Home Blog Page 98

มาสด้าคว้า 6 รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2568 ตอกย้ำความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์เพื่อลูกค้าทุกคน

0

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง เข้ารับรอบรางวัล Car of the Year 2025 หรือรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2568 ที่จัดขึ้นโดย บริษัท กรังซ์ปรีด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และผู้จัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ซึ่งยนตรกรรมมาสด้าสามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรติมาครองได้ถึง 6 รุ่น รวมถึงยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดทั้งสองรุ่น ทั้งรถครอสโอเวอร์เอสยูวีมาสด้า CX-5 และรถปิกอัพมาสด้า บีที-50 ที่เปิดตัวสู่ตลาดไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่กำลังเรียกกระแสตอบรับอย่างดีจากลูกค้าในประเทศไทย สำหรับรางวัลที่มาสด้าได้รับในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยียานยนต์อันมีเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟและการออกแบบอันสง่างามจาก โคโดะ ดีไซน์ โดยมุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้าและผู้ขับขี่อย่างแท้จริง ภายในงานฯ ได้รับเกียรติอย่างสูงจาก นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล พร้อมด้วย นายอโทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน Car & Bike of the Year 2025 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric)  คือแนวทางที่มาสด้ายึดถือเป็นหลักในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยยานยนต์อันล้ำสมัยเสมอมา ตลอดจนการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมในด้านการบริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์และการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าทุกคน เพราะเราเชื่อว่า ความสุขในการขับขี่รถยนต์จะนำมาซึ่งความสุขในการใช้ชีวิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า ดังนั้น การได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าต่อพันธกิจดังกล่าว เพราะไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นว่ารถยนต์มาสด้ามีคุณภาพมาตรฐานสูงจนได้รับการยอมรับจากผู้ทรงคุณวฺฒิทางด้านวิศวกรรมยานยนต์ และยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อการนำมาซึ่งประสบการณ์ที่ดีจากการใช้รถยนต์ที่มาสด้าตั้งใจส่งมอบให้กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

รถยนต์มาสด้าที่ได้รับรางวัล Car of The Year 2025 มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. รถยนต์นั่งสปอร์ต Mazda2 รุ่น XDL เครื่องยนต์ดีเซล         Best Sedan Diesel under 1500 cc.
  2. รถยนต์นั่งสปอร์ต Mazda3 รุ่น SP Fastback                     Best Hatchback under 2000 cc.
  3. รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวี Mazda CX-5 XDL      Best Diesel SUV Over 2500 cc.
  4. รถปิกอัพมาสด้า BT-50 DBL 2.2 XT Hi-Racer 8AT          Best High-lifted pickup 2200 cc.
  5. รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวี Mazda CX-30 SP      The Best performance compact SUV
  6. รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวี Mazda CX-8 SP         The Most Valuable SUV

มาสด้าให้คำมั่นสัญญาว่าจะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยียานยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ตามแนวทาง Multi-solution เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าทุกคน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเลือกใช้เทคโนโลยียานยนต์จากมาสด้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของตนเอง โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ เพื่อคงไว้ซึ่งโลกที่สวยงาม เพื่อผู้คน และเพื่อสังคมที่ยั่งยืนตลอดไป

GWM คว้า 3 รางวัลคุณภาพจากงาน CAR & BIKE OF THE YEAR 2025 จากรถยนต์ 3 รุ่น 3 ตระกูล: GWM TANK 300 HEV, GWM ORA 07 และ GWM POER SAHAR HEV

0

GWM (Thailand) ประกาศความสำเร็จรับต้นปี 2568 คว้า 3 รางวัลอันทรงเกียรติจากงานประกาศรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี “CAR & BIKE OF THE YEAR 2025” จากกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล สะท้อนความ สำเร็จในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์เหนือระดับให้กับผู้ขับขี่ชาวไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน  โดยมีรถยนต์คุณภาพจาก GWM ถึง 3 รุ่น ใน 3 ตระกูลที่ครอบคลุมทั้ง 3 เซกเมนต์ ที่สามารถคว้ารางวัล

ในงานนี้ ได้แก่

  • GWM TANK 300 HEV กับรางวัล BEST HYBRID 4×4 OFFROAD
  • GWM ORA 07 ในรางวัล BEST EV SEDAN
  • GWM POER SAHAR HEV กับรางวัล BEST HYBRID PICKUP

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดร. ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานคณะกรรมการบริหาร, นายพีระพงศ์ เอี่ยมลําเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ และ นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน CAR & BIKE OF THE YEAR 2025 โดยมี นางสาวแพนดอร่า หยู๋ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และนางสาวศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร GWM (Thailand) เป็นตัวแทนรับรางวัล โดยมีผู้บริหารจากค่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่อง เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ไมเคิล ฉง กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “GWM รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติทั้ง 3 รางวัล ถือเป็นการตอกย้ำความสำเร็จ ในการมุ่งมั่นส่งมอบเทคโนโลยีใหม่และนวัตกรรมล้ำหน้าแก่ผู้ใช้งานชาวไทยทั่วประเทศ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความแน่วแน่ในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีกว่า เหนือกว่า และครอบคลุมยิ่งกว่า ผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ สอดคล้องกับแนวคิด GWM Go With More และกลยุทธ์การยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (User-Centric) ในการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ ขอขอบคุณ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล สำหรับรางวัลอันทรงคุณค่าดังกล่าว และลูกค้าทุกคนที่ไว้วางใจและสนับสนุนเราเสมอมา ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงนวัตกรรมของทั้ง 3 รุ่นที่ครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้งานใน 3 เซกเมนต์ที่หลากหลาย โดยเราจะยังคงยึดมั่นคำสัญญาที่จะนำผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัยมาให้คนไทยได้สัมผัสอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”

สำหรับ GWM TANK 300 HEV คว้ารางวัล BEST HYBRID 4×4 OFFROAD โดยน้องเล็กสายออฟโรดจากตระกูล GWM TANK ได้รับการยอมรับในด้านประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม เทคโนโลยีไฮบริดที่ล้ำสมัย และสมรรถนะการขับขี่ออฟโรดที่แข็งแกร่ง การผสานพลังของเครื่องยนต์ไฮบริดขั้นสูง ด้วยระบบขับเคลื่อน 4WD ทรงประสิทธิภาพทั้งด้านพละกำลัง สมรรถนะ และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย รางวัลนี้สะท้อนถึงคุณภาพที่อัดแน่นและระบบช่วยเหลือการขับขี่แบบออฟโรดอันชาญฉลาดและล้ำสมัยที่เหนือกว่ารถยนต์ในเซ็กเมนต์และระดับราคาเดียวกัน ส่งผลให้ GWM TANK 300 HEV เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ขับขี่ที่มองหารถยนต์ SUV สไตล์ BOXY ระดับพรีเมียม สมรรถนะสูง แต่ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลุยได้ในทุกเส้นทางทั้งการขับขี่ในเมืองและนอกเมือง ออนโรดและออฟโรด

ในขณะที่ GWM ORA 07 รุ่น Long Range ซึ่งได้รับรางวัล BEST EV SEDAN คือรถไฟฟ้า 100% ที่เกิดจากเสียงเรียกร้องของกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในตระกูล GWM ORA ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และมีความสปอร์ต เท่ ปราดเปรียว มีเอกลักษณ์ และให้ความปลอดภัยในทุกเส้นทางขั้นสูงสุด โดย GWM ORA 07 ได้รับการยอมรับในด้านการออกแบบ ที่ทันสมัยและเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า การมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ไร้ที่ติด้วยการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ด้วยระยะทางขับขี่สูงสุด 640 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) ทำให้ GWM ORA 07 เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ขับขี่ที่มองหาความสะดวกสบาย และประสิทธิภาพที่เหนือชั้น โดยไม่ทิ้งความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีความสามารถในการชาร์จที่รวดเร็ว และระยะทางการขับขี่ที่ไกลขึ้นพร้อมด้วยคุณสมบัติด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ครบครัน ด้วยโครงสร้างรถลักษณะ Cage-Type Body ที่ใช้วัสดุที่มีความแข็งแรงและแข็งแกร่งสูงถึง 77.6% ของส่วนประกอบทั้งหมด รองรับแรงกระแทกจากภายนอกได้อย่างดี และช่วยลดความรุนแรงได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอีกด้วย รางวัลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ GWM ในการพัฒนาและนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ ทั้งความต้องการของผู้บริโภค เทคโนโลยีความปลอดภัย  และการรักษาสิ่งแวดล้อมในยุคใหม่

สำหรับ GWM POER SAHAR HEV ซึ่งได้รับรางวัล BEST HYBRID PICKUP เป็นรถกระบะไฮบริดรุ่นแรกในประเทศไทย รถกระบะคันนี้ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับมาตรฐานการขับขี่ ด้วยการผสมผสานระหว่างสมรรถนะที่ทรงพลังและความสะดวกสบายที่เหนือชั้น โดยรางวัลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเลิศในด้านการผสานเทคโนโลยีไฮบริด เข้ากับสมรรถนะของรถกระบะที่ทรงพลัง อีกทั้งมอบประสบการณ์การขับขี่และโดยสารที่เปี่ยมด้วยความสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางที่สุดจากขนาดฐานล้อที่ยาวที่สุดในกลุ่มรถยนต์ขนาด 3,350 มิลลิเมตร อีกทั้งยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือกว่า ยิ่งไปกว่านั้นยังโดดเด่นด้วยฝาท้ายกระบะที่เปิดปิดได้ 2 รูปแบบ เพื่ออำนวยความสะดวกในการบรรทุกได้หลากหลาย พร้อมกับระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีอัจฉริยะมากมาย ฉีกกฏรถกระบะแบบเดิม ๆ อย่างสิ้นเชิง และล่าสุด GWM POER SAHAR ในประเทศออสเตรเลียยังได้รับการรับรองว่าเป็นรถกระบะพลังงานใหม่ที่มีความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาว จาก Australasian New Car Assessment Program (ANCAP) ตอกย้ำถึงการเป็นผู้นำของ GWM ในด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยที่เหนือกว่า

3 รางวัลคุณภาพจากงานประกาศรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี “CAR & BIKE OF THE YEAR 2025” เหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของ GWM มุ่งมั่นส่งมอบเทคโนโลยีใหม่และนวัตกรรมล้ำหน้า เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งกว่า เหนือกว่า และครอบคลุมทุกความต้องการของผู้บริโภค และ GWM พร้อมที่จะนำเสนอนวัตกรรม เทคโนโลยี และดีไซน์ที่เหนือกว่า มาให้ชาวไทยทุกคนได้สัมผัสภายในงาน Bangkok International Motor Show 2025 ณ บูธ A10 สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทาง GWM Application หรือเว็บไซต์ https://www.gwm.co.th

อีซูซุเดินหน้าส่งเสริมศิลปะคู่เยาวชนรุ่นใหม่จัดประกวดวาดภาพดิจิทัลในโครงการ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์ 2567” ชิงทุนการศึกษากว่า 500,000 บาท

0

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เดินหน้าสนับสนุนเยาวชนรุ่นใหม่ในการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ผลงานภาพวาดดิจิทัลโครงการ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์” ประจำปี 2567 รอบชิงชนะเลิศ ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 500,000 บาท ณ อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

กลุ่มตรีเพชร โดย มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “อีซูซุจัดการประกวดวาดภาพดิจิทัล “โครงการอีซูซุเยาวชนสัมพันธ์ 2567” อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี สำหรับรอบคัดเลือกปีนี้ เราต้องการส่งเสริมให้เยาวชนไทยตระหนักรู้ถึงความสำคัญและผลกระทบของสื่อดิจิทัลต่อการดำเนินชีวิต เนื่องจากโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ข้อมูลสามารถแพร่หลายได้ทันทีอย่างไร้พรมแดน ทำให้ผู้บริโภคยุคดิจิทัลจำเป็นต้องคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณก่อนแชร์เนื้อหาออนไลน์ ไตร่ตรองถึงความสำคัญโดยการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลผ่านหัวข้อ “พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อย่าเผลอทำผิด คิดก่อนแชร์” ในระหว่างเดือนธันวาคม 2567 ถึงมกราคม 2568 ที่ผ่านมา”

โครงการ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์ 2567” เป็นโครงการเปิดโอกาสให้น้อง ๆ เยาวชนได้มีโอกาสแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการผ่านการใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางในการวาดภาพ ในปีนี้มีน้อง ๆ ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดถึง 531 ผลงาน โดยมีผู้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศจำนวน 20 คน การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย คัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งประกอบด้วย

  • รศ.ดร. ศุภชัย อารีรุ่งเรือง

คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

  • ผศ.ดร. วิชญ มุกดามณี

คณบดีคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

  • ผศ. อนุพงษ์ จันทร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาศิลปกรรม คณะสถาปัตยกรรมศิลปะและการออกแบบ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

รวมถึงกิจกรรมบรรยายพิเศษที่ได้รับเกียรติจาก “คุณนัด ธนิษฐ์ เจียรสวัสดิ์วัฒนา” ครีเอเตอร์ชื่อดังจากเพจ นัดเป็ด ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 2 ล้านคน ซึ่งมีผลงานที่มีลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ ถูกใจผู้คนมากมาย ได้มาร่วมพูดคุยสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ และให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่น้อง ๆเยาวชนที่เข้าร่วมประกวดในวันนี้ รวมทั้งได้ให้ทุกคนร่วมทำกิจกรรม  Workshop  สร้างผลงานสติกเกอร์ สำหรับแอปพลิเคชัน Line อีกด้วย

โดยการประกวดรอบชิงชนะเลิศนั้น เป็นการวาดภาพแบบสดในเวลา 3 ชั่วโมง ในหัวข้อที่กำหนดขึ้นใหม่ ซึ่งในปีนี้อีซูซุได้ประกาศหัวข้อ “ไทยช่วยไทย ก้าวไปด้วยกัน” สำหรับรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สร้างสรรค์โดยคนไทย นอกจากช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการจ้างงานและความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนความรู้ ความสามารถ และความชำนาญของชาวไทยให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงต่อไป โดยผลการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศมีดังนี้

รางวัลชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

  • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เด็กหญิงกันตา ณ ลำพูน โรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา

จังหวัดกรุงเทพมหานคร   ได้รับทุนการศึกษา 50,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ เด็กหญิงฮานีนี่ โมหมัดตอเฮด โรงเรียนเกาะจันทร์

พิทยาคาร จังหวัดชลบุรี  ได้รับทุนการศึกษา 30,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ เด็กหญิงอารีฟะฮ์ ชาญชัยชนะ โรงเรียนวิชัยวิทยา

จังหวัดเชียงใหม่  ได้รับทุนการศึกษา 20,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

รางวัลชมเชยจำนวน 7 รางวัล ได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 10,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่

  1. เด็กหญิงภัทรภร  จันทิมา  โรงเรียนระยองวิทยาคม  จังหวัดระยอง
  2. เด็กหญิงพรนพรัตน์  วายุวรรธนะ โรงเรียนวิสุทธรังษี  จังหวัดกาญจนบุรี
  3. เด็กหญิงกรรวี  หลีกภัย  โรงเรียนราชินีบน  จังหวัดกรุงเทพมหานคร
  4. เด็กหญิงเพชรอาภา  เพ็ชรละออ  โรงเรียนโพธิสัมพันธ์พิทยาคาร จังหวัดชลบุรี
  5. เด็กหญิงชญานิศ  เชียงทอง  โรงเรียนวิสุทธรังสี จังหวัดกาญจนบุรี
  6. เด็กชายปรารภัฏ  บุญเกษม  โรงเรียนธัมมสิริศึกษาสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
  7. เด็กหญิงธนารีย์  ดอกดี  โรงเรียนหล่มสักวิทยาคม  จังหวัดเพชรบูรณ์
รางวัลชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

  • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นางสาวชญาดา อุทัยธัน โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) จังหวัดกรุงเทพมหานคร  ได้รับทุนการศึกษา 50,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ นางสาวสุชญา ใจกล้า โรงเรียนสว่างบริบูรณ์วิทยา

จังหวัดชลบุรี ได้รับทุนการศึกษา 30,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ นางสาววิรัลพัชร เจริญสันติสุข โรงเรียนมารีวิทย์สัตหีบ

จังหวัดชลบุรี  ได้รับทุนการศึกษา 20,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

รางวัลชมเชยจำนวน 7 รางวัล ได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 10,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่

  1. นางสาวณัฏฐณิชา บางดี โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์
  2. นางสาวธิดาวัลย์ สิงห์คำ โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จังหวัดขอนแก่น
  3. นายภีรศักดิ์ ศรีสุระ  โรงเรียนสว่างบริบูรณ์วิทยา  จังหวัดชลบุรี
  4. นางสาวเกวลิน ญาณอภิมนตรี  โรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์  จังหวัดกรุงเทพมหานคร
  5. นางสาวชนกนันท์ พันธุ์มาตย์  โรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร จังหวัดระยอง
  6. นายนฤพล หยองวังปา  โรงเรียนสันติวิทยาสรรพ์  จังหวัดเลย
  7. นางสาวพิมพ์พิศา โคตศิริ โรงเรียนท่าเรือ “นิตยานุกูล” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

หัวข้อสดในรอบชิงชนะเลิศปีนี้ “ไทยช่วยไทย ก้าวไปด้วยกัน” ทำให้หนูรู้สึกตกใจเล็กน้อยเพราะไม่ได้เตรียมตัวสำหรับหัวข้อนี้มา แต่ก็เข้ากับยุคสมัยตอนนี้ดีค่ะ ภาพวาดของหนูต้องการสะท้อนว่า เราเป็นคนไทยและอยู่ในเมืองไทยด้วยกันก็ควรให้ความช่วยเหลือกัน ถ้าอยู่ใกล้ก็เอื้อมมือไปช่วย ถ้าไกลก็ส่งกำลังใจ แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เราก็ช่วยกันได้เสมอค่ะ อยากเชิญชวนเพื่อน ๆ ให้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ในครั้งต่อ ๆ ไป เพราะเป็นโอกาสที่ดีมากที่จะได้โชว์ฝีมือการวาดภาพของเราเด็กหญิงกันตา ณ ลำพูน โรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานคร ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เผยที่มาของผลงาน “ไม่ไกลเกินเอื้อม”

รางวัลชนะเลิศระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

สำหรับ นางสาวชญาดา อุทัยธัน จากโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กรุงเทพมหานคร ผู้ชนะเลิศระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เผยความรู้สึกว่า “แรงบันดาลใจของผลงานชิ้นนี้มาจากวลีหนึ่ง คือ ส่งต่อความห่วงใย เราเปรียบเปรยความห่วงใยเป็นรูปห่วงสีทอง และคำว่า ก้าวไปด้วยกัน นั้นหมายถึง ไม่ว่าเราจะอยู่ต่างที่คนละมุมโลก เป็นใครก็ไม่รู้ แต่ถ้าหากว่าเราทุกคนห่วงใยคนรอบข้างกันสักนิด แค่นี้สังคมก็จะน่าอยู่ขึ้นและพร้อมก้าวไปด้วยกัน ดังนั้นเพื่อน ๆ ที่สนใจวาดรูป มีใจรักในศิลปะ เข้ามาประกวดกันได้นะคะ อีซูซุเขาใจดีค่ะ”

นอกจากนี้ยังมีรางวัล Popular Vote จำนวน 10 รางวัล จากระดับการศึกษาละ 5 คน จะได้รับทุนการศึกษาคนละ 2,500 บาท  และพิเศษ! รางวัล Content Creator 10 รางวัล สำหรับผู้เข้าแข่งที่จัดทำคลิปที่เกี่ยวข้องกับผลงานหรือกิจกรรมนี้อย่างสร้างสรรค์ลงในช่องทาง TikTok โดย 10 คลิปที่ถูกใจคณะกรรมการ มากที่สุด และทำถูกต้องตามกติกา จะได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 2,500 บาท ทั้งนี้สามารถติดตามประกาศรางวัลในโครงการ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์” ประจำปี 2567 ได้ที่ https://isuzuyouthrelations.com/  และสามารถติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มได้ทางเว็บไซต์ www.isuzuyouthrelations.com  หรือ www.isuzu-tis.com

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัว ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์’ รุ่นพิเศษ จำนวนจำกัด

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวรถ ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์’ รุ่นพิเศษ จำนวนจำกัด สะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมียม ที่สะท้อนตัวตนของครอบครัวรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความทันสมัยและไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟ  ตอกย้ำความแข็งแกร่งและโดดเด่นในการเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่งขนาดเล็ก

มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์ และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี เพลย์ เป็นรถรุ่นพิเศษ ที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในกลุ่มรถยนต์ครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่งขนาดเล็ก ของรถจากซีรีส์ ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์’ มาพร้อมรูปลักษณ์ที่สะท้อนความสปอร์ตพรีเมียมอันโดดเด่นและสะดุดตา ตอบสนองไลฟ์ไตล์สุดแอ็กทีฟของครอบครัวยุคใหม่ ที่พร้อมออกไปสนุกกับกับการใช้ชีวิตและกิจกรรมด้วยกัน มอบความอุ่นใจตลอดการใช้งาน ด้วยเครือข่ายผู้จำหน่ายกว่า 190 แห่งทั่วประเทศ พร้อมบริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม ลูกค้าจึงสามารถเชื่อมั่นได้ในสมรรถนะที่เหนือชั้นและความคุ้มค่า” มร. อินาบะ กล่าวเพิ่มเติม

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์’ มอบประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ เต็มเปี่ยมด้วยพลังและมั่นใจในทุกเส้นทาง ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ปลอดภัย สะดวกสบาย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มาพร้อม MITSUBISHI e:MOTION ที่ผสาน 3 สุดยอดเทคโนโลยี อันเป็นเอกลักษณ์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประกอบไปด้วย ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดที่ทรงพลัง เพื่อพละกำลังที่เหนือกว่าและความประหยัดน้ำมัน โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) ให้ความปลอดภัย ลุยได้ในทุกสภาพถนน และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เพื่อการขับขี่ที่มั่นใจสูงสุดขณะเข้าโค้ง ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง เบาะนั่งปรับพับได้หลากหลายรูปแบบและมีพื้นที่จัดเก็บสัมภาระที่ปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ ตอบโจทย์ทุกความต้องการและรองรับทุกไลฟ์สไตล์

ดีไซน์แบบสปอร์ตพรีเมียมโดดเด่นด้วยหลังคาสีดำ กระจกมองข้างสีดำ คิ้วขอบกระจกประตูสีดำ กระจังหน้าตกแต่งไดนามิกชิลด์สีดำ เสาอากาศแบบครีบฉลามสีดำ และล้ออัลลอยสีดำ นอกจากนี้ ยังมีมือเปิดประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวรถ และไฟท้ายแบบ LED สี Smoke โดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์ ยังมาพร้อมไฟหน้าและ
กรอบไฟหน้าสีดำ ชุดตกแต่งสปอยเลอร์หลัง พร้อมด้วยชุดตกแต่งชายกันชนหน้า กันชนข้างและกันชนหลัง ขณะที่ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี เพลย์ มาพร้อมกันชนหน้า แผงตกแต่งข้างประตู แบบ Cross Design สีดำ และกระจังหน้าสีเดียวกับตัวรถ

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์ มีสีตัวถังให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีขาว White Diamond พร้อมหลังคาสีดำ และ สีเทา Graphite Gray พร้อมหลังคาสีดำ ขณะที่ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี เพลย์ มีสีตัวถังให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว White Diamond พร้อมหลังคาสีดำ สีเทา Graphite Gray พร้อมหลังคาสีดำ และสีเขียว Green Bronze พร้อมหลังคาสีดำ ในราคาจำหน่ายที่ 981,000 บาททั้งสองรุ่น

“แอสตัน มาร์ติน แบงคอก” เปิดตัวรุ่น ‘แวนเทจ ใหม่’ เร้าใจแบบฮาร์ดคอร์ ยนตรกรรมสปอร์ตคู่ใจสายขับ ตัวจริง

0
แอสตัน มาร์ติน แวนเทจ ใหม่ 1

แอสตัน มาร์ติน แบงคอก ผู้จำหน่ายยนตรกรรมสปอร์ตจากประเทศอังกฤษ ‘แอสตัน มาร์ติน’ อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จัดงานเปิดตัวรุ่น ‘แวนเทจ ใหม่’ ที่เป็นเสมือนตัวแทนของสมรรถนะขั้นสูงสุดของสายพันธุ์ แวนเทจ ที่ถือกำเนิดมากว่า 76 ปี ผสานจิตวิญญาณแห่งความเร็ว สร้างความเร้าใจสูงสุดให้ผู้ขับ ตอบโจทย์ผู้ถวิลหาพละกำลังระดับฮาร์ดคอร์และการควบคุมที่เฉียบคม ผสานโครงสร้างแบบเครื่องยนต์วางหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง ที่มีสมดุลไร้ที่ติ

แอสตัน มาร์ติน แวนเทจ ใหม่ 2

ธีรไนย มาศดิตถ์ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขายและการตลาด แอสตัน มาร์ติน แบงคอก กล่าวว่า “นับเป็นโอกาสดีสำหรับลูกค้าในประเทศไทย ที่จะได้สัมผัสกับ แอสตัน มาร์ติน แวนเทจ ใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ ‘Thrill.Driven.’ ซึ่งยังคงรักษาเอกลักษณ์และกลิ่นอายตามแบบฉบับดั้งเดิม ไว้ได้อย่างครบถ้วน ทำให้ แวนเทจ ใหม่ เป็นยนตรกรรมเปี่ยมสมรรถนะ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการขับจากสนามแข่งฟอร์มูลาวัน สะท้อนตัวตนออกมาได้อย่างชัดเจนและทรงพลังที่สุด”

แอสตัน มาร์ติน แวนเทจ ใหม่ 3

แอสตัน มาร์ติน เป็นรถยนต์สัญชาติอังกฤษ กำเนิดช่วงปีค.ศ. 1913 ปีนี้ นับว่าครบรอบ 112 ปี ก่อตั้งโดย ไลโอเนล มาร์ติน กับ โรเบิร์ต แบมฟอร์ต ซึ่งทั้งคู่สร้างรถแข่งร่วมกัน เพื่อไปแข่งรายการ แอสตัน คลินตัน ฮิลล์ไคล์ม (Aston Clinton Hillclimb) และคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

รูปลักษณ์บึกบึน น่าเกรงขาม ทุกองศา
แอสตัน มาร์ติน แวนเทจ ใหม่ มิติตัวถัง ยาว 4,495 กว้าง 2,124 และสูง 1,275 มิลลิเมตร ตัวถังกว้างขึ้น 30 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,705 มิลลิเมตร น้ำหนักรถเปล่า 1,605 กิโลกรัม โครงสร้างตัวถังอะลูมิเนียม ปรับแต่งให้ทนต่อแรงบิดได้สูงขึ้น ส่งผลดีต่อความแม่นยำในการควบคุม กระจังหน้ากว้างกว่าเดิม 38% เพิ่มประสิทธิภาพการนำอากาศมาระบายความร้อนได้ดีขึ้น 29% ไฟหน้า Matrix LED ดีไซน์ใหม่ พร้อมเดย์ไทมรันนิ่งไลท์ในตัว สะท้อนเอกลักษณ์ของ แอสตัน มาร์ติน ยุคใหม่ ปิดท้ายด้วยล้อฟอร์จขนาด 21 นิ้ว ความกว้างหน้า 9.5J และหลัง 11.5J จับคู่กับยางมิชลิน(Michelin) Pilot S 5 หน้า 275/35/ZR21 หลัง 325/30ZR21 ปั๊มรหัส ‘AML’ บ่งบอกว่าผลิตมาเพื่อใช้กับ แวนเทจ ใหม่ โดยเฉพาะ

แอสตัน มาร์ติน แวนเทจ ใหม่ 4

++ หรูหรา ฉลาดล้ำ ผสานอารมณ์แห่งความสปอร์ต
ห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ผสมผสานความหรูหรากับเทคโนโลยีล้ำสมัย ตกแต่งด้วย หนังแท้ Bridge of Weir ที่ให้สัมผัสหรูหราและกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมระบบเสียงมาตรฐาน Aston Martin 390W 11 ลำโพง พวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฟฟ้า แปรผันอัตโนมัติ (Variable Electrical Power Assistance) ทัชสกรีนอเนกประสงค์ Pure Black ขนาด 10.25 นิ้ว ผสานปุ่มกดบริเวณใกล้เคียง สามารถใช้งานได้สะดวกและรวดเร็ว ระบบอินโฟเทนเมนท์แบบใหม่ รองรับทั้ง iOS และ Android มาพร้อม 5 โหมดการขับ-Wet, Sport, Sport Plus, Track และ Individual ที่เปิดโอกาสให้ผู้ขับผสมผสานการตั้งค่าของระบบต่างๆ ได้ตามต้องการ

แอสตัน มาร์ติน แวนเทจ ใหม่ 5

++ รีดกำลัง ทวีความแรง สู่มิติใหม่แห่งความเร้าใจ
แอสตัน มาร์ติน แวนเทจ ใหม่ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน วี8 สูบ ทวินเทอร์โบ 4.0 ลิตร ที่ผ่านการปรับแต่งใหม่ โดยการเพิ่มขนาดเทอร์โบ, ปรับแต่งแคมชาฟท์ (Dual Variable Camshaft Timing), ปรับอัตราส่วนการอัด 8.6:1 พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน ห้องเผาไหม้ผ่านการกลึง CNC เต็มรูปแบบ (Fully CNC machined combustion Chamber) ทำได้ 665 แรงม้า (PS) แรงบิด 800 นิวตันเมตร มีกำลังสูงขึ้น 30% หรือ 155 แรงม้า (PS) และแรงบิดเพิ่มขึ้น 15% หรือ 115 นิวตันเมตร เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ส่งกำลังสู่ล้อคู่หลัง ผ่านเกียร์อัตโนมัติ ZF 8 จังหวะ ที่ติดตั้งติดตั้งอยู่ด้านหลัง (rear mounted) พร้อมเพลาขับคาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon Fibre Prop Shaft) และเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิปควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Rear Limited Slip Differential) อัตราเร่ง 0-96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 3.4 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุด 325 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แอสตัน มาร์ติน แวนเทจ ใหม่ 6

++ แฮนด์ลิงคมกริบ พิชิตทุกความท้าทาย
โครงสร้างตัวถังอะลูมิเนียม (Bonded Aluminium) ได้รับการพัฒนาเพิ่มความแข็งแกร่ง ทนต่อการบิดตัวได้สูงขึ้น มาพร้อมความสมดุลในการกระจายน้ำหนัก 50:50 ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ ดับเบิลวิชโบน คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วงล่างหน้าหลังแบบ มัลติ-ลิงค์ คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ระบบกันสะเทือนแบบอะแด๊ปทีฟ (ADS-Adaptive Damping System) พร้อมเทคโนโลยี Skyhook และ Intelligent Adaptive Dampers คานขวางช่วงล่างด้านหน้า (cross-member) ออกแบบใหม่ และย้ายตำแหน่งติดตั้งไปข้างหลังมากขึ้น เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับจุดยึดช่วงล่างหน้าแบบดับเบิลวิชโบน ค้ำตัวถังในห้องเครื่องด้านหน้า น้ำหนักเบาลง แต่แข็งแกร่งขึ้น ช่วยลดการบิดของตัวถัง ช่วงล่างหลังเพิ่มความแข็งแกร่ง 29% ผสานโช้กอัพแบบอะแด๊ปทีฟของ Bilstein DTX ที่มีช่วงการทำงานที่กว้างขึ้นถึง 500% เทียบกับรุ่นก่อนหน้า ส่งผลให้มีแฮนด์ลิงคมกริบ และขับสนุกยิ่งขึ้น จานเบรกโลหะเจาะรูระบายความร้อน หน้า 400 x 36 มิลลิเมตร หลัง 360 x 36 มิลลิเมตร จับคู่คาลิเปอร์เบรกหน้า 6 พ็อต และหลัง 4 พ็อต โดยมีชุดจานเบรกเซรามิกให้เลือกติดตั้งเป็นออปชั่น

แอสตัน มาร์ติน แวนเทจ ใหม่ 7

แอสตัน มาร์ติน ‘แวนเทจ ใหม่’ ราคาเริ่มต้น 21.9 ล้านบาท*
*ราคารวม warranty 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ: แอสตัน มาร์ติน แบงคอก
โทร. 02-670-6040 (โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการ สาขาพระราม 3)
02-610-9775 (โชว์รูมสาขาสยามพารากอน)
เฟสบุ๊ค: Astonmartinbangkok
อี-เมล: contact@astonmartin-bangkok.com

 

“GWM” ชูนวัตกรรมเครื่องยนต์ดีเซล เตรียมนำ “เครื่อง 2.4T เจนใหม่ล่าสุด” ใส่ใน NEW GWM TANK 300 DIESEL กล้ารับประกันคุณภาพถึง 1 ล้านกิโลเมตร!

0
NEW GWM TANK 300 DIESEL 1

GWM (Thailand) พร้อมยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน เผยนวัตกรรมใหม่กับ “ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุด” พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ใน NEW GWM TANK 300 DIESEL เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น โดย GWM ได้เริ่มพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลมาอย่างยาวนานมากว่า 30 ปี ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยเครื่องยนต์ดีเซลถือเป็นความเชี่ยวชาญอันดับต้น ๆ ของแบรนด์ ผ่านการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามาหลากหลายเจนเนอเรชัน ซึ่ง GWM มีการลงทุนในการพัฒนาเครื่องยนต์รุ่นนี้กว่า 200 ล้านหยวน (ประมาณ 1 พันล้านบาท) มีการพัฒนาห้องปฏิบัติการวิจัยเครื่องยนต์อย่างครบชุด สะท้อนให้เห็นถึงนวัตกรรมและความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหนือชั้น และประสบความสำเร็จอย่างงดงามในประเทศจีนและทั่วโลก การันตีด้วยผู้ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเกือบ 2 ล้านคน ใน 170 ประเทศและทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศแอฟริกาใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และรัสเซีย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความนิยมและความน่าเชื่อถือของเครื่องยนต์ดีเซลของ GWM ในระดับโลก

NEW GWM TANK 300 DIESEL 2

สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุด มี 4 จุดเด่นสำคัญที่จะยกระดับทุกประสบการณ์การขับขี่ให้ดียิ่งกว่าเครื่องยนต์ดีเซลแบบเดิม ๆ ได้แก่ การประหยัดพลังงานที่ดีมากขึ้น ฉีกกฏเครื่องยนต์ดีเซลทั่วไป ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่นิ่ง เงียบ และนุ่มนวลกว่าเคย ประสิทธิภาพการขับขี่ที่สูงขึ้น และการรับประกันคุณภาพที่ยาวนานขึ้น โดยในประเทศจีนได้นำร่องเปิดตัวเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนใหม่นี้ ในรถยนต์ 2 แบรนด์ผลิตภัณฑ์อย่าง GWM TANK และ GWM POER เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเร็ว ๆ นี้ GWM (Thailand) เตรียมนำ NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่นี้ ให้ชาวไทยได้สัมผัสกับขุมพลังดีเซลอันทรงประสิทธิภาพ ผสานความหล่อ เท่ ให้โดดเด่น ครบเครื่องในทุกเส้นทาง เพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ที่หลากหลายทั้งในเมืองหรือนอกเมือง ออนโรดและออฟโรด

4 จุดเด่นการันตีคุณภาพ เครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุด

•เพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานได้ดียิ่งขึ้น (High Efficiency & Low Fuel Consumption)
ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T ใหม่นี้ มาพร้อมกับเทคโนโลยีเทอร์โบแปรผัน (VGT) ที่มีแรงดันสูงถึง 2,000 บาร์ ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ท่อร่วมไอดีแบบคู่ที่ฝาสูบระบบอิเล็กทรอนิกส์ Exhaust Gas Recirculation (ECR) และระบบปั้มน้ํามันเครื่องแบบแปรผัน ทำให้เครื่องยนต์สร้างพละกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเผาไหม้ที่สมบูรณ์ยิ่งขี้น ช่วยลดการปล่อย์ไอเสีย NOx และประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนั้นเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีดที่มีช่วงอัตราทดเกียร์ที่กว้างถึง 8.843 ทำให้รถสามารถเปลี่ยนเป็นเกียร์ 9 ได้ที่ความเร็วเพียง 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยให้เครื่องยนต์สามารถปรับอัตราการเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมกับการขับขี่ในแต่ละสภาพถนน และสอดคล้องกับการทำงานของเครื่องยนต์เพื่อลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นออกไป โดยอัตราการบริโภคน้ำมันของ NEW GWM TANK 300 DIESEL อยู่ที่ 14 กิโลเมตรต่อลิตร (ตามมาตรฐานการทดสอบ Eco sticker ในประเทศไทย) สำหรับรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งน้ำมันหนึ่งถัง (ดีเซล B7) สามารถขับขี่ได้ระยะทางไกลมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ดังนั้นเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T ใหม่ของ GWM จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการขับขี่ คุ้มค่า และประหยัดพลังงานได้ดียิ่งขึ้น

NEW GWM TANK 300 DIESEL 3

•มอบการขับขี่ที่นิ่ง เงียบ และนุ่มนวล ฉีกกฏเครื่องยนต์ดีเซลโดยทั่วไป (Low Noise, Vibration, and Harshness)

เครื่องยนต์ดีเซล 2.4T ใหม่ของ GWM มาพร้อมกับเทคโนโลยีลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์และการพัฒนาเทคโนโลยีในการลดเสียงรบกวน NVH (Noise, Vibration, Harshness) ที่ยอดเยี่ยม ด้วยการออกแบบใหม่ของท่อไอเสีย เพลาลูกเบี้ยว ปั๊มน้ำมันเครื่อง ท่อน้ำมันแรงดันสูง สายพาน Timing และ Balance Shaft จึงทำให้ห้องโดยสารมีระดับเสียงต่ำกว่า 68 เดซิเบลในช่วง idle speedให้ประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบสงบ นิ่ง ไม่สั่น เทียบเคียงได้กับเครื่องยนต์เบนซิน ช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกสบายในทุกสภาพถนน

•พละกำลังและแรงบิดที่ยอดเยี่ยม (High performance)

เครื่องยนต์ดีเซล 2.4T คอมมอนเรลไดเร็คอินเจคชั่นชนิดแรงดันสูง ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุดนี้ เป็นเครื่องยนต์ที่ถูกพัฒนามาให้มีประสิทธิภาพสูง มอบพละกำลังสูงสุดถึง 135 กิโลวัตต์ หรือ 181 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดที่สูงถึง 260 นิวตันเมตร ในรอบเครื่องต่ำ และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตรแบบต่อเนื่องหรือแฟตทอร์คที่ 1,500-2,500 รอบต่อนาที ทำให้การออกตัวและการขับขี่ในพื้นที่ที่มีความท้าทายเป็นไปได้อย่างง่ายดาย และยังทำให้การอัตราการบริโภคน้ำมันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 11 วินาที การตอบสนองที่ฉับไวนี้ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางหรือเพิ่มความเร็วได้ทันใจในทุกสถานการณ์ และการใช้โครงสร้างช่วงล่างที่แข็งแรงและสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงในทุกสถานการณ์ ทั้งการขับขี่ในเมืองและการขับขี่แบบออฟโรด สร้างความมั่นใจและมอบประสบการณ์การขับขี่เพื่อคนเมืองและสายลุยได้เต็มที่

NEW GWM TANK 300 DIESEL 6

•ความทนทานสูง รับประกันคุณภาพที่ยาวนานถึง 1 ล้านกิโลเมตร (High durability with Long term warranty)
เพื่อแสดงถึงความใส่ใจในคุณภาพและความทนทานของเครื่องยนต์ GWM ได้ทำการทดสอบเครื่องยนต์นี้ในสภาพอากาศหนาวและร้อนสุดขั้ว 300 ชั่วโมง ทดสอบการทำงานที่ความเร็วรอบสูงสุด 500 ชั่วโมง และในสภาพถนนและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันถึง 76 รูปแบบทั่วโลก โดยมีระยะทางรวม 6 ล้านกิโลเมตร GWM มุ่งมั่นและใส่ใจในคุณภาพและความทนทานของเครื่องยนต์เป็นอันดับแรก จากโครงสร้างการออกแบบที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงาน ลดเสียงและการสั่นสะเทือน ทำให้เครื่องยนต์รุ่นนี้มีความทนทานสูง ทั้งการใช้งานแบบขับขี่ในชีวิตประจำวัน การท่องเที่ยวสุดสัปดาห์ หรือแม้แต่การขับขี่แบบออฟโรดที่ต้องใช้พละกำลังและแรงบิดสูง GWM พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าด้วยการมอบการรับประกันคุณภาพเครื่องยนต์ที่ยาวนานและครอบคลุมมากขึ้นถึง 1 ล้านกิโลเมตร (หรือ 8 ปี) เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในคุณภาพของ GWM ในเครื่องยนต์นี้

ไมเคิล ฉง กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “GWM มุ่งมั่นส่งมอบเทคโนโลยีใหม่และนวัตกรรมล้ำหน้า เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งกว่า เหนือกว่า และครอบคลุมทุกความต้องการที่มากกว่าเพื่อผู้ใช้งานชาวไทยทุกคน ผ่านแนวคิด GWM Go With More ที่สะท้อนถึงพันธกิจของ GWM ในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีกว่าและเหนือกว่าในทุกมิติของการใช้รถยนต์ที่ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่นี้ เป็นเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นความเชี่ยวชาญของ GWM โดยมีการวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จนประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ทั่วโลก ทั้งในด้านสมรรถนะ ประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน และความทนทาน พร้อมปฏิวัติการขับขี่เครื่องยนต์ดีเซลแบบเดิม ๆ สำหรับ NEW GWM TANK 300 DIESEL ขุมพลังใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T คอมมอนเรลไดเร็คอินเจคชั่นชนิดแรงดันสูง ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน นี้ จะมาพร้อม 3 รุ่นย่อย ที่ครอบคลุมทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ
ให้แฟน ๆ รถถเอสยูวีสไตล์ Premium BOXY ชาวไทย ได้เลือกคันที่ใช่ เตรียมนับถอยหลังพบกับ NEW GWM TANK 300 DIESEL กันได้เร็ว ๆนี้”

และนี่คือ 4 จุดเด่นจากขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุด ที่ครอบคลุมประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งกว่า เพื่อผู้ใช้งานทั่วโลกและในประเทศไทย ในด้านการประหยัดพลังงานที่ดีมากขึ้น ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่นิ่ง เงียบ และนุ่มนวลกว่าเคย ให้การขับขี่ด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้น และอุ่นใจมากขึ้นกับการรับประกันคุณภาพยาวนานกว่า NEW GWM TANK 300 DIESEL พร้อมแล้วที่จะให้คนไทยสายลุยได้สัมผัสเร็วๆ นี้ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทาง GWM Application หรือเว็บไซต์ https://www.gwm.co.th

“ขับสนุก วิ่งไกล ชาร์จไว นั่งสบาย พร้อม Lifetime Warranty” กับ 5 ฟีเจอร์เด่น สู่ภาพจำของ e-SUV รุ่นใหม่ NEW MG S5 EV

0
NEW MG S5 EV 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เตรียมสร้างความตื่นเต้นครั้งใหม่ให้กับวงการยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการสร้างภาพจำให้ NEW MG S5 EV รถ B-SUV ไฟฟ้าที่เตรียมเปิดตัวในประเทศไทยเร็ว ๆ นี้ กับการเป็นโมเดลที่มอบ 5 จุดเด่นสำคัญที่จะยกระดับมาตรฐานของการขับขี่ ด้วยการเป็นรถที่ “ขับสนุก วิ่งไกล ชาร์จไว นั่งสบายมีการรับประกันแบตเตอรี่และมอเตอร์แบบ Lifetime Warranty” ที่พร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของ รถ SUV ที่เหนือกว่าในทุกการเดินทาง

NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM – โครงสร้างแกร่ง ห้องโดยสารกว้าง ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ

NEW MG S5 EV 2

NEW MG S5 EV ถูกพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM อันล้ำสมัย ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ เอ็มจี พัฒนาเพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายเซกเมนต์ ตั้งแต่รถขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยแพลตฟอร์มนี้ถูกใช้งานครั้งแรกกับ NEW MG4 ซึ่งได้รับการยืนยันจากทั่วโลกว่าเป็นรถที่ขับดีที่สุดในคลาสและส่งต่อ DNA การขับขี่ที่สนุกสนานสู่ NEW MG S5 EV รุ่นใหม่ ที่ผสานสมรรถนะและความสะดวกสบายเข้าไว้ด้วยกัน

NEW MG S5 EV 3

แพลตฟอร์ม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM มาพร้อมโครงสร้างที่แข็งแกร่งและออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า 100% พัฒนาแบตเตอรี่ที่ติดตั้งในรถคันนี้ให้เป็นแบบ Cell-To-Pack ทำให้ระยะเวลาในการใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น และเพิ่มพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขึ้น ห้องโดยสารถูกออกแบบให้มีโครงสร้างแข็งแรงพิเศษ สามารถดูดซับแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะมีผลต่อสมรรถนะที่เหนือชั้นแล้ว แพลตฟอร์มนี้ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุด พร้อมระบบปกป้องแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูง เพื่อมอบความปลอดภัยในทุกสถานการณ์ ที่ NEW MG S5 EV พร้อมเดินทางไปทุกเส้นทางอย่างมั่นใจ

NEW MG S5 EV 4

รถ B-SUV ไฟฟ้าที่มีระบบขับเคลื่อนล้อหลัง – สมดุลเหนือระดับกับความสนุกของคนขับที่มาพร้อมกับความสบายของคนนั่ง

NEW MG S5 EV ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (DYNAMIC REAR WHEEL DRIVE) ที่ถ่ายทอดพลังสู่พื้นถนนอย่างสมบูรณ์แบบ ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าตัวใหม่ประสิทธิภาพสูง Permanent Magnet Synchronous Motor ซึ่งได้รับการพัฒนาให้มอบพละกำลังและการตอบสนองที่ฉับไวในทุกย่านความเร็ว สมรรถนะที่เหนือชั้นเหล่านี้ช่วยให้ทุกการขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็น การออกตัวที่เฉียบคม การเร่งแซงที่มั่นใจ ด้วยความเร็ว 0-100 กม./ชม. ใน 6.1 วินาที การควบคุมรถที่แม่นยำ หรือการเข้าโค้งในหลากหลายสภาพถนน พร้อมพาผู้ขับขี่ทะยานสู่ทุกจุดหมายได้อย่างมั่นใจ

NEW MG S5 EV

NEW MG S5 EV ได้รับการออกแบบให้มีการกระจายน้ำหนักแบบสมมาตร 50:50 ระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง ผสานกับการวางตำแหน่งแบตเตอรี่ที่ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถให้ต่ำลง (Low Centre of Gravity) ส่งผลให้การยึดเกาะถนนเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม เพิ่มเสถียรภาพขณะเข้าโค้งและการเร่งแซง ลดอาการโคลงตัวเมื่อต้องเผชิญกับสภาพถนนที่ท้าทาย เสริมความสมบูรณ์แบบของระบบขับเคลื่อนด้วยระบบช่วงล่างอิสระแบบแมคเฟอร์สันสตรัทด้านหน้า และ 5-Link Suspension ด้านหลัง ที่ได้รับการปรับจูนมาเป็นพิเศษ เพื่อเพิ่มการเกาะถนน รองรับ การเข้าโค้งได้อย่างเฉียบคมและมั่นคง แม้ในความเร็วสูง ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนระหว่างการขับขี่ ให้สมดุลระหว่างความนุ่มนวลและสมรรถนะสูงสุด นอกจากนี้ NEW MG S5 EV ยังมาพร้อมระบบเบรกที่ร่วมพัฒนากับบริษัท Continental ด้วยดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมช่องระบายความร้อน มอบพลังเบรกที่ทรงพลัง ทนทานต่อการใช้งานหนัก ได้ดื่มด่ำกับทุกช่วงเวลาของการขับขี่อย่างแท้จริง

NEW MG S5 EV 6

ที่สุดกับความสบายใจสำหรับการรับประกันแบตเตอรี่และมอเตอร์ตลอดอายุการใช้งาน – มั่นใจทุกกิโลเมตรที่ขับขี่
ความเร้าใจต้องมาพร้อมกับความอุ่นใจสูงสุดในทุกการใช้งาน NEW MG S5 EV ยกระดับความมั่นใจตลอดอายุ การใช้งานด้วย Lifetime Warranty สำหรับรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง (High-Voltage Battery) ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน (Electric Drive Unit) และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน (Power Electric Box) ตลอดอายุการใช้งาน แบบไม่จำกัดปี ไม่จำกัดระยะทาง เอ็มจี ถือเป็นแบรนด์เดียวที่กล้ามอบการรับประกันที่เหนือกว่ามาตรฐานทั่วไปในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของ เอ็มจี ในคุณภาพและความทนทานของเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถออกเดินทางได้อย่างไร้กังวล และเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในระยะยาว พร้อมกันนี้ เอ็มจี ยังเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าด้วยศูนย์บริการคุณภาพกว่า 140 แห่งทั่วประเทศอีกด้วย NEW MG S5 EV 7

พวงมาลัย Dual Pinion Steering Wheel – ควบคุมแม่นยำ ขับขี่มั่นใจทุกเส้นทาง

NEW MG S5 EV ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วยนวัตกรรมพวงมาลัย Dual Pinion Steering Wheel ที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบการขับขี่ที่แม่นยำและมั่นใจในทุกสถานการณ์ ระบบพวงมาลัยนี้ใช้โครงสร้างแบบ Dual Pinion ที่ช่วยเพิ่มความฉับไวในการตอบสนองและให้การควบคุมที่แม่นยำยิ่งขึ้น ลดความพยายามในการบังคับรถ ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้น หรือการขับขี่ที่ต้องการ ความคล่องตัว ระบบพวงมาลัยนี้ช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ พร้อมเสริมการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยมทั้งในทางตรงและทางโค้งเพิ่มความสนุกและความมั่นใจในทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองที่คับคั่งหรือการเดินทางไกล บนทางหลวง

วิ่งไกล 550 กิโลเมตรต่อการชาร์จ พร้อมระบบชาร์จเร็วทันใจ ให้การใช้อีวีง่าย และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
NEW MG S5 EV เปิดมิติใหม่แห่งการเดินทางด้วย แบตเตอรี่ขนาด 64 kWh ที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มอบระยะทางการขับขี่สุดประทับใจ สูงสุดถึง 550 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC ที่วิ่งได้ไกลที่สุดในคลาส ตอบโจทย์ทุกการเดินทางโดยไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทาง นอกจากระยะทางที่เหนือชั้นแล้ว NEW MG S5 EV ยังมาพร้อมกับ ระบบชาร์จเร็ว Quick Charge 140 kW ช่วยให้ผู้ใช้งานเติมพลังกลับสู่เส้นทางได้ในเวลาอันรวดเร็ว ลดระยะเวลาการรอคอยให้เหลือน้อยที่สุด เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่ง ไม่ว่าจะใช้รถในการเดินทางประจำวันในเมือง หรือขับข้ามจังหวัดเพื่อการเดินทางไกล NEW MG S5 EV จึงไม่ใช่แค่รถยนต์ไฟฟ้า แต่คือ กุญแจสู่อิสรภาพในการเดินทาง ที่ช่วยให้ไปได้ไกลกว่าที่เคย โดยไร้ข้อจำกัดด้านระยะทางและเวลา

NEW MG S5 EV 8

เตรียมพบกับยนตรกรรมไฟฟ้าใหม่ในกลุ่ม B-SUV กับ NEW MG S5 EV ที่พร้อมมาฉีกทุกกฎของรถเอสยูวีไฟฟ้า ด้วยดีไซน์และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย พร้อมทั้งสมรรถนะที่ทรงพลังและการขับขี่ที่เหนือกว่า เตรียมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการขับขี่ยนตรกรรมไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ภายในงาน Motor Show 2025 นี้แน่นอน!!!

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

 

“บางกอกมอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 46 กรังด์ปรีซ์ฯ ผนึกพันธมิตร 54 แบรนด์ดัง ปลุกอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

0

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) รวมกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 54 แบรนด์ดัง จัดงาน “บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 46 ภายใต้ธีม “The Talk of Sensuous  Automotive” หรือ “สนทนาภาษายานยนต์” ชูไฮไลต์พื้นที่โซนใหม่จัดแสดงอะไหล่รถอีวีและสันดาป หลังปิดดีลเครือข่ายผู้ผลิตและจำหน่ายจากประเทศจีน โดยงานจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน พ.ศ.2568 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และ ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 เมืองทองธานี

ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน “บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 46 กล่าวว่า “สำหรับงานมอเตอร์โชว์ในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้ธีม “The Talk of Sensuous  Automotive” หรือ “สนทนาภาษายานยนต์” สื่อถึงปรัชญาแนวทางการออกแบบในโลกยานยนต์ที่สื่อสารเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมด้วยพลัง ความปรารถนา แรงบันดาลใจ สื่อสารเป็นภาษาของยานยนต์ เพื่อสะท้อนแนวคิด การสร้างสรรค์พัฒนา และประสบการณ์สุนทรียภาพทางอารมณ์อย่างที่คุณค่า”

นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงาน “บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 46 “โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการยานยนต์จากยุโรปและเอเชียตอบรับเข้าร่วมออกบูธภายในงานฯ แล้ว 54 ราย แยกเป็นรถยนต์ 41 บริษัท และจักรยานยนต์ 13  สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมออกงานอย่างเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังได้รับการตอบรับการเข้าร่วมออกงานฯของกลุ่มลูกค้ารายใหม่ที่เป็นแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า ที่เพิ่งเข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย อาทิ ZEEKR, OMODA&JAECOO, CHERY, KINGGEN, JUNEYAO , RIDDARA และ GEELY รวมถึงเทคโนโลยีระบบนำทางภายในรถยนต์ HUAWEI นอกจากนี้ยังมีแบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า YADEA ที่มาเปิดตัวครั้งแรกภายในงานฯ โดยในปีนี้มีผู้ประกอบการจากประเทศจีนเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 14 ราย”

“ส่วนในไฮไลต์ของการจัดงานฯ ปีนี้ นอกจากมีการเปิดตัวรถยนต์และรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ๆ ทั้งรถสันดาปและรถอีวีของผู้ประกอบการยานยนต์แล้ว บริษัทฯ ได้จัดเตรียมพื้นที่ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 พื้นที่กว่า 9,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับการออกบูธอุปกรณ์ตกแต่งรถโดยเฉพาะ โดยในปีนี้ได้ขยายฐานผู้ออกบูธแสดงสินค้าสู่กลุ่มผู้ผลิตและจำหน่ายอะไหล่รถอีวีและสันดาปที่ต้องการขยายตลาดในประเทศไทย เนื่องจากเห็นโอกาสและศักยภาพของงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่เป็นงานจัดแสดงยานยนต์ระดับสากล”

“จึงได้รับความร่วมมือจาก บริษัท หนานจิง ฉ่วงฉี เอ็กซิบิชั่น จากประเทศจีน ได้นำสินค้าอุปกรณ์อะไหล่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จากประเทศจีน มาจัดแสดงเพื่อให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยที่สนใจเป็นร่วมตัวแทนจำหน่ายอีกด้วย นับได้ว่า เป็นครั้งแรกของการจัดงานแสดงรถยนต์เพื่อผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์โดยตรง เป็นการเชื่อมโยงทางธุรกิจ และการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ บนพื้นที่กว่า 3,800 ตารางเมตรภายในฟอรั่ม ฮอลล์ 4 ระหว่างวันที่ 24 – 30 มีนาคม 2568 มั่นใจได้ว่า จะได้สินค้าที่ตรงตามคุณภาพ ราคาจากผู้ประกอบการโดยตรง”

นอกจากนี้ ยังมีการออกบูธจัดแสดง USED CAR หรือรถมือสองระดับลักชัวรี่ รวมถึง สินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น สินค้ามูเตลู การแข่งขันชิงรางวัล พร้อมกิจกรรมสนุกๆอีกมากมาย ภายในฮอลล์

และอีก 1 งานที่แต่งเติมสีสันให้ล้อกันไปกับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งนี้ คือ MU-NIVERSE “เปิดจักรวาลมูเตลูไทย สู่คนรุ่นใหม่” เป็นอีเวนต์ที่รวบรวม เรื่องราวมูเตลูของเมืองไทยในแบบที่เข้าถึงง่าย เชื่อมโยง ความเชื่อม ศิลปะ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ระหว่าง วันที่ 2-6 เมษายน 2568 ที่บริเวณฟอรั่ม ฮอลล์ 4 พบปะกับอ.ลักษณ์ โหราธิบดี และแขกรับเชิญสายมูชื่อดังมากมาย พร้อมกิจกรรมดูดวง ปรึกษาฤกษ์ออกรถ ป้ายทะเบียนมงคล สินค้าเครื่องรางวัตถุมงคล กิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลของดีของสะสมสายมู พร้อมรับสติ๊กเกอร์เสริมดวงรุ่นพิเศษเฉพาะงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เท่านั้น

นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่สายการผลิต บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “สำหรับกิจกรรมในปีนี้ นอกจากกิจกรรม E-Racing ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์การแข่งขันรถยนต์เสมือนจริงผ่านเครื่องเล่น Simulator แล้ว ทางผู้จัดยังได้รับความร่วมมือจาก R.C.S. (Runbike Championship Series) ประเทศญี่ปุ่น จัดกิจกรรมการแข่งขันจักรยานทรงตัวรายการ “Grandprix Runbike Championship With R.C.S.” ขึ้นภายในงาน โดยเป็นการจัด Pre-Event จำนวน 2 สนาม ซึ่งการจัดการแข่งขันดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันวงการกีฬาสำหรับเยาวชนในประเทศไทย รวมถึงบูธแสดงสินค้าเกี่ยวกับเด็ก กีฬา และไลฟ์สไตล์ ตลอดจนโซนกิจกรรมสำหรับครอบครัวอีกด้วย”

นายพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ที่ผ่านมาบริษัทฯ ในฐานะผู้จัดงาน ได้มีการพัฒนารูปแบบการให้บริการใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ทั้งผู้เข้าร่วมงาน และผู้เข้าชมงานได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี digital transformation เข้ามาอำนวยความสะดวกในการเข้าชมงาน”

“เราได้พัฒนาบัญชี LINE Official Account หรือ Line OA ขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกใช้ในการลงทะเบียน และยังเป็นการเพิ่มช่องทางการสื่อสารระหว่างบริษัทฯ กับผู้บริโภคในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และรูปแบบการให้บริการใหม่ๆ ทั้งกลุ่ม Auto และ กลุ่ม Lifestyle ที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นมา เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ”

“นอกจากนี้ เรายังได้จัดทำโปรแกรม Fullloop ที่สามารถเก็บข้อมูลฟีดแบ็กจากผู้เข้าชมได้ในรูปแบบที่สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ผู้เข้าชมสามารถกรอกแบบสอบถามสั้นๆ เพื่อประเมินการจัดงาน ช่วยให้ผู้จัดงานสามารถรวบรวมข้อมูลได้ทันทีและวิเคราะห์ผลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการเก็บฟีดแบ็กจากผู้เข้าชมในงานมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้จัดงานสามารถปรับปรุงการจัดงานในหลายๆ ด้าน และตอบสนองต่อความต้องการของผู้เข้าชมได้ดียิ่งขึ้น”

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการจัดงานฯ ปีนี้จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา  ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ปีนี้คาดว่าจะทรงตัว เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนและเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน ประกอบกับสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากภาวะหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าผู้บริโภคยังมีความต้องการซื้อรถใหม่และรถมือสอง

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ผู้จัดงานฯ มีการปรับเพิ่มวันสำหรับสื่อมวลชน หรือ Press day เป็น วันที่ 24 มีนาคม 2568 สือมวลชนสามารถเข้าภายในบริเวณงานได้ตั้งแต่เวลา 7:30 น. โดยรอบนำเสนอของบริษัทแรกจะเริ่มในเวลา 8:00 – 21:00 น. ซึ่งเป็นไปตามมติที่ประชุมจากแบรนด์ที่ร่วมออกงานฯ โดยสื่อมวลชนที่ไม่ได้ลงทะเบียนล่วงหน้า สามารถลงทะเบียนได้ที่กองอำนวยการ ได้ตั้งแต่เวลา 7:00 น.

ในวันที่ 25 มีนาคม 2568 พิธีเปิดการจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 อย่างเป็นทางการ จะเริ่มในเวลา 9:00 – 10:00 น. และ เปิดรอบสำหรับ VIP ตั้งแต่เวลา 10:00 น.- 18:00 น.

การจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 นี้ มีความคืบหน้าเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ มั่นใจว่า การจองรถยนต์ ภายในงานครั้งนี้ จะได้รับข้อเสนอที่คุ้มค่า เข้าถึงเทคโนโลยีล่าสุด และสิทธิพิเศษมากมาย ถือเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการตัดสินใจ!  และ สร้างความตื่นตาตื่นใจไม่แพ้การจัดงานในอดีตที่ผ่านมา

 

แคมเปญแจกรถรางวัล สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ เรามี 4 แคมเปญด้วยกัน ดังนี้

  1. ซื้อบัตรเข้าชมงาน ตอบแบบสอบถาม ลุ้นรับรางวัลรถยนต์รถยนต์ไฟฟ้า JAECOO 6 EV (2WD) และ รถจักรยานยนต์ 2 รางวัล จากแบรนด์ YAMAHA และ HONDA
  2. จองรถยนต์ ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ลุ้นรับรถยนต์ไฟฟ้า NETA V-II smart หรือ จองรถจักรยานยนต์ภายในงานฯ ลุ้นรางวัล รถจักรยานยนต์ KAWASAKI W230
  3. ร่วมกิจกรรมลงทะเบียนบัตรอภินันทนาการ ลุ้นรับรางวัลรถจักรยานยนต์ SUZUKI BURGMAN ได้ที่ ฟอรั่ม ฮอลล์ 4
  4. กิจกรรม Shopping มูลค่า 1,000 บาทขึ้นไปภายใน ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 ร่วมลุ้นรางวัล E-Scooter YADEA MODERN

 

สำหรับบัตรเข้าชมงานฯ มีจำหน่ายบริเวณด้านหน้างาน และ ทางออนไลน์ ผ่านไลน์แอปพลิเคชั่น ทั้งนี้นอกจากสิทธิประโยชน์จากการร่วมลุ้นรางวัลรถยนต์และรถจักรยานยนต์แล้ว สามารถนำบัตรเข้าชมงานแบบซื้อที่ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว มาร่วมกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลต่างๆมากมายได้ที่ บูธกิจกรรมพิเศษ ภายในอาคารฟอรั่ม ฮอลล์4 และ สำหรับการจัดงานฯ ครั้งนี้ ผู้จัดงานฯ ได้จัดเตรียมรถshuttle ไว้อำนวยความสะดวก สำหรับผู้ที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS สายสีชมพู สามารถลงที่สถานีศรีรัช แล้วต่อรถ shuttle ที่ผู้จัดงานฯได้เตรียมไว้ เพื่อเข้าสู่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 เส้นทางศรีรัช  – ACTIVE HALL 4 โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่ประการใด

มาร่วมสัมผัสนวัตกรรมแห่งยานยนต์ AI ที่จะตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และคุณภาพชีวิตใหม่ของทุกคนได้ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 นี้  วันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และ ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 เมืองทองธานี งานแสดงเทคโนโลยียานยนต์ อันดับ 1 ของเมืองไทย

“ตรีเพชรอีซูซุเซลส์“ สุดยอดองค์กรชั้นนำที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วย

0
ตรีเพชรอีซูซุ 1

ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ คว้ารางวัล “The Most Attractive Employer 2025” องค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วยมากที่สุดจาก “Future Trends Awards 2025” งานประกาศรางวัลที่สุดขององค์กรแห่งปี เน้นย้ำการดูแลให้ความสำคัญกับพนักงาน เพราะ “พนักงานทุกคนคือหัวใจหลักแห่งความสำเร็จ ในการสร้างทุกสิ่งให้เป็นจริงได้” ตอกย้ำความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ตลอดระยะเวลายาวนาน 68 ปี ในประเทศไทย                                                                                                                       ตรีเพชรอีซูซุ 2 กลุ่มตรีเพชร โดย มร. นาโอยะ เซะงูจิ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล “The Most Attractive Employer 2025” องค์กรที่คนรุ่นใหม่ที่มีอายุระหว่าง 18 – 22 ปี อยากทำงานด้วยมากที่สุดประจำปี 2568 จากคณะกรรมการผู้ทรงเกียรติ และผลสำรวจของ Future Trends สื่อการตลาดและนวัตกรรมชั้นนำ ร่วมกับ Jobsdb by SEEK แพลตฟอร์มจัดหางานชั้นนำ…เราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า พนักงานคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดขององค์กร เราจึงมอบทั้งโอกาสในการเติบโตก้าวหน้าในอาชีพ ค่าตอบแทน เงินเดือน โบนัส และสวัสดิการต่าง ๆ ที่ดีระดับองค์กรชั้นนำ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อความมั่นคงของพนักงาน ทั้งนี้พนักงานยัง ได้โอกาสทำงานในโปรเจกต์พิเศษต่าง ๆ (Taskforce) รวมถึงการหมุนเวียนงาน (Rotation) เพื่อให้พนักงานได้มีการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องและมีประสบการณ์หลากหลายในสายงานต่าง ๆ

ตรีเพชรอีซูซุ 4

รวมทั้งการให้ทุนการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ และคอร์สอบรมต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานมีความสามารถเชิงลึกรอบด้าน (Well-roundedness) อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being Programs) ของพนักงาน ด้วยการสนับสนุนด้านการแพทย์ รวมถึงการส่งเสริมด้าน Work-Life Balance ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ และการทำให้บริษัทเป็นสถานที่ทำงานที่มีความสุข และสร้างความสำเร็จด้วยวัฒนธรรมการทำงานอันแข็งแกร่ง ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวจากทั้งแนวคิดไทยและญี่ปุ่น คือ การทำงานเป็นทีม (Teamwork) การมีวินัย (Discipline) รับผิดชอบหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ และมีความยืดหยุ่น (Flexibility) พร้อมที่จะปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ รวมถึงการสื่อสารพูดคุยที่เปิดกว้าง สร้างความรู้สึกให้พนักงานเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท สนับสนุนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน สามารถสื่อสารโดยตรงและใกล้ชิดกับผู้บริหารได้เสมอ (Accessibility) เรามั่นใจว่ารางวัลนี้เป็นการพิสูจน์ได้ว่าเราให้ความสำคัญกับพนักงานอย่างแท้จริง เมื่อพนักงานมีความสุขและเต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพแล้ว ก็จะนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กร ทำให้ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ เป็นผู้นำรถยนต์เมืองไทยมาอย่างยาวนานตลอดระยะเวลากว่า 68 ปี และเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จขององค์กรธุรกิจอันหลากหลายภายใต้แนวคิด “กลุ่มตรีเพชร…ทุกสิ่งเป็นจริงได้””

ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

 

********************************

 

สำนักงานประชาสัมพันธ์

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

โทร. 0-2966-2127-9

‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5’ เปิดตัวพร้อมแนวคิด “CONFIDENCE MADE TO LAST” ชูจุดเด่นให้สมรรถนะที่ดีเยี่ยมยาวนาน พร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

0
Michelin 1

‘มิชลิน’ ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยียางล้อระดับโลก ได้วางตลาด ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5’ (MICHELIN Primacy 5) ยางสำหรับรถยนต์นั่งและรถครอสโอเวอร์ทุกประเภทเครื่องยนต์ ภายใต้แนวคิด “ปลอดภัย มั่นใจในสมรรถนะที่ดีเยี่ยมรอบด้าน แม้เวลาเปลี่ยน” (Confidence Made To Last) ยางรุ่นนี้ได้รับการพัฒนาให้มีคุณสมบัติเหนือกว่ายางรุ่นก่อนหน้าอย่าง ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 4’ โดยมาพร้อมนวัตกรรมล้ำหน้าที่ช่วยให้ยางมีสมรรถนะเพิ่มขึ้น แต่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง

Michelin 2

นายสรพงษ์ จันทร์นฤกุล, ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจ B2C, บริษัท สยามมิชลิน จำกัด เปิดเผยว่า “ยาง ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5’ พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับศักยภาพที่เปลี่ยนแปลงไปของยานยนต์รุ่นใหม่และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รถยนต์รุ่นใหม่…โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า…มีน้ำหนักมากขึ้นและแรงม้าสูงขึ้น จึงต้องใช้ยางล้อที่มีสมรรถนะสูงขึ้นตามไปด้วย โครงสร้างยางล้อจึงต้องมีประสิทธิภาพที่จะรองรับความต้องการเหล่านี้ได้ ความทนทานต่อการสึกหรอและแรงต้านทานการหมุนของยางล้อที่ดีขึ้นไม่เพียงส่งผลให้ลูกค้ามีต้นทุนในการใช้งานต่ำลง แต่ยังช่วยให้ยางมีสมรรถนะในการยึดเกาะถนนเปียกที่ดียาวนาน จึงให้ความปลอดภัยและอายุการใช้งานที่ยาวนานเหนือกว่า สำหรับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย จุดเด่นเหล่านี้ไม่เพียงยกระดับประสบการณ์การขับขี่ แต่ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ทำให้ ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5’ เป็นยางที่เลือกใช้งานเพื่อการขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ”

จุดเด่นสำคัญของยาง ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5’ ได้แก่  ประสบการณ์ขับขี่ที่นุ่มสบายเหนือระดับ ด้วยดีไซน์ดอกยางแบบใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Michelin Silent Rib Gen-3 ซึ่งช่วยลดการสั่นสะเทือน จึงช่วยลดเสียงรบกวนลงและให้การขับขี่ที่นุ่มเงียบสบาย(2) สัมผัสได้ถึงความรู้สึกผ่อนคลายตลอดการเดินทาง  อายุใช้งานที่ดีเยี่ยมยาวนาน โดยมีอายุใช้งานเฉลี่ยยาวนานกว่ายางระดับพรีเมียมแบรนด์อื่นๆ ถึง 24%(3) ด้วยลายดอกยางสำหรับถนนเปียกที่ให้อายุใช้งานยาวนาน, ร่องรีดน้ำบริเวณไหล่ยาง (Lateral Groove Edges) ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และเทคโนโลยี MaxTouch ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่หน้าสัมผัสระหว่างยางล้อกับผิวถนน และกระจายแรงกดอย่างสม่ำเสมอตลอดหน้ายางขณะเร่งความเร็ว เบรก และเข้าโค้ง ส่งผลให้หน้ายางมีอายุใช้งานนานขึ้นโดยยังคงให้ความปลอดภัยขณะขับขี่ดังเดิม ผู้ขับขี่จึงเพลิดเพลินกับการเดินทางและกิจกรรมท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้ยาวนานยิ่งขึ้น…ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างแท้จริง

Michelin 5

 ให้ความปลอดภัยบนถนนเปียกยาวนานกว่า โดยมีระยะเบรกสั้นกว่ายางระดับพรีเมียมแบรนด์อื่นๆ ถึง 8% (ยางใหม่) และ 13% (ยางใกล้หมดดอก)(4) ด้วยเนื้อยางสูตรพิเศษ Functional Elastomers 3.0 ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยี MICHELIN EverGrip และ MICHELIN EverTread ที่ช่วยให้การรีดน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงให้สมรรถนะการเบรกบนถนนเปียกที่เป็นเยี่ยม เพิ่มความอุ่นใจและปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารในทุกการเดินทาง และ  รองรับการใช้งานร่วมกับรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยสูตรเนื้อยางสมรรถนะสูงบริเวณหน้ายางที่ช่วยลดแรงต้านทานการหมุนของยางล้อลงถึง 13%(5) จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและยืดระยะใช้งานต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่หนึ่งครั้งสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

Michelin 6

นอกจากยาง ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5’ จะให้สมรรถนะ ความปลอดภัย และความนุ่มเงียบสบายที่เหนือกว่าแล้ว ยังเคารพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “ความยั่งยืนทุกด้าน” (All Sustainable) ของกลุ่มมิชลิน โดยแรงต้านทานการหมุนของยางล้อ(6) มีประสิทธิภาพดีขึ้น 5% ขณะที่อายุการใช้งาน(7) ยาวนานขึ้น 18% อีกทั้งการออกแบบโดยรวมยังช่วยให้ยางรุ่นนี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลดลงถึง 6%(1)

ปัจจุบัน ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5’ มีวางจำหน่ายแล้ว ณ ร้านตัวแทนจำหน่ายยางอย่างเป็นทางการของมิชลินทั่วประเทศ โดยมีให้เลือกรวมทั้งสิ้น 46 ขนาด ตั้งแต่ขอบ 16 ถึง 20 นิ้ว โดยยางขนาด 18 นิ้วขึ้นไป (21 รายการ) มาพร้อมแก้มยางกำมะหยี่ดีไซน์แบบเต็มวง คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.michelin.co.th