghia ปี1964, Volkswagen Karmann Ghia K1 Convertible ปี 1963, Mercedes-Benz E220 Cabriolet ปี 1996, Mercedes-Benz W107 SL ปี 1971 และ Fiat 500 ปี 1965

สมาคมรถโบราณฯ 4

ขบวนพาเหรด เริ่มต้นจากกสนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย ไปตามถนนพระราม 1 ผ่านย่านปทุมวัน สยาม ราชประสงค์ สุขุมวิท ไปยังศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์ รวมระยะทาง 5 กิโลเมตร นับเป็นขบวนพาเหรดการเฉลิมฉลองเทศกาล Pride ที่มีความยาวมากที่สุดในเอเชีย ตลอดเส้นทางมีประชาชน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ ให้การต้อนรับอย่างคับคั่ง

สมาคมรถโบราณฯ 6
รถโบราณในขบวนพาเหรด “LOVE PRIDE ♡ PARADE, BANGKOK 2025” ถือเป็นเอกลักษณ์ของ “WORLD PRIDE MONTH” เทศกาลระดับโลก

สมาคมรถโบราณฯ 9

ผู้สนใจสามารถติดตามภาพความประทับใจของขบวนพาเหรดครั้งนี้ เพิ่มเติมได้ที่ vintagecarclub.or.th และ facebook.com/VintageCarClub

(มีคลิปวีดีโอ) ใช้งานจริง “LEAPMOTOR C10” รถอเนกประสงค์ไฟฟ้าที่กล้าพูดว่าขับดีที่สุดเท่าที่เคยลองมา

0
Leap Motor C10 1

เป็นอีกครั้งที่ได้สัมผัสกับยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นใหม่ ในนาม “Leap Motor C10” หลังจากที่ได้ลองในสนามทดสอบเพียงไม่กี่รอบสนาม แต่ครั้งนี้จัดเต็มและใช้งานจริง ในชีวิตจริง และเป็นสเป็ครถจริงสำหรับจำหน่ายในไทย กลุ่มพระนครยนตรการ หรือ (PNA) ตั้งราคาค่าตัวเพียง 1,089,000 บาท ซึ่งความเนี๊ยบจากช่วงล่าง ที่ทีมออกแบบจากอดีตวิศวกรค่ายตรีศูล Maserati พอมาได้ใช้งานจริง ยิ่งประทับใจ พละกำลังขับเคลื่อน ไม่ได้บ้าพลังแบบรถจีนหลายๆค่าย แต่ 218 แรงม้า กับ แรงบิด 320 นิวตันเมตร ก็จี๊ดจ๊าดไม่ใช่น้อย 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 7.5 วินาที สำหรับแบตเตอรี่ ชาร์จไฟเต็มทำระยะทางการใช้งานได้ 424 กม. ตามาตรฐาน WLTP

ความโดดเด่นของรถไฟฟ้าลูกครึ่ง จีน-ยุโรป ยังมีให้สาธยายอีกพอสมควร เฉพาะระบบความปลอดภัย ADAS ที่ติดตั้งมาให้ถึง 16 ฟีเจอร์ ก็มากโข และเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความทันสมัยนี้เองที่ทำให้เป็นดาบสองคม แต่ก็ยังดีที่สามารถเลือกเปิด และ ปิด ฟีเจอร์เหล่านี้ได้ เกริ่นมาพอสังเขป มาตามติดเรื่องราวของการทดสอบ Leap Motor C10 กันต่อได้จากรายงาน

Leap Motor C10 2

ชื่อเสียงของ Leap Motor คนไทยอาจจะไม่รู้จักสักเท่าไหร่ แต่ความยิ่งใหญ่ของ Stallentis ในฐานะบริษัทแม่ หลายคนอาจคุ้นหู ยักษ์ใหญ่วงการอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นการถือครองแบรนด์รถยนต์สัญชาติ จีน ยุโรป และ สหรัฐอเมริกามากกว่า 10 ยี่ห้อ อาทิ Alfa Fiat Peugeot Citroen RAM Jeep  Maserati และอีกหลายแบรนด์ รวมถึง Leap Motor

Leap Motor C10 3

Leap Motor C10 เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทีมวิศวกรทั้งจีน และ ยุโรป เพื่อให้ได้ยนตรกรรมไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งาน คงความปลอดภัย และ ขับสนุก ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงจากตัวเลขยอดจำหน่ายของชาติต้นทาง ทั้งจีน และ ยุโรปอีกหลายประเทศ

Leap Motor C10 4

รูปลักษณ์ตามสไตล์รถตรวจการณ์ในเวกเมนต์ C-SUV อัตลักษณ์ของ Leap Motor ที่จะส่งจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อความจดจำของสายตารอบด้าน และ สไตล์ เฉพาะตัว หลังคาพาโนรามิคขนาดใหญ่เคลือบกันแสงยูวี กินพื้นที่ร่วม 90% ของหลังคาทั้งหมด รอบๆรถติดตั้งเซนเซอร์ 12 จุด และกล้องประมวลผลทั้งด้านหน้าและหลัง ล้อขนาด 20 นิ้ว ฝาท้ายมีระบบไฟฟ้า แต่ไม่มีแฮนด์ฟรี และ คิ๊ก เซนเซอร์ มีปุ่มเปิดปิดที่ซ่อนบริเวณไฟท้าย แอบเท่อีกนิดกับที่ปัดน้ำฝนหลัง ซ่อนไว้ใต้สปอยเลอร์

Leap Motor C10 5

ห้องโดยสารกว้างมาก เบาะแถวหน้าติดตั้งระบบนวด และพับได้ระนาบเดียวกับแถว 2 เผื่อสำหรับการทำเป็นที่นอน กรณีที่ต้องนอนในรถ และที่สำคัญ วัสดุที่ใช้หุ้มเบาะทำมาจากวัสดุเดียวกับที่ใช้ผลิตจุกนมเด็ก นุ่มนวลทุกสัมผัส

Leap Motor C10 6

Leap Motor C10 7

ปุ่มกดใช้งานหายเกลี้ยง ย้ายเข้าไปไว้ในจอทัชสกรีนที่รวบรวมทุกการใช้งานไว้ในตัว แม้แต่กระทั่งปรับทิศทางระบบปรับอากาศ ซึ่งควรทำความเข้าใจและรู้ก่อนว่าระบบที่จะใช้งาน อยุ่ในส่วนการควบคุมไหน เพราะหากขับไปเซ็ทระบบไป บอกไว้ตรงนี้เลยว่าค่อนข้างอันตราย และถ้าคุณไม่ควบคุมและสั่งการ ระบบ ADAS จะทำหน้าที่ทุกครั้งหากไม่ปิด เช่น ระบบเตือนและดึงกลับกลางช่องทาง ระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบๆรถ และอีกมากมาย ซึ่งจะเปิด หรือ ปิด การใช้งานก้ทำได้ตามสะดวก ยกเว้นในส่วนของระบบตรวจจับม่านตา ซึ่งจะเตือนตลอดเวลา หากสายตาคุณไม่มุ่งมั่นกับถนน หรือขาดสมาธิในการขับขี่ ระบบจะส่งเสียงเตือนเป็นระยะ

Leap Motor C10 6

โหมดการขับชี่มีให้เลือกหลากหลาย ตรงนี้ปรับเซ็ทมาดี เพราะการหน่วงพลังงานกลับไปสะสมยังแบตเตอรี่ ไม่ดึงหนักจนหัวทิ่มเหมือนในอดีตที่รถไฟฟ้าเคยเป็น

การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง 2 ระบบ รวมถึงทำหน้าที่เป็น E SIM ปล่อยสัญญาณอินเตอร์เนทได้จากตัวรถ ซึ่งทำให้แอพพลิเคชั่นเพื่อความบันเทิงหลากหลาย ติดตั้งในรถคันนี้ ทั้ง JOOX TIKTOK Youtube Spotify ลำโพง 12 ตำแหน่งจัดวางรูปแบบโฮมเธีนเตอร์ 7.1 Channel

ขุมพลังมาจากมอเตอรืไฟฟ้าติดตั้งที่ล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 218 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 ใช้เวลา 7.5 วินาที ทำความเร็วสุงสุด 170 กม./ชม. และแบตเตอรี่ติดตั้งไว้ในโครงสร้างตัวถัง ขนาด 69.9 กิโลวัตต์ ชาร์จไฟเต็มสามารถใช้งานได้ 424 กม.ตามาตรฐาน WLTP ชาร์จไฟกระแสตรง DC 84 kW จาก 30 – 80% ภายในเวลา 30 นาที

Leap Motor C10 9

 

ระบบช่วงล่างถือเป้นทีเด็ดที่ส่งตรงจากอดีตทีมออกแบบของ Maserati ด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สัน ด้านหลังเป็นมัลติลิงค์ ซึ่งกวาดรางวัลจากฝั่งยุโรปมาแล้วมากมาย ออกแบบให้มีความยีดหยุ่นและรับการกระแทกได้อย่างมั่นคง รอยต่อถนน คอสะพาน เก็บรายละเอียดดีมาก แถมน้ำหนักที่มายังพวงมาลัย ไม่หนักจนเกินไป ออกแนวกระฉับกระเฉง

Leap Motor C10 9

การ์ด NFC หัวใจสำคัญในการใข้งานรถยนต์ ทำหน้าที่แทนกุญแจ เพียงเอาไปนาบกับเซ็นเซอร์ที่ฝังไว้ที่กระจกมองข้างฝั่งคนขับ ก็จะสามารถเปิด และ ปิด รถคันนี้ หากแต่การขับเคลื่อน ต้องนำการ์ดไปวางไว้ที่ตำแหน่งเดียวกับ Wiress Charger เท่ากับเป็นการเปิดระบบทั้งหมด หรือคือการสตาร์ทรถนั่นเอง

Leap Motor C10 10

อนาคตอันใกล้ การ์ด NFC จะทำงานเพิ่มขึ้นอีกรูปแบบ นั่นคือควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งหลังจากระบบใช้งานได้ หลักใหญ่ใจความของการขับขี่ Leap Motor C10 จะสะดวกสบายยิ่งขึ้น เพราะควบคุมผ่านสมาร์ทโฟนนั่นเอง

Leap Motor C10 11

ประเด็นต่างๆที่ได้นำเสนอเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทดสอบ ฟิลลิ่งการขับขี่ รวมถึงวิธีการใช้งานระบบต่างๆ ของ Leap Motor C10 สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้จากคลิปวีดีโอ

“ลามิน่า” ผนึกกำลัง โจนส์สลัด เปิดตัวแคมเปญ “ลามิน่า แชะโดนๆ ไปกับ โจนส์สลัด” เอาใจสายคลีน คนรักสุขภาพ

0
ลามิน่า 1

บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า” จับมือ โจนส์สลัด (Jones’ Salad) ร้านจำหน่ายเมนูอาหารสุขภาพ เปิดตัวแคมเปญ “ลามิน่า แชะโดนๆ ไปกับ โจนส์สลัด” เอาใจคนไทยสายรักสุขภาพ ชวนคนไทยใส่ใจสุขภาพ ด้วยแนวคิด “สุขภาพดี เริ่มได้จากฟิล์มที่ใช่ และอาหารที่เลือก” ได้ทุกที่ทุกเวลาจากสภาพอากาศที่ร้อนระอุ การเลือกติดตั้งฟิล์มกรองแสงคุณภาพดี และป้องกันความร้อนจากแสงแดดสูงอย่าง “ลามิน่าฟิล์ม” จึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ อีกทั้งท่ามกลางการใช้ชีวิตที่รีบเร่งของคนทำงานยุคใหม่ การใส่ใจดูแลสุขภาพ กลายเป็นเทรนด์ที่มาแรงในปัจจุบัน เมนูอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพได้รับความนิยมสูงขึ้น จึงเป็นที่มาของแคมเปญพิเศษระหว่าง “ลามิน่าฟิล์ม” และ “โจนส์สลัด” ในวันนี้

ลามิน่า 2

โดยลามิน่าฟิล์ม และโจนส์สลัด เล็งเห็นความสำคัญของการเลือกติดฟิล์มกรองแสงคุณภาพดี เพื่อช่วยปกป้องสุขภาพจากอันตรายของความร้อนจากแสงแดดและรังสี UV รวมถึงการเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ก็ช่วยเสริมสร้างสุขภาพกายและใจให้ดีควบคู่กัน จึงได้จัดกิจกรรม “ลามิน่า แชะโดนๆ ไปกับ โจนส์สลัด” ชวนลูกค้าที่ติดตั้งฟิล์มลามิน่า รับเครื่องดื่มฟรี! ที่ร้านโจนส์สลัด (Jones’ Salad)

ลามิน่า 3

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ง่ายๆ แค่ ถ่ายภาพสติ๊กเกอร์ ลามิน่า (Lamina) บนกระจกท้ายรถ แล้วโพสต์เป็นสาธารณะใต้โพสต์ “Lamina แชะโดนๆ ไปกับ Jones’ Salad” พร้อมคอมเมนต์อวดรุ่นฟิล์มที่ท่านติดตั้ง บนเฟซบุ๊ก Laminafilms และติดแฮชแท็ก #Lamina #JonesSalad #LaminaXJonesSalad เพียงเท่านี้ท่านจะได้รับโค้ดเครื่องดื่มฟรี! ท่านละ 1 แก้ว/ท่าน/สิทธิ์ จาก Jones’ Salad จำนวน 550 แก้ว ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2568 (หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด)

ลามิน่า 4

พิเศษสุดกับ 4 เมนูสุดสดชื่นจากโจนส์สลัดที่จัดเตรียมไว้ ประกอบด้วย Jones’ Salad Cloud on the Farm ราคา 199 บาท (จำนวน 300 แก้ว) Jones’ Salad Mighty Blue ราคา 169 บาท (จำนวน 100 แก้ว) Jones’ Salad Pun ราคา 159 บาท (จำนวน 50 แก้ว) และ Jones’ Salad Watermelon Splash ราคา 99 บาท (จำนวน 100 แก้ว) โค้ดที่ได้รับสามารถใช้ได้ถึง 30 กันยายน 2568 ที่ร้าน Jones’ Salad ทุกสาขา (ยกเว้นสาขาศิริราช และระบบ Delivery)

ลามิน่า 6

โบนัสสุดพิเศษฉลองเดือนเกิดลามิน่าฟิล์มครบ 30 ปี สำหรับทุกท่านที่ร่วมกิจกรรม Lamina แชะโดนๆ ไปกับ Jones’ Salad มีสิทธิ์รับบัตรเติมน้ำมันพีที 500 บาท รวม 30 ท่าน ฟรี! จากการคัดเลือกภาพถ่าย “สติ๊กเกอร์ติดท้ายรถลามิน่า” สวยโดนใจกรรมการ มีความสร้างสรรค์ในการถ่ายภาพ และสื่อถึงแบรนด์ลามิน่าฟิล์มได้อย่างชัดเจน โดยประกาศผลผู้ได้รับโบนัสพิเศษวันที่ 3 กันยายน 2568 ทางเฟซบุ๊ก Laminafilms (เงื่อนไขการคัดเลือกเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด)

“GWM” โชว์วิสัยทัศน์แสดงจุดยืนผู้นำ NEV ในอาเซียน บนเวที International NEV Summit 2025ประกาศพลิกเกมขับเคลื่อนสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี Hi-4

0
GWM 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios)
ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ได้เข้าร่วมแสดงศักยภาพและวิสัยทัศน์ในฐานะหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ระดับภูมิภาคในงาน International NEV Summit 2025 ครั้งที่ 3 โดย นายชาญศักดิ์ หลายเจริญโชคชัย ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ GWM (Thailand) ได้บรรยายพิเศษในประเด็น “เจาะลึกเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนของรถยนต์พลังงานใหม่และแนวโน้มในอาเซียน” (Insight into NEV Powertrain Technology and Trends in ASEAN) โดยเปิดมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบส่งกำลัง (Powertrain) และแนวโน้มยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในอาเซียน ร่วมวิเคราะห์ทิศทางของอุตสาหกรรม โอกาส ความท้าทาย และพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทย รวมถึงภูมิภาคอาเซียนพร้อมชูเทคโนโลยีระบบส่งกำลังอัจฉริยะ Hi-4 ที่มอบประสิทธิภาพการขับขี่ระดับสูงและพลิกโฉมประสบการณ์การขับขี่ โดยผสานระหว่างสมรรถนะและความประหยัดพลังงานอย่างชาญฉลาด ตอบโจทย์ตลาดในภูมิภาคอาเซียนที่ต้องการทั้งความแรง ประหยัด และคุ้มค่า โดยงาน International NEV Summit 2025 ครั้งที่ 3 ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 26 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องบอลรูม โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ

ในงานนี้เป็นการประชุมที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาร่วมอภิปรายในหลายประเด็นทั้งนโยบายเชิงพาณิชย์ เทคโนโลยี และการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนบทบาทของยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) และโอกาสในการดำเนินธุรกิจในกลุ่มของรถยนต์พลังงานใหม่ที่เกี่ยวข้องทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายชาญศักดิ์ หลายเจริญโชคชัย ​​ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ GWM (Thailand) วิเคราะห์ข้อมูลตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ทั้งในไทยและในภูมิภาคอาเซียนว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคอาเซียนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีทั้งแรงผลักจากนโยบายโลกร้อน แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ การพัฒนาด้วยเทคโนโลยีและระบบขับเคลื่อน และความคุ้มค่าด้านต้นทุนพลังงาน รวมถึงบทเรียนสำคัญจากประเทศจีน โดยเฉพาะนโยบาย ที่ใช้ทั้ง  New Energy Vehicle Credit (NEV) และ Passenger Vehicle Corporate Average Fuel Consumption Credit (CAFC) ในการกระตุ้นการผลิตรถยนต์ BEV, PHEV และ FCEV อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้จีนกลายเป็นผู้นำในด้าน NEV และเป็นต้นแบบที่อาเซียนสามารถเรียนรู้และปรับใช้ได้ และคาดว่าภายในปี 2573 สัดส่วนของ BEV และ PHEV ในตลาดจีนจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดย GWM มุ่งมั่นที่จะนำเสนอโซลูชันที่ไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค แต่ยังช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะยาว จากข้อมูลล่าสุดในปี 2567 ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในกลุ่มประเทศอาเซียน-5 ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 14% เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ประมาณ 5% โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็น รถยนต์ไฮบริด (HEV) 6.5%, รถยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริด (PHEV) 0.5%, และรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (BEV) 7% พบว่า รถยนต์ไฮบริด (HEV) ยังครองสัดส่วนในตลาดหลักอย่างไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (BEV) กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในเวียดนาม ไทย และฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวียดนามที่สัดส่วนของรถ BEV มากกว่า HEV ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายการสนับสนุนของรัฐบาลในการพัฒนาและผลิตแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ ทั้งนี้ GWM คาดการณ์ว่า ภายในปี 2569 ตลาดอาเซียนจะมีส่วนแบ่งการตลาดของยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เพิ่มขึ้นเป็น 21% หรือประมาณ 1 ใน 4 ของตลาดรถยนต์ทั้งหมดในภูมิภาคนี้ โดยรถยนต์ไฮบริดจะมีสัดส่วนมากที่สุดประมาณ 10% ตามมาด้วยรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ 9% และรถยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริด 2% สำหรับในประเทศไทย GWM เล็งเห็นว่ารถยนต์พลังงานใหม่จะเติบโตจาก 35% ในปี 2567 ไปอยู่ที่ 45% ของตลาดรถยนต์รวม ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนของภูมิภาคอาเซียน โดยแบ่งเป็น รถยนต์ไฮบริด 23% รถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ 18% และรถยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริด 4%”

GWM 2

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญจาก GWM ในการแสดงวิสัยทัศน์ครั้งนี้ คือการนำเสนอเทคโนโลยี Hi-4 (Hybrid Intelligent 4WD) ที่ได้รับการวิจัยพัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกเพื่อปฏิวัติมาตรฐานการขับเคลื่อนยุคใหม่ โดย GWM ได้ออกแบบให้ระบบสามารถถ่ายทอดแรงบิดสู่ล้อหน้าและหลังอย่างสมดุล เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ในแต่ละสถานการณ์ พร้อมระบบ ITVC (Intelligent Torque Vectoring Control) ที่สามารถปรับแรงบิดของล้อแต่ละข้างได้ภายในเวลาเพียง 0.01 วินาที เพิ่มทั้งความปลอดภัยและสมรรถนะในการขับขี่ทุกสถานการณ์ รองรับการขับขี่ถึง 9 โหมด ครอบคลุมทั้ง EV Mode, Series Range-Extending Mode, Parallel 4WD Mode และโหมดการฟื้นพลังงานจากเพลาหน้า-หลัง โดยใช้พลังงานจากเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งคู่หน้าและหลัง ให้กำลังรวมสูงสุด และการตอบสนองที่นุ่มนวลแม้ในเส้นทางที่ท้าทาย พร้อมยกระดับการขับเคลื่อนแบบ 4WD ด้วยต้นทุนพลังงานเท่ากับรถ 2WD อย่างแท้จริง

GWM 5

GWM Hi4 Technology System หรือกลยุทธ์การออกแบบระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบไฮบริดที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์การใช้งาน ครอบคลุมตั้งแต่รถครอบครัวในชีวิตประจำวัน รถ SUV ขนาดใหญ่ รถออฟโรดอัจฉริยะ ไปจนถึงรถลุยสายโหดพร้อมระบบขับเคลื่อนขั้นสูงสุด โดย Hi4 Technology แบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามระดับสมรรถนะ และรูปแบบการใช้งาน ดังนี้

  • Hi4 ระบบไฮบริดขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะแบบไฟฟ้า ใช้เครื่องยนต์ไฮบริด มอเตอร์คู่ และโครงสร้างไฮบริดแบบ DHT หลายเกียร์ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบแยกอิสระ (Decoupled Four-Wheel Drive) และระบบล็อกเฟืองขับ (Electric differential lock) โดยมีโหมดการขับเคลื่อน 3 รูปแบบ ได้แก่ โหมดขยายระยะทาง (Range Extension), โหมดขับเคลื่อนแบบขนาน (Parallel), และโหมดขับเคลื่อนโดยตรง (Direct Drive) ซึ่งสามารถสลับใช้งานได้อย่างชาญฉลาด จึงเหมาะกับทุกสภาพการขับขี่ มอบทั้งความปลอดภัย อัตราสิ้นเปลืองที่ต่ำ อัตราเร่งที่ทรงพลัง สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และโซลูชันอัจฉริยะในทุกมิติ เหมาะสำหรับรถครอบครัวยุคใหม่ ใช้ในรุ่น GWM HAVAL H7, GWM Haval Xiaolong MAX และ GWM HAVAL Menglong และ GWM WEY 80
  • Hi4-Z ระบบไฮบริดที่ออกแบบเพื่อรองรับการขับขี่แบบออฟโรด เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการขับขี่ที่ให้ระยะทางการใช้งานที่ยาวนานเป็นพิเศษ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ไฮบริดพละกำลังสูง มอเตอร์คู่ด้านหน้าและด้านหลังกําลังสูงที่วางในแนวตรง ปรับความเร็วได้ 3 ระดับ (Longitudinal 3-speed dual-motor) แบตเตอรี่เฉพาะออฟโรดความจุขนาดใหญ่ และโครงสร้างตัวถังบนเฟรม (Body on Frame) ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการระบบขับเคลื่อนที่ให้พลังต่อเนื่องยาวนาน การตอบสนองที่รวดเร็ว สมรรถนะในการเร่งที่ยอดเยี่ยม รองรับทุกการเดินทางได้อย่างมั่นใจในทุกสภาพเส้นทาง และระยะทางในการขับขี่ที่ไกลเพียงพอสำหรับการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ใช้ในรุ่น GWM TANK 500 Hi4-Z
  • Hi4-T ระบบไฮบริดขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับการขับขี่ออฟโรดแบบฮาร์ดคอร์ แบบ Mechanical 4WD พร้อมล็อกเฟืองขับ 3 จุด (หน้า กลาง และ หลัง) มีให้เลือกทั้งขุมพลัง0T และ 3.0T มอเตอร์ด้านหน้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9HAT พัฒนาขึ้นสำหรับยานยนต์พลังงานใหม่สายออฟโรด บนพื้นฐานของแพลตฟอร์ม TANK โดยเน้นจุดเด่นด้าน พลังขับเคลื่อนที่แรงต่อเนื่อง การจัดการพลังงานอัจฉริยะที่แม่นยำ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่เชื่อถือได้ สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลกว่า 100 กิโลเมตร พร้อมโหมดการขับขี่แบบออฟโรดมากถึง 16 รูปแบบ รองรับทุกสภาพภูมิประเทศ ใช้ในรุ่น GWM TANK 300 Hi4-T, GWM TANK 500 Hi4-T, GWM TANK 400 Hi4-T และ GWM TANK 700 Hi4-T
  • GWM 6

การเข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของ GWM ในการยกระดับนวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ให้ก้าวไกลสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “GWM Go With More” ที่ไม่หยุดอยู่แค่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่เดินหน้าสร้างคุณค่าที่มากกว่า ทั้งในด้านสมรรถนะ ความปลอดภัย และความยั่งยืนในระยะยาว GWM เชื่อว่าเทคโนโลยี Hi-4 คืออีกก้าวสำคัญที่จะพลิกโฉมประสบการณ์การขับขี่ยานยนต์พลังงานใหม่ให้เหนือกว่าที่เคย และนิยามอนาคตแห่งการเดินทางยุคใหม่อย่างแท้จริง

 

 

“ซูซูกิ” รุกขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการ 2S เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าทั่วไทยครอบคลุมทุกพื้นที่ 93 แห่ง เตรียมพร้อมเปิดตัวรถยนต์ใหม่ในปีนี้

0
ซูซูกิ 1

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอกย้ำพันธกิจในการมอบประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าทุกคน ผ่านการยกระดับการให้บริการหลังการขาย ด้วยการขยายเครือข่ายศูนย์บริการมาตรฐานซูซูกิ 2S (Service & Spare Parts) อย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการที่ได้มาตรฐานเดียวกัน พร้อมสร้างความพึงพอใจและความเชื่อมั่นในการดูแลรถยนต์ซูซูกิได้อย่างยั่งยืน โดยแนวคิดของการจัดตั้งศูนย์บริการ 2S คือ ในปัจจุบันการสั่งซื้อรถยนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น การมุ่งเน้นการให้บริการหลังการขายในเชิงคุณภาพแก่ลูกค้าที่อยู่นอกพื้นที่ศูนย์บริการหลัก (3S: Sales, Service & Spare Parts) เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานและลดความกังวลของลูกค้าในพื้นที่ห่างไกล ตั้งเป้าหมายภายในปีนี้จะมีเครือข่ายศูนย์บริการมาตรฐาน 95 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรองรับแผนการเปิดตัวจำหน่ายรถยนต์รุ่นใหม่ในเดือนกันยายน ที่จะถึงนี้

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ สนับสนุนให้ผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิรายเดิมเพิ่มศักยภาพการให้บริการหลังการขายผ่าน “ศูนย์บริการ 2S” (Service & Spare Parts) ในพื้นที่ที่ยังไม่มีโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้ารับบริการของลูกค้าในแต่ละภูมิภาค ให้สามารถเข้าถึงบริการมาตรฐานได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น ศูนย์บริการ 2S จะให้บริการงานซ่อมบำรุงทั่วไป งานบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะ ซึ่งจะดำเนินการโดยช่างผู้ชำนาญการที่ผ่านการอบรมจากบริษัทฯ พร้อมด้วยเครื่องมือมาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและคุณภาพในการใช้งานรถของลูกค้า เช่น การตรวจเช็กและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ตรวจเช็กระบบเบรก ผ้าเบรก และน้ำมันเบรก ตรวจเช็กและเปลี่ยนกรองอากาศ/กรองแอร์ ตรวจสอบระบบช่วงล่าง ยางรถ ระบบไฟ และแบตเตอรี่ เปลี่ยนหลอดไฟ/ใบปัดน้ำฝน/แบตเตอรี่ เป็นต้น นอกเหนือจากนั้น ศูนย์บริการ 2S มีการจัดจำหน่ายและติดตั้งอะไหล่แท้ของซูซูกิ (Genuine Suzuki Spare Parts Supply) ที่ผลิตตามมาตรฐานเดียวกับชิ้นส่วนที่ใช้ในสายการผลิตจากโรงงาน ซึ่งมีคุณภาพและความทนทานสูงผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ มีระบบสำรองอะไหล่และกระจายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการอย่างรวดเร็ว

ซูซูกิ 2

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการ  บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ซูซูกิยังคงกำหนดให้ศูนย์บริการแบบ 3S (Sales, Service, Spare Parts) เป็นศูนย์หลักของผู้จำหน่ายในการให้บริการอย่างครบวงจร โดยล่าสุด ได้เปิดโชว์รูมมาตรฐาน 3S ให้บริการเพิ่มอีก 1 แห่งคือบริษัท ซูซูกิ ออโต้ เชียงใหม่ จำกัด สาขาดอนจั่น จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบริหารงานโดยคุณประวิตร พันธ์สายเชื้อ ตำแหน่งกรรมการบริหาร ขณะเดียวกัน ศูนย์บริการ 2S จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขยายขีดความสามารถของเครือข่ายบริการ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น โดยให้การสนับสนุนผู้จำหน่ายในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารการจัดการ การฝึกอบรมบุคลากร ระบบเทคโนโลยี รวมถึงการสื่อสารภาพลักษณ์ที่เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วประเทศ เช่น ป้ายสัญลักษณ์ SUZUKI การออกแบบและจัดหาอุปกรณ์ตกแต่งภายใน เพื่อให้ศูนย์บริการ 2S สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ความพึงพอใจของลูกค้าได้อย่างสูงสุด

ซูซูกิ 3

ปัจจุบัน ศูนย์บริการ 2S เปิดให้บริการแล้วในจังหวัดพัทลุง มหาสารคาม และปราจีนบุรี รวมถึงจังหวัดแพร่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพร้อมเปิดบริการในเดือนสิงหาคม 2568  มีรายละเอียดดังนี้

ชื่อบริษัทผู้จำหน่าย พื้นที่จังหวัดที่ให้บริการ บริหารงานโดย ตำแหน่ง
บริษัท เอ.ซี.ออโตโมบิล (2002) จำกัด พัทลุง คุณยุวดี ชคทิศ กรรมการบริหาร
บริษัท อาร์เฮงวัฒนา จำกัด มหาสารคาม คุณชยธร อุเทนพัฒนันท์ กรรมการบริหาร
บริษัท เอส ซี เอ็น ออโต กรุ๊ป จำกัด ปราจีนบุรี คุณนิรันดร์ ตั้งกงพานิช กรรมการบริหาร
บริษัท แพร่ยนตรการ เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด แพร่ คุณแมน นิตยเมฆินทร์ กรรมการบริหาร

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า ซูซูกิมีแผนที่จะเพิ่มศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานซึ่งปัจจุบันมี 44 แห่ง รวมถึงขยายจำนวนศูนย์บริการ 2S (Service & Spare Parts) เพื่อให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศอย่างต่อเนื่องในอนาคต นอกเหนือจากนี้ ซูซูกิได้สนับสนุนให้ผู้จำหน่ายขยายบริการ “Mobile Service” หรือบริการดูแลรถยนต์นอกสถานที่ ช่วยให้ลูกค้าได้รับการดูแลรถโดยไม่ต้องเดินทางไปยังศูนย์บริการ โดยทีมช่างผู้ชำนาญการพร้อมให้บริการพื้นฐานที่จำเป็น อาทิ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ตรวจเช็กระบบเบื้องต้น เช่น ระบบเบรก แบตเตอรี่ หรือยาง และบริการบำรุงรักษาตามรอบระยะ เป็นต้น

ซูซูกิยังคงเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการอย่างเป็นระบบ เพื่อมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิที่ดีที่สุด สอดคล้องกับการพัฒนาแนวทางการบริการแบบ S-Solution โดยมุ่งหวังที่จะยกระดับประสบการณ์การบริการลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความมั่นใจให้กับลูกค้าในการใช้บริการ ทั้งในด้านการจัดการข้อมูลลูกค้าแบบ Real-Time ผ่านระบบ Dealer Management System (DMS) ซึ่งช่วยให้ผู้จำหน่ายสามารถตรวจสอบประวัติการเข้ารับบริการและประเมินค่าใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

ซูซูกิพร้อมยึดมั่นในแนวทาง “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์คุณภาพตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านมั่นใจว่า ซูซูกิมุ่งหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าและชุมชนในทุกช่วงเวลาอีกด้วย

 

 

“ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” และ “911 Carrera ใหม่” สัมผัสสมรรถนะเร้าใจทุกโค้ง บนเส้นทางสุดท้าทายกลางธรรมชาติที่เชียงใหม่

0
ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid”

ปอร์เช่ (Porsche) พลิกโฉมรถสปอร์ตระดับตำนาน 911 ครั้งใหญ่ ด้วยขุมพลังไฮบริดสมรรถนะสูง น้ำหนักเบาเป็นพิเศษ โดยระบบขับเคลื่อนใหม่ล่าสุดผสานเทอร์โบไฟฟ้าเข้ากับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 6 สูบนอนรุ่นใหม่ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและทรงพลังยิ่งขึ้น

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 2

ปอร์เช่ เอเชีย แปซิฟิก (Porsche Asia Pacific) จัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะ 911 GTS T-Hybrid และ 911 Carrera ใหม่ เชิญสื่อมวลชนและ KOL จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ขับขี่บนเส้นทางภูเขาสุดท้าทายในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อถ่ายทอดความโดดเด่นของขุมพลังและการควบคุมที่เหนือชั้น

นายไมเคิล เวตเตอร์ (Michael Vetter) กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวว่า
“เส้นทางบนภูเขาในจังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการทดสอบสมรรถนะของ 911 GTS T-Hybrid และ 911 Carrera โดยเราพัฒนาระบบไฮบริดที่เหมาะสมอย่างแท้จริงกับ 911 พร้อมนำเสนอแนวคิดการขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งช่วยยกระดับสมรรถนะโดยรวมได้อย่างชัดเจน และในฐานะก้าวสำคัญของวิวัฒนาการ 911 รุ่นใหม่นี้ยังคงมอบทั้งสมรรถนะที่เหนือกว่า ประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น และถ่ายทอดจิตวิญญาณความเร้าใจในแบบฉบับปอร์เช่ไว้อย่างครบถ้วน สำหรับลูกค้าในประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ความยั่งยืน และความพิเศษ 911 GTS T-Hybrid คือคำตอบที่ลงตัว”

สำหรับ 911 Carrera GTS รุ่นใหม่ วิศวกรของปอร์เช่ได้นำองค์ความรู้จากสนามแข่งมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบ T-Hybrid รุ่นล่าสุด ซึ่งโดดเด่นด้วยน้ำหนักเบาและสมรรถนะอันทรงพลัง โดยติดตั้งเทอร์โบชาร์จไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ผสานมอเตอร์ไฟฟ้าไว้ระหว่างใบพัดอัดอากาศ (compressor) และกังหันไอเสีย (turbine wheel) ช่วยเร่งการทำงานของเทอร์โบทันทีและสร้างแรงดันอากาศ (boost pressure) ได้แบบฉับไว นอกจากนี้ มอเตอร์ไฟฟ้าในเทอร์โบชาร์จยังทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 11 กิโลวัตต์ (15 แรงม้า) จากพลังงานความร้อนของไอเสีย ระบบเทอร์โบชาร์จแบบไฟฟ้าที่ไม่ต้องใช้เวสต์เกต (wastegate-free) นี้ ยังช่วยให้สามารถใช้เทอร์โบเพียงตัวเดียว แทนที่การใช้สองตัวในรุ่นก่อนหน้า ส่งผลให้การตอบสนองของเครื่องยนต์รวดเร็วและเร้าใจยิ่งขึ้น

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 2

ระบบขับเคลื่อนยังประกอบด้วยมอเตอร์ซิงโครนัสแบบแม่เหล็กถาวร ซึ่งติดตั้งรวมไว้ภายในเกียร์คลัตช์คู่ 8 จังหวะ (PDK) รุ่นใหม่ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น มอเตอร์ไฟฟ้านี้สามารถให้แรงบิดเสริมสูงสุดถึง 150 นิวตันเมตร แม้ในขณะรอบเดินเบา และเพิ่มกำลังได้สูงสุดถึง 40 กิโลวัตต์ ปอร์เช่ (Porsche) เชื่อมต่อมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งสองตัวเข้ากับแบตเตอรี่แรงดันสูงที่มีน้ำหนักเบาและขนาดกะทัดรัด โดยแบตเตอรี่นี้มีขนาดและน้ำหนักใกล้เคียงกับแบตเตอรี่สตาร์ท 12 โวลต์แบบทั่วไป แต่สามารถกักเก็บพลังงานได้สูงสุดถึง 1.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง (ค่ารวม) และทำงานที่แรงดันไฟฟ้า 400 โวลต์ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพน้ำหนักโดยรวมที่ดีที่สุด ปอร์เช่ (Porsche) จึงเลือกใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนน้ำหนักเบาสำหรับระบบไฟฟ้า 12 โวลต์ภายในรถอีกด้วย

หัวใจของระบบขับเคลื่อน T-Hybrid คือเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 6 สูบ ขนาด 3.6 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ระบบไฟฟ้าแรงสูงช่วยให้คอมเพรสเซอร์แอร์สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยไม่ต้องใช้สายพาน ส่งผลให้มีพื้นที่ในห้องเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นจากชุดสายพานที่หายไป ทำให้เครื่องยนต์มีขนาดกะทัดรัดมากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่เหนือเครื่องยนต์สำหรับติดตั้งตัวแปลงกระแส (pulse inverter) และตัวแปลงไฟฟ้ากระแสตรง (DC-DC converter)

แม้ไม่ใช้พลังงานไฟฟ้า เครื่องยนต์นี้ก็ให้กำลังสูงถึง 357 กิโลวัตต์ (485 แรงม้า) และแรงบิด 570 นิวตันเมตร เมื่อรวมกับระบบไฮบริด กำลังรวมของระบบจะเพิ่มเป็น 398 กิโลวัตต์ (541 แรงม้า) และแรงบิด 610 นิวตันเมตร ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 45 กิโลวัตต์ (61 แรงม้า)

ระบบไฮบริดสมรรถนะสูงนี้ให้การขับขี่ที่เร้าใจและคล่องตัว พร้อมช่วยลดการปล่อย CO2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรถปลั๊กอินไฮบริดทั่วไป น้ำหนักเพิ่มจากรุ่นก่อนหน้าเพียง 50 กิโลกรัมเท่านั้น

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 3

911 Carrera ยังคงใช้เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบคู่ โดยเครื่องยนต์นี้ได้รับการปรับปรุงใหม่อย่างครอบคลุม หนึ่งในจุดเด่นคือการนำอินเตอร์คูลเลอร์จากรุ่น Turbo มาใช้ ซึ่งติดตั้งอยู่ใต้ช่องระบายอากาศที่ฝากระโปรงท้ายเหนือเครื่องยนต์ ขณะที่เทอร์โบชาร์จใน 911 Carrera รุ่นใหม่นี้ เคยเป็นอุปกรณ์เฉพาะในรุ่น GTS ของเจเนอเรชันก่อนหน้า

การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ช่วยให้ปอร์เช่ (Porsche) สามารถลดการปล่อยไอเสียลงพร้อมเพิ่มสมรรถนะ โดยให้กำลังสูงสุด 290 กิโลวัตต์ (394 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร 911 Carrera Coupé ใหม่สามารถเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ได้ในเวลา 4.1 วินาที (3.9 วินาทีเมื่อมาพร้อมชุด Sport Chrono) และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 294 กม./ชม. ซึ่งเร็วกว่าเดิม 0.1 วินาที และเพิ่มความเร็วสูงสุดอีก 1 กม./ชม. เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า

ระบบช่วงล่างของ 911 Carrera GTS ได้รับการปรับปรุงใหม่อย่างครอบคลุม โดยในรุ่นนี้เป็นครั้งแรกที่มีการติดตั้งระบบเลี้ยวล้อหลัง (rear-axle steering) มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ที่ความเร็วสูง และลดรัศมีวงเลี้ยวให้แคบลง ปอร์เช่ (Porsche) ยังได้รวมระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) เข้ากับระบบไฟฟ้าแรงสูงของระบบไฮบริดสมรรถนะสูง ทำให้สามารถใช้ระบบควบคุมแบบอิเล็กโทร-ไฮดรอลิก ซึ่งช่วยให้การตอบสนองมีความยืดหยุ่นและแม่นยำยิ่งขึ้น ช่วงล่างแบบสปอร์ตที่มาพร้อมระบบควบคุมโช้คอัพแบบปรับระดับได้ (PASM) และความสูงจากพื้นลดลง 10 มิลลิเมตร ช่วยมอบฟีลลิ่งการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น GTS อย่างแท้จริง

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 5

สำหรับ 911 รุ่นใหม่ มีดีไซน์ล้อให้เลือกทั้งหมด 7 แบบ โดยมีขนาดให้เลือกเป็นแบบ 19/20 นิ้ว หรือ 20/21 นิ้ว ในรุ่น 911 Carrera GTS จะมาพร้อมล้อหลังขนาด 21 นิ้ว ความกว้าง 11.5 นิ้ว สวมยางขนาด 315/30 ZR 21 เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนล้อหน้าใช้ขนาด 20 นิ้ว ความกว้าง 8.5 นิ้ว พร้อมยางขนาด 245/35 ZR 20 ร่องยางด้านหลังที่กว้างขึ้นนี้ช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านไดนามิกการขับขี่และการยึดเกาะถนนของ 911 Carrera GTS ใหม่ ได้อย่างยอดเยี่ยม

ปอร์เช่ (Porsche) ปรับดีไซน์ภายนอกของ 911 ใหม่ให้โฉบเฉี่ยวและลู่ลมยิ่งขึ้น ด้วยการอัปเกรดเส้นสายอย่างตรงจุด มุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพด้านแอโรไดนามิกส์และสมรรถนะโดยรวมของตัวรถ โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือกันชนหน้าและหลังดีไซน์ใหม่เฉพาะแต่ละรุ่น ซึ่งไม่เพียงเสริมภาพลักษณ์ความสปอร์ตและความทันสมัย แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการควบคุมทิศทางลมและช่วยระบายความร้อนของระบบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 5

เป็นครั้งแรกที่ ปอร์เช่ (Porsche) ที่ได้ รวมฟังก์ชันไฟทั้งหมดไว้ในไฟหน้า Matrix LED ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน 911 รุ่นใหม่ โดยออกแบบให้มีกราฟิกสี่จุดอันเป็นเอกลักษณ์ ช่วยให้สามารถตัดไฟ Daylight แบบดั้งเดิมออกไป และเปิดพื้นที่บริเวณกันชนหน้าเพื่อรองรับช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ในรุ่น 911 Carrera GTS ใหม่ ปอร์เช่ติดตั้งช่องระบายอากาศด้านหน้าแบบแอคทีฟจำนวนห้าชิ้นในแนวตั้ง ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากภายนอก เสริมด้วยช่องระบายอากาศซ่อนสำหรับควบคุมการปิดเปิดของช่องบายพาสทั้งสองด้าน นับเป็นครั้งแรกในรถยนต์ 911 ที่มีการติดตั้งดิฟฟิวเซอร์ด้านหน้าแบบแอคทีฟใต้ท้องรถ ซึ่งทำงานร่วมกับระบบระบายอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านแอโรไดนามิกส์ได้อย่างเหนือชั้น

ระบบระบายอากาศดังกล่าวจะควบคุมทิศทางการไหลของอากาศให้เหมาะสมตามสถานการณ์การขับขี่ โดยในช่วงที่ไม่ต้องการใช้กำลังมาก ช่องระบายอากาศจะปิดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านแอโรไดนามิกส์ ขณะที่ในสถานการณ์ที่ต้องการกำลังสูง เช่น การขับบนสนามแข่ง ระบบจะเปิดช่องระบายอากาศเพื่อส่งลมจำนวนมากเข้าสู่หม้อน้ำเพื่อช่วยระบายความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมติดตั้งเซ็นเซอร์ระบบช่วยเหลือต่าง ๆ ไว้อย่างกลมกลืนใต้แผ่นป้ายทะเบียนหน้า

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 6

นอกจากนี้ ปอร์เช่ (Porsche) ยังมีตัวเลือกไฟหน้าแบบ HD Matrix LED ที่มีความละเอียดมากกว่า 32,000 Pixel ไฟสูงประสิทธิภาพสูงนี้สามารถส่องสว่างถนนได้ไกลกว่า 600 เมตร และมาพร้อมฟังก์ชันเสริมล้ำสมัย เช่น ไฟเลี้ยวแบบไดนามิกตามโหมดการขับขี่ ไฟส่องสว่างช่องทางเดินรถ ไฟสำหรับพื้นที่ก่อสร้างและจุดแคบ รวมถึงไฟสูงที่ไม่ทำให้รถคันอื่นตาพร่า ที่มีความแม่นยำระดับพิกเซล

ด้านท้ายของ 911 ใหม่โดดเด่นด้วยแถบไฟท้ายดีไซน์ใหม่ทรงโค้ง (arc) พร้อมโลโก้ ‘PORSCHE’ ที่ช่วยเสริมมิติความกว้างและความลึกให้ตัวรถอย่างชัดเจน กระจังหลังออกแบบใหม่ด้วยครีบแนวตั้งห้าชิ้นต่อด้าน เชื่อมต่อกับกระจกหลังอย่างกลมกลืน ไล่สายตาลงสู่สปอยเลอร์แบบพับเก็บได้ด้านล่าง โดยตำแหน่งป้ายทะเบียนถูกยกให้สูงขึ้นเพื่อเน้นความชัดเจนของกันชนหลังซึ่งมาในดีไซน์ใหม่ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ท่อไอเสียแบบเฉพาะรุ่นได้รับการออกแบบให้ผสานเข้ากับครีบดิฟฟิวเซอร์อย่างลงตัว โดยรุ่น 911 Carrera จะมีระบบท่อไอเสียสปอร์ตให้เลือกเป็นออปชัน ขณะที่รุ่น 911 Carrera GTS ติดตั้งระบบท่อไอเสียสปอร์ตเฉพาะรุ่น GTS เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ในรุ่นตัวถังคูเป้ (Coupé) ปอร์เช่ (Porsche) ได้ออกแบบห้องโดยสารของ 911 ใหม่ให้เป็นแบบสองที่นั่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยสามารถเลือกแบบที่นั่ง 2+2 ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ภายในห้องโดยสารปอร์เช่ (Porsche) ผสานเอกลักษณ์การออกแบบอันเป็นดีเอ็นเอของ 911 เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยใช้แนวคิด Porsche Driver Experience ซึ่งจะเน้นให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง และสามารถใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ องค์ประกอบควบคุมที่สำคัญต่างๆ ถูกจัดวางไว้บนหรือรอบๆ พวงมาลัยโดยตรง ซึ่งรวมถึงสวิตช์เลือกโหมดการขับขี่ (Driving Mode Switch) ที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน คันควบคุมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ และที่เป็นครั้งแรกใน 911 ที่ปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ที่อยู่ทางด้านซ้ายของพวงมาลัย

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 8

ในช่องเก็บของบริเวณคอนโซลกลางของ 911 รุ่นใหม่ มีช่องเก็บสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมระบบระบายความร้อน และฟังก์ชันชาร์จแบบไร้สาย (Inductive Charging)

และเป็นครั้งแรกของ 911 ที่มีการติดตั้งชุดหน้าปัดแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยจอแสดงผลแบบโค้งขนาด 12.6 นิ้วนี้ได้รับการออกแบบให้กลมกลืนกับการแสดงผลรูปแบบใหม่อย่างลงตัว และสามารถปรับแต่งการแสดงผลได้หลากหลายตามต้องการ โดยมีให้เลือกมากถึง 7 รูปแบบ รวมถึงโหมด Classic สุดพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากหน้าปัดทรงห้าหลอดอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ (Porsche)

ระบบ Porsche Communication Management (PCM) ยังคงควบคุมผ่านหน้าจอสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 10.9 นิ้วที่บริเวณกึ่งกลางคอนโซล อีกทั้งในรุ่นใหม่นี้ยังได้รับการปรับปรุงให้ผู้ขับสามารถปรับตั้งโหมดการขับขี่ และใช้งานระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ได้อย่างง่ายดายและยืดหยุ่นมากขึ้น

นอกจากนี้ Apple CarPlay® ยังผสานเข้ากับตัวรถได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยสามารถแสดงข้อมูลผ่านหน้าปัดดิจิทัล และควบคุมฟังก์ชันบางอย่างของรถได้โดยตรงภายในระบบ Apple® เช่น การสั่งงานผ่านผู้ช่วยเสียง Siri®

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 9

กิจกรรมทดสอบสมรรถนะ 911 GTS T-Hybrid และ 911 Carrera ใหม่ ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ โดยมีสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์จากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าร่วม พร้อมงานแถลงข่าวเปิดตัวในบรรยากาศสบาย ๆ ท่ามกลางกลิ่นอายวัฒนธรรมภาคเหนือ ทั้งสองรุ่นถูกนำเสนอในฐานะรถสปอร์ตที่รวมสมรรถนะอันทรงพลังเข้ากับความแม่นยำในการควบคุมได้อย่างลงตัว ก่อนจะเข้าสู่ช่วงทดลองขับบนเส้นทางที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อทดสอบขีดความสามารถของรถอย่างแท้จริง

ทันทีที่ขบวนรถออกจากตัวเมือง เครื่องยนต์ก็ดังขึ้นพร้อมกัน มุ่งหน้าสู่เส้นทางชนบทและเส้นทางขึ้นภูเขาไปยังสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เส้นทางทดสอบผสมผสานทั้งทางตรง วิวธรรมชาติ และโค้งท้าทาย เปิดโอกาสให้ผู้ขับได้สัมผัสสมรรถนะด้านการควบคุมและการยึดเกาะถนนของรถสปอร์ตทั้งสองรุ่นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ปอร์เช่ 911 GTS T-Hybrid” 9

จากนั้น ขบวนรถมุ่งหน้าสู่จันตราคีรี รีสอร์ทหรูบนยอดเขาเหนือระดับเมฆ ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของธรรมชาติ โดยผู้ร่วมกิจกรรมได้สัมผัสช่วงเวลาผ่อนคลายพร้อมมื้อกลางวันสุดพิเศษ ก่อนออกเดินทางต่อสู่จังหวัดลำพูน ปลายทางสุดคลาสสิกที่อบอวลด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรม แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบวัดเก่าแก่สีอิฐที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสวนเมืองลำพูน เป็นบทสรุปของเส้นทางการขับขี่ที่ผสานความเร้าใจเข้ากับความงดงามได้อย่างกลมกลืน

ปอร์เช่ 911 ทั้งสองรุ่นที่ได้รับการอัปเดตครั้งสำคัญนี้ ไม่เพียงสะท้อนความเป็นรถสปอร์ตสมรรถนะเยี่ยม แต่ยังพิสูจน์บทบาทของยนตรกรรมคู่ใจสำหรับการเดินทางบนเส้นทางที่ทั้งงดงามและท้าทายที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

911 Carrera รุ่นใหม่สามารถสั่งซื้อได้แล้ววันนี้ในตัวถังแบบคูเป้ และคาบริโอเลต สำหรับ 911 Carrera GTS มีตัวเลือกระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และตัวถังแบบทาร์กา (Targa) ซึ่งมีให้เฉพาะในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น ทั้งสองรุ่นมาพร้อมเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ Porsche Doppelkupplung (PDK) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ปอร์เช่ ประเทศไทย เปิดราคาจำหน่าย 911 Carrera รุ่นใหม่ ตัวถังคูเป้ เริ่มต้นที่ราคา 12.69 ล้านบาท ส่วนรุ่น 911 Carrera GTS คูเป้ เริ่มต้นที่ราคา 17.79 ล้านบาท

“เอ็มจี” เดินหน้าทดสอบซอฟต์แวร์ NEW MG IM6 รวมถึงติดตั้งระบบตรวจจับความละเอียด ADAS เสริมศักยภาพรถ e-SUV อัจฉริยะ และยกระดับประสบการณ์ขับขี่ของลูกค้าให้ดีขึ้น

0
เอ็มจี 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทยเดินหน้าทดสอบฟังก์ชันสำคัญอย่างเข้มข้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการอัปเกรดระบบซอฟต์แวร์ครั้งสำคัญของ “NEW MG IM6” ที่มีกำหนดเปิดตัวภายในเดือนกันยายนนี้ โดยการอัปเกรดดังกล่าวจะเป็นตัวยกระดับฟังก์ชันของรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ตอบโจทย์การเป็น “Premium Intelligent e-SUV” อย่างเต็มรูปแบบ

เอ็มจี 2

NEW MG IM6 คันนี้ ได้รับการดูแลโดยทีม Product Engineer จาก IM Motors ประเทศจีนและ SAIC MOTOR-CP โดยได้ติดตั้งอุปกรณ์เฉพาะสำหรับทดสอบระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) และระบบบันทึกข้อมูล (Data Recorder) เพื่อดำเนินการทดสอบภายใต้สภาพแวดล้อมจริงในประเทศไทย การทดสอบครั้งนี้ครอบคลุมการปรับปรุงระบบสั่งการอัจฉริยะ หรือ IM OS และฟังก์ชันการเชื่อมต่ออัจฉริยะให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นกว่าช่วงเปิดตัว โดยรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งาน ทั้งด้านการพัฒนาระบบเดิม และความต้องการฟีเจอร์ใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันโดยได้มีการทดสอบเบื้องต้นตามหัวข้อหลัก ดังนี้

เอ็มจี 3

1.Advanced Driver Assistance System (ADAS) ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะที่ตรวจจับสภาพถนนและป้ายจราจรในประเทศไทย เสริมความเสถียรในการควบคุมรถ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

เอ็มจี 5

2.Intelligent Computing Domain ระบบประมวลผลอัจฉริยะที่ครอบคลุมการทำงานของระบบข้อมูลและความบันเทิงภายในรถ (Infotainment & Entertainment System)

เอ็มจี 5

3.Overall Engineering Performance Function ฟังก์ชันการทำงานด้านสมรรถนะทางวิศวกรรมโดยรวม

เอ็มจี 8

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การอัปเกรดซอฟต์แวร์ของ NEW MG IM6 ในเดือนกันยายนนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ เอ็มจี ในการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์ทั่วไปสู่ ‘รถยนต์ที่พัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง’ ผ่านระบบซอฟต์แวร์อัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยยกระดับสมรรถนะโดยรวม พร้อมเพิ่มความแม่นยำ และการตอบสนองที่รวดเร็ว ตรงกับพฤติกรรมผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น สำหรับการทดสอบระบบในครั้งนี้ เอ็มจีถือเป็นหนึ่งในแบรนด์แรก ๆ และอาจเป็นเพียงแบรนด์เดียวที่ดำเนินการทดสอบระบบในลักษณะนี้อย่างจริงจัง สำหรับ NEW MG IM6 ถือเป็น The First-ever Premium intelligent e-SUV จากเอ็มจี ที่มาพร้อมระบบสั่งการอัจฉริยะ IM OS โดยได้รับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจากบริษัทแม่ในประเทศจีน เพื่อให้รถยนต์รุ่นนี้ตอบโจทย์ความเป็นพรีเมียมอีวีอย่างสมบูรณ์แบบ”

เอ็มจี 7

ณ ปัจจุบัน เอ็มจี ได้ส่งมอบรถให้แก่ลูกค้ากลุ่มแรกแล้วกว่า 1,000 คัน โดยจุดเด่นที่ทำให้รถรุ่นนี้โดดเด่นเหนือคู่แข่งในตลาด คือ ระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้ออัจฉริยะ (Intelligent Four-Wheel Steering System) ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเลนในความเร็วสูงเสถียรและการกลับรถในที่แคบได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีระบบช่วงล่างถุงลมอัจฉริยะ (Intelligent Air Suspension) ที่ไม่เพียงแต่ช่วยลดแรงกระแทกต่อพื้นถนนถึงห้องโดยสาร แต่ยังสามารถปรับระดับความสูงของช่วงล่างได้ถึง 3 ระดับ ตามลักษณะการขับขี่เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความมั่นคงในทุกการเดินทาง รวมถึงระบบ One Touch iAD ที่ช่วยในการถอยจอดด้านข้าง (One Touch Side Parking) การจอดและออกจากช่องจอดรถในพื้นที่จำกัด (One Touch Escape) และการถอยหลังอัตโนมัติเมื่อขับเจอซอยตัน (One Touch Reverse) สะดวกสบายด้วยฟังก์ชัน Crab Mode เพื่อปรับมุมทั้ง 4 ล้อ ในมุมเดียวกันเพื่อทำการเคลื่อนรถออกจากพื้นที่จำกัด นอกจากนี้ NEW MG IM6 ยังมาพร้อมระบบระบายความร้อน Cooling System เจเนอเรชันใหม่ ที่สามารถลดอุณหภูมิได้ถึง 15 องศาเซลเซียส ภายในเวลาเพียง 30 วินาที พร้อมขับเคลื่อนด้วยสถาปัตยกรรม 800V Dual SiC Platform ที่ช่วยให้ชาร์จไฟได้เร็วที่สุดในคลาสเดียวกัน และมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยการรับประกันแบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) เพื่อมอบประสบการณ์การใช้รถไฟฟ้าที่เหนือระดับและไร้กังวล